ภาพรวมของ TAG Heuer ในปีนี้จึงเป็นการผสมผสานระหว่างเรื่องเล่าในอดีตกับนวัตกรรมใหม่ได้อย่างมีจังหวะ เป็นนาฬิกาที่ถูกสร้างมาเพื่อใช้งานจริงและพร้อมที่จะถูกจดจำในฐานะไอคอนยุคใหม่ที่แข็งแกร่งกว่าเดิม
พร้อม Big Bang Reloaded รุ่นลิมิเต็ดเอดิชันโดยสองแบรนด์แอมบาสเดอร์ Kylian Mbappé และ Usain Bolt
ภายในงาน Watches and Wonders 2026 Hublot เปิดตัวสมาชิกใหม่ในคอลเลกชัน Big Bang อย่าง Big Bang Reloaded พร้อมรุ่นลิมิเต็ดเอดิชันที่ได้สองแบรนด์แอมบาสเตอร์ตัวแทนสุดยอดนักเตะและนักวิ่งฝีเท้าดีอย่าง Kylian Mbappé และ Usain Bolt ร่วมสร้างสรรค์นาฬิกาที่เป็นตัวแทนนำเสนอความแข็งแกร่ง ความแม่นยำเที่ยงตรง และตัวตนอันกล้าหาญของ Big Bang
อีกทั้งยังส่ง Spirit of Big Bang Impact ที่กลับมาในรูปลักษณ์ที่ดึงดูดสายตากว่าเคยมาสมทบคอลเลกชันที่สะท้อนความโดดเด่นและชัดเจนในตัวตนของ Hublot รวมถึง Big Bang Impact One Million และ Big Bang Joyful Steel ที่แสดงออกถึงความมั่นคงในดีเอ็นเอของแบรนด์ และความกล้าในการท้าทายขีดจำกัดของตนเอง
Big Bang Reloaded
นี่เป็นคอลเลกชันใหม่ที่โอบอุ้มดีเอ็นเอของ Big Bang ไว้ได้อย่างครบถ้วน แต่ในขณะเดียวกันก็ดูแตกต่างอย่างเห็นได้ชัดBig Bang Reloaded ด้วยการเน้นกลไก Unico ที่ขับเคลื่อนอยู่ภายในผ่านโครงสร้างหน้าปัดโอเพ่นเวิร์ก ที่เผยให้เห็นรายละเอียดของกลไกโครโนกราฟ โดยเฉพาะคอลัมน์วีลที่อยู่ด้านบนหน้าปัดและโครงสร้างระบบฟลายแบ็คได้อย่างชัดเจนยิ่งขึ้น และมุ่งเน้นให้กลไกกลายเป็นหัวใจสำคัญในการออกแบบ
นอกจากกลไก Unico ที่ถูกชูให้เป็นจุดเด่นแล้วรูปลักษณ์ภายนอกยังดูคล้ายกับ Big Bang ที่เราคุ้นเคยกันดี แต่เมื่อพิจารณาดูแล้วเราจะเห็นว่ามีรายละเอียดที่แตกต่าง ที่เห็นได้ชัดคือขอบตัวเรือนแบบสองชิ้น และหน้าปัดแบบหลายเลเยอร์ที่ช่วยเพิ่มมิติความลึก เหมือนเป็นการไฮไลต์โครงสร้างเดิมของ Big Bang ให้คมชัดยิ่งขึ้น
การเลือกใช้วัสดุแบบผสมผสานยังคงเป็นเอกลักษณ์ที่ทาง Hublot ยึดมั่นเช่นเดิม โดยใน Big Bang Reloaded เลือกใช้หลากวัสดุอันเป็นรากฐานนวัตกรรมเฉพาะของทางแบรนด์ ที่โดดเด่นเห็นจะเป็น Magic Gold ทองคำ 18 กะรัตที่ถูกพัฒนาให้ทนทานต่อรอยขีดข่วนอย่างสูง
ส่วนวัสดุเซรามิกที่ทางแบรนด์พัฒนาให้มีความแข็งแกร่งสูงกว่าเซรามิกทั่วไปถูกนำมาใช้ในสามรุ่นด้วยกัน ได้แก่ รุ่น All Black เลือกใช้ไฮเทคเซรามิกสีดำ รวมถึงรุ่นสีน้ำเงินและสีเขียวที่แสดงให้เห็นถึงนวัตกรรมไฮเทคเซรามิกของ Hublot ที่สามารถผลิตเซรามิกสีสดชัดได้ตามต้องการ
รุ่นท้ายสุดมาในวัสดุผสมผสานตามปรัชญา Art of Fusion โดยเลือกใช้วัสดุไทเทเนียมผสมผสานเข้ากับไฮเทคเซรามิก ทุกรุ่นมาในตัวเลือกสายยางผสานผ้าพร้อมการเย็บรูปตัว H และสายยางสีดำคลาสสิก มาพร้อมตัวล็อคสายแบบบานพับและระบบ One-Click จดสิทธิบัตร ที่ช่วยให้สามารถปรับเปลี่ยนสายได้อย่างรวดเร็วทันใจ
อีกหนึ่งแบรนด์แอมบาสเดอร์ที่มาร่วมสร้างสรรค์นาฬิกา Big Bang Reloaded ก็คือ Usain Bolt มนุษย์สายฟ้าเจ้าของสถิติโลกบนลู่วิ่ง สำหรับ Big Bang Reloaded ในเวอร์ชันของเขานั้นมาในตัวเรือนเซรามิกสีดำผสานคาร์บอนขนาด 44 มม.
เช่นเดียวกับรุ่นลิมิเต็ดเอดิชัน Kylian Mbappé ที่ออกมาพร้อมกัน Big Bang Reloaded Usain Bolt ผลิตจำนวนจำกัดเพียง 200 เรือนเท่านั้น นับเป็นอีกหนึ่งรุ่นที่น่าจะครองใจทั้งสาวกนาฬิกาและแฟนกีฬาได้อยู่หมัด
Spirit of Big Bang Impact
ต้องบอกว่า ‘impact’ หรือ ‘ปัง’ สมชื่อจริงๆ สำหรับ Spirit of Big Bang Impact นาฬิการุ่นดังของ Hublot ที่โดดเด่นด้วยตัวเรือนทรงตอนโนขนาดใหญ่แต่รับกับข้อมือได้ดี และมีพื้นที่บนหน้าปัดให้เล่นสนุกได้หลากหลายรูปแบบ โดยใน Spirit of Big Bang Impact ที่เพิ่งเปิดตัวในครั้งนี้ได้แรงบันดาลใจจาก นาฬิการุ่น Big Bang Impact ในปี 2016 ที่ดึงดูดสายตาด้วยหน้าปัดแบบแยกส่วน และการฝังเพชรแบบแฟนซีคัต
ซึ่งใน Spirit of Big Bang Impact นี้ทางแบรนด์นำความโดดเด่นดังกล่าวมาต่อยอด และท้าทายตัวเองไปอีกขั้น ด้วยการเลือกใช้วัสดุแซฟไฟร์ผสานเข้ากับเซรามิก และใช้เทคนิคการฝังเพชรลงบนแซฟไฟร์โดยตรง ซึ่งนับเป็นเทคนิคที่ทำได้ยากยิ่ง เพราะต้องออกแบบร่องและฐานรองรับเฉพาะสำหรับเพชรแต่ละเม็ด
อีกหนึ่งรุ่นในคอลเลกชัน Spirit of Big Bang Impact มาในความท้าทายในเชิงวัสดุเช่นกัน โดยทาง Hublot ได้นำผลึกออสเมียม ซึ่งเป็นโลหะที่หายากที่สุดในโลก และมีความหนาแน่นสูงกว่าแพลตินัม แข็งแกร่ง และมีน้ำหนักมากกว่า ทั้งยังมีประกายสีน้ำเงินตามธรรมชาติที่มีความเฉพาะตัวไม่เหมือนใคร
และรุ่น All Black นาฬิกาคุมโทนสีดำตลอดทั้งเรือนจรดสาย ซึ่งกำลังมาแรงในวงการนาฬิกา แต่เป็นสิ่งที่ Hublot มุ่งมั่นสร้างสรรค์มาอย่างต่อเนื่อง และในปีนี้ยังเป็นปีที่นาฬิกาคอนเซ็ปต์ All Black ของ Hublot ครบรอบ 20 ปี พอดิบพอดี
นาฬิกา Spirit of Big Bang Impact ที่มาในตัวเรือนเซรามิกสีดำขัดเงาและไมโครบลาสต์ เล่นกับแนวคิดล่องหนที่กล้าจะใช้โทนสีมืดสนิทที่แอบซ่อนรายละเอียดไว้ได้อย่างแนบเนียน รุ่นนี้ผลิตจำนวนจำกัด 200 เรือนเท่านั้น
ทั้งสามรุ่นมาในตัวเรือนทรงตอนโนขนาด 42 มม. ขับเคลื่อนด้วยกลไกอัตโนมัติสเกเลตัน HUB1770 พร้อมสำรองพลังงาน 50 ชั่วโมง แสดงฟังก์ชั่นมูนเฟสแบบสเกเลตันในตำแหน่ง 6 นาฬิกา และ Big Date ที่ตำแหน่ง 1 นาฬิกา
Big Bang Impact One Million
ต่อยอดความปังอย่างต่อเนื่องสู่ Big Bang Impact นาฬิการุ่น Big Bang ที่ถูกแปลงโฉมด้วยประกายวาวระยับของเพชรกว่า 500 เม็ด (ขนาดราว 44.6 กะรัต) ที่ถูกเจียระไนในรูปทรงแปลกตา ถูกจัดวางเป็นลวดลายหมุนวนแบบไดนามิกโอบล้อม flying tourbillon ตรงกลาง เสมือนเป็นแรงดึงดูดให้ทุกสายตาเพ่งไปยังใจกลางนาฬิกาอันเป็นขุมพลังแห่งสุดยอดกลไก
นั่นเป็นเพราะภายใต้ความไร้กาลเวลาของดีไซน์นั้นพลังสร้างสรรค์ของ Cartier ไม่เคยหยุดนิ่ง เราจึงได้เห็น Baignoire ในหลากเวอร์ชันที่ล้วนแล้วแต่ให้ความรู้สึกที่แตกต่างกันไป แต่ครั้งนี้นาฬิกากำไลรุ่นไอคอนิกมาในรูปลักษณ์ที่สร้างความรู้สึกเร้าใจภายใต้พื้นผิวลวดลาย Clou de Paris อันเป็นซิกเนเจอร์ของเมซงมาอย่างยาวนาน
วัสดุเยลโลว์โกลด์ปกคลุมด้วยหมุดในตำนาน
Cartier Baignoire 2026
เราได้เห็นลวดลายหมุดทรงพีระมิด Clou de Paris อยู่คู่กับเมซง Cartier มาตั้งแต่ช่วงปี 1920s และทุกครั้งที่ลวดลายดังกล่าวปรากฎโฉมบนเครื่องประดับชิ้นใดก็ตาม มันมอบความรู้สึกสดใหม่ควบคู่กับความสง่างามอย่างสม่ำเสมอ ซึ่งเทคนิค Clou de Paris นั้นก็ไม่ได้รังสรรค์ขึ้นได้อย่างง่ายดายอย่างที่หลายคนคิด เพราะต้องอาศัยเทคนิคงานช่างฝีมือเฉพาะทางในการขึ้นรูปทองให้เป็นหมุดปลายแหลม แต่ยังสามารถคงรูปทรงและสัดส่วนให้สม่ำเสมอสมบูรณ์แบบในแต่ละหมุดบนทุกพื้นผิว
สำหรับนาฬิการุ่น Baignoire โฉมใหม่ที่มาในลวดลาย Clou de Paris ปกคลุมทั่วทุกพื้นที่นั้น ย่อมเป็นความท้าทายของช่างฝีมือผู้ชำนาญภายในเมซง เพราะคราวนี้ Baignoire รุ่นล่าสุด ปรับโฉมด้วยลวดลายหมุดในตำนานบริเวณหน้าปัด ตัวเรือน ตลอดจนสายกำไล ทุกส่วนรังสรรค์ขึ้นด้วยวัสดุเยลโลว์โกลด์สุกปลั่ง และทุกพื้นผิวส่วนโค้งล้วนปกคลุมด้วยหมุด Clou de Paris อย่างต่อเนื่อง แม้กระทั่งขอบเม็ดมะยมทรงคาร์โบชองก็ยังล้อมด้วยหมุดขนาดเล็กจิ๋วที่ต้องอาศัยความละเอียดลออในการรังสรรค์
คอลเลกชันล่าสุดนี้คือการที่ Rado เปลี่ยนเซรามิกจากวัสดุที่เน้นแค่ความถึกทน ให้กลายเป็นงานศิลปะระดับโมเลกุล
การหยิบเอาวัสดุมาสร้างตัวตนจนได้ฉายา Master of Materials ไม่ใช่เรื่องเกินจริงสำหรับ Rado เลยแม้แต่น้อย โดยเฉพาะในโปรเจกต์ล่าสุดที่พวกเขาเลือกใช้เซรามิกมาเป็นตัวเล่าเรื่องผ่านงานดีไซน์ร่วมสมัย ซึ่งพิสูจน์ให้เห็นว่านวัตกรรมกับความสวยงามสามารถเดินไปด้วยกันได้โดยไม่ต้องลดทอนความทนทานลง
เสน่ห์ของเซรามิกที่ Rado นำเสนอในครั้งนี้ก้าวข้ามขีดจำกัดเดิมที่เน้นเพียงความแข็งแกร่งกันรอยขีดข่วน แต่เป็นการทดลองในระดับโมเลกุลเพื่อสร้างสีสันและผิวสัมผัสที่แปลกใหม่ การใช้โครงสร้างตัวเรือนแบบชิ้นเดียว (Monobloc) ช่วยให้นาฬิกามีความบางเบาและมีคุณสมบัติพิเศษในการปรับอุณหภูมิให้เข้ากับผิวผู้สวมใส่ได้ทันที มอบความรู้สึกสบายที่หาได้ยากในนาฬิกาโลหะทั่วไป
ก่อนเปิดตัวอย่างเป็นทางการภายในงาน Watches and Wonders 2026
แรกเห็นหน้าปัดที่ส่งมอบความรู้สึกปั่นป่วนเหมือนมวลพายุกำลังก่อตัวของ HM Pietersite นาฬิการุ่นล่าสุดจาก Arnold & Son ที่กำลังจะเปิดตัวอย่างเป็นทางการภายในงาน Watches and Wonders 2026 ต้องบอกว่าไม่อาจละสายตาได้จริงๆ เพราะหน้าปัดหินแร่ไพเตอร์ไซต์สีน้ำเงินที่ดูเต็มไปด้วยอารมณ์และพลังพลุ่งพล่านทำให้เราสามารถจ้องมองหน้าปัดนี้ได้อย่างไม่รู้เบื่อ
เรื่องราวเบื้องหลังหน้าปัดหินแร่พายุ
การเลือกใช้หินแร่ไพเตอร์ไซต์บนหน้าปัดนาฬิกาของ Arnold & Son นั้นไม่ได้ทำอย่างเลื่อนลอย แต่มันมีความหมายซ่อนอยู่เบื้องหลัง เพราะหินแร่กลุ่มคาลซิโดนีจากประเทศนามิเบียที่ได้ฉายาว่า ‘หินแห่งพายุ’ นี้มีลวดลายที่คล้ายกับมวลเมฆขณะพายุกำลังสำแดงพลังบนท้องฟ้าในคอร์นวอล เหนือทะเลที่เต็มไปด้วยเกลียวคลื่นซัดเข้าหาโขดหินผาอย่างบ้าคลั่ง ซึ่งคอร์นวอลนี้เป็นบ้านเกิดของ John Arnold ผู้ก่อตั้งแบรนด์นาฬิกาอันเก่าแก่ ที่ไม่เพียงแต่มีคุณูปการต่อแบรนด์ที่เขาก่อตั้งเองเท่านั้น แต่ผลงานนาฬิกามารีนโครโนมิเตอร์อันแม่นยำสูงของเขายังทำให้การเดินเรือของอังกฤษเจริญก้าวหน้าและสามารถออกสำรวจน่านน้ำต่างๆ ได้อย่างรวดเร็วก่อนใคร ส่งผลให้สามารถแผ่ขยายอำนาจในเครือจักรภพได้กว้างไกล ประวัติศาสตร์ดังกล่าวยังพ้องกับชื่อรุ่น HM ที่ย่อมาจาก His หรือ Her Majesty ซึ่งได้แรงบันดาลใจจากชื่อของเรือรบหลวงแห่งสหราชอาณาจักร ซึ่งเชื่อมโยงมรดกของแบรนด์เข้ากับประวัติศาสตร์อันยิ่งใหญ่ในการเดินเรือ
ผลงานที่รังสรรค์ขึ้นเพื่อระลึกถึงจิตวิญญาณของ Don Corleone ได้ลึกซึ้งจนน่าขนลุก นาทีนี้คงต้องยกให้นาฬิกาเรือนนี้…
ถ้าจะพูดถึงนาฬิกาที่ “เล่นใหญ่” ที่สุดในโลก ชื่อของ Jacob & Co. มักจะเป็นชื่อแรกๆ ที่นักสะสมนึกถึง โดยเฉพาะโปรเจกต์ที่หยิบเอาภาพยนตร์ระดับตำนานอย่าง The Godfather มาเล่าใหม่ ซึ่งปีนี้พวกเขาเพิ่งเปิดตัว The Godfather II ที่ก้าวข้ามการเป็นเพียงภาคต่อสู่การยกระดับงานวิศวกรรมดนตรีบนข้อมือให้ไปไกลกว่าเดิมอีกขั้น
สิ่งที่ทำให้เรือนนี้กลายเป็นประเด็นพูดถึงกันมากคือการเป็นนาฬิกาดนตรีเรือนแรกที่สามารถ “เลือกเพลง” ได้ จากเดิมที่ภาคแรกบรรเลงเพลงธีมหลักเพียงเพลงเดียว แต่ในรุ่นใหม่นี้ Jacob Arabo ผู้ก่อตั้งแบรนด์ที่คลั่งไคล้ภาพยนตร์เรื่องนี้มาก ได้สั่งออกแบบกลไกใหม่ให้สามารถกดเลือกฟังได้ทั้งเพลง “The Godfather Love Theme” ที่คุ้นหู และเพลง “The Godfather’s Waltz” ที่ชวนให้นึกถึงฉากแต่งงานในตำนาน การบรรจุเพลงสองเพลงลงในกลไกนาฬิกาขนาดเท่านี้ถือเป็นงานที่ท้าทายทักษะช่างนาฬิกาสูงมาก
ในแง่ของดีไซน์จะสังเกตเห็นการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญคือรูปทรงตัวเรือน ครั้งนี้พวกเขาเลือกใช้ทรงสี่เหลี่ยมโค้งมนสไตล์ Art Deco ที่ดูมีความเป็นผู้ใหญ่และขรึมขึ้นกว่ารุ่นก่อนๆ ตัวเรือนทองคำโรสโกลด์ 18K ขนาด 42 x 44 มม. ถูกออกแบบมาให้ช่วยกระจายเสียงดนตรีได้กังวานและชัดเจนขึ้น เมื่อลองกดปุ่มฟังเสียงดนตรีที่เกิดจากเข็มเล็กๆ กว่าร้อยเล่มสะกิดกับซี่ฟันของกล่องดนตรี พร้อมกับการที่กลไกทั้งชุดหมุนไปรอบหน้าปัด มันคือประสบการณ์ที่หาจากนาฬิกาเรือนไหนไม่ได้จริงๆ
นอกจากงานหลักแล้ว ในช่วงเวลาเดียวกันยังมีกิจกรรมคู่ขนานที่น่าสนใจจัดขึ้นทั่วกรุงเจนีวา รวมถึงงานอย่าง Time to Watches และ Chronopolis ซึ่งแพลตฟอร์มเหล่านี้เป็นศูนย์รวมของเหล่าแบรนด์นาฬิกาอิสระและช่างนาฬิกาดาวรุ่งที่กำลังมาแรง เพื่อนำเสนอมุมมองที่แตกต่างและแปลกใหม่ไปจากงานแสดงหลักอีกด้วย
ข้อดีที่สำคัญของการเป็นกลไกสไตล์ม้างาน คือเรื่องความเที่ยงตรงและการซ่อมบำรุงที่ทำได้ง่ายในระยะยาว ต่อให้ใช้งานไปนานๆ จนถึงเวลาต้องล้างเครื่อง ช่างนาฬิกาทั่วไปก็สามารถดูแลได้ไม่ยากเพราะอะไหล่แพร่หลายและมีราคาที่ไม่สูงจนเกินไป ซึ่งจุดนี้ตอบโจทย์คอนเซปต์ของ Raymond Weil ที่ตั้งใจให้ Millésime เป็นนาฬิกาคู่กายที่คุณสามารถสวมใส่ใช้งานหนักๆ ได้ในทุกวันโดยไม่ต้องประคบประหงมจนเกินไป และไม่ต้องกังวลเรื่องค่าดูแลรักษาที่จะสูงลิบลิ่วในอนาคต
Raymond Weil Millésime The Fifty คือเครื่องยืนยันว่าการเป็นแบรนด์นาฬิกาครอบครัวที่ยืนหยัดมานาน เขามีความเข้าใจว่า “ความหรูหราที่เข้าถึงได้” (Accessible Luxury) หน้าตาเป็นอย่างไร
Louis Vuitton ตอกย้ำความเชี่ยวชาญในการสร้างสรรค์นาฬิกาชั้นสูงของโรงงาน La Fabrique du Temps Louis Vuitton ของตนอีกครั้งด้วยผลงานที่ทำงานด้วยกลไกออโตมาตาใหม่ล่าสุดในชื่อ Tambour Taiko Arty Automata
หากใครที่ติดตามข่าวคราวของ Louis Vuitton มาอย่างสม่ำเสมอ ก็คงจะคุ้นๆ กับกลไกออโตมาตา ซึ่งปรากฏครั้งแรกในนาฬิการุ่น Carpe Diem ที่คว้ารางวัลประเภท Audacity จากเวที GPHG เมื่อปี 2021 และตามมาด้วย Fiery Heart ที่ออกมาในปี 2023
กลไกออโตมาตาหรือออโตมาตอนนั้นเป็นกลไกแบบหุ่นกล ซึ่งชิ้นส่วนจะเคลื่อนไหวหรือขยับได้เพื่อแสดงกริยาบางอย่าง แม้จะไม่ได้ข้องเกี่ยวกับการบอกเวลา แต่ก็เปี่ยมด้วยความซับซ้อนและท้าทายในการสร้างสรรค์ และยังช่วยเสริมศิลปะการเล่าเรื่องหรือ story telling ของผลงานนั้นๆ
สำหรับ Tambour Taiko Arty Automata ซึ่งเปิดตัวในปี 2026 ก็ยังความเสน่ห์น่าพิศวงเช่นรุ่นก่อนหน้า ทั้งยังโดดเด่นด้วยสีสันซึ่งถ่ายทอดผ่านเทคนิคหัตถศิลป์ชั้นสูง ตัวเรือนไวท์โกลด์ 42 มม.บรรจุกลไกอิเฮาส์ Calibre LFT AU05.01 ซึ่งพัฒนาโดย La Fabrique du Temps Louis Vuitton