ไฮไลท์สำคัญของบทสนทนานี้อยู่ที่เรื่องราวของเรือนเวลาที่เป็นดั่งตำนานของคนไทย นั่นคือ Patek Philippe รุ่นพิเศษที่ถูกคอมมิชชั่นขึ้นมาโดยเฉพาะ ซึ่งถือเป็นครั้งแรกที่แบรนด์ระดับโลกอย่าง Patek Philippe ร่วมงานกับประเทศไทยอย่างเป็นทางการผ่านการริเริ่มของคุณพ่อคุณกีกี้ รวมถึงนาฬิกาสีเหลืองเพียงเรือนเดียวที่ Jaeger-LeCoultre เคยรังสรรค์ขึ้นเพื่ออุทิศแด่ในหลวง รัชกาลที่ 9 ซึ่งความพิเศษคือนาฬิการุ่นนี้ไม่มีการทำสื่อโปรโมทใดๆ ทั้งสิ้น
สำหรับนาฬิกาชิ้นที่นักสะสมเห็นแล้วตาลุกวาวมีอยู่หลายรุ่น แต่ชิ้นที่โดดเด่นกว่าใครย่อมเป็น Patek Philippe Nautilus Ref. 5711/1A-018 “Tiffany & Co.” นาฬิกาสเตนเลสสตีลรุ่นพิเศษที่ผลิตขึ้นเพื่อเฉลิมฉลองวาระครบรอบ 170 ปีความร่วมมือระหว่าง Tiffany & Co. และ Patek Philippe ที่มาพร้อมหน้าปัดสี Tiffany Blue ที่เห็นปุ๊บเป็นที่จดจำได้ในทันที นาฬิกาผลงานความร่วมมือรุ่นพิเศษนี้ ผลิตจำนวนจำกัดเพียง 170 เรือนทั่วโลกเท่านั้น ว่ากันว่าเป็นนาฬิการุ่นที่นักสะสมเสาะแสวงหามากที่สุด และ Ref. 5207R-001 (circa 2013) ตัวเรือนพิงก์โกลด์ 18 กะรัต ที่รวบรวมคอมพลิเคชันชั้นสูงไว้ในเรือนเดียว ไม่ว่าจะเป็น ทูร์บิญอง ฟังก์ชันตีบอกเวลา ฟังก์ชันปฏิทินถาวรแบบฉับพลัน ฟังก์ชันแสดงข้างขึ้นข้างแรม ปีอธิกสุรทิน และตัวบ่งชี้ช่วงเวลากลางวัน/กลางคืน
Patek Philippe Nautilus Ref. 5711/1A-018 “Tiffany & Co.
นอกจากนี้ยังมีรุ่นที่น่าสนใจอีกมากมาย ไม่ว่าจะเป็น F.P. Journe Chronomètre à Résonance Black Label, Harry Winston Opus 9 รุ่นลิมิเต็ดจากแบรนด์อินดี้อย่าง De Bethune รุ่นไอคอนิกอย่าง Audemars Piguet Royal Oak ที่มาในหน้าปัดหินลายทางที่หาดูได้ยากยิ่ง รวมถึงรุ่นวินเทจจากแบรนด์ระดับ Holy Trinity ที่ไม่ใช่ว่าจะหาดูได้ง่ายๆ
นี่จึงเป็นอีกหนึ่งรุ่นที่เข้ามาเติมเต็มปีแห่งการเฉลิมฉลองของ Louis Moinet ด้วยความโรแมนติกในเชิงดาราศาสตร์ที่ไม่ว่าจะถูกนำมาเล่าอีกสักกี่ครั้งเราก็เคลิ้มกับมนตร์ขลังในเรื่องราวนี้ได้เสมอ
Thierry Prissert: หลังจากบริหารตลาดอเมริกาจนเติบโตอย่างมหาศาลตลอด 15 ปี จะย้ายไปดำรงตำแหน่งประธานบอร์ด (Chairman) ของ House of Brands USA เพื่อดูแลการขยายตลาดของทั้ง Universal Genève และ Gallet ในอเมริกา
Renato Meier: ได้รับการเลื่อนตำแหน่งเป็น Managing Director ของ Breitling ภูมิภาคลาตินอเมริกา (LATAM) ต่อจาก Antoine Loron
การปรับเปลี่ยนโครงสร้างบริหารในครั้งนี้จะมีผลอย่างเป็นทางการตั้งแต่ เดือนพฤษภาคม 2026 เป็นต้นไป ซึ่ง Georges Kern เชื่อมั่นว่าทีมผู้บริหารชุดนี้คือ “Dream Team” ที่จะผลักดันให้ House of Brands ก้าวขึ้นสู่จุดสูงสุดในอุตสาหกรรมนาฬิการะดับโลก
Arnold & Son เลือกนำหินแร่กลุ่มอาเกตในตระกูลคาลซิโดนีชนิดนี้มาประดับตัวเรือนเรดโกลด์ 18 กะรัต 5N หรือแพลตินัม 950 ขนาด 41.5 มม. แผ่นหน้าปัดหินสีดำขลับถูกขัดเกลาอย่างประณีต ให้ผิวสัมผัสแบบแมตต์ซาตินเรียบเนียนแตกต่างจากหน้าปัดหินออนิกซ์ทั่วไปที่มักจะขัดเงาดำขลับ ซึ่งหน้าปัดออนิกซ์ผิวเนียนช่วยส่งเสริมทูร์บิญองชนิดบางเฉียบ ณ ตำแหน่ง 6 นาฬิกาดูโดดเด่นยิ่งขึ้น ตัวกรงทูร์บิญองขนาดเทียบเท่าแผ่นดิสก์บอกเวลาจัดวางอย่างสมมาตรอยู่ด้านล่างดิสก์บอกเวลาสีดำมอบเส้นสายที่ดูเรียบเฉียบและหรูหราแบบไม่โจ่งแจ้ง
มรดกแห่งนาฬิกาเดินเรือ
John Arnold ผู้ก่อตั้งแบรนด์ Arnold & Son ได้ชื่อว่าเป็นผู้นำเทคนิค ‘ลับ’ ในศตวรรษที่ 17 มาประยุกต์ใช้ในกลไกเอสเคปเมนต์ของนาฬิกามารีนโครโนมิเตอร์และเด็ควอตช์ เพื่อช่วยส่งเสริมให้นาฬิกาเดินเรือมีความเที่ยงตรงยิ่งขึ้น ซึ่งมรดกทางกลไกที่ว่านี้ได้ถูกส่งต่อมาจนถึงปัจจุบัน และในนาฬิกา Ultrathin Tourbillon Onyx Edition สิ่งที่หวนรำลึกถึงคุณูปการของผู้ก่อตั้งแบรนด์แสดงออกผ่านกรงทูร์บิญองแบบฟลายอิ้งขนาดใหญ่ที่ออกแบบอย่างงดงามและเปี่ยมความหมาย อย่างชิ้นส่วนเซ็กซ์แทนท์ที่เป็นตัวแทนสื่อถึงบทบาทสำคัญของ John Arnold ในการพัฒนาการคำนวณลองจิจูดด้วยนาฬิกามารีนโครโนมิเตอร์ และตุ้มนํ้าหนักถ่วงรูปสมอเรือ ที่มีจุดกึ่งกลางของส่วนปลายทำหน้าที่เป็นจุดอ้างอิงสำหรับการอ่านค่าวินาทีเมือทูร์บิญองหมุนครบรอบภายในเวลา 1 นาที
Excalibur Lady of the Lake: แรงบันดาลใจจากเรื่องราวของ Viviane เลดี้แห่งทะเลสาบ ในตัวเรือน Pink Gold 36 มม. ประดับอัญมณี สื่อถึงความกล้าหาญและความเป็นอิสระของสตรี
Excalibur Brocéliande: การกลับมาของรุ่นยอดนิยมที่ได้รับแรงบันดาลใจจากป่าศักดิ์สิทธิ์ มาพร้อมกลไก Skeleton RD721SQ ตกแต่งด้วยลวดลายเถาไอวี่ (Ivy) ที่ทำจากทองและเปลือกหอยมุก โดยมีให้เลือกสองโทนสีคือ Dawn Rose และ Twilight Blue
การปรากฏตัวของ Roger Dubuis ในงาน Watches & Wonders 2026 ปีนี้ คือการยืนยันว่า “เวลา” คือสิ่งที่มีจังหวะสอดประสานกับจักรวาล ทุกเรือนเวลาที่นำมาจัดแสดงต่างสะท้อนถึงความหลงใหล ความบ้าคลั่ง และความอิสระในการออกแบบ (Pleasure, Freedom, and Madness) ซึ่งเป็น DNA สำคัญที่ทำให้แบรนด์นี้ยังคงนั่งอยู่ในใจของนักสะสมที่มองหาความแตกต่างอย่างแท้จริง
20 ปีแห่งการเดินทางของ “เจ้าชายน้อย” (Le Petit Prince)
ในอีกด้านหนึ่ง IWC ยังเฉลิมฉลองความร่วมมืออันยาวนานกับทายาทของ Antoine de Saint-Exupéry ผ่านการเปิดตัว Le Petit Prince Anniversary Edition เพื่อฉลองครบรอบ 20 ปีของความร่วมมือกับวรรณกรรมคลาสสิก The Little Prince ที่ได้รับการแปลมากกว่า 650 ภาษาและสำเนียงทั่วโลก
นอกจากรุ่นเรือธงแล้ว Tudor ยังเดินหน้ายกระดับนาฬิกาที่เป็นเสาหลักทั้ง Black Bay 58, Black Bay 58 GMT, Black Bay 54 Blue, Black Bay Ceramic และคอลเลกชั่น Royal โดยเน้นไปที่การอัปเกรดประสิทธิภาพทางเทคนิคให้โหดขึ้น การดึงเอาเอกลักษณ์เฉพาะตัวของแต่ละรุ่นให้ชัดเจนกว่าเดิม รวมถึงการใช้กลไก In-house และการรับรองความเที่ยงตรงระดับสูงที่กลายเป็นมาตรฐานใหม่ไปแล้ว แม้ประวัติศาสตร์จะยังเป็นหัวใจสำคัญ โดยเฉพาะในไลน์ Black Bay แต่รอบนี้แบรนด์เลือกที่จะจัดการกับมรดกของตัวเองด้วยความแม่นยำและร่วมสมัย แทนที่จะพึ่งพาแค่ความถวิลหาอดีตแบบเดิมๆ มาดูกันว่าปีนี้มีอะไรให้ตื่นตาตื่นใจกันบ้าง
และเราเชื่อว่า หลายคนคิดถึงคอลเลกชัน Golden Ellipse เหมือนกับเรา และข่าวดีก็คือปีนี้ Patek Philippe ได้เพิ่มสมาชิกใหม่ให้กับคอลเลกชันตัวเรือนทรงรีอันเป็นเอกลักษณ์ ได้แก่ Ref. 5738G-001 ขนาด 34.50 x 39.50 มม. และ Ref. 3738G/100G-014 ขนาด 31.1 x 35.6 มม. ทั้งสองรุ่นต่างขนาดแต่มาในตัวเรือนไวท์โกลด์ หน้าปัดซันเบิร์สต์สีเขียวมะกอก รับกับสายหนังลูกวัวสีเดียวกัน ขับเคลื่อนด้วยกลไกคาลิเบอร์ 240 ชนิดบางพิเศษ มาพร้อมมินิโรเตอร์ทองคำ 22K ทำให้เรือนเวลารุ่นนี้กลายเป็นเรือนเวลาที่เพรียวบางที่สุดของ Patek Philippe
จากมรดกในพิพิธภัณฑ์สู่บริบทปัจจุบัน
Ref. 5249R-001
นับเป็นครั้งแรกสำหรับกลไก automaton กับการมาอยู่บนนาฬิกาข้อมือ และ Ref. 5249R-001 ได้รับเกียรตินั้น นี่คือเรือนเวลา automaton รุ่นแรกในยุคใหม่ของแบรนด์ ซึ่งได้แรงบันดาลใจจากนาฬิกาพกของ Louis Cottier ในปี 1958 กลไกเคลื่อนไหวบนหน้าปัดถ่ายทอดเรื่องราว “The Crow and the Fox” โดย Jean de La Fontaine กวีเลื่องชื่อชาวฝรั่งเศสในศตวรรษที่ 17 มาในตัวเรือนสไตล์ Officer หน้าปัดโรสโกลด์อยู่ใต้ชั้นโอปาลีนสีน้ำตาล Matara แสดงความหรูหราคลาสสิกที่เต็มไปด้วยกลิ่นอายอดีตกาลในบริบทร่วมสมัย
ทั้ง 20 รุ่นที่เผยโฉมพร้อมกันในงานนี้แสดงให้เราเห็นถึงพลังสร้างสรรค์และความไม่หยุดนิ่งของ Patek Philippe ที่ก้าวเดินให้ทันปัจจุบันเสมอ แต่ก็ไม่เคยละทิ้งมรดกอันทรงคุณค่าที่สร้างรากฐานอันแข็งแกร่งและงดงามให้กับแบรนด์มาตั้งแต่แรกเริ่ม
สองทิศทางที่ตอกย้ำว่า Lange ยังเป็นมาตรฐานของ high watchmaking
สำหรับสาวก A. Lange & Söhne ในงาน Watches and Wonders 2026 ปีนี้ แบรนด์จากแซกโซนีเยอรมนีขนไม้ตายมาโชว์สองสไตล์ที่ต่างกันสุดขั้ว รุ่นหนึ่งคือการโชว์ความล้ำของกลไกผ่านแสงสว่างในที่มืด ส่วนอีกรุ่นคือการย่อส่วนความหรูหราให้มาอยู่ในขนาดที่ใส่สบายและคลาสสิกที่สุด
นาฬิกา A. Lange & Söhne Lange 1 Tourbillon Perpetual Calendar “Lumen” ตัวเรือนทำจากแพลทินัม หน้าปัดโปร่งแสงเผยให้เห็นปฏิทินเรืองแสง และการจัดวางหน้าปัดแบบไม่สมมาตรอันเป็นเอกลักษณ์
นาฬิกา A. Lange & Söhne Lange 1 Tourbillon Perpetual Calendar “Lumen” เผยให้เห็นหน้าปัดโปร่งแสงเมื่อโดนแสงแดด ทำให้เห็นวันที่ขนาดใหญ่และกลไกอันซับซ้อนที่อยู่ด้านล่าง
ในความมืด นาฬิกา Lange 1 Tourbillon Perpetual Calendar “Lumen” จะเปล่งประกายด้วยหน้าจอแสดงวันที่เรืองแสงและรายละเอียดเรืองแสงบนหน้าปัด
Masterpiece Collection Hand-engraved Manual-winding Spring Drive Limited Edition SBGZ011
อีกหนึ่งผลงานที่พิสูจน์ถึงงานฝีมืออันประณีตของ Grand Seiko ที่คราวนี้แสดงความเชี่ยวชาญด้านงานแกะสลักเป็นลวดลายน้ำตกทาเทะชินะ น้ำตกลึกลับกลางผืนป่าดึกดำบรรพ์ในแถบชินชู ซึ่งไม่เพียงแต่มีงดงามและน่าค้นหา แต่ยังเป็นจุดกำเนิดของนาฬิกา Spring Drive คอลเลกชัน Masterpiece ของ Grand Seiko อีกด้วย
ทั้งสองผลงานของ Grand Seiko ที่เปิดตัวในงาน Watches and Wonders2026 นับเป็นสองผลงานที่แตกต่างแต่สะท้อนความเชี่ยวชาญของแบรนด์จากแดนอาทิตย์อุทัยได้เป็นอย่างดี