Home Blog Page 10

Timothée Chalamet จับมือ Urban Jürgensen จากผู้ใช้งานจริงสู่พาร์ทเนอร์ฝ่ายสร้างสรรค์

0

ทำไม Timothée Chalamet ถึงยอมควักเงินร่วมหุ้นกับ Urban Jürgensen?

การที่ Timothée Chalamet เลือกถือหุ้นส่วนน้อยใน Urban Jürgensen แทนที่จะรับเช็คก้อนโตเป็นพรีเซนเตอร์ให้แบรนด์กระแสหลัก คือการเดินหมากที่ฉลาดและสะท้อนความขิงในรสนิยมส่วนตัวแบบสุดๆ เพราะคนในวงการรู้ดีว่าแบรนด์เก่าแก่จากปี 1773 เจ้านี้ไม่ใช่ของเล่นสำหรับมือใหม่ แต่คืองานฝีมือระดับลึกที่เน้นความประณีตและความแม่นยำในการผลิต ซึ่งขัดกับความฉาบฉวยของโลกเซเลบริตี้อย่างสิ้นเชิง

Timothée Chalamet จับมือ Urban Jürgensen
ทิโมธี ชาลาเมต์ สวมนาฬิกา Urban Jürgensen UJ-2 ตัวเรือนแพลตินัม หน้าปัดสีเงิน และสายสีส้ม

สิ่งที่น่าสนใจคือความสัมพันธ์นี้เริ่มต้นจากที่เขาเป็น “นักสะสม” ที่เดินเข้าไปหาแบรนด์เอง ไม่ใช่เอเจนซี่จัดฉากให้ เราจึงเริ่มเห็นเขาใส่เรือน UJ-2 ตัวเรือนแพลตตินัมออกงานบ่อยขึ้นเรื่อยๆ ตั้งแต่ช่วงเดินสายโปรโมตหนังยันงานออสการ์ปี 2026 การขยับฐานะมาเป็นพาร์ทเนอร์และที่ปรึกษาฝ่ายสร้างสรรค์ร่วมกับครอบครัว Rosenfield จึงดูมีน้ำหนักและน่าเชื่อถือกว่าการเป็นพรีเซนเตอร์รับจ้างทั่วไปหลายเท่าตัว

Timothée Chalamet จับมือ Urban Jürgensen
แอนดี้และอเล็กซ์ โรเซนฟิลด์ ในรายการ Man Of The Hour

หากมองในมุมคนเล่นนาฬิกา การที่ไอคอนยุคนี้เปรียบเทียบงานสร้างนาฬิกากับการทำหนังฟอร์มยักษ์ว่าเป็นการ “สร้างโลกทั้งใบลงในพื้นที่จำกัด” มันบ่งบอกว่าเขามองนาฬิกาเป็นงานศิลปะมากกว่าแค่เครื่องประดับเช็คเรตติ้ง ดีลนี้จึงกลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของ Urban Jürgensen ในการรีแบรนด์ตัวเองสู่ยุคใหม่โดยใช้พลังของ Timothée มาเป็นตัวเชื่อมระหว่างมรดกตกทอดจากช่างทำนาฬิกาหลวงของเดนมาร์กกับวัฒนธรรมป๊อปยุคปัจจุบัน

Timothée Chalamet จับมือ Urban Jürgensen
ทิโมธี ชาลาเมต์ สวมนาฬิกา Urban Jürgensen UJ-2 บนพรมแดงงานประกาศผลรางวัลออสการ์ปี 2026 เครดิต: Gilbert Flores/Penske Media
Timothée Chalamet จับมือ Urban Jürgensen
Urban Jürgensen UJ-2

นี่ไม่ใช่เรื่องของการตลาดที่พยายามจะตะโกนบอกความหรูหรา แต่มันคือการพิสูจน์ว่าแบรนด์อินดี้ที่เน้นงานทำมือ (Hand-finished) ยังมีที่ยืนที่เท่พอสำหรับคนรุ่นใหม่ที่แสวงหา “เนื้อหา” มากกว่า “โลโก้” การที่ Chalamet ตัดสินใจวางเงินเป็นหุ้นส่วนแบบนี้ เป็นการเดิมพันที่ชัดเจนว่ารสนิยมที่แท้จริงคือการเลือกอยู่กับสิ่งที่ใช่ ไม่ใช่สิ่งที่ดังที่สุดเพียงอย่างเดียว

อ่านบทความอื่นๆ เพิ่มเติม
Jaeger-LeCoultre ในงาน Watches and Wonders 2026: เมื่อความแม่นยำและศิลปะถูกร้อยเรียงไว้ใต้หลังคาเดียวกัน
Rado Master of Materials นวัตกรรมไฮเทคเซรามิกและโครงสร้าง Monobloc แห่งอนาคต
HAUTLENCE Kubera Series 1 สถาปัตยกรรม Cubism บนข้อมือที่ท้าทายทุกกฎเกณฑ์

Bremont x Astrolab Supernova Chronograph เรือนเวลาที่ต้องผ่านบททดสอบระดับโหด เพื่อให้มั่นใจว่าจะไม่กลายเป็นขยะอวกาศ

เรือนเวลาที่ร่วมภารกิจกับ Astrolab บนดวงจันทร์ ก้าวข้ามประวัติศาสตร์สงครามสู่ภารกิจสำรวจอวกาศยุคใหม่

Bremont x Astrolab Supernova Chronograph
Bremont x Astrolab Supernova Chronograph

ใครจะเชื่อว่านาฬิกาสัญชาติอังกฤษที่ชอบเล่าเรื่องประวัติศาสตร์สงคราม จะกล้าหักพวงมาลัยพุ่งตัวออกนอกโลกไปไกลถึงดวงจันทร์ Bremont กำลังจะสร้างจุดเปลี่ยนครั้งใหญ่ด้วย Supernova Chronograph ที่ไม่ได้ถูกส่งไปเดินเล่นบนข้อมือนักท่องเที่ยวอวกาศ แต่ถูกส่งไปทำงานจริงในฐานะอุปกรณ์ชิ้นสำคัญบนรถสำรวจของ Astrolab ซึ่งหมายความว่ามันต้องทนทายาดกว่านาฬิกาทั่วไปหลายเท่าตัว

Bremont x Astrolab Supernova Chronograph

การไปดวงจันทร์ครั้งนี้ไม่ใช่การเกาะกระแสทำรุ่นลิมิเต็ดมาวางขายเก๋ๆ เพราะตัวเรือนต้องผ่านบททดสอบสุดโหดระดับที่เรียกว่า Protoflight Qualification เพื่อยืนยันว่ามันจะไม่อับปางลงท่ามกลางแรงสั่นสะเทือนมหาศาลขณะทะยานออกจากชั้นบรรยากาศ หรือหยุดทำงานดื้อๆ เมื่อเจอความต่างของอุณหภูมิและฝุ่นดวงจันทร์ที่คมกริบ ดีไซน์ของมันจึงสะท้อนความดุดันผ่านตัวเรือนเหล็ก 904L ขนาด 41 มม. พร้อมขอบเซรามิกสิบเหลี่ยมที่ดูคมคาย สลัดคราบนาฬิกาวินเทจทิ้งไปจนหมดสิ้น

Bremont x Astrolab Supernova Chronograph
Bremont x Astrolab Supernova Chronograph

หน้าปัดของ Supernova เรือนนี้ดูมีมิติแปลกตาด้วยลวดลายเรขาคณิตสามมิติที่ถอดแบบมาจากแผงโซลาร์เซลล์ของยานอวกาศ เป็นงานดีไซน์ที่เน้นการใช้งานจริงภายใต้ความซับซ้อนที่ดูร่วมสมัย ส่วนกลไกอัตโนมัติ Calibre BC77 ที่อยู่ข้างในก็ถูกปรับจูนมาให้พร้อมรับศึกหนักโดยเฉพาะ นี่คือการก้าวข้ามขีดจำกัดจากแบรนด์ที่เคยอยู่แค่ในห้องนักบินมาสู่การเป็นฟันเฟืองหนึ่งของภารกิจสำรวจอวกาศยุคใหม่

Bremont x Astrolab Supernova Chronograph

สุดท้ายแล้วสิ่งที่น่าจับตาไม่ใช่แค่ชื่อชั้นของแบรนด์อังกฤษเรือนแรกบนดวงจันทร์ แต่คือความกล้าที่จะนิยามตัวเองใหม่ผ่านงานวิศวกรรมที่จับต้องได้จริง มันคือนาฬิกาที่เป็นเครื่องมือบอกเวลาอย่างซื่อตรงในที่ที่เงียบเหงาที่สุดในจักรวาล และนั่นคือเหตุผลที่ทำให้ Supernova Chronograph กลายเป็นหมุดหมายสำคัญที่คนรักนาฬิกามองข้ามไม่ได้เลยในพ.ศ. นี้

ข้อมูลทางเทคนิค
  • ตัวเรือน: สเตนเลสสตีล 904L และขอบเซรามิกสีดำ (41 มม. x 14.4 มม.) กันน้ำ 100 เมตร
  • หน้าปัด: สีดำ ตกแต่งลวดลายเรขาคณิตสามมิติ พร้อมพรายน้ำ Super-LumiNova® สีขาว
  • ฟังก์ชั่น: ชั่วโมง, นาที, วินาที, วันที่ และระบบจับเวลา (Chronograph)
  • กลไก: Calibre B77AC อัตโนมัติ สำรองพลังงาน 62 ชั่วโมง
  • สาย: สายเหล็กแบบ Integrated หรือสายยาง

อ่านบทความอื่นๆ เพิ่มเติม
Louis Moinet ส่ง 4 รุ่นใหม่ เป็นตัวแทนต่อยอดมรดกของแบรนด์ในบริบทร่วมสมัย ภายในงาน Watches and Wonders 2026 
Arnold & Son เผยโฉมทูร์บิญองรุ่นบางเฉียบ Ultrathin Tourbillon Onyx Edition อีกหนึ่งรุ่นในงาน Watches and Wonders 2026  
Angelus ส่ง Tinkler 1958 การตีความใหม่ของนาฬิกาควอเตอร์-รีพีทเตอร์อันเป็นมรดกของแบรนด์ร่วมแสดงในงาน Watches and Wonders 2026

The Collector’s Perspective EP13: เจาะลึกมุมมองนักสะสมกับนาฬิกาเรือนประวัติศาสตร์ที่หาดูยากที่สุด

0

เบื้องหลัง Patek Philippe & JLC เรือนเวลาแห่งศรัทธาที่รังสรรค์เพื่อประเทศไทย

เมื่อนาฬิกาไม่ได้เป็นเพียงเครื่องบอกเวลา แต่คือการเก็บรักษาจิตวิญญาณและประวัติศาสตร์ที่จับต้องได้ ในรายการ The Collector’s Perspective ครั้งนี้ เราได้รับเกียรติจากนักสะสมแถวหน้าของประเทศไทย คุณลีโอ ตรินัย ศิริพัฒนนันท์ และ คุณกีกี้ ชนม์สุภา อินทรภูวศักดิ์ ที่จะมาแบ่งปันประสบการณ์และมุมมองส่วนตัวในการเลือกสรรเรือนเวลาเข้าสู่กรุสะสม

ไฮไลท์สำคัญของบทสนทนานี้อยู่ที่เรื่องราวของเรือนเวลาที่เป็นดั่งตำนานของคนไทย นั่นคือ Patek Philippe รุ่นพิเศษที่ถูกคอมมิชชั่นขึ้นมาโดยเฉพาะ ซึ่งถือเป็นครั้งแรกที่แบรนด์ระดับโลกอย่าง Patek Philippe ร่วมงานกับประเทศไทยอย่างเป็นทางการผ่านการริเริ่มของคุณพ่อคุณกีกี้ รวมถึงนาฬิกาสีเหลืองเพียงเรือนเดียวที่ Jaeger-LeCoultre เคยรังสรรค์ขึ้นเพื่ออุทิศแด่ในหลวง รัชกาลที่ 9 ซึ่งความพิเศษคือนาฬิการุ่นนี้ไม่มีการทำสื่อโปรโมทใดๆ ทั้งสิ้น

นอกจากนี้ ทั้งสองท่านยังร่วมเจาะลึกถึงเทรนด์นาฬิกาที่กำลังมาแรงในปี 2026 ตั้งแต่กระแสของนาฬิกา Unisex งานประดับอัญมณี (Gem-set) ไปจนถึงทิศทางของแบรนด์อิสระที่ทรงอิทธิพลมากขึ้น พร้อมทั้งให้คำแนะนำที่น่าสนใจสำหรับนักสะสมรุ่นใหม่ว่า ทำไมการเลือกนาฬิกาที่พูดกับเราได้ จึงมีความหมายมากกว่าการสะสมตามกระแสในตลาด

ร่วมออกเดินทางไปในโลกของงานช่างศิลป์ชั้นสูงและรับฟังเรื่องราวสุด Exclusive จากปากของนักสะสมตัวจริงได้ในวิดีโอตัวเต็ม

ติดตามคอนเทนต์เจาะลึกโลกแห่งเรือนเวลาเพิ่มเติมได้ที่ Revolutionthailand.com

ติดตามช่องทางอื่น ๆ ได้ทาง REVOLUTION WATCH THAILAND
➡️ Instagram: /revowatchthai/
➡️ Facebook: /RevoWatchThai/
➡️ website: https://revolutionthailand.com/
➡️ https://www.tiktok.com/@revowatchthai

อ่านบทความอื่นๆ เพิ่มเติม

Breguet Tradition 2026 ความงามของกลไกในจังหวะที่ทันสมัยขึ้น
RAYE x Audemars Piguet เมื่ออิสระของดนตรีมาบรรจบกับงานฝีมือชั้นสูง
Parmigiani Fleurier Tonda PF Sport Chronograph Verzasca นิยามใหม่ของความหรูหราที่เงียบเชียบ

Christie’s จัดไอเทมหรูสุดแรร์ให้นักสะสมเมืองไทยได้ชมก่อนงานประมูลในฮ่องกงและเจนีวาในงาน  Bangkok Preview

Birkin รุ่นหายาก Nautilus Tiffany & Co. และงานจิวเวลรี่ชั้นสูงจากเมซงระดับตำนาน เปิดให้ชมแค่วันที่ 24 – 25 เมษายนนี้เท่านั้น

มีโอกาสได้แวะไปชมไอเทมหรูสุดแรร์ทั้งกระเป๋า นาฬิกา รวมถึงงานจิวเวลรี่ชั้นสูงภายในงาน Christie’s Bangkok Preview ที่สถาบันการประมูลชั้นนำระดับโลกนำผลงานชิ้นเด่นจากเวทีประมูลในฮ่องกงและเจนีวา มาให้นักสะสมชาวไทยได้ชมก่อนใคร ภายในงานมีไฮไลต์ชิ้นสำคัญที่หาชมได้ยากมากมายมาเป็นทีเซอร์ให้นักสะสมตัวจริงได้เล็งไว้ก่อนงานประมูลครั้งใหญ่จะเกิดขึ้นในเดือนพฤษภาคมนี้

ในปีนี้ยังเป็นปีที่พิเศษสำหรับ Christie’s เพราะเป็นปีที่ครบรอบ 40 ปี ที่ Christie’s ได้มาตั้งฐานดำเนินการในภูมิภาคเอเชีย โดยประเทศไทยจัดเป็นหนึ่งในตลาดที่มีศักยภาพสูง ที่เต็มไปด้วยนักสะสมผู้มีวิสัยทัศน์และรสนิยมอันโดดเด่น การจัดงาน Bangkok Preview ในครั้งนี้จึงเป็นการตอกย้ำว่า เวทีการประมูลระดับโลกให้ความสำคัญกับตลาดในประเทศไทย และมุ่งมั่นสนับสนุนความสัมพันธ์อันแข็งแกร่งในกลุ่มนักสะสมในภูมิภาคนี้ต่อไป  ภายในงานมีไฮไลต์ชิ้นเด่นที่นักสะสมเห็นแล้วเป็นต้องเกิดกิเลสขึ้นมาในทันที บางชิ้นแม้ไม่มีโอกาสได้เป็นเจ้าของ แต่แค่ได้ชมก็เป็นบุญตาแล้ว 

นาฬิกาชิ้นเด่นจากเวทีประมูลในฮ่องกงและเจนีวา


สำหรับนาฬิกาชิ้นที่นักสะสมเห็นแล้วตาลุกวาวมีอยู่หลายรุ่น แต่ชิ้นที่โดดเด่นกว่าใครย่อมเป็น Patek Philippe Nautilus Ref. 5711/1A-018 “Tiffany & Co.” นาฬิกาสเตนเลสสตีลรุ่นพิเศษที่ผลิตขึ้นเพื่อเฉลิมฉลองวาระครบรอบ 170 ปีความร่วมมือระหว่าง Tiffany & Co. และ Patek Philippe ที่มาพร้อมหน้าปัดสี Tiffany Blue ที่เห็นปุ๊บเป็นที่จดจำได้ในทันที นาฬิกาผลงานความร่วมมือรุ่นพิเศษนี้ ผลิตจำนวนจำกัดเพียง 170 เรือนทั่วโลกเท่านั้น ว่ากันว่าเป็นนาฬิการุ่นที่นักสะสมเสาะแสวงหามากที่สุด และ Ref. 5207R-001 (circa 2013) ตัวเรือนพิงก์โกลด์ 18 กะรัต ที่รวบรวมคอมพลิเคชันชั้นสูงไว้ในเรือนเดียว ไม่ว่าจะเป็น ทูร์บิญอง ฟังก์ชันตีบอกเวลา ฟังก์ชันปฏิทินถาวรแบบฉับพลัน  ฟังก์ชันแสดงข้างขึ้นข้างแรม ปีอธิกสุรทิน และตัวบ่งชี้ช่วงเวลากลางวัน/กลางคืน 

Patek Philippe Nautilus Ref. 5711/1A-018 “Tiffany & Co.

นอกจากนี้ยังมีรุ่นที่น่าสนใจอีกมากมาย ไม่ว่าจะเป็น  F.P. Journe Chronomètre à Résonance Black Label, Harry Winston Opus 9 รุ่นลิมิเต็ดจากแบรนด์อินดี้อย่าง De Bethune รุ่นไอคอนิกอย่าง Audemars Piguet Royal Oak ที่มาในหน้าปัดหินลายทางที่หาดูได้ยากยิ่ง รวมถึงรุ่นวินเทจจากแบรนด์ระดับ Holy Trinity ที่ไม่ใช่ว่าจะหาดูได้ง่ายๆ  

จิวเวลรี่สุดวิจิตรจากเมซงชั้นนำ


ทางฝั่งจิวเวลรี่ก็บอกเลยว่า ตระการตาทุกชิ้น แต่ละชิ้นเด่นกันไปคนละแนวทาง แต่ชิ้นที่ถูกยกให้เป็นไฮไลต์คือ The Ocean Dream แหวนเพชรแฟนซีสีน้ำเงินอมเขียว น้ำหนัก 5.50 กะรัต หนึ่งในอัญมณีสีหายากที่จำลองสีสันของน้ำทะเลมาได้อย่างงดงามหมดจด รายล้อมด้วยเพชรน้ำงามบริสุทธิ์ที่ช่วยขับให้เพชรสีมหาสมุทรยิ่งงดงามแพรวพราว หรือจะเป็น เข็มกลัด Feather Collection เข็มกลัดรูปขนนกที่ดูอ่อนช้อยราวกับขนนกอันบอบบาง ประดับประดาด้วยไพลิน เพชรสี และเพชรคุณภาพสูง 

นี่จึงเป็นโอกาสพิเศษที่บรรดานักสะสมจะได้เข้าชมผลงานชิ้นไฮไลต์ก่อนเข้าร่วมงานประมูลที่เจนีวาและฮ่องกง พร้อมมีผู้เชี่ยวชาญทั้งด้านเครื่องหนัง นาฬิกา และจิวเวลรี่คอยให้ความรู้และคำแนะนำอย่างใกล้ชิด โดยการประมูลจะจัดขึ้น ณ กรุงเจนีวา ระหว่างวันที่ 11–13 พฤษภาคม 2569 และที่ฮ่องกง ระหว่างวันที่ 22–28 พฤษภาคม 2569 สำหรับผู้สนใจเข้าชมงาน Bangkok Preview ในกรุงเทพฯ ระหว่างวันที่ 24–25 เมษายนนี้ สามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมหรือสำรองที่นั่งได้ที่ bangkok@christies.com หรือโทร 02 252 3685 

อ่านบทความเพิ่มเติมได้ที่:  

Piaget Watches and Wonders 2026: มนต์เสน่ห์หินสีและลาย Gadroon แห่งยุค 60s

De Bethune Watches and Wonders 2026: เมื่อเทคโนโลยีอวกาศถูกย่อส่วนมาไว้บนข้อมือ

Roger Dubuis ในงาน Watches & Wonders 2026: เมื่อดาราศาสตร์บรรจบกับศิลปะแห่งเรือนเวลาชั้นสูง

Louis Moinet ส่ง 4 รุ่นใหม่ เป็นตัวแทนต่อยอดมรดกของแบรนด์ในบริบทร่วมสมัย ภายในงาน Watches and Wonders 2026 

1816 สองรุ่นเพื่อสดุดีนาฬิกาโครโนกราฟเรือนแรก Time to Race รุ่นใหม่ และ Skydance นาฬิกาสุภาพสตรีที่หลายคนรอคอย 

ปี 2026 นับเป็นปีสำคัญของ Louis Moinet เพราะตรงกับปีที่ทางแบรนด์อันเก่าแก่ให้กำเนิดนาฬิกาโครโนกราฟเรือนแรกของโลก ทั้งยังครบรอบ 220 ปีที่ทางแบรนด์ได้สร้างนาฬิกาตั้งโต๊ะถวายแด่องค์จักพรรดิ Napoléon Bonaparte หลังจากการเดินทางบนโลกแห่งเรือนเวลาอันยาวนานกว่าสองศตวรรษและเต็มไปด้วยประวัติศาสตร์ควรค่าแก่การจารึกมากมาย จวบจนถึงวันนี้ Louis Moinet ก็ยังไม่เคยละทิ้งมรดกที่แบรนด์สร้างไว้ แต่ยังนำมาพัฒนาต่อยอดให้สิ่งที่วางรากฐานอันแข็งแกร่งให้กับแบรนด์ยังคงดำเนินต่อไปได้อย่างสง่างาม สิ่งที่เราได้เห็นจากรุ่น novelties ที่เปิดตัวในงาน Watches and Wonders 2026 นี้คือบทพิสูจน์ว่า การเดินตามขนบอย่างแน่วแน่ควบคู่ไปกับการพัฒนาสิ่งใหม่ๆ ให้อยู่ร่วมกันอย่างกลมกลืน คือ แนวทางที่แบรนด์เก่าแก่ในตำนานทำได้อย่างงดงาม 

1816 CHRONOGRAPH

ถ้าหากต้องเลือกเฉลิมฉลองอายุครบ 210 ปีให้กับนาฬิกาโครโนกราฟรุ่นแรกของโลก คงไม่มีอะไรเหมาะไปกว่าไปเลือกหน้าปัดสีแชมเปญหรูหราบนนาฬิกาโครโนกราฟรุ่นใหม่ที่ได้แรงบันดาลใจจากรุ่นดั้งเดิม และทาง Louis Monet ก็ทำเช่นนั้นจริงๆ เสียด้วย ทีนี้ความน่าสนใจอยู่ที่นาฬิกาโครโนกราฟดีเอ็นเอดั้งเดิมในร่างใหม่นี้จะมีอะไรให้ว้าวได้บ้าง สิ่งแรกที่มองเผินๆ แล้วสะดุดตาทันทีแน่นอนว่าต้องเป็นเฉดสีแชมเปญที่สอดแทรกเข้ามาเพื่อเติมไวบ์แห่งการเฉลิมฉลอง เราจะได้เห็นเฉดสีทองหรู (แต่ไม่โอเวอร์เกินเหตุ) บริเวณหน้าปัดโครงสร้างซับซ้อนที่ประกอบขึ้นจากชิ้นส่วน 23 ชิ้น รวมถึงหมุดนิกเกิลเคลือบดำสิบตำแหน่งที่ตัดกับหน้าปัดสีแชมเปญที่ตกแต่งด้วยเทคนิค bead-blasted ตรงตามต้นฉบับ รายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ ที่เติมความเฉพาะตัวยังแสดงออกผ่านสกรูสีน้ำเงินรับกับเข็มโครโนกราฟจำนวน 4 ตัว ที่ทำหน้าที่ยึดขอบหน้าปัดเข้ากับตัวเรือนไทเทเนียมเกรด 5 ทรง double-gadroon ขนาด 40.6 มม. แต่งผิวขัดเงาผสมผสานกับขัดซาติน และยังคงดีไซน์แบบ semi-bassine แบบ Directoire ขนานแท้ที่ดูเรียบหรูคลาสสิก

การแสดงค่าบนหน้าปัดถูกจัดระเบียบให้อ่านค่าได้ง่ายดาย ด้วยวงแหวน rhodium-plated บนหน้าปัดย่อย และเฉดสีดังกล่าวยังสอดแทรกอยู่บนข้อต่อกลางของสายนาฬิกาไทเทเนียมเกรด 5 แต่ก็ไม่ได้แสดงตัวชัดเจนเพราะพรางตัวอยู่ระหว่างข้อต่อแต่ละข้อได้อย่างแนบเนียน ต้องพลิกดูด้านหลังของสายจึงจะได้ชื่นชมสีทองแชมเปญอย่างเต็มตา อีกหนึ่งรายละเอียดที่แสดงถึงความเคารพต่อต้นฉบับคือการเลือกใช้ตัวเลขโรมันบนหน้าปัดย่อยแสดงมาตรวัดชั่วโมงโครโนกราฟ ที่ชวนให้นึกถึงนาฬิกาโครโนกราฟรุ่นดั้งเดิม 

สำหรับกลไกนั้นเลือกขับเคลื่อนด้วยกลไก LM1816 ที่ถูกพัฒนาขึ้นใหม่โดยยังคงรักษาดีเอ็นเอดั้งเดิมของกลไกโครโนกราฟที่ใช้ขับเคลื่อนนาฬิกาโครโนกราฟรุ่นแรก โดยการพัฒนากลไกคำนึงถึงโครงสร้างของหน้าปัดย่อยอันเป็นโฉมหน้าของนาฬิกาที่แสดงความเคารพต่อต้นฉบับในปี 1816 ทำงานด้วยระบบไขลานด้วยมือที่มอบพลังงานสำรอง 48 ชั่วโมง ขับเคลื่อนฟังก์ชันโครโนกราฟที่จับเวลาได้อย่างแม่นยำ ไม่ว่าจะเป็น  ระบบเข็มนาทีแบบขยับฉับพลัน คอลัมน์วีล ตัวปรับตั้งสมดุลรูปคอหงส์ เบื้องหลังการทำงานของกลไกชุดใหม่ประกอบไปด้วยชิ้นส่วน 330 ชิ้น ทับทิม 34 เม็ด ที่ทำงานร่วมกันด้วยความถี่ 28,800 ครั้งต่อชั่วโมง ซึ่งชิ้นส่วนเหล่านี้ถูกอวดความงามผ่านฝาหลังที่เผยให้เห็นสีสันที่ตัดกันของสีขาวในส่วนสตีล ประกายทองเหลืองบนสะพานจักร สีแดงก่ำของทับทิม และสีน้ำเงินของสกรู พร้อมการขัดแต่งผิวลบขอบมุมอย่างประณีต  

นาฬิกาโครโนกราฟต้นแบบในปี 1816 จึงราวกับได้กลับมามีชีวิตใหม่อีกครั้งในร่างที่สมบูรณ์พร้อมทุกชิ้นส่วน 

ข้อมูลทางเทคนิค

  • กลไก: ไขลานด้วยมือ LM1816 สำรองพลังงานได้ 48 ชั่วโมง
  • ฟังก์ชัน: แสดงค่าชั่วโมง นาที วินาทีบนหน้าปัดย่อย โครโนกราฟจับเวลา 30 นาที และ 12 ชั่วโมงบนหน้าปัดย่อย
  • ตัวเรือน: ไทเทเนียมเกรด 5 ขัดเงาและขัดซาติน ขนาด 40.6 มม. 
  • หน้าปัด: สี rhodium-plated และแชมเปญผิวพ่นทราย
  • สาย: ไทเทเนียมเกรด 5 ขัดเงาและขัดซาติน พร้อมเคลือบ DLC สีแชมเปญ

1816 TOURBILLON CHRONOGRAPH

อีกหนึ่งผลงานที่สร้างสรรค์มาเพื่อสดุดีนาฬิกาโครโนกราฟเรือนแรกโดย Louis Moinet คราวนี้นาฬิกาโครโนกราฟแบบควบคุมด้วยปุ่มกดเพียงปุ่มเดียว เสริมกลไกฟลายอิ้งทูร์บิญองเข้าไปด้วย เรียกได้ว่ายกระดับความท้าทายไปอีกขั้น และยังเป็นการยกย่องมิตรภาพอันงดงามของ Louis Moinet และ Abraham-Louis Breguet สองช่างนาฬิกาผู้ส่งมอบมรดกอันล้ำค่าให้กับวงการนาฬิกาจวบจนถึงปัจจุบัน 

ตัวเรือนมาในวัสดุไทเทเนียมเกรด 5 ขนาด 40.6 มม. ทรง Directoire semi-bassine ขอบตัวเรือนแบบ double gadroon ปุ่มกดควบคุมฟังก์ชันโครโนกราฟแบบโมโนพุชเชอร์ ควบคุมฟังก์ชันจับเวลาภายในปุ่มเดียว หน้าปัดเคลือบโรเดียมสีเทาเรียบหรู เล่นมิติด้วยการผสมผสานการขัดแต่งผิวแบบซาตินและ bead-blasted หน้าปัดย่อยวินาทีและสเกลจับเวลา 30 นาที ล้อมรอบด้วยวงแหวนซาตินพร้อมตัวเลขอารบิกที่อ่านค่าได้ชัดเจน ใจกลางหน้าปัดดึงดูดสายตาด้วยบาร์เรลประดับทับทิม พร้อมสกรูขัดเงา ตัวอักษรและเครื่องหมายต่างๆ บนหน้าปัดสลักด้วยความแม่นยำสูง และเลือกใช้ฟอนต์เดียวกับนาฬิกาโครโนกราฟต้นแบบในปี 1816 ซึ่งช่วยคงความคลาสสิก เชื่อมโยงกับรุ่นดั้งเดิม และยังคงอ่านค่าได้ง่ายอันเป็นหัวใจสำคัญ เข็มโครโนกราฟ เข็มหน้าปัดย่อย และสกรู 4 ตัว ทำจากบลูสตีลซึ่งเป็นเทคนิคการเผาด้วยความร้อนสูง รับกับกรงทูร์บิญองเคลือบ DLC สีน้ำเงิน ขับเน้นองค์ประกอบสำคัญให้ดูโดดเด่น และยังคงเสน่ห์แบบนาฬิกาโบราณ แต่ยังคงดูร่วมสมัยด้วยการคุมโทนสีเทาตั้งแต่หน้าปัด ตัวเรือน จรดสายนาฬิกาไทเทเนียมเกรด 5 ขัดแต่งผิวรูปแบบเดียวกับตัวเรือน 

ในส่วนของกลไกขับเคลื่อนด้วยคาลิเบอร์ LM114 ที่ผลิตขึ้นในโรงงานของแบรนด์เอง กลไกไขลานด้วยมือ พร้อมดับเบิลบาร์เรลนี้มอบพลังงานสำรองยาวนานถึง 96 ชั่วโมง เป็นกลไกขับเคลื่อนฟังก์ชันโครโนกราฟที่มาพร้อมคอลัมน์วีล ควบคุมด้วยปุ่มกดเพียงปุ่มเดียว ทั้งยังพ่วงมาด้วยกลไกฟลายอิ้งทูร์บิญองแบบเยื้องศูนย์ นับเป็นการรวมตัวของสองสุดยอดกลไกโดยสองช่างนาฬิการะดับตำนานในหนึ่งเดียว ซึ่งจะผลิตออกมาเพียงแค่ 12 เรือนเท่านั้น

น่าจะถูกใจนักสะสมสายโครโนกราฟที่อยากได้ทูร์บิญองมาประดับคอลเลกชันเพิ่มอีกสักเรือน  

ข้อมูลทางเทคนิค

  • กลไก:ไขลานด้วยมือ LM114 ฟลายอิ้งทูร์บิญองแบบเยื้องศูนย์ โครโนกราฟพร้อมคอลัมน์วีล และปุ่มกดโมโนพุชเชอร์ พลังงานสำรอง 96 ชั่วโมง
  • ฟังก์ชัน: แสดงค่าชั่วโมง นาที วินาที และโครโนกราฟ 30 นาที ตัวเรือน: ไทเทเนียมเกรด 5 ขัดเงาและขัดซาติน ขนาด 40.6 มม.
  • หน้าปัด: สีโรเดียม ขัดผิว bead-blasted
  • สาย: ไทเทเนียมเกรด 5 ขัดเงาและขัดซาติน
  • จำนวน: จำกัด 12 เรือน

TIME TO RACE FLASH

นาฬิกาสำหรับนักแข่งอันแสนเร้าใจและโก้หรูกลับมาอีกครั้งในมาดที่เท่ขรึมกว่าเดิม ด้วยการคุมโทนสีกราไฟต์ตัดกับความหรูหราของเฉดสีทอง และยังมีให้เลือกในสองเวอร์ชัน ทั้งเวอร์ชันตัวเรือนเรดโกลด์ 18 กะรัต ที่ให้ความรู้สึกหรูหราอย่างมีระดับ และตัวเรือนไทเทเนียมเกรด 5 สำหรับลุคเท่คุมโทนขรึม ซึ่งการใช้โทนสีกราไฟต์ผิวแมตต์สลับกับสีทองนั้นไม่ใช่เพียงแค่จงใจเติมความหรู แต่ยังสื่อถึงสีที่ใช้ในยุคทองของการแข่งขันกรังด์ปรีซ์อีกด้วย 

นอกเหนือจากความแตกต่างทางรูปลักษณ์และวัสดุแล้วยังมีการใส่กิมมิกเป็น ‘Lucky Number’ ลงไป โดยแต่ละเรือนสามารถระบุหมายเลขเฉพาะที่เจ้าของเรือนนั้นๆ เป็นผู้กำหนดเอง แต่มีข้อแม้อยู่ว่า ถ้าหากเป็นเจ้าของสองเรือนต่างวัสดุ ไม่สามารถเลือกกำหนดหมายเลขเดียวกันได้ 

บนหน้าปัดสำดำแบบเยื้องศูนย์เต็มไปด้วยรายละเอียดแต่ก็ยังคงออกแบบมาให้อ่านค่าต่างๆ ได้อย่างง่ายดาย ที่สะดุดตากว่าใครเห็นจะหนีไม่พ้นหมายเลข Lucky Number บนพื้นสีขาวบนพื้นหน้าปัดกราไฟต์ ส่วนหน้าปัดย่อยที่ขนาบทั้งสองข้างทำจากแซฟไฟร์รมควันซึ่งมีความใสที่ดูมีมิติลึกลับ ทั้งหมดนี้ถูกรองรับไว้ด้วยแผ่นไฟบอนคาร์เบอร์ถักด้านล่าง ช่วยเพิ่มเท็กซ์เจอร์ที่ดูน่าสนใจและยังขับเน้นให้แรงบันดาลใจจากมอเตอร์สปอร์ตเด่นชัด 

สีทองที่ถูกนำมาใช้ตกแต่งบางส่วนบนหน้าปัดไม่เพียงแต่เพิ่มความหรูหรา แต่การเลือกใช้ในบางส่วนทำให้ช่วยเสริมบรรยากาศการชิงชัยในสนามประลองความเร็วได้ดี โดยเลือกฉาบสีทองในส่วนสเกลทาคีมิเตอร์รอบหน้าปัดที่ได้แรงบันดาลใจจากกระบอกสูบของรถแข่ง รวมถึงสกรูสองตัวบนแผ่นสามเหลี่ยมกราไฟต์ด้านล่าง และชุดเข็มทั้งหมดที่ถูกฉาบสีทองให้โดดเด่นเป็นที่สังเกตเห็นได้ง่าย     

ชุดกลไกไขลานอัตโนมัติคาลิเบอร์ LM96 มาในโครงสร้างแบบโอเพ่นเวิร์กเผยให้เห็นการทำงานที่สอดประสานกันของชิ้นส่วนต่างๆ กว่า 311 ชิ้น เมื่อเพียงแค่กดปุ่มควบคุมฟังก์ชันโครโนกราฟเพียงปุ่มเดียว อีกหนึ่งดาวเด่นในชุดกลไกย่อมเป็นโรเตอร์แบบเจาะโครงโปร่งเคลือบสีดำผิวแมตต์ ซึ่งดูตัดกับชิ้นส่วนต่างๆ ที่เคลือบโรเดียมสีเงินอย่างเห็นได้ชัด ด้านหลังยังมีการแต่งแต้มสีทองในบางจุดทำให้เกิดความเชื่อมต่อกับด้านหน้าที่ออกแบบมาอย่างเท่หรูมีระดับ 

ข้อมูลทางเทคนิค

  • กลไก: ไขลานอัตโนมัติคาลิเบอร์ LM96 พลังงานสำรอง 48 ชั่วโมง
  • ฟังก์ชัน: แสดงค่าชั่วโมง นาที วินาที โครโนกราฟจับเวลารอบ 60 วินาที และ 30 นาที บนหน้าปัดย่อยตัวเรือน: เรดโกลด์ 18 กะรัต หรือไทเทเนียมเกรด 5 ขัดเงาและขัดซาติน ขนาด 40.7 มม. กันน้ำได้ 50 เมตร
  • หน้าปัด:  สีดำ เครื่องหมายตัวเลขสีขาวขัดเงา ขอบสีทองขัดซาตินลายวงกลม หน้าปัดย่อยแซฟไฟร์รมควัน
  • สาย: ยางขึ้นรูปสำเร็จ ตัวล็อกบานพับสามทบ  สตีลเคลือบ PVD สีดำ

SKYDANCE

หลังจากที่เราได้เห็นนาฬิกาโครโนกราฟที่เต็มไปด้วยรายละเอียดยุบยับ และฟังก์ชันอันล้ำเลิศมาหลายต่อหลายรุ่น ในที่สุดเราก็ได้สัมผัส Louis Moinet ในมุมที่โรแมนติกชวนฝันผ่านนาฬิกา Skydance ที่ออกมาสองเวอร์ชันด้วยกัน ซึ่งเรื่องราวที่บอกเล่าผ่านนาฬิการุ่นนี้ก็คือเรื่องราวของการโคจรของดวงอาทิตย์และดวงจันทร์ สมชื่อ Skydance ที่สื่อถึงการเริงระบำบนท้องฟ้า 

การออกแบบนาฬิกาที่สื่อถึงท้องฟ้านั้นหน้าปัดคือส่วนสำคัญที่สุด เพราะมันคือท้องฟ้าที่ถูกจำลองมาไว้บนตัวเรือน ซึ่งท้องฟ้าของ Skydance นั้นถูกถ่ายทอดผ่านเปลือกหอยมุกสีขาวเหลือบรุ้ง ประดับหลักชั่วโมงเพชรน้ำงาม 11 เม็ด 

ณ ตำแหน่ง 12 นาฬิกา เป็นที่ตั้งของแผ่นดิสก์ขนาดเล็กทำจากหินอุกกาบาต Dhofar 457 ซึ่งเป็นเศษเสี้ยวของหินอุกกาบาตจากดวงจันทร์ที่เคยตกลงมาบนพื้นโลก บนแผ่นดิสก์ตกแต่งด้วยลวลวดลายดวงจันทร์เสี้ยวสีทอง ฟากฝั่งตรงข้ามเป็นที่ตั้งของแผ่นดิสก์ดวงอาทิตย์เปล่งรัศมีเจิดจ้าอยู่เหนือดิสก์อเวนจูรีนเปล่งประกายระยิบระยับ ซึ่งดิสก์ดวงอาทิตย์นี้สามารถเคลื่อนไหวได้ด้วยการติดตั้งแผ่นดิสก์สองชั้น ชั้นหนึ่งติดตั้งแบบคงที่ อีกชั้นสามารถหมุนไปตามการขับเคลื่อนของกลไก แผ่นดิสก์ดวงจันทร์และดวงอาทิตย์เชื่อมต่อกันไว้ด้วยวงแหวนเงิน แสดงวงโคจรที่สัมพันธ์กันโดยสมบูรณ์ โดยมีเข็มชั่วโมงและนาทีทรงหยาดน้ำค้างทำจากนิกเกิลสีดำเคลือบสารเรืองแสงเพื่อการอ่านค่าที่ชัดเจนในที่มืดอยู่เหนือวงแหวน


การเริงระบำของท้องฟ้าจัดแสดงอยู่บนตัวเรือนไทเทเนียมเกรด 5 ขนาด 36 มม. ล้อมรอบด้วยขอบตัวเรือนเซรามิกสีขาว ซึ่งมีให้เลือกทั้งแบบประดับเพชร 6 เม็ด และ 60 เม็ด แล้วแต่ว่าจะชอบประกายระยิบระยับในระดับไหน มาพร้อมเม็ดมะยมไทเทเนียมล้อมวงแหวนเซรามิกล้อกันกับตัวเรือน ส่วนขาตัวเรือนก็เลือกตกแต่งด้วยวัสดุเซรามิกสีขาวทรงคาโบชงเป็นรายละเอียดเล็กๆ ที่เพิ่มมิติให้กับตัวเรือนได้อย่างนุ่มนวล ตัวเรือนไทเทเนียมขนาดกำลังพอเหมาะกับข้อมือสุภาพสตรีถูกจับคู่กับสายนาฬิกายางผิวซาตินนุ่มละมุนผิว มอบสัมผัสสบายในยามสวมใส่ในชีวิตประจำวัน 

ส่วนกลไกไขลานอัตโนมัติ LM58 นั้นก็ยังได้รับมอบหมายให้ทำหน้าที่บอกเล่าเรื่องราวการเริงระบำบนท้องฟ้าผ่านโรเตอร์ประดับลวดลายดวงอาทิตย์และดวงจันทร์ที่ประกอบไปด้วยสี่ส่วนด้วยกัน ส่วนฐานเคลือบโรเดียม ส่วนดวงอาทิตย์สีทองขัดเงา และส่วนแผ่นดิสก์เคลือบ PVD สีดำ ติดตั้งดวงจันทร์สีทองสุกสว่าง 

นี่จึงเป็นอีกหนึ่งรุ่นที่เข้ามาเติมเต็มปีแห่งการเฉลิมฉลองของ Louis Moinet ด้วยความโรแมนติกในเชิงดาราศาสตร์ที่ไม่ว่าจะถูกนำมาเล่าอีกสักกี่ครั้งเราก็เคลิ้มกับมนตร์ขลังในเรื่องราวนี้ได้เสมอ

ข้อมูลทางเทคนิค

  • รหัส: LM-132.20.80 และ LM-132.2D.80
  • กลไก: ไขลานอัตโนมัติ LM58 พลังงานสำรอง 42 ชั่วโมง 
  • ฟังก์ชัน: แสดงค่าชั่วโมงและนาที
  • ตัวเรือน: ไทเทเนียมเกรด 5 ขัดเงาและขัดซาตินพร้อมขอบหน้าปัดเซรามิกสีขาว
  • หน้าปัด: เปลือกในหอยมุกสีขาว ประดับเพชร 11 เม็ด ชิ้นส่วนจากอุกกาบาตดวงจันทร์ Dhofar 457
  • และอเวนจูรีนสีดำ
  • สาย: ยางผิวซาติน ตัวล็อกแบบบานพับวัสดุสตีล
  • จำนวน: จำกัดเวอร์ชันละ 28 เรือน  

อ่านบทความเพิ่มเติมได้ที่:

Angelus ส่ง Tinkler 1958 การตีความใหม่ของนาฬิกาควอเตอร์-รีพีทเตอร์อันเป็นมรดกของแบรนด์ร่วมแสดงในงาน Watches and Wonders 2026

Jacob & Co. Bugatti Tourbillon Sapphire Crystal: ความบ้าพลังขั้นสุดในโลกนาฬิกาจักรกลคือการยกเครื่องยนต์ V16 มาไว้บนข้อมือ

Laurent Ferrier เปิดตัว Sport Traveller Slate Grey ในงาน W&W 2026 นำเสนอฟังก์ชัน Dual Time ที่ปรับง่ายผ่านปุ่มกด

House of Brands เสริมแกร่ง แต่งตั้ง Jean-Marc Pontroué นั่งแท่น CEO Breitling พร้อมตั้งทีมบริหาร Universal Genève และ Gallet

0

หลังจากที่ได้วางรากฐานโครงสร้างกลุ่มธุรกิจ “House of Brands” ไปก่อนหน้านี้ ล่าสุด Georges Kern ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่ม ได้ประกาศเสริมทัพทีมบริหารระดับสูง เพื่อขับเคลื่อนการเติบโตอย่างก้าวกระโดดของ 3 แบรนด์นาฬิกาในเครืออย่าง Breitling, Universal Genève และ Gallet

แม่ทัพใหม่แห่ง Breitling

Jean-Marc Pontroué

หัวใจสำคัญของการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้คือการแต่งตั้ง Jean-Marc Pontroué ให้ดำรงตำแหน่ง CEO ของ Breitling โดย Pontroué ถือเป็นผู้บริหารระดับ “Heavyweight” ในอุตสาหกรรมนาฬิกาหรู ด้วยผลงานที่โดดเด่นจากการดำรงตำแหน่ง CEO ของ Panerai (ตั้งแต่ปี 2018) และ Roger Dubuis (ตั้งแต่ปี 2011) โดยจะนำความเชี่ยวชาญด้านการบริหารช่องทางจำหน่ายและการตลาดระดับโลกมาพา Breitling ก้าวไปอีกขั้นภายใต้โครงสร้างกลุ่มใหม่นี้

แต่งตั้ง Managing Director ดูแลแบรนด์ในเครือ

เพื่อให้การบริหารแบรนด์ในเครือ House of Brands มีความคล่องตัวและชัดเจน จึงได้มีการแต่งตั้งผู้บริหารระดับ Managing Director เข้ามาดูแลโดยตรง:

  • Grégory Bruttin รับตำแหน่งเป็น Managing Director ของ Universal Genève เพื่อสานต่อความสำเร็จจากการเปิดตัวแบรนด์ใหม่อีกครั้งที่ได้กระแสตอบรับอย่างล้นหลาม
  • Erwan Rossignol รับตำแหน่งเป็น Managing Director ของ Gallet โดยมีภารกิจสำคัญคือการนำทัพทีมงานเตรียมความพร้อมสำหรับการกลับมาเปิดตัวแบรนด์ Gallet อย่างยิ่งใหญ่ในช่วงปลายเดือนสิงหาคม 2026

ยกระดับตลาดอเมริกาและลาตินอเมริกา

ในส่วนของตลาดภูมิภาคที่สำคัญ มีการขยับตำแหน่งผู้บริหารเพื่อความแข็งแกร่ง ดังนี้:

  • Antoine Loron: ผู้บริหารรุ่นใหม่ไฟแรง (อายุ 34 ปี) ที่สร้างผลงานโดดเด่นในเขตแคริบเบียนและลาตินอเมริกา ได้รับความไว้วางใจให้ขึ้นดำรงตำแหน่งประธาน (President) ของ Breitling สหรัฐอเมริกาและแคนาดา พร้อมร่วมบอร์ดบริหารด้านผลิตภัณฑ์
  • Thierry Prissert: หลังจากบริหารตลาดอเมริกาจนเติบโตอย่างมหาศาลตลอด 15 ปี จะย้ายไปดำรงตำแหน่งประธานบอร์ด (Chairman) ของ House of Brands USA เพื่อดูแลการขยายตลาดของทั้ง Universal Genève และ Gallet ในอเมริกา
  • Renato Meier: ได้รับการเลื่อนตำแหน่งเป็น Managing Director ของ Breitling ภูมิภาคลาตินอเมริกา (LATAM) ต่อจาก Antoine Loron

การปรับเปลี่ยนโครงสร้างบริหารในครั้งนี้จะมีผลอย่างเป็นทางการตั้งแต่ เดือนพฤษภาคม 2026 เป็นต้นไป ซึ่ง Georges Kern เชื่อมั่นว่าทีมผู้บริหารชุดนี้คือ “Dream Team” ที่จะผลักดันให้ House of Brands ก้าวขึ้นสู่จุดสูงสุดในอุตสาหกรรมนาฬิการะดับโลก

อ่านบทความอื่นๆ เพิ่มเติม
Arnold & Son เผยโฉมทูร์บิญองรุ่นบางเฉียบ Ultrathin Tourbillon Onyx Edition อีกหนึ่งรุ่นในงาน Watches and Wonders 2026  
Louis Moinet ส่ง 4 รุ่นใหม่ เป็นตัวแทนต่อยอดมรดกของแบรนด์ในบริบทร่วมสมัย ภายในงาน Watches and Wonders 2026 
Christie’s จัดไอเทมหรูสุดแรร์ให้นักสะสมเมืองไทยได้ชมก่อนงานประมูลในฮ่องกงและเจนีวาในงาน  Bangkok Preview

Arnold & Son เผยโฉมทูร์บิญองรุ่นบางเฉียบ Ultrathin Tourbillon Onyx Edition อีกหนึ่งรุ่นในงาน Watches and Wonders 2026  

ทรงพลังด้วยหน้าปัดหินออนิกซ์เนื้อแมตต์ มาในสองวัสดุเรดโกลด์ 5N และแพลตินัม

หลังจากเผยโฉม HM Pietersite นาฬิกาหน้าปัดหินแร่หายากมาเป็นทีเซอร์ก่อนเริ่มต้นเข้าสู่งาน Watches and Wonders อย่างเป็นทางการ เมื่อเทศกาลนาฬิกาครั้งยิ่งใหญ่ในกรุงเจนีวาเริ่มเปิดให้เข้าชม ทาง Arnold & Son ก็ส่งอีกหนึ่งรุ่นที่แสดงถึงความเคารพในมรดกเชิงกลไกของแบรนด์อย่าง Ultrathin Tourbillon Onyx Edition นาฬิกากลไกทูร์บิญองชนิดบางพิเศษ ที่มาพร้อมหน้าปัดหินออนิกซ์สีดำขลับ 

พลังแห่งหินออนิกซ์อันลึกลับ

สีดำมีพลังอานุภาพแรงกล้าเสมอ ยิ่งเป็นสีดำของหินออนิกซ์ยิ่งเกิดพลังดึงดูดอันเกินต้านทาน และเมื่อผนวกเข้ากับความเชื่อว่า หินชนิดนี้เป็นเครื่องรางที่ช่วยปกป้องคุ้มครองจากภยันตราย รวมถึงเป็นหินที่สื่อถึงอำนาจบารมี และวิจารณญาณอันเฉียบคม ยิ่งทำให้หินแร่ธรรมชาติสีดำอย่างออนิกซ์เปี่ยมด้วยพลังที่ซ่อนอยู่ภายใน   

Arnold & Son เลือกนำหินแร่กลุ่มอาเกตในตระกูลคาลซิโดนีชนิดนี้มาประดับตัวเรือนเรดโกลด์ 18 กะรัต 5N หรือแพลตินัม 950 ขนาด 41.5 มม. แผ่นหน้าปัดหินสีดำขลับถูกขัดเกลาอย่างประณีต ให้ผิวสัมผัสแบบแมตต์ซาตินเรียบเนียนแตกต่างจากหน้าปัดหินออนิกซ์ทั่วไปที่มักจะขัดเงาดำขลับ ซึ่งหน้าปัดออนิกซ์ผิวเนียนช่วยส่งเสริมทูร์บิญองชนิดบางเฉียบ ณ ตำแหน่ง 6 นาฬิกาดูโดดเด่นยิ่งขึ้น ตัวกรงทูร์บิญองขนาดเทียบเท่าแผ่นดิสก์บอกเวลาจัดวางอย่างสมมาตรอยู่ด้านล่างดิสก์บอกเวลาสีดำมอบเส้นสายที่ดูเรียบเฉียบและหรูหราแบบไม่โจ่งแจ้ง

มรดกแห่งนาฬิกาเดินเรือ

John Arnold ผู้ก่อตั้งแบรนด์ Arnold & Son ได้ชื่อว่าเป็นผู้นำเทคนิค ‘ลับ’ ในศตวรรษที่ 17 มาประยุกต์ใช้ในกลไกเอสเคปเมนต์ของนาฬิกามารีนโครโนมิเตอร์และเด็ควอตช์ เพื่อช่วยส่งเสริมให้นาฬิกาเดินเรือมีความเที่ยงตรงยิ่งขึ้น ซึ่งมรดกทางกลไกที่ว่านี้ได้ถูกส่งต่อมาจนถึงปัจจุบัน และในนาฬิกา Ultrathin Tourbillon Onyx Edition สิ่งที่หวนรำลึกถึงคุณูปการของผู้ก่อตั้งแบรนด์แสดงออกผ่านกรงทูร์บิญองแบบฟลายอิ้งขนาดใหญ่ที่ออกแบบอย่างงดงามและเปี่ยมความหมาย อย่างชิ้นส่วนเซ็กซ์แทนท์ที่เป็นตัวแทนสื่อถึงบทบาทสำคัญของ John Arnold ในการพัฒนาการคำนวณลองจิจูดด้วยนาฬิกามารีนโครโนมิเตอร์ และตุ้มนํ้าหนักถ่วงรูปสมอเรือ ที่มีจุดกึ่งกลางของส่วนปลายทำหน้าที่เป็นจุดอ้างอิงสำหรับการอ่านค่าวินาทีเมือทูร์บิญองหมุนครบรอบภายในเวลา 1 นาที

กลไกบางพิเศษอันงดงามและทรงพลัง

ตัวเรือนของ Ultrathin Tourbillon Onyx Edition นั้นมีความบางเพียงแค่ 8.4 มม. เท่านั้น เพราะฉะนั้นกลไกที่บรรจุอยู่ภายในยิ่งต้องไม่รบกวนความเพรียวบางนั้น กลไกอินเฮ้าส์ขึ้นลานด้วยมือรหัส A&S8300 หนึ่งในกลไกที่บางที่สุดในปัจจุบัน ที่มีความบางเพียง 2.97 มม. จึงได้รับมอบหมายให้ทำหน้าที่เป็นหัวใจสูบฉีดพลังงานไปยังชิ้นส่วนต่างๆ

ซึ่งกลไกคาลิเบอร์นี้ได้ผ่านการพัฒนาส่วนสำคัญๆ หลายจุดด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็น การบรรจุบาลานซ์วีลแบบปรับแรงเฉื่อยได้ การปรับแต่งกลไกควบคุมการทำงาน และการปรับโครงสร้างกรงทูร์บิญอง การพัฒนาปรับปรุงในครั้งนี้ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการสำรองพลังงานได้ยาวนานถึง 100 ชั่วโมง และยังคงกันน้ำได้ถึงระดับ 30 เมตร

ไม่เพียงแต่เด่นเรื่องความบางและประสิทธิภาพสูง แต่ความงดงามในแต่ละชิ้นส่วนก็ไม่เป็นรองใครเลยแม้แต่น้อย ไม่ว่าจะเป็นลาย Côtes de Genève แบบแผ่รัศมี การขัดลบเหลี่ยม ลายขดก้นหอยบนเฟืองลานคู่ และสกรูสีนํ้าเงินขัดเงาและขัดลบเหลี่ยมอย่างประณีต แต่ที่วิจิตรกว่าใครเพื่อนคงเป็นสะพานจักรฟลายอิ้งทูร์บิญองวัสดุเยลโลวโกลด์ 3N ที่แกะสลักด้วยมือเป็นลวดลายพืชพรรณอันอ่อนช้อย ซึ่งได้แรงบันดาลใจจากลวดลายบนบาลานซ์สปริงในนาฬิกาพกของ John Arnold 

ข้อมูลทางเทคนิค

  • รหัส: 1UTBR.Z02A.C1375R, 1UTBX.Z03A.C1375C
  • ฟังก์ชัน:แสดงค่าชั่วโมงและนาที
  • กลไก: ขึ้นลานด้วยมือ A&S8300 พร้อมทูร์บิญองแบบหมุนรอบตัวเองภายในหนึ่งนาที
  • ตัวเรือน:  เรดโกลด์ 18 กะรัต 5N หรือแพลตินัม 950 ขนาด 41.5 มม.
  • หน้าปัด: หินออนิกซ์สีดำเนื้อแมตต์ ทรงเว้าเข้า
  • สาย: สายหนังจระเข้สีดำบุด้วยหนังจระเข้สีดำ เย็บด้วยมือ ตัวล็อกแบบบานพับวัสดุไทเทเนียมและฝาปิดวัสดุเรดโกลด์ 18 กะรตั 5N หรือแพลตินัม 950
  • จำนวน: จำกัดวัสดุละ 8 เรือน

อ่านบทความเพิ่มเติมได้ที่:

Angelus ส่ง Tinkler 1958 การตีความใหม่ของนาฬิกาควอเตอร์-รีพีทเตอร์อันเป็นมรดกของแบรนด์ร่วมแสดงในงาน Watches and Wonders 2026

Jacob & Co. Bugatti Tourbillon Sapphire Crystal: ความบ้าพลังขั้นสุดในโลกนาฬิกาจักรกลคือการยกเครื่องยนต์ V16 มาไว้บนข้อมือ

H. Moser & Cie. Watches and Wonders 2026: จากนวัตกรรม Pump สุดกวนสู่ความลึกลับของแทนทาลัม

Piaget Watches and Wonders 2026: มนต์เสน่ห์หินสีและลาย Gadroon แห่งยุค 60s

เมื่อความบางเฉียบระดับสถิติโลกบรรจบกับงานศิลป์จากอัญมณีธรรมชาติ

งาน Watches and Wonders 2026 ปีนี้ Piaget พาเราย้อนกลับไปดื่มด่ำกับรากเหง้าความหรูหราในยุค 60s ที่เคยประกาศก้องว่านาฬิกาคือเครื่องประดับชั้นสูง โดยการนำเอาหินสี (Ornamental Stones) และลวดลาย Gadroon (ลายสลักร่องนูน) ที่เป็นซิกเนเจอร์กลับมาเล่าใหม่ในแบบที่ดูร่วมสมัยแต่ยังคงความประณีตระดับงานคราฟต์ที่หาตัวจับยาก

นาฬิกา Piaget Polo 79 ขนาด 38 มม. ตัวเรือนไวท์โกลด์ 18K ขัดเงาแบบซาตินและเซาะร่องขัดมัน หน้าปัดไวท์โกลด์ 18K เซาะร่องขัดมัน และกระจกโซดาไลต์

Piaget Polo Signature 

เสน่ห์ของลาย Gadroon ที่เคยทำให้รุ่น Polo ปี 1979 กลายเป็นไอคอนบนข้อมือของเหล่าเซเลบริตี้ระดับโลก ถูกนำมาตีความใหม่ในคอลเลกชั่นปี 2026 นี้ โดยมีรุ่นไฮไลต์อย่าง Polo 79 ตัวเรือนไวท์โกลด์ที่มาพร้อมหน้าปัดหินโซดาไลต์ (Sodalite) สีน้ำเงินอมเทา ซึ่งเป็นครั้งแรกที่หินชนิดนี้มาปรากฏตัวบนตระกูล Polo ยุคใหม่

นาฬิกา Piaget Polo Signature ขนาด 36 มม. ตัวเรือนเหล็ก ขอบตัวเรือนประดับเพชร หน้าปัดสีเงินสลักลายซิกเนเจอร์ ขัดเงา และประดับเพชรเจียระไนทรงกลม 36 เม็ด (Revolution©)

นอกจากนี้ลวดลาย Gadroon ยังถูกส่งต่อไปยังรุ่น Polo Date ที่มาในคอนเซปต์นาฬิกาคู่ โดยรุ่น 36 มม. ประดับเพชร 96 เม็ดมาพร้อมสายยางสีเบจ ส่วนรุ่น 42 มม. มาในโทนสีเขียวกากีสุดเท่ และยังมีรุ่น Polo Signature อื่นๆ ที่ครอบคลุมทั้งตัวเรือนสตีล โรสโกลด์ และแบบประดับอัญมณี เรียกว่าเป็นการขยายจักรวาล Polo ให้ใส่ได้สนุกในทุกๆ วัน

นาฬิกา Piaget Polo Signature (Ref. G0A51012) ตัวเรือนเหล็ก นำเสนอดีไซน์ที่เรียบหรูและเหมาะกับการใช้งานในชีวิตประจำวัน ด้วยลวดลาย gadroon จับคู่กับหน้าปัดสีเงินและสายยางสีเขียว (Revolution©)
นาฬิกา Piaget Sixtie (29 มม.) ตัวเรือนโรสโกลด์ 18K หน้าปัดควอตซ์สีน้ำเงิน สายหนังจระเข้สีน้ำเงิน และนาฬิกา Piaget Sixtie (29 มม.) ตัวเรือนโรสโกลด์ 18K หน้าปัดสีเงินขัดเงาแบบซาติน สายหนังจระเข้สีน้ำเงินเข้าชุดกัน (Revolution©)

Piaget Sixtie on Strap 

นาฬิกาจิวเวลรี่ทรงคางหมูที่เคยสร้างเสียงฮือฮาเมื่อปีก่อน กลับมาอีกครั้งในเวอร์ชันสายหนังจระเข้สีน้ำเงินเข้มที่ช่วยขับเน้นตัวเรือนโรสโกลด์ให้ดูเด่นขึ้นกว่าเดิม มีให้เลือกสองสไตล์คือ หน้าปัดสีเงินขัดลาย Solar Satin-brushed ที่ดูคลีนและคลาสสิก กับหน้าปัดหินบลูควอตซ์ (Blue Quartz) ที่ท้าทายฝีมือช่างด้วยการฝนหินให้บางเพียง 0.4 มม. โดยไม่ให้แตกหัก ซึ่งทำให้หน้าปัดแต่ละเรือนมีลวดลายเฉพาะตัวที่ไม่ซ้ำกันเลย

สร้อยคอ Piaget Swinging Pebbles ทำจากหินเวอร์ไดต์ หินปีเตอร์ไซต์ และหินตาเสือ แต่ละเส้นแกะสลักจากหินประดับชิ้นเดียว และห้อยจากโซ่ทองคำที่ทำด้วยมือ

Swinging Pebbles 

สำหรับใครที่มองหาความต่างระดับไฮเอนด์ Swinging Pebbles คือคำตอบที่ตะโกนคำว่าศิลปะออกมาดังที่สุดในงานนี้ แบรนด์เลือกปัดฝุ่นผลงานระดับไอคอนอย่างนาฬิกาสร้อยคอ (Swinging Sautoirs) ที่เคยสร้างแรงสั่นสะเทือนมาแล้วในปี 1969 ให้กลับมาโลดแล่นอีกครั้งในฐานะเครื่องประดับที่บอกเวลาได้ โดยตัวเรือนทรงก้อนหินที่เรียบเนียนนี้ได้รับแรงบันดาลใจมาจากนาฬิกาพกคอลเลกชัน Kimono ในปี 1974 ซึ่งออกแบบมาให้มีรูปทรงออร์แกนิกและสัมผัสที่โค้งมนจนเราอยากจะหยิบขึ้นมาหมุนเล่นในอุ้งมือ

ความเหนือชั้นที่เป็นหัวใจหลักคือการแกะสลักหินสี (Ornamental Stones) ทั้งชิ้นเพื่อทำเป็นจี้ห้อยคอ โดยที่ตัวเรือน หน้าปัด และโครงสร้างทั้งหมดถูกสร้างขึ้นจากหินก้อนเดียวแบบไร้รอยต่อ มีให้เลือก 3 ชนิดคือ หินตาเสือ (Tiger’s Eye) เวอไดต์ (Verdite) และปีเตอร์ไซต์ (Pietersite) ซึ่งแต่ละชนิดให้แสงเงาและลวดลายที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว ช่างฝีมือต้องใช้วิธีขุดเจาะเนื้อหินจากภายในเพื่อวางกลไกนาฬิกาลงไปแล้วผนึกไว้อย่างมิดชิด ก่อนจะนำไปแขวนกับสายโซ่ทองคำถักมือที่เป็นงานคราฟต์เฉพาะตัวของ Piaget ซึ่งให้ความพริ้วไหวและเล่นกับแสงได้อย่างน่าอัศจรรย์

Piaget Watches and Wonders 2026

ในยุคที่ทุกคนหมกมุ่นอยู่กับการใส่นาฬิกาบนข้อมือ การมีวัตถุที่เชื่อมโยงเราเข้ากับกาลเวลาผ่านการหยิบจับและสัมผัสความเย็นของหินธรรมชาติจึงเป็นความรื่นรมย์ที่แปลกใหม่ การผสานกันอย่างกลมกลืนระหว่างทองคำ หินสี และกลไกบอกเวลา คือบทสรุปที่ชัดเจนที่สุดว่า Piaget ก้าวไปไกลกว่าคำว่าช่างนาฬิกา แต่คือผู้เชี่ยวชาญในการสร้างสรรค์เสรีภาพแห่งงานดีไซน์ที่ไม่มีใครเลียนแบบได้จริง ๆ

Altiplano Ultimate Concept Tourbillon 

ปิดท้ายด้วยความสุดยอดทางวิศวกรรมกับนาฬิกาทัวร์บิญองที่บางที่สุดในโลกเพียง 2 มม. ซึ่งในปี 2026 นี้ Piaget ก้าวไปอีกขั้นด้วยการฝังหินสีลงไปในโครงสร้างที่บางเฉียบระดับสถิติโลก กระบวนการประกอบต้องใช้เข็มขนาดเล็กเพียง 0.15 มม. และความแม่นยำระดับที่เห็นแล้วต้องกลั้นหายใจ มีหินให้เลือก 4 ชนิด ทั้งหินตาเสือ, โซดาไลต์, หยก และออนิกซ์ พร้อมบริการสั่งทำพิเศษ (Bespoke) ที่สะท้อนถึง Style Selector บริการในตำนานของแบรนด์ช่วงยุค 60s

ตัวเรือนอัลลอยโคบอลต์สีน้ำตาลขนาด 41.5 มม. บรรจุกลไกไขลานแบบแมนนวลบางเฉียบรุ่น 970P-UC ของ Piaget Manufacture Tourbillon ซึ่งเป็นกลไกหลักของนาฬิกา Altiplano Ultimate Concept Tourbillon

มุมมองส่วนตัวการกลับมาของ Piaget ในปีนี้เป็นการตอกย้ำว่า “ความบาง” และ “อัญมณี” คือดีเอ็นเอที่ไม่มีใครเลียนแบบได้ การที่แบรนด์เลือกใช้หินสีธรรมชาติมาผสานกับกลไกที่ซับซ้อนระดับโลกในตัวเรือนที่บางเฉียบ มันแสดงให้เห็นถึงความมั่นใจในฝีมือช่างของตัวเองอย่างที่สุด นาฬิกาชุดนี้จึงไม่ใช่แค่เครื่องบอกเวลา แต่เป็นจดหมายรักจากอดีตที่ถูกเขียนใหม่ด้วยภาษาของอนาคต เป็นความหรูหราที่ไม่ได้ตะโกนเสียงดัง แต่ทรงพลังด้วยรายละเอียดและจิตวิญญาณแห่งศิลปะอย่างแท้จริง

ข้อมูลทางเทคนิค
รุ่นนาฬิกาตัวเรือนหน้าปัดกลไกสาย
Polo 79 Signatureไวท์โกลด์ 18K
(ลาย Gadroon)
หินโซดาไลต์ (Sodalite) สีน้ำเงินอมเทาManufacture Ultra-thinไวท์โกลด์ลาย Gadroon
แบบ Integrated
Sixtie on Strapโรสโกลด์ 18K ทรงคางหมูบลูควอตซ์ (บาง 0.4 มม.) / Silver Solar SatinManufacture Mechanicalหนังจระเข้สีน้ำเงินเข้ม
Swinging Pebblesหินแกะสลักชิ้นเดียว (Tiger’s Eye / Verdite / Pietersite)หินสีชนิดเดียวกับตัวเรือนManufacture Mechanicalสร้อยคอทองคำถักมือ (Sautoir)
Altiplano Ultimate Concept Tourbillonวัสดุอัลลอยด์พิเศษ (หนารวมเพียง 2 มม.)ฝังหินสี (Tiger’s Eye / Sodalite / Jade / Onyx)Calibre 900P-UC (Integrated)สายหนังหรือสายผ้าเทคนิคพิเศษ

อ่านบทความอื่นๆ เพิ่มเติม

Rolex ฉลองตำนานแห่งความเป็นเลิศของตัวเรือน Oyster ด้วยนาฬิกา 8 รุ่นใหม่ ในงาน Watches and Wonders 2026
Roger Dubuis ในงาน Watches & Wonders 2026: เมื่อดาราศาสตร์บรรจบกับศิลปะแห่งเรือนเวลาชั้นสูง
TUDOR 100th Anniversary ฉลองศตวรรษแห่งความแกร่งในงาน Watches and Wonders 2026 

Angelus ส่ง Tinkler 1958 การตีความใหม่ของนาฬิกาควอเตอร์-รีพีทเตอร์อันเป็นมรดกของแบรนด์ร่วมแสดงในงาน Watches and Wonders 2026

ตอกย้ำความชำนาญในการผลิตกลไกขานบอกเวลาด้วยเสียงที่อยู่คู่กับ Angelus มาตั้งแต่ปี 1891 


จุดกำเนิดแห่งเสียงบอกเวลา

บางคนอาจจะไม่รู้ว่า นับตั้งแต่ก่อตั้งแบรนด์ Angelus ที่เราคุ้นเคยกับนาฬิกา Dress Watch สุดเนี้ยบ เพียบพร้อมด้วยฟังก์ชันอัดแน่น สองพี่น้อง Albert and Gustav Stolz ได้สร้างชื่อจากนาฬิกาตีบอกเวลาในหมู่บ้านและเมืองใหญ่ ก่อนจะเริ่มจดสิทธิบัตรเกี่ยวกับกลไกตีบอกเวลาด้วยเสียงภายใต้ชื่อ ‘Silent strike governor for repeater mechanisms’ ซึ่งเป็นอุปกรณ์ควบคุมจังหวะการตีบอกเวลาด้วยเสียงได้เงียบสนิท ฟังดูเหมือนขัดแย้งกับฟังก์ชันบอกเวลาด้วยเสียงก้องกังวาน แต่เบื้องหลังเสียงขานเวลากังวานใส ชิ้นส่วนที่ทำงานได้อย่างไร้ซุ่มเสียงคือหัวใจสำคัญ 

ด้วยความเชี่ยวชาญถึงขั้นเป็นผู้คิดค้นนวัตกรรมจดสิทธิบัตรทำให้ Angelus พัฒนากลไกขานบอกเวลาด้วยเสียงอย่างต่อเนื่อง และไม่เพียงสร้างขึ้นเพื่อบอกเวลาเท่านั้น แต่ยังคำนึงถึงการใช้งานเพื่อประโยชน์ด้านอื่นด้วย อย่างการออกแบบนาฬิกาตีบอกเวลาด้วยเสียงผสมผสานเข้ากับอักษรเบรลล์ เพื่อให้ทหารผู้สูญเสียการมองเห็นจากการเข้าร่วมสมรภูมิรบในสงครามโลกครั้งที่ 1 สามารถสัมผัสได้ถึงเวลาควบคู่ไปกับเสียงที่ขานบอกช่วงเวลาไปพร้อมๆ กัน 

นับแต่นั้นมา Angelus ก็สั่งสมและพัฒนาความเชี่ยวชาญในด้านนี้อย่างต่อเนื่อง จนกระทั่งช่วงปี 1950s ทางแบรนด์ได้จดสิทธิบัตร ‘นาฬิกาข้อมือแบบส่งเสียงบอกเวลา’ และในปี 1958 ได้ให้กำเนิดนาฬิการุ่น Tinkler พร้อมกลไกจดสิทธิบัตรดังกล่าว ซึ่งมาพร้อมฟังก์ตีบอกเวลาด้วยเสียงภายในทุกๆ 15 นาที ทั้งยังเป็นนาฬิกากลไกไขลานอัตโนมัติที่ตัวเรือนสามารถกันน้ำได้อีกด้วย

Tinkler 1958 

สำหรับนาฬิกาที่เป็นการสดุดีต้นฉบับในปี 1958 นั้น ต้องบอกว่าเป็นการแสดงความเคารพต้นแบบอย่างตรงไปตรงมา เพราะถอดแบบมาจากนาฬิการุ่นต้นกำเนิดได้อย่างใกล้เคียงมาก Tinkler 1958 มาในสองเวอร์ชันด้วยกัน มีทั้งรุ่นตัวเรือนสตีลจับคู่กับสายหนังจระเข้สีน้ำตาล ที่ผลิตในจำนวนจำกัด 25 เรือน และรุ่นตัวเรือนทองคำ 18 กะรัต จับคู่กับสายหนังจระเข้สีน้ำเงิน ผลิตในจำนวนจำกัด 15 เรือน
 

ทั้งสองเวอร์ชันมาในขนาดตัวเรือน 38 มม. ซึ่งถือว่าเป็น ขนาดกะทัดรัดทีเดียวสำหรับนาฬิกาที่บรรจุกลไกอันซับซ้อนไว้ รูปลักษณ์ภายนอกนั้นมาในสไตล์คลาสสิกแบบหนุ่มสุภาพบุรุษสุดเนี้ยบที่หลุดมาจากยุค 50s ด้วยหน้าปัดสีขาวสะอาดตาที่โค้งนูนขึ้นมาเล็กน้อย เครื่องหมายหลักชั่วโมงสีทองที่มีเอกลักษณ์โดดเด่นและยังคงรูปแบบตามต้นฉบับดั้งเดิมเอาไว้ได้อย่างน่าชื่นชม ตัวเลข 12 นาฬิกาที่มีดีไซน์สไตล์มิดเซนจูรี่โมเดิร์นที่กำลังกลับมาอยู่ในความนิยมอีกครั้งทำให้นาฬิกาเรือนนี้ดูร่วมสมัย ประกอบกับหลักชั่วโมงตำแหน่ง 3, 6 และ 9 นาฬิกา รูปทรงคล้ายเครื่องหมายอัศเจรีย์ ยิ่งเป็นการเน้นช่วงเวลาสำคัญภายในทุกๆ 15 นาทีให้เด่นชัด และในตำแหน่ง 9 นาฬิกายังเป็นที่ตั้งของปุ่มกดควบคุมการทำงานของกลไกตีบอกเวลา ซึ่งออกแบบมาให้ขนานกับตำแหน่ง 3 นาฬิกา อันเป็นที่ตั้งของเม็ดมะยม ทำให้ได้รูปลักษณ์ที่สะอาดหมดจดทั่วทั้งตัวเรือน  

กลไกกำเนิดเสียงอันกังวาน

ถึงแม้รูปลักษณ์จะถอดแบบมาจากต้นฉบับในยุค 50s แต่ Tinkler 1958 เลือกใช้กลไกชุดใหม่ล่าสุด Angelus A600 กลไกไขลานอัตโนมัติที่สำรองพลังงานได้ 70 ชั่วโมง ทำหน้าทีส่งเสียงบอกเวลาภายในทุกๆ 15 นาที และทุกชั่วโมง หรือกำหนดด้วยปุ่มกด ณ ตำแหน่ง 9 นาฬิกา โดยตีบอกชั่วโมงด้วยฆ้องชุดแรก และตีประสานเสียงบนฆ้องชุดที่สองภายในทุกๆ 15 นาที โดยสามารถตีต่อเนื่องสูงสุดได้สามลำดับ 

น่าเสียดายที่ฝาหลังปิดทึบไม่ให้เห็นชุดกลไกที่ถึงแม้จะถูกซ่อนอยู่ภายในแต่ก็ถูกขัดแต่งผิวอย่างประณีต  ไมว่าจะเป็น แผ่นฐานเครื่องที่ตกแต่งด้วยลวดลายก้นหอย สะพานจักรเคลือบพัลลาเดียมตกแต่งลาย Côtes de Genève วงล้อจักรแบบขอบนูน สกรูสตีลสีน้ำเงิน และโรเตอร์ทำจากทังสเตนตกแต่งลายซันเบิรสต์ เรียกได้ว่าเป็นความประณีตที่ซื่อสัตย์ในตัวตนชนิดที่ไม่ละทิ้งรายละเอียดแม้ในส่วนที่มองไม่เห็น 

นี่จึงเป็นอีกหนึ่งเรือนเวลาของ Angelus ที่พิสูจน์ให้เห็นว่า บางครั้งสุดยอดกลไกไม่จำเป็นต้องโอ้อวดตนเอง เพราะการทำงานอย่างยอดเยี่ยมที่เปล่งเสียงให้ได้ยินก็เพียงพอแล้ว 

ข้อมูลทางเทคนิค

  • ฟังก์ชัน:  บอกชั่วโมง, นาที, วินาที และตีบอกเวลาทุก 15 นาที
  • กลไก: ไขลานอัตโนมัติคาลิเบอร์ A600 สำรองพลังงานได้ 70 ชั่วโมง
  • ตัวเรือน: ทองคำ 18 กะรัต หรือสตีล
  • หน้าปัด: ทรงโค้งมนลายซันเบิรสต์สีขาว
  • สาย: หนังจระเข้สีน้ำตาล หรือสีน้ำเงิน ตัวล็อกหัวเข็มขัดทำจากทองคำ 18 กะรัต หรือสตีล
  • จำนวน: ตัวเรือนสตีลจำกัด 25 เรือน ตัวเรือนทองคำ 18 กะรัต จำกัด 15 เรือน

อ่านบทความเพิ่มเติมได้ทาง:

Roger Dubuis ในงาน Watches & Wonders 2026: เมื่อดาราศาสตร์บรรจบกับศิลปะแห่งเรือนเวลาชั้นสูง

Christiaan van der Klaauw Watches and Wonders 2026: ย่อจักรวาลและดาวศุกร์ไว้บนข้อมือ

Arnold & Son เผยโฉม HM Pietersite นาฬิกาหน้าปัดหินแร่แสดงพลังแห่งพายุ

Jacob & Co. Bugatti Tourbillon Sapphire Crystal: ความบ้าพลังขั้นสุดในโลกนาฬิกาจักรกลคือการยกเครื่องยนต์ V16 มาไว้บนข้อมือ

Jacob & Co. ปล่อย Bugatti Tourbillon Sapphire Crystal ขยี้ใจสายไฮเปอร์คาร์ใน W&W 2026

ถ้าจะพูดถึงความบ้าพลังขั้นสุดในโลกนาฬิกาปี 2026 คงหนีไม่พ้น Jacob & Co. Bugatti Tourbillon Sapphire Crystal ที่เป็นการยกระดับจากรุ่นเดิมไปสู่ความโปร่งใสแบบ 360 องศา งานนี้ Jacob & Co. ยกเครื่องไฮเปอร์คาร์ Bugatti ราคา 4.5 ล้านดอลลาร์มาไว้บนข้อมือในรูปแบบที่รถยนต์จริงทำไม่ได้ นั่นคือตัวเรือนแซฟไฟร์ใสทั้งชิ้นที่เผยให้เห็นทุกรายละเอียดภายในแบบไม่มีกั๊ก

Jacob & Co. Bugatti Tourbillon Sapphire Crystal 

ความว้าวที่สุดของเรือนนี้คือตัวเรือนขนาด 54 x 44 มม. ที่เจียระไนจากแร่คอรันดัม (แซฟไฟร์) ทั้งก้อน ซึ่งแข็งแกร่งเป็นอันดับ 2 รองจากเพชร การจะปลุกปั้นตัวเรือนให้มีส่วนโค้งเว้าตามสไตล์รถ Bugatti ไม่ว่าจะเป็นกระจังหน้าทรงเกือกม้าหรือช่องไฟท้าย ต้องใช้เวลาเจียระไนและขัดเงาอย่างเข้มข้นกว่า 800 ชั่วโมงต่อเรือน หากใจร้อนเร่งเครื่องมือเร็วไปวัสดุก็จะแตกทันที ถือว่าเป็นงานที่ท้าทายขีดจำกัดของช่างนาฬิกาสุดๆ

ไฮไลต์ที่ทำให้ลืมหายใจคือกลไกออโตมาตอนเครื่องยนต์ V16 จำลองที่ทำจากบล็อกแซฟไฟร์ใส เมื่อเรากดปุ่มที่เม็ดมะยม ลูกสูบไทเทเนียมทั้ง 16 ชุดจะเคลื่อนที่ขึ้นลงผ่านเพลาข้อเหวี่ยงแกนเดียวที่ซับซ้อนที่สุดเท่าที่เคยมีมา สร้างภาพเคลื่อนไหวที่เหมือนเครื่องยนต์กำลังทำงานอยู่จริงๆ นานถึง 20 วินาที แถมยังมีท่อไอเสียจิ๋ว 16 ช่องเชื่อมต่อออกมาเพื่อความสมจริงขั้นสุด

หน้าปัดเรือนนี้ถอดรหัสมาจากแผงแดชบอร์ดรถไฮเปอร์คาร์แบบเป๊ะๆ โดยแบ่งเป็น 3 หน้าปัดย่อย 

  • ซ้าย: ฟลายอิงทูร์บิญองแบบ 30 วินาที ซึ่งหมุนเร็วที่สุดเท่าที่ Jacob & Co. เคยทำมา เพื่อสดุดีความเร็วของ Bugatti
  • ขวา: มาตรแสดงระดับพลังงานสำรองของทั้งกลไกหลัก (80 ชั่วโมง) และกลไกออโตมาตอน
  • กลาง: หน้าปัดชั่วโมงและนาทีแบบเรโทรเกรด (Retrograde) ที่เข็มจะดีดกลับไปที่เลขศูนย์ทันทีเมื่อเดินจนสุดโค้ง 270 องศา เลียนแบบเข็มวัดรอบเครื่องยนต์

ความเอ็กซ์คลูซีฟนี้ผลิตออกมาเพียงสีละ 1 เรือนเท่านั้น คือสีเขียวซิกเนเจอร์ และสีฟ้าเบบี้บลูที่เจ้าของแบรนด์อย่าง Jacob Arabo โปรดปรานเป็นที่สุด

ส่วนตัวมองว่านาฬิกาเรือนนี้ นับเป็นหนึ่งในงานศิลปะเชิงวิศวกรรมที่หลุดออกมาจากจินตนาการได้อย่างดีเยี่ยม และการที่ Jacob & Co. เลือกใช้แซฟไฟร์ใสทั้งเรือนมันคือการโชว์ความเหนือชั้นว่า “เราไม่มีอะไรต้องปิดบัง” ทุกฟันเฟืองและทุกลูกสูบจิ๋วที่ขยับได้จริงมันคือความสะใจของคนรักเครื่องยนต์ที่หาจากแบรนด์อื่นไม่ได้ ความกล้าที่จะทำนาฬิกาหน้าตาเหมือนเครื่องยนต์ราคาเกือบ 45 ล้านบาท คือเครื่องยืนยันว่าความบ้าคลั่งกับความอัจฉริยะนั้นมีเส้นกั้นเพียงบางๆ จริงๆ

อ่านบทความอื่นๆ เพิ่มเติม
Rolex ฉลองตำนานแห่งความเป็นเลิศของตัวเรือน Oyster ด้วยนาฬิกา 8 รุ่นใหม่ ในงาน Watches and Wonders 2026
Roger Dubuis ในงาน Watches & Wonders 2026: เมื่อดาราศาสตร์บรรจบกับศิลปะแห่งเรือนเวลาชั้นสูง
TUDOR 100th Anniversary ฉลองศตวรรษแห่งความแกร่งในงาน Watches and Wonders 2026

De Bethune Watches and Wonders 2026: เมื่อเทคโนโลยีอวกาศถูกย่อส่วนมาไว้บนข้อมือ

รีดขนาดตัวเรือนให้เล็กลงแต่ใส่เทคโนโลยีอวกาศเข้าไปแบบจัดเต็ม จนกลายเป็นนาฬิกาที่ดูดซับแสงและสะกดสายตาได้รุนแรงที่สุด 

ปีนี้ De Bethune นำเอานวัตกรรมที่เป็นเอกลักษณ์มาปรับจูนให้สมบูรณ์แบบ และสวมใส่ได้จริงมากขึ้น โดยหัวใจหลักคือเน้นไปที่การลดขนาดตัวเรือน และการทดลองกับวัสดุศาสตร์ที่ล้ำหน้าไปอีกขั้น มาดูสองผลงานระดับมาสเตอร์พีซจาก De Bethune ที่เพิ่งปล่อยออกมาขยี้ใจคนรักนาฬิกากันดีกว่า ต้องบอกว่าแต่ละเรือนมีเอกลักษณ์แบบกินกันไม่ลงจริงๆ

DB25Vxs Silver Moon

เริ่มจาก DB25Vxs Silver Moon นาฬิกาที่ Denis Flageollet ผู้ก่อตั้งและมาสเตอร์วอทช์เมกเกอร์ที่หยิบเอาความคลาสสิกของนาฬิกาตั้งพื้นในศตวรรษที่ 18 มาตีความใหม่ การกลับมาครั้งนี้เป็นการย่อส่วนความอลังการของรุ่น DB25L เดิมให้ดูเพรียวบางและลงตัวยิ่งขึ้น ซึ่งตัวเรือนนั้นทำจากไทเทเนียมเกรด 5 ขัดเงาวาววับขนาด 40 มม. ที่เบาหวิวและใส่สบายข้อมือสุดๆ

จุดที่เห็นแล้วต้องหยุดมองคือหน้าปัดงานฝีมือที่ใช้เทคนิค Guilloché ลาย Barleycorn ที่จัดวางเป็นวงกุหลาบสีเงินสะท้อนแสงเงาดูมีชีวิตชีวา มาพร้อมกับไฮไลต์เด็ดอย่าง “ดวงจันทร์ทรงกลม” (Spherical Moon) ที่ทำจากพัลลาเดียมและสตีลเผาไฟจนเป็นสีน้ำเงินตามแบบฉบับดั้งเดิม โดยจะขยับอยู่บนท้องฟ้าไทเทเนียมสีบลูเงางามประดับดาวทอง ความล้ำคือกลไกนี้แม่นยำจนต้องการการปรับแก้เพียงครั้งเดียวในทุกๆ 122 ปี ภายในใช้กลไกไขลาน Calibre DB2105V5 ที่มาพร้อมระบบตลับลานคู่ (Twin Barrel) ให้พลังงานสำรองยาวนานกว่า 6 วัน แถมยังมีระบบกันกระแทกและต้านทานสนามแม่เหล็กเพื่อรองรับการใช้งานในชีวิตประจำวันยุคใหม่ได้อย่างสบายๆ

DB28xs Dark Sand

ส่วนใครที่ชอบความเท่แบบดุดันและดูล้ำอนาคต ต้องเทใจให้กับ DB28xs Dark Sand เรือนนี้เป็นการโชว์เหนือเรื่องการวิจัยวัสดุโดยเฉพาะ ตัวเรือนจะใช้วัสดุเซอร์โกเนียม (Zirconium) สีแอนทราไซต์ผิวด้านที่ให้ลุคทันสมัยและมีความทนทานสูงมาก ดีไซน์โดยรวมจะเน้นการดูดซับแสงมากกว่าการสะท้อน ทำให้เห็นมิติของพื้นผิวที่ดูนิ่งและลึกซึ้งเหมือนทรายจากภูเขาไฟ

ส่วนตัวหน้าปัดจะเป็นแบบ Open Architecture โชว์โครงสร้างภายในที่ดูซับซ้อนตามสไตล์ Steel Wheels มีสะพานจักรทรงสามเหลี่ยม (Deltoid-shaped bridge) สลักลาย Barleycorn ที่ดูเหมือนลอยเด่นอยู่กลางอากาศ ตัดกับเข็มและหลักชั่วโมงไทเทเนียมสีม่วง (Mauve) ที่ช่วยให้การอ่านเวลาชัดเจนและเพิ่มเสน่ห์ที่น่าค้นหา ในตัวเรือนขนาด 39 มม. หนาเพียง 8 มม. มาพร้อมระบบขาตัวเรือนแบบลอยตัว (Floating Lugs) ที่ปรับตัวเข้ากับขนาดข้อมือและการเคลื่อนไหวได้อย่างแนบเนียน 

ส่วนด้านกลไกภายในใช้ Calibre DB2115V13 ทำงานที่ความถี่ 28,800 ครั้งต่อชั่วโมง มีพลังงานสำรอง 6 วัน พร้อมขีดแสดงระดับพลังงานที่ด้านหลัง เสริมด้วยเทคโนโลยีเฉพาะตัวอย่างจักรกรอกไทเทเนียมประดับตุ้มน้ำหนักไวท์โกลด์และจักรเหล็กซิลิคอนที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานให้สูงสุด เป็นการผสมผสานงานฝีมือดั้งเดิมเข้ากับเทคโนโลยีแห่งศตวรรษที่ 21 ได้อย่างลงตัวที่สุดจริงๆ

ภาพรวมของ De Bethune ในปีนี้ยังคงแสดงให้เห็นถึงการรักษาความสมดุลระหว่างโลกสองใบที่แตกต่างกันได้อย่างน่าอัศจรรย์ ไม่ว่าจะเป็นการนำเสนอ DB25Vxs Silver Moon ที่มีความอ่อนช้อยและคลาสสิกของดาราศาสตร์ในอดีตควบคู่ไปกับ DB28xs Dark Sand ที่ดูดุดันและล้ำสมัยด้วยวัสดุศาสตร์ยุคใหม่ สิ่งที่น่าประทับใจคือความพยายามในการย่อขนาดตัวเรือนให้เล็กลงแต่ยังคงอัดแน่นด้วยนวัตกรรมจดสิทธิบัตรและกลไกประสิทธิภาพสูงที่สำรองพลังงานได้ยาวนานถึง 6 วัน หรือแม้แต่การนำงานฝีมือระดับสูงอย่างการลงยาและการสลักลาย Guilloché มาผสานกับเทคโนโลยีจักรกรอกไทเทเนียมและระบบกันกระแทก Triple Pare-chute ทั้งหมดล้วนสะท้อนให้เห็นว่าแบรนด์ไม่ได้หยุดนิ่งอยู่กับที่ และมุ่งมั่นที่จะทำให้นาฬิกาที่มีความซับซ้อนสูงเหล่านี้สามารถสวมใส่ได้จริงและทนทานต่อการใช้งานในชีวิตปัจจุบันได้อย่างสมบูรณ์แบบ แล้วทุกคนล่ะ คิดเห็นยังไงกับทั้งสองเรือนนี้ เข้ามาแชร์ความคิดเห็นกันได้น๊า  

ข้อมูลทางเทคนิค
รายละเอียดDB25Vxs Silver MoonDB28xs Dark Sand
ชื่อรุ่นDB25Vxs Silver MoonDB28xs Dark Sand
ตัวเรือนไทเทเนียมเกรด 5 ขัดเงา (40 มม.) เพรียวบางเซอร์โกเนียม (Zirconium) สีแอนทราไซต์ผิวด้าน (39 มม. หนา 8 มม.) พร้อม Floating Lugs
หน้าปัดGuilloché ลาย Barleycorn สีเงิน ท้องฟ้าไทเทเนียมสีน้ำเงินประดับดาวทองOpen Architecture โชว์สะพานจักรทรง Deltoid ลาย Barleycorn เข็มและหลักชั่วโมงสีม่วง (Mauve)
ฟังก์ชันบอกเวลา (ชม./นาที) ดวงจันทร์ทรงกลม (Spherical Moon Phase) แม่นยำ 122 ปีบอกเวลา (ชม./นาที) แสดงระดับพลังงานสำรอง (ด้านหลังเครื่อง)
กลไกไขลาน Calibre DB2105V5, Twin Barrel, สำรองพลังงาน 6 วันไขลาน Calibre DB2115V13 สำรองพลังงาน 6 วัน จักรกรอกไทเทเนียม/ตุ้มน้ำหนักไวท์โกลด์
สายหนังจระเข้ (Extra-supple alligator)หนังจระเข้ หรือสายวัสดุเกรดพรีเมียมสีเข้ากับตัวเรือน

อ่านบทความอื่นๆ เพิ่มเติม
Panerai ในงาน Watches & Wonders 2026: ผสานมรดกทางทหารเข้ากับนวัตกรรมเรือนเวลา
Laurent Ferrier เปิดตัว Sport Traveller Slate Grey ในงาน W&W 2026 นำเสนอฟังก์ชัน Dual Time ที่ปรับง่ายผ่านปุ่มกด
CHANEL J12 ผลงานปฏิวัติวงการนาฬิกาที่สามารถรักษาสมดุลระหว่างความงามเชิงดีไซน์กับความจริงจังทางวิศวกรรม

Rolex ฉลองตำนานแห่งความเป็นเลิศของตัวเรือน Oyster ด้วยนาฬิกา 8 รุ่นใหม่ ในงาน Watches and Wonders 2026

การตีความใหม่ของตัวเรือน Oyster ในเวอร์ชันต่างๆ เพื่อเฉลิมฉลองครบรอบ 100 ปี และการกำเนิดของวัสดุใหม่ที่ก้าวข้ามความท้าทายไปอีกขั้น

เมื่อพิจารณาดูคอลเลกชันล่าสุดของ Rolex ที่เปิดตัวในงาน Watches and Wonders ในปีนี้แล้ว เราจะเห็นได้ชัดเลยว่า Rolex ตั้งใจเชิดชูตำนานแห่งนาฬิาตัวเรือนกันน้ำรุ่น Oyster ที่เปิดตัวในปี 1926 ซึ่งในปีนี้ตรงกับวาระครบรอบ 100 ปีแห่งนวัตกรรมที่สร้างประวัติศาสตร์หน้าสำคัญในโลกนาฬิกา ปี 2026 เราจึงได้เห็นตัวเรือน Oyster ถูกนำมาประยุกต์ใช้กับนาฬิการุ่นไอคอนิกต่างๆ ของ Rolex ในหลากหลายรูปแบบด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็น คลาสสิกเหนือกาลเวลา สปอร์ตโก้หรู หรือสีสันสนุกสนาน นี่จึงเป็นบทพิสูจน์ถึงความเป็นตัวจริงที่อยู่คู่ทุกยุคสมัยของตัวเรือน Oyster ที่สามารถนำไปต่อยอดได้ไม่รู้จบ 


Oyster Perpetual 41

เริ่มต้นเปิดศักราชใหม่ในวงการนาฬิกาด้วยการย้อนรำลึกถึงตำนานแห่งตัวเรือนกันน้ำที่เป็นหมุดหมายสำคัญของ Rolex ผ่านนาฬิกา Oyster Perpetual 41 ตัวเรือน Oystersteel มาในรูปแบบ Yellow Rolesor ที่เล่นกับการผสมผสานวัสดุต่างชนิดได้อย่างแยบยล ขอบตัวเรือนและเม็ดมะยมทำจากทองคำ สายรูปแบบ Oyster ทำจาก Oystersteel ตลอดทั้งเส้น ส่วนข้อสายตรงกลางใช้วัสดุเดียวกับข้อสายด้านนอกและตัวเรือนกลาง ซึ่งต่างจากเวอร์ชันปกติที่มักจะเลือกใช้วัสดุเยลโลว์โกลด์ในส่วนนี้ 

รายละเอียดที่สื่อถึงการเฉลิมฉลองวาระครบรอบสำคัญถูกเติมเข้าไปอย่างมีนัยยะ และคำนึงถึงดีไซน์ที่เคารพในนาฬิกา Oyster รุ่นต้นแบบ โดยบนเม็ดมะยมทองคำปั๊มตัวเลข “100” แบบนูน เช่นเดียวกับหน้าปัดสีเทา Slate ที่มีคำว่า “100 years” ปรากฏอยู่ในตำแหน่ง 6 นาฬิกา แทนที่ข้อความ “Swiss Made” ในเวอร์ชันปกติ ที่พิเศษไปกว่านั้นภายในทุกๆ ช่วง 5 นาทีบนสเกลนาทีจะถูกเน้นด้วยสี่เหลี่ยมสีเขียว และโลโก้ Rolex ถูกพิมพ์ด้วยเทคนิค pad printing ด้วยสีเขียวอันเป็นสัญลักษณ์ของ Rolex

ประสิทธิภาพในการกันน้ำของตัวเรือน Oyster ของ Oyster Perpetual 41 นั้นไม่มีใครกังขา การันตีด้วยการผ่านการรับรองว่า สามารถกันน้ำได้ลึกถึง 100 เมตร ตัวเรือนกลางผลิตจาก Oystersteel ชิ้นตัน และเสริมด้วยขอบตัวเรือนทรงโดม ฝาหลังที่มีขอบลายร่องละเอียดถูกผนึกปิดอย่างแน่นหนาด้วยเครื่องมือเฉพาะของช่างนาฬิกาที่ได้รับการรับรอง เม็ดมะยม Twinlock มาพร้อมระบบกันน้ำสองชั้นทำให้มั่นใจได้ในประสิทธิภาพการกันน้ำ 

ในส่วนของกลไก Oyster Perpetual 41 ถูกขับเคลื่อนด้วยกลไกคาลิเบอร์ 3230 ที่ทางแบรนด์พัฒนาขึ้นเอง ซึ่งเป็นกลไกระบบขึ้นลานอัตโนมัติผ่าน Perpetual rotor สามารถสำรองได้ราว 70 ชั่วโมง มาพร้อมระบบจักรกล Chronergy จดสิทธิบัตร ผลิตจากนิกเกิล-ฟอสฟอรัส ทำให้ทนต่อสนามแม่เหล็กได้ดี เสริมประสิทธิภาพด้วยสปริงบาลานซ์ Parachrom สีน้ำเงิน ทำจากโลหะผสมพาราแมกเนติก เพิ่มความทนทานต่อสนามแม่เหล็ก การเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิ และแรงกระแทกได้อย่างยอดเยี่ยม มาพร้อม Rolex overcoil ที่ช่วยให้การเดินของนาฬิการาบรื่น ตัวออสซิลเลเตอร์ยังติดตั้งบนระบบกันกระแทก Paraflex ที่ Rolex ออกแบบขึ้นเองเช่นกัน 

ทุกองค์ประกอบถือเป็นการแสดงความเคารพต่อนาฬิการะดับตำนานได้อย่างสมภาคภูมิ

Oyster Perpetual 36

หน้าปัดลวดลายกราฟิกตัวอักษรสีสันสดใสสื่อถึงการเฉลิมฉลองอย่างชัดเจน และทำให้รู้สึกได้ถึงความร่าเริงและบรรยากาศแห่งปาร์ตี้ในทันทีที่เห็น ซึ่งหน้าปัดลวดลาย Jubilee สีสันฉูดฉาดเคลือบเงางดงามที่ดึงดูดสายตาได้อย่างอยู่หมัดนี้ได้แรงบันดาลใจมากจากองค์ประกอบศิลป์ตามแบบฉบับ Rolex ที่เป็นมรดกสืบทอดกันมาช้านาน และเปิดตัวครั้งแรกในช่วงปลายทศวรรษ 1970s แต่ยังสามารถเดินทางมาสู่ปัจจุบันได้อย่างไม่มีตกยุค 

ถ้าสังเกตดูแล้วจะเห็นว่าลวดลายบนหน้าปัดประกอบไปด้วยสีสันหลากหลายเฉด รวมกันนับ 10 สีเลยก็ว่าได้ ซึ่งถึงแม้ทุกวันนี้เทคโนโลยีการพิมพ์จะทำให้สามารถรังสรรค์ทุกสีสันได้ตามต้องการ แต่การใช้เทคนิคการพิมพ์ระบบแพดในการแต่งแต้มสีที่ออกแบบไว้ทีละสีๆ ต้องผ่านกระบวนการซับซ้อน แม่นยำ และใช้เวลานานทีเดียวกว่าจะเสร็จสมบูรณ์กลายเป็นลวดลายสีสันคมชัดและดูมีมิติ 

ตัวเรือน Oyster Perpetual 36 รุ่นใหม่ที่โอบอุ้มหน้าปัดลวดลายสีสันอันเบิกบานนี้ไว้ทำจาก Oystersteel โลหะผสมเอกสิทธิ์เฉพาะของ Rolex ที่อยู่ในตระกูลสตีล 904L ที่มีความเงางามสูง และมีคุณสมบัติทนทานต่อการกัดกร่อนเทียบชั้นโลหะที่ใช้ในอุตสากรรมการบินและเคมี จับคู่กับสาย Oyster ที่อยู่คู่กับนาฬิกาตระกูล Oyster มาตั้งแต่ทศวรรษ 1930s มาพร้อมตัวล็อก Oysterclasp และระบบขยายสาย Easylink ที่ช่วยให้ผู้สวมใส่สามารถปรับความยาวสายได้ประมาณ 5 มม. 

Oyster Perpetual 36 รุ่นนี้ถูกขับเคลื่อนด้วยกลไกคาลิเบอร์ 3230 ที่ทางแบรนด์พัฒนาขึ้นเอง ซึ่งเป็นกลไกชุดเดียวกับที่ใช้ใน Oyster Perpetual 41 ซึ่งมั่นใจได้ในคุณสมบัติทนทานต่อแรงสั่นสะเทือน

ไม่ว่าจะออกผจญภัย หรือจะไปเฉลิมฉลองอย่างสุดเหวี่ยงที่ไหนนาฬิกา Oyster Perpetual 36 ก็พร้อมเสมอ 

Oyster Perpetual 28 – Oyster Perpetual 34


นาฬิกาทองไม่เคยตกยุค แล้วเมื่อนาฬิการุ่นอมตะอย่าง Oyster Perpetual ออกรุ่นใหม่ขนาดกะทัดรัดรับกับข้อมือสุภาพสตรี แถมยังมาในตัวเรือนทองคำ 18 กะรัต ทำให้ Oyster Perpetual รุ่นใหม่ที่มาในขนาด 28 มม. และ 34 มม. ได้รับความสนใจในทันที 

ความชำนาญด้านวัสดุทองของ Rolex นั้นเกิดจากความสามารถผลิตวัสดุอัลลอยที่มีส่วนผสมของทองที่มีคุณภาพสูง ไม่ว่าจะเป็น ไวท์โกลด์ที่ดูร่วมสมัย เยลโลว์โกลด์สีสุกปลั่ง และ Everose gold สีทองอมชมพูอบอุ่นละมุนตา โดยอัลลอยที่มีส่วนผสมของทองคำจากโรงหล่อคุณภาพสูงของ Rolex มีสัดส่วนทองคำมากถึง 750 ส่วนในพันส่วน มอบประกายแวววาวและสีสันอันเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว   

ตัวเรือนและสาย Oyster ของ Oyster Perpetual 28 มม. ทำจากทองคำ 18 กะรัต สายขัดซาติน รองรับหน้าปัดสีกรีนสโตนเคลือบเงา โทนสีทองและสีเขียวเมื่อถูกจับคู่กันทำให้นาฬิกา Oyster Perpetual รุ่นนี้เป็นดั่งตัวแทนของดีเอ็นเอความเป็น Rolex ในทุกองค์ประกอบ ส่วน Oyster Perpetual 34 มม. นั้นมาในวัสดุ Everose gold 18 กะรัต จับคู่กับหน้าปัดสีบลูสโตนเคลือบเงา ความโดดเด่นไม่ซ้ำใครของทั้งสองรุ่นอยู่ที่หลักชั่วโมงตำแหน่ง 3, 6 และ 9 นาฬิกาทำจากวัสดุหินธรรมชาติ ซึ่งนับเป็นครั้งแรกที่ Rolex เลือกใช้วัสดุชนิดนี้ในการผลิตเครื่องหมายหลักชั่วโมง 

ซึ่งการเติมรายละเอียดที่แตกต่างเล็กๆ น้อยๆ ลงไปบนหน้าปัด ถือเป็นการเพิ่มความสดใหม่ให้โมเดลที่คุ้นหน้าคุ้นตากันดี ซึ่งการใส่หลักชั่วโมงหินธรรมชาติลงไปนั้นถึงแม้จะเป็นเพียงองค์ประกอบเล็กๆ แต่ทุกกระบวนการก็ทำอย่างพิถีพิถันถี่ถ้วน โดยในรุ่น Oyster Perpetual 28 หลักชั่วโมงทั้งสามตำแหน่งทำจาก heliotrope ส่วนในรุ่น Oyster Perpetual 34 หลักชั่วโมงทำจาก dumortierite แร่ธรรมชาติสีน้ำเงินอ่อนและเข้มสลับกันเป็นริ้วลายเล็กๆ หินธรรมชาติที่นำมาใช้เป็นหลักชั่วโมงทั้งหมดถูกเจียระไนเป็นทรง ogive บนพื้นผิวด้านบน เพื่อเน้นลวดลายและสีเฉพาะตัวของหินแต่ละชิ้น และลดการสะท้อนแสง เพื่อให้ง่ายในการอ่านค่าเมื่ออยู่บนหน้าปัดสีใกล้เคียงกับตัวหิน 

ในส่วนของกลไกทั้งสองรุ่นขับเคลื่อนด้วยคาลิเบอร์ 2232 กลไกที่ Rolex พัฒนาและผลิตขึ้นเอง มาพร้อมสปริงบาลานซ์ Syloxi ทำจากซิลิคอนและจดสิทธิบัตร ตัวสปริงบาลานซ์มีรูปทรงเรขาคณิตพิเศษที่ช่วยให้การทำงานของกลไกมีความสม่ำเสมอในทุกตำแหน่ง อีกทั้งยังมีเอสเคปวีลที่ทำจากนิกเกิล-ฟอสฟอรัสแบบพาราแมกเนติก ช่วยเสริมความทนทานต่อแรงสนามแม่เหล็ก พร้อมออสซิลเลเตอร์ติดตั้งบนระบบกันกระแทก Paraflex ช่วยเพิ่มความทนทานต่อแรงกระแทก

ดังนั้น ถึงแม้จะมาในลุคหรูหราบอบบางเหมาะสำหรับสุภาพสตรี แต่คุณสมบัติความแกร่งของ Oyster Perpetual สองรุ่นนี้ไม่เป็นรองใคร

Oyster Perpetual Datejust 41

รุ่นล่าสุดมาในวัสดุ White Rolesor วัสดุเฉพาะของ Rolex ที่รังสรรค์ขึ้นจากส่วนผสมของ Oystersteel และไวท์โกลด์ หน้าปัดเคลือบแล็กเกอร์สีเขียวไล่เฉดลุ่มลึก ดูจากรูปลักษณ์ภายนอกแล้วก็ต้องบอกว่า ดูสดใหม่ในรูปแบบที่ไม่แปลกตาจนจำไม่ได้ ทั้งทางเลือกวัสดุและการจับคู่หน้าปัดน่าจะจับใจคนรักนาฬิกาและเป็นแฟนตัวยงของ Rolex ได้ไม่ยากแม้แต่น้อย 

สิ่งที่สะดุดตาตั้งแต่แรกคือหน้าปัดไล่เฉดแบบ ombré ที่ไม่ได้เห็นในโมเดลนี้มาตั้งแต่ปี 2019 ซึ่งในการสร้างเฉดสีไล่จากเข้มไปอ่อนบนหน้าปัดสีเขียวที่ดูน่าค้นหา ทำได้ด้วยการพ่นแล็คเกอร์สีดำเป็นวงซ้อนกันอย่างมีจังหวะจากจุดศูนย์กลางหน้าปัดแผ่ขยายวงออกไปรอบนอก บนหน้าปัดเฉดสีเขียว ombré มาพร้อมหลักชั่วโมงแบบ Chromalight ที่เรืองแสงสว่างชัดในที่มืด ส่วนองค์ประกอบอื่นๆ ยังคงความเป็น Datejust ในแบบที่เราคุ้นเคย ไม่ว่าจะเป็น ขอบตัวเรือนแบบ fluted และสาย Oyster ที่ติดตั้งตัวล็อก Oysterclasp และเลนส์ Cyclops ทำจากกระจกแซฟไฟร์ทนรอยขีดข่วน เคลือบสารกันสะท้อน ณ ตำแหน่ง 3 นาฬิกาที่ยังคงทำหน้าที่ขยายตัวเลขวันที่ในช่องหน้าต่างวันที่ให้ผู้สวมใส่อ่านค่าได้สะดวกยิ่งขึ้น 

ส่วนกลไกขับเคลื่อนด้วยคาลิเบอร์ 3235 สำรองพลังงานได้ 70 ชั่วโมง ที่มาพร้อมระบบจักรกล Chronergy จดสิทธิบัตร ทำจากนิกเกิล-ฟอสฟอรัส ทำให้ทนทานต่อสนามแม่เหล็กแรงสูง ติดตั้งพร้อมสปริงบาลานซ์ Parachrom สีน้ำเงิน ทำจากโลหะผสมพาราแมกเนติก ช่วยให้สามารถต้านทานสนามแม่เหล็กได้ดี พร้อมทั้งมีความเสถียรต่อการเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิ และทนต่อแรงกระแทกได้อย่างมีประสิทธิภาพ อีกทั้งยังมาพร้อม Rolex overcoil ที่ช่วยให้การทำงานของกลไกมีความสม่ำเสมอในทุกตำแหน่ง ออสซิลเลเตอร์ถูกติดตั้งบนระบบกันกระแทก Paraflex สมรรถนะสูงที่ Rolex ออกแบบขึ้น เพื่อเพิ่มความทนทานต่อแรงสั่นสะเทือนของกลไกให้ดียิ่งขึ้น

นี่จึงเป็น Datejust เวอร์ชันล่าสุดที่ถูกพัฒนามาให้พร้อมก้าวต่อไปในทุกยุคสมัย

Oyster Perpetual Yacht-Master II

การกลับมาอีกครั้งของนาฬิกาสำหรับนักแล่นเรือ ที่ไม่เพียงแต่ประสิทธิภาพสูงรอบด้าน แต่หน้าตาของ Yacht-Master นั้นเป็นนาฬิกาสปอร์ตที่ทั้งเท่และหรูหรา และเป็นตัวของตัวเองอย่างสุดขั้ว การกลับมาคราวนี้ต้องบอกว่า ดูเนี้ยบกว่าเดิม แต่ในขณะเดียวกันก็ดูเท่กินขาดจนไม่อาจละสายตาได้ 

Yacht-Master II กลับมาในตัวเรือน Oystersteel หรือเยลโลว์โกลด์ 18 กะรัต ตัวเรือนกลางที่มีด้านข้างโค้งมนได้รับการออกแบบใหม่ทั้งหมด ให้รูปลักษณ์ที่ดูเพรียวเนี้ยบกว่าเดิม มาพร้อมขอบตัวเรือนแบบหมุนได้สองทิศทางทำจาก Cerachrom สีน้ำเงิน พร้อมสเกล 60 นาที 

ส่วนที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างเห็นได้ชัดคือการแสดงค่าต่างๆ บนหน้าปัด โดยเฉพาะฟังก์ชันนับถอยหลังที่ถูกออกแบบใหม่ เพื่อให้มองเห็นได้ชัดเจนและใช้งานได้สะดวกกว่าเดิม โดยสเกลนับถอยหลังถูกย้ายไปอยู่บนขอบด้านใน ภายในสเกลประกอบไปด้วยหลักตัวเลขตั้งแต่ 10 – 0 นาที และแสดงครึ่งนาทีด้วยสัญลักษณ์รูปสามเหลี่ยม สำหรับในรุ่น Oystersteel เครื่องหมายเหล่านี้เป็นสีแดง รับกับเข็มที่ใช้สำหรับนับถอยหลัง ส่วนการตั้งค่าและควบคุมฟังก์ชันจะทำผ่านปุ่มกดด้านข้างทั้งสองปุ่มเท่านั้น ทำให้ได้หน้าปัดที่ดูสะอาดตา อ่านค่าต่างๆ ได้ง่ายขึ้น แม้กระทั่งผืนหน้าปัดก็ยังถูกออกแบบให้เอื้อต่อการอ่านค่าเป็นจุดประสงค์หลัก หน้าปัดของ Yacht-Master II จึงถูกเคลือบแล็กเกอร์สีขาวแบบใหม่ที่มาในพื้นผิวแมตต์ เพื่อลดการสะท้อนแสง และติดตั้งหลักชั่วโมงแบบ applique ตามแบบฉบับของนาฬิกาในกลุ่ม Professional ของ Rolex

ขับเคลื่อนด้วยคาลิเบอร์ 4162 กลไกโครโนกราฟที่ Rolex พัฒนาและผลิตขึ้นเองทั้งหมด และเพิ่งเปิดตัวสดๆ ร้อนๆ ในปีนี้และเลือกใช้เฉพาะในรุ่นนี้เท่านั้น มาพร้อมฟังก์ชันนับถอยหลังที่ทำงานด้วยกลไกโครโนกราฟที่มาพร้อมคอลัมน์วีล และคลัตช์แนวตั้งที่สามารถจับเวลาได้อย่างแม่นยำ ด้านการตกแต่งก็ทำอย่างพิถีพิถันในทุกชิ้นส่วน โดยเฉพาะสะพานจักร ประดับลาย Rolex Côtes de Genève ซึ่งแตกต่างจากลาย Côtes de Genève แบบดั้งเดิม รวมถึงโรเตอร์แบบเจาะโครงโปร่ง ที่ช่วยเสริมทั้งความงามและประสิทธิภาพในการขึ้นลาน

Yacht-Master II จึงเป็นการปรับโฉมใหม่ที่ผ่านการคิดในเชิงดีไซน์และฟังก์ชันให้สัมพันธ์กันได้อย่างลงตัวที่สุด

Oyster Perpetual Cosmograph Daytona 

อีกหนึ่งสุดหล่อสายสปอร์ตกลับมาทวงบัลลังก์บนสนามประชันความเร็วอีกครั้ง หลังจากสร้างตำนานแห่งความเร็วและแรงมาตั้งแต่ปี 1963 คราวนี้กลับมาในตัวเรือนโรลเซียม อัลลอยที่มีส่วนผสมระหว่่าง Oystersteel และแพลตินัม กันน้ำได้ 100 เมตร พร้อมขอบตัวเรือน Cerachrom ทำจากเซรามิกสีแอนทราไซต์ผสมสเตนคาร์ไบด์ ล้อมขอบด้วยแพลตินัม ตัดกับหน้าปัดสีขาวเคลือบอีนาเมลเงางาม สเกลวัดความเร็วบนขอบตัวเรือนดีไซน์ใหม่จัดวางตัวเลขในแนวนอนรูปแบบเดียวกับ Cosmograph Daytona รุ่นแรก โดยเลือกใช้ดีไซน์ตัวเลขที่ดูเรียบง่ายสะอาดตา ประกอบกับการจัดวางในแนวใหม่ทำให้อ่านค่าได้ง่ายขึ้นเช่นกัน

ฝาหลังที่มีขอบลายร่องละเอียดถูกผนึกอย่างแน่นหนาด้วยเครื่องมือเฉพาะของช่างนาฬิกาที่ได้รับการรับรองเม็ดมะยม Triplock มาพร้อมระบบกันน้ำสามชั้น และได้รับการปกป้องด้วย crown guard ในตัว ทำให้มั่นใจได้ว่าไม่มีน้ำหรือความชื้นเล็ดรอดเข้ามาได้แน่ ฝาหลังคริสตัลแซฟไฟร์ใสยังเผยให้เห็นกลไกคาลิเบอร์ 4131 กลไกโครโนกราฟที่ทางแบรนด์พัฒนาขึ้นเอง มาพร้อมฟังก์ชันโครโนกราฟที่ออกแบบให้มีจำนวนชิ้นส่วนน้อยลง ติดตั้งมากับระบบคอลัมน์วีล และคลัตช์แนวตั้ง ช่วยให้จับเวลาได้อย่างฉับพลันและแม่นยำสูง ชิ้นส่วนกลไกตกแต่งอย่างงดงามด้วยสะพานจักรตกแต่งลาย Rolex Côtes de Genève โรเตอร์แบบเจาะโครงโปร่งทำจากเยลโลว์โกลด์สุกปลั่ง นอกจากงดงามและทรงประสิทธิภาพยังสามารถสำรองพลังงานได้ 72 ชั่วโมง

นี่น่าจะเป็นฮีโร่คนใหม่ในสนามประลองความเร็วและวงการนาฬิกาเป็นแน่แท้ 

Oyster Perpetual Day-Date 40

เป็นที่น่าตื่นเต้นอีกครั้งเมื่อ Rolex เลือกที่จะเปิดตัววัสดุทองคำ 18 กะรัตชนิดใหม่ในรุ่น Oyster Perpetual Day-Date 40 นั่นก็คือ Jubilee Gold โลหะผสมที่โดดเด่นด้วยเฉดสีอันซับซ้อนและสะท้อนประกายแตกต่างจากวัสดุทองชนิดอื่น ประกายทองอ่อนๆ ของ Jubilee Gold มีทั้งความอ่อนโยนในโทนสีกุหลาบ และความเยือกเย็นในโทนสีเทาหลอมรวมกันอยู่ กลายเป็นเฉดสีทองอ่อนๆ ที่นุ่มนวล ไม่โอ้อวดตัวตน 

ตัวเรือน Jubilee Gold มาพร้อมขอบแบบ fluted จับคู่กับสาย President ที่มีตัวล็อกซ่อน Crownclasp ทำจากวัสดุเดียวกัน และสิ่งที่ทำให้วัสดุ Jubilee Gold ยิ่งงดงามชวนมอง คือการจับคู่กับหน้าปัดอเวนจูรีนสีเขียวอ่อนส่องประกายระยิบระยับ ทั้งสองวัสดุต่างขับประกายซึ่งกันและกันให้ได้ฉายเสน่ห์ในแบบของตัวเอง ประกายเจิดจรัสของหน้าปัดกรีนอเวนจูรีนยังถูกยกระดับให้เฉิดฉายด้วยหลักชั่วโมงเพชรทรงบาแก็ตตจำนวน 10 เม็ด เบื้องหลังความงามของวัสดุที่เผยโฉมเป็นครั้งแรก ขับเคลื่อนด้วยคาลิเบอร์ 3255 ที่พัฒนาและผลิตขึ้นโดย Rolex สำรองพลังงานได้ 70 ชั่วโมง  จัดว่าเป็น Day-Date รุ่นที่มีเสน่ห์เฉพาะตัว ดูหรูหราแบบไม่เรียกร้องความสนใจ น่าจะดึงดูดใจทั้งนักสะสมรุ่นเก๋าและรุ่นใหม่ได้เป็นอย่างดี

นาฬิการุ่นใหม่ของ Rolex ในปี 2026 นี้ยังผ่านการรับรอง Superlative Chronometer ที่ได้รับการยกระดับให้เข้มงวดมากยิ่งขึ้น ด้วยการเพิ่มเกณฑ์การทดสอบใหม่อีกสามด้าน ได้แก่ ความทนทานต่อสนามแม่เหล็ก ความน่าเชื่อถือ และความยั่งยืน ใครที่ได้เป็นเจ้าของกล่องซีลตราประทับสีเขียวในปีนี้จึงเหมือนได้ครอบครองสัญลักษณ์แห่งความเป็นเลิศและใส่ใจต่อโลก

อ่านบทความเพิ่มเติมได้ที่:

Oyster Perpetual Datejust บันทึกแห่งความเชี่ยวชาญเหนือกาลเวลา

สัปดาห์ยนตรกรรมแห่ง Monterey การเฉลิมฉลองยานยนต์ที่ผสานความคลาสสิกและนวัตกรรม

The Revolutionary List: 26 ผู้นำที่สร้างแรงบันดาลใจ – ฌอง-เฟรเดริก ดูฟูร์ (Jean-Frédéric Dufour)

Roger Dubuis ในงาน Watches & Wonders 2026: เมื่อดาราศาสตร์บรรจบกับศิลปะแห่งเรือนเวลาชั้นสูง

เมื่อตำนานเรื่องเล่าอมตะได้ออกสู่ห้วงอวกาศอันไกลโพ้น

ในโลกของนาฬิกาหรูที่เต็มไปด้วยความท้าทายในการสร้างสรรค์ Roger Dubuis ยังคงตอกย้ำสถานะความเป็นผู้นำด้าน Hyper Horology™ อีกครั้งในงาน Watches & Wonders 2026 ปีนี้ที่เมซงได้นำพาพวกเราเดินทางก้าวข้ามชั้นบรรยากาศโลก ออกสู่ห้วงอวกาศอันไกลโพ้นภายใต้คอนเซปต์ “Movements of the Sky” ที่ได้รับแรงบันดาลใจจากจังหวะของจักรวาล ความลึกลับของดวงดาว และตำนานคลาสสิคที่เป็นอมตะ

Excalibur Biretrograde Perpetual Calendar

ไฮไลต์สำคัญในปีนี้คือการยกระดับกลไกชั้นครูอย่าง Perpetual Calendar ให้ล้ำสมัยยิ่งขึ้นโดยการเปิดตัว Excalibur Biretrograde Perpetual Calendar ที่มาพร้อมกลไกใหม่ล่าสุด RD850 ซึ่งมีความโดดเด่นอยู่ที่หน้าปัดที่สะท้อนความงดงามของท้องฟ้า โดยมีดิสก์แสดงข้างขึ้น-ข้างแรม (Moonphase) ที่ทำจากหินอเวนเจอรีน (Aventurine) ประดับดวงจันทร์จาก Pink Gold 18K แกะสลักด้วยเลเซอร์ ที่ให้ความรู้สึกเหมือนกำลังจ้องมองท้องฟ้ายามค่ำคืนจริง ๆ


นอกจากนี้ ยังมีการต่อยอดความสำเร็จไปยังรุ่น Excalibur Biretrograde Cosmic Blue ในตัวเรือนสเตนเลสสตีลขนาด 40 มม. ที่เน้นความสปอร์ตมากขึ้น โดยมีหน้าปัดสีน้ำเงินเข้มที่มาพร้อมเอกลักษณ์การแสดงผลแบบเข็มตีกลับ (Biretrograde) ซึ่งเป็นสิทธิบัตรดั้งเดิมของผู้ก่อตั้งแบรนด์อย่างคุณโรเจอร์ ดูบุยส์ โดยกลไก RD840 นี้ยังคงได้รับรองมาตรฐาน Poinçon de Genève อันทรงเกียรติเหมือนเดิม

Excalibur Perpetual Calendar Quatuor

สำหรับเหล่านักสะสม สิ่งที่น่าจะทำให้ตื่นเต้นได้มากที่สุดคงหนีไม่พ้น Excalibur Perpetual Calendar Quatuor เพราะนี่คือครั้งแรกที่ Roger Dubuis นำกลไกสุดล้ำอย่าง Quatuor (จักรกรอก 4 ชุดที่ทำมุมเอียงเพื่อหักล้างแรงโน้มถ่วง) มาทำงานร่วมกับ Perpetual Calendar ภายใต้กลไก RD116 ที่ประกอบขึ้นจากชิ้นส่วนถึง 758 ชิ้น ตัวเรือนทำจาก Cobalt Chrome วัสดุไฮเทคที่แข็งแกร่งและทนทานต่อรอยขีดข่วนเป็นเลิศ โดยผลิตออกมาเพียง 8 เรือนทั่วโลกเท่านั้น ถือว่าเป็นเครื่องยืนยันถึงความเชี่ยวชาญระดับสูงสุดของเมซงอย่างแท้จริง

Excalibur Moonlight

ในปีนี้ Roger Dubuis ยังเปิดประตูสู่โลกแห่งความพิเศษเหนือระดับด้วยโปรแกรม Rarities ซึ่งเป็นเวิร์กช็อปสำหรับสร้างสรรค์นาฬิกาที่เป็น “Unique Piece” หรือมีเพียงเรือนเดียวในโลก โดยส่งผลงานชิ้นเอกอย่าง Excalibur Moonlight ออกมาอวดโฉม นาฬิการุ่นนี้โดดเด่นด้วยกลไก Central Monotourbillon (RD115) ทูร์บิญองกลางหน้าปัดที่ล้อมรอบด้วยดิสก์แก้ว Murano สองชั้นเพื่อใช้บอกเวลาแทนเข็มนาฬิกาแบบปกติ เป็นการผสมผสานงานฝีมือดั้งเดิมเข้ากับเทคโนโลยีแห่งอนาคตได้อย่างไร้ที่ติ

Excalibur for The Ladies

ไม่เพียงแต่เทคโนโลยีที่ล้ำสมัยเท่านั้น ในปีนี้ เมซงยังได้ถ่ายทอดความอ่อนหวานแต่แข็งแกร่งผ่านคอลเลกชันสำหรับผู้หญิงที่ได้รับแรงบันดาลใจจากตำนานกษัตริย์อาเธอร์ได้อย่างแปลกใหม่อีกด้วย

Excalibur Lady of the Lake: แรงบันดาลใจจากเรื่องราวของ Viviane เลดี้แห่งทะเลสาบ ในตัวเรือน Pink Gold 36 มม. ประดับอัญมณี สื่อถึงความกล้าหาญและความเป็นอิสระของสตรี

Excalibur Brocéliande: การกลับมาของรุ่นยอดนิยมที่ได้รับแรงบันดาลใจจากป่าศักดิ์สิทธิ์ มาพร้อมกลไก Skeleton RD721SQ ตกแต่งด้วยลวดลายเถาไอวี่ (Ivy) ที่ทำจากทองและเปลือกหอยมุก โดยมีให้เลือกสองโทนสีคือ Dawn Rose และ Twilight Blue

การปรากฏตัวของ Roger Dubuis ในงาน Watches & Wonders 2026 ปีนี้ คือการยืนยันว่า “เวลา” คือสิ่งที่มีจังหวะสอดประสานกับจักรวาล ทุกเรือนเวลาที่นำมาจัดแสดงต่างสะท้อนถึงความหลงใหล ความบ้าคลั่ง และความอิสระในการออกแบบ (Pleasure, Freedom, and Madness) ซึ่งเป็น DNA สำคัญที่ทำให้แบรนด์นี้ยังคงนั่งอยู่ในใจของนักสะสมที่มองหาความแตกต่างอย่างแท้จริง

อ่านบทความอื่น ๆ ได้ที่นี่

The Reason Why: 5 เหตุผลที่ Excalibur Biretrograde Calendar จาก Roger Dubuis ควรถูกพูดถึงอีกครั้ง 

IWC Schaffhausen ในงาน Watches & Wonders 2026: จากเซรามิกเรืองแสงสู่เรือนเวลาเพื่อการสำรวจอวกาศยุคใหม่

Panerai ในงาน Watches & Wonders 2026: ผสานมรดกทางทหารเข้ากับนวัตกรรมเรือนเวลา






Panerai ในงาน Watches & Wonders 2026: ผสานมรดกทางทหารเข้ากับนวัตกรรมเรือนเวลา

เผยโฉมคอลเลกชันใหม่ในงาน Watches & Wonders 2026 ตอกย้ำเอกลักษณ์แห่งนาฬิกาทหารเรือ

ในงาน Watches & Wonders ปี 2026 นี้ แบรนด์นาฬิกาจากฟลอเรนซ์อย่าง Panerai ได้เผยโฉมคอลเลกชันใหม่ที่สะท้อนเอกลักษณ์ของแบรนด์อย่างชัดเจน ทั้งในแง่ของประวัติศาสตร์ที่ผูกพันกับกองทัพเรือ การออกแบบที่แข็งแกร่งแบบเครื่องมือ (tool watch) และการพัฒนาเทคโนโลยีกลไกระดับสูง โดยคอลเลกชันที่นำเสนอในปีนี้นั้นครอบคลุมทั้งตระกูล Luminor และ Submersible พร้อมด้วยนวัตกรรมด้านวัสดุและกลไกที่ตอกย้ำความเชี่ยวชาญของ Panerai ในโลกของนาฬิกาจักรกล

Submersible Navy SEALs Experience Edition

หนึ่งในไฮไลต์สำคัญคือ Panerai Submersible Navy SEALs Experience Edition PAM01089 ซึ่งได้รับแรงบันดาลใจจากหน่วยปฏิบัติการพิเศษทางทะเลของสหรัฐฯ ดีไซน์ของนาฬิการุ่นนี้จึงสะท้อนความแข็งแกร่งและความพร้อมสำหรับภารกิจใต้น้ำตามแบบฉบับของนาฬิกาดำน้ำในตระกูล Submersible

ตัวเรือนถูกออกแบบให้ทนทานต่อสภาพแวดล้อมที่สมบุกสมบัน พร้อมฟังก์ชันที่รองรับการใช้งานใต้น้ำอย่างเต็มรูปแบบ อย่างไรก็ตาม ความพิเศษของรุ่นนี้ก็ไม่ได้อยู่เพียงแค่ตัวเรือนเท่านั้น เพราะผู้ครอบครองยังได้รับสิทธิ์เข้าร่วม Panerai Experience ซึ่งเป็นกิจกรรมพิเศษที่เปิดโอกาสให้สัมผัสการฝึกภาคสนามในบรรยากาศที่ได้รับแรงบันดาลใจจากภารกิจของหน่วย Navy SEALs ทำให้เรือนเวลานี้กลายเป็นทั้งเครื่องมือและประสบการณ์ระดับลักชัวรีในเวลาเดียวกัน

Luminor Perpetual Power Reserve 31

อีกหนึ่งรุ่นที่สะท้อนศักยภาพด้านวิศวกรรมของแบรนด์ก็คือ Panerai Luminor Perpetual Power Reserve 31 Giorni PAM01631 ซึ่งโดดเด่นด้วยระบบสำรองพลังงานยาวนานถึง 31 วัน

นาฬิการุ่นนี้ใช้กลไกแบบไขลานมือที่ออกแบบให้สามารถเก็บพลังงานได้ยาวนานเป็นพิเศษ โดยอาศัยชุดลานหลายชุดในการสะสมพลังงาน พร้อมระบบแสดงสถานะพลังงานสำรองบนหน้าปัด ช่วยให้ผู้สวมใส่สามารถตรวจสอบการทำงานของนาฬิกาได้อย่างสะดวก การพัฒนากลไกที่สามารถสำรองพลังงานได้ยาวนานขนาดนี้ สะท้อนแนวคิดของ Panerai ที่มุ่งมั่นในการสร้างนาฬิกาเครื่องมือที่เชื่อถือได้ ซึ่งสืบทอดมาจากนาฬิกาที่เคยผลิตให้กับกองทัพเรือในอดีต

Luminor 8 Giorni

ในขณะเดียวกัน Panerai ยังคงนำเสนอรุ่นที่ยึดโยงกับประวัติศาสตร์ของแบรนด์อย่างใกล้ชิดผ่าน Panerai Luminor 8 Giorni PAM01733 ซึ่งมาพร้อมระบบสำรองพลังงาน 8 วัน อันเป็นเอกลักษณ์ของ Panerai มาตั้งแต่อดีต นาฬิกากลไกแบบไขลานรุ่นนี้เน้นความเรียบง่ายและการอ่านค่าที่ชัดเจน หน้าปัดถูกออกแบบให้มีองค์ประกอบน้อยที่สุดเพื่อเน้นการใช้งานจริง สะท้อนแนวคิดของนาฬิกาทหารที่ต้องทำงานได้อย่างแม่นยำและเชื่อถือได้ในทุกสถานการณ์

คอลเลกชัน Luminor ในปีนี้ยังนำเสนอทางเลือกที่หลากหลายมากขึ้นผ่านรุ่น Panerai Luminor PAM01731 และ Panerai Luminor Destro PAM01732 โดยรุ่น Destro ถูกออกแบบให้เม็ดมะยมและระบบป้องกันเม็ดมะยม (crown guard) อยู่ทางฝั่งซ้ายของตัวเรือน เพื่อให้เหมาะกับผู้ที่สวมใส่นาฬิกาบนข้อมือขวา การออกแบบลักษณะนี้มีรากฐานมาจากนาฬิกาที่ Panerai เคยผลิตให้กับหน่วยทหารในอดีต ซึ่งต้องการความสะดวกในการใช้งานในสถานการณ์จริง

ด้านวัสดุ Panerai ยังคงเดินหน้าพัฒนานวัตกรรมใหม่อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในรุ่น Panerai Luminor Forged Titanium PAM01629 ที่ใช้วัสดุ forged titanium ซึ่งมีคุณสมบัติทั้งแข็งแรงและน้ำหนักเบา พร้อมพื้นผิวลวดลายเฉพาะตัวที่เกิดจากกระบวนการผลิต วัสดุประเภทนี้ช่วยเพิ่มความทนทานของตัวเรือนในขณะที่ยังคงความสบายในการสวมใส่

โดยรวมแล้ว การเปิดตัวของ Panerai ในงาน Watches & Wonders 2026 แสดงให้เห็นถึงการพยายามรักษาสมดุลระหว่างประวัติศาสตร์ของแบรนด์ นวัตกรรมทางเทคนิค และประสบการณ์ระดับลักชัวรี ผ่านเรือนเวลาที่ยังคงเอกลักษณ์อันชัดเจนของ Panerai เอาไว้ได้อย่างครบถ้วน ไม่ว่าจะเป็นดีไซน์ที่แข็งแกร่ง ระบบสำรองพลังงานที่ยาวนาน หรือการเลือกใช้วัสดุสมัยใหม่ ทั้งหมดนี้สะท้อนวิสัยทัศน์ของแบรนด์ที่ยังคงเดินหน้าพัฒนานาฬิกาเครื่องมือระดับสูงสำหรับผู้ที่หลงใหลในโลกของเรือนเวลาจักรกลอย่างต่อเนื่อง

อ่านบทความอื่น ๆ ได้ที่

Military Inspired Timepieces รวมนาฬิกาแรงบันดาลใจจากกองทัพ สไตล์สมบุกสมบันที่บอกตัวตนของคุณ

Ulysse Nardin เปิดตัว SUPER FREAK ฉลองครบรอบ 180 ปีของแบรนด์และ 25 ปีของคอลเลกชัน Freak ในงาน Watches & Wonders 2026

IWC Schaffhausen ในงาน Watches & Wonders 2026: จากเซรามิกเรืองแสงสู่เรือนเวลาเพื่อการสำรวจอวกาศยุคใหม่








IWC Schaffhausen ในงาน Watches & Wonders 2026: จากเซรามิกเรืองแสงสู่เรือนเวลาเพื่อการสำรวจอวกาศยุคใหม่

เฉลิมฉลองแด่ความก้าวหน้าของวัสดุศาสตร์ มรดกทางวัฒนธรรม และการบุกเบิกพรหมแดนใหม่ ๆ แห่งโลกนาฬิกา

ในงาน Watches & Wonders 2026 ณ กรุงเจนีวา IWC Schaffhausen แบรนด์นาฬิกาจากเมืองชาฟฟ์เฮาเซิน ได้ตอกย้ำความเป็นผู้นำด้านวิศวกรรมนาฬิกาอีกครั้ง ด้วยการเปิดตัวกลุ่มผลิตภัณฑ์ที่ทลายขีดจำกัดเดิม ๆ ทั้งในแง่ของวัสดุศาสตร์ การเฉลิมฉลองประวัติศาสตร์ความร่วมมือที่ยาวนาน และการก้าวเข้าสู่ยุคสมัยแห่งการสำรวจอวกาศเชิงพาณิชย์อย่างเต็มตัว

Ceralume®: เมื่อตัวเรือนเซรามิก “ส่องสว่าง” ได้เอง

หนึ่งในไฮไลต์สำคัญคือ Big Pilot’s Watch Perpetual Calendar Ceralume® (Ref. IW505801) ซึ่งนำเทคโนโลยีวัสดุใหม่ของแบรนด์มาใช้เป็นครั้งแรกในนาฬิการุ่นผลิตจริง ตัวเรือนขนาด 46.5 มิลลิเมตรผลิตจาก Ceralume® เซรามิกเรืองแสงที่พัฒนาโดยทีมวิศวกรรมของ IWC โดยวัสดุชนิดนี้เกิดจากการผสมผงเซรามิกกับเม็ดสีเรืองแสง Super-LumiNova เพื่อให้สามารถดูดซับพลังงานจากแสงและปล่อยออกมาเป็นแสงที่มองเห็นได้

ผลลัพธ์คือเรือนเวลาที่มีบุคลิกสองด้านอย่างชัดเจน ในเวลากลางวัน นาฬิกาเผยความงามแบบมินิมอลผ่านโทนสีขาวและเทาที่ตัดกันระหว่างพื้นผิวเงาและด้าน แต่เมื่ออยู่ในความมืด ตัวเรือน หน้าปัด และสายยางสีขาวจะเปล่งแสงสีน้ำเงินอย่างเข้มข้น สร้างภาพลักษณ์ที่แตกต่างอย่างสิ้นเชิง นอกจากนี้เม็ดสีเรืองแสงยังสามารถกักเก็บพลังงานได้ยาวนาน ทำให้เรือนเวลาสามารถเปล่งแสงต่อเนื่องได้นานกว่า 24 ชั่วโมง

นาฬิการุ่นนี้ยังมาพร้อมกลไก Perpetual Calendar อันเป็นหนึ่งในคอมพลิเคชันระดับสัญลักษณ์ของ IWC ซึ่งได้รับการพัฒนาโดย Kurt Klaus ในช่วงทศวรรษ 1980 กลไกสามารถคำนวณความยาวของเดือนและปีอธิกสุรทินได้โดยอัตโนมัติ พร้อมแสดงผลวันที่ วัน เดือน และมูนเฟสผ่านซับไดอัลสี่ตำแหน่ง ขับเคลื่อนด้วยกลไกอัตโนมัติ Calibre 52616 ที่ติดตั้งระบบขึ้นลาน Pellaton และสำรองพลังงานได้สูงสุดถึง 7 วัน โดยรุ่นนี้ผลิตจำกัดเพียง 250 เรือน

20 ปีแห่งการเดินทางของ “เจ้าชายน้อย” (Le Petit Prince)

ในอีกด้านหนึ่ง IWC ยังเฉลิมฉลองความร่วมมืออันยาวนานกับทายาทของ Antoine de Saint-Exupéry ผ่านการเปิดตัว Le Petit Prince Anniversary Edition เพื่อฉลองครบรอบ 20 ปีของความร่วมมือกับวรรณกรรมคลาสสิก The Little Prince ที่ได้รับการแปลมากกว่า 650 ภาษาและสำเนียงทั่วโลก

รุ่นพิเศษในปีนี้ประกอบด้วยนาฬิกา 5 รุ่น ได้แก่ Pilot’s Watch Mark XX สองเวอร์ชันในตัวเรือนทองคำ 18 กะรัตและสเตนเลสสตีล Pilot’s Watch Chronograph ขนาด 43 และ 41 มิลลิเมตร รวมถึง Pilot’s Watch Automatic 36 รุ่นขนาดกะทัดรัด จุดเด่นร่วมกันของคอลเลกชันคือหน้าปัดสีน้ำเงินแบบ sunray ซึ่งกลายเป็นเอกลักษณ์ของซีรีส์นี้ พร้อมเข็มสีทองเคลือบสารเรืองแสง Super-LumiNova และฝาหลังที่ตกแต่งด้วยภาพของเจ้าชายน้อย ซึ่งสะท้อนถึงจิตวิญญาณแห่งการสำรวจ การเดินทาง และการค้นหาความหมายของชีวิตที่เป็นหัวใจของเรื่องราว

Pilot’s Venturer Vertical Drive: เครื่องบอกเวลาที่ออกแบบมาเพื่ออวกาศโดยเฉพาะ

นอกจากการรำลึกถึงวรรณกรรมแล้ว IWC ยังมองไปยังอนาคตผ่านการเปิดตัว Pilot’s Venturer Vertical Drive นาฬิกาเครื่องมือที่ถูกออกแบบขึ้นเพื่อรองรับการใช้งานในภารกิจอวกาศจริง โดยพัฒนาร่วมกับบริษัทเทคโนโลยีอวกาศ Vast ซึ่งกำลังสร้างสถานีอวกาศเชิงพาณิชย์ Haven-1

นาฬิการุ่นนี้ถูกพัฒนาขึ้นจากแนวคิดใหม่ทั้งหมดเพื่อให้เหมาะสมกับสภาพแวดล้อมในอวกาศ หนึ่งในคุณสมบัติสำคัญคือระบบควบคุมผ่านขอบตัวเรือนแบบหมุนที่เรียกว่า “Vertical Drive” ซึ่งช่วยให้ผู้สวมใส่สามารถขึ้นลานและตั้งเวลาได้โดยไม่ต้องใช้เม็ดมะยม แนวคิดดังกล่าวได้รับแรงบันดาลใจจากสถานการณ์ที่นักบินอวกาศต้องสวมถุงมือของชุด EVA ระหว่างการปฏิบัติงาน

หน้าปัดสีดำแบบลดแสงสะท้อนถูกออกแบบให้แสดงเวลาอ้างอิงของภารกิจในรูปแบบ 24 ชั่วโมง พร้อมระบบแสดงเวลาสองโซน เพื่อให้สอดคล้องกับการทำงานบนสถานีอวกาศที่นักบินอวกาศต้องเผชิญพระอาทิตย์ขึ้นและตกถึง 16 ครั้งภายในหนึ่งวัน กลไกภายในคือ Calibre 32722 พร้อมโมดูล GMT และสำรองพลังงานได้ 120 ชั่วโมง

การเปิดตัวของ IWC ในปีนี้ได้สะท้อนภาพของแบรนด์ที่ก้าวไปพร้อมกับหลายมิติของโลกนาฬิกา ตั้งแต่นวัตกรรมวัสดุขั้นสูง การเฉลิมฉลองมรดกทางวัฒนธรรม ไปจนถึงการออกแบบเครื่องมือเวลาเพื่อการสำรวจอวกาศ ซึ่งล้วนแต่ยืนยันบทบาทของ IWC ในฐานะผู้สร้างสรรค์นาฬิกาที่เชื่อมโยงวิศวกรรม ความคิดสร้างสรรค์ และจิตวิญญาณแห่งการสำรวจเข้าด้วยกันอย่างต่อเนื่อง

อ่านบทความอื่น ๆ ได้ที่

IWC Schaffhausen เผยโฉมนาฬิกา Pilot’s Watch รุ่นใหม่สุดอลังการ แรงบันดาลใจจาก The Little Prince

เจาะลึก IWC Mojave Desert สีแห่งทะเลทรายที่ผสานความแกร่งและประวัติศาสตร์

Zodiac Watch Mechanism: เบื้องหลังจักรกลเรือนเวลาที่เชื่อมโยงกลไกนาฬิกาที่คุณอาจไม่เคยรู้






Laurent Ferrier เปิดตัว Sport Traveller Slate Grey ในงาน W&W 2026 นำเสนอฟังก์ชัน Dual Time ที่ปรับง่ายผ่านปุ่มกด

Sport Traveller Slate Grey คือการตีความ dual-time ใหม่ในตัวเรือนไทเทเนียม ที่เน้นความเรียบง่ายแต่ใช้งานได้จริง

ในงาน Watches and Wonders 2026 นี้ Laurent Ferrier ได้ฤกษ์เปิดตัวนาฬิกาที่ตอบโจทย์นักเดินทางสายสปอร์ตอย่าง Sport Traveller Slate Grey ซึ่งเป็นการนำเอาฟังก์ชัน Dual Time ที่เคยอยู่ในรุ่นคลาสสิกมาตีความใหม่ในตัวเรือนสปอร์ตสุดแกร่งที่ทำจากไทเทเนียม พร้อมดีไซน์ที่ดูเรียบเนี้ยบแต่แฝงไปด้วยรายละเอียดตามสไตล์ของแบรนด์

นิยามใหม่ของนาฬิกา GMT สำหรับนักเดินทางสายสปอร์ต

Laurent Ferrier Sport Traveller Slate Grey 

หากใครเคยหลงรักตัวเรือนทรง “ก้อนหิน” (Pebble-shaped) ของรุ่น Sport Auto รุ่นนี้คือการยกระดับความเอนกประสงค์ขึ้นไปอีกขั้น ตัวเรือนขนาด 42 มม. ทำจากไทเทเนียมเกรด 5 ที่มีน้ำหนักเบาและทนทาน มาพร้อมสายนาฬิกาไทเทเนียมแบบ Integrated ที่เชื่อมต่อกับตัวเรือนอย่างไร้รอยต่อ สิ่งที่ผมมองว่าเป็นจุดเด่นที่สุดคือความ “เรียบง่ายที่ใช้งานได้จริง” โดยการปรับเวลาท้องถิ่นสามารถทำได้ง่ายๆ ผ่านปุ่มกดสองปุ่มที่ฝั่งซ้ายของตัวเรือน (ตำแหน่ง 8 และ 10 นาฬิกา) เพื่อข้ามเวลาไปข้างหน้าหรือถอยหลังทีละชั่วโมงโดยไม่ต้องหยุดกลไก เหมาะมากสำหรับคนที่ต้องบินข้ามไทม์โซนบ่อยๆ

หน้าปัดสีเทา Slate Grey ผิวสัมผัสแบบ Opaline (กึ่งเงากึ่งด้าน) ให้ลุคที่ดูสปอร์ตและทันสมัย การจัดวางหน้าปัดถือว่าทำออกมาได้สมดุลมาก โดยมีช่องหน้าต่างแสดงเวลาที่บ้าน (Home Time) อยู่ที่ 9 นาฬิกา และช่องวันที่อยู่ที่ 3 นาฬิกา ส่วนเข็มชั่วโมงและนาทีทรง “Assegai” และหลักชั่วโมงทรงหยดน้ำทำจากทองคำขาว 18K พร้อมเคลือบ Super-LumiNova สีเขียวสว่างจ้าทำให้อ่านค่าง่ายในทุกสภาพแสง

หัวใจสำคัญที่ขับเคลื่อนนาฬิกาเรือนนี้คือกลไกอัตโนมัติชุดใหม่ Calibre LF275.01 ที่มาพร้อมกับไมโครโรเตอร์ (Micro-rotor) ทำจากแพลทินัม 950 เพื่อประสิทธิภาพในการขึ้นลานสูงสุด แม้รุ่นนี้จะเปลี่ยนจาก Natural Escapement ที่ซับซ้อนมาเป็น Swiss Lever Escapement เพื่อความทนทานต่อแรงกระแทกตามสไตล์นาฬิกาสปอร์ต แต่การขัดแต่งกลไกก็ยังคงประณีตระดับงานฝีมือ ทั้งการปัดลายซาตินแนวนอนและการเคลือบ Ruthenium ให้โทนสีเข้มดูเท่ โดยตัวเครื่องมีพลังงานสำรองยาวนานถึง 72 ชั่วโมง

ส่วนตัวมองว่านี่คือนาฬิกา Traveller ที่มีความ “ถ่อมตัว” สูงมาก เพราะชื่อรุ่น Sport Traveller ถูกพิมพ์ไว้บนหน้าปัดแบบ Tone-on-tone จนแทบมองไม่เห็นถ้าไม่สังเกตดีๆ เป็นนาฬิกาที่ไม่ได้ตะโกนบอกความหรูหรา แต่โชว์ความเหนือชั้นผ่านงานดีไซน์และฟังก์ชันที่ลงตัวที่สุดรุ่นหนึ่งของปี 2026

ข้อมูลทางเทคนิค
  • ตัวเรือน: ไทเทเนียม Grade 5 ขนาด 42 มม. ดีไซน์ pebble-shaped กันน้ำ (สปอร์ต)
  • หน้าปัด: Slate grey แบบ opaline พร้อม Home Time (9 นาฬิกา) และวันที่ (3 นาฬิกา)
  • ฟังก์ชัน: ชั่วโมง นาที วินาทีเล็ก, Dual Time ปรับแบบ one-hour jump ผ่านปุ่มด้านซ้าย
  • กลไก: อัตโนมัติ Calibre LF275.01 ไมโครโรเตอร์แพลทินัม 950 สำรองพลังงาน ~72 ชั่วโมง
  • สาย: สายไทเทเนียมแบบ integrated

อ่านบทความอื่นๆ เพิ่มเติม
Frederique Constant Classic Worldtimer 2026 นิยามใหม่ของความหรูหราที่เข้าถึงง่าย
Jaeger-LeCoultre เปิดตัวผลงานระดับมาสเตอร์พีซ Master Hybris Inventiva Gyrotourbillon à Stratosphère
Patek Philippe เปิดตัวเรือนเวลารุ่นใหม่รวม 20 รุ่น พร้อม Nautilus รุ่นลิมิเต็ดเอดิชัน 4 รุ่น

TUDOR 100th Anniversary ฉลองศตวรรษแห่งความแกร่งในงาน Watches and Wonders 2026

ที่ผ่านมาใครที่เคยปรามาสว่า Tudor เป็นแค่เงาของพี่ชาย ปีนี้อาจต้องคิดใหม่!

ปี 2026 คือก้าวย่างที่สำคัญที่สุดครั้งหนึ่งของ Tudor ในวาระฉลองครบรอบ 100 ปี ซึ่งการขยับตัวในงาน Watches and Wonders ครั้งนี้เป็นการประกาศศักดาที่ชัดเจนว่าพวกเขาไม่ได้อยู่ใต้ร่มเงาใครอีกต่อไป ไฮไลต์เด่นอยู่ที่การปลุกชีพชื่อในตำนานอย่าง Monarch ให้กลับมามีชีวิตใหม่ด้วยเทคโนโลยีการผลิตขั้นสูงของยุคนี้

นอกจากรุ่นเรือธงแล้ว Tudor ยังเดินหน้ายกระดับนาฬิกาที่เป็นเสาหลักทั้ง Black Bay 58, Black Bay 58 GMT, Black Bay 54 Blue, Black Bay Ceramic และคอลเลกชั่น Royal โดยเน้นไปที่การอัปเกรดประสิทธิภาพทางเทคนิคให้โหดขึ้น การดึงเอาเอกลักษณ์เฉพาะตัวของแต่ละรุ่นให้ชัดเจนกว่าเดิม รวมถึงการใช้กลไก In-house และการรับรองความเที่ยงตรงระดับสูงที่กลายเป็นมาตรฐานใหม่ไปแล้ว แม้ประวัติศาสตร์จะยังเป็นหัวใจสำคัญ โดยเฉพาะในไลน์ Black Bay แต่รอบนี้แบรนด์เลือกที่จะจัดการกับมรดกของตัวเองด้วยความแม่นยำและร่วมสมัย แทนที่จะพึ่งพาแค่ความถวิลหาอดีตแบบเดิมๆ มาดูกันว่าปีนี้มีอะไรให้ตื่นตาตื่นใจกันบ้าง

TUDOR Monarch 

นี่คือไฮไลต์ที่ทรงพลังที่สุดสำหรับการฉลองศตวรรษ นาฬิการุ่นนี้เปรียบเสมือนจดหมายเหตุที่มีชีวิตซึ่งสะท้อนตัวตนของแบรนด์ตลอดหนึ่งศตวรรษได้ดีที่สุด การหยิบเอาชื่อรุ่น Monarch กลับมาปัดฝุ่นใหม่ครั้งนี้มาในตัวเรือนสเตนเลสสตีลขนาด 39 มม. ที่โดดเด่นด้วยการลบเหลี่ยมมุม (Faceted) อย่างประณีตทั้งตัวเรือนและสายนาฬิกา หน้าปัดเลือกใช้สีโทนกระดาษปาปิรัส (Papyrus-toned) ให้กลิ่นอายความเก่าแก่อย่างมีระดับ เสริมความขลังด้วยหลักชั่วโมงแบบ “Error-Proof” ที่ผสมผสานตัวเลขโรมันและอารบิกเข้าด้วยกัน มอบบุคลิกที่ดูคลาสสิกฉีกไปจากนาฬิการ่วมสมัยรุ่นอื่นๆ ในปัจจุบัน

TUDOR 100th Anniversary Watches and Wonders 2026

สิ่งที่น่าสนใจคือการวางตำแหน่งของ Monarch ให้เป็นบรรทัดฐานใหม่ว่า Tudor ก้าวมาไกลแค่ไหน แม้รูปลักษณ์ภายนอกจะดูวินเทจจ๋า แต่ไส้ในกลับอัดแน่นด้วยเทคโนโลยีสูงสุดของแบรนด์อย่างกลไก In-house รหัส MT5662-2U ที่คว้าการรับรองระดับ Master Chronometer (METAS) มาได้สำเร็จ และยังใจดีเปิดฝาหลังเปลือยให้ส่องงานขัดแต่งที่สวยงาม ทั้งลาย Perlage และ Côtes de Genève โดยมีไฮไลต์อยู่ที่โรเตอร์ประดับทองคำ 18K เป็นการปิดท้ายความหรูหราที่ลงตัวสุดๆ

การกลับมาครั้งนี้จึงเป็นการพิสูจน์ว่า Tudor สามารถหยิบเอาประวัติศาสตร์มาเล่าใหม่ได้โดยไม่จมปลักอยู่กับอดีต แต่เป็นการนำความเก๋ามาใส่ความเก่งของงานวิศวกรรมยุคปัจจุบันลงไปได้อย่างน่าทึ่งและทรงพลังที่สุดในรอบร้อยปีเลยทีเดียว

ข้อมูลทางเทคนิค
  • กลไก: อัตโนมัติ Calibre MT5662-2U มาตรฐาน COSC และ METAS โรเตอร์ขึ้นลานสองทิศทาง สำรองพลังงาน 65 ชั่วโมง
  • ฟังก์ชัน: ชั่วโมง นาที วินาทีเล็ก (6 นาฬิกา) พร้อม stop-seconds
  • ตัวเรือน: สเตนเลสสตีล ขนาด 39 มม. หนา 11.9 มม. ดีไซน์เหลี่ยมคม ขัดเงา-ซาติน กันน้ำ 100 เมตร
  • หน้าปัด: สีแชมเปญเข้ม พร้อมหลักชั่วโมงแบบ applied
  • สาย: สายเหล็ก 2 ข้อแบบ faceted พร้อมตัวล็อก TUDOR “T-fit”

Black Bay 58 

นาฬิกายอดฮิตตลอดกาลอย่าง Black Bay 58 ได้รับการอัปเกรดในแบบที่สาวกต้องยิ้มกว้าง เพราะตัวเรือนบางลงเหลือเพียง 11.7 มม. มอบสัมผัสที่ใส่สบายและแนบข้อมือขึ้นกว่าเดิมชัดเจน การปรับปรุงรูปทรงตัวเรือนใหม่ รวมถึงการลดทอนข้อความบนหน้าปัดให้ดูสะอาดตา ผสานกับการรีดีไซน์ขอบตัวเรือนและเม็ดมะยมใหม่ ทำให้ภาพรวมของนาฬิกาเรือนนี้ดูเนี้ยบและลงตัวขึ้นมาก

จุดที่น่าประทับใจที่สุดคือการเติมเต็มสมรรถนะด้วยกลไก Manufacture Calibre MT5400-U ที่มาพร้อมการรับรองระดับ Master Chronometer (METAS) ซึ่งถือเป็นมาตรฐานสูงสุดในปัจจุบัน แถมยังมีตัวเลือกสายที่หลากหลาย ทั้งสายสแตนเลสแบบ 5 ลิงก์สุดหรู สาย 3 ลิงก์สไตล์ริเวทสุดคลาสสิก หรือสายยางที่มาพร้อมตัวล็อก T-fit ซึ่งปรับไซส์ได้ละเอียดดั่งใจ การขยับตัวครั้งนี้เป็นการต่อยอดความสำเร็จของนาฬิการะดับไอคอนให้สมบูรณ์แบบขึ้น โดยยังคงกลิ่นอายของ Ref. 7924 จากปี 1958 ไว้อย่างครบถ้วน เป็นการยืนยันว่า Black Bay 58 ยังคงเป็นราชาในกลุ่มนาฬิกาดำน้ำยุคใหม่ที่หาตัวจับยากจริงๆ

ข้อมูลทางเทคนิค
  • กลไก: อัตโนมัติ Calibre MT5400-U มาตรฐาน COSC และ METAS โรเตอร์ขึ้นลานสองทิศทาง สำรองพลังงาน 65 ชั่วโมง
  • ฟังก์ชัน: ชั่วโมง นาที วินาที พร้อม stop-seconds
  • ตัวเรือน: สเตนเลสสตีล ขนาด 39 มม. หนา 11.7 มม. ขอบหมุนทิศเดียวพร้อมอินเสิร์ตอะลูมิเนียม กันน้ำ 200 เมตร
  • หน้าปัด: สีดำแมตต์ ทรงโดม พร้อมหลักชั่วโมงแบบ applied
  • สาย: สายสตีล 3 ข้อหรือ 5 ข้อสไตล์ rivet หรือสายยาง พร้อมตัวล็อก TUDOR “T-fit”

Black Bay 58 GMT 

การนำฟังก์ชันขวัญใจนักเดินทางอย่าง GMT มาใส่ไว้ในตัวเรือนขนาด 39 มม. ของตระกูล Black Bay 58 คือการตอบโจทย์ที่แฟนๆ รอคอยมานาน โดย Tudor เลือกดึงเอาเสน่ห์ความโรแมนติกของการเดินทางทางอากาศในยุคกลางศตวรรษมาใช้ ขอบตัวเรือนแบบหมุนได้สองทิศทางมาในคู่สีแดงเบอร์กันดีสลับดำ พร้อมสเกล 24 ชั่วโมงสีทอง (Gilt) ที่ช่วยขับเน้นลุคให้ดูอบอุ่นและมีกลิ่นอายวินเทจที่ชัดเจนขึ้น

หัวใจสำคัญอยู่ที่กลไกใหม่ล่าสุด Manufacture Calibre MT5450-U ซึ่งเป็นการออกแบบฟังก์ชัน GMT แบบฝังในตัว (Integrated) ไม่ใช่แค่การวางโมดูลทับลงไป ทำให้ตัวเรือนยังคงความเพรียวบางตามสไตล์ Black Bay 58 ไว้ได้ ที่สำคัญกลไกนี้ยังคว้าใบรับรองมาตรฐานทั้งจาก COSC และ METAS มาครองได้สำเร็จ การขยับตัวครั้งนี้แสดงให้เห็นว่า Tudor ตั้งใจปั้นรุ่นนี้ให้เป็นทางเลือกที่กะทัดรัดและสง่างามกว่ารุ่น GMT ปกติ โดยยังคงรักษาเอกลักษณ์ความคล่องตัวและทนทานที่เป็นจุดแข็งของแบรนด์ไว้อย่างครบถ้วน

ข้อมูลทางเทคนิค
  • กลไก:อัตโนมัติ Calibre MT5450-U มาตรฐาน COSC และ METAS พร้อมฟังก์ชัน GMT สำรองพลังงาน 65 ชั่วโมง
  • ฟังก์ชัน: ชั่วโมงแบบ jumping hour, เข็ม 24 ชั่วโมง, นาที วินาที วันที่ (3 นาฬิกา) ซิงก์กับเข็มชั่วโมง พร้อม stop-seconds
  • ตัวเรือน: สเตนเลสสตีล ขนาด 39 มม. หนา 12.8 มม. ขอบหมุน 24 ชั่วโมงแบบสองทิศทาง พร้อมอินเสิร์ตอะลูมิเนียมสีดำ-เบอร์กันดี กันน้ำ 200 เมตร
  • หน้าปัด: สีดำทรงโดม พร้อมหลักชั่วโมงแบบ gilt
  • สาย: สายสตีล 5 ข้อ, สายสตีล 3 ข้อสไตล์ rivet หรือสายยาง พร้อมตัวล็อก TUDOR “T-fit”

Black Bay 54 “Blue”

น้องเล็กไซส์ 37 มม. ที่เคยสร้างปรากฏการณ์นาฬิกาดำน้ำขนาดสมบูรณ์แบบมาแล้ว กลับมาอีกครั้งในโทนสี “TUDOR Blue” สีน้ำเงินเฉดแซฟไฟร์ทั้งบนหน้าปัดและขอบตัวเรือน ซึ่งช่วยลบภาพความขรึมแบบวินเทจจ๋าให้ดูสดใสและร่วมสมัยขึ้นมาก แต่ยังคงความเพียวของงานออกแบบนาฬิกาดำน้ำยุคแรกไว้อย่างครบถ้วน

ความน่าสนใจของรุ่นนี้อยู่ที่การรักษาเอกลักษณ์ดั้งเดิมจาก Ref. 7922 ไว้เป๊ะๆ ทั้งตัวเรือนที่บางเพียง 11.2 มม. ขอบตัวเรือนที่ไม่มีขีดบอกนาที (Minute hash marks) และเข็มวินาทีทรง Lollipop ซึ่งเป็นรายละเอียดที่นักสะสมสายพิวริสต์ (Purist) หลงรัก การเติมสีน้ำเงินลงไปในสัดส่วนที่พอดีแบบนี้ทำให้ตัวนาฬิกาดูมีมิติและไม่น่าเบื่อ

TUDOR 100th Anniversary Watches and Wonders 2026

หัวใจข้างในยังคงเป็นกลไก Manufacture Calibre MT5400 ที่ไว้ใจได้เรื่องความเที่ยงตรงระดับ COSC และสำรองพลังงานได้นานถึง 70 ชั่วโมง มาพร้อมสายเหล็ก 3 ลิงก์ หรือสายยางที่ติดตั้งตัวล็อก T-fit มาให้ในตัว ทำให้ปรับขนาดได้ง่ายและใส่สบายตลอดวัน นี่คือการพิสูจน์ว่าดีไซน์จากอดีตเมื่อเกือบ 70 ปีก่อน เมื่อนำมาปรับลุคด้วยสีสันใหม่ ก็ยังคงเป็นนาฬิกาที่ดูดีและเหมาะกับการใช้งานในชีวิตประจำวันที่สุดรุ่นหนึ่ง

ข้อมูลทางเทคนิค
  • กลไก: อัตโนมัติ Calibre MT5400 มาตรฐาน COSC โรเตอร์สองทิศทาง สำรองพลังงาน 70 ชั่วโมง
  • ฟังก์ชัน: ชั่วโมง นาที วินาที พร้อม stop-seconds
  • ตัวเรือน: สเตนเลสสตีล ขนาด 37 มม. หนา 11.2 มม. ขัดเงา-ซาติน ขอบหมุนทิศเดียว 60 นาที พร้อมอินเสิร์ตอะลูมิเนียมสีน้ำเงิน กันน้ำ 200 เมตร
  • หน้าปัด: สีน้ำเงินทรงโดม พร้อมหลักชั่วโมงแบบ applied
  • สาย: สายเหล็ก 3 ข้อ หรือสายยาง พร้อมตัวล็อก TUDOR “T-fit”

Black Bay Ceramic 

ในบรรดานาฬิกาทั้งหมดของ Tudor รุ่น Black Bay Ceramic คือตัวแทนที่แสดงออกถึงความล้ำสมัยและประสิทธิภาพสูงสุดแบบไม่อ้อมค้อม ไฮไลต์เด่นที่สุดในปี 2026 คือการเปิดตัว สายนาฬิกาที่ทำจากเซรามิกทั้งหมด ซึ่งเข้าคู่กับตัวเรือนได้อย่างสมบูรณ์แบบ การขยับตัวครั้งนี้ทำให้ตัวนาฬิกาดูมีความเป็นไฮเทคและดุดันในโทนสี Monochrome มากยิ่งขึ้น ผ่านตัวเรือนเซรามิกสีดำด้าน ขอบเซรามิกสีดำ หน้าปัดสี Charcoal และการใช้สารเรืองแสงโทนสีเข้มที่ดูเข้ากันไปหมด

การวิศวกรรมวัสดุในรอบนี้ถือว่าน่าประทับใจมาก โดยเฉพาะการพัฒนาตัวล็อกสายแบบพับสองทบ (Dual-folding clasp) ที่ทำจากเซรามิกซึ่งเป็นสิทธิบัตรเฉพาะของแบรนด์ เพื่อให้เข้ากับสายเซรามิกแบบสามลิงก์รุ่นใหม่ ส่วนกลไกภายในยังคงความแกร่งด้วย Manufacture Calibre MT5602-U ที่ได้รับการรับรองระดับ Master Chronometer ทั้งจาก COSC และ METAS พร้อมพลังงานสำรอง 70 ชั่วโมง ในภาพรวมของคอลเลกชั่นนี้ Black Bay Ceramic จึงยังคงเป็นพื้นที่สำหรับการปลดปล่อยไอเดียที่ร่วมสมัยที่สุดของตระกูล Black Bay อย่างชัดเจน

ข้อมูลทางเทคนิค
  • กลไก: อัตโนมัติ Calibre MT5602-U มาตรฐาน COSC และ METAS โรเตอร์ขึ้นลานสองทิศทาง สำรองพลังงาน 70 ชั่วโมง
  • ฟังก์ชัน: ชั่วโมง นาที วินาที พร้อม stop-seconds
  • ตัวเรือน: เซรามิกสีดำด้าน ขนาด 41 มม. หนา 13.55 มม. ขอบหมุนทิศเดียว พร้อมสเกล 60 นาที กันน้ำ 200 เมตร
  • หน้าปัด: สีชาร์โคล โค้งนูน พร้อมลาย sunray
  • สาย: สายเซรามิกเต็มรูปแบบ พร้อมตัวล็อกพับคู่แบบเฉพาะของแบรนด์

TUDOR Royal 

ปิดท้ายด้วยคอลเลกชั่นสายหรูอย่าง Royal กลับมาขยายขอบเขตเรื่องราวของ Tudor ในปี 202 Centenary ให้กว้างไกลกว่าเดิม โดยรอบนี้แบรนด์ตั้งใจปั้นให้เป็นนาฬิกาสไตล์ Sport-Chic ที่มีความทะเยอทะยานและสเปกจัดเต็มยิ่งขึ้น การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ที่น่าประทับใจที่สุดคือการเปลี่ยนมาใช้ กลไก Manufacture ทั้งหมดในทุกรุ่นทุกขนาด ซึ่งถือเป็นการยกระดับมาตรฐานครั้งสำคัญให้กับไลน์นาฬิกาสายดีไซน์ของแบรนด์

นาฬิกา Tudor Royal รุ่นใหม่ มีให้เลือก 3 ขนาด คือ 30 มม., 36 มม. และ 40 มม. ในแบบตัวเรือนเหล็ก และเหล็กผสมทอง

ตัวเรือนมีให้เลือกครบครันตั้งแต่ขนาด 30 มม., 36 มม. ไปจนถึง 40 มม. ทั้งในวัสดุสตีลล้วนและแบบทูโทนสตีลผสมทองคำ โดยในปี 2026 นี้ Tudor ได้ทำการปรับปรุงรายละเอียดภายนอกให้ดูคมชัดและทันสมัยขึ้นมาก ไล่ตั้งแต่ขอบตัวเรือนแบบร่องหยัก (Notched Bezel) ที่ดูเฉียบคมกว่าเดิม การออกแบบขาตัวเรือน (Lugs) และข้อสายตัวแรก (End Links) ใหม่ทั้งหมด เพื่อให้รับกับสายนาฬิกา 5 ลิงก์แบบ Integrated ได้อย่างลื่นไหลและมีมิติที่สวยงามขึ้น

นอกจากเรื่องงานวิศวกรรมแล้ว Tudor ยังจัดเต็มเรื่องสีสันหน้าปัดที่มีให้เลือกหลากหลายขึ้นมาก ตั้งแต่สีคลาสสิกไปจนถึงสีสันใหม่ๆ ที่ช่วยส่งเสริมบุคลิกให้ดูร่วมสมัย การปรับลุคครั้งนี้ของ Royal เป็นการพิสูจน์ให้เห็นว่าในวาระครบรอบ 100 ปี Tudor ไม่ได้ตั้งใจจะพัฒนาแค่ตระกูล Black Bay เท่านั้น แต่ยังมุ่งมั่นที่จะเสริมความแข็งแกร่งให้กับทุกเสาหลักของแบรนด์ เพื่อให้นาฬิกาสายหรูเรือนนี้มีความโดดเด่นและพร้อมที่จะเป็นตัวเลือกอันดับต้นๆ สำหรับคนที่มองหานาฬิกาที่ใส่ได้ทุกโอกาสอย่างแท้จริง

ข้อมูลทางเทคนิค
  • กลไก: อัตโนมัติ Calibre MT5201, MT5633 และ MT5412 โรเตอร์ขึ้นลานสองทิศทาง สำรองพลังงาน 50 ชั่วโมง (MT5201) และ 70 ชั่วโมง (MT5633 / MT5412)
  • ฟังก์ชัน: ชั่วโมง นาที วินาที รุ่น 30 มม. ไม่มีวันที่ / รุ่น 36 มม. มีวันที่ (3 นาฬิกา) / รุ่น 40 มม. แสดงวัน (12 นาฬิกา) และวันที่ (3 นาฬิกา) พร้อม stop-seconds
  • ตัวเรือน: ขนาด 30 / 36 / 40 มม. สเตนเลสสตีล หรือสตีลผสมเยลโลว์โกลด์ ขัดเงา-ซาติน ขอบหยัก (notched bezel) กันน้ำ 100 เมตร
  • หน้าปัด: หลากสี เช่น ดำ น้ำเงิน เงิน เขียว ฟ้าอ่อน งาช้าง แซลมอน เบอร์กันดี น้ำตาล แชมเปญ และ mother-of-pearl พร้อมหลักชั่วโมงแบบแท่งและโรมัน
  • สาย: สายเหล็ก 5 ข้อแบบ integrated (สตีล หรือ two-tone) พร้อมตัวล็อก TUDOR “T-fit”

อ่านบทความอื่นๆ เพิ่มเติม
Oris The Star กลับมาเกิดใหม่ และกลไก Artelier ก็กลับมาอีกครั้ง
Grand Seiko เปิดตัว Spring Drive U.F.A. Ushio 300 Diver สองรุ่น ภายในงาน Watches and Wonders 2026
Vacheron Constantin ในงาน Watches and Wonders 2026: ฉลอง 30 ปี Overseas ด้วยสถิติ Ultra-Thin ใหม่

Christiaan van der Klaauw Watches and Wonders 2026: ย่อจักรวาลและดาวศุกร์ไว้บนข้อมือ

เมื่อการเดินทางของดาวศุกร์บรรจบกับงานศิลปะแห่งเวลาในขนาดที่กะทัดรัดที่สุด

สำหรับใครที่ชอบหลงใหลในความลึกลับของดวงดาว Christiaan van der Klaauw (CvdK) ในงาน Watches & Wonders 2026 ยังคงรักษาตำแหน่งเจ้าแห่งนาฬิกาดาราศาสตร์ระดับจิ๋วไว้อย่างเหนียวแน่น ปีนี้พวกเขาหันมาโฟกัสที่ “ดาวศุกร์” เพื่อนบ้านที่สว่างที่สุดบนท้องฟ้าของเรา โดยการย่อส่วนการเดินทางของโลก ดวงจันทร์ และดาวศุกร์ ลงมาอยู่บนข้อมือได้อย่างน่าอัศจรรย์ในสองรูปแบบที่แตกต่างกัน

Christiaan van der Klaauw Watches and Wonders 2026

Venus Zodiac 

รุ่นนี้ทำออกมาเพื่อเอาใจสายดาราศาสตร์ตัวจริง หน้าปัดทำจากกระจกอาเวนจูรีน (Aventurine) สีน้ำเงินเข้มระยิบระยับเหมือนท้องฟ้ายามค่ำคืนล้อมรอบด้วยวงแหวนจักรราศีทั้ง 12 ราศี ความเจ๋งอยู่ที่มันแสดงตำแหน่งของโลกและดาวศุกร์ที่หมุนรอบดวงอาทิตย์แบบเรียลไทม์ โดยโลกจะใช้เวลาเดินทางครบวงรอบประมาณ 365.2 วัน ส่วนดาวศุกร์จะวิ่งเร็วกว่าที่ 224.7 วัน

นอกจากนี้ยังเป็นรุ่นแรกของแบรนด์ที่แสดงวงโคจรของดวงจันทร์รอบโลกด้วย ทำให้เราสามารถอนุมานข้างขึ้นข้างแรมได้จากตำแหน่งสัมพัทธ์ของดวงดาวบนหน้าปัดได้เลย ใครที่อยากรู้ว่าตอนนี้ดวงอาทิตย์อยู่ในราศีไหน ก็แค่ดูเข็มชี้ที่อยู่ฝั่งตรงข้ามกับโลกบนวงแหวนจักรราศี เป็นนาฬิกาที่ใส่แล้วรู้สึกเหมือนกุมจักรวาลไว้ในมือจริงๆ

Venus Annual Calendar 

ถ้า Venus Zodiac คือนาฬิกาสำหรับนักดูดาว Venus Annual Calendar ก็คือนาฬิกาสำหรับนักเดินทางที่อยากได้ความอเนกประสงค์มากขึ้น เพราะรุ่นนี้หยิบเอาชุดวงโคจรดวงดาวแบบเดียวกันมาวางคู่กับ “ปฏิทินรายปี” รอบนอกหน้าปัด โดยใช้เข็มชี้ฝั่งตรงข้ามโลกมาทำหน้าที่บอกวันที่และเดือนแทนการบอกราศี

Christiaan van der Klaauw Watches and Wonders 2026
Christiaan van der Klaauw Watches and Wonders 2026

ความใส่ใจในรายละเอียดของ CvdK คือการสลักข้อมูลตัวเลขดาราศาสตร์ลงบนแผ่นดิสก์ดวงดาว ทั้งระยะเวลาการโคจรและความเร็วในการเคลื่อนที่ (เช่น โลกวิ่งด้วยความเร็ว 107,206 กม./ชม. ส่วนดาวศุกร์ซิ่งกว่าที่ 126,071 กม./ชม.) ทำให้หน้าปัดดูมีกลิ่นอายของเครื่องมือวิทยาศาสตร์ที่เนี้ยบมาก ตัวเรือนมีให้เลือกทั้งสตีลและโรสโกลด์ในขนาด 38 มม. ซึ่งถือเป็นนาฬิกา Planetarium ที่กะทัดรัดที่สุดเท่าที่แบรนด์เคยทำมา

Christiaan van der Klaauw Watches and Wonders 2026

ทั้งสองรุ่นใช้กลไกอัตโนมัติ Calibre CKM-01 ที่เพิ่งเปิดตัวเมื่อปี 2024 พร้อมโมดูล Venus ชุดใหม่ที่พัฒนาขึ้นมาโดยเฉพาะ ด้านหลังโชว์โรเตอร์ฉลุลายดวงอาทิตย์ซึ่งเป็นโลโก้ของแบรนด์ได้อย่างสวยงาม เป็นการพิสูจน์ว่า CvdK ไม่ได้แค่ทำนาฬิกา แต่พวกเขากำลังสร้าง “หอดูดาวจำลอง” ที่สวมใส่ได้จริง และมอบประสบการณ์การมองเวลาที่ลึกซึ้งกว่าแค่การดูชั่วโมงหรือนาที

รายละเอียดVenus ZodiacVenus Annual Calendar
ตัวเรือนสเตนเลสสตีล หรือ โรสโกลด์ (38 มม.)สเตนเลสสตีล หรือ โรสโกลด์ (38 มม.)
หน้าปัดกระจกอาเวนจูรีน (Aventurine) สีน้ำเงินเข้ม พร้อมวงแหวนจักรราศีแสดงวงโคจรดวงดาวคู่กับสเกลปฏิทินรายปี (วันที่และเดือน)
ฟังก์ชันวงโคจรโลก (365.2 วัน) ดาวศุกร์ (224.7 วัน), ดวงจันทร์รอบโลก และตำแหน่งดวงอาทิตย์ในราศีปฏิทินรายปี (Annual Calendar) วงโคจรโลกและดาวศุกร์ พร้อมข้อมูลความเร็ววงโคจร
กลไกอัตโนมัติ Calibre CKM-01 พร้อมโมดูล Venus ชุดใหม่อัตโนมัติ Calibre CKM-01 พร้อมโมดูล Venus ชุดใหม่
สายสายหนังจระเข้คุณภาพสูงสายหนังจระเข้คุณภาพสูง

อ่านบทความอื่นๆ เพิ่มเติม
Oris The Star กลับมาเกิดใหม่ และกลไก Artelier ก็กลับมาอีกครั้ง
Grand Seiko เปิดตัว Spring Drive U.F.A. Ushio 300 Diver สองรุ่น ภายในงาน Watches and Wonders 2026
Vacheron Constantin ในงาน Watches and Wonders 2026: ฉลอง 30 ปี Overseas ด้วยสถิติ Ultra-Thin ใหม่

Credor Watches and Wonders 2026: ประวัติศาสตร์หน้าใหม่ของงานฝีมือญี่ปุ่นในเจนีวาที่เหล่านักสะสมรอคอย

นี่คือการเผยโฉมของจิตวิญญาณญี่ปุ่นที่โลกนาฬิกาเฝ้ารอคอย…มีอะไรน่าสนใจบ้างมาดูกัน

การปรากฏตัวครั้งแรกของ Credor ในงาน Watches & Wonders Geneva 2026 ถือเป็นเหตุการณ์ประวัติศาสตร์ที่น่าตื่นเต้นสุดๆ เพราะแบรนด์ระดับสูงจากญี่ปุ่นที่เคยเก็บตัวเงียบอยู่ในกลุ่มนักสะสมวงในมานานกว่า 50 ปี ได้เวลาออกมาโชว์งานฝีมือระดับพระกาฬให้ชาวโลกได้เห็นแบบเต็มตา โดยปีนี้เน้นไปที่ตระกูล Goldfeather ที่สะท้อนความบางเบาดุจขนนกผ่านงานศิลปะดั้งเดิมของญี่ปุ่นที่ประณีตจนน่าเหลือเชื่อ มาดูกันว่าปีนี้มีอะไรมาให้เราตื่นเต้นกันบ้าง

Goldfeather Imari Nabeshima Porcelain Dial 

นาฬิกาเดรสตัวเรือนสเตนเลสสตีลรุ่นนี้ดูเหมือนจะเรียบง่าย แต่ถ้าได้จ้องหน้าปัดดีๆ จะพบกับความมหัศจรรย์ของเครื่องปั้นดินเผา “อิมาริ นาเบชิมะ” (Imari Nabeshima) จากเตาเผาชื่อดังอย่าง Hataman Touen ความว้าวอยู่ที่ลวดลายขนนกที่ดูมีมิติซ้อนทับกันอย่างนุ่มนวล โดยช่างต้องวาดลายขนนกสีเข้มลงไปก่อนเคลือบเงา แล้วค่อยวาดขนนกแบบโปร่งแสงทับลงไปอีกชั้นหลังการเคลือบ เพื่อให้เกิดเลเยอร์ที่ดูลึกซึ้ง

กระบวนการนี้ต้องผ่านการเผาถึง 5 ครั้งเพื่อให้ได้เฉดสีที่ถูกต้อง และต้องฝนหน้าปัดเซรามิกให้เหลือความหนาเพียง 1 มิลลิเมตรเพื่อให้ตัวเรือนยังคงความบางเฉียบตามคอนเซปต์ Goldfeather ภายในบรรจุกลไกไขลาน Cal. 6890 ที่บางเพียง 1.98 มม. แม้พลังงานสำรอง 37 ชั่วโมงจะดูน้อยไปนิดตามมาตรฐานสมัยใหม่ แต่ความบางระดับ 8.3 มม. บนข้อมือนั้นมอบความสง่างามที่ยากจะหาใครเทียบ ผลิตจำกัดเพียง 60 เรือนเท่านั้น

Goldfeather Urushi Lacquer Dial 

รุ่นนี้ขยับความหรูหราขึ้นมาอีกขั้นด้วยตัวเรือนแพลทินัมและหน้าปัดงานลงรัก “อุรุชิ” (Urushi) ที่ไล่เฉดสีจากสีดำตรงขอบหน้าปัดเข้าสู่สีน้ำเงินเข้มตรงกลาง ซึ่งต้องบอกว่าเป็นงานที่ท้าทายมาก เพราะสีน้ำเงินเป็นเฉดสีที่คุมโทนได้ยากที่สุดในงานลงรัก ความประณีตยังรวมไปถึงการทำหน้าปัดให้มีความโค้งมนเล็กน้อยเพื่อให้ดูมีมิติ การวางหลักชั่วโมงและตัวอักษรใช้เทคนิค “ทากะ มากิเอะ” (Taka maki-e) ที่เป็นการถมแลคเกอร์ให้เป็นทรงนูนแล้วปิดท้ายด้วยผงแพลทินัมแทนการใช้ทองคำตามปกติ ผลลัพธ์ที่ได้คือความนิ่ง สุขุม และลุ่มลึกแบบสุดตัว โดยผลิตออกมาเพียง 25 เรือนทั่วโลก

Goldfeather Tourbillon Engraved 

ปิดท้ายด้วยงานโชว์กึ๋นทางวิศวกรรมที่มาพร้อมงานศิลปะการแกะสลักแบบจัดเต็ม กับนาฬิกาทูร์บิญองที่บางจนน่าตกใจเพียง 8.6 มม. ซึ่งถือว่าบางมากสำหรับนาฬิกาที่มีกลไกซับซ้อนขนาดนี้ หน้าปัดโดดเด่นด้วยลายแกะสลักแนวรัศมี (Radial engraved) ที่ให้ผิวสัมผัสดูนุ่มนวลราวกับผ้าไหม ส่วนสเกลนาทีใช้เทคนิคการแกะสลักแบบ “นานาโกะ” (Nanako) ที่เป็นจุดเล็กๆ เรียงกันอย่างเป็นระเบียบเป๊ะๆ

ความอลังการยังลามไปถึงด้านหลังตัวเรือนที่คุณจะเห็นลายแกะสลักที่ลากยาวต่อเนื่องจากกรงทูร์บิญองแผ่รัศมีออกไปทั่วชิ้นส่วนกลไก Caliber 6850 ซึ่งต้องอาศัยความแม่นยำระดับเทพในการวางตำแหน่งชิ้นส่วนให้ลายแกะสลักเชื่อมต่อกันได้อย่างไร้รอยต่อ การผสมผสานลาย “นานาโกะ” และ “อาราชิ” (Arashi) ทำให้กลไกดูมีมิติและดูเป็นงานแฮนด์เมดชั้นสูงอย่างแท้จริง ด้วยค่าตัวระดับเกือบสองแสนยูโรและผลิตเพียง 25 เรือน นี่คือประกาศนียบัตรที่ยืนยันว่า Credor พร้อมแล้วที่จะยืนเคียงข้างแบรนด์ระดับท็อปของสวิสในเวทีโลกอย่างเต็มภาคภูมิ

ข้อมูลทางเทคนิค 
1. Goldfeather Imari Nabeshima Porcelain Dial
  • ตัวเรือน: สเตนเลสสตีล (Stainless Steel) หนา 8.3 มม.
  • หน้าปัด: เครื่องปั้นดินเผา “อิมาริ นาเบชิมะ” (Imari Nabeshima) หนา 1 มม. ลายขนนกซ้อนเลเยอร์
  • ฟังก์ชัน: บอกชั่วโมง และนาที
  • กลไก: ไขลาน (Manual Winding) Cal. 6890 บางเพียง 1.98 มม. สำรองพลังงาน 37 ชั่วโมง
  • สาย: สายหนังจระเข้ (Crocodile Strap)
2. Goldfeather Urushi Lacquer Dial
  • ตัวเรือน: แพลทินัม (Platinum)
  • หน้าปัด: ลงรัก “อุรุชิ” (Urushi) ไล่เฉดดำ-น้ำเงินเข้ม พร้อมหลักชั่วโมงเทคนิค “ทากะ มากิเอะ” (Taka maki-e) ผงแพลทินัม
  • ฟังก์ชัน: บอกชั่วโมง และนาที
  • กลไก: ไขลาน (Manual Winding) ตระกูล Cal. 68
  • สาย: สายหนังคุณภาพสูงสีดำ
3. Goldfeather Tourbillon Engraved
  • ตัวเรือน: Platinum/Gold หนาเพียง 8.6 มม.
  • หน้าปัด: แกะสลักลายรัศมี (Radial Engraved) และลายจุด “นานาโกะ” (Nanako)
  • ฟังก์ชัน: บอกชั่วโมง นาที และทูร์บิญอง (Tourbillon)
  • กลไก: ไขลาน (Manual Winding) Cal. 6850 ตกแต่งลายแกะสลัก “นานาโกะ” และ “อาราชิ”
  • สาย: สายหนังจระเข้

อ่านบทความอื่นๆ เพิ่มเติม
Oris The Star กลับมาเกิดใหม่ และกลไก Artelier ก็กลับมาอีกครั้ง
Grand Seiko เปิดตัว Spring Drive U.F.A. Ushio 300 Diver สองรุ่น ภายในงาน Watches and Wonders 2026
Vacheron Constantin ในงาน Watches and Wonders 2026: ฉลอง 30 ปี Overseas ด้วยสถิติ Ultra-Thin ใหม่

Jaeger-LeCoultre เปิดตัวผลงานระดับมาสเตอร์พีซ Master Hybris Inventiva Gyrotourbillon à Stratosphère

Gyrotourbillon à Stratosphère ยกระดับทูร์บิญองสู่ 3 แกนเต็มรูปแบบ พร้อมความแม่นยำและความซับซ้อนที่แทบไร้ขีดจำกัด

ถ้าพูดถึงเจ้าแห่งการทำทูร์บิญองที่ซับซ้อนที่สุดในโลกนาฬิกา ชื่อของ Jaeger-LeCoultre จะต้องลอยมาเป็นอันดับต้นๆ แน่นอน และในปี 2026 นี้ พวกเขาก็สร้างปรากฏการณ์อีกครั้งด้วยการเปิดตัว Gyrotourbillon à Stratosphère ซึ่งเป็นการก้าวข้ามขีดจำกัดเดิมๆ ที่แบรนด์เคยทำมาตลอด 20 ปี นับตั้งแต่ Gyrotourbillon รุ่นแรกกำเนิดขึ้น

Master Hybris Inventiva Gyrotourbillon à Stratosphère 

ความน่าตื่นเต้นที่สุดของเรือนนี้คือการขยับจากทูร์บิญองสองแกนมาเป็น สามแกน (Triple-axis) เป็นครั้งแรกในตระกูล Gyrotourbillon การหมุนของกรงทั้งสามชั้นที่ทำจากไทเทเนียมจะพาชุดกลไกแกว่งไปในทิศทางที่ซับซ้อนสุดๆ จนครอบคลุมทุกองศาในพื้นที่ 3 มิติได้ถึง 98% (รุ่นปี 2004 ทำได้ 70%) เป้าหมายคือการเอาชนะแรงดึงดูดของโลกให้ได้ในทุกตำแหน่งที่ข้อมือขยับ เรียกว่าเป็นการเฉลี่ยค่าความคลาดเคลื่อนให้เข้าใกล้ศูนย์มากที่สุดเท่าที่วิศวกรรมนาฬิกาจะทำได้ในตอนนี้

Master Hybris Inventiva Gyrotourbillon À Stratosphère

สิ่งที่น่าทึ่งในเชิงเทคนิคคือเครื่อง Calibre 178 ชุดนี้ทำงานด้วยความถี่สูงถึง 4Hz (28,800 ครั้งต่อชั่วโมง) ซึ่งปกติแล้วนาฬิกาทูร์บิญองหลายแกนแบบนี้มักจะใช้ความถี่ต่ำเพราะกรงหมุนมีน้ำหนักและแรงเฉื่อยเยอะมาก แต่ Jaeger-LeCoultre กลับทำให้มันเต้นเร็วและเสถียรได้ แถมยังสำรองพลังงานได้นานถึง 72 ชั่วโมงจากตลับลานคู่ ยิ่งไปกว่านั้นเขายังเลือกใช้ Cylindrical Hairspring หรือสายใยจักรกรอกทรงกระบอก ซึ่งมักจะพบในนาฬิกาเดินเรือโบราณ เพราะมันช่วยให้การยืดหดตัวของสายใยเป็นไปอย่างสมมาตรที่สุด ส่งผลให้ความเที่ยงตรงนั้นนิ่งจนน่ากราบ

ทูร์บิญองสามแกนความถี่ 4 เฮิรตซ์ ออกแบบมาเพื่อรองรับการวางแนวเกือบทุกทิศทางที่เป็นไปได้ในพื้นที่สามมิติ

ในแง่ของความสวยงาม นี่คือการโชว์ของแบบไม่อั้นด้วยเทคนิคการตกแต่งถึง 16 รูปแบบ ตั้งแต่การลงยา (Enamelling) ไปจนถึงการแกะสลักลายกิลโลเช่ (Guilloché) บนพื้นหน้าปัดไวท์โกลด์ 18K สีน้ำเงินโปร่งแสงที่ดูแล้วเหมือนท้องฟ้าชั้นสตราโตสเฟียร์ตามชื่อรุ่น หน้าปัดแบบ Open-worked เปิดให้เห็นฟันเฟืองที่ขัดแต่งลบเหลี่ยมด้วยมืออย่างประณีต โดยเฉพาะมุมด้านใน (Inner angles) ที่มีให้ส่องถึง 64 จุด บอกเลยว่าแค่ดูงานขัดก็คุ้มแล้ว

ขับเคลื่อนด้วยกลไก Caliber 178 ใหม่ล่าสุด ซึ่งผสานรวมเทคนิคการตกแต่งผิวถึง 16 แบบ

ตัวเรือนทำจากแพลทินัมขนาด 42 มม. หนา 16.15 มม. แม้มันจะดูหนาไปนิดสำหรับนาฬิกาทั่วไป แต่นี่คือ “Masterpiece” ที่ถูกสร้างมาเพื่อโชว์ความอลังการของจักรกล ไม่ใช่นาฬิกาที่จะเอาไว้ใส่แอบใต้แขนเสื้อเชิ้ตเงียบๆ ด้วยจำนวนการผลิตที่จำกัดเพียง 20 เรือนทั่วโลก นี่คือนาฬิกาที่เป็นที่สุดของ Gyrotourbillon เท่าที่เคยมีมา และเป็นเครื่องยืนยันว่า Jaeger-LeCoultre ยังคงเป็น “ช่างนาฬิกาของเหล่าช่างนาฬิกา” อย่างแท้จริง

ข้อมูลทางเทคนิค
  • ตัวเรือน: แพลทินัม (Platinum) ขนาด 42 มม. หนา 16.15 มม.
  • หน้าปัด: 18K White Gold สีน้ำเงินโปร่งแสง (Translucent Blue) ลงยาแบบ Enamelling แกะลาย Guilloché และดีไซน์แบบ Open-worked โชว์งานขัดแต่งมุมด้านในถึง 64 จุด
  • ฟังก์ชัน: บอกชั่วโมง นาที และ Triple-axis Gyrotourbillon (ทูร์บิญองสามแกน)
  • กลไก: Calibre 178 ความถี่ 4Hz (28,800 vph) พร้อมสายใยจักรกรอกทรงกระบอก (Cylindrical Hairspring) และตลับลานคู่ สำรองพลังงาน 72 ชั่วโมง
  • สาย: สายหนังจระเข้ (Alligator) คุณภาพสูงสุด

อ่านบทความอื่นๆ เพิ่มเติม
Hermès Watches and Wonders 2026: จากสปอร์ตล้ำสมัย H08 สู่ Arceau Samarcande อันอ่อนช้อย
Ulysse Nardin เปิดตัว [SUPER]FREAK ฉลองครบรอบ 180 ปีของแบรนด์และ 25 ปีของคอลเลกชัน Freak ในงาน Watches & Wonders 2026
H. Moser & Cie. Watches and Wonders 2026: จากนวัตกรรม Pump สุดกวนสู่ความลึกลับของแทนทาลัม

Frederique Constant Classic Worldtimer 2026 นิยามใหม่ของความหรูหราที่เข้าถึงง่าย

เมื่อความซับซ้อนระดับโลกถูกย่อส่วนสู่ความสมบูรณ์แบบที่ใช้งานง่ายที่สุด

ใครว่านาฬิกา Worldtimer ต้องดูรกรุงรังและใช้งานยาก? Frederique Constant เพิ่งพิสูจน์ให้เห็นในงาน Watches and Wonders ว่าเขาสามารถรีดความซับซ้อนให้กลายเป็นความเนี้ยบที่ดูสะอาดตาที่สุด แถมยังปรับทุกอย่างได้ง่ายๆ แค่ปลายนิ้วผ่านเม็ดมะยมเพียงอันเดียว!!

ในโลกของนาฬิกาคอมพลิเคชันที่ดูหรูหราและใช้งานยาก Frederique Constant พิสูจน์ให้เห็นมาตลอดว่า “ความซับซ้อนที่ดูแพง ไม่จำเป็นต้องจ่ายแพงเสมอไป” และในงาน Watches and Wonders 2026 นี้ รุ่น Classic Worldtimer Manufacture ก็ได้เติบโตจนกลายเป็นเสาหลักที่แข็งแกร่งของแบรนด์ไปเป็นที่เรียบร้อย จากเดิมที่เคยเป็นรุ่นพิเศษที่หาดูยาก ตอนนี้ถูกปรับปรุงใหม่หมดจดจนกลายเป็นนาฬิกาที่ลงตัวและน่าคบหาที่สุดรุ่นหนึ่งของปีนี้

Frederique Constant Worldtimer 2026

Frederique Constant Classic Worldtimer Manufacture 

สิ่งที่ทำให้ Worldtimer รุ่นนี้ชนะใจคนใช้งานจริงมาตั้งแต่ปี 2012 คือความง่ายแบบสุดๆ เพราะฟังก์ชันทุกอย่างปรับผ่าน “เม็ดมะยม” เพียงอันเดียว ไม่ต้องมานั่งหาจิ้มปุ่มข้างตัวเรือนให้วุ่นวาย ซึ่งในปี 2026 นี้ พวกเขาอัปเกรดเครื่องใหม่เป็นรหัส FC-719 ที่ลบจุดอ่อนเดิมออกไปจนเกลี้ยง พลังงานสำรองถูกดันขึ้นจาก 38 ชั่วโมงเป็น 72 ชั่วโมง (3 วันเต็ม) แถมยังถอดหน้าต่างวันที่ออกไปเพื่อให้หน้าปัดดูคลีนและสมมาตรมากขึ้น ที่สำคัญคือการย่อขนาดตัวเรือนลงมาอยู่ที่ 40 มม. ซึ่งเป็นขนาดที่ใส่สวยและดูร่วมสมัยกว่ารุ่นก่อนๆ

อีกหนึ่งไฮไลต์ที่ขโมยซีนคือเวอร์ชันประดับอัญมณี (Jewelry Version) ที่มาพร้อมเพชร 70 เม็ดบนขอบตัวเรือน และอีก 12 เม็ดบนหลักชั่วโมง ซึ่งปกติเวลาเอาหน้าปัด Worldtimer ที่ดูวุ่นวายมาใส่เพชร มักจะเละไม่เป็นท่า แต่สำหรับเรือนนี้กลับดูลงตัวอย่างประหลาด หน้าปัดสีฟ้าอ่อน (Light Blue) พร้อมลายแผนที่โลกแบบนูนต่ำตรงกลางช่วยดึงทุกอย่างให้ดูซอฟต์และหรูหราแบบมีชั้นเชิง นาฬิการุ่นนี้ผลิตจำกัดเพียง 88 เรือน และมาพร้อมสายหนังจระเข้ที่เปลี่ยนสลับได้ถึงสองสี

Frederique Constant Worldtimer 2026
Frederique Constant Worldtimer 2026

ภาพรวมของ Worldtimer ในปีนี้แสดงให้เห็นว่า Frederique Constant มั่นใจในงานดีไซน์ของตัวเองมากพอที่จะต่อยอดไปได้หลายทิศทาง จะใส่กับสายเหล็กก็ดูสปอร์ต ใส่สายหนังก็ดูคลาสสิก หรือจะประดับเพชรก็ยังดูไม่เคอะเขิน เป็นนาฬิกาสำหรับนักเดินทางที่ให้ทั้งความหรูหราและฟังก์ชันที่ใช้งานได้จริงในชีวิตประจำวันอย่างสมบูรณ์แบบโดยไม่ต้องพยายามมากจนเกินไป

ข้อมูลทางเทคนิค 

  • ชื่อรุ่น: Classic Worldtimer Manufacture (รวมถึง Jewelry Version)
  • ตัวเรือน: สเตนเลสสตีล ขนาด 40 มม. (Jewelry Version ประดับเพชร 70 เม็ดบนขอบตัวเรือน)
  • หน้าปัด: สีฟ้าอ่อน (Light Blue) พร้อมลายแผนที่โลกแบบนูนต่ำ ดีไซน์สมมาตรไร้หน้าต่างวันที่ (Jewelry Version ประดับเพชร 12 เม็ดบนหลักชั่วโมง)
  • ฟังก์ชัน: บอกเวลาโลก (Worldtimer 24 เมือง), ชั่วโมง, นาที และวินาที ปรับค่าทุกอย่างผ่านเม็ดมะยมเพียงอันเดียว
  • กลไก: อัตโนมัติ In-house Manufacture รหัส FC-719 สำรองพลังงานเพิ่มขึ้นเป็น 72 ชั่วโมง (3 วัน)
  • สาย: สายหนังจระเข้ (มีให้เลือกสองสีในชุด) หรือสายสเตนเลสสตีล

อ่านบทความอื่นๆ เพิ่มเติม
Jaeger-LeCoultre เมื่อความแม่นยำและศิลปะถูกร้อยเรียงไว้ใต้หลังคาเดียวกัน
Chopard เน้นความบางเฉียบและการผสานงานวิศวกรรมระดับสูงเข้ากับวัสดุรักษ์โลก
A. Lange & Söhne พลิกภาพจำของนาฬิกาเยอรมันจากความเคร่งขรึม สู่การเล่นกับแสงในระดับ haute horlogerie

Patek Philippe เปิดตัวเรือนเวลารุ่นใหม่รวม 20 รุ่น พร้อม Nautilus รุ่นลิมิเต็ดเอดิชัน 4 รุ่น ภายในงาน Watches and Wonders 2026

ตอกย้ำความคิดสร้างสรรค์ และความเชี่ยวชาญในทักษะเฉพาะอันหาตัวจับยากของ Patek Philippe

ต้องบอกว่า เป็นการเปิดตัวอย่างอลังการต้อนรับเทศกาลเรือนเวลาอันยิ่งใหญ่ได้อย่างสมศักดิ์ศรี สำหรับเรือนเวลากว่า 20 รุ่นใหม่ที่ Patek Philippe เผยโฉมในงาน Watches and Wonders 2026 นี้ เพราะเราได้เห็นทั้งนวัตกรรมกลไกที่ล้ำสมัยยิ่งขึ้นในคอลเลกชันที่ขึ้นแท่นไอคอนิก คอลเลกชันที่ห่างหายจากการมีสมาชิกใหม่ก็กลับมามีอะไรให้ตื่นเต้นกันอีกครั้ง และผลงานหัตถศิลป์อันทรงคุณค่าก็ยังคงได้รับการสืบสานต่อไปในรูปแบบที่เดินร่วมกับปัจจุบันได้อย่างราบรื่น 

กลไกซับซ้อนสูงที่ถูกยกระดับ

หลายรุ่นแสดงถึงความพยายามพัฒนากลไกซับซ้อนสูงอย่างไม่หยุดนิ่ง โดยเฉพาะ Ref. 6105-001G นาฬิกา Grand Complication รุ่นแรกที่สามารถแสดงเวลาพระอาทิตย์ขึ้นและตก มาพร้อมหน้าปัดที่จำลองแผนที่ท้องฟ้าเหนือกรุงเจนีวา และกลไกที่ใช้เวลาพัฒนานานกว่า 5 ปี พร้อมสิทธิบัตรถึง 6 รายการ หรือการใช้กลไกระดับ Grand Complication รุ่นแรกในคอลเลกชัน Cubitus รุ่น Perpetual Calendar Ref. 5840P-001 มาในตัวเรือนแพลตินัมขนาด 45 มม. นับเป็นการผสานดีไซน์ล้ำสมัยเข้ากับกลไกปฏิทินถาวรได้อย่างลงตัว

อีกหนึ่งไฮไลต์คือ Ref. 5322G ตัวเรือนไวท์โกลด์ขนาด 41 มม. ตกแต่งลาย Clous de Paris ด้านข้างตัวเรือน หน้าปัดเคลือบแล็กเกอร์ มาพร้อมฟังก์ชันปลุก 24 ชั่วโมง และฟังก์ชันแสดงวันที่ เหมาะสำหรับการเตือนเวลานัดหมาย ทั้งยังมาพร้อมกลไกตีบอกเวลาแบบดั้งเดิม ซึ่งนับเป็นการนำกลไกซับซ้อนที่ผลิตได้ยากยิ่งมาประยุกต์ใช้ได้อย่างร่วมสมัย

การตีความใหม่ของคอมพลิเคชันอันเป็นเอกลักษณ์

กลไกซับซ้อนสูงซึ่งเป็นความเชี่ยวชาญของ Patek Philippe ถูกนำมาตีความใหม่ในหลายรุ่นด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็น Ref. 7047G-001 ที่ผสานกลไกมินิตรีพีทเตอร์ เข้ากับดีไซน์ร่วมสมัยในตัวเรือน Calatrava สุดคลาสสิก Ref. 5374/400P-001 ที่หลอมรวมศาสตร์ชั้นสูงสองแขนงทั้ง Haute Horlogerie และ Haute Joaillerie เข้าด้วยกันอย่างวิจิตร ทั้งยังบรรจุกลไกซับซ้อนสูงอย่างกลไกปฏิทินถาวรและกลไกมินิตรีพีทเตอร์ทำงานร่วมกันภายในตัวเรือนแพลตินัม หน้าปัดเปลือกหอยมุกจากบาหลี รายล้อมด้วยอัญมณีหายากพาราอิบาทัวร์มาลีนสีฟ้าใส เรือนเวลาชั้นสูงรุ่นนี้ผลิตจำกัดเพียง 8 เรือนเท่านั้น 

Ref. 5204G-010 นำเสนอกลไกฟลายแบ็คโครโนกราฟพร้อมปฏิทินถาวรในลุคสปอร์ตหรู ตัวเรือนไวท์โกลด์หน้าปัดสีน้ำเงินซันเบิรตส์ รับกับสายวัสดุคอมโพสิตพิมพ์ลายผ้า ขับเคลื่อนด้วยคาลิเบอร์ CHR 29-535 PS Q ส่วน Ref. 5236P-011 มาในลุคเรียบหรูแบบแยบคายด้วยตัวเรือนแพลตินัมหน้าปัดเหลือบเงิน โดดเด่นด้วยการแสดงผลวัน-วันที่-เดือนในช่องเดียว ที่กลไกบางพิเศษคาลิเบอร์ 31-260 PS QL มาพร้อมไมโครโรเตอร์แพลตินัมขับเคลื่อนอยู่เบื้องหลัง

 
สำหรับเรือนเวลาโครโนกราฟที่เป็นเอกลักษณ์ของ Patek Philippe อย่าง Ref. 5270 ถูกนำเสนอใน 3 เวอร์ชันใหม่  ทั้งสามเวอร์ชันใหม่มาในตัวเรือนแพลตินัมหน้าปัดต่างโทนสี และการจับคู่สายที่รับกับหน้าปัดของแต่ละรุ่น ขับเคลื่อนด้วยกลไกคาลิเบอร์ CH 29-535 PS Q ที่มาพร้อมนวัตกรรมโครโนกราฟจดสิทธิบัตร 6 รายการ


กลไกปฏิทินรายปี (Annual Calendar) ยังเป็นอีกหนึ่งคอมพลิเคชันที่ถูกนำมาตีความใหม่ในสไตล์ร่วมสมัย ทั้งใน Ref. 5396R-016 ตัวเรือนโรสโกลด์โทนสีอบอุ่นรับกับหน้าปัดซันเบิรตส์สีแซนด์เบจ นับเป็นการปรับโฉมภายนอกให้ดูสดใหม่ยิ่งขึ้น โดยยังไว้วางใจในกลไกสิทธิบัตรเฉพาะที่ใช้ขับเคลื่อน Ref. 5396 มาตั้งแต่ปี 1996 ส่วนอีกหนึ่งเรือนเวลากลไกปฏิทินรายปีที่ถูกปรับโฉมใหม่เช่นกัน คือ Ref. 4946G-001 ที่มาในลุคเรียบเฉียบด้วยตัวเรือนไวท์โกลด์หน้าปัดสีเทาแกมน้ำเงิน ขัดแต่งผิวซาตินเป็นลายแนวตั้งสลับกับแนวนอน หรือลายผ้าไหมชานตุงที่เราคุ้นเคยกันดี และยังคงไว้วางใจในกลไกไขลานอัตโนมัติคาลิเบอร์ 26-330 S QA LU ในการส่งมอบพลังงาน

นาฬิกานักเดินทางรุ่นไอคอนิกมาในโฉมใหม่อันหรูหราดึงดูดสายตาภายใต้ Ref. 7129J-001 ที่เจิดจ้าด้วยตัวเรือนเยลโลว์โกลด์โอบอุ้มหน้าปัดเคลือบแล็กเกอร์สีแดงคาร์ไมน์อันลุ่มลึกและเร่าร้อน ตกแต่งด้วยเทคนิค guilloché เป็นลวดลายตระกร้าสาน (vieux panier) ขับเคลื่อนด้วยกลไกคาลิเบอร์ 240 HU ที่อยู่คู่เรือนเวลารหัสนี้มาตั้งแต่ปี 1999   

ความเรียบง่ายที่แฝงไว้ด้วยความซับซ้อน

คอลเลกชัน Calatrava ที่คงความคลาสสิกเหนือกาลเวลาไว้ได้อย่างเหนียวแน่น ต้อนรับสมาชิกใหม่อย่าง Ref. 5227G-015 ที่มาในลุคหรูเนี้ยบ ด้วยตัวเรือนไวท์โกลด์ขัดเงาขนาด 39 มม. ขอบตัวเรือนเซาะเว้า และขาตัวเรือนโครงโปร่งเว้าเข้าด้านใน หน้าปัดโทน rose-gilt แบบโอปาลีน ประดับหลักชั่วโมงทรง obus และเข็มทรง dauphine เจียระไนทรงเหลี่ยม รายละเอียดบนหน้าปัดล้วนทำจากไวท์โกลด์โทนสีเทาชาร์โคล นับเป็นการคุมโทนสงบขรึมที่ดูร่วมสมัย 

Ref. 5227G_015

อีกสองสมาชิกใหม่ในตระกูล Calatrava สำหรับผู้หญิง ได้แก่ Ref. 7200/50G-001 และ Ref. 7200/50G-012 นาในตัวเรือนไวท์โกลด์สไตล์ Officer ขนาด 34.6 มม. มาพร้อมตัวเลือกหน้าปัดแบบซันเบิร์สต์สีแซนด์เบจ จับคู่กับสายหนังลูกวัวสีเดียวกัน หรือหน้าปัดซันเบิร์สต์สีไอซ์บลู จับคู่กับสายหนังจระเข้สีฟ้าเหลือบมุก ทั้งสองรุ่นขับเคลื่อนด้วยกลไกไขลานอัตโนมัติแบบบางพิเศษ คาลิเบอร์ 240 ที่มาพร้อมมินิโรเตอร์ทองคำ 22K แบบเยื้องศูนย์ ช่วยให้ตัวเรือนมีความบางเฉียบเพียง 7.37 มม.


และเราเชื่อว่า หลายคนคิดถึงคอลเลกชัน Golden Ellipse เหมือนกับเรา และข่าวดีก็คือปีนี้ Patek Philippe ได้เพิ่มสมาชิกใหม่ให้กับคอลเลกชันตัวเรือนทรงรีอันเป็นเอกลักษณ์ ได้แก่ Ref. 5738G-001 ขนาด 34.50 x 39.50 มม. และ Ref. 3738G/100G-014 ขนาด 31.1 x 35.6 มม. ทั้งสองรุ่นต่างขนาดแต่มาในตัวเรือนไวท์โกลด์ หน้าปัดซันเบิร์สต์สีเขียวมะกอก รับกับสายหนังลูกวัวสีเดียวกัน ขับเคลื่อนด้วยกลไกคาลิเบอร์ 240 ชนิดบางพิเศษ มาพร้อมมินิโรเตอร์ทองคำ 22K ทำให้เรือนเวลารุ่นนี้กลายเป็นเรือนเวลาที่เพรียวบางที่สุดของ Patek Philippe

จากมรดกในพิพิธภัณฑ์สู่บริบทปัจจุบัน

นับเป็นครั้งแรกสำหรับกลไก automaton กับการมาอยู่บนนาฬิกาข้อมือ และ Ref. 5249R-001 ได้รับเกียรตินั้น นี่คือเรือนเวลา automaton รุ่นแรกในยุคใหม่ของแบรนด์ ซึ่งได้แรงบันดาลใจจากนาฬิกาพกของ Louis Cottier ในปี 1958 กลไกเคลื่อนไหวบนหน้าปัดถ่ายทอดเรื่องราว “The Crow and the Fox” โดย Jean de La Fontaine กวีเลื่องชื่อชาวฝรั่งเศสในศตวรรษที่ 17 มาในตัวเรือนสไตล์ Officer หน้าปัดโรสโกลด์อยู่ใต้ชั้นโอปาลีนสีน้ำตาล Matara แสดงความหรูหราคลาสสิกที่เต็มไปด้วยกลิ่นอายอดีตกาลในบริบทร่วมสมัย

เฉลิมฉลองครบรอบ 50 ปี Nautilus ด้วย 4 รุ่นลิมิเต็ด

เมื่อถึงวาระสำคัญของเรือนเวลาระดับไอคอนแห่งสไตล์สปอร์ตชิค ทาง Patek Philippe จึงจัดรุ่นลิมิเต็ดที่น่าเก็บสะสมมาให้สาวกของ Nautilus ได้ฝันถึง โดยมาในไซส์จัมโบขนาด 41 มม. ตัวเรือนไวท์โกลด์สายโลหะใน Ref. 5810/1G-001 และ Ref. 5810G-001 มาในสายคอมโพสิต ส่วน Ref. 5610/1P-001 นั้นมาในตัวเรือนแพลตินัมขนาด 38 มม. พร้อมสายวัสดุเดียวกับตัวเรือน ทั้งสามรุ่นนี้มีความโดดเด่นในคุณสมบัติตัวเรือนเพรียวบาง เพราะขับเคลื่อนด้วยกลไกไขลานอัตโนมัติชนิดบางพิเศษ คาลิเบอร์ 240 ที่เกิดหลัง Nautilus เพียงปีเดียวเท่านั้น และเป็นกลไกที่ใช้ในหลายรุ่นของ Patek Philippe เนื่องด้วยความบางของชุดกลไกที่ไม่รบกวนดีไซน์ภายนอก ปิดท้ายด้วยน้องเล็กที่แปลกแหวกแนวกว่าใครเพื่อนอย่าง Ref. 958G-001 ที่มาในรูปแบบนาฬิกาตั้งโต๊ะตัวเรือนไวท์โกลด์ ที่สำรองพลังงานได้ยาวนานถึง 8 วัน 

ทั้ง 20 รุ่นที่เผยโฉมพร้อมกันในงานนี้แสดงให้เราเห็นถึงพลังสร้างสรรค์และความไม่หยุดนิ่งของ Patek Philippe ที่ก้าวเดินให้ทันปัจจุบันเสมอ แต่ก็ไม่เคยละทิ้งมรดกอันทรงคุณค่าที่สร้างรากฐานอันแข็งแกร่งและงดงามให้กับแบรนด์มาตั้งแต่แรกเริ่ม   

อ่านบทความเพิ่มเติมได้ที่:

Nautilus กำลังจะครบ 50 ปี มาดูกันว่า Patek Philippe จะฉลองวาระนี้อย่างไร

Patek Philippe ร่วมกับ TKI เปิดตัวบูติกแห่งใหม่ ณ Gaysorn Village

เส้นทางสู่เสี้ยววินาทีแห่งชัยชนะของเรือนเวลา split-seconds chronograph จาก Patek Philippe


Oris The Star กลับมาเกิดใหม่ และกลไก Artelier ก็กลับมาอีกครั้ง

Oris พาเราย้อนกลับไปสู่ยุคที่ดีไซน์เรียบง่ายคือความเท่ที่แท้จริง กับ Star Edition ที่คงเสน่ห์วินเทจไว้ครบ แต่ปรับให้ใส่ได้จริงในปี 2026

งาน Watches and Wonders 2026 ปีนี้ Oris ยังคงรักษาคอนเซปต์ความเป็นแบรนด์อิสระที่คาดเดาใจยากเหมือนเดิม หลังจากปีก่อนๆ เคยทำทั้งสายรักษ์โลกไปจนถึงความขี้เล่นกับตัวการ์ตูน มาปีนี้ Oris ขอวกกลับมาหาความคลาสสิกที่แฝงไปด้วยเรื่องราวประวัติศาสตร์อันเข้มข้น โดยไฮไลต์อยู่ที่การชุบชีวิตรุ่น Star กลับมา และการรีเทิร์นของคอลเลกชัน Artelier ที่เน้นความเนี้ยบแบบคนเมือง มาดูกันว่าปีนี้มีอะไรให้น่าสนใจกันบ้าง

The Oris Star Edition 

เบื้องหลังของนาฬิกาดีไซน์วินเทจสุดน่ารักเรือนนี้ มีความดราม่าระดับหนังสงครามกฎหมายย้อนไปยุค 1930 ซึ่งในตอนนั้นมีกฎหมายที่เรียกว่า “Swiss Watch Statute” ออกมาเพื่อสกัดกั้นการแข่งขัน ทำให้ Oris ถูกบังคับให้ใช้ชุดกลไกราคาถูกที่ความเที่ยงตรงต่ำ จนกระทั่ง Dr. Rolf Portman เข้ามาต่อสู้กับกลุ่มอิทธิพลช่างนาฬิกาสวิสอยู่นานนับทศวรรษ จนกฎหมายเฮงซวยนี้ถูกยกเลิกในปี 1965 และนาฬิการุ่นแรกที่ Oris ผลิตออกมาโชว์ศักยภาพหลังได้รับอิสระก็คือ Oris Star ปี 1966 นั่นเอง

ดร. รอล์ฟ พอร์ตแมน และ อุลริช ดับเบิลยู. เฮอร์โซก — บุคคลสำคัญในการต่อสู้เพื่อเอกราชและอัตลักษณ์สมัยใหม่ของโอริส
นาฬิกา Oris Star Edition ขนาด 35 มม. ขนาดกะทัดรัดและเปี่ยมด้วยเอกลักษณ์ สะท้อนถึงการกลับมาเกิดใหม่ของแบรนด์หลังปี 1965

รุ่นที่เอามาเล่าใหม่ในปีนี้เรียกได้ว่าเป็นการถอดแบบมาแทบจะร้อยเปอร์เซ็นต์ ตัวเรือนสตีลขนาด 35 มม. มาในทรงคุชชั่นที่ดูย้อนยุคสุดๆ พร้อมกระจก Plexiglass ทรงโดมที่ถึงจะไม่กันรอยเท่าแซฟไฟร์แต่ให้เสน่ห์ความนวลตาแบบนาฬิกาเก่าที่หาไม่ได้จากรุ่นสมัยใหม่ 

นาฬิกา Oris Star Edition นำเสนอความคลาสสิกจากปี 1966 อีกครั้ง พร้อมด้วยเครื่องหมายบอกเวลาแบบนูนที่โดดเด่น และหน้าปัดสีเงินที่ดูสะอาดตาและเข้ากับยุคสมัย

หน้าปัดสีเงินมาพร้อมกับเข็มและหลักชั่วโมงทรงแท่งหนาๆ และช่องหน้าที่สี่เหลี่ยมคางหมูที่ดูแล้วได้อารมณ์ยุค 60 แบบเต็มอิ่ม ภายในขับเคลื่อนด้วย Cal. 733 ที่สำรองพลังงานได้ 41 ชั่วโมง นี่คือน้อยแต่มากที่แท้จริง และเป็นสัญลักษณ์แห่งชัยชนะที่ Oris ภูมิใจนำเสนอ

The Oris Artelier Complication 

มาต่อกันที่คอลเลกชั่น Artelier ที่ฟื้นกลับมาอีกครั้ง ซึ่งแบรนด์ทำออกมาเพื่อตอบโจทย์คนที่อยากได้ “นาฬิกาดีๆ สักเรือน” ที่ใส่ได้ทุกวันโดยไม่ต้องวิ่งตามกระแสหรือพยายามตะโกนบอกความหรูหราจนเกินงาม รุ่นที่เป็นตัวชูโรงคือ Artelier Complication ซึ่งเป็นการหยิบเอางานดีไซน์แบบ Dress Watch มาใส่ลูกเล่นที่ดูโรแมนติกขึ้น ตัวเรือนสเตนเลสสตีลขนาด 39.5 มม. หนาเพียง 11.8 มม. เป็นสัดส่วนที่ลงตัวมากสำหรับใส่ใต้แขนเสื้อเชิ้ต

นาฬิการุ่น Artelier Complication จับคู่หน้าปัดสีน้ำเงินที่มีลวดลายกับฟังก์ชั่นแสดงข้างขึ้นข้างแรมและวันที่แบบเข็มอย่างประณีต เรียบง่ายแต่เปี่ยมด้วยรายละเอียด

ความสวยงามของหน้าปัดรุ่นนี้อยู่ที่การแบ่งเลเยอร์ โดยวงนอกจะเรียบเนียนส่วนวงกลางจะมีการขัดลายพ่นทรายละเอียดๆ (Grained centre) ไฮไลต์อยู่ที่ฟังก์ชันวันที่แบบเข็มชี้ (Pointer Date) ตรงตำแหน่ง 6 นาฬิกาที่วางซ้อนอยู่ใต้ช่องหน้าต่างข้างขึ้นข้างแรม (Moonphase) รูปดวงจันทร์กึ่งสมจริงท่ามกลางหมู่ดาวที่ดูแล้วเพลินตามาก

จากสีน้ำตาลเกาลัดอบอุ่นไปจนถึงสีเงินคลาสสิก นาฬิกา Artelier Complication แสดงให้เห็นถึงความเชี่ยวชาญด้านสีสันของ Oris ในหลากหลายตัวเลือกหน้าปัด

ความสะดวกอีกอย่างคือกลไก Calibre 782 ที่ให้เราปรับตั้งค่าทุกอย่างได้ผ่านเม็ดมะยมหรือปุ่มกดซ่อนเพียงปุ่มเดียวข้างตัวเรือน โดยรอบนี้มีออกมาให้เลือกถึง 6 เวอร์ชัน ทั้งสายหนังและสายเหล็ก มีหน้าปัดสีงาช้าง, สีน้ำเงินมิดไนท์บลู และสีเกาลัด (Chestnut) ซึ่งเป็นโทนสีน้ำตาลที่ Oris ทำออกมาได้สวยและมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวมาก เป็นทางเลือกที่ดูอบอุ่นและมีมาดในคราวเดียวกัน

ข้อมูลทางเทคนิค 
Oris Star Edition (Watches and Wonders 2026)
  • ตัวเรือน: สเตนเลสสตีล ขนาด 35 มม. กระจก Plexi-crystal กันน้ำ 50 เมตร
  • หน้าปัด: สีเงินดีไซน์มินิมอล พร้อม crosshair และหลักชั่วโมงแบบ baton
  • ฟังก์ชัน: ชั่วโมง นาที วินาที และวันที่
  • กลไก: อัตโนมัติ Oris Calibre 733 (ฐาน Sellita SW200-1) สำรองพลังงาน ~41 ชั่วโมง
  • สาย: สายหนังสีดำ พร้อม pin buckle

อ่านบทความอื่นๆ เพิ่มเติม
Jaeger-LeCoultre เมื่อความแม่นยำและศิลปะถูกร้อยเรียงไว้ใต้หลังคาเดียวกัน
Chopard เน้นความบางเฉียบและการผสานงานวิศวกรรมระดับสูงเข้ากับวัสดุรักษ์โลก
Greubel Forsey Tourbillon 24 Secondes Architecture Final Edition ปิดตำนาน 11 เรือนสุดท้าย

A. Lange & Söhne พลิกภาพจำของนาฬิกาเยอรมันจากความเคร่งขรึม สู่การเล่นกับแสงในระดับ haute horlogerie

สองทิศทางที่ตอกย้ำว่า Lange ยังเป็นมาตรฐานของ high watchmaking

สำหรับสาวก A. Lange & Söhne ในงาน Watches and Wonders 2026 ปีนี้ แบรนด์จากแซกโซนีเยอรมนีขนไม้ตายมาโชว์สองสไตล์ที่ต่างกันสุดขั้ว รุ่นหนึ่งคือการโชว์ความล้ำของกลไกผ่านแสงสว่างในที่มืด ส่วนอีกรุ่นคือการย่อส่วนความหรูหราให้มาอยู่ในขนาดที่ใส่สบายและคลาสสิกที่สุด 

นาฬิกา A. Lange & Söhne Lange 1 Tourbillon Perpetual Calendar “Lumen” ตัวเรือนทำจากแพลทินัม หน้าปัดโปร่งแสงเผยให้เห็นปฏิทินเรืองแสง และการจัดวางหน้าปัดแบบไม่สมมาตรอันเป็นเอกลักษณ์

Lange 1 Tourbillon Perpetual Calendar “Lumen” 

ถ้าถามว่าเรือนไหนคือ “ที่สุด” ของบูทปีนี้ คำตอบคือเรือนนี้ นี่คือนาฬิกาแพลทินัมที่รวมเอาความซับซ้อนของทัวร์บิญองและปฏิทินถาวรมาไว้ด้วยกัน แต่สิ่งที่ทำให้คนหยุดมองคือการใช้หน้าปัดแซฟไฟร์กึ่งโปร่งแสงในตระกูล Lumen ที่ทำให้เรามองเห็นกลไกและจานปฏิทินด้านล่างได้

นาฬิกา A. Lange & Söhne Lange 1 Tourbillon Perpetual Calendar “Lumen” เผยให้เห็นหน้าปัดโปร่งแสงเมื่อโดนแสงแดด ทำให้เห็นวันที่ขนาดใหญ่และกลไกอันซับซ้อนที่อยู่ด้านล่าง
ในความมืด นาฬิกา Lange 1 Tourbillon Perpetual Calendar “Lumen” จะเปล่งประกายด้วยหน้าจอแสดงวันที่เรืองแสงและรายละเอียดเรืองแสงบนหน้าปัด

ความเจ๋งคือในที่มืด นาฬิกาเรือนนี้จะ “เรืองแสง” ทั้งวงแหวนบอกเดือน ตัวเลขวันที่ และฟังก์ชันข้างขึ้นข้างแรม (Moon Phase) ซึ่งตัวหน้าปัดแซฟไฟร์นี้ถูกออกแบบมาให้ยอมรับแสง UV ผ่านไปชาร์จสารเรืองแสงบนจานหมุนที่ซ่อนอยู่ข้างล่างตลอดเวลา เพื่อให้เวลาตัวเลขหมุนมาถึงช่องหน้าต่าง มันจะสว่างจ้าทันทีโดยไม่แผ่วลง ภายในใช้กลไกอัตโนมัติชุดใหม่ Calibre L225.1 ที่มีการปรับปรุงระบบเฟืองขับทัวร์บิญองใหม่ให้เนี้ยบขึ้น และเป็นครั้งแรกที่ใช้โรเตอร์ทำจากทองคำขาว 18K ผลิตจำกัดเพียง 50 เรือนเท่านั้น ใครที่ชอบนาฬิกาแนวไฮเทคที่ยังคงความประณีตระดับสูงสุด เรือนนี้คือคำตอบตรงใจสุดๆ 

ภาพมุมมองด้านข้างหน้าปัดที่หาได้ยากของนาฬิกา Lange 1 Tourbillon Perpetual Calendar “Lumen” เผยให้เห็นกลไกอันซับซ้อนที่ขับเคลื่อนหน้าจอแสดงวันที่และปฏิทินขนาดใหญ่

และเช่นเดียวกับนาฬิกา Lange รุ่นอื่นๆ กลไกภายในได้รับการตกแต่งอย่างประณีตในระดับที่คุ้มค่าแก่การพิจารณาอย่างใกล้ชิด ชิ้นส่วนต่างๆ เช่น ตัวยึดบาลานซ์ที่แกะสลักด้วยมือ ตัวยึดเพชรสีทองที่ขันด้วยสกรู สปริงคอหงส์ขัดเงาสีดำ และเทคนิคการตกแต่งแบบดั้งเดิมต่างๆ ล้วนบ่งบอกถึงสายเลือดที่เฉพาะเจาะจง ซึ่งสืบย้อนไปถึงการผลิตนาฬิกาของชาวแซกซอนในศตวรรษที่ 19

ระบบปฏิทินทั้งหมดเปลี่ยนค่าพร้อมกันแบบ instantaneously ในเวลาเที่ยงคืน โดยพลังงานสำหรับการเปลี่ยนจะถูกสะสมตลอดทั้งวันผ่านชุดแคม 2 ชุด ชุดแรกควบคุมวันที่ วัน และ moonphase แบบรายวัน ส่วนอีกชุดควบคุมวงเดือน ก่อนจะปล่อยพลังงานทั้งหมดออกในจังหวะเดียว

ทูร์บิญองมาพร้อมระบบ stop-seconds ที่สามารถหยุดบาลานซ์ภายในกรงหมุนได้เมื่อดึงเม็ดมะยม ช่วยให้ตั้งเวลาได้แม่นยำถึงระดับวินาที โดยใช้สปริงรูปตัว V ซึ่งเป็นสิทธิบัตรตั้งแต่ปี 2008

รายละเอียดงานตกแต่งยังคงเข้มข้นตามแบบ Lange โดยสะพานจักรของทูร์บิญงและล้อส่งกำลังผลิตจากเหล็กขัดดำ (black-polished steel) ด้านหนึ่งถูกเจาะโปร่งให้เกิดมุมคมชัด ขณะที่อีกด้านแกะสลักลวดลายดาวและขัดเงาด้วยมืออย่างประณีต

ข้อมูลทางเทคนิค
  • กลไก: อัตโนมัติ A. Lange & Söhne Calibre L225.1 สำรองพลังงาน 50 ชั่วโมง ความถี่ 3 Hz (21,600 vph)
  • ฟังก์ชัน: ชั่วโมง นาที วินาทีเล็ก พร้อม tourbillon (stop-seconds) และปฏิทินถาวร Big Date วันแบบ retrograde เดือน ปีอธิกสุรทิน และ moonphase พร้อม day/night
  • ตัวเรือน: แพลทินัม ขนาด 41.9 มม. หนา 13 มม.
  • หน้าปัด: แซฟไฟร์ พร้อมการแสดงผลเรืองแสงทั้งหมด (Lumen)
  • สาย: หนัง alligator สีดำ เย็บมือ
  • การวางจำหน่าย: ลิมิเต็ด 50 เรือน

Saxonia Annual Calendar 36mm 

ในขณะที่รุ่นแรกโชว์ความอลังการ รุ่นนี้กลับครองใจคนรักนาฬิกาด้วยความพอดี การนำระบบปฏิทินรายปี (Annual Calendar) มาใส่ในตัวเรือนขนาด 36 มม. คือสิ่งที่หลายคนรอคอย เพราะมันทำให้นาฬิกาดูเรียบหรูและแนบไปกับข้อมือได้อย่างสวยงาม ตัวเรือนหนาเพียง 9.8 มม. นาฬิการุ่นนี้มีให้เลือก 2 เวอร์ชัน ได้แก่ พิงค์โกลด์พร้อมหน้าปัดสีเทา และไวท์โกลด์พร้อมหน้าปัดสีเงิน

ความอ่านง่ายของหน้าปัดเกิดจากการออกแบบอย่างพิถีพิถัน เพื่อจัดวางข้อมูลจำนวนมากให้อยู่ในเลย์เอาต์ที่ยังคงอ่านได้ชัดเจนในขนาดตัวเรือนที่กะทัดรัด

ซับไดอัลสำหรับวัน เดือน และวินาทีเล็ก ถูกวางแบบฝังลึกเล็กน้อย ช่วยแยกองค์ประกอบแต่ละส่วนออกจากกันได้อย่างเป็นระเบียบและชัดเจน

Saxonia Annual Calendar 36 มม. เผยการแสดงผล moonphase บนหน้าปัดเงินที่มีพื้นผิวละเอียดอย่างประณีต

รายละเอียดแต่ละส่วนถูกตกแต่งด้วยลาย azurage แต่ไม่ใช่ในรูปแบบเดียวกัน วงนอกถูกขัดอย่างบางเบาเกือบละเมียด ขณะที่ส่วนด้านในใช้ลวดลายที่ชัดขึ้น เกิดเป็นมิติของแสงที่เพิ่มความลึกโดยไม่รบกวนการอ่านค่า

แม้แต่หลักชั่วโมงแบบ baton ก็ถูกปรับดีไซน์ใหม่ ปลายด้านนอกถูกเจียระไนเล็กน้อยให้เกิดทรงพีระมิด ช่วยจับแสงได้พอดี และเสริมทั้งโครงสร้างและความชัดเจนของหน้าปัดในภาพรวม

จุดเด่นที่พลาดไม่ได้คือหน้าต่างวันที่ขนาดใหญ่ (Outsize Date) ที่เป็นเอกลักษณ์ของ Lange ซึ่งยังคงความอ่านง่ายแม้ตัวเรือนจะเล็กลง การเลือกใช้กลไกอัตโนมัติ Calibre L207.1 ในรุ่นนี้ถือว่าฉลาดมาก เพราะนาฬิกาปฏิทินถ้าปล่อยให้ลานหมดแล้วต้องมานั่งตั้งค่าใหม่จะค่อนข้างวุ่นวาย การมีระบบออโต้ช่วยให้มันพร้อมใช้งานตลอดเวลา แถมยังมีปุ่มกดที่ 10 นาฬิกาปุ่มเดียวที่สามารถปรับค่าปฏิทินทุกอย่างให้เลื่อนไปพร้อมกันได้เลย สะดวกสุดๆ 

นาฬิกา Saxonia Annual Calendar ขนาด 36 มม. ขับเคลื่อนด้วยกลไกอัตโนมัติ Calibre L086.8 โดดเด่นด้วยโรเตอร์ทองคำที่ตกแต่งอย่างสวยงาม และรายละเอียดการผลิตนาฬิกาแบบเยอรมันดั้งเดิม

มองในภาพรวม A. Lange & Söhne ในปี 2026 แสดงให้เห็นว่าพวกเขาไม่ได้เก่งแค่เรื่องทำนาฬิกาให้ซับซ้อน แต่ยังเก่งเรื่องการจัดการพื้นที่และการนำเสนอวัสดุ ไม่ว่าจะเป็นการใช้แสงสีในรุ่น Lumen หรือการพิสูจน์ว่านาฬิกาขนาด 36 มม. ก็สามารถบรรจุความซับซ้อนระดับสูงไว้ได้อย่างสง่างามและใช้งานได้จริงในชีวิตประจำวัน

ข้อมูลทางเทคนิค
  • กลไก: อัตโนมัติ A. Lange & Söhne Calibre L207.1 สำรองพลังงาน 60 ชั่วโมง ความถี่ 3 Hz (21,600 vph)
  • ฟังก์ชัน: ชั่วโมง นาที วินาทีเล็ก พร้อม tourbillon (stop-seconds) และปฏิทินถาวร—Big Date, วันแบบ retrograde, เดือน, ปีอธิกสุรทิน และ moonphase พร้อม day/night
  • ตัวเรือน: ขนาด 36 มม. หนา 9.8 มม. มีทั้งไวท์โกลด์และพิงค์โกลด์
  • หน้าปัด: เงิน 925 โทน argenté (ไวท์โกลด์) หรือเทา (พิงค์โกลด์)
  • สาย: หนัง alligator สีน้ำตาลแดง เย็บมือ

อ่านบทความอื่นๆ เพิ่มเติม
Jaeger-LeCoultre เมื่อความแม่นยำและศิลปะถูกร้อยเรียงไว้ใต้หลังคาเดียวกัน
Chopard เน้นความบางเฉียบและการผสานงานวิศวกรรมระดับสูงเข้ากับวัสดุรักษ์โลก
Greubel Forsey Tourbillon 24 Secondes Architecture Final Edition ปิดตำนาน 11 เรือนสุดท้าย

Hermès Watches and Wonders 2026: จากสปอร์ตล้ำสมัย H08 สู่ Arceau Samarcande อันอ่อนช้อย

เมื่อเส้นสายกราฟิกบรรจบกับงานศิลปะแห่งเสียงและม้าอันเป็นตำนาน

สำหรับงาน Watches and Wonders 2026 นี้ Hermès ยังคงเดินหน้าตอกย้ำความเชี่ยวชาญในงานดีไซน์ที่ผสมผสานระหว่างแฟชั่นชั้นสูงกับโลกของเวลาได้อย่างลงตัว โดยปีนี้พวกเขาเลือกหยิบเอาเทคนิคการ “เผยกลไก” (Skeletonised) มาเป็นหัวใจหลักในการเล่าเรื่องผ่านสองคอลเลกชั่นยอดฮิตอย่าง H08 และ Arceau ที่เปลี่ยนจากลุคเรียบหรูมาเป็นงานศิลปะเชิงวิศวกรรมที่ดูสนุกและล้ำสมัยขึ้นมาก

Hermès H08 Squelette

ต้องยอมรับว่า H08 คือความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของแบรนด์ในช่วงไม่กี่ปีมานี้ และการเปิดตัวรุ่น Squelette ในปีนี้ก็ยิ่งทำให้คอลเลกชันนี้ดูคูลขึ้นไปอีกระดับ ด้วยตัวเรือนทรงคุชชั่นขนาด 39 มม. ที่ยังคงความโค้งมนที่ดูสะอาดตาไว้เช่นเดิม แต่เลือกใช้วัสดุไทเทเนียมพ่นทรายเคลือบ DLC สีดำ ตัดกับขอบตัวเรือนเซรามิกที่ดูสปอร์ตและดุดัน ส่วนของหน้าปัดนั้นถูกฉลุออกจนเห็นโครงสร้างกลไกที่จัดวางเส้นสายแบบกราฟิกได้อย่างสวยงาม

Hermès Watches and Wonders 2026
มาดูรายละเอียดของนาฬิกา Hermès H08 Squelette อย่างใกล้ชิดกัน โดดเด่นด้วยสะพานเชื่อมรูปทรงประติมากรรมและตัวเลขเรืองแสงที่ล้อมรอบกลไกไทเทเนียมน้ำหนักเบา
Hermès Watches and Wonders 2026
นาฬิกา Hermès H08 Squelette ตัวเรือนทำจากไทเทเนียมเคลือบ DLC สีดำ พร้อมสายยางสีน้ำเงินสดใส เผยให้เห็นหน้าปัดแบบโปร่งและกลไกโครงสร้างแบบเรขาคณิต

จุดที่เรามองว่าว้าวที่สุดคือกลไกอัตโนมัติชุดใหม่ H1978 S ที่ทำจากไทเทเนียมทั้งชิ้น ซึ่งถือเป็นทางเลือกที่ฉลาดมาก เพราะนอกจากจะให้น้ำหนักที่เบาหวิวและแข็งแรงแล้ว ยังเข้ากับบุคลิกของ H08 ที่เป็นนาฬิกาสปอร์ตลุยๆ ได้ดีเยี่ยม บวกกับตัวเลขอาหรับบนหน้าปัดมีให้เลือกสองสีคือสีฟ้าและสีเทาซึ่งเคลือบ Super-Luminova มาให้แบบจัดเต็ม จับคู่กับสายยางลายสานที่มีให้เลือกถึง 5 สี เป็นนาฬิกาที่ใส่แล้วดูมีมาดแบบคนเมืองที่หลงรักในดีไซน์จริงๆ

Hermès Arceau Samarcande

ข้ามมาที่ฝั่งของความอ่อนช้อยและประวัติศาสตร์กับรุ่น Arceau ที่ออกแบบโดย Henri d’Origny ตั้งแต่ปี 1978 ปีนี้มาในชื่อ Samarcande มาพร้อมฟังก์ชันสุดซับซ้อนอย่าง Minute Repeater (กลไกตีบอกเวลา) ส่วนตัวเรือนยังคงเอกลักษณ์ขาตัวเรือนรูปทรงโกลนขี่ม้าที่ไม่เหมือนใคร แต่ความพิเศษอยู่ที่หน้าปัดซึ่งทำจากคริสตัล Saint-Louis สีขาวหรือสีน้ำเงิน

นาฬิกา Hermès Arceau Samarcande หน้าปัดสีม่วง ดีไซน์เจาะช่องรูปหัวม้า เผยให้เห็นกลไกแบบโครงสร้างโปร่งอย่างงดงาม
Hermès Watches and Wonders 2026
นาฬิกา Hermès Arceau Samarcande เผยให้เห็นกลไกแบบโครงสร้างโปร่งผ่านฝาหลังแซฟไฟร์ เน้นให้เห็นถึงการตกแต่งที่ประณีตและการออกแบบไมโครโรเตอร์

สิ่งที่สะดุดตาที่สุดคือการเจาะช่องหน้าปัดแซฟไฟร์เป็นรูป “หัวม้า” เพื่อให้เราได้แอบส่องกลไก Calibre H1927 S ที่อยู่ข้างใน เป็นการหยิบเอา DNA เรื่องม้าของแบรนด์มาเล่าใหม่ได้อย่างมีจดจำ เมื่อพลิกดูด้านหลังจะเห็นความงามของไมโครโรเตอร์และการขัดแต่งที่ประณีตสุดๆ ทั้งการลบเหลี่ยมด้วยมือและการปัดลายซาตินแบบวงกลม นี่คือนาฬิกาที่โชว์ให้เห็นว่า Hermès สามารถนำความซับซ้อนระดับสูงมานำเสนอในรูปแบบที่ดูโรแมนติกและมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวได้อย่างไร้ที่ติ

ข้อมูลทางเทคนิค
รายละเอียดHermès H08 SqueletteArceau Samarcande
ตัวเรือนไทเทเนียมพ่นทรายเคลือบ DLC สีดำ (39 มม.) ขอบเซรามิกทองคำหรือวัสดุล้ำค่า ขาตัวเรือนรูปโกลน (Stirrup)
หน้าปัดSkeletonized ฉลุลายกราฟิก ตัวเลขอาหรับเคลือบ Lumeคริสตัล Saint-Louis เจาะช่องหน้าปัดรูป “หัวม้า”
ฟังก์ชันบอกชั่วโมง, นาที, วินาทีบอกชั่วโมง, นาที, กลไกตีบอกเวลา (Minute Repeater)
กลไกอัตโนมัติ H1978 S (โครงสร้างไทเทเนียมทั้งชิ้น)อัตโนมัติ H1927 S (ไมโครโรเตอร์)
สายยางลายสาน (มีให้เลือก 5 สี)สายหนังจระเข้หรือหนังวัวตามสไตล์ Hermès

อ่านบทความอื่นๆ เพิ่มเติม
Jaeger-LeCoultre เมื่อความแม่นยำและศิลปะถูกร้อยเรียงไว้ใต้หลังคาเดียวกัน
Chopard เน้นความบางเฉียบและการผสานงานวิศวกรรมระดับสูงเข้ากับวัสดุรักษ์โลก
Greubel Forsey Tourbillon 24 Secondes Architecture Final Edition ปิดตำนาน 11 เรือนสุดท้าย

H. Moser & Cie. Watches and Wonders 2026: จากนวัตกรรม Pump สุดกวนสู่ความลึกลับของแทนทาลัม

นาฬิการุ่น Streamliner Pump และนาฬิกาต้นแบบ Endeavour Perpetual Calendar ที่ทำจากแทนทาลัม

นี่คือหนึ่งในแบรนด์ที่เราตั้งตารอคอยมากๆ ในปีนี้ว่าจะมาสร้างเซอร์ไพรส์ และสีสันอะไรในงานนี้… 

การกลับมาของ H. Moser & Cie. ในงาน Watches & Wonders ยังคงรักษาคอนเซปต์ “น้อยแต่มาก” ได้อย่างกวนประสาทและน่าหลงใหลเหมือนเดิม ปีนี้พวกเขามาเหนือชั้นด้วยการหยิบเอาความต่างสุดขั้วสองฝั่งมาเจอกัน ฝั่งหนึ่งคือการขยับจังหวะการขึ้นลานนาฬิกาให้กลายเป็นกิจกรรมที่สนุกขึ้นในรุ่น Streamliner “Pump” ส่วนอีกฝั่งคือการโชว์ความดิบของวัสดุที่ลดทอนทุกอย่างจนเหลือเพียงแก่นแท้ในรุ่น Endeavour Perpetual Calendar Concept Tantalum

H. Moser & Cie. ในงาน Watches and Wonders 2026
นาฬิกา Streamliner รุ่น “Pump” ในโทนสีขาวดำ เน้นความแตกต่างของวัสดุและระบบไขลานแบบกดที่เป็นเอกลักษณ์

Streamliner “Pump” 

เห็นแวบแรกต้องบอกว่ากวนและเท่มาก เพราะ Moser หยิบเอาแรงบันดาลใจจากรองเท้าผ้าใบในตำนานยุค 80 อย่าง Reebok Pump มาใส่ไว้ในนาฬิกา ความเจ๋งอยู่ที่พวกเขาเลือกตัด “เม็ดมะยม” ที่เราคุ้นเคยออกไป แล้วแทนที่ด้วย “ปุ่มกด” (Pusher) อะลูมิเนียมชุบอโนไดซ์สีส้มสดใสแทน ทุกครั้งที่เรากดปุ่มนี้ลงไป มันคือการขึ้นลานนาฬิกา โดยการกดหนึ่งครั้งจะเพิ่มพลังงานสำรองได้ประมาณหนึ่งชั่วโมง ซึ่งเราสามารถดูแถบพลังงานได้บนหน้าปัดโดยตรง เป็นลูกเล่นที่เปลี่ยนจากการหมุนเม็ดมะยมเดิมๆ ให้กลายเป็นการปฏิสัมพันธ์กับนาฬิกาที่สนุกขึ้นเยอะ

นาฬิกา Streamliner “Pump” สีขาว โดดเด่นด้วยตัวเรือนคอมโพสิตขึ้นรูปสีอ่อน และปุ่มกดสีส้มอันเป็นเอกลักษณ์
นาฬิกา H. Moser & Cie. รุ่น Streamliner “Pump” ตัวเรือนทำจากควอตซ์ไฟเบอร์ขึ้นรูป หน้าปัดสีดำ และปุ่มกดสีส้ม

ตัวเรือนขนาด 40 มม. ทำจากวัสดุ Forged Quartz Fibre ซึ่งเป็นคอมโพสิตที่หาดูได้ยากในวงการนาฬิกา ให้ผิวสัมผัสแบบด้านและมีลวดลายตามธรรมชาติที่ดูคล้ายลายน้ำ (Moiré pattern) แถมยังมีน้ำหนักเบาและแข็งแรงมาก ภายในมีการรื้อโครงสร้างกลไก HMC 500 ใหม่ จากเดิมที่เป็นไมโครโรเตอร์อัตโนมัติให้กลายเป็นกลไกไขลาน เพื่อเปิดพื้นที่ให้ชุดเฟืองเชื่อมต่อจากปุ่มกดไปยังตลับลานได้อย่างชัดเจนผ่านสะพานจักรแบบฉลุ ใครที่ชอบงานดีไซน์ล้ำๆ ที่มีกลิ่นอายสตรีทคัลเจอร์ผสมอยู่ เรือนนี้คือคำตอบที่ถูกต้องที่สุดครับ

Endeavour Perpetual Calendar Concept Tantalum 

ข้ามมาที่ฝั่งของความนิ่งและขรึมกันบ้าง กับการนำเสนอแนวคิด “Concept” ที่ตัดทุกอย่างที่ไม่จำเป็นออกไปจากหน้าปัด ไม่มีโลโก้ ไม่มีขีดบอกเวลา มีเพียงความว่างเปล่าที่ทรงพลัง แต่ความพิเศษของปีนี้อยู่ที่การเลือกใช้ แทนทาลัม (Tantalum) มาทำทั้งตัวเรือนและหน้าปัด โดยปล่อยให้เนื้อโลหะโชว์สีเทาอมฟ้าตามธรรมชาติพร้อมการปัดลายซันเบิร์ส (Sunburst) ที่ดูดิบและมีพลังมาก

H. Moser & Cie. ในงาน Watches and Wonders 2026
นาฬิกา Endeavour Perpetual Calendar Concept Tantalum ลดทอนรายละเอียดในหน้าปัด เหลือเพียงหน้าปัดโลหะดิบและเครื่องหมายบอกเวลาที่เรียบง่ายเท่านั้นที่กำหนดเอกลักษณ์ของนาฬิกา

ถึงหน้าปัดจะดูโล่งสะอาดตา แต่นี่คือนาฬิกาปฏิทินถาวร (Perpetual Calendar) ที่ทำงานได้ครบถ้วน การบอกวันที่ใช้หน้าต่างขนาดใหญ่ที่อ่านง่าย ส่วนการบอกเดือนใช้เข็มขนาดจิ๋วตรงกลางชี้ไปยังตำแหน่งชั่วโมงทั้ง 12 ช่อง ภายในบรรจุกลไกไขลาน HMC 800 ที่สำรองพลังงานได้ยาวนานถึง 7 วันเต็ม โดยมีตัวบอกรอบปีอธิกสุรทินแอบซ่อนไว้ที่ด้านหลังเครื่อง เป็นการนำเสนอนาฬิกาคอมพลิเคชั่นสูงในรูปแบบที่ดูถ่อมตัวแต่เปี่ยมไปด้วยรสนิยม เหมาะสำหรับนักสะสมที่ชอบความหรูหราแบบไม่ต้องตะโกน บอกเลยว่าวัสดุแทนทาลัมเมื่อมาเจอกับหน้าปัดโล่งๆ แบบนี้ มันขับเน้นให้ตัวนาฬิกาดูมีเสน่ห์ลึกลับและน่าค้นหาขึ้นอีกหลายเท่า

H. Moser & Cie. ในงาน Watches and Wonders 2026
นาฬิกา Endeavour Perpetual Calendar Concept Tantalum ใช้กลไก HMC 800 โดยมีตัวแสดงพลังงานสำรองเจ็ดวันและสัญลักษณ์ปีอธิกสุรทินปรากฏอยู่บนฝาหลัง
H. Moser & Cie. ในปี 2026 จึงเป็นการตอกย้ำว่าพวกเขายังคงเป็น “ขบถ” ที่มีรสนิยมสูง ทุกรุ่นที่เปิดตัวมาล้วนมีเรื่องเล่าที่น่าสนใจผ่านวัสดุและสีสัน โดยไม่ต้องพึ่งพาตัวอักษรใดๆ บนหน้าปัดเพื่อบ่งบอกตัวตน เป็นการปล่อยให้งานออกแบบและกลไกทำหน้าที่เล่าเรื่องด้วยตัวของมันเองอย่างทรงพลัง
1. Streamliner “Pump”
  • ชื่อรุ่น: Streamliner “Pump”
  • ตัวเรือน: Forged Quartz Fibre ขนาด 40 มม. (น้ำหนักเบา ผิวสัมผัสลาย Moiré) ไร้เม็ดมะยม
  • หน้าปัด: แสดงแถบพลังงานสำรอง (Power Reserve Indicator) โดยตรง
  • ฟังก์ชัน: บอกชั่วโมง, นาที, แถบพลังงานสำรอง และระบบขึ้นลานแบบปุ่มกด (Pump Winding System)
  • กลไก: ไขลาน (Manual Winding) พัฒนาจากพื้นฐาน HMC 500 โชว์ชุดเฟืองผ่านสะพานจักรแบบฉลุ
  • สาย: สายยางหรือสายวัสดุคอมโพสิตที่เข้ากับตัวเรือน (สไตล์สตรีทคัลเจอร์)
2. Endeavour Perpetual Calendar Concept Tantalum
  • ชื่อรุ่น: Endeavour Perpetual Calendar Concept Tantalum
  • ตัวเรือน: แทนทาลัม (Tantalum) โทนสีเทาอมฟ้า
  • หน้าปัด: แทนทาลัมปัดลายซันเบิร์ส (Sunburst) แบบ Concept (ไม่มีโลโก้และหลักชั่วโมง)
  • ฟังก์ชัน: ปฏิทินถาวร (หน้าต่างวันที่ขนาดใหญ่, เข็มบอกเดือนขนาดจิ๋วตรงกลาง, ตัวบอกปีอธิกสุรทินด้านหลัง)
  • กลไก: ไขลาน HMC 800 สำรองพลังงานยาวนาน 7 วัน
  • สาย: สายหนังคุณภาพสูง (Kudu หรือหนังจระเข้)

อ่านบทความอื่นๆ เพิ่มเติม
Jaeger-LeCoultre เมื่อความแม่นยำและศิลปะถูกร้อยเรียงไว้ใต้หลังคาเดียวกัน
Chopard เน้นความบางเฉียบและการผสานงานวิศวกรรมระดับสูงเข้ากับวัสดุรักษ์โลก
Greubel Forsey Tourbillon 24 Secondes Architecture Final Edition ปิดตำนาน 11 เรือนสุดท้าย

Ulysse Nardin เปิดตัว SUPER FREAK ฉลองครบรอบ 180 ปีของแบรนด์และ 25 ปีของคอลเลกชัน Freak ในงาน Watches & Wonders 2026

นาฬิกา Time-only ที่ซับซ้อนที่สุดในโลก ฉลอง 180 ปีแบรนด์ด้วยระบบ Double Tourbillon และผลิตเพียง 50 เรือน

ในงาน Watches & Wonders 2026 ปีนี้ Ulysse Nardin ได้ตอกย้ำสถานะความเป็น “นักปฏิวัติแห่งโลกเรือนเวลา” อีกครั้ง ด้วยการเปิดตัวผลงานระดับมาสเตอร์พีซอย่าง [SUPER]FREAK ซึ่งถือเป็นหมุดหมายสำคัญในการเฉลิมฉลองครบรอบ 180 ปีของการก่อตั้งแบรนด์ และครบรอบ 25 ปีของตระกูล Freak นาฬิกาที่เคยสร้างประวัติศาสตร์ด้วยการทำลายภาพจำเดิม ๆ ของนาฬิกาข้อมือไปอย่างสิ้นเชิง

วิวัฒนาการจากอดีตสู่นาคต

จุดเริ่มต้นของ Freak ในปี 2001 คือการนำเสนอความแปลกใหม่ที่โลกไม่เคยเห็นมาก่อน ทั้งการไม่มีหน้าปัด ไม่มีเข็ม และไม่มีเม็ดมะยม แต่สำหรับ [SUPER]FREAK รุ่นล่าสุดนี้ Ulysse Nardin ได้ยกระดับความท้าทายขึ้นไปอีกขั้น โดยใช้เวลาวิจัยและพัฒนากลไกใหม่นานถึง 4 ปี เพื่อสร้างนาฬิกาประเภทบอกเวลาเพียงอย่างเดียว (Time-only) ที่มีความซับซ้อนในเชิงวิศวกรรมสูงสุดเท่าที่เคยมีการผลิตมา ภายใต้รหัสกลไก Caliber UN-252 ที่ประกอบด้วยชิ้นส่วนทั้งหมด 511 ชิ้น

Double Tourbillon และระบบเฉลี่ยค่าความเที่ยงตรง

หัวใจที่เต้นอยู่ภายใน [SUPER]FREAK คือระบบ Double Tourbillon แบบอัตโนมัติเรือนแรกของโลก ซึ่งปกติแล้วการควบคุมทูร์บิญองคู่ให้ทำงานสอดประสานกันนั้นทำได้ยากยิ่ง แต่ด้วยนวัตกรรม “ดิฟเฟอเรนเชียลแนวตั้ง” (Vertical Differential) ที่มีขนาดเล็กที่สุดในโลกเพียง 5 มิลลิเมตร ทำหน้าที่เป็นตัวกลางในการเฉลี่ยอัตราความถี่จากชุดกลไกทั้งสองชุด ส่งผลให้การรักษาเวลาเป็นไปอย่างเที่ยงตรงและแม่นยำสูงสุดในทุกสภาพการสวมใส่

นวัตกรรม Gimbal และการปรากฏตัวของเข็มวินาที

สิ่งที่ทำให้นักสะสมตื่นเต้นที่สุดคือการใส่ “ฟังก์ชันวินาที” เข้ามาในนาฬิกา Freak เป็นครั้งแรก โดยใช้ระบบที่เรียกว่า Gimbal ขนาดเล็กเพียง 4.8 มิลลิเมตร ซึ่งได้รับแรงบันดาลใจมาจากโครโนมิเตอร์ทางทะเลที่แบรนด์เชี่ยวชาญ ระบบนี้ช่วยให้ตัวบ่งชี้วินาทีสามารถทำงานได้อย่างอิสระและทรงพลัง นอกจากนี้การนำวัสดุไฮเทคอย่าง Nanosital® มาทำเป็นดิสก์แสดงชั่วโมงสีน้ำเงินโปร่งใส และการใช้เทคโนโลยี DIAMonSIL® (ซิลิกอนเคลือบเพชร) ในชุดเอสเคปเมนต์ ยังช่วยลดแรงเสียดทานและเพิ่มความทนทานอย่างเหนือชั้น

งานฝีมือที่รังสรรค์ด้วยมือ 100%

ความซับซ้อนของ [SUPER]FREAK สะท้อนผ่านความพยายามในการผลิตอย่างมหาศาล นาฬิกาแต่ละเรือนจะถูกดูแลโดยช่างนาฬิการะดับปรมาจารย์เพียงคนเดียวเท่านั้น ตั้งแต่การคัดเลือกชิ้นส่วนไปจนถึงการประกอบชิ้นสุดท้าย โดยต้องใช้เวลาประกอบด้วยมือนานกว่า 60 ชั่วโมงต่อเรือน นอกจากนี้ ชิ้นส่วนกลไกกว่า 70% ยังผ่านการตกแต่งด้วยมือ (Hand-finishing) อย่างประณีต ซึ่งเป็นการหลอมรวมนวัตกรรมที่ล้ำสมัยเข้ากับงานฝีมือดั้งเดิมที่สืบทอดมาตลอด 180 ปี

ทั้งหมดนี้ จึงทำให้ [SUPER]FREAK ไม่ใช่แค่เพียงเครื่องมือบอกเวลา แต่มันคือการประกาศชัยชนะทางวิศวกรรมที่แบรนด์มอบให้แก่ประวัติศาสตร์ของตนเอง ด้วยการผลิตจำนวนจำกัดเพียง 50 เรือนทั่วโลก ทำให้นาฬิการุ่นนี้กลายเป็นของสะสมระดับ Ultra-Rare ที่สะท้อนถึงวิสัยทัศน์ที่ไม่หยุดนิ่ง การเปิดตัวในงาน Watches & Wonders 2026 ครั้งนี้จึงไม่ใช่แค่การฉลองครบรอบปี แต่เป็นการแสดงศักยภาพให้โลกได้เห็นว่าแบรนด์ยังคงเป็นผู้นำในการกำหนดทิศทางของนาฬิกากลไกชั้นสูงในศตวรรษที่ 21 อย่างแท้จริง

ข้อมูลทางเทคนิค
  • ตัวเรือน: ไวท์โกลด์ ขนาด 44 × 16.54 มม. (ความหนาเชิงรับรู้ 12.2 มม.) กันน้ำ 30 เมตร
  • ฟังก์ชัน: บอกชั่วโมง นาที วินาที
  • กลไก: อัตโนมัติ Calibre UN-252
  • สาย: สายยางสีเทาแบบ ballistic เดินด้ายขาว พร้อมตัวล็อก deployant ไวท์โกลด์

อ่านบทความอื่น ๆ เพิ่มเติมได้ที่

Ulysse Nardin: เมื่อความเป็นไปไม่ได้ ถูกทำให้เบากว่าที่เคยมีมากับ…นาฬิกาดำน้ำเบาที่สุด
ความเหนือชั้น 3 ประการของ Ulysse Nardin Freak
The Reason Why: 5 เหตุผลทำไม Ulysse Nardin Freak X Gold Enamel นาฬิกาไร้เข็มเรือนนี้ถึงเป็นที่สุด

Van Cleef & Arpels สืบสานแรงบันดาลใจจากจักรวาลสู่เรือนเวลาเปี่ยมจินตนาการหลากรุ่นในงาน Watches & Wonders 2026 

หยิบยกแรงบันดาลใจจากนาฬิกาฟังก์ชัน moonphase ในยุค ‘20s ไปจนถึง Meteor secret watch ในยุค ‘50s

เรือนเวลาภายใต้การสร้างสรรค์ของ Van Cleef & Arpels นั้นบรรจุจินตนาการอันงดงาม และความโรแมนติกชวนฝันให้เราได้เคลิ้มไปกับโลกที่เรือนเวลาสะท้อนโมงยามอันน่าอัศจรรย์เกินบรรยาย และภายในงาน Watches and Wonders 2026 นี้ทางเมซงก็ยังคงเน้นย้ำอย่างชัดเจนว่า ปีนี้ Van Cleef & Arpels ยังคงเดินหน้าผลิตผลงานเรือนเวลาที่ถ่ายทอดจินตนาการบรรเจิดไว้ได้อย่างน่าตื่นตา 

Midnight Jour Nuit Phase de Lune

เรือนเวลาแสดงข้างขึ้นข้างแรมเป็นนาฬิกาที่สามารถแสดงถึงงานช่างฝีมืออันประณีตควบคู่กันไปกับความซับซ้อนในเชิงกลไกขับเคลื่อนฟังก์ชันดังกล่าว และคราวนี้ทางเมซงได้ถ่ายทอดความเชี่ยวชาญและความโรแมนติกในหัวใจลงไปในนาฬิกา moonphase ในคอลเลกชัน Poetic Complications อย่าง Midnight Jour Nuit Phase de Lune ที่ถ่ายทอดการโคจรดวงจันทร์ผ่านระบบกลไกดาราศาสตร์ โดยออกแบบระบบซ้อนสองกลไกติดตั้งไว้ในตัวเรือน กลไกชุดแรกทำหน้าที่ขับเคลื่อนผืนหน้าปัดต่อเนื่องตลอด 24 ชั่วโมง กลไกชุดที่สองทำหน้าที่เป็นระบบขับเคลื่อนตามวิถีดาราศาสตร์ แสดงปรากฏการณ์ข้างขึ้นถึงข้างแรม ซึ่ง Van Cleef & Arpels ได้เริ่มพัฒนาระบบนี้ขึ้นมาใช้กับนาฬิกาข้อมือเมื่อปี 1929

Midnight Jour Nuit Phase de Lune มาในตัวเรือนไวท์โกลด์ขนาด 42 มม. โอบอุ้มหน้าปัดอเวนจูรีนจากเกาะมูราโน หน้าปัดแก้วประกายสีน้ำเงินส่องประกายระยิบระยับที่ได้รับแรงบันดาลใจจากจักรวาล ครึ่งล่างเป็นเปลือกหอยมุกเคลือบสีขาวไล่เฉดสีดำตกแต่งด้วยเทคนิค guilloché เป็นลวดลายรัศมีจำลองภาพดาวเคราะห์โลก การแสดงค่าข้างขึ้นข้างแรมในแต่ละวันยังให้ความรู้สึกราวกับกำลังจ้องมองท้องฟ้าอยู่จริงๆ เพราะช่วงกลางวันบนหน้าปัดครึ่งบนเราจะได้เห็นดวงอาทิตย์ทองคำแผ่รัศมีสีทอง ก่อนจะค่อยๆ ลาลับฟ้าไปตามช่วงเวลาเย็นย่ำที่พระจันทร์ทำจากเปลือกหอยมุกเริ่มขึ้นมาแทนที่ นับเป็นการไฮไลต์ฟังก์ชัน moonphase ได้โดดเด่นและเต็มไปด้วยอารมณ์ความรู้สึก 

Midnight Heure d’ici & Heure d’ailleurs

นาฬิกาบอกเวลาคู่ขนานสองไทม์โซนที่ยังคงความโรแมนติกตามแบบฉบับ Van Cleef & Arpels มาในตัวเรือนโรสโกลด์ขนาด 38 มม. จุดเด่นเห็นจะเป็นการจัดสัดส่วนระหว่างขอบหน้าปัดโรสโกลด์ขัดแต่งผิวซาตินและตัวเลขบนหน้าปัดลงอีนาเมลเป็นลายนูนสีน้ำตาลเข้มเล่นเฉดสีตามแสงได้อย่างงดงาม บนหน้าปัดตกแต่งด้วยลวดลาย guilloché แบบรัศมี คล้ายการกระจายของแสงจากศูนย์กลาง ผสานเข้ากับโมทีฟ ‘piqué’ ลายตาข่ายนูน อันเป็นเอกลักษณ์ของเมซง สะท้อนความเรียบง่ายแต่มีมิติลุ่มลึก พร้อมเติมลูกเล่นอสมมาตรและตัวอักษรโค้งรับกับหน้าปัดอย่างประณีต ฝาหลังโรสโกลด์ยังสลักลายดวงอาทิตย์และจันทร์ท่ามกลางดวงดาว สื่อถึงแนวคิด ‘ที่นี่’ (ici) และ ‘ที่นั่น’ (ailleurs) บ่งบอกถึงการบอกเวลาสองเขตเวลาอย่างมีนัยยะ  

ภายในขับเคลื่อนด้วยกลไกไขลานอัตโนมัติ สำรองพลังงาน 65 ชั่วโมง พร้อมฟังก์ชัน jumping hours สำหรับการบอกเวลาท้องถิ่น และเวลาต่างเขต ผ่านช่องหน้าต่าง รวมถึงเข็มนาทีแบบเรโทรเกรด การปรับตั้งค่าต่างๆ สามารถทำได้ผ่านเม็ดมะยมเดียวที่ควบคุมทั้งการขึ้นลาน ตั้งเวลา และปรับเขตเวลา เพื่อความสะดวกในการใช้งาน นับเป็นนาฬิกา Dual Time ที่เพียบพร้อมทั้งฟังก์ชันและดีไซน์ที่ละเอียดอ่อนแบบคำนึงถึงอารมณ์ความรู้สึกของผู้สวมใส่ในทุกแง่มุม

Ludo Secret

ต้องบอกว่าเป็นเรือนเวลาที่สะดุดตาตั้งแต่แรกเห็น ด้วยรูปทรงที่มีเอกลักษณ์ผสานเข้ากับความหรูหราในรูปแบบนาฬิกาจิวเวลรี่อันแสนวิจิตร Ludo Secret ได้แรงบันดาลใจจากสร้อยข้อมือ Ludo ที่สร้างสรรค์ขึ้นในปี 1934 รูปทรงที่แปลกตาแต่ดูคุ้นตาอย่างบอกไม่ถูกนี้แลดูคล้ายเข็มขัดผู้ชาย นั่นทำให้เครื่องประดับชิ้นนี้กลายเป็นที่ถูกอกถูกใจของเหล่าสาวสังคมชั้นสูงในยุค ‘30s และได้รับความนิยมต่อเนื่องมาอย่างยาวนาน 

เรือนเวลา Ludo Secret ที่เผยโฉมใหม่ล่าสุดนี้จึงได้สานต่อความนิยมในอดีตสู่นาฬิกาที่เห็นแล้วก็บ่งบอกชัดว่าได้แรงบันดาลใจจากหัวเข็มขัด แต่ผสานเข้ากับแรงบันดาลใจจาก trompe-l’œil ศิลปะภาพลวงตาที่เล่นกับเส้นสายหลอกสายตาให้เห็นรูปทรงที่ผิดเพี้ยนไปจากความเป็นจริง แต่สิ่งที่ไม่อาจหลอกสายตาเราได้ก็คือไพลินสีน้ำเงินสดที่ใช้ประดับส่วนหัวเข็มขัดที่ล้อมตัวเรือนไว้อีกชั้น ซึ่งดีไซน์นั้นบ่งบอกชัดว่าอ้างอิงมาจากต้นแบบในปี 1949 โดยใส่ลูกเล่นไว้ที่ด้านข้างตัวเรือนซ่อนกลไก ที่หากกดเมื่อไรส่วนหัวเข็มขัดฝังไพลินจะแยกออกจากกันเผยให้เห็นหน้าปัดหน้าปัดเปลือกหายมุกสีขาวสลักลายรัศมี ตำแหน่ง 12 นาฬิกาโดดเด่นด้วยไพลินเม็ดเดี่ยวเจียระไนทรงสี่เหลี่ยมบาแก็ตต์เหนือชุดเข็มทองคำบอกเวลา ทั้งหมดนี้สอดประสานเข้าด้วยกันด้วยตัวเรือนและสายเยลโลว์โกลด์ลวดลายอิฐทรงสี่เหลี่ยม จัดว่าเป็นนาฬิกาที่บรรจุกลิ่นอายวินเทจไว้อย่างไม่ปิดบัง และมีค

Perlée

ลูกปัดทองกลมกลึงที่ใครๆ ต่างก็จดจำได้ว่าเป็นผลิตผลจาก Van Cleef & Arpels ถูกถ่ายทอดลงบนเรือนเวลารุ่นใหม่ โดยในครั้งนี้ถูกจัดวางล้อมรอบขอบหน้าปัดทำจากวัสดุไวท์โกลด์ขัดเงาให้รูปลักษณ์ที่ดูร่วมสมัย ล้อมรอบงานฝังเพชรจิกไข่ปลาล้อมกรอบหน้าปัดอีกชั้น ซึ่งเมื่อถูกจับคู่กับแผ่นหน้าปัดอเวนจูรีนสีน้ำเงินระยิบระยับ ซึ่งถูกสลักลายเหนือพื้นผิวบอบบางด้วยเทคนิค guilloche เป็นลวดลายรัศมี สร้างมิติชวนให้จ้องมองลึกลงไปในหน้าปัดที่จำลองจักรวาลขนาดกะทัดรัดมาไว้ภายในตัวเรือนทรงกลม จับคู่กับสายหนังจระเข้ที่มีตัวเลือกสีให้เลือกตามต้องการ 

และเพื่อเป็นการอวดโฉมความงามอย่างไม่มีอะไรมารบกวนสายตาปุ่มปรับตั้งค่าเวลาจึงถูกซ่อนไว้ด้านหลังตัวเรือนอย่างแนบเนียน เพื่อให้ตัวเรือนได้อวดความงามบนข้อมืออย่างเต็มที่ ซึ่งสำหรับคนที่สวมใส่นาฬิกาแทนเครื่องประดับ การวางตำแหน่งเช่นนี้ถือเป็นความใส่ใจของผู้ออกแบบที่ตั้งใจอวดความงามของเรือนเวลาอย่างไม่มีอะไรมาบดบัง

Lady Rencontre Céleste และ Lady Retrouvailles Célestes

เพื่อเป็นการสานต่อตำนานรักบนผืนหน้าปัด Extraordinary Dials ที่เราเฝ้าติดตามมายาวนานประหนึ่งซีรีส์โรแมนติกเรื่องโปรดซีซั่นแล้วซีซั่นเล่า คราวนี้ตำนานรักของเทพธิดาทอผ้าและหนุ่มเลี้ยงวัวโคจรกลับมาพบกันอีกครั้งบนหน้าปัด Lady Rencontre Céleste ตัวเรือนทองคำสีขาวฝังเพชรขึ้นรูปมิติเป็นรูปทรงคู่รักประสานมืออยู่หลังมวลเมฆลงอีนาเมลเหนือลายฉลุ plique-à-jour ฝังเพชรวาวระยับจำลองประกายดาว ความรักอันดูดดื่มยังสะท้อนผ่านเพชรเดี่ยวเหลี่ยมกุหลาบแทนแววตาที่สบกันด้วยความรักอย่างเปี่ยมล้นของทั้งสอง บรรยากาศยังอวลด้วยไอรักด้วยจันทร์เสี้ยวฝังเพชรบนผืนหน้าปัดจำลองจักรวาล ซึ่งกลายเป็นผืนผ้าใบแสดงความเป็นเลิศในงานอีนาเมลแบบ champlevé และแบบ grisaille เหนืองานจิตรกรรมย่อส่วนบนผืนหน้าปัด เสริมประกายเจิดจรัสด้วยงานประดับเสี้ยวไพลินร่วมกับการ ใช้เขี้ยวหนามเตยปลายลูกปัดรองรับการฝังเพชร

ส่วน Lady Retrouvailles Célestes มาในโทนสีเหลือบไล่จากสีชมพูสู่สีม่วงอมแดงเข้มบนผืนหน้าปัดลงอีนาเมล ลวดลายนูนจำลองความสลับซับซ้อนเชิงมิติของเวิ้งจักรวาลขณะที่หนุ่มสาวที่อยู่ห่างกันคนละฟากฟ้าเหยียดแขนไปข้างหน้าเพื่อยื่นมือหากันระหว่างรอเวลาจะได้กลับมาพบกันอีกครั้ง ฝูงนก ‘สี่เชว่’ หรือสาลิกาสวรรค์ที่ร่วมกันต่อตัวสร้างสะพานข้ามทางช้างเผือกให้คู่รักได้ข้ามมาอยู่ร่วมกันปีละครั้ง ถูกไฮไลต์ให้โดดเด่นด้วยงานฝีมือประติมากรรมรังสรรค์ขึ้นจากไวท์โกลด์แวดล้อมด้วยประกายแสงจากงานฝังเพชรขึ้นตัวเรือนบนแผ่นลงยาลายฉลุเนื้อโปร่งใส ทำหน้าที่ราวกับม่านเมฆล่องลอยทั่วกรอบตัวเรือนโรสโกลด์ล้อมเพชรรับกับสีคู่เข็มบอกเวลาอย่างเหมาะเจาะ 

เรือนเวลาทุกรุ่นที่เมซง Van Cleef & Arpels รังสรรค์ขึ้น จึงเป็นดั่งตัวแทนบอกเล่าเรื่องราวบทกวีแห่งกาลเวลา และจินตศิลป์แห่งดาราศาสตร์ตามที่ทางเมซงมุ่งมั่นพัฒนามาโดยตลอด และผลลัพธ์แห่งความพยายามสื่อสารในสิ่งที่ยึดมั่นแสดงออกให้เห็นอย่างชัดเจนในผลงานเรือนเวลาที่เปิดตัวภายในปีนี้

อ่านบทความเพิ่มเติมได้ที่:

Van Cleef & Arpels จารึกบทใหม่ของนาฬิกา ผ่านความมหัศจรรย์ของกลไกอันประณีตแห่งกาลเวลาและจินตนาการ

The Revolutionary List: 30 นาฬิกาผู้บุกเบิก – แวน คลีฟ แอนด์ อาร์เปลส์ (Van Cleef & Arpels)

Van Cleef & Arpels นาฬิกา Pierre Arpels นิยามแห่งความสง่างามเหนือกาลเวลาและรายละเอียดการทำนาฬิกาอันเป็นเอกลักษณ์

Grand Seiko เปิดตัว Spring Drive U.F.A. Ushio 300 Diver สองรุ่น และ SBGZ011 จาก Masterpiece Collection ภายในงาน Watches and Wonders 2026

นาฬิกาดำน้ำขนาดเล็กที่สุดของแบรนด์พร้อมกลไกเที่ยงตรงสูงสุด และนาฬิกาที่ถ่ายทอดงานแกะสลักสุดประณีตของ Grand Seiko 


เมื่อพูดถึง Grand Seiko แบรนด์นาฬิการะดับแถวหน้าจากแดนอาทิตย์อุทัย มีอยู่สองสิ่งที่เรานึกถึงนั่นก็คือกลไก Spring Drive อันเชื่อถือได้ในความเที่ยงตรงสูงสุด และงานช่างฝีมืออันละเอียดอ่อนที่มักจะได้แรงบันดาลใจจากธรรมชาติอันงดงามในแหล่งกำเนิดของแบรนด์ ซึ่งในงาน Watches and Wonders 2026 ทาง Grand Seiko ก็ไม่ทำให้เราผิดหวัง เพราะเสิร์ฟสิ่งที่เราคาดหวังทั้งในคอลเลกชัน Evolution 9 และ Masterpiece

Spring Drive U.F.A. Ushio 300 Diver 


ว่ากันว่าเป็นนาฬิกาดำน้ำที่มีขนาดเล็กที่สุดเท่าที่ทาง Grand Seiko เคยผลิตออกมา และยังมาพร้อมกลไก Spring Drive U.F.A. รุ่นใหม่อีกด้วย นี่จึงเป็นหนึ่งในนาฬิกาที่น่าจับตามอง และเชื่อว่าใครๆ ที่หลงใหลในเอกลักษณ์ในเชิงดีไซน์ และเชื่อมั่นในกลไก  Spring Drive U.F.A.  ต้องตั้งตารอคอยผลงานชิ้นใหม่นี้อย่างใจจดใจจ่อ 

ซึ่งเมื่อได้เห็น Spring Drive U.F.A. Ushio 300 Diver แล้วก็ต้องบอกเลยว่า มาในรูปลักษณ์ที่บ่งบอกความเป็นนาฬิกาดำน้ำดีเอ็นเอ Grand Seiko แบบไม่แตกแถว จุดเด่นย่อมเป็นรายละเอียดบนหน้าปัด Ushio สีน้ำเงินและสีเขียวไล่เฉด ซึ่งลวดลายสายน้ำดังกล่าวเป็นธีมที่ทาง Grand Seiko เลือกใช้ในนาฬิกาดำน้ำมาตั้งแต่ปี 2022 

นอกจากพื้นหน้าปัดที่เห็นปุ๊บจำได้ทันทีว่าเป็นของแบรนด์อะไร ขีดเครื่องหมายแสดงค่ายังมาในขนาดใหญ่เด่นเต็มตาเพื่อความชัดเจนในการอ่านค่า เน้นขอบสันคมเป็นการไฮไลต์ให้ชัดเจนยิ่งขึ้น (คนสายตายาวถูกใจสิ่งนี้) ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของการออกแบบในสไตล์ของ Evolution 9 เครื่องหมายแสดงค่าและเข็มนาฬิกายังเคลือบสารเรืองแสง Lumibrite เพื่อให้สามารถอ่านค่าได้ในสภาวะอับแสง ดีไซน์ที่ออกแบบมาเพื่อเอื้อต่อการใช้งานใต้น้ำยังอยู่ที่ขอบหน้าปัดเซรามิกแบบ 120 คลิก ที่สามารถปรับตั้งค่าได้อย่างแม่นยำ 

ตัวเรือนที่มีขนาดเล็กที่สุดในตระกูลนาฬิกาดำน้ำของ Grand Seiko มาในขนาด 40.8 มม. ทำจาก High-Intensity Titanium ไทเทเนียมความหนาแน่นสูง ที่มีน้ำหนักเบากว่าสเตนเลสสตีลถึง 30% ทำให่สวมใส่สบาย ตัวสายที่เชื่อมต่อกับตัวเรือนด้วยขาตัวเรือนหน้าตัดกว้างก็ทำจากวัสดุเดียวกับตัวเรือนเช่นกัน มอบความเงางามต่อเนื่องและความคล่องตัวในยามทำกิจกรรมเอาท์ดอร์ 

ส่วนกลไก Spring Drive U.F.A. คาลิเบอร์ 9RB1 ซึ่งเป็นกลไกใหม่ล่าสุดในตระกูล Spring Drive นั้น ช่างผู้เชี่ยวชาญใน Shinshu Watch Studio ร่วมระดมกำลังพัฒนาการซีลคริสตัลออสซิลเลเตอร์ในระบบสุญญากาศ โดยนำไปผ่านกระบวนการบ่มนานสามเดือนเพื่อสร้างความเสถียร รวมถึงพัฒนาระบบ IC เพื่อลดผลกระทบจากปัจจัยภายนอก ทำให้ได้มาซึ่งความเที่ยงตรงระดับ ±20 วินาทีต่อปี มาพร้อมสวิตช์ปรับแต่งที่สามารถใช้ในการบริการหลังการขาย เพื่อแก้ไขความคลาดเคลื่อนที่อาจเกิดขึ้นได้ 

นับว่าเป็นตัวเลือกของสายสปอร์ตที่กำลังมองหานาฬิกาขนาดเล็กขึ้น แต่ประสิทธิภาพไม่ลดลงไปตามขนาดเลยแม้แต่น้อย 

ข้อมูลทางเทคนิค

  • รหัส: SLGB023, SLGB025
  • กลไก: ขึ้นลานอัตโนมัติ Spring Drive U.F.A. คาลิเบอร์ 9RB1 สำรองพลังงานได้ 72 ชั่วโมง ความเที่ยงตรง ±20 วินาทีต่อปี
  • ฟังก์ชัน:  แสดงค่าชั่วโมง นาที วินาที
  • ตัวเรือน: High-Intensity Titanium ขนาด 40.8 มม. กันน้ำในระดับ 300 เมตร
  • หน้าปัด: Ushio สีน้ำเงินและสีเขียวไล่เฉด
  • สาย: High-Intensity Titanium 

Masterpiece Collection Hand-engraved Manual-winding Spring Drive Limited Edition SBGZ011

อีกหนึ่งผลงานที่พิสูจน์ถึงงานฝีมืออันประณีตของ Grand Seiko ที่คราวนี้แสดงความเชี่ยวชาญด้านงานแกะสลักเป็นลวดลายน้ำตกทาเทะชินะ น้ำตกลึกลับกลางผืนป่าดึกดำบรรพ์ในแถบชินชู ซึ่งไม่เพียงแต่มีงดงามและน่าค้นหา แต่ยังเป็นจุดกำเนิดของนาฬิกา Spring Drive คอลเลกชัน Masterpiece ของ Grand Seiko อีกด้วย 

ความพิเศษของสมาชิกใหม่ของ Masterpiece Collection ในครั้งนี้อยู่งานแกะสลักอันละเอียดอ่อน ที่ไม่เพียงแต่อวดโฉมบนหน้าปัดเท่านั้น แต่ยังวาดลวดลายไปทั่วทั้งตัวเรือน 44GS โดยลายเส้นแกะสลักที่ดูพลิ้วไหวราวกับสายน้ำกำลังไหลเวียนทั่วหน้าปัดและตัวเรือนทำจากแพลตินัม 950 ขนาด 40 มม. และมีความหนาเพียงแค่ 9.6 มม. เท่านั้น ผิวตัวเรือนถูกขัดเงาแบบซารัตสึสลับกับการขัดด้าน ช่วยส่งเสริมให้ลายเส้นสายน้ำยิ่งดูมีมิติลื่นไหลไปทั่วตัวเรือนเพรียวบาง 

ความต่อเนื่องของสายน้ำยังลุกลามไปถึงตัวสายหนังที่สร้างสรรค์ขึ้นโดย KYOTO Leather สตูดิโอผลิตเครื่องหนังที่ขึ้นชื่อในการผสานเทคนิคดั้งเดิมเข้ากับงานหนัง ซึ่งสายหนังที่สื่อถึงสายน้ำล้อกันกับลวดลายแกะสลักทั่วตัวเรือน ถ่ายทอดผ่านการเติมลูกเล่นด้วยประกายเมทัลลิกที่ได้แรงบันดาลใจจากประกายระยิบระยับของละอองน้ำที่สาดกระเซ็น แต่ถ้าอยากยึดสไตล์คลาสสิกสายหนังจระเข้สีดำยังเป็นตัวเลือกที่ตอบโจทย์สไตล์เรียบหรู

สายหนังที่สร้างสรรค์ขึ้นโดย KYOTO Leather

แน่นอนว่า กลไก Spring Drive ที่ได้รับความไว้วางใจให้ขับเคลื่อนงานศิลปะบนข้อมือชิ้นนี้ย่อมต้องโดดเด่นทั้งประสิทธิภาพ ความงดงาม และการออกแบบที่คำนึงถึงความลงตัวของสัดส่วน โดยกลไก Spring Drive คาลิเบอร์ 9R02 เน้นเรื่องความบางของกลไกเพื่อไม่ให้รบกวนดีไซน์ภายนอก ความหนาของกลไกชุดนี้จึงอยู่ที่ 4 มม. เท่านั้น ซึ่งจัดว่าเป็นกลไกที่มีความเพรียวบางที่สุดในตระกูล Spring Drive เลยก็ว่าได้ และเลือกเสริมประสิทธิภาพในการสำรองพลังงานให้ยาวนานกว่า 84 ชั่วโมง ด้วยการเลือกใช้ระบบ Dual-Spring Barrel ซึ่งบรรจุสปริงลานสองชุดภายในตลับลานเดียวกัน ทำงานร่วมกับ Torque Return System เพื่อมอบพลังงานสำรองที่ยาวนาน

ส่วนด้านความงามนั้นต้องบอกว่าเป็น Spring Drive ที่ไม่ได้มีดีแค่เรื่องความเที่ยงตรงและการสำรองพลังงานได้ยาวนาน แต่เรื่องงานออกแบบและตกแต่งผิวชิ้นส่วนต่างๆ ก็โดดเด่นเช่นกัน หากชื่นชมกลไกผ่านฝาหลังใสเราจะได้เห็นว่า สะพานจักรสองชิ้นตกแต่งด้วยมือเป็นลายเส้นตรงอย่างประณีต บริเวณสันขอบขัดแต่งให้เงาวาวคมชัด และที่ดึงดูดสายตาได้ตั้งแต่แรกเห็นย่อมเป็นลวดลายดอกเบลล์ฟลาวเวอร์ อันเป็นสัญลักษณ์ของเมืองชิโอจิริ ที่ประดับอยู่เหนือตลับลาน 

ทั้งสองผลงานของ Grand Seiko ที่เปิดตัวในงาน Watches and Wonders 2026 นับเป็นสองผลงานที่แตกต่างแต่สะท้อนความเชี่ยวชาญของแบรนด์จากแดนอาทิตย์อุทัยได้เป็นอย่างดี 

ข้อมูลทางเทคนิค

  • รหัส: SBGZ011
  • กลไก: ขึ้นลานด้วยมือ Spring Drive คาลิเบอร์ 9R02 สำรองพลังงานได้ 84 ชั่วโมง ความเที่ยงตรง: ±15 วินาทีต่อปี
  • ฟังก์ชัน: แสดงค่าชั่วโมง นาที และวินาที
  • ตัวเรือน: แพลตินัม 950 ขนาด 40 มม. กระจกหน้าปัดคริสตัลแซฟไฟร์ทรงกล่อง เคลือบกันแสงสะท้อนด้านใน กันน้ำได้ในระดับ 30 เมตร
  • หน้าปัด:
  • สาย: หนังจระเข้พร้อมตัวล็อกแบบบานพับสามทบปลดล็อกด้วยปุ่มกดวัสดุแพลตินัม 950 (และทองคำไวท์โกลด์ 18k บางส่วน) หรือสายพิเศษหนังจระเข้ ผลิตโดย KYOTO Leather
  • จำนวน: จำกัด 50 เรือน

อ่านบทความเพิ่มเติมได้ที่:

Grand Seiko เปิดบูติกแห่งใหม่ ณ เกษรวิลเลจ ยกระดับประสบการณ์และสัมผัสปรัชญา Nature of Time

บทกวีแห่งฤดูใบไม้ผลิบนข้อมือที่บรรจงสร้าง Grand Seiko เผยโฉมเรือนเวลาควอตซ์ 26 มม. ใหม่ 2 รุ่น

Grand Seiko เผยความลับแห่งฤดูหนาวผ่าน Skyflake และ Blue Dial ความเที่ยงตรงที่งดงามเกินกว่าจะบรรยาย

Vacheron Constantin ในงาน Watches and Wonders 2026: ฉลอง 30 ปี Overseas ด้วยสถิติ Ultra-Thin ใหม่

ปี 2026 คือขวบปีที่สำคัญของ Vacheron Constantin เพราะเป็นปีที่ครบรอบ 30 ปีของคอลเลกชั่น Overseas พอดี ในงาน Watches and Wonders ปีนี้ แบรนด์จึงเลือกทุ่มเทความสำคัญไปที่การอัปเกรดเรือนเวลาสำหรับนักเดินทางให้สมบูรณ์แบบที่สุด พร้อมกับการโชว์ทักษะการทำนาฬิกาบางเฉียบ (Ultra-Thin) ที่ใช้เวลาพัฒนานานถึง 7 ปี เพื่อสร้างสถิติใหม่ให้กับตัวเอง มาดูกันว่ามีอะไรมาอัพเดตบ้าง

Overseas Self-Winding Ultra-Thin (Ref. 2500V) 

นี่คือหมัดเด็ดที่สร้างความฮือฮาที่สุดในบูท เพราะมันคือนาฬิกา Overseas ที่บางที่สุดเท่าที่เคยผลิตมา ด้วยตัวเรือนวัสดุแพลทินัม 950 ขนาด 39.5 มม. แต่มีความหนาเพียง 7.35 มม. เท่านั้น ความลับอยู่ที่กลไกใหม่ล่าสุด Calibre 2550 ที่บางเพียง 2.4 มม. โดยใช้ไมโครโรเตอร์ทองคำแทนโรเตอร์ขนาดปกติ และจัดวางระบบตลับลานคู่แบบแขวน (Suspended Double Barrel) เพื่อให้สำรองพลังงานได้นานถึง 80 ชั่วโมง หน้าปัดมาในสีแซลมอน (Salmon Dial) ที่ให้ลุควินเทจและดูแพงสุดๆ รุ่นนี้ผลิตจำกัดเพียง 255 เรือน และวางขายเฉพาะในบูทิกเท่านั้น

Vacheron Constantin ถ่ายทอดความเชี่ยวชาญด้านกลไกบางระดับสูงสู่คอลเลกชัน Overseas
Overseas ถูกยกระดับด้วยสัดส่วนที่บางลง และกลไก ultra-thin 1120 QP/1 ที่เผยให้เห็นผ่านฝาหลังแซฟไฟร์อย่างเต็มตา

Overseas Dual Time “Cardinal Points” 

เพื่อฉลองวาระครบรอบ 30 ปี Vacheron Constantin ได้ส่งนาฬิกา GMT ชุดพิเศษ 4 รุ่นที่ใช้สีหน้าปัดแทน “ทิศทั้งสี่” บนเข็มทิศ ตัวเรือนทำจากไทเทเนียมเกรด 5 ขนาด 41 มม. ซึ่งมีน้ำหนักเบาและทนทาน สีหน้าปัดประกอบด้วยสีขาว (ทิศเหนือ – ขั้วโลก), สีน้ำตาล (ทิศใต้ – ที่ราบสูง), สีเขียว (ทิศตะวันตก – ป่า) และสีน้ำเงิน (ทิศตะวันออก – ท้องฟ้าขอบฟ้า) ทุกรุ่นขับเคลื่อนด้วยกลไก 5110 DT/3 ที่ขึ้นชื่อเรื่องความเที่ยงตรงและการใช้งานที่ง่าย เหมาะสำหรับคนที่ต้องเดินทางข้ามเขตเวลาบ่อยๆ

Overseas Dual-Time Cardinal Points ที่เปิดตัวใน Watches and Wonders 2026 คือคอลเลกชัน 4 รุ่นหน้าปัดหลากสี ขับเคลื่อนด้วยกลไก Calibre 5110 DT / 3 ในทุกเรือน

Historiques American 1921 (2026 Edition) 

นาฬิกาทรงสี่เหลี่ยมหน้าปัดเอียง 45 องศาอันเป็นเอกลักษณ์ กลับมาอีกครั้งในเวอร์ชันหรูหรากว่าเดิมด้วยตัวเรือนทองคำพิงค์โกลด์ 18K มีให้เลือกสองขนาดคือ 40 มม. และ 36.5 มม. ความพิเศษของปีนี้คือการเลือกใช้หน้าปัดสีเงินผิวพ่นทราย (Grained Silver-tone) ตัดกับตัวเลขและเข็มนาฬิกาสีน้ำเงินเข้ม มอบลุคที่ดูสุขุม นิ่ง และสะอาดตา เป็นงานดีไซน์ที่พิสูจน์ว่าความแปลกใหม่จากเกือบร้อยปีก่อนยังคงดูทันสมัยและมีสไตล์เสมอในปัจจุบัน

ไอคอน asymmetric ปี 1921 ของ Vacheron Constantin กลับมาอีกครั้ง พร้อมสีสันใหม่ที่ตีความดีไซน์เดิมให้สดขึ้น

Égérie Moon Phase Spring Blossom 

ปิดท้ายด้วยงานช่างศิลป์ชั้นสูงสำหรับผู้หญิง กับรุ่น Égérie ที่ปีนี้มาในธีมดอกไม้ผลิบาน ตัวเรือนพิงค์โกลด์ 37 มม. ล้อมเพชร หน้าปัดโดดเด่นด้วยงานลงยาและแกะสลักที่เล่าเรื่องราวของธรรมชาติ พร้อมฟังก์ชันข้างขึ้นข้างแรมที่ประดับด้วยมุกและอัญมณี ผลิตจำกัดเพียง 100 เรือน เป็นการรวมเอาศาสตร์แห่งเวลาและอัญมณีศาสตร์เข้าไว้ด้วยกันอย่างกลมกลืน

Égérie Moon Phase Spring Blossom โดดเด่นด้วยสายวาดลาย miniature painting ในรุ่นลิมิเต็ด 100 เรือน ที่ถ่ายทอดความงามแบบ feminine ได้อย่างโดดเด่น

Vacheron Constantin ในปี 2026 จึงเป็นการสรุปภาพรวมของแบรนด์ได้อย่างชัดเจน ว่าพวกเขายังคงเป็น “เจ้าแห่งงานฝีมือ” ที่ให้ความสำคัญกับทั้งเรื่องราวในอดีตและนวัตกรรมกลไกที่บางเฉียบเหนือชั้น เป็นความหรูหราที่ไม่ต้องตะโกน แต่สัมผัสได้ทันทีผ่านรายละเอียดที่เนี้ยบกริบในทุกมิติ

ข้อมูลทางเทคนิค
รายละเอียดOverseas Ultra-Thin (Ref. 2500V)Overseas Dual Time “Cardinal Points”Historiques American 1921 (2026)Égérie Moon Phase Spring Blossom
ตัวเรือนPlatinum 950 (39.5 x 7.35 มม.)Titanium Grade 5 (41 มม.)18K Pink Gold (40 / 36.5 มม.)18K Pink Gold (37 มม.) ล้อมเพชร
หน้าปัดสีแซลมอน (Salmon Dial)4 สี (ขาว, น้ำตาล, เขียว, น้ำเงิน)Silver-tone พ่นทราย / เข็มน้ำเงินงานลงยา (Enamel) ลายดอกไม้
กลไกCalibre 2550 (Micro-rotor)Calibre 5110 DT/3Calibre 4400 AS (ไขลาน)อัตโนมัติ พร้อมข้างขึ้นข้างแรม
สำรองพลังงาน80 ชั่วโมง (Suspended Double Barrel)60 ชั่วโมง (โดยประมาณ)65 ชั่วโมง–
จุดเด่นบางที่สุดในตระกูล Overseas (7.35 มม.)คอนเซปต์ทิศทั้งสี่ / น้ำหนักเบาดีไซน์เอียง 45 องศา สุดคลาสสิกงานศิลป์ชั้นสูง (Artistic Crafts)
จำนวนผลิตLimited 255 เรือน (Boutique Only)รุ่นพิเศษฉลอง 30 ปีรุ่นประจำปี 2026Limited 100 เรือน

อ่านบทความอื่นๆ เพิ่มเติม
Bvlgari Octo Finissimo 37 ก้าวข้ามสถิติโลกสู่ความสมบูรณ์แบบของการสวมใส่ในงาน Watches and Wonders 2026
Hublot ตอกย้ำตัวตนที่ชัดเจนและสดใหม่ผ่าน Big Bang Reloaded, Spirit of Big Bang Impact และ Big Bang ประดับอัญมณีอีกสองรุ่น
Dennison ALD Mini Dual-Time นาฬิกาจิวเวลรี่สองเขตเวลา ดีไซน์โดย Emmanuel Gueit