Home Blog Page 8

BRABUS “BODO” การข้ามสายพันธุ์ครั้งสำคัญระหว่างวิศวกรรมเยอรมันและแชสซีส์อังกฤษ ที่ผลิตจำกัดเพียง 77 คันทั่วโลกเพื่อระลึกถึงผู้ก่อตั้ง

เมื่อสัญลักษณ์ของความดิบกลายเป็นงานศิลปะ ทำความรู้จัก BRABUS “BODO” ยานยนต์คูเป้ที่ก้าวข้ามกรอบเดิมของค่าย

สำหรับคนที่ติดตามวงการยานยนต์ ชื่อของ BRABUS มักจะชวนให้นึกถึงรถออฟโรดทรงกล่องสีดำสนิท หรือซีดานตระกูล Mercedes-Benz ที่ถูกรีดพละกำลังจนล้นทะลัก ภาพจำเหล่านั้นคือความดุดัน ทรงพลัง และตรงไปตรงมา แต่ในการเปิดตัวผลงานล่าสุดที่งาน FuoriConcorso ริมทะเลสาบโคโม ประเทศอิตาลี บริษัทผู้สร้างสรรค์ยนตรกรรมระดับไฮเอนด์จากเมืองบ็อทรอพ แห่งนี้ได้เลือกเดินในเส้นทางที่ต่างออกไปอย่างสิ้นเชิงด้วยการนำเสนอ BRABUS “BODO”

ความน่าสนใจลำดับแรกคือ “โครงสร้างฐาน” รถคันนี้ไม่ได้เริ่มต้นจากรถยนต์ตราดาวสามแฉกอย่างที่หลายคนคุ้นเคย แต่ BRABUS เลือกใช้โครงสร้างอะลูมิเนียมและสถาปัตยกรรมของ Aston Martin Vanquish ยนตรกรรมแกรนด์ทัวเรอร์สัญชาติอังกฤษมาเป็นกระดูกสันหลัง

การข้ามสายพันธุ์ครั้งนี้ไม่ใช่แค่เรื่องของความแปลกใหม่ แต่เป็นจุดเริ่มต้นของการทำรถยนต์ประเภท Coachbuilt หรือการสร้างตัวถังขึ้นมาใหม่ทั้งหมดตามสั่ง ซึ่งเป็นสิ่งที่ BRABUS พยายามทดลองมาตลอดสองทศวรรษ

จะเห็นได้ว่าสัดส่วนของตัวรถคือสิ่งแรกที่สร้างความแปลกตา เส้นสายภายนอกเกือบทั้งหมดถูกเปลี่ยนมาใช้วัสดุคาร์บอนไฟเบอร์น้ำหนักเบาที่ผ่านกระบวนการอบความดันสูง (Pre-preg Autoclave) ทีมออกแบบยืดระยะความยาวของตัวรถออกไปจนแตะ 5.06 เมตร ซึ่งยาวกว่ารถฐานเดิมอย่างเห็นได้ชัด การปรับสัดส่วนนี้ทำให้รถมีช่วงหน้ารถที่ยาว (Long hood) และส่วนท้ายที่ลาดลงในลักษณะ Boat-tail คล้ายกับเรือยอชต์หรู เป็นการจัดวางรูปทรงที่จงใจให้รถดูมีแรงกดตามธรรมชาติและมีความเสถียรในย่านความเร็วสูง โดยไม่จำเป็นต้องพึ่งพาสปอยเลอร์ทรงสูงปรี๊ดแบบรถสนาม

อย่างไรก็ดี กลิ่นอายความขึงขังแบบเยอรมันยังคงถูกซ่อนไว้ในรายละเอียด ด้านหน้าของรถเปลี่ยนมาใช้กระจังหน้าแนวตั้ง 13 ซี่ขนาบข้างด้วยช่องดักอากาศ RAM-AIR ขนาดใหญ่ ขณะที่ส่วนท้ายติดตั้งระบบแอร์เบรก (Air Brake) สปอยเลอร์ไฟฟ้าสองตำแหน่งที่จะยกตัวขึ้นโดยอัตโนมัติเมื่อมีการเหยียบเบรกอย่างรุนแรงในความเร็วที่เกินกว่า 140 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ซึ่งเป็นฟังก์ชันที่มักพบในซูเปอร์คาร์เครื่องวางกลางมากกว่ารถสไตล์ GT

ภายใต้ฝากระโปรงหน้าที่ยาวเหยียด คือเครื่องยนต์บล็อกใหญ่ที่นับวันจะหาได้ยากขึ้นในอุตสาหกรรมยุคปัจจุบัน เครื่องยนต์ V12 ขนาด 5.2 ลิตร เทอร์โบคู่ ถูกนำมาปรับจูนใหม่หมด ทั้งระบบอัดอากาศ ฝาสูบ และระบบระบายความร้อน จนได้ตัวเลขกลมๆ ที่ 1,000 แรงม้า พร้อมแรงบิด 1,200 นิวตันเมตร โดยพละกำลังทั้งหมดจะถูกส่งตรงไปยังล้อคู่หลังผ่านเกียร์อัตโนมัติ 8 สปีด และเฟืองท้ายไฟฟ้า

หากดูจากตัวเลขสมรรถนะ รถคันนี้ทำความเร็วจาก 0-100 กิโลเมตรต่อชั่วโมงได้ภายใน 3 วินาที และทำความเร็วสูงสุดได้ถึง 360 กิโลเมตรต่อชั่วโมง แต่สิ่งที่น่าสังเกตคือการเลือกใช้วิศวกรรมแชสซีส์ BRABUS ร่วมมือกับ KW พัฒนาระบบช่วงล่างคอยล์โอเวอร์อะลูมิเนียมที่ปรับตั้งค่าได้ 5 โหมด (ตั้งแต่ Wet ไปจนถึง Sport+) พร้อมระบบยกหน้ารถเพื่อหลบสิ่งกีดขวาง ซึ่งแสดงให้เห็นว่าพวกเขายังคงต้องการให้รถคันนี้วิ่งใช้งานบนถนนจริงได้ ไม่ใช่แค่จอดโชว์

เมื่อเปิดประตูเข้าไปในห้องโดยสาร รูปทรงโดยรวมของแผงคอนโซลและระบบอินโฟเทนเมนต์ยังคงทิ้งร่องรอยของ Aston Martin เอาไว้ แต่จุดที่เปลี่ยนไปคือสัมผัสและการเลือกใช้โทนสี แบรนด์เลือกใช้สีดำ Piano Black และสีเทา Shadow Gray เป็นหลัก เบาะนั่งและแผงข้างประตูถูกหุ้มด้วยหนังเกรดพรีเมียมฉลุลาย “Shell” เอกสิทธิ์ของแบรนด์ พร้อมรายละเอียดเล็กๆ อย่างการปักลายเส้นรูปทรงของรถไว้ที่พนักพิง และสิ่งที่ขาดไม่ได้คือลายเซ็นของ Bodo Buschmann ผู้ก่อตั้งแบรนด์ผู้ล่วงลับ ซึ่งถูกปักไว้ที่แผงประตู เพื่อเป็นเกียรติแก่ชายผู้เริ่มต้นประวัติศาสตร์ของ BRABUS ในปี 1977

BRABUS “BODO” ถูกกำหนดจำนวนการผลิตไว้เพียง 77 เรือนทั่วโลก (ล้อไปกับปี ค.ศ. 1977 ที่ก่อตั้งบริษัท)  สำหรับนักสะสม รถคันนี้อาจไม่ใช่รถที่เน้นความคุ้มค่าในแง่ของฟังก์ชันการใช้งาน แต่มันคือการประกาศว่าในยุคที่ยานยนต์กำลังเปลี่ยนผ่านไปสู่ไฟฟ้า พวกเขายังคงสามารถสร้างรถยนต์เครื่องยนต์ V12 ตัวถังคาร์บอนไฟเบอร์ตามสั่งที่มีอัตลักษณ์เฉพาะตัวสูง และเปลี่ยนภาพจำจาก “สำนักแต่งรถ” ให้กลายเป็น “ผู้สร้างสรรค์งานศิลปะบนล้อ” ได้อย่างสมบูรณ์

อ่านบทความเพิ่มเติมได้ที่:
Montblanc Iced Sea Automatic Date 0 Oxygen Limited Edition 300การผจญภัยครั้งใหม่เหนือธารน้ำแข็งสีแดง
Royal Oak Offshore Selfwinding Chronograph สลัดลุคนาฬิกาสปอร์ตสายลุย ลดขนาดลงมา 37 มม. จับคู่กับเฉดสีชมพูและขอบหน้าปัดเพชร
พักความวุ่นวายจากหน้าจอ ปรับเลนส์สายตา แล้วมาโฟกัสที่พื้นผิว และมิติภาพ วิธีเปลี่ยนบุคลิกนาฬิกา Integrated ของ Louis Erard 2340

Arnold & Son HM London Skyline Limited Edition: จากลอนดอนยุควิกตอเรียนสู่มหานครร่วมสมัย ผ่านหน้าปัดที่เปลี่ยนเรื่องราวตามแสงและความมืด

เมื่อ Arnold & Son เลือกเล่าประวัติศาสตร์ผ่านเทคโนโลยีเรืองแสง

นาฬิกาลิมิเต็ดเอดิชันมักมีโจทย์ที่คล้ายกันอย่างหนึ่ง คือการหา “จุดเชื่อมโยง” ระหว่างแบรนด์กับเรื่องราวที่จะเล่า หลายครั้งเราจึงเห็นการหยิบเอาความสำเร็จในอดีตหรือสัญลักษณ์ที่คุ้นตามาวางไว้บนหน้าปัดตรงๆ แต่สำหรับความร่วมมือล่าสุดระหว่าง Arnold & Son และผู้จัดจำหน่ายนาฬิกาอิสระในอังกฤษอย่าง The Limited Edition ในรุ่น HM London Skyline พวกเขาเลือกวิธีที่ซับซ้อนกว่านั้น ด้วยการเล่นกับมิติของ “เวลา” และ “แสง”

หากมองในเชิงประวัติศาสตร์ Arnold & Son เป็นแบรนด์ที่มีรากฐานมาจาก John Arnold ช่างทำนาฬิกาชาวอังกฤษในศตวรรษที่ 18 แต่ปัจจุบันตัวแบรนด์ดำเนินงานและผลิตกลไกทั้งหมดในสวิตเซอร์แลนด์ การกลับมาเล่าเรื่องกรุงลอนดอนในครั้งนี้จึงไม่ใช่แค่การฉลองครบรอบ 260 ปีของแบรนด์ และ 10 ปีของพันธมิตรเท่านั้น แต่เป็นการพยายามดึงจิตวิญญาณดั้งเดิมของแบรนด์กลับมาอยู่ในร่างของนาฬิกาเดรสสไตล์โมเดิร์น

สิ่งที่น่าสนใจและคุ้มค่าต่อการสังเกตอยู่บนหน้าปัดเปลือกหอยมุก (Mother-of-Pearl) สีน้ำเงิน

เมื่ออยู่ภายใต้แสงไฟกลางวัน หน้าปัดจะแสดงภาพทิวทัศน์ลอนดอนในอดีตอย่างเรียบง่าย มีสะพาน Tower Bridge โดดเด่นอยู่ด้านหน้า โดยมีฉากหลังเป็นมหาวิหารเซนต์พอล (St Paul’s Cathedral) และอาคารรัฐสภาเวสต์มินสเตอร์ รายละเอียดเหล่านี้ถูกย่อส่วนลงบนพื้นที่ขนาดไม่กี่มิลลิเมตรอย่างประณีต ตัวเรือนถูกออกแบบมาให้บางเพียง 7.82 มิลลิเมตร (หนากว่าเหรียญบาทซ้อนกันประมาณ 4 เหรียญเล็กน้อย) ซึ่งทำให้สัดส่วนของนาฬิกาดูสุขุม ไม่ตะโกน และทำหน้าที่เป็นกรอบรูปให้กับงานศิลปะบนหน้าปัดได้อย่างพอดี

ทว่า จุดเปลี่ยนสำคัญของนาฬิกาเรือนนี้จะเกิดขึ้นเมื่อความมืดมาเยือน

แทนที่จะใช้สารเรืองแสง (Super-LumiNova) เพื่อให้มองเห็นเวลาได้ชัดขึ้นตามฟังก์ชันทั่วไป แบรนด์กลับใช้มันเป็นเครื่องมือเปลี่ยนผ่านยุคสมัย เทคนิคการแต้มสารเรืองแสงแบบพิเศษนี้จะเผยให้เห็นลายเส้นของ “ลอนดอนยุคปัจจุบัน” ซ้อนทับขึ้นมาอย่างแม่นยำ ทั้งลอนดอนอาย (London Eye), ตึกเดอะชาร์ด (The Shard) และตึกแตงกวา (The Gherkin)

การซ่อนสถาปัตยกรรมสมัยใหม่ไว้ใต้ความมืด และปล่อยให้สถาปัตยกรรมคลาสสิกทำหน้าที่ในตอนกลางวัน เป็นการสังเกตการณ์เมืองหลวงที่ชาญฉลาด มันสะท้อนว่าลอนดอนเป็นเมืองที่ไม่เคยทิ้งอดีต แต่ก็ขับเคลื่อนด้วยความล้ำสมัยในเวลาเดียวกัน

ในส่วนของกลไกภายใน พวกเขาเลือกใช้รหัส A&S1001 ซึ่งเป็นกลไกไขลานที่หนาเพียง 2.7 มิลลิเมตร การทำกลไกให้บางขนาดนี้แต่ยังสามารถบรรจุตลับลานคู่ (Double Barrel) ที่ให้พลังงานสำรองยาวนานถึง 90 ชั่วโมง ถือเป็นงานวิศวกรรมที่ต้องอาศัยความเชี่ยวชาญสูง ด้านหลังตัวเรือนกรุด้วยกระจกแซฟไฟร์ใส เผยให้เห็นการตกแต่งแท่นเครื่องด้วยลายขัดลอนคลื่น (Côtes de Genève) และการลบมุมด้วยมือ ซึ่งเป็นมาตรฐานของนาฬิกาไฮเอนด์

ความพยายามในการบาลานซ์ระหว่างความคลาสสิกและความร่วมสมัยนี้ ถูกผลิตออกมาในจำนวนจำกัดเพียงวัสดุละ 20 เรือนเท่านั้น 

ท้ายที่สุดแล้ว HM London Skyline อาจไม่ใช่หน้านาฬิกาสำหรับทุกคน เพราะเรือนนี้ตัดฟังก์ชันที่ซับซ้อนออกไปจนเหลือเพียงเข็มชั่วโมงและนาที แต่อัตลักษณ์ที่แท้จริงของมันกลับอยู่ที่การเป็น “บันทึกประวัติศาสตร์ขนาดพกพา” ที่แสดงให้เห็นว่า ศิลปะบนหน้าปัดนาฬิกาไม่จำเป็นต้องหยุดนิ่งอยู่กับที่ แต่อยู่ที่ว่าเราจะเลือกมองมันภายใต้แสงสว่างแบบไหนต่างหาก

Arnold & Son HM London Skyline Limited Edition
Arnold & Son HM London Skyline Limited Edition
ข้อมูลทางเทคนิค
  • ชื่อรุ่น: Arnold & Son HM London Skyline Limited Edition
  • ตัวเรือน: สเตนเลสสตีล หรือ 18K เรดโกลด์ ขนาด 39.5 มม. หนา 7.82 มม. กระจกหน้า–หลังแซฟไฟร์คริสตัล ฝาหลังโชว์กลไก
  • หน้าปัด: Mother-of-Pearl (เปลือกหอยมุก) สีน้ำเงิน ตกแต่งภาพเส้นขอบฟ้ากรุงลอนดอน พร้อมเทคนิคสารเรืองแสงเผยภาพ “London ปัจจุบัน” ในที่มืด
  • ฟังก์ชัน: แสดงชั่วโมงและนาที
  • กลไก: Calibre A&S1001 แบบไขลาน (Manual-Winding) ความหนาเพียง 2.7 มม. ตลับลานคู่ (Double Barrel) สำรองพลังงาน 90 ชั่วโมง
  • สาย: สายหนังจระเข้สีน้ำเงิน พร้อมหัวเข็มขัดเข้าชุดตัวเรือน

อ่านบทความเพิ่มเติมได้ที่:
Montblanc Iced Sea Automatic Date 0 Oxygen Limited Edition 300การผจญภัยครั้งใหม่เหนือธารน้ำแข็งสีแดง
Royal Oak Offshore Selfwinding Chronograph สลัดลุคนาฬิกาสปอร์ตสายลุย ลดขนาดลงมา 37 มม. จับคู่กับเฉดสีชมพูและขอบหน้าปัดเพชร
พักความวุ่นวายจากหน้าจอ ปรับเลนส์สายตา แล้วมาโฟกัสที่พื้นผิว และมิติภาพ วิธีเปลี่ยนบุคลิกนาฬิกา Integrated ของ Louis Erard 2340

พาชมโปรเจกต์หุ่นยนต์ผู้พิทักษ์เวลา MB&F HM12 The Guardian ผลงานเซ็ตคู่ที่ประกอบด้วยนาฬิกาทูร์บิญอง และหุ่นยนต์ตั้งโต๊ะฟังก์ชันครบ

ผลงานเปิดทศวรรษใหม่ที่เชื่อมโยงความทรงจำวัยเด็กยุค 80s เข้ากับงานขัดแต่งกลไกระดับสูง

หากคุณคิดว่าวงการนาฬิกาหรูในปัจจุบันค่อนข้างจืดชืด และเต็มไปด้วยการปรับสีหน้าปัดแบบเดิมๆ บนตัวเรือนทรงคลาสสิก MB&F (Maximilian Büsser & Friends) คือหนึ่งในไม่กี่แบรนด์ที่พร้อมจะทลายความน่าเบื่อนั้น และผลงานล่าสุดอย่าง HM12 The Guardian ก็เป็นข้อพิสูจน์ที่ชัดเจนว่า พวกเขาไม่ได้มองเวลาเป็นแค่ตัวเลข แต่เล่ามันออกมาเป็นเรื่องราวที่ชวนให้ผู้ชายยุค 80s และ 90s ต้องยิ้มออกมา

MB&F HM12 The Guardian
MB&F HM12 The Guardian

โปรเจกต์นี้ใช้เวลาพัฒนาตัวกลไกและตัวเรือนนานถึง 4 ปี ซึ่งเดิมทีตั้งใจจะให้เป็นผลงานฉลองครบรอบ 20 ปีของแบรนด์เมื่อปีที่ผ่านมา แต่เมื่อ Max Büsser และทีมงานตัดสินใจปรับปรุงรายละเอียดให้มีความซับซ้อนยิ่งขึ้น นาฬิกาเรือนนี้จึงกลายเป็นผลงานเปิดทศวรรษที่สามของแบรนด์แทน โดยสิ่งที่น่าสนใจคือการร่วมมืออย่างเต็มตัวครั้งแรกระหว่าง Max Büsser และ Max Maertens ผู้อำนวยการฝ่ายสร้างสรรค์คนใหม่ผู้เติบโตมาในยุคที่หุ่นยนต์ทรานส์ฟอร์เมอร์สครองเมือง

ผลงานชิ้นนี้ไม่ได้มาเดี่ยวๆ เพราะมันถูกออกแบบและขายร่วมกันเป็นเซ็ตระหว่าง “HM12” ซึ่งเป็นนาฬิกาข้อมือจักรกล และ “The Guardian” หุ่นยนต์ตั้งโต๊ะขนาดใหญ่ที่ทำหน้าที่เป็นแท่นวางนาฬิกา โดยแบรนด์ยืนยันอย่างหนักแน่นว่าจะไม่มีการแยกขายชิ้นใดชิ้นหนึ่งอย่างเด็ดขาด

เมื่อรายละเอียดหน้าปัดและฝาหลังเล่าเรื่องคนละขั้ว

เมื่อพิจารณาในแง่การออกแบบ ตัวนาฬิกา HM12 ใช้วัสดุไทเทเนียมเกรด 5 ในการสร้างสรรค์ตัวเรือน และถูกคิดมาให้มีภาพลักษณ์ที่ตัดกันอย่างสุดขั้วในเรือนเดียว

  • ด้านหน้า

เลย์เอาต์ของหน้าปัดถูกจัดวางให้ดูคล้ายกับใบหน้าของหุ่นยนต์แห่งอนาคต วงหน้าปัดย่อยฝั่ง 9 นาฬิกาทำหน้าที่แสดงชั่วโมงแบบกระโดด (Jumping Hour) ขณะที่ฝั่ง 3 นาฬิกาแสดงนาทีแบบเคลื่อนที่ต่อเนื่อง (Trailing Minutes) ส่วนด้านบนที่ตำแหน่ง 12 นาฬิกาเปรียบเสมือนสมองของหุ่นยนต์ ซึ่งเป็นที่อยู่ของกรงจักรกลทูร์บิยองแบบลอยตัว (Flying Tourbillon) ที่หมุนครบรอบในทุก 60 วินาที เพิ่มความดุดันด้วยโรเตอร์ลานด้านหน้ารูปทรงขวานรบ (Battle Axe) ที่ดูเหมือนริมฝีปากจักรกล

  • ฟังก์ชันแปลงร่าง (Transformer Mode)

ความสนุกที่ซ่อนอยู่คือระบบหน้ากากกลไก (Face Shield) เมื่อผู้สวมใส่หมุนเม็ดมะยมฝั่งซ้ายตามเข็มนาฬิกา หน้ากากไทเทเนียมจะค่อยๆ เลื่อนมาบดบังหน้าปัดทั้งหมดเพื่อเข้าสู่โหมดป้องกัน และเมื่อหมุนทวนเข็มนาฬิกาหน้ากากก็จะเปิดออก ระบบนี้ใช้ชิ้นส่วนกลไกกว่า 200 ชิ้น ทำงานแยกอิสระจากระบบบอกเวลาโดยสิ้นเชิง ซึ่งแม้จะไม่มีผลต่อความเที่ยงตรง แต่ในแง่ของวิศวกรรมอารมณ์ ถือเป็นรายละเอียดที่ทำให้ผู้รักจักรกลหลงใหลได้ไม่ยาก

  • ด้านหลังในสไตล์ดั้งเดิม

เมื่อพลิกดูฝาหลัง ภาพลักษณ์หุ่นยนต์ไซไฟจะหายไปทันที กลายสภาพเป็นงานตกแต่งสไตล์ดั้งเดิม (Traditional Horology) ที่มีความประณีตสูง ตัวสะพานจักรถูกแต่งผิวแบบฟรอสเต็ด (Frosted) และลบมุมด้วยมือ ไฮไลต์สำคัญอยู่ที่โรเตอร์ลานด้านหลังที่ทำจากโรสโกลด์ 22 กะรัต ทรงโดมโค้งมน ซึ่งได้รับการแกะสลักลวดลายกิโยเช่ (Guillochage) บนพื้นผิวส่วนโค้ง โดยได้รับความช่วยเหลือจากช่างนาฬิการะดับปรมาจารย์อย่าง Kari Voutailainen และทีมงาน Brodbeck Guillochage ซึ่งการทำกิโยเช่บนพื้นผิวที่โค้งมนเช่นนี้ถือเป็นงานที่ท้าทายฝีมือช่างอย่างมาก

แม้ตัวเรือนจะมีขนาดค่อนข้างใหญ่ (49.3 x 43.6 มิลลิเมตร) แต่การออกแบบให้ขาตัวเรือนฝั่ง 12 นาฬิกาสามารถขยับเคลื่อนไหวได้ (Mobile Lugs) ช่วยให้การสวมใส่บนข้อมือที่มีขนาดต่างกันทำได้กระชับและสบายกว่าที่คิด ตัวสายมาพร้อมระบบถอดเปลี่ยนอย่างรวดเร็ว (Quick Release) เพื่อให้ผู้ใช้นำตัวเรือนไปติดตั้งบนตัวหุ่นยนต์แท่นวางได้อย่างสะดวก

สังเกตองค์ประกอบ ที่เป็นมากกว่าแค่แท่นวาง แต่ออกแบบมาเพื่อปกป้อง

สำหรับตัวหุ่นยนต์ “The Guardian” ที่มีความสูง 38 เซนติเมตร และมีน้ำหนักถึง 15 กิโลกรัมนั้น ได้รับการพัฒนาร่วมกับแบรนด์ผู้สร้างนาฬิกาตั้งโต๊ะชั้นนำอย่าง L’Epée 1839 โดยทีมออกแบบไม่ได้ปล่อยให้หุ่นยนต์ตัวนี้เป็นเพียงโครงเหล็กเปล่าประโยชน์ แต่ใส่ฟังก์ชันที่ใช้งานได้จริงเข้าไปในมาดของอาวุธประจำตัว

  • แขนขวาพร้อมโล่ขยายภาพ: โล่ที่แขนขวาแท้จริงแล้วคือแว่นขยายคุณภาพสูงที่ช่วยให้ผู้เป็นเจ้าของสามารถส่องมองรายละเอียดการขัดแต่งอันประณีตของกลไกทูร์บิยองได้ชัดเจนยิ่งขึ้น
  • แขนซ้ายพร้อมปืนรังสี UV: ปืนเรย์กันที่มือซ้ายคือไฟฉาย UV ในตัว ซึ่งออกแบบมาเพื่อใช้ส่องชาร์จพลังงานให้กับสารเรืองแสง Super-LumiNova บนตัวนาฬิกาโดยเฉพาะ
  • ห้องเครื่องตรงหน้าอก: บริเวณกลางอกของหุ่นยนต์ติดตั้งมาตรวัดอุณหภูมิแบบกลไก (Mechanical Thermometer) เพื่อรายงานสภาพอากาศในห้อง นอกจากนี้ บริเวณฐานยังมีลิ้นชักขนาดเล็กที่สลักช่องไว้สำหรับจัดเก็บสายนาฬิกายามที่ตัวเรือนถูกย้ายมาติดตั้งเป็นใบหน้าของหุ่นยนต์

มุมมองและความคุ้มค่าในสายตานักสะสม

ประเด็นที่น่าสนใจที่สุดของโปรเจกต์นี้ อาจไม่ใช่เรื่องของเทคนิค แต่เป็นเรื่องของกลยุทธ์ทางธุรกิจ Max Büsser ได้เปิดเผยข้อมูลอินไซด์อย่างตรงไปตรงมาว่า ต้นทุนในการผลิตเซ็ต HM12 The Guardian นั้นสูงกว่าที่คาดการณ์ไว้ในตอนแรกอย่างมหาศาล จนทำให้แบรนด์ตัดสินใจหั่นราคาตั้งขายลงมาเกือบครึ่งหนึ่งจากต้นทุนจริง ส่งผลให้การผลิตนาฬิการุ่นนี้เป็นการ “ขายเท่าทุนหรือขาดทุน” สำหรับแบรนด์

เหตุผลเบื้องหลังการตัดสินใจครั้งนี้คือ แบรนด์เลือกที่จะจำกัดจำนวนการผลิตไว้เพียง 3 รุ่นสี (สีเขียว สีน้ำเงิน และสีม่วง) รุ่นละ 12 เซ็ต รวมทั้งสิ้นเพียง 36 เซ็ตทั่วโลก และประกาศว่านี่จะเป็นเวอร์ชันแรกและเวอร์ชันเดียวเท่านั้น โดยจะไม่มีการผลิตเพิ่มอีก เพื่อรักษาสถานะการเป็นสิ่งสะสมที่ทรงคุณค่าสำหรับอนาคต

การยอมเฉือนกำไรของตนเองเพื่อสร้างผลงานที่ก้าวข้ามขีดจำกัดเดิมๆ แสดงให้เห็นถึงวิธีคิดของแบรนด์อิสระที่ไม่ได้ถูกตีกรอบด้วยตัวเลขในบัญชีเพียงอย่างเดียว แต่ต้องการสร้างหมุดหมายสำคัญในประวัติศาสตร์การประดิษฐ์เรือนเวลา และน่าคิดว่าทิศทางในทศวรรษที่สามของ MB&F หลังจากนี้ จะมีผลงานชิ้นไหนที่บ้าคลั่งและท้าทายข้อจำกัดได้มากไปกว่าหุ่นยนต์ผู้พิทักษ์เรือนนี้อีกบ้าง

ทุกท่านมองว่าการผสมผสานระหว่างของเล่นวัยเด็กยุค 80s กับงานไฮเอนด์ฮอโรโลจีในลักษณะนี้ เป็นแนวทางที่น่าสะสมในระยะยาว หรือคิดเห็นอย่างไรกับฟังก์ชันหน้ากากกลไก สามารถมาร่วมแบ่งปันมุมมองความคิดเห็นกันได้ครับ

ข้อมูลทางเทคนิค 
  • ชื่อรุ่น: MB&F HM12 The Guardian
  • ตัวเรือน: วัสดุไทเทเนียมเกรด 5 ขนาด 49.3 มม. x 43.6 มม. หนา 13.8 มม. ประกอบขึ้นจากชิ้นส่วน 84 ชิ้น กันน้ำ 30 เมตร
  • หน้าปัด: แสดงชั่วโมงแบบกระโดด (Jumping Hours) ที่ 9 นาฬิกา แสดงนาทีแบบต่อเนื่อง (Trailing Minutes) ที่ 3 นาฬิกา ติดตั้ง Flying Tourbillon ที่ 12 นาฬิกา พร้อมระบบหน้ากากกลไกควบคุมด้วยเม็ดมะยมฝั่งซ้าย ตัวเรือนแต่งรายละเอียดด้วยสารเรืองแสง Super-LumiNova
  • ฟังก์ชัน: แสดงชั่วโมง (Jumping), นาที (Trailing), จักรกลทูร์บิยองลอยตัว และระบบเปิด-ปิดหน้ากากกลไกแยกอิสระ
  • กลไก: กลไกไขลานอัตโนมัติที่พัฒนาขึ้นอินเฮ้าส์ พร้อมระบบโรเตอร์ลานแบบคู่ (ด้านหน้าทรงขวานรบ ด้านหลังทำจากโรสโกลด์ 22k แกะลายกิโยเช่ทรงโดม) พลังงานสำรอง 84 ชั่วโมง
  • สาย: สายเวลโคร (Velcro) พร้อมระบบถอดเปลี่ยนสายอย่างรวดเร็ว (Quick-release system)
  • หุ่นยนต์ตั้งโต๊ะ (The Guardian Robot): พัฒนาร่วมกับ L’Epée 1839 สูง 38.2 ซม. น้ำหนักประมาณ 15 กิโลกรัม ติดตั้งมาตรวัดอุณหภูมิแบบกลไก แขนขวาเป็นแว่นขยาย แขนซ้ายเป็นไฟฉาย UV มีลิ้นชักเก็บสายนาฬิกาที่ฐาน ผลิตจำกัดสีละ 12 เซ็ต (เขียว, น้ำเงิน, ม่วง) รวม 36 เซ็ตทั่วโลก

อ่านบทความอื่นๆ เพิ่มเติม
Royal Oak Offshore Selfwinding Chronograph สลัดลุคนาฬิกาสปอร์ตสายลุย ลดขนาดลงมา 37 มม. จับคู่กับเฉดสีชมพูและขอบหน้าปัดเพชร
เมื่อ Audi แอบซุ่มทำซูเปอร์คาร์ 987 แรงม้า ออกมาขิง Lamborghini
Montblanc Iced Sea Automatic Date 0 Oxygen Limited Edition 300การผจญภัยครั้งใหม่เหนือธารน้ำแข็งสีแดง

การกลับมาของราชา Movado ฉลองก้าวสำคัญครบรอบ 145 ปี ปล่อยสองเรือนเวลาสุดแกร่ง ‘Alta Centurion’ และ ‘Heritage Kingmatic’ 

เขย่าวงการนาฬิกาปีนี้ด้วยการปลุกชีพไอคอนิกยุค Mid-Century และโชว์ความล้ำในดีไซน์สปอร์ต

ย้อนกลับไปในปี 1881 เด็กหนุ่มวัยเพียง 19 ปีนามว่า ‘อาคิลล์ ไดเทสไฮม์’ (Achille Ditesheim) ได้เริ่มจ้างช่างนาฬิกา 6 คน แล้วตั้งเวิร์กชอปเล็กๆ ขึ้นในเมืองลาโช-เดอ-ฟง (La Chaux-de-Fonds) ท่ามกลางหุบเขาที่อบอวลไปด้วยจิตวิญญาณแห่งโลกเรือนเวลา ยุคที่เหล่ายอดช่างกำลังหล่อหลอม ประกอบ ขัดเงา และชุบชีวิตให้คำว่า ‘Swiss Made’ มีความหมายขึ้นมาจริงๆ ซึ่งเขาได้ตั้งชื่อบริษัทของเขาว่า Movado ซึ่งเป็นภาษาเอสเปรันโตที่แปลว่า “ไม่หยุดนิ่ง” (In Motion) และการเดินทางตลอด 145 ปีที่ผ่านมา ก็พิสูจน์แล้วว่าพวกเขาไม่เคยหยุดเดินเลยจริงๆ

แต่ในวงการนาฬิกาที่ทุกคนต่างหยิบเรื่องราวความเก่าแก่มาเล่าซ้ำแล้วซ้ำเล่า แค่ความอยู่ยงคงกระพันอย่างเดียวคงไม่พอ และเรื่องราวของ Movado ก็ไม่ได้มีดีแค่การยืนระยะมาเกือบศตวรรษครึ่ง แต่มันคือประวัติศาสตร์ด้านงานดีไซน์ที่เข้มข้นและแน่นปึ้กจนสามารถยกไปจัดแสดงในพิพิธภัณฑ์ได้สบายๆ แคมเปญฉลองครบรอบ 145 ปีที่เปิดตัวในปีนี้ (ปี 2026) จึงหยิบเอาอาร์ไคฟ์ระดับตำนานนี้มาเป็นแรงบันดาลใจหลัก พาทุกคนไปขุดค้นกรุสมบัติย้อนเวลาผ่านภาพเวิร์กชอปโบราณ ภาพร่างสเกตช์ และตัวเรือนต้นแบบที่ทอดยาวผ่านกาลเวลากว่าร้อยปีในฐานะผู้ผลิตสวิสแท้ๆ โดยมี ‘เอริก บอนเนต์’ (Eric Bonnet) หัวหน้าทีมดีไซเนอร์ มารับหน้าที่เป็นผู้เปิดประตูพาเราไปเสพเรื่องราวสุดคลาสสิกนี้ด้วยตัวเอง

สลัดภาพจำเดิมๆ ของนาฬิกามินิมอลออกไปได้เลย เพราะประโยคแรกจากหัวหน้าทีมดีไซเนอร์อย่าง เอริก บอนเนต์ ได้ตอกย้ำไว้อย่างชัดเจนว่า ป้ายคำว่า Swiss Made ไม่ใช่แค่เครื่องหมายการันตีคุณภาพ แต่คือข้อผูกมัดและคำสัญญา นาฬิกา Movado สื่อสารโดยตรงกับโลกยุคปัจจุบัน ผ่านความสมดุลระหว่างมรดกตกทอดและความทันสมัย ทำให้นาฬิกาทุกเรือนทำหน้าที่เป็นสะพานเชื่อมโยงระหว่างอดีตและอนาคตเข้าด้วยกัน

สองเรือนเวลารุ่นล่าสุดทำหน้าที่เป็นตัวชูโรงหลักในแคมเปญฉลอง 145 ปีครั้งนี้ โดยมี Alta Centurion เป็นพระเอกของงาน นาฬิกากลไกอัตโนมัติโครโนกราฟทรงแปดเหลี่ยม ขับเคลื่อนด้วยกลไกคาลิเบอร์ 95A ตัวเรือนและสายนาฬิกาแบบรวมเป็นชิ้นเดียวผลิตจากวัสดุเหล็กกล้า 904L Durasteel หน้าปัดย่อยตกแต่งด้วยลายกิโยเช่ทรงกลม และมีออปชันพิเศษขอบตัวเรือนทองคำแท้ 18K ให้เลือกสรร ถือเป็นเรือนเวลาที่งดงามสะดุดตาซึ่งเปิดตัวออกมาพร้อมกันถึงสามเวอร์ชัน สะท้อนถึงความเชี่ยวชาญในการขับเคลื่อนอันเป็นหัวใจหลักของแบรนด์ได้อย่างสมบูรณ์แบบ

Movado Alta Centurion
การประกอบกลไก Caliber 95A
หน้าปัดย่อยเคลือบสีฟ้าอมเขียว

พระเอกเรือนที่สองในไลน์อัปนี้คือ Kingmatic

สำหรับคนที่มีใจรักในงานดีไซน์นาฬิกาเดรสยุคกลางศตวรรษที่ 20 ย่อมรู้จัก Heritage Kingmatic เป็นอย่างดีโดยไม่ต้องอธิบายอะไรเพิ่มเติม รุ่นออริจินัลถือกำเนิดขึ้นในปี 1956 ท่ามกลางกระแสความหลงใหลในยุคหลังสงคราม ที่บรรดาช่างนาฬิกาต่างพยายามบรรจุกลไกอัตโนมัติอันสลับซับซ้อนลงในตัวเรือนที่บางเฉียบพอจะซ่อนอยู่ใต้แขนเสื้อเชิ้ตได้อย่างแนบเนียน มันคือช่วงเวลาเฉพาะตัวที่การเดินทางข้ามมหาสมุทรแอตแลนติกกลายเป็นความใฝ่ฝันของผู้คนมากกว่าจะเป็นเรื่องไกลตัว นักบริหารในชุดสูทเนี้ยบกลายเป็นภาพจำใหม่ของวัฒนธรรมยุคนั้น และผู้ผลิตนาฬิกาต่างแข่งขันกันอย่างดุเดือดเพื่อสร้างสรรค์เรือนเวลาที่ตอบโจทย์รสนิยมความประณีตเรียบหรูโดยไม่มีความเทอะทะ ซึ่ง Kingmatic คือคำตอบที่สมบูรณ์แบบจาก Movado การันตีด้วยการเดินสายพานการผลิตต่อเนื่องยาวนานเกือบสามทศวรรษ ซึ่งเป็นข้อพิสูจน์ชั้นดีถึงความอยู่ยงคงกระพันของสไตล์ที่ไม่มีวันตกยุค

Movado Heritage Kingmatic
จากซ้าย: นาฬิกา Movado รุ่น Heritage Kingmatic (2026) และ Vintage Kingmatic (1962) ใหม่ล่าสุด

Heritage Kingmatic รุ่นใหม่ล่าสุดนี้เป็นการปลุกชีพตัวเรือนทรงคุชชัน (Cushion-shaped) จากปี 1962 ตัวเรือนสไตล์นี้เป็นการปรับทรงกลมคลาสสิกให้มีความเป็นเหลี่ยมมุมทว่านุ่มนวลบริเวณส่วนโค้งมน ซึ่งเมื่ออยู่บนข้อมือแล้วให้ความสวยงามลงตัวอย่างยิ่ง

หน้าปัดทรงโค้งขัดแต่งลายซันเรย์ (Sunray) และหลักชั่วโมงแบบแปะที่มีความนูนโค้ง ถือเป็นลายเซ็นวินเทจขนานแท้ของ Movado ที่ทำให้การกลับมาของรุ่นออริจินัลในครั้งนี้น่าตื่นตาตื่นใจ ผิวหน้าปัดสะท้อนความอบอุ่นของงานขัดลายซันเรย์ที่เล่นกับแสงไฟและเปลี่ยนมิติไปตามองศาการขยับข้อมือ ในขณะที่หลักชั่วโมงทรงนูนจะทำหน้าที่ดักจับและล้อแสงไฟในมุมที่แตกต่างกัน ช่วยเพิ่มมิติความตื้นลึกให้กับหน้าปัดได้อย่างมีชั้นเชิง

รายละเอียดที่ผ่านการคิดคำนวณมาเป็นอย่างดีเหล่านี้ สะท้อนให้เห็นถึงการทำการบ้านอย่างหนักของแผนกดีไซน์จาก Movado มันคือการตัดสินใจที่นักออกแบบต้องเข้าใจอย่างลึกซึ้งว่าทำไมดีไซน์ในอดีตถึงทรงพลัง และจะชุบชีวิตมันกลับมาอย่างไรให้มีความสอดคล้องและเข้ากับรสนิยมของคนรักนาฬิกายุคปัจจุบัน โดยไม่จมปลักอยู่กับความล้าสมัยหรือเป็นเพียงแค่ทาสของความถวิลหาอดีต นี่คือนาฬิกาเดรสที่รู้ซึ้งถึงตัวตนของตัวเองอย่างแท้จริง และในตลาดนาฬิกาที่ให้คุณค่ากับการแต่งตัวที่ผ่านการคัดสรรอย่างมั่นใจ Heritage Kingmatic คือคำตอบที่ใช่ ด้วยคุณภาพการผลิตที่ยอดเยี่ยมและมีรากเหง้าทางประวัติศาสตร์ที่จับต้องได้

หน้าปัดโค้งลายแสงอาทิตย์และเครื่องหมายบอกเวลาแบบนูนเป็นเอกลักษณ์เฉพาะของนาฬิกาวินเทจ Movado ที่ทำให้การกลับมาของรุ่นดั้งเดิมนั้นน่าตื่นเต้นเป็นอย่างยิ่ง

แน่นอนว่าแคมเปญฉลอง 145 ปีครั้งนี้ ยังครอบคลุมไปถึงเรือนเวลารุ่นอื่นๆ รวมถึง Museum Watch ซึ่งเป็นนาฬิการุ่นที่โด่งดังและเป็นที่รู้จักมากที่สุดของ Movado งานดีไซน์ที่ได้รับอิทธิพลมาจากศิลปะสไตล์สถาปัตยกรรมบาฮาส (Bauhaus) ในปี 1947 โดยฝีมือของ นาธาน จอร์จ ฮอร์วิตต์ (Nathan George Horwitt) โดดเด่นด้วยจุดกลมเพียงจุดเดียวที่ตำแหน่ง 12 นาฬิกา ซึ่งเป็นตัวแทนของดวงอาทิตย์ยามเที่ยงวัน ถือเป็นแกนหลักในการเล่าเรื่องราวของแบรนด์ และในฐานะไอคอนแห่งงานดีไซน์ นาฬิการุ่นนี้ยังได้รับการจัดแสดงในคอลเลกชันถาวรของพิพิธภัณฑ์ศิลปะสมัยใหม่แห่งนิวยอร์ก (MoMA) อีกด้วย

ขณะที่รุ่น Heritage 1917 ซึ่งเปิดตัวไปเมื่อปีที่แล้ว ได้พาย้อนเวลากลับไปไกลยิ่งขึ้นสู่ยุคทองของศิลปะอาร์ตเดโค (Art Deco) ของ Movado ซึ่งเป็นช่วงทศวรรษที่แบรนด์เคยสร้างสรรค์รูปทรงตัวเรือนที่แตกต่างกันออกไปมากกว่า 700 รูปทรง ส่วนรุ่น Museum Imperiale ทำหน้าที่เป็นสะพานเชื่อมโยงความสง่างามอันเป็นเอกลักษณ์ของ Museum Watch เข้ากับภาษาภาพของไลน์ Imperiale ยุค 1980 โดยขอบตัวเรือนที่มีการตกแต่งด้วยจุดกลมช่วยขยายลายเซ็นอันเป็นไอคอนิกบนหน้าปัดให้ออกมาโลดแล่นอยู่บนโครงสร้างตัวเรือนด้านนอกได้อย่างลงตัว นาฬิกาทุกเรือนล้วนมีสายใยยึดโยงกับจิตวิญญาณที่มีอยู่จริงในหน้าอาร์ไคฟ์ของ Movado และแบรนด์ได้ใช้โอกาสในวาระครบรอบ 145 ปีนี้ เพื่อเปิดฉากบทสนทนาอันทรงคุณค่าเกี่ยวกับมรดกตกทอดทางประวัติศาสตร์ของตัวเองได้อย่างน่าประทับใจ

Movado Museum Classic
Movado Heritage 1917

แคมเปญของ Movado เปิดฉากขึ้นจากภายในเวิร์กชอปและสตูดิโอออกแบบ การประทับตรา Swiss Made ลงบนตัวเรือนคือเครื่องหมายการันตีคุณภาพและความเคารพในทุกกระบวนการผลิตนาฬิกาทุกเรือนที่เคยสรรค์สร้างขึ้นมา ทั้งหมดนี้คือการสะท้อนถึงคุณค่าและจิตวิญญาณเดียวกันกับที่ไดเทสไฮม์เคยสถาปนาไว้ ณ หุบเขาจูราเมื่อหลายปีก่อนในปี 1881 

อ่านบทความอื่นๆ เพิ่มเติม
กรุงเทพฯ สู่หมุดหมายใหม่บนปฏิทินโลก สยามพารากอน สานต่อความสำเร็จเตรียมจัดงาน “Siam Paragon Bangkok Watch Week 2026” อย่างยิ่งใหญ่เป็นปีที่ 2
Blancpain ขยายคอลเลกชัน Villeret ด้วยขนาดใหม่ที่เปิดพื้นที่ให้เดรสวอทช์คลาสสิกเข้าถึงผู้สวมใส่ได้หลากหลายขึ้น
เมื่อคลื่นทรายและเปลวไฟสอดประสาน สัมผัสความอบอุ่นของผืนทรายบนข้อมือผ่าน De Bethune DB25xs Sand Winds

แนะนำ 6 นาฬิกาดำน้ำดีไซน์สปอร์ตที่แข็งแกร่ง ทนทาน พร้อมลุยสถานการณ์ฝนตกชุกช่วงครึ่งปีหลัง

0

6 นาฬิกาดำน้ำดีไซน์สปอร์ตที่สามารถนำมามิกซ์แอนด์แมทช์เข้ากับลุค Everyday Wear ในชีวิตประจำวันได้อย่างลงตัว

บทความโดย: Thitiporn

ก้าวเข้าสู่เดือนมิถุนายน เดือนที่ 6 ของปีอย่างเป็นทางการ เผลอแป๊บเดียวเราก็เดินทางกันมามาถึงครึ่งปีแล้ว ช่วงเวลานี้นอกจากจะเป็นหมุดหมายของการทบทวนตัวเอง อีกหนึ่งสิ่งที่กำลังคืบคลานเข้ามาพร้อมๆกันก็คือ “ฤดูฝน” ช่วงเวลาที่หลายคนมองว่าเป็นมรสุมย่อยๆในชีวิตประจำวัน ทั้งการเดินทางที่ชวนให้หงุดหงิด ความเหนอะหนะ และความเปียกปอนที่หลีกเลี่ยงไม่ได้

ในสภาพอากาศแบบนี้ ไอเทมที่น่าเป็นห่วงที่สุดชิ้นหนึ่งคงหนีไม่พ้น “นาฬิกาข้อมือ” เพราะไม่ใช่ทุกเรือนที่จะพร้อมเผชิญหน้ากับความชื้นและสายฝนไปพร้อมกับเรา แต่ฤดูมรสุมก็ทำอะไรเราไม่ได้หากมีการเตรียมตัวที่ดี วันนี้เราจึงอยากพาทุกคนมาส่อง 6 นาฬิกาดำน้ำ ที่ขึ้นชื่อเรื่องความทนทาน กันน้ำได้ดีเยี่ยม พร้อมลุยไปทุกที่ตั้งแต่การใช้งานในชีวิตประจำวันไปจนถึงทริปดำน้ำสุดมันส์ แถมยังแมทช์เข้ากับลุค Everyday Wear ได้อย่างลงตัว ช่วยให้การแต่งตัวช่วงกลางปีสนุกและคอมพลีทขึ้นกว่าที่เคย

1. TAG Heuer Aquaracer Professional 300 Date

เริ่มด้วยตัวแทนความสปอร์ตหรูที่เข้าได้กับทุกคน ไฮไลท์อยู่ที่ขอบหน้าปัด 12 เหลี่ยมที่ดูโมเดิร์น โฉบเฉี่ยว ตัดกับหน้าปัดสลักลายขวางที่เล่นแสงไฟอย่างงดงาม เรื่องกันน้ำลึกได้ถึง 300 เมตร หมดห่วงแน่นอน แถมยังช่วยอัปสไตล์การแต่งตัวในวันทำงานหรือลุคชิลๆในวันหยุดให้ดูภูมิฐาน มีคลาส ใส่เข้ากับเสื้อผ้าทุกชุดได้ง่ายแบบไม่ต้องคิดเยอะ

2. Tudor Pelagos 39

สายลุยที่ชอบความคล่องตัวต้องหลงรักเรือนนี้ เพราะตัวเรือนและสายทำจากไทเทเนียมทำให้น้ำหนักเบาหวิว สวมใส่สบายตลอดทั้งวัน มาพร้อมหน้าปัดและขอบเซรามิกสีดำซาติน ให้ลุคเรียบหรู ดุดันแบบมินิมอล ไม่ตะโกนจนเกินไป ด้วยขนาดข้อมือพิมพ์นิยมที่ 39 มิลลิเมตร ยิ่งทำให้มันกลายเป็นนาฬิกาที่หยิบมาแมทช์กับเสื้อยืดกางเกงยีนส์ได้เท่สุดๆ

6 Best Everyday Dive Watches

3. Longines Legend Diver

ถ้าชอบความคลาสสิกวินเทจแบบเน้นรสนิยม เรือนนี้คือคำตอบของคุณ ความเท่คือการซ่อนขอบสเกลจับเวลาไว้ด้านในตัวเรือน ทำให้หน้าปัดดูเรียบเนียน สะอาดตา ผสมผสานความเป็นเดรสและสปอร์ตไว้ด้วยกันอย่างลงตัว ดีไซน์ที่ไม่มีขอบหนาๆด้านนอกทำให้สามารถสวมซ่อนใต้แขนเสื้อเชิ้ตหรือชุดสูททำงานได้อย่างเนียนตาและมีเสน่ห์เหนือกาลเวลา

6 นาฬิกาดำน้ำ
6 Best Everyday Dive Watches

4. Oris Aquis Date Calibre 400

ตอบโจทย์ชีวิตคนเมืองที่เน้นความคุ้มค่าและฟังก์ชันแบบจัดเต็ม เรือนนี้ใช้กลไกอินเฮ้าส์ Calibre 400 ที่สำรองพลังงานได้ยาวนานถึง 5 วัน ความสะดวกคือสามารถถอดนาฬิกาวางทิ้งไว้ช่วงเย็นวันศุกร์ แล้วหยิบมาใส่เช้าวันจันทร์เพื่อไปทำงานต่อได้ทันทีโดยไม่ต้องมานั่งตั้งเวลาใหม่ รูปลักษณ์สปอร์ตโมเดิร์น หน้าปัดไล่เฉดสีสวยงาม พร้อมลุยไปกับคุณทุกสถานการณ์

6 นาฬิกาดำน้ำ

5. MING 37.09 Bluefin

หลีกหนีความซ้ำซากด้วยงานดีไซน์ล้ำสมัยจากแบรนด์อิสระที่มาแรงสุดๆกับ MING 37.09 Bluefin โดดเด่นด้วยหน้าปัดแซฟไฟร์ลามิเนตสีน้ำเงินลุ่มลึก มีมิติการสะท้อนแสงและการเรืองแสงที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว เหมาะมากสำหรับสายอาร์ตหรือคนที่ชอบงานออกแบบร่วมสมัย ใส่แล้วเด่นไม่ซ้ำใครในทุกๆวันแน่นอน

6 นาฬิกาดำน้ำ
6 นาฬิกาดำน้ำ
6 Best Everyday Dive Watches

6. Doxa Sub 300 Searambler

ปิดท้ายด้วยความเก๋าระดับตำนานในโลกนาฬิกาดำน้ำ ตัวเรือนทรงถังเบียร์สไตล์เรโทรยุค 60s ที่ออกแบบมาให้โค้งรับข้อมือได้อย่างกระชับและสบายอย่างไม่น่าเชื่อ มาพร้อมหน้าปัดสีเงิน Searambler ที่สะอาดตา คมชัด ช่วยเพิ่มความสนุก ความเท่ และเติมเต็มลุค Street Wear หรือ Casual ให้มีเลเยอร์ที่น่าสนใจขึ้น

6 นาฬิกาดำน้ำ

ไม่ว่ามรสุมฤดูกาลจะหนักหนาแค่ไหนหรือตารางชีวิตครึ่งปีหลังจะแน่นแค่ไหน การเลือกนาฬิกาดำน้ำที่แข็งแกร่งและมีดีไซน์ที่ใช่สักเรือน ก็สามารถเปลี่ยนวันเฉอะแฉะให้เป็นวันที่มั่นใจและสนุกไปกับการมิกซ์แอนด์แมทช์ลุคใหม่ๆได้ในทุกวัน

สุดท้ายนี้ นอกจากจะเลือกนาฬิกาเรือนเก่งที่พร้อมลุยไปด้วยกันแล้ว ก็อย่าลืมดูแลตัวเองกันด้วย พกร่มติดตัวและรักษาสุขภาพให้ดี อย่าปล่อยให้ตัวเองตากฝนจนเป็นหวัด เพราะต่อให้นาฬิกาจะกันน้ำและแข็งแกร่งแค่ไหน แต่ร่างกายของเรานั้นสำคัญที่สุด เดินทางไปไหนมาไหนด้วยความระมัดระวัง แล้วมาสนุกกับการแต่งตัวต้อนรับครึ่งปีหลังไปด้วยกัน

อ่านบทความเพิ่มเติมได้ที่:
Montblanc Iced Sea Automatic Date 0 Oxygen Limited Edition 300การผจญภัยครั้งใหม่เหนือธารน้ำแข็งสีแดง
Royal Oak Offshore Selfwinding Chronograph สลัดลุคนาฬิกาสปอร์ตสายลุย ลดขนาดลงมา 37 มม. จับคู่กับเฉดสีชมพูและขอบหน้าปัดเพชร
พักความวุ่นวายจากหน้าจอ ปรับเลนส์สายตา แล้วมาโฟกัสที่พื้นผิว และมิติภาพ วิธีเปลี่ยนบุคลิกนาฬิกา Integrated ของ Louis Erard 2340

Hermès Arceau Cavalier en Formes ผลงานชิ้นพิเศษที่ผลิตขึ้นจำกัดเพียง 6 เรือนทั่วโลก

เรือนเวลาที่หยิบยกภาพวาดผ้าพันคอไหมของศิลปิน Gianpaolo Pagni มาตีความใหม่สู่ระนาบหน้าปัดสามมิติ

  • เจาะลึกวิธีการสลับสับเปลี่ยนภาษาดีไซน์ระหว่างงานหัตถศิลป์บนผืนผ้า สู่เรือนเวลาตัวเรือนไวท์โกลด์ 43 มิลลิเมตร ที่มาพร้อมกลไกทูร์บิญองและมินิทรีพีทเตอร์

เคยตั้งคำถามไหมว่า แบรนด์แฟชั่นระดับสูงที่เติบโตมาจากโรงงานผลิตอานม้าและเครื่องเทียมม้าตั้งแต่ปี 1837 อย่าง Hermès มีวิธีคิดอย่างไรในการก้าวเข้าสู่พื้นที่ของนาฬิกากลไกชั้นสูง (Haute Horlogerie) เพื่อให้ชิ้นงานเหล่านั้นมีเอกลักษณ์ที่แตกต่างจากช่างนาฬิกาสวิสแบบดั้งเดิม?

คำตอบของคำถามนี้ซ่อนอยู่ในโครงสร้างของผลงานล่าสุดอย่าง Arceau Cavalier en Formes ตัวเรือนไวท์โกลด์ 18k ขนาด 43 มิลลิเมตร ที่ผลิตขึ้นจำกัดเพียง 6 เรือนทั่วโลก ชิ้นงานนี้ไม่ได้เดินตามกรอบการออกแบบนาฬิกาสปอร์ตพิมพ์นิยม แต่เลือกใช้วิธีโยกย้ายองค์ประกอบศิลป์ข้ามแผนก ซึ่งเป็นกลยุทธ์ที่แบรนด์ใช้สร้างเอกลักษณ์มาโดยตลอด โดยการนำลวดลายจากผ้าพันคอไหมที่เปิดตัวครั้งแรกในปี 1937 มาลดทอนสัดส่วนลงบนหน้าปัดนาฬิกาตัวเรือนทรงอสมมาตรขอบโค้งมนและหูตัวเรือนรูปโกลนขี่ม้า (Stirrup-shaped lugs) ซึ่ง Henri d’Origny ออกแบบไว้ตั้งแต่ปี 1978

หน้าปัดม้าคลาสสิกกับผู้ขี่ทรงเรขาคณิตสามมิติ

หากลองสังเกตและพิจารณาแผ่นหน้าปัดอย่างละเอียด คำถามต่อมาคือ แบรนด์สร้างมิติภาพที่ดูร่วมสมัยขึ้นมาได้อย่างไรจากลายผ้าพันคอเดิม? ลวดลายบนหน้าปัดนี้หยิบยกมาจากผืนผ้าไหมในชื่อเดียวกัน “Cavalier en Formes” ที่ออกแบบโดยศิลปิน Gianpaolo Pagni ในปี 2023 จุดเด่นของการจัดวางองค์ประกอบอยู่ตรงการปะทะกันของงานศิลปะสองยุค ตัวม้าทำจากเยลโลว์โกลด์และผ่านการแกะสลักด้วยมือตามขนบคลาสสิกดั้งเดิม ภาพอาชายืนยกขาหน้าขวาขึ้นในท่าทางที่ดูคุ้นตา ทว่าภาพของผู้ขี่และฉากแวดล้อมกลับถูกลดทอนให้เป็นรูปทรงเรขาคณิต ทั้งสี่เหลี่ยมและวงกลมตามสไตล์คิวบิซึม (Cubist)

ที่น่าสนใจคือ ความลึกของหน้าปัดเกิดขึ้นจากการใช้เทคนิคการลงสีจำลองขนาดเล็กด้วยมือ (Miniature Painting) บนชิ้นส่วนที่ถูกหล่อแยกและนำมาติดตั้งไว้บนระดับความสูงที่แตกต่างกันเหนือพื้นหลังลายใบปาล์ม การจัดเลเยอร์แบบสูงต่ำเช่นนี้ช่วยสร้างมิติภาพสามมิติที่ชัดเจนเมื่อมีแสงตกกระทบ และเพื่อเปิดพื้นที่ให้งานหัตถศิลป์เหล่านี้ทำหน้าที่ได้อย่างเต็มที่ แบรนด์จึงเลือกใช้เข็มชั่วโมงและนาทีแบบฉลุโปร่ง (Openworked hands) เพื่อป้องกันไม่ให้โครงสร้างเข็มไปบดบังรายละเอียดด้านล่าง

กลไกซับซ้อนคู่ และรหัสลับจากอาคารเลขที่ 24

นอกเหนือจากงานดีไซน์บนระนาบหน้าปัดแล้ว คำถามสำคัญฝั่งวิศวกรรมเวลาก็คือ แบรนด์บริหารจัดการกลไกที่มีความซับซ้อนสูงสองระบบร่วมกันอย่างไรให้ยังคงบอกเล่าเรื่องราวของตนเองได้? หลายคนอาจจะยังไม่ทราบว่ากลไกไขลาน Calibre H1924 ชุดนี้ได้รับการพัฒนาขึ้นร่วมกับ Manufacture Haute Complications (MHC) สำนักผู้เชี่ยวชาญด้านกลไกซับซ้อนแห่งเจนีวา โดยเป็นการควบรวมสองฟังก์ชันระดับสูงเข้าไว้ด้วยกัน

ระบบแรกคือ Flying Tourbillon (ระบบทูร์บิญอง) ณ ตำแหน่ง 6 นาฬิกา จะทำหน้าที่ชดเชยค่าความคลาดเคลื่อนของเวลาจากแรงโน้มถ่วง โดยแบรนด์ได้ซ่อนรายละเอียดทางประวัติศาสตร์ไว้ตรงตัวกรงทูร์บิญองที่ออกแบบเป็นรูปอักษร “H” สองตัวไขว้กัน ซึ่งถอดรหัสมาจากลวดลายบนประตูเหล็กดัดของลิฟต์โบราณ ณ ร้านแฟล็กชิปสโตร์ของ Hermès ตั้งอยู่บนอาคารเลขที่ 24 ถนน Faubourg Saint-Honoré ในกรุงปารีส ระบบที่สองคือ Minute Repeater (ระบบตีบอกเวลา) ควบคุมการทำงานผ่านแถบเลื่อน (Trigger) ที่ติดตั้งไว้บนตัวเรือนฝั่งซ้าย ทำหน้าที่ส่งเสียงเหง่งหง่างเพื่อขานเวลาเป็นชั่วโมง เควอเตอร์ (ทุก 15 นาที) และนาทีตามต้องการ

เมื่อพลิกกลับมาทางด้านหลังของตัวเรือน จะพบวิธีคิดที่เชื่อมโยงกับต้นกำเนิดของแบรนด์อย่างชัดเจน โดยชิ้นส่วนสะพานจักรลาน (Barrel Bridge) ของกลไกที่สำรองพลังงานได้ยาวนาน 90 ชั่วโมงนี้ ได้รับการออกแบบโครงสร้างและฉลุแต่งให้มองดูคล้ายกับรูปทรงของหัวม้าสองตัวหันหลังชนกัน เป็นการเก็บรายละเอียดเงียบๆ ที่มอบไว้ให้นักสะสมได้สังเกตเห็นยามพลิกฝาหลังนาฬิกาขึ้นมาชม

ข้อมูลทางเทคนิค
  • รุ่น: Hermès Arceau Cavalier en Formes (ผลิตจำกัด 6 เรือนทั่วโลก)
  • ตัวเรือน: ไวท์โกลด์ 18k ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 43 มิลลิเมตร โครงสร้างอสมมาตร Arceau พร้อมหูตัวเรือนรูปโกลนขี่ม้า ติดตั้งแถบเลื่อนระบบมินิทรีพีทเตอร์ที่ขอบตัวเรือนฝั่งซ้าย ประสิทธิภาพการกันน้ำ 30 เมตร
  • หน้าปัด: งานแกะสลักและลงสีขนาดเล็กด้วยมือ (Miniature painting and engraving) ตัวม้าเบลโลวโกลด์ 18k แบบนูนต่ำ รายล้อมด้วยชิ้นงานเรขาคณิตลงสีจำลองมือ เข็มชั่วโมงและนาทีแบบฉลุโปร่ง ช่องเปิดกลไกทูร์บิญองที่ 6 นาฬิกาพร้อมกรงรูปอักษร H คู่
  • กลไก: กลไกไขลาน Calibre H1924 พัฒนาโดย MHC ร่วมกับ Hermès บรรจุระบบทูร์บิญองและมินิทรีพีทเตอร์ ขนาดตัวเครื่อง 30 มิลลิเมตร x 6.1 มิลลิเมตร ความถี่การทำงาน 21,600 ครั้งต่อชั่วโมง (3 เฮิรตซ์) พลังงานสำรอง 90 ชั่วโมง
  • สายและตัวล็อก: สายหนังจระเข้สีน้ำเงิน Hermès Blue Abyss (ราคาจำหน่ายสอบถามโดยตรงจากแบรนด์)

อ่านบทความเพิ่มเติมได้ที่:

พาชมเรือนเวลาล่าสุดของ H. Moser & Cie. ในรุ่น Endeavour Flyback Chronograph Dual Time Date ซ่อนโครโนกราฟไว้ตรงไหน?
4 นาฬิกากอล์ฟที่ยอดเยี่ยมที่สุดเท่าที่เคยมีมา ได้รับแรงบันดาลใจจากภาพยนตร์ Happy Gilmore 2
จิตวิญญาณแห่งสนามแข่ง สู่ข้อมือคุณ เรื่องราวของ Girard-Perregaux และ Aston Martin ที่คุณต้องรู้

เมื่อ Audi แอบซุ่มทำซูเปอร์คาร์ 987 แรงม้า ออกมาขิง Lamborghini

เมื่อ Audi กำลังปัดฝุ่นชื่อ ‘Nuvolari’ กลับมาท้าชนตลาดซูเปอร์คาร์ไฟฟ้า

หลังจากแบรนด์ ใช้เวลาเกือบสองปีเต็มในการย้ำกับสื่อทั่วโลกว่าโปรเจกต์ R8 ได้ปิดฉากลงอย่างถาวร โดยจะไม่มีเจเนอเรชันที่สาม หรือการกลับมาใดๆ ทั้งสิ้น ล่าสุดในคืนก่อนการแข่งขันโมนาโกกรังด์ปรีซ์ ค่ายรถจากอินกอลสตัดท์กลับทำสิ่งตรงกันข้ามด้วยการเผยโฉมซูเปอร์คาร์รุ่นใหม่ล่าสุด พร้อมนิยามสั้นๆ ว่านี่คือรถโปรดักชันที่ทรงพลังที่สุดเท่าที่แบรนด์เคยสร้างมา โดยเลือกใช้ชื่อว่า Nuvolari

การหยิบชื่อนี้มาใช้มีความเชื่อมโยงกับประวัติศาสตร์มอเตอร์สปอร์ตอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งต้องบอกว่าชื่อของ Tazio Nuvolari คือนักแข่งชาวอิตาเลียนผู้เคยคว้าชัยชนะในรายการกรังด์ปรีซ์ให้กับ Auto Union (แบรนด์ต้นกำเนิดของแบรนด์) ในช่วงทศวรรษ 1930 และการเปิดตัวรถรุ่นนี้เกิดขึ้นในจังหวะเดียวกับที่แบรนด์กำลังส่งทีมเข้าร่วมการแข่งขันฟอร์มูล่าวันยุคปัจจุบัน การตั้งชื่อรถไฮเปอร์คาร์ตามนักแข่งระดับตำนานในอดีตจึงเป็นการเดินหมากเพื่อเชื่อมต่อคุณค่าของแบรนด์จากยุคคลาสสิกสู่ยุคความเร็วสมัยใหม่

Audi Nuvolari
ทาซิโอ นูโวลาลี
ชื่อของรถคันนี้ตั้งขึ้นเพื่อเป็นเกียรติแก่จิตวิญญาณของทาซิโอ นูโวลาลี หนึ่งในนักแข่งรถที่โด่งดังที่สุดที่เคยเป็นตัวแทนของแบรนด์สี่ห่วง และบุคคลที่เฟอร์ดินานด์ ปอร์เช่ กล่าวถึงว่าเป็น “นักแข่งที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในอดีต ปัจจุบัน และอนาคต”

พลิกความสัมพันธ์เชิงวิศวกรรมกับค่ายกระทิงดุ

ประเด็นที่น่าสนใจที่สุดของ Nuvolari อยู่ที่ระบบขับเคลื่อน รถคันนี้แชร์โครงสร้างเครื่องยนต์ V10 ทวินเทอร์โบ ขนาด 4.0 ลิตร ร่วมกับ Lamborghini Temerario ซึ่งในทางธุรกิจถือเป็นเรื่องปกติเนื่องจาก Audi เป็นเจ้าของแบรนด์ Lamborghini และโมเดล R8 ทุกรุ่นในอดีตก็ล้วนหยิบยืมวิศวกรรมมาจากตระกูล Gallardo และ Huracán ทั้งสิ้น

Audi Nuvolari

จริงๆ ในอดีต Audi มักวางตำแหน่งของ R8 ให้เป็นรองค่ายกระทิงดุอยู่หนึ่งสเต็ปเสมอ แต่ในโปรเจกต์ Nuvolari กฎเกณฑ์นั้นถูกทำลายลง วิศวกรของ Audi นำเครื่องยนต์ V8 ที่ลากรอบได้สูงถึง 10,000 รอบต่อนาที มาผสานการทำงานร่วมกับมอเตอร์ไฟฟ้าแบบ Axial-flux ถึง 3 ตัว ส่งผลให้พละกำลังรวมขยับขึ้นไปอยู่ที่ 987 แรงม้า ซึ่งเป็นตัวเลขที่เหนือกว่าตัวแรงของ Lamborghini ที่เป็นรถบริจาคเครื่องยนต์ด้วยซ้ำ ตัวเลขนี้ส่งผลให้ตัวรถทำความเร็วจาก 0-100 กิโลเมตรต่อสัปดาห์ ได้ในเวลาเพียง 2.6 วินาที และทำความเร็วสูงสุดทะลุ 350 กิโลเมตรต่อชั่วโมง

Audi Nuvolari

ภาษาดีไซน์แบบ Brutalism และวัสดุจากแทร็ก F1

ในส่วนของงานดีไซน์ Audi เลือกที่จะตัดขาดจากเส้นสายที่โค้งมนแบบเดิมๆ ตัวถังของ Nuvolari เต็มไปด้วยเหลี่ยมสันและพื้นผิวที่ตึงแน่น โครงสร้างภายนอกเกือบทั้งหมดผลิตจากคาร์บอนไฟเบอร์เสริมแรง (CFRP) ที่ผ่านกระบวนการอบด้วยความร้อนสูงแบบเดียวกับที่ใช้ในรถแข่งสูตรหนึ่ง ตัวรถพ่นด้วยสีเทาเงิน Titanium ซึ่งเป็นเฉดสีเดียวกับรถแข่ง F1 ของทีม Audi ยุคปัจจุบัน

Audi Nuvolari

นอกจากนี้ยังมีการติดตั้งล้อแบบ Center-lock เป็นครั้งแรกของแบรนด์ รวมถึงสปอยเลอร์หลังที่สามารถปรับระดับได้อัตโนมัติ พร้อมปุ่มกดระบบ DRS (Drag Reduction System) บนพวงมาลัยเพื่อลดแรงต้านอากาศในทางตรง ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่ถ่ายทอดมาจากสนามแข่งโดยตรง

Audi Nuvolari

แม้ Audi จะยังไม่ได้ประกาศราคาอย่างเป็นทางการ แต่ตัวเลขคาดการณ์ในกลุ่มผู้ร่วมงานเปิดตัวที่โมนาโกก็มีคาดการ์กันคร่าวๆ โดยจะผลิตจำกัดเพียง 499 คัน และเริ่มส่งมอบในช่วงครึ่งแรกของปี 2027

นับว่าการขยับตัวครั้งนี้แสดงให้เห็นว่า Audi กำลังเปลี่ยนวิธีคิดในการสร้างรถยนต์สมรรถนะสูง พวกเขาเลิกสนใจการทำยอดขายในปริมาณมากเหมือนยุค R8 แต่หันมาใช้วิธีจำกัดจำนวนเพื่อสร้างมูลค่าและความต้องการในกลุ่มนักสะสม รถรุ่นนี้ทำหน้าที่เป็นแพลตฟอร์มทดลองเทคโนโลยีไฮบริดสมรรถนะสูง ก่อนที่วิศวกรจะนำระบบจัดการพลังงานและการควบคุมแรงบิดเหล่านี้ ไปปรับใช้กับรถยนต์ไฟฟ้าและรถไฮบริดทั่วไปของค่ายในทศวรรษหน้าจึงไม่ใช่แค่

เรียกได้ว่าสมรภูมิซูเปอร์คาร์หลังจากนี้คงไม่ใช่แค่เรื่องของความเร็วบนหน้าปัด แต่คือการชิงไหวชิงพริบในการนำเทคโนโลยีมอเตอร์สปอร์ตมาอยู่ในรถที่วิ่งบนถนนจริงได้อย่างกลมกลืนที่สุด

อ่านบทความเพิ่มเติมได้ที่:

พาชมเรือนเวลาล่าสุดของ H. Moser & Cie. ในรุ่น Endeavour Flyback Chronograph Dual Time Date ซ่อนโครโนกราฟไว้ตรงไหน?
4 นาฬิกากอล์ฟที่ยอดเยี่ยมที่สุดเท่าที่เคยมีมา ได้รับแรงบันดาลใจจากภาพยนตร์ Happy Gilmore 2
จิตวิญญาณแห่งสนามแข่ง สู่ข้อมือคุณ เรื่องราวของ Girard-Perregaux และ Aston Martin ที่คุณต้องรู้

ตลาดนาฬิกาประมูลยังร้อนแรงต่อเนื่อง Phillips Hong Kong ปิดยอดในงาน The Hong Kong Watch Auction: XXII พุ่งสูงขึ้นจากปีก่อนถึง 90%

0

เจาะลึกสัญญาณตลาดนาฬิกาผ่านงาน The Hong Kong Watch Auction: XXII เมื่อสิ้นเดือนพฤษภาคม นับเป็นประวัติศาสตร์ของแบรนด์ใหญ่และการเติบโตอย่างมั่นคงของช่างฝีมืออิสระกลายเป็นปัจจัยกำหนดราคา

การปิดฉากลงของงานประมูล The Hong Kong Watch Auction: XXII โดยสถาบัน Phillips in Association with Bacs & Russo เมื่อวันที่ 30–31 พฤษภาคม 2569 ทำยอดรวมไปได้สูงถึง 403,792,890 ดอลลาร์ฮ่องกง ซึ่งเติบโตขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อนถึง 90% ตัวเลขนี้เป็นเครื่องชี้วัดที่สำคัญถึงทิศทางและมุมมองของนักสะสมในปัจจุบัน ซึ่งหันมาให้ความสำคัญกับเรื่องราวเชิงประวัติศาสตร์ ความเชี่ยวชาญเฉพาะทาง และความโปร่งใสในที่มาของตัวเรือนอย่างชัดเจน

ในซีซั่นนี้ มีนาฬิกาที่ทุบราคาผ่านหลัก 1 ล้านดอลลาร์สหรัฐไปถึง 8 เรือน นับเป็นจำนวนที่สูงที่สุดในบรรดาสำนักประมูลทั้งหมดในเอเชียรอบฤดูกาลนี้ สัญญาณดังกล่าวบ่งชี้ว่า เม็ดเงินในตลาดกำลังไหลไปสู่ผลงานที่มีความเฉพาะตัวสูง ตั้งแต่แบรนด์กระแสหลักที่มีการจัดวางตำแหน่งทางการตลาดอย่างเข้มงวด ไปจนถึงกลุ่มนักสร้างสรรค์อิสระ (Independent Watchmakers) ที่ผลิตผลงานในจำนวนจำกัด

Patek Philippe กับจุดเปลี่ยนทางประวัติศาสตร์ของตระกูล 2499

ไฮไลต์สำคัญที่ถูกจับตามองมากที่สุดคือ Lot 941 กับ Patek Philippe Ref. 2499 First Series ตัวเรือนพิงก์โกลด์ 18K ที่ผลิตขึ้นในปี 1951 สามารถทำราคาปิดประมูลรวมค่าธรรมเนียมไปได้สูงถึง 80,370,000 ดอลลาร์ฮ่องกง (ประมาณ 10.2 ล้านดอลลาร์สหรัฐ) จากราคาประเมินขั้นต่ำที่ 24 ล้านดอลลาร์ฮ่องกง ตัวเลขนี้สร้างสถิติใหม่เป็นนาฬิกาที่มีมูลค่าสูงที่สุดเท่าที่เคยมีการซื้อขายในห้องประมูลของภูมิภาคเอเชีย

Stacked from 8 images. Method=B (R=1,S=1)

ถ้าวิเคราะห์เหตุผลเบื้องหลังมูลค่าที่ขยับขึ้นไปหลายเท่าตัว ตัวแปรสำคัญอยู่ตรงข้อมูลเชิงลึกทางสถาปัตยกรรมตัวเรือน 

  • Vichet Case: นาฬิกาเรือนนี้เป็นหนึ่งในสี่เรือนของ Ref. 2499 First Series ตัวเรือนพิงก์โกลด์ที่สืบทราบว่าใช้ตัวเรือนจากการผลิตของช่างฝีมือระดับปรมาจารย์อย่าง Vichet
  • British Hallmarks: ความพิเศษเฉพาะตัวคือ นี่เป็นเรือนเดียวในกลุ่มนั้นที่มีการประทับตรามาตรฐานทองคำ (Hallmark) ของสหราชอาณาจักร ซึ่งเป็นหลักฐานเชิงประวัติศาสตร์ที่ช่วยยืนยันเส้นทางการจัดจำหน่ายและความบริสุทธิ์ของชิ้นงานได้อย่างเป็นรูปธรรม

นอกจากนี้ ผลงานระดับเก็บสะสมอีกสองเรือนจาก Patek Philippe ก็ทำราคาไปได้น่าสนใจเช่นกัน อย่างเช่น Ref. 3448 “Tokyo White” ปี 1972 ที่มีการลงนามสองชื่อ (Double-signed) ร่วมกับ Beyer Chronometrie ทำราคาไปได้ที่ 13,716,000 ดอลลาร์ฮ่องกง การขยับขึ้นของราคาเรือนนี้มีนัยสำคัญ เนื่องจาก Beyer Chronometrie เพิ่งถูกควบรวมกิจการโดย Patek Philippe และกำลังจะปิดฉากประวัติศาสตร์ 266 ปีลงเพื่อเปลี่ยนผ่านสู่รูปแบบซาลอนใหม่ในปี 2027 ขณะที่ Ref. 5970R-017 ตัวเรือนพิงก์โกลด์ที่สั่งผลิตพิเศษสำหรับ Michael Ovitz พร้อมตราประทับอักษรย่อ “MSO” ทำราคาไปที่ 12,827,000 ดอลลาร์ฮ่องกง ซึ่งสูงกว่าราคาประเมินขั้นสูงถึง 1.6 เท่า

ความต้องการที่เด่นชัดในกลุ่มช่างนาฬิกาอิสระอย่าง F.P. Journe และ Philippe Dufour

แนวโน้มที่น่าสนใจและเติบโตอย่างมั่นคงต่อเนื่องคือมูลค่าของนาฬิกาจากช่างฝีมืออิสระ ซึ่งในงานนี้แสดงให้เห็นว่านักสะสมพร้อมที่จะเสนอราคาแข่งขันอย่างรุนแรงเมื่อชิ้นงานนั้นมีความตรงไปตรงมาและหายากในตลาด

F.P. Journe Tourbillon Souverain “Chine 2010” (Lot 895)

ตัวเรือนแพลทินัมขนาด 38 มิลลิเมตร ซึ่งผลิตขึ้นมาเพียง 5 เรือนเท่านั้น และนี่คือเรือนเดียวที่ทราบว่าใช้โครงสร้างตัวเรือนขนาดนี้ ราคาปิดประมูลพุ่งทะยานไปถึง 32,965,000 ดอลลาร์ฮ่องกง จากราคาประเมินขั้นต่ำที่คาดไว้ว่าจะผ่าน 7.8 ล้านดอลลาร์ฮ่องกง หรือคิดเป็นมูลค่าที่สูงกว่าเดิมร่วม 4 เท่า นอกจากนี้ รุ่นหน้าปัดชมพูบนตัวเรือนทองชมพู (Pink-on-Pink) จากยุคปี 2003 ก็ทำราคาไปได้ถึง 11,239,500 ดอลลาร์ฮ่องกง ซึ่งมากกว่าสองเท่าของราคาประเมิน

ทางด้าน Philippe Dufour Simplicity (Lot 877)

ตัวเรือนสเตนเลสสตีลที่ผลิตขึ้นราวปี 2020 โดดเด่นด้วยการเลือกใช้หน้าปัดโลหะกิโยเช่สีเทากระดานชนวน (Slate Grey) พร้อมหลักชั่วโมงตัวเลขอารบิกแบบ Breguet และเข็มพิงก์โกลด์ สามารถทำราคาปิดที่ 9,461,500 ดอลลาร์ฮ่องกง สร้างสถิติโลกใหม่สำหรับโมเดล Simplicity ที่ผลิตด้วยวัสดุสเตนเลสสตีล สิ่งนี้ตอกย้ำว่า ในโลกของการสะสมนาฬิกาชั้นสูง คุณค่าของงานฝีมือที่ผ่านการขัดแต่งด้วยมืออย่างประณีตสามารถก้าวข้ามข้อจำกัดของมูลค่าวัสดุประเภทโลหะทั่วไปได้

Cartier กับพื้นที่ของงานศิลปะบนเรือนเวลา

นอกเหนือจากกลไกสลับซับซ้อน รูปทรงเชิงศิลปะและสุนทรียศาสตร์เฉพาะตัวของ Cartier ก็ยังคงเป็นที่ต้องการอย่างหนาแน่น เห็นได้จากการเปิดตัวครั้งแรกในตลาดประมูลของ Cartier Crash Squelette (Lot 853) ตัวเรือนที่ประดับด้วยเพชรและทับทิม โดยเรือนนี้เป็นหมายเลขสลัก “No. 1” ของซีรีส์ สามารถทำราคาปิดไปได้ที่ 9,207,500 ดอลลาร์ฮ่องกง หรือเกือบ 5 เท่าของราคาประเมินขั้นสูง ในขณะที่นาฬิกาตั้งโต๊ะระบบกลไกซ่อนเข็มอย่าง Mystery Clock ตัวเรือนหินควอตซ์ใสแปดเหลี่ยมก็ทำราคาเหนือความคาดหมายไปที่ 2,286,000 ดอลลาร์ฮ่องกง

บทสรุปและแนวโน้มตลาด

ผลลัพธ์จากการประมูลที่ฮ่องกงในครั้งนี้ ประกอบกับความสำเร็จก่อนหน้าของงานประมูลที่เจนีวา ซึ่งสร้างสถิติยอดรวมสูงสุดในประวัติศาสตร์ของแผนกนาฬิกา สัญญาณเหล่านี้แสดงให้เห็นว่าความต้องการในตลาดยังคงมีความหนาแน่น และกระจายตัวไปยังหมวดหมู่ที่หลากหลาย นักสะสมรุ่นใหม่ไม่ได้มองหาเพียงแค่แบรนด์ยอดนิยมตามกระแสหลัก พวกเขากำลังมองหาชิ้นงานที่มีความโปร่งใส มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวชัดเจน และมีคุณค่าทางประวัติศาสตร์ที่สามารถสืบค้นได้ ซึ่งตัวเลขและสถิติต่างๆ ในฤดูกาลนี้เป็นสิ่งยืนยันความแข็งแกร่งของตลาดนาฬิกาในภูมิภาคเอเชียได้เป็นอย่างดี

ตารางสรุปผลงานประมูล Top 5 (The Hong Kong Watch Auction: XXII)
Lotแบรนด์และรุ่นนาฬิการาคาประเมิน (ดอลลาร์ฮ่องกง)ราคาประมูลที่ได้รวมค่าธรรมเนียม (ดอลลาร์ฮ่องกง)
941Patek Philippe, Ref. 2499 “The Pink First Series”, 195124,000,000 – 48,000,00080,370,000
(สถิติโลกสำหรับ Ref. นี้)
895F.P. Journe, Tourbillon Souverain, “Chine 2010 38”, circa 2010มากกว่า 7,800,00032,965,000
1097Patek Philippe, Ref. 3448 “Tokyo White”, 19726,000,000 – 12,000,00013,716,000
1031Patek Philippe, Ref. 5970R-017, ผลิตพิเศษสำหรับ Michael Ovitz, circa 20114,000,000 – 8,000,00012,827,000
(สถิติโลกสำหรับ Ref. นี้)
842F.P. Journe, Ref. T, Tourbillon Souverain, circa 20032,400,000 – 4,800,00011,239,500

อ่านบทความเพิ่มเติมได้ที่:

พาชมเรือนเวลาล่าสุดของ H. Moser & Cie. ในรุ่น Endeavour Flyback Chronograph Dual Time Date ซ่อนโครโนกราฟไว้ตรงไหน? 
ลืมหน้าปัดแบบเดิมไปเลย เพราะ Ressence TYPE 7 รื้อวิศวกรรมหน้าปัดแบบ Oil-Filled พร้อมเนรมิต 2 สีใหม่ คมชัดราวกับจอดิจิทัล
วิถีแห่งบุรุษ…สุนทรียะแห่งควันและกลไกเวลา การทำงานร่วมกันระหว่าง Bell & Ross และ S.T. Dupont ในคอลเลกชันซิการ์รุ่นล่าสุด

Rado ปลุกกระแสความสนุกให้กับตัวเรือนทรงรีระดับตำนานด้วยการเปิดตัว DiaStar Original Skeleton Limited Edition ที่มาพร้อม 3 เฉดสี

เมื่อรูปทรงหมวกกันน็อกระดับคลาสสิกจากปี 1962 ถูกแต่งแต้มด้วยสีสันและการเปลือยกลไก เวอร์ชันจัดจ้านนี้จะกลายเป็นนาฬิกาสำหรับหน้าร้อนเรือนใหม่บนข้อมือของคุณได้หรือไม่?

สำหรับแบรนด์นาฬิกาที่มีอายุอานามเก่าแก่ การรักษาสมดุลระหว่าง “รากเหง้าดั้งเดิม” กับ “รสนิยมของคนยุคใหม่” เป็นโจทย์ที่ท้าทายอย่างมาก บางแบรนด์เลือกที่จะปรับเปลี่ยนดีไซน์จนแทบไม่เหลือเค้าโครงเดิม ขณะที่บางแบรนด์เลือกที่จะเก็บทุกอย่างไว้บนหิ้ง แต่สำหรับ Rado พวกเขาเลือกทางเดินที่ต่างออกไปกับคอลเลกชันระดับไอคอนของแบรนด์อย่าง DiaStar

หากย้อนเวลากลับไปในปี ค.ศ. 1962 หรือกว่าหกทศวรรษที่แล้ว DiaStar นั้นเปิดตัวในฐานะนาฬิกาที่เคลมว่าทนทานต่อรอยขีดข่วนเรือนแรกของโลก ด้วยรูปทรงตัวเรือนทรงรีคล้ายหมวกกันน็อกที่แปลกตาในยุคนั้น มันกลายเป็นภาพจำที่คนรักนาฬิกาจดจำได้ทันที และล่าสุดในฤดูร้อนปี 2026 นี้ แบรนด์ได้หยิบเอาโครงสร้างอันเป็นเอกลักษณ์ดังกล่าวมาปัดฝุ่นใหม่ผ่านเวอร์ชันกลไกเปลือยขยายร่างออกมาเป็น Rado DiaStar Original Skeleton Limited Edition “Summer Colours” ซึ่งเป็นการเพิ่มสีสันที่จัดจ้านอย่างสีน้ำเงิน สีเขียว และสีแดง เข้าไปในไลน์อัพได้อย่างน่าสนใจ

การผสมผสานวัสดุ เมื่อเซรามิกพบกับความแวววาวของโลหะ

สิ่งที่น่าสนใจของการกลับมาครั้งนี้ไม่ใช่เรื่องของดีไซน์ตัวเรือน เพราะรูปทรงรีขนาดหน้าปัด 38 มิลลิเมตร (ความยาวจรดขาตัวเรือน 45 มิลลิเมตร) ยังคงถอดแบบมาจากรุ่นต้นตำรับทุกประการ แต่จุดที่ต้องสังเกตคือ “วัสดุ” และ “ผิวสัมผัส” ของขอบตัวเรือนทรงนูน

Rado เลือกใช้วัสดุลิขสิทธิ์เฉพาะอย่าง Ceramos ซึ่งเป็นวัสดุคอมโพสิตที่ผสมผสานความแข็งแกร่งของเซรามิกเข้ากับความเงางามของโลหะ ทำให้นาฬิกายังคงคุณสมบัติทนรอยขีดข่วนอันเป็นหัวใจหลักของรุ่นนี้ไว้ได้ ในรุ่นสีน้ำเงินและสีแดง ขอบตัวเรือน Ceramos จะถูกขัดเงาและปัดลายซาตินตามแนวรัศมี วางคู่กับตัวเรือนส่วนกลางและฝาหลังที่เป็นสเตนเลสสตีล ขณะที่รุ่นสีเขียวจะให้โทนสีที่อุ่นกว่าด้วยการเคลือบ PVD สีทองเหลืองอร่ามลงบนขอบตัวเรือน Ceramos และชิ้นส่วนเหล็ก

องค์ประกอบอีกชิ้นที่ทำหน้าที่เป็นลายเซ็นของรุ่นนี้คือ กระจกแซฟไฟร์เจียระไนเหลี่ยมเพชร (Faceted Sapphire Crystal) ที่วางตัวเหนือหน้าปัด ซึ่งเมื่อแสงแดดฤดูร้อนตกกระทบ เหลี่ยมมุมของกระจกจะทำหน้าที่หักเหแสงลงไปยังรายละเอียดกลไกด้านล่าง เกิดเป็นมิติการมองเห็นที่เปลี่ยนไปตามการเคลื่อนไหวของข้อมือ

ฟังก์ชันสเกเลตันกับโจทย์ความสมดุลบนหน้าปัด

จริงๆ แล้วนาฬิกาสไตล์สเกเลตันหรือกลไกเปลือย มักจะมีปัญหาเรื่องการอ่านค่าเวลา ยิ่งเมื่อแบรนด์พยายามเปลือยชิ้นส่วนภายในของเครื่องออกมามากเท่าไหร่ ความชัดเจนของเข็มนาฬิกาก็จะยิ่งลดลงเท่านั้น ทว่าใน DiaStar Original Skeleton รุ่นนี้ Rado พยายามแก้โจทย์ด้วยการใช้แนวคิด “หลักชั่วโมงแบบลอยตัว” (Floating Indices) ร่วมกับวงขอบหน้าปัดจับเวลานาทีตามเฉดสีประจำรุ่น

การเลือกสีที่ตัดกันของสารเรืองแสง Super-LumiNova เป็นรายละเอียดเล็กๆ ที่แสดงถึงความใส่ใจ รุ่นสีน้ำเงินใช้พรายน้ำสีเหลืองบนเข็มและหลักชั่วโมงสีโรเดียม รุ่นสีแดงใช้พรายน้ำสีเขียว ขณะที่รุ่นสีเขียวขอบทองเลือกใช้พรายน้ำสีแดง รายละเอียดเหล่านี้ทำให้หน้าปัดดูมีชีวิตชีวาและช่วยให้การอ่านเวลาในชีวิตประจำวันทำได้ง่ายขึ้นอย่างที่ควรจะเป็น แม้ว่าความสนใจหลักของสายตาจะถูกดึงดูดไปที่โลโก้สมอเรือนอันเป็นเอกลักษณ์ที่ขยับหมุนได้ก็ตาม

ภายในตัวเรือนหนา 11.9 มิลลิเมตรนี้ บรรจุกลไกอัตโนมัติคาลิเบอร์ R808 ซึ่งปรับแต่งมาจากสถาปัตยกรรมของ ETA มีการติดตั้งสายใยจักรกรอก Nivachron ที่ช่วยต้านทานสนามแม่เหล็ก และให้พลังงานสำรองยาวนานถึง 80 ชั่วโมง ซึ่งถือว่าเหลือเฟือสำหรับการใช้งานเป็นนาฬิกาประจำวันในวันหยุดสุดสัปดาห์

ความคุ้มค่าและกลุ่มเป้าหมาย ของนาฬิกาฤดูร้อนสำหรับผู้ที่แสวงหาความต่าง

Rado วางตำแหน่งของ DiaStar Summer Colours ทั้ง 3 รุ่นนี้ให้เป็นนาฬิกาลิมิเต็ดเอดิชัน โดยจำกัดจำนวนการผลิตไว้ที่สีละ 555 เรือนทั่วโลก พร้อมสลักหมายเลขประจำเรือนไว้ที่ฝาหลัง มีให้เลือกทั้งรุ่นสีน้ำเงินและสีแดง ส่วนรุ่นสีเขียวเคลือบ PVD ทองจะมีราคาขยับขึ้นเล็กน้อย มาพร้อมสายยางสีเข้าคู่กับหน้าปัดที่ติดตั้งระบบ EasyClip สำหรับการถอดเปลี่ยนสายด้วยตัวเอง

คำถามคือ นาฬิการุ่นนี้ทำมาเพื่อใคร? ดีไซน์ของ DiaStar ไม่ใช่ดีไซน์ประเภทที่ทุกคนจะตกหลุมรักตั้งแต่แรกเห็น รูปทรงที่ดูย้อนยุคและหนาหน่วงอาจทำให้บางคนลังเล ทว่าหากคุณกำลังมองหานาฬิกาข้อมือที่มีอัตลักษณ์ชัดเจน มีประวัติศาสตร์การพัฒนาวัสดุรองรับ และมีสีสันที่พร้อมจะโดดเด่นในกิจกรรมกลางแจ้งด้วยความสามารถในการกันน้ำ 100 เมตร นี่อาจเป็นตัวเลือกที่แตกต่างอย่างสิ้นเชิงจากนาฬิกาดำน้ำทรงสปอร์ตพิมพ์นิยมที่มีอยู่เกลื่อนตลาด

หลังจากที่เราได้เห็นภาพของคอลเลคชันนี้ครั้งแรกหลังจากการเปิดตัวครั้งนี้ สะท้อนให้เห็นว่า Rado มั่นใจในกลุ่มฐานแฟนคลับที่ชื่นชอบงานดีไซน์นอกกระแส และพร้อมที่จะนำเสนอทางเลือกใหม่ๆ ให้กับผู้ที่ต้องการความสนุกในการแต่งตัว ทุกท่านมีความคิดเห็นอย่างไรกับการนำนาฬิกาที่มีหน้าตาคลาสสิกจากยุค 60s มาเติมสีสันจัดจ้านในสไตล์โมเดิร์นเช่นนี้ คิดว่าเฉดสีไหนตอบโจทย์กับสไตล์ของคุณที่สุด สามารถมาร่วมพูดคุยแชร์มุมมองกันได้ 

ข้อมูลทางเทคนิค 
  • ชื่อรุ่น: Rado DiaStar Original Skeleton Limited Edition “Summer Colours” (ปี 2026)
  • ตัวเรือน: ขนาดกว้าง 38 มม. x ยาว 45 มม. x หนา 11.9 มม. ขอบตัวเรือนผลิตจากวัสดุ Ceramos ตัวเรือนส่วนกลางและฝาหลังทำจากสเตนเลสสตีล (รุ่นสีเขียวเคลือบ PVD สีเยลโลวโกลด์) กระจกหน้าปัดแซฟไฟร์เจียระไนเหลี่ยม และฝาหลังแซฟไฟร์ขันเกลียว กันน้ำลึก 100 เมตร
  • หน้าปัด: ดีไซน์กลไกเปลือย (Skeletonised) พร้อมวงขอบหน้าปัดนาทีตามเฉดสีประจำรุ่น หลักชั่วโมงแบบลอยตัวและเข็มนาฬิกาเคลือบสารเรืองแสง Super-LumiNova  
  • ฟังก์ชัน: แสดงเวลาแบบ 3 เข็ม (ชั่วโมง, นาที, วินาทีกลาง)
  • กลไก: กลไกอัตโนมัติ คาลิเบอร์ Rado R808 (พื้นฐาน ETA) ความถี่ 21,600 ครั้ง/ชั่วโมง (3 Hz) สำรองพลังงาน 84 ชั่วโมง
  • สาย: สายยางตามเฉดสีประจำรุ่น พร้อมระบบถอดเปลี่ยนสาย EasyClip ตัวล็อกแบบหัวเข็มขัดสเตนเลสสตีล

อ่านบทความอื่นๆ เพิ่มเติม
Royal Oak Offshore Selfwinding Chronograph สลัดลุคนาฬิกาสปอร์ตสายลุย ลดขนาดลงมา 37 มม. จับคู่กับเฉดสีชมพูและขอบหน้าปัดเพชร
เมื่อ Audi แอบซุ่มทำซูเปอร์คาร์ 987 แรงม้า ออกมาขิง Lamborghini
Montblanc Iced Sea Automatic Date 0 Oxygen Limited Edition 300การผจญภัยครั้งใหม่เหนือธารน้ำแข็งสีแดง

Royal Oak Offshore Selfwinding Chronograph สลัดลุคนาฬิกาสปอร์ตสายลุย ลดขนาดลงมา 37 มม. จับคู่กับเฉดสีชมพูและขอบหน้าปัดเพชร

แล้วทำไม Audemars Piguet ถึงเลือกใส่กลไกโครโนกราฟชุดล่าสุดลงใน Royal Oak Offshore ไซส์ 37 มิลลิเมตร?

Audemars Piguet Royal Oak Offshore 37 mm
Audemars Piguet Royal Oak Offshore 37 mm

เวลาที่เรานึกถึงตระกูล Royal Oak Offshore ของ Audemars Piguet ภาพจำส่วนใหญ่เรามักจะเป็นนาฬิกาสปอร์ตจับเวลาเรือนหนา ทรงบึกบึน และเน้นความดุดันเป็นหลัก แต่คำถามที่น่าสนใจสำหรับโมเดลล่าสุดรหัส Ref. 26430IS.ZZ.A514CA.01-B คือ เหตุใดแบรนด์ถึงเลือกนำโครงสร้างสายลุยนี้มาดัดแปลงให้อยู่ในตัวเรือนขนาด 37 มิลลิเมตร พร้อมทั้งติดตั้งกลไกอินเฮาส์โครโนกราฟชุดใหม่ล่าสุดเข้าไป?

Audemars Piguet Royal Oak Offshore 37 mm
Audemars Piguet Royal Oak Offshore 37 mm

คำตอบของเรื่องนี้แฝงอยู่ในเรื่องของสัดส่วนและการเปิดรับกลุ่มผู้ใช้งานที่กว้างขึ้น โดยไม่ยอมลดทอนประสิทธิภาพเชิงวิศวกรรมลงไป ซึ่งเราจะมาเจาะลึกรายละเอียดไปพร้อมๆ กันในบทความนี้

การจัดวางสัดส่วนใหม่เมื่อความสปอร์ตเล็กลงแต่ซับซ้อนเท่าเดิม

ต้องบอกว่าโจทย์สำคัญของการลดขนาดนาฬิกาสปอร์ตจับเวลาลงมาเหลือ 37 มิลลิเมตร คือจะทำอย่างไรให้ตัวเรือนไม่ดูหนาเตอะจนขาดความสมดุล การสังเกตโครงสร้างของเรือนนี้จะพบว่าแบรนด์เลือกใช้ตัวเรือนวัสดุไทเทเนียม ซึ่งช่วยให้ตัวนาฬิกามีน้ำหนักเบาและสวมใส่สบายข้อมือ ความหนาของตัวเรือนคุมไว้ได้ที่ 11.5 มิลลิเมตร ซึ่งถือว่าค่อนข้างเพรียวสำหรับนาฬิการะบบจับเวลาอัตโนมัติ โดยตัวเม็ดมะยมและปุ่มกดจับเวลาก็ทำจากวัสดุไทเทเนียมเข้าชุดกัน พร้อมความสามารถในการกันน้ำที่ระดับ 50 เมตร

Audemars Piguet Royal Oak Offshore 37 mm

ความคมคายของงานดีไซน์รอบนี้อยู่ที่การจับแมทช์คู่สีและวัสดุ ขอบตัวเรือนใช้วัสดุสเตนเลสสตีลที่ฝังเพชรน้ำงามเจียระไนแบบเหลี่ยม (Brilliant-cut) จำนวน 32 เม็ด น้ำหนักรวมประมาณ 1 กะรัต เป็นการตัดสลับกับความด้านของตัวเรือนไทเทเนียมอย่างตั้งใจ ส่วนบนหน้าปัดลายตาราง Tapisserie สีชมพู หรือเฉดสีฟ้าเทอร์คอยส์ (Turquoise) มาใช้บนขอบหน้าปัดด้านใน (Inner bezel) เพื่อสร้างจุดนำสายตาและเพิ่มความสดใหม่ให้กับโทนสีโดยรวม โดยมีวงจับเวลาขนาดเล็กเป็นสีชมพูโทนเดียวกับพื้นหน้าปัด พร้อมเข็มไวท์โกลด์ 18 กะรัต และหลักชั่วโมงตัวเลขโรสโกลด์ 18 กะรัตเคลือบสารเรืองแสง

Calibre 6401 ขยับสู่วิศวกรรมกลไกยุคใหม่ที่บางลง

สิ่งที่ทำให้นาฬิกาไซส์ 37 มิลลิเมตรเรือนนี้มีความเป็นอุปกรณ์บอกเวลาอย่างแท้จริงนั่นก็คือ การบรรจุกลไกอัตโนมัติโครโนกราฟชุดใหม่ล่าสุดของโรงงานอย่าง Calibre 6401 เข้าไป ชุดกลไกนี้ได้รับการพัฒนาขึ้นภายในโรงงานของตัวเอง โดยออกแบบให้เป็นระบบ Integrated Chronograph หรือกลไกจับเวลาที่สร้างขึ้นเป็นชิ้นเดียวกันตั้งแต่แรก ไม่ใช่การนำโมดูลจับเวลามาวางทับบนเครื่องฐานแบบในอดีต

หัวใจหลักของกลไกชุดนี้คือการใช้ระบบล้อคอลัมน์วีล (Column wheel) ร่วมกับชุดคลัตช์แนวตั้ง (Vertical clutch) ซึ่งเป็นระบบสิทธิบัตรของ Audemars Piguet ข้อดีที่สัมผัสได้จริงคือเวลาเรากดปุ่มสตาร์ทเพื่อจับเวลา เข็มวินาทีจะออกตัวได้อย่างราบรื่น ไม่มีอาการกระตุกหรือกระโดดให้เห็น และด้วยโครงสร้างกลไกที่บางลงกว่าเดิม ทำให้แบรนด์สามารถเปิดฝาหลังแซฟไฟร์โปร่งใสให้ผู้สวมใส่ได้มองเห็นการทำงานด้านในได้อย่างชัดเจน โดยเฉพาะงานตกแต่งลวดลายบนชิ้นส่วนต่างๆ และโรเตอร์ขึ้นลานอัตโนมัติที่ทำจากทองคำสีชมพู 22 กะรัต พร้อมความสามารถในการสำรองพลังงานยาวนาน 55 ชั่วโมง

นาฬิการุ่นนี้ยังมาพร้อมสายยางสีชมพูที่ติดตั้งระบบสลับเปลี่ยนสายได้ด้วยตัวเอง (Interchangeable strap system) คู่กับตัวล็อกแบบหัวเข็มขัดวัสดุไทเทเนียม ถือเป็นการผสมผสานระหว่างฟังก์ชันการใช้งานแบบสปอร์ตเข้ากับงานตกแต่งที่เน้นรายละเอียดสีสันได้อย่างลงตัว 

รายละเอียดทางเทคนิค 
  • รุ่น: Audemars Piguet Royal Oak Offshore Selfwinding Chronograph 37 mm (Ref. 26430IS.ZZ.A514CA.01-B)
  • ตัวเรือน: ไทเทเนียม ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 37 มิลลิเมตร หนา 11.5 มิลลิเมตร เม็ดมะยมและปุ่มกดไทเทเนียม ขอบตัวเรือนสเตนเลสสตีลฝังเพชร Brilliant-cut 32 เม็ด (~1 กะรัต) กระจกหน้าปัดและฝาหลังแซฟไฟร์เคลือบสารกันแสงสะท้อน กันน้ำลึก 50 เมตร
  • หน้าปัด: สีชมพูลาย Tapisserie วงจับเวลาสีโทนเดียวกัน ขอบหน้าปัดด้านในสีฟ้าเทอร์คอยส์ เข็มทองคำขาว 18 กะรัต หลักชั่วโมงตัวเลขทองคำชมพู 18 กะรัตเคลือบสารเรืองแสง
  • กลไก: กลไกอัตโนมัติอินเฮาส์โครโนกราฟ Calibre 6401 ระบบคอลัมน์วีลและคลัตช์แนวตั้ง โรเตอร์ทองคำชมพู 22 กะรัต สำรองพลังงาน 55 ชั่วโมง
  • สายนาฬิกา: สายยางสีชมพูแบบถอดเปลี่ยนสลับได้ หัวเข็มขัดวัสดุไทเทเนียม

อ่านบทความเพิ่มเติมได้ที่:
ตลาดนาฬิกาประมูลยังร้อนแรงต่อเนื่อง Phillips Hong Kong ปิดยอดในงาน The Hong Kong Watch Auction: XXII พุ่งสูงขึ้นจากปีก่อนถึง 90%
Montblanc Iced Sea Automatic Date 0 Oxygen Limited Edition 300การผจญภัยครั้งใหม่เหนือธารน้ำแข็งสีแดง
วิถีแห่งบุรุษ…สุนทรียะแห่งควันและกลไกเวลา การทำงานร่วมกันระหว่าง Bell & Ross และ S.T. Dupont ในคอลเลกชันซิการ์รุ่นล่าสุด

The Reason Why: ทำไม Hublot Big Bang ถึงกลายเป็นไอคอนแห่งศตวรรษ? กับ 3 เหตุผลที่นักสะสมทั่วโลกหลงใหล

หากพูดถึงนาฬิกาที่สามารถพลิกโฉมวงการเรือนเวลาสมัยใหม่ได้อย่างแท้จริง ชื่อของ Hublot Big Bang คงเป็นหนึ่งในโมเดลที่นักสะสมทั่วโลกนึกถึงเป็นอันดับต้น ๆ

นับตั้งแต่เปิดตัวครั้งแรกในปี 2005 Big Bang ได้กลายเป็นสัญลักษณ์ของความกล้าที่จะแตกต่าง ด้วยแนวคิด “Art of Fusion” ที่ผสานวัสดุ เทคโนโลยี และงานออกแบบเข้าไว้ด้วยกันอย่างไม่เคยมีมาก่อน จนกลายเป็นหนึ่งในนาฬิกาที่ทรงอิทธิพลที่สุดแห่งศตวรรษที่ 21

ในวิดีโอล่าสุดของ Revolution Thailand เราจะพาคุณไปเจาะลึก 3 เหตุผลสำคัญที่ทำให้ Hublot Big Bang ครองใจนักสะสมทั่วโลกมาอย่างยาวนาน ไม่ว่าจะเป็น

  • งานออกแบบที่โดดเด่นและจดจำได้ทันที
  • แนวคิดการผสมผสานวัสดุและนวัตกรรมที่กล้าท้าทายขนบเดิม
  • กลไก Unico อันเป็นเอกลักษณ์ ซึ่งได้รับการยอมรับในฐานะหนึ่งในหัวใจสำคัญของความสำเร็จของ Big Bang

กว่า 20 ปีที่ Big Bang ยังคงเป็นมากกว่านาฬิกา แต่เป็นสัญลักษณ์ของการสร้างสรรค์ ความกล้า และวิสัยทัศน์ที่เปลี่ยนแปลงวงการเรือนเวลาไปตลอดกาล

ชมวิดีโอฉบับเต็มได้ทาง YouTube: REVOLUTION WATCH THAILAND และติดตามคอนเทนต์นาฬิกาหรู ข่าวสารวงการเรือนเวลา

  • Instagram: @revowatchthaiFacebook
  • Facebook: RevoWatchThai
  • Website: https://revolutionthailand.com
  • TikTok: @revowatchtha

#Hublot #BigBang #TheReasonWhy #RevolutionThailand #LuxuryWatches #WatchCollector

อ่านบทความอื่นๆ เพิ่มเติม

พักความวุ่นวายจากหน้าจอ ปรับเลนส์สายตา แล้วมาโฟกัสที่พื้นผิว และมิติภาพ วิธีเปลี่ยนบุคลิกนาฬิกา Integrated ของ Louis Erard 2340

เจาะลึกการบริหารโครงสร้างไฮบริดระหว่างไทเทเนียมและสเตนเลสสตีล ในสองเฉดสีล่าสุด “Mauve” และ “Forest” ที่ใช้รายละเอียดระดับมิลลิเมตรมาเป็นตัวกำหนดทิศทางของแสง

เมื่อพูดถึงนาฬิกาสปอร์ตหรูที่มาพร้อมสายโลหะแบบเชื่อมต่อเป็นเนื้อเดียวกับตัวเรือน หรือที่เรียกกันติดปากว่า Integrated Bracelet ภาพจำของคนส่วนใหญ่มักจะพุ่งตรงไปยังโครงสร้างเหล็กกล้าที่มีความหนาและเหลี่ยมมุมที่คมชัด แต่ท่ามกลางกระแสความนิยมนี้ Louis Erard แบรนด์ผู้สร้างจุดยืนในการนำเสนอศาสตร์การทำนาฬิกาชั้นสูงในราคาที่เข้าถึงได้ ได้เลือกที่จะเดินหักมุมออกจากกรอบเดิมตั้งแต่การเปิดตัวคอลเลกชัน 2340 เป็นครั้งแรกในเดือนตุลาคม ปี 2025

ชื่อคอลเลกชันนี้ถูกตั้งตามรหัสไปรษณีย์ 2340 Le Noirmont ซึ่งเป็นเมืองบ้านเกิดของแบรนด์บนเทือกเขา Jura ในประเทศสวิตเซอร์แลนด์ และในปี 2026 นี้ Manuel Emch ผู้บริหารและนักยุทธศาสตร์ของแบรนด์ ได้เลือกที่จะทำการทดลองครั้งใหม่ที่น่าสนใจผ่านสองเฉดสีล่าสุดอย่าง “Mauve” (สีม่วงอ่อน) และ “Forest” (สีเขียวเข้ม) การขยับตัวในรอบนี้ไม่ใช่การรื้อพิมพ์เขียวเพื่อเปลี่ยนรูปร่างตัวเรือน แต่เป็นการพิสูจน์ให้เห็นว่า เพียงแค่การเปลี่ยนลวดลายและวิธีปั๊มขึ้นรูปบนแผ่นหน้าปัด ก็สามารถเปลี่ยนวิธีการสะท้อนแสงและอารมณ์ของนาฬิกาไปได้อย่างสิ้นเชิง

วิเคราะห์สถาปัตยกรรมไฮบริด กับการแบ่งหน้าที่ของสองวัสดุบนความหนา 8.95 มิลลิเมตร

จากการสังเกตโครงสร้างทางกายภาพของตัวเรือน 2340 จุดเด่นที่ต้องยกขึ้นมาวิเคราะห์คือแนวคิดการใช้วัสดุแบบผสมผสานหรือ “ไฮบริด” ตัวเรือนมีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 40 มิลลิเมตร และมีระยะห่างระหว่างจุดเชื่อมสาย (Lug-to-Lug) ที่สั้นเพียง 41.50 มิลลิเมตร สัดส่วนนี้จริงๆ แล้วถูกคิดคำนวณมาเพื่อแก้ปัญหาข้อต่อสายยื่นเกินข้อมือ ซึ่งเป็นข้อจำกัดที่พบบ่อยในนาฬิกาสาย Integrated ทั่วไป Louis Erard เลือกใช้วัสดุสองชนิดที่มีคุณสมบัติทางกายภาพต่างกันมาประกอบเข้าด้วยกันในโครงสร้างตัวเรือนแบบ 3 ชิ้นด้วยกัน คือ

  • ไทเทเนียม (Titanium): นำมาใช้เป็นวัสดุหลักของตัวเรือนผ่านการขัดลายซาติน จุดประสงค์หลักคือการใช้ประโยชน์จากความหนาแน่นที่ต่ำของโลหะประเภทนี้ เพื่อลดน้ำหนักรวมของตัวนาฬิกาลง ช่วยให้การสวมใส่ในชีวิตประจำวันมีความเบาสบายและไม่หน่วงข้อมือ
  • สเตนเลสสตีล (Stainless Steel): แบรนด์ไม่ได้ใช้เหล็กทั้งชิ้น แต่เลือกนำสเตนเลสสตีลมาขัดเงาเพื่อใช้เป็นเส้นขอบและจุดตัดทางสายตา ตั้งแต่บริเวณขอบตัวเรือน (Bezel) ด้านข้าง, ตัวเชื่อมสายนาฬิกา, เม็ดมะยม, ฝาหลัง ไปจนถึงข้อสายชิ้นกลาง

การตัดสลับระหว่างพื้นผิวไทเทเนียมสีเทาด้านและสเตนเลสสตีลขัดเงานั้น จะช่วยสร้างมิติเงางามและทำให้เส้นสายรอบตัวเรือนดูมีมิติคมชัดยิ่งขึ้น ยิ่งไปกว่านั้น การเลือกใช้กลไลอัตโนมัติ Sellita คาลิเบอร์ SW300-1 ที่มีความหนาของตัวเครื่องเพียง 3.60 มิลลิเมตร ยังส่งผลให้ตัวเรือนโดยรวมมีความเพรียวบางเพียง 8.95 มิลลิเมตรเท่านั้น ถือเป็นสัดส่วนที่บางเฉียบเมื่อเทียบกับนาฬิกาสปอร์ตสาย Integrated ทั่วไปในท้องตลาด

สองเฉดสี สองลวดลาย ศาสตร์แห่งการจัดวางจังหวะกราฟิกบนหน้าปัด

ความรู้สึกหลังจากที่เห็นเรือนนี้ในครั้งแรก ต้องบอกว่าโครงสร้างภายนอกถูกตรึงไว้ด้วยภาษาดีไซน์เดียวกัน ซึ่งความท้าทายทั้งหมดจะตกไปอยู่ที่พื้นที่ขนาดไม่กี่เซนติเมตรบนหน้าปัด ทั้งรุ่น Mauve และ Forest ต่างก็ใช้เทคนิคการเคลือบแล็กเกอร์และการติดตั้งหลักชั่วโมงชุบโรเดียมแบบไดมอนด์คัต พร้อมเติมสารเรืองแสง Super-LumiNova เกรด SLN-C1 ที่ส่องสว่างเป็นสีน้ำเงินในที่มืด แต่สิ่งที่ทำให้สองเรือนนี้เดินไปในทิศทางที่ต่างกันคือ “เทคนิคการสร้างลวดลายบนพื้นผิว”

2340 Mauve (Ref. 35123TA12.BMT12)

ในรุ่นสีม่วงอ่อนนุ่มนวลนี้ แบรนด์เลือกใช้เทคนิคการปั๊มลายทรงรียาวคล้ายแคปซูลกระจายตัวอยู่ทั่วหน้าปัด เมื่อมองในระยะใกล้ ลวดลายนี้จะให้ความรู้สึกที่โค้งมนและมีจังหวะที่พริ้วไหว แสงที่ตกกระทบลงบนพื้นผิวสีม่วง Mauve จะถูกกระจายออกไปในทิศทางที่นุ่มนวล ไม่เกิดเงาตัดขอบที่รุนแรง ส่งผลให้นาฬิกามีบุคลิกที่อ่อนโยน ร่วมสมัย และดูมีมิติทางลึกที่ซับซ้อน

2340 Forest (Ref. 35123TA03.BMT12)

ในทางกลับกัน รุ่นสีเขียวเข้ม Forest เลือกเดินตามสุนทรียะของงานกราฟิกที่เฉียบคม พื้นหน้าปัดถูกพิมพ์ลายเส้นตรงแนวนอนขนานกันตลอดทั้งแผ่น เส้นสายที่ตรงและชัดเจนนี้ช่วยเน้นย้ำสไตล์สปอร์ตแบบเรขาคณิต (Geometric) แสงที่ตกกระทบจะถูกแบ่งเป็นฝั่งมืดและฝั่งสว่างอย่างเป็นระเบียบตามแนวร่องเส้น ทำให้นาฬิกาดูมีความเป็นโครงสร้าง สุขุม และดูเข้าคู่กับเส้นสายขัดเงาของข้อสายโลหะได้อย่างทรงพลัง

รายละเอียดที่น่าสนใจอีกประการคือ การจัดวางเพลตโลขัดลายซาตินขนาดเล็กไว้ที่ตำแหน่ง 3 นาฬิกา พร้อมสลักโลโก้ “LE” ไว้อย่างแนบเนียน เป็นการแสดงออกถึงแบรนดิ้งที่นิ่งและสุขุม โดยปล่อยให้พื้นผิวหลักของหน้าปัดทำหน้าที่เล่าเรื่องราวด้วยตัวเอง

วิศวกรรมสายข้อ 5 ชิ้น และกลไกสเตจบนข้อมือ

สำหรับความลึกซึ้งของงานออกแบบยังส่งผ่านไปถึงสาย Integrated รุ่นแรกของแบรนด์ โครงสร้างสายถูกประกอบขึ้นจากชิ้นส่วนย่อยรวมกันถึง 92 ชิ้น โดยเป็นสายแบบ 5 ข้อ (5-link) ที่ไล่ระดับความกว้างจาก 28 มิลลิเมตรบริเวณข้อต่อตัวเรือน ลงมาเหลือ 20 มิลลิเมตรที่บริเวณตัวล็อก

การจะซ่อนจุดเชื่อมต่อทางโครงสร้างไว้อย่างมิดชิดและการใช้สกรู Torx ในการยึดสายเข้ากับตัวเรือน ช่วยให้เส้นสายจากขอบตัวเรือนโค้งมนไหลต่อเนื่องลงมาที่สายได้อย่างไม่มีรอยต่อทางสายตา ตัวล็อกสายเป็นแบบบานพับสองชั้นพร้อมกลไกสปริงเบลด (Spring-blade) เพื่อความแน่นหนาในการล็อก

เมื่อพลิกดูฝาหลัง แม้จะเป็นแบบปิดทึบเพื่อความแข็งแกร่งและรองรับการกันน้ำที่ระดับ 5 บาร์ (50 เมตร) แต่ภายในกลไก Sellita SW300-1 ที่ซ่อนอยู่นั้นเป็นตัวเครื่องในระดับ élaboré grade ที่ได้รับการติดตั้งโรเตอร์ขึ้นลานฉลุโปร่งตกแต่งสัญลักษณ์ Louis Erard ด้วยแล็กเกอร์สีดำ จ่ายพลังงานสำรองได้อย่างมั่นคงที่ 56 ชั่วโมง ทำงานด้วยความถี่ 28,800 ครั้งต่อชั่วโมง นาฬิกาทั้งสองรุ่นเปิดตัวด้วยการตอกย้ำทิศทางของแบรนด์อิสระรายนี้ที่พิสูจน์ว่า งานดีไซน์ที่ชาญฉลาดและรายละเอียดที่คิดมาอย่างรอบคอบ คือสิ่งสำคัญในการกำหนดคุณค่าของเรือนเวลาร่วมสมัย

ข้อมูลทางเทคนิค 
  • รุ่น: Louis Erard 2340 Mauve (Ref. 35123TA12.BMT12) และ 2340 Forest (Ref. 35123TA03.BMT12)
  • ตัวเรือน: โครงสร้างไฮบริดผสมผสานไทเทเนียมขัดลายซาตินและสเตนเลสสตีลขัดเงา ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 40.0 มิลลิเมตร ความหนาตัวเรือน 8.95 มิลลิเมตร กระจกหน้าปัดแซฟไฟร์คริสตัลเคลือบสารป้องกันแสงสะท้อนทั้งสองด้าน ฝาหลังแบบปิดทึบ ประสิทธิภาพการกันน้ำ 5 บาร์ (50 เมตร / 165 ฟุต)
  • หน้าปัด:
    • รุ่น Mauve: หน้าปัดเคลือบแล็กเกอร์สีม่วง Mauve พร้อมลวดลายปั๊มทรงรียาวคล้ายแคปซูล
    • รุ่น Forest: หน้าปัดเคลือบแล็กเกอร์สีเขียว Forest พร้อมลวดลายเส้นตรงแนวนอนแบบพิมพ์ลาย
    • รายละเอียดร่วม: วงแหวนนาทีพิมพ์สีขาว แผ่นเพลตขัดลายซาติน ณ ตำแหน่ง 3 นาฬิกาสลักโลโก้ “LE” หลักชั่วโมงชุบโรเดียมแบบไดมอนด์คัต เคลือบสารเรืองแสง SLN-C1 สีน้ำเงิน
  • เข็มนาฬิกา: เข็มชี้ชั่วโมง นาที และวินาทีชุบโรเดียม จัดวางกึ่งกลางหน้าปัด พื้นผิวด้านบนขัดลายซาติน ตัดเหลี่ยมแบบไดมอนด์คัต เคลือบสารเรืองแสง SLN-C1 สีน้ำเงิน
  • กลไก: กลไกอัตโนมัติ Sellita คาลิเบอร์ SW300-1 (ระดับ élaboré grade) ขนาด 11½”’ เส้นผ่านศูนย์กลาง 25.60 มิลลิเมตร ความหนา 3.60 มิลลิเมตร ประกอบด้วยทับทิม 25 เม็ด เดินด้วยความถี่ 28,800 ครั้งต่อชั่วโมง (4 เฮิร์ต) พลังงานสำรองประมาณ 56 ชั่วโมง โรเตอร์แบบฉลุพิเศษตกแต่งสัญลักษณ์แบรนด์ด้วยแล็กเกอร์สีดำ
  • สายและตัวล็อก: สายแบบ Integrated โครงสร้างแบบ 5 ข้อ ผสานไทเทเนียมขัดลายซาตินร่วมกับสเตนเลสสตีลขัดเงา (ประกอบขึ้นจากชิ้นส่วน 92 ชิ้น) ยึดสายด้วยสกรู Torx ตัวล็อกสายแบบบานพับสองชั้นพร้อมกลไกสปริงเบลด ความกว้างสาย 28/20 มิลลิเมตร ความยาวรวม 220 มิลลิเมตร

อ่านบทความอื่นๆ เพิ่มเติม
ลืมหน้าปัดแบบเดิมไปเลย เพราะ Ressence TYPE 7 รื้อวิศวกรรมหน้าปัดแบบ Oil-Filled พร้อมเนรมิต 2 สีใหม่ คมชัดราวกับจอดิจิทัล
เมื่อฟังก์ชันดาราศาสตร์และงานสลักเสลามาบรรจบกันในเรือนเวลา Arnold & Son Luna Magna Platinum Dragon Verdite
พาชมเรือนเวลาล่าสุดของ H. Moser & Cie. ในรุ่น Endeavour Flyback Chronograph Dual Time Date ซ่อนโครโนกราฟไว้ตรงไหน? 

Montblanc Iced Sea Automatic Date 0 Oxygen Limited Edition 300การผจญภัยครั้งใหม่เหนือธารน้ำแข็งสีแดง

หน้าปัดสีแดงคอรัล พร้อมเทคโนโลยี 0 Oxygen สุดล้ำ ที่มาในจำนวนจำกัด 300 เรือน

Montblanc Iced Sea Automatic Date 0 Oxygen Limited Edition 300

ต้องยอมรับว่า หน้าปัดของคอลเลกชัน Iced Sea นั้นมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวสูง เห็นทีไรก็รู้สึกได้การผจญภัยท่ามกลางสภาวะอากาศสุดขั้วที่ถูกจำลองมาไว้บนข้อมือได้อย่างเหมาะเจาะ ยิ่งได้เห็นเวอร์ชันลิมิเต็ดอิดิชันที่มาในสีแดงอันได้แรงบันดาลใจมาจากแสงอาทิตย์ยามลาลับขอบฟ้าเหนือธารน้ำแข็ง มันมอบความรู้สึกเหมือนได้ออกสำรวจเส้นทางใหม่ๆ อันแสนงดงามแต่แฝงไว้ด้วยความเร้าใจอย่างบอกไม่ถูก

เฉดสีใหม่ของหน้าปัดอันเปี่ยมเอกลักษณ์

หน้าปัดที่บ่งบอกร่องรอยแตกร้าวภายในผืนน้ำแข็ง คือพื้นผิวที่บ่งบอกตัวตนของคอลเลกชัน Iced Sea มาในทุกเวอร์ชัน ซึ่งในเวอร์ชันนี้ธารน้ำแข็งที่ประทับร่องรอยการเดินทางสำรวจถูกย้อมด้วยแสงอาทิตย์ยามลับขอบฟ้าจนกลายเป็นสีแดงระเรื่อ สร้างประสบการณ์ใหม่ๆ ที่ทำให้การเดินทางผ่านหน้าปัดน่าตื่นตายิ่งขึ้น ซึ่งหน้าปัดธารน้ำแข็งนี้ก็ไม่ใช่ว่าผลิตกันอย่างง่ายดาย เพราะต้องใช้เทคนิคเฉพาะที่ผ่านกระบวนการกว่า 30 ขั้นตอน และต้องใช้เวลาในการผลิตยาวนานกว่าเทคนิคทั่วไปถึง 4 เท่า ซึ่งผลลัพธ์ที่เราได้เห็นบนหน้าปัดนั้นก็ปฏิเสธไม่ได้เลยว่า ดูราวกับผืนน้ำแข็งจริงๆ ทั้งมิติความลึกของลายเส้นผลึกน้ำแข็ง ซึ่งในคราวนี้ผลึกน้ำแข็งบนหน้าปัดถูกย้อมให้เป็นสีแดงไล่เฉดสีเข้มรอบนอก สว่างตรงใจกลาง ล้อมกรอบด้วยขอบตัวเรือนอะลูมิเนียมอะโนไดซ์สีแดงปะการังที่เจือสีส้มเล็กน้อย มอบความรู้สึกร้อนแรงทรงพลังยิ่งกว่าหน้าปัดผืนน้ำแข็งในรุ่นก่อนๆ ที่ดูเยือกเย็น สงบนิ่ง แต่ในครั้งนี้สีแดงที่ถ่ายทอดลงบนหน้าปัดได้แรงบันดาลใจมาจากแสงอาทิตย์ยามกำลังจะลาลับขอบฟ้าเหนือธารน้ำแข็ง นับเป็นการจำลองช่วงเวลาพิเศษที่ผู้พิชิตความยากลำบากเท่านั้นถึงจะได้ครอบครอง

Montblanc Iced Sea Automatic Date 0 Oxygen Limited Edition 300
Montblanc Iced Sea Automatic Date 0 Oxygen Limited Edition 300

องค์ประกอบที่เอื้อในการอ่านค่า

ไม่เพียงแต่คำนึงถึงความสวยงามเท่านั้นแต่ทุกองค์ประกอบบนหน้าปัดของนาฬิการุ่นนี้ยังใส่ใจในฟังก์ชันที่ต้องตอบโจทย์การใช้งานในสภาวะที่เหนือความคาดหมาย เราจะเห็นว่า หลักชั่วโมงไปยันเข็มนาฬิกา ล้วนถูกเคลือบด้วยสารเรืองแสงเพื่อให้สามารถอ่านค่าได้ง่ายดายภายใต้ความมืด หรือแม้กระทั่งการวางตำแหน่งโลโก้ และหน้าต่างวันที่ที่ถูกวางไว้ ณ ตำแหน่ง 3 นาฬิกา ก็เป็นการเลือกตำแหน่งจัดวางอย่างสมดุล เพื่อให้เวลายกข้อมือขึ้นมาดูเวลา การแสดงค่าต่างๆ สามารถทำได้โดยไม่สับสน เช่นเดียวกับขอบตัวเรือนอลูมิเนียมอะโนไดซ์สีแดงหมุนได้ทิศทางเดียวที่ออกแบบมาเพื่อให้นักดำน้ำสามารถใช้งานได้ง่ายขณะอยู่ใต้บาดาลบริเวณขอบถูกเซาะเป็นรอยหยักลึก และออกแบบให้ยื่นออกจากตัวเรือนเล็กน้อย ช่วยให้สามารถใช้งานได้สะดวกแม้สวมถุงมือ บริเวณระหว่างตําแหน่ง 0 -15 นาที ถูกไฮไลต์ด้วยเฉดสีแดงเข้มเพื่อให้นักดํานํ้าสามารถจับเวลาขณะอยู่ใต้ผิวน้ำได้ง่ายยิ่งขึ้น

เทคโนโลยีสุดล้ำ

Montblanc Iced Sea Automatic Date 0 Oxygen Limited Edition 300

ชื่อ 0 Oxygen ไม่ได้พ่วงท้ายมาเท่ๆ โดยไม่มีความหมายแต่ยังเป็นเทคโนโลยีสุดล้ำที่ช่วยกำจัดออกซิเจนภายในตัวเรือนขนาด 38 มม. ดังนั้นจึงไม่ต้องเป็นกังวลว่าจะมีอากาศเล็ดลอดเข้าไปทำลายกลไกอัตโนมัติ MB 24.17 ที่ขับเคลื่อนอยู่ภายในได้ ยึดผนึกกำลังเข้ากับเม็ดมะยมแบบขันเกลียวที่ช่วยผนึกตัวเรือนให้แน่นสนิทกันน้ำได้อย่างดีเยี่ยม ทำให้เราสามารถพา Iced Sea รุ่นลิมิเต็ดสีแดงเร่าร้อนไปผจญภัยได้อย่างไร้กังวล

Montblanc Iced Sea Automatic Date 0 Oxygen Limited Edition 300

ข้อมูลทางเทคนิค

  • รหัส:  135762
  • กลไก: ไขลานอัตโนมัติ MB 24.17 สำรองพลังงาน 38 ชั่วโมง
  • ฟังก์ชัน:  แสดงชั่วโมง นาที วินาทีจากแกนกลาง และวันที่ตําแหน่ง 3 นาฬิกา
  • ตัวเรือน: สเตนเลสสตีลพร้อมเทคโนโลยี 0 Oxygen ขนาด 38 มม.
  • หน้าปัด: ลวดลายธารนํ้าแข็งสีคอรัล ตัวเลขอารบิกและหลักชั่วโมงเคลือบโรเดียม ตกแต่งด้วยสารเรืองแสง  Super-LumiNova® เข็มชั่วโมง นาที และวินาทีเคลือบโรเดียมพร้อมสารเรืองแสงสีขาว Super-LumiNova®
  • สาย: สเตนเลสสตีลแบบถอดเปลี่ยนได้ พร้อมตัวล็อกพับสองชั้นและระบบปรับละเอียด มาพร้อมสายยางสีคอรัลแบบถอดเปลี่ยนได้
  • จำนวน: จำกัด 300 เรือน 

อ่านบทความเพิ่มเติมได้ที่:

พาชมเรือนเวลาล่าสุดของ H. Moser & Cie. ในรุ่น Endeavour Flyback Chronograph Dual Time Date ซ่อนโครโนกราฟไว้ตรงไหน? 

ลืมหน้าปัดแบบเดิมไปเลย เพราะ Ressence TYPE 7 รื้อวิศวกรรมหน้าปัดแบบ Oil-Filled พร้อมเนรมิต 2 สีใหม่ คมชัดราวกับจอดิจิทัล

วิถีแห่งบุรุษ…สุนทรียะแห่งควันและกลไกเวลา การทำงานร่วมกันระหว่าง Bell & Ross และ S.T. Dupont ในคอลเลกชันซิการ์รุ่นล่าสุด

การหวนคืนของจักรกลสี่ตลับลาน เจาะลึกวิธีคิดและการย่อสัดส่วนใน Chopard L.U.C Quattro Revolution Re-edition

เบื้องหลังการฟื้นฟูโมเดลปี 2000 ด้วยการจับคู่ตัวเรือนเหล็กรีไซเคิล Lucent Steel เข้ากับหน้าปัดทองคำคลาสสิก 3N แกะลายกิโยเชด้วยมือ ในขนาดดั้งเดิม 38 มิลลิเมตร

ในประวัติศาสตร์นาฬิการ่วมสมัย ยุคปลายทศวรรษ 1990 จนถึงต้นปี 2000 คือช่วงเวลาที่แบรนด์นาฬิกาต่างแข่งขันกันพัฒนาขีดความสามารถในการสะสมพลังงานสำรองให้ยาวนานที่สุด ทว่าโจทย์ที่ยากกว่าการทำให้เดินได้นาน คือการบรรจุกลไกเหล่านั้นลงในตัวเรือนที่มีสัดส่วนเพรียวบางตามขนบของนาฬิกาเดรสชั้นสูง ในปี 2000 Karl-Friedrich Scheufele (คาร์ล-ฟรีดริช ชอยเฟเล) ประธานร่วมของ Chopard ได้สร้างหมุดหมายสำคัญด้วยการเปิดตัว L.U.C Quattro รหัส Reference 16/1863 นาฬิกาที่สามารถสำรองพลังงานได้ยาวนานถึง 8 วัน (192 ชั่วโมง) จากตลับลาน 4 ชุด แต่กลับมีความหนาของตัวเรือนเพียง 9.54 มิลลิเมตรเท่านั้น

ล่วงเลยมาจนถึงปี 2026 นี้ โปรเจกต์ความร่วมมือล่าสุดระหว่าง Chopard และนิตยสาร Revolution ได้เลือกที่จะนำผลงานชิ้นประวัติศาสตร์ดังกล่าวกลับมาทำซ้ำอีกครั้งในรูปแบบ Re-edition โดยเป็นการดึงเอาสัดส่วนและเลย์เอาต์ดั้งเดิมจากเมื่อ 26 ปีที่แล้ว มาผสมผสานเข้ากับนวัตกรรมวัสดุศาสตร์และการตกแต่งหน้าปัดยุคใหม่ เพื่อทดสอบว่างานออกแบบที่เน้นความสมดุลในอดีตจะยังคงทำหน้าที่ได้อย่างยอดเยี่ยมในยุคปัจจุบันหรือไม่

Chopard L.U.C Quattro Revolution Re-edition

การบริหารแรงบิดของกลไก Caliber 98.01-L ผ่านระบบส่งกำลังอนุกรม

หัวใจทางวิศวกรรมของนาฬิการุ่นนี้อยู่ที่กลไกไขลานด้วยมือ คาลิเบอร์ 98.01-L (หรือรหัสเดิมคือ คาลิเบอร์ 1.98) ความท้าทายหลักของการทำนาฬิกาที่มีพลังงานสำรองยาวนานคือเรื่องของ “แรงบิด” (Torque) เนื่องจากสปริงลานที่ยาวหรือหนาเกินไปมักจะจ่ายกำลังแรงเกินไปในช่วงแรกที่ไขลานเต็ม และจะอ่อนกำลังลงอย่างรวดเร็วในช่วงท้าย ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อความสม่ำเสมอในการแกว่งของจักรกรอก (Amplitude) และความเที่ยงตรงของเวลา

ทางออกของ Chopard คือการใช้ตลับลาน 4 ชุด แบ่งเป็น 2 คู่ซ้อนกันในแนวตั้ง (Two stacked sets) และนำมาเชื่อมต่อกันแบบอนุกรม (In series) โดยมีเฟืองกลางทำหน้าที่ส่งทอดกำลัง ตลับลานแต่ละชุดจะค่อยๆ คลายตัวเพื่อจ่ายพลังงานเฉลี่ยชุดละ 2 วันกับอีก 6 ชั่วโมง และจะหยุดส่งกำลังก่อนที่แรงสปริงจะหย่อนเกินไป วิธีการกระจายภาระในลักษณะนี้ช่วยให้ล้อจักรกรอกได้รับแรงดันที่สม่ำเสมอตลอดระยะเวลาการทำงาน ส่งผลให้นาฬิกาสามารถเดินได้อย่างเที่ยงตรงผ่านเกณฑ์โครโนมิเตอร์ (COSC) และในเวอร์ชันรีเอดิชันนี้ แบรนด์ได้ปรับปรุงประสิทธิภาพจนมาตรวัดบนหน้าปัดสามารถแสดงพลังงานสำรองได้ยาวนานถึง 9 วัน

เมื่อพลิกดูทางด้านหลังตัวเรือนผ่านกระจกแซฟไฟร์ เราจะพบกับงานขัดแต่งที่ผ่านการรับรองตราประทับเจนีวาซีล (Geneva Seal) สะพานจักรขนาดใหญ่ขัดลายริ้วเจนีวา (Côtes de Genève) อย่างประณีต ลบมุมขอบโลหะด้วยมือ พื้นที่ส่วนล่างเปิดเปลือยให้เห็นสะพานจักรจักรกรอกที่ติดตั้งระบบปรับตั้งความเที่ยงตรงแบบคอหงส์ (Swan-neck regulator) ทำจากเหล็กขัดเงาแบบกระจก (Black-polished steel) จัดวางเคียงคู่กับตลับแบริ่งของล้อจักรปล่อยตัวที่ยึดด้วยระบบกันกระแทกขอบทองคำอย่างสวยงาม

ศาสตร์แห่ง halos บนหน้าปัดทองคำเนื้อแท้ 3N ผสานงานเทคโนโลยีเลเซอร์

ต้องบอกว่าหน้าปัดของ Quattro Revolution Re-edition นั้นถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ยกระดับงานฝีมือให้สูงขึ้นกว่ารุ่นดั้งเดิม ตัวแผ่นหน้าปัดทำจากทองคำแท้เฉดสี 3N (3N Yellow Gold) โดยเป็นหน้าปัดดิบที่ไม่ผ่านการเคลือบสีหรือวาร์นิชใดๆ เพื่อเผยให้เห็นเนื้อสีทองธรรมชาติอย่างแท้จริง ผลิตโดย Metalem ซึ่งเชี่ยวชาญด้านการทำหน้าปัดระดับเวิลด์คลาสที่ Chopard ได้เข้าซื้อกิจการมาไว้ในครอบครอง

ส่วนพื้นผิวหน้าปัดนั้นผ่านการแกะลายด้วยเครื่องจักรโบราณ (Hand-guilloché) ทำเป็นลวดลายรัศมีกระจายออกจากศูนย์กลาง ไฮไลต์สำคัญอยู่ที่เส้นขอบวงกลมขนาดเล็กที่เรียกว่า “filet sautant” ซึ่งทำหน้าที่เป็นเส้นแบ่งเขตระนาบระหว่างลายกิโยเชตรงกลาง กับบริเวณรอบนอกที่จัดวางหลักชั่วโมงทรงว่าว (Kite-shaped) ขัดเงา เส้นลายตัดสลับนี้จะปรากฏขึ้นรอบๆ แทร็กนาทีแบบทางรถไฟ (Chemin de fer) ทำให้เกิดปรากฏการณ์สะท้อนแสงคล้ายกับรัศมีทรงกลม (Halos) สามชั้นพุ่งออกจากใจกลางหน้าปัด

โดยเลย์เอาต์การจัดวางยังคงยึดตามเวอร์ชันปี 2000 โดยติดตั้งมาตรวัดพลังงานสำรองรูปพัดไว้ที่ตำแหน่ง 12 นาฬิกา และวงเข็มวินาทีเปิดย่อยร่วมแกนกับเข็มแสดงวันที่ ณ ตำแหน่ง 6 นาฬิกา รายละเอียดขนาดเล็กบนมาตรวัดพลังงานสำรอง โดยเฉพาะขีดเตือนความจำในวันสุดท้าย ถูกแกะสลักด้วยเทคโนโลยีเลเซอร์สมัยใหม่เพื่อให้ได้ความคมชัดในระดับมิติสามมิติ ตัดกันอย่างลงตัวกับเข็มทรงดาฟีน (Dauphine) ทำจากไวทโกลด์ที่ให้มุมเหลี่ยมคมชัดและอ่านค่าง่าย

ความลงตัวทางสรีรศาสตร์บนตัวเรือนเหล็กพิเศษ Lucent Steel

อีกหนึ่งการตัดสินใจที่สำคัญที่สุดในโปรเจกต์นี้ คือการรักษาขนาดตัวเรือนไว้ที่เส้นผ่านศูนย์กลาง 38 มิลลิเมตร และหนา 9.54 มิลลิเมตรเอาไว้ ซึ่งเป็นขนาดดั้งเดิมของรุ่นแรก แม้ว่าในตลาดปัจจุบันขนาดดังกล่าวอาจจะดูค่อนไปทางเล็กสำหรับนาฬิกาคอมพลิเคชัน แต่เมื่อพิจารณาในแง่ของนาฬิกาเดรสร่วมสมัย สัดส่วนนี้สอดรับกับแนวคิดความหรูหราแบบเงียบเชียบ (Quiet Luxury) ที่เน้นความสบายและการแนบสนิทไปกับข้อมือภายใต้แขนเสื้อเชิ้ตได้อย่างพอดิบพอดี

Chopard L.U.C Quattro Revolution Re-edition

วัสดุที่เลือกใช้คือ Lucent Steel ซึ่งเป็นสเตนเลสสตีลรีไซเคิลเกรดพรีเมียมเฉพาะของ Chopard โลหะชนิดนี้ผ่านการหลอมละลายซ้ำจนได้เนื้อสารที่มีความบริสุทธิ์สูง ส่งผลให้มีคุณสมบัติในการสะท้อนแสงที่สว่างและเงางามกว่าเหล็กทั่วไปอย่างเห็นได้ชัด อีกทั้งยังมีความแข็งแกร่งทนทานต่อรอยขีดข่วนได้ดีกว่า ตัวเรือนมาพร้อมกับสายหนังวัวสีน้ำตาลขนาดความกว้างหูสาย 19 มิลลิเมตร และลดระดับลงไปที่ 16 มิลลิเมตรบริเวณหัวเข็มขัดสายเหล็กสลักตราแบรนด์ โดยจำกัดการผลิตเพียง 20 เรือนทั่วโลก 

ข้อมูลทางเทคนิค
  • กลไก: ระบบไขลานด้วยมือ คาลิเบอร์ 98.01-L
  • ฟังก์ชัน: ชั่วโมง นาที วินาทีเล็ก วันที่ และสำรองพลังงาน 9 วัน
  • ตัวเรือน: ขนาด 38 มม. × 9.54 มม. วัสดุเหล็กโปร่งแสง กันน้ำได้ลึก 30 เมตร
  • หน้าปัด: แกะสลักลายกิโยเช่บนทองคำเหลือง 3N บริสุทธิ์ ไม่ผ่านการบำบัดใดๆ เครื่องหมายบอกเวลาเป็นรูปทรงว่าว
  • สาย: หนังลูกวัวสีน้ำตาล ความกว้างของตัวเรือน 19 มม. ความกว้างของหัวเข็มขัด: 16 มม.

อ่านบทความอื่นๆ เพิ่มเติม
ลืมหน้าปัดแบบเดิมไปเลย เพราะ Ressence TYPE 7 รื้อวิศวกรรมหน้าปัดแบบ Oil-Filled พร้อมเนรมิต 2 สีใหม่ คมชัดราวกับจอดิจิทัล
เมื่อฟังก์ชันดาราศาสตร์และงานสลักเสลามาบรรจบกันในเรือนเวลา Arnold & Son Luna Magna Platinum Dragon Verdite
พาชมเรือนเวลาล่าสุดของ H. Moser & Cie. ในรุ่น Endeavour Flyback Chronograph Dual Time Date ซ่อนโครโนกราฟไว้ตรงไหน? 

วิถีแห่งบุรุษ…สุนทรียะแห่งควันและกลไกเวลา การทำงานร่วมกันระหว่าง Bell & Ross และ S.T. Dupont ในคอลเลกชันซิการ์รุ่นล่าสุด

นี่คือเบื้องหลังการเดินทางของซีรีส์ Edición Limitada ลำดับที่สี่ กับการตีความสไตล์สปอร์ตคนเมืองให้กลายร่างเป็นกล่องซิการ์ไม้มะค่าขัดเงาที่บรรจุอุปกรณ์แบบครบครัน

ในโลกของการออกแบบนาฬิกา การหยิบยกวัฒนธรรมเฉพาะกลุ่ม (Subculture) มาเป็นแกนหลักในการสร้างสรรค์ ถือเป็นโจทย์ที่ท้าทาย เพราะหากทำไม่ถึง นาฬิกาเรือนนั้นจะกลายเป็นเพียงสินค้าติดโลโก้ธรรมดา แต่สำหรับ Bell & Ross แบรนด์ที่มีภาพจำผูกติดอยู่กับมาตรวัดความเร็วในห้องนักบินเครื่องบินรบมาอย่างยาวนาน พวกเขามักหาจังหวะผ่อนคลายความตึงเครียดด้วยการหยิบเอาวัฒนธรรม “Epicureanism” หรือลัทธิแห่งความรื่นรมย์ในชีวิตเข้ามาผสมผสานอยู่เสมอ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับวัฒนธรรมการสูบซิการ์

ในปี 2026 นี้ Carlos Rosillo ผู้ร่วมก่อตั้งแบนด์ได้จับมือร่วมกับ Alain Crevet ประธานบริหารของ S.T. Dupont ผู้เชี่ยวชาญและมีชื่อเสียงระดับโลกในด้านการผลิตเครื่องประดับ และแอคเซสเซอรี่สำหรับสุภาพบุรุษ เช่น ไฟแช็ก ปากกาหรู เครื่องหนัง และน้ำหอม เรียกได้ว่าเป็นหนึ่งในเมซงเก่าแก่แห่งฝรั่งเศส เพื่อสร้างสรรค์ผลงานลำดับที่สี่ในซีรีส์ทางเลือกอย่าง BR-05 Chrono S.T. Dupont ซึ่งผลิตขึ้นในจำนวนจำกัดเพียง 150 เรือนทั่วโลก การร่วมมือกันในครั้งนี้ไม่ใช่แค่การปรับเฉดสีหน้าปัด แต่เป็นการรวมตัวกันของสองแบรนด์สัญชาติฝรั่งเศสเพื่อส่งมอบไลฟ์สไตล์ของผู้นิยมซิการ์แบบครบชุด

การเดินทางของเฉดสีอำพันจากปี 2006 สู่เรือนสปอร์ตสไตล์คนเมือง

หากย้อนดูประวัติศาสตร์ของซีรีส์ Edición Limitada ของ Bell & Ross จะพบว่าแบรนด์มีวิธีคิดในการเลือกตระกูลนาฬิกามาแต่งตัวให้เข้ากับสีสันของใบยาสูบที่แตกต่างกันไปตามยุคสมัย อย่างเช่น

  • ปี 2006: เริ่มต้นด้วยรุ่น BR Vintage 126 XL Edición Limitada ใช้ตัวเรือนทรงกลมพิงก์โกลด์ พร้อมฟังก์ชัน Big Date และ Annual Calendar บรรจุในกล่องควบคุมความชื้น (Humidor) ขนาด 50 มวน
  • ปี 2015: ส่งต่อมายังรุ่น WW1 Edición Limitada ที่ใช้ตัวเรือนเรดโกลด์ทรงกลมพร้อมขาตัวเรือนแบบลวดเชื่อมโยงถึงนาฬิกายุคสงครามโลก จับคู่หน้าปัดสีน้ำตาลโค้งมน
  • ปี 2022: แบรนด์ขยับเข้าสู่ยุคโมเดิร์นด้วยการเลือกใช้ตระกูล BR-05 Chrono เป็นครั้งแรก โดยเลือกเฉดสีน้ำตาล ทองชมพู และแดงเข้ม เพื่ออ้างอิงถึงสีของซิการ์ประเภท Maduro (ซิการ์สีเข้มจัด)
  • ปี 2026 (รุ่นล่าสุด): จับมือกับ S.T. Dupont นำเสนอรหัส BR-05 Chrono ในโทนสีน้ำตาลประกายทองสลับสเตนเลสสตีลขัดเงา ซึ่งเป็นการผสานภาพลักษณ์แบบคนเมือง (Urban) เข้ากับงานหัตถศิลป์ดั้งเดิม

ความน่าสนใจของการสังเกตสัดส่วนตัวเรือนในรุ่นล่าสุดนี้คือ การรักษาโครงสร้าง “สี่เหลี่ยมซ้อนวงกลม” ขนาด 42 มิลลิเมตร และหนา 14.25 มิลลิเมตร เอาไว้อย่างเหนียวแน่น ตัวเรือนหลักทำจากสเตนเลสสตีลขัดเงาสลับปัดเสี้ยน แต่มีการเพิ่มชิ้นส่วนขอบตัวเรือน (Bezel) และข้อต่อสายกึ่งกลางชิ้นงานด้วยทองคำโรสโกลด์ 18 กะรัต การจัดวางคู่สีลักษณะนี้ทำให้เลเยอร์ของนาฬิกาดูมีมิติ และลดทอนความดุดันของนาฬิกาสปอร์ตเหล็กให้ดูมีความสุขุมนุ่มนวลขึ้น

หน้าปัด Sunray Brown และศาสตร์การไล่เฉดแล็กเกอร์

พื้นผิวหน้าปัดของ BR-05 Chrono S.T. Dupont ใช้เทคนิคการขัดลายซันเรย์สีน้ำตาล (Brown Sunray) ซึ่งจะส่องประกายและเปลี่ยนเฉดสีไปตามมุมตกกระทบของแสง คล้ายกับผิวนอกของใบยาสูบคุณภาพดีที่ผ่านการบ่มจนได้ที่ การจัดวางเลย์เอาต์หน้าปัดเป็นแบบสองวงย่อย (Two counters) โดยแสดงเข็มวินาทีเปิดย่อยที่ 9 นาฬิกา และวงจับเวลานาทีที่ 3 นาฬิกา เจาะช่องหน้าต่างแสดงวันที่ทรงกลมไว้ระหว่างตำแหน่ง 4 และ 5 นาฬิกา

สิ่งที่เพิ่มความชัดเจนในการอ่านค่าคือ ชิ้นส่วนหลักชั่วโมงตัวเลขอารบิกและอินเด็กซ์ทรงเหลี่ยมโค้งมนทำจากทองคำโรสโกลด์ปัดเงา เติมเต็มภายในด้วยสารเรืองแสง Super-LumiNova เฉดสีเบจ ซึ่งสว่างเป็นสีเขียวในที่มืด เฉดสีเบจของสารเรืองแสงนี้ตั้งใจเลือกมาเพื่อเลียนแบบสีของผงเถ้าซิการ์ขณะที่กำลังถูกเผาไหม้ บนหน้าปัดมีการพิมพ์สลักโลโก้แบรนด์ร่วม S.T. Dupont ไว้ที่ตำแหน่ง 6 นาฬิกาอย่างสมดุล

แบรนด์เปิดโอกาสให้ผู้สะสมเลือกรูปแบบการแต่งตัวได้สองสไตล์ คือ สายสเตนเลสสตีลสลับทองคำโรสโกลด์สองกษัตริย์แบบอินทิเกรตไร้รอยต่อ หรือสายหนังวัวสีน้ำตาลปัดผิวคราบดำ (Black Patina) สไตล์หนังจระเข้เทียม ซึ่งสายหนังประเภทนี้จะให้ความรู้สึกที่เป็นธรรมชาติและเปลี่ยนสภาพไปตามการใช้งานของผู้สวมใส่

เมื่อฝาหลังแซฟไฟร์เปลือยโรเตอร์ 360 องศา เคียงคู่ชุดอุปกรณ์ Triptych

มาดูในส่วนของกลไกภายใน นาฬิการุ่นนี้ถูกขับเคลื่อนด้วยคาลิเบอร์ BR-CAL.326 ซึ่งเป็นกลไกโครโนกราฟอัตโนมัติที่พัฒนาบนฐานโครงสร้างที่มั่นคง สามารถสำรองพลังงานได้ 60 ชั่วโมง ทำงานด้วยความถี่ 28,800 ครั้งต่อชั่วโมง เม็ดมะยมเป็นระบบขันเกลียวพร้อมบ่าปกป้อง รองรับประสิทธิภาพการกันน้ำที่ระดับ 100 เมตร เมื่อพลิกดูทางด้านหลังจะพบกับชิ้นส่วนโรเตอร์ขึ้นลานแบบฉลุโปร่งเต็มวง 360 องศา (360° Oscillating weight) ซึ่งเป็นเอกลักษณ์การออกแบบวิศวกรรมเฉพาะของตระกูล BR-05 ช่วยให้ผู้สวมใส่สามารถมองเห็นการทำงานของชุดจักรปล่อยตัวและแผ่นเพลตกลไกด้านล่างได้อย่างเต็มสายตา

Bell & Ross BR-05 Chrono S.T. Dupont

ทว่าความพิเศษที่ทำให้นาฬิการุ่นนี้ถูกเรียกว่าเป็นผลงานศิลปะสามชิ้น (Triptych) คือกิมมิคของชุดบรรจุภัณฑ์ภายนอก ตัวกล่องถูกสร้างขึ้นจากไม้มะคาสซาร์เอโบนี (Macassar Ebony) ซึ่งเป็นไม้เนื้อแข็งราคาสูงที่มีลวดลายสลับสีเข้มตามธรรมชาติและยากต่อการตัดแต่ง ฝากล่องด้านบนสลักตราสัญลักษณ์ของทั้งสองแบรนด์

เมื่อเปิดภายในกล่องจะพบกับการกรุด้วยไม้ซีดาร์สเปน (Spanish Cedar) ซึ่งเป็นวัสดุที่นักสะสมซิการ์ต่างทราบดีว่ามีคุณสมบัติในการควบคุมและรักษาความชื้นสัมพัทธ์ได้อย่างดีเยี่ยม ช่วยป้องกันไม่ให้ใบยาสูบแห้งกรอบและมีกลิ่นหอมเฉพาะตัวที่ช่วยไล่แมลง ภายในถูกจัดสรรพื้นที่เป็น 3 ส่วนหลักคือ

Bell & Ross BR-05 Chrono S.T. Dupont
Bell & Ross BR-05 Chrono S.T. Dupont
  1. ช่องตรงกลาง: จัดวางนาฬิกา BR-05 Chrono S.T. Dupont
  2. ช่องฝั่งซ้าย: บรรจุเครื่องพ่นไฟ S.T. Dupont รุ่นยอดนิยมอย่าง Ligne 2 ตกแต่งด้วยโลหะสีทูโทนสลับกับการเคลือบแล็กเกอร์ไล่เฉดสีน้ำตาล (Gradient brown lacquer) ซึ่งเป็นเฉดสีเดียวกับที่ปรากฏบนหน้าปัดนาฬิกา
  3. ช่องฝั่งขวา: ติดตั้งชิ้นส่วนกรรไกรตัดซิการ์ (Cigar Cutter) ที่มีการขัดแต่งวัสดุและสีสันในโทนเดียวกันเข้าชุด

ชุดกล่องเดินทางนี้สามารถปรับแต่งถอดถาดรองออกเพื่อเปลี่ยนสภาพให้กลายเป็นกล่องเก็บซิการ์ (Humidor) ที่รองรับการจุซิการ์ได้สูงสุดถึง 50 มวน นับเป็นการออกแบบที่ผสมผสานระหว่างฟังก์ชันการใช้งานเชิงเวลาและสุนทรียภาพแห่งการพักผ่อนของสุภาพบุรุษได้อย่างกลมกลืน

ข้อมูลทางเทคนิค
  • รุ่น: Bell & Ross BR-05 Chrono S.T. Dupont (หมายเลขอ้างอิง: BRO5C-STD-STPG)
  • ตัวเรือน: ขนาดความกว้าง 42.0 มิลลิเมตร ความหนา 14.25 มิลลิเมตร ผลิตจากวัสดุสเตนเลสสตีลปัดเงาสลับซาติน ร่วมกับทองคำโรสโกลด์ 18 กะรัต กระจกหน้าปัดแซฟไฟร์คริสตัลเคลือบสารป้องกันแสงสะท้อน เม็ดมะยมแบบขันเกลียวพร้อมบ่าป้องกัน ฝาหลังแซฟไฟร์เปลือยให้เห็นโรเตอร์หมุน 360 องศา การกันน้ำ 100 เมตร
  • หน้าปัด: เฉดสีน้ำตาลปัดลายซันเรย์ (Brown Sunray) ติดตั้งตราสัญลักษณ์ S.T. Dupont ณ ตำแหน่ง 6 นาฬิกา ชิ้นส่วนหลักชั่วโมงและตัวเลขอารบิกสีทองโรสโกลด์ปัดซาติน เข็มชั่วโมงและนาทีหลักแบบโปร่งฉลุเคลือบทองพ่นเงา บรรจุสารเรืองแสง Super-LumiNova เฉดสีเบจ (เรืองแสงสีเขียวในที่มืด)
  • กลไก: กลไกโครโนกราฟอัตโนมัติ คาลิเบอร์ BR-CAL.326 ทำงานด้วยความถี่ 28,800 ครั้งต่อชั่วโมง พลังงานสำรอง 60 ชั่วโมง
  • ฟังก์ชัน: แสดงชั่วโมง, นาที, เข็มวินาทีสลับย่อย ณ ตำแหน่ง 9 นาฬิกา, วันที่ ณ ตำแหน่ง 4-5 นาฬิกา ระบบจับเวลาโครโนกราฟจับวินาทีแกนกลาง และวงจับเวลานาที ณ ตำแหน่ง 3 นาฬิกา
  • สายและตัวล็อก: ออปชันสายสเตนเลสสตีลสลับข้อต่อทองคำโรสโกลด์สองกษัตริย์ หรือสายหนังวัวสีน้ำตาลปัดผิวคราบดำสไตล์อัลลิเกเตอร์ พร้อมตัวล็อกแบบบานพับพับสามทบทำจากเหล็กขัดเงา
  • ชุดอุปกรณ์ร่วม: กล่องไม้มะคาสซาร์เอโบนีบุภายในด้วยไม้ซีดาร์สเปน (ปรับเป็นหม้อควบคุมความชื้นสำหรับซิการ์ 50 มวนได้) มาพร้อมไฟแช็ก S.T. Dupont Ligne 2 เคลือบแล็กเกอร์สีน้ำตาลไล่เฉด และกรรไกรตัดซิการ์เข้าชุด
  • จำนวนการผลิต: จำกัดจำนวนจำหน่าย 150 เรือนทั่วโลก (Limited Edition)

อ่านบทความอื่นๆ เพิ่มเติม
เบื้องหลังความงามระดับหัตถศิลป์ของ Czapek Promenade Goutte de Rosée กับหน้าปัด Grand Feu Enamel สีเขียวที่มีเพียงหนึ่งเดียวในโลก
เมื่อความจัดจ้านของสตรีทแวร์ปะทะโครงสร้างล้ำยุค เจาะลึกวิสัยทัศน์เบื้องหลัง AP x AMBUSH ผลลัพธ์ที่ได้จะเป็นอย่างไรนะ?
เปิดมุมมองความคิดเห็นต่อวงการนาฬิกาของเด็กยุคใหม่: เมื่อเรือนเวลากลายเป็นมากกว่าแค่เครื่องบอกเวลา และการลงทุนในยุคดิจิทัล

ลืมหน้าปัดแบบเดิมไปเลย เพราะ Ressence TYPE 7 รื้อวิศวกรรมหน้าปัดแบบ Oil-Filled พร้อมเนรมิต 2 สีใหม่ คมชัดราวกับจอดิจิทัล

เจาะลึกกลไกโมดูล ROCS 7 และการทดลองใช้คู่สีเพื่อดึงอันเดอร์โทนของวัสดุไทเทเนียม Grade 5 ในนาฬิกาแนว Tool Watch รุ่นล่าสุด

ในบรรดาแบรนด์นาฬิกาอิสระร่วมสมัย Ressence จากเมืองแอนต์เวิร์ป ประเทศเบลเยียม คือแบรนด์ที่ตั้งคำถามกับวิธีการแสดงผลของเวลาได้อย่างน่าสนใจที่สุด พวกเขาไม่ได้เริ่มต้นจากการคิดว่าจะจัดวางเฟืองจักรอย่างไรให้สลับซับซ้อน แต่เริ่มจากการคิดว่ามนุษย์จะอ่านเวลาจากนาฬิกากลไกให้ง่ายและเป็นธรรมชาติที่สุดได้อย่างไรในศตวรรษที่ 21

หลังจากที่แบรนด์เปิดตัวตระกูล TYPE 7 ไปเมื่อปี 2025 ในฐานะนาฬิกาสายลุยหรือ Tool Watch ประจำค่าย ล่าสุดในเดือนพฤษภาคม 2026 Benoît Mintiens ผู้ก่อตั้งและนักออกแบบของแบรนด์ ได้ขยายขอบเขตโครงสร้างนี้อีกครั้งด้วยการเปิดตัวสองเฉดสีใหม่อย่าง Black และ Cactus ซึ่งเป็นการสะท้อนให้เห็นว่า การเลือกใช้สีในนาฬิการะดับสูงไม่ใช่แค่เรื่องของแฟชั่น แต่เป็นเรื่องของทัศนวิสัยทางฟิสิกส์และการจับคู่เคมีพื้นผิววัสดุ

ความคมชัดระดับไฮเดฟินิชันจากการหักเหของแสงในห้องน้ำมัน

โครงสร้างตัวเรือนไทเทเนียม Grade 5 ขนาด 41 มิลลิเมตร หนา 14 มิลลิเมตร ของ TYPE 7 ถูกแบ่งพื้นที่ภายในออกเป็นสองห้องอย่างเด็ดขาด โดยห้องส่วนบนปริมาตร 2.95 มิลลิลิตร จะถูกเติมเต็มด้วยน้ำมันใสจนเต็มพื้นที่ คุณสมบัติของน้ำมันนี้จะเข้าไปชดเชยการหักเหของแสงเมื่อเดินทางผ่านกระจกแซฟไฟร์ทรงโดมโค้ง ผลลัพธ์ที่ได้คือภาพลวงตาทางสายตาที่ทำให้ผู้สวมใส่รู้สึกว่าแผ่นดิสก์แสดงเวลาไม่ได้อยู่ลึกลงไปในตัวเรือน แต่ลอยเด่นขึ้นมาแนบสนิทกับผิวหน้ากระจกจนดูคล้ายกับหน้าจอดิจิทัล

ในรุ่น TYPE 7 Black แบรนด์ได้ใช้ประโยชน์จากสถาปัตยกรรมน้ำมันนี้อย่างเต็มที่ โดยชั้นน้ำมันใต้กระจกจะทำหน้าที่เพิ่มความลึกและดูดซับแสง ทำให้พื้นหน้าปัดสีดำมีความมืดสนิทและลุ่มลึกกว่าหน้าปัดนาฬิกาทั่วไป เมื่อนำชิ้นส่วนตัวเลขและอินเด็กซ์สีขาวที่เคลือบสารเรืองแสง Super-LumiNova เกรดเอ มาจัดวางลงไป คอนทราสต์ที่เกิดขึ้นจึงมีความคมชัดสูงมาก ซึ่งตอบโจทย์การเป็นนาฬิกาใช้งานที่ต้องการความแม่นยำในการอ่านค่าผ่านสายตาในเสี้ยววินาที ไม่ว่าจะอยู่ใต้แสงแดดจัดในเมืองหรือในสภาวะแสงน้อยใต้ทะเล

Cactus Green กับการคำนวณอันเดอร์โทนของเนื้อไทเทเนียม

สำหรับการฉีดเฉดสีใหม่อย่าง TYPE 7 Cactus แบรนด์ได้เลือกการปรุงแต่งเนื้อสีเขียวเข้มโทนอุ่น (Warm Green) ขึ้นมาโดยเฉพาะเพื่อให้รับกับพฤติกรรมทางกายภาพของวัสดุไทเทเนียม

โดยทั่วไปแล้ว โลหะไทเทเนียมจะมีโทนสีผิวที่อุ่นกว่าสเตนเลสสตีล โดยมีอันเดอร์โทนสีเหลืองเจืออยู่จางๆ อย่างเป็นธรรมชาติ เมื่อตัวเรือนและสายของ TYPE 7 ผ่านกระบวนการพ่นทรายแบบลื่นนิ้ว (Glass-pearled finish) ผิวสัมผัสที่ได้จะมีความด้านและมีโทนสีเทาอมเหลืองอ่อนๆ การเลือกใช้สีเขียว Cactus ซึ่งมีส่วนผสมของเม็ดสีโทนอุ่น จึงเป็นการตั้งใจทำให้สีของหน้าปัดกลมกลืนและช่วยขับเน้นความนุ่มนวลของเนื้อไทเทเนียมขัดด้านรอบตัวเรือนให้ดูมีมิติและไม่ซีดจางเมื่อสวมใส่บนข้อมือ

โมดูล ROCS 7 และแอนิเมชันเยื้องศูนย์แบบสามแกน

ระบบขับเคลื่อนของนาฬิกาเรือนนี้ยังคงใช้โมดูลออริจินัลที่จดสิทธิบัตรอย่าง ROCS 7 (Ressence Orbital Convex System) ซึ่งทำงานโดยอาศัยพลังงานส่งผ่านจากแกนเข็มนาทีของกลไกอัตโนมัติฐานที่อยู่ห้องด้านล่าง ส่งแรงบิดผ่านระบบส่งกำลังแม่เหล็กข้ามฝั่งอากาศสู่น้ำมัน ทำให้นาฬิกาเรือนนี้ไม่มีความจำเป็นต้องมีเม็ดมะยมด้านข้างตัวเรือนเพื่อทำลายสรีรศาสตร์ แต่ใช้วิธีหมุนปรับตั้งเวลาและขึ้นลานผ่านฝาหลังด้วยระบบล็อก Compression Lock System (RCLS) แทน

ความเพลิดเพลินในการเฝ้ามองนาฬิกาเรือนนี้ทำงาน อยู่ที่การหมุนเคลื่อนที่ของหน้าปัดนูนทรงโค้งไทเทเนียมขนาด 75 มิลลิเมตร ซึ่งภายในประกอบด้วยดิสก์แซทเทิลไลต์เยื้องศูนย์ 3 ชุด แผ่นดิสก์เหล่านี้ไม่ได้วางขนานไปกับพื้น แต่ถูกออกแบบให้เอียงทำมุมอย่างจำเพาะเจาะจง โดยดิสก์ชั่วโมงและดิสก์แสดงอุณหภูมิน้ำมันจะเอียงทำมุม 9.75 องศา ส่วนดิสก์แสดงเวลาประเทศที่สอง (GMT) และวงโคจรวินาที (Runner 120”) จะเอียงทำมุม 17 องศา จังหวะการหมุนรอบตัวเองของดิสก์ย่อยแต่ละชุดไปพร้อมๆ กับการโคจรรอบหน้าปัดหลัก ทำให้เลย์เอาต์ของนาฬิกาเปลี่ยนรูปทรงไปตลอดเวลาในทุกนาทีที่ผ่านไป

การกระจายน้ำหนักและอารมณ์ที่เปลี่ยนไปผ่านสายยาง

นอกเหนือจากสายไทเทเนียม Grade 5 แบบอินทิเกรตขัดแต่งไร้รอยต่อที่ติดมากับตัวเรือนแล้ว ในเอดิชันปี 2026 นี้ Ressence ยังได้เพิ่มออปชันสายยางเนื้อนุ่มที่มีเฉดสีตรงกับหน้าปัด (Color-matched rubber strap) มาให้ผู้ใช้ได้เลือกเปลี่ยนตามลักษณะกิจกรรม

การสลับชิ้นส่วนสายจากโลหะมาเป็นสายยางส่งผลต่อความรู้สึกบนข้อมืออย่างชัดเจนตามหลักฟิสิกส์ ตัวสายไทเทเนียมแบบเดิมจะช่วยถ่วงและกระจายน้ำหนัก (รวม 123 กรัม) ให้โอบล้อมรอบข้อมือ ทำให้จุดศูนย์ถ่วง (Point of gravity) ตกอยู่บริเวณกึ่งกลางข้อมือพอดี ส่งผลให้รู้สึกถึงความมั่นคงยามขยับแขน แต่เมื่อเปลี่ยนมาใช้สายยาง น้ำหนักรวมของนาฬิกาจะเบาลงไปอีกขั้น ช่วยลดแรงเหวี่ยงและปรับเปลี่ยนบุคลิกของเรือนเวลาให้ดูมีความเป็นสปอร์ตและพร้อมลุยกับกิจกรรมสมบุกสมบันได้คล่องตัวยิ่งขึ้น

นาฬิกาทั้งสองสีนับเป็นงานออกแบบอิสระที่เน้นคุณค่าทางสถาปัตยกรรม และการย่อหย่อนความซับซ้อนให้กลายมาเป็นความเรียบง่ายที่ใช้งานได้จริงในชีวิตประจำวัน

ข้อมูลทางเทคนิค 
  • รุ่น: Ressence TYPE 7 Black และ TYPE 7 Cactus
  • ตัวเรือน: วัสดุไทเทเนียม Grade 5 ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 41.0 มิลลิเมตร ความหนาตัวเรือน 14.0 มิลลิเมตร ขอบตัวเรือนเซรามิกแบบยึดแน่น (Fixed ceramic bezel) กระจกแซฟไฟร์ทรง Double-domed โค้งมนทั้งด้านหน้าและด้านหลังเคลือบสารป้องกันแสงสะท้อนด้านใน โครงสร้างภายในแบ่งแยกห้องบรรจุน้ำมันปริมาตร 2.95 มิลลิลิตร ประสิทธิภาพการกันน้ำระดับ 5 ATM (50 เมตร)
  • หน้าปัด: หน้าปัดทรงนูน Convex ทำจากไทเทเนียม Grade 5 พร้อมระบบดิสก์แซทเทิลไลต์หมุนรอบตัวเองแบบเยื้องศูนย์ 3 ชุด ติดตั้งระนาบเอียง 9.75 องศา และ 17 องศา รายละเอียดดัชนีบอกเวลาสลักและเติมด้วยสารเรืองแสงเกรดสูง Super-LumiNova เกรดเอ
  • กลไก: โมดูลแสดงผล ROCS 7 ที่จดสิทธิบัตร ขับเคลื่อนด้วยแกนเข็มนาทีผ่านระบบส่งกำลังแม่เหล็ก ตัวเครื่องระบบไขลานอัตโนมัติ พลังงานสำรอง 36 ชั่วโมง ความถี่การทำงาน 28,800 ครั้งต่อชั่วโมง (4 เฮิรตซ์) ประกอบด้วยทับทิม 37 เม็ด เฟืองเกียร์ 37 ชิ้น และตลับลูกปืนเม็ดกลมจำนวน 8 ชุด ระบบปรับตั้งเวลาและขึ้นลานผ่านฝาหลัง RCLS
  • ฟังก์ชัน: แสดงชั่วโมง, นาที, เวลาประเทศที่สอง (GMT), รอบวินาทีเดินต่อเนื่อง (Runner 120 วินาที) พร้อมระบบดูดซับแรงกระแทก และมาตรวัดแสดงอุณหภูมิของน้ำมันภายในตัวเรือนผ่านแถบสี
  • สายและตัวล็อก: สายไทเทเนียม Grade 5 (ขนาด 24/20 มิลลิเมตร) พร้อมตัวล็อกแบบบานพับปรับระยะได้ 5 ตำแหน่ง และมีตัวเลือกสายยางและสายหนังสีตรงกับหน้าปัดให้เลือกสลับเปลี่ยน

อ่านบทความอื่นๆ เพิ่มเติม
Christiaan van der Klaauw Watches and Wonders 2026: ย่อจักรวาลและดาวศุกร์ไว้บนข้อมือ
De Bethune Watches and Wonders 2026: เมื่อเทคโนโลยีอวกาศถูกย่อส่วนมาไว้บนข้อมือ
Angelus ส่ง Tinkler 1958 การตีความใหม่ของนาฬิกาควอเตอร์-รีพีทเตอร์อันเป็นมรดกของแบรนด์

Deep Dive EP. 7: เจาะลึกเบื้องหลัง Grand Seiko ความลับของ Spring Drive แม่นยำที่สุดในโลกได้อย่างไร? 

0

จากแบรนด์นาฬิกาที่ไม่มีใครชายตา ผ่านการพัฒนาจนขึ้นมาเขย่าบัลลังก์นาฬิกาสวิสได้อย่างไร?

คลิป Deep Dive ตอนนี้จะพาไปเจาะลึกการเดินทางตลอด 60 กว่าปีของ Grand Seiko ตั้งแต่จุดเริ่มต้นในปี 1960 ที่สร้างกลไก Caliber 3180 ขึ้นมาท้าชนความเที่ยงตรงในระดับโครโนมิเตอร์ ผ่านมรสุมการสร้าง “ภาษาการออกแบบ” เฉพาะตัวอย่างรุ่น 44GS ในปี 1967 จนถึงการตัดสินใจประกาศเอกราชแยกตัวออกมาเป็นแบรนด์หรูแบบเต็มตัวในปี 2017 เพื่อพิสูจน์ให้โลกเห็นว่างานหัตถศิลป์และวิศวกรรมสไตล์ญี่ปุ่นสามารถกวาดรางวัลใหญ่อย่าง GPHG มาครองได้สำเร็จ 

สำหรับประวัติศาสตร์ของแบรนด์นี้ ต้องบอกว่าเต็มไปด้วยความทะเยอทะยานที่น่าทึ่ง และไม่ได้มาเพราะโชคช่วย ยิ่งใครชอบเรื่องราวหักเหลี่ยมเฉือนคมในอุตสาหกรรมเวลาขอบอกว่าต้องดูให้จบ แล้วในมุมของคนที่ศึกษาเรื่องนาฬิกามา คิดว่าจุดเปลี่ยนไหนในหน้าประวัติศาสตร์ของ Grand Seiko ที่ระบุไว้ในคลิปนี้ ระหว่างการเปิดตัวกลไกยุคแรกเริ่ม หรือการแยกตัวออกมาลุยตลาดอินเตอร์ ที่เป็นก้าวที่กล้าหาญและเปลี่ยนภาพจำของแบรนด์ไปอย่างสิ้นเชิง? ลองกดดูคลิปเต็มแล้วมาทิ้งคอมเมนต์แลกเปลี่ยนมุมมองกันได้เลย

ติดตามช่องทางอื่น ๆ ของ REVOLUTION THAILAND ได้ทาง REVOLUTION WATCH THAILAND

  • ➡️ Instagram: @revowatchthai
  • ➡️ Facebook: /RevoWatchTha
  • ➡️ Website: https://revolutionthailand.com
  • ➡️ TikTok: @revowatchthai

อ่านบทความอื่นๆ เพิ่มเติม
พาชมเรือนเวลาล่าสุดของ H. Moser & Cie. ในรุ่น Endeavour Flyback Chronograph Dual Time Date ซ่อนโครโนกราฟไว้ตรงไหน? 
พาชมเบื้องหลังความวิจิตรของ Jaeger-LeCoultre Reverso Hybris Artistica “Pegasus” กับงานสลักเสลามือกว่า 180 ชั่วโมง

The Collector’s Perspective EP. 14 | เจาะลึกความหลงใหลในเรือนเวลา Neo-Vintage ของตุณจนิษฐ์ ประเสริฐบูรณะกุล

0

ส่องคอลเลกชันนาฬิกาหายากยุค Neo-Vintage กับ คุณจนิษฐ์ ประเสริฐบูรณะกุล ในคู่มือสะสมนาฬิกาในฐานะงานศิลปะระดับมาสเตอร์พีซที่ Revolution Thailand

The Collector’s Perspective EP. 14 | เจาะลึกความหลงใหลในเรือนเวลา Neo-Vintage ของตุณจนิษฐ์ ประเสริฐบูรณะกุลDescription:จากจุดเริ่มต้นที่อยากซื้อนาฬิกาเป็นรางวัลให้กับตัวเอง สู่การมองเห็นคุณค่าของเรือนเวลาในฐานะงานฝีมือ และความหลงใหลในนาฬิกากลุ่ม Neo-Vintage ที่ถูกให้นิยามว่าเป็นช่วงที่ดีที่สุดของการผลิตนาฬิกาในฐานะงานศิลปะบนข้อมือThe Collector’s Perspective EP. นี้จะพาทุกคนไปเจาะลึกมุมมองการสะสมนาฬิกาของนักสะสมที่มาพร้อมกับคอลเลกชันหายาก ซึ่งเปี่ยมไปด้วยคุณค่าต่อวงการศิลปะแห่งเรือนเวลากับคุณ ‘จนิษฐ์ ประเสริฐบูรณะกุล’

ติดตามช่องทางอื่น ๆ ของ REVOLUTION THAILAND ได้ทาง REVOLUTION WATCH THAILAND

  • ➡️ Instagram: @revowatchthai
  • ➡️ Facebook: /RevoWatchTha
  • ➡️ Website: https://revolutionthailand.com
  • ➡️ TikTok: @revowatchthai

พาชมเรือนเวลาล่าสุดของ H. Moser & Cie. ในรุ่น Endeavour Flyback Chronograph Dual Time Date ซ่อนโครโนกราฟไว้ตรงไหน? 

ทำไม Moser ต้องยอมถอดระบบออโตเมติกทิ้ง? ถอดสูตรไขลาน HMC 730 ยัด 3 คอมพลิเคชันลงตัวเรือนเดรส 

นับตั้งแต่ปี 2020 เป็นต้นมา ชื่อของแบรนด์นาฬิกาอิสระอย่าง H. Moser & Cie. ได้รับการจดจำอย่างกว้างขวางในฐานะผู้ทลายขนบการจัดวางหน้าปัดนาฬิกาจับเวลา ผ่านคอลเลกชันสปอร์ตสายเหล็กอย่าง Streamliner Flyback Chronograph การสลัดภาพจำของนาฬิกาจับเวลาแบบดั้งเดิมที่ต้องมีหน้าปัดย่อยสองถึงสามวง แล้วเปลี่ยนมาใช้เข็มจับเวลาจับกลุ่มกันอยู่บนแกนกลาง ถือเป็นหนึ่งในงานวิศวกรรมเวลาร่วมสมัยที่ฉลาดหลักแหลมที่สุดชิ้นหนึ่ง ซึ่งเป็นผลงานการพัฒนาร่วมกับ Agenhor สำนักพัฒนาคอมพลิเคชันชื่อดังแห่งเจนีวา

แต่ใครจะคิดว่าในปี 2026 นี้ ครอบครัว Meylan ผู้บริหารแบรนด์ได้เลือกที่จะขยายขอบเขตของแนวคิดดังกล่าวให้ไปไกลกว่าเดิม ด้วยการนำโครงสร้างระบบจับเวลาชุดนี้มาบรรจุลงในคอลเลกชันเดรสที่มีความคลาสสิกและสุขุมยิ่งขึ้นอย่าง Endeavour ผลลัพธ์ที่ได้คือรุ่น Endeavour Flyback Chronograph Dual Time Date นาฬิกาที่เหมือนเป็นการรื้อโครงสร้างกลไกภายในเพื่อเพิ่มฟังก์ชันการใช้งานในชีวิตประจำวัน โดยยังคงรักษาหน้าปัดให้ดูเรียบง่ายที่สุดตามปรัชญาดั้งเดิมของแบรนด์

สัดส่วนตัวเรือนเหล็กขัดเงาและการจัดวางปุ่มกดที่เปลี่ยนไป

หลังจากได้เห็นเรือนนี้เต็มๆเป็นครั้งแรก ความน่าสนใจอยู่ที่การเลือกใช้วัสดุ ตัวเรือนของ Endeavour รุ่นนี้ทำจากสเตนเลสสตีลขัดเงา ซึ่งแตกต่างจากนาฬิกากลไกซับซ้อนระดับสูงทั่วไปที่มักจะสงวนไว้สำหรับโลหะมีค่าอย่างทองคำหรือแพลทินัม ซึ่งตัวเรือนนี้จะมีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 42 มิลลิเมตร และมีความหนา 13.2 มิลลิเมตร โครงสร้างโดยรวมยังคงรักษาเอกลักษณ์ของตระกูล Endeavour ไว้อย่างครบถ้วนด้วยเส้นสายของขาตัวเรือนที่โค้งมนรับเข้าหาข้อมือ

จากการสังเกตลักษณะทางกายภาพ ะราจะเห็นได้ว่าการจัดวางตำแหน่งของปุ่มกดจับเวลาและเม็ดมะยมถือเป็นจุดที่สะท้อนถึงการออกแบบที่คำนวณมาเพื่อความสบายของผู้สวมใส่ แบรนด์เลือกติดตั้งปุ่มกดจับเวลาทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้าขอบมนไว้ที่ตำแหน่ง 10 และ 2 นาฬิกา ในขณะที่เม็ดมะยมขันเกลียวสลักอักษร “M” นั้นถูกย้ายไปอยู่ที่ตำแหน่ง 4 นาฬิกา ต้องบอกว่าการจัดเลย์เอาต์ในลักษณะนี้จะช่วยลดปัญหาปุ่มกดหรือเม็ดมะยมกดทับหลังมือเมื่อข้อมือเกิดการขยับเคลื่อนไหวได้อย่างมีนัยสำคัญ ตัวเรือนมาพร้อมกระจกแซฟไฟร์ทั้งด้านหน้าและด้านหลัง โดยมีประสิทธิภาพการกันน้ำอยู่ที่ 30 เมตร

ภาพลวงตาบนหน้าปัดสองกษัตริย์และการรวมศูนย์เข็ม

ต้องบอกว่าหน้าปัดของนาฬิกาเรือนนี้คือพื้นที่แสดงออกถึงศาสตร์แห่งการตัดทอนสิ่งเร้า ที่หลายคนอาจจะไม่คุ้นตา บนพื้นผิวหลักนั้นจะเป็นเฉดสีฟ้าเทอร์ควอยซ์ฟูเม่ (Turquoise Fumé) ไล่เฉดสีชวนให้นึกถึงผืนน้ำ แต่บริเวณใจกลางหน้าปัดถูกจัดวางด้วยแผ่นดิสก์สีดำ Blackor Fumé แยกอีกหนึ่งชั้น ทั้งสองส่วนตกแต่งด้วยลายซันเบิรสต์เพื่อเล่นกับแสงในมุมที่ต่างกัน

ในส่วนของกลไกการแสดงผลจับเวลาทั้งหมด จะถูกนำมาไว้บนแกนกลางร่วมกับเข็มบอกชั่วโมงและนาทีหลัก เข็มจับเวลาวินาทีสีแดงทำหน้าที่เดินรอบหน้าปัดเพื่อระบุค่าอย่างชัดเจน ขณะที่เข็มจับเวลานาทีชุบโรเดียมสีเงินจะทำหน้าที่เดินอยู่บนแทร็กจับเวลาสีขาวรอบนอก ซึ่งแทร็กนี้จะถูกเว้นวรรคไว้ที่ตำแหน่ง 6 นาฬิกาเพื่อเปิดพื้นที่ให้เจาะช่องหน้าต่างแสดงวันที่ และขอบตัวเรือนด้านในสุด (Flange) ติดตั้งสเกลทาคิมิเตอร์สีดำ

ส่วนฟังก์ชันเวลาประเทศที่สอง หรือ Dual Time ที่เราคุ้นเคยจะถูกผสานเข้ากับแผ่นดิสก์สีดำตรงกลางอย่างแนบเนียน โดยแสดงผลผ่านปลายลูกศรสีขาวเคลือบสารเรืองแสง Super-LumiNova เข็มชั่วโมงและนาทีหลักทรงใบไม้ก็ได้รับการเคลือบสารเรืองแสงชนิดเดียวกัน ช่วยให้การอ่านเวลาทั้งสองเขตประเทศในที่มืดเป็นไปได้อย่างแม่นยำและไม่เกิดความสับสนจากจำนวนเข็มที่มากบนหน้าปัด

Calibre HMC 730 กับการถอดระบบโรเตอร์ออกเพื่อเปิดทางให้ฟังก์ชันใหม่

เบื้องหลังฉากหน้าอันเงียบสงบคือการทำงานของกลไกชุดใหม่ล่าสุดรหัส คาลิเบอร์ HMC 730 ซึ่งพัฒนาขึ้นร่วมกับ Agenhor โดยเฉพาะ สำหรับผู้ที่คุ้นเคยกับกลไกอัตโนมัติ HMC 902 ที่ใช้ในรุ่น Streamliner จะพบว่ากลไกชุดใหม่นี้ถูกดัดแปลงโครงสร้างอย่างรุนแรงด้วยการถอดระบบขึ้นลานอัตโนมัติและโรเตอร์หมุนเหวี่ยงออกทั้งหมด แล้วเปลี่ยนให้กลายเป็นกลไกแบบไขลานด้วยมือแทน เหตุผลในการตัดระบบออโตเมติกออกคือการบริหารพื้นที่ภายในทางวิศวกรรม เพื่อให้มีช่องว่างเพียงพอสำหรับการติดตั้งโมดูลฟังก์ชันเวลาประเทศที่สองและกลไกแผ่นดิสก์วันที่ โดยที่ตัวเรือนไม่หนาขึ้นจนเสียสัดส่วน

อย่างไรก็ดี กลไกชุดนี้ยังคงรักษาจุดเด่นอันเป็นสิทธิบัตรของระบบ AgenGraphe เอาไว้ นั่นคือระบบควบคุมการจับเวลาด้วยคอลัมน์วีล (Column wheel) และระบบคลัตช์แนวดิ่งแบบฟันไมโคร (Micro-tooth horizontal clutch) ซึ่งนวัตกรรมฟันเฟืองขนาดเล็กพิเศษนี้ช่วยขจัดปัญหาอาการเข็มกระตุกหรือกระโดดจังหวะที่ผู้สวมใส่กดปุ่มเริ่มจับเวลา ซึ่งมักพบได้บ่อยในนาฬิกาโครโนกราฟระบบคลัตช์แนวนอนแบบดั้งเดิม ยิ่งไปกว่านั้น ระบบจับเวลานาทียังใช้กลไกแคมทรงก้นหอยแบบตีกลับ (Retrograde snail cam) จะส่งผลให้เข็มนาทีจับเวลาสามารถกระโดดข้ามขีดนาทีได้อย่างฉับพลันทันที (Instantaneously) ทำให้อ่านค่าเวลาที่ผ่านไปได้อย่างเที่ยงตรงแม่นยำ

H. Moser & Cie. Endeavour Flyback Chronograph Dual Time Date

กลไกไขลานชุดนี้ทำงานด้วยความถี่ 21,600 ครั้งต่อชั่วโมง โดยตลับลานคู่ (Twin barrels) สามารถจ่ายพลังงานสำรองได้ยาวนานถึง 72 ชั่วโมง และเพื่อไม่ให้หน้าปัดด้านหน้าสูญเสียความมินิมัล ทีมออกแบบจึงเลือกที่จะย้ายเข็มแสดงค่าพลังงานสำรอง (Power reserve indicator) ไปติดตั้งไว้ที่บริเวณฝาหลังแทน เมื่อมองผ่านฝาหลังแซฟไฟร์จะพบกับการตกแต่งชิ้นส่วนกลไกโทนสีแอนทราไซต์เข้ม การขัดลายก้นหอย ขัดลายริ้วคู่ขนานแบบ Moser Double Stripes และการฉลุสะพานจักรแบบโปร่ง นาฬิกาเรือนนี้มาคู่กับสายหนังจระเข้สีเทาขัดผิวเย็บแต่งแบบนูบัค (Nubuck finish) พร้อมตัวล็อกสายแบบหัวเข็มขัดสเตนเลสสตีลสลักตราแบรนด์  

ข้อมูลทางเทคนิค 
  • ตัวเรือน: สเตนเลสสตีลขัดเงา ขนาด 42 มม. หนา 13.2 มม. กันน้ำ 30 เมตร
  • หน้าปัด: เทอร์ควอยซ์ฟูเม่ลายซันเบิรสต์ พร้อมฟังก์ชัน Dual Time, Day/Night และวันที่
  • กลไก: ไขลานมือ คาลิเบอร์ HMC 730 ฟลายแบ็กโครโนกราฟ พลังงานสำรอง 72 ชั่วโมง
  • ฟังก์ชัน: ชั่วโมง นาที วันที่ ฟลายแบ็กโครโนกราฟ เวลาประเทศที่สอง
  • สาย: หนังจระเข้สีเทานูบัค พร้อมหัวเข็มขัดสเตนเลสสตีล 

อ่านบทความอื่นๆ เพิ่มเติม
The Royal Pop? เมื่อ Audemars Piguet อาจจะเลือกทิ้งความเคร่งขรึม เพื่อเดิมพันกับความสนุกที่โลกต้องจับตาว่าอะไรจะเกิด!!
The Vintage Renaissance: เมื่อ ‘อดีต’ คือการปฏิวัติที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของโลกนาฬิกา
Girard-Perregaux Laureato Chronograph 42mm Chocolate การกลับมาของไอคอนิกยุค 70s ในเฉดสีช็อกโกแลตสุดหรู

พาชมเบื้องหลังความวิจิตรของ Jaeger-LeCoultre Reverso Hybris Artistica “Pegasus” กับงานสลักเสลามือกว่า 180 ชั่วโมง

เมื่อกลไกหลายแกนลอยตัวอยู่กลางอากาศ เจาะลึกวิศวกรรมและงานสลักเสลาใน JLC Reverso Hybris Artistica “Pegasus”

หากย้อนกลับไปในปี 1931 Jaeger-LeCoultre ได้ออกแบบนาฬิกาตัวเรือนพลิกได้หรือ Reverso ขึ้นมาด้วยเหตุผลทางฟังก์ชันอย่างตรงไปตรงมา นั่นคือการปกป้องกระจกหน้าปัดจากการกระแทกในระหว่างการแข่งขันกีฬาโปโล ทว่าเมื่อเวลาผ่านไปเกือบศตวรรษ พื้นที่สี่เหลี่ยมผืนผ้าผืนเดิมนี้กลับกลายเป็นพื้นที่ทดลองทั้งในแง่ของวิศวกรรมเวลาและงานศิลปะชั้นสูง

ผลงานล่าสุดประจำปี 2026 จากเวิร์กช็อปแห่งหุบเขา Vallée de Joux อย่าง Reverso Hybris Artistica Calibre 179 Pegasus คือตัวอย่างของการปฏิเสธความเรียบง่าย นาฬิกาเรือนนี้ไม่ได้ทำหน้าที่เพียงแค่บอกเวลาสองเขตประเทศผ่านระบบ Duoface แต่เป็นการจัดวางโครงสร้างทางกลศาสตร์ระดับสูงให้ทำงานร่วมกับงานหัตถศิลป์เจียรระไนหินและงานแกะสลักที่มีความซับซ้อนในทุกมิติ

การบริหารมิติพื้นที่ ผ่านงานสลักนูนต่ำที่ลบตะเข็บตัวเรือน

ต้องบอกว่าความท้าทายแรกของนาฬิกาเรือนนี้อยู่ที่โครงสร้างภายนอก ตัวเรือนพิงก์โกลด์ 18 กะรัต (18K Pink Gold) ขนาดความยาว 51.1 มิลลิเมตร และกว้าง 31 มิลลิเมตร ถูกส่งต่อไปยังเวิร์กช็อปฝ่ายศิลป์เก่าแก่ของแบรนด์อย่าง Métiers Rares เพื่อทำการสลักลวดลายม้าปีกเพกาซัส (Pegasus) ท่ามกลางหมู่เมฆด้วยมือเพียงอย่างเดียว

ช่างแกะสลักต้องใช้เวลาทำงานประมาณ 180 ชั่วโมงต่อหนึ่งเรือน ความยากไม่ใช่แค่การสร้างลวดลายตื้นลึกบนแผ่นทองราบเรียบเท่านั้น แต่เป็นการแกะสลักลายให้ต่อเนื่องไหลลื่นไปตามความโค้งมนของขอบตัวเรือน (Convex case flanks) รายละเอียดของก้อนเมฆถูกสลักให้มีผิวสัมผัสสองรูปแบบสลับกันส่วนขอบของก้อนเมฆ ขัดเงาเพื่อเล่นกับแสง และส่วนเนื้อในของก้อนเมฆนั้น ทำผิวพ่นทรายเม็ดละเอียด (Grained interior) เพื่อสร้างมิติความลึก

Jaeger-LeCoultre Reverso Hybris Artistica Calibre 179 Pegasus
Jaeger-LeCoultre Reverso Hybris Artistica Calibre 179 Pegasus

การสลักลายในลักษณะนี้ช่วยพรางสายตา และลบภาพรอยต่อระหว่างโครงตัวเรือนชั้นนอกกับตัวเรือนชั้นในที่พลิกหมุนได้ ทำให้ตัวนาฬิกาเมื่อมองจากด้านข้างจะดูเป็นเนื้อเดียวกันอย่างสมบูรณ์แบบ โดยที่ลวดลายนี้ยังลามไปจนถึงส่วนหูสาย (Fixed lugs) ที่ทำหน้าที่ซ่อนกลไกเลื่อนและพลิกตัวเรือนเอาไว้ด้านล่าง

เทคนิคแผ่นหน้าปัดสองระดับ และงานลงยา Champlevé

ความต่อเนื่องของธีมก้อนเมฆยังถูกส่งต่อไปยังหน้าปัดด้านหน้า ซึ่งทีมออกแบบเลือกใช้แผ่นพิงก์โกลด์สองชิ้นวางซ้อนเหลื่อมกันคนละระดับเพื่อสร้างมิติทางสายตา พื้นผิวหน้าปัดผ่านกระบวนการเซาะร่อง (Hollows) เป็นโพรงมากกว่า 50 ช่อง โดยเหลือเพียงเส้นขอบทองคำที่ดัดโค้งเป็นรูปทรงก้อนเมฆเอาไว้

Jaeger-LeCoultre Reverso Hybris Artistica Calibre 179 Pegasus

ในแต่ละช่องที่ถูกเซาะลงไป ช่างลงยาจะค่อยๆ หยอดน้ำยาลงยาสีน้ำเงิน (Blue lacquer) สลับเฉดสีต่างกันทีละชั้นด้วยมือ จากนั้นจึงนำไปอบและขัดแต่งซ้ำแล้วซ้ำเล่าจนกระทั่งเนื้อแลกเกอร์มีความหนาและเรียบเนียนเสมอกันกับขอบทองคำพิงก์โกลด์ หน้าปัดย่อยแสดงชั่วโมงและนาทีถูกจัดวางไว้ที่ตำแหน่ง 12 นาฬิกา เพื่อเปิดพื้นที่ครึ่งล่าง ณ ตำแหน่ง 6 นาฬิกา ให้เป็นช่องหน้าต่างทรงกลมขนาดใหญ่สำหรับการทำงานของชุดจักรกลปรับแก้ความเที่ยงตรง

Calibre 179 กับทัศนียภาพของ Gyrotourbillon แบบไร้สะพานจักร

ถ้าเราพลิกตัวเรือนกลับมายังหน้าปัดด้านหลัง (Reverse dial) รูปลักษณ์จะเปลี่ยนจากงานศิลปะคลาสสิกเข้าสู่การโชว์วิศวกรรมเครื่องกลในรูปแบบสเกเลตัน (Skeletonised) แผ่นเพลตและสะพานจักรของกลไกไขลานในตัว Calibre 179 ถูกตัดทอนเนื้อโลหะออกจนเหลือเพียงโครงสร้างเท่าที่จำเป็น พร้อมขัดแต่งขอบลบมุม (Bevelling) ด้วยมืออย่างละเอียด โดยเฉพาะชิ้นส่วนสะพานจักรด้านหลังที่เคลือบด้วยสีน้ำเงินเพื่อล้อไปกับหน้าปัดด้านหน้า

Jaeger-LeCoultre Reverso Hybris Artistica Calibre 179 Pegasus

ไฮไลต์เชิงวิศวกรรมของกลไกชุดนี้คือ Gyrotourbillon เจนเนอเรชันที่ 4 ซึ่งเป็นระบบทูร์บิญองแบบสองแกน (Twin-axis tourbillon) ที่หมุนรอบตัวเองด้วยความเร็วที่แตกต่างกันเพื่อชดเชยค่าความคลาดเคลื่อนจากแรงโน้มถ่วงในทุกตำแหน่งข้อมือ โดยที่กรงทูร์บิญองตัวใน ทำจากวัสดุไทเทเนียมน้ำหนักเบา หมุนครบรอบ 360 องศาในเวลาเพียง 16 วินาที ส่วนกรงทูร์บิญองตัวนอก จะหมุนครบรอบทุกๆ 1 นาที ทำหน้าที่ระบุค่าเสี้ยววินาทีไปในตัว

ถ้าเราลองสังเกตจะเห็นสิ่งที่น่าสนใจนั่นก็คือ Jaeger-LeCoultre ได้ตัดสะพานจักรยึดด้านบน (Upper bridge) ออกไป แล้วเปลี่ยนไปใช้ระบบตลับลูกปืน (Ball bearings) ติดตั้งไว้ที่ขอบด้านข้างรอบนอกแทน วิธีการนี้ทำให้ชุดกรงทูร์บิญองทั้งหมดดูเหมือนลอยตัวอยู่กลางอากาศอย่างอิสระ ระหว่างหน้าปัดฝั่งหน้าและฝั่งหลัง ยิ่งไปกว่านั้น แบรนด์ยังได้ติดตั้งแผ่นดิสก์เคลือบแลกเกอร์สีน้ำเงินขัดเงาแบบกระจกไว้ที่บริเวณฐานรองรับตัวเรือน (Supporting cradle) ทำให้เมื่อผู้สวมใส่พลิกตัวเรือนหรือมองผ่านช่องทูร์บิญอง แสงจะตกกระทบและสะท้อนความเคลื่อนไหวของจักรกลกลับมา ช่วยเพิ่มมิติความลึกให้กับการมองเห็น 

ทีนี้ลองมาดูกันในแง่ของระบบบอกเวลา กลไก Duoface ชุดนี้ขับเคลื่อนการแสดงผลสองเขตเวลาแยกจากกัน โดยหน้าปัดด้านหลังจะแสดงเวลาประเทศที่สองพร้อมช่องหน้าต่างบอกเวลาแบบ 24 ชั่วโมง ( Day/Night indicator) ตัวกลไกประกอบขึ้นจากชิ้นส่วนทั้งหมด 385 ชิ้น มีความหนาของตัวเครื่องรวมทัวร์บิญองอยู่ที่ 6.85 มิลลิเมตร และทำงานที่ความถี่ 3 เฮิรตซ์ สามารถสำรองพลังงานได้ 40 ชั่วโมง

ความบางและนวัตกรรมตัวล็อกสายระดับมิลลิเมตร

แม้จะเป็นนาฬิกาที่มีกลไกซับซ้อนซ้อนกันหลายชั้นและมีระบบพลิกตัวเรือน แต่ความหนาโดยรวมของตัวเรือนกลับอยู่ที่ 12.41 มิลลิเมตร เท่านั้น ซึ่งถือเป็นสัดส่วนที่ยังคงความสะดวกสบายในการสวมใส่บนข้อมือจริง ดูเหมือนว่ายิ่งตอกย้ำถึงเทรนด์ในยุคปัจจุบันที่คนมักชอบความเพียวบาง กะทัดรัดมากยิ่งขึ้น

อีกหนึ่งจุดที่มีการสังเกตและพัฒนาเพิ่มเติมคือตัวล็อกสายแบบบานพับ (Folding clasp) ทำจากพิงก์โกลด์ 18 กะรัต โครงสร้างของตัวล็อกนี้ประกอบขึ้นจากชิ้นส่วนขนาดเล็กถึง 46 ชิ้น ภายในติดตั้งระบบเฟืองจักรคู่ (Double-wheel system) ที่เปิดโอกาสให้ผู้สวมใส่สามารถปรับระยะความสั้นยาวของสายนาฬิกาได้ละเอียดถึงระดับ 0.5 มิลลิเมตร เพื่อรองรับการขยายหรือหดตัวของข้อมือตามสภาพอากาศได้อย่างแม่นยำ

นาฬิการุ่นนี้ผลิตขึ้นในจำนวนจำกัดเพียง 5 เรือนทั่วโลก โดยราคาจำหน่ายจะเปิดเผยเฉพาะผู้ที่ได้รับเลือกและส่งคำขออย่างเป็นทางการเท่านั้น (Price upon request)

ข้อมูลทางเทคนิค 
  • รุ่น: Jaeger-LeCoultre Reverso Hybris Artistica Calibre 179 Pegasus (หมายเลขอ้างอิง: Q39424E5)
  • ตัวเรือน: พิงก์โกลด์ 18K (51.1 x 31.0 มม. หนา 12.41 มม.) แกะสลักลายม้าปีกเพกาซัสด้วยมือรอบตัวเรือน กระจกแซฟไฟร์หน้า-หลัง กันน้ำ 30 เมตร
  • หน้าปัดด้านหน้า: แสดงชั่วโมง/นาทีด้วยวงแลกเกอร์สีน้ำเงิน พื้นหลังทองคำตกแต่งลายเมฆด้วยเทคนิค Champlevé แลกเกอร์ เผยช่อง Gyrotourbillon ที่ 6 นาฬิกา
  • หน้าปัดด้านหลัง: โครงสร้างสเกเลตัน แสดงเวลาไทม์โซนที่สอง (24 ชั่วโมง/กลางวัน-กลางคืน) ด้วยวงแหวนแลกเกอร์สีน้ำเงิน สะพานจักรลบมุมด้วยมือ
  • กลไก: ไขลานอินเฮ้าส์ Calibre 179 (385 ชิ้นส่วน / หนา 6.85 มม.) ความถี่ 3 เฮิรตซ์ สำรองพลังงาน 40 ชั่วโมง ไฮไลต์ระบบ Gyrotourbillon สองแกน (กรงในหมุนทุก 16 วินาที / กรงนอกหมุนทุก 60 วินาที) พร้อมสายใยทรงโดมและจักรกล Gyrolab
  • สาย: หนังจระเข้สีน้ำเงินเข้ม ตัวล็อกบานพับพิงก์โกลด์ 18K ปรับระยะละเอียดได้ทีละ 0.5 มิลลิเมตร

อ่านบทความฉบับเต็มได้ที่นี่
เมื่อฟังก์ชันดาราศาสตร์และงานสลักเสลามาบรรจบกันในเรือนเวลา Arnold & Son Luna Magna Platinum Dragon Verdite
เปิดมุมมองความคิดเห็นต่อวงการนาฬิกาของเด็กยุคใหม่: เมื่อเรือนเวลากลายเป็นมากกว่าแค่เครื่องบอกเวลา และการลงทุนในยุคดิจิทัล
Blancpain Ladybird Colors Diamond Bloom (Ref. 3662) ใครบอกว่านาฬิกาผู้หญิงต้องเน้นแค่เพชร แล้วยอมลดสเปกเรื่องกลไก?

เมื่อความจัดจ้านของสตรีทแวร์ปะทะโครงสร้างล้ำยุค เจาะลึกวิสัยทัศน์เบื้องหลัง AP x AMBUSH ผลลัพธ์ที่ได้จะเป็นอย่างไรนะ?

ถอดรหัสแนวคิดการตัดทอนสิ่งเร้าของ Yoon & Verbal สู่เรือนเวลาไทเทเนียมขนาด 38.5 มิลลิเมตร ที่ใช้สีแดงของกรงทัวร์บิญองเป็นศูนย์กลางของพลังงาน

Audemars Piguet Royal Oak Concept Flying Tourbillon Yoon and Verbal

ในการทำคอลลาบอเรชันระหว่างแบรนด์นาฬิกาชั้นสูงกับศิลปินร่วมสมัย สิ่งที่มักจะเกิดขึ้นคือการแต่งแต้มสีสันหรือการนำโลโก้ไปจัดวางในพื้นที่เปิด แต่สำหรับ Audemars Piguet กับผลงานล่าสุดที่พัฒนาร่วมกับ Yoon Ahn และ Verbal สองผู้ก่อตั้งแบรนด์แฟชั่นระดับโกลบอลอย่าง AMBUSH กลับเลือกเดินในทิศทางที่ตรงกันข้าม พวกเขาไม่ได้เพิ่มสิ่งแปลกปลอมเข้าไปเพื่อตอกย้ำตัวตน แต่เลือกที่จะ “ตัดทอน” สิ่งเร้าบนหน้าปัดลง เพื่อเปิดทางให้โครงสร้างทางวิศวกรรมได้ทำหน้าที่เล่าเรื่องอย่างตรงไปตรงมา

เรือนเวลารุ่นพิเศษ Royal Oak Concept Flying Tourbillon “Yoon and Verbal” ที่เปิดตัวในจำนวนจำกัด 150 เรือนนี้ คือการผสมผสานมุมมองแบบมินิมัลลิสต์เข้ากับสถาปัตยกรรมสามมิติอันเป็นอัตลักษณ์ของตระกูล Concept ได้อย่างน่าสนใจ

ความผูกพันของนักสะสม และการเลือกสัดส่วนที่พอดีกับข้อมือ

สำหรับ Verbal ต้องบอกว่าเขาคือหนึ่งในผู้คร่ำหวอดในวงการเพลง และเป็นผู้ประกอบการทางวัฒนธรรม เรียกได้ว่าไม่ใช่คนแปลกหน้าสำหรับ Audemars Piguet ในฐานะนักสะสมนาฬิกาตัวยง เขาเคยให้สัมภาษณ์ว่า Royal Oak Concept รุ่นแรกที่เปิดตัวในปี 2002 คือหนึ่งในของสะสมที่เขารักมากที่สุด เพราะมันคือจุดเริ่มต้นของตระกูลนาฬิกาที่ท้าทายขนบเดิมๆ ของอุตสาหกรรมเวลา

เมื่อได้รับโจทย์ให้มาร่วมออกแบบเรือนเวลารุ่นใหม่ ทั้งคู่จึงเลือกที่จะนำเสนอมุมมองที่เน้นเนื้อหาและความหมาย (Substance over trend) โดยเลือกใช้ตัวเรือนไทเทเนียมขนาด 38.5 มิลลิเมตร ซึ่งเป็นสัดส่วนที่กะทัดรัดและคล่องตัวเมื่อเทียบกับรุ่นดั้งเดิมในอดีตที่มีขนาด 44 มิลลิเมตร ตัวเรือนโดดเด่นด้วยการเล่นระดับของพื้นผิวผ่านเทคนิคการพ่นทราย (Sandblasted) การขัดซาติน (Satin-brushed) และการขัดเงา (Polished) ช่วยขับเน้นเหลี่ยมมุมตามหลักเรขาคณิตให้ชัดเจน เม็ดมะยมทำจากเซรามิกสีดำขันเกลียว แนบสนิทไปกับสถาปัตยกรรมของตัวเรือนอย่างลงตัว

สีแดงบนหน้าปัดอเวนเจอรีน กับการอ้างอิงถึงแกนกลางโลก

หลังจากที่เราได้เห็นเรือนเวลานี้ สิ่งที่สะดุดสายตาเป็นอันดับแรกเมื่อมองมาที่หน้าปัดคือ กรงฟลายอิ้งทูร์บิญอง (Flying Tourbillon) ณ ตำแหน่ง 6 นาฬิกา ที่ทำมาจากอะลูมิเนียมอโนไดซ์สีแดงสด ซึ่งถือเป็นครั้งแรกของ Audemars Piguet ที่มีการใช้เทคนิคทำสีแดงบนชิ้นส่วนนี้

Verbal ได้อธิบายถึงแนวคิดเบื้องหลังการเลือกใช้สีแดงไว้ว่า 

“สีแดงเป็นสีที่มีพลังสำหรับพวกเราเสมอมา และกรงทูร์บิญองก็เปรียบเสมือนหัวใจของนาฬิกา มันคือแรงขับเคลื่อนที่ทำให้ทุกอย่างเคลื่อนไหว สีแดงทำให้นึกถึงแกนกลางของโลก ซึ่งเป็นจุดกำเนิด เป็นแหล่งพลังงาน และท้ายที่สุดแล้ว มันคือจุดเริ่มต้นของการที่มนุษย์เราใช้วัดค่าของเวลา”

การเลือกใช้สีแดงสดบนกรงทูร์บิญองนั้นถูกขับให้เด่นชัดขึ้น ด้วยพื้นหลังของหน้าปัดหิน Black Aventurine (อเวนเจอรีนสีดำ) ที่ให้ประกายระยิบระยับคล้ายท้องฟ้ายามค่ำคืน ล้อมรอบด้วยการเจียรขอบมุมสีเงินเทาขัดเงาแบบกระจก (Mirror-polished silver grey-toned bevels) โครงสร้างหน้าปัดถูกออกแบบให้เป็นแบบกึ่งสเกเลตัน (Partly openworked) เพื่อเปิดเผยให้เห็นการจัดวางชุดเกียร์และจักรกลภายใน ช่วยลดทอนความหนาแน่นและสร้างมิติความลึกที่มองเห็นทางเดินของพลังงานได้อย่างชัดเจน

กลไก Calibre 2982 พลังงานไขลานที่ถูกเปิดเผย

ในส่วนของหัวใจหลักที่ขับเคลื่อนนาฬิกาเรือนนี้ คือกลไกไขลานด้วยมือ Calibre 2982 ซึ่งพัฒนาต่อยอดมาจากกลไกทูร์บิญองรหัส 2964 ของแบรนด์ โดยทีมวิศวกรของ AP ได้ปรับเปลี่ยนโครงสร้างสถาปัตยกรรมภายในเพื่อให้สอดรับกับแนวคิดมินิมัลลิสต์ของ Yoon และ Verbal โดยการตัดสิ่งรบกวนสายตาออกไปทั้งหมด

จักรกลฟลายอิ้งทูร์บิญองทำหน้าที่ต้านทานแรงดึงดูดของโลกเพื่อรักษาความเที่ยงตรง โดยตัวกรงจะหมุนครบรอบทุกๆ 1 นาที ความพิเศษของระบบฟลายอิ้งทูร์บิญองคือการยึดโครงสร้างจากด้านล่างเพียงด้านเดียว ทำให้ไม่มีสะพานจักรด้านบนมาบดบังสายตา ผู้สวมใส่จึงสามารถมองเห็นการทำงานของบาลานซ์วีลและเอสเคปเมนต์ได้อย่างเต็มที่จากฝั่งหน้าปัด

ชิ้นส่วนต่างๆ ของกลไกผ่านการตกแต่งด้วยมืออย่างประณีต ไม่ว่าจะเป็นการพ่นทรายระดับไมโคร (Microblasting) การขัดซาติน และการลบเหลี่ยมมุม กลไกชุดนี้ทำงานด้วยความถี่ 3 เฮิรตซ์ (21,600 ครั้งต่อชั่วโมง) และสามารถสำรองพลังงานได้ยาวนาน 72 ชั่วโมง เมื่อพลิกไปด้านหลัง ฝาหลังแซฟไฟร์จะเผยให้เห็นแผ่นเพลตขัดแต่งโทนสีดำร่วมสมัย พร้อมสลักข้อความ “Audemars Piguet”, “Y/V” และ “Limited Edition” เพื่อบันทึกประวัติศาสตร์การร่วมมือในครั้งนี้

ระบบสายถอดเปลี่ยนง่ายและลวดลายไมโครโมเสก

สิ่งที่ประทับใจมากๆ สำหรับนาฬิกาเรือนนี้ เราได้เห็นว่าเพื่อตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ที่หลากหลายและมีความเป็นสตรีทแวร์ นาฬิการุ่นนี้จึงเป็นรุ่นแรกในขนาด 38.5 มิลลิเมตรที่ได้รับการติดตั้งระบบถอดเปลี่ยนสายได้ด้วยตัวเอง (Interchangeable strap system) ช่วยให้ผู้สวมใส่ปรับเปลี่ยนอารมณ์ของนาฬิกาได้อย่างสะดวก ตัวนาฬิกามาพร้อมกับสายยางสีดำลาย “Micro-mosaic” และมีสายยางสีแดงลวดลายเดียวกันแถมมาให้ในชุดกล่อง ความน่าสนใจของการออกแบบสายคือการปั๊มลายบุนวม (Quilted pattern) ไว้ที่บริเวณซับในของสายยาง ซึ่งช่วยเพิ่มความนุ่มนวลและลดการเสียดสีเมื่อสัมผัสกับผิวข้อมือ

ข้อมูลทางเทคนิค 
  • รุ่น: Audemars Piguet Royal Oak Concept Flying Tourbillon “Yoon and Verbal” Limited Edition (หมายเลขอ้างอิง: 26643TI.OO.D002CA.01)
  • ตัวเรือน: วัสดุไทเทเนียม (Titanium) ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 38.5 มิลลิเมตร ความหนา 11.4 มิลลิเมตร ประสิทธิภาพการกันน้ำ 20 เมตร
  • หน้าปัด: หินอเวนเจอรีนสีดำ (Black aventurine) โครงสร้างแบบกึ่งโอเพ่นเวิร์ก เข็มนาฬิกาทองคำขาว 18 กะรัตเคลือบสีดำพร้อมสารเรืองแสงสีเทา ขอบหน้าปัดด้านในสีดำพร้อมสเกลนาที
  • กลไก: กลไกไขลานด้วยมือ คาลิเบอร์ 2982 (Calibre 2982) พร้อมระบบฟลายอิ้งทูร์บิญอง ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางกลไก 29.5 มิลลิเมตร ทำงานด้วยความถี่ 21,600 ครั้งต่อชั่วโมง (3 เฮิรตซ์) พลังงานสำรองขั้นต่ำ 72 ชั่วโมง
  • สายและตัวล็อก: สายยางสีดำลาย “Micro-mosaic” พร้อมซับในลายบุนวม ติดตั้งตัวล็อกบานพับไทเทเนียมสลักอักษร AP (มาพร้อมสายยางสีแดงเพิ่มเติมในชุด และสามารถสั่งซื้อสายสีเทาแยกต่างหากได้)
  • จำนวนการผลิต: ลิมิเต็ดอิดิชัน 150 เรือนทั่วโลก

อ่านบทความอื่นๆ เพิ่มเติม
The Royal Pop? เมื่อ Audemars Piguet อาจจะเลือกทิ้งความเคร่งขรึม เพื่อเดิมพันกับความสนุกที่โลกต้องจับตาว่าอะไรจะเกิด!!
นาฬิกา collaboration การหลอมรวมนวัตกรรมและงานคราฟต์แมนชิพชั้นยอดที่แสดงถึงความแน่นแฟ้นในอุตสาหกรรมนาฬิกา
เจาะลึกไฮไลต์ Grand Seiko จากงาน Watches and Wonders 2026

เบื้องหลังความงามระดับหัตถศิลป์ของ Czapek Promenade Goutte de Rosée กับหน้าปัด Grand Feu Enamel สีเขียวที่มีเพียงหนึ่งเดียวในโลก

เมื่อความต่างเพียง 0.3 มิลลิเมตร สร้างภาพลวงตาของระลอกคลื่นบนพื้นผิวที่เรียบสนิท

  • เจาะลึกเบื้องหลังหน้าปัดสีเขียว ‘หยาดน้ำค้าง’ ของ Czapek Promenade Goutte de Rosée งานอินดีเพนเดนท์ระดับหัตถศิลป์ที่ยอมแบกรับอัตราการคัดทิ้งสูงถึง 50% เพื่อแลกกับมิติแสงที่ไม่ซ้ำกันเลยในแต่ละเรือน

ในโลกของการผลิตนาฬิกาอิสระ (Independent Watchmaking) โทนสีเขียวและงานลงยาอีนาเมลอาจไม่ใช่สิ่งใหม่ที่แปลกตา แต่ความน่าสนใจในผลงานล่าสุดประจำปี 2026 ของแบรนด์ Czapek & Cie อย่างรุ่น Promenade Goutte de Rosée อยู่ที่การเลือกหยิบสมการความหนาของเนื้อแก้วมาคำนวณร่วมกับองศาของแสง เพื่อสร้างมิติทางสายตาโดยไม่ต้องพึ่งพาการไล่เฉดสีพู่กันแบบดั้งเดิม

เล่าย้อนกลับไปในปี 2024 Czapek นั้น เคยสร้างความตื่นเต้นให้กับกลุ่มนักสะสมมาแล้วด้วยรุ่นดั้งเดิมอย่าง Promenade Goutte d’Eau ตัวเรือนสเตนเลสสตีลหน้าปัดสีน้ำเงินแซฟไฟร์ ซึ่งใช้การกระจายระลอกคลื่นแผ่ออกมาจากวงวินาทีแยกที่ตำแหน่ง 4:30 นาฬิกา แต่ครั้งนี้ในรุ่นเอดิชันพิเศษที่มีจำนวนจำกัดเพียง 25 เรือนทั่วโลก ทางแบรนด์ได้ขยับเข้าสู่การตีความเชิงกวีศิลป์ครั้งใหม่ด้วยชื่อ “Goutte de Rosée” (ภาษาฝรั่งเศสแปลว่าหยาดน้ำค้าง) โดยเปลี่ยนมาใช้ตัวเรือนเยลโลว์โกลด์ 18K 3N ขนาด 38 มิลลิเมตรที่ให้โทนสีอบอุ่นร่วมกับหน้าปัดลงยาอีนาเมลสีเขียวขจี เพื่อจำลองภาพของหยาดน้ำค้างยามเช้าในฤดูใบไม้ผลิ

พาชมสถาปัตยกรรมใต้ชั้นแก้ว

ต้องบอกว่าหัวใจของความลึกในหน้าปัดเรือนนี้ ไม่ได้เกิดจากเทคนิคการลงสีเขียวเข้ม-อ่อนสลับกัน ซึ่งเป็นสิ่งที่เวิร์กช็อปผู้ผลิตหน้าปัดชื่อดังอย่าง Donzé Cadrans ตั้งใจหลีกเลี่ยงตั้งแต่แรก เนื่องจากขั้นตอนการไล่เฉดมักจะทำให้เกิดรอยต่อของสีที่ไม่ต่อเนื่องและไม่เนียนตา โครงสร้างของ Goutte de Rosée จึงถูกคิดขึ้นด้วยวิธีทางวิศวกรรมที่ซับซ้อนกว่านั้น

กระบวนการเริ่มต้นจากการใช้แผ่นฐานที่ทำจากแร่เงินแท้ 925 (Sterling Silver) แล้วนำมาปั๊มนูนสามมิติ (Stamping) ด้วยแม่พิมพ์เฉพาะที่ทีมงาน Czapek ออกแบบขึ้น เพื่อสร้างทางลาดและร่องลึกของระลอกคลื่นลงบนเนื้อเงินโดยตรง หลังจากนั้น ช่างฝีมือจะลงยาแกรนด์ เฟอ (Grand Feu) สีเขียวประเภทโปร่งแสงทับซ้อนกันด้วยมือทีละชั้น รวมประมาณ 5 ชั้น และต้องผ่านการเผาไฟในเตาอบที่อุณหภูมิสูงรวมแล้วถึง 8 ครั้ง จนกว่าจะได้ชิ้นงานที่สมบูรณ์แบบ

บริเวณร่องลึกที่สุดของคลื่น: เนื้อลงยาจะสะสมความหนาตัวขึ้นไปจนถึง 0.5 มิลลิเมตร ทำให้แสงที่ทะลุลงไปสะท้อนกลับมาเป็นสีเขียวโทนอิ่มตัวและเข้มลึก
บริเวณสันนูนสูงสุดของคลื่น: เนื้อลงยาจะถูกจำกัดให้บางลงจนต่ำกว่า 0.2 มิลลิเมตร ยอมให้แสงทะลุผ่านไปถึงพื้นผิวเงินแท้ด้านล่างได้ง่ายกว่า จึงมองเห็นเป็นโทนสีเขียวสว่างสว่างใส

ความต่างของระดับความหนาเพียง 0.3 มิลลิเมตรนี้เอง ที่เป็นตัวกำหนดทิศทางการหักเหของแสง ทำให้เกิดภาพลวงตา (Optical illusion) เหมือนมีสายน้ำกำลังเคลื่อนไหวอยู่บนหน้าปัดที่ผ่านการขัดเงาด้วยมือจนเรียบสนิทเป็นเนื้อเดียวกัน โดยหน้าปัดแต่ละชิ้นต้องใช้เวลาในการทุ่มเททักษะฝีมือชั้นสูงเฉลี่ยถึง 5 ชั่วโมงเต็ม

สูตรเคมีเฉพาะทาง และความท้าทายของ ‘สีเขียวบนแผ่นเงิน’

การเปลี่ยนจากหน้าปัดสีน้ำเงินในรุ่นก่อนหน้ามาเป็นสีเขียวรอบนี้ ไม่ใช่แค่การเปลี่ยนกระปุกสี แต่มันคือการเผชิญหน้ากับปฏิกิริยาเคมีที่คาดเดาได้ยาก เนื่องจากองค์ประกอบทางเคมีของน้ำยาลงยาสีเขียวมักจะทำปฏิกิริยาด้านลบกับพื้นผิวแร่เงินแท้ ส่งผลให้เกิดปัญหาการไม่ยึดเกาะหรือเกิดจุดตำหนิบนพื้นผิวได้ง่ายกว่าสีโทนอื่น ทาง Donzé Cadrans จึงต้องทดลองและประเมินสูตรเคมีของสีเขียวที่แตกต่างกันถึง 10 สูตร กว่าจะได้อัตราส่วนที่ให้ความเสถียรบนเนื้อเงินและให้มิติทางสายตาที่ถูกต้อง

นอกจากนี้ การเคลือบสารลงยาให้สม่ำเสมอทั่วทั้งระดับความสูง-ต่ำที่มีความแตกต่างกันชัดเจนของลวดลายระลอกคลื่น ถือเป็นงานปราบเซียนที่หากช่างฝีมือพอกน้ำยาในชั้นแรกไม่สมบูรณ์แบบ เมื่อนำไปเผาไฟและเนื้อยาเกิดการหดตัวในเตาอบ มันจะทิ้งรอยเส้นสีเข้มที่เป็นตำหนิเอาไว้ทันที ด้วยข้อจำกัดที่สูงขนาดนี้ ในเวิร์กช็อปของ Donzé Cadrans จึงมีช่างฝีมือระดับปรมาจารย์เพียง 4 คนเท่านั้นที่มีทักษะและชั่วโมงบินสูงพอในการลงยาหน้าปัดชุดนี้ให้ได้ตามมาตรฐาน

อัตราคัดทิ้ง 50% ข้อแลกเปลี่ยนเพื่อสถานะ ‘หนึ่งเดียวในโลก’

แน่นอนว่าความตึงเครียดที่มักจะเกิดขึ้นภายในวัสดุคืออีกหนึ่งโจทย์ใหญ่ เนื่องจากความหนาของเนื้อแก้วอีนาเมลบนหน้าปัดมีความแปรผันในตัวเอง (0.2 ถึง 0.5 มิลลิเมตร) แรงตึงผิวระหว่างจุดที่หนาและจุดที่บางจึงไม่เท่ากัน เมื่อช่างฝีมือดำเนินการนำหน้าปัดที่ลงยาเสร็จสมบูรณ์แล้วมาตัดเส้นผ่านศูนย์กลางภายนอกหรือเจาะรูตรงกลางเพื่อใส่แกนเข็ม แรงกดเหล่านั้นมักจะทำให้เกิดการแตกร้าวได้ง่ายมาก

อินไซด์จากโรงงานระบุว่า ในขณะที่หน้าปัดลงยาแกรนด์ เฟอ ทั่วไปในอุตสาหกรรมนาฬิกามีอัตราการคัดทิ้ง (Rejection rate) อยู่ที่ราวๆ 25-30% แต่สำหรับรุ่น Goutte de Rosée อัตราการคัดทิ้งพุ่งสูงขึ้นจนเกือบถึง 50% ซึ่งหมายความว่า การที่แบรนด์จะส่งมอบนาฬิกาที่สมบูรณ์แบบจำนวน 25 เรือนให้กับลูกค้า Donzé Cadrans จำเป็นต้องเริ่มต้นกระบวนการผลิตด้วยแผ่นฐานจำนวนมากถึง 60 ชิ้นตั้งแต่แรก

อย่างไรก็ตาม ข้อจำกัดทางเทคนิคนี้ได้กลายเป็นข้อดีในมุมของนักสะสม เพราะความแปรผันตามธรรมชาติที่เกิดขึ้นจากการลงยาด้วยมือนั้นควบคุมได้ยาก หน้าปัดที่มีความคลาดเคลื่อนในเกณฑ์บวก (หนาเกือบ 0.95 มิลลิเมตร) จะให้โทนสีเขียวที่เข้มอิ่มตัว และมีมิติ ส่วนชิ้นที่มีความคลาดเคลื่อนในเกณฑ์ลบ (บางใกล้เคียง 0.85 มิลลิเมตร) จะเปิดโอกาสให้มองเห็นความพลิ้วไหวของลวดลายคลื่นเงินด้านล่างชัดเจนขึ้น ส่งผลให้นาฬิกาทั้ง 25 เรือนในเอดิชันนี้ ไม่มีหน้าปัดชิ้นไหนที่เหมือนกันทุกประการอย่างแท้จริง

กลกลไกไมโครโรเตอร์แพลทินุม 

ถ้าพลิกมาที่ฝาหลังแซฟไฟร์ จะพบกับกลไกอัตโนมัติอินเฮ้าส์ Calibre SXH5.1 ซึ่งโดดเด่นด้วยการใช้ไมโครโรเตอร์ (Micro-rotor) ที่ทำจากแพลทินุม 950 รีไซเคิล การเลือกใช้โรเตอร์ขนาดเล็กซ่อนในระดับเดียวกับ Escapement ช่วยเปิดทัศนียภาพให้สามารถมองเห็นชุดสะพานจักรฉลุโปร่ง (Skeletonised bridges) ทั้ง 7 ชิ้นได้อย่างไร้สิ่งบดบัง ซึ่งงานสถาปัตยกรรมตัวเครื่องชุดนี้ได้รับแรงบันดาลใจโดยตรงมาจากนาฬิกาพกในศตวรรษที่ 19 ของ François Czapek ตัวกลไกทำงานด้วยความถี่ 4 เฮิรตซ์ (28,800 ครั้งต่อชั่วโมง) สำรองพลังงานได้ 60 ชั่วโมง พร้อมฟังก์ชันหยุดเข็มวินาที (Hacking seconds) เพื่อการตั้งเวลาที่เที่ยงตรง

Xavier de Roquemaurel ซีอีโอของ Czapek & Cie กล่าวไว้อย่างน่าสนใจว่า 

คอลเลกชัน Promenade คือผืนผ้าใบสำหรับการแสดงออกทางความคิดสร้างสรรค์ เบื้องหลังความงามของหยาดน้ำค้างสีเขียวนี้คือต้นทุนของเวลาและอัตราการคัดทิ้งที่สูงลิ่ว แต่มันไม่ใช่ความอุปสรรคขวากหนาม หากแต่เป็นองค์ประกอบสำคัญที่มอบบุคลิกเฉพาะตัวให้กับนาฬิกาแต่ละเรือน

นี่คือความจริงใจในการทำนาฬิกาชั้นสูง (Haute Horlogerie) ยุคใหม่ แบรนด์ไม่ได้พยายามโหมประโคมคำโฆษณาเพื่อสร้างมูลค่าเกินจริง แต่เลือกที่จะท้าทายข้อจำกัดของช่างฝีมือในเวิร์กช็อปให้ก้าวไปไกลกว่ามาตรฐานเดิมที่เคยทำ การผสมผสานระหว่างสัดส่วนตัวเรือนเดรสที่เพรียวบาง ความอบอุ่นของเยลโลว์โกลด์ และความลึกของชั้นแก้วอีนาเมลสีเขียว ทำให้เรือนเวลารุ่นนี้เป็นชิ้นงานที่พิสูจน์คุณค่าในตัวเองเงียบๆ ผ่านสายตาของผู้ที่รักงานคราฟต์สายลึกอย่างแท้จริง

แล้วสำหรับนักสะสมที่ชื่นชอบงานหน้าปัดแนวกรรมวิธีดั้งเดิมล่ะ มีความคิดเห็นอย่างไรกับการเล่นมิติด้วยความหนา-บางของเนื้อแก้วอีนาเมลแทนการไล่สีในรุ่นนี้? ระหว่างความใสเคลียร์ที่มองเห็นริ้วคลื่นเงินชัดเจน กับความเข้มอิ่มตัวของชั้นสีเขียวที่หนาแน่น มิติมุมมองแบบไหนที่คุณคิดว่าสะท้อนความงดงามของธรรมชาติยามรุ่งอรุณออกมาได้มีชั้นเชิงที่สุด ลองมาร่วมแชร์มุมมองกันได้เลย 

ข้อมูลทางเทคนิค 
  • รุ่น: Czapek & Cie Promenade Goutte de Rosée (Limited Edition 25 เรือนทั่วโลก)
  • ตัวเรือน: รูปทรงกลม ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 38 มิลลิเมตร วัสดุทองคำเหลือง 18K 3N (18K Yellow Gold) กันน้ำ 3 บาร์ (30 เมตร)
  • หน้าปัด: ฐานทำจากแร่เงินแท้ 925 (Sterling Silver) ปั๊มนูนลวดลายระลอกคลื่นสามมิติ เข็มชี้และหลักชั่วโมงดีไซน์มินิมอล
  • กลไก: กลไกอัตโนมัติอินเฮ้าส์ คาลิเบอร์ SXH5.1 ความถี่ 28,800 ครั้งต่อชั่วโมง (4 เฮิรตซ์) พลังงานสำรอง 60 ชั่วโมง พร้อมฟังก์ชันหยุดเข็มวินาที (Stop-seconds)
  • สาย: สายหนังจระเข้ (Alligator leather) ย้อมสีเขียวเฉดเดียวกับหน้าปัด พร้อมหัวเข็มขัดทำจากวัสดุเยลโลว์โกลด์ 18K เข้าคู่กับตัวเรือน
  • การวางจำหน่าย: เปิดให้สั่งซื้ออย่างเป็นทางการตั้งแต่วันที่ 26 พฤษภาคม 2026 เป็นต้นไป ผ่านทางบูติกแฟลกชิปสโตร์ที่เจนีวา, ตัวแทนจำหน่ายอย่างเป็นทางการทั่วโลก และบนเว็บไซต์ czapek.com (สำหรับประเทศไทยสามารถติดต่อได้ที่ SHH Pendulum ชั้น M สยามพารากอน) กำหนดเริ่มส่งมอบชิ้นงานในเดือนมิถุนายน 2026

อ่านบทความอื่นๆ เพิ่มเติม
The Royal Pop? เมื่อ Audemars Piguet อาจจะเลือกทิ้งความเคร่งขรึม เพื่อเดิมพันกับความสนุกที่โลกต้องจับตาว่าอะไรจะเกิด!!
นาฬิกา collaboration การหลอมรวมนวัตกรรมและงานคราฟต์แมนชิพชั้นยอดที่แสดงถึงความแน่นแฟ้นในอุตสาหกรรมนาฬิกา
เจาะลึกไฮไลต์ Grand Seiko จากงาน Watches and Wonders 2026

เมื่อฟังก์ชันดาราศาสตร์และงานสลักเสลามาบรรจบกันในเรือนเวลา Arnold & Son Luna Magna Platinum Dragon Verdite

0

เจาะลึกเบื้องหลัง Arnold & Son Luna Magna Platinum Dragon Verdite การตีความกลไกข้างขึ้นข้างแรมสามมิติร่วมกับประติมากรรมมังกรจักรพรรดิที่มีจำกัดเพียง 8 เรือนทั่วโลก

  • ถ้าลองจินตนาการถึงความทรงพลังยามที่มังกรห้ากรงเล็บแห่งจักรพรรดิ ทอดตัวอย่างอ่อนช้อยโอบล้อมดวงจันทร์สามมิติขนาดใหญ่เพื่อไขว่คว้า “ไข่มุกแห่งปัญญา” บนข้อมือของคุณดูสิว่าเราจะรู้สึกถึงพลังอำนาจและบารมีมากแค่ไหน… 

ในบรรดานาฬิกาข้อมือที่หยิบยกสัญลักษณ์เชิงวัฒนธรรมมานำเสนอ สิ่งที่ชี้วัดความเหนือชั้นของงานออกแบบคือวิธีการจัดวางองค์ประกอบไม่ให้บดบังฟังก์ชันหลักของการบอกเวลา เช่นเดียวกับผลงานล่าสุดประจำปี 2026 จากเวิร์กช็อปเมืองลาโช-เดอ-ฟง อย่าง Arnold & Son (อาร์โนลด์ แอนด์ ซัน) ในรุ่น Luna Magna Platinum Dragon Verdite ที่นำเสนอทักษะการคำนวณพื้นที่ในมิติที่ลึกซึ้งขึ้น ด้วยการผสานสถาปัตยกรรมกลไกข้างขึ้นข้างแรมทรงกลมเข้ากับงานประติมากรรมนูนต่ำอย่างกลมกลืนบนหน้าปัดหินประดับหายาก

สถาปัตยกรรมหน้าปัด การคำนวณพื้นที่ระดับมิลลิเมตร

ต้องบอกว่าโจทย์ที่ยากที่สุดของนาฬิกาเรือนนี้ คือพื้นที่จำกัดภายใต้กระจกแซฟไฟร์ทรงกล่อง (Box sapphire crystal) ตัวเรือนแพลทินัม 950 ขนาด 44 มิลลิเมตร หนา 15.90 มิลลิเมตร ถูกออกแบบมาเพื่อรองรับดวงจันทร์สามมิติขนาดใหญ่ที่มีเส้นผ่านศูนย์กลางถึง 12.00 มิลลิเมตร ณ ตำแหน่ง 6 นาฬิกา ทว่าสิ่งที่เพิ่มเข้ามาในเอดิชันนี้คือประติมากรรมมังกรทองคำขาว (18-carat white gold) ที่ต้องเข้าไปใช้พื้นที่ร่วมด้วย

ทีมช่างฝีมือของแบรนด์ใช้วิธีแกะสลักมังกรขึ้นจากบล็อกไวท์โกลด์ด้วยมือทีละชิ้น โดยกำหนดให้ลำตัวของมังกรมีความคดเคี้ยวและลื่นไหลไปตามรูปทรงเรขาคณิตของหน้าปัด ลำตัวส่วนหนึ่งทอดตัวอ้อมไปทางด้านหลังของหน้าปัดย่อยแสดงชั่วโมงและนาทีที่ทำจากโอปอลสีขาว (White opal sub-dial) ก่อนจะเอื้อมกรงเล็บทั้งห้าเข้าหาดวงจันทร์ทรงกลม การจัดวางในลักษณะนี้ช่วยให้ตัวมังกรมีมิติที่ตื้นลึกหนาบางสลับกันไป ไม่ใช่เพียงรูปภาพแบนราบติดหน้าปัด แววตา เกล็ด แผงคอ และหนวดของมังกรถูกสลักเสลาอย่างละเอียดเพื่อสร้างมิติแสงและเงาเมื่อสวมข้อมือ

จริงๆ แล้วตามคติความเชื่อดั้งเดิมของเอเชียนั้น มังกรที่มีกรงเล็บ 5 นิ้วถือเป็นสัญลักษณ์ของจักรพรรดิ การออกแบบให้มังกรไร้ปีกและมีความผูกพันกับสายน้ำ ถูกนำมาตีความร่วมกับ ‘ไข่มุกแห่งปัญญา’ (Pearl of Wisdom) ซึ่งในที่นี้ได้รับการทำหน้าที่โดยดวงจันทร์สามมิติที่เป็นสัญลักษณ์สำคัญของคอลเลกชัน Luna Magna

ความท้าทายบนเนื้อหินสีเขียว

พื้นหลังของฉากหลังทั้งหมดคือหิน Verdite (เวอร์ไดต์) หรือที่มักจะเรียกกันว่าหยกแอฟริกัน หินแร่ชนิดนี้ขึ้นชื่อเรื่องความยากในการตัดและขัดแต่งเนื่องจากมีโครงสร้างภายในที่เป็นเส้นสายขดไปมาเฉพาะตัว ทางแบรนด์จึงจำเป็นต้องคัดเลือกเฉพาะส่วนของหินที่มีลวดลายสม่ำเสมอและให้เฉดสีเขียวที่ลุ่มลึกที่สุด เพื่อนำมาเจียรเป็นแผ่นหน้าปัดที่มีความบางในระดับเศษส่วนของมิลลิเมตร

ความน่าสนใจอยู่ตรงที่ชิ้นส่วนดวงจันทร์ทรงกลมขนาด 12.00 มิลลิเมตร ซึ่งจะประกอบขึ้นจากวัสดุสองชนิดประกบกันอย่างละครึ่งซีก คือ ซีกหนี่งทำจากทองคำขาว 18 กะรัต และอีกซีกหนึ่งทำจากหินเวอร์ไดต์

การเชื่อมต่อวัสดุสองชนิดที่มีความหนาแน่นและพฤติกรรมทางกายภาพต่างกันโดยสิ้นเชิงให้กลายเป็นทรงกลมที่ไร้รอยต่อ ถือเป็นกระบวนการผลิตที่ต้องอาศัยความเที่ยงตรงสูง เพื่อให้ดวงจันทร์สามารถหมุนรอบตัวเองได้อย่างราบรื่นในระบบกลไกโดยไม่สร้างแรงเสียดทานส่วนเกิน

กลไก A&S1021 ความเที่ยงตรง 122 ปีที่ไม่ต้องปรับตั้ง

ภายใต้หน้าปัดหินสีเขียวคือขุมพลังของกลไกไขลานด้วยมืออินเฮ้าส์ Calibre A&S1021 ซึ่งได้รับการพัฒนา ผลิต และประกอบขึ้นภายในโรงงานของตนเองทั้งหมด ตัวเครื่องถูกออกแบบโดยสร้างโครงสร้างล้อมรอบทรงกลมดวงจันทร์ ทำงานที่ความถี่ 3 เฮิรตซ์ (21,600 ครั้งต่อชั่วโมง) และสามารถสำรองพลังงานได้ยาวนานถึง 90 ชั่วโมง

ในเชิงดาราศาสตร์ วงจรจันทรคติที่แท้จริงมีระยะเวลา 29 วัน 12 ชั่วโมง 44 นาที และ 2.8 วินาที ระบบเฟืองจักรของกลไกชุดนี้ได้รับการคำนวณอัตราทดมาอย่างพิถีพิถัน ทำให้การแสดงผลข้างขึ้นข้างแรมทางดาราศาสตร์ (Astronomical moon phases) บนหน้าปัดมีความแม่นยำสูง โดยจะเกิดความคลาดเคลื่อนเพียงแค่ 1 วันเต็มเมื่อเวลาผ่านไปนานถึง 122 ปี (ภายใต้เงื่อนไขว่านาฬิกาได้รับการไขลานให้ทำงานอย่างต่อเนื่อง) นอกจากนี้ ผู้สวมใส่ยังสามารถปรับตั้งค่าดวงจันทร์ได้อย่างสะดวกผ่านเม็ดมะยมโดยตรง ขณะที่ฝาหลังแซฟไฟร์เผยให้เห็นตับจักรที่ขัดแต่งด้วยลายรัศมี Côtes de Genève พร้อมสเกลจบการศึกษาแสดงอายุของดวงจันทร์ (Moon-age display) เพื่อการตั้งค่าที่ละเอียดและแม่นยำยิ่งขึ้น

นาฬิการุ่นนี้มาคู่กับสายหนังจระเข้สีเขียวอิมพีเรียล (Imperial green alligator leather) พร้อมซับในหนังจระเข้สีดำ และตัวล็อกบานพับวัสดุแพลทินัม 950 โดยผลงานชิ้นนี้ผลิตขึ้นในจำนวนจำกัดเพียง 8 เรือนทั่วโลกเท่านั้น

ข้อมูลทางเทคนิค 
  • รุ่น: Luna Magna Platinum Dragon Verdite (หมายเลขอ้างอิง: 1LMAX.Z05A.C1437C)
  • ตัวเรือน: วัสดุแพลทินัม 950 (Pt 950) ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 44.00 มิลลิเมตร ความหนา 15.90 มิลลิเมตร (รวมกระจกหน้าปัด) กระจกหน้าปัดและฝาหลังเป็นแซฟไฟร์ทรงกล่องเคลือบสารป้องกันแสงสะท้อนทั้งสองด้าน ประสิทธิภาพการกันน้ำ 3 บาร์ (30 เมตร)
  • หน้าปัด: รังสรรค์จากหินแร่ธรรมชาติเวอร์ไดต์ (Verdite) พร้อมประติมากรรมมังกรห้าเล็บแกะสลักด้วยมือจากทองคำขาว 18 กะรัต หน้าปัดย่อยแสดงชั่วโมงและนาทีทำจากโอปอลสีขาว เคลือบสารเรืองแสง Super-LumiNova
  • ดวงจันทร์สามมิติ: เส้นผ่านศูนย์กลาง 12.00 มิลลิเมตร ทำจากทองคำขาว 18 กะรัตและหินเวอร์ไดต์อย่างละครึ่งซีก
  • กลไก: กลไกไขลานด้วยมืออินเฮ้าส์ คาลิเบอร์ A&S1021 จำนวนทับทิม 35 เม็ด ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางกลไก 37.60 มิลลิเมตร ความหนาโครงสร้างกลไก 4.75 มิลลิเมตร (ไม่รวมดวงจันทร์สามมิติ) ทำงานด้วยความถี่ 21,600 ครั้งต่อชั่วโมง (3 เฮิรตซ์) พลังงานสำรอง 90 ชั่วโมง แสดงข้างขึ้นข้างแรมดาราศาสตร์แม่นยำ 122 ปี พร้อมชุดแสดงสเกลอายุของดวงจันทร์ที่ฝาหลัง
  • สายและตัวล็อก: สายหนังจระเข้สีเขียวอิมพีเรียล ซับในหนังจระเข้สีดำ ตัวล็อกแบบบานพับทำจากแพลทินัม 950 และไทเทเนียม
  • จำนวนการผลิต: ลิมิเต็ดอิดิชัน 8 เรือนทั่วโลก

อ่านบทความอื่นๆ เพิ่มเติม
The Royal Pop? เมื่อ Audemars Piguet อาจจะเลือกทิ้งความเคร่งขรึม เพื่อเดิมพันกับความสนุกที่โลกต้องจับตาว่าอะไรจะเกิด!!
นาฬิกา collaboration การหลอมรวมนวัตกรรมและงานคราฟต์แมนชิพชั้นยอดที่แสดงถึงความแน่นแฟ้นในอุตสาหกรรมนาฬิกา
เจาะลึกไฮไลต์ Grand Seiko จากงาน Watches and Wonders 2026

เปิดมุมมองความคิดเห็นต่อวงการนาฬิกาของเด็กยุคใหม่: เมื่อเรือนเวลากลายเป็นมากกว่าแค่เครื่องบอกเวลา และการลงทุนในยุคดิจิทัล

0

ส่องมุมมองของเด็กยุคใหม่ที่มีต่อวงการนาฬิกา ที่ตอนนี้ขยับขยายไปไกลกว่าแค่เครื่องประดับ แต่กลายเป็นทั้งการลงทุน งานศิลปะ และการสะท้อนตัวตนในยุคดิจิทัล

เขียนโดย: Thitiporn

  • พลังแห่ง Hype Culture: โซเชียลมีเดียกับจุดเปลี่ยนพฤติกรรมการซื้อ
  • Simple but Bold: ดีไซน์ที่สื่อสารตรงไปตรงมา คีย์เวิร์ดมัดใจคนยุคใหม่
  • Shaking the Industry: อิทธิพลของ Global Icon บนข้อมือที่ขับเคลื่อนดีมานด์
  • Finding Your Value: นิยามความสุขที่สะท้อนตัวตนอย่างแท้จริงและมีสติ

หากพูดถึง “วงการนาฬิกา” ในมุมมองของคนรุ่นใหม่ หลายคนอาจมองว่าเป็นเรื่องเฉพาะกลุ่มที่จำกัดอยู่แค่ในวงแคบๆ เพราะไม่ใช่ทุกคนที่จะอินกับสิ่งนี้ได้ง่ายๆ หากไม่ได้ศึกษาหรือหลงรักในเสน่ห์ของเรือนเวลาอย่างจริงจัง ทว่าสำหรับกลุ่มเด็กยุคใหม่ที่ก้าวเท้าเข้ามาในวงการนี้แล้ว นาฬิกาไม่ได้เป็นเพียงแค่เครื่องมือบอกเวลาหรือเครื่องประดับชิ้นหนึ่ง แต่ขยับขยายกลายเป็นการลงทุนที่ทรงพลัง เป็นงานศิลปะชิ้นเอก และเป็นแรงบันดาลใจในการใช้ชีวิต ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าความเข้าใจต่อคุณค่าของนาฬิกาในปัจจุบันนั้นมีความหลากหลายและลึกซึ้งต่างกันไป

พลังแห่ง ‘กระแส’ เป็นตัวแปรสำคัญในการตัดสินใจ

ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าในยุคดิจิทัล “กระแสบนโลกโซเชียล” มีผลต่อการตัดสินใจซื้ออย่างมหาศาล ไม่ว่าจะเป็นข่าวสาร เทรนด์แฟชั่น หรือแม้กระทั่งวงการนาฬิกา

มุมมองความคิดเห็นต่อวงการนาฬิกาของเด็กยุคใหม่

ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดเจนเมื่อไม่นานมานี้ คือการร่วมมือครั้งประวัติศาสตร์ระหว่าง Swatch และ Audemars Piguet ในคอลเลกชัน Royal Pop ที่สร้างความสั่นสะเทือนไปทั่วโลกออนไลน์ ด้วยดีไซน์ที่แปลกใหม่ น่าตื่นตาตื่นใจ และที่สำคัญคือ “ราคาที่จับต้องได้” ความแรงของกระแสนี้ทำให้แม้แต่คนที่ไม่ใช่แฟนนาฬิกายังต้องหันมาให้ความสนใจ จนเกิดความต้องการซื้ออย่างถล่มทลาย และนำไปสู่ปรากฏการณ์สินค้าไม่เพียงพอต่อความต้องการ จนแบรนด์ต้องประกาศปิดการขายชั่วคราว นี่คือข้อพิสูจน์ชั้นดีว่ากระแสบนโซเชียลมีอิทธิพลต่อพฤติกรรมของผู้บริโภครุ่นใหม่ยุคนี้อย่างแท้จริง

เทรนด์แบบไหนที่ ‘เข้าถึงง่าย’ ที่สุด?

สำหรับคนรุ่นใหม่ เทรนด์ที่เข้าถึงง่ายและได้ใจไปเต็มๆ คือ “เทรนด์ที่เห็นปุ๊บแล้วเข้าใจปั๊บ” เป็นดีไซน์หรือคอนเซปต์ที่สื่อสารอย่างตรงไปตรงมา ไม่ซับซ้อน ไม่ต้องเสียเวลาคิดหรือวิเคราะห์ต่อให้ยุ่งยาก ความเรียบง่ายแต่มีเอกลักษณ์นี่แหละ คือกุญแจสำคัญที่ทำให้คนยุคใหม่เปิดใจยอมรับได้รวดเร็วที่สุด

อิทธิพลของ ‘คนดัง’ และ ‘อินฟลูเอนเซอร์’ บนข้อมือ

เหล่าคนดังและอินฟลูเอนเซอร์มีบทบาทอย่างมากในการเปลี่ยนมุมมองและความคิดของผู้คน เพราะพวกเขาคือผู้ทรงอิทธิพลที่มีฐานผู้ติดตามที่กว้างขวาง เมื่อใดก็ตามที่พวกเขาหยิบยกนาฬิกาเรือนไหนมารีวิวหรือสวมใส่ ความน่าเชื่อถือเหล่านั้นจะส่งต่อมายังผู้บริโภค เกิดเป็นความคล้อยตามและนำไปสู่การซื้อตามในที่สุด

หากจะยกตัวอย่างให้เห็นภาพชัดที่สุด คงหนีไม่พ้น ลิซ่า – ลลิษา มโนบาล ไอคอนระดับโลกที่ไม่ว่าจะขยับตัวไปทางไหนก็เป็นกระแส ในฐานะ Global Ambassador ของ Bvlgari ไม่ว่าเธอจะหยิบจับหรือสวมใส่ไอเทมชิ้นใด สินค้าชิ้นนั้นจะขึ้นแท่น Sold Out ในพริบตา ต่อให้สินค้านั้นจะมีราคาสูงลิ่วเพียงใด ก็จะมีคนพร้อมที่จะซื้อตามเธอเสมอ

มุมมองความคิดเห็นต่อวงการนาฬิกาของเด็กยุคใหม่

บทสรุป : คุณค่าที่เลือกได้ด้วยตัวเอง

แม้ว่ากระแสโซเชียลและพลังของเหล่าอินฟลูเอนเซอร์จะขับเคลื่อนให้วงการนาฬิกาของเด็กยุคใหม่เติบโตและคึกคักเพียงใด แต่สิ่งสำคัญที่สุดที่เป็นเครื่องเตือนใจเราได้ดีที่สุดก็คือ “ตัวเราเอง” การเลือกซื้อนาฬิกาสักเรือนในยุคนี้ จึงไม่ใช่แค่การวิ่งตามเทรนด์หรือซื้อตามคนดังเพื่อความเท่ แต่คือการใช้ชีวิตอย่างมีสติ รู้จักประเมินกำลังทรัพย์ของตนเอง เพื่อให้แน่ใจว่าความหลงใหลในเรือนเวลานั้น จะนำมาซึ่งความสุขและคุณค่าที่แท้จริง โดยไม่สร้างความลำบากให้กับการใช้ชีวิตในอนาคต

อ่านบทความอื่นๆ เพิ่มเติม
The Royal Pop? เมื่อ Audemars Piguet อาจจะเลือกทิ้งความเคร่งขรึม เพื่อเดิมพันกับความสนุกที่โลกต้องจับตาว่าอะไรจะเกิด!!
นาฬิกา collaboration การหลอมรวมนวัตกรรมและงานคราฟต์แมนชิพชั้นยอดที่แสดงถึงความแน่นแฟ้นในอุตสาหกรรมนาฬิกา
เจาะลึกไฮไลต์ Grand Seiko จากงาน Watches and Wonders 2026

ตอกย้ำกระแสนาฬิกาพก? เมื่อสิงโตคำรามจากผ้าพันคอไหม ย้ายไปอยู่บนฝา Pocket Watch ด้วยงานต่อไม้ชิ้นเล็กระดับเศษมิลลิเมตรหน้าตาจะเป็นอย่างไร?

เบื้องหลังการผสานสองศาสตร์ระหว่างงานมาร์เก็ตทรี (Marquetry) และงานลงยาของ Hermès ในผลงานล่าสุดปี 2026 ที่ใช้ความประณีตระดับงานคราฟต์มาสยบความเร่งรีบของโลกยุคใหม่

ในยุคที่นาฬิกาข้อมือแบบสปอร์ตยังคงยึดพื้นที่ส่วนใหญ่ในตลาด การที่แบรนด์ลักชัวรีระดับบนเลือกที่จะหันมาปล่อยนาฬิกาพก (Pocket Watch) จึงไม่ใช่เรื่องของการวิ่งตามกระแส แต่เป็นเรื่องของการแสดงออกถึงรสนิยมเชิงศิลปะชั้นสูงที่ตั้งใจทำขึ้นเพื่อกลุ่มผู้ที่เข้าใจในงานฝีมือดั้งเดิมอย่างแท้จริง

ล่าสุดในปี 2026 แอร์เมส (Hermès) ได้ขยายขอบเขตการทำงานของตระกูล Slim d’Hermès ที่เดิมทีออกแบบโดย Philippe Delhotal มาตั้งแต่ปี 2015 ให้ก้าวข้ามจากนาฬิกาข้อมือทรงกลมเรียบง่ายที่มีเอกลักษณ์ตรงหูตัวเรือนเชิงมุม สู่ผลงานลิมิเต็ดเอดิชันอย่าง Slim d’Hermès Pocket Roaaaaar! ตัวเรือนไวท์โกลด์ขนาด 45 มิลลิเมตร ซึ่งความน่าสนใจของงานชุดนี้ไม่ได้อยู่แค่ที่กลไกการบอกเวลา แต่คือการใช้พื้นที่บนฝาเปิด-ปิดนาฬิกาเป็นผืนผ้าใบในการท้าทายฝีมือช่างไม้และช่างลงยา

ความมีชีวิตชีวาจากเศษไม้ 10 สายพันธุ์

กระบวนการทำงานนั้นเริ่มต้นจากการย่อส่วนภาพต้นฉบับลงสู่ขนาดของฝาปิด จากนั้นช่างฝีมือจะต้องทำหน้าที่ประหนึ่งนักสะสมสีสันจากธรรมชาติ คัดเลือกเนื้อไม้ล้ำค่ารวมถึง 10 สายพันธุ์ เช่น ไม้อะมารันธ์ (Amaranth), ไม้ตาไม้ (Burl), ไม้บูบิงก้า (Bubinga), ไม้ทิวลิป (Tulipwood) และไม้เมเปิล (Maple) เพื่อให้ได้เฉดสีและลายไม้ธรรมชาติที่ใกล้เคียงกับสีขนและแผงคอของราชาแห่งผืนป่ามากที่สุด

La Montre Hermès marqueterie de bois Olivier Varennes Paris, 30.06.2025 Photo David Marchon

ลวดลายหลักของสิงโตคำรามที่ปรากฏอยู่บนฝาหน้านั้น หลายคนอาจจะรู้สึกคุ้นตา เพราะมันถูกถอดแบบมาจากลวดลายบนผืนผ้าพันคอไหมอันโด่งดังของ อลิซ เชอร์ลีย์ (Alice Shirley) ศิลปินชาวอังกฤษ ทว่าการเปลี่ยนหมึกพิมพ์บนผ้าไหมให้กลายเป็นงานไม้ที่มีมิติตื้นลึกบนหน้าปัดนาฬิกานั้น ช่างฝีมือต้องพึ่งพาเทคนิคงานต่อลายไม้ขั้นสูง (Wood Marquetry)

ไม้แต่ละชิ้นจะถูกตัดแบ่งออกเป็นชิ้นเล็กเศษน้อยที่มีขนาดแตกต่างกันอย่างละเอียดอ่อน ก่อนจะนำมาประกอบเข้าด้วยกันทีละชิ้นราวกับการต่อจิ๊กซอว์ ปิดท้ายด้วยการขัดด้วยกระดาษทรายเนื้อละเอียดและเคลือบเงาเพื่อขับเน้นให้ลวดลายของเนื้อไม้ดูมีมิติและดูราวกับว่าสิงโตตัวนั้นกำลังขยับแผงคออยู่จริงๆ การออกแบบโครงสร้างฝาให้เป็นแบบโปร่ง (Openworked) ยังช่วยให้มองเห็นความงามที่ซ่อนอยู่บนพื้นหลังของหน้าปัดด้านในได้อีกด้วย

หน้าปัด Grand Feu ศิลปะการควบคุมเปลวไฟที่อุณหภูมิ 800 องศาเซลเซียส

เมื่อเปิดฝาโอเพนเวิร์กออก สิ่งที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังความประณีตของงานไม้คือ หน้าปัดลงยาแบบกรองด์เฟอ (Grand Feu) ซึ่งแอร์เมสทำออกมาในสองโทนสีเข้มขรึม คือ สีเขียว แวร์ ซีเปร (Vert cyprès) และสีน้ำเงิน เบลอ แซฟไฟร์ (Bleu saphir)

ต้องบอกว่ากระบวนการผลิตหน้าปัดชุดนี้เริ่มต้นจากการแกะสลักลวดลายก้างปลาลงบนฐานทองคำขาว (White Gold) ลายแกะสลักนี้ทำหน้าที่สร้างมิติเพื่อให้ผิวหน้าปัดสามารถเล่นกับแสงที่ตกกระทบได้จากหลายมุมมอง จากนั้นช่างผู้ชำนาญก็จะผสมผงแก้วสีเข้ากับน้ำมันระบายลงบนฐานโลหะอย่างสม่ำเสมอ ก่อนจะนำเข้าเตาเผาด้วยความร้อนสูงกว่า 800 องศาเซลเซียส

ขั้นตอนนี้ถือเป็นจุดปราบเซียน เพราะความร้อนที่สูงเกินไปหรือเวลาที่คลาดเคลื่อนเพียงเสี้ยวนาทีอาจทำให้หน้าปัดแตกร้าวหรือสีเพี้ยนได้ทันที การเผาไฟในระดับนี้ช่วยให้ชั้นของแก้วหลอมละลายและผสานเข้ากับเนื้อทองคำขาวด้านล่างอย่างถาวร เกิดเป็นสีสันที่เข้มข้น มีความวาว และไม่ซีดจางไปตามเวลา

กลไกบางพิเศษและอัตลักษณ์เครื่องหนังระดับวิลเลจ

ภายใต้ความงามของงานศิลปะบนหน้าปัด นาฬิกาพกเรือนนี้ขับเคลื่อนด้วยกลไกจักรกลไขลานอัตโนมัติบางพิเศษ (Ultra-thin) Manufacture Hermès H1950 ตัวเครื่องมีความหนาเพียง 2.6 มิลลิเมตร และมีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 30 มิลลิเมตร ทำงานด้วยความถี่ 21,600 ครั้งต่อชั่วโมง พร้อมความสามารถในการสำรองพลังงาน 48 ชั่วโมง สำหรับทำหน้าที่แสดงเวลาชั่วโมงและนาทีได้อย่างแม่นยำและสมดุล

และในฐานะผู้เชี่ยวชาญด้านเครื่องหนังที่หยั่งรากลึกมาอย่างยาวนาน แอร์เมสได้จับคู่ผลงานชิ้นนี้เข้ากับสายหนังคล้องและกระเป๋าใส่นาฬิกาพกที่เย็บอย่างประณีตจากหนังจระเข้แบบด้าน (Matte alligator) โดยย้อมสีให้แมตช์ตามโทนสีของหน้าปัด ทั้งสีเขียว แวร์ เซเปร และสีน้ำเงิน เบลอ แซฟไฟร์

หลังจากที่ได้เห็นนาฬิกาพกเรือนนี้ ความคิดที่แล่นเข้ามาในหัวตอนแรกต้องยอมรับว่าตั้งคำถามในใจว่า เอ๊ะ หรือนี่จะการเกาะกระแสนาฬิกาพก? รึเปล่า แต่หากมองอีกมุมหนึ่งการขยับตัวของ Hermès Horroger ในรอบปี 2026 นี้ ตอกย้ำให้เห็นว่าวิธีคิดเรื่องเวลาของแบรนด์มีความแตกต่างจากอุตสาหกรรมกระแสหลักอย่างชัดเจน ในขณะที่ผู้ผลิตนาฬิกาส่วนใหญ่หมกมุ่นอยู่กับการทำนาฬิกาให้จับเวลาได้ละเอียดขึ้น หรือพยายามควบคุมเวลาให้เที่ยงตรงที่สุด แอร์เมสกลับมองว่าเวลามีมิติที่มากกว่านั้น พวกเขาเลือกที่จะเปลี่ยนเครื่องบอกเวลาให้กลายเป็น “วัตถุแห่งการปลุกเร้าอารมณ์ความรู้สึก” และสร้างความสนุกสนานในการใช้งาน

การหยิบเอาความสุนทรีย์จากภาพวาดฝีมือ Alice Shirley มาผสมกับงานวิศวกรรมกลไกบางพิเศษ H1950 คือข้อพิสูจน์ว่าแบรนด์ไม่ได้มองนาฬิกาพกเป็นเพียงของสะสมโบราณ แต่เป็นดั่งสนามเด็กเล่นที่เปิดโอกาสให้ช่างฝีมือต่างแขนงได้เข้ามาประลองฝีมือร่วมกัน ซึ่งการผลิตจำกัดเพียงแค่เฉดสีละ 3 เรือนทั่วโลก ยิ่งเป็นการยืนยันว่านาฬิกาชุดนี้ทำขึ้นมาเพื่อนักสะสมสายลึกที่พร้อมจะใช้เวลาละเลียดไปกับรายละเอียดของชิ้นงานอย่างแท้จริง

แล้วสำหรับผู้ที่หลงใหลในงาน Micro-craftsmanship ล่ะคะ มองความร่วมมือระหว่างช่างไม้และช่างลงยาในครั้งนี้อย่างไร? ระหว่างโทนสีเขียวแวร์ ซีเปร ที่ให้ความรู้สึกสุขุมลุ่มลึกเหมือนผืนป่า กับสีน้ำเงินเบลอ แซฟไฟร์ ที่ให้ความรู้สึกคลาสสิกสง่างาม เฉดสีไหนที่ทุกท่านคิดว่าดึงเอาความดุดันและมีชีวิตชีวาของราชาแห่งผืนป่าบนงานต่อลายไม้ออกมาได้น่าประทับใจที่สุด มาร่วมแบ่งปันมุมมองกันได้ 

ข้อมูลทางเทคนิค 
  • คอลเลกชัน: Slim d’Hermès Pocket Roaaaaar!
  • จำนวนการผลิต: ซีรีส์ผลิตจำนวนจำกัดเพียงสีละ 3 เรือนทั่วโลก (รวมทั้งหมด 6 เรือน)
  • ตัวเรือน: รูปทรงกลม ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 45 มิลลิเมตร วัสดุไวท์โกลด์ (White Gold) หูตัวเรือนดีไซน์เชิงมุม กระจกหน้าปัดและฝาหลังทำจากคริสตัลแซฟไฟร์เคลือบสารกันแสงสะท้อน ประสิทธิภาพการกันน้ำ 3 บาร์ (30 เมตร)
  • ฝาเปิด-ปิด: โครงสร้างแบบ Openworked ตกแต่งด้วยงานต่อลายไม้ เป็นลวดลายสิงโตคำราม รังสรรค์ขึ้นจากการผสมผสานไม้ล้ำค่า 10 สายพันธุ์ อาทิ ไม้อะมารันธ์, ไม้ตาไม้ (Burl), ไม้บูบิงก้า, ไม้ทิวลิป และไม้เมเปิล
  • หน้าปัด: พื้นผิวฐานทองคำขาว เคลือบผิวด้วยเทคนิคลงยาแบบกรองด์เฟอ (Grand Feu) มีให้เลือก 2 เฉดสี: สีเขียว แวร์ เซเปร (Vert cyprès) หรือสีน้ำเงิน เบลอ แซฟไฟร์ (Bleu saphir) แสดงเวลาแบบ 2 เข็ม (ชั่วโมงและนาที)
  • กลไก: กลไกจักรกลไขลานอัตโนมัติบางพิเศษ Manufacture Hermès H1950 ทำงานด้วยความถี่ 21,600 ครั้งต่อชั่วโมง พลังงานสำรอง 48 ชั่วโมง
  • เครื่องหนัง: สายหนังคล้องยาวและกระเป๋าหนังใส่นาฬิกาพก ทำจากหนังจระเข้ชนิดด้าน (Matte alligator) ย้อมสีเขียว แวร์ เซเปร หรือสีน้ำเงิน เบลอ แซฟไฟร์ ตามเฉดสีของหน้าปัด

อ่านบทความอื่นๆ เพิ่มเติม
The Royal Pop? เมื่อ Audemars Piguet อาจจะเลือกทิ้งความเคร่งขรึม เพื่อเดิมพันกับความสนุกที่โลกต้องจับตาว่าอะไรจะเกิด!!
นาฬิกา collaboration การหลอมรวมนวัตกรรมและงานคราฟต์แมนชิพชั้นยอดที่แสดงถึงความแน่นแฟ้นในอุตสาหกรรมนาฬิกา
เจาะลึกไฮไลต์ Grand Seiko จากงาน Watches and Wonders 2026

Blancpain Ladybird Colors Diamond Bloom (Ref. 3662) ใครบอกว่านาฬิกาผู้หญิงต้องเน้นแค่เพชร แล้วยอมลดสเปกเรื่องกลไก?

เจาะลึก Blancpain Ladybird Colors Diamond Bloom นิยามใหม่ของนาฬิกาจิวเวลรีสตรี

เมื่อจุดกำแพงของนาฬิกาผู้หญิง ไม่ได้สิ้นสุดแค่งานจิวเวลรี แต่เริ่มนับหนึ่งที่กลไกจักรกล ชวนเจาะลึกวิธีคิดเบื้องหลังคู่สีใหม่ประจำปี 2026 ของ Blancpain Ladybird Colors ที่หยิบเอาประวัติศาสตร์ยุค Marilyn Monroe มาร้อยเรียงผ่านสองอารมณ์ที่แตกต่าง ระหว่างประกายเพชรท่วมเรือนของ Diamond Bloom และความนุ่มนวลของเฉดสีใหม่อย่าง Nude Moka

ถ้าเราลองสังเกตนาฬิกาสำหรับสุภาพสตรีในตลาดไฮเอนด์ส่วนใหญ่ เกณฑ์การออกแบบมักจะวางอยู่บนความปลอดภัย แบรนด์มักเลือกนำตัวเรือนขนาดกะทัดรัดมาล้อมเพชร แล้วลดทอนความซับซ้อนของกลไกภายในลงเพื่อให้ตัวเรือนบางเบาที่สุด

ทว่าการขยับตัวล่าสุดในปี 2026 ของแบรนด์เก่าแก่จากวัลเล เดอ ฌูซ์ อย่าง Blancpain กลับเลือกที่จะเล่าเรื่องผ่านมุมมองที่ต่างออกไป พวกเขาหยิบเลดี้เบิร์ดมาต่อยอดผ่านสองผลงานใหม่อย่าง Diamond Bloom และ Nude Moka เพื่อพิสูจน์ว่างานจิวเวลรีระดับสูงและการผลิตเครื่องบอกเวลาเชิงวิศวกรรมสามารถควบรวมเป็นเนื้อเดียวกันได้ โดยไม่ต้องมีฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งยอมลดสเปก

ใบหน้าดวงจันทร์และไฝเสน่ห์ รหัสลับจากยุค Marilyn Monroe

สำหรับอินไซด์เชิงประวัติศาสตร์ของนาฬิกาตระกูลเลดี้เบิร์ดนั้นมีรากฐานที่ลึกซึ้ง ในปี 1933 หลังจากการจากไปของเจ้าของแบรนด์สายเลือดตระกูลเดิม Betty Fiechter ได้ก้าวขึ้นมานับหนึ่งในฐานะซีอีโอหญิงคนแรกของประวัติศาสตร์วงการนาฬิกาสวิส วิสัยทัศน์ของเธอในยุคนั้นชัดเจนมาก คือการมองนาฬิกาผู้หญิงเป็นหมวดหมู่เฉพาะที่มีคุณค่าในตัวเอง ไม่ใช่แค่นาฬิกาผู้ชายย่อส่วน จนนำไปสู่การให้กำเนิดตระกูล Ladybird ในปี 1956 ที่บรรจุกลไกจักรกลทรงกลมที่เล็กที่สุดในโลก ณ เวลานั้น

ความโด่งดังของนาฬิกา Blancpain ในยุคของ Betty เดินทางไปไกลจนถึงขั้นที่สไตล์ไอคอนระดับโลกอย่าง Marilyn Monroe เลือกสวมใส่นาฬิกาค็อกเทลตัวเรือนแพลทินัมฝังเพชรของแบรนด์ ซึ่งชิ้นงานประวัติศาสตร์เรือนนั้นถูกประมูลกลับมาจัดแสดง ณ แฟล็กชิปสโตร์ที่นิวยอร์กในเวลาต่อมา

ความเกี่ยวพันนี้ถูกซ่อนไว้อย่างแนบเนียนในฟังก์ชันข้างขึ้น-ข้างแรม (Moon Phase) ของ Blancpain ทุกเรือน หากเราลองเพ่งมองใบหน้าของพระจันทร์ดวงนี้ จะสังเกตเห็นการแต้ม “ไฝเสน่ห์” อยู่ที่บริเวณแก้มซ้าย ซึ่งเป็นการให้เกียรติแก่ Marilyn Monroe โดยตรง และในสองเวอร์ชันล่าสุดนี้ ใบหน้าหวานละมุนพร้อมขนตาอนงค์นี้ก็ยังคงทำหน้าที่โคจรอยู่บนหน้าปัดเช่นเดิม

Diamond Bloom ศาสตร์การฝังเพชรแบบไร้รอยต่อ

สำหรับรุ่น Diamond Bloom (Ref. 3662) ถือเป็นงานที่มีความทะเยอทะยานเชิงเทคนิคสูงมากตัวหนึ่งของแบรนด์ ความพิเศษของมันคือการใช้เทคนิคที่เรียกว่า Snow-setting หรือการฝังเพชรแบบเกล็ดหิมะลงบนแทบทุกส่วนของนาฬิกา ตั้งแต่ตัวเรือน ขอบหน้าปัด พื้นผิวตรงกลาง ไปจนถึงเม็ดมะยม

ความยากของเทคนิคนี้อยู่ที่ตัวช่างฝังอัญมณีที่จะต้องนำเพชรเม็ดร่วงที่มีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางแตกต่างกันโดยสิ้นเชิงจำนวน 919 เม็ด (น้ำหนักรวม 4.794 คะรัต) มานั่งเรียงและจัดวางตำแหน่งด้วยมือทีละจุดอย่างแม่นยำ โจทย์หลักคือการบีบให้เพชรแต่ละเม็ดชิดกันที่สุดเพื่อขจัดพื้นที่ของเนื้อทองคำด้านล่างไม่ให้เหลือรอดสายตาโผล่ขึ้นมา ทำให้นาฬิกาดูเรียบเนียนราวกับผิวสัมผัสของก้อนกรวดเพชรธรรมชาติ

เมื่อพลิกมาดูที่พื้นผิวหน้าปัด แบรนด์เลือกใช้วัสดุหอยมุกพิเศษที่เรียกว่า Nacre Perlée ซึ่งให้ประกายสะท้อนเฉดเขียวและชมพูตามมุมแสง ความแรร์ของวัสดุนี้คือมันคิดเป็นสัดส่วนไม่ถึง 2% ของมุกทั้งหมดที่สามารถนำมาใช้งานได้จริง เพราะต้องสกัดมาจากส่วนโค้งใจกลางของเปลือกหอยมุกเลี้ยงเฉพาะรุ่นเท่านั้น และเปลือกหอยหนึ่งตัวจะทำหน้าปัดเกรดนี้ได้มากที่สุดเพียง 1-2 ชิ้น

และเพื่อไม่ให้โลโก้แบรนด์ไปทำลายความสมบูรณ์ของงานฝังเพชร 222 เม็ดตรงกลางหน้าปัด Blancpain จึงใช้วิธีพิมพ์สกรีนตราสัญลักษณ์ลงบน ผิวกระจกแซฟไฟร์ โดยตรง ทำให้เวลาเรามองเข้าไป โลโก้จะดูลอยอยู่กลางอากาศเหนือผืนมุกและประกายอัญมณีด้านล่างอย่างมีมิติ

Nude Moka เฉดสีเอิร์ธโทนและทางเลือกที่เยือกเย็นกว่า

หาก Diamond Bloom คือการประกาศความระยิบระยับขั้นสุด เวอร์ชัน Nude Moka สำหรับปี 2026 ก็คือตัวแทนของความนุ่มนวลและสุขุม ในทุกปี Blancpain จะเลือกเพิ่มเฉดสีใหม่เข้าไปในตระกูลเลดี้เบิร์ดหนึ่งเฉด และปีนี้หวยตกเป็นของสีโทนอุ่นที่ได้รับแรงบันดาลใจมาจากผิวสัมผัสของเครื่องหนัง ผ้าวูลดิบ และผ้าแคชเมียร์

Nude Moka ถูกนำเสนอในตัวเรือนทองเรดโกลด์ 18k พร้อมหน้าปัดมุก Nacre Perlée ชนิดเดียวกัน แต่เพิ่มลูกเล่นด้วยหลักชั่วโมงเลขโรมันสีโทนโมคาแบบสองเฉดสี (ทูโทน) คือใช้สีอ่อนตรงกลางและไล่เฉดเข้มที่ขอบรอบนอกเพื่อสร้างมิติความลึก โดยแบรนด์เปิดทางเลือกให้สองสไตล์นั่นก็คือ

  • รุ่นมาตรฐาน (Non-snow-set): ตกแต่งด้วยเพชรรวมกว่า 2 คะรัตบริเวณขอบเรือนและหูสาย โดดเด่นด้วยวงแหวนเพชรสองวงตัดไขว้กันบนหน้าปัด
  • รุ่นสโนว์เซต (Snow-set variant): ตัวเรือนล้อมเพชรตามปกติ แต่เพิ่มงานฝังเพชรแบบเกล็ดหิมะจำนวน 152 เม็ดเข้าไปตรงใจกลางหน้าปัดเพื่อสร้างพื้นผิวประกายน้ำค้าง ซึ่งรุ่นนี้ถูกจำกัดจำนวนการผลิตเอาไว้ที่ 15 เรือนทั่วโลก เท่านั้น

กลไกอินเฮ้าส์สำรองพลังงาน 4 วัน

สิ่งสำคัญที่เชื่อมโยงนาฬิกาทั้งสองซีรีส์นี้ไว้ด้วยกันคือหัวใจจักรกลด้านใน ใต้ฝาหลังแซฟไฟร์ที่โชว์การขัดแต่งลวดลายแถบริ้วเจนีวา (Geneva Stripes) คือกลไกอัตโนมัติอินเฮ้าส์ Calibre 1163L ที่ประกอบขึ้นจากชิ้นส่วน 243 ชิ้น

ความน่าสนใจเชิงวิศวกรรมอยู่ตรงที่กลไกชุดนี้สามารถกักเก็บพลังงานสำรองได้ยาวนานถึง 100 ชั่วโมง หรือประมาณ 4 วันเต็ม ตัวเลขระดับนี้มักจะพบเห็นได้ทั่วไปในนาฬิกาสปอร์ตของผู้ชายตัวเรือนหนาๆ แต่ Blancpain สามารถยัดสเปกนี้ลงในนาฬิกาผู้หญิงที่มีขนาดตัวเรือนกะทัดรัดเพียง 34.9 มิลลิเมตร และบางเพียง 10.43 มิลลิเมตรได้อย่างลงตัว ทำให้การสวมใส่ใช้งานในชีวิตจริงมีความสะดวกสบาย สามารถถอดวางทิ้งไว้ช่วงสุดสัปดาห์แล้วหยิบกลับมาใส่ในเช้าวันจันทร์ได้โดยที่กลไกไม่หยุดเดิน

สิ่งที่เราสังเกตเห็นจากการเดินหมากครั้งนี้คือ ความพยายามในการสื่อสารกับกลุ่มลูกค้าสุภาพสตรียุคใหม่ที่ฉลาดเลือก และเริ่มมองหาคุณค่าที่อยู่ลึกไปกว่าเพียงแค่มูลค่าของเพชรพลอยภายนอก งานดีไซน์ที่ตั้งใจจับคู่สายหนังจระเข้สีฟ้า Glacier และสีม่วง Royal Purple เข้ามาสลับเปลี่ยนลุค ร่วมกับการรักษาสมดุลด้านนวัตกรรม เป็นเครื่องยืนยันว่ามรดกทางความคิดของ Betty Fiechter เมื่อเกือบศตวรรษก่อนยังคงทำงานได้อย่างทรงพลังบนข้อมือของผู้หญิงยุคนี้

แล้วสำหรับทุกท่านที่ติดตามทิศทางของนาฬิกาจิวเวลรีชั้นสูง คิดเห็นอย่างไรกับการที่นาฬิกาสตรีขยับขึ้นมาสู้กันด้วยระดับการสำรองพลังงานยาวนานถึง 4 วันเต็มขนาดนี้? ระหว่างความสว่างไสวเต็มพิกัดของ Diamond Bloom หรือความเรียบเนียนสุขุมในโทนอุ่นของ Nude Moka เวอร์ชันไหนที่คุณคิดว่าถ่ายทอดสมการระหว่างจักรกลและอัญมณีได้เฉียบคมและตรงกับสไตล์ของคุณที่สุด ลองมาแชร์มุมมองกันได้เลย 

ข้อมูลทางเทคนิค 
  • ตัวเรือน: ไวท์โกลด์ 18K หรือทองคำเรดโกลด์ 18K ขนาด 34.90 มม. หนา 10.43 มม. กันน้ำ 30 เมตร ฝังเพชรแบบเกล็ดหิมะ (Snow-setting) รวมทั้งเรือน 919 เม็ด (ประมาณ 4.794 กะรัต) เม็ดมะยมประดับเพชรทรงเหลี่ยมกุหลาบ (Rose-cut) ฝาหลังแซฟไฟร์ใสเปลือยโชว์กลไก
  • หน้าปัด: แผ่นหอยมุกธรรมชาติ (Nacre Perlée) ให้ประกายสะท้อนเฉดสีเขียวและชมพู ตกแต่งด้วยตัวเลขโรมันสีฟ้า Glacier หรือสีม่วง Royal Purple กึ่งกลางฝังเพชรแบบ Snow-setting จำนวน 222 เม็ด โลโก้แบรนด์พิมพ์ลอยบนกระจกแซฟไฟร์ เข็มรูปใบเสจฉลุโปร่ง
  • ฟังก์ชัน: แสดงชั่วโมง, นาที, วินาทีขนาดเล็ก (Small Seconds) และฟังก์ชันแสดงข้างขึ้น-ข้างแรม (Moon Phase)
  • กลไก: อินเฮ้าส์อัตโนมัติ Calibre 1163L ประกอบขึ้นจากชิ้นส่วน 243 ชิ้น ทับทิม 30 เม็ด ความถี่ 21,600 ครั้ง/ชั่วโมง (3 เฮิรตซ์) สำรองพลังงานยาวนาน 100 ชั่วโมง (ประมาณ 4 วัน) ขัดแต่งลวดลายแถบริ้วแบบเจนีวา (Geneva Stripes)
  • สาย: สายหนังจระเข้แบบถอดเปลี่ยนสลับได้ (Interchangeable) รุ่นไวท์โกลด์มาพร้อมสายสีฟ้า Glacier และสีน้ำเงิน Midnight รุ่นทองคำเรดโกลด์มาพร้อมสายสีขาวและสีม่วง Royal Purple ตัวล็อกแบบหัวเข็มขัดทองคำแมตช์ตามตัวเรือน

อ่านบทความอื่นๆ เพิ่มเติม
The Royal Pop? เมื่อ Audemars Piguet อาจจะเลือกทิ้งความเคร่งขรึม เพื่อเดิมพันกับความสนุกที่โลกต้องจับตาว่าอะไรจะเกิด!!
นาฬิกา collaboration การหลอมรวมนวัตกรรมและงานคราฟต์แมนชิพชั้นยอดที่แสดงถึงความแน่นแฟ้นในอุตสาหกรรมนาฬิกา
เจาะลึกไฮไลต์ Grand Seiko จากงาน Watches and Wonders 2026

เปลี่ยนอารมณ์หรือจงใจท้าทายกรอบเดิมๆ? พบกับความจัดจ้านครั้งใหม่ในร่าง MB&F Legacy Machine Perpetual Chromatic Editions

เกิดอะไรขึ้นเมื่อแบรนด์สายอินดี้อย่าง MB&F ที่หันมาล้อมพลอยสีจัดจ้านบนจักรกลปฏิทินร้อยปี? 

สำหรับนักสะสมนาฬิกาขั้นสูง หากเอ่ยชื่อภาพจำของคอลเลกชัน Legacy Machine Perpetual หรือ LM Perpetual สิ่งที่วิ่งเข้ามาในความคิดมักเป็นความโรแมนติกเชิงวิศวกรรมที่เปลือยแผงจักรกลปฏิทินร้อยปีให้ลอยเด่นอยู่ใต้กระจกโดมแซฟไฟร์โค้งมน ชิ้นงานชุดนี้เคยพิชิตรางวัลนาฬิกาปฏิทินยอดเยี่ยมจากเวที GPHG มาแล้วเมื่อปี 2016 ด้วยการพลิกทฤษฎีกลไกปฏิทินถาวรแบบเดิมๆ จนราบคาบ

MB&F Legacy Machine Perpetual Chromatic Editions

ทว่าเมื่อก้าวเข้าสู่ปี 2026 ห้องแล็บแนวคิดเวลาของ Maximilian Büsser เลือกที่จะหยิบพิมพ์เขียวระดับมาสเตอร์ชิ้นนี้มาเล่าใหม่ พวกเขาไม่ได้รื้อระบบฟาร์มกลไกด้านใน แต่เลือกเปลี่ยนอารมณ์จากนาฬิกาคลาสสิกขรึมๆ ให้กลายเป็นความจัดจ้านผ่านโปรเจกต์พิเศษที่ชื่อว่า LM Perpetual Chromatic Editions ซึ่งเป็นการนำพลอยแซฟไฟร์และทับทิมทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้า (Baguette-cut) มาล้อมขอบตัวเรือนในแบบที่จำกัดจำนวนการผลิตเอาไว้เพียงรุ่นละ 8 เรือนทั่วโลก

และการเติมประกายสีสันลงไปบนสถาปัตยกรรมจักรกลที่ซับซ้อนระดับ 581 ชิ้นส่วน คือความท้าทายที่น่าสนใจชวนสังเกต เพราะหากแบรนด์ทำไม่ถึง ผลงานชิ้นนี้อาจจะกลายสภาพเป็นเพียงนาฬิกาฝังเพชรพลอยแฟชั่นทั่วไปทันที

ความลับของสมองกล ‘Mechanical Processor’ ที่ซ่อนอยู่ใต้ความงาม

หากเราลองย้อนมองไปที่ประวัติศาสตร์ของนาฬิกาปฏิทินร้อยปี (Perpetual Calendar) แบบดั้งเดิม ช่างนาฬิกามักจะเรียกพวกมันว่า “นาฬิกาบูมเมอแรง” เพราะระบบเดิมมักจะใช้กลไกคานดีดตัวใหญ่ (Grand Levier) ซึ่งมีจุดอ่อนสำคัญคือฟันเฟืองมักจะขัดตัวจนพังพินาศได้ง่าย หากผู้สวมใส่เผลอไปกดปุ่มตั้งเวลาในช่วงที่นาฬิกากำลังเปลี่ยนผ่านวันที่ตอนเที่ยงคืน แถมการคำนวณเดือนที่มี 28 หรือ 30 วัน ระบบเก่าจะใช้วิธีหมุนผ่านวันส่วนเกินแบบเร็วๆ (Fast-forward) จากวันที่ 28 ข้ามไปวันที่ 1 ซึ่งสร้างความบอบช้ำให้กลไกไม่น้อย

แต่สิ่งที่ Stephen McDonnell ช่างนาฬิกาอิสระชาวไอริชเหนือร่วมมือกับ MB&F ทำใน LM Perpetual คือการโยนคานดีดตัวใหญ่นั้นทิ้งไป แล้วประดิษฐ์สิ่งที่เรียกว่า “Mechanical Processor” ขึ้นมาแทน

ระบบสมองกลนี้จึงเปลี่ยนวิธีคิดใหม่หมด โดยตั้งค่าเริ่มต้นให้ทุกเดือนมีแค่ 28 วันเป็นที่ตั้ง (เพราะไม่ว่าเดือนไหนๆ บนโลกก็ต้องมีอย่างน้อย 28 วัน) จากนั้นฟันเฟืองซ้อนระบบจะทำหน้าที่ “เติม” วันที่ขาดเข้าไปให้ตรงตามปฏิทินจริงแทน ผลลัพธ์ที่ได้คือนอกจากจะไม่มีการหมุนข้ามวันให้เฟืองล้าแล้ว ตัวนาฬิกายังมาพร้อมระบบเซฟตี้อัจฉริยะที่จะล็อกตัดการทำงานของปุ่มกดตั้งเวลาโดยอัตโนมัติในขณะที่กลไกกำลังขยับเปลี่ยนวันที่ ทำให้นักสะสมสามารถปรับตั้งวัน เดือน ปี ได้อย่างสบายใจโดยไม่ต้องกลัวเครื่องพัง

เจาะลึก 3 ขั้วเฉดสีประดับหัตถศิลป์

เมื่อพื้นที่ตรงกลางกลไกไร้การรบกวนจากคานดีดระบบเก่า McDonnell จึงสามารถยกชุดจักรกลสมดุล (Suspended Balance Wheel) ขนาดใหญ่ 14 มิลลิเมตร ขึ้นไปแขวนลอยเด่นรับสายตาอยู่ด้านบนสุดของหน้าปัดได้อย่างอิสระ โดยใช้แกนจักรที่ยาวที่สุดในโลกเชื่อมต่อลงไปหาชุดปล่อยจักรที่อยู่ด้านหลังตัวเรือน

ในซีรีส์ Chromatic ปี 2026 นี้ การจัดวางองค์ประกอบถูกขยับจังหวะให้รับกับประกายของอัญมณีจำนวน 48 เม็ดที่ล้อมอยู่รอบขอบเรือนอย่างประณีตโดยฝีมือของเวิร์กชอปคู่บุญอย่าง STG Creation ในเจนีวา โดยแยกออกเป็น 3 เวอร์ชันในเฉดสีที่ต่างกัน

18k White Gold / Blue Sapphires

ตัวเรือนไวท์โกลด์ที่จับคู่กับพลอยแซฟไฟร์สีน้ำเงินคัดเกรดจากมาดากัสการ์และศรีลังกา จุดเด่นที่ชวนให้มองคือการใช้เทคนิค PVD เคลือบสีเข็มนาฬิกาบนหน้าปัดย่อยให้เป็นสีน้ำเงินเฉดเดียวกันอย่างกลมกลืน

18k White Gold / Purple Sapphires

โครงสร้างไวท์โกลด์รับกับแซฟไฟร์สีม่วงจากมาดากัสการ์ และเข็มเคลือบ PVD สีม่วงเข้ม ให้ความรู้สึกแปลกตาและลึกลับตามแบบฉบับงานดีไซน์ยุคใหม่

18k Red Gold / Red Rubies

ขยับมาที่ความดุดันด้วยตัวเรือนสีเรดโกลด์ (Red Gold) ล้อมทับทิมสีแดงสดจากโมซัมบิก รับกับเข็มนาฬิกาที่เคลือบ PVD โทนสี 5N เพื่อล้อไปกับเนื้อทองคำของตัวเรือนอย่างสมมาตร

ทุกรุ่นยังคงรักษาสัดส่วนตัวเรือนไว้ที่ขนาด 44 มิลลิเมตร หนา 17.5 มิลลิเมตร ได้อย่างน่าอัศจรรย์ใจ โดยการฝังอัญมณีล้อมรอบในครั้งนี้ ไม่ได้ไปเพิ่มความหนาหรือขยายเส้นผ่านศูนย์กลางของนาฬิกาให้เสียทัศนียภาพเดิมเลยแม้แต่น้อย

หลังจากที่เห็นผลงานนี้ในครั้งแรก หากพิจารณากันตามเนื้อผ้า การเอาชิ้นงานระดับคลาสสิกที่ขึ้นหิ้งไปแล้วมาประดับอัญมณีล้อมกรอบ มักเป็นสูตรสำเร็จทางการตลาดที่แบรนด์กระแสหลักนิยมทำกันเพื่อเพิ่มมูลค่า ทว่าสำหรับ MB&F การขยับหมากมาทำ Chromatic Editions ครั้งนี้ แฝงไปด้วยนัยที่น่าสนใจสำหรับนักสะสมสายลึก

เพราะปฏิทินร้อยปีตระกูล LM มักจะถูกจดจำในฐานะนาฬิกาแนว “สถาปัตยกรรมเครื่องจักรสามมิติ” ที่เน้นความโปร่งตาของหน้าปัดย่อยที่ดูลอยได้ (Floating Subdials) การนำพลอยทรงเหลี่ยมตัดขอบคมกริบ (Baguette-cut) มาล้อมตีกรอบล้อมรอบตัวเรือน ไม่ได้ทำให้สถาปัตยกรรมจักรกลด้านในดูดรอปลง แต่กลับช่วยทำหน้าที่เป็น “กรอบรูปหรูหรา” ที่ช่วยนำสายตาของผู้สวมใส่ให้เพ่งเล็งเจาะลึกเข้าไปที่ชุดกลไก 581 ชิ้นส่วนตรงกลางได้อย่างมีพลังมากกว่าเดิม

ส่วนตัวมีความรู้สึกว่า ถ้ามองให้ลึกลงไปในอีกมุมหนึ่ง นี่ไม่ใช่การตะโกนขายความร่ำรวยด้วยประกายเพชรระยิบระยับแบบสุ่มสี่สุ่มห้า แต่เป็นการใช้ทฤษฎีคู่สีโมโนโครม (Tone-on-tone) ระหว่างพลอยและเข็ม PVD มารับส่งหน้าที่กันอย่างรู้ใจ และด้วยจำนวนการผลิตที่จำกัดเพียงสีละ 8 เรือน มันจึงกลายเป็นหนึ่งในเวอร์ชันที่หาพบได้ยากที่สุดในทำเนียบประวัติศาสตร์ของแบรนด์ไปโดยปริยาย

แล้วสำหรับทุกท่านที่ติดตามงานของค่ายอินดี้ค่ายนี้ คิดเห็นอย่างไรกับการนำอัญมณีสีสันจัดจ้านมาผสมผสานลงบนจักรกลปฏิทินร้อยปีในครั้งนี้? ระหว่างสีน้ำเงินขรึม สีม่วงลึกลับ หรือสีแดงทับทิมที่รับกับทองคำกุหลาบ เฉดสีไหนที่ท่านคิดว่าถ่ายทอดจิตวิญญาณแห่งโลกอนาคตในร่างย้อนยุคของ MB&F ได้ลงตัวที่สุด ลองมาแชร์มุมมองกันได้เลย

ข้อมูลทางเทคนิค
  • ตัวเรือน: วัสดุไวท์โกลด์ 18k (สำหรับรุ่นล้อมแซฟไฟร์สีน้ำเงินและสีม่วง) หรือทองคำเรดโกลด์ 18k (สำหรับรุ่นล้อมทับทิม) ขนาด 44 มม. x 17.5 มม. กันน้ำ 30 เมตร ขอบตัวเรือนฝังอัญมณีทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้า (Baguette-cut) จำนวน 48 เม็ด น้ำหนักรวมประมาณ 1.93 – 1.95 กะรัต โดยเวิร์กชอป STG Creation
  • หน้าปัด: ดีไซน์เปิดเปลือย (Open dial) โชว์ชุดกลไกปฏิทินถาวรและจักรสมดุลแบบแขวนลอยขนาด 14 มม. ด้านบน พร้อมหน้าปัดย่อยแบบฉลุโปร่ง (Skeletonised subdials) แสดงค่าแบบลอยตัว เข็มนาฬิกาเคลือบสาร PVD สีแมตช์ตามเฉดสีของอัญมณีหรือตัวเรือน
  • ฟังก์ชัน: แสดงชั่วโมง นาที วัน วันที่ เดือน รอบปีอธิกสุรทินแบบตีกลับ (Retrograde leap year) และมาตรวัดสำรองพลังงาน
  • กลไก: อินเฮ้าส์ไขลานด้วยมือจักรกลปฏิทินถาวร (Fully integrated) พัฒนาโดย Stephen McDonnell ควบคุมด้วยระบบสมองกล (Mechanical processor) พร้อมระบบเซฟตี้ในตัว ความถี่ 18,000 ครั้ง/ชั่วโมง (2.5 เฮิรตซ์) ชิ้นส่วนรวม 581 ชิ้น ทับทิม 41 เม็ด ตลับลานคู่สำรองพลังงานได้ 72 ชั่วโมง
  • สาย: สายหนังจระเข้เย็บด้วยมือ สีดำ เทา น้ำตาล น้ำเงิน หรือขาว พร้อมตัวล็อกแบบบานพับวัสดุทองคำแมตช์ตามตัวเรือน

อ่านบทความอื่นๆ เพิ่มเติม
Changes the Game? เมื่อรางวัลออสการ์ของโลกนาฬิกา ยอมทุบกำแพงเรื่องเพศ รื้อกฎเดิม จะมีอะไรซ่อนอยู่หลังกติกาใหม่ของ GPHG 2026 บ้าง?
Geneva – The Capital of Haute Horlogerie
Moritz Grossmann เฉลิมฉลองสองศตวรรษด้วยสีสันและวัสดุสดใหม่ในนาฬิการุ่น TEFNUT Silver-Plated by Friction 

Orient Star เปิดบูติกแห่งแรกในโลก ณ ชั้น 2 เกษรวิลเลจ พร้อมเปิดตัวนาฬิกาฉลอง 75 ปี รุ่นพิเศษเพื่อแฟนนาฬิกาชาวไทยโดยเฉพาะ 

เอ็กซ์คลูซีฟคอนเซ็ปต์บูติกที่ใช้การตกแต่งด้วยเทคนิคญี่ปุ่นผสานความร่วมสมัย และนาฬิกา Land of Smile ที่ได้แรงบันดาลใจจาก ‘ยิ้มสยาม’

orient star boutique

ไม่น่าเชื่อว่า แบรนด์นาฬิกาสัญชาติญี่ปุ่นที่มีอายุกว่าเจ็ดทศวรรษอย่าง Orient Star ยังไม่เคยมีสแตนด์อโลนบูติกมาก่อน และด้วยแรงสนับสนุนอย่างอบอุ่นของแฟนนาฬิกาชาวไทยที่มอบให้แก่ Orient Star มาโดยตลอด ทางแบรนด์จึงตัดสินใจปักหมุดหมายสำคัญแห่งแรกในโลก ด้วยเอ็กซ์คลูซีฟคอนเซ็ปต์บูติกที่สะท้อนตัวตนของแบรนด์ได้ทุกมิติ ณ ชั้น 2 เกษรวิลเลจ

แนวคิด Time & Space ถ่ายทอดผ่านเทคนิคญี่ปุ่นดั้งเดิม


ในเมื่อเป็นบูติกแห่งแรกในโลกของ Orient Star ทางแบรนด์จึงเลือกถ่ายทอดผ่านคอนเซ็ปต์ที่ตรงกับตัวตนที่สุด ภายในพื้นที่ 78 ตารางเมตร ที่ตกแต่งอย่างสงบ สง่างาม และร่วมสมัย โดยสถาปนิกมากฝีมืออย่างรังสรรค์ นราธัศจรรย์ 

เอ็กซ์คลูซีฟบูติกแห่งนี้ต้อนรับนักเดินทางท่องโลกแห่งเรือนเวลา ด้วยผนังด้านนอกที่ตกแต่งด้วยหินสังเคราะห์บลูไดมอนด์ เปล่งประกายระยิบระยับราวกับหมู่ดาว ผนวกเข้ากับการจัดแสงตามปรัชญา Wabi-Sabi ที่ควบคุมระดับแสงอย่างพิถีพิถันเพื่อสร้างความสงบ เปิดโอกาสให้ผู้เข้ามาชมเรือนเวลาไดจดจ่อกับเรือนเวลารุ่นต่างๆ อย่างปราศจากสิ่งรบกวน

ในส่วนของงานตกแต่งภายในเน้นการใช้เทคนิคดั้งเดิมของญี่ปุ่นอย่าง งานไม้เทคนิค Yakisugi บริเวณผนังภายในกรุด้วยไม้ซีดาร์ที่ผ่านกระบวนการเผาไฟ เพื่อเสริมความทนทานให้กับเนื้อไม้ และก่อให้เกิดพื้นผิวสีดำลึกล้ำที่มีความงามเฉพาะตัว รวมถึงระแนงไม้ลาย Kumiko ที่ไม่เพียงแต่ช่วยอำพรางงานระบบโครงสร้างภายใน แต่ยังสื่อถึงวงโคจรของดวงดาวในห้วงอวกาศอันเป็นแรงบันดาลใจหลักของแบรนด์มาโดยตลอด

เติมบรรยากาศอบอุ่นด้วยผนังฝั่งตรงข้ามบุด้วยไม้โอ๊คสีธรรมชาติ จัดเรียงริ้วไม้ในรูปแบบที่ได้รับแรงบันดาลใจจากจีบผ้า Hakama ของนักรบซามูไรผู้กล้า หากเดินลึกเข้าไปอีกนิดจะพบกับประตูกระจกโค้งสูง 2.8 เมตรที่สั่งทำขึ้นเป็นพิเศษ เพื่อแบ่งพื้นที่ห้อง VIP สำหรับรับรองลูกค้าคนสำคัญอย่างเป็นสัดส่วน ส่วนพื้นที่รับรองทั่วไปยังคงคำนึงถึงสุนทรียะที่สะท้อนแนวคิดในแบบญี่ปุ่นด้วยการจัดวางโต๊ะไม้ยาวประจันหน้ากับ Zen Garden นอกระเบียงสวนหินสไตล์ญี่ปุ่นที่สื่อถึงความสงบนิ่งอันงดงาม 

นอกจากนี้ประสบการณ์การท่องโลกของ Orient Star ยังถูกเติมเต็มให้ครบทุกมิติด้วยบทเพลงที่เปิดเสริมบรรยากาศภายในบูติก เพื่อสื่อถึงการเปลี่ยนผ่านจากความมืดสู่ความสว่าง สอดคล้องกับดีเอ็นเอของ Orient Star ที่ขับเคลื่อนไปพร้อมกับการเคลื่อนที่ของเวลาอันเป็นหัวใจสำคัญในทุกองค์ประกอบ

งานเฉลิมฉลองครั้งยิ่งใหญ่

ในโอกาสอันสำคัญครั้งนี้แน่นอนว่า ทาง Orient Star ย่อมจัดงานเปิดเอ็กซ์คลูซีฟบูติกแห่งแรกของโลกอย่างสมศักดิ์ศรี ผ่านการผนึกกำลังระหว่างพันธมิตรที่มีสายสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นมาเนิ่นนาน อย่าง EPSON Corporation ผู้บริหารงานแบรนด์นาฬิกา Orient Star ในประเทศญี่ปุ่น และ UKT (UNITED KRUNGTHONG Trading) ตัวแทนจำหน่ายอย่างเป็นทางการในประเทศไทย ผู้คร่ำหวอดในอุตสาหกรรมนาฬิกามาอย่างยาวนานกว่า 5 ทศวรรษ

โดย มร. มาซาชิ ฮายาชิ (Mr. Masashi Hayashi) ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร EPSON Corporation และ ยุทธพล ตันติวงษากิจ ประธานร่วม UKT (UNITED KRUNGTHONG Trading) ได้ร่วมกล่าวสุนทรพจน์เปิดเอ็กซ์คลูซีฟบูติกอย่างเป็นทางการ และยังได้รับเกียรติจาก ฯพณฯ โอตากะ มาซาโตะ เอกอัครราชทูตญี่ปุ่นประจำประเทศไทย ร่วมเป็นประธานในพิธีเปิดบูติกอย่างเป็นทางการ พร้อมนักแสดงชื่อดัง มีน-พีรวิชญ์ อรรถชิตสถาพร มาร่วมเฉลิมฉลองในค่ำคืนแห่งประวัติศาสตร์ของ Orient Star 

นาฬิกา Land of Smile รอยยิ้มสยามบนหน้าปัด

ปิดท้ายค่ำคืนแห่งการเฉลิมฉลองด้วยช่วงเวลาที่แฟนนาฬิกาต่างรอคอย นั่นก็คือการเปิดตัวนาฬิการุ่น Modern Skeleton, Land of Smile, Thailand Limited Edition จำนวนจำกัด 275 เรือน นาฬิกาที่แรงบันดาลใจจาก ‘รอยยิ้มสยาม’ ที่คนทั่วโลกต่างประทับใจ ซึ่งตัวนาฬิการุ่นพิเศษนี้นั้นก็น่าจะถูกใจสาวก Orient Star ไม่น้อยเลยทีเดียว เพราะมาในโมเดล Modern Skeleton ที่ได้รับความนิยมในไทย และคุ้นเคยกันดีภายใต้ฉายา ‘โจ๊กเกอร์’ ด้วยดีไซน์ของช่องเจาะเปิดบนหน้าปัด ที่โค้งมนคล้ายกับรอยยิ้มบนหน้าปัดแบบสเกเลตัน ซึ่งเผยให้เห็นการทำงานของชุดกลไกภายใน 

สีสันที่บ่งบอกถึงความเป็นไทยอย่างสีของธงไตรรงค์ ทั้งสีแดง สีขาว และน้ำเงิน ถูกนำมาเล่นกับส่วนต่างๆ บนหน้าปัด โดยเฉพาะบริเวณรอยยิ้มสีแดงสด ที่โดดเด่นจนไม่อาจละสายตาเมื่ออยู่บนพื้นหน้าปัดสีขาว ตอกย้ำวาระพิเศษด้วยการจารึกข้อความ ‘Land of Smile’ บริเวณหน้าปัดส่วนบน และเมื่อพลิกดูฝาหลังกรุกระจกแซฟไฟร์ใส จะได้เห็นลวดลายประทับสุดเอ็กซ์คลูซีฟที่แสดงออกถึงความอ่อนช้อยของสถาปัตยกรรม และวิถีชีวิตเรือพายริมสายน้ำ พร้อมลวดลาย ‘ดอกพุดตาน’ ไม้มงคลที่เปลี่ยนสีได้ตามเวลาที่แปรเปลี่ยนสะท้อนถึงความมั่งคั่ง และการเปลี่ยนผ่านของกาลเวลา 

นอกจากนี้ยังมีนาฬิการุ่นพิเศษที่รังสรรค์มาเพื่อร่วมเฉลิมฉลองวาระครบรอบ 75 ปีของแบรนด์ ไม่ว่าจะเป็น M34 F8 Skeleton Hand Winding, M45 F7 Small Second, M42 F6 Diver Date 200m, 1964 1st Edition และ M34 F8 Date ที่โดดเด่นกว่าใครด้วยหน้าปัดหินอุกกาบาตที่เชื่อมโยงกับวิถีแห่งจักรวาลอย่างชัดเจน 

สามารถแวะไปชมเรือนเวลารุ่นต่างๆ และสัมผัสประสบการณ์ในโลกแห่งเรือนเวลาของ Orient Star ได้ ณ เกษรวิลเลจ ชั้น 2

อ่านบทความเพิ่มเติมได้ที่:

เปิดแล้ว Hublot Boutique Gaysorn Amarin เน้นย้ำปรัชญา Art of Fusion พร้อมประสบการณ์แบบ immersive ด้านนวัตกรรมวัสดุ

Deep Dive Episode 3 | ดิ่งลึกสู่จิตวิญญาณแห่ง Orient Star!

Orient Stretto Collection ฉลอง 75 ปี มาพร้อม 3 รุ่นลิมิเต็ดเอดิชั่น ดีไซน์ที่ได้แรงบันดาลใจจากสถาปัตยกรรมเมือง

The Reason Why: ทำไม Zenith DEFY Skyline Chronograph Black Ceramic ถึงเป็น Rare Item ทั้งที่ไม่ใช่รุ่นลิมิเต็ด?

0

เจาะลึกความล้ำของ Zenith DEFY Skyline Chronograph Black Ceramic นาฬิกาสปอร์ตเซรามิกดำล้วน กลไก El Primero 3600 จับเวลา 1/10 วินาที ที่กลายเป็นไอเทมหายากของนักสะสม

ในโลกของนาฬิกาหรู คำว่า “Rare Item” หรือนาฬิกาหายาก มักจะถูกผูกติดอยู่กับคำว่า “Limited Edition” ที่มีการรันตัวเลขผลิตจำกัด หรือเป็นรุ่นพิเศษที่ทำร่วมกับศิลปินชื่อดังแต่สำหรับ Zenith DEFY Skyline Chronograph Black Ceramic เรือนนี้ กลับฉีกทุกกฎเกณฑ์เดิม ๆ เพราะถึงแม้ว่ามันจะเป็นนาฬิกาในสายการผลิตปกติ (Regular Production) ที่ไม่ได้จำกัดจำนวนเครื่องในการผลิต แต่ในความเป็นจริงเวลานี้ การจะหาตัวจริงมาครอบครองกลับยากยิ่งกว่านาฬิการุ่นลิมิเต็ดบางรุ่นเสียอีกอะไรคือเหตุผลที่อยู่เบื้องหลังปรากฏการณ์นี้? The Reason Why สัปดาห์นี้จะพาทุกคนไปเจาะลึกความล้ำของสปอร์ตเซรามิกดำล้วนเรือนนี้กัน

1. วัสดุเซรามิกดำล้วน (Black Ceramic) ที่ผลิตยากขั้นสุด

ปฏิเสธไม่ได้ว่า รูปลักษณ์ภายนอกแบบ All-Black ของ DEFY Skyline เรือนนี้ดึงดูดสายตาตั้งแต่แรกเห็น แต่นอกจากความเท่และดุดันแล้ว “เซรามิกสีดำ” ของ Zenith ยังขึ้นชื่อเรื่องความทนทานต่อรอยขีดข่วนที่เป็นเลิศ (High Scratch-Resistance)​ ความท้าทายในไลน์การผลิต เพราะการขึ้นรูปและขัดแต่งวัสดุเซรามิกให้ได้เหลี่ยมมุมที่คมชัดตามดีเอ็นเอของตระกูล DEFY นั้นมีความยากและซับซ้อนกว่าการใช้สตีลหลายเท่าตัว อัตราการผลิตที่ทำได้ช้าบวกกับมาตรฐานที่เข้มงวด ทำให้ตัวเรือนเซรามิกออกสู่ตลาดได้น้อยกว่าความต้องการของนักสะสมทั่วโลก

2. หัวใจขับเคลื่อนระดับตำนาน El Primero 3600

ไฮไลท์สำคัญที่ทำให้นาฬิกาเรือนนี้เหนือกว่านาฬิกาสปอร์ตโครโนกราฟทั่วไป คือกลไก El Primero 3600 ซึ่งเป็นกลไกความถี่สูง (High-Frequency) ที่เป็นหน้าประวัติศาสตร์ของ Zenith

แม่นยำระดับ 1/10 ของวินาที: ด้วยความถี่ในการทำงานที่สูงมาก ทำให้กลไกนี้สามารถจับเวลาได้ละเอียดอย่างน่าทึ่ง เข็มกวาดเร็วสะใจใน 10 วินาที ความเจ๋งที่เห็นได้ด้วยตาเปล่าคือ เข็มจับเวลาวินาทีจะกวาดครบรอบหน้าปัดภายในเวลาเพียง 10 วินาทีเท่านั้น! ซึ่งเร็วกว่านาฬิกาทั่วไปถึง 6 เท่า (นาฬิกาปกติใช้เวลา 60 วินาทีในการหมุนหนึ่งรอบ) ทำให้เราได้เห็นพลังความแรงและความแม่นยำระดับเสี้ยววินาทีได้อย่างชัดเจน

3. ตอบโจทย์ Lifestyle ด้วยระบบ Quick-Change

นอกจากความล้ำของกลไกและตัวเรือนแล้ว Zenith ยังใส่ใจในแง่ของฟังก์ชันการใช้งานจริง ด้วยระบบสลับเปลี่ยนสายนาฬิกาอย่างรวดเร็ว หรือ Quick-Change System ที่ช่วยให้ผู้สวมใส่สามารถสลับสับเปลี่ยนระหว่างสายเซรามิกสีดำสุดหรู กับสายยางลวดลาย Starry Sky ดำล้วนได้อย่างง่ายดายด้วยตัวเองภายในไม่กี่วินาที เปลี่ยนลุคจากสปอร์ตหรูสู่วันลุย ๆ ได้ทันที

สรุปนิยามใหม่ของคำว่า “หายาก”

แม้ว่า Zenith DEFY Skyline Chronograph Black Ceramic จะไม่ใช่รุ่นจำกัดจำนวน แต่นี่คือส่วนผสมที่ลงตัวระหว่าง งานหัตถศิลป์ในการผลิตเซรามิกที่ใช้เวลานานสุดยอดกลไก El Primero ที่นักสะสมทั่วโลกยอมรับและความต้องการ (Demand) ในตลาดที่พุ่งสูงตลอดเวลา

สิ่งเหล่านี้หล่อหลอมให้มันกลายเป็น Rare Item ที่ต่อให้คุณมีเงินเดินไปที่บูติก ก็อาจจะต้องใช้เวลาต่อคิวรอคอยนานนับเดือนกว่าจะได้ครอบครองเรือนจริง

ติดตามเรื่องราวและมุมมองเชิงลึกของวงการนาฬิกาได้ที่ REVOLUTION WATCH THAILAND

  • Instagram: @revowatchthai​Facebook
  • Facebook: Revolution Watch Thailand
  • Website: https://revolutionthailand.com
  • TikTok: @revowatchthai

Breitling Chronomat 2026 กับเทรนด์นาฬิกาสปอร์ตเรือนโตหนาเตอะกำลังถูกแทนที่ด้วยความประณีตเชิงสรีรศาสตร์และการสวมใส่ได้จริงในทุกวัน

เมื่อนาฬิกาตัวจบสำหรับคนเริ่มสะสม ขอหั่นความหนาลงเกือบ 2 มิลลิเมตร เพื่อแลกกับความแนบเนียนบนข้อมือ จะเป็นอย่างไร?

  • เจาะลึกทิศทางล่าสุดประจำปี 2026 ของ Breitling Chronomat นี่คือการปรับโฉมครั้งสำคัญ ที่ทีมออกแบบเลือกใช้วิธีลดทอนเสียงรบกวน เพื่อเปิดทางให้จุดเด่นดั้งเดิมทำงานได้ชัดเจนขึ้น

ถ้าเราลองกางปฏิทินดูความเคลื่อนไหวของ Breitling ในช่วงที่ผ่านมาของปี 2026 จะพบว่าพวกเขาเดินหน้าทำคะแนนอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่ความสุขุมของ Navitimer Perpetual Calendar ความสปอร์ตแบบมีระดับในรุ่น Aston Martin ไปจนถึงมาดนักบินอวกาศของรุ่นใหม่อย่าง Artemis II

โฆษณาเก่าของนาฬิกา Breitling Chronomat

แต่สปอตไลท์ที่เราต้องหยิบมาคุยกันในฐานะ “หน้าต่างบานแรก” ของคนรักแบรนด์นี้คือการขยับตัวล่าสุดของคอลเลกชัน Chronomat ซึ่งจัดว่าเป็นหนึ่งในโมเดลสายสปอร์ตที่ทำหน้าที่แบกรับน้ำหนักของแบรนด์ไว้มากที่สุด โดยเฉพาะในกลุ่มคนที่กำลังมองหานาฬิกา Breitling เรือนแรกในชีวิต ด้วยจุดเด่นด้านประวัติศาสตร์ หน้าตาที่มีอัตลักษณ์เฉพาะ และระดับราคาที่เข้าถึงได้ไม่ยากจนเกินไป

สำหรับการปรับทัพรอบนี้ Breitling ไม่ได้เลือกวิธีสร้างความหวือหวาด้วยการเปลี่ยนดีไซน์จนแฟนๆ จำไม่ได้ แต่ใช้วิธีที่เฉียบคมกว่านั้น นั่นก็คือการไล่เก็บรายละเอียดแบบเงียบๆ ทั้งการปรับเส้นสายตัวเรือนให้สะอาดตาขึ้น การรื้อโครงสร้างข้อต่อสาย และการรีดความหนาให้บางลง ซึ่งผลลัพธ์ของสัดส่วนใหม่นี้จะเห็นผลชัดเจนที่สุดก็ต่อเมื่อมันขึ้นไปอยู่บนข้อมือจริง

ตัดทอน ‘เสียงรบกวน’ บนหน้าปัด เพื่อให้รายละเอียดดั้งเดิมทำหน้าที่

รากเหง้าของชื่อ Chronomat นั้นย้อนกลับไปได้ไกลถึงช่วงต้นทศวรรษ 1940 ในฐานะนาฬิกาจับเวลาที่มีขอบบาเซิลคำนวณค่า (Slide-Rule) ซึ่งแนวคิดนั้นได้กลายมาเป็นพิมพ์เขียวให้กับ Navitimer ในเวลาต่อมา แต่ภาพจำของ Chronomat ยุคปัจจุบันถูกรีบูตขึ้นใหม่ในยุค 1980 เริ่มจากการเป็นนาฬิกานักบินจับเวลาที่พัฒนาร่วมกับฝูงบินผาดโผนอิตาลี Frecce Tricolori และเปิดตัวรุ่นแมสในปี 1984 เพื่อท้าทายกระแสนิยมของนาฬิกาถ่าน (Quartz) ในเวลานั้น ก่อนที่แบรนด์จะนำสายลูกกลิ้งทรงตลับหรือ Rouleaux Bracelet และหมุดยึดบนขอบบาเซิล (Rider Tabs) กลับมาทำตลาดอีกครั้งในปี 2020 ในฐานะสปอร์ตวอทช์อเนกประสงค์

สิ่งแรกที่สังเกตเห็นได้จากรุ่นปี 2026 คือการย้ายโครงสร้างเข้าสู่ยุคสายบูรณาการแบบเต็มตัว (Fully Integrated) ตัวสายโลหะ Rouleaux ถูกออกแบบให้ไหลรวมเข้ากับตัวเรือนอย่างลื่นไหลและมีทิศทางที่ตั้งใจมากขึ้น ช่วยลดความหนาเทอะทะทับซ้อนและทำให้ภาพรวมดูร่วมสมัย โดยแบรนด์ยังคงรักษาหมุดบนขอบ Bezel เอาไว้ครบถ้วน ทำให้ตัวตนของมันชัดเจนตั้งแต่ระยะร้อยเมตร

อินไซด์ที่น่าสนใจในการออกแบบโครงสร้างสายรอบนี้คือการซ่อนหูสาย (Lugs) ไว้ใต้ขอบตัวเรือนอย่างมิดชิด ข้อดีคือเราจะได้รูปทรงตัวเรือนที่เนียนตาตามพิมพ์นิยมของนาฬิกาสาย Integrated โดยที่แบรนด์ไม่ได้ปิดประตูตายในการเปลี่ยนสาย ผู้เป็นเจ้าของยังคงสลับไปใส่สายยางลายลูกกลิ้ง (Rouleaux-inspired rubber) ได้อย่างง่ายดาย ซึ่งให้ความยืดหยุ่นในการใช้งานสูงกว่านาฬิกาสปอร์ตสายรวมทั่วไปในตลาดอย่างเห็นได้ชัด

Chronomat B01 42 เมื่อยักษ์ใหญ่จับเวลาขยับสัดส่วนให้เนี๊ยบขึ้น

ในพิกัดรุ่นโครโนกราฟขนาด 42 มิลลิเมตร สิ่งที่ต้องบันทึกไว้คือการรีดความหนาของตัวเรือนลงอย่างมีนัยสำคัญ จากเดิม 15.1 มิลลิเมตร ลงมาอยู่ที่ 13.77 มิลลิเมตร สำหรับนาฬิกาจับเวลากลไกอัตโนมัติอินเฮ้าส์ ตัวเลขลดลงเกือบ 2 มิลลิเมตรนี้ช่วยเปลี่ยนฟีลลิ่งการใส่จากนาฬิกาขาลุยร่างใหญ่ ให้กลายเป็นนาฬิกาสปอร์ตที่มีสัดส่วนลงตัวและสวมใส่สบายขึ้น

คอลเลกชันนาฬิกา Breitling Chronomat ปี 2026 (จากซ้าย): Chronomat B01 42, B31 Automatic 40 และ Automatic 36

นอกจากนี้ ทีมออกแบบยังตัดทอนรายละเอียดที่ล้นเกินออกไป เช่น การเอาสเกลคำนวณ 1/100 ออกจากขอบหน้าปัดด้านใน (Rehaut) และการย่อขนาดบ่าปกป้องเม็ดมะยม (Crown Guards) ให้เล็กลง ผลลัพธ์ในเชิงกายภาพคือหน้าปัดดูเคลียร์ สะอาดตา และหมุนตั้งเวลาได้สะดวกนิ้วขึ้น

ในแง่ของตัวเลือก แบรนด์เปิดไลน์อัพมาตั้งแต่ตัวเรือนเหล็ก, สองกษัตริย์ (Two-tone) และทองคำเรดโกลด์ 18K ล้วน โดยจับคู่กับหน้าปัดสีขาว, เขียว, น้ำเงิน, แอนทราไซต์, น้ำตาล และสีไอซ์บลู (Ice blue) ซึ่งในรุ่นไอซ์บลูนี้จะมีความพิเศษตรงที่จับคู่กับขอบบาเซิลวัสดุแพลทินุม เพื่อเพิ่มมิติความพรีเมียมโดยไม่ข้ามเส้นไปเป็นนาฬิกาจิวเวลรี ส่วนกลไกภายในยังคงพึ่งพาความเสถียรของเครื่องอินเฮ้าส์ Caliber 01 มาตรฐาน COSC พร้อมพลังสำรอง 70 ชั่วโมง เป็นเครื่องพิสูจน์ว่านี่คืองานตัดเย็บสัดส่วนใหม่ที่เข้าทรงกว่าเดิม แต่ไม่ได้สูญเสียกล้ามเนื้อและความแข็งแกร่งแบบฉบับ Breitling ไปแม้แต่น้อย

ไบรท์ลิง โครโนแมท B01 42
ไบรท์ลิง โครโนแมท B01 42

Chronomat Automatic B31 40 ที่เป็น ‘ตัวเต็ง’ ของคอลเลกชัน

รุ่นที่คาดว่าจะเป็นจุดรวมสายตาของนักสะสมและผู้ใช้งานทั่วไปมากที่สุดคือ Chronomat Automatic B31 40 เนื่องจากพิกัดขนาด 40 มิลลิเมตรในรูปแบบ 3 เข็ม (Time-and-date) ถือเป็นสัดส่วนที่ปลอดภัยและมีความพอดีสูง ไม่เล็กเกินไปสำหรับคนข้อมือใหญ่ และไม่ล้นข้อสำหรับคนข้อมือสม่ำเสมอ

Breitling Chronomat B01 42
Breitling Chronomat B31 Automatic 40

ในเวอร์ชันตัวเรือนเหล็ก แบรนด์เลือกใช้เฉดหน้าปัดสแตนดาร์ดอย่างสีขาว น้ำเงิน เขียว และไอซ์บลู ซึ่งครอบคลุมการใช้งานในชีวิตประจำวันได้ทุกลุค ตั้งแต่เสื้อยืดกางเกงยีนส์ไปจนถึงชุดทำงานชุดสากล ส่วนกลไกภายในเลือกใช้เครื่องอินเฮ้าส์รหัสล่าสุดอย่าง Caliber B31 ที่ผ่านการรับรองจาก COSC และให้พลังงานสำรองยาวนานถึง 78 ชั่วโมง ซึ่งเป็นสเปกที่พร้อมรองรับการวางทิ้งไว้ตลอดช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์ได้อย่างสบายๆ ส่งผลให้โมเดล 40 มม. นี้ กลายเป็นตัวเลือกที่มีความคล่องตัวและน่าจับตามองที่สุดในไลน์อัพใหม่

Breitling Chronomat B31 Automatic 40
Breitling Chronomat B31 Automatic 40

Chronomat Automatic 36: ปรับความบาง เพิ่มมิติด้านความประณีต

ขยับมาที่พิกัดขนาด 36 มิลลิเมตร ซึ่งวางตำแหน่งอยู่ในโซนที่เน้นความนุ่มนวลและอ่อนช้อย ตัวเรือนได้รับการหั่นความหนาลงเช่นกันจาก 10.01 มิลลิเมตร เหลือเพียง 9.68 มิลลิเมตร ขับเคลื่อนด้วยกลไก Caliber 10 (พัฒนาบนฐานเครื่อง Sellita) สำรองพลังงาน 42 ชั่วโมง

Breitling Chronomat Automatic 36

ในพิกัดนี้ Breitling จงใจเปิดพื้นที่ให้กับงานตกแต่งที่หรูหรามากขึ้น ด้วยทางเลือกหน้าปัดหอยมุกธรรมชาติ (Mother-of-pearl) สีขาวและสีเทา ร่วมกับการใช้หลักชั่วโมงและขอบหน้าปัดที่ประดับด้วยเพชรที่สร้างในห้องแล็บ (Lab-grown diamonds) ควบคู่ไปกับตัวเลือกตัวเรือนสตีลและสตีลสองกษัตริย์ผสมทองเรดโกลด์ 18K โดยจุดประสงค์หลักยังคงล้อไปกับภาพรวมของคอลเลกชัน นั่นคือการมอบสัดส่วนที่เพรียวบางลงและการสวมใส่ที่แนบไปกับข้อมืออย่างมีสไตล์

Breitling Chronomat Automatic 36
Breitling Chronomat Automatic 36

ความรู้สึกหลังจากที่เห็นภาพรวมทั้งหมดของไลน์อัพปีนี้ สิ่งที่น่าชื่นชมในการปรับทัพของ Breitling รอบปี 2026 คือการที่แบรนด์เลือกที่จะ “ไม่พยายามพิสูจน์อะไรเกินตัว” เอาจริงๆ พวกเขารู้ดีว่า Chronomat มีคุณค่าทางประวัติศาสตร์ มีอัตลักษณ์ของสายโลหะ Rouleaux และขอบบาเซิลที่มีผู้คนจดจำได้อยู่แล้ว สิ่งที่พวกเขาทำจึงเป็นการอ่านทิศทางตลาดให้ออก ซึ่งปัจจุบันผู้ซื้อเริ่มถอยห่างจากนาฬิกาสปอร์ตขนาดโอเวอร์ไซส์หนาเทอะทะ แล้วหันมาให้ความสำคัญกับความหนา ความสบายในการสวมใส่ และข้อเท็จจริงที่ว่านาฬิกาเรือนนั้นสามารถทำหน้าที่เป็น Daily Watch ที่สวมใส่ได้จริงในชีวิตประจำวันทุกๆ วันหรือไม่

การเพิ่มระบบปรับความยาวสายแบบละเอียดลิขสิทธิ์เฉพาะ (Patented micro-adjustment system) เข้าไปในบานพับปีกผีเสื้อของสาย Rouleaux โลหะ คือคำตอบที่ชัดเจนว่า Breitling กำลังใส่ใจกับประสบการณ์การใช้งานจริงมากกว่าการทำนาฬิกาเพื่อโชว์ความอลังการบนตู้ดิสเพลย์

แล้วสำหรับทุกท่านที่ติดตามทิศทางของนาฬิกาสปอร์ตตระกูลสำคัญเรือนนี้ คิดเห็นอย่างไรกับการหั่นความหนาลงและการหันมาใช้โครงสร้างสายแบบ integrated เต็มตัวในรอบนี้? ระหว่างมาดโครโนกราฟสัดส่วนใหม่ที่ดูทะมัดทะแมงขึ้นในขนาด 42 มม. หรือความเรียบง่ายอเนกประสงค์ที่สวมใส่ได้ทุกวันในขนาด 40 มม. พิกัดไหนและคู่สีไหนที่คุณคิดว่าตอบโจทย์สไตล์และการใช้งานจริงของคุณมากที่สุด ลองมาแบ่งปันมุมมองกันได้เลย

ข้อมูลทางเทคนิค
B01 42
  • กลไก: กลไกอัตโนมัติอินเฮ้าส์ Breitling Manufacture Caliber 01 ผ่านการรับรองมาตรฐาน COSC สำรองพลังงาน 70 ชั่วโมง
  • ฟังก์ชัน: แสดงชั่วโมง, นาที, วินาทีขนาดเล็ก, หน้าต่างแสดงวันที่ และระบบจับเวลาโครโนกราฟ
  • ตัวเรือน: ขนาด 42 มม. × หนา 13.77 มม. มีให้เลือกทั้งวัสดุสแตนเลสสตีล, สแตนเลสสตีลพร้อมขอบทองเรดโกลด์ 18K, ทองเรดโกลด์ 18K ล้วน หรือสแตนเลสสตีลพร้อมขอบแพลทินุม กระจกหน้าปัดและฝาหลังแซฟไฟร์ ประสิทธิภาพการกันน้ำลึก 200 เมตร
  • หน้าปัด: สีเขียว, น้ำเงิน, ขาว, แอนทราไซต์, น้ำตาล หรือไอซ์บลู (คู่กับขอบแพลทินุม) ทั้งหมดมาพร้อมวงหน้าปัดย่อยจับเวลาสีดำ หลักชั่วโมงแบบแปะเคลือบสารเรืองแสง Super-LumiNova
  • สาย: สายยางดีไซน์ล้อไปกับสาย Rouleaux พร้อมตัวล็อกแบบบานพับปีกผีเสื้อตามวัสดุตัวเรือน หรือสายโลหะ Rouleaux พร้อมบานพับปีกผีเสื้อและระบบปรับขนาดความยาวสายแบบละเอียด (Micro-adjustment system) ซ่อนด้านใน
Chronomat Automatic B31 40
  • กลไก: กลไกอัตโนมัติอินเฮ้าส์ Breitling Manufacture Caliber B31 ผ่านการรับรองมาตรฐาน COSC สำรองพลังงาน 78 ชั่วโมง (Weekend-surviving)
  • ฟังก์ชัน: แสดงชั่วโมง, นาที, วินาที และหน้าต่างแสดงวันที่
  • ตัวเรือน: ขนาด 40 มม. × หนา 10.99 มม. วัสดุสแตนเลสสตีล หรือสแตนเลสสตีลพร้อมขอบบาเซิลแพลทินุม ประสิทธิภาพการกันน้ำลึก 200 เมตร
  • หน้าปัด: สีขาว, น้ำเงิน, เขียว หรือไอซ์บลู หลักชั่วโมงเคลือบสารเรืองแสง Super-LumiNova
  • สาย: สายยางดีไซน์ลาย Rouleaux สีดำพร้อมตัวล็อกบานพับเหล็ก (เฉพาะรุ่นหน้าปัดไอซ์บลู) หรือสายโลหะ Rouleaux สแตนเลสสตีลพร้อมบานพับปีกผีเสื้อและระบบปรับขนาดความยาวสายแบบละเอียด
Chronomat Automatic 36
  • กลไก: กลไกอัตโนมัติ Breitling Caliber 10 (พัฒนาบนฐานเครื่อง Sellita) ผ่านการรับรองมาตรฐาน COSC สำรองพลังงาน 42 ชั่วโมง
  • ฟังก์ชัน: แสดงชั่วโมง, นาที, วินาที และหน้าต่างแสดงวันที่
  • ตัวเรือน: ขนาด 36 มม. × หนา 9.68 มม. วัสดุสแตนเลสสตีล หรือสแตนเลสสตีลพร้อมขอบทองเรดโกลด์ 18K (ทั้งสองวัสดุมีตัวเลือกเวอร์ชันประดับเพชร Lab-grown บนขอบบาเซิล) ประสิทธิภาพการกันน้ำลึก 100 เมตร
  • หน้าปัด: สีน้ำเงิน, น้ำตาล หรือหอยมุกธรรมชาติ (สีขาวหรือสีเทา) หลักชั่วโมงเคลือบสารเรืองแสง Super-LumiNova โดยในรุ่นหน้าปัดน้ำตาลและมุกจะมีการประดับหลักชั่วโมงด้วยเพชร Lab-grown เพิ่มเติม
  • สาย: สายโลหะ Rouleaux ตามวัสดุตัวเรือนพร้อมบานพับปีกผีเสื้อและระบบปรับขนาดความยาวสายแบบละเอียด

อ่านบทความอื่นๆ เพิ่มเติม
The Royal Pop? เมื่อ Audemars Piguet อาจจะเลือกทิ้งความเคร่งขรึม เพื่อเดิมพันกับความสนุกที่โลกต้องจับตาว่าอะไรจะเกิด!!
นาฬิกา collaboration การหลอมรวมนวัตกรรมและงานคราฟต์แมนชิพชั้นยอดที่แสดงถึงความแน่นแฟ้นในอุตสาหกรรมนาฬิกา
เจาะลึกไฮไลต์ Grand Seiko จากงาน Watches and Wonders 2026