Home Blog Page 11

TAG Heuer ในงาน Watches and Wonders 2026 แสดงให้เห็นถึงการขยับตัวที่น่าสนใจด้วยการนำรุ่นไอคอนิกมาปัดฝุ่นใหม่

นี่คือปีที่ TAG Heuer แสดงให้เห็นถึงความแข็งแกร่งทั้งในแง่ของเรื่องเล่าในอดีตและขีดความสามารถทางวิศวกรรมที่หาตัวจับยาก

ในงาน Watches and Wonders 2026 นี้ TAG Heuer แสดงให้เห็นถึงการขยับตัวที่น่าสนใจด้วยการนำรุ่นไอคอนิกมาปัดฝุ่นใหม่ โดยไม่ได้แค่ทำเพื่อความสวยงาม แต่เป็นการขยายศักยภาพของนาฬิกาสปอร์ตให้ไปไกลกว่าเดิม ทั้งการดึงเสน่ห์ความวินเทจของ Monaco กลับมา การใส่เทคโนโลยีล้ำยุคลงในกลไกทรงเหลี่ยม และการยกระดับ Aquaracer ให้กลายเป็นนาฬิกาดำน้ำระดับอาชีพที่ดุดันขึ้น

TAG Heuer Monaco Chronograph 

รุ่นนี้คือการย้อนกลับไปหาจิตวิญญาณของ Ref. 1133B ตัวดั้งเดิมที่แฟนนาฬิกาคุ้นเคยกันดี โดยเฉพาะการย้ายเม็ดมะยมมาไว้ทางด้านซ้ายที่เป็นเอกลักษณ์เด่นชัดที่สุด การจัดวางหน้าปัดย่อยสองวงและการวางวันที่ไว้ที่ 6 นาฬิกาช่วยตอกย้ำความคลาสสิก แต่สิ่งที่ทำให้เรือนนี้ดูร่วมสมัยคือตัวเรือนขนาด 39 มม. ที่เลือกใช้ไทเทเนียมเกรด 5 ทำให้สวมใส่สบายและเบากว่าที่ตาเห็น ภายในใช้กลไก Calibre TH20-11 ที่ถอดรหัสโครงสร้างมาจาก Calibre 11 ในตำนาน แต่ปรับปรุงให้สำรองพลังงานได้นานถึง 80 ชั่วโมง มีให้เลือกทั้งหน้าปัดสีน้ำเงิน สีเขียว และสีดำตัดด้วยโรสโกลด์ เป็นการพิสูจน์ว่า Monaco ยังมีพื้นที่ให้เติบโตได้โดยไม่ต้องทิ้งรากเหง้าตัวเอง

นาฬิกา TAG Heuer Monaco Chronograph ตัวเรือนสีดำโอปอล ตกแต่งด้วยทองคำชมพู จับคู่กับกลไก Calibre TH20-11
นาฬิกา TAG Heuer Monaco Chronograph สีน้ำเงินโอปอล ที่คงไว้ซึ่งจิตวิญญาณของรุ่นดั้งเดิม Ref. 1133B อย่างใกล้เคียงที่สุด
นาฬิกา TAG Heuer Monaco Chronograph สีเขียวขัดเงาแบบซันเรย์ นำเสนอความทันสมัยให้กับนาฬิกาทรงสี่เหลี่ยมอันเป็นเอกลักษณ์
ข้อมูลทางเทคนิค
TAG Heuer Monaco Chronograph
Ref. CDW2150.FC8360 (ดำ) / CDW2180.FC8360 (เขียว) / CDW2181.FC8360 (น้ำเงิน)
  • กลไก: อัตโนมัติ Calibre TH20-11 สำรองพลังงาน 80 ชั่วโมง
  • ฟังก์ชัน: ชั่วโมง นาที วินาทีเล็ก โครโนกราฟ และวันที่
  • ตัวเรือน: ขนาด 39 มม. ไทเทเนียม Grade 5 (รุ่นหน้าปัดดำมีดีเทล 18K 5N โรสโกลด์) กันน้ำ 100 เมตร
  • หน้าปัด: ดำ opaline, เขียว sunray หรือ น้ำเงิน opaline หลักชั่วโมงเคลือบ Super-LumiNova
  • สาย: หนังลูกวัวเจาะรูสีดำ พร้อมตัวล็อกพับไทเทเนียม
ข้อได้เปรียบที่สำคัญของชิ้นส่วนแบบไบสเตเบิลที่ยืดหยุ่นได้คือ แรงกดที่จำเป็นลดลง นอกจากนี้ ตัวกดยังถูกทำให้ยาวขึ้นเพื่อปรับปรุงหลักสรีรศาสตร์

TAG Heuer Monaco Evergraph 

ถ้า Monaco รุ่นข้างต้นคือการมองย้อนกลับไปหาอดีต Evergraph คือการพุ่งไปสู่อนาคตอย่างเต็มตัว นาฬิการุ่นนี้ใช้กลไกทรงสี่เหลี่ยมชุดใหม่ Calibre TH80-00 ที่พัฒนาขึ้นจากโปรเจกต์ของ TAG Heuer LAB โดยเปลี่ยนระบบคานและสปริงแบบเดิมๆ ในโครโนกราฟให้กลายเป็นชิ้นส่วนยืดหยุ่นที่ผลิตด้วยเทคโนโลยี LIGA ผลลัพธ์ที่ได้คือจังหวะการกดจับเวลาที่นุ่มนวลและทนทานกว่าเดิมมาก นอกจากนี้ยังมาพร้อมความถี่สูง 5Hz ที่จับเวลาได้ละเอียดถึง 1/10 วินาที ดีไซน์หน้าปัดแบบกลับด้าน (Inverted Construction) โชว์ตลับลานและชุดจักรกรอกให้เห็นกันชัดๆ บนหน้าปัด เป็นการยกระดับให้ Monaco กลายเป็นพื้นที่ทดลองเทคโนโลยีล้ำสมัยที่สุดของแบรนด์

ข้อมูลทางเทคนิค
TAG Heuer Monaco Evergraph
Ref. CEW5180.FT8122 (ดำ) / CEW5181.FT8123 (น้ำเงิน)
  • กลไก: อัตโนมัติ Calibre TH80-00 พร้อม TH-Carbonspring oscillator สำรองพลังงาน 70 ชั่วโมง
  • ฟังก์ชัน: ชั่วโมง นาที วินาทีเล็ก และโครโนกราฟ
  • ตัวเรือน: ขนาด 40 มม. ไทเทเนียม Grade 5 หรือเคลือบ DLC สีดำ กันน้ำ 100 เมตร
  • หน้าปัด: อะคริลิกใสแบบโปร่ง พร้อมซับไดอัล opaline สีดำหรือน้ำเงิน หลักชั่วโมงเคลือบ Super-LumiNova
  • สาย: สายยางสีดำหรือน้ำเงิน ลาย textile embossing เดินด้ายแดงหรือเทา พร้อมตัวล็อกพับไทเทเนียม
นาฬิกา TAG Heuer Aquaracer Professional 500 ที่มีลวดลายคลื่นและรายละเอียดสีน้ำเงิน
นาฬิกา Aquaracer Professional 500 ที่โดดเด่นด้วยสีส้มสดใสและหน้าปัดที่มีลวดลายอันเป็นเอกลักษณ์

TAG Heuer Aquaracer Professional 500 Date 

ขยับมาที่นาฬิกาตระกูลดำน้ำซึ่งปีนี้เน้นความแกร่งในระดับ Specialised มากขึ้น ด้วยการอัปเกรดให้สามารถกันน้ำได้ลึกถึง 500 เมตร ตัวเรือนขนาด 42 มม. ทำจากไทเทเนียมเกรด 2 พ่นทรายที่มีน้ำหนักเบาเพียง 120 กรัม แต่ทนทานต่อการกัดกร่อนจากน้ำทะเลได้ดีเยี่ยม จุดเด่นอยู่ที่หน้าปัดลายคลื่นที่มีมิติชัดเจนขึ้นและวาล์วระบายก๊าซฮีเลียมที่ตำแหน่ง 10 นาฬิกา โดยมีให้เลือกสองสไตล์คือรุ่นขอบน้ำเงินและรุ่นสีส้มที่เน้นการมองเห็นได้ชัดเจนในที่มืด ภายในใช้กลไก TH30-00 ที่ได้รับรองความเที่ยงตรงระดับ COSC และผลิตจำกัดเพียง 1,500 เรือนเท่านั้น

นาฬิกา TAG Heuer Aquaracer Professional 500 ตัวเรือนสแตนเลสสตีลพร้อมรายละเอียดสีน้ำเงิน กันน้ำได้ลึก 500 เมตร
ข้อมูลทางเทคนิค
TAG Heuer Aquaracer Professional 500 Date
Ref. WBP5182.BF0010 (น้ำเงิน) / WBP5183.BF0010 (ส้ม)
  • กลไก: อัตโนมัติ Calibre TH30-00 มาตรฐาน COSC สำรองพลังงาน 70 ชั่วโมง
  • ฟังก์ชัน: ชั่วโมง นาที วินาที วันที่ (6 นาฬิกา พร้อมเลนส์ขยาย)
  • ตัวเรือน: ไทเทเนียม Grade 2 ขนาด 42 มม. ขอบหมุนทิศเดียวพร้อม DLC และเซรามิก กันน้ำ 500 เมตร พร้อม helium escape valve ที่ตำแหน่ง 10 นาฬิกา
  • หน้าปัด: ดำไล่เฉดพร้อม accents น้ำเงิน หรือดำพร้อม accents ส้ม หลักชั่วโมงและเข็มเคลือบ Super-LumiNova
  • สาย: ไทเทเนียม 3 แถว พร้อมตัวล็อกพับ ปุ่มนิรภัย และระบบขยายสาย

ภาพรวมของ TAG Heuer ในปีนี้จึงเป็นการผสมผสานระหว่างเรื่องเล่าในอดีตกับนวัตกรรมใหม่ได้อย่างมีจังหวะ เป็นนาฬิกาที่ถูกสร้างมาเพื่อใช้งานจริงและพร้อมที่จะถูกจดจำในฐานะไอคอนยุคใหม่ที่แข็งแกร่งกว่าเดิม

อ่านบทความอื่นๆ เพิ่มเติม
Dennison ALD Mini Dual-Time นาฬิกาจิวเวลรี่สองเขตเวลา ดีไซน์โดย Emmanuel Gueit
Baume & Mercier Joia นิยามใหม่ของนาฬิกาเครื่องประดับสำหรับผู้หญิงในงาน W&W 2026
Cartier สานต่อตำนานผู้สร้างสรรค์รูปทรงแห่งเวลา ด้วยการตีความใหม่ของเรือนเวลารูปทรงโดดเด่นในอดีตกาล

Zenith ในงาน Watches and Wonders 2026: เมื่อกลไกความถี่สูงโชว์ร่าง Skeleton และหินธรรมชาติกลับมาโลดแล่นบนข้อมือ

Zenith เปิดตัวไฮไลต์เด็ดในงาน นำโดย Chronomaster Sport Skeleton ที่มาพร้อมระบบล็อกสาย Zenclasp ใหม่ล่าสุด

สำหรับงาน Watches and Wonders 2026 ทาง Zenith เลือกเดินเกมที่ชัดเจนมากด้วยการแบ่งทิศทางออกเป็นสองขั้ว ขั้วหนึ่งคือความล้ำสมัยของกลไกความถี่สูงในตระกูล Chronomaster Sport และอีกขั้วคือการเฉลิมฉลองประวัติศาสตร์ความเที่ยงตรงผ่านคอลเลกชั่น G.F.J. ที่หยิบเอาเครื่องในตำนานมาเล่าใหม่ได้อย่างมีชั้นเชิง

ไฮไลต์ที่ดูแล้วกวนใจนักสะสมที่สุดน่าจะเป็น Chronomaster Sport Skeleton ที่รอบนี้ Zenith ตัดสินใจเปิดหน้าปัดโชว์กลไก El Primero 3600SK ให้เห็นกันชัดๆ ผ่านกระจกแซฟไฟร์สีควันบุหรี่ การได้เห็นเข็มวินาทีดีดตัวครบรอบใน 10 วินาทีท่ามกลางฟันเฟืองที่ขยับตัวด้วยความถี่ 5 เฮิรตซ์ มอบความรู้สึกที่ดูดุดันและทันสมัยขึ้นมาก โดยเฉพาะรุ่นตัวเรือนสตีลที่มาพร้อมขอบเซรามิกสีเขียวหรือสีดำ และยังมีรุ่นหรูจัดอย่างโรสโกลด์ประดับเพชรบาเก็ตต์ที่ผลิตมาแค่ 10 เรือนเท่านั้น

นาฬิกา Zenith Chronomaster Sport Two-Tone ตัวเรือนทำจากเหล็กและโรสโกลด์ พร้อมหน้าปัดมุก

Zenith Chronomaster Sport Two-Tone

การนำนาฬิกาสปอร์ตมาขัดเกลาให้ดูเนี้ยบและใส่ได้หลายโอกาสมากขึ้นคือโจทย์ของ Zenith Chronomaster Sport Two-Tone รุ่นใหม่ ที่เปลี่ยนภาพลักษณ์ความดุดันให้ดูมีความนุ่มนวลและสุขุมขึ้น แต่ยังคงรักษาพลังงานความกระฉับกระเฉงที่เป็นหัวใจสำคัญของรุ่นนี้ไว้ได้อย่างดี

ภาพระยะใกล้ของหน้าปัด Chronomaster Sport Two-Tone พร้อมเคาน์เตอร์โครโนกราฟสามสี

ตัวเรือนขนาด 41 มม. เป็นการผสมผสานระหว่างสเตนเลสสตีลกับทองโรสโกลด์ที่ปรากฏอยู่บนขอบหน้าปัด เม็ดมะยม และปุ่มกด ซึ่งการใช้สีที่ตัดกันอย่างชัดเจนนี้ช่วยยกระดับให้นาฬิกาดูหรูหราและเข้ากับการแต่งตัวได้หลากหลายสไตล์มากขึ้น ความน่าสนใจยังลามไปถึงหน้าปัดที่เลือกใช้เปลือกหอยมุก (Mother-of-Pearl) ซึ่งให้มิติของแสงที่เปลี่ยนไปตามการเคลื่อนไหวของข้อมือ โดยมีหน้าปัดย่อย 3-6-9 วางซ้อนกันเป็นเอกลักษณ์ที่เชื่อมโยงไปถึงตระกูล El Primero ดั้งเดิม

หัวใจของเรือนนี้คือกลไก El Primero 3600 ที่ทำงานด้วยความถี่ 5 เฮิรตซ์ ไฮไลต์อยู่ที่เข็มวินาทีจับเวลาตรงกลางที่พุ่งทะยานรอบหน้าปัดในเวลาเพียง 10 วินาที เพื่อแสดงค่าความละเอียด 1/10 วินาทีให้เห็นแบบสดๆ บนขอบหน้าปัด ซึ่งเป็นการโชว์ประสิทธิภาพที่เหนือชั้นของแบรนด์ออกมาได้อย่างชัดเจน

Zenith Chronomaster Sport รุ่นนี้ผลิตมาจำนวนจำกัดเพียง 50 เรือนเท่านั้น เป็นการเติมความอบอุ่นและรายละเอียดที่ซับซ้อนให้กับนาฬิกาสปอร์ตรุ่นยอดนิยม ซึ่งตอบโจทย์คนที่มองหานาฬิกาที่ดูภูมิฐาน มีเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ และมีกลไกที่น่าตื่นเต้นอยู่บนข้อมือในเรือนเดียว

ข้อมูลทางเทคนิค
Zenith Chronomaster Sport Two-Tone
  • กลไก: กลไกอัตโนมัติ El Primero 3600 แบบ column-wheel chronograph ความถี่ 5 Hz (36,000 ครั้งต่อชั่วโมง) สำรองพลังงาน 60 ชั่วโมง
  • ฟังก์ชัน: แสดงชั่วโมงและนาทีจากแกนกลาง พร้อมวินาทีเล็กที่ตำแหน่ง 9 นาฬิกา และวันที่ที่ตำแหน่ง 4:30 มาพร้อมฟังก์ชันจับเวลาแบบ 1/10 วินาที รวมถึงตัวนับ 60 นาทีที่ตำแหน่ง 6 นาฬิกา และตัวนับวินาทีที่ตำแหน่ง 3 นาฬิกา
  • ตัวเรือน: ขนาด 41 มม. ผลิตจากสเตนเลสสตีลและ 18K โรสโกลด์ ขอบตัวเรือนทองคำมาพร้อมสเกลแสดงค่า 1/10 วินาที กันน้ำ 10 ATM
  • หน้าปัด: หน้าปัดมุก (mother-of-pearl) พร้อมซับไดอัล 3 วงในโทนสีที่แตกต่างกัน
  • สาย: สายสเตนเลสสตีลและ 18K โรสโกลด์ แบบ two-tone พร้อมตัวล็อกพับ และมาพร้อมสายยางสีดำเสริมอีกหนึ่งเส้น
  • จำนวนการผลิต: ลิมิเต็ดเพียง 50 เรือน
นาฬิกา Zenith Chronomaster Sport ตัวเรือนโรสโกลด์ ขอบตัวเรือนเซรามิกสีดำ (แสดงในภาพพร้อมสายยาง)

Zenith Chronomaster Sport Skeleton

ในรุ่น Chronomaster Sport Skeleton ทาง Zenith ได้เปลี่ยนจุดโฟกัสจากการตกแต่งพื้นผิวมาเป็นการโชว์กลไกแบบเต็มตา หน้าปัดแซฟไฟร์สีควันบุหรี่ถูกนำมาใช้เพื่อเปิดให้เห็นโครงสร้างภายในของกลไก El Primero 3600SK ซึ่งเป็นการเปลี่ยนหนึ่งในกลไกที่มีชื่อเสียงที่สุดของแบรนด์ให้กลายเป็นหัวใจหลักทางสายตาของงานดีไซน์ชิ้นนี้

ขณะเดียวกัน ตัวนาฬิกายังคงรักษาเอกลักษณ์ที่ทำให้คอลเลกชั่นนี้เป็นที่จดจำเอาไว้ครบถ้วน ตั้งแต่ตัวเรือนขนาด 41 มม. ขอบหน้าปัดเซรามิก ไปจนถึงวงหน้าปัดย่อยที่วางซ้อนเหลื่อมกัน ซึ่งในแต่ละเวอร์ชันยังคงสะท้อนถึงกลิ่นอายของ El Primero รุ่นดั้งเดิมปี 1969 โดยรุ่นใหม่นี้มีให้เลือกทั้งแบบตัวเรือนสตีลที่มาพร้อมขอบเซรามิกสีดำหรือสีเขียว รุ่นทองโรสโกลด์สายยาง และรุ่นพิเศษที่ผลิตเพียง 10 เรือนในตัวเรือนทองโรสโกลด์พร้อมสายและขอบหน้าปัดประดับเพชรบาเก็ตต์ ซึ่งการปรับโฉมแบบสเกเลตัน (Skeletonized) ครั้งนี้ช่วยสร้างตัวตนที่ดูดุดันและมีความเป็นวิศวกรรมที่ล้ำสมัยให้กับ Chronomaster Sport อย่างชัดเจน

นอกจากนี้ Zenith ยังเปิดตัวตัวล็อกสายแบบพับได้ (Folding Clasp) รุ่นใหม่ที่ได้รับสิทธิบัตรในรุ่นตัวเรือนสตีล โดยเพิ่มระบบ Micro-adjustment ที่ปรับความละเอียดได้เองโดยไม่ต้องใช้เครื่องมือ พร้อมโครงสร้างที่รับกับสรีระข้อมือมากขึ้น ซึ่งเป็นการขยายแนวคิดเรื่องประสิทธิภาพให้ก้าวข้ามจากตัวกลไกไปสู่การใช้งานจริงที่สะดวกสบายในทุกวัน

นาฬิกา Zenith Chronomaster Sport ตัวเรือนพิงค์โกลด์ทั้งเรือน ประดับขอบตัวเรือนด้วยเพชร
ภาพระยะใกล้ของนาฬิกา Zenith Chronomaster Sport ตัวเรือนเหล็กพร้อมขอบตัวเรือนเซรามิกสีดำ
นาฬิกา Zenith Chronomaster Sport ตัวเรือนเหล็ก พร้อมขอบและสายเซรามิกสีเขียว

The Perfect Fit Innovation
นวัตกรรมตัวล็อกแบบพับของ ZENITH พร้อมระบบ micro-adjustment ที่ปรับได้บนข้อมือโดยไม่ต้องใช้เครื่องมือ ปรับได้ครั้งละ 2.5 มม. รวม 10 มม. เพื่อความพอดีและสบายตลอดวัน

ข้อมูลทางเทคนิค
Zenith Chronomaster Sport Skeleton
  • กลไก: อัตโนมัติ El Primero 3600 SK แบบ column-wheel ความถี่ 5 Hz (36,000 vph) พร้อม silicon escapement สำรองพลังงาน 60 ชั่วโมง
  • ฟังก์ชัน: ชั่วโมง นาที วินาทีเล็ก (9 นาฬิกา) วันที่ (4:30) และโครโนกราฟ 1/10 วินาที (เข็มกลางหมุนครบใน 10 วินาที) พร้อมตัวนับ 60 นาที (6 นาฬิกา) และ 60 วินาที (3 นาฬิกา)
  • ตัวเรือน: ขนาด 41 มม. มีทั้งสเตนเลสสตีล (ขอบเซรามิกดำ/เขียว), โรสโกลด์ (ขอบเซรามิกดำ) และโรสโกลด์ประดับเพชร baguette กันน้ำ 10 ATM
  • หน้าปัด: แซฟไฟร์แบบ openworked โทน smoked ดำ พร้อมซับไดอัล 3 สี
  • สาย: สตีลพร้อมตัวล็อกปรับละเอียด + สายยางเสริม (รุ่นสตีล) / สายยางหรือสายโรสโกลด์ (รุ่นทอง)
  • การวางจำหน่าย: มี 4 เวอร์ชัน โดยรุ่นเพชรลิมิเต็ด 10 เรือน
นาฬิกา Zenith GFJ Yellow Gold Bloodstone กลับมาอีกครั้งด้วยกลไก Calibre 135 ในรูปแบบที่โดดเด่นยิ่งขึ้น ผสานความแม่นยำในการบอกเวลาเข้ากับหน้าปัดหินที่มีลวดลายสวยงาม

Zenith G.F.J. Yellow Gold Bloodstone

การที่ Zenith ส่งนาฬิกาในตระกูล G.F.J. ออกมาอย่างต่อเนื่อง เป็นการส่งสัญญาณชัดเจนว่าคอลเลกชั่นนี้ไม่ใช่แค่โปรเจกต์ทำขึ้นเพื่อรำลึกถึงอดีตเพียงครั้งเดียว แต่นี่คือ “บ้านหลังใหม่” ที่ถาวรและร่วมสมัยสำหรับกลไกในตำนานอย่าง Calibre 135 โดยในรุ่นล่าสุดนี้มาพร้อมตัวเรือนเยลโลว์โกลด์ขนาด 39.5 มม. ที่ผลิตมาเพียง 161 เรือน พร้อมงานดีไซน์หน้าปัดที่ถือว่ามีเอกลักษณ์ที่สุดรุ่นหนึ่งของปีนี้

จุดเด่นที่ดึงสายตาที่สุดคือการเลือกใช้ Bloodstone มาทำเป็นพื้นหน้าปัด ซึ่งเสน่ห์ของหินชนิดนี้อยู่ที่ลวดลายธรรมชาติที่เกิดขึ้นเอง ทำให้หน้าปัดนาฬิกาแต่ละเรือนมีบุคลิกเฉพาะตัวไม่ซ้ำกันเลย นอกจากนี้ยังมีการเพิ่มลูกเล่นด้วยหน้าปัดย่อยสำหรับเข็มวินาทีขนาดใหญ่ที่ทำจากเปลือกหอยมุก ตรงตำแหน่ง 6 นาฬิกา ล้อมรอบด้วยวงแหวนแกะลายกิโยเช (Guilloché) ที่ได้รับแรงบันดาลใจมาจากลวดลายอิฐบนผนังอาคารของโรงงาน Zenith เอง ช่วยสร้างมิติและโครงสร้างที่ดูแข็งแกร่งและประณีตไปพร้อมกัน

ขุมพลังข้างในคือกลไกไขลาน Calibre 135 ที่ยังคงสืบทอดภารกิจด้านความเที่ยงตรง ซึ่งเคยทำให้กลไกรุ่นพี่ในอดีตกลายเป็นหนึ่งในเครื่องนาฬิกาที่กวาดรางวัลจากการทดสอบความเที่ยงตรง (Observatory Chronometer) มามากที่สุดแห่งยุค โดยกลไกเวอร์ชันปัจจุบันได้รับการอัปเกรดให้สำรองพลังงานได้นานถึง 72 ชั่วโมง พร้อมระบบหยุดเข็มวินาที (Stop-second) และผ่านการรับรองความเที่ยงตรงระดับ COSC

การเปิดตัวครั้งนี้เป็นมากกว่าการเพิ่มรุ่นตัวเรือนโลหะมีค่า แต่เป็นการตอกย้ำว่า G.F.J. ได้กลายเป็นเสาหลักที่แข็งแกร่งและสำคัญในพอร์ตโฟลิโอของ Zenith อย่างเต็มตัว เป็นเรือนเวลาที่เชื่อมโยงความสำเร็จในประวัติศาสตร์เข้ากับงานดีไซน์ยุคใหม่ได้อย่างไร้ที่ติ

ข้อมูลทางเทคนิค
Zenith G.F.J. Yellow Gold Bloodstone
  • กลไก: ไขลาน Calibre 135 มาตรฐาน COSC ความถี่ 2.5 Hz (18,000 vph) พร้อม Breguet hairspring และระบบหยุดวินาที สำรองพลังงาน 72 ชั่วโมง
  • ฟังก์ชัน: ชั่วโมง นาที และวินาทีเล็ก (6 นาฬิกา)
  • ตัวเรือน: 18K เยลโลว์โกลด์ ขนาด 39.15 มม. หนา 10.5 มม. lug-to-lug 45.75 มม. กันน้ำ 5 ATM
  • หน้าปัด: วงนอกลาย brick guilloché ซิกเนเจอร์ ตรงกลางหิน jasper bloodstone พร้อมซับไดอัลวินาทีเล็ก mother-of-pearl
  • สาย: หนัง alligator nubuck สีเบจ, alligator สีเขียว และหนังลูกวัวสีดำ พร้อมหัวเข็มขัดเยลโลว์โกลด์ หรือเลือกสายเยลโลว์โกลด์ 18K ได้
  • การผลิต: ลิมิเต็ด 161 เรือน
Zenith GFJ Tantalum คือนาฬิกาที่มีสีเข้มและเข้มข้นกว่ารุ่นอื่นๆ ซึ่งความท้าทายในการขึ้นรูปโลหะแทนทาลัมสะท้อนให้เห็นถึงความพิถีพิถันในการผลิตนาฬิกาที่มีความแม่นยำสูง

Zenith G.F.J. Tantalum

หากรุ่นเยลโลว์โกลด์คือตัวแทนของความอบอุ่น Zenith G.F.J. Tantalum คือขั้วตรงข้ามที่พาคอลเลกชั่นนี้ไปสู่ทิศทางที่เข้มขรึม ดุดัน และดูจริงจังยิ่งกว่าเดิม ด้วยจำนวนการผลิตที่จำกัดเพียง 20 เรือนทั่วโลก ความพิเศษเริ่มตั้งแต่วัสดุตัวเรือนที่ทำจากแทนทาลัม (Tantalum) ซึ่งขึ้นชื่อว่าเป็นหนึ่งในโลหะที่จัดการยากที่สุดในโลกนาฬิกายุคใหม่ ทั้งในแง่การขึ้นรูปและการขัดแต่ง แต่นั่นคือความตั้งใจของ Zenith ที่ต้องการใช้ความยากของวัสดุมาเป็นตัวสะท้อนถึงความประณีตและระเบียบวินัยที่อยู่เบื้องหลังกลไกอันเที่ยงตรง

หน้าปัดยังคงคุมโทนขรึมด้วยการใช้หินนิล (Black Onyx) วางไว้ตรงกลาง ตัดกับวงหน้าปัดวินาทีเล็กที่ทำจากเปลือกหอยมุกสีเทา พร้อมล้อมรอบด้วยวงแหวนแกะลายกิลโลเช่ (Guilloché) แพทเทิร์นลายอิฐ เพิ่มความเฉียบคมด้วยหลักชั่วโมงประดับเพชรเจียระไนทรงคางหมู (Trapeze-cut) ซึ่งพอมองผ่านฝาหลังแซฟไฟร์เข้าไป จะเห็นกลไก Calibre 135 ที่ขัดแต่งด้วยโทนสีรูทีเนียมเข้ม (Dark Ruthenium) เสริมบุคลิกให้นาฬิกาดูมีความเป็นสถาปัตยกรรมที่แข็งแกร่งและทรงพลัง

นี่คือนาฬิกาในตระกูล G.F.J. ที่เอ็กซ์คลูซีฟที่สุดของปี และเป็นตัวอย่างที่ชัดเจนมากว่า Zenith กำลังใช้คอลเลกชั่นนี้เพื่อสำรวจโลกแห่งความเที่ยงตรงผ่านวัสดุและพื้นผิวที่หาตัวจับยาก เป็นการนำเสนอความหายากในระดับที่นักสะสมตัวจริงต้องหยุดมอง

ข้อมูลทางเทคนิค
Zenith G.F.J. Tantalum
  • กลไก: ไขลาน Calibre 135 มาตรฐาน COSC ความถี่ 2.5 Hz (18,000 vph) พร้อม Breguet hairspring และระบบหยุดวินาที สำรองพลังงาน 72 ชั่วโมง
  • ฟังก์ชัน: ชั่วโมง นาที และวินาทีเล็ก (6 นาฬิกา)
  • ตัวเรือน: แทนทาลัม ขนาด 39.15 มม. หนา 10.5 มม. lug-to-lug 45.75 มม. กันน้ำ 5 ATM
  • หน้าปัด: วงนอกลาย brick-pattern guilloché ซิกเนเจอร์ ตรงกลางหิน onyx พร้อมซับไดอัลวินาทีเล็ก mother-of-pearl และหลักชั่วโมงประดับเพชรทรง trapeze-cut
  • สาย: หนัง alligator nubuck สีน้ำเงิน พร้อมสาย alligator สีดำและสายหนังลูกวัวสีเทาเพิ่มเติม หัวเข็มขัดไทเทเนียม
  • การผลิต: ลิมิเต็ด 20 เรือน

อ่านบทความอื่นๆ เพิ่มเติม
Rado Master of Materials นวัตกรรมไฮเทคเซรามิกและโครงสร้าง Monobloc แห่งอนาคต
Cartier Baignoire โฉมใหม่ เมื่อสองไอคอนแห่งเมซงหลอมรวมเป็นหนึ่งเดียว
Czapek & Cie Antarctique Cosmic Blue: จุดบรรจบของกาลเวลาและอวกาศในตัวเรือนไทเทเนียม

Bvlgari Octo Finissimo 37 ก้าวข้ามสถิติโลกสู่ความสมบูรณ์แบบของการสวมใส่ในงาน Watches and Wonders 2026

เมื่อ Octo Finissimo ก้าวไปข้างหน้า ในขณะที่ Serpenti หวนคืนสู่จิตวิญญาณแห่งเครื่องประดับชั้นสูง

Bvlgari ตั้งเป้าที่จะพานาฬิกาไอคอนิกเจ้าของสถิติโลกไปสู่กลุ่มลูกค้าใหม่ที่กว้างขึ้น ด้วยการเปิดตัว Octo Finissimo 37 ถึง 4 รุ่นใหม่พร้อมกัน ซึ่งถือเป็นการปรับจังหวะครั้งสำคัญที่ทำให้ความเพรียวบางระดับตำนานเข้าถึงได้ง่ายขึ้นกว่าเดิม

เคยมีอยู่ยุคหนึ่งที่ Octo Finissimo ปรากฏตัวพร้อมกับการทำลายสถิติโลกแบบ “ไมค์ดรอป” ต้องเป็นนาฬิกาที่บางที่สุดเท่าที่เคยมีมา เป็นตัวเลขที่ดุดันจนคนทั้งวงการต้องหันมามอง และยอมรับว่า Bvlgari ไม่ได้แค่ลงมาเล่นในตลาดนาฬิกา แต่พวกเขากำลังนิยามคำว่านาฬิกาเพรียวบางยุคใหม่ขึ้นมาใหม่ทั้งหมด

ไม่น่าเชื่อเลยว่าทศวรรษแห่งการทำลายสถิตินั้นได้ทำหน้าที่ของมันสำเร็จแล้ว ทั้งการสร้างความเชื่อมั่น ความน่าหลงใหล จนมาถึงสิ่งที่หาได้ยากที่สุดนั่นคือการเป็นที่จดจำ จนทุกวันนี้ Octo Finissimo กลายเป็นหนึ่งในนาฬิกาที่มีรูปทรงโดดเด่นจนมองเห็นได้ชัดจากอีกฝั่งของห้อง นั่นคือเหตุผลที่สิ่งที่น่าสนใจที่สุดที่ Bvlgari ทำในงาน Watches and Wonders 2026 ไม่ใช่การวิ่งไล่หาตัวเลขสถิติใหม่ แต่เป็นการปรับสัดส่วนให้ลงตัวขึ้น เพื่อให้เข้ากับข้อมือที่หลากหลายกว่าเดิม ซึ่ง Jean-Christophe Babin ซีอีโอของแบรนด์นิยามว่านี่คือก้าวย่างแห่งความเติบโตที่ก้าวข้ามแค่เรื่องความเก่งกาจทางเทคนิค ไปสู่การตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ร่วมสมัยอย่างสมบูรณ์แบบ เป็นความสมดุลระหว่างความสง่างามที่เรียบง่าย ความสบายเมื่อสวมใส่ และนวัตกรรมที่ลงตัว

ถ้าจะย้อนดูบันทึกประวัติศาสตร์การทำสถิติโลกของเขาก็มีให้เห็นกันยาวเหยียด ตั้งแต่ Tourbillon (2014) ไล่มาจนถึง Ultra Tourbillon (2025) แต่ในปีนี้ เสียงกลองแห่งการทำลายสถิติเหล่านั้นไม่จำเป็นอีกต่อไป เพราะวันนี้ Octo Finissimo สามารถยืนหยัดได้อย่างสง่าผ่าเผยในฐานะต้นแบบของงานดีไซน์ที่ยอดเยี่ยมด้วยตัวมันเอง

ทิศทางที่เปลี่ยนไปนี้ชัดเจนยิ่งขึ้นเมื่อได้ฟังมุมมองจากทีมผู้บริหารอย่าง Jonathan Brinbaum และ Fabrizio Buonamassa Stigliani ที่มองว่านี่คือช่วงเวลาที่ Octo Finissimo ก้าวเข้าสู่วัยผู้ใหญ่เต็มตัว มันคือนางฬิกาที่ถูกออกแบบมาเพื่อให้ “สวมใส่” มากกว่าจะเอาไว้แค่ “วัดตัวเลข” กันเหมือนเมื่อก่อน

ผู้ออกแบบ Octo Finissimo 37, ผู้อำนวยการบริหารฝ่ายสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ของแผนกนาฬิกา Bvlgari Fabrizio Buonamassa Stigliani
โจนาธาน บรินบอม กรรมการผู้จัดการฝ่ายนาฬิกาของบฟลการี

Antoine Pin (Managing Director ของ Bvlgari Watches) ย้ำชัดว่าสถิติโลกตลอดทศวรรษที่ผ่านมาของ Octo Finissimo คือรากฐานสำคัญที่ทำให้มันกลายเป็นรุ่นเรือธงของวงการ แต่สำหรับบทใหม่ที่กำลังจะเริ่มขึ้นนี้ เขามองหาเป้าหมายที่ต่างออกไป แม้ 10 ปีที่ผ่านมาจะเป็นปรากฏการณ์ที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในอุตสาหกรรมนาฬิกา แต่ Finissimo ถูกสร้างมาให้เป็นมากกว่าแค่การพาดหัวข่าวสถิติโลก เพราะมันคืองานศิลปะเชิงสถาปัตยกรรมมาตั้งแต่ต้น

นั่นคือเหตุผลว่าทำไมการพัฒนาขนาด 37 มม. นี้ถึงเริ่มทำมาตั้งแต่ 3 ปีก่อน “มันไม่ได้ถูกออกแบบมาเพื่อทำลายสถิติ และนั่นคือสิ่งที่เราหลงรักในตัวมัน” เขากล่าว ซึ่งสิ่งที่ได้มาคือการก้าวกระโดดทางวิศวกรรมที่น่าทึ่ง เพราะพวกเขาสามารถเพิ่มพลังงานสำรองได้มากขึ้นราว 20% ในขณะที่ใช้พื้นที่กลไกลดลงไปถึง 20% เช่นกัน

เรื่องราวของ Finissimo ที่ถูกเล่าออกเป็น 4 บท

เรื่องราวของ Octo Finissimo ในปีนี้ถูกเล่าผ่าน 4 บทตอนสำคัญ โดยการเปิดตัว Octo Finissimo 37 ที่มาพร้อมกับการยกเครื่องโครงสร้างใหม่ทั้งหมด ทั้งในรุ่นกลไกอัตโนมัติ 3 รุ่นที่ขับเคลื่อนด้วยคาลิเบอร์ micro-rotor BVF 100 และรุ่น Minute Repeater ขนาด 37 มม. ซึ่งตัวเลข 37 มม. นี้มาพร้อมความเพรียวบางเพียง 6.45 มม. ฝาหลังเปลือยโชว์กลไก และเม็ดมะยมประดับเซรามิกสีดำที่เป็นเอกลักษณ์ โดยยังคงประสิทธิภาพการกันน้ำที่ 30 เมตร

ในแง่ของวัสดุและงานดีไซน์ Bvlgari เลือกนำเสนอความต่างผ่านพื้นผิวที่หลากหลาย รุ่นไทเทเนียมเกรด 5 แบบพ่นทราย (Sandblasted) จะให้ลุคที่ดูโมเดิร์นขรึมด้วยหน้าปัดสีไทเทเนียมโอพาลีนตัดกับเข็มสีดำ ขณะที่รุ่นทองคำเหลือง (Yellow Gold) แบบขัดเงาสลับด้าน มอบความหรูหราแบบคลาสสิกด้วยหน้าปัดและเข็มที่ทำจากวัสดุสีทองเข้ากับตัวเรือนอย่างสมบูรณ์แบบ ส่วนรุ่นไทเทเนียมขัดเงาสลับด้าน (Satin-polished) จะมาพร้อมกับหน้าปัดไทเทเนียมโอพาลีนและเข็มชุบโรเดียม ซึ่งงานขัดผิว Satin ทั้งหมดในรุ่นนี้เป็นงานทำมือที่ละเอียดอ่อนมาก

สำหรับจังหวะการวางจำหน่าย รุ่นไทเทเนียมพ่นทรายและรุ่นทองคำจะเริ่มเปิดตัวก่อนในเดือนเมษายน 2026 ตามมาด้วยรุ่นไทเทเนียมขัดเงาที่จะตามมาสมทบในเดือนกันยายนปีเดียวกัน การปรับขนาดมาที่ 37 มม. ครั้งนี้ถือเป็นก้าวสำคัญที่ทำให้ Octo Finissimo เข้าถึงข้อมือได้หลากหลายขึ้น โดยยังคงรักษา DNA ความบางเฉียบและความเท่ในแบบสถาปัตยกรรมอิตาลีไว้อย่างครบถ้วน

สัดส่วนใหม่และเทคนิคการตกแต่งที่ประณีตทำให้ตัวนาฬิกามีมิติที่แตกต่างออกไป

ถัดมาคือรุ่น Minute Repeater (Ref. 104250) ที่มาในตัวเรือนไทเทเนียมพ่นทรายขนาดหน้าปัด 37 มม. และหนาเพียง 6.85 มม. พร้อมการฉลุหลักชั่วโมงแบบโปร่งและเข็มสีเทาโรเดียม ขับเคลื่อนด้วยกลไกไขลาน BVL 362 ที่หนาเพียง 3.12 มม. แต่สามารถบรรจุค้อนตีระฆังไว้ถึงสองชุดและสำรองพลังงานได้ 42 ชั่วโมง ซึ่งหากดูแค่ตัวเลขก็นับว่าน่าทึ่งมากแล้ว แต่สิ่งที่น่าสนใจกว่านั้นคือการที่ Bvlgari ไม่ได้พยายามวางตำแหน่งนาฬิกาเรือนนี้เพื่อทุบสถิติโลกอะไรอีก เพราะนาฬิกาในตระกูล Octo Finissimo ก้าวข้ามจุดที่ต้องใช้คำจำกัดความว่า “ที่สุด” มาไกลแล้ว

นาฬิกา Minute Repeater ขนาด 37 มม. อาจไม่ได้อ้างสิทธิ์ในสถิติใดๆ แต่เป็นเครื่องพิสูจน์ว่า Bvlgari สามารถสร้างนาฬิกาที่มีกลไกซับซ้อนสูงในตัวเรือนที่ทันสมัยและสวมใส่ได้ง่าย

การเปิดตัวนาฬิกาทั้ง 4 รุ่นนี้ เปรียบเสมือนการสรุปใจความสำคัญของโปรเจกต์ Finissimo ออกมาได้อย่างเข้มข้น เริ่มจากรุ่นกลไกอัตโนมัติวัสดุไทเทเนียมที่เป็นตัวแทนของความต่อเนื่องและยึดโยงรากเหง้าดั้งเดิมของคอลเลกชั่นเอาไว้ ส่วนรุ่นไทเทเนียมขัดเงาก็ถือเป็นการนำเสนอความแปลกใหม่ทั้งในแง่ของงานผิวสัมผัสและทัศนคติ ซึ่งช่วยขยายฐานกลุ่มลูกค้าให้กว้างขึ้นแต่ยังคงเอกลักษณ์เดิมไว้อย่างครบถ้วน ในขณะที่รุ่นทองคำเป็นการตอกย้ำตัวตนในฐานะช่างอัญมณีชั้นสูง และปิดท้ายด้วยรุ่น Minute Repeater ที่เป็นเสมือนเครื่องเตือนใจให้ทุกคนรู้ว่า Bvlgari ยังคงเชี่ยวชาญในศาสตร์กลไกสลับซับซ้อนระดับสูงเสมอเมื่อพวกเขาต้องการ ซึ่ง Brinbaum อธิบายว่านาฬิกาทั้ง 4 เรือนนี้ทำหน้าที่ต่างกันชัดเจน รุ่นไทเทเนียม 37 คือตัวอ้างอิงหลัก รุ่นไทเทเนียมขัดเงาคือตัวขยายฐานผู้ฟัง รุ่น Minute Repeater คือข้อพิสูจน์ว่าไม่มีการประนีประนอมเรื่องเทคนิค และรุ่นทองคำคือการแสดงออกถึงความเป็น Bvlgari ที่สัญชาตญาณรับรู้ได้ทันที

สำหรับ Brinbaum แล้ว ขนาด 37 มม. ไม่ใช่ขนาดที่ทำขึ้นเพื่อรอมชอมกับใคร แต่มันคือจุดที่รูปทรงเรขาคณิตของ Octo กลไกชุดใหม่ และฟีลลิ่งตอนสวมใส่เข้าคู่กันได้อย่างสมดุลที่สุด เขาเรียกมันว่าจุดลงตัวที่ทำให้เกิดความมหัศจรรย์ เป็นความพอดีระหว่างความหนากับเส้นผ่านศูนย์กลาง และเขายืนยันว่านี่ไม่ใช่แค่การย่อส่วนรุ่น 40 มม. ให้เล็กลง แต่มันคือ Finissimo ในรูปแบบใหม่ที่ออกแบบมาเพื่อกลุ่มลูกค้าที่มีความต้องการต่างออกไป โดยเป็นการสานต่อเรื่องราวที่มีอยู่เดิมให้เดินหน้าต่อไปอย่างไม่สะดุด

ความต่อเนื่องนี้ถือเป็นเรื่องสำคัญมาก เนื่องจาก Finissimo ถือกำเนิดขึ้นจากวัสดุไทเทเนียม ดังนั้นไทเทเนียมจึงต้องเป็นจุดเชื่อมโยงหลักกลับไปยังรุ่น 40 มม. แม้ว่าที่ผ่านมาแบรนด์จะเคยทดลองใช้วัสดุอื่นมาบ้าง ทั้งสเตนเลสสตีลหรือคาร์บอน แต่สำหรับ Brinbaum รากฐานที่แท้จริงของ Finissimo คือไทเทเนียมเท่านั้น ขณะเดียวกัน Bvlgari ก็ต้องการสร้างภาษาใหม่ในงานขัดแต่งที่ให้ความรู้สึกต่างไปจากเดิม ผลลัพธ์จึงมาจบที่ไทเทเนียมขัดเงา ซึ่งมอบความคล่องตัวในการใช้งานเหมือนสเตนเลสสตีล แต่ให้สัมผัสที่ต่างออกไป ทั้งความเบาและมิติของแสงที่ตกกระทบลงบนตัวเรือนได้อย่างมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว

เทคนิคการตกแต่งผิวแบบใหม่บนตัวเรือนไทเทเนียมขัดเงา ทำให้ตัวนาฬิกามีรูปลักษณ์เหมือนเหล็กกล้า แต่มีน้ำหนักเบาเหมือนไทเทเนียม

ในมุมมองของ Brinbaum การเลือกใช้ไทเทเนียมขัดเงายังเป็นการพากลับไปหาจิตวิญญาณดั้งเดิมของรุ่นขนาด 40 มม. เพราะ Octo Finissimo รุ่นแรกถูกสร้างขึ้นเพื่อเป็นตัวแทนของความสง่างามสไตล์อิตาลี เป็นนาฬิกาบางเฉียบที่ตั้งใจให้อยู่ภายใต้แขนเสื้อเชิ้ตได้อย่างแนบเนียน ซึ่งถือเป็นหัวใจหลักในงานดีไซน์ของ Bvlgari โดยแท้จริง ดังนั้นการมาถึงของรุ่น 37 มม. จึงไม่ได้เข้ามาเพื่อแทนที่รุ่นไหน แต่มันคือการเปิดบทใหม่และช่วยขยายขอบเขตของสิ่งที่มีอยู่เดิมให้กว้างไกลกว่าเดิม

ขนาดที่ลงตัวที่สุด

แม้ว่าขนาด 37 มม. จะถูกมองว่าเป็นระยะที่ลงตัวที่สุด แต่การเดินทางเพื่อให้ได้ตัวเลขนี้มากลับไม่ใช่เรื่องง่าย Fabrizio Buonamassa Stigliani เล่าว่าพวกเขาใช้เวลาพัฒนากว่า 3 ปี และทดสอบนาฬิกาต้นแบบตั้งแต่ขนาด 36 ไปจนถึง 39 มม. ผลปรากฏว่าขนาด 36 มม. นั้นเล็กเกินไปจนดูเหมือนนาฬิกาสุภาพสตรี ซึ่งขัดกับความตั้งใจแรก แถมทีมช่างนาฬิกายังสำทับว่าถ้าจะใช้ตัวเรือนไซส์นี้ กลไกจะต้องมีขนาดจิ๋วมากเป็นพิเศษ ส่วนขนาด 38 และ 39 มม. เมื่อลองสวมจริงกลับให้ความรู้สึกแทบไม่ต่างจากรุ่น 40 มม. เพราะรูปทรงของ Octo มีบุคลิกการสวมใส่ที่กางออกคล้ายทรงเหลี่ยม สุดท้ายจึงมาจบที่ 37 มม. ซึ่งเล็กลงกว่ารุ่นเดิมอย่างชัดเจน และเข้าคู่กับกลไกที่กำลังพัฒนาอยู่ได้อย่างพอดี

ประเด็นเรื่องกลไกถือเป็นหัวใจสำคัญ เพราะโปรเจกต์นี้ไม่ได้เริ่มจากการทำตัวเรือนแล้วค่อยไปควานหาเครื่องมาใส่ แต่เป็นการปั้นตัวเรือนและกลไกขึ้นมาพร้อมกัน เนื่องด้วยรูปทรงเรขาคณิตของ Octo Finissimo นั้นละเอียดอ่อนและไม่ยอมให้มีความผิดเพี้ยนแม้แต่นิดเดียว การพัฒนาแบบคู่ขนานจึงจำเป็นมาก เพราะหากขนาด 37 มม. ไม่ใช่ระยะที่ใช่ หรือทีมช่างไม่สามารถย่อส่วนกลไกให้ได้สัดส่วนที่ถูกต้อง การเดินหน้าทำตัวเรือนต่อไปก็คงไร้ความหมาย

ผลลัพธ์ที่ได้คือกลไก In-house อัตโนมัติรหัส BVF 100 ที่มีความบางพิเศษ พัฒนาขึ้นที่โรงงานใน Le Sentier โดยมีความหนาเพียง 2.35 มม. ทำงานด้วยความถี่ 3 เฮิรตซ์ และที่น่าทึ่งคือสามารถสำรองพลังงานได้นานถึง 72 ชั่วโมง ซึ่งมากกว่ารุ่น 40 มม. ที่ทำได้ 60 ชั่วโมงเสียอีก งานขัดแต่งยังคงความประณีตด้วยลาย Côtes de Genève แบบรัศมีและลายก้นหอยที่ทำด้วยมือ จุดที่น่าสนใจคือการยังคงเลือกใช้ไมโครโรเตอร์ที่ทำจากแพลทินัม ซึ่งถือเป็นดีเอ็นเอสำคัญที่เชื่อมโยงรุ่น 37 มม. นี้เข้ากับตำนานตระกูล Finissimo ได้อย่างเหนียวแน่นแม้สัดส่วนรอบข้างจะเปลี่ยนไปก็ตาม

กลไก BVF 100 ที่บางเฉียบซึ่งขับเคลื่อนนาฬิกา 37 Automatic มีไมโครโรเตอร์ทำจากแพลตินัม มีความหนาเพียง 2.35 มม. ทำงานที่ความถี่ 3 เฮิรตซ์ และสำรองพลังงานได้ 72 ชั่วโมง
กลไก BVF 100 รุ่นใหม่ได้รับการออกแบบมาให้เข้ากับตัวนาฬิกาได้อย่างสมบูรณ์แบบ

ในฝั่งของ Brinbaum โจทย์ที่ได้รับมานั้นสั้นและง่าย คือต้องรักษาความเป็น Finissimo เอาไว้ให้ได้ แต่ในเชิงปฏิบัติ ความท้าทายที่แท้จริงกลับไม่ใช่เรื่องความบางเพียงอย่างเดียว แต่เป็นการลดขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางตัวเรือนลง เพราะเมื่อพื้นที่เล็กลง ปัญหาเรื่องพลังงานจะตามมาทันที ตอนแรก Bvlgari คิดว่าจะใช้วิธีลดสัดส่วนกลไกเดิมลงตรงๆ แต่สุดท้ายก็พบว่ามันใช้ไม่ได้ผล กลไกชุดนี้จึงต้องถูกรื้อเพื่อออกแบบวิศวกรรมใหม่ทั้งหมด แม้จะยังคงเอกลักษณ์งานดีไซน์ของ Finissimo ไว้ครบถ้วน แต่การปรับเปลี่ยนไส้ในครั้งนี้กลับให้ผลลัพธ์ที่น่าทึ่ง คือสามารถสำรองพลังงานได้นานถึง 72 ชั่วโมง ซึ่งมากกว่ากลไก BVL 138 ในรุ่นขนาด 40 มม. ถึงเกือบ 20 เปอร์เซ็นต์ ในมุมมองของ Brinbaum แม้นาฬิกาจะขยับเข้าหาความเป็นไลฟ์สไตล์มากขึ้น แต่แบรนด์จะไม่มีวันลดราวาศอกเรื่องเทคนิคหรือยอมเสียคุณภาพของกลไกไปเด็ดขาด

ขณะเดียวกัน Buonamassa Stigliani ได้ชี้ให้เห็นถึงความสำเร็จอีกด้านนั่นคือหน้าปัด เขาอธิบายว่าหน้าปัดของ Finissimo รุ่นแรกนั้นหนาเพียง 0.4 มม. แต่รุ่นใหม่นี้ขยับขึ้นมาเป็น 0.8 มม. ความต่างเพียงเล็กน้อยนี้กลับช่วยเปิดพื้นที่ในการเล่นสนุกได้อีกมหาศาล ทั้งการใช้หน้าปัดหิน การประดับเพชร การวางหลักชั่วโมงแบบนูน หรือการตกแต่งที่จัดเต็มกว่าที่รุ่นดั้งเดิมซึ่งเน้นความเรียบง่ายจะทำได้ นี่คือแนวคิดหลักของ Octo Finissimo 37 ที่ตั้งใจให้มีความยืดหยุ่นในการปรับเปลี่ยนรูปลักษณ์ได้หลากหลายกว่ารุ่น 40 มม.

พื้นที่ความสูงที่เพิ่มขึ้นมานี้เองที่เป็นเหตุผลว่าทำไมรุ่น 37 ถึงมีความหนากว่ารุ่นคลาสสิกออโตเมติก แต่มันก็กลายเป็นแพลตฟอร์มที่ขยับขยายต่อยอดไปได้ไกลกว่า เปรียบได้กับการออกแบบเพื่อไปให้สุดทางในด้านเดียวกับการออกแบบเพื่อสร้างรากฐานให้คนในครอบครัว Buonamassa Stigliani เล่าว่าความรู้สึกแรกของทุกคนที่ได้สัมผัสนาฬิการุ่นนี้คือมันดูมีมิติมากกว่ารุ่น 40 มม. เพราะขนาดที่เล็กลงแต่หนาขึ้นนิดหน่อย ทำให้งานขัดแต่งและเหลี่ยมมุมสะท้อนแสงออกมาในมุมมองที่ต่างไปจากเดิม แม้รูปทรงและสัดส่วนจะดูเหมือนเดิมเป๊ะ แต่ทุกอย่างกลับเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง เขาเปรียบเทียบว่ามันเหมือนกับ Porsche 911 ที่หน้าตาดูเหมือนเดิมตลอดกาล แต่ในรุ่นใหม่ทุกครั้ง ชิ้นส่วนกว่า 90 เปอร์เซ็นต์ถูกทำขึ้นใหม่ทั้งหมด เพราะเป้าหมายคือการปฏิบัติกับ Octo Finissimo ในฐานะผลงานระดับไอคอนนั่นเอง

ตัวเรือนที่เล็ลงและสายนาฬิกาที่ออกแบบใหม่มีจุดมุ่งหมายเพื่อดึงดูดลูกค้าที่หลากหลายมากขึ้น 62 รายที่มีไลฟ์สไตล์แตกต่างกัน

หัวใจสำคัญของการปรับโฉมครั้งนี้อยู่ที่สายนาฬิกา เพราะ Octo Finissimo จะใส่สวยหรือไม่ขึ้นอยู่กับการโอบรับเข้ากับข้อมือ โจทย์หลักไม่ใช่การเปลี่ยนปรัชญาสรีรศาสตร์ใหม่ แต่เป็นการรักษาท่วงท่าการทิ้งตัวของสายแบบเดิมไว้ พร้อมกับยกระดับงานประกอบและการผลิตให้เนี้ยบขึ้น สายรุ่นนี้จึงถูกรื้อทำใหม่ทั้งหมด เป็นครั้งแรกที่ข้อสายถูกสร้างขึ้นจากชิ้นส่วนแยกกันแทนที่จะเป็นโลหะชิ้นเดียวโดดๆ ซึ่งเกิดจากความต้องการของทีมดีไซน์ที่อยากทดลองอะไรใหม่ๆ

Fabrizio Buonamassa Stigliani อธิบายว่าโครงสร้างแบบเก่าทำให้การผสมวัสดุต่างชนิดอย่างเหล็กคู่กับทอง หรือไทเทเนียมคู่กับทองทำได้ยากและไม่สวยงามเท่าที่ควร แต่โครงสร้างใหม่นี้ช่วยให้ Bvlgari ทลายกำแพงนั้นลงได้สำเร็จ สิ่งสำคัญอีกจุดคือการยึดข้อสายชิ้นแรกเข้ากับตัวเรือนโดยตรง ทำให้ไม่มีช่องว่างให้แสงลอดผ่าน ช่วยรักษาความต่อเนื่องทางสายตาซึ่งเป็นหัวใจของนาฬิการุ่นนี้ให้สมบูรณ์แบบกว่าเดิม

ในส่วนของตัวล็อกสาย Antoine Pin (หรือ Brinbaum ในบทความ) ให้ความสำคัญกับการพัฒนาระบบให้มีความแข็งแรง ทนทาน และใช้งานได้จริงในระยะยาว ตัวล็อกแบบใหม่นี้ทำหน้าที่ได้ยอดเยี่ยมโดยยังคงความบางและเรียบหรูเอาไว้ แม้จะเป็นรายละเอียดที่มองไม่เห็นผ่านรูปถ่าย แต่ส่งผลอย่างมากต่อความรู้สึกขณะสวมใส่ นี่คือเหตุผลว่าทำไมรุ่นไซส์ 37 มม. ถึงไม่ใช่แค่การย่อขนาดนาฬิกาให้เล็กลง แต่มันคือการวางรากฐานใหม่ให้กับอนาคตของ Finissimo ในทศวรรษหน้า เพื่อรองรับการผสมผสานวัสดุที่หลากหลายตามเสียงเรียกร้องของนักสะสมมาโดยตลอด

สิ่งที่น่าสนใจคือนาฬิกาต้นแบบไซส์ 37 มม. จริงๆ แล้วเสร็จทันงาน Watches and Wonders 2025 แต่เนื่องจากสายการผลิตยังไม่พร้อมเต็มร้อย แบรนด์จึงเลือกที่จะไม่เปิดตัวแล้วปล่อยให้ลูกค้าต้องรอของนานหลายเดือน การตัดสินใจเลื่อนมาเปิดตัวในงาน Watches and Wonders 2026 แทนเพื่อให้สินค้าพร้อมวางจำหน่ายในบูติกทันที สะท้อนให้เห็นว่าการกลับมาครั้งนี้ไม่ใช่การทำนาฬิกาต้นแบบมาโชว์เพื่อสร้างกระแสชั่วคราว แต่เป็นการตั้งใจทำนาฬิกาที่เน้นการใช้งานจริงและพร้อมให้ทุกคนได้ครอบครองอย่างแท้จริง

ความพอดีที่ลงตัว

“Finissimo คือไอคอนของพวกเรา และถึงเวลาแล้วที่เราจะเปิดประตูให้กว้างขึ้นกว่าเดิม” Brinbaum อธิบาย พร้อมกับให้มุมมองว่าการมุ่งมั่นทุบสถิติความบางในช่วงที่ผ่านมาเป็นทิศทางที่ถูกต้อง เพราะมันช่วยสร้างฐานความเชื่อมั่นในกลุ่มนักสะสมและคนที่หลงใหลในงานวิศวกรรมขั้นสูง ซึ่งเป็นสิ่งที่แบรนด์ต้องการเพื่อยืนยันความเชี่ยวชาญ

ในก้าวต่อไป Bvlgari ยังคงรักษาฐานแฟนกลุ่มเดิมเอาไว้ผ่านผลงานระดับมาสเตอร์พีซอย่าง Minute Repeater แต่ในขณะเดียวกันก็ต้องการสื่อสารว่า Octo Finissimo เป็นนาฬิกาที่ตอบโจทย์เรื่องงานดีไซน์และไลฟ์สไตล์ด้วยเช่นกัน นาฬิกาเรือนนี้ก้าวข้ามเรื่องเพศ ไม่ว่าใครก็สามารถเป็นเจ้าของได้ เพราะเป้าหมายสำคัญคือการทำให้ Finissimo กลายเป็นนาฬิกาที่ให้ความรู้สึกว่าเป็นของส่วนตัวและถูกสร้างมาเพื่อผู้สวมใส่ทุกคนอย่างแท้จริง

สำหรับรุ่น 37 มม. ใหม่นี้ Bvlgari เลือกใช้เพียงวัสดุทองคำและไทเทเนียมเท่านั้น โดยตัดสินใจตัดตัวเลือกสเตนเลสสตีลออกไป เหตุผลสำคัญจากมุมมองของ Fabrizio Buonamassa Stigliani คือการสร้างขอบเขตที่ชัดเจนเพื่อไม่ให้ทับซ้อนกับรุ่นขนาด 40 มม. เดิม โดยเฉพาะงานตกแต่งแบบ Double Finishing บนไทเทเนียมที่ดูน่าสนใจมาก เพราะแม้แวบแรกจะให้ความรู้สึกคล้ายเหล็ก แต่เมื่อสัมผัสจริงจะพบคาแรกเตอร์ที่ต่างกันอย่างสิ้นเชิง ไทเทเนียมให้โทนสีที่ดูอบอุ่นและนุ่มนวลกว่าความเย็นกระด้างของสเตนเลสสตีล

การพัฒนาเวอร์ชันทองคำถือเป็นโจทย์ที่ท้าทายมาก ทีมออกแบบเลือกที่จะไม่ขุดเนื้อทองด้านในสายนาฬิกาออก ซึ่งเป็นวิธีที่หลายแบรนด์มักทำเพื่อลดต้นทุนและน้ำหนัก ผลการศึกษาของ Bvlgari ชี้ให้เห็นว่าการทำแบบนั้นแทบไม่ได้ประโยชน์อะไรเลย แถมยังทำให้โครงสร้างสถาปัตยกรรมภายในดูเป็นโพรงไม่สวยงาม พวกเขาจึงเลือกคงความสมบูรณ์แบบของชิ้นงานเอาไว้เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่เนี้ยบที่สุด

กระแสตอบรับที่กลับมานั้นรวดเร็วและเป็นไปในเชิงบวกอย่างมาก โดยเฉพาะในกลุ่มผู้หญิงที่มองว่านี่คือ Octo Finissimo รุ่นที่พวกเขารอคอยมาตลอด เป็นขนาดที่ลงตัวจนสามารถสวมใส่คอลเลกชั่นนี้ได้อย่างมั่นใจ โดยไม่ต้องยอมลดทอนความสวยงามหรือสไตล์ส่วนตัวเพื่อให้เข้ากับขนาดนาฬิกาที่ใหญ่เกินไปเหมือนเมื่อก่อน

นี่คือความเป็น Bvlgari ในแบบที่ชัดเจนที่สุด ด้วยการเลือกใช้วัสดุที่ขับเคลื่อนด้วยอารมณ์ความรู้สึกพอๆ กับงานวิศวกรรม การใช้ไทเทเนียมช่วยรักษาจิตวิญญาณทางสถาปัตยกรรมของ Finissimo เอาไว้ได้อย่างครบถ้วน ขณะที่วัสดุทองคำช่วยเปลี่ยนมุมมองให้ Octo กลายเป็นเครื่องประดับร่วมสมัยที่ยังคงความเท่แบบดุดัน นอกจากนี้การแบ่งสัดส่วนระหว่างขนาด 37 และ 40 มม. ก็เริ่มชัดเจนขึ้น โดยไซส์ 37 มม. จะเน้นความเนี้ยบที่ผ่านการคัดสรรมาอย่างดี ส่วนไซส์ 40 มม. จะเป็นพื้นที่ของวัสดุที่หลากหลายกว่า รวมถึงเป็นพื้นที่สำหรับกลไกสลับซับซ้อนระดับสูง

การตัดสินใจเปิดตัวกลไกตีบอกเวลา Minute Repeater อันทรงคุณค่าไปพร้อมกับรุ่นออโตเมติกใหม่ สะท้อนถึงสมดุลที่แบรนด์ต้องการนำเสนอได้เป็นอย่างดี Fabrizio Buonamassa Stigliani ผู้อำนวยการฝ่ายสร้างสรรค์นิยามว่านี่คือหนึ่งในกลไกที่สำคัญที่สุดในประวัติศาสตร์ของ Octo Finissimo และถูกออกแบบมาเพื่อลงในตัวเรือนขนาดเล็กอยู่แล้ว จึงพร้อมมากสำหรับการก้าวเข้าสู่บทใหม่นี้ อีกทั้งยังเป็นการส่งสัญญาณว่าตัวเรือนขนาด 37 มม. ไม่ได้ถูกจำกัดอยู่แค่ฟังก์ชันบอกเวลาทั่วไป แต่ยังมีกลไกซับซ้อนอื่นๆ รอจังหวะเปิดตัวตามมาอีกในอนาคต เขายังยืนยันด้วยว่าขนาดตัวเรือนที่เล็กลงไม่ได้ส่งผลเสียต่อคุณภาพเสียง ตรงกันข้ามเสียงอาจจะดีขึ้นด้วยซ้ำ แม้จะอยู่ในห้องที่มีเสียงดังเรายังคงได้ยินเสียงกังวานของมันอย่างชัดเจน ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าทึ่งมากเมื่อเทียบกับขนาดอันน้อยนิดของกลไก ค้อน และขดลวดส่งเสียง เพราะโจทย์หินของ Minute Repeater คือถ้านาฬิกาดูเท่แต่เสียงน่าผิดหวัง หรือถ้าเสียงเพราะแต่ดีไซน์ดูเกอะกะ นาฬิกาเรือนนั้นก็สอบตกพอกัน

หน้าประวัติศาสตร์ของ 37mm Minute Repeater จึงไม่ใช่การออกมาเพื่อไล่ล่ารางวัลหรือทุบสถิติความบางเพียงอย่างเดียว แต่มันกำลังพิสูจน์ให้โลกเห็นว่า Octo Finissimo สามารถนำเสนอความซับซ้อนระดับสูงในสัดส่วนที่สวมใส่ได้จริงในชีวิตประจำวัน โดยมีความสวยงามและฟังก์ชันเป็นตัวนำหน้า มากกว่าจะใช้คำว่า “บางที่สุด” เป็นเพียงเหตุผลเดียวในการครอบครอง

“การจะทำลายสถิติได้นั้นต้องใช้เวลา ซึ่งที่ผ่านมาเราก็ทำสำเร็จมามากพอแล้ว” Buonamassa Stigliani กล่าว “ตอนนี้แนวคิดของเราคือการทำให้ออกโต ฟินิสสิโม (Octo Finissimo) กลายเป็นนาฬิกาสำหรับใส่ในชีวิตประจำวันที่มีเนื้อหาภายในน่าประทับใจ ทั้งในเรื่องขนาดและความบาง ในอนาคตเราอาจจะกลับไปทำลายสถิติใหม่ๆ อีก เพราะนั่นคือส่วนหนึ่งของดีเอ็นเอเราไปแล้ว แต่ปีนี้เรามีความสุขกับการให้ความสำคัญกับรุ่น 37 มากกว่า ส่วนรุ่น 40 และรุ่น Ultra นั้นมีหน้าที่ทำลายสถิติในตัวมันเองอยู่แล้ว เราไม่จำเป็นต้องเค้นรุ่น 37 ให้ไปถึงจุดสุดโต่งขนาดนั้น เพราะรุ่นนี้คือผลิตภัณฑ์ที่เข้าถึงง่ายกว่าสำหรับครอบครัวออกโต”

ข้อความนี้สะท้อนถึงการขยับตัวครั้งสำคัญของตระกูลฟินิสสิโมได้ในย่อเดียว แม้การทำลายสถิติจะยังเป็นตัวตนของแบรนด์ แต่สิ่งนั้นไม่ใช่ประเด็นหลักที่แบรนด์เลือกใช้เล่าเรื่องอีกต่อไป ในปีนี้ ตัวผลิตภัณฑ์เองต่างหากที่เป็นหัวใจสำคัญ ทั้งเรื่องสัดส่วน ความสบาย งานขัดแต่ง และกลไกที่ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อตัวเรือนโดยเฉพาะ แทนที่จะเป็นกลไกที่ต้องพยายามยัดลงไปให้ได้ Brinbaum เปรียบเทียบจุดเปลี่ยนจากการเน้นสถิติมาสู่เรื่องสัดส่วนและการสวมใส่จริงเหมือนกับวงการรถยนต์ โดยมองว่านี่ไม่ใช่การถอยหลังหนีจากเรื่องเทคนิค แต่เป็นก้าวต่อไปที่สมเหตุสมผลหลังจากที่แนวคิดเดิมพิสูจน์ตัวเองได้สำเร็จแล้ว

ในมุมมองของเขา อะไรที่ดูสุดโต่งอาจเป็นสิ่งที่แสดงให้เหล่านักสะสมเห็นว่าแบรนด์ทำอะไรได้บ้าง แต่เมื่อถึงจุดหนึ่ง ย่อมถึงเวลาที่เหมาะสมในการเปิดกว้างและเปลี่ยนผลงานเหล่านั้นให้กลายเป็นตัวเลือกที่ใส่ได้ทุกวันโดยไม่ต้องมีข้อแม้ใดๆ บทเรียนในครั้งนี้จึงเป็นเรื่องของการเปิดประตูสู่ความเป็นไปได้ใหม่ๆ ที่กว้างกว่าเดิม

ไปต่อกันเลย

Buonamassa Stigliani ผู้อยู่เบื้องหลังงานดีไซน์ของ Bvlgari ย้ำชัดว่ารากฐานความงามของแบรนด์มาจากความเรียบง่ายตามหลักเหตุผลและรูปทรงเรขาคณิตของสถาปัตยกรรมโรมัน Octo Finissimo ในยุคแรกเริ่มถูกสร้างขึ้นจากการผสมผสานวงกลมเข้ากับสี่เหลี่ยมแปดเหลี่ยมที่มีมุม 45 องศาอันเป็นเอกลักษณ์ จนวันนี้มันกลายเป็นนาฬิกาที่มีจิตวิญญาณแข็งแกร่งพอจะยืนหยัดได้ด้วยตัวเองโดยไม่ต้องพึ่งพาเรื่องราวในอดีตมาช่วยขับเคลื่อนอีกต่อไป

การเปิดตัวไซส์ 37 มม. เปรียบเสมือนก้าวย่างที่เติบโตขึ้นของ Octo แม้ประวัติศาสตร์ต้นกำเนิดจะยังคงอยู่ แต่นาฬิกาเรือนนี้กลายเป็นจุดอ้างอิงใหม่ที่มีดีไซน์ทรงพลังพอจะเปิดรับวัสดุและกลุ่มเป้าหมายใหม่ ๆ โดยไม่สูญเสียตัวตนเดิมไป การขยับขยายครั้งนี้ทำให้ Octo ขนาด 37 มม. และ 40 มม. สามารถเดินหน้าคู่ขนานกันไปได้อย่างน่าสนใจ

ในอนาคตเราจะได้เห็นความซับซ้อนระดับสูง (Grand Complications) และงานคอลแลบกับศิลปินระดับโลกบนตัวเรือนขนาด 40 มม. อย่างต่อเนื่อง ส่วนรุ่น 37 มม. จะเน้นการนำฟังก์ชันซับซ้อนมาตีความใหม่ในขนาดที่เล็กลง ซึ่งท้าทายกว่าเดิมด้วยพื้นที่กลไกที่จำกัด แต่ยังคงรักษาประสิทธิภาพความเที่ยงตรงไว้ได้ในมาตรฐานเดียวกัน สิ่งนี้สะท้อนให้เห็นว่า Finissimo กำลังเปลี่ยนผ่านจากการเป็นเพียงชื่อรุ่นหรือชื่อกลไก ไปสู่การเป็นแนวคิด (Concept) หลักของแบรนด์

Antoine Pin ผู้อำนวยการฝ่ายนาฬิกาของ Bvlgari มองว่าไซส์ 37 มม. คือบทพิสูจน์ว่าแบรนด์ไม่ได้ยึดติดอยู่กับขนาดเดียว และพร้อมเปิดพื้นที่สู่การทดลองในขนาดและกลไกใหม่ ๆ หลังจากใช้เวลา 10 ปีทุ่มเทให้กับความบางในนาฬิกาผู้ชาย ถึงเวลาแล้วที่พวกเขาจะนำองค์ความรู้เรื่องการย่อส่วนและความบางเฉียบนี้ไปใช้กับนาฬิกาผู้หญิงด้วยเช่นกัน เพราะการทำสิ่งต่างๆ ให้เล็กลงและบางลงคือดีเอ็นเอสำคัญที่ Bvlgari จะใช้ขับเคลื่อนนวัตกรรมต่อไปในอนาคต

ด้วยตัวเรือนที่เล็กกว่ารุ่นพี่ขนาด 40 มม. ถึง 3 มม. นาฬิกา Octo Finissimo 37 (แสดงในภาพด้านบนในตัวเรือนทองคำเหลืองและไทเทเนียมขัดเงา) จึงเป็นอีกหนึ่งนาฬิกาจาก Bvlgari ที่น่าสนใจ

มุมมองของ Birnbaum สอดคล้องกับ Buonamassa Stigliani ที่เห็นว่ารุ่นหน้าปัด 37 มม. และ 40 มม. คือส่วนผสมที่ลงตัวมากกว่าจะเป็นคู่แข่งกัน โดยรุ่น 40 มม. ยังคงเป็นพื้นที่โชว์ความเหนือชั้นทางเทคนิค ทั้งพลังงานสำรอง 8 วัน หรือการทำกลไกแบบสเกเลตันเพื่อท้าทายขีดจำกัดความบาง ส่วนรุ่น 37 มม. เข้ามาเติมเต็มเรื่องความหลากหลาย ทั้งการตกแต่งหน้าปัด วัสดุ และสีสันที่สดใหม่ การสร้างรุ่น 37 มม. ให้กลายเป็นเสาหลักที่สองอย่างเต็มตัวอาจต้องใช้เวลาอีกสองสามปี แต่นี่คือภารกิจสำคัญที่แบรนด์ให้ความสนใจเป็นอันดับต้นๆ

ณ เวลานี้ Octo Finissimo 37 แสดงจุดยืนชัดเจนว่าไม่ได้เกิดมาเพื่อทำลายสถิติโลก แต่มันถูกออกแบบมาเพื่อให้สวมใส่ได้จริงในชีวิตประจำวัน หลังจากที่คอลเลกชั่นนี้ใช้เวลาเดินทางกว่าทศวรรษเพื่อพิสูจน์ขีดจำกัดของความเป็นไปได้ การหันมาให้ความสำคัญกับประสบการณ์การใช้งานจริงจึงเป็นการขยับตัวที่ดูมั่นใจและเฉลียวฉลาดที่สุดของ Bvlgari ในชั่วโมงนี้

ข้อมูลทางเทคนิค
Octo Finissimo Automatic 37 Yellow Gold
  • กลไก: กลไกอัตโนมัติแบบ ultra-thin อินเฮาส์ Calibre BVF 100 สำรองพลังงาน 72 ชั่วโมง
  • ฟังก์ชัน: แสดงชั่วโมง นาที และวินาทีเล็ก
  • ตัวเรือน: ขนาด 37 มม. หนา 6.45 มม. ผลิตจาก 18K เยลโลว์โกลด์ ขัดซาติน-ขัดเงา มาพร้อมเม็ดมะยมฝังอินเสิร์ตเซรามิกสีดำ กันน้ำ 30 เมตร
  • หน้าปัดและเข็ม: หน้าปัดเยลโลว์โกลด์ เข็มและหลักชั่วโมงเคลือบสีเยลโลว์โกลด์
  • สาย: สายเยลโลว์โกลด์ 18K ขัดซาติน-ขัดเงา แบบ integrated พร้อมตัวล็อกพับ
Automatic 37 Polished Titanium
  • กลไก: กลไกอัตโนมัติแบบ ultra-thin อินเฮาส์ Calibre BVF 100 สำรองพลังงาน 72 ชั่วโมง
  • ฟังก์ชัน: แสดงชั่วโมง นาที และวินาทีเล็ก
  • ตัวเรือน: ขนาด 37 มม. หนา 6.45 มม. ไทเทเนียมขัดซาติน-ขัดเงา พร้อมเม็ดมะยมอินเสิร์ตเซรามิกสีดำ กันน้ำ 30 เมตร
  • หน้าปัดและเข็ม: หน้าปัดไทเทเนียมโทน opaline เข็มและหลักชั่วโมงเคลือบโรเดียม
  • สาย: สายไทเทเนียมแบบ integrated ขัดซาติน-ขัดเงา พร้อมตัวล็อกพับ
Automatic 37 Sandblasted Titanium
  • กลไก: กลไกอัตโนมัติแบบ ultra-thin อินเฮาส์ Calibre BVF 100 สำรองพลังงาน 72 ชั่วโมง
  • ฟังก์ชัน: แสดงชั่วโมง นาที และวินาทีเล็ก
  • ตัวเรือน: ขนาด 37 มม. หนา 6.45 มม. ไทเทเนียมพ่นทราย พร้อมเม็ดมะยมอินเสิร์ตเซรามิกสีดำ กันน้ำ 30 เมตร
  • หน้าปัดและเข็ม: หน้าปัดไทเทเนียมโทน opaline เข็มและหลักชั่วโมงสีดำ
  • สาย: สายไทเทเนียมพ่นทรายแบบ integrated พร้อมตัวล็อกพับ
Octo Finissimo 37 Minute Repeater
  • กลไก: กลไกไขลานแบบ ultra-thin Calibre BVL 362 สำรองพลังงาน 42 ชั่วโมง
  • ฟังก์ชัน: แสดงชั่วโมง นาที วินาทีเล็ก และระบบ Minute Repeater แบบสองฆ้อน
  • ตัวเรือน: ขนาด 37 มม. หนา 6.85 มม. ไทเทเนียมพ่นทราย พร้อมเม็ดมะยมอินเสิร์ตเซรามิกสีดำ กันน้ำ 30 เมตร
  • หน้าปัดและเข็ม: หน้าปัดไทเทเนียมโทน opaline เข็มเคลือบโรเดียมโทนเทา พร้อมหลักชั่วโมงแบบ open-worked
  • สาย: สายไทเทเนียมพ่นทรายแบบ integrated พร้อมตัวล็อกพับ

อ่านบทความอื่นๆ เพิ่มเติม
Jaeger-LeCoultre ในงาน Watches and Wonders 2026: เมื่อความแม่นยำและศิลปะถูกร้อยเรียงไว้ใต้หลังคาเดียวกัน
Chopard ในงาน Watches and Wonders 2026 เน้นความบางเฉียบและการผสานงานวิศวกรรมระดับสูงเข้ากับวัสดุรักษ์โลก
Greubel Forsey Tourbillon 24 Secondes Architecture Final Edition ปิดตำนาน 11 เรือนสุดท้าย

Hublot ตอกย้ำตัวตนที่ชัดเจนและสดใหม่ผ่าน Big Bang Reloaded, Spirit of Big Bang Impact และ Big Bang ประดับอัญมณีอีกสองรุ่นในงาน Watches and Wonders 2026

พร้อม Big Bang Reloaded รุ่นลิมิเต็ดเอดิชันโดยสองแบรนด์แอมบาสเดอร์ Kylian Mbappé และ Usain Bolt

ภายในงาน Watches and Wonders 2026 Hublot เปิดตัวสมาชิกใหม่ในคอลเลกชัน Big Bang อย่าง Big Bang Reloaded พร้อมรุ่นลิมิเต็ดเอดิชันที่ได้สองแบรนด์แอมบาสเตอร์ตัวแทนสุดยอดนักเตะและนักวิ่งฝีเท้าดีอย่าง Kylian Mbappé และ Usain Bolt ร่วมสร้างสรรค์นาฬิกาที่เป็นตัวแทนนำเสนอความแข็งแกร่ง ความแม่นยำเที่ยงตรง และตัวตนอันกล้าหาญของ Big Bang

อีกทั้งยังส่ง Spirit of Big Bang Impact ที่กลับมาในรูปลักษณ์ที่ดึงดูดสายตากว่าเคยมาสมทบคอลเลกชันที่สะท้อนความโดดเด่นและชัดเจนในตัวตนของ Hublot รวมถึง Big Bang Impact One Million และ Big Bang Joyful Steel ที่แสดงออกถึงความมั่นคงในดีเอ็นเอของแบรนด์ และความกล้าในการท้าทายขีดจำกัดของตนเอง

Big Bang Reloaded

นี่เป็นคอลเลกชันใหม่ที่โอบอุ้มดีเอ็นเอของ Big Bang ไว้ได้อย่างครบถ้วน แต่ในขณะเดียวกันก็ดูแตกต่างอย่างเห็นได้ชัด Big Bang Reloaded ด้วยการเน้นกลไก Unico ที่ขับเคลื่อนอยู่ภายในผ่านโครงสร้างหน้าปัดโอเพ่นเวิร์ก ที่เผยให้เห็นรายละเอียดของกลไกโครโนกราฟ โดยเฉพาะคอลัมน์วีลที่อยู่ด้านบนหน้าปัดและโครงสร้างระบบฟลายแบ็คได้อย่างชัดเจนยิ่งขึ้น และมุ่งเน้นให้กลไกกลายเป็นหัวใจสำคัญในการออกแบบ 

โดยกลไก Unico ที่ได้รับการจดสิทธิบัตร 5 รายการด้วยกัน ไม่เพียงแต่ได้รับการเสริมประสิทธิภาพ แต่ยังถูกดีไซน์ให้โดดเด่นยิ่งขึ้นโดยการเลือกใช้สีที่สร้างคอนทราสต์ช่วยขับเน้นรายละเอียดให้ชัดเจน โดยเฉพาะคอลัมน์วีลที่ตำแหน่ง 6 นาฬิกา และระบบคลัตช์แบบแกว่งคู่ที่ตำแหน่ง 8 นาฬิกา

หน้าปัดจับเวลาที่ตำแหน่ง 3 นาฬิกาที่มาในดีไซน์ใหม่ พร้อมย้ายช่องวันที่ไปอยู่ระหว่างตำแหน่ง 4 และ 5 นาฬิกา และเพิ่มรายละเอียดสีเพื่อเน้นฟังก์ชันฟลายแบ็คโครโนกราฟ มาพร้อมเข็มโครโนกราฟดีไซน์ใหม่ ในเมื่อกลไกถูกออกแบบมาเป็นอย่างดีแล้ว เมื่อพลิกดูฝาหลังจึงได้ชื่นชมโรเตอร์แบบโอเพ่นเวิร์กดีไซน์ใหม่ตัดเป็นรูปตัว H พร้อมสลักคำว่า “Hublot. Design. Manufacture. Nyon” และยังเผยให้เห็นองค์ประกอบสำคัญส่วนอื่นๆ ของกลไก

นอกจากกลไก Unico ที่ถูกชูให้เป็นจุดเด่นแล้วรูปลักษณ์ภายนอกยังดูคล้ายกับ Big Bang ที่เราคุ้นเคยกันดี แต่เมื่อพิจารณาดูแล้วเราจะเห็นว่ามีรายละเอียดที่แตกต่าง ที่เห็นได้ชัดคือขอบตัวเรือนแบบสองชิ้น และหน้าปัดแบบหลายเลเยอร์ที่ช่วยเพิ่มมิติความลึก เหมือนเป็นการไฮไลต์โครงสร้างเดิมของ Big Bang ให้คมชัดยิ่งขึ้น 

การเลือกใช้วัสดุแบบผสมผสานยังคงเป็นเอกลักษณ์ที่ทาง Hublot ยึดมั่นเช่นเดิม โดยใน Big Bang Reloaded เลือกใช้หลากวัสดุอันเป็นรากฐานนวัตกรรมเฉพาะของทางแบรนด์ ที่โดดเด่นเห็นจะเป็น Magic Gold ทองคำ 18 กะรัตที่ถูกพัฒนาให้ทนทานต่อรอยขีดข่วนอย่างสูง

ส่วนวัสดุเซรามิกที่ทางแบรนด์พัฒนาให้มีความแข็งแกร่งสูงกว่าเซรามิกทั่วไปถูกนำมาใช้ในสามรุ่นด้วยกัน ได้แก่ รุ่น All Black เลือกใช้ไฮเทคเซรามิกสีดำ รวมถึงรุ่นสีน้ำเงินและสีเขียวที่แสดงให้เห็นถึงนวัตกรรมไฮเทคเซรามิกของ Hublot ที่สามารถผลิตเซรามิกสีสดชัดได้ตามต้องการ 

รุ่นท้ายสุดมาในวัสดุผสมผสานตามปรัชญา Art of Fusion โดยเลือกใช้วัสดุไทเทเนียมผสมผสานเข้ากับไฮเทคเซรามิก ทุกรุ่นมาในตัวเลือกสายยางผสานผ้าพร้อมการเย็บรูปตัว H และสายยางสีดำคลาสสิก มาพร้อมตัวล็อคสายแบบบานพับและระบบ One-Click จดสิทธิบัตร ที่ช่วยให้สามารถปรับเปลี่ยนสายได้อย่างรวดเร็วทันใจ 

Big Bang Reloaded Kylian Mbappé

เป็นเรื่องน่าตื่นเต้นที่เราจะได้เห็นผลงานความร่วมมือระหว่างแบรนด์แอมบาสเดอร์ระดับซูเปอร์สตาร์แห่งวงการลูกหนังอย่าง Kylian Mbappé โดยนาฬิกา Big Bang Reloaded Kylian Mbappé แสดงถึงความมุ่งมั่นและทะเยอทยานของสุดยอดนักเตะผู้นี้อย่างเด่นชัดผ่านขอบตัวเรือนสลักคำว่า “Trust Yourself” ณ ตำแหน่ง 6 นาฬิกา ตำแหน่งเลข 10 อันเป็นหมายเลขประจำตัวของ Mbappé ถูกเน้นให้เด่นด้วยวัสดุคิงโกลด์

ส่วนตัวเรือนขนาด 44 มม. ทำจากวัสดุคิงโกลด์ 18K ขัดเงา ผสานเข้ากับเซรามิกสีขาวขัดแต่งผิวไมโครบลาสต์ หน้าปัดสเกเลตันเคลือบรูทีเนียมโทนแอนทราไซต์แบบแมตต์ ตัดด้วยรายละเอียดสีขาว ให้ลุคร่วมสมัยและอ่านค่าได้ชัดเจน

ขอบตัวเรือนแบบสองชั้นทำจากคิงโกลด์ 18K และเซรามิกสีขาว ยึดด้วยสกรูคิงโกลด์รูปตัว H จำนวน 6 ตัว ฝาหลังหลังตัวเรือนกระจกแซฟไฟร์เผยให้เห็นกลไก HUB1280 Unico Manufacture โครโนกราฟฟลายแบ็ค ที่มอบพลังงานสำรอง 72 ชั่วโมง 

รุ่นลิมิเต็ดเอดิชันโดย Kylian Mbappé มาพร้อมตัวเลือกสายให้เลือก 2 แบบ สายผ้าโทนสีคิงโกลด์พร้อมตัวล็อกแบบเวลโคร และสายยางสีดำ-ขาวที่ตกแต่งโลโก้ KM ไว้ด้านใน แน่นอนว่าสายทั้งสองรูปแบบมาพร้อมระบบ One-Click ผลิตจำนวนจำกัดเพียง 200 เรือนเท่านั้น

Big Bang Reloaded Usain Bolt 

อีกหนึ่งแบรนด์แอมบาสเดอร์ที่มาร่วมสร้างสรรค์นาฬิกา Big Bang Reloaded ก็คือ Usain Bolt มนุษย์สายฟ้าเจ้าของสถิติโลกบนลู่วิ่ง สำหรับ Big Bang Reloaded ในเวอร์ชันของเขานั้นมาในตัวเรือนเซรามิกสีดำผสานคาร์บอนขนาด 44 มม.

ทุกองค์ประกอบบอกเล่าเรื่องราวของนักวิ่งที่โลกต้องจารึกตั้งแต่ผืนแผ่นดินเกิดในจาเมกา ไปจนถึงข้อความที่สลักด้วยทองคำบนขอบตัวเรือนว่า “Anything is Possible, Don’t Think Limits” สะท้อนความเชื่อมั่นในตัวเอง การก้าวข้ามขีดจำกัด และการเอาชนะทุกความลังเลของนักวิ่งผู้ทำลายทุกสถิติ 


“เข็มวินาทีรูปสายฟ้า นั่นคือท่าโพสอันเป็นเอกลักษณ์ของผม สีเขียวและสีเหลืองที่เคลื่อนไหวอย่างมีจังหวะ คือจาเมกาที่อยู่ในหัวใจของผม ส่วนดินที่อยู่บนฝาหลัง นั่นคือผืนดินที่หล่อหลอมผมขึ้นมา สวมใส่ ครอบครองและสร้างประวัติศาสตร์ในแบบของคุณเอง เวลาไม่เคยรอใคร แต่คุณสามารถเอาชนะได้” 

Usain Bolt – แอมบาสเดอร์ของ Hublot ตั้งแต่ปี 2010

เช่นเดียวกับรุ่นลิมิเต็ดเอดิชัน Kylian Mbappé ที่ออกมาพร้อมกัน Big Bang Reloaded Usain Bolt ผลิตจำนวนจำกัดเพียง 200 เรือนเท่านั้น นับเป็นอีกหนึ่งรุ่นที่น่าจะครองใจทั้งสาวกนาฬิกาและแฟนกีฬาได้อยู่หมัด

Spirit of Big Bang Impact

ต้องบอกว่า ‘impact’ หรือ ‘ปัง’ สมชื่อจริงๆ สำหรับ Spirit of Big Bang Impact นาฬิการุ่นดังของ Hublot ที่โดดเด่นด้วยตัวเรือนทรงตอนโนขนาดใหญ่แต่รับกับข้อมือได้ดี และมีพื้นที่บนหน้าปัดให้เล่นสนุกได้หลากหลายรูปแบบ โดยใน Spirit of Big Bang Impact ที่เพิ่งเปิดตัวในครั้งนี้ได้แรงบันดาลใจจาก นาฬิการุ่น Big Bang Impact ในปี 2016 ที่ดึงดูดสายตาด้วยหน้าปัดแบบแยกส่วน และการฝังเพชรแบบแฟนซีคัต 

ซึ่งใน Spirit of Big Bang Impact นี้ทางแบรนด์นำความโดดเด่นดังกล่าวมาต่อยอด และท้าทายตัวเองไปอีกขั้น ด้วยการเลือกใช้วัสดุแซฟไฟร์ผสานเข้ากับเซรามิก และใช้เทคนิคการฝังเพชรลงบนแซฟไฟร์โดยตรง ซึ่งนับเป็นเทคนิคที่ทำได้ยากยิ่ง เพราะต้องออกแบบร่องและฐานรองรับเฉพาะสำหรับเพชรแต่ละเม็ด

รวมถึงกระบวนการขึ้นรูป ขัดเงา และฝังอัญมณีในตัวเรือนหนึ่งเรือนต้องใช้เวลาร่วมหลายร้อยชั่วโมง สำหรับรุ่นลิมิเต็ดเอดิชันจำนวน 20 เรือนนี้ ประดับด้วยเพชรแฟนซีคัต 145 เม็ด ถ่ายทอดลวดลาย Impact Bang จากหน้าปัดสู่ขอบตัวเรือน

อีกหนึ่งรุ่นในคอลเลกชัน Spirit of Big Bang Impact มาในความท้าทายในเชิงวัสดุเช่นกัน โดยทาง Hublot ได้นำผลึกออสเมียม ซึ่งเป็นโลหะที่หายากที่สุดในโลก และมีความหนาแน่นสูงกว่าแพลตินัม แข็งแกร่ง และมีน้ำหนักมากกว่า ทั้งยังมีประกายสีน้ำเงินตามธรรมชาติที่มีความเฉพาะตัวไม่เหมือนใคร

ทางแบรนด์ได้นำวัสดุชนิดนี้ไปผ่านกระบวนการผลึกขั้นสูงที่พัฒนาร่วมกับนักวิทยาศาสตร์ชาวสวิสในแคว้นวาเลส์ ทำให้ออสเมียมเปลี่ยนสภาพเป็นผลึกที่เสถียรและเปล่งประกายเจิดจรัส สำหรับนำมาใช้ในรุ่นลิมิเต็ดเอดิชัน 30 เรือน ที่เลือกใช้หน้าปัดตกแต่งด้วย appliques ชุบโรเดียมสลับกับออสเมียมฉายประกายเหลือบน้ำเงิน 

และรุ่น All Black นาฬิกาคุมโทนสีดำตลอดทั้งเรือนจรดสาย ซึ่งกำลังมาแรงในวงการนาฬิกา แต่เป็นสิ่งที่ Hublot มุ่งมั่นสร้างสรรค์มาอย่างต่อเนื่อง และในปีนี้ยังเป็นปีที่นาฬิกาคอนเซ็ปต์ All Black ของ Hublot ครบรอบ 20 ปี พอดิบพอดี

นาฬิกา Spirit of Big Bang Impact ที่มาในตัวเรือนเซรามิกสีดำขัดเงาและไมโครบลาสต์ เล่นกับแนวคิดล่องหนที่กล้าจะใช้โทนสีมืดสนิทที่แอบซ่อนรายละเอียดไว้ได้อย่างแนบเนียน รุ่นนี้ผลิตจำนวนจำกัด 200 เรือนเท่านั้น 

ทั้งสามรุ่นมาในตัวเรือนทรงตอนโนขนาด 42 มม. ขับเคลื่อนด้วยกลไกอัตโนมัติสเกเลตัน HUB1770 พร้อมสำรองพลังงาน 50 ชั่วโมง แสดงฟังก์ชั่นมูนเฟสแบบสเกเลตันในตำแหน่ง 6 นาฬิกา และ Big Date ที่ตำแหน่ง 1 นาฬิกา

Big Bang Impact One Million

ต่อยอดความปังอย่างต่อเนื่องสู่ Big Bang Impact นาฬิการุ่น Big Bang ที่ถูกแปลงโฉมด้วยประกายวาวระยับของเพชรกว่า 500 เม็ด (ขนาดราว 44.6 กะรัต) ที่ถูกเจียระไนในรูปทรงแปลกตา ถูกจัดวางเป็นลวดลายหมุนวนแบบไดนามิกโอบล้อม flying tourbillon ตรงกลาง เสมือนเป็นแรงดึงดูดให้ทุกสายตาเพ่งไปยังใจกลางนาฬิกาอันเป็นขุมพลังแห่งสุดยอดกลไก 

เทคนิคการฝังเพชรการฝังแบบสามมิติผสานความเชี่ยวชาญทางเทคนิคเข้ากับดีไซน์อันโดดเด่น สืบทอดตำนานเรือนเวลาหายากระดับล้านดอลลาร์ของแบรนด์ โดยเทคนิคการฝังอัญมณีของรุ่นนี้สลับใช้เพชรทรงบาแก็ตต์ และแฟนซีคัต จัดเรียงเป็นลวดลายแผ่กระจายออกจากศูนย์กลางอันทเป็นที่ตั้งของทูร์บิญอง ผสานเทคนิคการฝังแบบไร้หนามเตยและแบบปิดเข้าด้วยกัน เพื่อสร้างมิติอันน่าทึ่ง นี่จึงเป็นอีกครั้งที่ Hublot แสดงออกถึงความกล้าที่เกิดจากความเชี่ยวชาญด้านวัสดุและการพัฒนานวัตกรรมอย่างไม่หยุดยั้ง

Big Bang Joyful Steel Purple

อันที่จริงนาฬิกา Big Bang รุ่นประดับอัญมณีที่เหมาะสำหรับสาวๆ นั้นมีรุ่นใหม่ๆ ออกมาอย่างต่อเนื่อง หลากเฉดสี แต่ไม่รู้ด้วยเหตุผลใด สีม่วงจึงไม่ได้รับมอบหมายให้อยู่บนรุ่นนี้เสียที และในที่สุดก็ได้ฤกษ์เฉิดฉายของเฉดสีม่วงใน Big Bang Joyful Steel Purple สีม่วงที่ Hublot มองว่าเป็นมากกว่าแค่สี แต่เป็นทัศนคติ ตัวแทนแห่งสัญชาตญาณ ความสมดุล และการตระหนักรู้

ซึ่งสีม่วงที่แฝงไว้ด้วยพลังดังกล่าวถ่ายทอดผ่านอเมทิสต์ พลอยสีม่วงสดสัญลักษณ์แห่งพลังสมดุลภายในอันสงบนิ่ง จำนวน 36 เม็ด รอบขอบตัวเรือนสตีล พร้อมสกรูรูปตัว H อันเป็นเอกลักษณ์ ล้อมหน้าปัดสีขาวเงาพร้อมชุดเข็มนาฬิกา 3 เข็มและช่องแสดงวันที่

ขับเคลื่อนด้วยกลไกอัตโนมัติ HUB1120 ที่มอบพลังงานสำรอง 40 ชั่วโมง มาพร้อมตัวเลือกสาย 2 แบบ ที่สามารถเปลี่ยนได้ง่ายเพียงคลิกเดียวด้วยระบบเปลี่ยนสายแบบจดสิทธิบัตร One Click

นาฬิกาของ Hublot ทุกรุ่นที่เปิดตัวภายในงาน Watches and Wonders 2026 จึงแสดงถึงแนวทางของ Hublot ภายใต้การกุมบังเหียนของ Julien Tornare CEO แห่ง Hublot ที่พยายามขับเน้นความเป็น Hublot ให้โดดเด่นชัดเจน สร้างภาพจำผ่านเอกลักษณ์เฉพาะตัวของนาฬิกาแต่ละรุ่น และตอกย้ำด้วยความร่วมมือระหว่างแบรนด์แอมบาสเดอร์ที่สื่อถึงความสำเร็จและความเป็นเลิศในสิ่งที่ตัวเองมุ่งมั่นท้าทายขีดจำกัดของตัวเองอยู่เสมอ 

อ่านบทความเพิ่มเติมได้ที่:

Big Bang One Click Joyful: การกลับมาของสีสันที่สดใสในตำนาน

Hublot x Samuel Ross: ก้าวใหม่ของ Big Bang ที่กำลังจะเปลี่ยนโลกนาฬิกา

Hublot Classic Fusion Yohji Yamamoto All Black Camo นิยามใหม่แห่งสีดำที่ผสมผสานดีเอ็นเอของสองแบรนด์เข้าด้วยกัน

Baume & Mercier Joia นิยามใหม่ของนาฬิกาเครื่องประดับสำหรับผู้หญิงในงาน W&W 2026

เมื่อความอ่อนช้อยของดีไซน์ยุค 80 บรรจบกับความเรียบง่ายร่วมสมัย

การหยิบเอาความอ่อนช้อยของอัญมณีมาวางไว้บนข้อมือคือจุดแข็งที่ Baume & Mercier ถนัดมาตลอด ล่าสุดกับการเปิดตัวคอลเลกชั่น Joia (โช-ยา) ในงาน Watches and Wonders 2026 ที่เรามองว่าเป็นการประกาศจุดยืนในการทำนาฬิกาสำหรับผู้หญิงอย่างจริงจังอีกครั้ง โดยเน้นไปที่ความนุ่มนวล เรียบง่าย และให้ความรู้สึกเหมือนเรากำลังใส่ “เครื่องประดับ” ที่บอกเวลาได้ มากกว่าจะเป็นแค่เครื่องมือทางวิศวกรรม

Baume & Mercier Joia 2026
นาฬิกา Joia รุ่น Ref. M0A10848 พร้อมสายโลหะแบบบูรณาการและหน้าปัดซันซาติน

จุดเด่นที่ทำให้ Joia สะดุดตาตั้งแต่แรกเห็นคือตัวเรือนทรงกลมขนาด 28 มม. ที่ออกแบบมาแบบไม่มีขาตัวเรือน (Lugs) ทำให้สายนาฬิกาเชื่อมต่อกับตัวเรือนได้อย่างไร้รอยต่อ ดูสมูทและเน้นส่วนโค้งมนให้เด่นชัดขึ้น ความเพรียวบางเพียง 7.2 มม. ช่วยให้นาฬิกาแนบไปกับข้อมือได้อย่างเป็นธรรมชาติ ส่วนตัวชอบการเลือกใช้หินอาเกตสีดำ (Black Agate) มาประดับบนเม็ดมะยมทรงโดม ซึ่งตัดกับตัวเรือนสเตนเลสสตีลได้อย่างขรึมและมีมาด

Baume & Mercier Joia 2026
คอลเล็กชั่น Joia นำเสนอ 3 รุ่นย่อย ที่มาพร้อมสายนาฬิกาและสายรัดข้อมือหลากหลายรูปแบบ

ความสนุกของคอลเลกชั่นนี้อยู่ที่การนำเสนอผ่าน 3 รุ่นหลักที่มีบุคลิกต่างกัน รุ่นหน้าปัดสีเงินซันเรย์จับคู่กับสายหนังสีน้ำเงิน Midnight Blue ให้ลุคที่ดูสุภาพและสุขุม ขณะที่รุ่นตัวเรือนเคลือบทอง PVD จับคู่กับสายหนังสีดำและตัวเลขโรมันมอบความคลาสสิกที่ดูแพงขึ้นมาอีกระดับ แต่ถ้าใครชอบความเท่แบบโมเดิร์น รุ่นสายเหล็กถักแบบ H-link คือคำตอบที่ลงตัวมาก เพราะมันทำให้ภาพรวมของนาฬิกาดูเป็นเนื้อเดียวกันและใส่ได้จริงในทุกโอกาสตั้งแต่เช้าจรดค่ำ

Baume & Mercier Joia 2026
นาฬิการุ่น Joia ประดับเพชร พร้อมสายรัดข้อมือมีลวดลาย และหน้าปัดสีเงินพร้อมตัวเลขโรมัน Joia de Baume & Mercier Ref. M0A10850

นอกจากรุ่นปกติแล้ว ยังมีรุ่นพิเศษ (Limited Production) ที่หยิบเอาแรงบันดาลใจจากงานดีไซน์ในยุค 80 มาเล่าใหม่ โดยเพิ่มความระยิบระยับด้วยการประดับเพชร 40 เม็ดล้อมรอบขอบหน้าปัด และใช้การขัดลายแบบกากบาท (Crisscrossed satin) บนหน้าปัดสีเงิน ซึ่งพอมารวมกับสายเหล็กที่มีการปั๊มนูนลายข้อสายแบน มันให้ความรู้สึกที่วินเทจนิดๆ แต่ยังดูทันสมัยมาก

Baume & Mercier Joia 2026
นาฬิกา Ref. M0A10850 ตัวเรือนประดับเพชร พร้อมสายนาฬิกาดีไซน์คลาสสิก

ภายใต้รูปลักษณ์ที่ดูบอบบาง Joia ขับเคลื่อนด้วยกลไกควอตซ์ Ronda 751 ที่ใช้งานได้ยาวนานถึง 5 ปี มั่นใจได้ในเรื่องความแม่นยำและการดูแลรักษาที่ไม่ยุ่งยาก สำหรับเราแล้ว Joia ไม่ใช่นาฬิกาที่พยายามตะโกนบอกความหรูหรา แต่มันคือการเติมเต็มสไตล์ส่วนตัวให้สมบูรณ์แบบ เป็นเพื่อนร่วมทางที่เข้าใจความต้องการของผู้หญิงสมัยใหม่ที่มองหาความงามที่มาพร้อมกับความง่ายและใส่สบายในชีวิตประจำวัน

ข้อมูลทางเทคนิค
  • ตัวเรือน: สเตนเลสสตีล (มีรุ่นเคลือบทอง PVD) ขนาด 28 มม. หนา 7.2 มม. ดีไซน์แบบไร้ขาตัวเรือนเพื่อความสมูท
  • เม็ดมะยม: ทรงโดมประดับด้วยหินอาเกตสีดำ (Black Agate)
  • หน้าปัด: รุ่นมาตรฐานหน้าปัดสีเงินซันเรย์ (Silver Sunray) พร้อมหลักชั่วโมงแบบขีดหรือตัวเลขโรมัน
    • รุ่นพิเศษ (Limited Production)หน้าปัดลายกากบาท (Crisscrossed Satin) ประดับเพชร 40 เม็ด (0.31 กะรัต) รอบขอบหน้าปัด
  • กลไก: ควอตซ์ Ronda 751 (อายุการใช้งานแบตเตอรี่ 5 ปี)
  • สาย: สายหนังสีน้ำเงิน Midnight Blue หรือสีดำ สายโลหะแบบ H-link หรือสายเหล็กปั๊มนูนลายข้อสายแบน (สำหรับรุ่น Limited)

อ่านบทความอื่นๆ เพิ่มเติม
Cartier สานต่อตำนานผู้สร้างสรรค์รูปทรงแห่งเวลา ด้วยการตีความใหม่ของเรือนเวลารูปทรงโดดเด่นในอดีตกาล
Czapek & Cie Antarctique Cosmic Blue: จุดบรรจบของกาลเวลาและอวกาศในตัวเรือนไทเทเนียม
Chopard ในงาน Watches and Wonders 2026 เน้นความบางเฉียบและการผสานงานวิศวกรรมระดับสูงเข้ากับวัสดุรักษ์โลก

Dennison ALD Mini Dual-Time นาฬิกาจิวเวลรี่สองเขตเวลา ดีไซน์โดย Emmanuel Gueit

เมื่อสถาปัตยกรรมเวลาถูกย่อส่วนสู่ความงามระดับ Mini สัมผัสเสน่ห์ของหินธรรมชาติและการบอกเวลาสองเขตประเทศ

นาฬิกาสองเรือนที่ซ้อนทับอยู่บนข้อมือเดียวอาจฟังดูแปลกตา แต่สำหรับ Dennison ALD Mini Dual-Time สิ่งนี้กลายเป็นงานดีไซน์ที่ดูฉลาดและมีจังหวะที่น่าสนใจมาก การกลับมาของรูปทรงที่ออกแบบโดย Emmanuel Gueit ครั้งนี้ไม่ได้เน้นเพียงแค่การย่อขนาดให้เล็กลง ทว่าเป็นการเล่นกับมิติและความสัมพันธ์ระหว่างนาฬิกากับเจ้าของผ่านขนาดที่เล็กลงแต่มีเสน่ห์ดึงดูดสายตามากขึ้นกว่าเดิม

สิ่งที่ทำให้ ALD Mini Dual-Time โดดเด่นขึ้นมาทันทีคือโครงสร้างแบบสองชั้นที่นำเอาตัวเรือนสองชิ้นมาวางซ้อนกันภายใต้รูปทรงหนึ่งเดียว การออกแบบนี้เปิดโอกาสให้เราสามารถดูเวลาได้สองเขตประเทศพร้อมกันอย่างเป็นอิสระ โดยใช้การจัดการเชิงสถาปัตยกรรมเข้ามาแก้โจทย์ความซับซ้อนแทนการแต่งเติมรายละเอียดบนหน้าปัดให้รกรุงรัง ในมุมมองการใช้งานจริง ขนาดตัวเรือน 24.2 x 22 มม. และความหนาเพียง 6 มม. ช่วยให้นาฬิกาเรือนนี้ขยับเข้าใกล้การเป็นเครื่องประดับที่ใส่ติดตัวได้ตลอดเวลา ให้ความรู้สึกที่นุ่มนวลและเป็นส่วนตัวสูงมาก

ความสนุกของการเลือกเป็นเจ้าของ ALD Mini อยู่ที่การผสมผสานวัสดุหน้าปัดจากหินธรรมชาติที่ตัดกันอย่างลงตัว มีให้เลือกตั้งแต่หินอเวนจูรีนคู่กับพิงค์เจด ไปจนถึงลาพิสลาซูลีที่วางคู่กับเจไดท์ การเลือกใช้หินที่มีลวดลายเฉพาะตัวทำให้แต่ละเรือนมีเอกลักษณ์ที่ไม่ซ้ำกันเลย เมื่อแสงตกกระทบลงบนพื้นผิวหินธรรมชาติเหล่านี้ภายใต้กระจกแซฟไฟร์ ลวดลายและสีสันจะค่อยๆ เผยความสวยงามออกมาในแบบที่วัสดุสังเคราะห์ทำไม่ได้

ตัวเรือนมีให้เลือกทั้งแบบสเตนเลสสตีลและแบบเคลือบทอง PVD จับคู่มากับสายหนังที่มีให้เลือกทั้งแบบเส้นเดียวหรือสายพันสองรอบ รวมถึงสายโลหะถักลายเปลือกไม้ที่ดูวินเทจและทันสมัยไปพร้อมกัน ภายในขับเคลื่อนด้วยกลไกควอตซ์จาก Ronda ประเทศสวิสเซอร์แลนด์ที่เน้นความแม่นยำและไม่ต้องกังวลเรื่องการตั้งเวลาบ่อยๆ จุดที่น่ารักคือการประดับเพชรแท้ไว้ที่เม็ดมะยมสองตำแหน่งซึ่งช่วยเพิ่มความหรูหราแบบเงียบๆ ได้ดี

Dennison ALD Mini จึงเป็นนาฬิกาที่ก้าวข้ามเส้นแบ่งระหว่างฟังก์ชันและแฟชั่นไปอย่างกลมกลืน เป็นการนิยามใหม่ว่านาฬิกาไม่จำเป็นต้องใหญ่โตเพื่อสร้างตัวตน แต่ความประณีตในรายละเอียดและรูปทรงที่คิดมาอย่างดีต่างหากที่ทำให้เรือนเวลาน่าจดจำ เหมาะสำหรับคนที่มองหาความต่างที่เรียบง่ายและใช้งานได้จริงในทุกโอกาส

Stacked from 37 images. Method=B (R=7,S=4)
ข้อมูลทางเทคนิค
  • ตัวเรือน: สเตนเลสสตีล หรือเคลือบทอง PVD ขนาด 24.2 x 22 มม. หนาเพียง 6 มม. ประดับเพชรแท้บนเม็ดมะยมทั้งสองตำแหน่ง
  • หน้าปัด: หินธรรมชาติ (Natural Stone) วางคู่แบบสองชั้น (Layered) มีให้เลือกหลายคู่สี เช่น Aventurine/Pink Jade หรือ Lapis Lazuli/Jadeite ครอบด้วยกระจกแซฟไฟร์
  • ฟังก์ชัน: แสดงเวลาสองเขตประเทศแบบอิสระ (Dual-Time)
  • กลไก: ควอตซ์ (Quartz) จาก Ronda ประเทศสวิตเซอร์แลนด์
  • สาย: มีให้เลือก 3 รูปแบบ: สายหนังเส้นเดี่ยว, สายหนังพันสองรอบ (Double Wrap) และสายโลหะถักลายเปลือกไม้ (Wood-grain mesh)

อ่านบทความอื่นๆ เพิ่มเติม
Jacob & Co. Billionaire Double Tourbillon Angel Cut ปฏิวัติวงการด้วยเพชรเจียระไนสิทธิบัตรใหม่ในราคา 120 ล้านบาท
Green Dial Energy | รวม 5 นาฬิกาหน้าปัดเขียว เสริมจังหวะแห่งวสันตวิษุวัตและการสะท้อนพลังแห่งการเติบโต
ว่าด้วย ‘ทองคำ’ วัสดุล้ำค่าที่น่าปรารถนาตลอดกาลในอุตสาหกรรมนาฬิกา

Cartier Baignoire โฉมใหม่ เมื่อสองไอคอนแห่งเมซงหลอมรวมเป็นหนึ่งเดียว

นาฬิการุ่น Baignoire ถูกปรับโฉมด้วยลวดลาย Clou de Paris และเทคนิคประดับอัญมณีสุดวิจิตร

นาฬิกาที่ทำหน้าที่เป็นทั้งกำไลเรียบหรูและยังสามารถบอกเวลาได้อย่างเที่ยงตรงอย่างนาฬิการุ่น Baignoire ของ Cartier ครองใจสุภาพสตรีมาตั้งแต่ปี 1958 และถึงแม้จะผ่านไปกี่ทศวรรษรูปทรงอันเป็นเอกลักษณ์ของ Baignoire ก็ยังคงความนิยมไม่เสื่อมคลาย แต่การที่รูปทรงแสนคลาสสิกสามารถอยู่ร่วมสมัยได้ในทุกยุค

นั่นเป็นเพราะภายใต้ความไร้กาลเวลาของดีไซน์นั้นพลังสร้างสรรค์ของ Cartier ไม่เคยหยุดนิ่ง เราจึงได้เห็น Baignoire ในหลากเวอร์ชันที่ล้วนแล้วแต่ให้ความรู้สึกที่แตกต่างกันไป แต่ครั้งนี้นาฬิกากำไลรุ่นไอคอนิกมาในรูปลักษณ์ที่สร้างความรู้สึกเร้าใจภายใต้พื้นผิวลวดลาย Clou de Paris อันเป็นซิกเนเจอร์ของเมซงมาอย่างยาวนาน

วัสดุเยลโลว์โกลด์ปกคลุมด้วยหมุดในตำนาน

Cartier Baignoire 2026
Cartier Baignoire 2026

เราได้เห็นลวดลายหมุดทรงพีระมิด Clou de Paris อยู่คู่กับเมซง Cartier มาตั้งแต่ช่วงปี 1920s และทุกครั้งที่ลวดลายดังกล่าวปรากฎโฉมบนเครื่องประดับชิ้นใดก็ตาม มันมอบความรู้สึกสดใหม่ควบคู่กับความสง่างามอย่างสม่ำเสมอ ซึ่งเทคนิค Clou de Paris นั้นก็ไม่ได้รังสรรค์ขึ้นได้อย่างง่ายดายอย่างที่หลายคนคิด เพราะต้องอาศัยเทคนิคงานช่างฝีมือเฉพาะทางในการขึ้นรูปทองให้เป็นหมุดปลายแหลม แต่ยังสามารถคงรูปทรงและสัดส่วนให้สม่ำเสมอสมบูรณ์แบบในแต่ละหมุดบนทุกพื้นผิว

สำหรับนาฬิการุ่น Baignoire โฉมใหม่ที่มาในลวดลาย Clou de Paris ปกคลุมทั่วทุกพื้นที่นั้น ย่อมเป็นความท้าทายของช่างฝีมือผู้ชำนาญภายในเมซง เพราะคราวนี้ Baignoire รุ่นล่าสุด ปรับโฉมด้วยลวดลายหมุดในตำนานบริเวณหน้าปัด ตัวเรือน ตลอดจนสายกำไล ทุกส่วนรังสรรค์ขึ้นด้วยวัสดุเยลโลว์โกลด์สุกปลั่ง และทุกพื้นผิวส่วนโค้งล้วนปกคลุมด้วยหมุด Clou de Paris อย่างต่อเนื่อง แม้กระทั่งขอบเม็ดมะยมทรงคาร์โบชองก็ยังล้อมด้วยหมุดขนาดเล็กจิ๋วที่ต้องอาศัยความละเอียดลออในการรังสรรค์

ประกายเพชรผสานเข้ากับหมุดทรงซิกเนเจอร์

Cartier Baignoire 2026
Cartier Baignoire 2026

นอกจากรุ่นวัสดุเยลโลว์โกลด์ที่เผยความเงางามของพื้นผิวหมุดในหลากมิติ การผสานเทคนิคการฝังอัญมณีชั้นสูงยังเป็นการยกระดับนาฬิการุ่น Baignoire ให้หรูหราสูงสุด ด้วยการประดับเพชรบริลเลียนต์คัตกว่า 100 เม็ด ด้วยเทคนิค snow setting ที่สุ่มตำแหน่งการฝังเพชรจนเต็มพื้นที่ ผสานเข้ากับการฝังเพชรแบบกลับด้าน หรือ inverted setting ลงบนช่องว่างระหว่างหมุดรอบขอบตัวเรือนและสาย เผยให้เห็นปลายเรียวแหลมของเพชรอยู่ด้านบน ล้อไปกับรูปทรงของหมุด และสามารถเล่นแสงได้อย่างเต็มที่ 

Baignoire รุ่นใหม่ทั้งสองเวอร์ชันจึงเป็นหมุดหมายสำคัญที่พิสูจน์ว่า นาฬิกากำไลรุ่นนี้สามารถเดินทางร่วมกับยุคปัจจุบันได้อย่างไร้รอยต่อ และมอบความหรูหราน่าตื่นตาในรูปแบบที่ยังคงดีเอ็นเอของเมซงไว้ได้อย่างสมบูรณ์แบบ 

ข้อมูลทางเทคนิค

Baignoire 

  • กลไก: ระบบควอตซ์
  • ตัวเรือน:เยลโลว์โกลด์ขนาด 15, 16 และ 17 มม. 
  • หน้าปัด: สีทอง 
  • สาย: กำไลเยลโลว์โกลด์ 
  • กลไก: ระบบควอตซ์
  • ตัวเรือน: เยลโลว์โกลด์ขนาด 15 และ 16 มม. ประดับเพชรเจียระไนทรงบริลเลียนต์คัต 4.70 กะรัต จำนวน 171เม็ด 
  • หน้าปัด: ประดับเพชรเจียระไนทรงบริลเลียนต์คัต 0.46 กะรัต จำนวน 100 เม็ด 
  • สาย: กำไลเยลโลว์โกลด์ประดับเพชร

อ่านบทความเพิ่มเติมได้ที่:

The Revolutionary List: 30 นาฬิกาผู้บุกเบิก – คาร์เทียร์ แครช สเกเลตัน (The Cartier Crash Skeleton)

Watches and Wonders 2026: คาดการณ์เทรนด์และทิศทางใหม่ของโลกแห่งเรือนเวลา

รอยจารึกแห่งแสงสว่าง เมื่อ Cartier รังสรรค์เวลาด้วยจิตวิญญาณช่างอัญมณี


Cartier สานต่อตำนานผู้สร้างสรรค์รูปทรงแห่งเวลา ด้วยการตีความใหม่ของเรือนเวลารูปทรงโดดเด่นในอดีตกาล

การกลับมาของรุ่นที่หลายคนคิดถึง และรุ่นที่ได้รับแรงบันดาลใจจากผลงานชิ้นไอคอนิกของเมซง

ขึ้นชื่อว่าเป็นเมซงแห่งการบุกเบิกเรือนเวลาที่มีรูปทรงเป็นเอกลักษณ์โดดเด่น และเป็นผู้นำในการสำรวจรูปทรงแปลกใหม่ในการบอกเวลา ในงาน Watches and Wonders ปี 2026 นี้ Cartier จึงเน้นย้ำความเชี่ยวชาญด้านการสร้างสรรค์รูปทรงแห่งเรือนเวลา ผสานเข้ากับความชำนาญในงานช่างฝีมืออันละเอียดอ่อน กลายเป็นนาฬิกา 5 รุ่นใหม่ที่นำความงดงามแปลกตาในอดีตมาตีความใหม่ได้อย่างน่าตื่นตา 

Santos-Dumont: ตำนานแห่งรูปทรงเหลี่ยมกับหน้าปัดและสายรูปแบบใหม่

นาฬิกาทรงเหลี่ยมที่กล้าฉีกกรอบออกจากรูปทรงเดิมๆ อย่าง Santos-Dumont นั้นไม่ว่าจะถูกนำมาตีความใหม่อีกสักกี่ครั้งก็ยังคงเรียกความสนใจจากเหล่าคนรักนาฬิกาได้เสมอ และในปีนี้ Santos-Dumont กลับมาพร้อมกับกลิ่นอายวินเทจเต็มตัว รูปทรงตัวเรือนเหลี่ยมยังคงเอกลักษณ์ไว้ดังเดิม แต่หลายองค์ประกอบถูกปรับให้มีรายละเอียดชวนมองยิ่งขึ้น สิ่งแรกที่สังเกตเห็นได้อย่างชัดเจนคือสายนาฬิกาเยลโลว์โกลด์ข้อต่อเพรียวบางที่มีความกว้างของแต่ละข้อเพียง 1.15 มม. เท่านั้น ที่มีข้อต่อโลหะเรียงแถวกัน 15 แถว ถักทอเข้าด้วยกันในรูปแบบสายตาข่ายที่ได้แรงบันดาลใจจากช่วงปี 1920  ซึ่งดูเหมือนว่าสายกลิ่นอายอินเทจรูปแบบนี้จะหวนกลับมาได้รับความสนใจในแวดวงนาฬิกาอีกครั้ง

อีกหนึ่งองค์ประกอบที่แตกต่างจากเดิมอย่างชัดเจน คือหน้าปัดหินออบซิเดียนจากเม็กซิโกเคลือบทอง ประกายสุกปลั่งจากทองแทรกตัวอยู่ในฟองอากาศเล็กๆ ในเนื้อหินแผ่นบางเพียง 0.3 มม. แผ่นหน้าปัดออบซิเดียนที่บอบบางราวกับแก้วแผ่นบางจึงนับเป็นอีกหนึ่งความท้าทายที่ช่างฝีมือในเมซง Cartier ก้าวข้ามได้สำเร็จ และเมื่อหน้าปัดสีน้ำตาลเหลือบประกายทองถูกโอบอุ้มไว้ด้วยตัวเรือนเยลโลว์โกลด์พร้อมสายตาข่ายสีทอง มันบ่งบอกถึงอดีตอันเรืองรองที่หวนกลับมาสู่ปัจจุบันได้อย่างกลมกลืน

Roadster: การกลับมาอีกครั้งของตัวเรือนทรงตอนโนสุดคลาสสิก

นาฬิกาหน้าตาคลาสสิกอย่าง Roadster เปิดตัวครั้งแรกในปี 2002 แล้วกลับห่างหายไปจากวงการนาฬิกา และปี 2026 น่าจะเป็นช่วงเวลาที่เหมาะสมสำหรับ Roadster เพราะนาฬิกาที่โอบอุ้มกลิ่นอายแห่งอดีตไว้กำลังเป็นที่จับตามอง ซึ่งการกลับมาในครั้งนี้ Roadster มาในรูปแบบที่เฉียบคมและลงตัวกว่าเคย เส้นสายโค้งเว้าเพรียวบางของตัวเรือนทรงตอนโนสื่อถึงแรงบันดาลใจจากยนตรกรรมชั้นเลิศอย่างชัดเจน เส้นสายคมชัดเกิดจากขอบตัวเรือนและตัวเรือนรูปทรงเดียวกันผนึกซ้อนเข้าด้วยกันกลายเป็นการเล่นระดับอย่างมีชั้นเชิง จุดหนึ่งที่สังเกตได้ว่าเกิดจากความพยายามออกแบบให้ดีไซน์และฟังก์ชันอยู่ร่วมกันได้อย่างลงตัว คือเม็ดมะยมที่เชื่อมโยงกับเลนส์ขยายวันที่ และหน้าปัดให้เป็นหนึ่งเดียว การเล่นระดับของโลหะที่กระจกที่เชื่อมระหว่างเม็ดมะยมคาโบชองกับหน้าต่างวันที่ ทำให้ดีไซน์ดูมีกิมมิกน่าสนใจ มีมิติลึกคมชัดกว่าเวอร์ชันดั้งเดิมและทำให้การใช้งานทั้งการปรับตั้งค่า และการอ่านค่าวันที่ทำได้อย่างสะดวกง่ายดายยิ่งขึ้นอีกด้วย Roadster เวอร์ชันใหม่จึงเป็นการขับเน้นจุดเด่นให้ชัดเจนยิ่งขึ้น โดยไม่ละทิ้งเสน่ห์ดั้งเดิมที่ยังคงน่าหลงใหลในสายตาคนรักนาฬิกาผู้โหยหาอดีต 


Baignoire: ลวดลายซิกเนเจอร์บนรูปทรงที่คุ้นเคย

นาฬิกาที่ทำหน้าที่ประหนึ่งเครื่องประดับชิ้นงามอย่าง Baignoire ไม่ว่าจะถูกนำมาปรับแปลงโฉมสักกี่ครั้งก็ยังคงมีเสน่ห์ในแบบฉบับของตัวเองเสมอ แต่สำหรับเวอร์ชันล่าสุดที่ถูกแปลงโฉมใหม่ด้วยลวดลาย Clou de Paris อันเป็นเอกลักษณ์ของ Cartier ดูเหมือนว่าจะเป็น Baignoire ในเวอร์ชันที่โฉบเฉี่ยวกว่าที่เคยเป็น แต่ยังคงเอกลักษณ์ของเมซงไว้ได้อย่างครบถ้วน 

การปักหมุดโทนทองในลวดลาย Clou de Paris ตลอดทั้งเรือนนั้นเมื่อถูกนำมาใช้กับเรือนเวลา Baignoire ทำให้เกิดภาพลักษณ์ใหม่ที่น่าจดจำด้วยการสร้างมิติทั่วทุกตารางมิลลิเมตรด้วยหมุดทรงพีระมิดที่ถึงแม้จะดูแหลมแต่ผ่านการลบมุมแหลมให้นุ่มนวลไม่ระคายผิว ประกอบกับการเลือกขัดแต่งพื้นผิวทองด้วยการขัดเงา มอบการกระจายแสงอย่างเต็มที่ตลอดทั้งเรือน รวมถึงบริเวณหน้าปัดก็ไม่ละเว้น สัดส่วนของตัวเรือนยังถูกปรับใหม่เพื่อเสริมให้ทุกมุมลงตัวทั้งในแง่ของดีไซน์และการใช้งาน รวมถึงปุ่มกดเยลโลว์โกลด์ที่ออกแบบให้แนบเนียนไปกับสายนาฬิกาวัสดุเดียวกัน  

นอกจากรุ่นเยลโลว์โกลด์ที่ขับเน้นประกายเงางามของวัสดุล้อไปกับรูปทรงของหมุดแล้ว รุ่นประดับเพชรก็ยังยกระดับให้ Baignoire หรูหราไปอีกขั้น ด้วยเพชรน้ำงามเจียระไนทรงบริลเลียนต์คัตร่วม 100 เม็ด ฝังด้วยเทคนิคการฝังแบบ snow setting ทั่วผืนหน้าปัด ผสานเข้ากับเทคนิคการฝังเพชรแบบกลับด้านบนตัวเรือน ฉาบประกายวาวระยับให้เรือนเวลารุ่นอมตะกลายเป็นเครื่องประดับชิ้นงามได้อย่างไร้ที่ติ นี่จึงเป็น Baignoire ที่ถูกชุบชีวิตด้วยดีเอ็นเอของเมซง ทำให้รูปทรงที่ดูคลาสสิกฉาบไว้ด้วยความร่วมสมัยและเร้าใจกว่าที่เคยเป็น

Myst de Cartier: ความหรูหราและประณีตสูงสุดบนรูปทรงแห่งอดีต

นับเป็นเรือนเวลาที่มีเอกลักษณ์ในงานสถาปัตยกรรมที่โอบรับความเป็นอาร์ตเดโคไว้อย่างเต็มเปี่ยม สำหรับ Myst de Cartier เรือนเวลาที่ได้แรงบันดาลใจจากผลงานของ Jeanne Toussaint จิวเวลรี่ดีไซเนอร์ผู้รังสรรค์ผลงานระดับไอคอนิกอย่าง Panthère จิวเวลรี่รูปทรงเสือแพนเตอร์อันเป็นตำนาน โดยหลอมรวมเทคนิคงานอัญมณีไว้บนรูปทรงสถาปัตยกรรมที่หลอมรวมเส้นสายโค้งมนวนเป็นเกลียวเข้ากับเส้นสายเรขาคณิต และเทคนิคการฝังเพชรได้อย่างกลมกลืน 

ไม่ว่าจะพิจารณาดูในมุมไหนก็สัมผัสได้ถึงงานช่างฝีมือชั้นสูงที่พิถีพิถันในทุกจุด นับตั้งแต่หน้าปัดประดับเพชรแบบพาเว่เป็นลวดลายเรขาคณิต ล้อมกรอบออนิกซ์สีดำขลับ หลักชั่วโมงทรงสามเหลี่ยมเล็กๆ อยู่ร่วมกับกรอบออนิกซ์ได้อย่างกลมกลืน การแต่งแต้มแล็กเกอร์สีดำด้วยเทคนิคงานช่างฝีมือชั้นสูงลงไปบนข้อสายทรงเกลียว สลับกับการประดับอัญมณีแบบไข่ปลา ที่เลือกใช้อัญมณีหลากหลายขนาดวางเรียงรายกันบนสายแบบยืดหยุ่นได้ที่เหมาะสำหรับการสวมใส่ในชีวิตประจำวัน ทำให้เรือนเวลาจิวเวลรี่ที่ดูหรูวิจิตรรุ่นนี้อยู่คู่กับข้อมือสุภาพสตรีได้อย่างเหมาะเจาะ 

Crash Skeleton: การหวนคืนของรูปทรงอสมมาตรอันแตกต่าง

เชื่อว่า การนำเรือนเวลารุ่นที่สาวก Cartier คิดถึงกลับมาตีความใหม่ในคอลเลกชัน Cartier Prive เป็นสิ่งที่คนรักนาฬิกาตั้งตารอเสมอ และในครั้งนี้ทางเมซงเลือกนาฬิการุ่นนอกกรอบที่เกิดในปี 1967 อย่าง Crash มาชุบชีวิตใหม่ในเวอร์ชันสเกเลตัน โครงสร้างสเกเลตันที่มีเส้นสายเฉพาะตัวโอบอุ้มกลไกไขลานด้วยมือ  Manufacture 1967 MC ที่ประกอบด้วยชิ้นส่วนกว่า 142 ชิ้น ไว้ด้านใน ชิ้นส่วนที่เคลื่อนไหวได้ต่างๆ ถูกโอบอุ้มไว้ด้วยสะพานจักรทรงตัวเลขโรมันที่ทำหน้าที่หลักชั่วโมงไปในตัว พื้นผิวเหนือสะพานจักรยังถูกตกแต่งด้วยมืออย่างพิถีพิถัน สิ่งที่แตกต่างไปจากเดิมเล็กน้อยเท่าที่พอจะสังเกตได้คงเป็นตำแหน่งของเม็ดมะยมที่ถูกเคลื่อนตำแหน่งลงมาเล็กน้อย แต่โดยรวมแล้วการปรับเปลี่ยนในครั้งนี้ก็ทำให้ดีไซน์โดยรวมดูลงตัวขึ้นมากทีเดียว

นาฬิกา Crash Skeleton รุ่นนี้ถูกรังสรรค์ขึ้นในจำนวนจำกัด 150 เรือนเท่านั้น นี่จึงเป็นโอกาสพิเศษสุดในการได้ครอบครองนาฬิการูปทรงแหวกแนวอันเป็นตำนานแห่งการคิดนอกกรอบดั้งเดิมของ Cartier  

จึงอาจกล่าวได้ว่า นาฬิกาทั้งห้ารุ่นที่ Cartier เลือกเปิดตัวในงาน Watches and Wonders 2026 เป็นตัวแทนแสดงถึงแนวโน้มความนิยมในวงการนาฬิกาที่ยังคงโหยหาอดีต และมุ่งมั่นหยิบเอาแรงบันดาลใจจากรูปทรงที่สร้างความประทับใจจากต่างยุคสมัยมาปรับโฉมให้ร่วมสมัยอยู่เสมอ

อ่านบทความเพิ่มเติมได้ที่:

The Revolutionary List: 30 นาฬิกาผู้บุกเบิก – คาร์เทียร์ แครช สเกเลตัน (The Cartier Crash Skeleton)

รอยจารึกแห่งแสงสว่าง เมื่อ Cartier รังสรรค์เวลาด้วยจิตวิญญาณช่างอัญมณี

Cartier เปิดตัวแคมเปญส่งท้ายปี 2025 พบกับเหล่าเสือแพนเตอร์ตัวน้อยบุกบูติค 13 รูว์ เดอ ลา เป ในค่ำคืนแห่งความมหัศจรรย์

ชีวิตติดเกม! ในงาน Watches and Wonders 2026 นี้ CHANEL สร้างสรรค์แคปซูลคอลเลกชัน COCO GAME ที่เปี่ยมด้วยลูกเล่นและความสนุก

ปลดปล่อยความคิดสร้างสรรค์ ผสานเข้ากับความเชี่ยวชาญเชิงเทคนิคระดับสูง และวัสดุล้ำค่าใน CHANEL COCO GAME CAPSULE COLLECTION

สำหรับ CHANEL ความคิดสร้างสรรค์นั้นไร้ขีดจำกัด แม้กระทั่งในโลกนาฬิกาที่มักถูกนิยามด้วยขนบ เช่นเดียวกับปีนี้ สตูดิโอสร้างสรรค์เรือนเวลาของ CHANEL ได้ปลดปล่อยความคิดสร้างสรรค์ ผสานเข้ากับความเชี่ยวชาญเชิงเทคนิคระดับสูง และวัสดุล้ำค่าอันเป็นเลิศเพื่อสร้างสรรค์ Chanel Coco Game Capsule Collection ผลงานเหล่านี้ได้รับการออกแบบ ณ ปลาซวองโดม กรุงปารีส และประกอบขึ้นอย่างประณีตที่โรงงานผลิตของ Chanel ในลาโชซ์-เดอ-ฟงด์ ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ภายใต้แรงบันดาลใจจากภาษาภาพกราฟิกของเกม Arnaud Chastaingt ผู้อำนวยการสตูดิโอสร้างสรรค์เรือนเวลาของแบรนด์ได้ตีความองค์ประกอบเหล่านี้สู่ CHANEL COCO GAME CAPSULE COLLECTION ซึ่งประกอบด้วยนาฬิกาไอคอนิกหลากรุ่นที่สะท้อนรหัสเอกลักษณ์ของเมซงอย่างชัดเจน ทั้งเส้นสาย สีดำและสีขาว

The Chessboard

ผลงานเอกของคอลเลกชันนี้ยกให้กาเบรียล ชาเนล กูตูริเยร์ผู้ก่อตั้งแบรนด์เป็นตัวละครเอกในบท ‘ราชินี’ แห่งกระดานหมากรุกซึ่งสะท้อนพลังแห่งจินตนาการอันไร้ขอบเขตของสตูดิโอสร้างสรรค์เรือนเวลา ควบคู่กับความชำนาญอันเป็นเลิศของโรงงานผลิตนาฬิกา CHANEL สร้างสรรค์อย่างวิจิตรด้วยการผสานทองคำ เซรามิก และเพชร
นี่คือศิลปวัตถุชิ้นเอกที่มีเพียงชิ้นเดียวในโลก บนกระดานหมากฐานหินออบซิเดียน ประกอบด้วยหมาก 32 ตัวที่ได้แรงบันดาลใจจากจักรวาล CHANEL โดยหมากสีดำทั้ง 16 ตัว แกะสลักจากเซรามิกไฮเทคซึ่งแข็งแกร่งกว่าเหล็กถึง 7 เท่า ประดับไวท์โกลด์ฝังเพชรเพิ่มประกายสง่างาม ตั้งแต่เสาวองโดมที่สื่อถึงหอคอย ไปจนถึงสิงโตผู้เป็นราชา ส่วนฝ่ายสีขาวสรรค์สร้างจากไวท์โกลด์ แสดงความละเอียดลออและความเที่ยงตรงสูงสุด โดยราชินีผู้สวมชุดผ้าทวีดประดับเพชร ล้อมกรอบด้วยทองรมดำ แต่งแต้มฐานด้วยเซรามิกสีขาวและดำ แน่นอนว่าราชินีทั้งสององค์ในหมากเกมนี้มีเพียงผู้ครองกาลเวลาแต่เพียงผู้เดียวซึ่งซ่อนการบอกเวลาไว้ใต้ฐาน และสามารถสวมเป็นสร้อยคอได้

Gabrielle Long Necklace

สร้อยคอพร้อมจี้นาฬิกาเป็นอีกดีไซน์ที่ทั้งดูสนุก และผสานนาฬิกา เครื่องประดับ และการแต่งกายเข้าไว้ด้วยกัน โดยผลงานนี้ได้ถ่ายทอดภาพของกาเบรียล ชาเนล แกะสลักจากทองคำ สวมชุดแจ็กเก็ตกระโปรงผ้าทวีดประดับเพชร ในท่วงท่านั่งอันเป็นเอกลักษณ์ ซึ่งฐานที่นั่งด้านล่างที่ร้อยด้วยลูกปัดออนิกซ์นั้นซ่อนหน้าปัดแสดงเวลาไว้  นับเป็นบทพิสูจน์ถึงความเป็นเลิศแห่งฝีมือช่างศิลป์ของเมซงอย่างแท้จริง ผลิตเพียง 5 ชิ้นเท่านั้น

Coco Game Long Necklace

สร้อยคอมาดมัวแซลในชุดสูทผ้าทวีดสีขาวตัดขอบดำ พร้อมต่างหูไข่มุกครึ่งซีกอันเป็นเอกลักษณ์ ได้รับการตีความใหม่ในรูปแบบกราฟิกที่ได้รับแรงบันดาลใจโดยตรงจากโลกของวิดีโอเกม การเล่นกับความตัดกันของสีดำและสีขาวในภาพพิกเซลทั้งหมดนี้ใช้เวลาพัฒนานานถึง 4 เดือน เพื่อรังสรรค์งานออกแบบเชิงเทคนิคที่โดดเด่นสะดุดตา กระดุม ต่างหู และดวงตาถูกเน้นด้วยไทเทเนียมรมดำ ขณะที่เรือนร่างประดับตกแต่งด้วยเพชรจำนวน 193 เม็ดอย่างงดงาม และเมื่อพลิกดูด้านหลังก็จะพบกับหน้าปัดนาฬิกา ผลิตเพียง 5 ชิ้นเท่านั้น

J12 Coco Game Charm

นาฬิกาไอคอนิกอย่าง J12 ได้รับการตีความใหม่ แน่นอนว่าองค์ประกอบและความประณีตและความจริงจังยังอยู่ครบ ตัวเรือน 33 มม. และสายยังคงเป็นเซรามิกสีขาว ประดับเพชรบาแก็ตต์ 12 เม็ดแทนหลักชั่วโมง พร้อมขอบตัวเรือนล้อมเพชร 46 เม็ด ทำงานด้วยกลไกอัตโนมัติ Calibre 12.2 ซึ่งสำรองพลังงานได้ 50 ชั่วโมง แต่เพิ่มลูกเล่นด้วยชาร์มซึ่งเป็นมาดมัวแซลในรูปแบบพิกเซลห้อยอยู่ที่เม็ดมะยม การผสานความเงางามของเหล็กขัดเงาเข้ากับแล็กเกอร์สีดำและขาวต้องใช้เวลาพัฒนานานถึง 10 เดือน เพื่อให้ขอบพื้นผิวเรียบเนียนโดยไม่ทำให้ลวดลายพิกเซลผิดเพี้ยนแม้แต่น้อย ผลงานนี้สะท้อนถึงความแม่นยำและความชำนาญระดับสูงของช่างฝีมือ ซึ่งสามารถลงแล็กเกอร์บนพิกเซลที่มีขนาดเพียง 0.5 มิลลิเมตรได้อย่างประณีตไร้ที่ติ ผลงานนี้ผลิตเพียง 55 เรือน

J12 X-Ray Coco Game

อีกหนึ่งดีไซน์ไอคอนก็คือ X-Ray ซึ่งเน้นการเปิดเปลือยและวัสดุที่มีความใส โดยในผลงานรุ่นล่าสุดนี้ สตูดิโอสร้างสรรค์นาฬิกาของ CHANEL ตั้งใจผสานแซฟไฟร์คริสตัลซึ่งต้องใช้เวลาการขึ้นรูปนานถึง 1,600 ชั่วโมงเข้ากับไวท์โกลด์อย่างประณีต พร้อมประดับเฟืองของกลไกคาลิเบอร์ 3.1 ด้วยเพชรอย่างวิจิตร ซึ่งองค์ประกอบต่างๆ ดูราวกับลอยอยู่กลางอากาศเสมือนกลไกลับที่ท้าทายสายตาและจินตนาการความซับซ้อนของโครงสร้างสะท้อนผ่านขั้นตอนการประกอบกลไก ซึ่งต้องอาศัยเวลาการทำงานของช่างผู้เชี่ยวชาญจากโรงงานนาฬิกา CHANEL  นานถึง 7 วันเต็ม สายของเรือนได้รับการออกแบบอย่างประณีตด้วยข้อสายแซฟไฟร์คริสตัลที่เรียงต่อกันอย่างสง่างาม คั่นกลางด้วยแนวเพชรทรงบาแก็ตต์ขลิบขอบด้วยทองรมดำ  ส่วนขอบตัวเรือนช่วยเน้นเส้นสายแห่งงานออกแบบนี้ให้โดดเด่นยิ่งขึ้นด้วยการขลิบทองรมดำและประดับเพชรทรงบาแก็ตต์แบบพาเว่ สอดรับกับหลักชั่วโมงที่เจิดจรัสอย่างลงตัว ผลงานสุดพิเศษนี้ผลิตเพียง 12 เรือน

BOY.FRIEND Coco Game

ภาพของกาเบรียล ชาเนลถูกถ่ายทอดด้วยเทคนิคทรานสเฟอร์ลงบนหน้าปัดอันเรียบเนียนของ BOY·FRIEND เผยสไตล์อันเป็นเอกลักษณ์ที่เติมชีวิตให้กับไพ่ราชินีโพแดงอย่างมีเสน่ห์ ชุดสูทผ้าทวีดขลิบดำ หมวกโบ๊ทเทอร์ และสร้อยไข่มุกหลายชั้นอันเป็นซิกเนเจอร์ ร่วมกันสร้างภาพพอร์เทรตขาวดำที่สะท้อนบุคลิกเหนือกาลเวลา เส้นสายที่คมชัดของเรือนร่างถูกลดทอนความแข็งกร้าวด้วยชิ้นประดับโลหะรูปหัวใจสองชิ้นที่เติมความอ่อนโยนอย่างพอเหมาะ ขอบตัวเรือนประดับเพชรทรงบาแก็ตต์ในระดับ Haute Horlogerie พร้อมอีกทางเลือกในเวอร์ชันเคลือบแล็กเกอร์สีขาวบริสุทธิ์ความเรียบสะอาดดุจหน้าไพ่ยังสะท้อนผ่านสายหนังลูกวัวสีขาว ขลิบขอบสีดำอย่างประณีตงดงาม ผลิตเพียง 55 เรือน

Première Coco Game

นาฬิกา Première ซึ่งเป็นนาฬิกาเรือนแรกของ CHANEL ถูกตีความใหม่ โดยตัวเรือนแปดเหลี่ยมถูกนำเสนอในรูปแบบบของชาร์มห้อยกับสร้อยข้อมือโซ่ร้อยด้วยหนังแบบเดียวกับสายสะพายกระเป๋าคลาสสิก ทั้งยังถ่ายทอดรหัสกราฟิกอันเป็นเอกลักษณ์ของเมซงได้อย่างชัดเจน ไม่ว่าจะเป็นเส้นสายอันเฉียบคม และโทนสีขาว-ดำอันเหนือกาลเวลา ทั้งยังมีชาร์มทั้งหกชิ้นเคลื่อนไหวอย่างพลิ้วไหวไปตามจังหวะข้อมือ พร้อมเรียงร้อยสะกดคำว่า CHANEL อย่างเรียบง่ายและงดงามที่สุด

อ่านบทความเพิ่มเติมได้ที่:

CHANEL ฉลองครบรอบ 25 ปี ด้วยนาฬิกา J12 รุ่นลิมิเต็ดเอดิชัน

การเดินทางสามทศวรรษแห่งความมุ่งมั่นในการฟื้นฟูไร่องุ่นประวัติศาสตร์ สู่การหล่อหลอมคุณค่าร่วมกับ CHANEL

สานต่อตำนาน การกลับมาของ CHANEL PREMIÈRE GALON ที่ผสมผสานความคลาสสิกและนวัตกรรมได้อย่างลงตัว

Czapek & Cie Antarctique Cosmic Blue: จุดบรรจบของกาลเวลาและอวกาศในตัวเรือนไทเทเนียม

เมื่อไทเทเนียมสมรรถนะสูงมาพบกับห้วงลึกแห่งจักรวาลของสี Cosmic Blue

ในโลกของนาฬิกากลไกระดับสูง คำถามเรื่อง “น้ำหนัก” มักกลายเป็นประเด็นที่ถูกพูดถึงอยู่เสมอ บางคนเชื่อว่านาฬิกาที่มีน้ำหนักประมาณนึงช่วยสร้างความรู้สึกมั่นคงบนข้อมือ ขณะที่อีกหลายคนกลับมองว่าความเบาสบายคือคุณสมบัติที่ทำให้นาฬิกาเหมาะกับการสวมใส่ในชีวิตประจำวันที่มากสุด และประเด็นนี้เองก็ได้กลายเป็นจุดตั้งต้นของการนำเสนอครั้งใหม่จาก Czapek & Cie ภายในงาน Watches and Wonders Geneva 2026 ที่แบรนด์เลือกนำวัสดุไทเทเนียมมาตีความร่วมกับสีหน้าปัดอันเป็นเอกลักษณ์อย่าง Cosmic Blue ผ่านนาฬิการุ่นลิมิเต็ดในคอลเลกชัน Antarctique

เสน่ห์ของไทเทเนียมในโลกเรือนเวลา

ไทเทเนียมถือเป็นหนึ่งในวัสดุที่มีสมรรถนะสูงที่สุดในโลกอุตสาหกรรม ด้วยคุณสมบัติเด่นด้านน้ำหนักที่เบา แต่ยังคงความแข็งแรงและทนทานต่อการกัดกร่อน อีกทั้งยังเป็นมิตรต่อผิวหนังและมีคุณสมบัติต้านสนามแม่เหล็กได้ดี จึงกลายเป็นวัสดุที่เหมาะสมอย่างยิ่งสำหรับนาฬิกาสปอร์ตระดับสูง

อย่างไรก็ตาม จุดเด่นนี้ก็มาพร้อมกับความท้าทาย เพราะไทเทเนียมเป็นโลหะที่ขึ้นรูปและตกแต่งได้ยาก จึงจำเป็นต้องอาศัยทักษะของช่างฝีมือและกระบวนการผลิตที่ละเอียดประณีต การเลือกใช้วัสดุชนิดนี้จึงสะท้อนแนวคิดของ Czapek ที่มักจะทดลองและผลักดันขอบเขตของงานฝีมือในโลกของเรือนเวลาอยู่เสมอ

เพื่อขับเน้นเอกลักษณ์ของตัวเรือนไทเทเนียม แบรนด์จึงได้เลือกใช้หน้าปัดสี Cosmic Blue ซึ่งเป็นเฉดสีน้ำเงินที่พัฒนาขึ้นจากการทดลองหลายรูปแบบจนได้โทนสีน้ำเงินเข้มลึกที่สะท้อนแสงแตกต่างกันตามพื้นผิวของแต่ละรุ่น สร้างเอฟเฟกต์ภาพที่ดูราวกับมีมิติซ่อนอยู่ภายในหน้าปัด

สามการตีความของ Antarctique

นาฬิกาทั้งสามรุ่นในซีรีส์นี้ ต่างสะท้อนแนวคิดการออกแบบที่แตกต่างกัน

Antarctique Dark Sector Cosmic Blue นำหน้าปัดแบบ sector dial มาตีความใหม่ โดยใช้ช่องว่าง 12 ตำแหน่งแทนหลักชั่วโมงแทนตัวเลขแบบดั้งเดิม เมื่อเข็มนาฬิกาเคลื่อนผ่านช่องว่างเหล่านี้ จะเกิดการเปลี่ยนแปลงของแสงเงาบนหน้าปัดอย่างละเอียดอ่อน ภายในขับเคลื่อนด้วยกลไกอัตโนมัติ SXH5 ซึ่งเป็นกลไก in-house รุ่นแรกของแบรนด์

ขณะที่ Antarctique Révélation Titanium Cosmic Blue เปิดพื้นที่ให้ผู้สวมใส่ได้ชื่นชมสถาปัตยกรรมของกลไกผ่านหน้าปัดแบบ openworked กลไก SXH7 ได้ถูกออกแบบใหม่ให้สามารถมองเห็นชุด escapement จากด้านหน้าของหน้าปัด พร้อมหน้าปัดย่อยแสดงวินาทีที่ตำแหน่ง 4:30 นาฬิกา สร้างสมดุลระหว่างความโปร่งใสของโครงสร้างและความชัดเจนในการอ่านเวลา

ด้าน Antarctique Tourbillon Titanium Cosmic Blue นำเสนอความซับซ้อนเชิงกลไกผ่านฟลายอิงตูร์บิญงที่ถูกจัดวางอย่างโดดเด่นบนหน้าปัด ลวดลาย guilloché แบบ “Singularité” ที่แกะสลักด้วยมือได้รับแรงบันดาลใจจากแนวคิดทางดาราศาสตร์เกี่ยวกับ singularity หรือจุดที่กาลเวลาและอวกาศมาบรรจบกัน สร้างเอฟเฟกต์ภาพลวงตาราวกับความลึกอันไร้ขอบเขตอยู่ภายในหน้าปัด

วิวัฒนาการของแบรนด์อิสระ

นอกเหนือจากความสวยงามในการออกแบบแล้ว นาฬิกาทั้งสามรุ่นยังสะท้อนถึงพัฒนาการทางเทคนิคของแบรนด์อย่างชัดเจน ตั้งแต่กลไก SXH5 ที่เป็นจุดเริ่มต้นของการพัฒนากลไกภายในแบรนด์ ไปจนถึง Calibre 9 ซึ่งถูกออกแบบและผลิตชิ้นส่วนส่วนใหญ่ภายในโรงงานของบริษัทเอง

สำหรับ Czapek การพัฒนาขีดความสามารถภายในนั้นไม่ได้หมายถึงการตัดขาดจากพันธมิตรด้านงานฝีมือ หากแต่เป็นการสร้างสมดุลระหว่างการผลิตภายในและการร่วมมือกับผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางในอุตสาหกรรมสวิส

ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นจึงไม่ใช่เพียงนาฬิกาที่ใช้วัสดุใหม่หรือสีหน้าอันปัดโดดเด่นเท่านั้น แต่ยังเป็นการสะท้อนตัวตนของแบรนด์อิสระที่ยังคงเดินหน้าค้นหาความเป็นไปได้ใหม่ ๆ ในโลกของ Haute Horlogerie อยู่เสมอ

อ่านบทความอื่นๆ เพิ่มเติม

Cartier สานต่อตำนานผู้สร้างสรรค์รูปทรงแห่งเวลา ด้วยการตีความใหม่ของเรือนเวลารูปทรงโดดเด่นในอดีตกาล
Chopard ในงาน Watches and Wonders 2026 เน้นความบางเฉียบและการผสานงานวิศวกรรมระดับสูงเข้ากับวัสดุรักษ์โลก
Jaeger-LeCoultre ในงาน Watches and Wonders 2026: เมื่อความแม่นยำและศิลปะถูกร้อยเรียงไว้ใต้หลังคาเดียวกัน

CHANEL J12 ผลงานปฏิวัติวงการนาฬิกาที่สามารถรักษาสมดุลระหว่างความงามเชิงดีไซน์กับความจริงจังทางวิศวกรรม

J12 ได้สร้างความแตกต่าง เปลี่ยนมุมมองที่คนมีต่อวัสดุเซรามิกไปโดยสิ้นเชิง และพร้อมออกเดินทางสำรวจในเชิงวัสดุศาสตร์ต่อไป

CHANEL เป็นแบรนด์แห่งการสร้างสรรค์ ซึ่งไม่ได้จำกัดอยู่แค่เพียงเสื้อผ้า แต่ยังรวมถึงการผลิตนาฬิกาด้วย อิสระในการแสดงออกอย่างสร้างสรรค์และองค์ความรู้เป็นสิ่งที่แยกจากกันไม่ได้ นี่คือพื้นฐานของการสร้างสรรค์ของ CHANEL ทั้งในการผลิตนาฬิกาธรรมดาและนาฬิกาชั้นเลิศ นับตั้งแต่ปี 1987  ที่เมซงได้ก้าวเข้าสู่โลกนาฬิกาเป็นครั้งแรก ตอนที่ CHANEL เปิดตัว J12 ในปี 2000 กล่าวได้ว่ามันไม่ได้เป็นแค่นาฬิกาใหม่ หากแต่เป็นจุดเปลี่ยนในโลกนาฬิกาเลยก็ว่าได้…  นาฬิกาในเฉดสีดำสนิททั้งเรือน เส้นสายที่มีความเรียบง่าย แฝงความสปอร์ตชิค ด้วยตัวเรือนที่เชื่อมต่อกับสาย ทั้งยังไม่เจาะจงเพศใดเพศหนึ่ง และในเชิงวัสดุศาสตร์ แม้จะไม่ใช่นาฬิกาเซรามิกรุ่นแรกในโลก แต่ J12 ก็ได้สร้างความแตกต่าง และเปลี่ยนมุมมองที่คนมีต่อวัสดุที่มีคุณสมบัติสุดพิเศษนี้

แนวคิดที่ท้าทายสู่ผลงานระดับไอคอน

“J12 ถือกำเนิดขึ้นจากการสร้างสรรค์อันกล้าหาญอย่างแท้จริง โดยปราศจากการประนีประนอมและไม่ต้องขออนุญาตจากใคร มันปรากฏขึ้นราวกับการปฏิวัติ ท้าทายขนบธรรมเนียมดั้งเดิมของโลกแห่งเรือนเวลา การสร้างสรรค์อันเป็นอิสระนี้ได้เปลี่ยนมุมมองของผมที่มีต่อนาฬิกาไปโดยสิ้นเชิง และกลายเป็นแรงบันดาลใจสำคัญ J12 ไม่ได้เป็นเพียงไอคอน หากแต่คือแถลงการณ์แห่งอิสรภาพและความกล้า มันยืนหยัดเหนือทุกสิ่ง โดยเฉพาะเหนือกระแสของกาลเวลาและเทรนด์ทั้งหลาย”

Arnaud Chastaingt – ผู้อำนวยการฝ่ายสร้างสรรค์นาฬิกาคนปัจจุบันของ CHANEL

นาฬิการุ่น J12 ถือกำเนิดขึ้นจากสัญชาตญาณแห่งการแสวงหาและการสำรวจ ในเวลานั้น Jacques Hélleu ผู้อำนวยการฝ่ายศิลป์ของแผนกนาฬิกา CHANEL ไม่สามารถหานาฬิกาที่เขาอยากสวมใส่ได้เลย  เขาจึงออกแบบเรือนหนึ่งขึ้นมาเอง โดยหยิบแรงบันดาลใจจากความหลงใหลในการแล่นเรือยอชต์ และตั้งชื่อว่า J12 ตามเรือแข่งระดับ J-Class ใน America’s Cup และที่สำคัญ ยังเป็น “นาฬิกาสีดำล้วนทั้งเรือน” ซึ่งเป็นเฉดสีที่มาดมัวแซลชาเนล ผู้ก่อตั้งแบรนด์เรียกว่าเป็นสีที่ “เหนือทุกสิ่ง” ซึ่งสวนทางกับกระแสนาฬิกาในยุคนั้น และแม้ว่า J12 เรือนแรกจะเปิดตัวในฐานะนาฬิกาสปอร์ตสำหรับผู้ชาย ด้วยตัวเรือนขนาด 38 มิลลิเมตรที่ค่อนข้างเรียบขรึม แต่ซิลูเอตต์ที่เพรียวลมและเท็กซ์เจอร์เซรามิกสีดำเงากลับดึงดูดความสนใจจากลูกค้าผู้หญิงได้อย่างรวดเร็ว จนกลายเป็นนาฬิกาที่มีเสน่ห์แบบไม่จำกัดเพศ ซึ่งตอบรับกับการเปลี่ยนแปลงมุมมองทางวัฒนธรรมของผู้คน

ตลอดช่วงเวลาสองทศวรรษ J12 ถูกตีความและนำเสนอในรูปแบบที่หลากหลาย นับตั้งแต่การนำเสนอในเวอร์ชันเซรามิกสีขาวในปี 2003 รวมถึงการเพิ่มเติมสีสันและลูกเล่นในดีไซน์ที่เข้าถึงกลุ่มคนแฟชั่น ไปจนถึงการผนวกรวมกับวัสดุล้ำๆ และกลไกคอมพลิเคชันที่ทำให้คอนาฬิกาตัวจริงต้องทึ่ง แต่สิ่งที่เป็นดีเอ็นเอดั้งเดิมก็ยังคงไม่มีอะไรมาลบล้างลงได้… และนั่นเองที่ทำให้ J12 ได้ชื่อว่าเป็นตัวแทนของนาฬิกาแห่งศตวรรษที่ 21

เซรามิก ความแข็งแกร่งในความนุ่มนวล

CHANEL เป็นแบรนด์แรกที่นำเซรามิกมาใช้สร้างสรรค์นาฬิกาหรู และยังจุดประกายให้วงการหันมาใช้วัสดุนี้ในการสร้างสรรค์นาฬิกาตามไปด้วย เดิมที เซรามิกมักถูกใช้ในงานอุตสาหกรรมมากกว่าจะอยู่ในโลกการทำนาฬิกา แต่ด้วย CHANEL วัสดุนี้กลับกลายเป็นพื้นผิวเงางาม เข้มข้น และเย้ายวนอย่างยากจะต้านทาน และแม้จะไม่ใช่วัสดุล้ำค่าในเชิงมูลค่า แต่ในแง่ของฟังก์ชันแล้ว เซรามิกก็มีคุณสมบัติโดดเด่น ทั้งในแง่ของน้ำหนักเบา แข็งแรงกว่าเหล็กถึงเจ็ดเท่า ให้สัมผัสที่สบายต่อผิว ไม่ก่อให้เกิดอาการแพ้ และที่สำคัญคือ ความทนต่อรอยขีดข่วนและสีไม่ซีดไปตามกาลเวลา

ในการจะผลิตนาฬิกาจากเซรามิกนี้ ไม่ใช่ว่าใครก็สามารถทำได้ ในขณะที่แบรนด์ส่วนใหญ่เลือกที่จะ outsource ทาง CHANEL เลือกที่จะผลิตเซรามิกที่โรงงาน G&F Châtelain (ก่อตั้งในปี 1947 และ CHANEL เข้าซื้อกิจการในปี 1993) ซึ่งอยู่ในเมือง La Chaux-de-Fonds โดยลงทุนอย่างจริงจังในเทคโนโลยีดังกล่าว ซึ่งต้องอาศัยการค้นคว้าวิจัยและความเชี่ยวชาญขั้นสูง ทางเมซงได้ผลิตผงวัตถุดิบที่ใช้ในการทำเซรามิกเอง และเทคโนโลยีการฉีดขึ้นรูป (injection technology) ต่างจากนาฬิกาเซรามิกส่วนใหญ่ในตลาดที่มักเริ่มต้นจากบล็อกเซรามิก นำไปกัดและกลึงขึ้นรูปให้ได้ทรงตามต้องการ แต่ก็ไม่สามารถได้คุณภาพในระดับเดียวกันกับวิธีฉีดขึ้นรูป ซึ่งส่งผลต่อทั้งความแข็งแรงและความเรียบเนียนของพื้นผิว

กลไกคือหัวใจของการขับเคลื่อน

หลังจาก J12 เปิดตัวมาเป็นเวลาเกือบ 20 ปี  CHANEL กลับทำในสิ่งที่ดูเหมือนเป็นไปไม่ได้ นั่นคือการยกระดับ J12 ให้ยิ่งน่าปรารถนากว่าเดิม  โดย Arnaud Chastaingt ผู้อำนวยการฝ่ายสร้างสรรค์นาฬิกาของ CHANEL ได้ปรับดีไซน์อย่างละเอียดอ่อน (หากยังจำกันได้ การแปลงโฉมครั้งนั้นตั้งอยู่บนแนวคิดในการ ‘เปลี่ยนทุกอย่างโดยไม่เปลี่ยนแปลง”) เป็นการเปลี่ยนดีเทลซึ่งถ้าไม่สังเกตก็แทบจะไม่รู้ และสวมใส่สบายตามหลักสรีรศาสตร์มากขึ้น แต่ยังคงดีเอ็นเอเดิม

แต่มีสิ่งหนึ่งที่เปลี่ยนไปอย่างชัดเจนก็คือ ตัวเรือนผลิตจากเซรามิกทั้งเรือน จากเดิมที่ฝาหลังเป็นสตีล และยังมีการอัพเกรดกลไกครั้งสำคัญ โดยการหันไปใช้เครื่องอัตโนมัติ Caliber 12.1 ที่พัฒนาโดย Kenissi โรงงานผลิตกลไกในเมือง Le Locle ที่ CHANEL ถือหุ้นอยู่  ซึ่งการเลือกใช้กลไกระดับนี้ คือสัญญาณชัดเจนว่า CHANEL เอาจริงเอาจังกับโลกการทำนาฬิกา

ฝาหลังของกลไก J12 เผยให้เห็นกลไก Calibre 12.1 ขึ้นลานอัตโนมัติ โดดเด่นด้วยโรเตอร์อันเป็นเอกลักษณ์ ทำงานที่ความถี่ 4 เฮิรตซ์ สำรองพลังงานได้นานถึง 70 ชั่วโมง และยังผ่านการทดสอบมาตรฐานโครโนมิเตอร์ COSC

Calibre 12.1 เป็นกลไกที่พัฒนาเพื่อ CHANEL โดยเฉพาะ ซึ่งบรรจุอยู่ในตัวเรือน 38 มม. ทั้งยังได้รับการรับรองมาตรฐานโครโนมิเตอร์จาก COSC และมีพลังงานสำรองยาวนานถึง 70 ชั่วโมง กลไกนี้มีความหนาเพียงไม่กี่มิลลิเมตรแต่ประกอบด้วยชิ้นส่วนไม่น้อยกว่า 191 ชิ้นซึ่งถูกจัดวางและประกอบอย่างประณีตที่สุด และที่เรียกได้ว่าเป็นเอกลักษณ์โดดเด่นก็คือโรเตอร์ทังสเตนแบบฉลุโปร่งพร้อมประทับตรา CHANEL กลไกที่เปรียบเป็นหัวใจเครื่องยนต์ของนาฬิกาอย่างแท้จริงทำหน้าที่ส่งผ่านพลังอย่างนุ่มนวลผ่านวินาที เข็มบนหน้าปัดจึงเคลื่อนไหวอย่างราบรื่นด้วยความแม่นยำ

ออกแบบมาให้ใช้ชีวิต

บางสิ่งไม่ได้ถูกสร้างขึ้นเพื่อให้ทันสมัยเพียงชั่วคราว แต่ถูกสร้างขึ้นเพื่อ “อยู่เหนือกาลเวลา” ดังเช่น J12 ยังคงยืนหยัดในฐานะเรือนเวลาที่ไม่ไหลไปตามกระแส แต่กลายเป็นตัวจุดกระแส จากจุดเริ่มต้นในฐานะนาฬิกาสปอร์ตสีดำล้วน สู่การเป็นสัญลักษณ์ร่วมสมัยที่ไร้ข้อจำกัดทางเพศ J12 ได้พิสูจน์ให้เห็นว่า “ไอคอน” ไม่ได้เกิดจากความหวือหวา หากเกิดจากความชัดเจนในตัวตน และการพัฒนาอย่างไม่หยุดนิ่ง ภายใต้การสร้างสรรค์ของ CHANEL ที่ยึดมั่นในอิสระทางความคิดควบคู่กับองค์ความรู้

Gisele Bündchen ได้รับเลือกให้เป็นเฟซของ J12 ในแคมเปญล่าสุด
In the Greatest Strength Lies Softness แคมเปญใหม่ของนาฬิกา J12 ได้รับแรงบันดาลใจจากคุณสมบัติอันเป็นเอกลักษณ์ของเซรามิก ในฐานะนาฬิกาสปอร์ตแบบยูนิเซ็กซ์เรือนแรกของเมซง J12 ได้หวนกลับไปสู่แรงบันดาลใจดั้งเดิมและโลกต้นกำเนิดของมัน นั่นคือ ‘สายน้ำ’ ซึ่งทั้งให้ความรู้สึกสงบ ผ่อนคลายอย่างลึกซึ้ง ขณะเดียวกันก็เปี่ยมด้วยพลังอันไร้ขีดจำกัด

ผลงานสุดไอคอนิกที่โดดเด่นด้วยดีไซน์และฟังก์ชันนี้ถูกออกแบบมาเพื่อเป็นเพื่อนคู่ใจให้เราพร้อมออกไปใช้ชีวิต ไม่ว่าคุณจะใช้ชีวิตชีวิตในเมือง หรือออกไปโลดแล่นในทะเลนั่นเพราะ J12 ไม่ได้เป็นเพียงเครื่องบอกเวลา แต่คือสัญลักษณ์ของความกล้าที่จะท้าทายกรอบเดิมๆ

อ่านบทความเพิ่มเติมได้ที่:

CHANEL ฉลองครบรอบ 25 ปี ด้วยนาฬิกา J12 รุ่นลิมิเต็ดเอดิชัน

การเดินทางสามทศวรรษแห่งความมุ่งมั่นในการฟื้นฟูไร่องุ่นประวัติศาสตร์ สู่การหล่อหลอมคุณค่าร่วมกับ CHANEL

สานต่อตำนาน การกลับมาของ CHANEL PREMIÈRE GALON ที่ผสมผสานความคลาสสิกและนวัตกรรมได้อย่างลงตัว

Chopard ในงาน Watches and Wonders 2026 เน้นความบางเฉียบและการผสานงานวิศวกรรมระดับสูงเข้ากับวัสดุรักษ์โลก

Chopard เปิดตัว 4 ผลงานที่สะท้อนขอบเขตของแบรนด์ครอบครัวแห่งนี้ได้อย่างครบถ้วน และทำได้ดีกว่าที่ใครหลายรายจะตามทัน

บทความโดย:  Jola Chudy . Apr 14, 2026

เมื่อ 30 ปีที่แล้ว Karl-Friedrich Scheufele ตัดสินใจเปิดโรงงานผลิตนาฬิกาขึ้นที่เมือง Fleurier และเริ่มต้นสร้างกลไกแบบ in-house เป็นของตัวเอง สามทศวรรษผ่านไป โรงงาน L.U.C แห่งนี้ได้กลายเป็นแหล่งกำเนิดของกลไกนาฬิกาที่ผ่านการรับรองมาตรฐานที่เข้มงวดที่สุดแห่งหนึ่งในสวิตเซอร์แลนด์

โดยปกติแล้วนาฬิกาของที่นี่มักจะคว้ามาได้ทั้งใบรับรองความเที่ยงตรงระดับ COSC Chronometer และตราประทับคุณภาพสูงสุดอย่าง Poinçon de Genève ซึ่งการจะทำให้ผ่านเกณฑ์อันโหดหินทั้งสองอย่างพร้อมกันบนตัวเรือนวัสดุ “เหล็ก” ที่จัดการได้ยากกว่าทองคำอย่างที่ Chopard ทำอยู่นั้น ถือเป็นเรื่องที่น่าทึ่งและสะท้อนถึงฝีมือระดับเหนือชั้นอย่างแท้จริง

Alpine Eagle 41 XPS คือการยกระดับความสปอร์ตของ Chopard ผ่านตัวเรือน Lucent Steel™ ในสัดส่วน ultra-thin และดีไซน์ integrated ที่เฉียบคมยิ่งกว่าเดิม

Alpine Eagle 41 XPS ในวัสดุ Lucent Steel™

เรื่องราวของ Alpine Eagle คือมหากาพย์ที่ส่งต่อกันมาจากรุ่นสู่รุ่นภายในครอบครัว Scheufele อย่างแท้จริง เริ่มจากปี 1980 ที่ Karl-Friedrich ในวัยหนุ่มโน้มน้าวให้พ่อของเขาสร้างนาฬิกาสปอร์ตเหล็กเพื่อไลฟ์สไตล์แบบ St. Moritz จนกระทั่งปี 2019 ลูกชายของเขาก็ไปเจอเรือนต้นฉบับวางอยู่บนโต๊ะทำงานและขอให้ปลุกตำนานนี้ขึ้นมาใหม่ จนกลายเป็นคอลเลกชั่น Alpine Eagle ที่เราเห็นกันในวันนี้ และในปี 2026 รุ่น 41 XPS ก็ได้นำมรดกนี้มาบรรจบกับความทะเยอทะยานในการทำนาฬิกาที่บางเฉียบระดับ Ultra-thin

ด้วยความหนาของตัวเรือนเพียง 8 มม. ทำให้รุ่นนี้กลายเป็น Alpine Eagle ที่เพรียวบางที่สุดเท่าที่เคยมีมา ตัวเรือนทำจาก Lucent Steel™ ซึ่งเป็นโลหะผสมสูตรเฉพาะที่ Chopard พัฒนาขึ้นเอง ภายในขับเคลื่อนด้วยกลไก L.U.C 96.40-L ซึ่งเป็นทายาทสายตรงจากกลไกชุดแรกที่โรงงาน Chopard ผลิตขึ้นในปี 1996

ความน่าทึ่งคือกลไกนี้หนาเพียง 3.3 มม. แต่กลับให้พลังงานสำรองยาวนานถึง 65 ชั่วโมง ซึ่งเป็นผลมาจากเทคโนโลยี Twin ของแบรนด์ที่ใช้ตลับลานสองชุดวางซ้อนกัน โดยมีไมโครโรเตอร์ที่ทำจากทองคำจรรยาบรรณ 22 กะรัตทำหน้าที่ขึ้นลานอย่างมีประสิทธิภาพ

นอกจากความบางแล้ว งานวิศวกรรมข้างในยังเน้นความแม่นยำด้วยตัวปรับตั้งแบบ Swan’s-neck ที่ช่วยให้การจูนสายใยจักรกลอกทำได้ละเอียดสุดๆ แน่นอนว่าชิ้นส่วนทุกชิ้นที่มองเห็นได้ถูกขัดแต่งด้วยกรรมวิธีดั้งเดิม ไม่ว่าจะเป็นลาย Côtes de Genève บนสะพานจักร การลบเหลี่ยมมุมด้วยมือ และการขัดลายวงกลมบนแท่นเครื่อง ซึ่งทั้งหมดนี้ทำตามมาตรฐานระดับสูงของ Poinçon de Genève เพื่อยืนยันว่าเป็นงานชิ้นเอกที่สมบูรณ์แบบทั้งในแง่ของฟังก์ชันและความงาม

หน้าปัดมาในสี Mountain Glow หรือสีแชมเปญอ่อน ๆ ที่จำลองแสงอาทิตย์ยามเช้าตอนตกกระทบหิมะบนยอดเขาแอลป์ ผสานเข้ากับลวดลายรัศมีที่เป็นเอกลักษณ์ของคอลเลกชั่น Alpine Eagle ซึ่งถอดแบบมาจากรูม่านตาของพญาอินทรี ส่วนตัวสายนาฬิกาถูกปรับปรุงใหม่ให้ช่วงข้อสาย 5 ข้อแรกมีความเรียวลงอย่างชัดเจน

มาพร้อมชุดล็อกที่มีระบบปรับขยายเพื่อความสบาย (Comfort-extension) สามารถปรับระยะได้ตั้งแต่ 2.5 ถึง 5 มิลลิเมตรโดยไม่ต้องถอดข้อสาย ซึ่งเป็นฟังก์ชันที่ใช้งานได้จริงและตอบโจทย์มากสำหรับคนที่ต้องใส่ติดข้อมือตลอดทั้งวัน นอกจากนี้ตัวเรือนวัสดุสเตนเลสสตีลยังได้รับตราประทับ Poinçon de Genève (Geneva Seal) ซึ่งเป็นเครื่องยืนยันถึงมาตรฐานการผลิตที่ประณีตและน่าประทับใจขั้นสุด

ข้อมูลทางเทคนิค Alpine Eagle 41 XPS in Lucent Steel™
  • กลไก: กลไกอัตโนมัติ L.U.C 96.40-L ความถี่ 4 Hz สำรองพลังงาน 65 ชั่วโมง ใช้ Chopard Twin Technology ตกแต่งสะพานจักรด้วยลาย Côtes de Genève ได้รับการรับรองมาตรฐาน COSC Chronometer และ Poinçon de Genève
  • ตัวเรือน: Lucent Steel™ ขนาด 41 มม. กันน้ำ 100 เมตร ตัวเรือนปัดซาตินแนวตั้ง พร้อมขอบมุมขัดเงา ขอบตัวเรือน (bezel) พร้อมสกรู 8 ตัววางในแนวแทนเจนต์ กระจกแซฟไฟร์เคลือบกันแสงสะท้อน
  • หน้าปัดและเข็ม: หน้าปัดสีแชมเปญ “Mountain Glow” จากกระบวนการ galvanic ลวดลายรัศมีแบบม่านตานกอินทรี หลักชั่วโมงและเข็มผลิตจาก ethical white gold เคลือบ Super-LumiNova® Grade X1 เข็มวินาทีเล็กตกแต่ง white lacquer
  • สายและบานพับ: สาย Lucent Steel™ แบบ integrated ไล่เรียว (tapered) ข้อต่อกว้างปัดซาติน พร้อมฝาครอบกลางขัดเงา ตัวล็อกแบบ triple folding clasp พร้อม
    • ปุ่มเซฟตี้ระบบขยายสายเพื่อความสบาย (comfort-fit extension system)
L.U.C 1860 Chronometer คือการคืนชีพของไอคอน Chopard ผ่าน Lucent Steel™ ที่ยังคงสัดส่วนคลาสสิก แต่ยกระดับด้วยงานตกแต่งและความเที่ยงตรงระดับโครโนมิเตอร์

นาฬิกาโครโนมิเตอร์ LUC 1860 ตัวเรือนทำจากเหล็ก Lucent Steel™

นาฬิกา L.U.C 1860 รุ่นดั้งเดิมคือจุดเริ่มต้นที่ทำให้โรงงานใน Fleurier เป็นที่รู้จักไปทั่วโลก ซึ่ง Karl-Friedrich Scheufele ตั้งใจใช้เรือนนี้เพื่อโชว์ศักยภาพในการผลิตกลไกอินเฮาส์ของ Chopard อย่างเต็มตัว โดยในเวอร์ชันปี 2026 นี้ถูกสร้างขึ้นเพื่อเป็นเกียรติในโอกาสครบบรอบของแบรนด์

ตัวเรือนมาในขนาด 36.5 มม. ซึ่งเป็นไซส์ที่เหล่านักสะสมที่เน้นเรื่องความรับกระชับและใส่สบาย (Ergonomics) ถวิลหา และเพื่อให้หน้าปัดดูสะอาดตาที่สุด พวกเขาจึงเลือกที่จะตัดหน้าต่างวันที่ออกไป

ไฮไลต์ที่น่าสนใจคือหน้าปัดสีน้ำเงิน Areuse Blue ซึ่งตั้งชื่อตามแม่น้ำที่ไหลผ่านใกล้ๆ โรงงานผลิตใน Fleurier ตัวหน้าปัดทำจากทองคำขาว 18 กะรัต และแกะสลักลวดลายกิโยเช่ (Guilloché) ด้วยมือจากเครื่องกลึงโบราณโดยช่างฝีมือของแบรนด์เอง Chopard เป็นเพียงไม่กี่แบรนด์ที่ยังคงเก็บรักษาและใช้งานเครื่องจักรเก่าเหล่านี้อยู่ ซึ่งผลลัพธ์ที่ได้นั้นคุ้มค่ามาก เพราะลวดลายที่เกิดจากมือมนุษย์ควบคุมเครื่องกลึงแบบดั้งเดิมจะมีความลึกและมิติที่เครื่องจักรสมัยใหม่ทำไม่ได้ มอบเสน่ห์ของงานฝีมือที่จับต้องได้จริงบนข้อมือ

ภายในตัวเรือน นาฬิกา LUC 1860 Chronometer ขับเคลื่อนด้วยกลไกภายในของ Chopard ที่ได้รับการตกแต่งอย่างประณีต ซึ่งเป็นกลไกแบบไมโครโรเตอร์ที่ผสมผสานสถาปัตยกรรมที่เพรียวบางเข้ากับความแม่นยำระดับโครโนมิเตอร์ (Revolution©)

กลไกที่ใช้คือ L.U.C 96.40-L ชุดเดียวกับที่อยู่ใน Alpine Eagle XPS รุ่นใหม่ ความโดดเด่นอยู่ที่ความบางเพียง 3.3 มม. แต่กลับอัดแน่นด้วยตลับลานคู่ที่ให้พลังงานสำรองนานถึง 65 ชั่วโมง พร้อมชุดปรับตั้งความเที่ยงตรงแบบคอหงส์ (Swan’s-neck) และผ่านการรับรองระดับ COSC ทุกชิ้นส่วนถูกขัดแต่งด้วยมือตามมาตรฐานสูงสุดของ Poinçon de Genève

จับคู่มากับสายหนังวัวลายนูนสีเทาที่เข้ากันได้ดีกับตัวเรือนซึ่งบางเพียง 8.2 มม. ในมุมมองของนาฬิการุ่นฉลองครบรอบ เรือนนี้ดูถ่อมตัวและมั่นคงในตัวเองสูงมาก เพราะไม่มีการสลักข้อความแสดงการเฉลิมฉลองหรือระบุตัวเลขรุ่นพิเศษใดๆ มีเพียงตัวตนของนาฬิกาที่ดีมากๆ ซึ่งถูกสร้างขึ้นตามมาตรฐานที่โรงงานแห่งนี้ใช้เวลาบ่มเพาะมาตลอด 3 ทศวรรษ

ข้อมูลทางเทคนิค L.U.C 96.40-L
  • กลไก: กลไกอัตโนมัติ (Self-winding) L.U.C 96.40-L ขนาด 27.40 มม. หนา 3.30 มม. สำรองพลังงาน 65 ชั่วโมง พร้อมระบบบาร์เรลคู่แบบ Chopard Twin Technology ขึ้นลานด้วยไมโครโรเตอร์ทองคำ 22 กะรัตแบบ ethical ที่ผ่านการแกะสลักลวดลาย
  • ตัวเรือน: Lucent Steel™ ขนาด 36.50 มม. กันน้ำ 30 เมตร มาพร้อมเม็ดมะยมแบบ notched สลักโลโก้ L.U.C และกระจกแซฟไฟร์เคลือบกันแสงสะท้อนทั้งสองด้าน
  • หน้าปัดและเข็ม: หน้าปัดทองคำสี “Areuse Blue” แบบ hand-guilloché หลักชั่วโมงทรง chevron ผลิตจากไวท์โกลด์ เข็มชั่วโมงและนาทีทรง Dauphine รวมถึงเข็มวินาทีเล็กทรง baton ล้วนผลิตจากไวท์โกลด์
  • สายและตัวล็อก: สายหนังลูกวัวสีเทาแอนทราไซต์ผิวเกรน เดินด้ายสีเดียวกับสาย จับคู่กับหัวเข็มขัดแบบ pin buckle ใน Lucent Steel™ พร้อมสลักโลโก้ L.U.C
Happy Hearts ถ่ายทอดความ playful แบบ Chopard ผ่านเพชรเคลื่อนไหวและดีไซน์รูปหัวใจ บนหน้าปัด mother-of-pearl ที่เปล่งประกายอย่างละมุน

Happy Hearts in Lucent Steel™

ย้อนกลับไปในปี 1993 Caroline Scheufele เคยสร้างแรงสั่นสะเทือนให้วงการด้วยการเปิดตัว Happy Sport นาฬิกาที่นำเหล็กมาวางคู่กับเพชร ซึ่งในยุคนั้นถือเป็นการแหกกฎที่ไม่มีใครกล้าทำ เพราะอัญมณีล้ำค่าควรอยู่คู่กับโลหะมีค่าเท่านั้น แต่เวลาได้พิสูจน์แล้วว่าวิสัยทัศน์ของเธอนั้นถูกต้อง จนกลายเป็นบรรทัดฐานใหม่ที่อุตสาหกรรมนาฬิกายอมรับในเวลาต่อมา ล่าสุดจิตวิญญาณแห่งความขบถนี้ได้ถูกนำมาตีความใหม่ในรุ่นปี 2026 ที่มาพร้อมความสนุกและร่วมสมัยด้วยสายยีนส์ (Denim)

บนหน้าปัดเปลือกมุกสีขาวสะอาดตา มี “หัวใจเต้นระบำ” สองดวงที่คอยขยับไปมาอย่างอิสระอยู่ใต้กระจกแซฟไฟร์ ดวงหนึ่งทำจากเปลือกมุกสีขาวเข้ากับหน้าปัด ส่วนอีกดวงโดดเด่นด้วยเปลือกมุกไล่เฉดสีชมพู-ม่วงที่หาได้ยาก ซึ่ง Chopard ตั้งใจใส่ความหมายเชิงสัญลักษณ์ไว้ โดยสีชมพูสื่อถึงความรัก สีม่วงสะท้อนถึงจิตวิญญาณและการเปลี่ยนแปลง ส่วนเปลือกมุกคือตัวแทนของความบริสุทธิ์และการปกป้อง โดยมีเพชรเต้นระบำอีก 3 เม็ดมาช่วยเติมเต็มลีลาบนหน้าปัดให้สมบูรณ์

ภายในขับเคลื่อนด้วยกลไกอัตโนมัติคาลิเบอร์ 09.01-C ซึ่งเป็นกลไก In-house ที่พัฒนาขึ้นเองทั้งหมดภายในเวิร์คช็อปของแบรนด์ สำรองพลังงานได้ 42 ชั่วโมง บรรจุอยู่ในตัวเรือนขนาด 33 มม. ที่ทำจาก Lucent Steel™ วัสดุที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะของ Chopard ซึ่งให้ความเงางามและมีความยั่งยืนสูง เป็นส่วนผสมที่ลงตัวระหว่างงานวิศวกรรมที่เชื่อถือได้กับงานดีไซน์ที่มีชีวิตชีวา

ข้อมูลทางเทคนิค Happy Hearts in Lucent Steel™
  • กลไก: กลไกอัตโนมัติ (Self-winding) Chopard 09.01-C สำรองพลังงาน 42 ชั่วโมง
  • ตัวเรือน:Lucent Steel™ ขนาด 33 มม. กันน้ำ 30 เมตร มาพร้อมกระจกแซฟไฟร์เคลือบกันแสงสะท้อน และฝาหลังแบบโปร่ง (exhibition case-back) พร้อมโลโก้ Happy Sport
  • หน้าปัดและเข็ม:หน้าปัดมุกสีขาว (white mother-of-pearl) ประดับเพชรเคลื่อนไหว 3 เม็ด และหัวใจเคลื่อนไหว 2 ชิ้นในไวท์โกลด์ 18K (หนึ่งเป็น mother-of-pearl สีขาว อีกหนึ่งไล่เฉดชมพู-ม่วง) หลักชั่วโมงและเข็มเคลือบโรเดียม เข็มชั่วโมง-นาทีทรง conical พร้อมเข็มวินาทีกลางแบบ baton
  • ฟังก์ชัน: แสดงชั่วโมง นาที และวินาทีจากแกนกลาง
  • สายและตัวล็อก: สายผ้าเดนิมสีน้ำเงิน จับคู่กับหัวเข็มขัดแบบ pin buckle ใน Lucent Steel™
L’Heure du Diamant คือการแสดงศักยภาพด้าน jewellery ของ Chopard ผ่านการเซ็ตเพชรที่ออกแบบมาเพื่อขับ brilliance ของแต่ละเม็ดให้เปล่งประกายสูงสุด

ย้อนกลับไปในช่วงต้นศตวรรษที่ 20 Karl Scheufele ที่ 1 เคยได้รับฉายาว่า “Master of Jewellery Watches” ซึ่งจิตวิญญาณนั้นยังคงส่งต่อมาถึงคอลเลกชั่น L’Heure du Diamant อย่างชัดเจน โดยเฉพาะรุ่นใหม่ปี 2026 ที่มาในรูปทรงคุชชั่น (Cushion-shaped) หน้าปัดหินนิล (Onyx) เรือนนี้ คือการประกาศก้องว่า Chopard มองนาฬิกาเป็นเครื่องประดับล้ำค่าก่อนที่จะเป็นเพียงเครื่องมือบอกเวลา และยังโชว์ความเชี่ยวชาญในการนำหินสีธรรมชาติมาเจียระไนได้อย่างน่าทึ่ง

เสน่ห์ที่ทำให้หน้าปัดหิน Onyx เรือนนี้พิเศษคือลวดลายตามธรรมชาติของแร่ธาตุ ซึ่งหมายความว่าจะไม่มีนาฬิกาเรือนไหนที่มีหน้าตาซ้ำกันเลย ทุกเรือนจึงเป็นของชิ้นเดียวในโลกโดยปริยาย ตัวเรือนทองคำขาว 18 กะรัต (Ethical White Gold) ขนาด 30.5 x 30.5 มม. ถูกล้อมรอบด้วยเพชรน้ำงามรวมกว่า 4.40 กะรัต ผ่านเทคนิคการฝังแบบ Crown-setting ที่ใช้หนามเตยรูปตัว V เพื่อเปิดทางให้แสงลอดผ่านเพชรได้มากที่สุดจนเกิดประกายระยิบระยับถึงขีดสุด

ความแปลกใหม่ที่เพิ่มเข้ามาในปี 2026 และถือเป็นลูกเล่นที่แยบยลมาก คือการประดับเพชรลงบนเข็มชั่วโมงและนาทีด้วย ทำให้ทุกครั้งที่เข็มเคลื่อนที่ แสงจะตกกระทบและหักเหไปตามจังหวะเวลา กลายเป็นส่วนหนึ่งของการแสดงละครแห่งแสงบนข้อมือ แม้แต่บนเม็ดมะยมก็ยังประดับด้วยเพชรเจียระไนทรง Briolette เพื่อไม่ให้หลุดคอนเซปต์ความหรูหราแม้แต่จุดเดียว

ภายใต้ความงามแบบอัญมณีชั้นสูงนี้ทำงานด้วยกลไกอัตโนมัติคาลิเบอร์ 09.01-C ซึ่งเป็นกลไกที่ Chopard ออกแบบ พัฒนา และผลิตขึ้นเองทั้งหมดภายในโรงงานของตัวเอง (In-house) ประกอบด้วยชิ้นส่วน 148 ชิ้น และสำรองพลังงานได้ 42 ชั่วโมง ซึ่งเป็นชุดกลไกมาตรฐานเดียวกับที่ใช้ในรุ่นยอดฮิตอย่าง Happy Hearts มั่นใจได้ว่านอกจากจะสวยระดับ Masterpiece แล้ว เรื่องประสิทธิภาพการเดินเวลาก็ไว้ใจได้ตามมาตรฐานสวิส

ข้อมูลทางเทคนิค

L’Heure du Diamant in 18-carat ethical white gold

  • ตัวเรือน: ตัวเรือน 18K ไวท์โกลด์แบบ ethical ขนาด 30.50 × 30.50 มม. กันน้ำ 30 เมตร ขอบตัวเรือน (bezel) ประดับเพชรทรง brilliant-cut และเม็ดมะยมประดับเพชรเจียระไนทรง briolette
  • กลไก: กลไกอัตโนมัติ (Self-winding) Chopard 09.01-C ประกอบด้วยชิ้นส่วน 148 ชิ้น สำรองพลังงาน 42 ชั่วโมง
  • หน้าปัดและเข็ม: หน้าปัดหิน Onyx เข็มชั่วโมงและนาทีผลิตจากไวท์โกลด์ 18K แบบ ethical ประดับเพชรทรง brilliant-cut หลักชั่วโมงตำแหน่ง 12, 3, 6 และ 9 นาฬิกา ประดับเพชรทรง brilliant-cut
  • ฟังก์ชัน: แสดงชั่วโมงและนาทีจากแกนกลาง
  • สาย: สายหนัง Alligator สีดำ จับคู่กับหัวเข็มขัดไวท์โกลด์ 18K แบบ ethical ประดับเพชร

อ่านบทความอื่นๆ เพิ่มเติม
UR-101 Diamond Sky หลายคนอาจยังไม่เคยรู้ ว่านี่คือหนึ่งในผลงานที่เคยถูกแช่แข็งในเวิร์คช็อปมาก่อน
Breitling Navitimer Cosmonaute Artemis II เมื่อจิตวิญญาณแห่งการสำรวจปี 1962 ถูกตีความใหม่ในตัวเรือนทองคำ 18K
ว่าด้วย ‘ทองคำ’ วัสดุล้ำค่าที่น่าปรารถนาตลอดกาลในอุตสาหกรรมนาฬิกา

Jaeger-LeCoultre ในงาน Watches and Wonders 2026: เมื่อความแม่นยำและศิลปะถูกร้อยเรียงไว้ใต้หลังคาเดียวกัน

ทำไม Jaeger-LeCoultre ถึงถูกขนานนามว่า “The Watchmaker of Watchmakers”?

บทความต้นฉบับโดย: Joyceline Tully . Apr 14, 2026

ฉายา Watchmaker of Watchmakers หรือ “ช่างนาฬิกาของเหล่าช่างนาฬิกา” ไม่ใช่สิ่งที่ได้มาเพราะโชคช่วย แต่เป็นเพราะ Jaeger-LeCoultre วิ่งนำหน้าโลกแห่งเวลามาตั้งแต่ยุคเริ่มต้น โดยเฉพาะความคลั่งไคล้ในการหาค่าความเที่ยงตรงที่แม่นยำที่สุด ไล่เรียงมาตั้งแต่ปี 1844 ที่ Antoine LeCoultre ประดิษฐ์เครื่อง Millionomètre ซึ่งวัดค่าได้ละเอียดถึงระดับไมครอน ไปจนถึงการรวมเวิร์คช็อปต่าง ๆ เข้ามาไว้ใต้หลังคาเดียวกัน จนกลายเป็นโรงงานผลิตนาฬิกาครบวงจรแห่งแรก ๆ ที่ทำเองทุกชิ้นส่วน

ความได้เปรียบนี้เองที่ทำให้แบรนด์สามารถปั้นกลไกใหม่ ๆ ออกมาได้ตรงสเปกแบบร้อยเปอร์เซ็นต์ เห็นได้ชัดจากช่วงปี 1860-1900 ที่พวกเขาผลิตกลไกที่แตกต่างกันออกมามากกว่า 350 แบบ ตั้งแต่ระบบปฏิทินไปจนถึงกลไกสลับซับซ้อนระดับสูง และหากนับมาถึงปัจจุบัน ตัวเลขกลไกที่พวกเขาคิดค้นได้พุ่งสูงไปกว่า 1,400 รุ่น พร้อมสิทธิบัตรอีกกว่า 430 ฉบับที่เป็นเครื่องการันตีฝีมือ

ปีนี้ ผลงานใหม่ที่นำมาโชว์ในงาน Watches and Wonders เป็นการประกาศความภาคภูมิใจในมรดกที่สั่งสมมานานกว่าสองศตวรรษ พร้อมทั้งโชว์ศักยภาพและวิสัยทัศน์ที่ครอบคลุมทุกมิติของแบรนด์ ตั้งแต่การกลับมาไล่ล่าความเที่ยงตรงของกลไกไปจนถึงงานช่างศิลป์ชั้นสูงที่หาตัวจับยาก สิ่งเหล่านี้คือเสาหลักที่ Jaeger-LeCoultre ยึดถือและใช้เป็นเข็มทิศนำทางมาตั้งแต่วันแรกที่ก่อตั้งโรงงาน

รับประกันความเที่ยงตรงของ Chronometric

สำหรับการพิสูจน์ความเที่ยงตรงในระดับโครโนมิเตอร์ Jaeger-LeCoultre ก้าวขึ้นมาเป็นแถวหน้าตั้งแต่ปลายศตวรรษที่ 19 ผ่านการผลิตนาฬิกาพกที่ได้รับรองมาตรฐานความแม่นยำสูง โดยในปี 1895 พวกเขาได้เปิดตัว Chronomètre de Torpilleur นาฬิกาโครโนมิเตอร์สำหรับใช้ในเรือเดินสมุทรที่มีอัตราความคลาดเคลื่อนเพียง +/- 4 วินาทีต่อวันเพื่อใช้คำนวณหาเส้นลองจิจูด และในทศวรรษต่อ ๆ มาก็ได้ส่งต่อดีเอ็นเอความแม่นยำนี้สู่รุ่นตำนานอย่าง Mark XI Pilot Watch (1949), Geophysic (1958) และ Geomatic (1964) ซึ่งทุกเรือนล้วนถูกสร้างขึ้นโดยมีเป้าหมายเดียวคือความเที่ยงตรงสูงสุด

แต่โครโนมิเตอร์เป็นเพียงทฤษฎีความแม่นยำ การใช้งานจริงให้ได้ตลอดรอดฝั่งต่างหากคือบทพิสูจน์ที่แท้จริง ในปี 1992 แบรนด์จึงได้ริเริ่มมาตรฐาน “1,000 Hours Control” ซึ่งเป็นบททดสอบสุดโหดภายในโรงงานเพื่อเช็กว่านาฬิกาจะทำงานได้ดีที่สุดในระยะยาว หากเทียบกับมาตรฐานอุตสาหกรรมอย่าง COSC ที่เริ่มใช้มาตั้งแต่ปี 1976 ซึ่งทดสอบเฉพาะตัวเครื่องเป็นเวลา 15 วัน ใน 5 ตำแหน่งและ 3 ระดับอุณหภูมิ แต่ Jaeger-LeCoultre กลับเลือกที่จะเกทับด้วยการทดสอบนาฬิกา “ทั้งเรือน” ที่ประกอบเสร็จสมบูรณ์แล้วเป็นเวลาถึง 42 วัน (หรือ 1,000 ชั่วโมงตามชื่อ) ใน 6 ตำแหน่ง พร้อมจำลองสภาวะการใช้งานจริงในชีวิตประจำวัน ทั้งการเช็กพลังงานสำรอง การทนแรงกระแทก กันน้ำ ทนอุณหภูมิ และต้านทานสนามแม่เหล็ก ซึ่งถือเป็นการโชว์พาวที่เหนือกว่ามาตรฐาน COSC อย่างชัดเจน

ความเข้มงวดนี้ทำให้ Jaeger-LeCoultre เดินนำหน้าเพื่อนร่วมอุตสาหกรรมไปหลายปี ลองคิดดูว่าต้องรออีกถึง 17 ปี กว่าที่ Patek Philippe จะเปิดตัวตราประทับ Patek Philippe Seal ของตัวเองในปี 2009 และต้องรอถึง 23 ปี กว่าที่ Omega จะจับมือกับ METAS เพื่อเริ่มใช้มาตรฐาน Master Chronometer ในปี 2015 ซึ่งเป็นการทดสอบนาฬิกาทั้งเรือนเช่นกัน แม้แต่ COSC เองก็เพิ่งจะขยับตัวประกาศใช้มาตรฐานระดับสูงที่ชื่อ Excellence Chronometer ในช่วงปลายปีนี้เอง

มาตรฐาน 1,000 Hours Control เปิดตัวครั้งแรกพร้อมกับคอลเลกชันเรือธงอย่าง Master Control โดยมีรุ่น Master Control Date ขนาด 37 มม. เป็นเรือนแรกที่ประเดิมบททดสอบนี้ นาฬิกาเดรสสตีลที่ดูเรียบง่ายเรือนนี้ได้พิสูจน์ให้เห็นว่านาฬิกาสามารถหรูหรา แม่นยำ และไว้ใจได้ไปพร้อมกัน การที่แบรนด์เลือกใช้มาตรฐานที่เข้มงวดที่สุดกับคอลเลกชันพื้นฐานที่เข้าถึงง่าย แทนที่จะเก็บไว้ใช้แค่กับนาฬิการะดับสูง ยิ่งเป็นการย้ำชัดถึงความจริงใจในการผลิตนาฬิกาที่เน้นประสิทธิภาพและความน่าเชื่อถือในทุกระดับ จนสุดท้ายบททดสอบ 1,000 ชั่วโมงนี้ก็ได้ถูกนำไปใช้กับนาฬิกาทุกเรือนที่ตีตรา Jaeger-LeCoultre ในเวลาต่อมา

Master Control Chronometre Date

กว่า 30 ปีผ่านไป Jaeger-LeCoultre กลับมาสร้างมาตรฐานใหม่ให้กับตัวเองอีกครั้งด้วยการเปิดตัวการรับรองคุณภาพภายในโรงงานที่ชื่อว่า High Precision Guarantee (HPG) ซึ่งมีระเบียบการทดสอบที่เข้มงวดขึ้นกว่าเดิม โดยจะวัดประสิทธิภาพของนาฬิกาผ่าน 4 ปัจจัยหลักต่อเนื่องเป็นเวลา 3 วัน เริ่มจากการทดสอบตัวกลไกกับความกดอากาศที่แตกต่างกันตั้งแต่ระดับน้ำทะเลไปจนถึงความสูง 1,004 เมตร ซึ่งเป็นระดับความสูงที่ตั้งของโรงงานผลิต

หลังจากนั้นเมื่อประกอบกลไกเข้ากับตัวเรือนแล้ว นาฬิกาจะถูกประเมินต่อใน 3 ด้านสำคัญ คือการทนทานต่อแรงกระแทกจากหลายทิศทางตั้งแต่ 25G ถึง 50G ในตำแหน่งต่างๆ การทดสอบในอุณหภูมิที่ผันผวนระหว่าง 18 ถึง 35 องศาเซลเซียส และสุดท้ายคือการสลับตำแหน่งระหว่างการวางพักกับการเคลื่อนไหวเพื่อจำลองการใช้งานจริงในชีวิตประจำวัน โดยค่าความคลาดเคลื่อนที่ยอมรับได้นั้นเทียบเท่ากับมาตรฐานโครโนมิเตอร์ของ COSC เลยทีเดียว

นอกจากเรื่องประสิทธิภาพแล้ว HPG ยังเป็นเครื่องหมายยืนยันความงามของงานขัดแต่งด้วย เพราะกลไกทุกตัวที่ได้รับตรานี้จะต้องผ่านเทคนิคการตกแต่งแบบดั้งเดิมถึง 8 รูปแบบ เช่น การขัดลายก้นหอย (Circular graining), ลายคลื่นเจนีวา (Côtes de Genève) และการขัดเงาหัวสกรู การทำเช่นนี้จึงเป็นการเชื่อมโยงสองเสาหลักของแบรนด์เข้าด้วยกัน นั่นคือความเที่ยงตรงแม่นยำและธรรมเนียมการตกแต่งนาฬิกาชั้นสูงที่สืบทอดกันมาอย่างยาวนาน

หัวใจสำคัญของการควบคุมความเที่ยงตรง

เพื่อเป็นการสดุดีแก่มาตรฐานการทดสอบ 1,000 Hours Control อันเข้มงวดที่เป็นเอกลักษณ์ของแบรนด์ คอลเลกชั่นแรกที่ได้รับเกียรติให้ประทับตรา HPG Seal ก็คือ Master Control Chronometre รุ่นใหม่ของปีนี้ ซึ่งแน่นอนว่าการจะใช้ชื่อ “Chronometre” ต่อท้ายได้นั้น นาฬิกาทุกเรือนต้องผ่านการรับรองมาตรฐานระดับโลกอย่าง COSC มาก่อนด้วย โดยเปิดตัวออกมาพร้อมกัน 3 รูปแบบ ได้แก่ รุ่นแสดงวันที่และพลังงานสำรองที่มาพร้อมกลไก In-house รหัสใหม่ Caliber 738, รุ่นปฏิทินถาวร (Perpetual Calendar) ที่แสดงข้อมูลปฏิทินแบบครบถ้วน และรุ่นคลาสสิกที่เน้นการแสดงวันที่แบบเรียบง่ายแต่ดูดี

Master Control Chronometre Perpetual Calendar ในตัวเรือนสเตนเลสสตีล

ในแง่ของงานดีไซน์ Jaeger-LeCoultre ยังคงรักษาเอกลักษณ์อันเป็นจุดตายของคอลเลกชั่น Master Control ไว้อย่างครบถ้วน ไม่ว่าจะเป็นตัวเรือนทรงกลมสุดคลาสสิก งานหน้าปัดที่ขัดแต่งอย่างประณีต ไปจนถึงเข็มทรงดาบ (Dauphine) ที่ให้ลุคเนี๊ยบสะอาดตาในแบบฉบับพิวริสต์ (Purist)

แต่จุดเปลี่ยนที่สำคัญที่สุดของครั้งนี้ คือการเปิดตัวสายนาฬิกาแบบรวมเป็นเนื้อเดียวกับตัวเรือน (Integrated Bracelet) รุ่นใหม่ ซึ่งถือเป็นครั้งแรกของตระกูล Master Control การเปลี่ยนแปลงนี้ช่วยยกระดับภาพลักษณ์ของนาฬิกาให้ดูทันสมัยและมีความเป็นสปอร์ตชิค (Sporty Chic) ขึ้นมาทันที โดยที่ยังคงรักษาเสน่ห์ความคลาสสิกดั้งเดิมเอาไว้ได้อย่างแนบเนียน

สายนาฬิกาแบบ 3 แถวถูกขัดแต่งมาอย่างประณีต มีการเล่นกับแสงผ่านผิวสัมผัสที่ตัดกันระหว่างงานปัดด้านแบบซาตินบนพื้นที่ราบ กับข้อสายขัดเงาวับทรงปริซึมสามเหลี่ยม ซึ่งงานดีไซน์นี้ยังส่งต่อไปถึงข้อสายด้านนอกที่มีการลบเหลี่ยมมุมเป็นรูปตัว V อย่างคมคาย แต่ท่ามกลางมุมเหลี่ยมที่ดูดุดัน ตัวขาตัวเรือน (Lugs) กลับมีความโค้งมนรับกับข้อมือได้พอดิบพอดี ทำให้เวลาใส่จริงนาฬิกาจะแนบไปกับแขนและดูเพรียวบางกว่าตัวเลขความหนาที่ระบุไว้ข้างกล่องเสียอีก

ในส่วนของหน้าปัดมาพร้อมงานขัดลาย Sunray ในโทนสีฟ้าอมเทาอ่อนหรือสีบรอนซ์ตามแต่ละรุ่น ซึ่งให้เอฟเฟกต์เหมือนผืนผ้าใบที่มีพื้นผิวละเอียดและสีสันที่ดูรุ่มรวยแต่ไม่ฉูดฉาดจนเกินไป เพื่อดึงความสนใจไปที่ความเที่ยงตรงของการบอกเวลา สังเกตได้จากการจัดวางสเกลบนขอบหน้าปัดที่มาร์กตำแหน่งไว้อย่างละเอียดทุก 15 วินาทีและทุก 1 นาที พร้อมจุดเน้นทุก 5 นาทีซึ่งตรงกับตำแหน่งชั่วโมงพอดี

สำหรับรุ่นปฏิทินถาวร (Perpetual Calendar) มีหน้าปัดย่อย 4 วงที่ขัดแต่งลายก้นหอย (Azure) อย่างประณีตวางตำแหน่งไว้อย่างสมดุล โดยแสดงเดือนและปีที่ 12 นาฬิกา, วันในสัปดาห์ที่ 3 นาฬิกา, ส่วนที่ 6 นาฬิกาคือดวงจันทร์ที่เปล่งประกายซึ่งทำจากทองคำทุบมือ (สำหรับรุ่นพิงค์โกลด์) หรือแผ่นแพลทินัม (สำหรับรุ่นสเตนเลสสตีล) และปิดท้ายด้วยวันที่ในตำแหน่ง 9 นาฬิกา ทั้งหมดนี้ขับเคลื่อนด้วยกลไก In-house Caliber 868 ซึ่งเป็นกลไกปฏิทินถาวรที่ Jaeger-LeCoultre พัฒนาขึ้นเองและเปิดตัวครั้งแรกในปี 2013 กับรุ่น Master Ultra Thin Perpetual 

Master Control Chronometre Perpetual Calendar ในตัวเรือนพิงค์โกลด์

กลไกเจเนอเรชันล่าสุดนี้ยังคงความบางเฉียบไว้ที่ 4.72 มิลลิเมตร และเดินด้วยความถี่ 4 เฮิรตซ์เท่าเดิม แต่อัปเกรดพลังงานสำรองให้พุ่งไปถึง 70 ชั่วโมง จากเดิมที่ทำได้เพียง 38 ชั่วโมง และในฐานะนาฬิกาปฏิทินถาวร (Perpetual Calendar) ตราบใดที่กลไกยังคงเดินอยู่ คุณไม่จำเป็นต้องไปปรับตั้งค่าใดๆ เลยจนถึงปี 2100 โดยมีให้เลือกสองสไตล์ในขนาดตัวเรือน 39 มิลลิเมตร คือแบบสเตนเลสสตีลหน้าปัดสีน้ำเงิน และทองชมพู 18K ที่มาคู่กับหน้าปัดสีบรอนซ์

สำหรับรุ่นที่บอกวันที่และพลังงานสำรอง Jaeger-LeCoultre หยิบแรงบันดาลใจมาจากรุ่น Futurematic ปี 1951 ที่วางเข็มพลังงานสำรองไว้ที่ 9 นาฬิกาเหมือนกัน ในยุคนั้น Futurematic ถือว่าล้ำหน้ามากเพราะเป็นนาฬิกาเรือนแรกของโลกที่ไม่มีเม็ดมะยมสำหรับขึ้นลาน โดยซ่อนเม็ดมะยมแบนๆ ไว้ด้านหลังเพื่อตั้งเวลาเท่านั้น และอาศัยการเขย่าเพื่อเริ่มการทำงานอัตโนมัติ การมีมาตรวัดพลังงานสำรองจึงช่วยให้รู้ได้ทันทีว่านาฬิกาพร้อมใช้งานหรือไม่ ซึ่งรุ่น Master Control Chronometre Date Power Reserve ก็ได้ถอดรหัสประวัติศาสตร์นี้มาวางเลเอาต์แบบสมมาตร โดยเปลี่ยนจากเข็มวินาทีในอดีตมาเป็นเข็มแสดงวันที่ที่ตำแหน่ง 3 นาฬิกาแทน

ปิดท้ายด้วยน้องเล็กในตระกูล Master Control Chronometre ที่มาในลุคเรียบหรูพร้อมช่องวันที่ตรง 3 นาฬิกา มีให้เลือกทั้งวัสดุสเตนเลสสตีลและทองชมพู 18K ตัวเรือนขนาด 38 มิลลิเมตร เล็กกว่ารุ่นพี่นิดหน่อยทำให้ใส่เข้ากับข้อมือได้หลากหลายกว่า จุดที่น่าทึ่งคือความบางเพียง 7.9 มิลลิเมตร ทั้งที่มีเข็มวินาทีตรงกลาง ซึ่งปกติชุดเฟืองส่วนนี้จะทำให้นาฬิกาหนาขึ้น แต่ทีมออกแบบใช้วิธีรื้อโครงสร้างชุดเฟืองใหม่ให้วางซ้อนกันได้อย่างมีชั้นเชิงเพื่อรักษาความบางเฉียบเอาไว้ให้ได้มากที่สุด

Master Control Chronometre Date

นาฬิกาทั้งสามรุ่นเลือกใช้ฝาหลังแบบกระจกแซฟไฟร์ใสเพื่อโชว์ความประณีตของกลไกได้เต็มตา พร้อมติดตั้งโรเตอร์ขึ้นลานทำจากทองพิงค์โกลด์ 22K แบบฉลุโปร่ง (Open-worked) ชิ้นงานสะพานจักรถูกลบเหลี่ยมอย่างพิถีพิถันที่มุม 45 องศา และขัดแต่งลาย Côtes de Genève ให้เรียงตัวต่อเนื่องเป็นแนวเดียวกับลวดลายบนโรเตอร์อย่างสมบูรณ์แบบ นอกจากนี้ยังเก็บรายละเอียดในทุกจุด ตั้งแต่การขัดเงาหัวสกรูไปจนถึงการฝังอัญมณีรองรับแกนหมุนให้จมลงในตำแหน่งที่พอดี ขณะที่ล้อเฟืองทองคำช่วยสร้างมิติความลึกและตัดกับสีของสะพานจักรได้อย่างลงตัว เป็นงานฝีมือที่ไร้ที่ติในทุกมิติ

Q4168120
ข้อมูลทางเทคนิค

Master Control Chronometre Date Power Reserve
Ref. Q4168120

  • กลไก: อัตโนมัติ (Self-winding) อินเฮาส์ Calibre 738 สำรองพลังงาน 70 ชั่วโมง
  • ฟังก์ชัน: ชั่วโมง นาที วินาที และวันที่
  • ตัวเรือน: สเตนเลสสตีล ขนาด 39 มม. หนา 9.2 มม. กันน้ำ 50 เมตร
  • หน้าปัด: สีน้ำเงินอมเทาแบบไล่เฉด (sunray-brushed gradient) จัดวางซับไดอัลอย่างสมมาตร พร้อมโทนสี azure
  • สาย: สายสเตนเลสสตีลแบบ 3 แถว ดีไซน์เรียว (tapered) แบบ integrated
Q417216J
Q4178180

Master Control Chronometre Perpetual Calendar
Ref. Q4178180 (สเตนเลสสตีล) / Q417216J (พิงค์โกลด์)

  • กลไก: อัตโนมัติ (Self-winding) อินเฮาส์ Calibre 868 สำรองพลังงาน 70 ชั่วโมง
  • ฟังก์ชัน: ชั่วโมง นาที วินาที ปฏิทินถาวร (Perpetual Calendar) พร้อมแสดงข้างขึ้น-ข้างแรม (Moonphase)
  • ตัวเรือน: ขนาด 39 มม. หนา 9.2 มม. มีให้เลือกทั้งสเตนเลสสตีล หรือ 18K พิงค์โกลด์ กันน้ำ 50 เมตร
  • หน้าปัด: สีน้ำเงินอมเทาแบบไล่เฉด หรือโทนบรอนซ์แบบปัดลายซันเรย์ ซับไดอัลตกแต่งด้วยพื้นผิวแบบ opaline และโทนสี azure
  • สาย: สายแบบ integrated ดีไซน์ 3 แถว ไล่เรียว (tapered) มีให้เลือกทั้งสเตนเลสสตีล หรือ 18K พิงค์โกลด์
Q4158120
Q415216J

Master Control Chronometre Date
Ref. Q4158120 (สเตนเลสสตีล) / Q415216J (พิงค์โกลด์)

  • กลไก: อัตโนมัติ (Self-winding) อินเฮาส์ Calibre 899 สำรองพลังงาน 70 ชั่วโมง
  • ฟังก์ชัน: ชั่วโมง นาที วินาที และวันที่
  • ตัวเรือน: ขนาด 38 มม. หนา 8.4 มม. มีให้เลือกทั้งสเตนเลสสตีล หรือ 18K พิงค์โกลด์ กันน้ำ 50 เมตร
  • หน้าปัด: สีน้ำเงินอมเทาแบบไล่เฉด หรือโทนบรอนซ์แบบปัดลายซันเรย์
  • สาย: สายแบบ integrated ดีไซน์ 3 แถว ไล่เรียว (tapered) มีให้เลือกทั้งสเตนเลสสตีล หรือ 18K พิงค์โกลด์

A Tribute to Edo Art

ตั้งแต่ปี 2018 เป็นต้นมา Jaeger-LeCoultre ได้หยิบเอาเรือนเวลา Reverso มาเป็นผืนผ้าใบเพื่อสดุดีให้กับ Hokusai ศิลปินผู้ยิ่งใหญ่แห่งยุคเอโดะของญี่ปุ่น ผู้สร้างสรรค์ภาพพิมพ์แกะไม้ ukiyo-e อันโด่งดัง ซึ่งหนึ่งในผลงานที่คนทั่วโลกรู้จักดีที่สุดคือ “The Great Wave off Kanagawa” จากชุดภาพ 36 มุมของภูเขาไฟฟูจิ โดยภาพต้นฉบับเพิ่งทุบสถิติประมูลที่ Sotheby’s ฮ่องกงไปเมื่อปีที่แล้วด้วยราคาถึง 2.8 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งทางแบรนด์เองก็ได้เคยถ่ายทอดความงามของภาพนี้ลงบนตัวเรือนรุ่นพิเศษไปเมื่อปี 2018 เช่นกัน

สำหรับปีนี้ Jaeger-LeCoultre ได้เดินทางมาถึงบทสรุปของการคารวะชุดภาพ “น้ำตกทั้งแปด” (Waterfalls series) ที่เริ่มโปรเจกต์มาตั้งแต่ปี 2021 โดยการเปิดตัวนาฬิกา 4 รุ่นสุดท้ายในคอลเลกชั่นนี้ เพื่อเติมเต็มชุดภาพให้ครบถ้วน ผลงานใหม่ทั้ง 4 แบบถูกผลิตจำกัดเพียงแบบละ 10 เรือนเท่านั้น โดยถ่ายทอดภาพน้ำตกอันเลื่องชื่อจากสถานที่ต่าง ๆ ในญี่ปุ่น ได้แก่ น้ำตก Rōben แห่งเมืองโอยามะ, น้ำตก Kiyotaki Kannon บนเส้นทางสายโทไกโด, น้ำตก Yōrō แห่งเมืองมิโนะ และน้ำตก Aoigaoka ในเมืองหลวงฝั่งตะวันออก

(จากซ้าย) Reverso Tribute Enamel Hokusai: Yōrō Waterfall, Rōben Waterfall, Kiyotaki Kannon Waterfall และ The Falls at Aoigaoka

สำหรับนาฬิกา Reverso รุ่นพิเศษนี้ ความโดดเด่นอยู่ที่งานจำลองภาพวาดน้ำตกอันเลื่องชื่อของ Hokusai ลงบนหน้าปัดด้วยเทคนิคการลงยาแบบ Miniature Enamel ที่มีความละเอียดสูง ส่วนอีกด้านจะเป็นงานฝีมือแกะสลักลวดลาย Guilloché ด้วยมือพร้อมการลงยาที่ให้สีสันลึกซึ้ง ซึ่งกระบวนการวาดภาพจำลองนี้ต้องใช้ความอดทนสูงมาก โดยช่างศิลป์ต้องค่อย ๆ บรรจงแต้มสีลงยาลงไปทีละเส้นอย่างแม่นยำ กินเวลานานกว่า 80 ชั่วโมง และต้องผ่านการเคลือบซ้อนกันถึง 14 ชั้น โดยแต่ละชั้นต้องผ่านการเผาที่อุณหภูมิ 800 องศาเซลเซียส แล้วพักให้เย็นลงก่อนจะเริ่มชั้นถัดไป จนกว่าภาพจะสมบูรณ์

ความท้าทายที่แท้จริงไม่ใช่แค่การก๊อปปี้ภาพต้นฉบับให้เหมือน แต่คือการย่อส่วนทุกรายละเอียดลงบนพื้นที่ขนาดจิ๋วเพียง 2 ตารางเซนติเมตร ซึ่งต้องใช้ทั้งทักษะขั้นสูงและสมาธิมหาศาล และสิ่งที่พิสูจน์ถึงความเชี่ยวชาญระดับพระกาฬของเวิร์คช็อป Métiers Rares ของ Jaeger-LeCoultre ได้ดีที่สุด คือการที่พวกเขาสามารถเขียนคำบรรยายภาษาญี่ปุ่นตามแบบต้นฉบับลงไปได้อย่างถูกต้องและอ่านออกได้อย่างชัดเจน แม้จะเป็นเพียงรายละเอียดจุดเล็ก ๆ บนภาพจำลองขนาดจิ๋วนี้ก็ตาม

หน้าปัดด้านนี้ถูกออกแบบมาให้ล้อไปกับงานจิตรกรรมด้านหลังผ่านลวดลายกิโยเช่ (Guilloché) 4 รูปแบบที่จับคู่กับสีของอีนาเมลแบบแกรนด์เฟอ (Grand Feu Enamel) อย่างประณีต เริ่มตั้งแต่ลาย Barleycorn ในโทนสีน้ำตาลวอลนัทอ่อนเพื่อสื่อถึงน้ำตก Rōben ตามด้วยลาย Herringbone หรือลายก้างปลาในสีฟ้าไซแอนสำหรับน้ำตก Aoigaoka และลายคลื่นสีเขียวมรกตที่ดูเข้ากันดีกับน้ำตก Kiyotaki Kannon

แต่ที่ดูพิเศษและแปลกตาที่สุดเห็นจะเป็นหน้าปัดของน้ำตก Yōrō ซึ่งใช้ลายกิโยเช่เลียนแบบปล้องไม้ไผ่ในโทนสีเขียวมะกอก เป็นการเลือกสีและลวดลายที่ดึงเอาความมีชีวิตชีวาจากภาพวาดของ Hokusai ออกมาได้อย่างสมบูรณ์แบบที่สุด

ข้อมูลทางเทคนิค

Reverso Tribute Enamel Hokusai Waterfall Series

Ref. Q39334T7 (Rōben Waterfall) / Q39334T8 (Kiyotaki Kannon Waterfall) / Q39334T6 (Yōrō Waterfall) / Q39331T9 (The Falls at Aoigaoka)

  • กลไก: ไขลาน (Manual Winding) อินเฮาส์ Jaeger-LeCoultre Calibre 822 สำรองพลังงาน 42 ชั่วโมง
  • ฟังก์ชัน: ชั่วโมง และนาที
  • ตัวเรือน: ขนาด 45.6 × 27.4 × 9.73 มม. วัสดุ 18K ไวท์โกลด์ กันน้ำ 30 เมตร
  • หน้าปัด: ด้านหน้า (Recto) Guilloché ลวดลาย Barleycorn, Wavy, Bamboo หรือ Herringbone เคลือบ Grand Feu Enamel ด้านหลัง ภาพวาดขนาดจิ๋ว (Miniature Painting) ด้วยเทคนิค Grand Feu Enamel
  • สาย: สายหนัง Alligator สีดำ พร้อมบานพับ 18K ไวท์โกลด์ หรือสาย Milanese Bracelet ไวท์โกลด์ (สามารถเปลี่ยนสลับได้)
  • จำนวนการผลิต: ลิมิเต็ดเพียง 10 เรือนต่อแต่ละรุ่น

อ่านบทความอื่นๆ เพิ่มเติม
UR-101 Diamond Sky หลายคนอาจยังไม่เคยรู้ ว่านี่คือหนึ่งในผลงานที่เคยถูกแช่แข็งในเวิร์คช็อปมาก่อน
Breitling Navitimer Cosmonaute Artemis II เมื่อจิตวิญญาณแห่งการสำรวจปี 1962 ถูกตีความใหม่ในตัวเรือนทองคำ 18K
ว่าด้วย ‘ทองคำ’ วัสดุล้ำค่าที่น่าปรารถนาตลอดกาลในอุตสาหกรรมนาฬิกา

Rado Master of Materials นวัตกรรมไฮเทคเซรามิกและโครงสร้าง Monobloc แห่งอนาคต

คอลเลกชันล่าสุดนี้คือการที่ Rado เปลี่ยนเซรามิกจากวัสดุที่เน้นแค่ความถึกทน ให้กลายเป็นงานศิลปะระดับโมเลกุล

การหยิบเอาวัสดุมาสร้างตัวตนจนได้ฉายา Master of Materials ไม่ใช่เรื่องเกินจริงสำหรับ Rado เลยแม้แต่น้อย โดยเฉพาะในโปรเจกต์ล่าสุดที่พวกเขาเลือกใช้เซรามิกมาเป็นตัวเล่าเรื่องผ่านงานดีไซน์ร่วมสมัย ซึ่งพิสูจน์ให้เห็นว่านวัตกรรมกับความสวยงามสามารถเดินไปด้วยกันได้โดยไม่ต้องลดทอนความทนทานลง

เสน่ห์ของเซรามิกที่ Rado นำเสนอในครั้งนี้ก้าวข้ามขีดจำกัดเดิมที่เน้นเพียงความแข็งแกร่งกันรอยขีดข่วน แต่เป็นการทดลองในระดับโมเลกุลเพื่อสร้างสีสันและผิวสัมผัสที่แปลกใหม่ การใช้โครงสร้างตัวเรือนแบบชิ้นเดียว (Monobloc) ช่วยให้นาฬิกามีความบางเบาและมีคุณสมบัติพิเศษในการปรับอุณหภูมิให้เข้ากับผิวผู้สวมใส่ได้ทันที มอบความรู้สึกสบายที่หาได้ยากในนาฬิกาโลหะทั่วไป

หากลองสังเกตรายละเอียดบนหน้าปัดรุ่นเรือธงอย่าง Captain Cook หรือ True Square จะเห็นการเลือกใช้ดีไซน์แบบเปิดโชว์กลไกเพื่อสร้างมิติทางสายตา ความเรียบเนียนของไฮเทคเซรามิกเมื่อตัดกับความซับซ้อนของฟันเฟืองด้านใน สร้างสมดุลที่ดูทันสมัยและน่ามอง เป็นการแสดงออกถึงความเคารพในศาสตร์การทำนาฬิกาดั้งเดิมที่ห่อหุ้มด้วยวัสดุแห่งอนาคต

ความน่าสนใจของทิศทางนี้คือการที่ Rado ไม่หยุดอยู่แค่การทำนาฬิกาให้ทนทาน แต่พยายามทำให้เซรามิกกลายเป็นงานศิลปะที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์คนรุ่นใหม่ การเลือกใช้สีสันที่ฉีกไปจากกรอบเดิมๆ ช่วยสร้างทางเลือกให้กับคนที่มองหาความต่างและต้องการนาฬิกาที่ยังคงดูใหม่เสมอแม้เวลาจะผ่านไปนานแค่ไหนก็ตาม

Rado High-Tech Ceramic Series
Rado High-Tech Ceramic Series

นาฬิกาในคอลเลกชั่นนี้จึงเป็นมากกว่าแค่เครื่องประดับที่ทนทาน แต่มันคือผลลัพธ์ของการกล้าลองผิดลองถูกกับวัสดุอย่างต่อเนื่อง เป็นการยืนยันว่าความหรูหราที่แท้จริงในยุคนี้คือการมีนวัตกรรมที่เข้าใจความต้องการของผู้ใช้งานอย่างแท้จริง

Rado High-Tech Ceramic Series
ข้อมูลทางเทคนิค
  • ตัวเรือน: ไฮเทคเซรามิก (High-Tech Ceramic) โครงสร้างแบบชิ้นเดียว (Monobloc) ป้องกันรอยขีดข่วนและมีน้ำหนักเบา
  • หน้าปัด: ดีไซน์แบบเปิดโชว์กลไก (Open Heart / Skeleton) เพื่อแสดงมิติของฟันเฟืองและงานขัดแต่ง
  • ฟังก์ชัน: การแสดงเวลาแบบมาตรฐาน (ชั่วโมง-นาที-วินาที) และคุณสมบัติปรับอุณหภูมิตามผิวผู้สวมใส่ (Skin-friendly)
  • กลไก: อัตโนมัติ (Automatic) พร้อมนวัตกรรม Nivachron™ hairspring ป้องกันสนามแม่เหล็ก
  • สาย: ไฮเทคเซรามิกขัดเงาหรือขัดด้าน (Matching Ceramic Bracelet) หรือสายยางคุณภาพสูง

อ่านบทความอื่นๆ เพิ่มเติม
Jacob & Co. Billionaire Double Tourbillon Angel Cut ปฏิวัติวงการด้วยเพชรเจียระไนสิทธิบัตรใหม่ในราคา 120 ล้านบาท
Green Dial Energy | รวม 5 นาฬิกาหน้าปัดเขียว เสริมจังหวะแห่งวสันตวิษุวัตและการสะท้อนพลังแห่งการเติบโต
ว่าด้วย ‘ทองคำ’ วัสดุล้ำค่าที่น่าปรารถนาตลอดกาลในอุตสาหกรรมนาฬิกา

Greubel Forsey Tourbillon 24 Secondes Architecture Final Edition ปิดตำนาน 11 เรือนสุดท้าย

11 เรือนสุดท้ายของโลก เพื่อปิดซีรีส์อย่างเป็นทางการ ใครที่พลาดรอบนี้คือจบตำนานอย่างแท้จริง

ถ้าคิดว่าการทำนาฬิกาให้ดูเหมือนเมืองจำลองขนาดจิ๋วบนข้อมือเป็นเรื่องเพ้อฝัน Greubel Forsey เพิ่งตอกย้ำให้เห็นว่าเขาทำได้จริงและทำออกมาได้สุดทางด้วย Tourbillon 24 Secondes Architecture รุ่นสุดท้าย ซึ่งเป็นการปิดตำนานกลไกชุดนี้อย่างสมบูรณ์แบบหลังจากเปิดตัวมาได้เพียงไม่กี่ปี ความน่าสนใจคือเขาไม่ได้พยายามทำนาฬิกาที่มีหน้าปัด แต่เขาทำให้นาฬิกาทั้งเรือนคือกลไกที่ลอยอยู่ในอากาศ

สิ่งที่ทำให้เรือนนี้ต่างจากนาฬิกาทั่วไปอย่างสิ้นเชิงนั่นก็คือ โครงสร้างตัวเรือนไทเทเนียมทรงกรวยคว่ำที่ไม่ได้ปิดทึบ แต่ล้อมรอบด้วยกระจกแซฟไฟร์แบบพาโนรามา ทำให้มองเห็นการทำงานของกลไกได้จากทุกทิศทางเหมือนเรากำลังยืนมองตึกระฟ้าผ่านกระจกใสรอบด้าน ในมุมมองของคนรักงานวิศวกรรม นี่คือการโชว์กึ๋นที่กล้าหาญมาก เพราะทุกรายละเอียดของชิ้นส่วนทั้ง 354 ชิ้น ต้องถูกขัดแต่งจนกริบที่สุด เนื่องจากไม่มีส่วนไหนที่หลบสายตาคนดูได้เลย

ไฮไลต์ที่ดูแล้วเพลินตาที่สุดคงหนีไม่พ้นกรงทูร์บิญองที่วางเอียง 25 องศาและหมุนครบรอบในเวลาเพียง 24 วินาที ซึ่งความเร็วระดับนี้ทำให้เราเห็นการเคลื่อนไหวที่ดูมีชีวิตชีวามากกว่าทูร์บิญองทั่วไปที่มักจะหมุนช้าๆ การจัดวางองค์ประกอบข้างในมีความเป็นสถาปัตยกรรมสูงมาก มีสะพานจักรทรงโค้งที่ดูเหมือนสะพานแขวนทำหน้าที่ยึดชุดเข็มนาฬิกาให้ลอยเด่นอยู่ตรงกลาง สร้างมิติความลึกที่ทำให้หน้าปัดนาฬิกาดูมีพลังอย่างน่าประหลาด

Greubel Forsey Tourbillon 24 Secondes Architecture Image: Courtesy of James K./@waitlisted

ในรุ่น Final Edition นี้ แบรนด์เลือกที่จะเพิ่มความเข้มข้นด้วยการเล่นสีที่ตัดกันมากขึ้นเพื่อขับเน้นเลเยอร์ของกลไกให้ชัดเจนยิ่งกว่าเดิม ตัวเรือนขนาด 47 มม. แม้จะฟังดูใหญ่แต่ด้วยวัสดุไทเทเนียมและการออกแบบทรงโค้งรับข้อมือ ทำให้มันยังคงความคล่องตัวและเบากว่าที่ตาเห็น ภายในบรรจุพลังงานสำรองไว้ถึง 90 ชั่วโมง พร้อมมาตรวัดระดับพลังงานที่จัดวางไว้อย่างสมดุล

ความพิเศษที่น่าจะทำให้นักสะสมแย่งกันคือเรือนนี้ผลิตออกมาเพียง 11 เรือนสุดท้ายเท่านั้น เพื่อให้ครบจำนวนจำกัด 66 เรือนตามที่เคยสัญญาไว้ตั้งแต่วันแรกที่เปิดตัวกลไกชุดนี้ การปิดฉาก Tourbillon 24 Secondes Architecture ในครั้งนี้จึงเหมือนเป็นการส่งท้ายผลงานระดับมาสเตอร์พีซที่เปลี่ยนนิยามของนาฬิกาจากเครื่องบอกเวลาให้กลายเป็นประติมากรรมจักรกลที่สมบูรณ์แบบที่สุดชิ้นหนึ่งของยุคนี้

ข้อมูลทางเทคนิค 
  • ชื่อรุ่น: Greubel Forsey Tourbillon 24 Secondes Architecture (Final Edition)
  • ตัวเรือน: ไทเทเนียม (Titanium) ทรงกรวยคว่ำขนาด 47.05 มม. (ขอบตัวเรือน) และ 45 มม. (ฐานตัวเรือน) หนา 16.80 มม. ล้อมรอบด้วยกระจกแซฟไฟร์พาโนรามาเผยให้เห็นกลไกจากทุกมุมมอง
  • หน้าปัด: ดีไซน์สถาปัตยกรรมลอยตัว (Open-worked Architecture) พร้อมสะพานจักรทรงโค้งขัดเงา (Polished Curved Bridges) ยึดชุดเข็มนาฬิกา
  • ฟังก์ชัน: แสดงชั่วโมง, นาที, วินาทีขนาดเล็ก และทูร์บิญองที่หมุนครบรอบใน 24 วินาที (เอียง 25 องศา) พร้อมมาตรวัดพลังงานสำรอง
  • กลไก: ไขลานด้วยมือ (Manual-wind) ประกอบด้วยชิ้นส่วน 354 ชิ้น พลังงานสำรอง 90 ชั่วโมง (Chronometric Power Reserve)
  • สาย: สายยางคุณภาพสูงพิมพ์ลาย Texturing พร้อมตัวล็อกสายไทเทเนียม

อ่านบทความอื่นๆ เพิ่มเติม
Jacob & Co. Billionaire Double Tourbillon Angel Cut ปฏิวัติวงการด้วยเพชรเจียระไนสิทธิบัตรใหม่ในราคา 120 ล้านบาท
Green Dial Energy | รวม 5 นาฬิกาหน้าปัดเขียว เสริมจังหวะแห่งวสันตวิษุวัตและการสะท้อนพลังแห่งการเติบโต
ว่าด้วย ‘ทองคำ’ วัสดุล้ำค่าที่น่าปรารถนาตลอดกาลในอุตสาหกรรมนาฬิกา

Trilobe Trente-Deux Secret Edition นาฬิกาไร้เข็มที่บันทึกความทรงจำผ่านแผนที่ดาว

บันทึกช่วงเวลาสำคัญผ่านแผนที่หมู่ดาวส่วนตัว บนนาฬิกาวงแหวนหมุนหนึ่งเดียวในโลก

จะดีแค่ไหนถ้าท้องฟ้าในคืนที่สำคัญที่สุดในชีวิตของคุณ ถูกย้ายมาอยู่บนข้อมือตลอดเวลา?

ถ้าใครเริ่มเบื่อการดูเวลาแบบเข็มหมุนทั่วไป Trilobe เป็นแบรนด์น้องใหม่ที่น่าจับตามาก เพราะเขาฉีกกฎเดิมๆ ทิ้งแล้วใช้ “วงแหวนหมุน” แทน ซึ่งในงาน Watches and Wonders 2026 นี้ เขาได้ส่งรุ่น Trente-Deux Secret Edition มาสร้างความว้าวด้วยการเปลี่ยนหน้าปัดให้กลายเป็น “บันทึกความทรงจำ” ผ่านหมู่ดาวที่ออกแบบมาเพื่อเจ้าของนาฬิกาเพียงคนเดียวเท่านั้น

Trilobe Trente-Deux Secret Edition

ความน่าสนใจของรุ่นนี้อยู่ที่หน้าปัดสีน้ำเงิน Midnight Blue ขัดลาย Sunray ที่ดูมีมิติเหมือนท้องฟ้ายามค่ำคืน แต่ไฮไลต์จริงๆ คือ “Secret” ตามชื่อรุ่น แบรนด์เปิดโอกาสให้เจ้าของเลือกวัน เวลา และสถานที่ที่สำคัญในชีวิตมาคัสตอมเป็นแผนที่ดาว (Star Map) ลงบนหน้าปัดได้เลย ไม่ว่าจะเป็นคืนที่เจอกันครั้งแรก หรือวันเกิดลูกก็ตาม หมู่ดาวเหล่านั้นจะถูกพิมพ์ด้วยเม็ดสีโลหะวางซ้อนกันเป็นชั้นๆ จนดูเหมือนดวงดาวกำลังระยิบระยับอยู่จริงๆ เป็นไอเดียที่โรแมนติกและทำให้พอนาฬิกาเรือนนี้อยู่บนข้อมือแล้วมันมี “คุณค่าทางใจ” สูงมาก

ตัวเรือนมาในขนาด 39.5 มม. ซึ่งเป็นไซส์ที่กำลังหล่อสำหรับนาฬิกาสปอร์ตยุคนี้ ความหนาเพียง 10.15 มม. ทำให้ใส่สบายและดูเพรียวบาง งานขัดแต่งตัวเรือนสลับกันระหว่างผิวปัดด้านกับงานขัดเงา โดยเฉพาะข้อสายที่เป็นทรงข้าวหลามตัดเงาวับเหมือนกระจก พอไปรวมกับขอบหน้าปัดแบบหยัก (Fluted Bezel) แล้ว ภาพรวมมันดูหรูหราแบบคนมีรสนิยมที่ไม่ได้อยากใส่แค่ความสวย แต่ใส่ “เรื่องราว” ไปด้วย

หัวใจข้างในคือกลไก X-Nihilo ที่พัฒนาและประกอบในปารีส ดีไซน์กลไกดูโมเดิร์นและดิบเท่ไปพร้อมกัน โดยมีพลังงานสำรอง 42 ชั่วโมง หน้าที่ของมันคือการหมุนวงแหวน 3 วง (ชั่วโมง นาที วินาที) ให้เคลื่อนที่ผ่านตัวระบุตำแหน่งที่ยึดอยู่กับที่ ซึ่งส่วนตัวมองว่าการดูเวลาแบบนี้มันทำให้เราได้หยุดสังเกตความสวยงามของหน้าปัดได้นานขึ้น ไม่ต้องรีบร้อนเหมือนเข็มที่คอยไล่หลังเราอยู่ตลอด

แม้ Trilobe จะเป็นแบรนด์ที่ก่อตั้งมาไม่นาน แต่การนำเสนอที่เน้นอารมณ์ความรู้สึกบวกกับงานวิศวกรรมที่แตกต่าง ทำให้นาฬิกา Trente-Deux Secret Edition เรือนนี้ กลายเป็นนาฬิกาที่พิสูจน์ว่าความหรูหราที่แท้จริงอาจไม่ใช่แค่เรื่องของวัสดุราคาแพง แต่มันคือการได้ครอบครอง “ช่วงเวลาสำคัญ” ไว้บนข้อมืออย่างเป็นส่วนตัวที่สุด และที่สำคัญคือแปลกใหม่สุดๆ

ข้อมูลทางเทคนิค
  • ตัวเรือน: สเตนเลสสตีล หรือเรดโกลด์ 18K ขนาด 39.5 มม. หนา 10.15 มม. ขอบหน้าปัดแบบหยัก (Fluted Bezel)
  • หน้าปัด: สี Midnight Blue ขัดลาย Sunray ประดับแผนที่ดาว (Star Map) ที่ปรับแต่งตามวัน เวลา และสถานที่สำคัญของเจ้าของ
  • ฟังก์ชัน: แสดงชั่วโมง นาที และวินาที ผ่านวงแหวนหมุน 3 วง (Rotating Rings)
  • กลไก: อัตโนมัติคาลิเบอร์ X-Nihilo พลังงานสำรอง 42 ชั่วโมง พัฒนาและประกอบในกรุงปารีส
  • สาย: สายโลหะขัดเงาทรงข้าวหลามตัดแบบ Integrated หรือสายหนังจระเข้

อ่านบทความอื่นๆ เพิ่มเติม
Jacob & Co. Billionaire Double Tourbillon Angel Cut ปฏิวัติวงการด้วยเพชรเจียระไนสิทธิบัตรใหม่ในราคา 120 ล้านบาท
Green Dial Energy | รวม 5 นาฬิกาหน้าปัดเขียว เสริมจังหวะแห่งวสันตวิษุวัตและการสะท้อนพลังแห่งการเติบโต
ว่าด้วย ‘ทองคำ’ วัสดุล้ำค่าที่น่าปรารถนาตลอดกาลในอุตสาหกรรมนาฬิกา

HAUTLENCE Kubera Series 1 สถาปัตยกรรม Cubism บนข้อมือที่ท้าทายทุกกฎเกณฑ์

ปฏิวัติการบอกเวลาผ่านสถาปัตยกรรมจิ๋วและรูปทรงเรขาคณิตบนข้อมือ

ถ้าการดูเวลาบนหน้าปัดแบบมีเข็มมันเริ่มจืดชืดเกินไป HAUTLENCE คือแบรนด์ที่มักจะมีคำตอบกวนๆ มาให้เราเสมอ ล่าสุดกับการเปิดตัวคอลเลกชั่นใหม่ที่ชื่อว่า Kubera ซึ่งตั้งตามชื่อเทพแห่งความมั่งคั่งในตำนานฮินดู งานดีไซน์ครั้งนี้เป็นการรื้อโครงสร้างนาฬิกาแบบเดิมทิ้งแล้วแทนที่ด้วยสถาปัตยกรรมจิ๋วบนข้อมือที่ดูเหมือนหลุดออกมาจากภาพวาดแนว Cubism ที่เน้นรูปทรงเรขาคณิตซ้อนทับกัน

HAUTLENCE Kubera Series 1

สิ่งที่สะดุดตาตั้งแต่แรกเห็นคือตัวเรือนสเตนเลสสตีลที่ดูเหมือนถูกแกะสลักออกมาจากโลหะก้อนเดียว เส้นสายมีความเหลี่ยมคมและเล่นระดับชั้นอย่างชัดเจน การออกแบบนี้ตั้งใจให้แสงตกกระทบในมุมที่ต่างกันเพื่อสร้างมิติแบบสามมิติ ในมุมมองของคนที่ชอบงานออกแบบ เราว่านี่คือนวัตกรรมที่เปลี่ยนนาฬิกาให้กลายเป็นวัตถุจัดแสดงงานศิลปะที่น่าหยิบจับมาหมุนเล่น มากกว่าจะเป็นแค่เครื่องมือบอกเวลาทั่วไป

หัวใจสำคัญของการบอกเวลาในรุ่น Kubera Series 1 คือการตัดเข็มนาฬิกาทิ้งไปทั้งหมด แล้วใช้กลไกตัวเลขชั่วโมงแบบกระโดด (Jumping Hour) มาวางไว้ตรงกลางเด่นๆ ล้อมรอบด้วยแผ่นดิสก์แสดงนาทีแบบวงแหวนรอบนอก การขยับของตัวเลขที่เปลี่ยนไปในทุกชั่วโมงมอบความรู้สึกที่คาดเดาไม่ได้และสนุกกว่าการเห็นเข็มเดินเอื่อยๆ เป็นไหนๆ ตัวเรือนยังมาพร้อมสายเหล็กแบบรวมเป็นเนื้อเดียวกับตัวเรือน (Integrated Bracelet) ที่ช่วยให้ภาพรวมดูแข็งแกร่งและมีพลัง

ภายในขับเคลื่อนด้วยกลไก Calibre D20 ที่ขึ้นลานด้วยมือ ซึ่งแบรนด์ตั้งใจโชว์ความประณีตผ่านงานขัดแต่งที่ผสมผสานระหว่างความทันสมัยและความคลาสสิก การเลือกใช้กระจกแซฟไฟร์ที่มีความโค้งมนพิเศษช่วยให้เรามองเห็นรายละเอียดของหน้าปัดที่มีเลเยอร์ซ้อนกันหลายชั้นได้อย่างชัดเจน ทุกองค์ประกอบถูกคิดมาเพื่อสร้างประสบการณ์ใหม่ในการมีปฏิสัมพันธ์กับเวลา

สำหรับ HAUTLENCE Kubera ในงาน Watches and Wonders Geneva 2026 ปีนี้ คือบทพิสูจน์ว่าโลกของนาฬิกาอิสระยังมีพื้นที่ให้กับการตีความใหม่ๆ เสมอ นาฬิกาเรือนนี้เหมาะสำหรับคนที่เบื่อความจำเจและต้องการงานดีไซน์ที่ตั้งคำถามกับกฎเกณฑ์เดิมๆ เป็นการนำเสนอความหรูหราผ่านมุมมองทางสถาปัตยกรรมที่ทั้งเท่และมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวแบบหาใครเทียบได้ยากในยุคนี้

HAUTLENCE Kubera Series 1
HAUTLENCE Kubera Series 1
ข้อมูลทางเทคนิค
  • ตัวเรือน: สเตนเลสสตีล ดีไซน์เหลี่ยมคมแนว Cubism เล่นระดับเลเยอร์ซับซ้อน มาพร้อมสายโลหะแบบ Integrated Bracelet
  • หน้าปัด: โครงสร้างแบบหลายชั้น (Multi-layered) ไร้เข็มนาฬิกาแบบดั้งเดิม แสดงผลผ่านตัวเลขและแผ่นดิสก์
  • ฟังก์ชัน: ชั่วโมงกระโดด (Jumping Hour) บริเวณกึ่งกลางหน้าปัด และนาทีแบบวงแหวนรอบนอก (Ring-disk Minutes)
  • กลไก: ไขลานด้วยมือ (Manual-wind) Calibre D20 งานขัดแต่งประณีตสไตล์ร่วมสมัย
  • สาย: สายเหล็กดีไซน์รวมเป็นเนื้อเดียวกับตัวเรือน (Integrated Bracelet) เสริมภาพลักษณ์ที่แข็งแกร่งและต่อเนื่อง

อ่านบทความอื่นๆ เพิ่มเติม
Jacob & Co. Billionaire Double Tourbillon Angel Cut ปฏิวัติวงการด้วยเพชรเจียระไนสิทธิบัตรใหม่ในราคา 120 ล้านบาท
Green Dial Energy | รวม 5 นาฬิกาหน้าปัดเขียว เสริมจังหวะแห่งวสันตวิษุวัตและการสะท้อนพลังแห่งการเติบโต
ว่าด้วย ‘ทองคำ’ วัสดุล้ำค่าที่น่าปรารถนาตลอดกาลในอุตสาหกรรมนาฬิกา

Breitling Navitimer Cosmonaute Artemis II เมื่อจิตวิญญาณแห่งการสำรวจปี 1962 ถูกตีความใหม่ในตัวเรือนทองคำ 18K

ปลุกตำนานหน้าปัด 24 ชั่วโมงสู่ภารกิจดวงจันทร์บทใหม่

ถ้าจะพูดถึงนาฬิกาที่พาเราไปไกลเกินขอบโลก ชื่อของ Breitling Navitimer Cosmonaute คือตำนานที่ยังมีลมหายใจอยู่จริง ล่าสุดกับการกระโดดเข้าร่วมภารกิจ Artemis II ของ NASA เพื่อส่งมนุษย์กลับไปโคจรรอบดวงจันทร์อีกครั้ง พร้อมการเปิดตัว Navitimer Cosmonaute รุ่นพิเศษที่มองว่าเป็นการดึงจิตวิญญาณจากยุค 60 มาผสมกับเทคโนโลยีอนาคตได้อย่างลงตัว

เล่าย้อนกลับไปในปี 1962 Scott Carpenter คือมนุษย์อวกาศคนแรกที่พานาฬิกา Breitling ขึ้นไปสัมผัสความเวิ้งว้างบนข้อมือ สิ่งที่ทำให้มันต่างจากนาฬิกาทั่วไปคือหน้าปัดแบบ 24 ชั่วโมง เพราะในอวกาศเราแยกไม่ออกว่าตอนนี้คือกลางวันหรือกลางคืน การที่เข็มเดินครบรอบใน 24 ชั่วโมงจึงเป็นเรื่องคอขาดบาดตายมาก สำหรับรุ่นใหม่นี้ Breitling เลือกใช้ตัวเรือนทองคำเรดโกลด์ 18K ขนาด 41 มม. ที่ดูหรูหราแต่แฝงความดุดันด้วยหน้าปัดสีน้ำเงินเข้มขัดลาย Sunray ซึ่งเวลาโดนแสงจะให้มิติเหมือนท้องฟ้ายามค่ำคืนที่มองออกไปนอกหน้าต่างยานอวกาศ

สิ่งที่น่าประทับใจที่สุดคือการที่ยังคงสเกลคำนวณ Slide Rule อันเป็นเอกลักษณ์ ซึ่งนักบินสมัยก่อนใช้คำนวณค่าน้ำมันหรือระยะทางแทนเครื่องคิดเลข การขยับขอบหน้าปัดสีดำตัดกับตัวเรือนทองคำทำให้เรือนนี้ดูขรึมและมีมาดมากกว่านาฬิกาสปอร์ตทั่วไป ส่วนด้านหลังตัวเรือนมีการแกะสลักสัญลักษณ์ภารกิจ Artemis II ไว้อย่างชัดเจน เป็นการยืนยันว่านาฬิกาเรือนนี้ผลิตมาเพื่อเป็นเกียรติแก่ความกล้าหาญของมนุษยชาติที่กล้าออกไปสำรวจสิ่งที่ไม่รู้

ภายใต้ความสวยงามนี้ทำงานด้วยกลไกไขลานมือ B02 ที่ผ่านการรับรองความเที่ยงตรงระดับ COSC การใช้ระบบไขลานแทนอัตโนมัติเป็นเรื่องที่มีเหตุผลมากในอวกาศ เพราะในภาวะไร้น้ำหนัก โรเตอร์เหวี่ยงขึ้นลานอาจทำงานได้ไม่เต็มที่เท่ากับการใช้มือหมุนด้วยตัวเอง สะท้อนให้เห็นว่า Breitling ยังคงยึดถือฟังก์ชันการใช้งานจริงเหนือสิ่งอื่นใด

นาฬิกาเรือนนี้ผลิตมาจำนวนจำกัดเพียง 250 เรือนเท่านั้น สำหรับนักสะสมที่หลงรักในประวัติศาสตร์อวกาศและงานดีไซน์ที่ดูร่วมสมัย นี่คือชิ้นงานที่เล่าเรื่องราวความสำเร็จของอดีตและความหวังของอนาคตได้ดีที่สุดเรือนหนึ่ง ตอกย้ำว่าแม้โลกจะเปลี่ยนไปแค่ไหน แต่ความกระหายที่จะก้าวไปให้ไกลกว่าเดิมยังคงเป็นดีเอ็นเอที่ขับเคลื่อนเราอยู่เสมอ

ข้อมูลทางเทคนิค
  • ตัวเรือน: ทองคำเรดโกลด์ 18K (18K Red Gold) ขนาด 41 มม. ขอบตัวเรือนแบบหยักพร้อมสเกล Slide Rule สีดำ ฝาหลังสลักสัญลักษณ์ภารกิจ Artemis II
  • หน้าปัด: สีน้ำเงินเข้มขัดลาย Sunray แสดงเวลาแบบ 24 ชั่วโมง (24-Hour Display) เข็มและหลักชั่วโมงเคลือบสารเรืองแสง
  • ฟังก์ชัน: แสดงเวลาแบบ 24 ชั่วโมง โครโนกราฟ (จับเวลา) หลักชั่วโมงคำนวณ Slide Rule สำหรับนักบิน
  • กลไก: ไขลานด้วยมือ (Manual Wind) คาลิเบอร์ B02 ผ่านการรับรองความเที่ยงตรงระดับ COSC
  • สาย: สายหนังจระเข้คุณภาพสูง หรือสายโลหะทองคำ 18K (ตามการจัดจำหน่าย)

อ่านบทความอื่นๆ เพิ่มเติม
Jacob & Co. Billionaire Double Tourbillon Angel Cut ปฏิวัติวงการด้วยเพชรเจียระไนสิทธิบัตรใหม่ในราคา 120 ล้านบาท
Green Dial Energy | รวม 5 นาฬิกาหน้าปัดเขียว เสริมจังหวะแห่งวสันตวิษุวัตและการสะท้อนพลังแห่งการเติบโต
ว่าด้วย ‘ทองคำ’ วัสดุล้ำค่าที่น่าปรารถนาตลอดกาลในอุตสาหกรรมนาฬิกา

UR-101 Diamond Sky หลายคนอาจยังไม่เคยรู้ ว่านี่คือหนึ่งในผลงานที่เคยถูกแช่แข็งในเวิร์คช็อปมาก่อน

ปลุกตำนานไอคอนจาก Strongbox สู่จักรวาลประดับเพชร

ในบรรดานาฬิกามากมายที่ถูกส่งมอบออกจากเวิร์คช็อปของ URWERK เราเชื่อว่า UR-101 Diamond Sky เรือนนี้ คือหนึ่งในเรือนที่มีที่มาน่าสนใจที่สุด เพราะลึกๆ แล้วมันไม่ใช่ของใหม่ที่เพิ่งถูกคิดขึ้นมาเมื่อวาน แต่มันคือนาฬิกาที่เคยถูกเก็บไว้ใน “Strongbox” หรือกล่องแห่งความทรงจำของแบรนด์ ซึ่งเป็นที่รวบรวมนาฬิกาต้นแบบและแนวคิดแรกเริ่มที่ตั้งใจสร้างขึ้นมาเพียงเพื่อ “ยืนยันการมีอยู่” ของมันเท่านั้น โดยไม่ได้สนกระแสโลกหรือความต้องการของตลาดเลย

จุดเริ่มต้นของเรื่องนี้ต้องย้อนกลับไปในปี 1997 ซึ่งเป็นปีที่ URWERK ถือกำเนิดขึ้น ในตอนนั้นพวกเขาฉีกกฎการบอกเวลาแบบเข็มทิ้ง แล้วแทนที่ด้วยระบบแซทเทิลไลต์ที่ดูเหมือนยานอวกาศ ซึ่งเจ้า UR-101 รุ่นดั้งเดิมนั่นเองที่เป็นรากฐานสำคัญและเป็น DNA ทั้งหมดของแบรนด์ วันนี้พวกเขาตัดสินใจหยิบผลงานระดับไอคอนที่ไม่ค่อยมีใครรู้จักนี้กลับมาเล่าใหม่ โดยเปลี่ยนโฉมให้กลายเป็นงานประดับอัญมณีที่ดูนิ่ง สุขุม และลึกซึ้งกว่าเดิม ภายใต้ชื่อ Diamond Sky ที่ผลิตออกมาเพียง 25 เรือนในโลก

สิ่งที่เราชอบเป็นพิเศษในเรือนนี้คือการที่เขาไม่พยายามทำให้มันดูเป็น “เครื่องประดับ” จนเกินไป แต่มันคืองานวิศวกรรมที่ใช้แสงเป็นตัวสื่อสาร ตัวเรือนสเตนเลสสตีลขนาด 41 มม. ถูกสลักลวดลายเรขาคณิตที่ดูเหมือนแผนที่จักรวาล และในทุกจุดตัดของลายเหล่านั้นจะมีการประดับเพชรน้ำงามไว้ ซึ่งหากลองนึกภาพตามในมุมมองของคนที่สวมใส่ เวลาเราขยับข้อมือ แสงจะไม่ได้สะท้อนแบบวูบวาบจนแสบตา แต่มันจะกระจายตัวไปตามลายสลักและเพชร เปรียบเหมือนดวงดาวที่กำลังกะพริบอยู่บนท้องฟ้ายามค่ำคืนจริงๆ ตามแนวคิดของกวีชาวเยอรมันที่เป็นแรงบันดาลใจให้ Martin Frei ผู้อำนวยการฝ่ายศิลป์

การบอกเวลาของ Diamond Sky ยังคงความดิบเท่ในแบบ URWERK ไว้อย่างครบถ้วน ตัวเลขชั่วโมงจะค่อยๆ เคลื่อนผ่านหน้าปัดจากซ้ายไปขวาบนส่วนโค้ง 180 องศา ให้ความรู้สึกเหมือนเรากำลังมองการเดินทางของดวงอาทิตย์ตั้งแต่อรุณรุ่งไปจนถึงยามเย็น โดยมีฉากหลังเป็นท้องฟ้าประดับเพชรที่ดูมีมิติ ซึ่งตรงนี้เรามองว่ามันเป็นการผสานความแม่นยำเชิงกลไกเข้ากับงานศิลปะได้อย่างไร้รอยต่อ ทุกองค์ประกอบมีเหตุผลของมัน ไม่ว่าจะเป็นเม็ดมะยมที่ย้ายไปอยู่ตำแหน่ง 12 นาฬิกา หรือตัวเชื่อมสายทรงเหลี่ยมที่ดูดุดัน ทุกอย่างทำหน้าที่สร้างสมดุลระหว่างวัสดุ แสง และเวลา

แม้หัวใจข้างในจะเป็นกลไกอัตโนมัติคาลิเบอร์ UR-1.01V ที่เดินด้วยความถี่ 4 เฮิร์ต และมีพลังงานสำรอง 48 ชั่วโมง แต่นาฬิกาเรือนนี้ไม่ได้ถูกสร้างมาเพื่อนักสะสมที่ชอบอ่านตัวเลขสเปกเพียงอย่างเดียวครับ แต่มันถูกสร้างมาเพื่อคนที่มองนาฬิกาเป็น “แนวคิดที่เคลื่อนไหวได้” ด้วยราคาค่าตัวที่ 3,748,000 บาท Diamond Sky จึงเป็นเหมือนการประกาศจุดยืนของ URWERK ว่าพวกเขาสามารถก้าวข้ามกรอบดั้งเดิมของศาสตร์การทำนาฬิกา และสร้างเส้นทางของตัวเองขึ้นมาได้อย่างสง่างามโดยไม่ทิ้งรากเหง้าที่สร้างพวกเขาขึ้นมา

ข้อมูลทางเทคนิค 
  • สาย: สายยางสีขาวพิมพ์ลายพิเศษ บุด้านในด้วยหนังลูกวัวสีดำ พร้อมตัวล็อกสายแบบหัวเข็มขัด 
  • ชื่อรุ่น: UR-101 Diamond Sky
  • ตัวเรือน: สเตนเลสสตีล ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 41 มม. หนา 9.33 มม. ประดับเพชร 214 เม็ด (น้ำหนักรวม 1.63 กะรัต) เม็ดมะยมอยู่ที่ตำแหน่ง 12 นาฬิกา กันน้ำ 30 เมตร
  • หน้าปัด: ระบบแซทเทิลไลต์ 2 ชุด (Wandering Hours) บอกเวลาบนส่วนโค้ง 180 องศา ฉากหลังสลักลายเรขาคณิตและประดับเพชร กระจกแซฟไฟร์ทรงกล่องเคลือบสารกันสะท้อน
  • ฟังก์ชัน: การแสดงเวลาชั่วโมงแบบเคลื่อนที่ (Satellite Display) และนาที เคลือบสารเรืองแสง Super-LumiNova
  • กลไก: อัตโนมัติ Calibre UR-1.01V พลังงานสำรอง 48 ชั่วโมง ความถี่ 28,800 ครั้งต่อชั่วโมง (4 เฮิร์ต)

อ่านบทความอื่นๆ เพิ่มเติม
Tambour Taiko Arty Automata ผลงานสุดซับซ้อนและเปี่ยมด้วยชีวิตชีวาจาก Louis Vuitton
เมื่อกลไกโครโนกราฟวินเทจจากปี 1976 ถูกนำกลับมาเล่าใหม่ใน Raymond Weil Millésime “The Fifty”
Ressence TYPE 11 นาฬิกา ‘ร่วมสมัย’ แต่ไม่ ‘ล้ำอนาคต’

Arnold & Son เผยโฉม HM Pietersite นาฬิกาหน้าปัดหินแร่แสดงพลังแห่งพายุ

ก่อนเปิดตัวอย่างเป็นทางการภายในงาน Watches and Wonders 2026

แรกเห็นหน้าปัดที่ส่งมอบความรู้สึกปั่นป่วนเหมือนมวลพายุกำลังก่อตัวของ HM Pietersite นาฬิการุ่นล่าสุดจาก Arnold & Son ที่กำลังจะเปิดตัวอย่างเป็นทางการภายในงาน Watches and Wonders 2026 ต้องบอกว่าไม่อาจละสายตาได้จริงๆ เพราะหน้าปัดหินแร่ไพเตอร์ไซต์สีน้ำเงินที่ดูเต็มไปด้วยอารมณ์และพลังพลุ่งพล่านทำให้เราสามารถจ้องมองหน้าปัดนี้ได้อย่างไม่รู้เบื่อ

เรื่องราวเบื้องหลังหน้าปัดหินแร่พายุ

การเลือกใช้หินแร่ไพเตอร์ไซต์บนหน้าปัดนาฬิกาของ Arnold & Son นั้นไม่ได้ทำอย่างเลื่อนลอย แต่มันมีความหมายซ่อนอยู่เบื้องหลัง เพราะหินแร่กลุ่มคาลซิโดนีจากประเทศนามิเบียที่ได้ฉายาว่า ‘หินแห่งพายุ’ นี้มีลวดลายที่คล้ายกับมวลเมฆขณะพายุกำลังสำแดงพลังบนท้องฟ้าในคอร์นวอล เหนือทะเลที่เต็มไปด้วยเกลียวคลื่นซัดเข้าหาโขดหินผาอย่างบ้าคลั่ง ซึ่งคอร์นวอลนี้เป็นบ้านเกิดของ John Arnold ผู้ก่อตั้งแบรนด์นาฬิกาอันเก่าแก่ ที่ไม่เพียงแต่มีคุณูปการต่อแบรนด์ที่เขาก่อตั้งเองเท่านั้น แต่ผลงานนาฬิกามารีนโครโนมิเตอร์อันแม่นยำสูงของเขายังทำให้การเดินเรือของอังกฤษเจริญก้าวหน้าและสามารถออกสำรวจน่านน้ำต่างๆ ได้อย่างรวดเร็วก่อนใคร ส่งผลให้สามารถแผ่ขยายอำนาจในเครือจักรภพได้กว้างไกล ประวัติศาสตร์ดังกล่าวยังพ้องกับชื่อรุ่น HM ที่ย่อมาจาก His หรือ Her Majesty ซึ่งได้แรงบันดาลใจจากชื่อของเรือรบหลวงแห่งสหราชอาณาจักร ซึ่งเชื่อมโยงมรดกของแบรนด์เข้ากับประวัติศาสตร์อันยิ่งใหญ่ในการเดินเรือ

กลไกเพรียวบาง งดงาม และทรงประสิทธิภาพ  

หน้าปัดที่เต็มไปด้วยมวลอารมณ์ความรู้สึกถูกโอบอุ้มไว้ด้วยตัวเรือนเรดโกลด์ 5N 18 กะรัต หรือสตีล มาในขนาด 39.5 มม. และมีความบางเพียง 7.82 มม. สาเหตุที่สามารถรักษาความบางที่ทำให้สามารถซ่อนอยู่ภายใต้แขนเสื้อเชิ้ตได้อย่างแนบเนียน เป็นเพราะกลไกไขลานด้วยมือ A&S1001 นั้นมีความหนาเพียงแค่ 2.70 มม. และมีความกว้าง 30 มม. เท่านั้น ทำให้สามารถบรรจุลงในตัวเรือนได้อย่างไม่รบกวนพื้นที่มากนัก

ความงดงามของกลไกที่ทุกชิ้นส่วนผ่านการขัดแต่งผิวอย่างประณีตโดยใช้เทคนิคการขัดแต่งผิวหลากหลายลวดลายในแต่ละชิ้นส่วน ไม่ว่าจะเป็น แท่นเครื่องเคลือบโรเดียมแต่งผิวเป็นลายวงกลม  สะพานจักรขัดแต่งลบเหลี่ยมมุมพร้อมตกแต่งด้วยลวดลาย Côtes de Genève แบบแผ่รัศมี ฟันเฟืองตกแต่งด้วยลายขดก้นหอย ส่วนหัวสกรูยังเลือกใช้สกรูสีน้ำเงินขัดเงา แสดงความใส่ใจในความงามที่ต่อเนื่องกับหน้าปัด นี่จึงเป็นอีกสาเหตุหนึ่งที่กลไกชุดนี้ได้รับการอวดโฉมผ่านฝาหลังใส ไม่เพียงแต่งดงามเท่านั้นในด้านประสิทธิภาพในการทำงานก็นับว่าไว้วางใจได้ เพราะกลไก A&S1001 ทำงานด้วยความถี่ 3 เฮิรตซ์ หรือ 21,600 ครั้ง ต่อชั่วโมง ทั้งยังสามารถสำรองพลังงานได้ยาวนานถึง 90 ชั่วโมง ซึ่งถือว่าอยู่ในระดับที่น่าพอใจเลยทีเดียว

บอกได้เลยว่า แค่ได้เห็น HM Pietersite ของ  Arnold & Son เปิดตัวมารุ่นแรกของปีนี้ เราก็รอคอยที่จะได้พบกับรุ่นถัดไปแล้ว

ข้อมูลทางเทคนิค

  • รหัส: 1LCDR.Z01A.C1506A,1LCDS.Z02A.C1506S
  • ฟังก์ชัน: แสดงค่าชั่วโมง นาที
  • กลไก: ขึ้นลานด้วยมือ A&S1001
  • ตัวเรือน: เรดโกลด์ 5N 18 กะรัต หรือสเตนเลสสตีล ขนาด 39.5 มม. กันน้ำได้ในระดับ 30 เมตร
  • หน้าปัด: หินแร่ไพเตอร์ไซต์จากนามิเบีย
  • สาย: หนังจระเข้สีน้ำเงินเข้ม ตัวล็อกแบบหัวเข็มขัดทำจาก เรดโกลด์ 5N 18 กะรัต หรือสเตนเลสสตีล จำนวน: เรดโกลด์ 5N 18 กะรัต จำกัด 8 เรือน สเตนเลสสตีล จำกัด 18 เรือน

Ressence TYPE 11 นาฬิกา ‘ร่วมสมัย’ แต่ไม่ ‘ล้ำอนาคต’

พร้อมเปิดตัวอย่างเป็นทางการในงาน Watches and Wonders 2026

สำหรับแฟนของ Ressence ทุกครั้งที่ได้เห็นหน้าปัดสุดล้ำที่แสดงค่าเวลาและมาตรวัดหน่วยสำรองพลังงานด้วยระบบ ROCS สิทธิบัตรเฉพาะของ Ressence ทีไรคงต้องใจสั่นทุกครั้ง และในปีนี้ทางแบรนด์ได้ส่ง TYPE 11 มาร่วมเสริมทัพในตระกูลนาฬิการะบบ ROCS

รูปลักษณ์อันเป็นปัจจุบัน

TYPE 11 มีคุณสมบัติเด่นๆ ที่แสดงถึงดีเอ็นเอของแบรนด์อย่างครบถ้วน โดยเฉพาะการแสดงเวลา และระบบแสดงพลังงานสำรองที่เป็นเอกลักษณ์ไม่เหมือนใคร แต่ที่น่าสนใจก็คือคำกล่าวของ Benoît Mintiens ผู้ก่อตั้งและหัวหน้าฝ่ายสร้างสรรค์ของ Ressence ที่กล่าวถึงนาฬิการุ่นล่าสุดนี้ไว้ว่า 

TYPE 11 คือ นาฬิกาแห่งปัจจุบันของเรา ถือเป็นนาฬิกาที่ร่วมสมัย แต่ไม่ล้ำอนาคต เรายังมีนาฬิกาที่ล้ำสมัยกว่าในคอลเลกชั่น เช่น TYPE 2 และ TYPE 3

Benoît Mintiens

เหตุใดการเปิดตัวนาฬิการุ่นใหม่ถึงไม่จำเป็นต้อง ‘ล้ำหน้า’ ไปกว่าเดิม เราเชื่อว่าเบื้องหลังการตัดสินใจนี้ต้องมีอะไรน่าสนใจรออยู่ ซึ่งหากอ้างอิงจากคำกล่าวของผู้สร้างสรรค์นาฬิการุ่นนี้เหตุผลที่ว่าคงเป็นเพราะ TYPE11 ดูมีความคลาสสิกแต่ก็มีความเป็นปัจจุบัน ไม่ได้ดูล้ำราวกับมาจากโลกอนาคต ซึ่งเป็นสิ่งที่นาฬิกา TYPE บางรุ่นเป็น


เมื่อดูจากรูปลักษณ์ภายนอก TYPE11 มาในหน้าตาที่เห็นปุ๊บก็จำได้ในทันที แต่ภายใต้ความคุ้นตานั้นมีรายละเอียดที่แตกต่างอยู่ รูปทรงตัวเรือนพร้อมกระจกคริสตัลแซฟไฟร์ทรงโดมโค้งมน และตัวเชื่อมสายทรงโค้ง ทำให้รูปลักษณ์ดูคล้ายก้อนหินที่ถูกขัดเกลาจนเรียบเนียน ขนาด 41 มม. ของตัวเรือนไทเทเนียมเกรด 5 ดูไม่ใหญ่จนเกินไปนัก คงเพราะดีไซน์กลมกลึงที่โอบรับข้อมือได้อย่างพอเหมาะทำให้นาฬิการุ่นนี้กลมกลืนเป็นหนึ่งเดียวกับข้อมือ 

สีสันที่ดูคลาสสิกเรียบนิ่งยิ่งขึ้นช่วยทำให้นาฬิการุ่นนี้ดูร่วมสมัย  ทั้งสามสีใหม่ประกอบไปด้วยสี Pine เขียวขรึม สี Sky สีน้ำเงินที่ดูสงบ และสี Latte สีขาวละมุนที่ไม่สว่างโพลน แต่ละสีมาพร้อมชุดเม็ดเซรามิกพลังงานสำรองสีอ่อนและสีเข้มรับกับสีหน้าปัด และมาพร้อมหน้าปัดย่อยวินาทีในโทนสีเดียวกัน สีของสายนาฬิกาคุมโทนเข้ากับหน้าปัด และมีตัวเลือกสายให้เลือกหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็น  สายหนัง สายยาง สายหนัง-ยางผสม และสายไทเทเนียมแบบมิลานีส ที่ระบายอากาศได้ดี

กลไก Ressence Werk RW-01 ถูกผสานเข้ากับระบบ ROCS เอกสิทธิ์เฉพาะ

ระบบ ROCS การแสดงค่าเวลา และระบบสำรองพลังงานที่แสดงค่าโดยเม็ดเซรามิกขนาดเล็กระดับไมโครอันเป็นสิทธิบัตรเฉพาะ ถูกขับเคลื่อนให้เป็นหนึ่งเดียวกันด้วยกลไก Ressence Werk RW-01 ถูกออกแบบและพัฒนาภายในโรงงานของแบรนด์เอง แน่นอนว่า ในการขับเคลื่อนระบบที่มีความเฉพาะตัว การออกแบบกลไกภายในย่อมแตกต่างออกไปจากชุดกลไกขับเคลื่อนที่มักจะเป็นทรงกลม เพราะกลไก RW-01 มาในโครงสร้างสามเหลี่ยมที่ประกอบสร้างขึ้นด้วยบาร์เรลคู่และบาลานซ์วีลกลาง กลายเป็นวงกลมสามวงล้อกับวงแสดงค่าเวลาและสำรองพลังงานที่แสดงค่าอยู่บนหน้าปัด

ฝาหลังตัวเรือนแบบมีช่องให้มองเห็นกลไก พร้อมคันโยกสำหรับไขลานและตั้งเวลา

การรวมกลไกและโมดูล ROCS เป็นหนึ่งเดียวกันยังทำให้การทำงานเป็นไปอย่างราบรื่นยิ่งขึ้น ด้วยการใช้ชิ้นส่วนบางชิ้นร่วมกัน ตัดทอนบางสิ่งที่ไม่จำเป็นออกทำให้โครงสร้างดูกลมกลืนลงตัว ประกอบการเปลี่ยนมาใช้ลูกปืนไทเทเนียมในระบบ ROCS ยังทำให้ระบบแสดงค่าดังกล่าวมีความทนทาน และทำงานได้อย่างลื่นไหลยิ่งขึ้นอีกด้วย  

กลไก RW-01 ยังถูกพัฒนาเพื่อให้การใช้งานเป็นไปได้อย่างสะดวกง่ายดายยิ่งขึ้น ด้วยการตัดโซนไขลานแบบเดิมออก เปลี่ยนมาเป็นการไขลานผ่านฝาหลังได้อย่างอิสระ ซึ่งถ้าได้ลองสัมผัสด้วยตัวเองแล้วจะพบว่าการไขลานผ่านฝาหลังนั้นราบลื่นจนทำให้เรารู้สึกรื่นรมย์ทุกครั้งที่ได้หยิบนาฬิกามาไขลาน 

นี่จึงเป็นนาฬิกา TYPE หมายเลขใหม่ที่อาจจะรู้สึกคุ้นเคยแต่แรกเห็น แต่เมื่อได้สัมผัสจะรู้สึกได้ถึงความแตกต่าง

ข้อมูลทางเทคนิค

  • รหัส: TYPE 11 L – TYPE 11 P – TYPE 11 S
  • ฟังก์ชั่น: แสดงค่าชั่วโมง นาที วินาที และ พลังงานสำรอง
  • กลไก: ระบบจดสิทธิบัตร ROCS 11.1 – Ressence Orbital Convex System ขับเคลื่อนด้วยกลไกอินเฮาส์ Ressence Werk RW-01 ขึ้นลานอัตโนมัติ สำรองพลังงานได้ 60 ชั่วโมง ความถี่ 28,800 ครั้ง/ชั่วโมง
  • ตัวเรือน: ไทเทเนียม Grade 5 ขัดเงา ทรง Pebble ขนาด 41 มม. กระจกแซฟไฟร์ทรงโดมสองชั้น เคลือบสารกันแสงสะท้อนด้านใน กันน้ำได้ 30 เมตร
  • หน้าปัด: ไทเทเนียม Grade 5 ทรงโค้ง (รัศมี 100 มม.) พร้อมหน้าปัดย่อยเยื้องศูนย์ 3 ชุด โครงสร้างแบบสามมิติ (3D) ทำจากไทเทเนียม Grade 5 ระบบแสดงพลังงานสำรองแบบจดสิทธิบัตร ด้วยไมโครบีดเซรามิก สลักมาตรบอกเวลา พร้อมเติมสารเรืองแสง Grade A Super-LumiNova®
  • สาย: สายหนัง สายยาง สายหนัง-ยางผสม และสายไทเทเนียมแบบมิลานีส 

อ่านบทความเพิ่มเติมได้ที่:

Ressence TYPE 8 Indigo: ศิลปะแห่งเวลา ผ่านดีไซน์ด้ายไหมคราม

Watches and Wonders 2026: คาดการณ์เทรนด์และทิศทางใหม่ของโลกแห่งเรือนเวลา

DESDER D001 นาฬิกาฟีลยานแม่ ที่มีแค่ 6 เรือนในโลก ล้ำจนลืมการอ่านเข็มแบบเดิมไปเลย

Jacob & Co. The Godfather II นาฬิกาดนตรีระดับ Masterpiece ที่มาพร้อมระบบเลือกเพลงได้

ผลงานที่รังสรรค์ขึ้นเพื่อระลึกถึงจิตวิญญาณของ Don Corleone ได้ลึกซึ้งจนน่าขนลุก นาทีนี้คงต้องยกให้นาฬิกาเรือนนี้…

ถ้าจะพูดถึงนาฬิกาที่ “เล่นใหญ่” ที่สุดในโลก ชื่อของ Jacob & Co. มักจะเป็นชื่อแรกๆ ที่นักสะสมนึกถึง โดยเฉพาะโปรเจกต์ที่หยิบเอาภาพยนตร์ระดับตำนานอย่าง The Godfather มาเล่าใหม่ ซึ่งปีนี้พวกเขาเพิ่งเปิดตัว The Godfather II ที่ก้าวข้ามการเป็นเพียงภาคต่อสู่การยกระดับงานวิศวกรรมดนตรีบนข้อมือให้ไปไกลกว่าเดิมอีกขั้น

สิ่งที่ทำให้เรือนนี้กลายเป็นประเด็นพูดถึงกันมากคือการเป็นนาฬิกาดนตรีเรือนแรกที่สามารถ “เลือกเพลง” ได้ จากเดิมที่ภาคแรกบรรเลงเพลงธีมหลักเพียงเพลงเดียว แต่ในรุ่นใหม่นี้ Jacob Arabo ผู้ก่อตั้งแบรนด์ที่คลั่งไคล้ภาพยนตร์เรื่องนี้มาก ได้สั่งออกแบบกลไกใหม่ให้สามารถกดเลือกฟังได้ทั้งเพลง “The Godfather Love Theme” ที่คุ้นหู และเพลง “The Godfather’s Waltz” ที่ชวนให้นึกถึงฉากแต่งงานในตำนาน การบรรจุเพลงสองเพลงลงในกลไกนาฬิกาขนาดเท่านี้ถือเป็นงานที่ท้าทายทักษะช่างนาฬิกาสูงมาก

ในแง่ของดีไซน์จะสังเกตเห็นการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญคือรูปทรงตัวเรือน ครั้งนี้พวกเขาเลือกใช้ทรงสี่เหลี่ยมโค้งมนสไตล์ Art Deco ที่ดูมีความเป็นผู้ใหญ่และขรึมขึ้นกว่ารุ่นก่อนๆ ตัวเรือนทองคำโรสโกลด์ 18K ขนาด 42 x 44 มม. ถูกออกแบบมาให้ช่วยกระจายเสียงดนตรีได้กังวานและชัดเจนขึ้น เมื่อลองกดปุ่มฟังเสียงดนตรีที่เกิดจากเข็มเล็กๆ กว่าร้อยเล่มสะกิดกับซี่ฟันของกล่องดนตรี พร้อมกับการที่กลไกทั้งชุดหมุนไปรอบหน้าปัด มันคือประสบการณ์ที่หาจากนาฬิกาเรือนไหนไม่ได้จริงๆ

จุดที่น่าสนใจคือการจัดวางเลเอาต์ที่แม้จะดูซับซ้อนแต่กลับอ่านง่ายขึ้น มีเข็มแสดงพลังงานสำรองแยกกันชัดเจนระหว่างตัวกลไกเดินเวลาที่อยู่ได้ 72 ชั่วโมง กับพลังงานของกล่องดนตรีที่เล่นได้ประมาณ 8-10 ครั้งต่อการไขลานหนึ่งครั้ง และที่ขาดไม่ได้คือ Flying Tourbillon ที่ตำแหน่ง 10 นาฬิกา ซึ่งทำหน้าที่รักษาความเที่ยงตรงท่ามกลางเสียงดนตรีที่กำลังบรรเลงอยู่

นาฬิกาเรือนนี้ผลิตมาเพียง 74 เรือนทั่วโลก เพื่อเป็นเกียรติแก่ปี 1974 ที่ภาพยนตร์ The Godfather Part II ออกฉาย ด้วยราคาประมาณ 440,000 ดอลลาร์สหรัฐ (ราวๆ 15-16 ล้านบาท) เรียกได้ว่าทุกรายละเอียดนั้นมีจิตวิญญาณของ Don Corleone ซ่อนอยู่ ถือเป็นงานวิศวกรรมที่น่าทึ่ง และอาจกลายเป็นของสะสมที่รวบรวมความรักในภาพยนตร์ งานศิลปะอาร์ตเดโก และความบ้าคลั่งในวิศวกรรมจักรกลไว้ในที่เดียวกัน เป็นการประกาศว่า Jacob & Co. ยังคงเป็นเจ้าแห่งการสร้างนาฬิกาที่เปลี่ยน “จินตนาการ” ให้กลายเป็น “เรื่องจริง” ได้เสมอ

ข้อมูลทางเทคนิค
  • ตัวเรือน: ทองคำโรสโกลด์ 18K ขนาด 42 x 44 มม. ดีไซน์ทรงสี่เหลี่ยมโค้งมนสไตล์ Art Deco
  • หน้าปัด: โครงสร้าง Skeleton โชว์กลไกชุดกล่องดนตรีคู่ (Dual Music Box) และ Flying Tourbillon ที่ตำแหน่ง 10 นาฬิกา
  • ฟังก์ชัน: แสดงเวลาชั่วโมง-นาที ระบบเลือกเพลงดนตรีได้ 2 เพลง (The Godfather Love Theme และ The Godfather’s Waltz) ระบบ Flying Tourbillon และเข็มแสดงพลังงานสำรองแยกส่วน
  • กลไก: ไขลานด้วยมือ (Manual Wind) พลังงานสำรองส่วนเดินเวลา 72 ชั่วโมง / ส่วนดนตรีเล่นได้ 8-10 ครั้งต่อการไขลาน
  • สาย: หนังจระเข้สีดำ (Black Alligator) ตัดเย็บประณีตพร้อมตัวล็อกทองคำโรสโกลด์ 18K

อ่านบทความอื่นๆ เพิ่มเติม
Jacob & Co. Billionaire Double Tourbillon Angel Cut ปฏิวัติวงการด้วยเพชรเจียระไนสิทธิบัตรใหม่ในราคา 120 ล้านบาท
Green Dial Energy | รวม 5 นาฬิกาหน้าปัดเขียว เสริมจังหวะแห่งวสันตวิษุวัตและการสะท้อนพลังแห่งการเติบโต
ว่าด้วย ‘ทองคำ’ วัสดุล้ำค่าที่น่าปรารถนาตลอดกาลในอุตสาหกรรมนาฬิกา

Watches and Wonders 2026: คาดการณ์เทรนด์และทิศทางใหม่ของโลกแห่งเรือนเวลา

ส่องเทรนด์นาฬิกาโลก เจาะลึกไฮไลต์ ก่อนสัปดาห์แห่งประวัติศาสตร์ที่เจนีวาจะเริ่มต้น

ทุกเดือนเมษายน สายตาของคนรักนาฬิกาทั่วโลกจะจับจ้องไปที่กรุงเจนีวา เพราะนี่คือช่วงเวลาที่อุตสาหกรรมนาฬิกาจะกำหนดทิศทางของตัวเองไปตลอดทั้งปี งาน Watches and Wonders 2026 ที่จะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 14-20 เมษายน นี้ เพราะนี่คือเวทีประชันวิสัยทัศน์ของเหล่าแบรนด์ยักษ์ใหญ่และแบรนด์อิสระที่พร้อมจะสร้างแรงกระเพื่อมใหม่ๆ ให้กับตลาด

เพื่อให้คุณเห็นภาพรวมก่อนที่งานจะเริ่มขึ้น เราได้วิเคราะห์ 4 เทรนด์หลักที่น่าจะเป็น “พระเอก” ของงานในปีนี้ และคาดการณ์ “เทรนด์” ที่น่าจะเกิดขึ้นได้ผ่านทิศทางของตลาด และความเคลื่อนไหวของแบรนด์ยักษ์ใหญ่ในช่วงที่ผ่านมา พร้อมข้อมูลอัปเดตสำหรับเตรียมตัวติดตามความเคลื่อนไหว

นี่คือบทวิเคราะห์ 4 เทรนด์หลักที่น่าจับตามอง:

1. ยุคแห่ง “Neo-Vintage” และการลดขนาด (Downsizing)

​เราหมดโหมดนาฬิกาขนาดใหญ่เทอะทะมาสักพักแล้ว และในปี 2026 นี้ เทรนด์ที่คาดว่าจะมา คือความคลาสสิกจะยิ่งเข้มข้นขึ้น ซึ่งการลดขนาดนาฬิกาลงเหลือ 36-39 มม. ไม่ได้หมายความว่านาฬิกาขนาดใหญ่จะหายไป แต่มันสะท้อนถึงการโหยหาความ “สมส่วน” (Proportion) มากกว่าความ “สะดุดตา” (Presence) นักสะสมเริ่มให้ความสำคัญกับการที่นาฬิกาสามารถสวมใส่ได้จริงในชีวิตประจำวัน (Daily Wear) และเข้ากับเสื้อผ้าได้หลากหลาย

สามเรือนเวลาสุดน่าสนใจจาก Omega ที่ได้รับแรงบันดาลใจจากดีไซน์ของ Andrew Grima ดีไซเนอร์ชาวอังกฤษ (ภาพ: Bulang and Sons)

การคาดการณ์ จุดเปลี่ยนยุค 90-00: เราจะเห็นการนำดีไซน์ที่มีความ “Curve” และความโค้งมนจากยุค 90 กลับมามากขึ้น ซึ่งยุคนี้คือยุคทองของงานออกแบบที่เริ่มก้าวข้ามความคลาสสิกจ๋าไปสู่ความโมเดิร์น รุ่นที่เป็น Icon ในอดีตจะถูกปัดฝุ่นใหม่โดยใช้เทคโนโลยีการผลิตปัจจุบัน (เช่น การขัดแต่งที่คมขึ้น)

นาฬิกา Unisex: เส้นแบ่งระหว่างนาฬิกาชายและหญิงจะจางลงมาก แบรนด์จะเลิกใช้คำว่านาฬิกาสำหรับเพศไหน แต่จะใช้ขนาดมิลลิเมตรเป็นตัวกำหนดแทน ซึ่งจะทำให้เกิดการแชร์คอลเลกชันกันได้มากขึ้นภายในครอบครัว

  • Smaller is Better: คาดว่าเราจะเห็นนาฬิกา Unisex ในขนาด 36mm ถึง 39mm มากขึ้น แม้แต่ในนาฬิกาสปอร์ต
  • ​The 90s & 2000s Revival: แบรนด์ต่างๆ จะเริ่มหยิบดีไซน์จากยุค 1990 และต้นปี 2000 กลับมาทำใหม่ (Re-issue) หลังจากที่เล่นกับยุค 50-70 จนอิ่มตัวแล้ว
  • ​Thinness Competition: การแข่งขันเรื่องความบาง (Ultra-thin) จะกลับมาเป็นจุดขายสำคัญ เพื่อโชว์เหนือด้านวิศวกรรม

​2. นวัตกรรมด้านวัสดุและสีสัน (Material & Color Play)

​เมื่อดีไซน์เริ่มนิ่ง แบรนด์จึงหันไปเล่นกับสิ่งที่ “สัมผัส” ได้ เมื่อสีสันที่ฉูดฉาด (Vibrant Colors) เริ่มถึงจุดอิ่มตัว ตลาดจะวิ่งเข้าหาความ “Organic” มากขึ้น สิ่งที่นักสะสมต้องการในปี 2026 คือ “Texture” หรือผิวสัมผัสที่มองด้วยตาแล้วรู้สึกได้ถึงความพรีเมียม ไม่ใช่แค่สีแบนๆ

การคาดการณ์:

Grade 5 Titanium: จะกลายเป็นมาตรฐานใหม่ของนาฬิกาสปอร์ตระดับหรู เพราะคุณสมบัติที่ขัดเงาได้ (Mirror Polished) เหมือนสแตนเลสสตีล แต่ให้ความสบายในการสวมใส่ที่เหนือกว่า แบรนด์จะพยายามโชว์เทคนิคการขัดไทเทเนียมที่ยากกว่าสตีลหลายเท่าเป็นจุดขายหลัก

The Rise of Earth Tones: สีอย่าง Sage Green, Terra Cotta หรือ Sand จะมาแทนที่สีน้ำเงินและเขียวสด สีเหล่านี้ให้ความรู้สึกสงบ นิ่ง และดูแพงแบบไม่ต้องตะโกน (Quiet Luxury)

​3. การกลับมาของ “Complications” ที่จับต้องได้

หลังจากกระแสนำนาฬิกาสปอร์ตไปเก็งกำไรเริ่มซาลง คนเริ่มกลับมาตั้งคำถามว่า “นาฬิกาเรือนนี้มีอะไรดีนอกจากมูลค่าเพิ่ม?” ทำให้นักสะสมหันกลับไปหาความซับซ้อนของกลไก (Horology) ซึ่งเป็นแก่นแท้ที่แท้จริง

การคาดการณ์:

  • Democratization of Complications: เราจะเห็นการนำฟังก์ชันอย่าง Annual Calendar หรือ Worldtimer มาใส่ในนาฬิกาที่ราคาเข้าถึงง่ายขึ้น (เช่น ในกลุ่ม Longines หรือ Tudor) เพื่อดึงดูดนักสะสมรุ่นใหม่ที่เริ่มเบื่อนาฬิกาสามเข็มทั่วไป
  • Manual Wind & Micro-Rotor: เพื่อตอบโจทย์เทรนด์นาฬิกาขนาดเล็กและบาง แบรนด์อาจจะหันมาใช้กลไกไขลานมือหรือไมโครโรเตอร์มากขึ้น ซึ่งข้อดีคือทำให้ฝาหลังเปลือยดูสวยงามและโชว์งานขัดแต่งกลไกได้เต็มตาที่สุด
  • Integrated Perpetual Calendars: คาดว่าจะเห็นฟังก์ชันสลับซับซ้อนในราคาที่เข้าถึงง่ายขึ้น (ในกลุ่มแบรนด์ระดับกลางถึงบน)
  • ​Modern GMT: อาจจะกลายเป็นเทรนด์ใหญ่ แม้ในวันที่โลกดูวุ่นวาย ในเชิงจิตวิทยา ช่วงเวลาที่โลกเต็มไปด้วยความไม่แน่นอนและร่องรอยของความขัดแย้ง หลายคนอาจตั้งคำถามว่านาฬิกาสำหรับนักเดินทางยังจำเป็นอยู่ไหม? แต่ในมุมมองของนักสะสม นาฬิกา GMT ในปี 2026 อาจถูกนิยามใหม่ให้เป็น “สัญลักษณ์ของการเชื่อมต่อ” เมื่อการเดินทางถูกจำกัดด้วยสถานการณ์โลก ฟังก์ชัน GMT กลับทำหน้าที่เป็นสายใยทางใจ หลายคนเลือกใส่เพื่อตั้งเวลาของประเทศที่ครอบครัวหรือเพื่อนฝูงอาศัยอยู่ เพื่อให้รู้สึกว่าเรายังอยู่ภายใต้จังหวะเวลาเดียวกันแม้จะห่างไกล หรือในบางจังหวะ มันอาจกลายเป็นของสะสมเชิงอารมณ์ที่พาเราย้อนนึกถึงความทรงจำในวันที่โลกสงบสุขและเราสามารถออกไปแตะขอบฟ้าที่ไหนก็ได้ตามใจปรารถนา และการที่แบรนด์เลือกเปิดตัวขอบเซรามิกสีใหม่ๆ ในปีนี้ จึงไม่ใช่แค่การเปลี่ยนหน้าตาภายนอก แต่มันคือการสร้างแรงบันดาลใจและมอบความหวังว่าสักวันหนึ่ง เราจะได้ใช้เข็มที่สองนี้ออกไปสำรวจโลกกว้างอย่างอิสระอีกครั้ง

​4. แบรนด์ที่ต้องจับตามอง (Key Players to Watch)

แบรนด์สิ่งที่คาดว่าจะเห็น
Rolexหลังจากเปิดตัวรุ่นใหม่ๆ ในปีที่ผ่านมา คาดว่าปี 2026 Rolex จะเริ่มให้ความสำคัญกับหน้าปัดจากวัสดุธรรมชาติมากขึ้นหรือเปล่า ยกตัวอย่างเช่น หินอาเกต หรือวัสดุหายากอื่นๆ เพื่อสร้างเอกลักษณ์ที่เลียนแบบไม่ได้ในรุ่น Day-Date และ Datejust รวมถึงการจับตาดูการขยับตัวของ Milgauss ที่อาจจะกลับมาพร้อมเทคโนโลยีป้องกันสนามแม่เหล็กที่ล้ำหน้าที่สุด
Tudorจะยังคงเป็น “King of Value” ต่อไปหรือไม่ แต่คาดว่าจะขยับจากการทำนาฬิกาย้อนยุค (Heritage) ไปสู่การเป็นนาฬิกาสปอร์ตที่ทันสมัยขึ้น (Modern Tool Watch) โดยใช้เทคโนโลยีวัสดุอย่างเซรามิกหรือไทเทเนียมในตัวเรือนที่เล็กลง
Patek Philippeคาดว่าจะเป็นปีที่ Cartier จะขึ้นมาโดดเด่นมากในแง่ของ “Shaped Watches” หรือนาฬิกาทรงแปลกตา อย่างเช่น การ Re-issue รุ่นหายากในตระกูล Prive เพราะ Cartier คือเจ้าแห่งดีไซน์ที่ไม่ใช่ทรงกลม ซึ่งตรงกับเทรนด์ความต้องการความยูนีคของนักสะสมยุคนี้พอดี
Cartierน่าจะได้เห็นการขยายฐานของตระกูล Cubitus หรือการแนะนำรุ่นใหม่ๆ ในตระกูล Calatrava ที่มีความสปอร์ตมากขึ้น เพื่อดึงฐานลูกค้าที่ชอบนาฬิกาหรูแต่ต้องการความทนทานในการใช้งานจริง

โดยรวมแล้วในปี 2026 นี้ น่าจะเป็นปีที่ความหรูหราถูกวัดกันที่ ความประณีตของรายละเอียด มากกว่าความโดดเด่นของแบรนด์เพียงอย่างเดียว นาฬิกาที่จะชนะใจคนในปีนี้อาจจะเป็นนาฬิกาที่ “ใส่สบาย สวยในทุกมิติ และมีเรื่องราวของกลไกที่น่าสนใจ” หรือไม่ เป็นสิ่งที่คอยติดตามกันต่อไป

รายชื่อแบรนด์ทั้งหมด (เรียงตามตัวอักษร A–Z)

ในบทความนี้ คุณสามารถเลือกชมรายชื่อแบรนด์ที่เข้าร่วมงานทั้งหมดได้จากรายการด้านล่าง ซึ่งเราจัดเรียงไว้ตามตัวอักษรเพื่อความสะดวกในการค้นหา โดยคุณสามารถคลิกเข้าไปยังชื่อแบรนด์ (เมื่อหน้าข้อมูลมีการอัพเเดต) เพื่ออ่านสรุปภาพรวม เจาะลึกนาฬิการุ่นใหม่ และไฮไลต์สำคัญจากงาน Watches and Wonders 2026 ของแต่ละแบรนด์ได้โดยตรง

และเนื่องจากข้อมูลจะทยอยอัปเดตตลอดทั้งสัปดาห์ตามการเปิดตัวของแต่ละรุ่น โดยเฉพาะในช่วงวันที่ 14 เมษายน ซึ่งเป็นวันที่ข้อตกลงงดเผยแพร่ข้อมูล (Embargo) ของแบรนด์ส่วนใหญ่สิ้นสุดลง เนื้อหาใหม่ๆ จะถูกนำขึ้นระบบอย่างต่อเนื่อง เราแนะนำให้คุณบุ๊กมาร์กหน้าเพจนี้ไว้และกดรีเฟรชเพื่อติดตามความเคลื่อนไหวล่าสุด

  • A. Lange & Söhne
  • Alpina
  • Angelus
  • Armin Strom
  • Arnold & Son
  • ArtyA Genève
  • Audemars Piguet
  • Baume & Mercier
  • Behrens
  • Bianchet
  • Bremont
  • B.R.M Chronographes
  • Bvlgari
  • Cartier
  • Chanel
  • Charles Girardier
  • Charriol
  • Chopard
  • Christiaan van der Klaauw
  • Chronoswiss
  • Corum
  • Credor
  • Cyrus Genève
  • Czapek & Cie
  • Eberhard & Co.
  • Favre Leuba
  • Ferdinand Berthoud
  • Frederique Constant
  • Genus
  • Gerald Charles
  • Grand Seiko
  • Grönefeld
  • H. Moser & Cie.
  • Hautlence
  • Hermès
  • Hublot
  • IWC Schaffhausen
  • Jaeger-LeCoultre
  • Kross Studio
  • Laurent Ferrier
  • Louis Moinet
  • March LA.B
  • Nomos Glashütte
  • Norqain
  • Oris
  • Panerai
  • Parmigiani Fleurier
  • Patek Philippe
  • Pequignet
  • Piaget
  • Raymond Weil
  • Ressence
  • Roger Dubuis
  • Rolex
  • Rudis Sylva
  • Sinn Spezialuhren
  • TAG Heuer
  • Trilobe
  • Tudor
  • U-Boat
  • Ulysse Nardin
  • Vacheron Constantin
  • Van Cleef & Arpels
  • Zenith

นอกจากงานหลักแล้ว ในช่วงเวลาเดียวกันยังมีกิจกรรมคู่ขนานที่น่าสนใจจัดขึ้นทั่วกรุงเจนีวา รวมถึงงานอย่าง Time to Watches และ Chronopolis ซึ่งแพลตฟอร์มเหล่านี้เป็นศูนย์รวมของเหล่าแบรนด์นาฬิกาอิสระและช่างนาฬิกาดาวรุ่งที่กำลังมาแรง เพื่อนำเสนอมุมมองที่แตกต่างและแปลกใหม่ไปจากงานแสดงหลักอีกด้วย

อ่านบทความอื่นๆ เพิ่มเติม
Jacob & Co. Billionaire Double Tourbillon Angel Cut ปฏิวัติวงการด้วยเพชรเจียระไนสิทธิบัตรใหม่ในราคา 120 ล้านบาท
Green Dial Energy | รวม 5 นาฬิกาหน้าปัดเขียว เสริมจังหวะแห่งวสันตวิษุวัตและการสะท้อนพลังแห่งการเติบโต
ว่าด้วย ‘ทองคำ’ วัสดุล้ำค่าที่น่าปรารถนาตลอดกาลในอุตสาหกรรมนาฬิกา

เมื่อกลไกโครโนกราฟวินเทจจากปี 1976 ถูกนำกลับมาเล่าใหม่ใน Raymond Weil Millésime “The Fifty”

เสน่ห์และความคลาสสิกยุคกลางศตวรรษที่ถูกตีความใหม่สำหรับสุภาพบุรุษยุค 2026

สำหรับการหยิบนำนาฬิกาแนวคลาสสิกกลับมาเล่าใหม่ในยุคนี้ โจทย์ที่ยากที่สุดคือจะทำอย่างไรไม่ให้มันดู “แก่” หรือดูเป็นนาฬิกาที่คุณตาเก็บไว้ในลิ้นชักเพียงอย่างเดียว Raymond Weil เพิ่งพิสูจน์ให้เห็นผ่านคอลเลกชัน Millésime ที่คว้าเกียรติยศจากเวที GPHG มาได้ และล่าสุดพวกเขาขยับตัวอีกครั้งด้วยการเปิดตัวรุ่น “The Fifty” ซึ่งสร้างขึ้นเพื่อเฉลิมฉลองครบรอบ 50 ปีของแบรนด์ โดยนำความสวยงามแบบคลาสสิกมาถ่ายทอดใหม่ให้เข้ากับจังหวะของยุคปัจจุบันได้อย่างน่าสนใจ

เสน่ห์ของความคลาสสิกที่ไม่ได้หยุดนิ่ง

สิ่งที่รู้สึกได้ทันทีจาก Millésime The Fifty คือมันเป็นนาฬิกาที่ดูเรียบนิ่งแต่มีพลัง ด้วยตัวเรือนสเตนเลสสตีลขนาด 37 มม. ที่ผสมผสานเข้ากับขอบ ไวท์โกลด์ 18K อย่างลงตัว ขนาดนี้ให้ความรู้สึกแบบคลาสสิกชัดเจน แต่ก็ยังเข้ากับข้อมือของยุคปัจจุบันได้โดยไม่ดูย้อนยุคจนเกินไป

หน้าปัดถูกออกแบบเป็นโครงสร้าง 4 ส่วน ที่เล่นกับพื้นผิวแตกต่างกันในแต่ละวง การตัดกันของผิวสัมผัสเหล่านี้ทำให้เมื่อแสงตกกระทบในแต่ละองศา หน้าปัดจะเกิดมิติที่ทำให้เรือนเวลาดูมีชีวิตขึ้นมาเล็กน้อย เหมือนภาพถ่ายขาวดำที่ยังคงซ่อนรายละเอียดของแสงและเงาไว้มากกว่าที่ตาเห็นในครั้งแรก

การเลือกใช้ กระจกแซฟไฟร์ทรงกล่อง (Box-shaped sapphire) ก็เป็นอีกจุดที่ชวนให้คนรักนาฬิกายิ้มได้ เพราะมันให้บุคลิกแบบเดียวกับกระจกอะคริลิกของนาฬิกาวินเทจยุคก่อน และยังให้ความใสและความทนทานในแบบของวัสดุสมัยใหม่

สัมผัสบนข้อมือก็เป็นอีกองค์ประกอบที่ช่วยให้เรือนนี้ดูเป็นนาฬิกาที่ใช้งานได้จริง สายหนังที่มากับตัวเรือนให้ความรู้สึกนุ่มตั้งแต่แรกใส่ ไม่ต่างจากรองเท้าหนังดี ๆ ที่พร้อมใช้งานได้ทันทีโดยไม่ต้องผ่านช่วง break-in ยาวนานเหมือนหนังรุ่นเก่า

กลไกที่เชื่อมอดีตกับปัจจุบัน

หัวใจของ Millésime The Fifty คือกลไก Valjoux 23-6 โครโนกราฟแบบไขลานจากปี 1976 ที่ถูกนำมาบูรณะใหม่เพื่อนำกลับมาใช้งานอีกครั้ง กลไกชุดนี้เป็น column-wheel chronograph ซึ่งถือเป็นสถาปัตยกรรมคลาสสิกของโลกโครโนกราฟ

ถ้าลองพลิกดูด้านหลังจะเห็นการขัดแต่งกลไกที่ให้ความสำคัญกับรายละเอียด ไม่ว่าจะเป็นการลบเหลี่ยมด้วยมือ (Anglage) หรือการเคลือบ Black Ruthenium บน balance cock และ chronograph bridge ทั้งหมดถูกบรรจุอยู่ภายในตัวเรือนที่มีความหนาเพียง 10.75 มม.

แม้ว่ามันอาจจะดูไม่ได้หวือหวาหรือมีลวดลายสลักเสลาที่ซับซ้อนเหมือนนาฬิการะดับไฮเอนด์ราคาหลักล้าน แต่ในโลกของคนรักนาฬิกา กลไกชุดนี้ได้รับฉายาว่าเป็น “ม้างาน” (Workhorse) ตัวจริงที่ไว้ใจได้เสมอ เปรียบได้กับเครื่องยนต์ของรถกระบะพันธุ์อึด ที่เน้นความทนทานเป็นหลัก พังยาก และพร้อมลุยไปกับเราได้ทุกสถานการณ์

ข้อดีที่สำคัญของการเป็นกลไกสไตล์ม้างาน คือเรื่องความเที่ยงตรงและการซ่อมบำรุงที่ทำได้ง่ายในระยะยาว ต่อให้ใช้งานไปนานๆ จนถึงเวลาต้องล้างเครื่อง ช่างนาฬิกาทั่วไปก็สามารถดูแลได้ไม่ยากเพราะอะไหล่แพร่หลายและมีราคาที่ไม่สูงจนเกินไป ซึ่งจุดนี้ตอบโจทย์คอนเซปต์ของ Raymond Weil ที่ตั้งใจให้ Millésime เป็นนาฬิกาคู่กายที่คุณสามารถสวมใส่ใช้งานหนักๆ ได้ในทุกวันโดยไม่ต้องประคบประหงมจนเกินไป และไม่ต้องกังวลเรื่องค่าดูแลรักษาที่จะสูงลิบลิ่วในอนาคต

Raymond Weil Millésime The Fifty คือเครื่องยืนยันว่าการเป็นแบรนด์นาฬิกาครอบครัวที่ยืนหยัดมานาน เขามีความเข้าใจว่า “ความหรูหราที่เข้าถึงได้” (Accessible Luxury) หน้าตาเป็นอย่างไร

นาฬิกาเรือนนี้ไม่ได้ออกแบบมาเพื่ออวดความมั่งคั่งด้วยเพชรพลอยหรือกลไกที่ซับซ้อนจนจับต้องไม่ได้ แต่มันออกแบบมาเพื่อคนที่ชื่นชอบในงานดีไซน์ที่ถูกที่ถูกเวลา และให้ความสำคัญกับรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ ที่จะค่อยๆ เผยเสน่ห์ออกมาเมื่อเราอยู่กับมันไปนานๆ

Millesime The Fifty ผลิตจำกัดเพียง 50 เรือนทั่วโลก และเป็นการพบกันของสองช่วงเวลาในโลกนาฬิกา กลไกโครโนกราฟวินเทจจากยุค 70s ถูกจับคู่กับดีไซน์ร่วมสมัยของคอลเลกชัน Millésime จนเกิดเป็นเรือนเวลาที่ให้ความรู้สึกเหมือนสะพานเชื่อมระหว่างประวัติศาสตร์กับปัจจุบัน

ข้อมูลทางเทคนิค
  • ตัวเรือน: สเตนเลสสตีล ขอบไวท์โกลด์ 18K ขนาด 37 มม. หนา 10.75 มม. กระจกแซฟไฟร์ทรงกล่อง ฝาหลังเปลือย
  • หน้าปัด: หน้าปัดโครงสร้าง 4 ส่วน พร้อมพื้นผิวแตกต่างกันเพื่อสร้างมิติของแสง
  • ฟังก์ชัน: จับเวลาโครโนกราฟ ชั่วโมง นาที วินาที
  • กลไก: Valjoux 23-6 แบบไขลาน Column-Wheel Chronograph (บูรณะจากกลไกปี 1976)
  • สาย: สายหนังวัวคุณภาพสูง พร้อมหัวเข็มขัดสเตนเลสสตีล

อ่านบทความอื่นๆ เพิ่มเติม
DESDER D001 นาฬิกาฟีลยานแม่ ที่มีแค่ 6 เรือนในโลก ล้ำจนลืมการอ่านเข็มแบบเดิมไปเลย
ลืมนาฬิกาทรงเดิมไปก่อน SB10 ฉลอง 10 ปีแบบทิ้งหน้าปัดเดิม แล้วเติมงานคราฟต์ผสมไซไฟที่แท้ทรู
Breguet Tradition 2026 ความงามของกลไกในจังหวะที่ทันสมัยขึ้น

Tambour Taiko Arty Automata ผลงานสุดซับซ้อนและเปี่ยมด้วยชีวิตชีวาจาก Louis Vuitton

Louis Vuitton ตอกย้ำความเชี่ยวชาญในการสร้างสรรค์นาฬิกาชั้นสูงของโรงงาน  La Fabrique du Temps Louis Vuitton ของตนอีกครั้งด้วยผลงานที่ทำงานด้วยกลไกออโตมาตาใหม่ล่าสุดในชื่อ Tambour Taiko Arty Automata

หากใครที่ติดตามข่าวคราวของ Louis Vuitton มาอย่างสม่ำเสมอ ก็คงจะคุ้นๆ กับกลไกออโตมาตา ซึ่งปรากฏครั้งแรกในนาฬิการุ่น Carpe Diem ที่คว้ารางวัลประเภท Audacity จากเวที GPHG เมื่อปี 2021  และตามมาด้วย Fiery Heart ที่ออกมาในปี 2023 

กลไกออโตมาตาหรือออโตมาตอนนั้นเป็นกลไกแบบหุ่นกล ซึ่งชิ้นส่วนจะเคลื่อนไหวหรือขยับได้เพื่อแสดงกริยาบางอย่าง แม้จะไม่ได้ข้องเกี่ยวกับการบอกเวลา แต่ก็เปี่ยมด้วยความซับซ้อนและท้าทายในการสร้างสรรค์ และยังช่วยเสริมศิลปะการเล่าเรื่องหรือ story telling ของผลงานนั้นๆ  

สำหรับ Tambour Taiko Arty Automata ซึ่งเปิดตัวในปี 2026 ก็ยังความเสน่ห์น่าพิศวงเช่นรุ่นก่อนหน้า ทั้งยังโดดเด่นด้วยสีสันซึ่งถ่ายทอดผ่านเทคนิคหัตถศิลป์ชั้นสูง ตัวเรือนไวท์โกลด์ 42 มม.บรรจุกลไกอิเฮาส์ Calibre LFT AU05.01 ซึ่งพัฒนาโดย La Fabrique du Temps Louis Vuitton

องค์ประกอบที่เคลื่อนไหวทั้งหมด 7 ส่วน บนหน้าปัดทำงานสอดประสานกันอย่างประณีต ราวกับการแสดง “mechanical dance” และยังมี tourbillon ที่หมุนอย่างต่อเนื่องครบหนึ่งรอบต่อนาที เพิ่มทั้งมิติของการเคลื่อนไหวและความซับซ้อน 

บนหน้าปัด ประกอบด้วยองค์ประกอบขนาดจิ๋วกว่า 20 ชิ้น กระจายอยู่ใน 4 ระดับความสูง สร้างมิติและพื้นผิวที่ลุ่มลึกอย่างน่าทึ่ง การแสดงเวลาชั่วโมงและนาทีโดดเด่นอยู่บนหน้าปัดย่อยที่ใช้โทนสีอบอุ่น รอบ ๆ หน้าปัดมี Monogram Flowers จำนวน 4 ดอก ประดับด้วยเพชรตรงเกสร โดยใช้การไล่เฉดสีแบบกราเดียนต์และโทนสีที่ชวนให้นึกถึงลวดลาย sunburst tie-dye ในยุค 1970s

ณ ตำแหน่ง 6 นาฬิกาเป็น flying tourbillon ซึ่งช่วยถ่วงสมดุลให้กับการเคลื่อนไหวอย่างต่อเนื่องของกลไก โดยสะพานด้านบนของ tourbillon ถูกออกแบบเป็น “สัญลักษณ์สันติภาพ” (peace symbol) ที่ถือกำเนิดขึ้นในปี 1958

และต่อมากลายเป็นสัญลักษณ์ของความรักและความเป็นหนึ่งเดียว และเหนือช่องของ tourbillon มีคำว่า “LOVE” เขียนด้วยอีนาเมลสีชมพู ตัวอักษรที่ลื่นไหลสะท้อนถึงความเป็นธรรมชาติและอารมณ์ที่แท้จริงของมนุษย์ในช่วงเวลานั้น

องค์ประกอบที่โดดเด่นที่สุดของหน้าปัดในเรือนนี้จาก Louis Vuitton อยู่ทางฝั่งซ้าย ซึ่งเต็มไปด้วยรายละเอียดเชิงศิลป์อันน่าทึ่ง ได้แก่ ดวงตาที่มีขนตายาวทำจาก “ขนนกจริง” ริมฝีปากสีแดงเงางาม พร้อมฟันขาวเรียงตัวอย่างสมบูรณ์แบบ และหัวใจสีชมพูสดที่ถูกหนีบอยู่ระหว่างฟัน

เพียงแค่ผู้สวมใส่กดปุ่ม ณ ตำแหน่ง 8 นาฬิกา กลไก automata ก็จะเริ่มทำงาน ดอก Monogram Flowers ทั้ง 4 ดอกหมุนไปคนละทิศทาง ดวงตาสีฟ้าเคลื่อนไหวช้าๆ กวาดมองไปรอบๆ หัวใจสีชมพูแกว่งไปมาอย่างขี้เล่น ใกล้กับ tourbillon ตัวอักษร “L” ที่ประดับเพชรในคำว่า LOVE จะเคลื่อนออก เผยตัวอักษร “M” ที่ซ่อนอยู่ด้านหลัง เปลี่ยนข้อความจาก “LOVE” เป็น “MOVE”

ผลงานเรือนนี้ผสานเทคนิคงานฝีมือชั้นสูงหลายแขนง ซึ่งทั้งหมดถูกสร้างขึ้นด้วยมือ โดยเฉพาะการลงยาที่เรียกว่า champlevé enamel (ชองป์เลอเว่) ซึ่งเริ่มจากการ “คว้าน” พื้นผิวโลหะให้เป็นร่อง เพื่อเตรียมพื้นที่สำหรับลงอีนาเมล จากนั้นจึงลงสีอีนาเมลทีละชั้นอย่างระมัดระวัง

การเผาในเตาต้องควบคุมอุณหภูมิอย่างแม่นยำ เพราะสีแต่ละชนิดและความทึบแสงต่างกัน โดยสีที่ต้องใช้อุณหภูมิสูงที่สุดจะถูกลงก่อน กระบวนการทั้งหมดนี้ต้องอาศัยทั้งความชำนาญ ความอดทน และความแม่นยำสูง

จุดที่ท้าทายคือ ริมฝีปากเคลือบอีนาเมลซึ่งมีความโค้งนูน ต้องอาศัยการลงอีนาเมลหลายชั้นอย่างต่อเนื่องและแม่นยำ เพื่อให้ได้รูปทรงที่เรียบเนียน อีกทั้งการได้เฉดสีแดงที่สดและเข้มขนาดนี้ในเทคนิค grand feu enamel ถือเป็นสิ่งที่พบได้ยากมาก ไม่เพียงเท่านั้น การลงยทเฉดสีชมพู และม่วงก็จัดว่าท้าทายเช่นกัน เนื่องจากมีความไวต่ออุณหภูมิสูงในกระบวนการเผา และยังต้องต้องลงหลายชั้นซึ่งส่งผลต่อโทนสีสุดท้าย 

โดยรวมแล้ว หน้าปัดเรือนนี้ใช้สีอีนาเมลถึง 23 เฉดสี และต้องใช้เวลากว่า 250 ชั่วโมง ของงานฝีมือระดับสูงในการสร้างสรรค์

นอกจากการลงยาแล้ว ยังประดับด้วยอัญมณีเพิ่มประกาย โดยบนขอบตัวเรือนประดับด้วยทับทิมและแซฟไฟร์เจียระไนทรง บาแก็ตต์ไล่เฉดสีแบบสายรุ้ง ซึ่งสะท้อนโทนสีของอีนาเมลบนหน้าปัด อีกทั้งตัวเรือน Tambour Taiko ยังโดดเด่นด้วยระดับการขัดแต่งที่ไม่เคยมีมาก่อน พร้อมขาแบบ openwork ที่ให้ความรู้สึกเหมือนงานประติมากรรม

ผลงานนี้ถูกถ่ายทอดออกมาในรูปแบบที่เปรียบได้กับ “โลกแห่งสีรุ้งที่เคลื่อนไหวได้” เต็มไปด้วย Monogram Flowers สีสันสดใส และพลังของ Pop culture ที่หลอมรวมเป็นงานศิลปะบนข้อมืออย่างแท้จริง

The CHANEL J12 Boat Race 2026: บันทึกหน้าประวัติศาสตร์ความร่วมมือของเรือนเวลาไอคอนิกและการแข่งขันเรือพายระดับตำนาน

0

ก้าวสำคัญปีที่ 2 ของ CHANEL J12 ในฐานะผู้กำหนดนิยามแห่งเวลาเหนือสายน้ำเทมส์ พร้อมมุ่งสู่ประวัติศาสตร์หน้าใหม่ในปีต่อ ๆ ไป

ท่ามกลางกระแสอันไหลเชี่ยวของแม่น้ำเทมส์ในกรุงลอนดอนเมื่อวันเสาร์ที่ 4 เมษายน 2026 ที่ผ่านมา สายตาทั่วโลกได้จับจ้องไปที่การประชันฝีพายครั้งประวัติศาสตร์ในรายการ The CHANEL J12 Boat Race 2026 การแข่งขันเรือพายประเพณีระหว่างมหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ด (Oxford) และมหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ (Cambridge) ซึ่งในปีนี้ไม่เพียงแต่เป็นการพิสูจน์ความแกร่งของเหล่านักกีฬา แต่ยังเป็นการตอกย้ำความสัมพันธ์ปีที่ 2 ในฐานะพันธมิตรระยะยาวของ CHANEL ในฐานะ Title Sponsor และผู้จับเวลาอย่างเป็นทางการ (Official Timekeeping Partner)

The CHANEL J12 Boat Race 2026

ชัยชนะเหนือกาลเวลาบนโค้งน้ำแห่งประวัติศาสตร์

การแข่งขันในปีนี้เต็มไปด้วยความเข้มข้นตลอดเส้นทาง Championship Course ตั้งแต่ Putney ไปจนถึง Mortlake ท่ามกลางเสียงเชียร์จากมากมายผู้ชมที่เรียงรายอยู่ริมฝั่งแม่น้ำ ผลการแข่งขันปรากฏว่าทีมหญิงจากมหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ด (Oxford) และทีมชายจากมหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ (Cambridge) สามารถโชว์ฟอร์มได้อย่างยอดเยี่ยม จนคว้าชัยชนะไปครองได้สำเร็จภายใต้การจับเวลาที่เที่ยงตรงแม่นยำ

The CHANEL J12 Boat Race 2026

เมื่อ “จังหวะ” และ “ความเที่ยงตรง” กลายเป็นหนึ่งเดียว

หัวใจสำคัญที่ทำให้ CHANEL เลือกเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของการแข่งขันที่มีอายุกว่า 197 ปีนี้ คือปรัชญาที่สอดคล้องกันระหว่างโลกแห่งนาฬิกาชั้นสูงและกีฬาระดับตำนาน เรือนเวลา CHANEL J12 จึงได้ถูกนำมาเป็นสัญลักษณ์หลักของการแข่งขัน เพื่อสื่อถึงความเชื่อมโยงระหว่าง:

  • Precision (ความแม่นยำ): การพายเรือนั้นต้องอาศัยจังหวะที่แม่นยำในทุกวินาที เช่นเดียวกับการทำงานของกลไกอันซับซ้อนภายในนาฬิกา
  • Synchronicity (ความพร้อมเพรียง): จังหวะการพายที่สอดประสานกันของลูกเรือ เปรียบเสมือนฟันเฟืองที่ทำงานร่วมกันอย่างราบรื่นเพื่อขับเคลื่อนเรือนเวลา
  • Endurance (ความอดทน): วัสดุเซรามิกความทนทานสูงของ J12 สะท้อนถึงจิตวิญญาณอันแข็งแกร่งของนักกีฬาที่ต้องเผชิญกับสภาวะที่ยากลำบากในสนามแข่งขัน
The CHANEL J12 Boat Race 2026

ก้าวสำคัญสู่ศตวรรษหน้า

ความร่วมมือครั้งนี้ไม่ได้เป็นเพียงแค่การสนับสนุนการแข่งขันกีฬา แต่ยังเป็นการเตรียมความพร้อมสู่ก้าวสำคัญในอนาคต โดยในปี 2027 ที่จะถึงนี้ จะเป็นการเฉลิมฉลองครบรอบ 100 ปี ของการแข่งขันเรือพายประเภททีมหญิง และมุ่งหน้าสู่การฉลองครบรอบ 200 ปี ของ The Boat Race ในปี 2029

The CHANEL J12 Boat Race 2026
The CHANEL J12 Boat Race 2026

การที่ CHANEL J12 เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของเหตุการณ์นี้ จึงเป็นการบันทึกหน้าประวัติศาสตร์ใหม่ที่หลอมรวมทั้งความหรูหรา วัฒนธรรม และจิตวิญญาณแห่งการต่อสู้เข้าด้วยกันอย่างสง่างามเหนือกาลเวลา เช่นเดียวกับชื่อของนาฬิกา J12 ที่ยังคงครองความนิยมในฐานะไอคอนแห่งโลกนาฬิกามาอย่างยาวนาน

อ่านบทความอื่น ๆ เพิ่มเติมได้ที่

นาฬิกากับบทบาทในโลกภาพยนตร์และซีรีส์ : โอกาสแจ้งเกิดอันทรงพลังบนหน้าจอ

5 เทรนด์นาฬิกาแห่งปี 2025 จากเวที Watches and Wonders Geneva

เจาะลึกเบื้องหลังเสน่ห์แห่งนาฬิกาเครื่องมือ: ทำไมของที่ออกแบบมาเพื่อใช้งานหนัก ถึงกลายเป็นของหรูหราที่คนโหยหา?




DESDER D001 นาฬิกาฟีลยานแม่ ที่มีแค่ 6 เรือนในโลก ล้ำจนลืมการอ่านเข็มแบบเดิมไปเลย

เครื่องยนต์ที่สวมใส่ได้จริงส่งตรงจากเมืองแห่งความเร็ว

ถ้าจะพูดถึงการเปิดตัวแบรนด์นาฬิกาน้องใหม่ที่ทำให้วงการสั่นสะเทือนได้ตั้งแต่วันแรก DESDER คือชื่อนั้น แบรนด์สัญชาติอิตาลีจากเมืองโมเดนา (Modena) หัวใจสำคัญของโลกแห่งยานยนต์ ตัดสินใจเปิดตัวเรือนแรกในรุ่น D001 ด้วยความทะเยอทะยานที่สูงริบ เพราะพวกเขาไม่ได้แค่ทำนาฬิกา แต่กำลังสร้าง “ประติมากรรมจักรกล” ที่รวมเอาประวัติศาสตร์ความเร็วและงานวิศวกรรมชั้นสูงเข้าไว้ด้วยกัน

จิตวิญญาณแห่งยนตรกรรมใต้กระจกแซฟไฟร์ 

ดีไซน์ของ D001 ไม่ได้มาจากการนั่งวาดรูปนาฬิกาแบบเดิมๆ แต่ Mo Coppoletta ดีไซเนอร์ผู้อยู่เบื้องหลัง เลือกหยิบยืมเส้นสายอันเป็นอมตะของรถยนต์ยุค 1920 และ 1930 ที่เน้นรูปทรงหยดน้ำ (Teardrop) เพื่อลู่ลม มาผสมผสานกับความดุดันของรถแข่งยุค 70

ในมุมมองของเรา ตัวเรือนไทเทเนียมและเหล็กกล้าขนาด 46 มม. นี้ ดูเหมือนฝากระโปรงรถซูเปอร์คาร์ที่ถูกย่อส่วนมาไว้บนข้อมือ มากกว่าจะเป็นแค่ตัวเรือนนาฬิกา การจัดวางส่วนโค้งมนและเลเยอร์ที่ซับซ้อนทำให้เราเห็นว่าเวลาไม่ได้เดินอยู่บนพื้นราบ แต่มันทำงานอยู่ในมิติที่ลึกและกว้างขวาง

เจาะลึกความซับซ้อนของ DESDER D001 เครื่องยนต์บนข้อมือ

ความน่าสนใจของรุ่นนี้ไม่ได้จบลงแค่ดีไซน์ภายนอกเท่านั้น แต่เครื่องยนต์หรือกลไกข้างในคือผลงานระดับมาสเตอร์พีซที่ Luca Soprana ช่างนาฬิการะดับตำนานเป็นผู้รังสรรค์ขึ้น ซึ่งเรากำลังจะเจาะลึกไปพร้อมๆ กัน

Triple-Axis Tourbillon: หัวใจที่เต้นอยู่ใน 3 แกน 

ศูนย์กลางของนาฬิกาเรือนนี้คือ Triple-Axis Tourbillon หรือจักรกลแก้อาการแรงดึงดูดโลกที่หมุนรอบตัวเองถึง 3 แกน การได้เห็นกรงทูร์บิญองหมุนวนอยู่ในสามมิติท่ามกลางส่วนประกอบกว่า 465 ชิ้น คือประสบการณ์ที่สะกดสายตามาก มันไม่ใช่แค่เทคนิคเพื่อความเที่ยงตรง แต่มันคือการแสดงให้เห็นถึงความพยายามที่จะเอาชนะขีดจำกัดของแรงโน้มถ่วงในแบบที่ดูมีชีวิตชีวาที่สุด

การอ่านเวลาผ่านกระบอกหมุน (Rotating Cylinders) 

D001 ฉีกกฎหน้าปัดแบบเข็มทิ้งไป แล้วใช้ระบบ “กระบอกหมุน” เพื่อบอกเวลาแทน

  • เวลาชั่วโมงจะแสดงแบบ Jumping Hour (ตัวเลขกระโดด) ส่วนนาทีจะเป็นการหมุนอย่างต่อเนื่อง
  • การจัดวางดิสเพลย์แบบนี้ทำให้นึกถึงแผงหน้าปัดรถคลาสสิกที่เน้นความชัดเจนและดิบเท่ นอกจากนี้ยังมีฟังก์ชัน GMT สำหรับบอกเวลาที่สอง และเข็มบอกพลังงานสำรอง 45 ชั่วโมง ที่จัดวางไว้อย่างเป็นสัดส่วนบนเลเยอร์ที่ลดหลั่นกันไป

ความพิเศษที่เงินก็อาจจะซื้อไม่ได้ 

DESDER ตั้งใจสร้าง D001 ออกมาเพียง 6 เรือนในโลก เท่านั้น และแต่ละเรือนจะมีความต่างในรายละเอียดที่ทำให้มันกลายเป็น “Unique Piece” หรือหนึ่งเดียวอย่างแท้จริง ในมุมมองส่วนตัว DESDER D001 คือการประกาศตัวที่ชัดเจนว่าอิตาลียังคงเป็นผู้นำด้านรสนิยมและงานฝีมือที่หาตัวจับยาก การที่แบรนด์น้องใหม่กล้าเปิดตัวด้วยกลไก Triple-Axis Tourbillon และดีไซน์ที่ท้าทายขนบเดิมๆ แสดงให้เห็นถึงความจริงใจที่จะสร้างบรรทัดฐานใหม่ให้กับนาฬิกาอิสระ

นี่ไม่ใช่เรือนเวลาสำหรับทุกคน แต่มันสร้างมาเพื่อนักสะสมที่หลงรักในประวัติศาสตร์ความเร็ว และต้องการสัมผัสถึงจิตวิญญาณของ “เครื่องยนต์” ที่สวมใส่ได้จริง โดยไม่ต้องพึ่งพาคำโฆษณาที่ฟุ่มเฟือย

ข้อมูลทางเทคนิค
  • ตัวเรือน: วัสดุผสมระหว่างไทเทเนียมและเหล็กกล้า ขนาด 46 มม. ดีไซน์ทรงหยดน้ำ (Teardrop) แรงบันดาลใจจากรถแข่งยุค 1920-1970
  • หน้าปัด: ไร้เข็มแบบดั้งเดิม แสดงผลผ่านระบบกระบอกหมุน (Rotating Cylinders) และโครงสร้างกลไกแบบเลเยอร์ซับซ้อน
  • ฟังก์ชัน: ชั่วโมงกระโดด (Jumping Hour) นาทีหมุนต่อเนื่อง เวลาที่สอง (GMT) และมาตรวัดพลังงานสำรอง
  • กลไก: ไขลานด้วยมือ พัฒนาโดย Luca Soprana ประกอบด้วยชิ้นส่วน 465 ชิ้น ไฮไลต์อยู่ที่ Triple-Axis Tourbillon (หมุน 3 แกน) สำรองพลังงาน 45 ชั่วโมง
  • สาย: สายหนังคุณภาพสูงดีไซน์รับกับตัวเรือนทรงสปอร์ต

อ่านบทความอื่นๆ เพิ่มเติม
Jacob & Co. Billionaire Double Tourbillon Angel Cut ปฏิวัติวงการด้วยเพชรเจียระไนสิทธิบัตรใหม่ในราคา 120 ล้านบาท
Green Dial Energy | รวม 5 นาฬิกาหน้าปัดเขียว เสริมจังหวะแห่งวสันตวิษุวัตและการสะท้อนพลังแห่งการเติบโต
ว่าด้วย ‘ทองคำ’ วัสดุล้ำค่าที่น่าปรารถนาตลอดกาลในอุตสาหกรรมนาฬิกา

ลืมนาฬิกาทรงเดิมไปก่อน SB10 ฉลอง 10 ปีแบบทิ้งหน้าปัดเดิม แล้วเติมงานคราฟต์ผสมไซไฟที่แท้ทรู

การเฉลิมฉลองครบรอบ 10 ปี ด้วยกลไกชั่วโมงกระโดดที่เปลี่ยนหน้าปัดนาฬิกาให้เป็นผืนผ้าใบแห่งงานคราฟต์

ในโลกของนาฬิกาอิสระ บางครั้งไอเดียที่บรรเจิดที่สุดก็อาจติดหล่มอยู่แค่ในขั้นตอนนาฬิกาต้นแบบ เหมือนที่รุ่น SB08 เคยเผชิญในปี 2024 ด้วยโครงสร้างที่ซับซ้อนและงบประมาณมหาศาลจนยากจะผลิตจริง แต่สำหรับ Armand Billard ดีไซเนอร์ผู้ก่อตั้งแบรนด์ เขากลับมองว่าจิตวิญญาณของมันควรค่าแก่การไปต่อ ทำให้ในวาระครบรอบ 10 ปีของ Sartory-Billard เขาจึงกลั่นกรองแนวคิดนั้นจนกลายมาเป็น SB10 Jumping Hour นาฬิกาที่เปลี่ยนนิยามการอ่านเวลาให้กลายเป็นงานศิลปะที่สัมผัสได้จริง

Sartory-Billard SB10 Jumping Hour

วิถีใหม่ของการมองเวลาผ่านช่องหน้าต่างและวงแหวน 

สิ่งที่ทำให้ SB10 ดูต่างจากนาฬิกาในตลาดอย่างสิ้นเชิงคือการเลือกกำจัดหน้าปัดแบบเดิมทิ้งไป แล้วแทนที่ด้วยความว่างเปล่าที่เปิดโอกาสให้วัสดุใจกลางได้เปล่งประกาย การแสดงผลชั่วโมงถูกวางไว้ที่ตำแหน่ง 6 นาฬิกาด้วยช่องหน้าต่างขนาดใหญ่พิเศษ ตัวเลขที่พิมพ์ลงบนจานแซฟไฟร์มีขนาดใหญ่กว่านาฬิกาประเภทเดียวกันเกือบสองเท่า ช่วยให้เราอ่านเวลาได้ทันทีโดยไม่ต้องเพ่งมอง

มุมมองที่เราชอบเป็นพิเศษคือการบอกนาทีซึ่ง Armand เลือกใช้จานแซฟไฟร์ที่มีวงแหวนเรืองแสง Super-LumiNova ค่อยๆ หมุนรอบหน้าปัดอย่างเงียบเชียบ จังหวะการเคลื่อนที่นั้นนุ่มนวลจนให้ความรู้สึกเหมือนเวลากำลังหายใจอยู่จริงๆ ยิ่งในยามค่ำคืน วงแหวนนี้จะกลายเป็นรัศมีสีฟ้าเทอร์คอยซ์ที่ลอยเด่นอยู่เหนือวัสดุใจกลางหน้าปัด เป็นการสร้างประสบการณ์ที่ทำให้เราจมดิ่งไปกับบรรยากาศของกาลเวลามากกว่าแค่การดูตัวเลข

สัมผัสที่ปลายนิ้วผ่าน Cabochon 

ไฮไลต์สำคัญของ SB10 คือชิ้นส่วนทรงโดมหรือ Cabochon ที่ติดตั้งอยู่ใจกลางนาฬิกา แทนที่แผ่นหน้าปัดแบนๆ แบบเดิม การออกแบบนี้ตั้งใจสร้างสะพานเชื่อมระหว่างโลกนาฬิกากับโลกอัญมณีเข้าด้วยกัน เป็นพื้นผิวที่ชวนให้เราอยากใช้นิ้วลูบไล้เพื่อสัมผัสถึงความมีชีวิตของวัสดุภายใต้แสงไฟ ซึ่งในการเปิดตัวครั้งแรกนี้ Armand ได้นำเสนอผ่านสองรุ่นที่มีบุคลิกต่างกันสุดขั้ว 

  • รุ่น Disco Ball อัญมณีแห่งแสง 

รุ่นแรกในชื่อ Disco Ball เน้นการเล่นกับแสงและเงาอย่างมีชั้นเชิง ชิ้นส่วน Cabochon ตรงกลางทำจากเหล็กกล้าที่ผ่านการแกะลาย Guilloché เป็นเหลี่ยมมุมรอบตัว ทุกครั้งที่ขยับข้อมือ พื้นผิวนี้จะดักจับแสงและสะท้อนประกายระยิบระยับที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ลายแกะนี้ไม่ได้มีไว้แค่โชว์ความสวยงามทางสายตาเท่านั้น มันยังให้ผิวสัมผัสที่ปลายนิ้วสามารถรับรู้ถึงลวดลายที่สลักลงไปได้อย่างชัดเจน เป็นรุ่นที่ดูมีพลังและมีชีวิตชีวามากที่สุด

  • รุ่น Black Sapphire ความลึกลับที่เปิดเผยบางส่วน 

รุ่นที่สองอย่าง Black Sapphire เลือกใช้แนวทางที่นิ่งและขรึมกว่า โดยใช้ Cabochon ที่ทำจากแซฟไฟร์รมดำ ความพิเศษของวัสดุนี้คือความโปร่งใสที่พอเหมาะ มันทำหน้าที่เหมือนม่านสีเข้มที่ยอมให้เราเห็นโครงสร้างภายในของกลไกและจานบอกเวลาแบบ Jumping Hour โดยไม่เปิดเผยความลับทั้งหมดออกมา รุ่นนี้จะดูขรึมและทันสมัยมากขึ้น เมื่อวงแหวนนาทีเรืองแสงทำงานในที่มืด มันจะตัดกับความดำสนิทของแซฟไฟร์ได้อย่างตระการตา

โครงสร้างที่จริงใจและแข็งแกร่ง 

ภายใต้ดีไซน์ที่ดูเรียบง่าย SB10 เลือกใช้กลไก Calibre G100 ที่ขึ้นชื่อเรื่องความทนทาน เสริมด้วยโมดูลระบบ Jumping Hour ที่ได้รับสิทธิบัตรเพื่อให้การกระโดดของตัวเลขแม่นยำที่สุด ตัวเรือนเหล็กกล้าขนาด 39.5 มม. มีสัดส่วนที่พอดีและดูโปร่งกว้าง ให้ความรู้สึกที่เบาสบายแต่ยังมีความมั่นคงเมื่ออยู่บนข้อมือ

สำหรับการเดินทางจากรุ่นต้นแบบ SB08 มาสู่ SB10 อาจเรียกได้ว่าเป็นเหมือนข้อพิสูจน์ถึงความจริงใจของ Sartory-Billard ที่ต้องการส่งมอบงานดีไซน์ระดับสูงให้นักสะสมสามารถครอบครองได้จริงในชีวิตประจำวัน นาฬิกาเรือนนี้จึงเป็นการประกาศเจตนารมณ์ของแบรนด์ในรอบทศวรรษ ว่าความหรูหราที่แท้จริงคือความสอดประสานระหว่างวัสดุ อารมณ์ และงานฝีมือที่สามารถสัมผัสถึงกาลเวลาได้ด้วยหัวใจ

ข้อมูลทางเทคนิค Sartory-Billard SB10
  • ชื่อรุ่น: รุ่น Disco Ball และ Black Sapphire
  • ตัวเรือน: เหล็กกล้าไร้สนิม 316L ขนาด 39.5 มม. กระจก Sapphire ทั้งด้านหน้าและฝาหลังแบบเปลือย
  • หน้าปัด: ดีไซน์ไร้หน้าปัดแบบดั้งเดิม โดดเด่นด้วยชิ้นส่วนอัญมณี Fixed cabochon ที่เลือกได้ทั้งแบบโลหะแกะลาย Guilloché หรือ Sapphire
  • ฟังก์ชัน: Jumping Hour แสดงผล ณ ตำแหน่ง 6 นาฬิกา ผ่านจานชั่วโมง Sapphire พร้อมตัวอักษรออกแบบเฉพาะ
    • นาที: แสดงผลผ่านจานนาที Sapphire หมุนรอบ 60 นาที พร้อมวงแหวน Super-LumiNova BGW9 และเครื่องหมายระบุนาทีสีแดง
  • กลไก: Calibre G100 (La Joux-Perret) สำรองพลังงาน 55 ชั่วโมง เสริมชุด Module ระบบ Jumping Hour ที่ได้รับสิทธิบัตร
  • สาย: สายหนังคุณภาพสูง ตัดเย็บประณีตรับกับตัวเรือน

อ่านบทความอื่นๆ เพิ่มเติม
Jacob & Co. Billionaire Double Tourbillon Angel Cut ปฏิวัติวงการด้วยเพชรเจียระไนสิทธิบัตรใหม่ในราคา 120 ล้านบาท
Green Dial Energy | รวม 5 นาฬิกาหน้าปัดเขียว เสริมจังหวะแห่งวสันตวิษุวัตและการสะท้อนพลังแห่งการเติบโต
ว่าด้วย ‘ทองคำ’ วัสดุล้ำค่าที่น่าปรารถนาตลอดกาลในอุตสาหกรรมนาฬิกา

The Collector’s Perspective EP12: 16 ปีแห่งการเดินทางของคุณดิ๊บ-ธีรภัทร์ ศุจิจันทรรัตน์

เจ้าของศูนย์ซ่อมบำรุงรถที่คลุกคลีกับความเร็ว แต่ในคอลเลกชันกลับมีเรือนเวลาที่เรียบง่ายที่สุดซ่อนอยู่?

ในวันที่ใครหลายคนวิ่งตามรุ่นพิมพ์นิยมจนผลลัพธ์แทบจะเหมือนกันหมด คุณดิฟ ธีรภัทร์ เลือกเดินสวนทางด้วยการใช้ความทรงจำและตัวตนเป็นเข็มทิศนำทางมาตลอด 16 ปี จุดเริ่มต้นจากของแถมติดเสื้อสูทในวัยเด็ก สู่การตามหา Iconic Watch ที่ฝังใจเพื่อเป็นรางวัลความสำเร็จ และการก้าวเข้าสู่โลกของงานวิศวกรรมที่เน้นรายละเอียดมากกว่าแค่ภาพลักษณ์

EP. นี้จะพาไปค้นหาคำตอบว่า:

  • ทำไมคนทำรถถึงเลือกเก็บเรือนเวลาที่ “ไม่มีแม้แต่เข็มวินาที”?
  • เสน่ห์ของการต้องนั่ง “จิ้มปุ่ม” ตั้งวันและวันที่ด้วยมือทุกครั้งก่อนสวมใส่คืออะไร?
  • และเป้าหมายถัดไปในงานคราฟต์ฝั่งเยอรมันที่เขากำลังจับตาคือชิ้นไหน?

รอรับชมเรื่องราวและเหตุผลเบื้องหลังของคุณดิ๊บ-ธีรภัทร์ ศุจิจันทรรัตน์ ได้ทาง YouTube: REVOLUTION WATCH THAILAND ได้แล้ววันนี้ และอย่าลืมกด Subscribe เพื่อไม่พลาดคอนเทนต์ดีๆ เกี่ยวกับนาฬิกาอีกมากมาย

ติดตามช่องทางอื่น ๆ ของ REVOLUTION THAILAND ได้ทาง
➡️ Instagram: /revowatchthai/
➡️ Facebook: /RevoWatchThai/
➡️ Website: https://revolutionthailand.com/

อ่านบทความอื่นๆ เพิ่มเติม

Breguet Tradition 2026 ความงามของกลไกในจังหวะที่ทันสมัยขึ้น

RAYE x Audemars Piguet เมื่ออิสระของดนตรีมาบรรจบกับงานฝีมือชั้นสูง

Parmigiani Fleurier Tonda PF Sport Chronograph Verzasca นิยามใหม่ของความหรูหราที่เงียบเชียบ

เจาะลึกเบื้องหลังเสน่ห์แห่งนาฬิกาเครื่องมือ: ทำไมของที่ออกแบบมาเพื่อใช้งานหนัก ถึงกลายเป็นของหรูหราที่คนโหยหา?

เมื่อนาฬิกาที่ไม่ได้เกิดมาเพื่อความหรูหรา กลับกลายเป็น Icon ระดับ Luxury

ในโลกของสินค้าลักชัวรี ความหรูหรามักถูกเชื่อมโยงกับความประณีต ความบอบบาง และงานฝีมือที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อความงามโดยเฉพาะ แต่กลับมีสินค้าอยู่ประเภทหนึ่งที่เดินสวนทางกับตรรกะนั้นอย่างสิ้นเชิง นั่นก็คือนาฬิกาเครื่องมือ (Tool Watch) ที่ไม่ได้ถือกำเนิดมาเพื่อเป็นเครื่องประดับหรูหรา หากแต่ถูกออกแบบมาเพื่อเป็น ”อุปกรณ์ใช้งาน” สำหรับผู้คนที่ต้องทำงานในสภาพแวดล้อมที่โหดร้ายที่สุด ตั้งแต่ใต้มหาสมุทรลึกไปจนถึงอวกาศ และในทุกวันนี้ เรือนเวลาเหล่านั้นก็ได้ข้ามเส้นแบ่งจาก “Function” มาสู่การเป็น “Icon” ระดับลักชัวรีที่สะท้อนถึงรสนิยมและความสำเร็จได้อย่างสมบูรณ์แบบ

เราจะเห็นปรากฏการณ์นี้ได้ชัดเจนผ่านนาฬิการะดับตำนานมากมายเช่น Blancpain Fifty Fathoms ผู้บุกเบิกมาตรฐานนาฬิกาดำน้ำสมัยใหม่ให้กับหน่วยรบพิเศษ, Omega Speedmaster ที่สร้างชื่อจากการเป็นนาฬิกาเรือนแรกที่ได้ขึ้นไปพิชิตดวงจันทร์ หรือ IWC Big Pilot ที่ออกแบบมาเพื่อความคล่องตัวของนักบินรบโดยเฉพาะ เสน่ห์ที่แท้จริงของเรือนเวลาเหล่านี้จึงไม่ได้หยุดอยู่แค่ความประณีตของวัสดุหรือความสวยงามภายนอก แต่ถูกถักทอขึ้นจากประวัติศาสตร์ที่เข้มข้น ฟังก์ชันที่ผ่านการพิสูจน์ในสนามจริงมาแล้ว และความหมายบางอย่างที่ซ่อนอยู่ภายใต้ตัวเรือนอันแข็งแกร่งนั่นเอง

แต่การจะทำความเข้าใจว่านาฬิกาที่ดูสมบุกสมบันเหล่านี้กลายเป็นสัญลักษณ์ของความมั่งคั่งในปัจจุบันได้อย่างไร เราจำเป็นต้องย้อนเวลากลับไปสำรวจจุดเริ่มต้นของพวกมันเสียก่อน ในยุคสมัยที่ความหรูหรายังไม่ใช่โจทย์ และความสวยงามเป็นเพียงผลพลอยได้ เพราะในตอนนั้น นาฬิกาข้อมือมีหน้าที่สำคัญเพียงประการเดียว คือการเป็นเครื่องมือที่แม่นยำที่สุดท่ามกลางความเป็นและความตาย

กำเนิดนาฬิกาเครื่องมือ (Tool Watch): จิตวิญญาณดั้งเดิมก่อนกลายเป็นของสะสมเลอค่า

ในช่วงต้นศตวรรษที่ 20 นาฬิกาข้อมือไม่ได้ถูกนิยามว่าเป็นเครื่องประดับเลอค่า หากแต่เป็นอุปกรณ์เสริมเขี้ยวเล็บให้กับผู้สวมใส่ที่ถูกส่งลงไปพิสูจน์ขีดจำกัดของมนุษย์ในสภาวะที่โหดร้ายอย่างสุดขั้ว ทั้งนักบินยุคแรกที่ต้องการหน้าปัดที่อ่านค่าได้ชัดเจนท่ามกลางแรงสั่นสะเทือนของเครื่องบิน นักดำน้ำต้องฝากชีวิตไว้กับมาตรวัดเวลาใต้น้ำเพื่อคำนวณอากาศในถังของตัวเอง หรือแม้แต่นักสำรวจที่ต้องการความเรือนเวลาที่ทนทานที่สุดในการบุกเบิกดินแดนใหม่ ๆ บริบทในยุคนั้นจึงไม่มีที่ว่างให้กับความสวยงามที่ไร้ประโยชน์ ทุกเส้นสายและวัสดุที่เลือกใช้มีเพียงจุดประสงค์เดียวคือความอยู่รอดและการทำงานที่แม่นยำที่สุด

ตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุดคือการกำเนิดของ Longines Weems Second-Setting Watch ที่ถูกออกแบบมาร่วมกับนักบินระดับโลกเพื่อแก้ปัญหาการตั้งเวลาให้ตรงกับสัญญาณวิทยุขณะทำการบิน หรือนาฬิกาสนามจาก Hamilton ที่ถูกสร้างตามมาตรฐานกองทัพเพื่อความอึดถึกทนในสนามรบ แม้แต่ Panerai Radiomir เองก็มีจุดเริ่มต้นจากการเป็นอุปกรณ์ลับเฉพาะของหน่วยจู่โจมใต้น้ำของกองทัพเรืออิตาลี สิ่งเหล่านี้ต่างช่วยยืนยันว่าก่อนที่นาฬิกาเหล่านี้จะกลายเป็นของสะสมราคาแพง มันเคยเป็น “เครื่องมือ” (Tool) ที่ทั้งเปื้อนคราบ เต็มไปด้วยริ้วรอย และผ่านหยาดเหงื่อในสนามจริงมาก่อนทั้งสิ้น

Form Follows Function: เมื่อ “ฟังก์ชัน” คือตัวกำหนดรูปลักษณ์

หัวใจสำคัญที่ทำให้นาฬิกาเหล่านี้ก้าวข้ามกาลเวลา คือปรัชญาการออกแบบที่เรียกว่า “Form Follows Function” หรือรูปลักษณ์ที่ถูกกำหนดโดยหน้าที่ใช้สอย ซึ่งเป็นแนวคิดเดียวกับที่ Louis Sullivan สถาปนิกบิดาแห่งตึกระฟ้าสมัยใหม่เคยกล่าวไว้ว่า “รูปทรงของวัตถุควรจะสะท้อนถึงประโยชน์ใช้งานของมันเป็นหลัก” เสน่ห์ของนาฬิกาเครื่องมือ จึงไม่ได้เกิดจากการประดับประดาด้วยอัญมณีหรูหรา แต่เกิดจากความ “ซื่อตรง” ในการออกแบบที่มุ่งเน้นการแก้ปัญหาทางวิศวกรรม จนกลายเป็นความสวยงามที่ดูดีโดยไม่ได้ตั้งใจ

โดยเราจะเห็น “ความงามเชิงฟังก์ชัน” จากนาฬิกาเครื่องมือได้ในทุก ๆ รายละเอียด ไม่ว่าจะเป็นตัวเรือนที่มีขนาดใหญ่เพื่อความทนทานและปกป้องกลไกจากแรงกระแทก, หน้าปัดที่เน้นความเรียบง่ายเพื่อการอ่านค่าที่รวดเร็วแม่นยำ, ขอบหน้าปัด (Bezel) ที่หมุนได้เพื่อจับเวลาใต้น้ำหรือคำนวณความเร็ว หรือการแต้มสารเรืองแสง (Lume) บนหลักชั่วโมงเพื่อให้มองเห็นได้ชัดเจนในที่มืดสนิท รายละเอียดเหล่านี้ไม่ใช่แค่การตกแต่งเพื่อความสวยงาม แต่คือผลลัพธ์ของงานดีไซน์ที่ตอบโจทย์การใช้งานอย่างซื่อตรงที่สุด ซึ่งความชัดเจนในตัวตนนี้เองที่เป็นเสน่ห์ดึงดูดให้ผู้คนหลงใหลในนาฬิกาเครื่องมืออย่างไม่เสื่อมคลาย

Narrative Luxury: เมื่อเรื่องราวกลายเป็นคุณค่า

จุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้นาฬิกาเหล่านี้ก้าวข้ามการเป็นเครื่องมือสู่การเป็นวัตถุที่มีคุณค่าทางจิตใจ คือช่วงเวลาที่เรื่องราวการใช้งานจริงถูกนำมาถ่ายทอดจนเกิดกระแส “Romanticize” หรือการชื่นชมในวีรกรรมที่นาฬิกาเหล่านี้ได้พิสูจน์ตัวเองมาแล้ว ประวัติศาสตร์ไม่ได้บันทึกเพียงแค่เวลาที่เดินไป แต่ยังบันทึกหยาดเหงื่อและความกล้าหาญของมนุษย์ที่สวมใส่มันในเหตุการณ์สำคัญของโลก จนทำให้รูปลักษณ์ที่เคยดูสมบุกสมบันกลายเป็นภาพจำของความสำเร็จที่น่าหลงใหล

ตัวอย่างที่คลาสสิกที่สุดคือ Omega Speedmaster ที่ไม่ได้เป็นแค่เครื่องมือจับเวลา แต่คือ “Moonwatch” ที่ร่วมเดินทางไปกับภารกิจ Apollo 11 เพื่อพิชิตดวงจันทร์ หรือการที่ Seiko 6105 ที่ Naomi Uemura สวมใส่ในการผจญภัยอันโชกโชนของเขา สิ่งเหล่านี้ทำให้ผู้คนในยุคต่อมาไม่ได้ควักเงินจ่ายเพียงเพื่อซื้อนาฬิกาเครื่องมือที่บอกเวลาได้เที่ยงตรง แต่พวกเขากำลังซื้อ “เรื่องราว” (Narrative) และ “จิตวิญญาณแห่งการผจญภัย” มาประดับไว้บนข้อมือ เพื่อเป็นเครื่องเตือนใจถึงการทลายขีดจำกัดของมนุษย์ด้วยความช่วยเหลือของกลไกจักรกลเล็ก ๆ ชิ้นนี้นี่เอง

Symbolic Identity: เมื่อนาฬิกาบนข้อมือ คือ “ตัวตนต้นแบบ” ที่เราปรารถนา

เบื้องหลังการตัดสินใจเลือกซื้อนาฬิกาเครื่องมือของคนยุคปัจจุบัน มักซ่อนนัยยะทางจิตวิทยาที่ลึกซึ้งกว่าแค่ความสวยงามหรือการใช้งาน เพราะในความเป็นจริง คนส่วนใหญ่คงไม่ได้ใส่เพื่อลงไปสำรวจถ้ำลึกหรือขับเครื่องบินรบ แต่เลือกใส่เพื่อเชื่อมโยงตัวเองเข้ากับ Archetype หรือ “ตัวตนต้นแบบ” บางอย่างที่เราปรารถนา การสวมนาฬิกาที่มีประวัติศาสตร์อันโชกโชน คือการหยิบยืมภาพลักษณ์ของนักสำรวจ (The Explorer), นักบิน (The Aviator) หรือแม้แต่ภาพของ “ผู้ที่พึ่งพาตัวเองได้” (The Self-Reliant Man) มาประดับไว้บนข้อมือ

กลไกที่ทนทานและฟังก์ชันที่เกินความจำเป็นในชีวิตประจำวันของนาฬิกาเครื่องมือเหล่านี้ ทำหน้าที่เป็น Symbolic Identity หรือสัญลักษณ์แทนตัวตนที่บอกกับคนรอบข้างรวมถึงตัวเองว่าให้คุณค่ากับความเข้มแข็ง ความเที่ยงตรง ความพึ่งพาได้ และความพร้อมรับมือกับทุกอุปสรรค แม้ในวันที่เพียงแค่สวมสูทนั่งประชุมอยู่ในออฟฟิศใจกลางเมือง แต่จิตวิญญาณที่ถูกถ่ายทอดผ่านนาฬิกาเครื่องมือก็ทำให้รู้สึกถึงพลังและความกล้าหาญที่ซ่อนอยู่ภายในได้เสมอ

ความโหยหา “ของจริง” ในโลกยุคดิจิทัล

ในยุคที่เทคโนโลยีดิจิทัลเข้ามาแทนที่เครื่องมือแบบกลไกอย่างสมบูรณ์ คำถามสำคัญที่เกิดขึ้นคือทำไมนาฬิกาเครื่องมือเหล่านี้ถึงยังได้รับความนิยมสูงขึ้นเรื่อย ๆ ทั้งที่ในวันนี้หน้าปัดดิจิทัลในห้องนักบิน (Glass Cockpit) ทำหน้าที่ได้แม่นยำกว่าเข็มนาฬิกา นักดำน้ำยุคใหม่ก็ต่างฝากชีวิตไว้กับ Dive Computer ที่คำนวณค่าต่าง ๆ ได้อย่างละเอียด หรือแม้แต่คนทั่วไปก็มี Smart Watch ที่แจ้งเตือนได้ทุกอย่างบนข้อมือ แต่ความสะดวกสบายและแม่นยำเหล่านั้นกลับยิ่งทำให้ นาฬิกาเครื่องมือแบบจักรกลดูโดดเด่นและมีคุณค่าขึ้นมาในฐานะสิ่งที่อยู่เหนือกาลเวลา

เหตุผลสำคัญคือความโหยหาในอดีต (Nostalgia) และความหลงใหลในงานฝีมือ (Craftsmanship) ที่สัมผัสได้จริงผ่านกลไกฟันเฟืองอันซับซ้อน ท่ามกลางโลกที่ทุกอย่างกลายเป็นซอฟต์แวร์และวงจรอิเล็กทรอนิกส์ที่พร้อมจะตกรุ่นได้ภายในไม่กี่ปี นาฬิกาเหล่านี้กลับมอบความรู้สึกที่เป็น “ของจริง” (Authenticity) ที่พึ่งพาได้โดยไม่ต้องใช้แบตเตอรี่ กลายเป็นที่ยึดเหนี่ยวทางจิตใจที่เชื่อมโยงเราเข้ากับยุคสมัยที่ความแม่นยำยังถูกสร้างขึ้นจากสองมือของมนุษย์ ซึ่งเป็นสุนทรียภาพที่เทคโนโลยีสมัยใหม่ไม่สามารถมอบให้ได้

The Tool Watch Paradox: ยิ่งดิบ ยิ่งถึก ยิ่ง “หรู”

จากทั้งหมดที่กล่าวมา เราจะเห็นได้ว่าเสน่ห์ของนาฬิกาเครื่องมือนั้นตั้งอยู่บน “ความย้อนแย้ง” (The Paradox) อันน่าทึ่ง ซึ่งเป็นแกนหลักที่ค้ำจุนคุณค่าของมันมาทุกยุคสมัย ในขณะที่นิยามของความหรูหราทั่วไปมักผูกติดกับความบอบบาง ประณีต และการประดับประดาเพื่ออวดโฉมในสังคม แต่นาฬิกาเครื่องมือกลับถูกหล่อหลอมขึ้นจากเหล็กกล้าและความดิบเพื่อเอาชนะอุปสรรคในสนามจริง และความขัดแย้งระหว่าง “ต้นกำเนิดอันสมบุกสมบัน” กับ “สถานะความลักชัวรีในปัจจุบัน” นี่เองที่ทำให้มันโดดเด่นและมีมิติเหนือกว่าเครื่องประดับทั่วไป

ความน่าสนใจในระดับลึกยิ่งขึ้นไปอีกคือ ยิ่งนาฬิกาเรือนนั้นถูกสร้างมาเพื่อเผชิญกับโลกแห่งความเป็นจริงที่โหดร้ายมากเท่าไหร่ ไม่ว่าจะเป็นแรงดันมหาศาลใต้มหาสมุทรหรือสภาวะสุญญากาศในอวกาศ มันก็ยิ่งดูเป็นของจริงที่จับต้องได้และทรงคุณค่ามากขึ้นในโลกของความหรูหราที่เต็มไปด้วยการปรุงแต่ง เพราะในท้ายที่สุดแล้ว สิ่งที่ผู้คนโหยหาอาจไม่ใช่แค่เครื่องบอกเวลาที่มีป้ายราคาสูงลิบลิ่ว แต่คือความซื่อตรงของงานวิศวกรรมที่พิสูจน์แล้วว่า “พึ่งพาได้เสมอ” ไม่ว่าเวลาจะผ่านไปนานแค่ไหน หรือบริบทของโลกจะเปลี่ยนไปอย่างไรก็ตาม

บทสรุป

ในสรุปสุดท้าย เสน่ห์ที่แท้จริงของนาฬิกาเครื่องมือ จึงไม่ใช่ที่มูลค่าของวัสดุหรือป้ายราคาที่สูงลิบลิ่ว แต่มันคือตัวแทนของ “ความหรูหราที่เกิดจากความจำเป็น” ซึ่งถูกหล่อหลอมขึ้นจากภารกิจที่ต้องพึ่งพาความแม่นยำและความทนทานระดับสูงสุดในโลกแห่งความเป็นจริง ท่ามกลางยุคสมัยที่เต็มไปด้วยวัตถุที่ถูกปรุงแต่งขึ้นเพื่อความสวยงามเพียงเปลือกนอก สิ่งที่เกิดจากฟังก์ชันการใช้งานที่ซื่อตรง และประวัติศาสตร์ที่ผ่านหยาดเหงื่อในสนามจริง กลับกลายเป็นสิ่งที่ผู้คนโหยหามากที่สุด เพราะมันคือเครื่องเตือนใจว่าความงามที่ยั่งยืนและทรงพลังที่สุด อาจไม่ใช่ความงามที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อโอ้อวด แต่ถูกสร้างขึ้นเพื่อให้มนุษย์ก้าวข้ามทุกขีดจำกัดได้อย่างมั่นคงนั่นเอง

อ่านบทความอื่น ๆ เพิ่มเติมได้ที่:

MoonSwatch 1965 Bioceramic Chronograph

นาฬิกากับบทบาทในโลกภาพยนตร์และซีรีส์ : โอกาสแจ้งเกิดอันทรงพลังบนหน้าจอ

Wrist Check: ส่องลุค Jonathan Bailey กับ OMEGA Railmaster เมื่อความสง่างามแห่งเวลาโคจรพบไดโนเสาร์ใน Jurassic World Rebirth