Rolex เผยโฉมคอลเลกชันใหม่ 2025 นวัตกรรมที่ขับเคลื่อนโลกแห่งเรือนเวลาไปข้างหน้า
เมื่อเร็วๆ นี้ Rolex ได้จัดงานเปิดตัวนาฬิการุ่นใหม่ประจำปี 2025 ท่ามกลางบรรยากาศสุดพิเศษ โดยมีสื่อมวลชนและผู้ที่สนใจเข้าร่วมงานเพื่อสัมผัสประสบการณ์แห่งเรือนเวลาอันเป็นเอกลักษณ์ ที่ผสานงานฝีมือเหนือกาลเวลาเข้ากับความสง่างามทันสมัยได้อย่างลงตัว
การเปิดตัวครั้งนี้ตอกย้ำถึงจิตวิญญาณแห่งการสร้างสรรค์ที่ไม่เคยหยุดนิ่ง มาตรฐานที่ยกระดับขึ้นอย่างต่อเนื่อง และความมุ่งมั่นที่จะก้าวข้ามขีดจำกัดของความเป็นเลิศในทุกรายละเอียด ตั้งแต่กลไก ตัวเรือน สาย การออกแบบ ไปจนถึงการเลือกใช้วัสดุ

Oyster Perpetual Land-Dweller จินตนาการแห่งการขับเคลื่อน
Rolex ได้เริ่มต้นบทใหม่ของประวัติศาสตร์ด้วย Oyster Perpetual Land-Dweller นาฬิกาที่ร่วมสมัยที่สุดนี้แสดงให้เห็นถึงความเชี่ยวชาญขั้นสูงของแบรนด์ ซึ่งเป็นผลผลิตของประสบการณ์การรังสรรค์เรือนเวลามากกว่าหนึ่งศตวรรษ ออกแบบมาเพื่อผู้ที่มีศักยภาพและขีดเขียนโชคชะตาของตนเอง รวมถึงมองเห็นโอกาสในทุกช่วงเวลาของชีวิต
Land-Dweller มาพร้อมกับสายนาฬิกาที่เชื่อมต่อกับตัวเรือนอย่างกลมกลืน นาฬิกาที่ดูปราดเปรียวเรือนนี้มาพร้อมกับคาลิเบอร์ที่พร้อมปฏิวัติวงการ โดดเด่นด้วยสถาปัตยกรรมตัวเรือนที่เปี่ยมด้วยนวัตกรรมและออสซิลเลเตอร์รุ่นใหม่อันล้ำสมัย กลไกการทำงานยังได้รับการออกแบบให้เคลื่อนไหวที่ความถี่สูง 5 เฮิรตซ์ และมีความทนทานต่อสนามแม่เหล็กแรงสูง


กลไกแห่งนวัตกรรม Land-Dweller นั้นมาพร้อมกับคาลิเบอร์ 7135 ที่ได้รับการพัฒนาและผลิตขึ้นโดย Rolex แต่เพียงผู้เดียว กลไกไขลานอัตโนมัติที่ล้ำสมัยนี้ประกอบด้วยนวัตกรรมสำคัญหลายอย่างที่มีการยื่นขอจดสิทธิบัตร 16 ฉบับ ถึงแม้จะบางกว่ากลไก Rolex ส่วนใหญ่ แต่ก็ยังคงมอบการทำงานที่โดดเด่นในด้านประสิทธิภาพ
Dynapulse ชุดกลไกปล่อยจักรแห่งอนาคต: นวัตกรรมสำคัญที่สุดในคาลิเบอร์ 7135 คือ กลไกปล่อยจักร Dynapulse ซึ่งเป็นชิ้นส่วนใหม่ล่าสุดที่เข้ามาแทนที่ชุดกลไกปล่อยจักรแบบ Swiss Lever แบบดั้งเดิม ชุดกลไกปล่อยจักรแบบ Sequential distribution รุ่นใหม่นี้ได้รับการจดสิทธิบัตรเจ็ดฉบับ
กลไกปล่อยจักร Dynapulse นี้เป็นการประสานการออกแบบอย่างมีนวัตกรรมเข้ากับชิ้นส่วนที่ผลิตจากซิลิคอนเป็นหลัก ทำให้กลไกนี้มีจุดเด่นมากมาย ไม่ว่าจะเป็นองค์ประกอบที่มีน้ำหนักที่เบาอย่างยิ่ง การต้านทานกับสนามแม่เหล็กได้เป็นอย่างดี ทั้งยังมอบ คุณสมบัติการกักเก็บพลังงานที่เหนือกว่าชุดกลไกปล่อยจักรแบบดั้งเดิมอีกด้วย
ออสซิลเลเตอร์อันล้ำสมัย ออสซิลเลเตอร์ของคาลิเบอร์ 7135 ต้านทานสนามแม่เหล็กรุนแรงด้วยวัสดุที่นำมาใช้ผลิตองค์ประกอบ โดยติดตั้งมาพร้อมกับจักรกรอกทองเหลืองที่ได้รับการปรับเพิ่มความแข็งแรง และแกนจักรกรอกที่ผลิตจากวัสดุเซรามิกจากเทคโนโลยีชั้นสูงเฉพาะทางของ Rolex เท่านั้น
แกนจักรกรอกที่ได้รับการจดสิทธิบัตรนี้ผลิตด้วยการกลึงด้วยลำแสงเลเซอร์ ซึ่งนับว่าเป็นครั้งแรกของแบรนด์ ตัวดูดซับแรงกระแทก Paraflex ที่ได้รับการยกระดับประสิทธิภาพจะติดตั้งอยู่ที่ปลายแต่ละด้านของแกนจักรกรอก ช่วยเพิ่มความสามารถในการต้านแรงกระแทก

ความถี่ที่ 5 เฮิรตซ์ ออสซิลเลเตอร์ที่ทำงานร่วมกับแฮร์สปริง Syloxi ซึ่งผลิตจากซิลิคอนจะสร้างการเหวี่ยงที่คงที่ในอัตรา 36,000 ครั้งต่อชั่วโมง และมีความถี่ที่ 5 เฮิรตซ์ โดยสามารถบอกเวลาได้อย่างละเอียดถึงหนึ่งในสิบของวินาที
ด้วยกลไกปล่อยจักร Dynapulse ทำให้คาลิเบอร์ 7135 ยังคงประสิทธิภาพในการกักเก็บพลังงานได้นานถึง 66 ชั่วโมง ผู้สวมใส่สามารถชื่นชมความงดงามของลูกเหวี่ยงสีทองเงาวาวและการตกแต่งแบบ Rolex Côtes de Genève อันประณีตบนสะพานจักรได้ผ่านตัวเรือนแบบโปร่งใสด้านหลัง
ทรรศนะใหม่ Oyster Perpetual Land-Dweller โดดเด่นด้วยการตีความเรือนเวลาในรูปแบบใหม่ที่เชื่อมโยงตัวเรือนและสายนาฬิกาเข้าด้วยกันอย่างลงตัว การออกแบบเน้นที่ความงดงามกลมกลืนของการเชื่อมสายนาฬิกาเข้ากับตัวเรือนอย่างสมบูรณ์แบบไร้ที่ติ หน้าปัดนาฬิกา Land-Dweller ตกแต่งลวดลายกราฟิกที่ได้รับแรงบันดาลใจมาจากรังผึ้ง
โดยมีให้เลือกสองขนาดหน้าปัด ได้แก่ 36 มม. และ 40 มม. ในรุ่น White Rolesor และรุ่น Everose gold 18 กะรัตที่มาพร้อมหน้าปัดสีขาวเข้ม และรุ่นวัสดุแพลทินัม 950 ที่มาพร้อมหน้าปัดสีไอซันบลู
สายนาฬิกาที่ประสานกับตัวเรือนอย่างไร้ที่ติจนเป็นหนึ่งเดียวกัน คือแนวคิดหลักของนาฬิกาเรือนใหม่นี้ ตัวเรือน Oyster ผ่านการปรับโฉมใหม่ทั้งหมดเพื่อทำให้เส้นรอยต่อที่บางเฉียบดูแนบไปกับแสงเงาของสายนาฬิกา Flat Jubilee

GMT-Master II ส่วนผสมที่ลงตัว
Rolex เลือกที่จะเปิดตัวหน้าปัดเซรามิกครั้งแรกบนนาฬิการุ่น ทองคำขาว 18 กะรัต ของ Oyster Perpetual GMT-Master II นาฬิการุ่นเดียวกันนี้ยังมาพร้อมหน้าปัด Cerachrom สีเขียวเคลือบเงา และหน้าปัดเซรามิกที่มาพร้อมกับขอบหน้าปัดสีเขียวตัดครึ่งวันกับสีดำที่สะท้อนกันและกันเป็นอย่างดี
ความกลมกลืนทางภาพลักษณ์เป็นผลพวงมาจากความเป็นเลิศในการพัฒนาเซรามิกขั้นสูงอย่างหน้าปัดและขอบหน้าปัดที่ทำจากวัสดุแบบเดียวกัน หน้าปัดแบบใหม่นี้เปิดตัวครั้งแรกบนนาฬิการุ่น GMT-Master II ที่มาพร้อมเม็ดมะยมไขลานทางด้านซ้ายเช่นเดียวกับการเปิดตัวขอบหน้าปัดรุ่นสีดำ-เขียวเมื่อปี 2022
และนาฬิกาที่เปิดตัวในปีนี้จะมาพร้อมกับสายนาฬิกาแบบ Oyster และตัวล็อกนิรภัยแบบ Oysterlock การมีเข็มนาฬิกาพิเศษที่ใช้แสดงเขตเวลาที่สอง ทำให้นาฬิกา GMT-Master II เป็นผู้ช่วยสำหรับนักเดินทางในการปรับตัวเข้ากับการเปลี่ยนแปลงเวลาชั่วคราวที่หลีกเลี่ยงไม่ได้
Oyster Perpetual รูปลักษณ์ใหม่
นาฬิกา Oyster Perpetual มาพร้อมรูปโฉมใหม่ด้วยหน้าปัดหลากสีสัน ทั้ง สีม่วงลาเวนเดอร์ สีเบจทรายอันอบอุ่น และสีเขียวพิสตาชิโอแสนสดใส พร้อมการผสมผสานเฉดสีโทนพาสเทลเหล่านี้เข้ากับการเคลือบเงาอันแวววาวและการแต่งผิวแบบด้านอันเรียบเนียนอย่างลงตัว
หน้าปัดสีม่วงลาเวนเดอร์มีอยู่ในนาฬิการุ่น Oyster Perpetual 28 และหน้าปัดสีเบจมีอยู่ในนาฬิการุ่น Oyster Perpetual 36 ส่วนหน้าปัดสีเขียวพิสตาชิโอนั้นมาพร้อมกับนาฬิการุ่น Oyster Perpetual 41 รูปลักษณ์ใหม่มีการปรับสัดส่วนเล็กน้อย และมาพร้อมตัวเรือนแบบใหม่และตัวล็อกสายแบบ Oysterclasp ที่เพรียวบางลงกว่าเดิม
หน้าปัดโฉมใหม่ในสีที่อ่อนลงกว่าเดิมนี้เป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มผลิตภัณฑ์ Oyster Perpetual 41 โฉมใหม่ โดยรักษาอัตลักษณ์เดิมของนาฬิการุ่น Oyster ที่มุ่งเน้นความเรียบง่าย เปี่ยมไปด้วยความทนทานและความน่าเชื่อถือ


Perpetual 1908 เส้นสายรูปทรงแห่งความสง่างาม
นาฬิกา Perpetual 1908 ที่รังสรรค์ขึ้นจาก ทองคำ 18 กะรัต มีจำหน่ายแล้วในรูปแบบสายนาฬิกาที่ผลิตจากโลหะมีค่าทั้งชิ้น พร้อมมอบสัมผัสแห่งทองคำที่เบาสบายและนุ่มนวลบนข้อมือในระดับที่หาไม่ได้ทั่วไป เส้นสายรูปทรงที่ผ่านการออกแบบด้วยนวัตกรรมอย่างพิถีพิถันทำให้สายนาฬิกาชุดข้อสายแบบเจ็ดข้อนี้มีพร้อมทั้งความประณีตและความสวมใส่สบาย
สายนาฬิกา Settimo อันแวววาวนั้นรังสรรค์ด้วยชิ้นส่วนข้อสายที่มีขนาดเล็กมาก และนับเป็นสายนาฬิกาโลหะรุ่นแรกที่ผลิตขึ้นเพื่ออุทิศให้กับนาฬิการุ่น 1908 โดยเฉพาะ การประกอบที่ประณีต ผสานกับข้อสายโค้งมนเล็กน้อยที่ผ่านการขัดเงาพื้นผิวทุกระดับ ได้มอบประกายแวววาวและการเล่นแสงระยิบระยับอย่างงดงามให้กับตัวเรือน การออกแบบที่สมส่วนในทุกมิติและสายนาฬิกาที่ติดตั้งมาพร้อมตัวล็อก Crownclasp แบบซ่อน มอบกลิ่นอายของสายนาฬิกาที่ได้รับแรงบันดาลใจมาจากเครื่องประดับของนาฬิกาวินเทจบางรุ่น
DATEJUST มิติใหม่แห่งแสงและเงา
เฉกเช่นแสงสุดท้ายของตะวันที่ลอดผ่านขอบฟ้าเมื่อราตรีกำลังมาเยือน หน้าปัดของ Oyster Perpetual Datejust 31 รุ่นใหม่สะท้อนการสอดประสานระหว่างแสงและเงา หน้าปัดสีแดงอมเบรแสดงการไล่ระดับสีอย่างกลมกลืนจากศูนย์กลางที่ร้อนแรงดุจเพลิงเป็นความมืดมิดเข้มสนิทที่ขอบ รังสรรค์ให้เกิดศิลปะแห่งแสงและเงาที่ยิ่งเจิดจ้าด้วยเพชรที่ส่องประกายบนขอบตัวเรือนและหน้าปัด
นับเป็นครั้งแรกที่ Rolex ผลิตหน้าปัดสีแดงออมเบร ซึ่งเป็นสีที่มีความซับซ้อนในการผลิตสูงผ่าน PVD (กระบวนการเคลือบด้วยไอเชิงฟิสิกส์) หน้าปัดรุ่นพิเศษนี้มีในนาฬิกา Datejust 31 รุ่นทองคำ 18 กะรัต



Cosmograph Daytona, GMT-Master II, Sky-Dweller หน้าปัดใหม่ เปล่งประกายเหนือการคาดเดา
และปิดท้ายกันด้วยสามรุ่นที่ออกแบบด้วยความโดดเด่นท้าทาย และเรียบง่ายด้วยการจับคู่สีและวัสดุที่สร้างความรู้สึกแปลกใหม่ ได้แก่ Oyster Perpetual Cosmograph Daytona, GMT-Master II และ Sky-Dweller
Cosmograph Daytona ในเฉดสีฟ้าเทอร์ควอยซ์
สำหรับเรือนเวลาที่ผูกพันแน่นแฟ้นกับโลกมอเตอร์สปอร์ตและการจับเวลาในการแข่งขันอย่าง Oyster Perpetual Cosmograph Daytona มาพร้อมกับหน้าปัดเคลือบเงาสีฟ้าเทอร์ควอยซ์อันโดดเด่น และเสริมด้วยส่วนแสดงเวลาขนาดเล็กสีดำสว่าง นาฬิการุ่นใหม่นี้รังสรรค์ด้วยวัสดุทองคำ 18 กะรัต และมาพร้อมขอบตัวเรือน Cerachrom สีดำที่เป็นสเกลวัดความเร็ว ซึ่งเป็นอัตลักษณ์ที่สำคัญของนาฬิการุ่นนี้ และประกอบเข้ากับสาย Oysterflex และชุดตัวล็อกนิรภัย Oysterlock


GMT-Master II เสน่ห์แห่งหินไทเกอร์ไอออน
Oyster Perpetual GMT-Master II นาฬิการ่วมสมัยที่ออกแบบขึ้นเพื่อผู้สวมใส่ที่รักในการเดินทางท่องเที่ยวโลกกว้าง โดยมาพร้อมกับหน้าปัดแบบใหม่ที่ทำจาก หินไทเกอร์ไอออน ซึ่งเป็นหินจากธรรมชาติชนิดนี้เป็นส่วนผสมระหว่างพลอยตาเสือ แจสเปอร์แดง และฮีมาไทต์ การผสมผสานนี้ได้สรรสร้างประกายอันงดงามและมอบสีสันอันน่าทึ่งให้กับผู้พบเห็น Oyster Perpetual GMT-Master II นำเสนอในวัสดุ Everose gold 18 กะรัต ที่มาพร้อมขอบหน้าปัด Cerachrom สีดำและสีน้ำตาล และประกอบเข้ากับสายนาฬิกา Oyster และชุดตัวล็อกนิรภัย Oysterlock
Sky-Dweller คงคุณค่าความงดงามและหรูหรา
Oyster Perpetual Sky-Dweller เปรียบเสมือนผู้ร่วมทางอันซื่อสัตย์ของนักเดินทางทั่วโลก สำหรับปีนี้ รุ่น ทองคำ 18 กะรัต นั้นมาพร้อมหน้าปัดผิวซันเรย์ใน สีเขียวสว่าง ซึ่งเป็นเฉดสีเข้มลึกที่ผสานเข้ากับสีของนาฬิกาได้อย่างงดงาม นอกจากนี้ยังมีสายนาฬิกา Jubilee ทองคำ 18 กะรัต ที่มาพร้อม Oysterclasp ที่ช่วยเพิ่มความหรูหราให้กับนาฬิกาอีกด้วย
ความพิเศษของรุ่นนี้ยังรวมถึง ขอบตัวเรือนแบบเซาะร่อง อันเป็นเอกลักษณ์ของ Rolex ซึ่งผลิตขึ้นจากทองคำ 18 กะรัตเช่นเดียวกับตัวเรือน Oyster และสายนาฬิกา Jubilee ที่ประกอบเข้ากันอย่างลงตัว
เดิมทีขอบตัวเรือนเซาะร่องถูกออกแบบมาเพื่อการยึดเกาะกับตัวเรือนให้คุณสมบัติการกันน้ำ แต่ปัจจุบันได้กลายเป็นจุดประสงค์หลักด้านความสวยงาม ด้วยขนาดร่องที่เท่ากันอย่างสมบูรณ์แบบ ทำให้สามารถจับแสงและสร้างการสะท้อนที่ละเอียดงดงาม ขอบตัวเรือนแบบเซาะร่องนี้ถือเป็นผลงานแห่งความเชี่ยวชาญอันเหนือชั้น และได้กลายเป็นหนึ่งในเสาหลักแห่งมรดกการออกแบบของแบรนด์

นวัตกรรมและดีไซน์อันโดดเด่นจาก Rolex ในปี 2025 เหล่านี้ ล้วนสะท้อนถึงความมุ่งมั่นของแบรนด์ในการสร้างสรรค์เรือนเวลาที่ผสมผสานความงามเหนือกาลเวลาเข้ากับความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีได้อย่างไร้ที่ติ และเป็นเครื่องยืนยันว่าแบรนด์ยังคงเป็นผู้นำในโลกแห่งเรือนเวลาหรูหราอย่างแท้จริง
“ติดตามข่าวสารและความเคลื่อนไหวในโลกเรือนเวลาสุดล้ำได้ที่ Revolution Thailand แหล่งรวมแรงบันดาลใจสำหรับนักสะสมนาฬิกาตัวจริง”
ภาพ | ที่มา: Rolex

