Bremont Supermarine: ทะยานเหนือทุกสิ่ง

Date:

คอลเลกชั่น Supermarine ของ Bremont ได้ก้าวสู่บทบาทการเป็นนาฬิกาแบบเครื่องมือและเป็นตัวแทนของจิตวิญญาณและทักษะของนักสำรวจและนักผจญภัยที่ก้าวข้ามขีดจำกัดเพื่อบรรลุผลสำเร็จที่ดูเหมือนจะเป็นไปไม่ได้

นับเป็นปีที่ยิ่งใหญ่สำหรับ Bremont ด้วยการเปิดตัว Terra Nova ซึ่งเป็นแนวคิดใหม่ที่ต่อยอดจากสิ่งที่มีอยู่ของบริษัทในฐานะผู้เชี่ยวชาญด้านเครื่องมือสำหรับการสำรวจ รูปลักษณ์ใหม่ของแบรนด์และการเพิ่มเติมที่น่าตื่นเต้นในแค็ตตาล็อกช่วยเติมเต็มจักรวาลของ Bremont ด้วยการเพิ่มสีสันให้กับเรื่องราวที่ได้รับการบอกเล่าอย่างยอดเยี่ยมตั้งแต่วันแรก

บางทีหนึ่งในการอัปเดตที่ดีที่สุดอาจพบเจอได้ในวิวัฒนาการอันแข็งแกร่งและพอดิบพอดีของตระกูล Supermarine เช่น การอัปเดตให้กับรุ่น 300 เมตร ซึ่งรวมถึงรุ่นใหม่ของนาฬิกา 3 เข็ม นาฬิการุ่นบอกเวลาและวันที่ และรุ่น GMT รวมถึงนาฬิกา 500 เมตร รุ่นที่เป็นเซรามิกทั้งเรือน ซึ่งเป็นสิ่งที่คาดไม่ถึงแต่โดดเด่นสะดุดตาเป็นอย่างยิ่ง และเป็นรุ่นที่ได้รับความสนใจอย่างมากตั้งแต่เปิดตัวในงาน Watches and Wonders 2024         

สิ่งหนึ่งที่ไม่เปลี่ยนแปลงเลยแม้แต่น้อย คือ ความปรารถนาของแบรนด์ในการสร้างนาฬิกาที่ไม่เพียงแต่ “ผ่านการทดสอบมาแล้วว่ามีความทนทานยิ่งกว่า” เท่านั้น แต่ยังสอดคล้องกับสโลแกนใหม่ว่า “Take it Further” นั่นก็คือ พามันไปต่อ ซึ่งสะท้อนถึงความปรารถนาของแบรนด์ในการเป็นผู้นำในกลุ่มนาฬิกาประเภทความทนทานสูงแบบ “ไปได้ทุกที่และทำได้ทุกอย่าง” ได้อย่างสมบูรณ์แบบ

ขยายขอบเขตการสำรวจโลก

เรื่องราวของ Bremont คือ เรื่องราวแห่งความพากเพียรของมนุษย์ และหนึ่งในความร่วมมือครั้งสำคัญของแบรนด์ก็คือ Ben Saunders และ Tarka L’Herpiniere ที่การเดินทาง Scott Expedition ของพวกเขาได้สร้างสถิติโลกสำหรับการเดินทางไกลสู่ขั้วโลกขึ้นมา โดยใช้นาฬิกา Terra Nova และ Supermarine ของ Bremont เป็นเครื่องมือบอกเวลาซึ่งมีความสำคัญมากสำหรับพวกเขา

ระหว่างเดือนตุลาคม 2013 ถึงเดือนกุมภาพันธ์ 2014 เป็นครั้งแรกที่ Saunders และ Tarka L’Herpiniere ได้เดินทางในแถบขั้วโลกใต้อีกครั้ง จากเกาะ Ross โดยใช้เส้นทางเดียวกับที่ Sir Ernest Shackleton ใช้ในภารกิจ Nimrod Expedition และ Robert Falcon Scott ใช้ในภารกิจ Terra Nova Expedition ซึ่งเกิดขึ้นเมื่อกว่าศตวรรษที่แล้ว

ด้วยระยะทาง 1,795 ไมล์ (2,888 กม.) ของภารกิจ Scott Expedition จึงเป็นการเดินทางสำรวจขั้วโลกด้วยพลังเรี่ยวแรงของตัวมนุษย์เองที่ยาวนานที่สุดในประวัติศาสตร์ Saunders และ L’Herpiniere ได้ออกเดินทางจากเกาะ Ross เมื่อวันที่ 26 ตุลาคม 2013 และไปถึงขั้วโลกใต้ในวันที่ 26 ธันวาคม 2013 และสิ้นสุดการเดินทางโดยกลับมาถึงเกาะ Ross ในวันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2014

วิวัฒนาการของ Supermarine

กลุ่มนาฬิกา Supermarine ถือเป็นส่วนสำคัญในเรื่องราวของ Bremont มาโดยตลอด แม้ว่าจุดเริ่มต้นของแบรนด์จะเน้นไปที่การบินมากกว่า แต่การสำรวจภาคพื้นดินและท้องทะเล ก็ได้กลายมาเป็นจุดสนใจร่วมกันในกลุ่มผลิตภัณฑ์นี้อย่างรวดเร็ว

คอลเลกชั่น Supermarine ที่ขึ้นชื่อในเรื่องความทนทานและความสามารถในการอ่านเวลาที่ยอดเยี่ยมอาจเป็นคอลเลกชั่นที่มีการเปลี่ยนแปลงมากที่สุดในบรรดาตระกูลนาฬิกาทั้งหมดตลอดระยะเวลาที่มีการจำหน่ายมา ความหลากหลายของขนาด ความหนา และวัสดุ ทำให้คอลเลกชั่นนาฬิกาที่เป็นเครื่องมือซึ่งยากจะทำลายได้นี้กลายเป็นสิ่งที่น่าสะสมต่อไป

ตัวเรือนที่เพรียวบางลงและดีไซน์แบบโทนสีเดียวได้เน้นความอเนกประสงค์ของนาฬิการุ่นนี้ และสายนาฬิกาที่ออกแบบใหม่ทั้งหมดก็ชวนให้นึกถึงยุคทองของการออกแบบสายนาฬิกา ถือเป็นจุดเด่นสำคัญของคอลเลกชั่นใหม่นี้

สายนาฬิกานี้ดูไฮเอนด์สุด ๆ ด้วยวัสดุสเตนเลสสตีลเกรด 904L ที่ Bremont เลือกใช้เป็นวัสดุเริ่มต้นสำหรับคอลเลกชั่นล่าสุด และการตกแต่งอย่างชาญฉลาดนี้ก็เคียงคู่มากับความสง่างามที่เรียบง่าย

นาฬิกาแบบ 3 เข็มแบบเรียบง่ายนี้มีให้เลือกกัน 3 เวอร์ชั่น โดยทำขึ้นจากสเตนเลสสตีลเกรด 904L ตกแต่งพื้นผิวแบบซาตินและขัดเงา ด้วยขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางแค่ 40 มม. จึงสวมใส่ได้อย่างสบายเช่นเดียวกับรุ่นก่อน ๆ ตัวเรือนที่กันน้ำได้ถึง 300 เมตรนี้ มาพร้อมกับกลไกอัตโนมัติที่มีพลังงานสำรองอยู่ 50 ชั่วโมง

Supermarine 300m และ Supermarine 300m Date

สำหรับคอลเลกชั่นหลักของ Supermarine 300m นั้น Bremont ได้ตัดสินใจที่จะนำเอาสีสันอันสดใสมากขึ้นมาใช้ โดย 2 รุ่นจะใช้สีน้ำเงินเข้ม รอยัล บลู หรือสีเขียวสดใส บริติช กรีน ซึ่งทั้งสองจะเพิ่มความโดดเด่นให้กับคอลเลกชั่นนี้ ทำให้มีลักษณะที่ดูอ่อนเยาว์และมีความสปอร์ต ซึ่งย้ำเตือนเราว่าแม้ Bremont จะเป็นผู้ผลิตนาฬิกาที่เป็นเครื่องมือสำหรับการใช้งานหนักเป็นหลัก แต่ก็ไม่ลังเลที่จะก้าวข้ามขีดจำกัดในด้านสุนทรียศาสตร์และสร้างความประหลาดใจให้เราด้วยสิ่งที่ไม่คาดคิด

จุดเด่นสำคัญของนาฬิกาแบบ 3 เข็มเหล่านี้ คือ การใช้ตัวเลขอารบิกที่ตำแหน่ง 3-6-9 นาฬิกา และรุ่น Supermarine 300m Date จะไม่ใช้ชิ้นเครื่องหมายขนาดใหญ่ที่ติดตั้งด้วยมืออีกต่อไป โดยเลือกแทนที่ด้วยรูปแบบที่มักใช้กันโดยทั่วไปมากขึ้น นั่นก็คือ หลักชั่วโมงทรงสี่เหลี่ยมคางหมูและจุดกลม (ร่วมกับรูปทรงลูกศรหางสั้น ณ ตำแหน่ง 12 นาฬิกา)

รุ่นที่มีวันที่มีให้เลือกกัน 2 รูปแบบ ได้แก่ แบบสีดำสไตล์เรียบ ๆ ตัดกับการเน้นรายละเอียดด้วยสีส้ม และเลขวันที่สีขาวบนพื้นสีดำในกรอบหน้าต่างที่ตำแหน่ง 3 นาฬิกา ซึ่งดูสงบแต่ชวนมอง และรุ่นที่มีความโดดเด่นกว่ากันอันได้แก่ Supermarine 300m Date Bi-Color ซึ่งเป็นนาฬิกาหน้าปัดสีน้ำตาลช็อกโกแลตร่วมกับรายละเอียดสีโรสโกลด์และวงขอบตัวเรือนสีโรสโกลด์ที่ดูหล่อเหลาเป็นพิเศษเมื่อสวมเข้าคู่กับสายนาฬิกาสเตนเลสสตีลที่มีลักษณะเฉพาะตัว

จากผลงานทั้งหมดนี้ Supermarine 300m Date Bi-Color อาจเป็นชิ้นงานที่ดีที่สุดในแง่ของการแสดงให้เห็นถึงความสำเร็จของดีไซน์สายรัดข้อมือแบบใหม่ของ Davide Cerrato ผู้เป็นซีอีโอของ Bremont ส่วนผลงานชั้นดีชิ้นอื่น ๆ ทั้งหมดนี้ ก็มีองค์ประกอบที่คุ้นเคยกันดีแล้วผสมผสานความสดใหม่เข้าไปเพื่อสร้างความแตกต่างทางสายตาจากผลงานต่าง ๆ ที่ผ่านมา

Supermarine 300m GMT

แม้ว่า Supermarine 300m Date Bi-Color จะมีความสง่างามอย่างเต็มพิกัด แต่ของใหม่อย่างกลุ่มของ Supermarine 300m GMT กลับดูโดดเด่นสะดุดตาเป็นที่สุด 3 สีสันที่เข้ามาสู่แคตตาล็อกของ Supermarine นี้ผ่านการทดสอบในสภาพแวดล้อมอันหนักหน่วงในประเทศไอซ์แลนด์มาแล้ว นาฬิกาเหล่านี้จึงตอบสนองความต้องการในอุตสาหกรรมนาฬิกาได้เป็นอย่างดี

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เจ้าบูติกเอดิชั่นหน้าปัดสีแดงซึ่งผลิตขึ้นแบบจำนวนจำกัดเพียง 200 เรือน ซึ่งโดดเด่นด้วยวงขอบตัวเรือนสีแดงและสีดำ เนื่องจากเป็นหนึ่งในรูปแบบสีของขอบตัวเรือน GMT ที่ถูกพูดถึงและเป็นที่ต้องการมากที่สุด จึงไม่น่าแปลกใจที่ Bremont จะเลือกใช้สีเช่นนี้กับการปรับปรุงครั้งใหม่ของรุ่น GMT

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่น่าแปลกใจกว่าเล็กน้อยก็คือ การไล่ระดับสีหน้าปัดในแนวตั้ง ซึ่งทำให้นาฬิกาเหล่านี้มีลักษณะเฉพาะตัวที่ดูสง่างามอย่างคาดไม่ถึงเมื่อมองมันแลบออกมาจากแขนเสื้อแจ็คเก็ต Goretex ของคุณ (ขณะที่ดูมีความเปียกโชกไปทั้งตัว เช่นเดียวกับลักษณะของทะเลในไอซ์แลนด์ที่พยายามจะขึ้นฝั่ง)

อีกหนึ่งทางเลือกที่ให้มาก็คือ วงขอบตัวเรือนสีน้ำเงินร่วมกับสีดำ ซึ่งมากับหน้าปัดสีน้ำเงินที่ถูกตกแต่งมาในลักษณะคล้ายกัน รุ่นหน้าปัดสีน้ำเงินนี้ถูกจำกัดจำนวนการผลิตไว้ที่ 500 เรือน โดยจะมีจำหน่ายทั้งช่องทางออนไลน์และในร้าน อีกหนึ่งจาก 3 เวอร์ชั่นที่ปล่อยออกมาใหม่ซึ่งถูกบรรจุไว้ในคอลเลกชั่นหลักก็คือ แบบหน้าปัดสีเขียวเข้ม โดยทั้งรุ่นหน้าปัดสีเขียวและสีน้ำเงินที่เพิ่มเข้ามาในกลุ่มผลิตภัณฑ์ใหม่นี้จะมีเฉดสีพีช (บนปลายเข็ม GMT) และสีส้ม (สำหรับรายละเอียดบนหน้าปัด) อยู่ด้วย ในขณะที่รุ่นหน้าปัดสีแดงจะมีเฉดสีที่เรียบง่ายกว่า โดยเลือกที่จะเน้นสีแดง สีดำ และสีขาวแทน เพื่อให้เกิดความประทับใจอย่างที่สุด

นาฬิกา GMT รุ่นใหม่ทั้ง 3 รุ่นนี้ ขับเคลื่อนด้วยกลไกคาลิเบอร์ BE-93-2AV ซึ่งมีพื้นฐานมาจากกลไก Sellita SW330-2 โดยให้พลังงานสำรองได้ 50 ชั่วโมง และใช้บาลานซ์วีลเป็น Glucydur และเมนสปริงเป็น Nivaflex

Supermarine Full Ceramic “Jungle Green” และ “Tactical Black”

ความเต็มใจของ Bremont ที่จะทดลองกับสุนทรียศาสตร์ใหม่ ๆ ทำให้เราได้พบกับรุ่นเซรามิกทั้งสีดำและสีเขียว นาฬิการุ่นใหม่เหล่านี้ไม่ได้อยู่ในสายตาของใครมาก่อน ด้วยความที่เซรามิก ไม่ใช่วัสดุที่ Bremont เคยทำมาก่อน และก็ไม่ใช่สิ่งที่ผู้ผลิตนาฬิการายนี้ซึ่งมีชื่อเสียงในด้านการสร้างสรรค์วิธีการนำวัสดุแบบดั้งเดิมมาใช้มากกว่า จะค้นหาทางเลือกที่ล้ำสมัย เพื่อนำมาสร้างชื่อเสียงให้กับตนเอง แต่ในที่สุดมันก็เกิดขึ้น

อย่างไรก็ตาม เราได้เห็น Bremont แสดงศักยภาพด้านความคิดสร้างสรรค์ของตน โดยภาพที่ได้นั้นไม่เหมือนกับผลงานใด ๆ ที่ทางแบรนด์เคยผลิตมาก่อน แสดงให้เห็นถึงความผ่อนคลายในการปล่อยให้ Davide Cerrato ซีอีโอคนใหม่ หลุดพ้นจากอดีตด้วยการเก็บเกี่ยวประสบการณ์อันมากมายในสาขานี้มาใช้

นี่คือตัวเรือนเซรามิกแบบโมโน-บล็อก รุ่นแรกที่ผลิตโดย Bremont ตัวเรือนชนิดนี้เริ่มต้นจากผงเซรามิก โดยแม่พิมพ์ที่มีความแม่นยำสูงซึ่งมีขนาดใหญ่กว่าตัวเรือนของนาฬิกาเรือนสำเร็จถึง 23% จะถูกบรรจุผงเซรามิกนี้เข้าไป จากนั้นก็นำไปผ่านกระบวนการเผาผนึกแรงดันสูงที่อุณหภูมิ 1,450 องศาเซลเซียส

ในระหว่างขั้นตอนนี้ ตัวเรือนจะหดตัวจนมีขนาดสัดส่วนและเกิดเป็นสีตามที่ต้องการ แม้ว่าจะเป็นกระบวนการมหัศจรรย์ที่ต้องสังเกตการณ์หลังจากการคำนวณขั้นสุดท้ายได้รับการยืนยันแล้ว แต่การบรรลุซึ่งสีที่ต้องการนั้นต้องใช้การค้นคว้าและพัฒนาอย่างมาก และก็เป็นเช่นเดียวกับสิ่งอื่น ๆ ในการประดิษฐ์นาฬิกา โดยเฉพาะสาขาที่มีการทดลองมากขึ้น มันจึงไม่ใช่เรื่องง่ายอย่างที่ใคร ๆ อาจคิด เพราะแม้แต่การเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิเพียงเล็กน้อย (ซึ่งเป็นไปได้มากเมื่อต้องรับมือกับอุณหภูมิที่สูงพอที่จะทำให้โลหะส่วนใหญ่หลอมละลาย) ก็อาจทำให้เม็ดสีไหม้และเกิดการเปลี่ยนแปลงที่ไม่พึงประสงค์กับผลิตภัณฑ์ในขั้นสุดท้ายได้

ขั้นตอนสุดท้ายในการสร้างตัวเรือนก็คือ การตกแต่งผิว โดยสำหรับรุ่นเหล่านี้ Bremont เลือกใช้การพ่นทราย เพื่อให้เหมาะสมกับลักษณะการใช้งานของนาฬิกา

นาฬิกา Supermarine 500M ซีรี่ส์ใหม่ซึ่งได้รับการทดสอบโดย Aldo Kane ผู้เป็นแบรนด์แอมบาสเดอร์มาอย่างยาวนานนี้ มีความโดดเด่นกว่ารุ่นอื่น ๆ อย่างแน่นอน ด้วยการบรรจุกลไกไว้ในกรอบไทเทเนียมน้ำหนักเบา ทำให้นาฬิการุ่นนี้ไม่เพียงแต่มีความสวยงามสะดุดตาเท่านั้น แต่ยังสวมใส่บนข้อมือได้อย่างสบายอีกด้วย Kane ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการสำรวจแบบสุดขั้วทราบดีว่าการมีอุปกรณ์ที่เหมาะสมนั้นสำคัญเพียงใด และเขาได้ยืนยันว่าพวกเขารับมือกับงานใด ๆ ที่ได้รับมอบหมายได้อย่างมั่นใจ

นาฬิกาทั้งสองนี้มีลักษณะที่พรางตาและทันสมัย มีคุณสมบัติการใช้งานที่คาดหวังได้จากการเป็นเครื่องมือระดับสูงที่ออกแบบมาเพื่อใช้งานในภาคสนาม โดยมีคุณสมบัติกันน้ำได้ลึก 500 เมตร มีวาล์วระบายฮีเลียม มีสารเรืองแสงประสิทธิภาพสูง และมีวงขอบตัวเรือนพร้อมสเกลเวลาที่หมุนได้ทิศทางเดียวตามแบบฉบับเดิม (เป็นวัสดุไทเทเนียมเคลือบ PVD) ซึ่งคาดหวังได้ว่าจะพบได้ในนาฬิกาดำน้ำสไตล์คลาสสิก โดยทั้งรุ่นลิมิเต็ดเอดิชั่น “Jungle Black” และรุ่นในคอลเลกชั่นหลัก “Tactical Black” ล้วนได้รับการออกแบบมาอย่างดีเพื่อให้ทนทานต่อภารกิจที่ยากลำบากเป็นที่สุด

แม้ว่าจะมีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 43 มม. แต่นาฬิกาทั้งสองก็ดูมีขนาดที่เล็กกว่าที่คิดเนื่องจากมีความหนาเพียง 13 มม. และมีเอฟเฟกต์จากการหดตัวของวัสดุตัวเรือนสีเข้ม ซึ่งส่งผลต่อรูปลักษณ์ของนาฬิกา ทั้งสองใช้สายนาฬิกาที่มีความกว้าง 22 มม. โดยมีทางเลือกเป็นแบบสายยางที่ถอดได้อย่างรวดเร็ว หรือสายแบบนาโต ซึ่งก็มีน้ำหนักที่เบาและมีความบางพอ ๆ กัน ฝาหลังใช้เป็นแบบปิดซึ่งดูสอดคล้องกับแนวคิดที่ว่านาฬิกาเหล่านี้ถือเป็นเครื่องมือชนิดหนึ่ง โดยฝาที่ปิดนี้จะปกป้องกลไกคาลิเบอร์ BE-92AV (ซึ่งโมดิฟายมาจากกลไก SW300-1A) ได้เป็นอย่างดี

คลื่นลูกใหม่ที่ปล่อยออกมาซึ่งมีทั้งนาฬิกาแบบบอกเวลาอย่างเดียว นาฬิกาที่บอกเวลาและวันที่ และนาฬิกา GMT ตลอดจนแบบที่ใช้ตัวเรือนเซรามิก ได้ช่วยเพิ่มบุคลิกและความหลากหลายให้กับกลุ่มผลิตภัณฑ์ Supermarine ยิ่งกว่าที่เคยมีมา ซึ่งช่วยผลักดันให้แบรนด์ก้าวไปข้างหน้า พัฒนาภารกิจในการใช้งาน และบอกเล่าเรื่องราวในรูปแบบใหม่และมีชีวิตชีวายิ่งขึ้น

ด้วยแพลตฟอร์มของนาฬิการุ่นใหม่เหล่านี้ได้สร้างความปรารถนาที่ชัดเจนในการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ทำให้อนาคตของ Bremont ยังคงเป็นแบรนด์ที่ไม่สามารถละสายตาได้ด้วยความน่าสนใจที่เพิ่มขึ้นอยู่เสมอ

“ติดตามข่าวสารและความเคลื่อนไหวในโลกเรือนเวลาสุดล้ำได้ที่ Revolution Thailand – แหล่งรวมแรงบันดาลใจสำหรับนักสะสมนาฬิกาตัวจริง”

โดย Rob Nudds

Share post:

More like this

Seiko Presage 4 รุ่นใหม่ นำแรงบันดาลจากผ้าไหม Tomioka สู่หน้าปัดอันสง่างาม

ผ้าไหมท้องถิ่นในญี่ปุ่นที่ UNESCO ยกให้เป็นมรดกโลก บนหน้าปัดเหลือบประกายของ Seiko Presage รุ่นใหม่ คอลเลกชัน Seiko Presage...

Introducing :ประณีตศิลป์แห่งเรือนเวลา Lebois & Co Heritage Atelier Small Seconds

Lebois & Co เผยโฉมเรือนเวลารุ่นใหม่ Heritage Atelier Small Seconds มาพร้อมหน้าปัด 2 สไตล์ ทั้งลายแกะสลัก Clous de Paris คลาสสิก และลาย Stroopwafel สเปเชียลเอดิชัน ขับเคลื่อนด้วยกลไก COSC ในตัวเรือนขนาด 37.8 มม.

Corum หวนคืนสู่ความคลาสสิกปี 1996 ด้วย Golden Book รุ่นใหม่ พร้อมสลักวลีระดับตำนานของ Ernest Hemingway

Corum เปิดตัว Golden Book Heritage (G29157FW04N) เรือนเวลาไวท์โกลด์ 18K ทรงหนังสือเปิด-ปิดได้ โดดเด่นด้วยหน้าปัด Skeleton และงานแกะสลักด้วยมือสุดวิจิตรอลังการ

พาชมเรือนเวลา Endeavour Minute Repeater Cylindrical Tourbillon Skeleton ‘Cosmic Rain’ ที่ผลิตจำกัดเพียง 20 เรือนทั่วโลก

H. Moser & Cie. เผยโฉมเรือนเวลารุ่นลิมิเต็ด Cosmic Rain รวมกลไก Minute Repeater ด้านหน้า, Flying Tourbillon สายใยทรงกระบอก และหน้าปัดย่อยอเวนทูรีนฝังหอยมุกสุดประณีต