Home Blog Page 9

เมื่อ Bremont เปลี่ยนผ่านสู่ยุคใหม่ด้วยซีรีส์ Air Force Blue นาฬิกานักบินจำเป็นต้องมีหน้าปัดสีน้ำเงินจริงหรือ?

4 เรือนเวลาตระกูลนักบิน ที่เปลี่ยนเฉดสีหน้าปัดตามรอยประวัติศาสตร์ฟากฟ้าของกองทัพอากาศอังกฤษ

เคยสงสัยไหมว่า ทำไมเฉดสีน้ำเงินในโลกนาฬิกาถึงยังมีเรื่องให้เราคุยกันได้เรื่อยๆ? คำถามนี้ผุดขึ้นมาทันทีเมื่อเห็นข้อมูลชุดล่าสุดของ Bremont แบรนด์สัญชาติอังกฤษที่เติบโตมาจากสายเลือดการบินอย่างเข้มข้น หลายคนอาจมองว่ามันคือการตลาดเพื่อเพิ่มสีสันใหม่ตามฤดูกาล ทว่าหากพิจารณาอย่างถี่ถ้วน ลึกซึ้งไปถึงการออกแบบและฟังก์ชันการใช้งานในแคปซูลคอลเลกชัน “Altitude Air Force Blue” เราจะพบร่องรอยการเปลี่ยนแปลงเชิงกลยุทธ์ที่น่าสนใจ และเป็นการพิสูจน์ว่าเฉดสีเฉียบขาดเฉดนี้มีหน้าที่ของมันมากกว่าเรื่องของความสวยงาม

จุดเริ่มต้นของแนวคิดนี้มาจากความสำเร็จในการทดลองใช้สีน้ำเงินกรมท่าระดับกองทัพ (Air Force Blue) ในรุ่นปฏิทินถาวรเมื่อปีก่อน ซึ่งเสียงตอบรับชี้ให้เห็นว่า สีโทนนี้ช่วยสร้างความแตกต่าง (Contrast) กับชุดเข็มและหลักชั่วโมงได้ดีเยี่ยมภายใต้สภาวะแสงที่แปรปรวน การขยายผลนำเฉดสีนี้มาใส่ในตระกูลหลักพร้อมกันถึง 4 รุ่นในปัจจุบัน จึงไม่ใช่แค่การสลับสีหน้าปัดทั่วไป กลับเป็นการปรับอัตลักษณ์ภาพรวมให้ดูร่วมสมัย ทว่ายังคงยึดโยงกับฟังก์ชันความเป็นเครื่องมือบอกเวลา (Tool Watch) อย่างเหนียวแน่น

Bremont Altitude Air Force Blue

Altitude MB Meteor Time Zones นักเดินทางผู้ไร้เส้นขอบฟ้า 

รุ่นไฮไลท์ที่เพิ่งเผยโฉมและถือเป็นขั้นกว่าของการพัฒนาคือรุ่นนี้ ตัวเรือนขนาด 42 มิลลิเมตร ผลิตจากไทเทเนียมเกรด 2 โครงสร้างแบบ Trip-Tick แข็งแกร่งแต่น้ำหนักเบา เสน่ห์ที่ซ่อนอยู่คือการนำระบบขอบหน้าปัดหมุนด้านในแบบ Roto-Click ที่พัฒนาร่วมกับบริษัทเก้าอี้ดีดตัวนักบิน Martin-Baker มาใช้ควบคุมฟังก์ชันเวลาโลก 24 เขตเวลา ควบคู่ไปกับวงแหวนแสดงเวลา GMT 24 ชั่วโมงพร้อมแถบกลางวัน/กลางคืนที่กึ่งกลางหน้าปัด

การเลือกใช้เข็ม GMT ปลายสามเหลี่ยมสีแดงตัดกับพื้นหน้าปัดสีน้ำเงินกัลวานิก (Galvanic Blue) ทำให้การอ่านเวลาสองเขตพร้อมกันทำได้ง่ายดายในชั่วพริบตา ขับเคลื่อนด้วยกลไกอัตโนมัติ BB641 สำรองพลังงาน 56 ชั่วโมง พร้อมวงแหวนเหล็กอ่อนและระบบซับแรงกระแทกจากยางเพื่อป้องกันสนามแม่เหล็กและการสั่นสะเทือน ตัวเลือกสายมีทั้งสายไทเทเนียม สายหนังสีน้ำเงิน และสาย NATO ดำ-น้ำเงิน ซึ่งแต่ละแบบให้อารมณ์บนข้อมือที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง

Altitude MB Meteor ความคลาสสิกที่ถูกตีความใหม่ 

สำหรับผู้ที่ชื่นชอบจิตวิญญาณดั้งเดิมของตระกูล Martin-Baker รุ่นสามเข็มพร้อมวันที่ตัวนี้คือคำตอบ รายละเอียดที่น่าจับตามองคือเข็มวินาทีปลายวงกลมสีแดงที่จำลองลักษณะมาจากห่วงดึงของเก้าอี้ดีดตัวนักบิน ตัวเรือนไทเทเนียมเกรด 2 ขนาด 42 มิลลิเมตรเท่ากัน แต่ภายในใช้กลไกอัตโนมัติ BB14 ที่ให้กำลังสำรองพลังงานยาวนานขึ้นเป็น 68 ชั่วโมง หน้าปัดสีน้ำเงิน Royal Air Force Blue ในรุ่นนี้ถูกล้อมกรอบด้วยหลักตัวเลขพ่นสารเรืองแสง Super-LumiNova เกรดสูง เป็นการผสมผสานรูปลักษณ์แบบสปอร์ตเข้ากับความประณีตเชิงวิศวกรรมได้อย่างลงตัว

Altitude 39 Date สัดส่วนที่ลงตัวสำหรับทุกวัน 

หากคิดว่าขนาด 42 มิลลิเมตรนั้นใหญ่เกินไปสำหรับชีวิตประจำวัน Bremont ได้เตรียมรุ่นขนาด 39 มิลลิเมตรไว้รองรับ ข้อแตกต่างสำคัญนอกเหนือจากขนาดคือ วัสดุตัวเรือนที่เปลี่ยนมาใช้สแตนเลสสตีล 904L ซึ่งทนทานต่อการกัดกร่อนสูง พร้อมเม็ดมะยมเดี่ยวที่ดูเรียบง่ายขึ้น วงขอบนาทีด้านในเป็นสีดำตัดกับพื้นหน้าปัดสีน้ำเงิน ช่วยบีบนำสายตาให้มองเห็นเวลาได้ชัดเจน กลไก BB14 สำรองพลังงาน 68 ชั่วโมง ถือเป็นโมเดลที่เข้าถึงง่ายและสวมใส่ได้ในทุกโอกาสโดยไม่สูญเสียมาตรฐานความทนทานอันเป็นจุดแข็งของแบรนด์

Altitude Chronograph GMT เครื่องมือสำหรับภารกิจระยะไกล

ปิดท้ายด้วยรุ่นสำหรับผู้ที่ชื่นชอบความซับซ้อน กลไกอัตโนมัติรหัส BC781 ผ่านการรับรองระดับโครโนมิเตอร์ บรรจุฟังก์ชันจับเวลาเข้ากับเข็ม GMT ที่ปรับตั้งแยกอิสระได้ และยังมีหน้าปัดย่อยแสดงเข็มวินาทีที่ออกแบบเป็นรูปใบพัดเครื่องบินตรงตำแหน่ง 9 นาฬิกา ตัวเรือนสแตนเลสสตีล 904L ขนาด 42 มิลลิเมตร หนา 14.7 มิลลิเมตร ให้ความรู้สึกเต็มข้อมือและดูแน่นหนา ขอบวงแหวนบอกเวลา 24 ชั่วโมงแบ่งสีดำ-น้ำเงินเพื่อแสดงกลางวัน/กลางคืนอย่างชัดเจน เป็นนาฬิกาจับเวลาสายการบินที่ออกแบบมาเพื่อการใช้งานหนักอย่างแท้จริง

จริงๆ แล้ว ถ้าลองสังเกตจะเห็นได้ว่าการขยับตัวของ Bremont ในแคปซูลคอลเลกชันนี้แสดงให้เห็นทิศทางที่ชัดเจนขึ้นภายใต้การนำทัพยุคใหม่ แบรนด์ไม่ได้ละทิ้งมรดกทางทหารและความเป็นนาฬิกานักบินอังกฤษกลับเลือกที่จะ “ลดทอนความดิบ” ลง แล้วเติมความสุขุม นุ่มลึก เข้าไปแทน สีน้ำเงิน Air Force Blue ทำหน้าที่เป็นสะพานเชื่อมระหว่างโลกของอุปกรณ์การบินที่เคร่งครัด กับโลกของคนรักนาฬิกาในเมืองหลวงที่มองหาความแตกต่างอย่างมีรสนิยม แม้จะไม่ใช่สีที่ตะโกนเรียกร้องความสนใจตามกระแสแฟชั่น ทว่าในระยะยาว หน้าปัดโทนนี้มักจะอยู่เหนือกาลเวลาและเบื่อยากกว่าสีสันฉูดฉาดทั่วไป

แล้วในมุมมองของทุกคนล่ะ คิดว่าการใช้สีน้ำเงิน Air Force Blue ครั้งนี้ สื่อสารจิตวิญญาณนาฬิกานักบินของ Bremont ออกมาได้ตรงใจหรือไม่ หรือมีรุ่นไหนใน 4 รุ่นนี้ที่คิดว่าจัดสรรฟังก์ชันและขนาดมาได้ลงตัวที่สุด ลองมาแลกเปลี่ยนมุมมองกันได้เลย

อ่านบทความอื่นๆ เพิ่มเติม
Baltic × SpaceOne Seconde Majeure: เมื่อมิตรภาพจากปารีส เปลี่ยนเส้นขนานทางดีไซน์ให้มาบรรจบกัน
H. Moser & Cie. Streamliner Two Hands 34mm. ก้าวข้ามขีดจำกัดของเรือนเวลาขนาดเล็ก สู่ความสง่างามที่ไร้การประนีประนอม
NAOYA HIDA × THE ARMOURY TYPE 4A-2 เมื่อความเงียบเชียบของงานดีไซน์ ถูกแทนที่ด้วย ความเคลื่อนไหวของงานแกะสลักระดับมาสเตอร์พีซ

Changes the Game? เมื่อรางวัลออสการ์ของโลกนาฬิกา ยอมทุบกำแพงเรื่องเพศ รื้อกฎเดิม จะมีอะไรซ่อนอยู่หลังกติกาใหม่ของ GPHG 2026 บ้าง?

กติกาใหม่ GPHG 2026 จับตารอดูความเปลี่ยนแปลงครั้งประวัติศาสตร์ ของการประกาศรางวัลอันทรงเกียรติแห่งวงการนาฬิกา จะดุเดือด เข้มข้นกว่าเดิมหรือไม่?

วงการนาฬิกาไฮเอนด์กำลังจะก้าวเข้าสู่แรงกระเพื่อมครั้งใหม่ เมื่อกองประกวดรางวัล Grand Prix d’Horlogerie de Genève หรือ GPHG ครั้งที่ 26 ประจำปี 2026 ประกาศเปิดรับสมัครผลงานอย่างเป็นทางการ ท่ามกลางรายชื่อนาฬิกานับร้อยเรือนที่ถูกเสนอชื่อโดยสมาชิกสภาผู้ทรงคุณวุฒิ (Academy) กว่าพันคน ทว่าสิ่งที่นักสะสมและคนในอุตสาหกรรมเรือนเวลาให้ความสนใจมากกว่ารายชื่อผู้เข้าชิง คือการปรับเปลี่ยนโครงสร้างกติกาครั้งใหญ่แบบที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน ซึ่งอาจเปลี่ยนวิธีคิดในการทำการตลาดและการออกแบบนาฬิกาไปตลอดกาล ความเคลื่อนไหวในครั้งนี้ส่งสัญญาณชัดเจนว่า เวทีระดับสากลกำลังพยายามลดทอนความล้าสมัย และปรับตัวให้เข้ากับบริบทสังคมร่วมสมัยอย่างตรงไปตรงมา

กติกาใหม่ GPHG 2026
กติกาใหม่ GPHG 2026

ทุบหมวดหมู่ชาย-หญิง: ก้าวสำคัญสู่ยุค Genderless

ความเปลี่ยนแปลงที่เรียกเสียงวิพากษ์วิจารณ์และสร้างแรงกระเพื่อมได้มากที่สุด คือการยกเลิกหมวดหมู่นาฬิกาที่แบ่งตามเพศสภาพของผู้สวมใส่ (เช่นรางวัลนาฬิกาสุภาพบุรุษหรือสุภาพสตรีแบบเดิม) แล้วแทนที่ด้วย 3 หมวดหมู่ใหม่ที่ยึดเอาโครงสร้างเชิงวิศวกรรมและศิลปะเป็นที่ตั้ง มาดูกันว่ามีอะไรบ้าง

  • Essential Watch: พื้นที่สำหรับนาฬิกาที่เน้นความบริสุทธิ์ของการบอกเวลา ฟังก์ชันพื้นฐานที่ไร้ความซับซ้อน แต่ตัดสินกันที่สัดส่วน ความประณีต และความลงตัวในการใช้งานจริง
  • Complication Watch: สนามประลองสำหรับนาฬิกากลไกซับซ้อน ที่เปิดโอกาสให้แบรนด์ต่างๆ ได้งัดเอาความเชี่ยวชาญทางวิศวกรรมจักรกลมาประชันกันโดยไม่มีข้อจำกัดเรื่องขนาดหรือเพศ
  • Gemset Watch: หมวดหมู่ที่แยกออกมาเพื่อตัดสินศาสตร์แห่งการคัดเลือกและฝังอัญมณีโดยเฉพาะ

การปรับหมากครั้งนี้แสดงให้เห็นว่า ในยุคที่สุภาพสตรีหันมาสวมนาฬิกาตัวเรือนสปอร์ตขนาด 40 มิลลิเมตร และสุภาพบุรุษหันมาสะสมนาฬิกาตัวเรือนขนาดเล็กพร้อมหน้าปัดประดับมุก การเอาเพศสภาพมาเป็นเกณฑ์ตัดสินนาฬิกาจึงกลายเป็นเรื่องที่หลงยุคไปแล้ว

กติกาใหม่ GPHG 2026

แล้วกติกาใหม่จะเอื้อต่อการ ‘ล่าแม่มด’ และชิ้นงาน One-of-a-kind หรือไม่?

นอกเหนือจากการปรับหมวดหมู่ รางวัลใหญ่อย่าง Iconic Watch Prize และรางวัลพิเศษของคณะกรรมการ (Special Jury Prize) ได้มีการขยายขอบเขตให้เปิดกว้างขึ้น โดยคณะกรรมการสามารถเสนอชื่อแบรนด์ บุคคล หรือนาฬิกาเรือนใดก็ได้ที่มีบทบาทสำคัญต่ออุตสาหกรรมในปีนั้นๆ เข้ามารับรางวัลได้ทันที แม้ว่าแบรนด์ดังกล่าวจะไม่ได้ส่งนาฬิกาเข้าร่วมประกวดอย่างเป็นทางการก็ตาม 

พูดง่ายๆ ก็คือเมื่อก่อน แบรนด์ไหนอยากได้รางวัล ก็ต้องทำเรื่องส่งนาฬิกาของตัวเองเข้าประกวดและจ่ายค่าธรรมเนียม ถ้าแบรนด์ยักษ์ใหญ่บางแบรนด์ (ยกตัวอย่างเช่น Rolex, Patek Philippe, Audemars Piguet) รู้สึกว่า “ฉันดังอยู่แล้ว ไม่อยากเอาชื่อเสียงมาเสี่ยงแข่งกับแบรนด์อิสระ” พวกเขาก็แค่ไม่ส่งใบสมัคร กองประกวดก็ไม่มีสิทธิ์เอาทำงานมาตัดสิน แบรนด์ใหญ่ก็ลอยตัวเหนือดราม่าไปได้ทุกปี การปรับกฎครั้งนี้จึงเป็นการเปิดทางให้คณะกรรมการลากแบรนด์ที่หลบอยู่หลังม่าน เข้ามาอยู่ในสปอตไลต์เพื่อโดนวิพากษ์วิจารณ์เปรียบเทียบร่วมกับคนอื่นในตลาดอย่างเลี่ยงไม่ได้ 

และอีกหนึ่งประเด็นที่ดุเดือดไม่แพ้กันคือ การจำกัดพื้นที่ของนาฬิกาประเภทผลิตเรือนเดียวในโลก (One-of-a-kind) ตามกติกาข้อ 1.8 ระบุชัดเจนว่า จะอนุญาตให้ส่งเข้าแข่งขันได้เฉพาะในหมวดหมู่เครื่องประดับ (Jewellery) และนาฬิกาตั้งโต๊ะขนาดใหญ่ (Mechanical Clock) เท่านั้น

สำหรับนาฬิกาข้อมือทั่วไปในหมวดอื่นๆ แบรนด์จำเป็นต้องส่งรุ่นที่มีการผลิตเพื่อจำหน่ายจริงเชิงพาณิชย์ในช่วงเวลาที่กำหนด (ระหว่างพฤษภาคม 2025 ถึงสิ้นเดือนตุลาคม 2026) กฎเหล็กข้อนี้สร้างขึ้นมาเพื่อดัดหลังค่ายนาฬิกาที่ชอบส่งชิ้นงาน Prototype นาฬิกาต้นแบบ หรือนาฬิกาผีบอกที่ทำขึ้นมาเรือนเดียวเพื่อล่ารางวัลโชว์พาวเสร็จแล้วเก็บเข้ากรุ โดยที่คนทั่วไปไม่มีสิทธิ์ซื้อ แถมตัวกติกานำส่งยังตอกย้ำความโปร่งใสด้วยการจำกัดโควตาให้ “หนึ่งแบรนด์มีสิทธิ์คว้ารางวัลกลับบ้านได้สูงสุดไม่เกิน 2 รางวัลเท่านั้น” เพื่อตัดโอกาสไม่ให้เกิดมหาอำนาจผูกขาดพื้นที่สื่อในคืนวันงาน

กติกาใหม่ GPHG 2026
Entries now open for the 26th edition of the GPHG

หากมองอย่างผิวเผิน GPHG อาจเป็นเพียงงานแจกรางวัลประจำปีเพื่อความบันเทิงและกระตุ้นยอดขายในช่วงปลายปี แต่หากพิจารณาจากคณะกรรมการชุดปัจจุบันที่มี Wei Koh นั่งเป็นประธาน ผนวกกับกติกาที่เอื้อให้เกิดการวิพากษ์วิจารณ์แบรนด์ที่อยู่นอกประกวดได้ การขยับตัวครั้งนี้เรามองว่าถือเป็นการส่งสัญญาณเตือนไปยังเมซงเก่าแก่ทั้งหลายว่า “โลกเปลี่ยนไปแล้ว”

ความน่าสนใจยังรวมไปถึงกฎเหล็กข้อ 3.3 ที่ระบุว่าคณะกรรมการและสมาชิกสภาทุกคนต้องรักษาความลับของผลคะแนนอย่างเข้มงวด หากมีข้อมูลรั่วไหลจะถูกขับออกจากการเป็นสมาชิกทันทีโดยไม่มีสิทธิ์อุทธรณ์ ข้อนี้เป็นการสะท้อนให้เห็นว่ากองประกวดในยุคนี้ต้องการล้างภาพลักษณ์ดราม่าในอดีต และกู้คืนความศักดิ์สิทธิ์ของเวทีให้กลับมาน่าเชื่อถือที่สุด

อีกมุมหนึ่งที่น่าจับตามากๆ คือนาฬิกาในยุคปัจจุบันไม่สามารถขายได้ด้วยการแปะป้ายว่าเป็นนาฬิกาสำหรับเพศใดเพศหนึ่ง หรือพึ่งพาบารมีเก่าๆ ได้อีกต่อไป การที่ GPHG หันมาให้ความสำคัญกับเนื้อแท้ของชิ้นงานอย่างระบบกลไกและการจัดวางองค์ประกอบศิลป์ อาจจะกลายเป็นตัวเร่งให้แบรนด์อิสระ (Independent Watchmakers) ที่มีความคล่องตัวสูง มีโอกาสเบียดขึ้นมาแย่งพื้นที่สื่อจากแบรนด์กระแสหลักได้ง่ายขึ้น และเราน่าจะได้เห็นการตัดสินที่ดุเดือดและคาดเดาได้ยากกว่าทุกปีในค่ำคืนวันที่ 7 พฤศจิกายนนี้ที่เจนีวา

แล้วทุกคนล่ะ คิดเห็นอย่างไรกับการยกเลิกหมวดหมู่แบ่งเพศชาย-หญิง และการจัดระเบียบกติกาที่เข้มข้นขึ้นของ GPHG ในปีนี้? คิดว่าการเปลี่ยนแปลงนี้จะช่วยให้นาฬิกาแบรนด์อิสระมีโอกาสเข้าถึงรางวัลใหญ่ได้มากขึ้น หรือจะยิ่งทำให้การแข่งขันซับซ้อนขึ้นไปอีก ลองมาแชร์มุมมองกันได้เลย

อ่านบทความอื่นๆ เพิ่มเติม
Royal Pop is Here… เมื่อ Royal Oak กลายเป็นนาฬิกาพกในมือ Swatch มาจับตารอดูว่ากระแสตอบรับจะเป็นอย่างไรต่อ?
CHANEL นำหมายเลขนำโชคมาตีความใหม่ผ่านไฟน์จิวเวลรี่ Collection N°5
หัตถศิลป์หรือแฟชั่น? มาแกะรอยความลึกซึ้งบนหน้าปัดของ Louis Vuitton Color Blossom คอลเลกชัน

Geneva – The Capital of Haute Horlogerie

เดินทางตามจังหวะเข็มนาฬิกา ใต้ขอบฟ้า และเทือกเขาแอลป์

WORDS Aunyawan T.

ทะเลสาบเจนีวา ศูนย์กลางของเมืองหลวงแห่งนาฬิกา

บางเมืองอาจไม่ได้โดดเด่นด้วยตึกสูงหรือแสงสี แต่โดดเด่นด้วย ‘เวลา’ เรากำลังพูดถึง ‘เจนีวา’ สวิตเซอร์แลนด์ เมืองริมทะเลสาบ Lac Léman ที่มีฉากหลังเป็นเทือกเขาแอลป์สูงตระหง่าน ได้ชื่อว่าเป็นเมืองหลวงแห่งการสร้างสรรค์ศิลปะการทำนาฬิกาชั้นสูงที่คำว่า Swiss Made ไม่ใช่แค่สัญลักษณ์ แต่คือประวัติศาสตร์ที่ฝังรากลึกและยังคงเต้นตามจังหวะเข็มนาฬิกาอยู่ในทุกตรอกซอกซอย 


อดีตและปัจจุบันที่หล่อหลอมให้เป็นศิลปะ

ย้อนกลับไปศตวรรษที่ 16 ในยุคปฏิรูปศาสนา กฎหมายห้ามสวมใส่เครื่องประดับหรูหราทำให้ช่างทองและช่างอัญมณีในเจนีวาปรับตัวมาสร้างสรรค์ ‘นาฬิกา’ วัตถุที่เน้นการใช้งานแต่ยังคงความงดงามประณีตแบบงานจิวเวลรี่ จุดเริ่มต้นนี้ค่อย ๆ พัฒนา จนในศตวรรษที่ 18-19 เจนีวากลายเป็นศูนย์กลางการผลิตนาฬิกาของยุโรป มีการตั้งกิลด์ช่างนาฬิกาและกำหนดมาตรฐานคุณภาพสูงอย่าง ‘Poinçon de Genève’ หรือ Geneva Seal

เมืองนี้ยังเป็นแหล่งกำเนิดเมซงระดับตำนานอย่าง Patek Philippe และ Vacheron Constantin ขณะที่ Rolex และ Roger Dubuis ก็ตั้งสำนักงานใหญ่ที่นี่ ทำให้เจนีวาเป็นจุดหมายสำคัญของคนรักนาฬิกาทั่วโลก ทั้งในฐานะแหล่งประวัติศาสตร์และแรงบันดาลใจที่ยังมีชีวิตอยู่จนถึงปัจจุบัน

สถานที่ท่องเที่ยวสำหรับคนรักนาฬิกา

ด้านหน้าของอาคาร Patek Philippe Museum ในเจนีวา

ที่แรกคือ Patek Philippe Museum อาคารอาร์ตเดโค 4 ชั้นย่าน Plainpalais หนึ่งในพิพิธภัณฑ์เรือนเวลาที่สมบูรณ์ที่สุดในโลก ก่อตั้งจากคอลเลกชันของฟิลิปป์ สเติร์น (Philippe Stern) อดีตประธานของ Patek Philippe  จัดแสดงนาฬิกาพกเรือนแรกๆ สมัยศตวรรษที่ 19 ไปจนถึงนาฬิกาข้อมือระดับ Grand Complication รวมถึงงานศตวรรษที่ 16-18 อย่างนาฬิกาแดดพกพา กลไกดาราศาสตร์ ไปจนถึงนาฬิกา perpetual calendar สะท้อนยุคทองของช่างฝีมือเจนีวา 

ใกล้กันคือ Musée d’Art et d’Histoire แม้จะไม่ใช่พิพิธภัณฑ์นาฬิกาโดยตรง แต่มีคอลเลกชันเรือนเวลาโบราณของเจนีวาจำนวนมาก โดยเฉพาะงานศตวรรษที่ 16-18 ที่สะท้อนยุคช่าง Huguenot และศิลปะ enamel กับ engraving เหมาะกับผู้ที่สนใจบริบททางศิลปะควบคู่กลไกนาฬิกา 

นาฬิกาดอกไม้เจนีวาอีกหนึ่งสถานที่ยอดนิยม

จุดถ่ายรูปไอคอนคือ L’Horloge Fleurie ในสวน Jardin Anglais ริมทะเลสาบ Léman สร้างปี 1955 เป็นนาฬิกาดอกไม้ที่บอกเวลาได้จริง ใช้ต้นไม้และดอกไม้กว่า 6,000-12,000 ต้น เปลี่ยนลวดลายและสีสันไปตามฤดูกาล เข็มวินาทีมีความยาวหลายเมตร และเคยได้รับการบันทึกว่าเป็นหนึ่งในเข็มวินาทียาวที่สุดในโลก สะท้อนความแม่นยำแบบสวิสผสานความงามของธรรมชาติ

สายช็อปปิ้งควรไปเดิน Rue du Rhône ถนนที่ทอดยาวขนานทะเลสาบ รวมแฟล็กชิปแบรนด์หรูระดับโลก ทั้งแฟชั่น เครื่องประดับ และเรือนเวลา อาทิ Rolex, Cartier, Vacheron Constantin, Audemars Piguet วินโดว์ดิสเพลย์ออกแบบราวกับงานอาร์ต ไลติ้งถูกคุมโทน พื้นผิวของวัสดุที่เลือกใช้ก็สะท้อนภาพเมือง และบางครั้งยังเปลี่ยนธีมดิสเพลย์ไปตามฤดูกาลหรืออีเวนต์ ให้บรรยากาศเหมือนแกลเลอรี่กลางเมือง

อีกกิจกรรมเอ็กซ์คลูซีฟคือการไปเยี่ยมชมแมนูแฟกเจอร์หรือเมซงของแบรนด์ที่เปิดรับแขกพิเศษตามนัดหมายเท่านั้น สำหรับนักสะสม สื่อมวลชนลูกค้า VIP หรือกลุ่มลูกค้าไพรเวตเล็กๆ เช่น Vacheron Constantin แบรนด์เก่าแก่ที่สุดที่ยังดำเนินกิจการต่อเนื่อง และมีสำนักงานใหญ่ในเจนีวา และ Roger Dubuis ที่มีแมนูแฟกเจอร์อยู่ในย่าน Meyrin โดดเด่นเรื่อง Geneva Seal และงานสไตล์อาวองต์การ์ด บางช่วงจัดนิทรรศการพิเศษให้เข้าชมหรือเปิดต้อนรับแขกไพรเวตเฉพาะกลุ่ม แต่ถึงแม้จะไม่ได้เข้าชมภายใน การเดินย่าน Plan-les-Ouates และ Meyrin ก็เผยให้เห็นสถาปัตยกรรมของแมนูแฟกเจอร์หลายแห่งที่เรียบหรูและทันสมัย สะท้อนภาพเจนีวาในฐานะเมืองอุตสาหกรรมชั้นสูงอย่างชัดเจน

เมื่อทั้งเมืองกลายเป็นเทศกาลแห่งเวลา

งานแสดงนาฬิกา Watches and Wonders ซึ่งเป็นงานหลักแห่งปี นอกจากแสดงผลงานในศูนย์ประชุม Palexpo แล้ว ยังมีการจัดกิจกรรมในเมืองด้วย

หนึ่งในวิธีเข้าถึงเมซงและแมนูแฟกเจอร์ได้ง่ายขึ้น คือช่วงอีเวนต์ใหญ่ที่ทำให้เจนีวาแตกต่างจากเมืองอื่น ด้วยพลังคอมมิวนิตี้คนรักนาฬิกาที่มารวมตัวกันในงานระดับโลกอย่าง Watches and Wonders Geneva เวทีเปิดตัวเรือนเวลาใหม่ต่อหน้าสื่อและนักสะสมทั่วโลก ซึ่งปัจจุบันกลายเป็นอีเวนต์หลักที่เผยให้เห็นถึงทิศทางของวงการ โดยในปี 2026 นี้ ยังมีแบรนด์นาฬิกาชั้นสูงเข้าร่วมนำเสนอผลงานถึง 60 แบรนด์ และยังเปิดให้สาธารณชนเข้าชมงานได้ด้วย 

หนังสือ Geneva Watchmaking Guide จัดทำโดย FHH และ Geneva Tourism

นอกจากนี้ ยังมี Geneva Watch Days ที่ทั้งเมืองกลายเป็นโชว์เคส โรงแรมและบูติกถูกแปลงเป็น exhibition space แบบใกล้ชิด, Geneva Watch Week ช่วงที่แบรนด์จัดอีเวนต์คู่ขนานให้คนในวงการพบปะสนทนาเรื่องกลไก ดีไซน์ และนวัตกรรมอย่างเป็นธรรมชาติ รวมถึง Time to Watches ซึ่งเป็นพื้นที่สำหรับแบรนด์นาฬิกาอิสระและแบรนด์ที่กำลังเติบโตได้โชว์ผลงาน และงานหน้าใหม่อย่าง Chronopolis ที่รวมแบรนด์อินดี้และผู้ผลิตเชิงศิลป์ นำเสนอความคิดสร้างสรรค์นอกกรอบ สะท้อนแรงบันดาลใจที่ไม่เคยหยุดเดินไปข้างหน้า

ด้านรางวัลสำคัญอย่าง Grand Prix d’Horlogerie de Genève (GPHG) ก็จัดขึ้นที่เจนีวา ณ สถานที่สำคัญอย่าง Théâtre du Léman หรืออาคารวัฒนธรรมอื่นๆ รางวัลสูงสุด Aiguille d’Or เปรียบเสมือนออสการ์แห่งวงการนาฬิกา สามารถยกระดับสถานะแบรนด์ได้ในชั่วข้ามคืน ทำให้รุ่นที่ชนะกลายเป็นที่รู้จักทั่วโลก เพิ่มความน่าเชื่อถือในสายตานักสะสมและดีลเลอร์อย่างก้าวกระโดด เวทีนี้ไม่ได้เปิดพื้นที่ให้เฉพาะแบรนด์ใหญ่ แบรนด์อิสระจำนวนมากก็แจ้งเกิดจากที่นี่ และเพียงดูรายชื่อรุ่นที่เข้าชิงในแต่ละปี ก็สะท้อนเทรนด์และทิศทางอุตสาหกรรมได้เลย

บรรยากาศเมืองแห่งนานาชาติ ด้วยบทบาทระดับโลก

เจนีวามีบรรยากาศความเป็นสากลและความหลากหลายทางวัฒนธรรมในตัวของมันเองอยู่แล้ว ด้วยเป็นที่ตั้งขององค์กรระดับโลกอย่างองค์การสหประชาชาติ หรือ United Nations (UN), องค์การอนามัยโลก (WHO) และคณะกรรมการกาชาดระหว่างประเทศ (ICRC) เป็นต้น เมื่อเข้าสู่ช่วงอีเวนต์นาฬิกา เมืองทั้งเมืองจึงพร้อมที่จะต้อนรับผู้คนที่เดินทางมาจากทั่วโลก ตั้งแต่ CEO แบรนด์ใหญ่ ผู้ก่อตั้งแบรนด์อินดี้ บรรณาธิการนิตยสารนาฬิกาและอินฟลูเอนเซอร์ ไปจนถึงนักสะสมระดับท็อป คุณอาจพบพวกเขาใช้พื้นที่ร่วมกันในโรงแรมหรู คาเฟ่ และร้านอาหาร ซึ่งช่วงเวลาไม่เป็นทางการเหล่านี้ บางครั้งสำคัญพอๆ กับพิธีบนเวที เพราะหลายดีลมักเริ่มต้นจากบรรยากาศผ่อนคลายหลังเลิกงาน

เสน่ห์ของเจนีวาคือความเป็นเมืองเล็กที่เปี่ยมด้วยศิลปะ ประวัติศาสตร์ และคุณภาพชีวิตที่สูง เดินทางสะดวกสบายด้วยระบบขนส่งที่ตรงเวลา หลังซึมซับบรรยากาศในเมืองแล้ว ยังสามารถนั่งรถไฟไปโลซานน์หรือมงเทรอซ์ เที่ยวหมู่บ้านไวน์ที่ Lavaux หรือข้ามพรมแดนสู่ Chamonix ของฝรั่งเศสเพื่อชมยอดเขา Mont Blanc ได้ไม่ยาก เมืองนี้ค่อยๆ เปิดตัวเองให้คุณได้ทำความรู้จัก และเมื่อได้สัมผัสแล้ว จะเข้าใจเลยว่าทำไมเจนีวาจึงไม่เพียงเป็นเมืองที่บอกเวลาได้แม่นยำที่สุดแห่งหนึ่งของโลก แต่ยังเป็นเมืองที่ทำให้คุณอยากใช้เวลาอยู่กับมันให้นานที่สุดด้วย

Where to Stay

Hotel d’Angleterre
บูติกโฮเต็ลระดับ 5 ดาว ในคฤหาสน์ศตวรรษที่ 19 ขนาดกะทัดรัดเพียงราว 45 ห้อง ทำให้บรรยากาศเป็นส่วนตัวและบริการละเอียดแบบ tailor-made ภายในตกแต่งสไตล์อังกฤษคลาสสิก ผนังบุผ้าไหม เฟอร์นิเจอร์แอนทีก เตาผิงหินอ่อน แต่แทรกความร่วมสมัยอย่างพอดี หลายห้องพักเปิดรับวิวน้ำพุ Jet d’Eau แบบเต็มเฟรม โดยเฉพาะช่วงพระอาทิตย์ตกที่ผืนน้ำสะท้อนแสงสีทองงดงาม

Beau-Rivage Palace

บรรยากาศยามค่ำของ Beau-Rivage Palace

ห่างจากเจนีวาเพียง 1 ชั่วโมงเศษ ที่นี่คือโรงแรมไอคอนแห่งโลซานน์ที่เปิดมาตั้งแต่ปี 1861 และยังคงเสน่ห์แบบ Belle Époque ไว้อย่างสง่างาม ตั้งอยู่ท่ามกลางสวนส่วนตัวราว 4 เฮกตาร์ริมทะเลสาบ Léman โดยมีเทือกเขาแอลป์เป็นฉากหลัง ภายในผสานความคลาสสิกกับความประณีตแบบสวิสอย่างแนบเนียน ตั้งแต่บันไดหินอ่อน โคมแชนเดอเลียร์ ไปจนถึงห้องพักวิวทะเลสาบ พร้อมห้องอาหารของเชฟหญิงที่ครองมิชลินสตาร์มากที่สุดในโลก Anne-Sophie Pic และสปา Cinq Mondes ที่ช่วยเติมเต็มประสบการณ์ไลฟ์สไตล์ครบวงจร

Where to check-in

Jet d’Eau

น้ำพุไอคอนของเจนีวาที่พุ่งสูงกว่า 140 เมตรกลางทะเลสาบ Léman เดิมทีถูกสร้างเป็นวาล์วระบายแรงดันให้ระบบเครื่องจักรของช่างทำนาฬิกาและอัญมณี ก่อนจะกลายเป็นสัญลักษณ์สำคัญของเมืองในปัจจุบัน วันที่อากาศเปิด คุณจะเห็นละอองน้ำสะท้อนแสงแดดพร้อมฉากหลังเป็นยอดเขา Mont Blanc อยู่ไกลๆ เป็นจุดถ่ายภาพที่บอกเล่าเรื่องราวอุตสาหกรรมและภูมิทัศน์ได้ในเฟรมเดียว

Old Town (Vieille Ville) 

วิวจากหอคอนมหาวิหารเซนต์ปิแอร์

เขตเมืองเก่าที่เต็มไปด้วยตรอกหิน อาคารยุคกลาง และบรรยากาศเงียบสงบ เหมาะกับการเดินเล่นแบบไม่เร่งรีบ แวะชม St. Pierre Cathedral มหาวิหารเก่าแก่ที่สามารถขึ้นหอคอยเพื่อชมวิวพาโนรามาของหลังคาเมืองและทะเลสาบ ใกล้กันคือ Place du Bourg-de-Four จัตุรัสที่เก่าแก่ที่สุดของเจนีวา รายล้อมด้วยแกลเลอรี่เล็กๆ ร้านหนังสืออิสระ และคาเฟ่บรรยากาศอบอุ่น เหมาะแก่การนั่งพัก มองผู้คน และปล่อยเวลาให้เดินไปอย่างช้าๆ

Where to eat and drink

วิวทะเลสาบจากร้าน Bayview by Michel Roth

Bayview by Michel Roth

ไฟน์ไดนิ่งริมทะเลสาบที่นำเสนออาหารฝรั่งเศสร่วมสมัยอย่างประณีต วัตถุดิบตามฤดูกาลถูกตีความใหม่ด้วยเทคนิคระดับสูง เสิร์ฟคู่ไวน์ชั้นดีในบรรยากาศหรูสงบ เหมาะสำหรับดินเนอร์พิเศษช่วงค่ำหลังจบงานแฟร์หรือวันสำรวจเมือง

Rooftop 42

รูฟท็อปบาร์สำหรับชมวิวเมืองและทะเลสาบในมุมสูง จิบค็อกเทลยามเย็นท่ามกลางแสงสุดท้ายของวัน บรรยากาศผ่อนคลาย เหมาะกับการนัดพบแบบไม่เป็นทางการหรือปิดท้ายวันด้วยบทสนทนาเบาๆ

อ่านบทความเพิ่มเติมได้ที่:

Watch Week Aspen 2026: มหกรรมนาฬิกาใจกลางเทือกเขาร็อกกีที่เหล่านักสะสมไม่ควรพลาด

Watches and Wonders 2026: คาดการณ์เทรนด์และทิศทางใหม่ของโลกแห่งเรือนเวลา

The CHANEL J12 Boat Race 2026: บันทึกหน้าประวัติศาสตร์ความร่วมมือของเรือนเวลาไอคอนิกและการแข่งขันเรือพายระดับตำนาน





แฟนๆ ว่าไงใจกล้าพอไหมที่จะทำตัวเรียบร้อย? เมื่อ Hublot ยอมดรอปความซ่าแล้วหันมาซบโทนสีมินิมอลกับ Hublot Spirit of Big Bang Essential Taupe

เมื่อแบรนด์สายซ่าขอดรอปโทนสีฉูดฉาด สู่การตีความสปอร์ตดีไซน์ผ่านสีเทาอมน้ำตาลที่สุขุมที่สุด 

หากพูดชื่อแบรนด์ Hublot สิ่งแรกที่วิ่งเข้ามาในหัวของคนรักนาฬิกามักเป็นความฉูดฉาด การเลือกใช้วัสดุล้ำยุค หรือดีไซน์ตัวเรือนเหลี่ยมมุมคมกริบที่บอกตัวตนมาแต่ไกล น้อยครั้งนักที่เราจะใช้คำว่า “นิ่งขรึม” หรือ “เรียบง่าย” กับแบรนด์นี้ ทว่าในโปรเจกต์ประจำปีอย่าง Essential Series บทที่ 5 ที่เพิ่งเปิดตัวผ่านช่องทางออนไลน์ เมซงแห่งนี้นำเสนอหักมุมสายตาผู้คนด้วยการหยิบโมเดลทรงถังเบียร์อย่าง Spirit of Big Bang มาห่มด้วยเฉดสีเทาอมน้ำตาล หรือสีโทป (Taupe) โทนสีโมโนโครมที่ดูถ่อมตัวและนุ่มนวลที่สุดเท่าที่พวกเขาเคยทำมา

การเลือกเดินหมากด้วยสีสันที่เรียบนิ่งในตระกูลที่จัดจ้านเช่นนี้ เป็นการทดลองที่น่าสนใจสำหรับเหล่านักสะสม เพราะนี่ไม่ใช่สินค้าที่อยู่ในแคตตาล็อกถาวร แต่เป็นเวอร์ชันผลิตจำกัดและวางจำหน่ายเฉพาะบนเว็บไซต์เท่านั้น การถอดความจัดจ้านออกแล้วแทนที่ด้วยความกลมกลืนของโทนสีแปรเปลี่ยนให้นาฬิกาสปอร์ตดีไซน์ดุ กลายสภาพเป็นเครื่องบอกเวลาที่ดูสุขุมและเข้าใจยากขึ้นอีกระดับ และแน่นอนว่าน่าสนใจมากๆ มาลงลึกรายละเอียดไปพร้อมๆ กัน

รุ่น 42 มิลลิเมตร การเล่นสนุกกับพื้นผิวใต้ความเงียบเชียบ

สำหรับโมเดลหลักในขนาดตัวเรือน 42 มิลลิเมตร ช่างออกแบบของแบรนด์เลือกใช้วัสดุไทเทเนียมน้ำหนักเบามาทำโครงสร้างตัวเรือนทรงตอนโน (Tonneau) แทนการใช้ยางในชิ้นส่วนกันกระแทกด้านข้างตามสูตรสำเร็จเดิม พื้นผิวผ่านการสลับงานขัดเงา ขัดลายซาติน และการพ่นทรายเพื่อสร้างมิติทางสายตา

จุดที่น่าพิจารณาเป็นพิเศษคือการปิดหน้าปัดแบบทึบ (Closed Dial) แตกต่างจากรุ่นพิมพ์นิยมส่วนใหญ่ของแบรนด์ที่มักจะโชว์กลไกสเกลเลตัน โดยหน้าปัดสีทอปรุ่นนี้ถูกปั๊มลายตารางหมากรุกที่เลียนแบบโครงสร้างของคาร์บอนไฟเบอร์ การสลับช่องสี่เหลี่ยมผืนผ้าแบบเงาและด้านช่วยให้หน้าปัดดูมีมิติสามมิติเวลาขยับข้อมือรับแสง โดยมีวงหน้าปัดย่อยจับเวลาล้อมกรอบอย่างเป็นระเบียบ

ฝาหลังกรุกระจกแซฟไฟร์เผยให้เห็นกลไกโครโนราฟอัตโนมัติความถี่สูง 5 เฮิรตซ์ รหัส HUB4700 ซึ่งพัฒนามาจากฐานกลไกในตำนานอย่าง Zenith El Primero จับเวลาได้ละเอียดถึง 1 ใน 10 ของวินาที และสำรองพลังงานได้ 50 ชั่วโมง

รุ่น 32 มิลลิเมตร เมื่อความสมมาตรไม่ต้องพึ่งพาประกายจากเพชร

ความน่าสนใจเทน้ำหนักมาที่รุ่นเรือนเรือนเล็กขนาด 32 มิลลิเมตร ซึ่งถือเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ของโมเดลขนาดนี้ที่ Hublot ตัดสินใจปล่อยตัวเรือนออกมาโดยไม่มีการฝังเพชรล้อมขอบเรือน การถอดประกายระยิบระยับออกไปช่วยลดทอนความอ่อนหวานลงจนกลายเป็นนาฬิกาแนวสปอร์ตมินิมอลที่เปิดกว้างให้ทั้งสุภาพสตรีที่ชอบความคล่องตัว หรือสุภาพบุรุษข้อมือเล็กสามารถหยิบมาสวมใส่ได้ง่ายขึ้น

ตัวเรือนสแตนเลสสตีลขัดแต่งอย่างประณีตรับกับหน้าปัดสีทอปขัดลายซันเรย์ (Sunray-brushed) ขอบหน้าปัดด้านในเอียงลาดลงไปหาจุดกึ่งกลาง ช่วยสร้างความรู้สึกลึกและโปร่งตา ตัวเลขและหลักชั่วโมงพ่นสารเรืองแสง Super-LumiNova เพื่อการอ่านค่าที่ชัดเจน ทำงานด้วยกลไกลูกผสมรหัส HUB1120 สำรองพลังงาน 40 ชั่วโมง

นาฬิกาทั้งสองขนาดมาพร้อมระบบเปลี่ยนสายอัจฉริยะ One Click ที่ช่วยให้สลับสายระหว่างสายยางเนื้อนุ่มและสายผ้าไฮเทคสีโทนเดียวกันได้อย่างสะดวก โดยแต่ละขนาดจะผลิตจำกัดเพียงรุ่นละ 200 เรือนทั่วโลกเท่านั้น

โดยส่วนตัวแล้วครั้งแรกที่เห็นทั้งสองเรือนนี้ หากมองอย่างผิวเผิน การลดความจัดจ้านลงเหลือเพียงสีโมโนโครมอาจดูเหมือนการเพลย์เซฟของแบรนด์ ทว่าในมุมมองส่วนตัว การที่ Hublot นำเสนอซีรีส์ Essential ในช่องทางออนไลน์เท่านั้น แสดงให้เห็นว่าพวกเขากำลังคัดกรองกลุ่มเป้าหมายอย่างตั้งใจ สีทอป (Taupe) ไม่ใช่สีที่ซื้อง่ายสำหรับคนทั่วไปที่เพิ่งเริ่มมองหา Hublot เรือนแรก เพราะคนกลุ่มนั้นมักต้องการสัญลักษณ์ที่ตะโกนเสียงดัง

แต่สำหรับนักสะสมที่มีตัวแรงอยู่ในกรุแล้ว การได้เห็นเค้าโครงโครงสร้างแบบก้าวหน้า (Disruptive Case) มาอยู่ในเฉดสีที่ตัดความฟุ่มเฟือยของแสงสีออกไป เป็นการสะกิดให้หันมาสนใจความงามของรูปทรงสถาปัตยกรรมและฝีมือการขัดแต่งโลหะอย่างแท้จริง เป็นความหรูหราที่เปลี่ยนทิศทางจากการโชว์ตัวตนภายนอก มาเป็นการเสพรายละเอียดเงียบๆ บนข้อมือตัวเอง

แล้วสำหรับทุกท่านล่ะ มีคิดเห็นอย่างไรกับการพับเก็บสีสันฉูดฉาดแล้วหันมาใช้โทนสีนิ่งๆ อย่างสีเทาอมน้ำตาลในครั้งนี้ ระหว่างรุ่น 42 มม. ที่เน้นลวดลายพื้นผิว หรือรุ่น 32 มม. ที่ถอดเพชรออกจนเรียบเท่ รุ่นไหนสลัดภาพจำเดิมๆ ของ Hublot ได้น่าประทับใจกว่ากัน ลองมาแชร์มุมมองกันได้เลยน๊าา

ข้อมูลทางเทคนิค
Hublot Spirit of Big Bang 42mm
  • ตัวเรือน: ไทเทเนียม ขัดเงา / ซาตินบรัช / พ่นทราย ขนาด 42 มม. กันน้ำ 100 เมตร
  • หน้าปัด: สี Taupe ลายคาร์บอนไฟเบอร์ พร้อมหลักชั่วโมงและเข็ม Skeleton เคลือบ Super-LumiNova
  • ฟังก์ชั่น: โครโนกราฟ, วินาทีเล็ก, จับเวลา 30 นาที, ตัวนับ 12 ชั่วโมง
  • กลไก: อัตโนมัติ Calibre HUB4700 (พื้นฐาน Zenith El Primero 400) ความถี่ 5Hz พลังงานสำรอง 50 ชั่วโมง
  • สาย: สายผ้า Taupe พร้อม Velcro และสายยาง Taupe พร้อมบานพับไทเทเนียม ระบบ One Click เปลี่ยนสายได้
Hublot Spirit of Big Bang 32mm
  • ตัวเรือน: สเตนเลสสตีล ขัดเงา / ซาตินบรัช / พ่นทราย ขนาด 32 มม. กันน้ำ 100 เมตร
  • หน้าปัด: สี Taupe แบบ Sunray พร้อมหลักชั่วโมงเคลือบ Super-LumiNova
  • ฟังก์ชั่น: วันที่ตำแหน่ง 6 นาฬิกา
  • กลไก: อัตโนมัติ Calibre HUB1120 ความถี่ 4Hz พลังงานสำรอง 40 ชั่วโมง
  • สาย: สายยางและผ้า Nytech สี Taupe พร้อมบานพับเหล็ก ระบบ One Click เปลี่ยนสายได้

อ่านบทความอื่นๆ เพิ่มเติม
The Royal Pop? เมื่อ Audemars Piguet อาจจะเลือกทิ้งความเคร่งขรึม เพื่อเดิมพันกับความสนุกที่โลกต้องจับตาว่าอะไรจะเกิด!!
นาฬิกา collaboration การหลอมรวมนวัตกรรมและงานคราฟต์แมนชิพชั้นยอดที่แสดงถึงความแน่นแฟ้นในอุตสาหกรรมนาฬิกา
เจาะลึกไฮไลต์ Grand Seiko จากงาน Watches and Wonders 2026

หัตถศิลป์หรือแฟชั่น? มาแกะรอยความลึกซึ้งบนหน้าปัดของ Louis Vuitton Color Blossom คอลเลกชัน

ส่องอินไซด์ล่าสุดของ Louis Vuitton Color Blossom เรือนเวลารุ่นใหม่ที่ย่อส่วนงานเจียระไนหินสีและเปลือกหอยมุกธรรมชาติชั้นสูง ลงบนตัวเรือนรูปทรงมนโค้งอันเป็นเอกลักษณ์

นาฬิกาประดับอัญมณีสำหรับสุภาพสตรีมักถูกมองว่าเป็นเพียงการนำโมเดลที่มีอยู่เดิมมาล้อมเพชรหรือเปลี่ยนสีหน้าปัดให้ดูอ่อนหวานขึ้น ทว่าในผลงานล่าสุดอย่างคอลเลกชัน Color Blossom เมซงฝรั่งเศสระดับแถวหน้าอย่าง Louis Vuitton กลับเลือกที่จะเดินหมากที่ต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง ด้วยการผสานศาสตร์แห่งเครื่องประดับชั้นสูง (Fine Jewellery) เข้ากับเทคนิคการผลิตเรือนเวลา จนเกิดเป็นเครื่องบอกเวลาที่เหมือนเป็นการนำเอาสัญลักษณ์ทางวัฒนธรรมที่ผู้คนคุ้นเคย มาตีความใหม่ในมิติที่ลุ่มลึกกว่าเดิม ซึ่งเราจะมาเจาะลึกดีเทลไปพร้อมกันในบทความนี้

Monogram Flower

ต้องบอกว่าแก่นหลักของเรือนเวลารุ่นนี้คือการหยิบเอา Monogram Flower หรือดอกไม้สี่กลีบที่เป็นมรดกทางวัฒนธรรมของแบรนด์มาตั้งแต่ปี 1896 มาเป็นตัวชูโรง ความน่าสนใจอยู่ที่การออกแบบตัวเรือนให้เป็นรูปทรงมนโค้งคล้ายก้อนหินริมธาร (Pebble-shaped) เพื่อรับกับความนูนโค้งของแผ่นหินสีและเปลือกหอยมุกบนหน้าปัด ยิ่งเมื่อจับคู่กับกระจกแซฟไฟร์ที่ถูกเจียระไนเป็นทรงดอกไม้ซ้อนทับลงไปอีกชั้น มันจึงเกิดเป็นมิติภาพแบบ Double-flower ที่เปลี่ยนมุมมองไปตามแสงตกกระทบได้อย่างลุ่มลึก

และในคอลเลกชันนี้ ทางเมซงได้นำเสนอออกมาทั้งหมด 4 รูปแบบด้วยกัน ซึ่งแต่ละเรือนเลือกใช้วัสดุและให้บุคลิกบนข้อมือที่แตกต่างกันอย่างชัดเจน มาดูกันว่ามีอะไรน่าสนใจกันบ้าง

เจาะรายละเอียด 4 ตัวตนบนหน้าปัดขนาด 26 มิลลิเมตร

Steel Case & Muted Tonal Look
(ความเรียบง่ายร่วมสมัย) 

เริ่มต้นด้วยรุ่นตัวเรือนสแตนเลสสตีลที่เลือกใช้หน้าปัดเปลือกหอยมุกสีขาวชั้นดี (White Mother-of-Pearl) จับคู่กับสายหนังสีเบจ (Light Beige) รุ่นนี้คือตัวแทนของความเรียบหรูแบบโทนสีกลมกลืน (Muted Tonal) ที่ออกแบบมาเพื่อการสวมใส่ในชีวิตประจำวันได้อย่างไม่ขัดเขิน เป็นความลงตัวที่ดูดีมีรสนิยมในตัวเองอย่างชัดเจน

Pink Gold & Pink Mother-of-Pearl
(ความนุ่มนวลอันอ่อนโยน) 

ขยับมาที่ความอ่อนหวานกันซักหน่อยด้วยการจับคู่ตัวเรือนทองคำสีกุหลาบ (18K Pink Gold) เข้ากับหน้าปัดเปลือกหอยมุกสีชมพูธรรมชาติที่ให้เหลือบเงาแปรเปลี่ยนไปตามการขยับข้อมือ และสายหนังสีชมพูโทนเดียวกัน ชิ้นงานนี้สื่อสารความละเอียดอ่อนของงานช่างฝีมือในการเลือกตัดแผ่นหอยมุกที่มีความหนาเพียง 0.3 ถึง 0.6 มิลลิเมตรออกมาได้อย่างน่าทึ่ง

Louis Vuitton Color Blossom Watch

Yellow Gold & Amazonite
(พลังแห่งสีสันธรรมชาติ) 

หากต้องการความแตกต่างและดูเปี่ยมไปด้วยพลัง กับรุ่นไฮไลท์ที่ใช้หน้าปัดหิน Amazonite จากบราซิล มาในเฉดสีฟ้าอมเขียวขจีที่เป็นเอกลักษณ์ของหินชนิดนี้ตัดกับความอบอุ่นของตัวเรือนทองคำแท้ (18K Yellow Gold) และสายหนังสีเทอร์ควอยซ์ได้อย่างทรงพลัง สะท้อนภาพลักษณ์ของหญิงสาวที่มั่นใจและกล้าที่จะแตกต่าง

Pink Gold & Fully Diamond-set
(ประกายระยิบระยับระดับสูง) 

ปิดท้ายด้วยเวอร์ชันที่ก้าวเข้าสู่โลกของเครื่องประดับชั้นสูงอย่างเต็มตัว ด้วยตัวเรือนทองคำสีกุหลาบที่ประดับเพชรน้ำงามรอบตัวเรือนน้ำหนักรวมเกือบ 1 กะรัต หน้าปัดหอยมุกสีขาวตัดกับสายหนังสีน้ำตาลเข้ม (Muted Brown) ช่วยขับเน้นให้แสงของเพชรและทองดูสุขุมและดูแพงขึ้น โดยไม่ดูละลานตาจนเกินไป

Louis Vuitton Color Blossom Watch

ความน่าสนใจของนาฬิกาชุดนี้ ไม่ใช่อยู่ที่ความหรูหราของวัสดุ แต่อยู่ที่ “วิธีคิด” ในการจัดการกับสเปซที่จำกัด ซึ่งเห็นได้จากรายละเอียดว่าช่างเจียระไนหินของ Louis Vuitton ต้องใช้ความพยายามอย่างมากในการฝานแผ่นเปลือกหอยมุกธรรมชาติเกรดสูงสุด (3A จากออสเตรเลีย) และหินอเมซอนไนต์ให้บางเฉียบในระดับมิลลิเมตร ก่อนจะนำมาดัดโค้งให้เป็นทรงโดม (Domed surface) เพื่อสร้างมิติแบบสามมิติ ซึ่งวัสดุธรรมชาติเหล่านี้มีความเปราะบางสูงมาก หากลงน้ำหนักมือพลาดเพียงนิดเดียวแผ่นหินจะแตกทันที

จากความประณีตที่ใส่ใจในทุกรายละเอียดจึงทำให้เห็นว่า นี่ไม่ใช่แค่นาฬิกาควอตซ์สำหรับผู้หญิงทั่วไป แต่มันคือการย่อส่วนงานศิลปะและศาสตร์แห่ง lapidary (การเจียระไนหินสี) มาไว้บนข้อมือ ตอบโจทย์กลุ่มผู้สะสมยุคใหม่ที่ให้คุณค่ากับเวลาที่ช่างฝีมือใช้ในการรังสรรค์ชิ้นงาน มากกว่าแค่เรื่องของกลไกสลับซับซ้อน

แล้วสำหรับทุกท่านล่ะ คิดว่าการตีความสัญลักษณ์ Monogram Flower ผ่านมิติสามมิติบนหน้าปัดในครั้งนี้ เฉดสีไหนที่สามารถถ่ายทอดตัวตนและจริตความโก้ในแบบของคุณได้ตรงใจที่สุด ลองมาแชร์มุมมองกันได้เลย

อ่านบทความอื่นๆ เพิ่มเติม
Baltic × SpaceOne Seconde Majeure: เมื่อมิตรภาพจากปารีส เปลี่ยนเส้นขนานทางดีไซน์ให้มาบรรจบกัน
H. Moser & Cie. Streamliner Two Hands 34mm. ก้าวข้ามขีดจำกัดของเรือนเวลาขนาดเล็ก สู่ความสง่างามที่ไร้การประนีประนอม
NAOYA HIDA × THE ARMOURY TYPE 4A-2 เมื่อความเงียบเชียบของงานดีไซน์ ถูกแทนที่ด้วย ความเคลื่อนไหวของงานแกะสลักระดับมาสเตอร์พีซ

ลิ้มรสอาหารไทยสไตล์โลคัลแท้ๆ จากร้านดัง 4 ภาค ในโปรเจ็กต์ Taste of Thailand 2026ที่ Front Room โรงแรม Waldorf Astoria Bangkok 

พร้อมเสิร์ฟเมนูคอลแล็บระดับ 5 ดาว ที่เชฟของ Front Room ร่วมครีเอทกับเชฟโลคัลร้านดัง

ถ้าสวรรค์ของเหล่าฟู้ดดี้คือการได้ชิมอาหารฝีมือเชฟร้านเด็ดทั่วทุกสารทิศโดยไม่ต้องจองตั๋วเครื่องบินไปจับจองโต๊ะ (ซึ่งจองยากอยู่แล้ว) กันถึงถิ่น Front Room ก็เนรมิตรความฝันนั้นให้เป็นจริงได้แล้ว เมื่อโปรเจ็กต์ Taste of Thailand ที่เชฟอ้น-อธิติ ม่วงทอง หัวหน้าเชฟประจำห้องอาหาร Front Room ร่วมกับเชฟโลคัลร้านดังจากหลากหลายภูมิภาค ครีเอทเมนูพิเศษมาเสิร์ฟถึงใจกลางกรุงเทพฯ 

Taste of Thailand: รสชาติแห่งท้องถิ่นไทยในบริบทร่วมสมัย 

โปรเจ็กต์ Taste of Thailand ที่ทางห้องอาหาร Front Room โรงแรม Waldorf Astoria Bangkok มุ่งมั่นสนับสนุนเชฟท้องถิ่นมาอย่างต่อเนื่อง เพื่อเป็นการเผยแพร่เอกลักษณ์อันหลากหลายของอาหารไทยในแต่ละภูมิภาค โดยเน้นการนำวัตถุดิบท้องถิ่นมาปรุงอาหารทั้งแบบรสชาติดั้งเดิมตามตำรับ และการตีความใหม่ผ่านเทคนิคการปรุงอาหารร่วมสมัยของเชฟประจำ Front Room

ภายหลังจากได้รับการตอบรับที่ดีจากเหล่าฟู้ดดี้ชาวกรุงเทพฯ ในปีที่แล้ว ครั้งนี้ Taste of Thailand 2026 ได้เชิญ 5 เชฟโลคัลจากร้านเด็ดทั่วไทยผู้มาร่วมครีเอทเมนูใหม่ๆ โดยเริ่มเปิดครัวครั้งแรกกับ เชฟเมย์-สุธาทิพย์ บุญประกอบ จากร้าน ‘ปลาดิษฐ์’ ร้านอาหารทะเลจากชลบุรีที่สนับสนุนการประมงแบบดั้งเดิมเพื่อให้ทั้งชุมชนและท้องทะเลอยู่ร่วมกันได้อย่างยั่งยืน ซึ่ง tasting menu ครั้งแรกนี้เพิ่งผ่านพ้นไปในวันที่ 27-29 มีนาคมที่ผ่านมา ต้องบอกว่าได้รับการตอบรับอย่างล้มหลามจากชาวกรุงที่รอชิมเมนูอาหารทะเลสดๆ ปรุงอย่างเรียบง่ายรสจัดแต่กลมกล่อมจากฝีมือเชฟเมย์ และเมนูของหวานจากเชฟอ้น ที่นำวัตถุดิบโลคัลมาครีเอทเป็นของหวานสุดหรูได้อย่างสร้างสรรค์

การเดินทางครั้งต่อไปผ่านรสมือของเชฟโลคัล

การเดินทางครั้งต่อไปในโปรเจ็กต์ Taste of Thailand เชฟสมภพ และเชฟนิภาพร ฉายสบัด จากร้าน ‘ครัวโอม’ จะพาล่องใต้ไปลิ้มรสอาหารใต้รสจัดตำรับภูเก็ต ที่ไม่เพียงแต่มีทีเด็ดในเรื่องรสชาติ แต่ยังเด่นในการนำวัตถุดิบสดๆ เกรดเอจากทะเลอันดามันมาปรุงเมนูท้องถิ่นได้อย่างยอดเยี่ยม โดยครัวโอมจะยกครัวมายัง Front Room ในวันที่ 15–17 พฤษภาคมนี้  (ราคา 2,200++ บาท ต่อท่าน สำหรับมื้อกลางวันและเย็น)

จากนั้นจึงขึ้นเหนือไปกับเชฟหวาย-สาละ ศักดาเดช แห่งร้าน ‘รสิก’ ร้านอาหารเหนือสไตล์ร่วมสมัยจากเชียงใหม่ที่ขึ้นชื่อว่า จองโต๊ะยาก และโดดเด่นในด้านการยกระดับการปรุงอาหารเหนือด้วยการตีความใหม่ให้เข้ากับบริบทปัจจุบัน และเน้นการปรุงอย่างละเมียดลไมในทุกกระบวนการ ใครเป็นแฟนร้านรสิกอยู่แล้ว แต่ยังไม่มีโอกาสได้ขึ้นเหนือไปแอ่วเชียงใหม่ หรือยังไม่เคยจองโต๊ะได้สำเร็จ โอกาสลิ้มรสฝีมือเชฟหวายมาถึงแล้วในวันที่ 19–21 มิถุนายนนี้  (ราคา 2,500++ บาท ต่อท่าน สำหรับมื้อกลางวันและเย็น) 

ออกเดินทางล่องใต้อีกครั้งคราวนี้ย้ายไปยังฝั่งอ่าวไทยกันบ้าง โดยมีลุงไข่-อมฤต ศรีแสง จากร้าน ‘บ้านสวนลุงไข่’ ยกเชฟส์เทเบิลกลางสวนมะพร้าวม ที่เสิร์ฟอาหารไทยสำรับใหญ่ปรุงทานกันเองในครอบครัวแบบไม่หวงเครื่อง และเน้นใช้วัตถุดิบท้องถิ่นสดใหม่ตามฤดูกาล เสิร์ฟจำนวนจำกัดตามแต่ปริมาณวัตถุดิบจะอำนวยในแต่ละวัน มาปรุงสดๆ กัน ณ Front Room ในวันที่ 12–13 และ 15-16 สิงหาคมนี้ จัดว่าเป็นรอบพิเศษที่จัดขึ้นถึง 4 วัน และยังตรงกับช่วงวันแม่พอดี น่าจะเป็นโอกาสดีสำหรับมื้อพิเศษของครอบครัว (ราคา 2,500++ บาท ต่อท่าน สำหรับมื้อกลางวัน และ 3,500++ บาท ต่อท่าน สำหรับมื้อเย็น)

ตามรอยความแซ่บไปยังภาคอีสานกันบ้าง ภาคที่อุดมไปด้วยรสชาติจัดจ้านนี้นำทัวร์โดยป้าเชฟ-ศิโรรัตน์ เถาว์โท แห่งร้าน ‘หมก’ จังหวัดอุบลราชธานี ผู้เชี่ยวชาญด้านการหมก กรรมวิธีประกอบอาหารที่นิยมใช้ในภาคอีสาน โดยเมนูของป้าเชฟเน้นอาหารอีสานพื้นถิ่นที่หาทานได้ยาก เลือกใช้วัตถุดิบที่หาได้ในพื้นที่ละแวกนั้น ปรุงรสจัดถึงเครื่องและหอมกลิ่นสมุนไพรพื้นบ้านสดๆ อันเป็นเสน่ห์เฉพาะของอาหารอีสานสไตล์โลคัลแท้ๆ โดยป้าเชฟจะยกครัวมาโชว์ทักษะการหมกและการปรุงอาหารอีสานรสแซ่บในวันที่ 7-8 พฤศจิกายน (ราคา 1,500++ บาท ต่อท่าน สำหรับมื้อกลางวัน และ 2,200++ บาท ต่อท่าน สำหรับมื้อเย็น) ใครอยากลิ้มรสอาหารอีสานขนานแท้ไม่ควรพลาด 

ถ้าคุณเป็นฟู้ดดี้ตัวจริงที่รักในการชิมอาหารรสเด็ดพอๆ กับการเฟ้นหานาฬิกา grail watch ในฝัน ไปจับจองโต๊ะกันได้ที่ช่องทางออนไลน์ของโรงแรม Waldorf Astoria Bangkok ทั้ง Facebook และ Instagram หรือโทร. 02-846 8888

อ่านบทความเพิ่มเติมได้ที่:

โรงแรม Andaz One Bangkok เปิดตัวอย่างมีสไตล์ พร้อมหยิบบรรยากาศของย่านใจกลางเมือง ผสานเข้ากับความคิดสร้างสรรค์ของศิลปินท้องถิ่นได้ครบทุกมิติ  

ฉลอง 40 ปี โรงแรมแชงกรี-ลา กรุงเทพฯ กับข้อเสนอสุดพิเศษ เชิญมาดื่มด่ำบรรยากาศริมน้ำเจ้าพระยา ที่คัดสรรมาเพื่อคนไทย

Penfolds กับก้าวสำคัญในโลกศิลปะผ่านมุมมองของ Troye Sivan


Moritz Grossmann เฉลิมฉลองสองศตวรรษด้วยสีสันและวัสดุสดใหม่ในนาฬิการุ่น TEFNUT Silver-Plated by Friction 

ครั้งแรกกับวัสดุเยลโลว์โกลด์ การจับคู่สีที่ดูแปลกตา และการกลับมาของโลโก้วินเทจ

ต้องบอกว่า ถ้ามองนาฬิการุ่นนี้ไกลๆ ในครั้งแรกเรามองเห็นนาฬิกา dress watch หน้าตาคลาสสิกเรือนหนึ่ง แต่เมื่อซูมอินดูรายละเอียดใกล้ๆ ก็ต้องบอกเลยว่า ภายใต้ความเนี้ยบของ TEFNUT Silver-Plated by Friction ซ่อนความเฟี้ยวฟ้าวอยู่อย่างแนบเนียน

สองศตวรรษแห่ง Grossmann

นาฬิการุ่นพิเศษเช่นนี้ย่อมถูกผลิตมาเพื่อวาระสำคัญอย่างการเฉลิมฉลองครบรอบ 200 ปีของแบรนด์ Moritz Grossmann โดย Carl Moritz Grossmann ช่างนาฬิกาผู้ให้กำเนิดเมนูแฟกเจอร์ Moritz Grossmann ในเมืองกลาสฮุตเตอผู้นี้ ไม่เพียงแต่เป็นผู้ก่อตั้งแบรนด์นาฬิกาอันเก่าแก่ แต่ยังเป็นผู้มีบทบาทในการกำหนดทิศทางให้กับวงการนาฬิกาในเยอรมนีอยู่หลายประการทีเดียว ที่สำคัญที่สุดเห็นจะเป็นการก่อตั้ง German School of Watchmaking in Glashütte โรงเรียนสอนประดิษฐ์นาฬิกาที่ช่วยวางรากฐานให้กับอุตสาหกรรมนาฬิกาในเมืองกลาสฮุตเตอ

เติมความสดใหม่ ผสานเข้ากับแนวทางดั้งเดิม

เราคุ้นเคยกับนาฬิการุ่น  TEFNUT ที่มาในรูปแบบคลาสสิกในทุกมุม และกิมมิกอย่างหนึ่งที่เราชื่นชอบคือการเลือกใช้เข็มนาฬิกาทรงหอกเรียวบางในโทนสีน้ำตาลอมม่วง ที่กลายเป็นเอกลักษณ์บนหน้าปัดของรุ่น TEFNUT ซึ่งเข็มนาฬิกาทรงเรียวบางเฉียบนี้ผลิตด้วยมือของช่างฝีมือในโรงงานของแบรนด์นั่นเอง แสดงถึงความพิถีพิถันแม้กระทั่งรายละเอียดเล็กๆ ที่กลายเป็นที่จดจำของเหล่าคนรักนาฬิกา

สำหรับสองเวอร์ชันใหม่ที่มาในตัวเรือนเยลโลว์โกลด์และไวท์โกลด์ขนาด 39 มม. ที่ผลิตมาเพื่อเฉลิมฉลองวาระครบรอบสองศตวรรษนี้ก็ยังคงรักษาเอกลักษณ์นี้ไว้ในรุ่นตัวเรือนไวท์โกลด์ที่ขับให้ชุดเข็มสีม่วงโดดเด่นยิ่งขึ้นเมื่ออยู่บนหน้าปัดเงิน รายล้อมด้วยหลักชั่วโมงเลขโรมัน สเกลนาที รวมถึงโลโก้ M. Grossmann ที่ใช้รูปแบบอ้างอิงจากรุ่นปี 1875 คุมโทนสีเขียวสดทั้งหมดจรดสายนาฬิกาหนัง ทำให้นาฬิการุ่นคลาสสิกหน้าตาถูกระเบียบดูสดใหม่ขึ้นมาในทันตาเห็น 

ส่วนเวอร์ชันเยลโลว์โกลด์ก็มีความพิเศษในการเลือกใช้วัสดุเยลโลว์โกลด์เป็นตัวเรือน ซึ่งถือเป็นครั้งแรกที่เราได้เห็น TEFNUT ถูกรังสรรค์ขึ้นด้วยวัสดุล้ำค่าชนิดนี้ ซึ่งความหรูหราของเยลโลว์โกลด์ก็ดูจะเหมาะสมกับความคลาสสิกสไตล์ dress watch ได้ดี ยิ่งเมื่อจับคู่กับสีเขียว รวมถึงเบรกความเรืองรองของทองสีเหลืองอร่ามด้วยหน้าปัดชุบเงินผิวแมตต์ขัดแต่งด้วยมืออย่างประณีต ซึ่งการขัดผิวให้เรียบลื่นราวกับกำมะหยี่นั้นทำขึ้นด้วยเทคนิคโบราณที่สืบทอดกันมาตั้งแต่ศตวรรษที่ 19 ซึ่งกระบวนการขัดแต่งนั้นทำขึ้นจากการใช้แปรงขนาดเล็กแต้มส่วนผสมซึ่งประกอบด้วย ผงเงิน, เกลือ, ครีมออฟทาร์ทาร์ และนํ้า ขัดลงบนผิวหน้าปัดจนเกิดเป็นลวดลายเม็ดละเอียด ต่อด้วยการขัดเงาอย่างเบามือ ซึ่งเป็นงานฝีมือเทคนิคเฉพาะที่ช่างฝีมือมากประสบการณ์ในโรงงานของแบรนด์เท่านั้นที่สามารถทำได้ น่าประหลาดใจที่เทคนิคขัดแต่งผิวแบบโบราณนี้ทำให้ดูร่วมสมัยขึ้นมาในทันตาเห็น 

นอกจากนี้ยังมีรายละเอียดที่แสดงถึงความพิเศษของนาฬิกาที่เกิดมาเพื่อเฉลิมฉลองอย่างงานแกะสลักหมายเลข ‘1826’ ไว้บนสะพานจักรบาลานซ์ของชุดกลไก รวมถึงการเลือกใช้โลโก้ M. Grossmann สไตล์วินเทจยังเป็นการแสดงความเคารพต่อประวัติศาสตร์อันยาวนานของแบรนด์ ซึ่งเมื่อนำมาปรับใช้ในยุคปัจจุบันโลโก้เก่าแก่นี้ก็ยังดูไม่ตกยุคเลยแม้แต่น้อย 

กลไกไขลานด้วยมือสุดประณีต

ตัวเรือนเพรียวบางในลุคคลาสสิกร่วมสมัยขับเคลื่อนด้วยกลไกไขลานด้วยมือคาลิเบอร์ 102.1 ที่มีความหนาเพียง 4 มม. และมีเส้นผ่านศูนย์กลาง 26 มม. ทำให้สามารถรักษาความเพรียวบางของตัวเรือนไว้ได้ที่ 8.5 มม. ตัวกลไกมีโครงสร้างซับซ้อนประกอบขึ้นจากชิ้นส่วน 188 ชิ้น โดยยึดโครงสร้างแบบเสาค้ำตามขนบดั้งเดิม ซึ่งประกอบขึ้นจากแท่นเครื่องหลัก และสะพานจักรแบบ 3/5 องค์ประกอบอันเป็นเอกลักษณ์ของแบรนด์ ประกอบไปด้วย สะพานจักรบาลานซ์แบบลดระดับ พร้อมระบบปรับตั้งความเที่ยงตรงด้วยสกรูไมโครมิเตอร์ของ Grossmann และตลับแชตองทองคำแบบยกสูงที่มาพร้อมทับทิมลดแรงเสียดทาน 3 เม็ด ทุกส่วนล้วนทำขึ้นอย่างพิถีพิถันและคำนึงถึงความเที่ยงตรงสูงสุด 

นับเป็นอีกหนึ่งผลงานจากช่างนาฬิกาสัญชาติเยอรมันที่พิสูจน์ความเป็นเลิศในศาสตร์แห่งการบอกเวลาได้อย่างสมศักดิ์ศรี 

ข้อมูลทางเทคนิค

  • รหัส: MG-003983 และ MG-003984
  • กลไก: ไขลานด้วยมือคาลิเบอร์ 102.1 ผลิตอินเฮ้าส์ ปรับตั้งความเที่ยงตรงใน 5 ตำแหน่ง สำรองพลังงานได้ 48 ชั่วโมง 
  • ตัวเรือน: เยลโลว์โกลด์ 18 กะรัต หรือไวท์โกลด์ 18 กะรัต ขนาด 39 มม.
  • หน้าปัด: ทองเหลืองสลักรายละเอียด ตกแต่งด้วยเฉดสีเขียว และชุบเงินด้วยมือด้วยเทคนิคแรงขัด ชุดเข็มทองคำขัดเงาหรือเหล็กกล้าผ่านกระบวนการให้ความร้อนจนเป็นเฉดสีนํ้าตาลอมม่วง
  • สาย: หนังจระเข้เย็บด้วยมือ พร้อมหัวเข็มขัดแบบหัวเข็มทำจากทองคำ 18 กะรัตจำนวน: จำกัดรุ่นละ 12 เรือน

H. Moser & Cie. Streamliner Two Hands 34mm. ก้าวข้ามขีดจำกัดของเรือนเวลาขนาดเล็ก สู่ความสง่างามที่ไร้การประนีประนอม

นิยามใหม่แห่งความสง่างามที่ย่อส่วนสู่ขนาด 34 มม. เพื่อพิสูจน์ว่าศักดิ์ศรีของเรือนเวลาไม่ได้วัดกันที่หน่วยมิลลิเมตร

ในยุคปัจจุบันที่เทรนด์การผลิตนาฬิกานั้นเริ่มมุ่งไปที่การทำขนาดให้เล็กลงเรื่อย ๆ เราได้เห็นการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญของวงการนาฬิกาที่หันมาให้ความสำคัญกับสรีระและความคล่องตัวในการสวมใส่มากขึ้น หลาย ๆ แบรนด์ได้พยายามปรับตัวเพื่อเข้าหาฐานลูกค้ากลุ่มใหม่ที่มีความชื่นชอบในความคลาสสิก และต้องการเรือนเวลาที่โอบรับข้อมือได้อย่างพอดี แต่สำหรับแบรนด์ที่ยึดถือปรัชญา “Very Rare” อย่าง H. Moser & Cie. การลดขนาดไม่ได้หมายถึงการประนีประนอมกับใคร แต่คือบทพิสูจน์ถึงความสำเร็จในการบรรจุจิตวิญญาณและสมรรถนะของเรือนเวลาชั้นสูงลงในพื้นที่ที่จำกัดยิ่งขึ้น

ความท้าทายใหม่ในขนาดกะทัดรัด

ในช่วงงาน Watches and Wonders 2026 ที่ผ่านมาแบรนด์ได้สร้างความฮือฮาอีกครั้งด้วยการเปิดตัว Streamliner Two Hands 34 mm. (Ref. 6400-1200) ผลงานรุ่นนี้เปรียบเสมือนก้าวใหม่ของการสำรวจเส้นทางแห่งเรือนเวลาขนาดเล็กที่ยังคงความทรงพลังตามสไตล์ของคอลเลกชัน Streamliner

นับตั้งแต่วันแรกที่เปิดตัวในปี 2020 คอลเลกชันนี้ก็ได้รับความนิยมอย่างล้นหลามจากดีไซน์ที่เน้นเส้นสายไหลลื่นและสายนาฬิกาแบบอินทิเกรต การนำเสนอขนาด 34 มม. ในครั้งนี้จึงเป็นการเพิ่มทางเลือกที่ชาญฉลาดสำหรับนักสะสมที่มองหาความหรูหราที่แฝงไปด้วยความเรียบง่าย โดยมุ่งเน้นไปที่แก่นแท้ของเวลาด้วยเข็มบอกเวลาเพียงสองเข็ม ปราศจากเข็มวินาทีและเครื่องหมายบอกเวลาใด ๆ เพื่อลดสิ่งรบกวนสายตาให้มากที่สุด

งานคราฟต์ที่เปี่ยมไปด้วยชีวิตชีวา

จุดที่ทำให้นาฬิกาเรือนนี้โดดเด่นอย่างชัดเจน คือหน้าปัดฟูเม่สีเงินแต่งพื้นผิวแบบฟรอสต์ (Silver-toned frosted fumé dial) พื้นผิวอันเป็นเอกลักษณ์ นี้เกิดจากกระบวนการแกะสลักด้วยมืออย่างพิถีพิถันลงบนแผ่นทองเหลือง ก่อนจะเคลือบแลคเกอร์ไล่เฉดสี แสงที่ตกกระทบจะสะท้อนออกทำให้หน้าปัดเปล่งประกายราวกับหิมะต้องแสงแดด ซึ่งเป็นความสวยงามที่เปลี่ยนแปลงอยู่เสมอตามมุมมอง และเพื่อคงความบริสุทธิ์ของงานดีไซน์ H. Moser & Cie. จึงนำโลโก้ของแบรนด์ออกจากหน้าปัด แต่ยังคงไว้ซึ่งเข็มเคลือบสารเรืองแสง Super-LumiNova® เพื่อให้การอ่านค่าเวลายังคงทำได้อย่างชัดเจนในทุกสภาวะ

สมรรถนะภายในที่หาได้ยากในนาฬิกาไซส์เล็ก

H. Moser & Cie. Streamliner Two Hands 34mm.

แม้ตัวเรือนจะมีขนาดเพียง 34.2 มม. และหนาเพียง 9.7 มม. (แบบรวมกระจกแล้ว) แต่ภายในกลับไม่ได้ลดทอนความซับซ้อนเชิงวิศวกรรมลงเลย เพราะขับเคลื่อนด้วยกลไกอัตโนมัติคาลิเบอร์ HMC 400 ที่พัฒนาขึ้นภายในโรงงานของตนเอง กลไกนี้มีความถี่ในการทำงาน 25,200 รอบต่อชั่วโมง และสามารถสำรองพลังงานได้อย่างน้อย 60 ชั่วโมง จานเหวี่ยงขึ้นลาน (Rotor) ทำจากทองคำเรดโกลด์ 18 กะรัต พร้อมงานแกะสลักอันประณีต ซึ่งสามารถชื่นชมความงามได้ผ่านฝาหลังแซฟไฟร์คริสตัล

การออกแบบตามหลักสรีรศาสตร์เพื่อการใช้งานจริง

ไม่เพียงแค่ความสวยงามเท่านั้น แต่ Streamliner Two Hands รุ่นนี้ยังเน้นความตอบโจทย์การใช้งานจริงด้วยตัวเรือนสตีลที่กันน้ำได้ถึงระดับ 12 ATM (ประมาณ 120 เมตร) พร้อมเม็ดมะยมแบบขันเกลียว สายนาฬิกาแบบอินทิเกรตวัสดุสตีลได้รับการออกแบบและปรับแต่งใหม่ทั้งหมดเพื่อให้เข้ากับข้อมือที่มีขนาดเล็กได้อย่างสมบูรณ์แบบ มอบความสบายในการสวมใส่ตามหลักสรีรศาสตร์ที่คอลเลกชันนี้ภาคภูมิใจ

การเปิดตัว Streamliner Two Hands 34 mm. ในครั้งนี้ นับว่าเป็นเครื่องยืนยันอย่างชัดเจนว่าขนาดของตัวเรือนนั้น ไม่ได้เป็นตัวชี้วัดศักดิ์ศรีหรือคุณค่าของนาฬิกาแต่อย่างใด แต่หัวใจสำคัญนั้นอยู่ที่ความกล้าในการตัดทอนสิ่งที่ไม่จำเป็นออกเพื่อมุ่งเน้นไปยังแก่นแท้ของเวลา สำหรับผู้ที่เข้าใจในนิยามของความหรูหราที่แท้จริง ความสง่างามนั้นไม่ได้ถูกจำกัดอยู่ที่หน่วยมิลลิเมตร แต่คือความลงตัวของสัดส่วนที่พอดีกับข้อมือ ผสานเข้ากับความเที่ยงตรงและงานฝีมือที่เปี่ยมไปด้วยจิตวิญญาณอย่างสมบูรณ์แบบ

รายละเอียดทางเทคนิค

  • ตัวเรือน: วัสดุสตีล ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 34.2 มม. หนา 9.7 มม. (รวมกระจกหน้าปัดแซฟไฟร์ทรงโดม)
  • การกันน้ำ: เม็ดมะยมแบบขันเกลียว สามารถกันน้ำได้ลึกถึงระดับ 12 ATM (ประมาณ 120 เมตร)
  • หน้าปัด: สีเงินฟูเม่ (Silver-toned fumé) แต่งพื้นผิวแบบฟรอสต์ (Frosted) ปราศจากโลโก้และเข็มวินาทีเพื่อเน้นความบริสุทธิ์ของดีไซน์
  • กลไก: กลไกอัตโนมัติคาลิเบอร์ HMC 400 ความหนาเครื่องเพียง 3.90 มม.
  • สำรองพลังงาน: อย่างน้อย 60 ชั่วโมง
  • จุดเด่นของกลไก: จานเหวี่ยงขึ้นลานทำจากทองคำเรดโกลด์ 18 กะรัต แกะสลักลวดลายประณีต และใช้แฮร์สปริง Original Straumann®
  • สายนาฬิกา: สายสตีลแบบอินทิเกรต (Integrated) พร้อมตัวล็อกบานพับสามทบ โดยปรับแต่งใหม่ให้รับกับข้อมือขนาดเล็กได้สมบูรณ์แบบ

พบกับนาฬิกา H. Moser & Cie. ได้ที่ร้าน SHH Pendulum ชั้น M สยามพารากอน ติดต่อสอบถามรายละเอียดเพื่มเติมได้ที่เบอร์ 02-125-2128

อ่านบทความอื่น ๆ เพิ่มเติมได้ที่

มนตร์เสน่ห์แห่งนาฬิกา H. Moser & Cie. ที่ผสานความหรูหราสมัยใหม่กับศิลปะแห่งการลงยา
พาชม H. Moser & Cie. Miami Edition ทูร์บิญองสีชมพูที่กล้าฉีกทุกกฎของงานดีไซน์
Streamliner Genesis 2 องค์ที่สองแห่งไตรภาค การกลับสู่ “เนื้อแท้” ที่จับต้องได้





Royal Pop is Here… เมื่อ Royal Oak กลายเป็นนาฬิกาพกในมือ Swatch มาจับตารอดูว่ากระแสตอบรับจะเป็นอย่างไรต่อ?

เผยโฉม Royal Pop เมื่อ Royal Oak กลายเป็นนาฬิกาพก

จากข่าวลือที่สั่นสะเทือนวงการและภาพ AI ที่ว่อนเน็ตอยู่พักใหญ่ ในที่สุด “โปรเจกต์ที่หลายคนไม่เชื่อว่าจะเป็นไปได้” ก็เกิดขึ้นแล้วจริงๆ นี่คือการคอลแลบบอเรชันครั้งประวัติศาสตร์ระหว่าง Audemars Piguet x Swatch ในคอลเลกชัน Bioceramic Royal Pop ที่พร้อมจะฉีกทุกตำราการสะสมนาฬิกาแบบเดิมๆ ทิ้งไป

Bioceramic Royal Pop Audemars Piguet x Swatch
Bioceramic Royal Pop Audemars Piguet x Swatch

ดีเอ็นเอระดับตำนาน ในร่างพ็อกเก็ตวอทช์สุดป๊อป ความเซอร์ไพรส์ที่สุดของคอลเลกชันนี้คือการที่มันไม่ได้มาในรูปแบบนาฬิกาข้อมือทั่วไป แต่หยิบเอาดีไซน์โมดูลา (Modular) จากตระกูล POP Swatch อันโด่งดังในยุค 80s มาผสานเข้ากับตัวเรือนแปดเหลี่ยมอันเป็นไอคอนิกของ Royal Oak ผลลัพธ์ที่ได้คือนวัตกรรมที่สวมใส่ได้หลายรูปแบบ จะห้อยคอ พกเป็นนาฬิกากระเป๋า หรือสไตลิงเข้ากับเสื้อผ้าก็ทำได้อย่างอิสระ ผ่านสายคล้องที่มีให้เลือกถึง 3 ระดับ

หัวใจจักรกล SISTEM51 ในเวอร์ชัน “Hand-Winding” ที่น่าสนใจไม่แพ้ดีไซน์คือไส้ใน ครั้งนี้ Swatch เลือกใช้กลไก SISTEM51 อันเป็นเอกลักษณ์ แต่ถูกปรับแต่งใหม่ให้เป็นแบบ “ขึ้นลานด้วยมือ” เพื่อตัดสกรูตัวกลางออก เปิดโอกาสให้งานดีไซน์ฝั่งป๊อปอาร์ตบนกลไกได้สำแดงเดชอย่างเต็มที่ โดยมีให้เลือก 2 สไตล์สุดคลาสสิกคือ Lépine (แบบไม่มีฝาปิด) และ Savonnette (แบบมีฝาปิด)

สีสันแห่งการเฉลิมฉลองบนวัสดุ Bioceramic คอลเลกชันนี้มาพร้อมกันถึง 8 รุ่น 8 สีสันที่ตั้งชื่อตามภาษาต่างๆ ทั่วโลก (เช่น HUIT BLANC, OCHO NEGRO หรือแม้แต่ชื่อภาษาไทยอย่าง LÀN BA) ทั้งหมดถูกถ่ายทอดลงบนวัสดุ Bioceramic ที่ให้สัมผัสเรียบเนียน ทนทาน และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งถือเป็นวัสดุชูโรงของ Swatch ยุคใหม่

OTTO ROSSO
LÀN BA
HUIT BLANC
OTG ROZ
GREEN EIGHT
OCHO NEGRO
BLAUE ACHT
ORENJI HACHI

และจากมุมมองส่วนตัวแล้ว การที่แบรนด์ระดับ “Holy Trinity” อย่าง AP ยอมลงมาเล่นในสนามของ Swatch ครั้งนี้ ถือเป็นเดิมพันที่กล้าหาญมากจริงๆ มันไม่ใช่แค่การขายนาฬิกา แต่เป็นการประกาศว่า “ความหรูหราไม่จำเป็นต้องน่าเบื่อ” แม้จะมีเสียงวิจารณ์จากนักสะสมสายอนุรักษนิยมที่อาจจะรับไม่ได้กับการเห็น Royal Oak ในร่างพลาสติก (Bioceramic) แต่เชื่อเถอะว่าในวันที่ 16 พฤษภาคมนี้ หน้าร้าน Swatch จะต้องมีคนต่อแถวรอคิวเป็นเจ้าของอย่างถล่มทลายแน่ๆ เพราะนี่คือโอกาสเดียวที่คุณจะได้ครอบครอง “ส่วนเสี้ยว” ของตำนาน Royal Oak ในราคาที่จับต้องได้และสนุกที่สุดเท่าที่เคยมีมา 

นอกจากนี้ แฟนๆ บางส่วนยังให้ความเห็นและคาดเดากันไปอีกว่า ความสนุกน่าจะยังไม่จบลงเพียงเท่านี้ เพราะด้วยโครงสร้างแบบโมดูลาที่เป็นจุดเด่น น่าจะมีการคอลแลบกับ Accessories อื่นๆ ตามมาในอนาคต ไม่ว่าจะเป็นสายคล้องคอดีไซน์พิเศษ หรือตัวเคส (Frame) หลากสไตล์ออกมาให้เราได้มิกซ์แอนด์แมตช์กันสนุกกว่าเดิมแน่ๆ

แล้วทุกคนล่ะคิดเห็นยังไงกับปรากฏการณ์ Royal Pop ครั้งนี้? ใครเล็งสีไหนไว้ หรืออยากให้มี Accessories อะไรออกมาเล่นบ้าง มาแชร์ความเห็นกันได้เลย

ข้อมูลทางเทคนิค
  • ตัวเรือน: Bioceramic ทรงแปดเหลี่ยม (Royal Oak DNA) โครงสร้างแบบ Modular ถอดเปลี่ยนได้
  • หน้าปัด: ดีไซน์ป๊อปอาร์ต มีให้เลือกทั้งแบบ Lépine (เปิดหน้า) และ Savonnette (มีฝาปิด)
  • ฟังก์ชัน: แสดงเวลาแบบ 2 เข็ม (ชั่วโมง และนาที) สวมใส่ได้ทั้งแบบห้อยคอและนาฬิกาพก
  • กลไก: SISTEM51 แบบขึ้นลานด้วยมือ (Hand-Winding) เพื่อโชว์ลวดลายด้านหลังกลไกแบบเต็มตา
  • สาย: สายคล้อง (Cord/Chain) ปรับเปลี่ยนได้ 3 ระดับความยาว

อ่านบทความอื่นๆ เพิ่มเติม
The Royal Pop? เมื่อ Audemars Piguet อาจจะเลือกทิ้งความเคร่งขรึม เพื่อเดิมพันกับความสนุกที่โลกต้องจับตาว่าอะไรจะเกิด!!
The Vintage Renaissance: เมื่อ ‘อดีต’ คือการปฏิวัติที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของโลกนาฬิกา
Girard-Perregaux Laureato Chronograph 42mm Chocolate การกลับมาของไอคอนิกยุค 70s ในเฉดสีช็อกโกแลตสุดหรู

Baltic × SpaceOne Seconde Majeure: เมื่อมิตรภาพจากปารีส เปลี่ยนเส้นขนานทางดีไซน์ให้มาบรรจบกัน

ผลงานเรือนเวลาที่นำพาสองโลกแห่งการดีไซน์มาพบกัน

การร่วมมือกัน (Collaboration) ในโลกของอุตสาหกรรมนาฬิกา หรือแม้แต่มนอุตสาหกรรมใด ๆ มักจะถูกคำนวนและวางแผนมาอย่างดีเสมอในฐานะกลยุทธ์ทางการตลาด เพื่อให้แบรนด์เข้าถึงกลุ่มลูกค้าใหม่ ๆ แต่สำหรับโปรเจกต์ Baltic × SpaceOne Seconde Majeure เรื่องราวกลับเริ่มต้นจากสิ่งที่เรียบง่ายและจริงใจกว่านั้น นั่นคือ “มิตรภาพและความเคารพในฝีมือซึ่งกันและกัน” ที่เกิดขึ้น ณ ใจกลางกรุงปารีส

จุดเริ่มต้นของการพบกัน

ย้อนกลับไปในปี 2021 เมื่อ Baltic แบรนด์ที่สร้างชื่อจากการนำความโรแมนติกของนาฬิกาวินเทจกลับมาให้คนรุ่นใหม่ได้สัมผัส ได้เปิดบ้านต้อนรับเหล่าช่างทำนาฬิกาและผู้ประกอบการชาวฝรั่งเศส ณ สำนักงานใหญ่แห่งใหม่ ในวันนั้นเองที่ Etienne Malec (ผู้ก่อตั้ง Baltic) และ Jas Rewkiewicz (ผู้อำนวยการฝ่ายสร้างสรรค์) ได้พบกับ Théo Auffret ช่างทำนาฬิกาอิสระผู้เปี่ยมไปด้วยพรสวรรค์ และ Guillaume Laidet นักปั้นแบรนด์นาฬิกาผู้เปี่ยมไปด้วยวิสัยทัศน์

การพูดคุยในวันนั้นไม่ได้เป็นเพียงแค่การแลกเปลี่ยนประสบการณ์ แต่ยังเป็นเมล็ดพันธุ์ที่ทำให้เกิดการก่อตั้งแบรนด์ SpaceOne แบรนด์ที่มี DNA แห่งโลกอนาคตอย่างเต็มเปี่ยม อาจกล่าวได้ว่าหากไม่มีการสนับสนุนและมิตรภาพจาก Baltic ในวันนั้น โลกก็อาจจะไม่มีโอกาสได้รู้จักกับความล้ำสมัยของ SpaceOne ในวันนี้ โปรเจกต์ Seconde Majeure จึงไม่ใช่แค่การออกนาฬิการุ่นพิเศษ แต่คือการเฉลิมฉลองแด่ “โชคชะตา” ที่ทำให้วิสัยทัศน์แห่งโลกนาฬิกาสองขั้วได้มาพบกัน

เมื่อความโรแมนติกสวมวิญญาณแห่งโลกอนาคต

ความท้าทายที่สุดของโปรเจกต์นี้คือการนำ “ความคลาสสิก” ของ Baltic มาผสมกับ “ความล้ำยุค” ของ SpaceOne โดยไม่ให้รู้สึกขัดเขิน Baltic × SpaceOne Seconde Majeure มาใน 2 เวอร์ชัน ซึ่งแตกต่างกันที่ลวดลายบนหน้าปัด รุ่นหนึ่งเป็นแบบปัดลายแนวตั้ง (Vertically brushed) ขณะที่อีกรุ่นเพิ่มการตกแต่งพื้นผิวแบบ “charbonné” ที่ทำด้วยมือ โดยทีมออกแบบได้เลือกใช้ตัวเรือนสเตนเลสสตีลเกรด 904L ขนาด 38.5 มม. ที่มีดีไซน์โฉบเฉี่ยวแต่ยังแฝงเส้นสายที่คุ้นตา โดยย้ายเม็ดมะยมไปไว้ที่ตำแหน่ง 12 นาฬิกา เพื่อสื่อถึงนาฬิกาพกในอดีตที่ถูกตีความใหม่ให้ดูเหมือนอุปกรณ์จากโลกไซไฟ

จุดเด่นที่เป็นหัวใจสำคัญคือการเลือกใช้หน้าปัด Maillechort (เงินเยอรมัน) วัสดุที่มักพบในนาฬิการะดับไฮเอนด์ราคาแพง เนื่องจากให้เฉดสีเงินที่นุ่มนวลและอบอุ่นกว่าเหล็กหรือทองเหลือง วัสดุนี้เองที่เป็นตัวกลางเชื่อมโยงความละเมียดละไมแบบวินเทจของ Baltic เข้ากับโครงสร้างหน้าปัดที่ดูซับซ้อนของ SpaceOne โดยเฉพาะในรุ่น Charbonné ที่ต้องใช้ช่างฝีมือแต่งผิวหน้าปัดด้วยมือนานถึง 3 ชั่วโมงต่อชิ้น เพื่อสร้างพื้นผิวที่มีมิติและเป็นธรรมชาติ

กลไกที่เผยให้เห็น “แก่นแท้” ของเวลา

ภายใต้หน้าปัดที่ดูแปลกตา นาฬิกาเรือนนี้ขับเคลื่อนด้วยกลไก Soprod P024 ที่ถูกยกเครื่องใหม่ด้วยโมดูลพิเศษที่ออกแบบโดย Théo Auffret กลไก Jumping Hour ถูกนำเสนอผ่านแผ่นดิสก์แซฟไฟร์ใส เผยให้เห็นการทำงานของสปริงและเฟือง 12 ซี่ที่ทำหน้าที่ขยับเข็มวินาทีขนาดใหญ่กลางหน้าปัด (Seconde Majeure) อย่างทรงพลัง

การอ่านเวลาบนนาฬิกาเรือนนี้ไม่ต่างอะไรกับการชม “ระบำทางกลไก” โดยแถบสีดำบนดิสก์แซฟไฟร์จะค่อย ๆ เลื่อนไปเน้นช่วงเวลาปัจจุบัน ประสบการณ์นี้ฉีกกฎการอ่านเวลาแบบดั้งเดิมไปสู่ความรื่นรมย์ในเชิงศิลปะ ซึ่งเป็นสิ่งที่ทั้งสองแบรนด์ให้ความสำคัญอย่างสูงสุด

ความภาคภูมิใจแห่งปารีส

ข้อความ “Manufacturé à Paris” ที่สลักอยู่อย่างแนบเนียนบนหน้าปัด คือเครื่องยืนยันถึงความภูมิใจของกลุ่มช่างนาฬิกาชาวฝรั่งเศสรุ่นใหม่ที่ต้องการประกาศให้โลกได้เห็นว่า ความเป็นเลิศในศาสตร์แห่งเรือนเวลาไม่ได้จำกัดอยู่แค่ในสวิตเซอร์แลนด์หรือเยอรมนีเท่านั้น

Baltic × SpaceOne Seconde Majeure จึงเป็นบทพิสูจน์ว่า เมื่อมิตรภาพมาบรรจบกับความกล้าหาญในการลองทำสิ่งใหม่ แม้สองแบรนด์จะมีจุดยืนที่ต่างกันเพียงใด ผลลัพธ์ที่ได้ย่อมไม่ใช่แค่เครื่องบอกเวลา แต่เป็นผลงานศิลปะที่มีชีวิต ที่แสดงให้เห็นว่าความแตกต่างคือจุดเริ่มต้นของความสมบูรณ์แบบที่เหนือความคาดหมายอย่างแท้จริง

ข้อมูลทางเทคนิค

  • ตัวเรือน: สเตนเลสสตีล 904L ขนาด 38.5 มม. เม็ดมะยมอยู่ที่ 12 นาฬิกา กันน้ำ 50 เมตร
  • หน้าปัด: วัสดุเงินเยอรมัน (Maillechort) ตกแต่งแบบปัดลายหรือเคาะมือ (Charbonné)
  • กลไก: อัตโนมัติ Soprod P024 พร้อมโมดูล Jumping Hour ออกแบบพิเศษโดย Théo Auffret
  • การแสดงผล: Jump-hour และนาทีผ่านแผ่นดิสก์แซฟไฟร์ โดยมีเข็มวินาทีขนาดใหญ่ตรงกลาง
  • สำรองพลังงาน: 42 ชั่วโมง

อ่านบทความอื่น ๆ ได้ที่

TERRA NOVA JUMPING HOUR ปรากฏการณ์แห่งเวลาที่เหนือกว่าแค่การบอกตัวเลข

The Reason Why: ทำไม ‘นาฬิกา Field Watch’ จึงกลายเป็นไอเทมที่ขาดไม่ได้สำหรับนักผจญภัยยุคนี้?

Zodiac Watch Mechanism: เบื้องหลังจักรกลเรือนเวลาที่เชื่อมโยงกลไกนาฬิกาที่คุณอาจไม่เคยรู้

CHANEL นำหมายเลขนำโชคมาตีความใหม่ผ่านไฟน์จิวเวลรี่ Collection N°5

จากน้ำหอม N°5 สู่ไฟน์จิวเวลรี่ชิ้นงามที่ขับเน้นเอกลักษณ์ของ CHANEL ให้เปล่งประกาย 


ต่อไปนี้ภาพจำของหมายเลข ‘N°5’ แห่งแบรนด์ CHANEL จะไม่ได้มีเพียงแค่บนขวดน้ำหอมอีกต่อไปแล้ว เพราะดูเหมือนว่าทางเมซงจะนำหมายเลขนำโชคดังกล่าวมาใช้ในคอลเลกชันไฟน์จิวเวลรี่อย่างจริงจังยิ่งขึ้น โดยล่าสุดนี้ไลน์ไฟล์จิวเวลรี่ Collection N°5 ได้นำสัญลักษณ์อันเป็นไอคอนิกของแบรนด์มาถ่ายทอดผ่านวัสดุล้ำค่าและเติมประกายด้วยเพชรน้ำงามในรูปแบบที่คงความโก้หรูในเส้นสายที่สะอาดตาและร่วมสมัย นับเป็นการตีความใหม่อีกครั้งที่ตอกย้ำความหมายที่สืบสานตำนานความสำเร็จของเมซง 

การตีความครั้งใหม่ของหมายเลขนำโชค

ภายหลังจากเคยได้หยิบแรงบันดาลใจจากหมายเลขดังกล่าวมาถ่ายทอดในรูปแบบไฟน์จิวเวลรี่ในวาระเฉลิมฉลองครบรอบหนึ่งศตวรรษแห่งความสำเร็จของน้ำหอม N°5 ในปี 2021 สัญลักษณ์เลข 5 ที่เปล่งประกายระยิบระยับกลายเป็นตำนานบทใหม่ที่ต่อยอดความสำเร็จอย่างต่อเนื่อง ในปี 2025 สัญลักษณ์นี้จึงถูกนำมาใช้ในดีไซน์ของคอลเลกชันไฟน์จิวเวลรี่อีกครั้ง ในครั้งนั้นหมายเลข 5  ถูกนำมาถ่ายทอดลงบนสร้อยคอเส้นสั้นที่สามารถปรับเป็นโช้คเกอร์ได้ และสร้อยข้อมือสีทอง 3 เฉด รวมถึงเวอร์ชันใหม่ของกำไลข้อมือ แหวน และต่างหูข้างเดียวสีเยลโลว์โกลด์

ในการตีความครั้งล่าสุดนี้หมายเลข 5 ถูกนำมาใช้บนไอเทมต่างๆ ที่นำเสนอความหลากหลายในการสวมใส่ที่สามารถนำมาผสมผสานกันได้อย่างสนุกสนานเช่นเคย ไอเทมชิ้นเด่นที่มีตัวเลือกหลากหลายและมีความหมายพิเศษเห็นจะเป็นสร้อยคอและสร้อยคอมือ ที่ได้แรงบันดาลใจจากคอลเลกชัน  Bijoux de Diamants  เมื่อปี 1932 ที่แสดงออกถึงภาษาในการดีไซน์ที่บ่งบอกสไตล์ของมัดมัวแซลชาเนลอย่างชัดเจน ด้วยการสวมสร้อยคอแบบสั้นหรือที่เรารู้จักกันดีในรูปแบบโช้คเกอร์ 

ซึ่งภาษาการดีไซน์และสไตล์การสวมใส่นั้นถูกตีความใหม่เป็นสร้อยคอ Eternal N°5 Diamond Line สร้อยคอเส้นสั้นที่มาในตัวเลือกตัวเรือนทั้งหมด 3 วัสดุ ได้แก่ ไวท์โกลด์ 18 กะรัต เยลโลว์โกลด์ 18 กะรัต และเบจโกลด์ 18 กะรัต ทุกเวอร์ชันประดับประดาด้วยเพชรเจียระไนทรงบริลเลียนท์ 50 เม็ด น้ำหนักรวม 1.66 กะรัต โดยมีหมายเลขนำโชคของมัดมัวแซลชาเนลโดดเด่นอยู่ตรงกลาง โดยออกแบบให้โค้งรับกับเพชรนํ้าหนัก 0.30 กะรัต ซึ่งได้รับการรับรองจาก GIA 

ส่วนสร้อยข้อมือนั้นมาในสามตัวเลือกวัสดุเช่นเดียวกับสร้อยคอเส้นสั้น สายสร้อยข้อมือประดับด้วยแถวของเพชรเม็ดกลางทรงกลมฝังประดับแบบกรอบเหลี่ยมจำนวน 42 เม็ด น้ำหนักรวม 1.32 กะรัต ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของ CHANEL มาตั้งแต่ปี 1932 แอบซ่อนกิมมิกเล็กๆ ไว้ที่ตัวล็อกที่ซ่อนอยู่ภายใต้หมายเลข 5 ซึ่งเป็นการเลียนแบบตัวล็อกของกระเป๋ารุ่น 2.55  ได้อย่างแนบเนียน 

การสานต่อตำนาน N°5 ยังถูกถ่ายทอดลงบนไอเทมผิวเรียบขัดเงาอย่าง กำไลข้อมือ Eternal N°5 ที่มาในตัวเลือกสามวัสดุหลักที่ทางเมซงเลือกใช้ โดยยังคงวางสัญลักษณ์หมายเลข 5 ไว้ตรงกลาง ประดับด้วยเพชรเจียระไนทรงบริลเลียนท์ 24 เม็ด น้ำหนักรวม 0.39 กะรัต สิ่งที่เราชอบเกี่ยวกับกำไลเงางามรุ่นนี้คือตัวล็อกแบบซ่อนหลังหมายเลข 5 และการออกแบบวัสดุที่ยืดหยุ่นได้ทำให้สามารถสวมใส่ได้สะดวกง่ายดายยิ่งขึ้น 

นอกจากนี้ยังมีจิวเวลรี่ชิ้นเล็กที่สามารถสวมใส่ได้ทุกวันอย่างแหวนที่มาในตัวเรือนเยลโลว์โกลด์ขัดเงา ขับเพชรเม็ดกลางขนาด 0.25 กะรัตให้โดดเด่น และตุ้มหูข้างเดียวสุคชิคที่กลายเป็นหนึ่งในซิกเนเจอร์ของคอลเลกชันไฟน์จิวเวลรี่จาก CHANEL ไปเสียแล้ว ซึ่งมาในดีไซน์หมายเลข 5 ประดับเพชรเช่นกัน  

น่าจะเป็นอีกหนึ่งคอลเลกชันไฟน์จิวเวลรี่ที่นำมาใส่กับนาฬิกาจิวเวลรี่เรือนเล็กๆ ได้ลงตัว อย่างนาฬิการุ่น Première Galon นี่เหมาะเลยทีเดียว 

อ่านบทความเพิ่มเติมได้ที่:

CHANEL J12 ผลงานปฏิวัติวงการนาฬิกาที่สามารถรักษาสมดุลระหว่างความงามเชิงดีไซน์กับความจริงจังทางวิศวกรรม

Chanel Première Ribbon Red การคืนชีพของตัวเรือนไอคอนในโทนสีแดงสุดคลาสสิค

ชีวิตติดเกม! ในงาน Watches and Wonders 2026 นี้ CHANEL สร้างสรรค์แคปซูลคอลเลกชัน COCO GAME ที่เปี่ยมด้วยลูกเล่นและความสนุก

The Royal Pop? เมื่อ Audemars Piguet อาจจะเลือกทิ้งความเคร่งขรึม เพื่อเดิมพันกับความสนุกที่โลกต้องจับตาว่าอะไรจะเกิด!!

เดิมพันครั้งใหม่ หรือ “Royal Pop” จะทลายกำแพงความหรูหรา?

ในจักรวาลของนาฬิกาสปอร์ตหรูที่ยึดติดกับตัวเรือนเหล็กและความเนี้ยบระดับตำนาน มีข่าวลือล่าสุดที่ว่า Audemars Piguet จับมือกับ Swatch และอาจจะนำเอาเส้นสายของ Royal Oak มาตีความใหม่ด้วยสีสันจัดจ้านในสไตล์ Pop Art ได้กลายเป็นหัวข้อที่สร้างแรงสั่นสะเทือนไปทั่ววงการ กระแสนี้รุนแรงถึงขนาดที่เหล่านักสะสม อินฟลูเอนเซอร์ หรือแม้แต่สื่อชื่อดังในวงการหลายเจ้าต่างก็ให้ความสนใจกันอย่างคึกคัก จนเกิดเป็นปรากฏการณ์ “เจนรูปใน AI” กันอย่างสนุกสนานเพื่อจำลองหน้าตาของมันออกมา

แม้จะยังไม่มีเรือนจริงออกมาให้เราเห็น แต่เพียงแค่แนวคิดที่แบรนด์ระดับ “Holy Trinity” กล้าเล่นกับความ “สนุก” ในระดับนี้ ก็ถือเป็นการโยนคำถามสำคัญใส่หน้านักสะสมว่า เรือนเวลาระดับสูงสุดจะข้ามเส้นไปหาวัฒนธรรมป๊อปได้ไกลแค่ไหน

ส่วนตัวมองว่าความน่าสนใจที่ต้องจับตามองที่สุดคือ “ความขัดแย้ง” อันทรงพลัง ระหว่างรูปทรงแปดเหลี่ยมที่เป็นไอคอนิกของความหรูหรา กับพาเลทสีที่ดูฉูดฉาดจนเกือบจะหลุดโลก หากคอลเลกชันนี้เกิดขึ้นจริง มันคือการทลายกำแพงระหว่างนาฬิกาไฮเอนด์กับงานศิลปะร่วมสมัยที่ท้าทายจริตนักสะสมรุ่นเก่าอย่างรุนแรง แน่นอนว่ามีความกังวลตามมาว่าความสนุกที่มากเกินไปอาจทำให้มนต์ขลังที่สั่งสมมานานดูเจือจางลงหรือเปล่า แต่ทว่าในอีกมุมหนึ่ง นี่คือหมากที่ชาญฉลาดในการสร้างแรงดึงดูดมหาศาลให้กับคนรุ่นใหม่ที่มองหานาฬิกาที่เป็น “Statement Piece” มากกว่าแค่เครื่องบอกเวลาแบบเดิมๆ

แม้จะยังไม่มีการยืนยันถึงวัสดุใหม่ที่อาจถูกนำมาใช้ แต่เราเชื่อว่าแบรนด์อย่าง AP คงไม่ยอมประนีประนอมกับรายละเอียด รวมไปถึงองศาของตัวเรือนที่เฉียบคมซึ่งเป็นเครื่องหมายการค้าควรจะยังอยู่ครบถ้วน เพียงแต่ถูกแต่งแต้มด้วยสีสันให้ดูมีชีวิตชีวาขึ้น ซึ่งนี่คือจุดที่ “น่าลุ้น” ที่สุด ว่ามันจะเป็นการเชื่อมต่อมรดกอันล้ำค่าเข้ากับตลาดยุคปัจจุบันได้อย่างลงตัว หรือจะเป็นการก้าวพลาดที่ขัดกับจริตแฟนพันธุ์แท้จนกู่ไม่กลับ

ท้ายที่สุดแล้ว การเคลื่อนไหวครั้งนี้คือบทสรุปของนิยามความหรูหรายุคใหม่ที่ว่า ความสูงส่งอาจไม่จำเป็นต้องนิ่งเฉยเสมอไป แต่คือความกล้าที่จะแตกต่างอย่างมีชั้นเชิง เราคงต้องรอดูกันว่าเมื่อถึงเวลาที่เรือนจริงปรากฏ “Royal Pop” จะออกมาในรูปแบบที่ทุกคนคาดหวังไว้หรือไม่ และจะกลายเป็นบรรทัดฐานใหม่ที่โลกต้องเหลียวมอง หรือจะเป็นเพียงกระแสที่ผ่านมาแล้วผ่านไปในหน้าประวัติศาสตร์ของแบรนด์กันแน่

อ่านบทความอื่นๆ เพิ่มเติม
Girard-Perregaux Laureato Chronograph 42mm Chocolate การกลับมาของไอคอนิกยุค 70s ในเฉดสีช็อกโกแลตสุดหรู
สัมผัส Panerai Submersible GMT PAM01495 นาฬิกาดำน้ำไซส์ยักษ์… ที่ใส่สบายจนลืมไปว่ามีอยู่จริง
Zenith Chronomaster Revival A384 “A Study in Patina” ความคลาสสิกที่สั่งได้ดั่งใจ

NAOYA HIDA × THE ARMOURY TYPE 4A-2 เมื่อความเงียบเชียบของงานดีไซน์ ถูกแทนที่ด้วย ความเคลื่อนไหวของงานแกะสลักระดับมาสเตอร์พีซ

“Floating Feathers” งานแกะสลักระดับมาสเตอร์พีซที่เปลี่ยนความแข็งกร้าวของโลหะให้กลายเป็นความพริ้วไหวของขนนก

โปรเจกต์ล่าสุดระหว่าง Naoya Hida และ The Armoury ในรุ่น Type 4A-2 “Floating Feathers” คือการขยับตัวที่น่าสนใจจากความเรียบง่ายเชิงตัวอักษร (Typographic Restraint) ที่แบรนด์เคยยึดถือ เข้าสู่โลกของภาพลักษณ์ที่มีชีวิตชีวา งานนี้ Mark Cho และ Elliot Hammer ร่วมมือกับช่างแกะสลักฝีมือฉกาจเพื่อรังสรรค์หน้าปัดที่เน้นการเล่นกับแสงและความเคลื่อนไหวเป็นหลัก

การเปิดตัวนาฬิกาของ Naoya Hida ประจำปี 2026 เมื่อวันที่ 30 เมษายนที่ผ่านมา ยังคงรักษามาตรฐานความสม่ำเสมอในแบบที่แฟนๆ คุ้นเคย กับนาฬิกาทั้ง 10 โมเดล (ซึ่งเป็นรุ่นใหม่ถึง 7 รุ่น) ที่เน้นการปรับปรุงรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ มากกว่าการรื้อโครงสร้างใหม่ทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นการขยับขนาดตัวเรือนเพียงเล็กน้อย การเปลี่ยนรูปทรงกระจก หรือการนำวัสดุทำหน้าปัดชนิดใหม่มาใช้ ทุกอย่างล้วนเป็นการวิวัฒนาการอย่างค่อยเป็นค่อยไป ทว่าหลังจากนั้นไม่นาน สิ่งที่ปรากฏตามมาติดๆ กลับสร้างความตื่นเต้นได้ยิ่งกว่า นั่นคือการเผยโฉม Type 4A-2 Floating Feathers ซึ่งเป็นการร่วมงานครั้งที่ 3 ระหว่าง Hida และ The Armoury ร้านเครื่องแต่งกายบุรุษชื่อดังจากนิวยอร์ก 

The Armoury ไม่ใช่ร้านนาฬิกาทั่วไปที่เน้นการซื้อมาขายไป แต่จุดเริ่มต้นในปี 2010 ณ ฮ่องกง ของ Mark Cho และ Alan See คือการทำร้านสูทสั่งตัดที่เน้นความสัมพันธ์กับช่างฝีมือ จนสร้างชื่อเสียงในเรื่องของ Fit วัสดุ และประณีตศิลป์ในการประกอบร่างสิ่งของต่างๆ แม้ภายหลังจะเริ่มก้าวเข้าสู่โลกของนาฬิกา แต่วิธีคิดแบบงาน Tailor นั้นก็ไม่ได้เปลี่ยนไปเลย

ความผูกพันกับ Naoya Hida เริ่มต้นขึ้นตั้งแต่ยุคบุกเบิก Cho สะดุดตากับนาฬิกาของ Hida ผ่านสื่อและรีบเดินทางไปหาเขาที่โตเกียวทันที “ผมตัดสินใจซื้อแทบจะในวินาทีนั้นเลยครับ” Cho เล่า ซึ่งนาฬิกาเรือนนั้นคือเรือนที่ 5 ที่ Hida เคยขายได้ หลังจากนั้นไม่นานลูกค้าของ Cho ก็ซื้อตามอีกเรือน ทำให้เขาเริ่มมองเห็นโอกาสในการสร้างความสัมพันธ์ที่จริงจังขึ้น จากคู่ค้าทางธุรกิจจึงค่อยๆ พัฒนามาเป็นมิตรภาพที่แน่นแฟ้น

กว่าที่โปรเจกต์คอลแลบครั้งแรกจะถูกพูดถึง ทั้งสองแบรนด์ทำงานร่วมกันมาแล้วปีสองปี “เราทำภาพเรนเดอร์และส่งคอนเซปต์ให้กันเยอะมากครับ แล้วก็นำไอเดียเหล่านั้นมาขัดเกลาเหตุผลร่วมกัน” Cho กล่าว ซึ่งหากย้อนดูสองโปรเจกต์แรกจะพบว่างานดีไซน์ยังคงอิงอยู่กับลายเซ็นเดิมของ Hida ที่เน้นความงามของตัวอักษร (Typography) และการจัดวางหน้าปัด แต่สำหรับโปรเจกต์ล่าสุดนี้ พวกเขาเลือกที่จะมุ่งหน้าไปสู่ทิศทางใหม่

“จุดประสงค์ของการคอลแลบ คือการผลักดันให้แบรนด์ก้าวเข้าไปในดินแดนที่ไม่เคยสำรวจมาก่อน” Cho อธิบาย ซึ่งในครั้งนี้หมายถึงการเปลี่ยนบทบาทของงานแกะสลักจากเดิมที่เป็นเพียงองค์ประกอบเชิงฟังก์ชัน ให้กลายมาเป็นงานศิลปะที่สร้างภาพลักษณ์บนหน้าปัด

ในส่วนของงานดีไซน์ฝั่ง The Armoury ปัจจุบันเป็นการทำงานร่วมกันระหว่าง Cho และ Elliot Hammer คู่หูที่ร่วมโปรเจกต์กันมานานหลายปี โดย Cho จะเป็นคนดูเรื่องรูปทรง (Shape) และการสวมใส่ที่พอเหมาะบนข้อมือ ในขณะที่ Hammer จะลงลึกในรายละเอียดทางเทคนิค ความสวยงามของหน้าปัด และการวางคอนเซปต์ของตัวนาฬิกาให้มีความชัดเจนและลึกซึ้งยิ่งขึ้น

ดุจขนนกร่วงหล่นอย่างแผ่วเบา

จุดเริ่มต้นของโปรเจกต์ Floating Feathers ไม่ได้เริ่มที่ขนนกอย่างที่ชื่อบอก แต่เริ่มมาจาก “นก” โดยตรง Cho กำลังสนใจหน้าปัดนาฬิกาแนวศิลปะที่ถ่ายทอดเรื่องราวธรรมชาติ ในขณะที่ Hammer เองก็พยายามผลักดันสิ่งที่เขาเรียกว่าหน้าปัดแบบรูปภาพ (Picture Dial) โดยภาพร่างแรกนั้นพุ่งเป้าไปที่ “ฝูงอีกา” ซึ่งได้รับแรงบันดาลใจมาจาก Masahisa Fukase ช่างภาพชาวญี่ปุ่นชื่อดัง “ผมกับ Mark เราชอบช่างภาพคนนี้มาก และผมก็มุ่งมั่นสุดตัวว่ายังไงก็ต้องเป็นอีกา” Hammer เล่าถึงจุดเริ่ม

แต่ทว่า เมื่อนำนกมาถ่ายทอดลงบนหน้าปัดจริงๆ ผลลัพธ์กลับไม่เป็นอย่างที่คิด “การแกะสลักรูปนกแบบคุมโทนสีเดียว (Monochrome) ลงบนหน้าปัดมันไม่ออกมาดีเท่าไหร่ คุณจำเป็นต้องใช้สีเข้าช่วย” Cho อธิบายเพิ่มเติม เพราะความพยายามในช่วงแรกนั้นดูทื่อเกินไปและขาดมิติอย่างที่ใจต้องการ ซึ่ง Hammer เองก็ยอมรับตรงๆ ว่า “มันดูเหมือนแค่เส้นขอบรูปนก… ดูไม่สวยเลย” ทำให้พวกเขาต้องตัดสินใจลดทอนรายละเอียดของภาพลง เพื่อค้นหาแก่นแท้ที่จะสื่อสารออกมาได้ทรงพลังกว่าเดิม

ทำให้ ขนนก กลายเป็นคำตอบที่เต็มไปด้วยความเป็นไปได้มากกว่า เพราะมันสามารถถ่ายทอดทั้งโครงสร้างและพื้นผิว (Texture) ได้อย่างครบถ้วนโดยไม่จำเป็นต้องวาดรูปนกทั้งตัว Hammer เล่าว่าจริงๆ แล้วลวดลายสุดท้ายที่ปรากฏคือ “ขนของนกอีกา” แม้ว่าในเอกสารข้อมูลอย่างเป็นทางการจะไม่ได้ระบุรายละเอียดนี้ไว้ก็ตาม ในตอนแรกพวกเขาเริ่มทดสอบด้วยขนนกเพียงเส้นเดียว แต่มันกลับดูขาดพลังและไม่มีตัวตน Cho นิยามผลลัพธ์ในตอนนั้นว่าสวยแต่ดูนิ่งค้างจนเกินไป “เราอยากให้มันรู้สึกถึงความเคลื่อนไหวมากกว่านี้ครับ” เขาว่า “สุดท้ายมันเลยออกมาเป็นขนนกสามเส้นที่กำลังร่วงหล่นและล่องลอยอยู่ในจังหวะที่พอดี”

Hammer อธิบายถึงการตัดสินใจครั้งนี้ในเชิงองค์ประกอบศิลป์ว่า “เลขสามให้ความรู้สึกที่ไดนามิกกว่า เพราะมันสร้างรูปทรงสามเหลี่ยมขึ้นมา… การมีรูปทรงสามเหลี่ยมวางอยู่ในวงกลมของหน้าปัดนาฬิกาช่วยเพิ่มมิติเรื่องความเคลื่อนไหวได้มาก ลองคิดดูว่านาฬิกามันทำงานและขยับเขยื้อนอยู่ตลอดเวลา แต่เราอาจจะมองไม่เห็นถ้ามันไม่มีเข็มวินาที ดังนั้นการสื่อสารความเคลื่อนไหวออกมาในเชิงนามธรรมแบบนี้จึงเป็นเรื่องที่น่าสนใจกว่า”

หน้าปัดรุ่นนี้ผลิตจากเงิน Argentium และแกะสลักโดย Keisuke Kano ปรมาจารย์ด้านการแกะสลักชาวญี่ปุ่น ขนนกแต่ละเส้นถูกสร้างขึ้นจากการลงมีดซ้ำแล้วซ้ำเล่า โดยเฉลี่ยประมาณ 20 ครั้งต่อระยะเพียง 1 มิลลิเมตร ตัวเลขนี้อาจฟังดูเป็นนามธรรมจนกระทั่งคุณได้เห็นหน้างานจริง เพราะการแกะสลักครั้งนี้ไม่ใช่แค่การลากเส้นลงบนพื้นผิว แต่เป็นการปั้นรูปทรงขนนกให้ลึกลงไปในเนื้อเงิน Hammer บรรยายถึงโครงสร้างสุดท้ายว่ามันถูก “กรีดลึกลงไปเหมือนหุบเขาที่มีหน้าผาอยู่ตรงกลาง” โดยพื้นผิวจะค่อยๆ ลาดเอียงลงไปหาแกนกลางของขนนกอย่างประณีตที่สุด

ความลับขององศาที่เปลี่ยนไปนี้เองที่ช่วยให้หน้าปัดสามารถ “ดักจับแสง” ได้แตกต่างกันยามขยับข้อมือ ซึ่งเป็นสิ่งที่ทีมออกแบบตั้งใจไว้ตั้งแต่แรก เพราะการสะท้อนของแสงคือหัวใจสำคัญของนาฬิการุ่นนี้ “ถ้าเราตัดเรื่องวิศวกรรมออกไป สิ่งที่สำคัญที่สุดก็คือแสงครับ” Hammer กล่าว “เพราะแสงเป็นตัวกำหนดรูปทรงของตัวเรือน… รวมถึงความชัดเจนในการอ่านค่าเวลาด้วย”

ในขณะเดียวกัน Mark Cho ก็แก้โจทย์เรื่องแสงจากมุมของวัสดุ เขาพบว่าเงินที่เพิ่งถูกแกะสลักเสร็จใหม่ๆ นั้นมีความสว่างจ้าจนเกินไป “เวลาที่คุณกรีดเนื้อเงิน มันจะทิ้งพื้นผิวที่สะอาดและเงาวาวมาก แต่มันกลับเงาเกินไปนิดนึงสำหรับเรา” วิธีแก้ปัญหาคือการนำหน้าปัดไปผ่านกระบวนการพ่นทราย (Bead-blast) อีกครั้งแบบเบาๆ แค่เพียงนิดเดียวจริงๆ เพื่อลดทอนความจัดจ้านและทำให้พื้นผิวดูซอฟต์ลง ผลลัพธ์ที่ได้อาจดูนิ่งเงียบ แต่กลับเปลี่ยนอารมณ์และวิธีการสื่อสารของหน้าปัดไปอย่างสิ้นเชิง

ศิลปะแห่งความพอเพียง

องค์ประกอบส่วนที่เหลือของนาฬิกายังคงรักษาเอกลักษณ์อันเป็นลายเซ็นของ Naoya Hida ไว้อย่างครบถ้วน ไม่ว่าจะเป็นตัวเรือน Type 4 ขนาด 36 มม. ที่ดูคอมแพกต์และคุ้นมือสำหรับแฟนคลับของแบรนด์ ไปจนถึงหลักชั่วโมงและชุดเข็มสีทองที่ยังคงความแม่นยำและอ่านง่าย ซึ่งช่วยดึงให้นาฬิกาเรือนนี้ยังคงความสุขุมและใช้งานได้จริง ซึ่งเป็นประเด็นที่ Mark Cho ให้ความสำคัญอย่างมาก

“ผมอยากให้มันยังคงทำหน้าที่เป็นนาฬิกาที่ใช้งานได้จริงด้วยครับ” Cho ย้ำ “เพราะบางครั้งเรามักจะเจอนาฬิกาแนว Art Dial ที่ประโคมการตกแต่งจนล้น จนทำให้มันยากที่จะหยิบมาใส่ได้ในทุกๆ วัน” การเลือกใช้พาเลทสีแบบโมโนโครม ตัดกับหลักชั่วโมงสีทองและชุดเข็มที่ดูสะอาดตา จึงเป็นเสมือนเส้นแบ่งที่กั้นไว้ไม่ให้งานศิลปะบนหน้าปัดเรือนนี้ล้ำเส้นจนเสียฟังก์ชันการใช้งานไปนั่นเอง

ความสำเร็จของโปรเจกต์คอลแลบนี้เกิดขึ้นได้เพราะตัว Naoya Hida เอง แม้เขาจะเป็นคนที่เปิดรับไอเดียใหม่ๆ เสมอ แต่ในขณะเดียวกันเขาก็รู้ดีว่าแค่ไหนคือพอดี Mark Cho นิยามว่า Hida เป็นคนที่มีรสนิยมยอดเยี่ยมและมีสายตาที่เฉียบแหลม แต่ที่สำคัญกว่าคือเขารู้ว่าควรจะหยุดที่ตรงไหน “เขามักจะรักษาภาพลักษณ์ของแบรนด์ให้มีความสม่ำเสมอ… แต่เขาก็ยินดีมากกับไอเดียที่เรานำไปเสนอ” เป้าหมายหลักจึงเป็นการค้นหาจุดร่วมเพื่อสร้างสรรค์สิ่งใหม่ที่ทั้งสองแบรนด์อาจจะไม่ทำถ้าต้องลุยเดี่ยว แต่สามารถทำให้เกิดขึ้นจริงได้เมื่อทำร่วมกัน

ในมุมของ Elliot Hammer เขาเสริมว่า “แม้ฝั่งทีมครีเอทีฟจะสเก็ตช์ภาพหรือเสนอไอเดียไปมากมายขนาดไหน สุดท้ายแล้ว Hida คือคนที่ต้องลงมือผลิตมันขึ้นมาจริงๆ ช่องว่างระหว่างไอเดียและการลงมือทำ นี่เอง คือจุดที่โปรเจกต์นี้ถูกขัดเกลาจนออกมาสมบูรณ์แบบที่สุด”

สำหรับการผลิตนั้นถือว่าเอ็กซ์คลูซีฟสุดๆ เพราะจะมีการผลิตเพียง 10 เรือนในปีนี้ และอีก 10 เรือนในปี 2027 โดยจะเปิดให้ผู้ที่สนใจลงทะเบียนครอบครองผ่านทาง The Armoury เท่านั้น (เปิดรับสมัครตั้งแต่วันที่ 17-20 พฤษภาคมนี้ ก่อนจะตัดสินใจจัดสรรให้กับผู้ที่เหมาะสม) ด้วยสนนราคาที่ 33,000 ดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 1.2 ล้านบาท) แม้ราคาจะขยับสูงกว่ารุ่น Time-only มาตรฐาน แต่ก็ยังไม่ได้พุ่งไปแตะเพดานสูงสุดของแบรนด์

กลุ่มเป้าหมายของนาฬิการุ่นนี้ค่อนข้างเฉพาะเจาะจง นักสะสม Hida ตัวยงจะมองออกทันทีว่ามีอะไรที่ถูกเติมเข้ามา และมีส่วนไหนที่ยังคงความคลาสสิกไว้อย่างเหนียวแน่น แต่เหนือไปกว่านั้น นาฬิกาเรือนนี้ถูกสร้างมาเพื่อคนที่พร้อมจะใช้เวลาซึมซับกับรายละเอียด และเป็นคนที่เข้าใจดีว่านาฬิกาที่ดีคือนาฬิกาที่ยิ่งมองก็ยิ่งสวยขึ้นในทุกๆ ครั้งนั่นเอง

ข้อมูลทางเทคนิค
  • กลไก: ไขลาน (Manual Winding) Caliber 3020CS (ปรับแต่งจากฐานกลไก ETA 7750) สำรองพลังงาน 45 ชั่วโมง
  • ฟังก์ชัน: แสดงเวลาแบบ ชั่วโมง นาที และวินาที
  • ตัวเรือน: สแตนเลสสตีล 904L ขนาด 36 มม. หนา 11 มม. (Lug-to-Lug 42.9 มม.) กันน้ำ 50 เมตร
  • หน้าปัด: เงิน Argentium ผ่านการพ่นทราย (Bead-blasted) แกะสลักลวดลายขนนกด้วยมือโดยปรมาจารย์ Keisuke Kano พร้อมหลักนาทีทองคำ 18K Yellow Gold จำนวน 60 จุด ที่ติดตั้งด้วยมือทีละชิ้น
  • สาย: หนังลูกวัวสีเทา Charcoal Gray โดย Jean Rousseau พร้อมหัวเข็มขัดสแตนเลสสตีล 904L
  • จำนวนการผลิต: จำกัดเพียง 10 เรือนในปี 2026 และอีก 10 เรือนในปี 2027 เปิดรับลงทะเบียนผ่าน The Armoury (ทั้งหน้าร้านและออนไลน์) ตั้งแต่วันที่ 17-20 พฤษภาคมนี้

อ่านบทความอื่นๆ เพิ่มเติม
สัมผัส Panerai Submersible GMT PAM01495 นาฬิกาดำน้ำไซส์ยักษ์… ที่ใส่สบายจนลืมไปว่ามีอยู่จริง
Girard-Perregaux Laureato Chronograph 42mm Chocolate การกลับมาของไอคอนิกยุค 70s ในเฉดสีช็อกโกแลตสุดหรู
The Royal Pop? เมื่อ Audemars Piguet อาจจะเลือกทิ้งความเคร่งขรึม เพื่อเดิมพันกับความสนุกที่โลกต้องจับตาว่าอะไรจะเกิด!!

The Vintage Renaissance: เมื่อ ‘อดีต’ คือการปฏิวัติที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของโลกนาฬิกา

เมื่อแบรนด์นาฬิกาแข่งกันว่าใครจะสามารถ ‘เล่าเรื่องอดีต’ ได้ร่วมสมัยที่สุด 

Words: Chanist Prasertburanakul

เมื่อเราก้าวเข้าสู่ช่วงครึ่งหลังของทศวรรษ 2020 โลกนาฬิกาได้เกิดปรากฏการณ์ที่เรียกว่า ‘Reverse Innovation’ หรือนวัตกรรมย้อนศร แบรนด์นาฬิกาไม่ได้แข่งขันกันที่ความล้ำสมัยของเทคโนโลยีเพียงอย่างเดียว แต่แข่งกันว่าใครจะสามารถ ‘เล่าเรื่องอดีต’ ได้ร่วมสมัยที่สุด 

ในช่วงหลายปีที่ผ่านมาเราได้เห็นการเปลี่ยนผ่านจาก ‘Vintage-Inspired’ สู่ ‘Neo-Heritage’ ในช่วงปี 2020-2024 คือยุคของการทำนาฬิกาหน้าตาวินเทจ (Vintage-Inspired) ส่วนในช่วงปี 2026-2030 หรือภายใน 3-4 ปีข้างหน้า น่าจะเป็นยุคของ Neo-Heritage เห็นได้จากการที่ Audemars Piguet หรือ Vacheron Constantin นำกลไกที่เคยห่างหายไปจากวงการอย่าง Jumping Hour หรือ Minute Repeater มาใส่ในวัสดุแห่งอนาคตอย่างแซฟไฟร์หรือเซรามิก เพื่อตอบโจทย์คนที่รักในความซับซ้อนแบบโบราณในรูปลักษณ์ที่แข็งแกร่งทนทาน 

สิ่งที่เห็นได้อีกประการหนึ่งคือ ขนาดตัวเรือนที่ลดลงและความหลงใหลในความบาง (The Slim Revolution) ซึ่งได้รับอิทธิพลจากนาฬิกาในยุค 1950s -1960s ที่ส่งผลให้อุตสาหกรรมนาฬิกาในช่วงปี 2026-2030 เลิกผลิตนาฬิกาขนาดใหญ่เกินตัว (Oversized) โดยกำหนดขนาดมาตรฐานของนาฬิกาผู้ชาย (Standard New Size)  คงที่อยู่ที่ 36-38 มม.และสำหรับนาฬิกาสปอร์ตจะอยู่ที่ 39 มม.  

Piaget Altiplano Ultimate Concept Tourbillon บรรจุกลไกทูร์บิญองลงไปในตัวเรือนที่ความบางเพียง 2 มม.

อีกสิ่งหนึ่งที่เห็นได้ในยุคนี้คือการฟื้นคืนของนาฬิกาแบบ ultra-thin ที่ใช้ความบางในยุคก่อนมาสร้างขึ้นใหม่ อาทิ Piaget และ Bvlgari ที่ไม่ได้แข่งขันกันแค่เรื่องความบางเพื่อทำลายสถิติเท่านั้น แต่ยังแข่งขันกันผลิตนาฬิกาตัวเรือนบางที่สามารถสวมใส่ได้ในชีวิตจริงเหมือนในยุคทองของนาฬิกาเดรส

การกลับมาของกระแสวินเทจส่งผลต่ออุตสาหกรรมนาฬิกาทั้งระบบ สิ่งที่เห็นชัดเจนมากก็คือนักสะสมยังคงหลงใหลงาน craftsmanship โดยเน้นงานช่างฝีมือที่ ‘เครื่องจักรทำไม่ได้’ ในปี 2026 การกำเนิดและเติบโตของ AI และเทคโนโลยีการพิมพ์ 3 มิติสามารถทำทุกอย่างได้อย่างสมบูรณ์แบบก็จริงอยู่ แต่สิ่งที่นักสะสมต้องการคือ ‘ความไม่สมบูรณ์แบบที่ตั้งใจ’ อย่างชิ้นงานที่ทำขึ้นด้วยฝีมือมนุษย์ อย่างการขัดแต่งด้วยมือ (Anglage) และการแกะสลักหน้าปัด (Guilloché) แบบที่ Breguet ทำ หรืองานลงอีนาเมล กลายเป็นมาตรฐานที่แบรนด์ชั้นนำต้องมี เพื่อพิสูจน์คุณค่าว่านาฬิกาเรือนนี้ผ่านมือช่างผู้ชำนาญ 

Breguet Classique 7637 Repetition Minutes กับงานสลักลายบนสะพานจักรด้านหลังเครื่องด้วยมือทั้งหมด  

การกลับมาของ ‘งานฝีมือที่ใกล้สูญพันธุ์’ ทำให้อุตสาหกรรมนาฬิกาหันมาลงทุนกับ ‘ช่างฝีมือ’ มากขึ้น เพื่อสร้างจุดต่างที่เทคโนโลยีทำไม่ได้ อย่างงานแกะสลักบนพื้นผิวกลไกในกลุ่มแบรนด์อย่าง Breguet และ Audemars Piguet เราจะเห็นการโชว์กลไกที่สลักลายด้วยมือ (Skeletal Engraving) มากขึ้น การที่ช่างใช้สิ่วค่อยๆ ตอกลงบนสะพานจักรทีละขีดจะกลายเป็นสิ่งที่ยืนยันความหรูหราที่แท้จริง หรือการใช้ Stone Dial Mastery โดยการกลับมาของหน้าปัดลาพิสลาซูลี มาลาไคต์ และไทเกอร์อาย จะทวีความซับซ้อนยิ่งขึ้น โดยมีการทำ Stone Marquetry หรือการนำหินหลายชนิดมาตัดต่อกันเป็นลวดลายกราฟิกแบบยุคอาร์ตเดโค

สิ่งที่จะเกิดขึ้นในอุตสาหกรรมนาฬิกาเราจะได้เห็นกลยุทธ์ ‘Ecosystem’ ของแบรนด์ เริ่มตั้งแต่โรงงานสู่พิพิธภัณฑ์ แบรนด์จะไม่ได้เป็นแค่ผู้ผลิต แต่จะเป็น ‘ภัณฑารักษ์’ ของตัวเอง แบรนด์จะรื้อฟื้นรากเหง้าประวัติศาสตร์รุ่นที่ทั้ง ‘ประสบความสำเร็จ’ และ ‘ล้มเหลว’ หรือ ‘ผลิตน้อย’ ในอดีตมาทำใหม่ เพราะนักสะสมยุคใหม่ชอบความแตกต่างที่ไม่ได้เห็นทั่วไป การกลับมาของกระแสวินเทจยังทำให้เกิดการทำ Heritage Certification โดยแบรนด์จะเปิดศูนย์บริการพิเศษสำหรับนาฬิกาวินเทจโดยเฉพาะ เพื่อออกใบรับรองความแท้และซ่อมแซมโดยใช้อะไหล่ดั้งเดิมจากคลังแสงเก่า ทำให้ตลาดนาฬิกาวินเทจแท้และนาฬิกาใหม่จำพวก Vintage-Inspired เติบโตไปพร้อมกันอย่างเป็นระบบ

นาฬิกา 5 รุ่นที่แสดงถึงการกลับมาของกระแสวินเทจ

Audemars Piguet Neo Frame Jumping Hour

เพิ่งเปิดตัวในปี 2026 นี่เอง สำหรับรุ่น Neo Frame การตีความใหม่ของนาฬิกา Audemars Piguet ในรูปแบบ Art Deco ที่ก่อนหน้านี้ทางแบรนด์เคยนำมาตีความใหม่มาแล้วในยุค ’90s ในชื่อรุ่นว่า Edward Piguet โดยนำดีไซน์ที่เกือบถูกลืมมาตีความใหม่ให้ดูโมเดิร์นโดยมีแรงบันดาลใจจากยุค Art Deco ในช่วงปี 1920s Audemars Piguet ได้สร้างนาฬิกาทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้าที่เน้นความแข็งแกร่งและรูปทรงเรขาคณิต เพื่อตอบรับกระแสดีไซน์โลกที่เปลี่ยนจากความอ่อนช้อยมาเป็นเส้นสายที่คมชัด โดยในยุคนั้นกระจกนาฬิกายังเปราะบางมาก ทางแบรนด์จึงออกแบบให้ตัวเรือนโลหะปิดทับหน้าปัดเกือบทั้งหมด และเหลือเพียงช่องหน้าต่าง (Apertures) เล็กๆ ไว้ดูเวลา เพื่อป้องกันกระจกแตก มาในสไตล์ Streamline Moderne ตัวเรือนทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้าที่มีเส้นสายโค้งมนและร่องริ้วแนวตั้ง (Vertical Gadroons) ซึ่งได้รับอิทธิพลจากงานสถาปัตยกรรมและดีไซน์ในยุคนั้น ที่ทางแบรนด์เชี่ยวชาญมานานกว่า 100 ปี ด้วยกลไก Calibre 7122 ตัวใหม่นี้ นาฬิการุ่นนี้แสดงให้เห็นถึงจุดบรรจบของอดีตและอนาคตอย่างสมบูรณ์แบบ  การพัฒนากลไก Calibre 7122 ขึ้นมาเพื่อใช้ในโปรเจ็กต์ Neo Frame Jumping Hour ของปี 2026 นี้ ถือเป็นการยกระดับวิศวกรรมนาฬิกาขึ้นไปอีกขั้น จึงสามารถกล่าวได้ว่า Neo Frame คือการตีความครั้งที่สองที่สมบูรณ์แบบของรูปทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้าในยุคอาร์ตเดโคกลับขึ้นมาอีกครั้ง 

Piaget Polo 79


Piaget ปลุกกระแสความหรูหราแบบ Jet-set ในยุค ’70s นี่คือคำนิยามของไลฟ์สไตล์ของกลุ่มมหาเศรษฐี ดาราฮอลลีวูด และเซเลบริตี้ระดับโลกที่ใช้ชีวิตอย่างหรูหราในยุคนั้น คนเหล่านี้เดินทางข้ามทวีปด้วยเครื่องบินเจ็ตส่วนตัว (หรือเครื่องบินคองคอร์ด) เพื่อไปปาร์ตี้ที่แซงต์-โทรเปซ์ นอนเล่นที่รีสอร์ตในมอนติคาร์โล หรือเข้าคลับหรูอย่าง Studio 54 ในนิวยอร์ก Piaget Polo เป็นตัวแทนปลุกความหรูหราให้กลับมามีชีวิตอีกครั้ง 

เราจะเห็นความเป็นวินเทจในการการถอดแบบมาจากรุ่นปี 1979 แบบ 1:1 ทั้งสายและตัวเรือนที่ทำจากทองคำล้วน กับงาน craftsmanship ที่มีจุดเด่นคืองาน Hand-engraving ลายเส้นแนวนอนที่ต่อเนื่องกันตลอดทั้งเรือน โดยช่างต้องใช้ฝีมือในการสลักลายบนทองคำให้ดูนวลเนียนเหมือนเป็นชิ้นเดียวกัน เป็นงานช่างทองที่หาได้ยากในนาฬิกายุคปัจจุบัน รุ่นนี้ได้รับแรงบันดาลใจมาจากความรุ่งโรจน์ของกีฬาโปโลและวิถีชีวิตแบบ Jet-set ในปี 1979 เป็นยุคที่นาฬิกาทองคำล้วนคือเครื่องหมายของความสำเร็จและความมั่งคั่ง 

สิ่งที่ทาง Piaget ตีความใหม่ คือการแสดงให้เห็นถึง Full Gold Philosophy ที่ Piaget เลือกที่จะรักษาดีไซน์เดิมไว้แบบ 1:1 แต่ปรับขนาดให้ร่วมสมัยขึ้นเป็น 38 มม. พร้อมทั้งยังคงรูปแบบสายนาฬิกาที่เชื่อมต่อกับตัวเรือนอย่างไร้รอยต่อ และถูกแกะสลักด้วยมือเพื่อสร้างลายเส้นที่ต่อเนื่องกันทั้งเรือนแบบที่เรียกว่า ‘Gadroon Design’ ที่มีลายเส้นนูนแนวขวางที่ไหลลื่นต่อเนื่องจากหน้าปัดไปจนตลอดตัวสายนาฬิกา ทำให้เวลาสวมใส่บนข้อมือ มันไม่ได้ดูเหมือนนาฬิกาที่มีสายมาเชื่อมต่อ แต่ดูเหมือนเป็นกำไลทองคำที่บอกเวลาได้ และเลือกใช้กลไก Micro-rotor Movement ที่เปลี่ยนจากเครื่องควอตซ์ในยุค ’70s มาเป็นเครื่องออโตเมติกแบบไมโครโรเตอร์ ด้วยกลไก Calibre 1200P1 ที่มีความบางเป็นอันดับต้นๆ ของโลก เพื่อรักษารูปทรงนาฬิกาให้ดูเพรียวบางเหมือนเดิม

Cartier Prive Tortue Monopoussoir Chronograph 

Cartier ตอกย้ำความเป็นเจ้าแห่งรูปทรง หรือ ‘Shape Watch’ ได้อย่างดีเยี่ยม ด้วยการนำรุ่น Tortue (ทรงเต่า) จากปี 1928 กลับมาทำใหม่ในคอลเลกชัน Privé ปี 2024-2025 โดยมีความเป็นวินเทจที่หน้าปัดแบบจับเวลาปุ่มเดียว (Monopusher) ที่ดูสะอาดตาและคลาสสิกตามแบบฉบับนาฬิกาหรูยุคต้นศตวรรษ เราจะได้เห็นงาน craftsmanship บนตัวเรือนทรงโค้งมนที่ขัดแต่งอย่างประณีต และกลไกไขลานที่ออกแบบมาให้บางพอที่จะอยู่ในตัวเรือนสุดหรูนี้ได้ 

Cartier Privé Tortue Monopoussoir Chronograph ได้รับแรงบันดาลใจมาจากรูปทรง Tortue ที่ Louis Cartier ออกแบบในปี 1912 และกลไกจับเวลาปุ่มเดียวที่เปิดตัวครั้งแรกในปี 1928 โดยมีการตีความใหม่ให้เข้ากับในยุคปัจจุบัน ผ่านการปรับแต่งตัวเรือนให้บางลงเหลือเพียง 10.2 มม. เท่านั้น ทำให้มันเป็นนาฬิกาจับเวลาที่ดูหรูหรามากที่สุดรุ่นหนึ่ง และการออกแบบเข็มแบบ Apple Hands โดยการใช้เข็มเหล็กสีน้ำเงินรูปทรง ‘Apple’ (Breguet-style Hands) และหน้าปัดลาย Guilloché ที่ละเอียดขึ้นกว่ารุ่นดั้งเดิม เพื่อสะท้อนถึงงานฝีมือในระดับ Haute Horlogerie พร้อมทั้งระบบกดปุ่มเดียวที่รวมอยู่ในเม็ดมะยม ทำให้ตัวเรือนไม่มีปุ่มจับเวลายื่นออกมาให้เกะกะ รักษาความมินิมัลแบบคลาสสิกไว้ได้อย่างครบถ้วน

Vacheron Constantin Historiques 222 (Steel Version)


เป็นที่ฮือฮาในปีที่ผ่านมาหลังจากปล่อยรุ่นวัสดุทองคำออกมาและประสบความสำเร็จอย่างถล่มทลาย การมาถึงของรุ่นสตีลในปี 2025-2026 คือสิ่งที่นักสะสมสายวินเทจรอคอย และก็ได้เห็นความเป็นวินเทจฉบับสมบูรณ์แบบด้วยดีไซน์สปอร์ตหรูที่มีกลิ่นอายยุค ’70s อย่างชัดเจน พร้อมโลโก้ Maltese ที่มุมตัวเรือน ทุกรายละเอียดเห็นงาน craftsmanship ที่สมกับแบรนด์ระดับ Vacheron Constantin งานขัดแต่งผิวเหล็กแบบซาตินที่ละเอียดจนดูมีมิติเงางาม และความบางของตัวเรือนที่ทำให้ดูหรูหรากว่านาฬิกาสปอร์ตทั่วไป 

Vacheron Constantin Historiques 222 ในเวอร์ชันนี้ได้รับแรงบันดาลใจในการออกแบบจาก Jorg Hysek ในปี 1977 เพื่อฉลองครบรอบ 222 ปีของแบรนด์ เป็นนาฬิกาสปอร์ตหรูยุคบุกเบิกที่ต่อสู้ในสงคราม ‘Luxury Steel Sports Watch’ การกลับมาทำใหม่เป็นการตีความใหม่ ในปี 2022 รุ่นสตีล ในปี 2025-2026 คือการตีความที่ตอบโจทย์ความร่วมสมัยที่เน้นการใส่ในชีวิตประจำวันมากขึ้น และมีการออกแบบตัวเรือนโมโนบล็อกขึ้นใหม่โดยให้ข้อสายมีความยืดหยุ่นและรับกับข้อมือมากกว่ารุ่นปี 1977 สำหรับรุ่นนี้ขับเคลื่อนด้วยกลไก Calibre 2455/2 ที่มีความเที่ยงตรงสูงและสามารถมองเห็นกลไกที่ขัดแต่งอย่างประณีตผ่านฝาหลังแซฟไฟร์สมศักดิ์ศรีความเป็น Vacheron Constantin อย่างแท้จริง

Breguet Classique 7637 Repetition Minutes

นี่คือตัวแทนของความเชื่อที่ว่า ‘กลไกโบราณคือศิลปะสูงสุด’ สะท้อนความเป็นวินเทจด้วยการใช้ฟังก์ชัน Minute Repeater (กลไกตีบอกเวลา) ซึ่งเป็นนวัตกรรมที่สืบทอดมาจากศตวรรษที่ 18 งานช่างฝีมือที่เห็นชัดเจนบนหน้าปัดที่ตกแต่งด้วยเทคนิค Grand Feu Enamel สีดำสนิทที่ต้องผ่านการเผาด้วยอุณหภูมิสูงหลายครั้งเพื่อให้ได้สีที่เป็นอมตะ และงานสลักลายบนสะพานจักรด้านหลังเครื่องด้วยมือทั้งหมด  

Breguet Classique 7637 Répétition Minutes ได้แรงบันดาลใจมาจากมรดกของ Abraham-Louis Breguet ผู้คิดค้นกลไก ‘gong spring’ (สปริงตีระฆัง) ในปี 1783 ซึ่งเปลี่ยนโลกนาฬิกาที่บอกเวลาด้วยเสียง โดยการตีความใหม่ที่รวมทั้งศาสตร์และศิลป์ลงไปอย่างเต็มที่ การใช้ Grand Feu Enamel คือการใช้หน้าปัดอีนาเมลสีน้ำเงินเข้มหรือสีดำที่ไม่มีวันซีดจาง เป็นการนำเทคนิคโบราณมาใช้อย่างสุดทางเพื่อให้ได้ความลึกของสีที่นาฬิกาสมัยใหม่เทียบไม่ได้ พร้อมด้วย Acoustic Engineering การตีความใหม่ที่เน้นคุณภาพเสียง โดยใช้ทองคำ 18K มาทำเป็น gongs เพื่อให้เสียงกังวานใสที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ อีกทั้งงานช่างฝีมือที่แสดงให้เห็นผลงานแกะสลักด้วยมือระดับมาสเตอร์ โดยสะพานจักรด้านหลังเครื่องถูกสลักลายด้วยมือทั้งหมด ซึ่งเป็นการโชว์งาน craftsmanship ที่เครื่องจักร หรือ AI ในยุค 2026 ก็ยังทำลายเส้นให้นุ่มนวลเท่ามนุษย์ไม่ได้

การปลุกกระแสวินเทจในยุคทศวรรษปี 2020 ที่เราเรียกว่า Vintage Renaissance ทำให้เกิดปรากฏการณ์ Retro-Chic คือคนรุ่นใหม่เริ่มเบื่อนาฬิกาสปอร์ตเหล็กที่ดูเหมือนๆ กันไปหมด และหันมาหาความหรูหราแบบที่ดูวินเทจและมีคลาส และโหยหาแฟชั่นที่มีรากฐานประวัติศาสตร์ ซึ่งนาฬิกาทั้ง 5 เรือนต่างเป็นตัวแทนของยุค Vintage Renaissance หรือนาฬิกายุคใหม่ที่นำจิตวิญญาณแห่งอดีตมาปฏิวัติวงการในช่วงทศวรรษ 2020 นี้ โดยเน้นงานช่างฝีมือระดับสูงและมีการนำดีไซน์ที่เกือบหายสาบสูญกลับมาผลิตใหม่ได้อย่างน่าทึ่ง หลายแบรนด์เริ่มนำสิ่งที่เป็นรากเหง้ามาตีความใหม่ 

นี่จึงไม่ใช่การ ‘คิดค้นสิ่งใหม่’ แต่เป็นการ ‘ขัดเกลารากเหง้าเดิม’ ให้สมบูรณ์แบบในบริบทปัจจุบัน 

อ่านบทความเพิ่มเติมได้ที่:

ว่าด้วย ‘ทองคำ’ วัสดุล้ำค่าที่น่าปรารถนาตลอดกาลในอุตสาหกรรมนาฬิกา

Nautilus กำลังจะครบ 50 ปี มาดูกันว่า Patek Philippe จะฉลองวาระนี้อย่างไร

กลไกทรงพลังที่ส่งมอบพลังงานสู่ความเที่ยงตรงสูงสุด


Girard-Perregaux Laureato Chronograph 42mm Chocolate การกลับมาของไอคอนิกยุค 70s ในเฉดสีช็อกโกแลตสุดหรู

ความเท่จากยุค 70s กลับมาทวงบัลลังก์ ในเฉดสีช็อกโกแลตและทอง Rose Gold ที่ผลิตเพียง 50 เรือนทั่วโลก

ยุค 70s กำลังกลับมาทวงบัลลังก์ความเท่คืนอีกครั้ง และครั้งนี้ Girard-Perregaux ไม่ได้มาเล่นๆ แต่เลือกจะหยิบเอาเรือนเวลาที่เป็นไอคอนิกอย่าง Laureato มาปัดฝุ่นใหม่ให้ดูฉ่ำกว่าเดิมในรุ่น Laureato Chronograph 42mm “Chocolate” ที่เป็นการผสมผสานระหว่างความสปอร์ตดิบๆ เข้ากับความหรูหราแบบคลาสสิกได้อย่างมีจังหวะจะโคน

ถ้าคุณเป็นแฟนนาฬิกาสไตล์ Integrated Bracelet คุณจะรู้ดีว่ารูปทรงแปดเหลี่ยมบนฐานวงกลมของ Laureato คือลายเซ็นที่ไม่มีใครเลียนแบบได้ แต่ในเวอร์ชันล่าสุดนี้ GP เลือกใช้ตัวเรือน 904L Steel (เหล็กเกรดเดียวกับที่แบรนด์มงกุฎใช้) มาตัดกับความอุ่นของ Rose Gold 18K บริเวณขอบตัวเรือน เม็ดมะยม และปุ่มกดโครโนกราฟ การเลือกใช้สีทูโทนแบบนี้คือการดึงเอาสปิริตของยุค 70s ออกมาตะโกนบอกโลกได้อย่างชัดเจนที่สุด

ไฮไลต์ที่ขโมยซีนที่สุดต้องยกให้หน้าปัดลาย Clous de Paris หรือลายหมุดแบบปิรามิดขนาดเล็กที่มาในเฉดสี “Chocolate Brown” มันเป็นสีน้ำตาลที่มีมิติสูงมาก เมื่อแสงตกกระทบจะเห็นการไล่เฉดตั้งแต่สีน้ำตาลเข้มเกือบดำไปจนถึงสีน้ำตาลอ่อนแบบกาแฟเอสเพรสโซ่ ซึ่งเข้าคู่กับเข็มและหลักชั่วโมงสี Rose Gold ได้อย่างลงตัว แถมยังใจถึงด้วยการให้สายยางสีน้ำตาลลายหมุด (Hobnail pattern) แบบเดียวกับหน้าปัดมาให้ในชุด เพื่อตอกย้ำว่านี่คือตัวเอกของคอลเลกชันที่เน้นความสปอร์ตหรูอย่างแท้จริง

ภายใต้ตัวเรือนที่หนาเพียง 12.16 มิลลิเมตร (ซึ่งถือว่าบางมากสำหรับนาฬิกาโครโนกราฟ) บรรจุด้วยกลไก In-house อัตโนมัติ Calibre GP03300 ที่ประกอบด้วยชิ้นส่วนถึง 419 ชิ้น การเลือกใช้กลไกที่บางเฉียบทำให้ Laureato เรือนนี้สวมใส่เข้ากับข้อมือได้แนบเนียน ไม่ดูหนาเทอะทะเหมือนนาฬิกาสปอร์ตทั่วไป มาพร้อมพลังงานสำรอง 46 ชั่วโมง และที่สำคัญคือสามารถกันน้ำได้ลึกถึง 100 เมตร พร้อมลุยไปกับคุณได้ทุกสถานการณ์

นี่คือนาฬิกาที่สร้างมาเพื่อคนที่หลงใหลในกลิ่นอายความวินเทจแต่ต้องการเทคโนโลยีการผลิตยุคปัจจุบัน Laureato Chronograph 42mm Chocolate รุ่นนี้ผลิตออกมาแบบจำกัดจำนวน (Limited Edition) เพียง 50 เรือนทั่วโลกเท่านั้น ใครที่กำลังมองหางานดีไซน์ที่มีสถาปัตยกรรมชัดเจนและมีเรื่องราวของยุคทองแห่งนาฬิกาสปอร์ตแฝงอยู่ เรือนนี้คือคำตอบที่จบและเจ็บที่สุดในรอบปี

ข้อมูลทางเทคนิค
  • ตัวเรือน: 904L Steel สลับ Rose Gold 18K / ขนาด 42 มม. / หนา 12.16 มม. / กันน้ำ 100 เมตร
  • หน้าปัด: สีน้ำตาล Chocolate Brown ลาย Clous de Paris (Hobnail) / เข็มและหลักชั่วโมง Rose Gold
  • ฟังก์ชัน: ชั่วโมง นาที วินาทีขนาดเล็ก วันที่ จับเวลาโครโนกราฟ (Chronograph)
  • กลไก: In-house Automatic Calibre GP03300 (419 ชิ้นส่วน) / สำรองพลังงาน 46 ชั่วโมง
  • สาย: สายยางสีน้ำตาลลาย Hobnail พร้อมตัวล็อกแบบบานพับ (Steel folding buckle)

อ่านบทความอื่นๆ เพิ่มเติม
นาฬิกา collaboration การหลอมรวมนวัตกรรมและงานคราฟต์แมนชิพชั้นยอดที่แสดงถึงความแน่นแฟ้นในอุตสาหกรรมนาฬิกา
Zenith Chronomaster Revival A384 “A Study in Patina” ความคลาสสิกที่สั่งได้ดั่งใจ
เจาะลึกไฮไลต์ Grand Seiko จากงาน Watches and Wonders 2026

The Reasons Why: เคยสงสัยไหมว่าทำไมนาฬิกา Zeitwerk Date จาก A. Lange & Söhne จึงเป็นนาฬิกาสุดคลาสสิกที่ล้ำสมัยสุดๆ?

0

แล้วนาฬิกาที่ไม่มีเข็มบอกเวลาจะกลายเป็นงานศิลปะที่ทรงพลังที่สุดบนข้อมือได้อย่างไร? มาหาคำตอบไปพร้อมกันในคลิปนี้ 

เพราะนี่คือเรือนเวลาที่ท้าทายขนบการทำนาฬิกาแบบดั้งเดิมด้วยการนำเสนอการแสดงเวลาแบบดิจิทัลผ่านกลไกจักรกลล้วน ซึ่งน้อยคนนักจะรู้ว่าแรงบันดาลใจนี้ย้อนกลับไปไกลถึงหอนาฬิกาในโรงอุปรากร Semper สมัยศตวรรษที่ 19 ความน่าทึ่งอยู่ที่การจัดการพลังงานมหาศาลเพื่อทำให้ตัวเลขชั่วโมงและนาทีเปลี่ยนจังหวะแบบกระโดดพร้อมกันได้อย่างเที่ยงตรงไร้ที่ติ

The Reasons Why A. Lange & Söhne Zeitwerk Date
The Reasons Why A. Lange & Söhne Zeitwerk Date

วิศวกรเยอรมันแก้โจทย์ยากด้วยการติดตั้งระบบ Remontoir เพื่อจ่ายพลังงานให้สม่ำเสมอ ผสมผสานกับฟังก์ชันวงแหวนวันที่รอบหน้าปัดที่ยังคงความสมมาตรไว้อย่างสมบูรณ์แบบ เจาะลึกเหตุผลที่ทำให้ Zeitwerk Date กลายเป็นไอคอนิกที่ซ่อนความล้ำสมัยไว้ภายใต้รูปลักษณ์สุดคลาสสิกได้ในวิดีโอนี้

ติดตามช่องทางอื่น ๆ ของ REVOLUTION THAILAND ได้ทาง REVOLUTION WATCH THAILAND
➡️ Instagram: /revowatchthai/
➡️ Facebook: /RevoWatchThai/
➡️ Website: https://revolutionthailand.com/
➡️ TikTok: / revowatchthai

#ALangeSohne #ZeitwerkDate #JumpingHours #TheReasonsWhy #RevolutionThailand

อ่านบทความอื่นๆ เพิ่มเติม
Zenith Chronomaster Revival A384 “A Study in Patina” ความคลาสสิกที่สั่งได้ดั่งใจ
The Collector’s Perspective EP12: 16 ปีแห่งการเดินทางของคุณดิ๊บ-ธีรภัทร์ ศุจิจันทรรัตน์
Deep Dive EP. 6: Louis Vuitton | จากตำนานหีบเดินทาง สู่การจารึกชื่อในโลกแห่งนาฬิกาชั้นสูง

Longines HydroConquest  Commonwealth Games สีสันสดใหม่ในมหกรรมกีฬาแห่งเครือจักรภพ

HydroConquest สองรุ่นพิเศษเพื่อฉลองสายสัมพันธ์อันยาวนานระหว่าง Longines และ Glasgow 2026 Commonwealth Games

ปีนี้ Longines ส่งโมเดล HydroConquest โฉมใหม่มาให้ตื่นเต้นกันอย่างต่อเนื่อง นับตั้งแต่เปิดตัวรุ่นใหม่เมื่อไม่นานมานี้ที่มีตัวเลือกขนาดใหม่ๆ ดีไซน์ปรับให้ลงตัวยิ่งขึ้น และทางเลือกสาย Milanese Mesh มาเติมเต็มคอลเลกชัน ล่าสุดยังส่งรุ่นลิมิเต็ดสีสันสะดุดตามาร่วมฉลองสายสัมพันธ์อันยาวนานระหว่างมหกรรมการแข่งขันกีฬาเครือจักรภพ Glasgow 2026 Commonwealth Games และแบรนด์ Longines ในฐานะ official timekeeper และ official partner

ทำความรู้จัก Commonwealth Games

เชื่อว่า หลายคนอาจจะไม่รู้จักมหกรรมกีฬา Commonwealth Games มาก่อน เราจึงอยากสรุปความเป็นมาของมหกรรมเกมการแข่งขันแห่งเครือจักรภพให้ได้รู้จักการแข่งขันนี้ให้ดียิ่งขึ้นกันสักนิด การแข่งขัน Commonwealth Games เป็นมหกรรมกีฬานานาชาติที่จัดขึ้นภายในทุกๆ 4 ปี โดยมีนักกีฬาจาก 74 ประเทศและดินแดนในเครือจักรภพเข้าร่วมแข่งขัน นอกจากชื่ออย่างเป็นทางการที่เป็นที่รู้จักกันดี การแข่งขันนี้ยังมีชื่อเล่นมักว่า ‘Friendly Games’ หรือ ‘มหกรรมกีฬาแห่งมิตรภาพ’ ซึ่งจัดต่อเนื่องมาตั้งแต่ปี 1930 โดยมีเป้าหมายเพื่อส่งเสริมความเป็นหนึ่งเดียว ความเท่าเทียม และคุณค่าความเป็นมนุษย์ร่วมกัน

ซึ่ง Longines ได้ทำหน้าที่เป็นผู้จับเวลาอย่างเป็นทางการครั้งแรกในมหกรรม  Perth Commonwealth Games ที่จัดขึ้นในปี 1962 ที่ออสเตรเลีย และในวันที่ 23 กรกฎาคมนี้ นักกีฬากว่า 3,000 ชีวิตจาก 74 ประเทศ พร้อมใจกันตบเท้าเข้าร่วมการแข่งขันใน 10 ชนิดกีฬา ใน Glasgow 2026 Commonwealth Games โดยมี Longines ทำหน้าที่เป็นผู้ตัดสินเสี้ยววินาทีแห่งชัยชนะเช่นเคย

HydroConquest  Commonwealth Games รุ่นลิมิเต็ด

ถึงแม้ว่าเราอาจจะไม่ได้ไปชมเกมการแข่งขันในสนามจริงที่จัดขึ้น ณ เมืองกลาสโกลว์ สก็อตแลนด์ แต่ Longines ก็จัดรุ่นลิมิเต็ดที่สื่อถึงสายสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นระหว่างผู้จับเวลาอย่างเป็นทางการและมหกรรมกีฬาครั้งนี้มาให้สาวก HydroConquest ได้มีโอกาสสัมผัสประสบการณ์ริมสนามแข่งผ่านนาฬิกา HydroConquest รุ่นลิมิเต็ด ที่ต้องบอกว่า มาในสีสันที่สดใสดึงดูดสายตา แต่ไม่ถึงกับฉูดฉาดจนทิ้งมาดขรึมตามสไตล์ Longines ไปเสียทั้งหมด

นาฬิการุ่นลิมิเต็ดนี้มาในดีไซน์ใหม่ของ HydroConquest ที่เพิ่งปรับโฉมและเปิดตัวไปเมื่อไม่นานมานี้ โดยหยิบองค์ประกอบด้านดีไซน์ในโลโก้ของ Glasgow 2026 Commonwealth Games มาแต่งแต้มสีสันบนหน้าปัดเคลือบแล็กเกอร์แบบไล่เฉดสีจากโทนสี teal ราวกับน้ำทะเลสู่สีดำอันลุ่มลึก ช่วยเบรกความจัดจ้านลงไปให้ยังดูเท่แบบลึกลับ โดยเล่นสีสันสดใสบนตัวอักษรบอกชื่อรุ่น HydroConquest ที่เลือกใช้โทนสีม่วง สะท้อนมิติหลากหลายในมหกรรมการแข่งขัน และยังมีเข็มวินาทีปลายสีชมพูที่อ้างอิงจากสีประจำโลโก้ของ Glasgow 2026 Commonwealth Games ที่ใช้โทนสีทั้งหมดที่เราเห็นบนหน้าปัดไล่เฉดอย่างสวยงาม

บนหน้าปัดประกอบไปด้วยเข็มนาฬิกาชุบโรเดียมและหลักชั่วโมงแบบ applied indexes เคลือบสารเรืองแสง Super-LumiNova® ช่วยให้สามารถอ่านค่าเวลาได้อย่างชัดในทุกสภาวะ ขอบตัวเรือนเซรามิกสีดำมาพร้อมตัวเลขในโทนสี teal รับกับสีหน้าปัด โดยตำแหน่ง 0 บรรจุสารเรืองแสง Super-LumiNova® ที่ช่วยให้อ่านค่าได้อย่างชัดเจนแม้ในสภาวะแสงน้อย จับคู่กับสายรับเบอร์ที่มาพร้อมตัวล็อกสองชั้นเพื่อให้มั่นใจในทุกกิจกรรมสายลุย

เรียกได้ว่า เป็น HydroConquest เจเนอเรชันใหม่ที่แปลกตากว่าเคย และทำให้เราได้สัมผัสกับอีกมิติของนาฬิกาสปอร์ตรุ่นฮิตที่มีพัฒนาการอย่างต่อเนื่อง 

ข้อมูลทางเทคนิค

  • รหัส: L3.779.4.09.9, L3.788.4.09.9
  • กลไก: ขึ้นลานด้วยมือ  คาลิเบอร์ L888.5 เอกสิทธิ์เฉพาะของแบรนด์
  • ฟังก์ชัน: แสดงค่าชั่วโมง, นาที, วินาที แสดงค่าวันที่ผ่านหน้าต่างวันที่ ณ ตำแหน่ง  3 นาฬิกา
  • ตัวเรือน: เสตนเลสสตีลขนาด 39 มม. และ 42 มม. ขอบตัวเรือนแบบหมุนทิศทางเดียวพร้อมอินเสิร์ตเซรามิกสีดำ กันน้ำได้ 300 เมตร
  • หน้าปัด: เคลือบแล็กเกอร์ขัดเงาสี teal ไล่เฉด เครื่องหมายบอกเวลาเคลือบโรเดียม และเคลือบ
  • สารเรืองแสง Super-LumiNova® เข็มนาฬิกาเคลือบโรเดียมและขัดเงา พร้อมเคลือบสารเรืองแสง Super-LumiNova® เข็มวินาทีปลายสีชมพู
  • สาย: สายรับเบอร์ตัวล็อกสองชั้น พร้อมกลไกเปิดแบบปุ่มกด และระบบปรับเลื่อนขนาดสายแบบละเอียด
  • จำนวน: จำกัดรุ่นละ 2,026 เรือน

อ่านบทความเพิ่มเติมได้ที่:

อาชาผงาดเหนือแสงตะวัน จิตวิญญาณแห่งปีมะเมียบนเรือนเวลา Longines

Longines HydroConquest เจเนอเรชันใหม่ ปรับโฉมใหม่ทั้งขนาดตัวเรือน หน้าปัด ขอบตัวเรือนเซรามิก และครั้งแรกกับสายถัก Milanese 

Zenith Chronomaster Revival A384 “A Study in Patina” ความคลาสสิกที่สั่งได้ดั่งใจ

สัมผัส Panerai Submersible GMT PAM01495 นาฬิกาดำน้ำไซส์ยักษ์… ที่ใส่สบายจนลืมไปว่ามีอยู่จริง

ผสานจิตวิญญาณนักดำน้ำเข้ากับเทคโนโลยีแห่งอนาคต

ใครที่คิดว่านาฬิกาดำน้ำเรือนยักษ์จะต้องเป็นภาระหนักอึ้งบนข้อมือ เตรียมลบภาพจำนั้นทิ้งไปได้เลย เพราะ Panerai Submersible GMT PAM01495 พิสูจน์ให้เห็นว่าความล้ำสมัยระดับ 3D Printing สามารถเปลี่ยนนาฬิกาไซส์ยักษ์ขนาด 47 มิลลิเมตร ให้กลายเป็นเครื่องจักรที่สวมใส่สบายจนน่าเหลือเชื่อ

หัวใจหลักของเรือนนี้คือตัวเรือนที่สร้างจากเทคโนโลยี Titanium DMLS (Direct Metal Laser Sintering) หรือนั่นก็คือการนำผงไทเทเนียมเกรด 5 มาเรียงตัวทีละเลเยอร์ด้วยแสงเลเซอร์ทำให้แบรนด์สามารถออกแบบโครงสร้างที่มีโพรงอากาศอยู่ภายในได้ ผลลัพธ์ที่ได้คือความเบาที่ลดลงจากไทเทเนียมแบบเดิมถึง 25% และเบากว่าเหล็กกล้าเกินกว่าครึ่ง ในขณะที่ยังคงความแกร่งระดับกันน้ำลึก 500 เมตรเอาไว้ได้อย่างสมบูรณ์แบบ

Panerai ยังเลือกใช้หน้าปัดแบบ Skeleton ที่เน้นดีไซน์เป็นเส้นสายแบบตะแกรงเหล็ก ให้ความรู้สึกเหมือนกำลังจ้องมองเข้าไปในห้องเครื่องที่ทรงพลัง โดยมีทีเด็ดอยู่ที่ระบบ “Patented Polarised Date System” แบรนด์ออกแบบจานวันที่ให้มีความโปร่งใสจนกลมกลืนไปกับกลไกด้านหลัง และจะเผยให้เห็นตัวเลขชัดเจนเฉพาะในช่องหน้าต่างวันที่ตำแหน่ง 3 นาฬิกาเท่านั้น เป็นการแก้ปัญหาความรุงรังของจานวันที่แบบเดิมได้อย่างมีระดับ

ภายใต้รูปลักษณ์ที่ดิบเถื่อน กลไก Calibre P.4001/S นั้นทำหน้าที่เป็นหัวใจสำคัญอย่างแม่นยำ ชุดเครื่องอัตโนมัตินี้ขับเคลื่อนด้วย Micro-rotor ทำจากทังสเตน มอบพลังงานสำรองยาวนาน 3 วันเต็ม ฟังก์ชัน GMT มาพร้อมระบบ Jump-hour ที่ปรับเวลาข้ามโซนได้ง่ายดายเพียงจังหวะเดียว เสริมความมั่นใจด้วยระบบ Second Reset ที่เข็มวินาทีจะตีกลับไปตำแหน่ง 0 ทันทีเมื่อดึงเม็ดมะยม เพื่อให้คุณตั้งเวลาได้เป๊ะตามมาตรฐานเครื่องมืออาชีพ

ซึ่งหลายคนอาจจะมองว่านาฬิกาดำน้ำที่เพิ่มฟังก์ชัน GMT เข้ามา มักจะทำให้ความชัดเจนของหน้าปัดลดลง แต่ Panerai Submersible GMT PAM01495 พิสูจน์ให้เห็นว่าพวกเขาหาจุดสมดุลระหว่างความดิบเถื่อนของนาฬิกาดำน้ำกับความละเอียดของฟังก์ชัน GMT ได้อย่างยอดเยี่ยม

โดยรวมแล้ว PAM01495 เรือนนี้คือหนึ่งในผลงานที่สะท้อนตัวตนของคนรักนาฬิกาที่ต้องการความเหนือชั้นเชิงวิศวกรรมมากกว่าแค่ความสวยงาม นี่คือเรือนเวลาที่ผสมผสานความโหดของนาฬิกาดำน้ำเข้ากับงานดีไซน์ล้ำยุคได้อย่างลงตัวที่สุด เตรียมพบกับตัวจริงได้ที่บูติก Panerai ตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2026 เป็นต้นไป

ข้อมูลทางเทคนิค  
  • ตัวเรือน: Titanium DMLS (Direct Metal Laser Sintering) ขนาด 47 มม. | กันน้ำลึก 500 เมตร
  • หน้าปัด: Skeleton ดีไซน์แบบตะแกรงเหล็ก | Patented Polarised Date System (วันที่โปร่งใสที่ช่อง 3 นาฬิกา)
  • ฟังก์ชั่น: ชั่วโมง, นาที, วินาที (Second Reset), วันที่, GMT (Jump-hour)
  • กลไก: Calibre P.4001/S (Automatic) | Micro-rotor ทังสเตน | พลังงานสำรอง 3 วัน

อ่านบทความอื่นๆ เพิ่มเติม
เมื่อเหรียญทองกลายเป็นนาฬิกา ทำไม Corum Heritage Coin Watch ถึงเป็นไอเท็มที่คนวงในอยากครอบครองที่สุด
Echo/Neutra x Seconde/Seconde/ Rivanera เรือนเวลาที่เปลี่ยนความ “เงียบ” ให้กลายเป็นงานศิลปะบนเรือนไทเทเนียมบางเฉียบ
Zenith Chronomaster Revival A384 “A Study in Patina” ความคลาสสิกที่สั่งได้ดั่งใจ

ไฮจิวเวลรี่และนาฬิกาจาก Cartier เปล่งประกายเจิดจรัสในงาน Met Gala 2026

ไม่ว่าจะเป็น ชิ้นวินเทจหรือคอลเลกชันปัจจุบัน แอมบาสเดอร์และเหล่าเซเลบริตี้แถวหน้าถ่ายทอดเอกลักษณ์ของ Cartier ได้อย่างมีศิลปะ

ในงาน Met Gala ที่เพิ่งผ่านพ้นไป นอกจากชุดราตรีและทักซิโด้โก้หรูที่เหล่าเซเลบริตี้นำธีมงาน ‘Fashion is Art’ มาตีความตามสไตล์และใจชอบ (เพราะทั้งศิลปะและแฟชั่นก็แล้วแต่คนสวมใส่จะนำไปตีความไม่ใช่หรือ) ปฏิเสธไม่ได้เลยว่า จิวเวลรี่และนาฬิกาหรูก็มีบทบาทสำคัญในการเติมเสน่ห์ให้กับงานศิลปะบนเรือนร่างได้เช่นกัน และต่อไปนี้คือเหล่าเซเลบริตี้ที่เลือกเติมประกายให้เฉิดฉายด้วยจิวเวลรี่และนาฬิกาจาก Cartier

Jisoo

แอมบาสเดอร์สาวของ Cartier เติมประกายให้กับชุดกูตูร์สวยหวานที่ได้แรงบันดาลใจมาจากผลงานภาพเพ้นต์ของ Claud Monet  ด้วยจิวเวลรี่ลวดลายพฤกษาเข้ากับชุด ด้วยต่างหูแบบหนีบดีไซน์ลวดลาย Foliate จาก Cartier Collection ปารีส ปี 1948 ทำจากไวท์โกลด์และแพลตินัมประดับเพชร โชคเกอร์วินเทจ จาก Cartier Collection ราวปี 1905 ทำจากไวท์โกลด์ แพลตินัม เพชร และกำมะหยี่ (สวมบนกำมะหยี่สีชมพูเข้ากับชุด) แหวน  Pluie de Cartier ทำจากไวท์โกลด์ 18K ประดับเพชร แหวน Étincelle de Cartier ขนาดเล็ก ทำจากไวท์โกลด์ 18K ประดับเพชร และแหวน Broderie de Cartier ขนาดเล็ก ทำจากไวท์โกลด์ 18K ประดับเพชร เติมเต็มชุดหวานให้เปล่งประกายชวนฝัน 

Rami Malek

ทางฝั่งแอมบาสเดอร์หนุ่มที่มีสไตล์การแต่งตัวที่เท่และดู exotic หน่อยๆ เติมประกายเหนือปกโอเวอร์โค้ตสีดำเรียบหรูด้วยเข็มกลัดดีไซน์รูปดาว จาก Cartier Collection นิวยอร์ก ปี 1928 ทำจากแพลตินัมประดับเพชร พร้อมคอมพลีตลุคด้วยนาฬิการุ่น Crash ปี 1992 ทำจากแพลทินัม ประดับแซฟไฟร์ พร้อมสายหนัง เติมกลิ่นอายวินเทจที่ยังดูร่วมสมัยให้กับลุคโก้หรู

Jon Batiste

เติมเต็มลุค all-white อย่างมีสไตล์ ด้วยกลิ่นอายวินเทจเข็มกลัด จาก Cartier Collection ปารีส ปี 1951 ทำจากแพลตินัม และไวท์โกลด์ประดับเพชร ที่อาจจะดูเหมือนคอนทราสต์กับลุคแต่กลับไปด้วยกันได้ดีเหลือเชื่อ

Anderson Paak

ไม่ใช่แค่จิวเวลรี่หรือนาฬิกาเท่านั้นที่ช่วยเติมเต็มสไตล์ให้กับลุคในวันสำคัญ แร็ปเปอร์หนุ่ม Anderson Paak พิสูจน์แล้วว่า แว่นกันแดดหรูก็ช่วยเสริมลุคให้ดูโดดเด่นด้วยเช่นกัน เขาเลือกสวมแว่นกันแดด Première de Cartier กรอบทำจากโลหะผิวสัมผัสทองแบบเรียบและแพลตินัม เสริมด้วยไวท์ฮอร์น และเลนส์สีเทา และไม่ลืมดึงดูดสายตาอีกนิดด้วยเข็มกลัด Grain de Café ทำจากไวท์โกลด์ 18K และแพลตินัมประดับเพชรเหนือเนคไท


Karlie Kloss

นางแบบสาวเลิกเติมประกายให้ชุดสีขาวด้วยจิวเวลรี่ชิ้นเล็กอย่าง ต่างหูหมุด C de Cartier  ทำจากไวท์โกลด์ 18K ประดับเพชร สร้อยข้อมือจาก Cartier Diamond Collection ทำจากไวท์โกลด์ 18K ประดับเพชร และแหวน Wedding Band Reflection de Cartier ทำจากไวท์โกลด์ 18K ประดับเพชร

Steph – Ayesha Curry

คู่รัก power couple มาในชุดสีดำแม็ตช์กันแบบโททัลลุค แล้วยังลิงค์กันด้วยประกายจากจิวเวลรี่หลากชิ้น  ฝ่ายหญิงเลือกคุมโทนด้วยไลน์เสือแพนเตอร์ชิ้นไอคอนิก ไม่ว่าจะเป็น ต่างหู Panthère de Cartier ทำจากไวท์โกลด์ 18K มรกต และออนิกซ์เพชร สร้อยคอ Panthère de Cartier ปรับเปลี่ยนเป็นเข็มกลัดทำจากไวท์โกลด์ 18K มรกต และออนิกซ์ประดับเพชร แหวน Panthère de Cartier ทำจากไวท์โกลด์ 18K มรกต และออนิกซ์ประดับเพชร ส่วนฝ่ายชายมาแบบน้อยแต่หรูมาก ด้วยแว่นกันแดด Panthère de Cartier ทำจากแพลตินัม พร้อมเลนส์สีน้ำเงิน เข็มกลัด C de Cartier ทำจากไวท์โกลด์ 18K ประดับออนิกซ์ และมรกตประดับเพชร

Danny Ramirez

ผู้ชายสวมเครื่องประดับทองอย่างไรให้ออกมาเท่เฉียบขาด หนุ่ม Danny Ramirez จะทำให้ดู เขาเลือกเติมประกายทองบนสูทสีน้ำตาลคาเมล ตัดความเงาของทองด้วยหินสีดำ อย่างสร้อยคอ Les Berlingots de Cartier ทำจากเยลโลว์โกลด์ 18K และออนิกซ์ประดับเพชร รับกับนาฬิกา Tank Louis Cartier รุ่น small model ตัวเรือนเยลโลว์โกลด์ 18K ตกแต่งแล็คเกอร์สีดำประดับเพชร จับคู่กับสายหนังสีดำ บนนิ้วมือสวมแหวน Panthère de Cartier ขนาดกลาง ทำจากเยลโลว์โกลด์ 18K ประดับซาโวไรต์และออนิกซ์ คู่กับแหวน Les Berlingots de Cartier ทำจากเยลโลว์โกลด์ 18K และออนิกซ์ประดับเพชร

Joe Burrow

เติมกลิ่นอายโอเรียนทัลนิดๆ ด้วย สร้อยคอ Panthère de Cartier ทำจากไวท์โกลด์ 18K ออนิกซ์ และมรกตประดับเพชร บนข้อมือประดับนาฬิกา Tank Américaine รุ่น large model ตัวเรือนเยลโลว์โกลด์ 18K จับคู่กับสายหนัง

Photos: Courtesy of Cartier

อ่านบทความเพิ่มเติมได้ที่:

Christie’s จัดไอเทมหรูสุดแรร์ให้นักสะสมเมืองไทยได้ชมก่อนงานประมูลในฮ่องกงและเจนีวาในงาน  Bangkok Preview

Timothée Chalamet จับมือ Urban Jürgensen จากผู้ใช้งานจริงสู่พาร์ทเนอร์ฝ่ายสร้างสรรค์

นาฬิกา collaboration การหลอมรวมนวัตกรรมและงานคราฟต์แมนชิพชั้นยอดที่แสดงถึงความแน่นแฟ้นในอุตสาหกรรมนาฬิกา


ใครจะคิดว่า A. Lange & Söhne จะยอมหยิบนาฬิกาทรงเหลี่ยมกลับมาเล่าใหม่ มารู้จักกับ Cabaret Tourbillon Honeygold รุ่นพิเศษที่มีเพียง 50 เรือน

เหตุผลที่ A. Lange & Söhne ยอมขุดพิมพ์เขียวอายุ 20 ปีมาเล่าใหม่ในรุ่น Cabaret Tourbillon Honeygold

ต้องบอกว่านาฬิกาทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้า มักจะถูกจัดวางไว้ในฐานะ “ทางเลือก” มากกว่าจะเป็นแกนหลักของแบรนด์นาฬิการ่วมสมัย ยิ่งสำหรับแบรนด์จากแซกโซนีอย่าง A. Lange & Söhne ที่คนส่วนใหญ่จดจำภาพตัวเรือนทรงกลมสมมาตรของ Lange 1 หรือ Datograph ได้มากกว่า ตระกูล Cabaret ที่เปิดตัวครั้งแรกในปี 1997 จึงค่อยๆ ลดบทบาทลงจนต้องยุติการผลิตไปในปี 2013

นาฬิการุ่นใหม่ Cabaret Tourbillon Honeygold ผลิตจำนวนจำกัดเพียง 50 เรือนเท่านั้น

ทว่าในโลกของนักสะสม ความเงียบเชียบมักซ่อนมูลค่าที่คาดไม่ถึง การกลับมาอีกครั้งในรอบห้าปีของโมเดลนี้ได้ซ่อนนัยสำคัญบางอย่างที่ชวนให้ตั้งข้อสังเกต เพราะแบรนด์เลือกที่จะจับคู่ตัวเรือนโลหะทองคำผสมสูตรลับอย่าง Honeygold เข้ากับหน้าปัดสีเทา ซึ่งเป็นคู่สีที่ Lange สงวนไว้สำหรับเวอร์ชันพิเศษเท่านั้น และผลิตจำกัดเพียง 50 เรือนทั่วโลก

ความโรแมนติกยุคปลายปี 90s ที่ไม่มีในนาฬิการุ่นใหม่

สิ่งที่ทำให้นาฬิการุ่นนี้แตกต่างจากงานดีไซน์ในยุคปัจจุบัน คือรหัสกลไก Caliber L042.1 ซึ่งหากสืบประวัติตามตัวเลข จะพบว่าโครงสร้างและสถาปัตยกรรมภายในของมันถูกพัฒนาขึ้นตั้งแต่ปี 2004 หรือพูดง่ายๆ ว่านี่คือกลไกที่มีอายุเกินสองทศวรรษไปแล้ว

การกลับมาของสัดส่วนยุคปลายปี 90s ที่พิสูจน์ว่าความโรแมนติกเชิงวิศวกรรม ไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนตามกาลเวลา

การเลือกใช้กลไกชุดเดิมส่งผลให้สัดส่วนของหน้าปัดย่อยสำหรับแสดงเข็มวินาทีตรงตำแหน่ง 4 นาฬิกา และเข็มแสดงพลังงานสำรองตรง 7 นาฬิกา มีขนาดที่ค่อนข้างเล็กและกระจุกตัวอยู่กึ่งกลาง ซึ่งขัดกับพิมพ์นิยมของนาฬิกายุคนี้ที่มักขยายหน้าปัดย่อยให้ใหญ่จนเต็มพื้นที่ แต่ความ “ไม่สมบูรณ์แบบตามพิมพ์นิยม” นี้เองที่มอบกลิ่นอายความโรแมนติกแบบวินเทจ และรักษาสมดุลทางสายตาที่แปลกตาไปจากนาฬิการ่วมสมัย

สีเทาและสีทองน้ำผึ้งเป็นการผสมผสานที่ลงตัวระหว่างความเย็นและความอบอุ่น เป็นการผสมผสานที่สวยงามและประณีต เหมาะกับแบรนด์เป็นอย่างดี

ความลุ่มลึกที่ซ่อนอยู่บนหน้าปัดสีเทาคือ มันผลิตขึ้นจากวัสดุ Honeygold แผ่นเดียวกับตัวเรือน ก่อนจะนำไปผ่านกระบวนการเคลือบโรเดียม (Rhodium) เพื่อเปลี่ยนสี ทว่าช่างฝีมือของ Lange เลือกที่จะไม่ใช้วิธีแปะโลโก้แบรนด์ลงไปดื้อๆ แต่ใช้วิธีแกะสลักเนื้อทองรอบๆ ตัวอักษรลงไปทีละนิด เพื่อปล่อยให้ตัวหนังสือโลโก้ลอยเด่นขึ้นมาด้วยเนื้อทอง Honeygold ดั้งเดิม เป็นรายละเอียดขนาดเล็กที่พบได้เฉพาะในงานสั่งทำพิเศษเท่านั้น

เบื้องหลังนวัตกรรม “กลไกตัววี“ ที่หยุดเวลาอย่างเที่ยงตรง

หากย้อนกลับไปในปี 2008 เมื่อครั้งที่ Cabaret Tourbillon เผยโฉมเป็นครั้งแรก มันไม่ได้สร้างความตื่นเต้นเพียงเพราะตัวกลไกสี่เหลี่ยมที่ตัดแต่งมาได้พอดีกับขนาดตัวเรือน แต่เป็นเพราะมันคือนาฬิกาทูร์บิญองเรือนแรกของโลกที่มีฟังก์ชัน Hacking Seconds หรือการหยุดเข็มวินาทีได้เมื่อดึงเม็ดมะยม

ลายเซ็นแกะสลักด้วยมือเป็นลวดลายดอกไม้

ฟังดูอาจเป็นเรื่องพื้นฐาน แต่วิศวกรนาฬิกาจะทราบดีว่า การนำกลไกเบรกไปหยุดจักรกรอก (Balance Wheel) ที่กำลังหมุนอยู่ภายในกรงทูร์บิญองที่เคลื่อนที่ตลอดเวลานั้นทำได้ยากมาก เนื่องจากรัศมีและตำแหน่งของกรงทูร์บิญองเปลี่ยนไปทุกวินาที

ทางออกของ Lange คือการออกแบบคานเบรกรูปตัววี (V-shaped lever) ที่มีจุดสัมผัสสองตำแหน่งและสามารถปรับองศาการกดได้ตามมุมที่เปลี่ยนไป ไม่ว่ากรงทูร์บิญองจะหมุนไปอยู่ที่มุมใด ขาข้างหนึ่งของตัววีจะทำหน้าที่ค้ำกรงไว้ ในขณะที่ขาอีกข้างจะลงน้ำหนักเพื่อหยุดการทำงานของจักรกรอกได้อย่างแม่นยำ ซึ่งเทคนิคนี้ถือเป็นหนึ่งในสิทธิบัตรสำคัญที่เปลี่ยนวิธีคิดของวงการนาฬิกาไฮเอนด์ไปตลอดกาล

คันโยกหยุดวินาทีรูปตัว V จะวางแขนข้างหนึ่งไว้บนกรงทูร์บิญอง และอีกข้างหนึ่งไว้บนล้อสมดุล (โดยเฉพาะบนสกรูที่สั้นกว่าซึ่งใช้สำหรับปรับสมดุล ในขณะที่สกรูที่ยาวกว่าทำหน้าที่เป็นตุ้มน้ำหนักปรับความเฉื่อย)

ความรู้สึกหลังจากที่ได้เห็นนาฬิกาเรือนนี้ครั้งแรก นับว่าเป็นการกลับมาของ Cabaret Tourbillon ในตัวเรือน Honeygold ครั้งนี้ กำลังบอกเราว่า A. Lange & Söhne นั้น ไม่ได้มองหาความล้ำสมัยจากโมเดลนี้ แต่มันคือการเฉลิมฉลองให้กับ “สัดส่วนยุคเก่า” ที่หาไม่ได้แล้วในนาฬิกาที่ออกแบบด้วยคอมพิวเตอร์ในปัจจุบัน รูปทรงแผ่นสามส่วนสี่ (Three-quarter plate) ที่มีความโค้งมนไหลลื่นบนฝาหลัง ล้วนสะท้อนถึงวิธีคิดของช่างนาฬิกายุคก่อนที่ให้ความสำคัญกับสุนทรียศาสตร์ของเส้นสายพอกับความแม่นยำ

ด้วยราคาและการจำหน่ายเฉพาะที่บูติกเท่านั้น นาฬิการุ่นนี้จึงไม่ใช่สินค้าที่จะเดินเข้าไปซื้อได้ง่ายๆ เพราะมันถูกสร้างมาเพื่อนักสะสมกลุ่มเฉพาะที่เข้าใจความงดงามของกลไกสี่เหลี่ยม และต้องการครอบครองชิ้นงานที่เป็นเสมือนหมุดหมายทางประวัติศาสตร์การออกแบบชิ้นหนึ่งของแบรนด์

แล้วทุกคนล่ะ คิดเห็นอย่างไรกับการหยิบเอากลไกอายุ 20 ปีมาตีความใหม่ในตัวเรือน Honeygold ครั้งนี้ ความนิ่งขรึมของหน้าปัดสีเทากับตัวเรือนสี่เหลี่ยมผืนผ้าแบบนี้ ตรงกับรสนิยมการสะสมของคุณหรือไม่ มาแลกเปลี่ยนมุมมองกันได้เลย

ข้อมูลทางเทคนิค 
  • กลไก: ไขลานด้วยมือ (Manual-winding) Caliber L042.1 ความถี่ 21,600 ครั้งต่อชั่วโมง (3 เฮิรตซ์) พร้อมระบบหยุดเข็มวินาทีทูร์บิญอง (Stop-seconds tourbillon) สำรองพลังงานยาวนาน 120 ชั่วโมง (5 วัน)
  • ฟังก์ชัน: แสดงชั่วโมง, นาที, วินาที, เข็มแสดงพลังงานสำรอง และช่องหน้าต่างวันที่ขนาดใหญ่ (Big Date)
  • ตัวเรือน: ขนาด 39.2 มม. x 29.5 มม. หนา 10.3 มม. วัสดุทองคำ Honeygold 18 กะรัต กันน้ำได้ลึก 30 เมตร
  • หน้าปัด: วัสดุ Honeygold แท้เคลือบโรเดียมสีเทา ตกแต่งโลโก้แบบแกะสลักนูนต่ำ สะพานจักรด้านหลังแกะสลักลวดลายฟลอรัลด้วยมือ 2 ชิ้น
  • สาย: หนังอัลลิเกเตอร์ (Alligator leather) พร้อมหัวเข็มขัดแบบหัวสาย (Pin Buckle) ผลิตจาก Honeygold 18 กะรัต
  • จำนวนการผลิตและการวางจำหน่าย: ผลิตจำกัด 50 เรือนทั่วโลก และวางจำหน่ายเฉพาะที่บูติกของแบรนด์เท่านั้น

อ่านบทความอื่นๆ เพิ่มเติม
The Royal Pop? เมื่อ Audemars Piguet อาจจะเลือกทิ้งความเคร่งขรึม เพื่อเดิมพันกับความสนุกที่โลกต้องจับตาว่าอะไรจะเกิด!!
นาฬิกา collaboration การหลอมรวมนวัตกรรมและงานคราฟต์แมนชิพชั้นยอดที่แสดงถึงความแน่นแฟ้นในอุตสาหกรรมนาฬิกา
เจาะลึกไฮไลต์ Grand Seiko จากงาน Watches and Wonders 2026

Zenith Chronomaster Revival A384 “A Study in Patina” ความคลาสสิกที่สั่งได้ดั่งใจ

เมื่อ Zenith ย่อเวลาครึ่งศตวรรษลงบนหน้าปัด สัมผัสความวินเทจแบบ Tropical ที่ไม่ต้องรอแดดเลีย

ใครที่เคยนั่งจ้องนาฬิกาวินเทจเรือนเก่าแล้วภาวนาให้หน้าปัดมันเปลี่ยนสีเป็นโทน “Tropical” ที่ดูขลังและพอดีเป๊ะ คงเข้าใจความรู้สึกนี้ดี ความเก่าที่มาตามกาลเวลาเป็นเรื่องของโชคชะตาที่คุมไม่ได้ แต่ Zenith ตัดสินใจจบปัญหาความไม่แน่นอนนั้นด้วย Chronomaster Revival A384 “A Study in Patina” รุ่นใหม่ที่ทำให้ความวินเทจกลายเป็นเรื่องของวิศวกรรมที่คุมได้ดั่งใจ

Chronomaster Revival A384

หลายคนอาจจะเคยเบะปากใส่คำว่า Faux Patina หรือการแต่งหน้าปัดให้ดูเก่าแบบปรุงแต่ง แต่ Zenith เลือกจะเล่นกับโทนสีบนหน้าปัดเรือนนี้ด้วยความละเอียดอ่อนที่หาได้ยาก หน้าปัดสีน้ำตาลไล่เฉดเข้มไปอ่อนให้ฟีลเหมือนนาฬิกาที่ผ่านแดดผ่านฝนมาครึ่งศตวรรษในตู้เก็บของอย่างดี มันไม่ใช่ความเก่าที่ดูเลอะเทอะ แต่คือการตีความสีสันของกาลเวลาออกมาให้ดูสมจริงจนแทบแยกไม่ออกว่านี่คือเรือนเวลาที่เพิ่งออกจากโรงงานมาหมาดๆ

หัวใจของเรือนนี้ยังคงยึดโยงอยู่กับพิมพ์เขียวดั้งเดิมของปี 1969 อย่างเหนียวแน่น ตัวเรือนทรงถังเบียร์ (Tonneau Case) ที่เป็นเอกลักษณ์ยังคงอยู่ครบถ้วน รวมถึงสายเหล็กแบบ “Ladder Bracelet” ที่ได้แรงบันดาลใจจากงานออกแบบของ Gay Frères ในยุคก่อนหน้า ทั้งหมดนี้ประกอบกันเป็นรูปลักษณ์ที่ดูมีสไตล์ในแบบที่ยังคงเคารพรากเหง้าของตำนานโครโนกราฟเครื่องแรกของโลกไว้อย่างครบถ้วน

Chronomaster Revival A384

ภายใต้หน้าปัดที่ดูเก๋าเกมคือกลไก El Primero ตัวแรงที่เดินด้วยความถี่สูงระดับ 36,000 ครั้งต่อชั่วโมง ซึ่งถือเป็นลายเซ็นของ Zenith ที่ต้องมีไว้ประดับตัวเรือน นี่คือความรู้สึกเหมือนเราได้ครอบครองรถสปอร์ตคลาสสิกที่ยกเครื่องใหม่ให้วิ่งได้เต็มสมรรถนะ มันมีทั้งความโรแมนติกของหน้าปัดที่ผ่านการปรุงสีมาอย่างดี และความไว้ใจได้ของกลไกยุคปัจจุบันที่พร้อมลุยไปกับเราในทุกวัน

ถ้าคุณคือคนที่หลงใหลในกลิ่นอายของนาฬิกายุค 60 แต่ไม่อยากปวดหัวกับการดูแลรักษานาฬิกาเรือนเก่าที่พร้อมจะรวนได้ทุกเมื่อ Chronomaster Revival A384 รุ่นนี้คือการสรุปบทเรียนเรื่องกาลเวลาที่เขียนออกมาได้อย่างน่าอ่านที่สุดบนข้อมือ มันคือทางลัดสู่ความคลาสสิกที่ออกแบบมาให้คุณสนุกกับการสวมใส่ได้จริง โดยไม่ต้องรอให้แดดเลียหน้าปัดจนสีเพี้ยนไปเองในอีก 50 ปีข้างหน้า

ข้อมูลทางเทคนิค
  • ตัวเรือน: ทรงถังเบียร์ (Tonneau Case) ตามพิมพ์เขียวดั้งเดิมปี 1969
  • หน้าปัด: ไล่เฉดสีน้ำตาล (Tropical Brown Gradient)
  • กลไก: El Primero (ความถี่สูง 36,000 ครั้งต่อชั่วโมง)
  • สาย: สายเหล็กแบบ “Ladder Bracelet” (ดีไซน์ดั้งเดิมจาก Gay Frères)

อ่านบทความอื่นๆ เพิ่มเติม
Bremont x Astrolab Supernova Chronograph เรือนเวลาที่ต้องผ่านบททดสอบระดับโหด เพื่อให้มั่นใจว่าจะไม่กลายเป็นขยะอวกาศ
Timothée Chalamet จับมือ Urban Jürgensen จากผู้ใช้งานจริงสู่พาร์ทเนอร์ฝ่ายสร้างสรรค์
Minerva 3 รุ่นใหม่ สุดยอดกลไกแฮนด์เมดที่มาพร้อมความประณีตในทุกรายละเอียด

เมื่อเหรียญทองกลายเป็นนาฬิกา ทำไม Corum Heritage Coin Watch ถึงเป็นไอเท็มที่คนวงในอยากครอบครองที่สุด

นิยามความหรูหราแบบ Old Money ผ่านเหรียญทองคำแห่งประวัติศาสตร์

ลืมภาพจำของนาฬิกาทรงสปอร์ตโครโนกราฟตัวเรือนหนาเตอะหรือหน้าปัดประดับเพชรที่พยายามตะโกนบอกความหรูหราไปได้เลย ถ้าคุณต้องการไอเท็มที่สั่นสะเทือนวงการนาฬิกาด้วยความกล้าบ้าบิ่นที่แท้จริง Corum Heritage Coin Watch คือคำตอบสุดท้ายที่อยู่เหนือการจัดหมวดหมู่ใดๆ ในโลกของนาฬิกาอิสระ (Independent Watchmaking) เพราะนี่ไม่ใช่แค่นาฬิกา แต่มันคือเหรียญทอง 20 ดอลลาร์สหรัฐฯ (Double Eagle) ที่ถูกผ่าครึ่งอย่างประณีตเพื่อซ่อนกลไกบอกเวลาไว้ข้างใน เป็นความดิบหรูที่คนมีรสนิยมแบบ “Old Money” เท่านั้นถึงจะเข้าใจเสน่ห์ของมัน

ความอัจฉริยะของโปรเจกต์นี้เริ่มต้นจากการตั้งคำถามว่า จะทำอย่างไรให้ทองคำบริสุทธิ์ที่มีคุณค่าในตัวเองกลายเป็นเครื่องมือบอกเวลาได้โดยไม่เสียคาแรกเตอร์ Corum ตัดสินใจใช้เทคนิคการตัดเหรียญที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว งานนี้ไม่ใช่เรื่องของการผลิตในสายพาน แต่มันคือการผ่าเหรียญทองคำล้ำค่าหนึ่งเหรียญออกเป็นสองซีก เพื่อฝังตัวเรือนนาฬิกาบางเฉียบไว้ตรงกลาง หน้าปัดของมันจึงเป็นเนื้อเดียวกับเหรียญที่เห็นรอยประทับของเทพีเสรีภาพหรือลวดลายของนกอินทรีได้อย่างชัดเจน มันไม่มีหลักชั่วโมงที่เกะกะสายตา มีเพียงเข็มบอกเวลาที่ดูเหมือนจะลอยเด่นขึ้นมาจากเหรียญทองนั้นโดยตรง

สิ่งที่ทำให้ Corum Coin Watch เป็นที่ต้องการของนักสะสมทั่วโลกนั้นไม่ใช่แค่เรื่องของทองคำหรือมูลค่า แต่คือความเป็น “สัญลักษณ์” ของมันมากกว่า และแน่นอนว่านาฬิกาเรือนนี้เคยประดับอยู่บนข้อมือของประธานาธิบดีสหรัฐฯ มานับไม่ถ้วน รวมถึงบรรดาไอคอนิกในยุคสมัยต่างๆ ที่ต้องการประกาศจุดยืนว่าความหรูหราที่แท้จริงไม่จำเป็นต้องแสดงออกผ่านความระยิบระยับเสมอไป แต่มันคือการเลือกใช้ “วัตถุ” ที่มีมูลค่าและเรื่องราวในตัวเอง มาเปลี่ยนให้เป็นเครื่องบอกเวลาที่เปี่ยมไปด้วยรสนิยม

ภายใต้ความคลาสสิกที่มองเห็นได้จากภายนอก Corum บรรจุกลไกอัตโนมัติความแม่นยำสูงไว้ภายใน เพื่อให้มั่นใจว่าเครื่องประดับชิ้นนี้จะยังทำหน้าที่บอกเวลาได้อย่างเที่ยงตรงสมกับที่เป็นงานวิศวกรรมสวิสแท้ๆ การสวมใส่ Corum Coin Watch จึงเป็นการสวมใส่ประวัติศาสตร์ การเป็นเจ้าของงานศิลปะที่กล้าฉีกกฎเกณฑ์การทำนาฬิกาทุกตำราทิ้งไป เพื่อสร้างมาตรฐานใหม่ของความเท่ที่ไม่มีวันเชย

สำหรับใครที่กำลังมองหาจุดตัดระหว่างความล้ำค่าของทองคำกับงานดีไซน์ที่ไม่มีวันตาย นี่คือเรือนเวลาที่พร้อมจะเป็นบทสนทนาบนข้อมือของคุณ มันไม่ได้ต้องการความสนใจจากผู้คนในแบบที่นาฬิกาอื่นพยายามเรียกร้อง แต่มันดึงดูดสายตาของผู้ที่รู้จริงด้วยความเงียบสงบและตัวตนที่ชัดเจนที่สุด หากคุณหลงใหลในสิ่งที่แตกต่าง นี่คือไอเท็มที่คุณจะไม่มีวันผิดหวังเมื่อมีมันไว้ในครอบครอง

ข้อมูลทางเทคนิค
  • ตัวเรือน: เหรียญทองคำ 20 ดอลลาร์สหรัฐฯ (Double Eagle) แท้ ตัดแยกเพื่อบรรจุกลไก
  • หน้าปัด: พื้นผิวเหรียญทองคำแท้ (ลวดลายเทพีเสรีภาพหรือนกอินทรี) ปราศจากหลักชั่วโมง
  • ฟังก์ชั่น: แสดงเวลา (ชั่วโมง, นาที)
  • กลไก: Automatic Swiss-made (ความแม่นยำสูง)
  • สาย: สายหนังแท้คุณภาพสูง (สำหรับคอมพลีทลุคคลาสสิก)

อ่านบทความอื่นๆ เพิ่มเติม
Bremont x Astrolab Supernova Chronograph เรือนเวลาที่ต้องผ่านบททดสอบระดับโหด เพื่อให้มั่นใจว่าจะไม่กลายเป็นขยะอวกาศ
Timothée Chalamet จับมือ Urban Jürgensen จากผู้ใช้งานจริงสู่พาร์ทเนอร์ฝ่ายสร้างสรรค์
Minerva 3 รุ่นใหม่ สุดยอดกลไกแฮนด์เมดที่มาพร้อมความประณีตในทุกรายละเอียด

Echo/Neutra x Seconde/Seconde/ Rivanera เรือนเวลาที่เปลี่ยนความ “เงียบ” ให้กลายเป็นงานศิลปะบนเรือนไทเทเนียมบางเฉียบ

ปฏิวัติงานดีไซน์ด้วยโปรเจกต์ Rivanera ที่หยิบเอาคอนเซปต์ห้องเก็บเสียง (Anechoic Chamber) มาวางบนข้อมือ

ถ้าคุณคุ้นเคยกับงานของ Seconde/Seconde/ ในฐานะตัวป่วนที่ชอบใส่ลูกเล่นกวนประสาทลงบนหน้าปัดนาฬิกา โปรเจกต์ล่าสุดที่จับมือกับ Echo/Neutra จะทำให้คุณต้องหยุดคิด เพราะรอบนี้เขาเลือกเดินเกมแบบหักมุม ด้วยการเอาหลักการห้องเงียบ หรือห้องเก็บเสียง (Anechoic Chamber) มาวางบนเรือนเวลาที่บางเฉียบจนแทบจะกลืนหายไปกับข้อมือ

Echo/Neutra x Seconde/Seconde/ Rivanera

โปรเจกต์นี้ตั้งโจทย์ที่น่าสนใจว่าถ้า “ห้องเงียบ หรือห้องเก็บเสียง” คือสถานที่ที่ทุกเสียงถูกดูดกลืน นาฬิกาเรือนนี้ก็คือการไล่เฉดสีและรายละเอียดที่ไม่จำเป็นออกไปจนเหลือเพียงแก่นแท้ มันเป็นความย้อนแย้งที่น่าตั้งคำถาม เพราะแทนที่จะใส่กราฟิกหวือหวาเพื่อความโดดเด่นเหมือนงานชิ้นก่อนๆ การร่วมงานกันครั้งนี้กลับเลือกใช้วิธี “ลบ” เพื่อสร้างตัวตนที่ชัดเจนขึ้นบนตัวเรือนไทเทเนียมเกรด 5 ที่ขึ้นชื่อเรื่องความเบาและแข็งแกร่งเป็นทุนเดิม

ความประทับใจที่แท้จริงไม่ได้อยู่ที่คำโปรยขายของ แต่มันอยู่ที่ตัวเลขสเปกที่เห็นแล้วต้องยอมใจ ด้วยกลไกไขลานด้วยมือ ETA 7001 ทำให้ตัวเรือนมีความบางเฉียบเพียง 5.5 มิลลิเมตร ซึ่งถ้ารวมกระจกเข้าไปก็ยังถือว่าบางมากสำหรับมาตรฐานนาฬิกาในปัจจุบัน เมื่อประกอบกับระยะ Lug-to-Lug ที่ 40 มิลลิเมตร นี่คือนิยามของนาฬิกาที่ออกแบบมาให้สวมใส่สบายจนลืมไปว่ามีอยู่จริง รวมถึงการเลือกใช้ไทเทเนียมเกรด 5 ยิ่งตอกย้ำว่าทีมออกแบบให้ความสำคัญกับความรู้สึกขณะสวมใส่พอๆ กับภาพลักษณ์ภายนอก

Echo/Neutra x Seconde/Seconde/ Rivanera

ในกล่องยังมีสายให้เปลี่ยนถึงสองสไตล์ คือสายหนังวัวผิวสัมผัสหยาบ (Textured blue leather) สำหรับวันทำงานที่ต้องการความเนี้ยบ และสายหนังกลับสีเทาอุ่น (Warm Grey Vintage Suede) สำหรับวันสบายๆ ที่อยากได้ลุคผ่อนคลาย การจับคู่กับ Seconde/Seconde/ ครั้งนี้ไม่ได้ทำให้ Rivanera ดูเป็นของเล่น แต่เป็นการยกระดับงานดีไซน์ให้มีความเป็นขบถที่สุขุม นิ่งแต่คมคาย

นี่คือนาฬิกาที่สื่อสารกับคนใส่ผ่านความเรียบง่ายที่ผ่านการคิดมาอย่างถี่ถ้วน สำหรับใครที่กำลังมองหาเรือนเวลาที่ใส่ได้ทุกวันโดยไม่รู้สึกจำเจ นี่คือบทพิสูจน์ว่าความเงียบที่ผ่านการออกแบบมาอย่างดี มักจะส่งเสียงดังกว่าการตะโกนเสมอ

Echo/Neutra x Seconde/Seconde/ Rivanera
ข้อมูลทางเทคนิค 
  • ตัวเรือน: ไทเทเนียมเกรด 5 (Titanium Grade 5) | หนา 5.5 มม. (รวมกระจก) | Lug-to-Lug 40 มม.
  • หน้าปัด: คอนเซปต์ Anechoic Chamber (เน้นการลบรายละเอียดที่ไม่จำเป็นออก เหลือเพียงความเรียบง่ายขั้นสุด)
  • ฟังก์ชัน: แสดงเวลา (ชั่วโมง นาที)
  • กลไก: ไขลานด้วยมือ (Manual Winding) ETA 7001
  • สาย: มาพร้อม 2 สไตล์ สายหนังวัวผิวสัมผัสหยาบ (Textured Blue Leather) และสายหนังกลับสีเทาอุ่น (Warm Grey Vintage Suede)

อ่านบทความอื่นๆ เพิ่มเติม
Bremont x Astrolab Supernova Chronograph เรือนเวลาที่ต้องผ่านบททดสอบระดับโหด เพื่อให้มั่นใจว่าจะไม่กลายเป็นขยะอวกาศ
Minerva 3 รุ่นใหม่ สุดยอดกลไกแฮนด์เมดที่มาพร้อมความประณีตในทุกรายละเอียด
พาชม H. Moser & Cie. Miami Edition ทูร์บิญองสีชมพูที่กล้าฉีกทุกกฎของงานดีไซน์

นาฬิกา collaboration การหลอมรวมนวัตกรรมและงานคราฟต์แมนชิพชั้นยอดที่แสดงถึงความแน่นแฟ้นในอุตสาหกรรมนาฬิกา

ไม่ใช่แค่เทคนิคทางการตลาด แต่เป็นการประกาศถึงสายสัมพันธ์ในวงการนาฬิกาอันแข็งแกร่งและยั่งยืน

สำหรับวงการนาฬิกาชั้นสูงการสร้างสรรค์ผลงานความร่วมมือไม่ได้เกิดขึ้นง่ายดายนัก และการจับมือแต่ละครั้งไม่ใช่เพียงแค่หวังผลในเชิงตัวเลขรายรับเข้าบริษัทที่ทะยานสูงขึ้น แต่การที่เมซงที่มีความชำนาญในศาสตร์ใดศาสตร์หนึ่งอย่างสูง เลือกจับมือกับอีกเมซงที่มีความเชี่ยวชาญอีกด้าน ย่อมเป็นการรวมพลังครั้งยิ่งใหญ่ในการสร้างสรรค์ผลงานเรือนเวลาที่มากกว่าการหวังผลทางการตลาด แต่มันเป็นการประกาศถึงสายสัมพันธ์ในวงการนาฬิกาที่แข็งแกร่งและยั่งยืน รวมถึงความเป็นไปได้ในโลกแห่งเรือนเวลาจักรกลที่พยายามรักษาสมดุลระหว่างการดำรงไว้ซึ่งขนบดั้งเดิม และการโอบรับนวัตกรรมใหม่ๆ ไปพร้อมๆ กัน ผลงานความร่วมมือระหว่างแบรนด์นาฬิกาชั้นนำเหล่านี้คือบทพิสูจน์

Louis Vuitton × De Bethune LVDB-03 Louis Varius Project

นับเป็นการเปิดตัวอันลือลั่นไปทั่ววงการนาฬิกาตั้งแต่ต้นปีเลยทีเดียว เมื่อ Louis Vuitton เมซงแฟชั่นที่มุ่งมั่นในการก้าวเข้าสู่วงการนาฬิกาชั้นสูงอย่างสมภาคภูมิ จับมือกับแบรนด์นาฬิกาอิสระที่มีปรมาจารย์ในการผลิตนาฬิกาคอมพลิเคชันซับซ้อนและเปี่ยมสุนทรียะอย่าง Denis Flageollet เป็นมันสมองและหัวใจของแบรนด์ “เขาคือ Leonardo da Vinci แห่งยุคปัจจุบัน” Jean Arnault ผู้อำนวยการฝ่ายนาฬิกาของ Louis Vuitton กล่าวยกย่อง Flageollet ไว้เช่นนั้น

Denis Flageollet ช่างนาฬิการะดับปรมาจารย์ผู้ก่อตั้งแบรนด์ De Bethune และ Jean Arnault ผู้อำนวยการฝ่ายนาฬิกาของ Louis Vuitton

และถ้าได้เห็นผลงานที่อัจฉริยะแห่งวงการนาฬิกาสร้างสรรค์ร่วมกับ La Fabrique du Temps ในโปรเจ็กต์ LVDB-03 Louis Varius อย่างนาฬิกา LVDB-03 GMT และ LVDB-03 Sympathique Louis Varius  ใครๆ ก็คงเห็นด้วยกับหัวเรือฝั่งเรือนเวลาของ LVMH เพราะทันทีที่ภาพของโปรเจ็กต์นี้ออกเผยแพร่สู่สาธารณะความงดงามของผลงานที่บรรจุดีเอ็นเอของทั้งสองเมซงผสานเป็นหนึ่งเดียวแทบทำให้สาวกนาฬิกาหยุดหายใจ


การหลอมรวมของสองดีเอ็นเอที่ต่างมีคาแร็กเตอร์ของตัวเองไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะต้องหาจุดกึ่งกลางที่ทั้งสองความโดดเด่นอยู่ร่วมกันอย่างสมานฉันท์ ไม่มีใครกลบรัศมีใคร แต่ต่างส่งเสริมซึ่งกันและกันอย่างเหมาะเจาะ เรือนเวลา LVDB-03 GMT โอบรับเอกลักษณ์ของ DB25 GMT Starry Varius นาฬิการุ่นไอคอนิกของ De Bethune ที่เราคุ้นตากันดีกับสีน้ำเงินซิกเนเจอร์และเทคนิคการตอกหมุดแบบสุ่มลงบนหน้าปัดที่ทำให้เกิดลวดลายคล้ายหมู่ดาวบนท้องฟ้า ผสานเข้ากับซิกเนเจอร์ของเรือนเวลารุ่น Tambour Taiko ตัวเรือนทรงกลมขอบลาดเอียงที่ได้แรงบันดาลใจมาจากกลองญี่ปุ่นอย่างชัดเจน และบริเวณขอบตัวเรือนคล้ายขอบกลองนี่แหละที่สะท้อนตัวตนของ Louis Vuitton ออกมาผ่านตัวอักษรชื่อแบรนด์เรียงแถวล้อมรอบขอบตัวเรือนที่ผ่านการขัดเงาวาวบนผิวแซนด์บลาสต์  ประกอบกับเม็ดมะยมลายดอกโมโนแกรมขัดแต่งผิวสลับกันหลายเทคนิค แสดงออกถึงความเป็น Tambour เรือนเวลาคอลเลกชันยอดนิยมของ Louis Vuitton อย่างไม่ต้องสงสัย


พื้นที่บนหน้าปัดนี่แหละที่ต้องแบ่งสรรปันส่วนกันให้ลงตัว ลวดลาย Milky Way อันเป็นเอกลักษณ์ของ De Bethune จึงถูกชูให้โดดเด่นด้วยการจับวางตรงใจกลางหน้าปัด ท่ามกลางหมู่ดาวที่รังสรรค์ขึ้นจากหมุดทองคำขาวฝังเรียงรายแบบสุ่มตำแหน่ง ประดับประดาด้วยแผ่นทองคำเปลวสีทอง มีกลุ่มดาวหนึ่งลอยเด่นขึ้นมาเป็นตัวอักษร LV เหนือผืนหน้าปัดไทเทเนียมสี De Bethune Blue ที่เกิดขึ้นจากกระบวนการ thermal oxidation อันเป็นเทคนิคเฉพาะของแบรนด์  รอบขอบหน้าปัดยังรายล้อมด้วยตัวบอกกลางวัน–กลางคืนแบบทรงกลม ซึ่งต่อยอดจากโครงสร้าง spherical moon-phase อันเป็นสิทธิบัตรเฉพาะของ De Bethune เช่นกัน ส่วนรหัสการออกแบบที่แสดงตัวตนของ Louis Vuitton นั้นแสดงออกผ่านหลักชั่วโมงขัดเงาและตัวเลขสไตล์ Tambour นับเป็นการหลอมรวมที่เกื้อกูลซึ่งกันและกันอย่างกลมกล่อม


ไม่เพียงแต่หลอมรวมกันในเชิงดีไซน์ ผลงานความร่วมมือชิ้นนี้ยังแสดงถึงความมุ่งมั่นในการการตีความใหม่ของกลไก Sympathique ในตำนานจากศตวรรษที่ 18 โดยเลือกใช้คาลิเบอร์ DB2507LV กลไกไขลานด้วยมือที่พัฒนาขึ้นภายในเวิร์กช็อปของ De Bethune ในเมืองแซ็งต์-ครัวซ์ กลไกนี้มอบพลังงานสำรองยาวนานถึง 5 วัน พร้อมฟังก์ชันที่ออกแบบมาเพื่อการเดินทาง รวมถึงฟังก์ชัน Sympathique ซึ่งทำให้นาฬิกาสามารถ ไขลานและปรับเวลาโดยอัตโนมัติเมื่อวางบนแท่นของนาฬิกาตั้งโต๊ะ LVDB-03 Sympathique Louis Varius ที่มาพร้อมกลไกซับซ้อนประกอบด้วยชิ้นส่วนกว่า 763 ชิ้น เมื่อวางนาฬิกาข้อมือไว้ในแท่น ระบบจะค่อยๆ ไขลานและปรับเวลาให้ตรงกับนาฬิกาหลัก โดยกระบวนการทั้งหมดเกิดขึ้นโดยอัตโนมัติภายในชั่วข้ามคืน นี่จึงเป็นการแลกเปลี่ยนความชำนาญระหว่างสองเมซงที่จะกลายเป็นมรดกทางภูมิปัญญาในโลกแห่งเรือนเวลาสืบไป ทั้งยังเป็นการสนับสนุนให้ช่างนาฬิกาจากแบรนด์ independent ให้ขยายขอบเขตความคิดสร้างสรรค์ได้อย่างเต็มที่


URWERK x Ulysse Nardin UR-Freak

ช่วงปลายปีที่ผ่านมาคงไม่มีการเผยโฉมนาฬิการุ่นไหนสร้างแรงสั่นสะเทือนไปทั่ววงการนาฬิกาได้เท่ากับการผนึกกำลังของสองแบรนด์นาฬิกาหัวขบถที่รักในการเดินออกนอกกรอบจำกัดเดิมๆ เพื่อสร้างสรรค์สิ่งใหม่ให้ศาสตร์แห่งการบอกเวลาไม่หยุดนิ่งอยู่กับที่ เมื่อความบ้าบิ่นของ URWERK ถูกผนวกเข้ากับความไม่แคร์ขนบของนาฬิการุ่น Freak ผลิตผลของ Ulysse Nardin ที่ท้าทายวิถีดั้งเดิมในการแสดงเวลา และยังทำให้โลกนาฬิกาได้รู้จักวัสดุสำคัญอย่าง ‘ซิลิคอน’ ผลลัพธ์ที่ได้จึงเหนือความคาดหมายถึงขีดสุด เพราะมันคือ UR-Freak นาฬิกาลูกผสมที่ชูความโดดเด่นของระบบแซตเทิลไลต์อันเป็นความชำนาญของ URWERK เข้ากับการใช้กลไกเป็นตัวบ่งชี้เวลาแทนเข็มนาฬิกาอันเป็นเอกลักษณ์ของ Freak นาฬิกาที่กล้าตั้งคำถามว่า นาฬิกาจำเป็นต้องบอกเวลาด้วยเข็มเสมอไปหรือ?

ว่ากันตามตรงทั้งนาฬิการะบบแซตเทิลไลต์ของ URWERK และนาฬิกาไร้เข็มรุ่น Freak ต่างก็มีคาแร็กเตอร์จัดจ้านกันทั้งคู่ เมื่อความประหลาดล้ำมาอยู่รวมกันจะเข้าขากันได้ดีหรือเปล่า เราคิดว่า Ur-freak สามารถคลายข้อสงสัยนั้นได้อย่างไร้ข้อกังขา เพราะการรวมตัวของทั้งสองคือการผสานความเจนจัดทางกลไกและวัสดุเข้าด้วยกัน นำความล้ำหน้าในเชิงเทคนิคของแต่ละแบรนด์มาเติมเต็มกันและกันให้สมบูรณ์และแปลกใหม่ โดยทาง URWERK นำเสนอระบบแซตเทิลไลต์ในการบอกเวลาแบบ wandering hours ซึ่งต้องผลิตชิ้นส่วนใหม่ถึง 150 ชิ้นในการออกแบบระบบนี้ให้กับ Ur-Freak โดยเฉพาะ การบอกเวลาของระบบดังกล่าวจะแสดงค่าผ่านเข็มสามชุดที่เชื่อมต่อกัน เข็มที่ทำงานอยู่จะเลื่อนตามสเกลนาทีวนขวาของหน้าปัด แต่ละเข็มติดตั้งดิสก์โดมหมุนได้สำหรับแสดงเวลาชั่วโมงแบบ jumping hour เมื่อชั่วโมงปัจจุบันที่เชื่อมกับคารูเซลหมุนครบ 60 นาที ดิสก์ชั่วโมงจะเปลี่ยนไปยังชั่วโมงถัดไป และเข็มชุดใหม่จะเริ่มต้นการเคลื่อนที่บนสเกลนาทีตั้งแต่จุดเริ่มต้น รูปแบบการแสดงค่าเวลาแบบที่ URWERK เชี่ยวชาญถูกผสานเข้ากับจิตวิญญาณของ Freak ด้วยการเชื่อมต่อเข้ากับระบบกำกับจังหวะการเดินของนาฬิกา ซึ่งกึ่งกลางคือบาลานซ์วีลและเอสเคปเมนต์ซิลิคอน หมุนไปพร้อมกับระบบแซทเทิลไลต์และหมุนครบหนึ่งรอบภายในทุกๆ  3 ชั่วโมง การทำงานดังกล่าวคล้ายระบบทูร์บิญองหรือคารูเซล ช่วยลดความคลาดเคลื่อนของเวลาได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ในการผนึกกำลังในเชิงกลไกของทั้งสองต้องอาศัยการปรับดีไซน์ให้อยู่ร่วมกันได้อย่างลงตัว โดยดีไซน์ของนาฬิกาลูกผสมถูกพัฒนาขึ้นบนพื้นฐานของนาฬิการุ่น Freak ONE ที่มาในตัวเรือนไทเทเนียมสีเทาแอนทราไซต์ขนาด 44 มม. ผิวขัดแต่งแซนด์บลาสต์ซี่งบ่งบอกความเท่ในแบบฉบับ URWERK ประกอบกับองค์ประกอบที่แสดงภาษาการออกแบบที่ Martin Frei และ Felix Baumgartner สร้างสรรค์มาเพื่อแบรนด์นาฬิกาหน้าตาอาวองต์การ์ดแบรนด์นี้ อย่างสามร่องสันนูนบนขอบตัวเรือนแบบหมุนและฝาหลังไทเทเนียมที่เราเคยได้เห็นในเรือนเวลาหลายรุ่นของ URWERK รวมถึงเฉดสีเหลืองสว่างแพนโทน 395 C เฉดสีประจำแบรนด์ที่มักจะแทรกตัวอยู่ในเรือนเวลารุ่นต่างๆ อยู่เสมอ คราวนี้เผยตัวชัดเจนบนสายนาฬิกายาง สเกลนาที และตำแหน่งสำคัญอย่างหัวลูกศรของแซตเทิลไลต์

ตัวตนของ Freak ก็ไม่ได้ถูกบดบังรัศมีแต่อย่างใด โดยเฉพาะการเลือกตัดเม็ดมะยมออกไป แล้วหันมาใช้การปรับตั้งค่าผ่านขอบตัวเรือนและฝาหลังแทน ณ ตำแหน่ง 6 นาฬิกาจะมีแถบล็อกขนาดเล็กที่เรียกว่า ‘ล็อกเกอร’ ช่วยยึดขอบตัวเรือนให้แน่นสนิท เมื่อต้องการปรับค่าเวลาสามารถยกตัวล็อกขึ้น ขอบตัวเรือนก็จะหมุนได้อย่างอิสระ ซึ่งการลดทอนองค์ประกอบดังกล่าวทำให้ดีไซน์ของ Ur-Freak ดูเรียบง่ายและร่วมสมัยยิ่งขึ้น แต่ยังคงตอบโจทย์การใช้งานในชีวิตประจำวันได้ดี

การหลอมรวมในเชิงนวัตกรรมกลไกและการปรับจูนดีไซน์ให้พบกันตรงกลางได้อย่างพอดิบพอดีของทั้งสองแบรนด์ที่มีจิตวิญญาณของผู้กล้าท้าทายกรอบจำกัดเดิมๆ จึงช่วยกรุยทางให้กับแบรนด์นาฬิกาอิสระอีกมากมาย เพราะมันแสดงให้เห็นว่า การอยู่ร่วมกันในวงการนาฬิกาไม่ได้หมายถึงการเป็นคู่แข่งกัน แต่เป็นเพื่อนร่วมวงการที่ช่วยกันสร้างสรรค์อะไรใหม่ๆ เพื่อเปิดพื้นที่ทดลองให้กับช่างนาฬิกาและแบรนด์ต่างๆ วงการนาฬิกาในอนาคตได้เข้าไปสำรวจ

Bvlgari × MB&F Serpenti

Maximilian Büsser ผู้ก่อตั้ง MB&F เคยกล่าวกับ Revolution Thailand ไว้ว่า

“ คุณไม่อยากสร้างสรรค์ผลงานร่วมกับคนที่เหมือนกับคุณหรอก คุณอยากร่วมงานกับคนที่มีไอเดียแตกต่างจากคุณ เพราะถ้าคุณทำงานกับคนที่ไอเดียเหมือนกันก็เหมือนกับการมีลูกกับตัวคุณเอง เพราะฉะนั้นโดยพื้นฐานแล้วคุณต้องมีพ่อกับแม่ มีสองดีเอ็นเอในการทำงานร่วมกัน”

Maximilian Büsser ผู้ก่อตั้ง MB&F

ซึ่งการแสวงหาดีเอ็นเอที่หลอมรวมเข้ากับแบรนด์นาฬิกาอิสระที่เป็นตัวของตัวเองอย่างชัดเจนนั้นคงไม่ใช่เรื่องง่าย แต่ก็หากันจนเจอในที่สุดนั่นก็คือ Bvlgari แบรนด์ที่มีความเชี่ยวชาญด้านจิวเวลรี่และมีความเป็นเลิศในการผลิตกลไกนาฬิกาไม่แพ้กัน

Fabrizio Buonamassa Stigliani ผู้อำนวยการฝ่ายออกแบบนาฬิกาของ Bvlgari และหัวเรือใหญ่ของ MB&F

ความร่วมมือครั้งแรกของทั้งสองเกิดขึ้นในปี 2021 หลังจากการพบกันโดยบังเอิญเมื่อหลายปีก่อนระหว่าง Fabrizio Buonamassa Stigliani ผู้อำนวยการฝ่ายออกแบบนาฬิกาของ Bvlgari และหัวเรือใหญ่ของ MB&F ครั้งนั้นทั้งสองร่วมกันสร้างสรรค์ MB&F × Bvlgari LM FlyingT Allegra ที่นำเอาสีสันและประกายแพรวพราวของอัญมณี ซึ่งเป็นความถนัดของ Bvlgari โดยตรง มาเติมประกายให้กับนาฬิการุ่นไอคอนิกอย่าง Legacy Machines “ Fabrizio มีพรสวรรค์ที่บ้ามากๆ แล้วเขายังเป็นคนที่น่ารักมากๆ เลยด้วยครับ  เราพร้อมที่จะเข้าไปอยู่ในโลกของกันและกัน” ในเมื่อทำงานเข้าขากันดี และสามารถเติมเต็มความชำนาญซึ่งกันและกันได้ ผลงานการสร้างสรรค์ร่วมกันจึงถูกต่อยอดในวาระครบรอบ 20 ปีของ MB&F ผ่านเรือนเวลาที่แสดงออกถึงเอกลักษณ์ที่หลอมรวมตัวตนของทั้งสองเข้าด้วยกันได้อย่างโดดเด่น นั่นก็คือ Bvlgari × MB&F Serpentiการตีความใหม่ของเรือนเวลาที่จำลองรูปทรงของอสรพิษเสน่ห์ร้ายกาจ ขับเคลื่อนด้วยจิตวิญญาณแห่งเครื่องจักรกลบอกเวลาที่รังสรรค์ขึ้นใน M.A.D. House

ซึ่งการตีความใหม่ในครั้งนี้ไม่ใช่เพียงแค่การนำโครงดั้งเดิมที่มีอยู่แล้วมาผสานเข้ากับกลไกชุดเดิมของอีกแบรนด์ แต่มันเป็นการรื้อสร้าง เลือกสรรสิ่งที่สามารถสื่อสารดีเอ็นเอของทั้งสองแบรนด์ได้อย่างกลมกล่อมและน่าทึ่งที่สุด ความท้าทายที่สุดน่าจะเป็นตัวเรือนที่มีความซับซ้อนสูงซึ่งต้องผ่านการทดลองนับครั้งไม่ถ้วนกว่าจะได้ตัวเรือนที่สมบูรณ์แบบในทุกมิติ ราวกับงานออกแบบยนตรกรรมชั้นสูงที่ทุกสัดส่วนของตัวถังต้องสวยเฉียบ ตัวเรือนรูปทรงคล้ายหัวงูประกอบสร้างขึ้นด้วยการรวมตัวของเส้นโค้งอันสลับซับซ้อน ซึ่งแน่นอนว่ากลายเป็นโจทย์ยากสำหรับช่างกลึงโลหะและขัดแต่งผิว รวมถึงการเสริมประสิทธิภาพในการดำน้ำที่ทำได้ยากเช่นกัน

จุดสำคัญที่เป็นหัวใจในการสื่อสารความเป็น Serpenti ที่ขับเคลื่อนด้วยจักรกลบอกเวลาชั้นสูงของ MB&Fอยู่ที่ดวงตาของอสรพิษมาดเท่หรู ดวงตาคู่กลมโตถูกแทนที่ด้วยดิสก์บอกชั่วโมงและนาทีทรงโดมนูนทำจากอะลูมิเนียมน้ำหนักเบาเคลือบสาร Super-LumiNova ทำให้สามารถเรืองแสงในที่มืดได้ดุจอสรพิษร้ายที่กำลังซุ่มโจมตีเหยื่อในยามราตรี การกรอกสายตาของ Serpentiจึงเป็นการบอกเวลาที่เคลื่อนคล้อยไปในแต่ละนาทีและชั่วโมง และยังทำให้เรือนเวลารุ่นนี้ดูมีชีวิตขึ้นมาในทันที และที่ทำให้รู้สึกราวกับว่างูตัวนี้มีชีวิตขึ้นมาจริงๆ ตรงที่มันมี ‘สมอง’ นั่นก็คือฟลายอิ้งบาลานซ์วีลขนาด 14มม. ที่ถูกติดตั้งไว้ใจกลางหัวงูทำให้เราสามารถมองเห็นการสั่นไหวได้ราวกับกำลังมองเห็นมันสมองกำลังสูบฉีดไอเดียต่างๆ นานาไปยังองคาพยพทั่วตัวเรือน นี่จึงเป็นสองจักรวาลที่หลอมรวมกันได้อย่างหรูหราและเหนือระดับ   

Louis Erard x Konstantin Chaykin Unfrogettable

ท่ามกลางวงการนาฬิกาที่เต็มไปด้วยแบรนด์ที่คร่ำเคร่งกับความเป็นเลิศจนบางครั้งหลงลืมความสนุกไปบ้าง แต่ยังมีบางแบรนด์ที่ยึดความสนุกในการสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ อย่างต่อเนื่อง นั่นก็คือ Louis Erardที่จัดว่าเป็นแบรนด์นาฬิกาที่ขยันผลิตผลงานความร่วมมือออกมาบ่อยครั้ง และมักจะจับมือกับศิลปินหรือวอตช์เมกเกอร์เลื่องชื่อที่มีฝีมือจัดจ้านพอๆ กัน หนึ่งในผลงานความร่วมมือครั้งล่าสุดที่แสดงออกถึงความคิดนอกกรอบ ความขี้เล่น แต่บรรจุความชำนาญในเชิงกลไกไว้อย่างเต็มเปี่ยม ก็คือ Louis Erard x Konstantin Chaykin Unfrogettableนาฬิการีกูเลเตอร์หน้าตาชวนขบขันที่เห็นปุ๊บรู้ได้ในทันทีเลยว่าเป็นผลงานของ Chaykinวอตช์เวกเกอร์ชาวรัสเซียนแน่นอน ด้วยเอกลักษณ์ของคอลเลกชัน Wristmonของ Chaykinที่มักจัดวางหน้าปัดย่อยบอกชั่วโมงและนาทีที่วางเคียงคู่กัน โดยมักออกแบบให้เป็นดวงตาของสัตว์หรือสิ่งมีชีวิตต่างๆ ซึ่งในนาฬิการุ่นนี้หน้าปัดย่อยพร้อมดิสก์บอกชั่วโมงและนาทีทั้งสองทำหน้าที่แทนดวงตาของเจ้าหญิงกบในตำนานสลาฟ โดยเจ้าหญิงกบบนหน้าปัดเรกูเลเตอร์นี้สวมชุดเกราะซามูไร ผสานความเชื่อทั้งจากฝั่งรัสเซียที่เชื่อว่า กบเป็นสัญลักษณ์แห่งการพรางตัว ส่วนในความเชื่อทางฝั่งญี่ปุ่นสัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำชนิดนี้เป็นสัญลักษณ์แห่งโชคลาภและความเข้มแข็ง

อาจกล่าวได้ว่าตำนานที่ถ่ายทอดผ่านนาฬิกาผลงานความร่วมมือในครั้งนี้เป็นตำนานบทใหม่ที่ Louis Erardและ Konstantin Chaykin สร้างสรรค์ร่วมกันโดยใส่ความชำนาญของทั้งสองมาร่วมไม้ร่วมมือกันผลิตนาฬิกาที่มองจ้องตากับกบหน้าทะเล้นบนหน้าปัดรีกูเลเตอร์แล้วก็อดยิ้มไม่ได้ ทั้งดวงตาที่ทำหน้าที่บอกเวลา รายละเอียดจมูกเคลือบเงาที่ใส่มาบนพื้นกรานิ้วสีเขียวหรือสีม่วง ตัวเรือนไทเทเนียมเกรด 5 ถูกปรับให้เพรียวบางลง โดยมาในขนาด 40มม. และมีความหนาเพียงแค่ 12.45 มม. เท่านั้น รายละเอียดที่ชวนให้ยิ้มได้ (อีกแล้ว) อยู่ที่เม็ดมะยมที่ติดตั้งไว้ ณ ตำแหน่ง 12นาฬิกา ซึ่งการวางตำแหน่งดังกล่าวนั้นถูกจับวางอย่างจงใจล้อกับคำว่า ‘crown’(เม็ดมะยม) ที่แปลตรงตัวว่า ‘มงกุฎ’ นั่นเอง เจ้าหญิงกบองค์นี้จึงสวมมงกุฎทำจากไทเทเนียมเกรด 5 ขัดเงา อันได้แรงบันดาลใจจากมงกุฎโดยตรง ไม่เพียงแต่สวมมงกุฎสะสวย เข็มนาทีทรงลูกศรยังทำหน้าที่ประดุจสายสะพายของเจ้าหญิงนักรบผู้กล้า เชื่อมโยงกับสายหนังที่ใช้วัสดุเดียวกันกับเกราะซามูไร นี่จึงเป็นตำนานบทใหม่ที่เติมชีวิตชีวาให้กับโลกนาฬิกาอันเคร่งขรึม     

การสร้างสรรค์ผลงานความร่วมมือระหว่างแบรนด์นาฬิกาด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็นแบรนด์ยักษ์ใหญ่ร่วมกับแบรนด์นาฬิกาอิสระ หรือแบรนด์อิสระที่ผนึกกำลังด้วยกันเอง จึงเป็นอีกหนึ่งสัญญาณที่แสดงให้เห็นว่า อุตสาหกรรมนาฬิกาเปิดรับความคิดสร้างสรรค์ใหม่ๆ เสมอ เพื่อต่อยอดนวัตกรรมใหม่ๆ และดึงดูดความสนใจจากนักสะสมรุ่นใหม่หรือรุ่นเก๋าที่มองหาสิ่งแปลกใหม่ไปจากเดิม ที่สำคัญการเกิดขึ้นของความร่วมมือหลายครั้งมักจะมาจากความหลงใหลในสิ่งเดียวกันผสานเข้ากับความชำนาญในศาสตร์ที่แตกต่าง

ความหมายของการ collaborationสำหรับวงการนาฬิกาจึงไม่จำกัดเพียงเพื่อเป้าหมายทางการตลาด หรือดึงยอด engagement แต่มันคือการจับมือกันนำพาอุตสาหกรรมนาฬิกาสู่อาณาจักรใหม่ที่เต็มไปด้วยความน่าตื่นเต้น

อ่านบทความเพิ่มเติมได้ที่:

ว่าด้วย ‘ทองคำ’ วัสดุล้ำค่าที่น่าปรารถนาตลอดกาลในอุตสาหกรรมนาฬิกา

กลไกอัตโนมัติ นวัตกรรมของโลกนาฬิกาในแบบฉบับ A. Lange & Söhne

รวมไฮไลต์ผลงานเด่นจาก Audemars Piguet ที่เปิดตัวในปี  2026
           

Watch Week Aspen 2026: มหกรรมนาฬิกาใจกลางเทือกเขาร็อกกีที่เหล่านักสะสมไม่ควรพลาด

0

เมื่องานรวมตัวของคนรักนาฬกามาบรรจบกับบรรยากาศอันงดงามของเมืองพักตากอากาศระดับโลก

หลังจากที่ประสบความสำเร็จอย่างล้นหลามในปีที่ผ่านมาด้วยยอดผู้เข้าชมและแบรนด์ที่เข้าร่วมที่ทำสถิติสูงสุดนับตั้งแต่จัดมา Watch Week Aspen ก็เตรียมกลับมาอีกครั้งเป็นปีที่ 3 ระหว่างวันที่ 13 – 16 สิงหาคม 2026 ณ เมืองแอสเพน รัฐโคโลราโด ด้วยความโดดเด่นของงาน Watch Week ที่ไม่เหมือนกับงานนาฬิกาที่ใด

ประสบการณ์ Horology แบบ “Citywide Celebration”

จุดเด่นที่ทำให้ Watch Week Aspen แตกต่างจากงานแสดงนาฬิกาทั่วไป คือรูปแบบของงานที่เป็นแบบ Decentralized หรือกระจายตัวอยู่ทั่วใจกลางเมืองแอสเพน ตลอดทั้ง 4 วัน ตั้งแต่บ่ายวันพฤหัสบดีไปจนถึงวันอาทิตย์ เมืองทั้งเมืองจะถูกเปลี่ยนให้เป็นสวรรค์ของคนรักนาฬิกาที่สามารถเดินเท้าถึงกันได้ แต่ละแบรนด์จะจัดกิจกรรมตามบูติก ร้านอาหาร และสถานที่ต่างๆ ทั่วเมืองซึ่งมีทั้งกิจกรรมในร่ม และกิจกรรม Outdoor สำหรับสาย Activity

ผู้เข้าร่วมงานจะได้สัมผัสกับการเปิดตัวนาฬิการุ่นใหม่ล่าสุด การสนทนาอย่างใกล้ชิดกับผู้บริหารแบรนด์และผู้นำทางความคิดในอุตสาหกรรม ท่ามกลางบรรยากาศการต้อนรับที่เหนือระดับ ร้านอาหารชั้นเลิศ และภูมิทัศน์ทางวัฒนธรรมอันเป็นเอกลักษณ์ของแอสเพน โดยมีฉากหลังธรรมชาติเป็นเทือกเขาร็อกกีที่สวยงามติดอันดับโลก

การรวมตัวของแบรนด์ระดับโลกและพาร์ทเนอร์รายใหม่

ในปีนี้ Watch Week Aspen 2026 ได้ยกระดับขึ้นไปอีกขั้นโดยการประกาศรายชื่อพาร์ทเนอร์และแบรนด์ที่เข้าร่วมที่ต่างก็เป็นแบรนด์ที่คนรักนาฬิกาต่างหลงใหล ไม่ว่าจะเป็นความประณีตแบบเยอรมันจาก A. Lange & Söhne, Glashütte Original และ Moritz Grossmann ไปจนถึงความหรูหราสไตล์สวิสและฝรั่งเศสอย่าง IWC, OMEGA, Hermès และ Arnold & Son นอกจากนี้ยังมีแบรนด์อิสระที่น่าจับตามองอย่าง Cyrus Watches, Gerald Charles, L. Leroy และ Norqain เข้ามาร่วมสร้างสีสันเพิ่มเติมให้กับงาน

ไม่เพียงแต่แบรนด์ผู้ผลิตเท่านั้น ยังมีตัวแทนจำหน่ายอัญมณีและนาฬิกาชื่อดังอย่าง Avi & Co, Betteridge, Meridian Jewelers, M.S. Rau และผู้ร่วมก่อตั้งอย่าง Oliver Smith Jeweler ที่จะมาร่วมเปิดประสบการณ์สุดพิเศษในครั้งนี้ด้วย

กิจกรรมไฮไลต์ของ Watch Week Aspen 2026

กิจกรรมหลักที่ถือเป็นหัวใจของงานในปีนี้ ประกอบด้วย 3 กิจกรรมสำคัญ:

  1. Welcome Party (เย็นวันศุกร์): งานเลี้ยงต้อนรับสุดเอ็กซ์คลูซีฟที่จะรวบรวมเหล่าผู้คนในวงการนาฬิกา สื่อมวลชน และนักสะสมระดับแนวหน้ามาพบปะสังสรรค์กัน
  2. Speaker Series (วันเสาร์): เซสชันการพูดคุยที่คัดสรรมาอย่างดี โดยจะมีผู้เชี่ยวชาญมาแบ่งปันมุมมองด้านนวัตกรรม งานฝีมือ และทิศทางของอุตสาหกรรมในปัจจุบัน
  3. Collector’s Dinner (เย็นวันเสาร์): ดินเนอร์สุดหรูแบบจำกัดจำนวนผู้เข้า (Invitation-only) เพื่อเฉลิมฉลองศิลปะแห่งการประดิษฐ์เรือนเวลาและชุมชนนักสะสมนาฬิกา

สำหรับนักสะสมที่อยากได้ประสบการณ์รวมตัวกับชุมชนคนรักนาฬิกาในรูปแบบที่แตกต่าง ประสบการณ์ที่หลอมรวมทั้งศิลปะ วัฒนธรรม การรวมตัวกันทำกิจกรรม การพบปะพูดคุย เสน่ห์ของเมือง และธรรมชาติเข้าด้วยกัน Watch Week Aspen 2026 ก็อาจเป็นหมุดหมายสำคัญที่น่าบันทึกลงในปฏิทินปีนี้และน่าลองไปสักครั้งจริงๆ

อ่านบทความอื่นๆ ได้ที่

The Reason Why: ทำไม ‘นาฬิกา Field Watch’ จึงกลายเป็นไอเทมที่ขาดไม่ได้สำหรับนักผจญภัยยุคนี้?

Watch Trick: ไขปริศนา…ทำไมนาฬิกาเรือนโปรดถึงไม่ “ขึ้นข้อ” เราเหมือนคนอื่น?

The Reason Why: 5 เหตุผลที่ Excalibur Biretrograde Calendar จาก Roger Dubuis ควรถูกพูดถึงอีกครั้ง

โรงแรม Andaz One Bangkok เปิดตัวอย่างมีสไตล์ พร้อมหยิบบรรยากาศของย่านใจกลางเมือง ผสานเข้ากับความคิดสร้างสรรค์ของศิลปินท้องถิ่นได้ครบทุกมิติ  

ปักหมุดเป็นโรงแรมไลฟ์สไตล์ที่มอบประสบการณ์และแรงบันดาลใจให้นักเดินทางจากงานดีไซน์ท้องถิ่น

โดยปกติแล้วการได้ไปงานเปิดตัวของโรงแรมหรูใจกลางกรุง มักจะมาในรูปแบบยิ่งใหญ่ หรูหรา และเป็นทางการ แต่เมื่อได้รับเชิญไปงานเปิดตัวของโรงแรม Andaz One Bangkok โรงแรมหรูตรงข้ามสวนลุมพินีที่ตั้งอยู่ภายในอาณาเขตเดียวกับพื้นที่โครงการ One Bangkok เราก็คาดว่า คงจะได้พบกับงานเปิดตัว ‘อย่างเป็นทางการ’ แบบที่เคยประสบมา แต่กลับกลายเป็นว่า การมางานเปิดตัวโรงแรมในครั้งนี้ มอบประสบการณ์ที่ทำให้เรารู้สึกว่าได้เข้าถึงบรรยากาศของพื้นที่แห่งนี้ได้ครบทุกมิติ ทั้งรูป รส กลิ่น เสียง และสัมผัส

โรงแรมที่สร้างแรงบันดาลใจผ่านมิติอันหลากหลายของเมือง

ก่อนอื่นขอทำความรู้จักกับตัวโรงแรมกันก่อนจะก้าวเข้าสู่งานเปิดตัวอย่างเป็นทางการในรูปแบบที่ไม่ซ้ำรอยใคร โรงแรม Andaz One Bangkok มีห้องพักและสวีททั้งหมด 244 ห้อง ออกแบบภายใต้คอนเซ็ปต์ Vertical Neighborhood ที่ถ่ายทอดสีสัน เรื่องราว และเสน่ห์ของกรุงเทพมหานครในรูปแบบที่มีเอกลักษณ์ไม่เหมือนใคร 

ไม่เพียงแต่ห้องพักเท่านั้นแต่ยังพรั่งพร้อมด้วยร้านอาหารหลากหลายชาติในบรรยากาศที่เป็นตัวของตัวเอง ไม่ว่าจะเป็น อาหารจีนต้นตำรับในบรรยากาศร่วมสมัยที่ Jǐng หรือเลือกชิลล์ในช่วงเวลาอัลเฟรสโก ณ ระเบียงอันโปร่งสบายที่ Andaz Terrace ไปจนถึงลิ้มรสอาหารเมดิเตอร์เรเนียนที่ Piscari นอกจากนี้ผู้เข้าพักยังสามารถไปนั่งพักผ่อนสบายๆ ณ Andaz Lounge ที่เปิดให้บริการตลอด 24 ชั่วโมง 

ส่วนสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ นั้นก็ครบเครื่อง ไม่ว่าจะเป็น สระว่ายน้ำอินฟินิตี้กลางแจ้งพร้อมวิวสวนลุมพินี ฟิตเนสพร้อมอุปกรณ์ครบครัน รวมถึงพื้นที่จัดประชุมและอีเวนต์ รองรับทั้งงานขนาดเล็กและกิจกรรมหลากหลายรูปแบบ 

สัมผัสย่านวิทยุผ่านประสบการณ์หลากมิติ

หลังจากเดินเข้าประตูงานที่ขึ้นภายในห้องบอลรูมชั้น 3 ของโรงแรม สิ่งแรกที่เราได้เห็นก็คือฉากผ้าโปร่งเบาพิมพ์ลายมัดย้อมเติมสีสันและความพลิ้วไหวให้กับห้องนิทรรศการอย่างเป็นธรรมชาติ และทำให้เรารู้สึกได้ถึงสายลมที่พัดผ่านย่านธุรกิจใจกลางเมืองที่มีพื้นที่สีเขียวขนาดใหญ่เป็นปอดของย่าน บรรดาผ้าที่แปลงโฉมให้ห้องบอลรูมในโรงแรมหรูดูมีชีวิตเป็นผลงานของแบรนด์ Wood & Mountain ที่ถ่ายทอดลวดลายธรรมชาติต่ด้วยเทคนิคการเพ้นต์มือ ไม่เพียงแต่เป็นงานแฮนด์เมดอันทรงคุณค่า กระบวนการผลิตของแบรนด์ยังเป็นการผลิตแบบ Slow Production ที่ให้ความสำคัญกับชุมชน คุณภาพ และความยั่งยืน มากกว่าที่จะมุ่งผลิตในปริมาณมาก 

A Choreograph of Time โดย ดุจดาว วัฒนปกรณ์

ด่านต่อไปเป็นการต้อนรับด้วยการแสดงชุด  A Choreograph of Time โดย ดุจดาว วัฒนปกรณ์ ผู้มีชื่อเสียงในวงการละครเวทีและวงการจิตวิทยา การแสดงร่วมสมัยทชุดนี้ถ่ายทอดแรงบันดาลใจจากผู้คนที่หล่อหลอมพื้นที่ย่านลุมพินีและถนนวิทยุ โดยไม่มีเส้นแบ่งชัดเจนระหว่าง ‘ผู้แสดง’ และ ‘ผู้ชม’ เพื่อให้ทุกคนได้ซึมซับและกลายเป็นส่วนหนึ่งของการแสดง เราจึงได้ยืนชื่นชมการเคลื่อนไหวของสามนักแสดงอย่างใกล้ชิดราวกับกำลังยืนอยู่บนเวที แล้วได้มีส่วนร่วมกับการแสดงชุดนี้ไปโดยปริยาย

ต่อมาเราเลี้ยวตามกลิ่นหอมที่ทำให้รู้สึกผ่อนคลายและเชื้อเชิญให้เข้าไปทำความรู้จักในมุม Scent of Place โดย กานดา สายทุ้ม และ สุรศักดิ์ อิทธิฤทธิ์ ที่ทั้งสองร่วมกันเก็บเกี่ยวบรรยากาศของย่านวิทยุ ถ่ายทอดออกมาเป็นกลิ่นที่เก็บความรู้สึกและความทรงจำของย่านนี้ไว้ได้อย่างลุ่มลึก ไม่ว่าจะเป็น กลิ่นกรีนๆ ที่ทำให้นึกถึงกลิ่นดินและพรรณไม้ในสวนลุมพินี กลิ่นเมทัลและอีเล็กทริกจางๆ ที่อ้างอิงได้กับสถานีวิทยุโทรเลขแห่งแรกของประเทศไทยบนถนนวิทยุ ไปจนถึงพลังความเป็นเมืองของกรุงเทพฯ ไม่เพียงถ่ายทอดผ่านกลิ่นแต่ยังมีภาพถ่าย และงาน installation art ที่ทำให้ประสบการณ์การดมกลิ่นมีความแปลกใหม่ยิ่งขึ้น

จากนั้นเดินแวะไปลิ้มรสเมี่ยงคำที่นำมาตีความในรูปแบบใหม่ในมุม Shape of Taste โดย ทีม Culinary ของโรงแรม Andaz One Bangkok และ Bonne Casa นำเสนอเมี่ยงคำที่ถูกนำมารังสรรค์ด้วยวัตถุดิบจากชุมชนท้องถิ่น และจัดวางอย่างงดงามราวกับงานศิลปะบนโต๊ะอาหาร ซึ่งได้รับแรงบันดาลใจจากการบรรจบกันของเมืองและธรรมชาติของย่านลุมพินี

ก่อนจะเดินตามเสียงไปยัง Sound to Be Seen โดย Rhythm of Sati ที่นำเสนอซาวด์สเคปที่ได้รับแรงบันดาลใจจากสิ่งแวดล้อมรอบๆ โรงแรม ผ่านเทคนิคการผสมผสานการบันทึกเสียงจากพื้นที่จริงเข้ากับเสียงสังเคราะห์ เพื่อเปิดประสบการณ์การเข้าถึงบรรยากาศและสัมผัสจิตวิญญาณของพื้นที่ ช่วยทำให้เราได้ยินเสียงรอบตัวในย่านแห่งนี้ได้ชัดขึ้น และรู้สึกผูกพันกับพื้นที่มากขึ้นอย่างบอกไม่ถูก 

ท้ายห้องบอลรูมเป็นพื้นที่ตั้งของจอฉายภาพยนตร์ที่ทำให้ห้องดูมีความเคลื่อนไหวอยู่ตลอดเวลา ด้วยงานชุด  Feel the Sight โดย Kor Bor Vor Visual Label งานภาพเคลื่อนไหวที่บอกเล่าภูมิทัศน์เมืองและเรื่องราวของย่าน ผ่านเทคนิคแสงและภาพที่เชื่อมกันเป็นหนึ่งเดียว เพื่อเลือนเส้นแบ่งระหว่างโลกจริงและโลกเสมือน ซึ่งในฐานะผู้ชมเรารู้สึกได้ถึงความเร่งรีบของย่านธุรกิจผสานเข้ากับสีเขียวร่มรื่นของแมกไม้ที่ใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันอย่างถ้อยทีถ้อยอาศัย 

การเฉลิมฉลองยังคงดำเนินต่อไปด้วยจังหวะของเสียงดนตรีอันมีเอกลักษณ์กับการแสดง DJ จาก GYPSHA ที่นำเสนอเสียงดนตรีซึ่งได้รับแรงบันดาลใจจากวัฒนธรรมชนเผ่า และการแสดงดนตรีสดสุดพิเศษจาก NOTEP ที่ทำให้เราเข้าถึงจังหวะที่แวดล้อมโรงแรม Andaz One Bangkok ได้ดียิ่งขึ้น 

ปิดท้ายด้วย after party ที่ 23 ณ Piscari รูฟท็อปที่นำบรรยากาศชายฝั่งเมดิเตอร์เรเนียนมาสู่เส้นขอบฟ้ากรุงเทพฯ พร้อมต้อนรับผู้มาร่วมเฉลิมฉลองด้วยอาหารและเครื่องดื่มซิกเนเจอร์จาก Piscari และการแสดงดนตรีจาก Riri, James Alyn และ Soulectric Jams ที่ปลุกพลังงานภายในห้องด้วยจังหวะครึกครื้นและเปี่ยมชีวิตชีวา แต่ถ้าไม่ชอบเสียงอึกทึกต้องการมุมสงบไว้นั่งคุยกัน ภายใน Piscari ก็มีมุมส่วนตัวที่เปิดโอกาสให้ได้นั่งชาร์จพลังงานอยู่ในโลกแสนตัวแสนสงบ

เรียกได้ว่า เป็นงานเปิดตัวที่ทำให้ประสาทสัมผัสทุกส่วนได้ซึมซับและทำความรู้จักกับพื้นที่ในทุกมิติ และในขณะที่เรากำลังดื่มด่ำกับประสบการณ์ต่างๆ เราก็ได้ชื่นชมการตกแต่งสไตล์มิดเซนจูรี่ภายในโรงแรม Andaz One Bangkok ไปด้วย โดยที่ไม่รู้สึกว่ากำลังอยู่ในโรงแรมระดับห้าดาว แต่เหมือนกำลังเดินเล่นอยู่ในย่านที่ผูกพันกันมานาน และได้ค้นพบมุมใหม่ๆ ให้เราได้ตื่นเต้นกับพื้นที่ที่คุ้นเคยอีกครั้ง 

อ่านบทความเพิ่มเติมได้ที่:

Patek Philippe ร่วมกับ TKI เปิดตัวบูติกแห่งใหม่ ณ Gaysorn Village

Timothée Chalamet จับมือ Urban Jürgensen จากผู้ใช้งานจริงสู่พาร์ทเนอร์ฝ่ายสร้างสรรค์

ว่าด้วย ‘ทองคำ’ วัสดุล้ำค่าที่น่าปรารถนาตลอดกาลในอุตสาหกรรมนาฬิกา

เปิดแล้ว Hublot Boutique Gaysorn Amarin เน้นย้ำปรัชญา Art of Fusion พร้อมประสบการณ์แบบ immersive ด้านนวัตกรรมวัสดุ

พร้อมชมนาฬิการุ่นพิเศษ Classic Fusion Titanium Retroverse ผลงานความร่วมมือระหว่าง The Hour Glass

เปิดแล้ว Hublot Boutique สาขา Gaysorn Amarin สาขานี้ยังคงตอกย้ำปรัชญา Art of Fusion ของแบรนด์ ที่เน้นเรื่องแมตทีเรียลอันเป็นนวัตกรรมเฉพาะของ Hublot 

การตกแต่งที่เน้นการผสมผสานวัสดุ

บูติกแห่งนี้ได้แรงบันดาลใจมาจากปรัชญา Art of Fusion อันเป็นหัวใจหลักของแบรนด์ ที่เน้นย้ำเรื่องการผสมผสานวัสดุที่แตกต่างได้อย่างลงตัว เช่นเดียวกับนาฬิกาของ Hublot การตกแต่งภายในบูติกก็เน้นเรื่องการผสมผสานวัสดุเพื่อสร้างบรรยากาศที่อบอุ่นแต่หรูหราและทันสมัย ด้วยการผสมผสานวัสดุอย่างไม้ พื้นผิวสีดำ และสเตนเลสสตีลเข้าด้วยกันอย่างกลมกลืน  

ภายในบูติกนอกจากจะมีคอลเลกชันหลักๆ อย่าง Big Bang และ Classic Fusion ให้ชมอย่างใกล้ชิดแล้ว ยังมีประสบการณ์แบบ immersive table เพื่อให้ผู้มาเยือนได้สัมผัสกับความเชี่ยวชาญทางด้านวัสดุอันเป็นเอกลักษณ์ของ Hublot โดยออกแบบให้เป็นพื้นที่เชิงประสบการณ์ ที่เปิดโอกาสให้สำรวจวัสดุล้ำสมัยซึ่งสะท้อนแนวทางการสร้างสรรค์นาฬิกาของแบรนด์ เหมือนเป็นเกมสนุกๆ ที่เราได้เลือกวางวัตถุตัวแทนวัสดุต่างๆ ลงบนแท่นวงกลม แล้วก็สามารถรับชมเรื่องราวของวัสดุนั้นๆ ได้ทันที 

ผลงานความร่วมมือสุดพิเศษ Classic Fusion Titanium Retroverse

นอกจากนี้เรายังได้ชมนาฬิการุ่น Classic Fusion Titanium Retroverse ผลงานความร่วมมือระหว่าง The Hour Glass ที่เก๋สุดๆ ตรงที่นาฬิการุ่นนี้เดินแบบทวนเข็มนาฬิกา ด้วยกลไกอัตโนมัติ HUB1105 ที่พัฒนาขึ้นเป็นพิเศษ บรรจุอยู่ในตัวเรือนขนาด 42 มม. ทำจากไทเทเนียมรมดำผิวแมตต์เท่แบบดิบๆ มาพร้อมสกรูไทเทเนียมขัดเงาทรงตัว H อันเป็นเอกลักษณ์ของ Hublot จำนวน 6 ตัว และติดตั้งกระจกแซฟไฟร์เคลือบสารกันแสงสะท้อน หน้าปัดผิวเกรนไล่เฉดเจือกลิ่นอายวินเทจนิดๆ และเลือกใช้ตัวเลขอารบิกแทนหลักชั่วโมง 

ซึ่งเราไม่เคยเห็นการใช้ตัวเลขลักษณะนี้บนหลักชั่วโมงของโมเดล Classic Fusion มาก่อน ซึ่งเหตุผลในการเปลี่ยนมาใช้ตัวเลขก็เข้าใจได้ เพราะในเมื่อฟังก์ชันการบอกเวลาเป็นแบบทวนเข็มนาฬิกา การใช้หลักชั่วโมงที่เป็นเครื่องหมายรูปแบบอื่น คงทำให้เกิดความสับสนในการอ่านค่าเวลาไม่น้อย Classic Fusion Titanium Retroverse มีตัวเลือก 3 สี ได้แก่ สีน้ำเงิน สีเขียว และสีเทา มาพร้อมสายนาฬิกาหนังลูกวัวเป็นสายหลัก และมีตัวเลือกสายหนังจระเข้เพิ่มอีกหนึ่งเส้น ผลิตในจำนวนจำกัดเพียงสีละ 30 เรือน 

นอกจากนี้เรายังได้ชมนาฬิกา Novelties 2026 อีกหลายรุ่นเลย อย่างรุ่นที่มาในโทนสีใหม่ๆ ของ Hublot อย่างสี Sage Green และ สี Coal Blue ที่ให้ความรู้สึกสงบและหรูหรา รวมถึงนาฬิการุ่น Big Bang Tourbillon Novak Djokovic GOAT Edition ที่ใส่องค์ประกอบที่บอกเล่าเรื่องราวความสำเร็จของแชมป์เทนนิศมือวางอันดับหนึ่งได้อย่างน่าสนใจในแทบทุกส่วน 

แวะมาชมกันได้ที่ Hublot Boutique ชั้น 1 Gaysorn Amarin

อ่านบทความเพิ่มเติมได้ที่:

Hublot ตอกย้ำตัวตนที่ชัดเจนและสดใหม่ผ่าน Big Bang Reloaded, Spirit of Big Bang Impact และ Big Bang ประดับอัญมณีอีกสองรุ่นในงาน Watches and Wonders 2026

Hublot Classic Fusion Yohji Yamamoto All Black Camo นิยามใหม่แห่งสีดำที่ผสมผสานดีเอ็นเอของสองแบรนด์เข้าด้วยกัน

Hublot ส่งจิตวิญญาณม้า-มังกร ร่วมฉลองตรุษจีนบนนาฬิกา Spirit of Big Bang Year of the Horse รุ่นลิมิเต็ด

พาชม H. Moser & Cie. Miami Edition ทูร์บิญองสีชมพูที่กล้าฉีกทุกกฎของงานดีไซน์

เจาะลึกนาฬิกา Limited 20 เรือนทั่วโลกที่รวมความซับซ้อนเข้ากับสีสันสุดจัดจ้าน

ยากที่จะปฏิเสธว่าในชั่วโมงนี้คงไม่มีหน้าปัดนาฬิกาสีไหนที่ดึงดูดสายตาได้รุนแรงเท่ากับเฉดสีชมพู แต่ H. Moser & Cie. เลือกที่จะขยับเพดานความฉูดฉาดขึ้นไปอีกขั้นด้วยการเปิดตัว Pioneer Tourbillon Concept “Miami Edition” ที่ทำร่วมกับ Bucherer ซึ่งนี่ไม่ใช่แค่นาฬิกาสีพาสเทลทั่วไป แต่มันคือการนำเอาความซับซ้อนระดับสูงอย่างทูร์บิญองมาเขย่ารวมกับจิตวิญญาณอันจัดจ้านของเมืองไมอามี จนออกมาเป็นเรือนเวลาที่พร้อมจะขโมยซีนทุกอย่างบนข้อมือ

Pioneer Tourbillon Concept "Miami Edition
Pioneer Tourbillon Concept “Miami Edition

สิ่งที่ทำให้ Moser เรือนนี้ดู “คม” กว่าใคร คือการใช้หน้าปัดแบบ Concept ที่ตัดทุกอย่างที่ไม่จำเป็นออกไป ทั้งโลโก้และหลักชั่วโมง เพื่อปล่อยให้สีชมพู Vibrant Pink บนพื้นผิว Fumé อันเป็นเอกลักษณ์ได้ทำหน้าที่ของมันอย่างเต็มที่ เมื่อแสงตกกระทบคุณจะเห็นการไล่เฉดสีที่ดูมีมิติและมีพลัง ซึ่งถูกบรรจุอยู่ในตัวเรือนสตีลขนาด 42.8 มม. ที่ออกแบบมาให้พร้อมลุยได้จริงด้วยคุณสมบัติการกันน้ำถึง 120 เมตร ขัดกับภาพลักษณ์ของนาฬิกาทูร์บิญองส่วนใหญ่ที่มักจะถูกเก็บไว้แต่ในตู้เซฟ

H. Moser & Cie. Miami Edition

ภายใต้ความสดใสระดับสิบคือหัวใจที่เต็นอย่างแม่นยำด้วยกลไกอัตโนมัติคาลิเบอร์ HMC 804 ที่มาพร้อมกรงทูร์บิญองแบบ One-minute flying tourbillon บริเวณ 6 นาฬิกา ความเจ๋งของมันอยู่ที่ระบบ Double Hairspring ที่ช่วยชดเชยแรงโน้มถ่วงในทุกตำแหน่งการวางนาฬิกา ซึ่งเป็นวิศวกรรมชั้นสูงที่ Moser เชี่ยวชาญเป็นพิเศษ การเลือกใช้สายยางสีชมพูเข้าชุดกันยิ่งตอกย้ำว่านี่คือนาฬิกาสำหรับคนที่กล้าจะแตกต่างและไม่ได้ยึดติดอยู่กับขนบเดิมๆ ของนาฬิกาคลาสสิก

สุดท้ายแล้ว Pioneer Tourbillon Miami Edition คือบทพิสูจน์ว่าโลกของนาฬิกาอิสระไม่จำเป็นต้องขรึมหรือดูเข้าถึงยากเสมอไป การกล้าเล่นกับสีสันที่รุนแรงภายใต้มาตรฐานงานฝีมือระดับไฮเอนด์ คือเสน่ห์ที่ทำให้ Moser ยังคงเป็นแบรนด์ที่น่าจับตามองที่สุดแบรนด์หนึ่งในปัจจุบัน และสำหรับใครที่กำลังมองหานาฬิกาที่เป็นเสมือนแถลงการณ์ทางรสนิยมที่ชัดเจนที่สุด เรือนนี้คือคำตอบที่ตะโกนออกมาได้ดังกว่าใครเพื่อน

ข้อมูลทางเทคนิค
Pioneer Tourbillon Concept Miami Edition (Bucherer Exclusives)
  • ตัวเรือน: สเตนเลสสตีล ขนาด 42.8 มม. กันน้ำลึก 120 เมตร
  • หน้าปัด: สีชมพู Vibrant Pink แบบ Fumé (ไม่มีโลโก้และหลักชั่วโมง)
  • กลไก: อัตโนมัติ Calibre HMC 804 สำรองพลังงาน 3 วัน
  • ฟังก์ชัน: One-minute Flying Tourbillon พร้อมระบบ Double Hairspring
  • สาย: สายยางสีชมพู (Vibrant Pink Rubber Strap)
  • จำนวนการผลิต: Limited Edition 20 เรือนทั่วโลก
H. Moser & Cie. Miami Edition

อ่านบทความอื่นๆ เพิ่มเติม
Bremont x Astrolab Supernova Chronograph เรือนเวลาที่ต้องผ่านบททดสอบระดับโหด เพื่อให้มั่นใจว่าจะไม่กลายเป็นขยะอวกาศ
Timothée Chalamet จับมือ Urban Jürgensen จากผู้ใช้งานจริงสู่พาร์ทเนอร์ฝ่ายสร้างสรรค์
Minerva 3 รุ่นใหม่ สุดยอดกลไกแฮนด์เมดที่มาพร้อมความประณีตในทุกรายละเอียด

ฉลอง 40 ปี โรงแรมแชงกรี-ลา กรุงเทพฯ กับข้อเสนอสุดพิเศษ เชิญมาดื่มด่ำบรรยากาศริมน้ำเจ้าพระยา ที่คัดสรรมาเพื่อคนไทย

สัมผัสความคลาสสิกเหนือระดับกับ Thai Resident Offer ราคาพิเศษถึงกันยายน 2569

สี่ทศวรรษผ่านไป แต่มนต์เสน่ห์ของโค้งน้ำเจ้าพระยาที่มองจาก โรงแรมแชงกรี-ลา กรุงเทพฯ ยังคงทำหน้าที่สะกดสายตาได้ไม่ต่างจากวันแรก ในวาระเฉลิมฉลองครบรอบ 40 ปีแห่งการเป็นหมุดหมายระดับตำนานริมแม่น้ำของเมืองไทย ทางโรงแรมเลือกที่จะส่งต่อความสุขคืนสู่คนไทยและผู้ที่พำนักในประเทศไทย ด้วยข้อเสนอ “Thai Resident Offer” ที่เปิดโอกาสให้คุณได้กลับมาสัมผัสความละเอียดอ่อนของการบริการแบบเอเชียในราคาที่น่าประทับใจยิ่งกว่าครั้งไหนๆ

40 ปี โรงแรมแชงกรี-ลา กรุงเทพฯ

ความพิเศษเริ่มต้นจากการพักผ่อนในห้องพักแบบดีลักซ์ที่ราคาเริ่มต้นเพียง 4,000 บาท ต่อคืน แต่หากคุณต้องการสัมผัสความสงบและเป็นส่วนตัวในระดับที่สูงขึ้น ห้องฮอไรซัน คลับ ริเวอร์ วิว ในราคา 6,800 บาท คือตัวเลือกที่ตอบโจทย์ความต้องการได้อย่างไร้ที่ติ เพราะมาพร้อมสิทธิ์การเข้าใช้ฮอไรซัน คลับ เลาจน์ บนชั้น 23 และ 24 ที่พร้อมดูแลคุณด้วยบริการเช็กอินส่วนตัว บริการอาหารเช้า ค็อกเทลยามเย็น และเครื่องดื่มที่เสิร์ฟให้ตลอดทั้งวันท่ามกลางทัศนียภาพของแม่น้ำเจ้าพระยาแบบพาโนรามา

40 ปี โรงแรมแชงกรี-ลา กรุงเทพฯ

ไม่ใช่แค่เรื่องของที่พัก แต่สุนทรียะแห่งรสชาติยังถูกยกระดับให้พิเศษขึ้นด้วยส่วนลดทันที 40% สำหรับเมนูซิกเนเจอร์และอาหารจานพิเศษ ณ ห้องอาหารชั้นนำ ไม่ว่าจะเป็นบุฟเฟต์นานาชาติมื้อค่ำที่ Next2 Café (วันอาทิตย์-พฤหัสบดี) หรือลิ้มลองพิซซ่าต้นตำรับที่โวลติ ทัสคาน กริลล์ แอนด์ บาร์ ไปจนถึงเมนูแกงรสเลิศที่ห้องอาหารไทยศาลาทิพย์ ขณะที่สายติ่มซำไม่ควรพลาดบุฟเฟต์มื้อกลางวันที่ห้องอาหารจีนแชงพาเลซ ซึ่งจัดราคาพิเศษไว้เพียง 888 บาท ต่อท่าน สำหรับวันจันทร์ถึงวันศุกร์

การก้าวเข้าสู่ทศวรรษที่ 5 ของแชงกรี-ลา กรุงเทพฯ ในครั้งนี้ คือการตอกย้ำว่าความคลาสสิกที่แท้จริงเรียกได้ว่าเป็นการปรับตัวให้เข้ากับยุคสมัยโดยไม่สูญเสียตัวตน ข้อเสนอทั้งหมดนี้พร้อมให้คุณมาสัมผัสได้ตั้งแต่วันนี้ โดยสามารถสำรองห้องพักได้จนถึงวันที่ 30 มิถุนายน พ.ศ. 2569 และเข้าพักได้ยาวไปจนถึงสิ้นเดือนกันยายนปีเดียวกัน นี่คือช่วงเวลาที่ดีที่สุดในการเปลี่ยนวันธรรมดาให้กลายเป็นความทรงจำที่ล้ำค่าริมฝั่งน้ำเจ้าพระยาในแบบที่คุณต้องการ

รายละเอียดการจอง:

  • ช่วงเวลาการสำรองห้องพัก: ตั้งแต่วันนี้ ถึง 30 มิถุนายน 2569
  • ช่วงเวลาการเข้าพัก: ตั้งแต่วันนี้ ถึง 30 กันยายน 2569
  • ดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่: โรงแรมแชงกรี-ลา กรุงเทพฯ

อ่านบทความน่าสนใจอื่นๆ
Time To… Fall in Love Along the River ฉลองวาเลนไทน์ริมแม่น้ำเจ้าพระยา ณ โรงแรมแชงกรี-ลา กรุงเทพฯ
The Collector’s Perspective EP13: เจาะลึกมุมมองนักสะสมกับนาฬิกาเรือนประวัติศาสตร์ที่หาดูยากที่สุด
Christie’s จัดไอเทมหรูสุดแรร์ให้นักสะสมเมืองไทยได้ชมก่อนงานประมูลในฮ่องกงและเจนีวาในงาน  Bangkok Preview

Minerva 3 รุ่นใหม่ สุดยอดกลไกแฮนด์เมดที่มาพร้อมความประณีตในทุกรายละเอียด

งานโอเพ่นเวิร์กอันน่าทึ่ง กลไกสิทธิบัตรใหม่ ไปจนถึงนวัตกรรมไร้เม็ดมะยม

สาวกนาฬิการู้กันดีอยู่แล้วว่า แบรนด์ที่ชื่อชั้นเรื่องการผลิตกลไกไม่เป็นรองใครอย่าง Minerva มีจุดแข็งเรื่องกลไกซับซ้อนที่ผลิตด้วยมืออย่างประณีตในทุกรายละเอียด กลไกที่ต้องอาศัยความเชี่ยวชาญเชิงเทคนิคสูงทุกเรือนของ Minerva ล้วนเป็นผลงานการประกอบสร้างของช่างนาฬิกาเพียงคนเดียวในทุกขั้นตอน ดังนั้น เมื่อ Minerva ออกนาฬิการุ่นใหม่ๆ สิ่งแรกที่เราคาดหวังว่าจะได้เห็นย่อมเป็นกลไกระดับเทพที่ไม่เพียงแต่มีประสิทธิภาพสูง แต่งานขัดแต่งและตกแต่งผิวทุกชิ้นส่วนต้องสวยเนี้ยบไปจนถึงขั้นวิจิตร และ Minerva ก็ไม่ทำให้เราผิดหวัง แถมยังมีนวัตกรรมใหม่ๆ มาให้ว้าวกันอีกด้วย

Minerva The Unveiled Crownless

เปิดมารุ่นแรกก็ว้าวเลย กับนวัตกรรมไร้เม็ดมะยมที่ถูกพัฒนามาใช้กับรุ่น Unveiled Crownless ซึ่ง Minerva ยกให้เป็นการเปิดตัวนาฬิกาที่ไม่พึ่งพาเม็ดมะยมในการปรับตั้งค่าเวลาและไขลานเป็นรุ่นแรก หลังจากที่เคยได้เปิดตัว Minerva Unveiled Timekeeper นาฬิกาโครโนกราฟที่ปรับตั้งเวลาผ่านขอบตัวเรือนมาแล้วในปี 2023 ซึ่งถ้าหากย้อนกลับไปในช่วงปี 1927 สมัยที่ Minerva กำลังพัฒนานาฬิกาเพื่อใช้ทางการทหาร นาฬิกาที่ปรับตั้งเวลาผ่านขอบตัวเรือนโดย Minerva ได้ถือกำเนิดมาตั้งแต่สมัยนั้นแล้ว ซึ่งการตัดเม็ดมะยมออกไปทำให้ต้องใช้ขอบตัวเรือนแบบ fluted ที่เซาะร่องลึกชัดจึงถูกนำมาใช้เพื่อให้ง่ายในการหมุนปรับตั้งค่าขณะสวมถุงมือ ซึ่งสำหรับ Unveiled Crownless หน้าที่ของขอบตัวเรือนก้าวไปอีกขั้นด้วยการทำหน้าที่หมุนเพื่อขึ้นลานได้ด้วยนั่นเอง

 

นวัตกรรมใหม่นี้ถูกขับเคลื่อนด้วยคาลิเบอร์ M15.08 กลไกไขลานด้วยมือที่แสดงเวลาและวินาทีขนาดเล็ก สำรองพลังงานได้ถึง 80 ชั่วโมง อันเนื่องมาจากการใช้เมนสปริงขนาดใหญ่ กลไกประกอบด้วยชิ้นส่วนทั้งหมด 139 ชิ้น แต่ชิ้นที่ฉายแววโดดเด่นกว่าใครย่อมเป็นสะพานจักรทำจากเยอรมันซิลเวอร์ชุบโรเดียม ลบเหลี่ยมมุมจนขึ้นเงาแวววาว พร้อมตกแต่งลาย Geneva stripes อย่างประณีต ด้านความเที่ยงตรงนั้นก็หายห่วงด้วยการควบคุมของบาลานซ์แบบ free-sprung ที่ปรับตั้งได้อย่างละเอียด พร้อม regulator ทรงลูกศรซึ่งเป็นซิกเนเจอร์ของ Minerva 

ถึงแม้กลไกนี้จะไม่ได้ถูกอวดโฉมผ่านหน้าปัดโอเพ่นเวิร์ก แต่ตัวเรือนที่ห่อหุ้มกลไกนวัตกรรมใหม่ของ Minerva ก็เต็มไปด้วยรายละเอียดที่ประณีตบรรจงในทุกมุม ตัวเรือนสเตนเลสสตีลและพิงก์โกลด์ 18 กะรัต ขนาด 41.5 มม. ดูสมมาตรแบบถูกระเบียบทุกประการ ประกอบกับการไม่มีเม็ดมะยมทำให้ขอบตัวเรือนพิงก์โกลด์แบบ fluted สามารถอวดความงามได้อย่างเต็มที่ สัดส่วนที่กำลังดีและขาตัวเรือนที่ออกแบบมาให้โค้งรับกับข้อมือได้พอดิบพอดี ทำให้นาฬิกาไร้เม็ดมะยมรุ่นนี้เป็น dress watch ที่ถูกต้อง 

รายละเอียดบนหน้าปัดก็ไม่ธรรมดาเลยแม้แต่น้อย ดีไซน์โดยรวมอาจจะอ้างอิงมาจากนาฬิกายุค 50s ของ Minerva เอง พื้นผิวแต่ละส่วนถูกตกแต่งอย่างประณีต เล่นกับมิติหลากหลายทำให้นาฬิกาที่ดูสุภาพตามขนบดูมีรายละเอียดที่แตกต่าง ไม่ว่าจะเป็น ลวดลาย guilloché บนวงแหวนชั่วโมงบนพื้นผิวโอปาลีนสีเหลือบ ตัวหลักชั่วโมงแบบ faceted สีพิงก์โกลด์ ทำให้ดูมีมิติรับกับลวดลาย guilloché บนวงแหวนและขอบตัวเรือนแบบ flutted ที่เป็นเอกลักษณ์ และรับบทบาทสำคัญทั้งไขลานและปรับตั้งค่าเวลา 

นาฬิกาไร้เม็ดมะยมรุ่นนี้จึงเป็นจุดบรรจบที่ลงตัวระหว่างความชำนาญด้านกลไกและการพัฒนานวัตกรรมอย่างไม่หยุดยั้งของ Minerva 

ข้อมูลทางเทคนิค

  • รหัส: 137544
  • กลไก: Minerva Manufacture Calibre M15.08 ไขลานด้วยมือแบบ Crownless พร้อมวินาทีขนาดเล็ก สำรองพลังงานได้ 80 ชั่วโมง
  • ฟังก์ชัน: แสดงค่าชั่วโมง นาที และวินาที
  • ตัวเรือน: สเตนเลสสตีล ตกแต่งผิวแบบขัดซาตินและขัดเงา ขอบตัวเรือนพิงก์โกลด์ 18 กะรัต แบบ fluted หมุนได้สองทิศทาง
  • หน้าปัด: สีทองลาย guilloché พร้อมหลักชั่วโมงเคลือบทอง
  • สาย: หนังจระเข้สีเขียวเข้ม ผิวกึ่งแมตต์ พร้อมบานพับสเตนเลสสตีลแบบ triple-folding และระบบปรับขนาดอย่างละเอียด

Minerva The Unveiled Chronograph Limited Edition 30

มาถึงรุ่นลิมิเต็ดที่ยกระดับกลไกโครโนกราฟของ Minerva มาอวดโฉมให้ชื่นชมความงามที่มาพร้อมประสิทธิภาพระดับสูงได้อย่างเต็มตา ด้วยเทคนิคการเผยกลไกกลับด้านให้เราได้ชื่นชมกับความซับซ้อนของชิ้นส่วนกลไกกว่า 291 ชิ้นส่วนที่ผ่านการตกแต่งผิวอย่างพิถีพิถันอย่างไม่มีอะไรปิดบัง โดยกลไกที่ถูกนำมาเป็นตัวเอกก็คือ กลไกสิทธิบัตรคาลิเบอร์ M17.26 ที่มีชิ้นส่วนเกือบ 300 ชิ้นตามที่กล่าวไป นี่จึงเป็นสาเหตุให้ต้องเพิ่มจำนวนทับทิมเป็น 26 เม็ด เพื่อให้การทำงานเป็นไปอย่างราบลื่นที่สุด 

มาพร้อมฟังก์ชันโมโนพุชเชอร์ที่ควบคุมการทำงานของฟังก์ชันโครโนกราฟผ่านการกดเพียงปุ่มเดียว ความเที่ยงตรงถูกควบคุมด้วยบาลานซ์วีลแบบ free-sprung ที่ติดตั้งชุดนํ้าหนักปรับละเอียดอย่างประณีต ทำงานควบคู่กับสปริงบาลานซ์ที่ผลิตขึ้นภายในโรงงานของแบรนด์ มอบพลังงานสำรอง 50 ชั่วโมงเมื่อไขลานเต็ม

ตัวเรือนที่โอบอุ้มสุดยอดกลไกแสดงออกถึงความหรูหราและประณีตขั้นสุด ด้วยตัวเรือนเยลโลว์โกลด์ 18 กะรัต สีทองสุกปลั่ง พร้อมขอบตัวเรือนแบบ fluted ทั้งยังมาในขนาด 43 มม. ที่จัดว่าค่อนข้างใหญ่ แต่ในเมื่อมาในฐานะนาฬิกาโครโนกราฟที่บรรจุกลไกอันงดงามทุกชิ้นส่วนไว้มากถึงเพียงนี้ การมาในตัวเรือนขนาดนี้ก็จัดว่าพอเหมาะ รายละเอียดต่างๆ บนตัวเรือนถูกออกแบบอย่างคำนึงถึงการเผยความงามของกลไก โดยเฉพาะช่องเปิดทั้งห้าบริเวณตัวเรือนชั้นกลาง ซึ่งช่วยทำให้เราสามารถชื่นชมกลไกโครโนกราฟที่ติดตั้งบนโครงสร้างเสาได้จากด้านข้างได้ เรียกได้ว่า เป็นนาฬิกาโครโนกราฟเรือนหรูที่เกิดมาเพื่อคนที่อินกับกลไกอย่างสุดตัว 

ข้อมูลทางเทคนิค

  • รหัส: 136352
  • กลไก: Minerva Manufacture Calibre M17.26 กลไกไขลานผลิตภายในโรงงานของแบรนด์ โครโนกราฟแบบโมโนพุชเชอร์พร้อมกลไกแบบกลับด้าน
  • ฟังก์ชัน: แสดงค่าชั่วโมงและนาทีจากแกนกลาง, วินาทีเล็กที่ตำแหน่ง 9 นาฬิกา, เข็มโครโนกราฟวินาทีจากแกนกลางหน้าปัด, ตัวนับเวลา 30 นาทีที่ตำแหน่ง 3 นาฬิกา
  • ตัวเรือน: ทองคำเยลโลว์โกลด์ 18 กะรัต ขัดด้านและขัดเงา พร้อมช่องแซฟไฟร์บริเวณตัวเรือนชั้นกลาง ขอบตัวเรือนแบบ fluted
  • หน้าปัด:  หน้าปัดแซฟไฟร์แบบสเกเลตัน พร้อมหลักชั่วโมงเคลือบสารเรืองแสง Super-LumiNova® สีขาว และโลโก้ Minerva แบบดั้งเดิม
  • สาย: หนังจระเข้สีนํ้าตาลแบบ sfumato ผิวกึ่งแมตต์ พร้อมตัวล็อกแบบ triple-folding clasp ทำจากเยลโลว์โกลด์ 18 กะรัต และระบบปรับขนาดอย่างละเอียด
  • จำนวน: จำกัด 30 เรือน 

Minerva The Unveiled Secret Limited Editions

อีกหนึ่งรุ่นพิเศษที่ผสานความหรูหราเข้ากับความเหนือชั้นของกลไกโครโนกราฟได้ถึงขีดสุด และถ่ายทอดในโทนสีแดงไวน์อันลุ่มลึกได้อย่างสง่างาม คือ Unveiled Secret รุ่นลิมิเต็ดเอดิชันที่มาในขนาด 39 มม. ซึ่งจัดว่าเล็กกว่าเดิม แต่ความสลับซับซ้อนที่เรามองเห็นผ่านกลไกแบบกลับด้านที่โชว์ให้เห็นบนหน้าปัดแบบโอเพ่นเวิร์กนั้นไม่ลดทอนลงเลยแม้แต่น้อย แต่กลับเป็นการออกแบบโครงสร้างใหม่ให้ลงตัวยิ่งขึ้น ซึ่งการปรับโครงสร้างนี้ทำให้เกิดกลไกจดสิทธิบัตรใหม่ขึ้นอีกด้วย นั่นแสดงถึงความมุ่งมั่นพัฒนากลไกของ Minerva ที่ไม่ได้คำนึงถึงแค่ประสิทธิภาพที่เพิ่มขึ้น แต่ยังพัฒนาให้อยู่ร่วมกับดีไซน์ได้อย่างสมานฉันท์ 

ตัวเรือนที่โอบอุ้มกลไกโครโนกราฟแบบโมโนพุชเชอร์มีสองเวอร์ชัน แบบแรกทำจากพิงก์โกลด์ 18 กะรัต ผลิตในจำนวนจำกัดเพียง 18 เรือนเท่านั้น ส่วนเวอร์ชัน two-tone ซึ่งผลิตในจำนวนจำกัด 58 เรือนนั้น มาในตัวเรือนสเตนเลสสตีล พร้อมขอบตัวเรือนพิงก์โกลด์ 18 กะรัต ทั้งสองเวอร์ชันมาพร้อมขอบตัวเรือนแบบ fluted เซาะร่องชัดเจน ล้อมขอบหน้าปัดฝังเพชรบริลเลียนคัตน้ำวาวระยับจำนวน 84 เม็ด 

หน้าปัดแบบโอเพนเวิร์กที่เผยให้เห็นกลไกโครโนกราฟแบบกลับด้าน จำต้องออกแบบมาให้เหลือเฉพาะโครงที่จำเป็น เพื่อให้เหลือช่องว่างเผยให้เห็นชิ้นส่วนกลไกได้อย่างถนัดตา ทำให้โครงหน้าปัดเหลือเฉพาะวงแหวนด้านนอกเป็นที่ยึดเหนี่ยวของหลักชั่วโมงเคลือบพิงก์โกลด์เคลือบสารเรืองแสงด้านใน ที่แทบจะเป็นส่วนหนึ่งของโครงสร้างโอเพ่นเวิร์กอย่างแนบเนียน และวงแหวนสามวงบริเวณใจกลางหน้าปัดวางตามแกนแนวนอน เป็นที่ตั้งของหน้าปัดย่อยวินาทีขนาดเล็ก วงแหวนกลางเป็นที่ตั้งของเข็มชั่วโมงและเข็มนาที  เคลือบสารเรืองแสง SuperLumiNova® สีขาว และเข็มโครโนกราฟวินาที ถูกติดตั้งบนแกนหลักเดียวกัน โครงเหล่านี้ถูกเคลือบด้วยสีไวน์รับกับตัวสายหนังจระเข้สีเดียวกัน เฉดสีที่ไม่ค่อยเห็นได้บ่อยนักบนนาฬิกาเมื่อถูกจับคู่กับวัสดุพิงก์โกลด์ และประกายเพชรน้ำงาม กลายเป็นความหรูหราที่ส่งเสริมให้กลไกที่งดงามในทุกชิ้นส่วนยิ่งดูเลอค่า

ข้อมูลทางเทคนิค

  • รหัส: 136384, 136354
  • กลไก: Minerva Manufacture Calibre M13.26 กลไกแบบกลับด้านไขลานด้วยมือ โมโนพุชเชอร์โครโนกราฟ ผลิตและตกแต่งด้วยมือจากโรงงาน
  • ฟังก์ชัน: แสดงชั่วโมงและนาทีจากกึ่งกลาง หน้าปัดวินาทีขนาดเล็กที่ตำแหน่ง 9 นาฬิกา เข็มจับเวลาวินาทีโครโนกราฟจากกึ่งกลางหน้าปัด และตัวนับเวลา 30 นาทีที่ตำแหน่ง 3 นาฬิกา
  • ตัวเรือน: พิงก์โกลด์ 18 กะรัต หรือสเตนเลสสตีล พร้อมขอบตัวเรือนพิงก์โกลด์ 18 กะรัต แบบ fluted ล้อมเพชรบริลเลียนคัตจำนวน 84 เม็ด
  • หน้าปัด: สเกเลตันสีแดงไวน์ พร้อมหลักชั่วโมงเคลือบทองชมพูและสารเรืองแสง Super-LumiNova® สีขาว
  • สาย: หนังจระเข้สีแดงไวน์ผิวกึ่งแมตต์ พร้อมบานพับแบบ triple-folding พิงก์โกลด์หรือสเตนเลสสตีล และระบบปรับขนาดอย่างละเอียด
  • จำนวน: จำกัด 18 เรือน และ 58 เรือน 

อ่านบทความเพิ่มเติมได้ที่:

Bremont x Astrolab Supernova Chronograph เรือนเวลาที่ต้องผ่านบททดสอบระดับโหด เพื่อให้มั่นใจว่าจะไม่กลายเป็นขยะอวกาศ

กลไกทรงพลังที่ส่งมอบพลังงานสู่ความเที่ยงตรงสูงสุด

The Unique Creations ผลงานสร้างสรรค์อันเป็นเอกลักษณ์ของ L.Leroy