Home Blog Page 12

Breguet Tradition 2026 ความงามของกลไกในจังหวะที่ทันสมัยขึ้น

Breguet Tradition 2026 Collection พลิกโฉมตำนานสู่ความร่วมสมัยด้วยสีสันและวัสดุใหม่

หากจะพูดถึงนาฬิกาที่กล้าเผยความซับซ้อนของกลไกออกมาเป็นงานสถาปัตยกรรมบนหน้าปัด Breguet Tradition คือผลงานที่ครองใจนักสะสมมาอย่างยาวนาน ในปีนี้ แบรนด์เลือกที่จะขยับตัวเข้าหาความร่วมสมัยมากขึ้น ด้วยการปรับโฉมรุ่นหลักและรุ่น GMT 7067 ให้มีบุคลิกที่สดใหม่แต่ยังคงความนิ่งสุขุมตามแบบฉบับนาฬิกาชั้นสูง

ซึ่งการกลับมาของคอลเลกชัน Tradition ในปีนี้ เป็นการนำประวัติศาสตร์จากนาฬิกาพกยุค 1790 มาตีความใหม่ โดยหัวใจสำคัญคือการนำชุดกลไกขึ้นมาวางเด่นบนหน้าปัด แต่ละรุ่นมีบุคลิกที่ชวนให้หลงใหลต่างกันไป ดังนี้

Tradition 7037 & 7097

สองรุ่นนี้คือตัวแทนของความสมมาตรที่ดูแล้วสบายตาที่สุด จุดเด่นที่เหมือนกันคือเข็มวินาทีแบบ Retrograde (เรโทรเกรด) ทรงโค้งที่วางอยู่ฝั่งซ้ายของหน้าปัด เมื่อเข็มเดินครบ 60 วินาที มันจะดีดตัวกลับมาจุดเริ่มต้นในพริบตา

Tradition 7037
Tradition Seconde
Rétrograde 7037
Tradition 7097
  • 7037: มาในตัวเรือนไวท์โกลด์ขนาด 38 มม. ที่ดูคล่องตัวและทันสมัย ไฮไลต์คือการใช้กลไก “สีน้ำเงินทั้งชุด” ซึ่งเป็นการกล้าเล่นกับสีสันที่หาได้ยากในนาฬิกาคลาสสิกชั้นสูง หน้าปัดบอกเวลาทำจากอีนาเมล Grand Feu สีขาวสะอาดตา ตัดกับกลไกสีน้ำเงินเข้มได้อย่างลงตัว
  • 7097: ขยับขนาดตัวเรือนขึ้นมาเป็น 40 มม. ในวัสดุโรสโกลด์ ให้ความรู้สึกที่ภูมิฐานและอบอุ่นกว่า รุ่นนี้จะใช้กลไกโทนสีเทา Anthracite ที่ดูขรึมและลุ่มลึก เป็นการเน้นความตัดกันระหว่างสีทองของตัวเรือนกับความเข้มของเครื่องจักร

Tradition – 7038

รุ่นนี้ถูกออกแบบมาเพื่อสุภาพสตรีโดยเฉพาะ แม้โครงสร้างจะยังดูเป็นเครื่องจักรที่ซับซ้อน แต่การเลือกใช้วัสดุช่วยเปลี่ยนอารมณ์ไปโดยสิ้นเชิง นับเป็นครั้งแรกที่แบรนด์ใช้หน้าปัดแก้วอะเวนจูรีน (Aventurine Glass) ที่มีประกายระยิบระยับเหมือนท้องฟ้ายามค่ำคืน

มาพร้อมขอบตัวเรือนที่ประดับด้วยเพชร 58 เม็ด กลไกในรุ่นนี้ทำเป็นสีดำสนิท ซึ่งทำให้ตัวเรือนไวท์โกลด์และประกายเพชรดูเด่นขึ้นมาทันที เป็นส่วนผสมที่ลงตัวระหว่างความแกร่งของกลไกและความงามแบบอัญมณี

Breguet Tradition 2026

Tradition 7067 เพื่อนคู่ใจของนักเดินทาง (GMT)

สำหรับใครที่ต้องเดินทางข้ามเขตเวลา รุ่นนี้คือคำตอบที่ผสมฟังก์ชันเข้ากับดีไซน์ได้อย่างยอดเยี่ยม หน้าปัดหลักที่ 12 นาฬิกาใช้บอกเวลาปัจจุบัน (Local Time) ขณะที่หน้าปัดรองที่ 8 นาฬิกาใช้บอกเวลาที่บ้าน (Home Time) โดยมีตัวบอกกลางวัน-กลางคืน (Day/Night Indicator) วางอยู่ฝั่งซ้าย

ความพิเศษของปี 2026 คือการใช้หน้าปัดอีนาเมล “ไล่เฉดสีเขียว” (Gradient Green) บนตัวเรือนแพลทินัมขนาด 40 มม. ซึ่งช่วยให้ดูมีความเป็นสปอร์ตและร่วมสมัยมากขึ้นกว่ารุ่นอื่นๆ ในตระกูล

มุมมองที่มีต่อความเปลี่ยนแปลงในปีนี้

สิ่งที่น่าชื่นชมที่สุดคือการเปลี่ยนจากตัวเลขโรมันมาเป็น “ตัวเลขอารบิก” สไตล์ Breguet บนหน้าปัดอีนาเมลขาวเกือบทุกรุ่น การเปลี่ยนแปลงนี้ช่วยลดความรู้สึกที่ดูเป็นทางการเกินไป ทำให้ Tradition ของปีนี้ กลายเป็นนาฬิกาที่เข้าถึงง่ายขึ้น ใส่กับเสื้อเชิ้ตพับแขนในวันพักผ่อนได้ดีพอๆ กับการใส่กับสูทในวันทำงาน

Breguet Tradition 2026
Breguet Tradition 2026 Collection

เรียกได้ว่า Breguet Tradition 2026 ถูกสร้างมาเพื่อโชว์งานฝีมือที่มองเห็นได้จริง การเลือกสีสันที่กล้าหาญขึ้นอย่างสีน้ำเงินหรือเขียวไล่เฉด สะท้อนว่าแบรนด์เก่าแก่แบรนด์นี้กำลังสนุกกับการเล่าเรื่องเดิมในมุมมองใหม่ที่น่าสนใจและมีชีวิตชีวาขึ้นกว่าที่เคย

ข้อมูลทางเทคนิค (สรุป 4 รุ่นใหม่)
รายละเอียดTradition 7037Tradition 7097Tradition 7038Tradition 7067 (GMT)
ตัวเรือนWhite Gold 38 มม.Rose Gold 40 มม.White Gold 18K (ขอบเพชร 58 เม็ด)Platinum 40 มม.
หน้าปัดGrand Feu Enamel สีขาวGrand Feu Enamel สีขาวAventurine Glassไล่เฉดสีเขียว (Gradient Green)
กลไก505 SR (สีฟ้าทั้งเครื่อง)505 SR1 (สีเทา Charcoal)สีดำ (Black movement)กลไก GMT
ฟังก์ชันชั่วโมง นาที เข็มวินาทีตีกลับชั่วโมง นาที เข็มวินาทีตีกลับชั่วโมง นาที เข็มวินาทีตีกลับเวลาท้องถิ่น เวลาที่สอง (GMT)
สายหนังจระเข้หนังจระเข้Satin หรือ หนังจระเข้สี

อ่านบทความอื่นๆ เพิ่มเติม
Breva Segreto di Lario ผลงานสร้างสรรค์ที่ได้รับแรงบันดาลใจจากความสง่างามแบบอิตาลีของทะเลสาบโคโม
Parmigiani Fleurier Tonda PF Sport Chronograph Verzasca นิยามใหม่ของความหรูหราที่เงียบเชียบ
Nautilus กำลังจะครบ 50 ปี มาดูกันว่า Patek Philippe จะฉลองวาระนี้อย่างไร

RAYE x Audemars Piguet เมื่ออิสระของดนตรีมาบรรจบกับงานฝีมือชั้นสูง

การบรรจบกันของงานหัตถศิลป์แห่งเรือนเวลาและท่วงทำนองที่ไร้ขีดจำกัด ณ เทศกาลดนตรีระดับโลก

ความน่าสนใจของการร่วมงานกันระหว่างแบรนด์นาฬิกาเก่าแก่จากหุบเขาเลอ บราซูส์ อย่าง Audemars Piguet (AP) กับศิลปินสาวชาวอังกฤษอย่าง RAYE ในปี 2026 นี้ คือการแสดงให้เห็นว่า“งานฝีมือ” และ“จิตวิญญาณที่เป็นอิสระ” สามารถสื่อสารออกมาเป็นภาษาเดียวกันได้ โดยเฉพาะในวาระพิเศษอย่างการฉลองครบรอบ 60 ปีของเทศกาลดนตรี Montreux Jazz Festival

Audemars Piguet x RAYE ณ Montreux Jazz Festival 2026

ตลอดเส้นทางของ RAYE 

เชื่อว่าหลายคนคงคุ้นเคยกับศิลปินสาวคนนี้ ซึ่ง RAYE เป็นศิลปินที่ผ่านการพิสูจน์ตัวเองมาอย่างหนักหน่วง เธอต่อสู้เพื่อสิทธิ์ในการทำเพลงตามแบบฉบับของตัวเองจนกลายเป็นไอคอนที่ทั่วโลกยอมรับ ความเชื่อมั่นในตัวตนนี้เองที่ดึงดูดให้ AP ซึ่งเป็นแบรนด์ที่ยังคงบริหารโดยตระกูลผู้ก่อตั้งมาตั้งแต่ปี 1875 สนใจในตัวเธอ ความเป็นอิสระที่ทั้งคู่ยึดถือกลายเป็นรากฐานสำคัญที่ทำให้การร่วมงานในปีที่สองนี้ดูแน่นแฟ้นและจริงใจมากกว่าเดิม

เวลาที่ถูกตีความผ่านเสียงเพลง 

ในคืนเปิดเทศกาลมงเทรอปี 2026 RAYE จะขึ้นโชว์การแสดงสดที่ถูกออกแบบมาเพื่อเล่าเรื่อง “เวลา” ในมุมมองของเธอเอง มุมมองที่น่าสนใจคือ การที่แบรนด์นาฬิการะดับโลกยอมให้ศิลปินเข้ามามีส่วนร่วมในการตีความแก่นแท้ของแบรนด์ผ่านเสียงเพลง แทนที่จะเป็นเพียงการใส่ถ่ายรูปโฆษณาตามปกติ เวลาในความหมายของ RAYE อาจหมายถึงความพากเพียรในช่วงที่ไม่มีใครมองเห็น หรือจังหวะแห่งชัยชนะเมื่อได้อยู่บนเวที ซึ่งการเล่าเรื่องผ่านอารมณ์ความรู้สึกแบบนี้ช่วยให้คนทั่วไปเข้าถึงคุณค่าของนาฬิกาชั้นสูงได้ง่ายขึ้น โดยมองเห็นมันเป็นส่วนหนึ่งของศิลปะที่มีชีวิต

Audemars Piguet x RAYE ณ Montreux Jazz Festival 2026

มรดกทางวัฒนธรรมริมทะเลสาบเจนีวา

เทศกาลดนตรีแจ๊สมงเทรอเป็นสถานที่ประวัติศาสตร์ที่เคยต้อนรับศิลปินระดับตำนานอย่าง David Bowie หรือ Prince มาแล้ว การที่ AP พาสินเจินออฟเดอะแบรนด์อย่าง RAYE กลับมาที่นี่อีกครั้ง จึงเป็นการตอกย้ำภาพลักษณ์ของแบรนด์ที่พร้อมจะก้าวข้ามขีดจำกัดเดิมๆ อยู่เสมอ ช่างนาฬิกาใช้ความประณีตในการประกอบกลไกฉันใด RAYE ก็ใช้ความประณีตในการรังสรรค์โชว์ของเธอฉันนั้น

Audemars Piguet x RAYE ณ Montreux Jazz Festival 2026

การร่วมมือกันครั้งนี้สะท้อนให้เห็นว่าความหรูหราที่แท้จริงคือความมุ่งมั่นที่จะเป็นตัวเอง AP และ RAYE ต่างก็ทำหน้าที่เป็นผู้สืบสานงานฝีมือในโลกของตนเองได้อย่างน่าเลื่อมใส การแสดงในปี 2026 จึงต่างจากงานคอนเสิร์ตทั่วไป หากแต่เป็นบันทึกหน้าสำคัญที่บอกเล่าว่า เมื่อความประณีตมาเจอกับอิสระที่ไร้ขอบเขต ผลลัพธ์ที่ได้ย่อมเป็นสิ่งที่ตราตรึงใจและมีคุณค่าเหนือกาลเวลา

อ่านบทความอื่นๆ เพิ่มเติม
ย้อนรอยประวัติศาสตร์ปี 1816 กับ Louis Moinet Chronograph รุ่นพิเศษในเฉดสีแชมเปญ
Nautilus กำลังจะครบ 50 ปี มาดูกันว่า Patek Philippe จะฉลองวาระนี้อย่างไร
Mix & Match High Jewelry: Bee de Chaumet 2026 เมื่อความคลาสสิกขยับตัวเข้าหาความร่วมสมัย

Patek Philippe ร่วมกับ TKI เปิดตัวบูติกแห่งใหม่ ณ Gaysorn Village

ครั้งแรกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้กับห้องจัดแสดงคอลเลกชันหายากอันทรงคุณค่าทางประวัติศาสตร์

นับเป็นปีที่ Patek Philippe มีข่าวดีอย่างต่อเนื่องโดยแท้ ล่าสุดทางแบรนด์ได้ร่วมกับทาง TKI เปิดตัวบูติกสาขา Gaysorn Village ซึ่งนับเป็นบูติกขนาดใหญ่ที่มีพื้นที่กว่า 311 ตารางเมตร ตั้งอยู่บนชั้น 9 อาคาร Gaysorn Tower ซึ่งอยู่ติดกับ Patek Philippe Service Centre นั่นเอง บูติกแห่งนี้นับเป็นการตอกย้ำถึงความสัมพันธ์อันยาวนานกว่า 40 ปีระหว่างแบรนด์นาฬิการะดับตำนานและตัวแทนจำหน่ายนาฬิกา Patek Philippe อย่างเป็นทางการที่เก่าแก่ที่สุดในประเทศไทย

สะท้อนอัตลักษณ์ของแบรนด์อย่างหรูหราและร่วมสมัย

ความหรูหราสง่างามเหนือกาลเวลาเป็นเอกลักษณ์ของบูติก Patek Philippe ทุกสาขามาโดยตลอด แต่ถึงอย่างไรแต่ละสาขาย่อมมีการนำอัตลักษณ์ของแบรนด์มาตีความใหม่ให้เข้ากับบริบทท้องถิ่น และเหมาะสมกับคอนเซ็ปต์ที่ตั้งใจนำเสนอให้แตกต่างในแบบฉบับของตัวเอง 

สำหรับ Patek Philippe สาขา Gaysorn Village นั้น ในด้านการตกแต่งภายในเน้นบรรยากาศที่ดูหรูหราแต่อบอุ่น และสอดแทรกรายละเอียดที่สะท้อนมรดกในเชิงประวัติศาสตร์และความชำนาญในการผลิตเรือนเวลาของแบรนด์ไว้ในทุกมุม นับตั้งแต่นาฬิกา Annual Calendar ที่พร้อมต้อนรับผู้มาเยือนตั้งแต่ย่างก้าวแรก และผนัง Straw Marquetry ด้านหลังจุดต้อนรับที่ทำให้นึกถึงลายซันเรย์บนหน้าปัดนาฬิกา Patek Philippe 

จากนั้นเมื่อก้าวเข้าสู่แกลเลอรีหลักจะได้พบกับพื้นที่จัดแสดงเรือนเวลาหลากหลายคอลเลกชันที่ถูกจัดแสดงไว้ในตู้กระจกบุผ้าสีราสป์เบอร์รี่ แวดล้อมด้วยบรรยากาศหรูหราในโทนอบอุ่นที่วัสดุที่คัดสรรอย่างพิถีพิถันมอบให้ ไม่ว่าจะเป็น  ไม้เบิร์ดอายเมเปิล วอลเปเปอร์แฮนด์เมด ทองเหลืองผิวขัดด้าน ประตูกระจกสลักลวดลาย ผนังฉลุลาย Calatrava Cross พื้นหินอ่อน และโทนสีอันเป็นเอกลักษณ์อย่างสีน้ำตาลและเบจ

ผนังด้านหลังแกลเลอรีจะพบกับนิทรรศการแสดงไทม์ไลน์ประวัติศาสตร์ของแบรนด์ และจุดเริ่มต้นของพันธมิตรอันยืนยาวระหว่าง Patek Philippe และ TKI ก่อนจะนำเข้าสู่พื้นที่รับรองด้านในที่แบ่งเป็นห้องรับรองอย่างเป็นสัดส่วน ทั้งห้องรับรองย่อยสองห้อง ห้อง Library ที่ให้ความรู้สึกหรูหราและสงบ มีความเป็นส่วนตัวสูง และห้องไพรเวท VIP ขนาดใหญ่ที่มีบาร์เครื่องดื่มอยู่ด้านหน้า

ห้องนิทรรศการสุดเอ็กซ์คลูซีฟ

ความพิเศษสุดอยู่ที่ห้องนิทรรศการที่คัดสรรเรือนเวลารุ่นหายากมาจัดแสดงโดยสับเปลี่ยนหมุนเวียนรุ่นที่นำมาจัดแสดงภายในทุก 6 เดือน ซึ่งนับเป็นบูติกแห่งแรกในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่มีห้องจัดแสดงนิทรรศการภายในบูติกโดยเฉพาะ 

โดยภายในห้องนิทรรศการจะได้พบกับคอลเลกชันเรือนเวลารุ่นประวัติศาสตร์ และรุ่นหายากที่แสดงถึงความชำนาญในเชิงกลไกและงานหัตถศิลป์ชั้นสูงของแบรนด์ หนึ่งในไฮไลต์สำคัญได้แก่ Ref. 605 HU นาฬิกาพกที่เก่าแก่ที่สุดที่ติดตั้งกลไก world time ซึ่งคิดค้นโดย Louis Cottier รวมถึง นาฬิการุ่น Calatrava Ref. 5089G-071 หน้าปัดประดับลวดลายนกยูโรเปียน โกลด์ฟินช์เกาะบนกิ่งไม้ รังสรรค์ขึ้นด้วยเทคนิค micro wood-marquetry อันละเอียดอ่อน และ Ref. 5077/100R-040 ที่โดดเด่นด้วยลวดลายดอกกล้วยไม้ สัญลักษณ์อันงดงามของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ที่แต่งแต้มสีสันบนหน้าปัดด้วยเทคนิค cloisonné enamel

นอกจากนี้ยังมีเรือนเวลาที่มีความสำคัญและมีความเชื่อมโยงกับประเทศไทย เช่น นาฬิกาข้อมือ Gondolo Ref. 5030R และ Calatrava Ref. 3992J และ Ref. 4820J โดดเด่นด้วยพระปรมาภิไธยย่อของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช (รัชกาลที่ 9) บนตำแหน่ง 12 นาฬิกาของหน้าปัดสีขาว พร้อมหลักชั่วโมงประดับเพชร ซึ่งรังสรรค์ขึ้นในปีพ.ศ. 2539 เพื่อเฉลิมฉลองวาระครบรอบ 50 ปีแห่งการขึ้นครองราชย์ของพระองค์ โดยเรือนเวลาอันทรงคุณค่าในกลุ่มนี้ถูกจัดแสดงไว้ในห้องย่อยภายในห้องจัดแสดงนิทรรศการ ซึ่งตกแต่งอย่างงดงามด้วยเพดานทรงโดมสีทอง และโคมไฟรูปดวงจันทร์ใจกลางเพดาน 


ภายในห้องจัดแสดงนิทรรศการยังมีผลงานที่ถูกสร้างสรรค์ขึ้นเพื่อบูติกแห่งนี้โดยเฉพาะ อย่างผนังและภาพวาดที่รังสรรค์เป็นลวดลายแม่น้ำเจ้าพระยา ซึ่งได้แรงบันดาลใจจากนาฬิกาตั้งโต๊ะ Ref. 25008M ‘Bangkok’ ที่ผลิตขึ้นในปี พ.ศ. 2562 และภาพวาดศิลปะ Triptych ที่ได้แรงบันดาลใจจากนาฬิกาทรงโดม Ref. 20095M ‘Tropical Flowers’ จากคอลเลกชัน Rare Handcrafts ที่แสดงถึงความประณีตบรรจงและความเป็นเลิศด้านหัตถศิลป์ของ Patek Philippe ได้อย่างงามวิจิตร 

Ref. 25008M ‘Bangkok’


แวะมาชมเรือนเวลาคอลเลกชันต่างๆ และเรียนรู้มรดกเกี่ยวกับศาสตร์ในการผลิตเรือนเวลาชั้นสูงของแบรนด์ ได้ที่บูติก Patek Philippe Gaysorn Village ณ อาคาร Gaysorn Tower ชั้น 9

อ่านบทความเพิ่มเติมได้ที่:

Nautilus กำลังจะครบ 50 ปี มาดูกันว่า Patek Philippe จะฉลองวาระนี้อย่างไร

Patek Philippe ร่วมกับ PMT The Hour Glass เผยโฉมบูติกแห่งใหม่ ณ สยามพารากอน

The Revolutionary List: 26 ผู้นำที่สร้างแรงบันดาลใจ – เทียร์รี สเติร์น (Thierry Stern)

Parmigiani Fleurier Tonda PF Sport Chronograph Verzasca นิยามใหม่ของความหรูหราที่เงียบเชียบ

สุนทรียศาสตร์แห่งหุบเขา Verzasca สู่เรือนเวลาสปอร์ตโครโนกราฟที่ตัดทอนจนเหลือเพียงความบริสุทธิ์ของดีไซน์

หากนึกถึงนาฬิกาสปอร์ตที่มีมาดนิ่งและดูแพงแบบไม่ต้องพยายาม ชื่อของ Parmigiani Fleurier มักจะลอยมาเป็นอันดับต้นๆ ล่าสุดแบรนด์ได้ส่ง Tonda PF Sport Chronograph “Silver Verzasca” มาตอกย้ำทิศทางของแบรนด์ที่เน้นความสวยงามเชิงสถาปัตยกรรมและการตัดทอนรายละเอียดที่ไม่จำเป็นออกไปจนเหลือเพียงความบริสุทธิ์ของงานดีไซน์

สีสันที่ได้แรงบันดาลใจจากธรรมชาติ 

ชื่อ “Verzasca” (เวอซาสก้า) อาจฟังดูแปลกหู แต่นี่คือชื่อของหุบเขาและแม่น้ำในสวิตเซอร์แลนด์ที่มีน้ำใสสะอาดจนมองเห็นก้อนหินด้านล่างเป็นสีเขียวมรกตจางๆ แบรนด์เลือกเฉดสีนี้มาใช้กับหน้าปัดย่อย (Counters) และสายยาง ซึ่งพอมาวางอยู่บนพื้นหน้าปัดสีเงินที่ตกแต่งด้วยลาย Guilloché แบบ Clou Triangulaire (ลายปิรามิดจิ๋ว) มันทำให้ภาพรวมของนาฬิกาดูสว่าง สบายตา และมีมิติที่ดูนิ่งกว่าสีเขียวโทนอื่นๆ

ความสวยงามของการไม่มี “วันที่” 

ในมุมมองของการสะสม นาฬิกาโครโนกราฟรุ่นนี้เป็นแบบ No Date หรือไม่มีช่องบอกวันที่ ซึ่งส่วนตัวมองว่าเป็นการตัดสินใจที่กล้าและฉลาดมาก เพราะการตัดช่องวันที่ออกช่วยให้หน้าปัดดูสมมาตรและสะอาดตาแบบสุดๆ ไม่มีการขัดจังหวะของสายตา ทำให้เราโฟกัสไปที่งานฝีมือบนหน้าปัดและเข็มรูปทรง Delta ได้อย่างเต็มที่ มันคือนาฬิกาสปอร์ตที่ให้ความรู้สึกเหมือนงานศิลปะร่วมสมัยมากกว่าจะเป็นแค่เครื่องมือจับเวลา

กลไกไฮบีทที่ซ่อนอยู่ภายใต้ความนิ่ง 

ภายใต้ตัวเรือนสเตนเลสสตีลขนาด 42 มม. คือกลไก Manufacture Calibre PF070 ที่ผ่านการรับรอง COSC กลไกนี้ทำงานด้วยความถี่สูงถึง 5 Hz (36,000 ครั้งต่อชั่วโมง) ซึ่งช่วยให้เข็มวินาทีเดินได้อย่างนิ่งและเรียบเนียนมาก เมื่อพลิกดูฝาหลังแซฟไฟร์ จะพบกับโรเตอร์ทองคำ 22K แบบฉลุโปร่ง (Skeletonized) และการลบเหลี่ยมมุมของสะพานจักรด้วยมือ ซึ่งเป็นการเก็บงานระดับ Haute Horlogerie ที่หาได้ยากในนาฬิกาสปอร์ตทั่วไป

การสวมใส่ที่เน้นความคล่องตัว 

แม้จะมีขนาด 42 มม. แต่ด้วยลักษณะของขาตัวเรือน (Lugs) ที่สั้นและโค้งรับกับข้อมือ ประกอบกับสายยางที่มีโครงสร้างซับซ้อนเลียนแบบงานอานม้า (Saddlery) ทำให้มันเป็นนาฬิกาที่ใส่สบายและไม่ดูใหญ่เกินจริง สายยางสีเขียว Verzasca นี้ไม่ได้ดูตะโกน แต่กลับช่วยเสริมลุคให้ดูทันสมัยและเข้ากับเสื้อผ้าได้หลากหลาย ตั้งแต่ชุดลำลองไปจนถึงเบลเซอร์เท่ๆ สักตัว

สำหรับ Parmigiani Fleurier Tonda PF Sport Chronograph Silver Verzasca คือนิยามของ “ความหรูหราที่เงียบเชียบ” มันเหมาะสำหรับคนที่ชอบนาฬิกาที่มีเรื่องราวทางศิลปะซ่อนอยู่ภายใต้ภาพลักษณ์ที่เรียบง่าย เป็นเรือนเวลาที่ยิ่งมองนานเท่าไหร่ ก็ยิ่งเห็นความละเอียดอ่อนที่แบรนด์ตั้งใจมอบให้ โดยไม่ต้องพึ่งพาโลโก้ใหญ่โตหรือดีไซน์ที่ฉูดฉาดเพื่อดึงดูดสายตาใคร

ข้อมูลทางเทคนิค
  • ตัวเรือน: สเตนเลสสตีลขนาด 42 มม. หนา 12.9 มม. ขอบตัวเรือนแบบ Knurled bezel กันน้ำ 100 เมตร
  • หน้าปัด: สีเงิน Silver Sandblasted ตกแต่งลาย Clou Triangulaire guilloché หน้าปัดย่อยสีเขียว Verzasca ดีไซน์แบบ No Date
  • ฟังก์ชัน: แสดงเวลา (ชั่วโมง-นาที) วินาทีเล็ก ระบบจับเวลาโครโนกราฟ (Column Wheel)
  • กลไก: อัตโนมัติ Manufacture Calibre PF070 (COSC Certified) ความถี่สูง 5 Hz (36,000 vph) สำรองพลังงาน 65 ชั่วโมง
  • สาย: สายยาง (Rubber strap) สีเขียว Verzasca ลายถักแบบ Saddlery-style พร้อมตัวล็อกแบบบานพับ

อ่านบทความอื่นๆ เพิ่มเติม
ย้อนรอยประวัติศาสตร์ปี 1816 กับ Louis Moinet Chronograph รุ่นพิเศษในเฉดสีแชมเปญ
Nautilus กำลังจะครบ 50 ปี มาดูกันว่า Patek Philippe จะฉลองวาระนี้อย่างไร
ศิลปะจากฝาท่อระบายน้ำสู่หน้าปัดนาฬิกา Mercury Altmann x Isotope

Wrist Luck | April Edition: สาดความร้อน ผ่อนดวงตก ด้วย “นาฬิกาสีมงคล”

เลือกนาฬิกาสีมงคล รับมือ Mercury Retrograde และความร้อนเมษา

เข้าสู่เดือนเมษาที่นอกจากพระอาทิตย์จะทำงานหนักเป็นพิเศษแล้ว เชื่อว่าหลายคนกำลังเจอสภาวะ Mercury Retrograde (ดาวพุธพักร์) หรือช่วงเวลาที่การสื่อสารพัง งานรวน จนอยากจะทุบคีย์บอร์ดทิ้งเป็นระยะๆ

ในทางจิตวิทยา สีและสิ่งของที่เรา “เลือกสวมใส่” มีผลต่อความมั่นใจ (Enclothed Cognition) มากกว่าที่คิด วันนี้ Wrist Luck เลยไม่ได้จะมาป้ายยานาฬิกาใหม่รุ่น Limited อะไรขนาดนั้น แต่จะมาชวนเลือก “สีหน้าปัด” ที่ช่วยปรับจูน Vibe ให้รอดพ้นความวุ่นวายของเดือนนี้กัน

1. สีเขียว (Green Energy): พักสายตา พักใจ จากภาวะ Burnout

เมษานี้ใครที่รู้สึกว่างานรุมเร้าจนหัวร้อน แนะนำให้มองหาหน้าปัดสีเขียว ไม่ว่าจะเป็นเขียว Olive หรือเขียวเข้มแบบป่าดิบชื้น

  • Psychology Insight: สีเขียวช่วยลดอัตราการเต้นของหัวใจและทำให้สมองหลั่งฮอร์โมนความสงบ
  • The Vibe: ใส่แล้วดูเป็นคน “Cool-headed” คือดูใจเย็น ต่อให้โลกภายนอกจะวุ่นวายแค่ไหน แต่ภาพลักษณ์ยังดูคุมสถานการณ์ได้ (Stay Calm and Carry On)
  • POV: ไม่ต้องไปถึงระดับ High-end ก็ได้ ลองดูแบรนด์อย่าง Seiko หรือ Tissot สีเขียวดู มันให้ฟีลเหมือนพกพื้นที่สีเขียวส่วนตัวไว้ที่ข้อมือตลอดเวลา ช่วยดึงสติได้ดีในวันที่ยอดจองหรือเดดไลน์ถาโถม

2. สีฟ้า/น้ำเงิน (The Flow State): สยบดราม่า สื่อสารลื่นไหล

อย่างที่บอกว่าเดือนนี้ดาวพุธทำเรื่อง การคุยงานอาจจะพังเอาได้ง่ายๆ สีมงคลที่ช่วยเรื่องการเจรจาคือ “สีฟ้า” หรือ “น้ำเงิน”

  • Belief & Style: ในทางโหราศาสตร์ สีฟ้าคือสีของธาตุน้ำที่ช่วยดับไฟความใจร้อนในเดือนเมษา
  • The Vibe: เป็นสีแห่งความโปร่งใส ใส่แล้วดูเป็นคน “คุยง่าย” มีความน่าเชื่อถือแบบมืออาชีพแต่ไม่ดู Toxic
  • Opinion: ปีนี้สี Tiffany Blue เริ่มจะแมสจนเกินไปแล้ว ลองขยับมาเล่น Navy Blue หรือ Sunray Blue ที่เล่นกับแสงแดดดู มันดูแพงแบบไม่ต้องตะโกน (Quiet Luxury) และเข้ากับเสื้อเชิ้ตลินินสีขาวรับซัมเมอร์สุดๆ

3. สีทอง/แชมเปญ (Solar Power): เรียก Self-esteem ในวันพรีเซนต์

ถ้าต้องออกไปสู้รบ ไป Pitch งานสำคัญ หรือไปเดทแรกในวันหยุดยาว สีโทนรวยอย่างทองหรือแชมเปญคือคำตอบ

  • Psychology Insight: สีทองสื่อถึงความสำเร็จและการมองโลกในแง่ดี การเห็นสีนี้บ่อยๆ จะช่วยกระตุ้นความภูมิใจในตัวเอง (Self-esteem)
  • POV: Gen Z หลายคนมักเลี่ยงสีทองเพราะกลัวดูแก่ หรือดูเป็นทางการเกินไป วิธีแก้คือเลือกเรือนที่เป็นสายเหล็กสลับทอง (Two-tone) หรือหน้าปัดสีแชมเปญเรียบๆ แค่นี้ก็ดูเป็นคนที่มี “Energy ของผู้ชนะ” แบบโมเดิร์นแล้ว

สุดท้ายนี้ ไม่ว่าคุณจะเชื่อเรื่องดวงหรือไม่ แต่ความจริงที่ปฏิเสธไม่ได้คือ “สิ่งที่คุณเลือกใส่ คือสเตตัสที่คุณอยากให้โลกรับรู้” ถ้าวันไหนตื่นมาแล้วรู้สึกพลังงานลบ ลองหยิบนาฬิกาเรือนที่ใส่แล้วมั่นใจที่สุดขึ้นมา เพราะนอกเหนือจากความเชื่อแล้วในเชิงจิตวิทยา เมื่อเรา “รู้สึกดี” กับสิ่งที่ใส่อยู่ เราจะมีแนวโน้มที่จะตัดสินใจได้แม่นยำขึ้น และรับมือกับปัญหาได้นิ่งกว่าเดิม

เมษานี้ ขอให้เข็มนาฬิกาหมุนไปในทิศทางที่เฮงและปังกันทุกคน! แล้วพบกันครั้งหน้า อย่าลืมติดตามกันน๊าา

อ่านบทความอื่นๆ เพิ่มเติม
Jacob & Co. Billionaire Double Tourbillon Angel Cut ปฏิวัติวงการด้วยเพชรเจียระไนสิทธิบัตรใหม่ในราคา 120 ล้านบาท
Green Dial Energy | รวม 5 นาฬิกาหน้าปัดเขียว เสริมจังหวะแห่งวสันตวิษุวัตและการสะท้อนพลังแห่งการเติบโต
ว่าด้วย ‘ทองคำ’ วัสดุล้ำค่าที่น่าปรารถนาตลอดกาลในอุตสาหกรรมนาฬิกา

Breva Segreto di Lario ผลงานสร้างสรรค์ที่ได้รับแรงบันดาลใจจากความสง่างามแบบอิตาลีของทะเลสาบโคโม

จิตวิญญาณนักสำรวจและกลไกเข็มไขว้แห่งทะเลสาบโกโมผ่านเรือนเวลา

ขอแนะนำให้รู้จักกับนาฬิกา “Segreto di Lario” ที่รังสรรค์ขึ้นด้วยมาตรฐานสูงสุดของศิลปะการทำนาฬิกาชั้นสูง โดดเด่นด้วยงานตกแต่งที่ประณีตงดงาม ซึ่งเน้นย้ำถึงศิลปะที่อยู่เบื้องหลังส่วนประกอบแต่ละชิ้น ถือเป็นนิยามใหม่ของการบอกพลังงานสำรอง 7 วัน ผ่านงานดีไซน์ที่จำลองแสงแดดยามเย็นเหนือผิวน้ำอิตาลี

Breva Segreto di Lario

Segreto di Lario จิตวิญญาณนักสำรวจในจังหวะชีวิตที่เลคโกโม

แรงบันดาลใจจากความสง่างามของทะเลสาบโกโมในอิตาลี ผสมผสานกับอุปกรณ์เดินเรือของนักสำรวจยุคก่อน กลายมาเป็นที่มาของ Breva Segreto di Lario นาฬิกาที่ตั้งใจเปลี่ยนการบอกพลังงานสำรองแบบเดิมให้กลายเป็นเครื่องมือที่มีชั้นเชิง เพื่อย้ำเตือนถึงคุณค่าของช่วงเวลาที่ผ่านไปอย่างรวดเร็ว

กลไกเข็มไขว้และความลับของ 24 ชั่วโมงสุดท้าย 

หัวใจสำคัญของรุ่นนี้อยู่ที่การแสดงค่าพลังงานสำรอง 7 วันผ่านระบบเข็มตีกลับ (Retrograde) สองชุดที่วางไขว้กัน เข็มแรกจะทำหน้าที่บอกพลังงานต่อเนื่องใน 6 วันแรก แต่จุดที่น่าสนใจคือเมื่อเข้าสู่ 24 ชั่วโมงสุดท้าย เข็มที่สองจะรับหน้าที่แสดงผลแทนทันที เพื่อสื่อถึงช่วงเวลาพิเศษที่ต้องใช้อย่างคุ้มค่าที่สุด การแยกส่วนแสดงผลแบบนี้ช่วยให้การอ่านค่าแม่นยำและดูมีลูกเล่นที่ต่างจากนาฬิกาทั่วไป

งานดีไซน์ที่จำลองแสงแดดและผิวน้ำ 

หน้าปัดสีทองแชมเปญแบบกึ่งด้านหรือ Meridian Gold ถูกเลือกมาเพื่อถ่ายทอดวินาทีที่แสงแดดอุ่นๆ ตกกระทบผิวน้ำของทะเลสาบโกโมยามเย็น การเก็บงานมีรายละเอียดที่ลึกซึ้งมาก ส่วนล่างของหน้าปัดตกแต่งด้วยลายทาง Geneva Stripes แนวตั้งและขัดเงาลบเหลี่ยม พร้อมชุบโรเดียมเพื่อสร้างมิติและเงาสะท้อนที่นุ่มนวล ดีไซน์นี้จงใจดึงภาพลักษณ์ของเข็มทิศและอุปกรณ์วัดทางดาราศาสตร์สมัยก่อนมาใช้ ทำให้ภาพรวมดูเหมือนเครื่องมือวิทยาศาสตร์ชั้นสูงที่สวมใส่ได้บนข้อมือ

ความร่วมมือกับปรมาจารย์ Jean-François Mojon 

กลไกไขลานชุดนี้พัฒนาขึ้นเป็นพิเศษโดย Jean-François Mojon จากสำนัก Chronode โดยปรับปรุงจากคาลิเบอร์ C101 ติดตั้งตลับลานคู่เพื่อให้พลังงานที่เสถียรตลอด 7 วัน ตัวเครื่องโชว์งานฝีมือระดับสูงผ่านฝาหลังแซฟไฟร์ ทั้งการขัดลายก้นหอย การพ่นทราย และการลบเหลี่ยมด้วยมือในทุกชิ้นส่วน ซึ่งสะท้อนมาตรฐานการผลิตนาฬิการะดับไฮเอนด์ที่ใส่ใจในทุกจุดสัมผัส

ตัวเรือนไทเทเนียมทรงคุชชั่นที่ใส่สบาย 

แม้จะมีกลไกที่ซับซ้อน แต่ตัวเรือนถูกออกแบบมาให้เน้นความคล่องตัว โดยใช้ไทเทเนียมเกรด 5 ขนาด 41 มม. ทรงสี่เหลี่ยมโค้งมนที่ช่วยให้รับกับข้อมือได้ดี ความหนาเพียง 11.10 มม. ทำให้ใส่ได้ง่ายในชีวิตประจำวัน การขัดเงาและขัดด้านสลับกันช่วยขับเน้นความประณีตของวัสดุไทเทเนียมให้ดูพรีเมียมขึ้น จับคู่กับสายหนังกลับสีน้ำตาลเทาที่ทำด้วยมือ ยิ่งทำให้ภาพรวมดูร่วมสมัยและลดความทางการลง

สำหรับ Segreto di Lario เรือนนี้คือการนำเทคนิคชั้นครูมาเล่าใหม่ในโทนที่นิ่งและสุขุม เป็นนาฬิกาสำหรับคนที่มองหางานศิลปะที่มีรากฐานจากประวัติศาสตร์การสำรวจ และยังให้ความสำคัญกับดีไซน์ที่ทันสมัยและใส่สบาย ความลุ่มลึกของหน้าปัดและการขยับของเข็มตีกลับ คือเสน่ห์ที่ทำให้เรือนนี้กลายเป็นไอเทมสำหรับนักสะสมที่ชอบความแตกต่างอย่างมีสไตล์

ข้อมูลทางเทคนิค
  • ตัวเรือน: ไทเทเนียมเกรด 5 ทรงคุชชั่น (Cushion-shaped) ขนาด 41 มม. หนา 11.10 มม. ขัดเงาสลับด้าน
  • หน้าปัด: สีทองแชมเปญ (Meridian Gold) ตกแต่งลาย Geneva Stripes แนวตั้งและชุบโรเดียม
  • ฟังก์ชัน: แสดงเวลา (ชั่วโมง-นาที) พลังงานสำรอง 7 วัน แบ่งเป็น 2 ชุดเข็มตีกลับ (6 วันแรก และ 24 ชั่วโมงสุดท้าย)
  • กลไก: ไขลานด้วยมือ (Manual-wind) คาลิเบอร์ C101 พัฒนาโดย Chronode (Jean-François Mojon) ตลับลานคู่
  • สาย: สายหนังกลับ (Suede Leather) สีน้ำตาลเทา ทำด้วยมือ (Handmade)

อ่านบทความอื่นๆ เพิ่มเติม
Jacob & Co. Billionaire Double Tourbillon Angel Cut ปฏิวัติวงการด้วยเพชรเจียระไนสิทธิบัตรใหม่ในราคา 120 ล้านบาท
ส่องประกายดวงดาวบนหน้าปัด Aventurine และงานดีไซน์ทรงเหลี่ยมอันเป็นเอกลักษณ์ Bell & Ross BR-05 Blue Diamond Eagle
ว่าด้วย ‘ทองคำ’ วัสดุล้ำค่าที่น่าปรารถนาตลอดกาลในอุตสาหกรรมนาฬิกา

Amida Digitrend NASA Edition จากนาฬิกาขับรถยุค 70 สู่อุปกรณ์อวกาศแห่งอนาคต

การบรรจบกันของดีไซน์ Space Age และกลไกปริซึมสุดล้ำ ในโปรเจกต์พิเศษร่วมกับองค์การนาซา

ถ้าพูดถึงนาฬิกาทรงขับรถ (Driving Watch) ที่หน้าตาเหมือนหลุดออกมาจากหนังไซไฟยุค 70 หลายคนคงนึกถึง Amida Digitrend เป็นชื่อแรกๆ ล่าสุดแบรนด์เพิ่งปล่อยเวอร์ชันพิเศษที่ร่วมมือกับ NASA ออกมา ซึ่งเป็นการจับคู่ที่ดูเข้ากันอย่างประหลาด ระหว่างดีไซน์ย้อนยุคกับหน่วยงานที่มองไปแต่อนาคตอย่างองค์การอวกาศ

Amida Digitrend NASA Edition

ดีไซน์ที่ดูเหมือนจอคอมพิวเตอร์ยุคเก่า

จุดเด่นที่ทำให้ Amida ต่างจากนาฬิกาทั่วไปคือการแสดงผลเวลาแบบแนวตั้ง โดยใช้แผ่นจานตัวเลขสะท้อนผ่านปริซึมคริสตัลออกมาให้เราเห็นเหมือนเป็นหน้าจอดิจิทัล ทั้งที่เป็นกลไกจักรกลล้วนๆ ตัวเรือนสีเงินด้าน (Bead-blasted) ในรุ่น NASA Edition นี้ ยิ่งขับเน้นให้ทรงลิ่มของนาฬิกาดูเหมือนชิ้นส่วนของยานอวกาศหรืออุปกรณ์ในห้องแล็บยุคก่อนมากขึ้นไปอีก

ความสวยที่มาพร้อมการใช้งานที่เฉพาะตัว

ในมุมมองของการสวมใส่ นาฬิกาทรงนี้ถูกออกแบบมาเพื่อให้นักขับรถมองเวลาได้โดยไม่ต้องละมือจากพวงมาลัย แต่พอมาอยู่ในธีม NASA มันกลับให้ความรู้สึกเหมือนอุปกรณ์สื่อสารบนข้อมือนักบินอวกาศแทน สิ่งที่ชอบเป็นการส่วนตัวคือการเก็บรายละเอียดเล็กๆ อย่างโลโก้ NASA แบบตัวหนอน (Worm Logo) สีส้มสะท้อนแสงที่วางไว้บนตัวเรือน รวมถึงการสลักรายละเอียดภารกิจอวกาศไว้ที่ฝาหลัง ซึ่งทำออกมาได้นิ่งและดูจริงจัง ไม่ได้ดูเหมือนของเล่นที่ทำออกมาเอาใจแฟนคลับทั่วไป

กลไกและการสวมใส่ในชีวิตจริง

ภายในขับเคลื่อนด้วยกลไกอัตโนมัติ Soprod Newton ซึ่งถือว่าไว้ใจได้ในแง่ความทนทานและการสำรองพลังงาน แม้ตัวเรือนจะดูใหญ่และมีรูปทรงแปลกตา แต่ด้วยวัสดุที่เป็นสเตนเลสสตีลน้ำหนักพอเหมาะและการออกแบบสายที่รับกับข้อมือ ทำให้มันใส่สบายกว่าที่ตาเห็น หน้าปัดที่ดูเหมือนจอดิจิทัลนี้อ่านง่ายมากในจังหวะที่เราแค่ปัดข้อมือขึ้นมาดูเร็วๆ

Amida Digitrend NASA Edition คือการเอาความคลาสสิกมาแต่งตัวใหม่ในธีมที่ดูสนุกขึ้น เป็นนาฬิกาที่เหมาะกับคนที่ชอบงานดีไซน์นอกกรอบและหลงรักเรื่องราวของการสำรวจอวกาศ มันบอกเล่าความเท่ของยุค Space Age ผ่านงานวิศวกรรมที่จับต้องได้จริง โดยไม่จำเป็นต้องใช้คำโฆษณาที่สวยหรูเกินไป แต่ใช้ความแปลกใหม่ของรูปทรงเป็นตัวเล่าเรื่องแทน

ข้อมูลทางเทคนิค
  • ตัวเรือน: สเตนเลสสตีล 316L ผิวสัมผัส Bead-blasted (พ่นทรายสีเงินด้าน) ทรงลิ่ม (Wedge-shaped)
  • หน้าปัด: แสดงผลแบบแนวตั้ง (Vertical Display) ผ่านปริซึมคริสตัล (LRV – LPR) จำลองหน้าจอดิจิทัล
  • ฟังก์ชัน: แสดงชั่วโมงแบบ Jumping Hour และนาทีแบบจานหมุน (Sweeping Minutes)
  • กลไก: อัตโนมัติ Soprod Newton (P092) สำรองพลังงาน 44 ชั่วโมง
  • สาย: สายสเตนเลสสตีลดีไซน์เข้ากับตัวเรือน พร้อมตัวล็อกแบบบานพับ

อ่านบทความอื่นๆ เพิ่มเติม
Jacob & Co. Billionaire Double Tourbillon Angel Cut ปฏิวัติวงการด้วยเพชรเจียระไนสิทธิบัตรใหม่ในราคา 120 ล้านบาท
Green Dial Energy | รวม 5 นาฬิกาหน้าปัดเขียว เสริมจังหวะแห่งวสันตวิษุวัตและการสะท้อนพลังแห่งการเติบโต
ว่าด้วย ‘ทองคำ’ วัสดุล้ำค่าที่น่าปรารถนาตลอดกาลในอุตสาหกรรมนาฬิกา

ย้อนรอยประวัติศาสตร์ปี 1816 กับ Louis Moinet Chronograph รุ่นพิเศษในเฉดสีแชมเปญ

การเฉลิมฉลอง 210 ปีแห่งมรดกโครโนกราฟเครื่องแรกของโลก ผ่านงานดีไซน์ไทเทเนียมร่วมสมัยที่นุ่มนวลและหรูหรา

ประวัติศาสตร์นาฬิกามักจะมีจุดเริ่มต้นที่น่าทึ่งเสมอ หนึ่งในนั้นคือปี 1816 เมื่อ Louis Moinet ประดิษฐ์กลไกจับเวลาหรือโครโนกราฟเครื่องแรกของโลกได้สำเร็จ และเพื่อเป็นการฉลองครบรอบ 210 ปีของเหตุการณ์นั้น 1816 Chronograph Champagne จึงถูกสร้างขึ้นมาเพื่อทำหน้าที่ส่งต่อมรดกชิ้นนี้ในรูปแบบที่ดูอบอุ่นและร่วมสมัยกว่าเดิม

เสน่ห์ของสีสันและเลเยอร์ 

สิ่งที่สะดุดตาเป็นอย่างแรกคือ “สีแชมเปญ” ที่แผ่กระจายอยู่บนหน้าปัด การเลือกใช้โทนสีนี้ช่วยลดทอนความแข็งกระด้างของงานวิศวกรรมลง และทำให้โครงสร้างหน้าปัดที่ซ้อนกันหลายชั้นดูมีมิติที่ละมุนตาขึ้น รายละเอียดที่น่าสนในใจอีกอย่างคือการนำตัวเลขโรมันกลับมาใช้บนหน้าปัดย่อย ซึ่งเป็นการเคารพต้นฉบับในปี 1816 ได้อย่างมีชั้นเชิง เป็นการผสมผสานความเก่าเข้ากับงานดีไซน์ยุคใหม่ได้แบบไม่ขัดเขิน

ความซับซ้อนที่จับต้องได้ 

ในมุมมองของการออกแบบ การโชว์กลไกคอลัมน์วีล (Column Wheel) ผ่านหน้าปัดแบบเปิดโล่งเป็นสิ่งที่แฟนนายิกาหลงรักอยู่แล้ว แต่สิ่งที่เรือนนี้ทำได้ดีคือการคุมโทนชิ้นส่วนกลไกให้เข้ากับสีแชมเปญของตัวเรือน ทำให้ภาพรวมดูเป็นเนื้อเดียวกัน การใช้ไทเทเนียมเกรด 5 เคลือบ DLC สีแชมเปญที่สายนาฬิกายังช่วยเรื่องน้ำหนักที่เบาใส่สบาย ซึ่งเป็นโจทย์สำคัญของนาฬิกาที่มีกลไกซับซ้อนขนาดนี้ว่า “ต้องใส่ใช้งานได้จริง” ไม่ใช่แค่มีไว้ตั้งโชว์

งานฝีมือที่มองเห็นได้จากด้านหลัง 

เมื่อพลิกดูฝาหลัง จะเห็นการตกแต่งที่ประณีต ทั้งการพ่นทราย ชุบทอง และสกรูเหล็กที่ผ่านความร้อนจนกลายเป็นสีน้ำเงิน (Blue Steel) รายละเอียดเหล่านี้คือเครื่องยืนยันถึงความใส่ใจในระดับสูง กลไกไขลานด้วยมือที่ประกอบขึ้นจากชิ้นส่วนกว่า 330 ชิ้น ให้ความรู้สึกของการมีส่วนร่วมกับนาฬิกาทุกครั้งที่เริ่มหมุนเม็ดมะยมเพื่อสำรองพลังงาน

Louis Moinet 1816 Chronograph Champagne คือนาฬิกาที่บอกเล่าเรื่องราวความยิ่งใหญ่ในอดีตผ่านภาษาการออกแบบที่นุ่มนวลและเข้าใจง่าย มันเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจสำหรับคนที่มองหางานกลไกชั้นสูงแต่ไม่อยากได้ภาพลักษณ์ที่ดูทางการจนเกินไป สีแชมเปญและความเบาของไทเทเนียมทำให้เรือนนี้กลายเป็นงานศิลปะที่พร้อมจะเดินทางไปกับเราได้ในทุกวันอย่างสง่างามและมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวสุดๆ

ข้อมูลทางเทคนิค
  • ตัวเรือน: ไทเทเนียมเกรด 5 เคลือบ DLC สีแชมเปญ ขนาด 40.7 มม. น้ำหนักเบาและทนทานสูง
  • หน้าปัด: ดีไซน์แบบกึ่งเปิดโล่ง (Open-worked) โชว์กลไกคอลัมน์วีล ตกแต่งด้วยตัวเลขโรมันในโทนสีแชมเปญและทอง
  • ฟังก์ชัน: ระบบจับเวลาโครโนกราฟ (Chronograph) แสดงชั่วโมง นาที และวินาทีแยกส่วน
  • กลไก: กลไกไขลานด้วยมือ (Manual Wind) ประกอบด้วยชิ้นส่วนกว่า 330 ชิ้น พร้อมการตกแต่งประณีตระดับสูง
  • สาย: สายไทเทเนียมเกรด 5 เคลือบ DLC สีแชมเปญแบบ Integrated Bracelet

อ่านบทความอื่นๆ เพิ่มเติม
Jacob & Co. Billionaire Double Tourbillon Angel Cut ปฏิวัติวงการด้วยเพชรเจียระไนสิทธิบัตรใหม่ในราคา 120 ล้านบาท
ส่องประกายดวงดาวบนหน้าปัด Aventurine และงานดีไซน์ทรงเหลี่ยมอันเป็นเอกลักษณ์ Bell & Ross BR-05 Blue Diamond Eagle
ว่าด้วย ‘ทองคำ’ วัสดุล้ำค่าที่น่าปรารถนาตลอดกาลในอุตสาหกรรมนาฬิกา

Nautilus กำลังจะครบ 50 ปี มาดูกันว่า Patek Philippe จะฉลองวาระนี้อย่างไร

ทิศทาง Nautilus 2026 กับการฉลอง 50 ปีที่อาจเปลี่ยนหน้าประวัติศาสตร์อีกครั้ง

บทความโดย Tracey Llewellyn . Mar 25, 2026

แม้จะประสบความสำเร็จอย่างล้นหลาม แต่ Nautilus ไม่ได้เป็นตัวกำหนดนิยามของนาฬิกาสปอร์ตหรู และไม่ได้เปลี่ยนสถานะภาพรวมของ Patek Philippe ไปเสียทีเดียว ทว่าสิ่งที่มันทำคือการเปลี่ยนความเข้าใจที่ผู้คนมีต่อนาฬิกาทั้งสองประเภทนี้

Nautilus เปิดตัวในปี 1976 ในช่วงเวลาที่อุตสาหกรรมนาฬิกาสวิสกำลังเผชิญกับความกดดันอย่างหนัก และแนวคิดเรื่องนาฬิกาหรูที่ทำจากวัสดุเหล็กยังคงเป็นที่ถกเถียงกันอยู่ แต่มันกลับช่วยรีเซ็ตความคาดหวังของผู้คนเสียใหม่ ผ่านโครงสร้างที่ชาญฉลาดและงานดีไซน์ที่ดูสมบูรณ์แบบตั้งแต่วันแรกที่ปรากฏตัว

รายละเอียดของมันเป็นที่รู้จักกันดี ไม่ว่าจะเป็นตัวเรือนแบบชิ้นเดียวที่ได้แรงบันดาลใจจากหน้าต่างเรือเดินสมุทร หน้าปัดลายขวางอันเป็นเอกลักษณ์ และสายนาฬิกาแบบรวมเป็นหนึ่งกับตัวเรือนซึ่งไม่ใช่แค่ส่วนประกอบเสริม แต่เป็นหัวใจหลักของโครงสร้าง

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่สำคัญกว่าเบื้องหลังการสร้างสรรค์ คือผลกระทบที่ตามมา Nautilus ได้ให้นิยามใหม่ว่าความผ่อนคลายสามารถอยู่ร่วมกับความหรูหราได้อย่างไร และยังพิสูจน์ให้เห็นว่าเหล็กหากถูกนำมาเจียระไนและจัดการอย่างถูกต้อง ก็สามารถมีคุณค่าและศักดิ์ศรีเทียบเท่ากับทองคำได้เช่นกัน

โฆษณาเก่าของนาฬิกา Patek Philippe Nautilus รุ่น 3700 และนาฬิกา Patek Philippe Nautilus รุ่น 3700/1A ดั้งเดิมจากปี 1976

เมื่อเวลาผ่านไป Nautilus ได้เปลี่ยนจากสินค้าที่สร้างความสั่นสะเทือนในวงการ กลายมาเป็นเสาหลักสำคัญของแบรนด์ เคียงข้างกับตระกูล Calatrava มันได้สร้างนิยามใหม่ให้ผู้คนมอง Patek Philippe ไม่ใช่แค่ในฐานะช่างทำนาฬิกา แต่เป็นผู้กำหนดรสนิยมด้วย นี่จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมการครบรอบ 50 ปีในปี 2026 ถึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะปีนี้จะเป็นบททดสอบว่า Patek จะเลือกวางตำแหน่งของ Nautilus ในก้าวต่อไปอย่างไร

เป็นเรื่องยากที่จะคาดเดาความคิดของ Thierry Stern ประธานบริหารของแบรนด์ ผู้มักจะชอบทำอะไรที่เหนือความคาดหมายอยู่เสมอ ย้อนกลับไปในปี 2006 เนื่องในโอกาสครบรอบ 30 ปี Patek ไม่ได้ผลิตนาฬิการุ่นที่ระลึกในความหมายแบบสมัยใหม่ แต่เลือกที่จะรีเซ็ตคอลเลกชันทั้งหมดด้วยการอัปเดตเชิงกลยุทธ์ แทนที่จะเป็นการย้อนรำลึกอดีตเพียงอย่างเดียว ซึ่งนาฬิการหัสที่ตามมาหลังจากนั้น โดยเฉพาะ 5711 และ 5712 ได้กลายเป็นต้นแบบของ Nautilus ยุคปัจจุบันไปโดยปริยาย

ปี 2006: นาฬิกา Patek Philippe Nautilus รุ่น 5711/1A (ซ้าย) และรุ่น 5712/1A

ภายในปี 2016 ทิศทางเริ่มเปลี่ยนไป การฉลองครบรอบ 40 ปีถูกบันทึกไว้ด้วยนาฬิกาเพียงสองรุ่นเท่านั้น คือรุ่นแสดงเวลาและวันที่ในตัวเรือนแพลทินัม และรุ่นโครโนกราฟตัวเรือนไวท์โกลด์

นาฬิกาทั้งสองรุ่นยังคงยึดโยงอยู่กับภาษาการออกแบบเดิมที่มีอยู่ โดยไม่มีความพยายามที่จะขยายคอลเลกชันหรือขัดจังหวะความต่อเนื่องของดีไซน์ หากจะมีข้อความใดที่สื่อสารออกมาจากการขยับตัวในครั้งนั้น สิ่งนั้นคือการบอกว่า Nautilus ไม่จำเป็นต้องสร้างตัวตนใหม่แต่อย่างใด

ปี 2016: นาฬิกา Patek Philippe Nautilus รุ่น 5711/1P (ซ้าย) และรุ่น 5976/1G

ทว่าอารมณ์ความรู้สึกในปี 2026 นั้นแตกต่างออกไป Nautilus รหัส 5711 ตัวเรือนเหล็กซึ่งเป็นทายาทสายตรงของรหัส 3700 รุ่นดั้งเดิมได้ถูกยุติการผลิตไปแล้ว และ Thierry Stern เองก็ชัดเจนมาตลอดเกี่ยวกับความจำเป็นในการปรับสมดุลภาพลักษณ์ของทั้งตัวแบรนด์และตัว Nautilus เอง การถอดรุ่นเหล็กที่เรียบง่ายที่สุดออกไปเป็นส่วนหนึ่งของการแก้ไขทิศทางนั้น ซึ่งสิ่งนี้ทำให้เกิดความขัดแย้งที่จงใจ เพราะในเชิงประวัติศาสตร์แล้ว Nautilus มีรากฐานมาจากเหล็ก แต่ในรูปลักษณ์สมัยใหม่มันกลับไม่มีวัสดุนี้ให้เห็นอีกต่อไป การฉลองครบรอบ 50 ปีจึงไม่สามารถมองข้ามประเด็นนี้ได้ แต่ในขณะเดียวกันก็แทบจะเป็นไปไม่ได้เลยที่แบรนด์จะย้อนกลับไปหาจุดเดิมตรงๆ

หากยึดตามธรรมเนียมปฏิบัติที่เคยทำมา จำนวนนาฬิการุ่นฉลองครบรอบน่าจะถูกผลิตออกมาในจำนวนจำกัดเพียง 2 หรือ 3 รุ่นเท่านั้น และจะไม่ถูกสร้างแยกออกมาเป็นคอลเลกชันย่อย แต่จะวางตัวอยู่ในไลน์สินค้าที่มีอยู่เดิม โดยมีความโดดเด่นมากพอที่จะบ่งบอกถึงวาระพิเศษ ใครจะลืมตัวอักษรฉลองครบรอบ 40 ปีบนหน้าปัดรหัส 5711/1P และรหัส 5976/1G ที่เคยสร้างเสียงวิพากษ์วิจารณ์ไปได้ลง

Patek Philippe Nautilus 50th Anniversary

เราจะได้เห็นการส่งสัญญาณถึงรุ่น Jumbo ในปีนี้ไหม? มีความเป็นไปได้สูงทีเดียว แต่คงไม่ใช่การกลับมาของวัสดุเหล็ก รุ่นแสดงเวลาและวันที่ซึ่งถอดแบบใกล้เคียงกับรุ่นดั้งเดิมดูจะมีน้ำหนักมากที่สุด โดยอาจมาในวัสดุแพลทินัมหรือไวท์โกลด์เพื่อรักษาความต่อเนื่องทางสายตา แต่จะไม่มีการโอนอ่อนผ่อนตามให้กับวัสดุที่ไม่ใช่โลหะมีค่า หากเหล็กจะปรากฏออกมาจริงๆ ก็คงจะถูกควบคุมให้อยู่ในระดับที่แทบจะมองไม่เห็น เป็นรุ่นพิเศษเพียงเรือนเดียว ผลิตในจำนวนที่น้อยมาก หรือผูกโยงกับกิจกรรมเฉพาะเจาะจง มากกว่าจะเป็นการกลับเข้าสู่สายการผลิตปกติ

หรือ Stern จะเลือกสร้างแรงสั่นสะเทือนที่หวือหวากว่านั้น? การฉลองครบรอบ 40 ปีเคยมอบนาฬิกาโครโนกราฟให้เรามาแล้ว ส่วนในวาระ 50 ปีนี้อาจเป็นการขยับไปสู่กลไกที่ซับซ้อนยิ่งขึ้น การนำกลไกปฏิทินถาวรหรือสปลิท-เซกันด์ โครโนกราฟ มาวางลงในตัวเรือน Nautilus ไม่ใช่เรื่องใหม่ที่ไม่เคยเกิดขึ้น แต่การทำออกมาเป็นรุ่นฉลองครบรอบจะช่วยตอกย้ำแนวคิดที่ว่า Nautilus คือส่วนหนึ่งของอัตลักษณ์ทางเทคนิคของ Patek Philippe ไม่ใช่ในทางกลับกัน

เรื่องจังหวะเวลาก็สำคัญไม่แพ้กัน Patek Philippe ไม่เคยรู้สึกสบายใจนักกับการต้องเดินตามตารางเวลาของอุตสาหกรรมนาฬิกาจนเกินไป จึงค่อนข้างมั่นใจได้ว่างาน Watches and Wonders จะไม่ใช่ภาพรวมทั้งหมดของปี 2026 แต่อาจเป็นเพียงการวางรากฐานเท่านั้น ส่วนการเปิดตัวที่สำคัญจริงๆ เหมือนอย่าง Cubitus ในปี 2024 มักจะตามมาในช่วงปลายปี

ซึ่งงาน Grand Exhibition ณ เมืองมิลานในเดือนตุลาคม คือจุดโฟกัสที่ชัดเจนที่สุด เพราะนิทรรศการเหล่านี้ไม่ใช่แค่งานแสดงสินค้า แต่เป็นพื้นที่ที่ถูกออกแบบมาเพื่อสื่อสารกับลูกค้าและนักสะสมโดยตรง หากจะมีช่วงเวลาที่สมบูรณ์แบบในการเผยโฉม Nautilus ครบรอบ 50 ปี ก็คือที่นี่แหละ

Patek Philippe Nautilus 50th Anniversary
2024: Patek Philippe Cubitus อ้างอิง 5821/1AR-001

อย่างไรก็ตาม คำถามที่น่าสนใจยิ่งกว่าไม่ใช่การที่ Patek จะผลิตอะไรออกมา แต่เป็นสิ่งที่ทางแบรนด์ต้องการให้ Nautilus เป็นตัวแทนของอะไรหลังจากผ่านพ้น 50 ปีแรกไป เพราะในทศวรรษที่ผ่านมา นาฬิการุ่นนี้ได้กลายเป็นวัตถุทางวัฒนธรรมในรูปแบบที่ไม่ได้ตั้งใจให้เป็นแต่แรก การฉลองครบรอบครั้งนี้จึงเป็นโอกาสในการรีเซ็ตความรับรู้ดังกล่าว

หากวาระครบรอบ 30 ปีคือการนำเสนอ Nautilus ยุคใหม่ และวาระ 40 ปีคือการทำให้อัตลักษณ์นั้นแข็งแกร่งขึ้น การฉลองครบ 50 ปีก็น่าจะเป็นเรื่องของการควบคุม และการจัดวางตำแหน่งใหม่ให้เป็นเพียงส่วนหนึ่งของเรื่องราวใน Patek Philippe แทนที่จะเป็นภาพจำทั้งหมดของแบรนด์

Nautilus ไม่จำเป็นต้องได้รับการเฉลิมฉลองในรูปแบบเดิมๆ อีกต่อไป เพราะมันได้ครอบครองพื้นที่ในตำนานแห่งโลกนาฬิกาไปเรียบร้อยแล้ว ตอนนี้จึงขึ้นอยู่กับ Stern ว่าจะกำหนดทิศทางในเฟสถัดไปของมันอย่างไร

อ่านบทความอื่นๆ เพิ่มเติม
Jacob & Co. Billionaire Double Tourbillon Angel Cut ปฏิวัติวงการด้วยเพชรเจียระไนสิทธิบัตรใหม่ในราคา 120 ล้านบาท
ส่องประกายดวงดาวบนหน้าปัด Aventurine และงานดีไซน์ทรงเหลี่ยมอันเป็นเอกลักษณ์ Bell & Ross BR-05 Blue Diamond Eagle
ว่าด้วย ‘ทองคำ’ วัสดุล้ำค่าที่น่าปรารถนาตลอดกาลในอุตสาหกรรมนาฬิกา

พาชมความงามจากรอยด่างพร้อยบนหน้าปัดนาฬิกา Venezianico Nereide Verdigris

เมื่อร่องรอยของกาลเวลาคือหัวใจของดีไซน์ผ่านนาฬิกา Venezianico Nereide Verdigris

ในโลกของงานออกแบบที่พยายามวิ่งหาความสมบูรณ์แบบ บางครั้งความน่าสนใจกลับซ่อนอยู่ในสิ่งที่ดูไม่น่าจดจ่อจนเกินไป อย่างการหยิบเอาหน้าปัดทองเหลืองมาผ่านกระบวนการ Oxidation จนเกิดเป็นคราบสนิมเขียวที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว

ซึ่งการหยิบเอาหน้าปัดนาฬิกามาทำให้ดู “เก่า” มักจะลงเอยด้วยการทำสีเลียนแบบ แต่สำหรับ Nereide Verdigris สิ่งที่เห็นคือการปล่อยให้ปฏิกิริยาเคมีทำงานของมันเองบนแผ่นทองเหลือง โดยกระบวนการ Oxidation และการใช้ความร้อนทำให้เกิดคราบสนิมเขียวที่ต่างกันไปในแต่ละเรือน

สีสันแห่งเวนิส
ดมทองแดง รูปปั้น และรายละเอียดทางสถาปัตยกรรมค่อยๆ เปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลา พัฒนาเป็นเฉดสีเขียวและสีฟ้าอมเขียวที่โดดเด่นของภูมิทัศน์เมือง ความแตกต่างเล็กน้อยเหล่านี้ซึ่งเกิดจากกาลเวลาและสภาพแวดล้อม กลายเป็นแหล่งแรงบันดาลใจอย่างต่อเนื่องสำหรับการสร้างสรรค์ของเรา
พื้นผิวมีลวดลาย
คราบสนิมสีเขียวที่เกิดขึ้นบนหน้าปัดทำให้พื้นผิวดูมีมิติและสวยงาม โดดเด่นด้วยเฉดสีเขียว สีฟ้าอมเขียว และสีน้ำเงินที่ไม่สม่ำเสมอ พื้นผิวนี้สร้างขึ้นจากกระบวนการผลิตแบบดั้งเดิมโดยการออกซิไดซ์และเผาไฟบนทองเหลือง ทำให้เกิดความลึกและแสงสะท้อนที่เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา ผลลัพธ์ที่ได้คือหน้าปัดที่มีความสวยงามและมีรายละเอียดสูง ซึ่งทุกรายละเอียดสะท้อนให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงตามธรรมชาติของโลหะ
แหล่งที่มาของแรงบันดาลใจ
แนวคิดนี้เกิดขึ้นจากการสังเกตการเปลี่ยนแปลงของโลหะในเวนิสเมื่อเวลาผ่านไป ทองแดงและทองเหลืองที่สัมผัสกับอากาศในทะเลสาบจะค่อยๆ เกิดคราบเขียวอมฟ้าที่เป็นเอกลักษณ์ โดยมีเฉดสีเขียวและสีฟ้าอมเขียว ปรากฏการณ์ทางธรรมชาติเช่นนี้กลายเป็นแรงบันดาลใจให้กับโครงการนี้ นั่นคือการถ่ายทอดเฉดสีและลักษณะวัสดุเหล่านั้นลงบนหน้าปัดนาฬิกา Nereide

เสน่ห์ที่คาดเดาไม่ได้ 

พื้นผิวของหน้าปัดไม่ได้เรียบเนียนเหมือนนาฬิกาทั่วไปเท่านั้น เพราะนี่คือจุดเด่นที่น่าสนใจมากๆ เพราะลวดลายที่เกิดขึ้นเลียนแบบสีของโดมและหลังคาสถาปัตยกรรมเก่าแก่ในเวนิส การสวมนาฬิกาเรือนนี้จึงให้ความรู้สึกเหมือนกำลังใส่งานคราฟต์ที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว เพราะโอกาสที่จะเจอหน้าปัดที่มีลายซ้ำกันนั้นแทบจะเป็นไปไม่ได้เลย

การเปลี่ยนแปลงของวัสดุ
หน้าปัด Nereide Verdigris สร้างขึ้นจากฐานทองเหลือง ผ่านกระบวนการผลิตด้วยมืออย่างพิถีพิถัน โดยควบคุมกระบวนการออกซิเดชันและการเผา ทำให้พื้นผิวเกิดคราบสนิมที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว อุดมไปด้วยลวดลายและสีสันที่หลากหลาย แผ่นโลหะแต่ละแผ่นจะมีปฏิกิริยาแตกต่างกันเล็กน้อย ทำให้เกิดลวดลายที่ไม่สามารถคาดเดาได้ ส่งผลให้หน้าปัดแต่ละชิ้นมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว

ความดิบที่ถูกควบคุมด้วยความประณีต 

สิ่งที่ช่วยเบรกความดิบของหน้าปัดไม่ให้ดูเลอะเทอะ คือการเลือกใช้ขอบตัวเรือนทังสเตน (Tungsten) ที่มีความเงาและทนทานสูงมาก ทังสเตนจะทำหน้าที่เหมือนกรอบรูปที่เนี้ยบกริบ ช่วยขับให้ความไม่สมบูรณ์แบบบนหน้าปัดดูเด่นและมีราคาขึ้นมาทันที ถ้ามองภาพรวม นาฬิกาเรือนนี้ไม่ได้ดูเหมือนของโบราณที่ขุดขึ้นมา กลับดูเหมือนงานดีไซน์สมัยใหม่ที่จงใจเล่นกับเรื่องของกาลเวลามากกว่า

กำเนิดจากเรือดำน้ำอันเป็นสัญลักษณ์
เรือดำน้ำเนเรอิเดะ ซึ่งเป็นแรงบันดาลใจให้กับคอลเลกชันทั้งหมด ถูกวาดภาพไว้ในภาพสลักตรงกลางฝาหลัง เพื่อย้ำเตือนว่านาฬิกาเรือนนี้ไม่ลดทอนประสิทธิภาพใต้น้ำ ยังคงความสามารถในการดำน้ำได้ลึกถึง 200 เมตร และมีขอบตัวเรือนหมุนได้ที่ช่วยให้สามารถตรวจสอบเวลาดำน้ำได้

ความเที่ยงตรงในแง่การใช้งาน 

ตัวเรือนสตีลขนาด 42 มม. จับคู่กับสายยางสีเขียวที่สั่งทำพิเศษ เป็นการจับคู่สีที่คุมโทนได้ดีมาก กลไก Sellita SW200-1 ที่อยู่ข้างในช่วยให้วางใจได้เรื่องความแม่นยำและการดูแลรักษาในระยะยาว นาฬิกาเรือนนี้จึงไม่ใช่แค่ของสะสมที่เน้นดีไซน์แปลกตาเพียงอย่างเดียว เพราะมันทำหน้าที่เป็นนาฬิกาที่ใส่ลุยได้จริงด้วยคุณสมบัติการกันน้ำ 200 เมตร

สำหรับ Nereide Verdigris เรือนนี้ นี่คือคำตอบสำหรับคนที่เบื่อหน้าปัดนาฬิกาแบบเดิมๆ มันคือการยอมรับความไม่สมบูรณ์แบบมาสร้างเป็นความสง่างามในโทนที่นิ่งและลึกซึ้ง เป็นเรือนเวลาที่มีเรื่องเล่าอยู่ในตัวเองโดยไม่ต้องพยายามป่าวประกาศอะไรมากมาย

Venezianico Nereide Verdigris
ข้อมูลทางเทคนิค
  • ชื่อรุ่น: Venezianico Nereide Verdigris
  • ตัวเรือน: สเตนเลสสตีล 316L ขนาด 42 มม. พร้อมขอบตัวเรือนทังสเตน (Tungsten) กันน้ำ 200 เมตร
  • หน้าปัด: ทองเหลืองผ่านกระบวนการ Oxidation และความร้อนจนเกิดคราบสนิมเขียว (Verdigris) ที่มีลวดลายเฉพาะตัวในแต่ละเรือน
  • ฟังก์ชัน: แสดงเวลา 3 เข็ม (ชั่วโมง นาที วินาที) พร้อมขอบหน้าปัดหมุนได้ทิศทางเดียวสำหรับดำน้ำ
  • กลไก: อัตโนมัติ Sellita SW200-1 (Swiss Made)
  • สาย: สายยางสีเขียวสั่งทำพิเศษ (Custom Rubber Strap)

อ่านบทความอื่นๆ เพิ่มเติม

บทสรุปส่งท้ายกับผลงานที่น่าสะสมที่สุดของ Richard Mille ในปี 2026
Back to Basics…หวนคืนสู่รากเหง้ากับ Squale SUB-37
เมื่อสไตล์ Ivy League มาอยู่บนข้อมือ การคอลแลบสุดพิเศษ J. Press x Bamford London B80

ศิลปะจากฝาท่อระบายน้ำสู่หน้าปัดนาฬิกา Mercury Altmann x Isotope

จากศิลปะฝาท่อเมืองโอซาก้าสู่งานอีนาเมลชั้นสูงบนข้อมือ

บางครั้งแรงบันดาลใจที่น่าสนใจที่สุดก็ไม่ได้มาจากพิพิธภัณฑ์ แต่อยู่บนทางเท้าที่เราเดินผ่านทุกวัน สำหรับนาฬิกาเรือนนี้ จุดเริ่มต้นมาจาก “ฝาท่อระบายน้ำ” ในประเทศญี่ปุ่น สิ่งของสาธารณะที่ดูธรรมดาแต่กลับซ่อนงานกราฟิกและสัญลักษณ์ทางวัฒนธรรมไว้อย่างประณีต จนกลายเป็นโปรเจกต์พิเศษที่เปลี่ยนงานเหล็กหล่อบนถนน ให้กลายเป็นงานอีนาเมลชั้นสูงบนข้อมือ

การตีความใหม่ที่ไม่ลดทอนรายละเอียด 

หัวใจหลักของนาฬิการุ่นนี้คือหน้าปัดที่ถอดแบบมาจากฝาท่อของเมืองโอซาก้า ซึ่งมีรูปปราสาทโอซาก้าอยู่ตรงกลาง ล้อมรอบด้วยดอกซากุระและสายน้ำ สิ่งที่น่าประทับใจคือความใจถึงของแบรนด์ที่ไม่เลือกใช้วิธีสกรีนลายแบบง่ายๆ แต่กลับใช้เทคนิค Cloisonné Enamel หรือการใช้ลวดเงินเส้นเล็กจิ๋วมาดัดด้วยมือเพื่อกั้นช่องสีทีละช่อง แล้วหยอดผงแก้ว (Vitreous Enamel) ลงไปก่อนจะนำไปเผาที่อุณหภูมิ 850 องศาเซลเซียส

ความพยายามที่สวนทางกับจำนวน 

ในมุมมองของคนทำนาฬิกา การใช้เวลาเกือบหนึ่งปีเพื่อผลิตหน้าปัดออกมาเพียง 5 เรือน ถือเป็นเรื่องที่บ้าพลังมาก กระบวนการเติมสีและนำเข้าเตาเผาต้องทำซ้ำนับสิบครั้งเพื่อให้ได้ความหนาและสีที่ถูกต้อง หากเกิดฟองอากาศเพียงนิดเดียวในขั้นตอนสุดท้าย ทุกอย่างคือการเริ่มใหม่ทั้งหมด ความยากตรงนี้เองที่ทำให้หน้าปัดแต่ละเรือนมีจิตวิญญาณที่ต่างกันเล็กน้อย ซึ่งเป็นเสน่ห์ของงานทำมือที่เครื่องจักรทำแทนไม่ได้

ความสมดุลระหว่างงานคราฟต์และวิศวกรรม

ตัวเรือนสเตนเลสสตีลขนาด 38 มม. มาในทรงที่เรียบง่ายเพื่อส่งให้หน้าปัดดูเด่นที่สุด ด้านในเลือกใช้กลไกไขลาน Swiss Made Calibre I-7 (ฐานจาก ETA Peseux 7001) ซึ่งช่วยให้ตัวนาฬิกามีความบางเพียง 10 มม. การเลือกใช้สายยาง FKM สีขาวแทนที่จะเป็นสายหนังจระเข้แบบดั้งเดิม เป็นจุดที่ช่วยให้โทนของนาฬิกาดูร่วมสมัยขึ้น แทนที่จะดูเป็นของสะสมที่ขึ้นหิ้งจนเกินไป กลับกลายเป็นงานศิลปะที่กล้าใส่ลุยน้ำได้จริงถึง 100 เมตร

Mercury Altmann x Isotope เรือนนี้นับเป็นหนึ่งในนาฬิกาที่ไม่ได้เน้นความหรูหราแบบตะโกน เพราะมันคืองานออกแบบที่ให้เกียรติศิลปะในชีวิตประจำวัน การหยิบเรื่องราวของฝาท่อเมืองโอซาก้ามาเล่าผ่านเทคนิคอีนาเมลชั้นสูง เป็นการผสมผสานที่ลงตัวระหว่างความดิบของงานผังเมืองและความละเอียดอ่อนของงานช่างศิลป์ เป็นนาฬิกา 5 เรือนในโลกที่บอกเราว่า ความสวยงามที่แท้จริงอาจซ่อนอยู่ใต้เท้าเรานี่เอง

ข้อมูลทางเทคนิค
  • ชื่อรุ่น: Mercury Altmann x Isotope “Osaka Manhole” Edition
  • ตัวเรือน: สเตนเลสสตีล 316L ขนาด 38 มม. หนา 10 มม. กันน้ำ 100 เมตร
  • หน้าปัด: งานฝีมือ Cloisonné Vitreous Enamel ลายฝาท่อเมืองโอซาก้า (รูปปราสาทโอซาก้าและดอกซากุระ)
  • ฟังก์ชัน: แสดงเวลาแบบ 2 เข็ม (ชั่วโมง และนาที)
  • กลไก: ไขลาน Swiss Made Calibre I-7 (Base ETA Peseux 7001)
  • สาย: สายยาง FKM สีขาว (Fluorocarbon Rubber)

อ่านบทความอื่นๆ เพิ่มเติม

บทสรุปส่งท้ายกับผลงานที่น่าสะสมที่สุดของ Richard Mille ในปี 2026
Back to Basics…หวนคืนสู่รากเหง้ากับ Squale SUB-37
เมื่อสไตล์ Ivy League มาอยู่บนข้อมือ การคอลแลบสุดพิเศษ J. Press x Bamford London B80

Mix & Match High Jewelry: Bee de Chaumet 2026 เมื่อความคลาสสิกขยับตัวเข้าหาความร่วมสมัย

0

Mix & Match High Jewelry พลิกโฉมสัญลักษณ์เลอค่าสู่งานดีไซน์ร่วมสมัยที่สวมใส่ได้ทุกวัน

ภาพจำของ Chaumet มักผูกติดอยู่กับความหรูหราแบบราชสำนักที่ดูสูงส่ง ทว่าในคอลเลกชัน Bee de Chaumet 2026 สิ่งที่ปรากฏชัดคือการนำสัญลักษณ์เก่าแก่ทั้ง “ผึ้ง” และ “รวงผึ้ง” มาตีความใหม่ให้มีจังหวะที่สงบและเข้ากับยุคสมัยมากขึ้น

จังหวะของรูปทรงที่ลงตัว 

งานออกแบบชิ้นใหม่นี้เน้นการบาลานซ์ระหว่างงานศิลปะเชิงนามธรรมกับรายละเอียดของธรรมชาติเข้าด้วยกันอย่างพอดี ความน่าสนใจอยู่ที่การเลือกใช้รูปทรงเรขาคณิตมาจัดวางจนดูเหมือนงานสถาปัตยกรรมชิ้นเล็กๆ โดยเฉพาะตัวแหวนที่โอบล้อมทั้งมือ ซึ่งให้ความรู้สึกที่ดูทันสมัยและมีพลังต่างจากเครื่องประดับรูปแบบเดิม

อิสระของการเลือกใช้ในชีวิตจริง 

สิ่งที่เห็นได้ชัดจากการปรับโฉมครั้งนี้คือความเข้าใจในไลฟ์สไตล์ที่หลากหลาย ต่างหูที่สามารถปรับเปลี่ยนวิธีสวมใส่ได้หลายรูปแบบ รวมถึง Ear Cuff สีโรสโกลด์ดีไซน์เรียบเท่ สะท้อนให้เห็นว่าเครื่องประดับชั้นสูงไม่จำเป็นต้องถูกจำกัดอยู่แค่ในงานกาล่าเพียงอย่างเดียวเท่านั้น ต้องสามารถดึงมาแมตช์กับชุดประจำวันได้อย่างกลมกลืน การผสมผสานทองคำหลากเฉดสีทั้งโรสโกลด์และไวท์โกลด์ ยิ่งช่วยเปิดพื้นที่ให้ผู้สวมใส่สนุกกับการสะท้อนตัวตนได้ง่ายขึ้น

ความลุ่มลึกที่ซ่อนอยู่ในความเรียบ 

เทคนิคการขัดเงาทองแบบ Mirror-polished ในคอลเลกชันนี้ถูกนำมาใช้เพื่อสร้างมิติของแสงอย่างมีชั้นเชิง เป็นความเงางามที่ดูนิ่งและลึกซึ้ง ไม่ให้ดูฉูดฉาดจนเกินไป เมื่อแสงตกกระทบลงบนพื้นผิวทองคำที่เรียบเนียนสลับกับประกายของเพชร มันคือความหรูหราที่ดูถ่อมตัวแต่เปี่ยมด้วยคุณภาพงานฝีมือ

สำหรับคอลเลกชัน Bee de Chaumet 2026 นี้เป็นเหมือนการพิสูจน์ว่าสัญลักษณ์ที่มีประวัติศาสตร์ยาวนาน สามารถส่งต่อพลังความงามมาถึงปัจจุบันได้ผ่านการตัดทอนรายละเอียดที่ไม่จำเป็นออก เหลือไว้เพียงความประณีตที่สวมใส่ได้จริงในทุกวันอย่างมั่นใจ แล้วทุกคนชอบคอลเลกชันกันมั๊ย เข้ามาร่วมแชร์ความคิดเห็นกันได้

อ่านบทความอื่นๆ เพิ่มเติม
บทสรุปส่งท้ายกับผลงานที่น่าสะสมที่สุดของ Richard Mille ในปี 2026
Back to Basics…หวนคืนสู่รากเหง้ากับ Squale SUB-37
เมื่อสไตล์ Ivy League มาอยู่บนข้อมือ การคอลแลบสุดพิเศษ J. Press x Bamford London B80

Jacob & Co. Billionaire Double Tourbillon Angel Cut ปฏิวัติวงการด้วยเพชรเจียระไนสิทธิบัตรใหม่ในราคา 120 ล้านบาท

เมื่อวิศวกรรมอัญมณีและกลไกทูร์บิญองคู่หลอมรวมเป็นหนึ่งในวาระครบรอบ 40 ปี

ในวาระครบรอบ 40 ปีของเมซง Jacob & Co. ได้สร้างแรงสั่นสะเทือนครั้งใหญ่ด้วยการเปิดตัว “Angel Cut” เพชรเจียระไนทรงใหม่ที่จดสิทธิบัตรเป็นเอกสิทธิ์เฉพาะของแบรนด์ นวัตกรรมนี้เป็นการออกแบบโครงสร้างทางวิศวกรรมอัญมณีขึ้นใหม่เพื่อให้เพชรทรงสี่เหลี่ยมสามารถสะท้อนแสงได้เจิดจ้าและมีมิติความลึกสูงสุด

Angel Cut เมื่อตัวเลข 37 กลายเป็นสัญลักษณ์แห่งความรัก

ที่มาของชื่อ “Angel” มาจากชื่อของ Angela ภรรยาคู่ชีวิตของ Jacob Arabo ผู้ก่อตั้งแบรนด์ โดยเพชรทรงนี้ถูกเจียระไนให้มี 37 เหลี่ยมมุม (Facets) เพื่อเป็นสัญลักษณ์แทนจำนวน 37 ปีที่ทั้งคู่ใช้ชีวิตร่วมกันมา การออกแบบ Angel Cut มุ่งเน้นการแก้จุดอ่อนของเพชรทรงสี่เหลี่ยมทั่วไปที่มืดกว่าทรงกลม ด้วยการจัดวางหน้าตัดรูปทรงสี่เหลี่ยมขนมเปียกปูนเพื่อให้แสงสะท้อนออกมาได้อย่างต่อเนื่องทั่วทั้งเม็ด

ประติมากรรมแห่งแสงบนตัวเรือนไวท์โกลด์

นาฬิกา Billionaire Double Tourbillon Angel Cut เป็นเรือนแรกที่นำเพชรทรงนี้มาใช้งาน ตัวเรือนผลิตจากไวท์โกลด์ (White Gold) 18K ขนาด 54 x 41 มม. ประดับด้วยเพชร Angel Cut ขนาดใหญ่พิเศษจำนวน 98 เม็ด น้ำหนักประมาณ 51.13 กะรัต บริเวณหน้าปัดแบบ Skeleton เผยให้เห็นความซับซ้อนของกลไกไขลาน JCAM50 ที่ประกอบขึ้นจากชิ้นส่วนรวม 460 ชิ้น

ความโดดเด่นทางเทคนิคอยู่ที่การติดตั้งทูร์บิญอง (Tourbillon) แบบ Flying Tourbillons คู่วางไว้ตำแหน่งสมมาตรกันที่ 12 และ 6 นาฬิกา เพื่อรักษาความเที่ยงตรงอย่างสูงสุดท่ามกลางประกายแสงของเพชรบนหน้าปัดที่ฝังแบบไร้หนามเตยอีก 88 เม็ด และเพชรทรงบาแก็ตต์อีก 80 เม็ด รวมน้ำหนักเพชรทั้งเรือนกว่า 79 กะรัต ด้วยราคาจำหน่ายประมาณ 3.4 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และผลิตจำกัดเพียง 18 เรือนทั่วโลก นี่คือผลงานมาสเตอร์พีซที่หลอมรวมโลกแห่งอัญมณีและเครื่องบอกเวลาชั้นสูงเข้าด้วยกันอย่างสมบูรณ์แบบ

ข้อมูลทางเทคนิค
  • ชื่อรุ่น: Jacob & Co. Billionaire Double Tourbillon Angel Cut
  • ตัวเรือน: ไวท์โกลด์ 18K (White Gold) ขนาด 54 x 41 มม. หนา 13.2 มม. กันน้ำ 30 เมตร
  • กลไก: กลไกไขลาน In-house Calibre JCAM50 ประกอบจากชิ้นส่วน 460 ชิ้น สำรองพลังงาน 72 ชั่วโมง ความถี่ 21,600 vph
  • ฟังก์ชัน: แสดงชั่วโมงและนาที พร้อมกรงทูร์บิญองคู่แบบลอยตัว (Two flying one-minute tourbillons)
  • อัญมณี (รวมประมาณ 79 กะรัต):
    • ตัวเรือน: เพชร Angel Cut 98 เม็ด (~51.13 กะรัต)
    • หน้าปัด: เพชร Angel Cut 88 เม็ด (~11 กะรัต) และเพชรทรงบาแก็ตต์ 80 เม็ด (~1.14 กะรัต)
    • เม็ดมะยม: ประดับเพชร Rose-cut 1 เม็ด (1 กะรัต)
  • สาย: ไวท์โกลด์ 18K ประดับเพชร Angel Cut พร้อมตัวล็อกแบบบานพับ
  • จำนวนการผลิต: Limited Edition 18 เรือน

อ่านบทความอื่นๆ เพิ่มเติม
บทสรุปส่งท้ายกับผลงานที่น่าสะสมที่สุดของ Richard Mille ในปี 2026
Back to Basics…หวนคืนสู่รากเหง้ากับ Squale SUB-37
เมื่อสไตล์ Ivy League มาอยู่บนข้อมือ การคอลแลบสุดพิเศษ J. Press x Bamford London B80

Louis Erard x Alain Silberstein การกลับมาของนาฬิกา Regulator ในธีมสีน้ำเงินสุดขี้เล่น

งานศิลปะเรขาคณิตบนข้อมือจากความร่วมมือของช่างนาฬิกาสวิสและดีไซน์เนอร์ระดับโลก

Louis Erard กลับมาสร้างสีสันให้วงการนาฬิกาอีกครั้งด้วยการจับมือกับ Alain Silberstein ดีไซน์เนอร์ระดับตำนาน เพื่อนำเสนอคอลเลกชันสีน้ำเงินเข้มขัดซาตินที่ดูโมเดิร์นและขี้เล่นกว่าที่เคย โดยครั้งนี้มาพร้อมกัน 2 รูปแบบกลไกที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ต่างกันอย่างสิ้นเชิง

Louis Erard x Alain Silberstein (Smile-Day Blue / Tourbillon Régulateur Blue)

Smile-Day Blue วันที่มาพร้อมรอยยิ้ม

ความสนุกของรุ่นนี้อยู่ที่ฟังก์ชัน “Smiledays” ซึ่ง Alain Silberstein เปลี่ยนการบอกชื่อวันจันทร์-อาทิตย์แบบเดิม ให้กลายเป็นรูปใบหน้า (Emoji) ที่แสดงอารมณ์ต่างกันไปในแต่ละวัน โดยปรากฏอยู่ที่ช่องหน้าต่างตำแหน่ง 6 นาฬิกาคู่กับวันที่ เข็มนาฬิกาถูกออกแบบด้วยเส้นสายเรขาคณิตที่เป็นเอกลักษณ์ ทั้งเข็มชั่วโมงและเข็มนาทีที่เน้นความเรียบง่ายแต่ดูโมเดิร์น เสริมความโดดเด่นด้วยเข็มวินาทีเส้นหยักสีเหลืองสดใส (Signature Squiggly Hand)

Tourbillon Régulateur Blue เมื่อความล้ำสมัยมาในรูปแบบทูร์บิญอง

สำหรับเรือนที่สองคือการนำกลไกซับซ้อนอย่าง Tourbillon มาตีความใหม่ให้ดูสนุกและเข้าถึงง่าย การจัดวางหน้าปัดมาในรูปแบบ Regulator โดยแยกการแสดงชั่วโมงไว้ที่วงกลมตำแหน่ง 12 นาฬิกา และเปิดช่องโหว่ที่ตำแหน่ง 6 นาฬิกาเพื่อโชว์กรงทูร์บิญองแบบ 1 นาที (One-minute Tourbillon) ที่หมุนวนอย่างสง่างาม กลไกไขลานชุดนี้ให้พลังงานสำรองยาวนานถึง 100 ชั่วโมง

ตัวเรือนไทเทเนียมและสายผ้าสุดล้ำ 

ทั้งสองรุ่นมาในตัวเรือนขนาด 40 มม. ที่สร้างขึ้นจากไทเทเนียมเกรด 2 และเกรด 5 ผสมผสานการขัดแต่งแบบพ่นทราย (Microblasted) และขัดเงา (Polished) เพื่อให้ได้ลุคที่ดูสปอร์ตและล้ำสมัย มาพร้อมสายผ้าไนลอนสีน้ำเงิน (Heathered Blue) ที่ใช้ระบบตัวล็อกแบบตีนตุ๊กแก ทำให้การสวมใส่คล่องตัวและกระชับข้อมือ เหมาะสำหรับคนรุ่นใหม่ที่มองหานาฬิกาที่มีตัวตนชัดเจนและไม่ซ้ำใคร

ข้อมูลทางเทคนิค 
  • ชื่อรุ่น: Louis Erard x Alain Silberstein (Smile-Day Blue / Tourbillon Régulateur Blue)
  • ตัวเรือน: ไทเทเนียมเกรด 2 พ่นทราย และไทเทเนียมเกรด 5 ขัดเงา ขนาด 40 มม. หนา 11.8 มม. กันน้ำลึก 100 เมตร ฝาหลังสลักชื่อความร่วมมือพิเศษ
  • หน้าปัด: สีน้ำเงินลาย Sunray พร้อมเข็มรูปทรงเรขาคณิต (แดง น้ำเงิน เหลือง)
    • รุ่น Smile-Day: แสดงวันด้วยรูปใบหน้า (Smiledays) และวันที่ที่ 6 นาฬิกา
    • รุ่น Tourbillon: รูปแบบ Regulator (ชั่วโมงที่ 12) พร้อมกรงทูร์บิญองที่ 6 นาฬิกา
  • กลไก:Smile-Day: อัตโนมัติ Sellita SW220-1 (Grade Elaboré) สำรองพลังงาน 38 ชั่วโมง
    • Tourbillon: ไขลาน BCP T02 สำรองพลังงาน 100 ชั่วโมง ความถี่ 3Hz
  • สาย: สายไนลอนสีน้ำเงิน พร้อมระบบตัวล็อกแบบ Hook-and-loop และสปริงบาร์แบบถอดง่าย
  • การจำหน่าย: ส่วนหนึ่งของ Hall of Fame collection ผลิตจำนวนจำกัดต่อปี

อ่านบทความอื่นๆ เพิ่มเติม
บทสรุปส่งท้ายกับผลงานที่น่าสะสมที่สุดของ Richard Mille ในปี 2026
Back to Basics…หวนคืนสู่รากเหง้ากับ Squale SUB-37
เมื่อสไตล์ Ivy League มาอยู่บนข้อมือ การคอลแลบสุดพิเศษ J. Press x Bamford London B80

ส่องประกายดวงดาวบนหน้าปัด Aventurine และงานดีไซน์ทรงเหลี่ยมอันเป็นเอกลักษณ์ Bell & Ross BR-05 Blue Diamond Eagle

การถ่ายทอดท้องฟ้ายามค่ำคืนผ่านกลุ่มดาวนกอินทรีบนหน้าปัดเรือนเวลา BR 05 Blue Diamond Eagle ขนาด 36 มม.

ปกติแล้วชื่อของ Bell & Ross มักจะทำให้เรานึกถึงนาฬิกาทรงเหลี่ยมหน้าตาขึงขังเหมือนหลุดออกมาจากแผงหน้าปัดเครื่องบิน แต่สำหรับ BR-05 Blue Diamond Eagle ขนาด 36 มม. รุ่นนี้ แบรนด์กำลังลองเล่าเรื่องในมุมที่นุ่มนวลขึ้น โดยหยิบเอาความกว้างใหญ่ของท้องฟ้ามาวางลงในดีไซน์ที่ดูทันสมัยและเป็นมิตรกับข้อมือผู้หญิงมากขึ้น

ดวงดาวบนหน้าปัดอะเวนจูรีน 

จุดเด่นที่สุดของเรือนนี้คือหน้าปัดสีน้ำเงินเข้มที่ทำจาก Aventurine ซึ่งมีเกล็ดระยิบระยับในตัวเหมือนท้องฟ้ายามค่ำคืน สิ่งที่น่าสนใจคือการวางตำแหน่งเพชร 7 เม็ดลงไปเพื่อจำลองกลุ่มดาวนกอินทรี (Eagle Constellation) การเลือกใช้เพชรแทนเครื่องหมายบอกเวลาแบบเดิมๆ ช่วยเปลี่ยนมิติของนาฬิกาจากเครื่องมือบอกเวลา (Tool Watch) ให้กลายเป็นเครื่องประดับที่มีเรื่องราว และดูมีจินตนาการมากกว่านาฬิกาทั่วไป

ความแข็งแกร่งที่ดูอ่อนโยนขึ้น 

ในแง่ของดีไซน์ ตัวเรือนทรงเหลี่ยมที่เป็นเอกลักษณ์ของแบรนด์ยังคงอยู่ครบ แต่การลดขนาดลงมาเหลือ 36 มม. เป็นการตัดสินใจที่ถูกต้อง เพราะมันช่วยให้สัดส่วนของนาฬิกาดูลงตัวกับข้อมือขนาดเล็ก ไม่ดูเทอะทะจนเกินไป มุมมองที่มีต่อเรือนนี้คือมันทำหน้าที่เป็นเหมือนสะพานที่เชื่อมระหว่างความแกร่งแบบวิศวกรรมเข้ากับความหรูหราแบบจิวเวลรีได้อย่างน่าทึ่ง มันดูเป็นนาฬิกาสำหรับคนที่มั่นใจในตัวเอง แต่ก็ยังหลงรักในรายละเอียดที่ละเอียดอ่อน

ฟังก์ชันที่มาพร้อมความวางใจ 

ภายใต้หน้าปัดดาราจักรนี้ คือกลไกอัตโนมัติที่ทำงานได้อย่างแม่นยำ ตัวเรือนและสายสเตนเลสสตีลถูกขัดเงาและขัดด้านสลับกัน (Polished and Satin-finished) ซึ่งช่วยให้แสงที่ตกกระทบตัวนาฬิกามีมิติที่สวยงาม การมีหน้าต่างวันที่ตรงตำแหน่ง 3 นาฬิกาช่วยเพิ่มประโยชน์ใช้สอยในชีวิตประจำวัน ทำให้เรือนนี้นอกจากจะดูสวยงามแล้ว ยังสามารถใช้งานได้จริงในทุกสถานการณ์

สำหรับ BR-05 Blue Diamond Eagle เรือนนี้ คือการตีความใหม่ของ Bell & Ross ที่ดูสวยสง่าย และสุขุมขึ้น เป็นการนำความแข็งแรงของงานดีไซน์ดั้งเดิมมาแต่งแต้มด้วยความฝันผ่านดวงดาวและเพชร เหมาะสำหรับใครที่กำลังมองหานาฬิกาที่มีบุคลิกชัดเจน ไม่ซ้ำใคร และเปี่ยมด้วยความประณีตที่สัมผัสได้จริง

ข้อมูลทางเทคนิค
  • ตัวเรือน: สเตนเลสสตีลขนาด 36 มม. ขัดเงาสลับด้าน (Polished and Satin-finished) กันน้ำ 100 เมตร
  • หน้าปัด: กระจก Aventurine สีน้ำเงินเข้ม ประดับเพชร 7 เม็ด จำลองกลุ่มดาวนกอินทรี (Eagle Constellation)
  • ฟังก์ชัน: แสดงเวลา 3 เข็ม (ชั่วโมง นาที วินาที) และหน้าต่างแสดงวันที่ (Date)
  • กลไก: อัตโนมัติ (Self-winding Mechanical)
  • สาย: สเตนเลสสตีลขัดเงาสลับด้าน พร้อมตัวล็อกแบบพับ

อ่านบทความอื่นๆ เพิ่มเติม
The Unique Creations ผลงานสร้างสรรค์อันเป็นเอกลักษณ์ของ L.Leroy
Back to Basics…หวนคืนสู่รากเหง้ากับ Squale SUB-37
Richard Mille ประกาศความร่วมมือครั้งสำคัญในฐานะ Title Partner ของ The Superyacht Cup Palma ฉลองครบรอบ 30 ปี

Krayon Anywhere PAC-MAN นาฬิกาแพลทินัมรุ่นพิเศษที่เปลี่ยนหน้าปัดเป็นตู้เกมอาร์เคด

เมื่อกลไกบอกเวลาพระอาทิตย์ขึ้น-ตกจาก Krayon มาเจอกับตัวเหลืองจอมเขมือบ PAC-MAN

เตรียมล้างเครื่องรอกด Start ได้เลย เพราะนี่คือการปลุกชีพเกมอาร์เคดในตำนานให้มาโลดแล่นอยู่บนข้อมือกับ Krayon Anywhere PAC-MAN นาฬิกาสุดล้ำที่เปลี่ยนความซับซ้อนระดับโลกให้กลายเป็นความสนุกแบบ 8-บิต งานนี้ Krayon ไม่ได้มาเล่นๆ เพราะเขาจัดเต็มทั้งงานฝีมือและการคำนวณแสงอาทิตย์ที่แม่นยำจนน่าทึ่ง

สมรภูมิ PAC-MAN บนแผ่นหินนิล 

หน้าปัดเรือนนี้ใช้แผ่นออนิกซ์ (Onyx) สีดำเงาเป็นพื้นหลังจำลองความมืดในตู้เกมยุค 80 แล้วทับด้วยเทคนิค Tampography สร้างเขาวงกตสีน้ำเงินสุดคลาสสิกที่พวกเราคุ้นเคย ไฮไลท์สำคัญคืองานเพ้นท์มือ (Hand-painted) จิ๋วๆ ของเจ้า PAC-MAN ที่กำลังไล่เขมือบผลไม้และหนีเหล่าผีน้อยทั้ง 4 ตัว แถมตัวเลขบอกเวลายังมาในฟอนต์สไตล์ Pixel ที่ถอดแบบมาจากหน้าจอเกมเป๊ะๆ

เครื่องบอกเวลาพระอาทิตย์ขึ้น-ตก ความล้ำที่ซ่อนอยู่ในความซน

ความเทพของรุ่น Anywhere คือการบอกเวลาพระอาทิตย์ขึ้นและพระอาทิตย์ตกได้ “ทุกที่บนโลก” ผ่านแถบสีที่เคลื่อนที่อยู่รอบนอกหน้าปัด โดยในรุ่นนี้เปรียบเสมือน PAC-MAN กำลังพาเราวิ่งผ่านช่วงเวลากลางวันและกลางคืนในด่านเกมตลอด 24 ชั่วโมง การปรับตั้งค่าละติจูดและลองจิจูดทำได้ง่ายๆ ผ่านเม็ดมะยมเพียงอันเดียว ซึ่งเป็นนวัตกรรมที่ซับซ้อนแต่ใช้งานได้สนุกสุดๆ

หัวใจจักรกลและตัวเรือนเลอค่า 

ภายใต้หน้าปัดสุดกวนคือกลไกไขลาน Calibre C030 ที่ประกอบขึ้นจากชิ้นส่วนถึง 432 ชิ้น มอบพลังงานสำรองนาน 72 ชั่วโมง ตัวเรือนทำจาก Platinum (PT950) วัสดุที่ล้ำค่าที่สุดในโลกนาฬิกา มาในขนาด 39 มม. ที่บางเฉียบเพียง 9.5 มม. เท่านั้น งานนี้ผลิตออกมาให้สะสมเพียง 15 เรือนในโลก (และแต่ละเรือนจะมีความเป็น Unique Piece ในตัว) ใครที่เป็นแฟน PAC-MAN สายเปย์ บอกเลยว่าเรือนนี้คือที่สุดของไอเทมลับ ที่ต้องมีครอบครอง

ข้อมูลทางเทคนิค 
  • ชื่อรุ่น: Krayon Anywhere PAC-MAN (Limited Edition 15 เรือน)
  • ตัวเรือน: แพลทินัม PT950 ขัดเงา ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 39 มม. หนา 9.5 มม. กันน้ำลึก 30 เมตร
  • หน้าปัด: พื้นหลังหินออนิกซ์ (Onyx) ขัดเงาลายเขาวงกตเทคนิค Tampography เพ้นท์มือลายผีและผลไม้ ตัวอักษรสไตล์ Pixel แผ่นดิสก์แซฟไฟร์ซ้อนทับกัน
  • ฟังก์ชัน: แสดงชั่วโมง นาที รอบเวลา 24 ชั่วโมง แสดงเวลาพระอาทิตย์ขึ้นและพระอาทิตย์ตก วันที่ และเดือน
  • กลไก: กลไกไขลาน In-house Calibre C030 ชิ้นส่วน 432 ชิ้น ทับทิม 55 เม็ด ความถี่ 21,600 vph สำรองพลังงาน 72 ชั่วโมง
  • สาย: หนังจระเข้สีดำ พร้อมตัวล็อกสายแบบหัวเข็มขัดวัสดุแพลทินัม

อ่านบทความอื่นๆ เพิ่มเติม
บทสรุปส่งท้ายกับผลงานที่น่าสะสมที่สุดของ Richard Mille ในปี 2026
Back to Basics…หวนคืนสู่รากเหง้ากับ Squale SUB-37
เมื่อสไตล์ Ivy League มาอยู่บนข้อมือ การคอลแลบสุดพิเศษ J. Press x Bamford London B80

Longines HydroConquest เจเนอเรชันใหม่ ปรับโฉมใหม่ทั้งขนาดตัวเรือน หน้าปัด ขอบตัวเรือนเซรามิก และครั้งแรกกับสายถัก Milanese 

เปิดตัวพร้อมแคมเปญโฆษณานำโดย Henry Cavill

Henry Cavill ผู้ครองตำแหน่ง Longines Ambassador of Elegance มาตั้งแต่ปี 2024

หนึ่งในคอลเลกชันยอดนิยมของ Longines ที่ครองใจสายสปอร์ตมาตั้งแต่ปี 2007 ด้วยคุณสมบัติสุดแกร่ง และรูปลักษณ์ที่ยังคงความสง่างามในทุกโอกาส ทำให้ HydroConquest ยังสามารถยืนหยัดอยู่ในใจของเหล่าคนรักนาฬิกามาเกือบสองทศวรรษแล้ว และในปีนี้ HydroConquest กลับมาพร้อมเจเนอเรชันใหม่ที่มีการปรับโฉมให้หลากหลายและเหมาะกับการใช้งานในชีวิตประจำวันยิ่งขึ้น พร้อมเปิดตัวอย่างยิ่งใหญ่ด้วยแคมเปญที่พา Henry Cavill แอมบาสเดอร์ประจำแบรนด์พาไปสัมผัสความยิ่งใหญ่ของมหาสมุทร ณ เกาะ Tenerife

โฉมใหม่ที่หลากหลายและตอบโจทย์กว่าเดิม

การนำ HydroConquest มาตีความใหม่ในครั้งนี้ มาพร้อมความหลากหลายทั้งในด้านขนาดที่ปรับให้มีทางเลือกหลากหลายยิ่งขึ้น โดยมาในขนาดตัวเรือน 39 มม. และ 42 มม. เพิ่มเติมจากเดิมที่มีขนาดตัวเรือน 41 มม. และ 43 มม. อยู่แล้ว การปรับขนาดในครั้งนี้จึงเป็นการขยายทางเลือกเพื่อให้ HydroConquest เป็นนาฬิกาสปอร์ตที่รับกับข้อมือของทุกคน และยังคล่องตัวยิ่งกว่าเดิมอีกด้วย


ส่วนการปรับดีไซน์นั้นเห็นได้ชัดตั้งแต่หน้าปัดที่ขยายทางเลือกให้ถึง 4 แบบด้วยกัน โดยมีให้เลือกถึง 4 สี สีน้ำเงิน สีดำ และสีเขียวมาในรูปแบบหน้าปัดเคลือบแล็กเกอร์เงางาม ส่วนหน้าปัดสีฟ้าสว่างสดใสนั้นมาในพื้นผิวฟรอสต์ ขัดแต่งผิวลายซันเรย์ ซึ่งนับเป็นการเติมความสดใหม่ให้กับ HydroConquest ได้อย่างเห็นผลลัพธ์ทันตา ไม่เพียงแต่เพิ่มเติมตัวเลือกหน้าปัดสีสันใหม่ แต่ยังเสริมความหลากหลายด้วยขอบตัวเรือนเซรามิกรูปสีสันใหม่ถึง 5 สีด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็น สีดำ สีน้ำเงิน และสีเทาสเลท ที่ถูกจับคู่กับสีเขียวสดและสีน้ำเงิน ส่วนรูปแบบของขอบตัวเรือนหมุนได้ทิศทางเดียวยังคงยึดตามดีไซน์ของรุ่น Ultra-Chron Diver ที่มีจุดเด่นเรื่องสัมผัสขณะหมุนที่กระชับและนุ่มนวลอยู่แล้วเป็นทุนเดิม แต่มีการเพิ่มเติมแคปซูลพรายน้ำ Super-LumiNova® ณ ตำแหน่ง 0 เพื่อให้สามารถอ่านค่าได้อย่างชัดเจนขั้นสุดในทุกสภาวะแสง

ครั้งแรกกับสายถัก Milanese

แน่นอนว่า การเพิ่มทางเลือกสายถัก Milanese เข้ามาช่วยเติมความสดใหม่และน่าสนใจให้กับ HydroConquest เจเนอเรชันล่าสุดนี้ด้วย โดยสายถักทำจากสเตนเลสสตีลชั้นดีถูกนำมาใช้กับ 3 โมเดลใหม่ล่าสุด  ตัวสายนาฬิกาขัดแต่งผิวแบบแมตต์ตัดกับบริเวณขอบสายที่ขัดเงาอย่างพิถีพิถัน ตัวดีไซน์สายถักที่เพรียวบาง ทำให้รับกับข้อมือ สวมใส่สบาย และยังระบายอากาศได้ดี ส่วนตัวล็อกสายแบบปรับขนาดได้อย่างละเอียดช่วยทำให้มั่นใจได้ว่า ไม่หลุดได้ง่ายในขณะใช้งานในกิจกรรมแอ็คทีฟ สายถักในรูปแบบนี้ยังสามารถปรับให้กระชับรับกับทุกขนาดข้อมือด้วยข้อต่อสายที่ออกแบบมาเพื่อให้ปรับขนาดได้อย่างง่ายดายอีกด้วย นี่จึงเป็นการปรับดีไซน์เพื่อส่งเสริมการใช้งานจริงโดยไม่ทิ้งความสวยงามลงตัว และเพิ่มทางเลือกใหม่ๆ ให้กับคนที่กำลังมองหานาฬิกาสายถักที่เริ่มจะกลับมาอยู่ในกระแสอีกครั้ง 

สำหรับคนที่ยังคงชื่นชอบในสายสตีลก็ยังคงมีเป็นทางเลือกให้กับผู้ที่ชอบสายสตีลแบบคลาสสิกที่ต่อยอดมาจากรุ่น GMT โดยมาในรูปแบบสายสเตนเลสสตีลเรียงร้อยแต่ละข้อด้วยข้อต่อทรงตัว H มาพร้อมตัวล็อกแบบบานพับคู่ และระบบปรับขนาดสายแบบละเอียดให้เอื้อต่อการปรับสายให้กระชับถึง 4 ระดับ ดังนั้น ไม่ว่าจะเลือกทางเลือกสายรูปแบบไหนก็มั่นใจได้ว่า สายรูปแบบที่คุณเลือกออกแบบมาให้เหมาะกับการใช้งานของสายลุยแน่นอน 

กลไกเอกสิทธิ์เฉพาะ

HydroConquest โฉมใหม่ล่าสุดขับเคลื่อนด้วยกลไกไขลานอัตโนมัติคาลิเบอร์ L888.5 กลไกเอกสิทธิ์เฉพาะของ Longines ที่มีหัวใจสำคัญอยู่ที่บาลานซ์สปริงทำจากซิลิคอนผสานเข้ากับนวัตกรรมชั้นสูงเพื่อให้ความแม่นยำสูงสุด และเสริมประสิทธิภาพในการต้านทานสนามแม่เหล็กที่เหนือกว่ามาตรฐาน ISO 764 ถึงสิบเท่าเลยทีเดียว ทำให้มั่นใจได้ว่าสามารถบอกเวลาได้อย่างเที่ยงตรงท่ามกลางวิถีชีวิตประจำวันที่เราต่างถูกรายล้อมด้วยอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์มากมาย ซึ่งอาจรบกวนการทำงานของกลไกได้ ซึ่งกลไกคาลิเบอร์ L888.5 ไม่เพียงแต่ทำให้อุ่นใจได้ในจุดนี้เท่านั้น แต่ยังสำรองพลังงานได้ถึง 72 ชั่วโมง ซึ่งถือว่าน่าพึงพอใจทีเดียวสำหรับนาฬิกากลไกอัตโนมัติในระดับนี้ 

บูติกและออนไลน์เอ็กซ์คลูซีฟ

ไม่เพียงแต่นำเสนอทางเลือกที่หลากหลายและกลไกที่น่าเชื่อถือเท่านั้น แต่ Longines ยังเตรียมเซอร์ไพรส์ไว้ให้กับแบรนด์ตัวจริงของ HydroConquest ด้วยการออกรุ่นเอ็กซ์คลูซีฟที่วางจำหน่ายเฉพาะที่ Longines Corporate Boutiques, Shop-in-Shop และช่องทางอีคอมเมิร์ซของแบรนด์เท่านั้นอีกด้วย โดยรุ่นเอ็กซ์คลูซีฟที่ว่านี้มาในตัวเรือนขนาด 39 มม. และ 42 มม. หน้าปัดสีน้ำเงินเนื้อฟรอสต์ ขอบตัวเรือนเซรามิกสีน้ำเงินเข้มและสายสเตนเลสสตีล เรียกได้ว่าเป็นรุ่นที่สื่อถึงท้องทะเลได้อย่างสมบูรณ์แบบเลยทีเดียว

ข้อมูลทางเทคนิค

  • รหัส:L3.779.4.06.6 / L3.779.4.56.6 / L3.779.4.96.6
  • L3.779.4.70.6 / L3.779.4.90.6 / L3.779.4.99.6
  • L3.788.4.06.6 / L3.788.4.56.6 / L3.788.4.96.6
  • L3.788.4.70.6 / L3.788.4.90.6 / L3.788.4.99.6
  • กลไก: กลไกไขลานอัตโนมัติเอกสิทธิ์เฉพาะของลองจินส์ คาลิเบอร์ L888.5
  • ฟังก์ชัน: ชั่วโมง, นาที, วินาที หน้าต่างวันที่ ณ ตำแหน่ง  3 นาฬิกา
  • ตัวเรือน: สเตนเลสสตีลทรงกลม 39 มม. ความหนา 11.70 มม. หรือขนาด 42 มม. ความหนา 11.70 มม. ขอบตัวเรือนเซรามิกแบบหมุนทิศทางเดียวสีน้ำเงิน สีดำ สีเขียว สีเทาสเลท และน้ำเงินประกาย กันน้ำได้ 300 เมตร
  • หน้าปัด: แล็กเกอร์ขัดเงาสีน้ำเงิน สีดำ สีเขียว สีฟ้าเนื้อฟรอสต์ประกายซันเรย์ ประดับด้วยมาร์กเกอร์บอกเวลาเคลือบโรเดียม 11 ตำแหน่ง เคลือบสารเรืองแสง Super-LumiNova®
  • สาย: สายสเตนเลสสตีล พร้อมตัวล็อกสองชั้น กลไกเปิดแบบปุ่มกด และระบบปรับเลื่อนขนาดสายแบบละเอียด หรือสายถักสเตนเลสสตีลแบบ Milanese พร้อมตัวล็อกสองชั้น 

อ่านบทความเพิ่มเติมได้ที่:

King Seiko VANAC กับภาพลักษณ์ความเท่และน้ำหนักที่เบายิ่งขึ้น

การกลับมาของเจ้าแห่งทะเลกับ Seiko Prospex Marinemaster 1968 Heritage

Back to Basics…หวนคืนสู่รากเหง้ากับ Squale SUB-37


Awake Son Mai การบรรจบกันของนวัตกรรมดีไซน์และมรดกงาน Lacquerwork จากเวียดนาม

เมื่อจิตรกรรมฝาผนังโบราณจากฮานอย กลายเป็นความหรูหราบนข้อมือยุคใหม่

ในโลกนาฬิกายุคใหม่ที่เต็มไปด้วยเทคโนโลยี Awake Watches เลือกที่จะเดินทวนกระแสด้วยการหยิบเอา “งานฝีมือที่ต้องใช้เวลา” มาเป็นหัวใจสำคัญในคอลเลกชัน Son Mai (ซอนใหม่) รุ่น Silver Leaf Atlantis Blue ซึ่งเป็นการนำศาสตร์การทำ Lacquerwork ชั้นสูงจากเวียดนามมาถ่ายทอดลงบนหน้าปัดนาฬิกา เพื่อสร้างงานศิลปะที่สวมใส่ได้จริง

ความมหัศจรรย์ของหน้าปัดแผ่นเงินและชั้น Lacquer สีน้ำเงิน 

ความโดดเด่นที่ทำให้รุ่นนี้กลายเป็นที่พูดถึงคือหน้าปัดที่รังสรรค์โดยช่างฝีมือชาวเวียดนามผู้เชี่ยวชาญเทคนิค Sơn Mài โดยเฉพาะ เริ่มต้นจากการวางแผ่นเงินแท้ (Silver Leaf) ลงบนพื้นผิวอย่างประณีต ก่อนจะทาทับด้วยยางรักสีน้ำเงิน “Atlantis Blue” ซ้ำแล้วซ้ำเล่าหลายเลเยอร์ ความพิเศษอยู่ที่ขั้นตอนการขัดหน้าปัดด้วยน้ำ ซึ่งจะเผยให้เห็นประกายของแผ่นเงินที่ซ่อนอยู่ภายใต้ชั้นรักสีน้ำเงิน เกิดเป็นมิติแสงที่ดูเหมือนเงาสะท้อนของน้ำทะเลลึก และด้วยความที่เป็นงานทำมือร้อยเปอร์เซ็นต์ ลวดลายของแผ่นเงินในนาฬิกาทุกเรือนจึงมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว

ยางรัก (Lacquer) คือน้ำยางธรรมชาติที่ได้จากการกรีดต้นรัก (รักใหญ่ หรือ Gluta usitata) เป็นสารเคลือบผิววัสดุโบราณสีน้ำตาลเข้มจนเกือบดำ มีลักษณะเหนียวข้น กลิ่นแรง ใช้ประโยชน์หลักในงานศิลปหัตถกรรมไทย เช่น ลงรักปิดทอง, เครื่องเขิน, และเป็นกาวธรรมชาติที่แข็งตัวแล้วทนทานต่อน้ำและสภาพอากาศ

ตัวเรือนรักษ์โลกเพื่ออนาคตที่ยั่งยืน 

เพื่อให้เข้ากับแนวคิดของคนรุ่นใหม่ Awake เลือกใช้วัสดุ Recycled Ocean Steel มาผลิตเป็นตัวเรือนขนาด 39 มิลลิเมตร ซึ่งเป็นการนำสเตนเลสสตีลที่รีไซเคิลจากขยะในมหาสมุทรมาขึ้นรูปใหม่ ตัวเรือนถูกออกแบบมาให้มีความเพรียวบางและเฉียบคม โดยมีความหนาเพียง 11.8 มิลลิเมตร มาพร้อมกระจกแซฟไฟร์ทรงโดมที่ช่วยเสริมลุคให้ดูโมเดิร์นแต่ยังคงความคลาสสิกไว้ได้อย่างลงตัว

ประสิทธิภาพที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ 

ภายใต้หน้าปัดงานศิลปะคือกลไกอัตโนมัติ Miyota 9039 ซีรีส์พรีเมียม ซึ่งเป็นกลไกที่ขึ้นชื่อเรื่องความบางและความทนทานจากญี่ปุ่น มอบพลังงานสำรอง 42 ชั่วโมง และทำงานด้วยความถี่ 28,800 ครั้งต่อชั่วโมง ทำให้การเดินของเข็มวินาทีมีความราบรื่นสบายตา นาฬิการุ่นนี้ยังสามารถกันน้ำได้ลึกถึง 100 เมตร พร้อมรองรับทั้งสายยาง Bio-based และสายสเตนเลสสตีลถัก

ข้อมูลทางเทคนิค 
  • ชื่อรุ่น: Awake Son Mai – Silver Leaf Atlantis Blue
  • ตัวเรือน: Recycled Ocean Steel (สเตนเลสสตีลรีไซเคิลจากมหาสมุทร) ขนาด 39 มม. หนา 11.8 มม.
  • หน้าปัด: เทคนิค Lacquerwork  “Sơn Mài” จากเวียดนาม ประดับแผ่นเงินแท้ (Silver Leaf) และแลคเกอร์สีน้ำเงิน Atlantis Blue
  • ฟังก์ชัน: แสดงชั่วโมง นาที และวินาที หลักชั่วโมงแบบ Diamond-cut ขัดเงาพิเศษ
  • กลไก: กลไกอัตโนมัติ Miyota 9039 (Premium Series) สำรองพลังงาน 42 ชั่วโมง กันน้ำลึก 100 เมตร
  • สาย: สายยาง Bio-based (สกัดจากวัสดุธรรมชาติ) หรือสายสเตนเลสสตีลแบบถัก (Mesh)

อ่านบทความอื่นๆ เพิ่มเติม
The Unique Creations ผลงานสร้างสรรค์อันเป็นเอกลักษณ์ของ L.Leroy
Back to Basics…หวนคืนสู่รากเหง้ากับ Squale SUB-37
Richard Mille ประกาศความร่วมมือครั้งสำคัญในฐานะ Title Partner ของ The Superyacht Cup Palma ฉลองครบรอบ 30 ปี

ว่าด้วย ‘ทองคำ’ วัสดุล้ำค่าที่น่าปรารถนาตลอดกาลในอุตสาหกรรมนาฬิกา

จุดกำเนิดของทองคำบนนาฬิกาข้อมือ ไปจนถึงวันที่อุตสาหกรรมนาฬิกาต้องปรับตัวตามราคาทอง

ไม่ว่าจะเป็นยุคสมัยไหนนาฬิกาที่ทำจากทองคำคือสัญลักษณ์แห่งความมั่งคั่ง ยิ่งถูกเพิ่มคุณค่าด้วยกับงานช่างฝีมือที่ช่วยสลักเสลาให้เรือนเวลาที่ทำจากวัสดุเปล่งประกายสุกปลั่งกลายเป็นงานศิลปะชั้นเลิศ คุณค่าและมูลค่าของทองคำเมื่อถูกนำมาผลิตเป็นเรือนเวลาจึงยิ่งทวีค่าสูงขึ้นหลายเท่าตัว ยิ่งในช่วงที่ราคาทองในตลาดโลกทะยานสูงทะลุเพดานยิ่งทำให้ใครๆ หันมาจับตามองนาฬิกาที่ทำจากวัสดุล้ำค่าชนิดนี้แบบตาไม่กระพริบว่าจะส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมนาฬิกาอย่างไรบ้าง ทองคำกับนาฬิกากลายเป็นวัสดุ perfect match ได้อย่างไร และทุกวันนี้วัสดุล้ำค่าชนิดนี้ถูกนำมาใช้ในแวดวงนาฬิกาในรูปแบบใดบ้าง เราจะมาค้นหาคำตอบไปด้วยกัน 

นาฬิกาข้อมือทองคำยุคแรกเริ่ม

ก่อนอื่นขออนุญาตข้ามไทม์ไลน์ของนาฬิกาพกและนาฬิกาตั้งโต๊ะทั้งหลายที่ใช้วัสดุทองในการผลิตมาตั้งแต่ศตวรรษที่ 16 มายังนาฬิกาข้อมือที่มีวัสดุทองคำเข้ามาเกี่ยวข้องเป็นเรือนแรก นั่นก็คือผลงานที่ Abraham-Louis Breguet สร้างสรรค์ให้กับลูกค้าประจำคนสำคัญระดับ vvip อย่างองค์ราชินีแห่งเนเปิลส์ พระราชินีผู้มีพระสิริโฉมงดงาม และเป็นนักสะสมนาฬิกาตัวยง พระนางครอบครองนาฬิกาตั้งโต๊ะและนาฬิกาพกถึง 34 เรือนด้วยกันเลยทีเดียว 

ด้วยความหลงใหลในนาฬิกาอย่างสุดหัวใจ และคงจะเป็นธรรมชาติของสตรีที่ต้องการสวมใส่เครื่องประดับงดงามชิ้นโปรดไว้คู่กาย คำสั่งให้ Breguet ผลิตนาฬิกาข้อมือจึงได้บังเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 8 มิถุนายน 1810 ให้ช่างนาฬิการะดับปรมาจารย์ผู้นี้ออกแบบและผลิตนาฬิกาข้อมือเรือนแรกของโลกภายใต้รหัสหมายเลข 2639 โดยคำสั่งที่พบในจดหมายเหตุในกรุงปารีสยังระบุว่า ราชินีแห่งเนเปิลส์ได้สั่งทำนาฬิกาพิเศษสองเรือน ได้แก่ นาฬิกา carriage แบบแกรนด์คอมพลิเคชันในราคา 100 หลุยส์ และนาฬิการีพีทเตอร์สำหรับสวมข้อมือราคา 5,000 ฟรังก์ นาฬิกาที่ผลิตขึ้นตามคำสั่งดังกล่าวเป็นนาฬิการีพีทเตอร์ทรงวงรีที่บางเป็นพิเศษ พร้อมกลไกซับซ้อน ติดตั้งอยู่บนสายรัดข้อมือที่ทำจากเส้นผมถักร่วมกับเส้นทองคำ นับเป็นนาฬิกาที่มีโครงสร้างแบบที่ไม่เคยมีมาก่อนและรังสรรค์ขึ้นด้วยความประณีตสูงสุด 

อย่างไรก็ตามด้วยความที่ไม่เคยมีใครได้เห็นภาพเรือนจริงของนาฬิการีพีทเตอร์ทองคำเรือนดังกล่าวทำให้นาฬิกาข้อมือเรือนทองเรือนแรกที่มีหลักฐานชัดเจนว่าได้มีการผลิตขึ้นจริงคือ นาฬิกาข้อมือทองคำ Ref. 27368 ที่ทาง Patek Philippe ผลิตให้กับเคานต์เตส Koscowicz แห่งฮังการี ในปี 1868 ซึ่งจัดว่าเป็นนาฬิกาที่งดงามและวิจิตรบรรจงในทุกรายละเอียด ด้วยตัวเรือนทรงสี่เหลี่ยมแบบ hunter ทำจากเยลโลว์โกลด์ มาพร้อมฝาหลังแบบบานพับ ใช้ระบบขึ้นลานและตั้งเวลาด้วยกุญแจ หน้าปัดเคลือบอีนาเมลสีขาว แสดงค่าเวลาด้วยตัวเลขหลักชั่วโมงแบบ Breguet และเข็มทรง Poire ทำจากสตีลสีน้ำเงิน ฝาปิดด้านนอกเคลือบอีนาเมลสีดำ และประดับด้วยเพชรเจียระไนแบบ rose-cut ทุกวันนี้จัดแสดงอยู่ ณ Patek Philippe Museum

ยุคทองของนาฬิกาทองคำ

ความเฟื่องฟูในด้านดีไซน์ในสไตล์อาร์ตเดโค ที่แสดงตัวตนชัดเจนด้วยเส้นสายเรขาคณิตถ่ายทอดผ่านวัสดุล้ำค่าอย่างทองคำ และโลหะมีค่าอื่นๆ เดินหน้าควบคู่ไปกับไลฟ์สไตล์หรูหราฟู่ฟ่าของเหล่า flappers ในยุค Roaring 20s ที่การปาร์ตี้และการสวมใส่เครื่องประดับล้ำค่าเป็นเครื่องแสดงสถานะเป็นเรื่องธรรมดาสามัญของชนชั้นสูง นาฬิกาข้อมือตัวเรือนทองทรงเหลี่ยม ทรงแปดเหลี่ยม ไปจนถึงทรงตอนโน ที่ทำหน้าที่ประหนึ่งกำไลหรือสายสร้อยข้อมือกลายเป็นที่นิยม 

Vintage Vacheron Constantin American 1921 Ref. 11032F-1919

ตัวอย่างของนาฬิกาที่สะท้อนตัวตนของนาฬิกาทองในยุคที่ศิลปะและความฟุ้งเฟ้อผสานเข้าด้วยกันอย่างเปี่ยมรสนิยม ขอยกให้กับ Cartier Tank ปี 1917 ต้นแบบตัวเรือนทรงเหลี่ยมแรงบันดาลใจจากรถถังที่พลิกโฉมหน้าวงการนาฬิกาให้เดินออกจากกรอบวงกลมสู่รูปทรงแปลกใหม่ หรือนาฬิกาไซส์ใหญ่แต่ตัวตนชัดอย่าง Vacheron Constantin American 1921 คือนาฬิกาที่แสดงความสนุกสนานขี้เล่นในยุค 20s และคำนึงถึงฟังก์ชันการใช้งานในเวลาเดียวกัน ผ่านเลย์เอาท์การวางหน้าปัดแบบเฉียง เม็ดมะยม ณ ตำแหน่ง 12 นาฬิกาตรงกับขอบมุมนาฬิกาทรงคุชชันพอดี รุ่นดั้งเดิมตัวเรือนทองมาพร้อมสายเมชเส้นทองถักคือความหรูหราในแบบฉบับอาร์ตเดโคถึงขีดสุด จนกระทั่งหลังจากนั้นไม่นานควันหลงความฟู่ฟ่าจากยุค 20s ก็เริ่มจางหายเมื่อสงครามโลกครั้งที่ 2 เริ่มเปิดฉากอย่างเป็นทางการ นาฬิกากลายเป็นเครื่องมือทางการทหารมากกว่าเครื่องแสดงสถานะและรสนิยม วัสดุโลหะที่มีราคาถูกกว่าและมีความแข็งแกร่งกว่าทองจึงเข้ามาแทนที่       

อย่างไรก็ตามคงปฏิเสธไม่ได้ว่า เมื่อโลกกลับมาเริงร่าได้อีกครั้งความหรูหราของวัสดุทองก็คืบคลานเข้ามาเติมประกายให้กับข้อมือ นาฬิกาเรือนทองกลับมาแจ้งเกิดอีกครั้งในช่วงปี 1950s – 1970s ซึ่งเป็นยุคที่นาฬิกาทำจากเยลโลว์โกลด์สีสุกปลั่งได้รับความนิยมอย่างสูงกลายเป็นเครื่องแสดงสถานะและบ่งบอกสไตล์เฉพาะตัวได้อย่างเหมาะเจาะ และในยุคมิดเซนจูรี่ที่งานดีไซน์กำลังเฟื่องฟูถึงขีดสุด ควบคู่กันไปกับการแข่งขันกันพัฒนากลไกในแบรนด์นาฬิกาต่างๆ ที่เป็นไปอย่างเข้มข้นในยุคที่วิกฤตควอตซ์กำลังคืบคลานเข้ามา ทำให้นาฬิกาที่ถือกำเนิดในยุคนี้ครองความเป็นเลิศรอบด้าน นาฬิกาเรือนทองคำหลายรุ่นได้ถือกำเนิดขึ้นและกลายเป็นนาฬิกาที่ครองใจเหล่านักสะสมมาจวบจนถึงทุกวันนี้ที่ใครๆ ต่างก็พากันหันมาสนใจนาฬิกาวินเทจเรือนทองที่เกิดขึ้นในยุคทองของงานดีไซน์และกลไกจักรกล 

Piaget Polo คือหนึ่งในนาฬิกาเรือนทองที่เป็นตัวแทนยุคสมัยนั้นได้อย่างแจ่มชัด เพราะมันคือผลผลิตในปี 1979 ภายหลังจากที่โลกนาฬิกากำลังเผชิญกับวิกฤตควอตซ์ แต่ Piaget ที่มุ่งมั่นผลิตนาฬิกาทองคำมาตั้งแต่ปี 1969 ยังคงเดินหน้าพัฒนาความเชี่ยวชาญในงานทองของเมซงอย่างไม่หวั่นไหวไปกับกระแส ด้วยการสร้างสรรค์ Piaget Polo นาฬิกาตัวเรือนและสายทองคำ ที่สื่อถึงไลฟ์สไตล์หรูหราในแบบที่ Yves Piaget ผู้ก่อตั้งเมซงคุ้นเคย ผสานเข้ากับความชื่นชอบในการขี่ม้าอันเป็นหนึ่งในกิจกรรมโปรดของเขา ดีไซน์อันเป็นอมตะของ Polo ทำให้เมื่อถูกพลิกฟื้นกลับมาในรุ่น Polo 79 ตัวเรือนเยลโกลด์ในปี 2024 ต่อยอดสู่รุ่น two-tone ที่เลือกใช้วัสดุไวท์โกลด์สลับกับข้อต่อเยลโลว์โกลด์ขัดเงา ซึ่งเป็นเทคนิคเฉพาะของเมซงเรียกว่า gadroon รองรับหน้าปัดทำจากทองคำแท้วัสดุเดียวกับตัวเรือน ดีไซน์ดังกล่าวยังคงสื่อสารกับยุคปัจจุบันได้ดี และต้องบอกว่าเส้นสายเรียบหรูของ Polo 79 ช่วยขับประกายเงางามของวัสดุล้ำค่าชนิดนี้ออกมาได้อย่างเต็มที่

เมื่อเข้าสู่ยุค 80s ยุคที่นาฬิกาควอตซ์ครองวงการอย่างเต็มตัว ยังคงมีนาฬิการุ่นหนึ่งที่พยายามผสานงานช่างฝีมือเข้ากับระบบควอตซ์ นั่นก็คือ Audemars Piguet ‘Bamboo’ นาฬิกาทองคำที่สร้างภาพจำได้อย่างง่ายดายด้วยขอบตัวเรือนและสายข้อต่อลายลำไม้ไผ่ร้อยต่อเข้าด้วยกันราวกับแพไม้ไผ่ ขับเคลื่อนด้วยระบบควอตซ์ทำให้ตัวเรือนที่มีขนาดเล็กตามแบบฉบับ dress watch ที่ถูกต้องอยู่แล้วเป็นทุนเดิม ทำให้สามารถรักษาความเพรียวบางไว้ได้ ในช่วงปี 2025 นาฬิการุ่น Bamboo หวนคืนสู่กระแสนิยมอีกครั้ง และได้เข้ายึดครองพื้นที่สื่อบนข้อมือเซเลบริตี้แถวหน้าหลายต่อหลายคน กลายเป็นสัญลักษณ์ของการโหยหาอดีตในกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่เริ่มใส่ใจงานช่างฝีมือที่มีเอกลักษณ์และหาตัวจับยาก หรือมองในอีกนัยยะหนึ่งปรากฎการณ์ดังกล่าวอาจสื่อถึงการแสดงออกถึงความเป็นผู้รู้ลึกรู้จริง สวนทางกับกระแสที่ไหลไปตามโซเชียลมีเดียอันฉาบฉวยก็เป็นได้  


สัดส่วนของทองคำในนาฬิกา

ทุกวันนี้วัสดุทองที่นิยมใช้ในอุตสาหกรรมนั้นไม่ใช่ทองคำบริสุทธิ์ ที่อาจมีคุณสมบัติไม่เหมาะในการนำมาผลิตนาฬิกา เนื่องด้วยคุณสมบัติตามธรรมชาติของทองบริสุทธิ์นั้นอ่อนนุ่มเกินไป ทำให้อาจบิดเบี้ยวเสียรูปได้ง่าย หรืออาจเกิดริ้วรอยขีดข่วนได้ง่ายเช่นกัน การผสมวัสดุชนิดอื่นเข้าไปจึงเป็นทางเลือกที่เหมาะสมเพื่อช่วยเสริมความแข็งแกร่งทนทานให้นาฬิกาที่ทำจากโลหะมีค่าที่มีทองเป็นส่วนผสมหลัก ในขณะเดียวกันยังช่วยลดต้นทุนการผลิตได้ในอีกทางหนึ่ง 

สัดส่วนของทองที่นิยมใช้เป็นวัสดุในการผลิตนาฬิกาส่วนใหญ่อยู่ที่ 9, 14 และ 18 กะรัต ซึ่งแต่ละชนิดมาพร้อมความแข็งแกร่งทนทานที่แตกต่างกันไป ขึ้นอยู่กับวัสดุชนิดอื่นที่นำมาผสมผสานเข้าด้วยกัน การผสมวัสดุชนิดอื่นลงไปทำให้ได้อัลลอยที่มีสีสันแตกต่าง สามารถควบคุมและออกแบบโทนสีได้ตามต้องการได้ง่ายยิ่งขึ้น ทำให้วงการนาฬิกาสามารถสร้างสรรค์สีทองในเฉดของตัวเอง ไม่ว่าจะเป็น ทองอมแดงอย่างเรดโกลด์ ทองอมชมพูกุหลาบสุดโรแมนติกอย่างพิงก์โกลด์ หรือเยลโลว์โกลด์สีทองอร่าม ไปจนถึงไวท์โกลด์ ทองคำสีขาวที่แยกได้ยากจากโลหะมีค่าชนิดอื่น

‘ทอง’ เฉดเฉพาะของแต่ละแบรนด์ 

Breguet Gold

Breguet Classique 7235

ในเมื่อเกือบจะได้ชื่อว่าเป็นผู้ผลิตนาฬิกาข้อมือด้วยวัสดุทองเรือนแรกของโลก การที่ Breguet รังสรรค์วัสดุทองเฉดเฉพาะของแบรนด์เองจึงเป็นเรื่องเหมาะสมด้วยประการทั้งปวง และทางแบรนด์เลือกตั้งชื่ออย่างตรงไปตรงมาและแฝงไว้ด้วยความภาคภูมิใจว่า ‘Breguet Gold’ วัสดุทองอมชมพูเฉดสีอบอุ่นนี้ได้แรงบันดาลใจจากทองคำที่ช่างทำนาฬิกาในศตวรรษที่ 18 ใช้ โดยยึดตามแนวทางของ Abraham-Louis Breguet ในยุคนั้น

วัสดุทองคำ 18 กะรัตของ Breguet ได้รับการออกแบบและพัฒนาขึ้นภายในเวิร์กช็อปของแบรนด์เอง โดยมีส่วนประกอบของทองคำบริสุทธิ์ 75% ผสมผสานเข้ากับเงิน ทองแดง และพัลลาเดียม ซึ่งนอกจากมอบความแวววาวแล้วยังคงทนต่อการเปลี่ยนสีและมีความเสถียรในระยะยาว ช่วยคงความบริสุทธิ์และความงดงามของพื้นผิวในระยะยาว ซึ่งทาง Breguet ยังให้ความสำคัญกับการตกแต่งพื้นผิวที่ช่วยขับประกายของทองเฉดสีเฉพาะได้อย่างสมบูรณ์แบบ

นาฬิการุ่นสำคัญที่ถ่ายทอดประกายเฉดเฉพาะของ Breguet Gold 18 กะรัตออกมาได้อย่างงดงามวิจิตร คงต้องยกให้กับรุ่น Classique 7235 หนึ่งในนาฬิกาที่รังสรรค์ขึ้นเพื่อเฉลิมฉลองวาระครบรอบ 125 ปีของแบรนด์ นอกจากจะนำวัสดุล้ำค่าเอกสิทธิ์เฉพาะของแบรนด์มารังสรรค์ขึ้นเป็นตัวเรือนแล้ว หน้าปัดลวดลาย ‘Quai de l’Horloge’ ที่รังสรรค์ขึ้นด้วยเทคนิค guilloche รวมถึงดวงจันทร์ที่ตำแหน่ง 2 นาฬิกา ซึ่งถอดแบบมาจากนาฬิกาหมายเลข N°5 ในปี 1794 ยังทำขึ้นจาก Breguet gold เช่นเดียวกัน

Omega – Bronze Gold

ทองประกายเหลือบชมพูระเรื่อ (แต่เข้มกว่าพิงก์โกลด์) เจือด้วยกลิ่นอายวินเทจนิดๆ คือวัสดุบรอนซ์โกลด์ของ Omega ที่กำลังรอจดสิทธิบัตรอยู่ โลหะล้ำค่าชนิดนี้เกิดขึ้นจากส่วนผสมของทองคำ 37.5% ( 9 กะรัต) พัลลาเดียม และเงิน คุณสมบัติเด่นของบรอนซ์โกลด์ไม่ได้มีเพียงแค่ประกายสีอบอุ่นที่เติมเข้ามา แต่ยังเด่นในด้านทนทานต่อการกัดกร่อน ไม่เกิดสนิมเขียวได้ง่าย แต่คงความเป็นพาติน่าโดยธรรมชาติ และคงความเงางามได้ยาวนาน  

Omega Seamaster 300 ตัวเรือนบรอนซ์โกลด์

นาฬิการุ่น Seamaster 300 คือตัวอย่างของการนำบรอนซ์โกลด์มาใช้ได้อย่างกลมกล่อม ด้วยตัวเรือนบรอนซ์โกลด์รับกับโทนสีน้ำตาลเข้มของหน้าปัดบรอนซ์ที่มาพร้อมพาติน่า ขอบตัวเรือนเซรามิกสีน้ำตาลมาพร้อมสเกลดำน้ำเคลือบสารเรืองแสง เมื่อทุกองค์ประกอบถูกจับคู่กับวัสดุบรอนซ์โกลด์ยิ่งทำให้ประกายเปล่งปลั่งของโลหะล้ำค่าชนิดนี้เผยเสน่ห์ในตัวเองออกมาโดยธรรมชาติ   

Audemars Piguet – Sand Gold

เฉดสีทองอมชมพูอ่อนระเรื่อที่ให้ความรู้สึกร่วมสมัยไปในตัว คือหนึ่งในนวัตกรรมล้ำสมัยในเชิงวัสดุศาสตร์ที่ทาง Audemars Piguet พัฒนาขึ้น โดยใช้ส่วนผสมของทองคำ 18 กะรัต หลอมรวมเข้ากับทองแดงและพัลลาเดียมในสัดส่วนที่ค่อนข้างสูง ทำให้ได้เฉดสีทองอมชมพูแกมขาวที่ล้อเล่นกับแสงและเงาที่ตกกระทบได้อย่างมีชั้นเชิง นาฬิการุ่นที่ใช้วัสดุชนิดนี้ยังผลิตออกมาเพียงไม่กี่รุ่นเท่านั้น ตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุดคือรุ่น Royal Oak Selfwinding Flying Tourbillon Ref. 26735SG.OO.1320SG.01 ที่ใช้วัสดุแซนด์โกลด์ตั้งแต่ตัวเรือนจรดสายนาฬิกา เช่นเดียวกับสะพานจักรเจาะโครงโปร่งและเมนเพลตของคาลิเบอร์ 2972 นาฬิกาโครงสร้างซับซ้อนรุ่นนี้สามารถถ่ายทอดประกายเฉดใหม่ของวัสดุแซนด์โกลด์ให้เห็นถึงความแตกต่างได้อย่างเต็มตา 

อีกหนึ่งรุ่นที่เผยให้เห็นประกายอันแปลกตาของแซนด์โกลด์ได้อย่างชัดเจนคือ Code 11.59 Selfwinding Flying Tourbillon Ref. 26665SG.ZZ.D209CR.01 ซึ่งนับเป็นการยกระดับวัสดุทองคำเฉดเฉพาะนี้ไปอีกขั้น เนื่องด้วยการประดับเพชรรอบขอบหน้าปัดจำนวน 235 เม็ดที่ช่วยขับประกายสว่างเจิดจ้าให้กับตัวเรือน และด้วยความที่นาฬิการุ่นนี้บรรจุคาลิเบอร์ใหม่รหัส 2968 การเลือกใช้ตุ้มถ่วงน้ำหนักทำจากแซนด์โกลด์จึงช่วยเสริมความพิเศษเฉพาะตัวให้กับ Code 11.59 รหัสนี้ได้อย่างไม่เหมือนใคร 

Hublot – Magic Gold

หากพิจารณาดูดีๆ จะเห็นได้ว่า เมจิกโกลด์เป็นวัสดุทองให้เฉดสีที่ดูหม่นกว่า และไม่ได้เปล่งประกายล้อแสงอย่างสนุกสนานในแบบที่วัสดุที่มีส่วนผสมของทองคำชนิดอื่นเป็น แต่คุณสมบัติที่ทำให้เมจิกโกลด์ของ Hublot โดดเด่นเหนือใครคงเป็นคุณสมบัติความแข็งแกร่งทนทานกว่าใครเพื่อน เพราะวัสดุทองคำ 18 กะรัตชนิดนี้ทนทานต่อรอยขีดข่วนต่างๆ ได้อย่างเหลือเชื่อ 

Hublot Square Bang Unico ขอบตัวเรือนเมจิกโกลด์

ด้วยกระบวนการหลอมที่เกิดขึ้นโดยการอัดแทรกเซรามิกโบรอนคาร์ไบด์ด้วยทองคำบริสุทธิ์ 24 กะรัต ภายใต้แรงดันและอุณหภูมิสูง โดยทองคำจะเข้าไปเติมเต็มโครงสร้างรูพรุนของโบรอนคาร์ไบด์ จนเกิดเป็นวัสดุคล้ายโลหะผสมชนิดหนึ่ง กลายมาเป็นเมจิกโกลด์ที่ไม่ได้โดดเด่นด้วยประกายสุกปลั่ง แต่คงทนเหมาะสำหรับการนำมาใช้ในนาฬิกาสปอร์ตหรูอย่าง Big Bang Unico หรือ Square Bang ที่มีการผสมผสานวัสดุอื่นๆ อย่างเซรามิก หรือการจับคู่กับสายนาฬิกายางที่ทำให้วัสดุเมจิกโกลด์ดูเป็นวัสดุทองที่ให้ความรู้สึกเท่หรูในรูปแบบที่เป็นตัวของตัวเอง

ราคาทองกับการปรับตัวของวงการนาฬิกา

ณ นาทีที่เรากำลังพิมพ์บทความนี้อยู่ราคาทองอยู่ที่ราว 66,000 บาท/บาท ซึ่งเป็นราคาที่ตกลงมาหลังจากทะยานสูงขึ้นเป็นประวัติการณ์ และหากไล่ย้อนหลังดูก็จะพบว่า ราคาทองสูงขึ้นอย่างมีนัยยะสำคัญเมื่อปี 2025 หากถามว่าในเมื่อราคาทองสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องเช่นนี้จะส่งผลกระทบอย่างไรต่อวงการนาฬิกาที่ใช้วัสดุชนิดนี้ในการผลิตนาฬิกาเป็นหลักบ้าง ก็ต้องบอกว่าหลายๆ แบรนด์มีการปรับตัวในวิถีที่แตกต่างกันไป แน่นอนว่า การขึ้นราคาขายปลีกอันเนื่องมาจากราคาต้นทุนวัสดุสูงขึ้นเป็นเรื่องที่แบรนด์ที่ใช้วัสดุทองเป็นตัวเอกจำต้องทำอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ นาฬิการุ่นยอดนิยมบางรุ่นจำต้องปรับราคาขายปลีกสูงขึ้นถึง 50 – 60% ซึ่งถ้าหากราคาทองคำยังไม่มีแนวโน้มว่าจะคงที่ได้ในเร็ววันนี้ การปรับทิศทางของแบรนด์นาฬิกาน่าจะต้องทบทวนแนวทางรับมือใหม่อีกครั้ง

การรังสรรค์อัลลอยใหม่ๆ ที่มีสัดส่วนการใช้ทองคำลดลง แต่เพิ่มสัดส่วนวัสดุอื่นๆ เข้ามาเป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่หลายแบรนด์นิยมทำ เพื่อให้นาฬิกายังคงเข้าถึงได้ไม่ยากเกินไปนัก และในอีกแง่หนึ่งมันยังเป็นการสำรวจความเป็นไปได้ใหม่ๆ ในเชิงวัสดุและดีไซน์ สร้างความสดใหม่ให้กับนาฬิการุ่นไอคอนิกที่ไม่มีใครกังขาเรื่องคุณภาพของกลไกอยู่แล้วเป็นทุนเดิม ทั้งยังเป็นการเสริมคุณสมบัติด้านความทนทานเข้ามาทดแทนได้ด้วย นี่จึงเป็นทางเลือกที่น่าพิจารณาทีเดียว 

Girard-Perregaux Laureato FIFTY กับการเลือกผสมผสานสองวัสดุบริเวณข้อสายกลาง ขอบตัวเรือน และเม็ดมะยม โดยใช้เทคนิค gold cap บริเวณข้อสายกลาง

อีกแนวทางที่หลายแบรนด์นิยมใช้คือการปรับเปลี่ยนรูปแบบการใช้วัสดุทองในสัดส่วนที่น้อยลง แต่ยังคงความหรูหราของวัสดุชนิดนี้ไว้ได้ ด้วยการใช้รูปแบบ two-tone หรือสองกษัตริย์ ที่สามารถนำวัสดุทองมาใช้ควบคู่กับสตีล โดยอาจเลือกใช้ทองเฉพาะในส่วนขอบตัวเรือน หรือข้อกลางสาย รวมถึงอีกหนึ่งทางเลือกในการปรับใช้วัสดุล้ำค่าชนิดนี้ได้แก่ การชุบทอง (gold plated) หรือครอบทอง (gold cap) ซึ่งแบรนด์ใหญ่ๆ บางแบรนด์ได้ใช้แนวทางนี้มานานแล้ว แต่ถ้าถามว่าการชุบทองหรือการครอบทองมีข้อดี-ข้อเสียแตกต่างกันอย่างไร คงต้องบอกว่า การชุบทองชั้นบางเหนือวัสดุโลหะนั้นอาจทำให้เกิดการหลุดลอกได้ หรือสีซีดจางลงไปจากเดิมได้เมื่อเผชิญกับสภาวะต่างๆ เทคโนโลยีการชุบทองในปัจจุบันนั้นก้าวหน้าไปมากแล้ว นาฬิกาชุบทองของแบรนด์นาฬิกาชั้นนำในทุกวันนี้จึงไม่หลุดลอกได้โดยง่าย ส่วนการครอบทองนั้นเป็นการนำแผ่นทองแท้ที่มีความหนากว่าทองที่ใช้ในการชุบ โดยนำแผ่นทองมาหุ้มโลหะด้วยการอัดหรือเชื่อมเข้ากับแผ่นโลหะโดยตรง ซึ่งการครอบนั้นให้ผลลัพธ์ที่ยั่งยืนกว่าการชุบ สีไม่หลุดลอกซีดจางได้ง่าย และให้ผิวสัมผัสใกล้เคียงกับทองแท้  

แต่ถึงแม้ว่าราคาทองจะทะยานขึ้นสูงเพียงไร ทองคำก็ยังคงเป็นวัสดุสำคัญในอุตสาหกรรมนาฬิกา และคงไม่ถูกลดบทบาทลงไปได้ง่ายๆ เพราะยิ่งโลกโหยหาความรุ่งเรืองและรุ่มรวยในงานช่างฝีมือที่เครื่องจักรไม่อาจเลียนแบบได้มากขึ้นเท่าไร ทองคำก็ยังคงเป็นวัสดุชั้นดีที่ถ่ายทอดผลงานศิลปะบนเรือนเวลาได้อย่างงดงาม ทรงคุณค่า และทวีมูลค่า ไม่ว่าจะกาลเวลาที่ผ่านไปกี่ยุคสมัยก็ตามที 

อ่านบทความเพิ่มเติมได้ที่:

The Game Changers – ว่าด้วยนาฬิกาที่สร้างแรงกระเพื่อมในวงการนาฬิกาและนำพาศาสตร์แห่งการบอกเวลาเข้าสู่ยุคสมัยใหม่

ไขปริศนาศาสตร์แห่งการผลิตนาฬิกายุคโบราณผ่านโปรเจ็กต์ Naissance d’une Montre ครั้งล่าสุดของ Ferdinand Berthoud

Breguet ฉลองครบรอบ 250 ปีอย่างยิ่งใหญ่ด้วยผลงานร่วมสมัยที่เป็นตัวแทนประวัติศาสตร์อันทรงคุณค่า

Hermès Cape Cod Mini การตีความใหม่ของนาฬิกาไอคอนิกในสัดส่วนจิ๋วสุดประณีต

การกลับมาอีกครั้งของนาฬิกาที่เป็นไอคอนจาก Hermès อย่าง Cape Cod ในปี 2026 นี้มาในรูปลักษณ์ใหม่ที่ยังคงเอกลักษณ์ดั้งเดิมไว้อย่างครบถ้วน

เมื่อความคลาสสิกจากปี 1991 ถูกย่อส่วนลงสู่ความประณีตระดับ “Mini”
Hermès Cape Cod กลับมาสร้างนิยามใหม่ให้กับข้อมือสุภาพสตรี

Hermès ได้ปลุกตำนานของนาฬิการุ่นไอคอนิกอย่าง Cape Cod ให้กลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้งด้วยการเปิดตัวเวอร์ชัน “Mini” ที่ยังคงรักษารากฐานดีไซน์ดั้งเดิมในปี 1991 ไว้อย่างครบถ้วน รูปทรงของตัวเรือนยังคงยึดหลักการออกแบบ “สี่เหลี่ยมจัตุรัสในสี่เหลี่ยมผืนผ้า” ที่ได้รับแรงบันดาลใจมาจากข้อต่อของโซ่สมอเรือ (anchor-chain link) ซึ่งเป็นลายเส้นที่เกิดจากปลายปากกาของ Henri d’Origny การปรับสัดส่วนใหม่ในครั้งนี้ช่วยขับเน้นตัวตนของนาฬิกาให้ดูโดดเด่นและมีความเป็นตัวของตัวเองมากขึ้น

ตัวเรือนขนาดใหม่ 27 x 20 มิลลิเมตร มาพร้อมกับความโค้งมนที่ดูละมุนสายตา โดยมีให้เลือกทั้งวัสดุสตีลและเยลโลว์โกลด์ (yellow gold) ที่สามารถเลือกแบบเรียบหรูหรือแบบประดับเพชร 46 เม็ดเพื่อเพิ่มความเปล่งประกาย สำหรับหน้าปัดในรุ่นสตีลจะมาในโทนสีเงิน (argenté) สีเทา (étoupe) และสีเทาเข้ม (ardoise) ที่มอบความเรียบง่ายแต่ดูแพง ส่วนรุ่นเยลโลว์โกลด์จะมาพร้อมหน้าปัดสีทอง (doré) หรือสีแดง (Rouge H) ที่ให้ความรู้สึกหรูหราและมีพลัง

ความพิเศษที่ขาดไม่ได้คือสายนาฬิกาที่ส่งตรงจากเวิร์กชอปของ Hermès Horloger ซึ่งมีให้เลือกทั้งแบบสายพันรอบเดียวและสายพันสองรอบ (single or double tour) โดยใช้หนังลูกวัว Swift หรือหนังแพะ Chamkilight ที่ช่วยดึงรายละเอียดและความประณีตของหน้าปัดแต่ละแบบให้ออกมาอย่างชัดเจน นาฬิกาทุกเรือนในคอลเลกชันนี้ขับเคลื่อนด้วยกลไกควอตซ์ที่ผลิตในสวิตเซอร์แลนด์ มอบความแม่นยำและการใช้งานที่ง่ายดายสำหรับทุกจังหวะชีวิต

สำหรับ Hermès แล้ว เวลาเปรียบเสมือนวัตถุที่สร้างขึ้นเพื่อมอบอารมณ์ความรู้สึกและเปิดพื้นที่ให้กับการสร้างสรรค์ Cape Cod เวอร์ชัน Mini จึงเป็นมากกว่าเครื่องบอกเวลา แต่เป็นเพื่อนคู่กายที่พร้อมจะเปลี่ยนทุกช่วงเวลาในชีวิตประจำวันให้กลายเป็นประสบการณ์ที่พิเศษและไม่ซ้ำใคร

Hermès Cape Cod Mini
Hermès Cape Cod Mini
ข้อมูลทางเทคนิค 
  • ตัวเรือน: รูปทรงสี่เหลี่ยมจัตุรัสในสี่เหลี่ยมผืนผ้า ขนาด 27 x 20 มิลลิเมตร มีวัสดุสตีลหรือเยลโลว์โกลด์ 18K ให้เลือกทั้งแบบขัดเงาและประดับเพชร 46 เม็ด กันน้ำได้ 3 บาร์
  • หน้าปัด: มีหลายเฉดสีตามวัสดุตัวเรือน เช่น สีเงิน สีเทา สีเทาเข้ม สีทอง และสีแดง (Rouge H) พร้อมการตกแต่งแบบ Sunburst
  • ฟังก์ชัน: แสดงชั่วโมงและนาที
  • กลไก: กลไกควอตซ์ ผลิตในสวิตเซอร์แลนด์
  • สาย: สายหนังลูกวัว Swift หรือหนังแพะ Chamkilight แบบสายพันรอบเดียวหรือสายพันสองรอบ

อ่านบทความอื่นๆ เพิ่มเติม
The Unique Creations ผลงานสร้างสรรค์อันเป็นเอกลักษณ์ของ L.Leroy
Back to Basics…หวนคืนสู่รากเหง้ากับ Squale SUB-37
Richard Mille ประกาศความร่วมมือครั้งสำคัญในฐานะ Title Partner ของ The Superyacht Cup Palma ฉลองครบรอบ 30 ปี

Orient Star M42 Diver 1964 1st Edition การคืนชีพของไอคอนระดับตำนาน

ย้อนเวลากลับไปสู่จุดเริ่มต้นของนาฬิกาดำน้ำ Orient Star กับรุ่น M42 Diver 1964 1st Edition ที่หยิบเอาดีไซน์ระดับตำนานมาตีความใหม่เพื่อนักสะสม

บทความนี้เรามาดูการคืนชีพของตำนานนาฬิกาดำน้ำจากญี่ปุ่นกับ Orient Star ในคอลเลกชัน M42 Diver 1964 1st Edition ซึ่งเป็นการนำรุ่นประวัติศาสตร์มาปรับปรุงใหม่ให้เข้ากับมาตรฐานสมัยใหม่ในปี 2026 

Orient Star ย้อนเวลากลับไปสู่ปี 1964 เพื่อนำนาฬิกาดำน้ำรุ่นแรกอย่าง “Olympia Calendar Diver” มาเป็นต้นแบบในการรังสรรค์รุ่นใหม่ภายใต้รหัส M42 การกลับมาครั้งนี้เป็นการผสมผสานรูปลักษณ์ดั้งเดิมเข้ากับเทคโนโลยีการผลิตนาฬิกาขั้นสูงของแบรนด์ในปัจจุบันได้อย่างลงตัว

ดีไซน์ที่เคารพต้นฉบับในทุกรายละเอียด 

ตัวเรือนสเตนเลสสตีลขนาด 40 มม. มาพร้อมขอบตัวเรือนแบบหมุนได้ทิศทางเดียวที่มีรอยหยักละเอียดตามแบบฉบับดั้งเดิม หน้าปัดสีดำขลับประดับด้วยหลักชั่วโมงแบบขีดและชุดเข็มรูปทรงลูกศรที่คุ้นตา จุดที่น่าสนใจคือการติดตั้งฟังก์ชันเข็มแสดงพลังงานสำรอง (Power Reserve Indicator) ไว้ที่ตำแหน่ง 12 นาฬิกา ซึ่งเป็นเอกลักษณ์สำคัญที่ทำให้ Orient Star แตกต่างจากนาฬิกาดำน้ำทั่วไปในตลาด

มาตรฐาน ISO 6425 และความทนทานที่เพิ่มขึ้น 

แม้จะมีรูปลักษณ์แบบวินเทจ แต่ M42 รุ่นนี้ได้รับการรับรองมาตรฐานนาฬิกาดำน้ำสากล (ISO 6425) โดยสามารถกันน้ำลึกได้ 200 เมตร ตัวเรือนผลิตจากสเตนเลสสตีลเกรด 316L คุณภาพสูง และใช้กระจกแซฟไฟร์ทรงโดมเคลือบสารกันสะท้อน เพื่อให้อ่านค่าได้ชัดเจนในทุกสภาวะแสง

กลไก In-house ที่เชื่อถือได้ ภายในขับเคลื่อนด้วยกลไกอัตโนมัติรหัส F6N47 ที่ผลิตขึ้นเองในญี่ปุ่น (Made in Japan) ให้พลังงานสำรองนาน 50 ชั่วโมง พร้อมฟังก์ชันหยุดเข็มวินาทีเพื่อการตั้งเวลาที่แม่นยำ และการแสดงวันที่ที่ตำแหน่ง 3 นาฬิกา สอดรับกับสายสเตนเลสสตีลแบบ 5 แถวที่ออกแบบมาให้มีความยืดหยุ่นและสวมใส่สบายบนข้อมือ

ข้อมูลทางเทคนิค
  • ตัวเรือน: สเตนเลสสตีล 316L ขนาด 40 มม. หนา 14.5 มม. กันน้ำลึก 200 เมตร (มาตรฐาน ISO 6425)
  • หน้าปัด: สีดำเงา หลักชั่วโมงและเข็มเคลือบสารเรืองแสง Luminous Light กระจกแซฟไฟร์ทรงโดม (Dual-curved) เคลือบกันสะท้อน
  • ฟังก์ชัน: แสดงชั่วโมง นาที วินาที วันที่ และเข็มแสดงพลังงานสำรองที่ 12 นาฬิกา
  • กลไก: กลไกอัตโนมัติ In-house Calibre F6N47 สำรองพลังงาน 50 ชั่วโมง ความเที่ยงตรง +25/-15 วินาทีต่อวัน
  • สาย: สเตนเลสสตีลแบบ 5 แถว พร้อมตัวล็อกแบบนิรภัยและส่วนขยายสำหรับชุดดำน้ำ (Diver’s Extension)

อ่านบทความอื่นๆ เพิ่มเติม

เผยโฉม Christiaan van der Klaauw x Revolution
Franck Muller เผยโฉมสามเรือนเวลาไอคอนิก ต้อนรับสีสันแห่งเดือนมีนาคม
Breitling Navitimer ฺB19  Chronograph 43 Perpetual Calendar สองรุ่นใหม่ ทะยานสู่ความสูงอีกระดับ

King Seiko VANAC กับภาพลักษณ์ความเท่และน้ำหนักที่เบายิ่งขึ้น

แบรนด์ได้นำเสนอเวอร์ชั่นที่สปอร์ตขึ้นและเบาขึ้นโดยเลือกที่จะผลิตด้วยวัสดุอย่างไทเทเนียมที่เบากว่าสเตนเลสสตีลราว 40%

King Seiko ถือกำเนิดขึ้นในปี 1961ในโรงงานไดนิ เซโคฉะ กรุงโตเกียว ในยุคที่ญี่ปุ่นกำลังเติบโตทางเศรษฐกิจ อย่างรวดเร็ว โดยมีเป้าหมายในการนำเสนอนาฬิกาคุณภาพสูงแก่กลุ่มผู้ใช้ที่กว้างขึ้น ผลงานที่แบรนด์นำเสนอนั้นเน้นความล้ำสมัย เปี่ยมด้วยสมรรถนะ และความเที่ยงตรงสูง ที่ถูกพัฒนาขึ้นเพื่อตอบโจทย์ผู้บริโภคยุคใหม่ซึ่งต้องการนาฬิกาที่ทั้ง “ใช้งานได้จริงและมีสไตล์” อย่างแท้จริง แม้จะหายไปจากตลาดนานกกว่า 60 ปีอันเนื่องมาจากวิกฤตนาฬิกาควอตซ์ แต่การคัมแบ็กของ King Seiko ในปี 2022 ก็ยังคงสร้างชื่อด้วยดีไซน์อันเป็นเอกลักษณ์ที่ได้รับการถ่ายทอดผ่านเทคโนโลยีสมัยใหม่

หนึ่งในตัวอย่างสำคัญก็คือ King Seiko VANAC ซึ่งเปิดตัวเมื่อปี 1972 และถูกนำกลับมาตีความใหม่ในปี 2025  คอลเลกชั่นนี้โดดเด่นด้วยความกล้าทดลองและขยายขอบเขตการออกแบบของแบรนด์ โดดเด่นด้วยตัวเรือนและกระจกหน้าปัดที่มีเหลี่ยมมุมคมชัด รูปทรงที่กล้าท้าทายขนบ และหน้าปัดสไตล์ยุค 1970 ที่เต็มไปด้วยเอฟเฟกต์ไล่เฉดสี โทนสีสดใส และหลักชั่วโมงดีไซน์จัดจ้าน สะท้อนจิตวิญญาณแห่งความกล้าและความล้ำสมัย

ล่าสุด ทางแบรนด์ได้นำเสนอเวอร์ชั่นที่สปอร์ตขึ้นและเบาขึ้นโดยเลือกที่จะผลิต VANAC 3 รุ่นใหม่ด้วยวัสดุน้ำหนักเบาอย่างไทเทเนียม  (เบากว่าสเตนเลสสตีลราว 40%) ผสานความแข็งแกร่ง ทนทานต่อการกัดกร่อน 

ตัวเรือนยังคงรักษาการออกแบบอันเป็นเอกลักษณ์ ทั้งเหลี่ยมมุมที่เฉียบคม เส้นสายเรขาคณิต และโครงสร้างไร้ขอบหน้าปัด (bezel-less) มอบภาพลักษณ์เพรียวบางแต่ทรงพลัง สายนาฬิกาที่เชื่อมต่ออย่างลื่นไหลจากตัวเรือน พื้นผิวแบบขัดเงากระจกถูกตัดด้วยพื้นผิวปัดด้านบนตัวเรือนและสายอย่างประณีต เมื่อผสานกับโทนสีเข้มของไทเทเนียม จึงเกิดคอนทราสต์ที่เด่นชัด ช่วยขับเน้นดีไซน์สปอร์ตให้มีมิติยิ่งขึ้น  สวมใส่สบาย เสริมด้วยบานพับแบบสามทบที่เพิ่มทั้งความกระชับและความมั่นคงในทุกการเคลื่อนไหว

นาฬิการุ่นนี้ทำงานด้วยกลไกจักรกลรุ่นใหม่ล่าสุด Caliber 8L45 พร้อมพลังงานสำรองยาวนานประมาณ 72 ชั่วโมง เที่ยงตรงในระดับ +10 ถึง -5 วินาทีต่อวัน นอกจากความแม่นยำแล้ว กลไกนี้ยังถูกออกแบบให้มีความแข็งแกร่ง รองรับการใช้งานในนาฬิกาสปอร์ตยุคใหม่ได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ สะท้อนการผสานระหว่างฟังก์ชันและสมรรถนะอย่างลงตัว

อ่านบทความอื่นๆ เพิ่มเติม

เผยโฉม Christiaan van der Klaauw x Revolution
Franck Muller เผยโฉมสามเรือนเวลาไอคอนิก ต้อนรับสีสันแห่งเดือนมีนาคม
Breitling Navitimer ฺB19  Chronograph 43 Perpetual Calendar สองรุ่นใหม่ ทะยานสู่ความสูงอีกระดับ

กลไกอัตโนมัติ นวัตกรรมของโลกนาฬิกาในแบบฉบับ A. Lange & Söhne

ตลอดระยะเวลากว่าเกือบสามทศวรรษ ระบบไขลานอัตโนมัติได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของ “ภาษาทางเทคนิค” ของ A. Lange & Söhne  

แม้ว่าจะมีการคิดค้นกลไกอัตโนมัติมานานแล้ว แต่นาฬิกาข้อมือที่ขึ้นลานแบบอัตโนมัติเริ่มจะมีการผลิตกันในช่วง 1920s  และปัจจุบัน ก็เป็นที่นิยมในหมู่คนที่ชอบสวมใส่นาฬิกากลไกจักรกล เพราะความสะดวกสบาย ไม่ต้องไขลานเองอยู่บ่อยๆ เนื่องจากอาศัยพลังงานจากการเคลื่อนไหวข้อมือของผู้สวมใส่  ทำให้โรเตอร์ (rotor) ชิ้นส่วนโลหะรูปครึ่งวงกลมเกิดการหมุน และสร้างพลังงานส่งไปยังเมนสปริง ทำให้นาฬิกาทำงานต่อเนื่องโดยไม่จำเป็นต้องไขลานด้วยมือ

กลไกอัตโนมัติที่เราเห็นในวันนี้เป็นผลลัพธ์ของการพัฒนาอย่างค่อยเป็นค่อยไป ผ่านนวัตกรรมเล็กๆ น้อยๆ นับไม่ถ้วน ที่ร่วมกันหล่อหลอมให้ระบบไขลานอัตโนมัติมีความสมบูรณ์แบบอย่างในปัจจุบัน หนึ่งในความก้าวหน้าที่กลายเป็น “เรื่องปกติ” ในโลกนาฬิกา ทั้งที่แท้จริงแล้วเปี่ยมด้วยประวัติศาสตร์และความอัจฉริยะทางวิศวกรรม

นับตั้งแต่การฟื้นคืนกิจการอีกครั้งในปี 1994  A. Lange & Söhne แบรนด์นาฬิกาชั้นสูงจากเยอรมนีก็ได้พัฒนากลไกภายในโรงงานของตนเองมามากกว่า 70 แบบ แม้ว่ากลไกไขลานด้วยมือจะยังคงเป็นหัวใจสำคัญ แต่กลไกไขลานอัตโนมัติก็ได้กลายเป็นอีกหนึ่งองค์ประกอบทางเทคนิคที่เติบโตและพัฒนาอย่างต่อเนื่องตลอดเกือบสามทศวรรษที่ผ่านมา

แน่นอนว่า การผสานระบบไขลานอัตโนมัติลงไปในกลไกไม่ได้เป็นเพียงการเพิ่มฟังก์ชัน หากแต่ยังคงสืบทอดแนวทางงานช่างแบบแซกซอน โดยโครงสร้างของกลไกสะท้อนหลักการออกแบบเดียวกับที่พบในนาฬิกา A. Lange & Söhne  ทุกเรือน ไม่ว่าจะเป็นแผ่นเพลตสามในสี่ (three-quarter plate) ที่ผลิตจากเยอรมันซิลเวอร์แบบไม่เคลือบ ชาโตงทองคำแบบขันสกรู สกรูที่ผ่านการเผาจนเกิดสีน้ำเงินอันเป็นเอกลักษณ์ รวมถึงบาลานซ์ค็อกที่สลักลวดลายด้วยมืออย่างประณีต

LANGEMATIK ซึ่งเปิดตัวในปี 1997  เป็นนาฬิกาข้อมือรุ่นแรกของ Lange ที่ทำงานด้วยกลไกอัตโนมัติ โดยกลไกอินเฮาส์ ชื่อ Calibre L921.2 ถือเป็นจุดเริ่มต้นของการนำระบบไขลานอัตโนมัติเข้ามาสู่คอลเลกชันยุคใหม่ของแบรนด์อย่างเป็นทางการ มาพร้อมโรเตอร์แกนกลางที่ติดตั้งเซ็นทรัลโรเตอร์ทองคำ 21 กะรัต ผสานเข้ากับสถาปัตยกรรมกลไกแบบดั้งเดิม กลไกนี้ได้รับการตั้งชื่อว่า SAX-O-MAT โดยคำว่า “SAX” สื่อถึงแคว้นแซกโซนี (Saxony) ศูนย์กลางประวัติศาสตร์แห่งการทำนาฬิกาความเที่ยงตรงของเยอรมนี และเป็นที่ตั้งของโรงงาน Lange ส่วน “MAT” หมายถึงระบบไขลานอัตโนมัติ ขณะที่ตัวอักษร “O” ซึ่งอ่านว่า “โอ” สื่อถึงฟังก์ชัน zero-reset ที่ผสานอยู่ในกลไก เมื่อดึงเม็ดมะยม เข็มวินาทีจะกระโดดกลับสู่ตำแหน่งศูนย์ทันที ช่วยให้สามารถตั้งเวลาได้อย่างแม่นยำสูงสุด

สำหรับ A. Lange & Söhne กลไกอัตโนมัติไม่ได้ถูกพัฒนาในลักษณะ “หนึ่งเดียวใช้ได้ทุกเรือน” หากแต่ถูกออกแบบขึ้นโดยเฉพาะสำหรับนาฬิกาแต่ละรุ่นอย่างพิถีพิถัน

ในปี 2010 ทางแบรนด์ได้เปิดตัวรุ่น LANGE 1 DAYMATIC พร้อมกลไก Calibre L086.1 ซึ่งพัฒนาขึ้นใหม่ทั้งหมด กลไก L086.1 มาพร้อมโรเตอร์กลางแบบหมุนได้สองทิศทาง (bidirectional) และออกแบบให้โปร่ง (skeletonised) เพื่อเผยให้เห็นงานตกแต่งอันประณีตของกลไกภายใน  สะท้อนปรัชญาที่ให้ความสำคัญทั้งด้านวิศวกรรมและความงาม

ไม่เพียงเท่านั้น ระบบไขลานอัตโนมัติยังถูกผสานเข้ากับกลไกซับซ้อนขั้นสูงได้อย่างลงตัว อย่างเช่น Calibre L082.1 ที่ขับเคลื่อนรุ่น LANGE 1 TOURBILLON PERPETUAL CALENDAR ซึ่งรวมเอาระบบไขลานอัตโนมัติ ทูร์บิญอง และปฏิทินถาวร (perpetual calendar) พร้อมวงแหวนบอกเดือนแบบรอบนอกเข้าไว้ด้วยกัน ร์บิญองในกลไกนี้ยังผสานฟังก์ชัน stop-seconds ทำให้เข็มวินาทีสามารถหยุดนิ่งได้เมื่อตั้งเวลา ช่วยให้ผู้สวมใส่สามารถปรับเวลาได้อย่างแม่นยำถึงระดับวินาที

อีกรุ่นที่โดดเด่นคือ SAXONIA ANNUAL CALENDAR มาพร้อมกลไก Calibre L085.1 ซึ่งมีความสูงเพียง 5.7 มิลลิเมตร โดยผสานกลไกปฏิทินรายปีเข้าไว้ภายในโครงสร้างอัตโนมัติที่กะทัดรัด เพื่อรักษาสัดส่วนตัวเรือนให้สมดุลและสง่างาม  ขณะที่รุ่น SAXONIA OUTSIZE DATE ใช้กลไก Calibre L086.8 ซึ่งผสานระบบไขลานอัตโนมัติเข้ากับหน้าต่างวันที่ขนาดใหญ่ อันเป็นเอกลักษณ์ของ Lange ได้อย่างลงตัว ภายใต้ดีไซน์ตัวเรือนที่เพรียวบางและ refined อย่างยิ่ง

จุดสำคัญที่ทำให้ระบบไขลานอัตโนมัติกลายเป็นหัวใจของบทใหม่ในคอลเลกชันของ A. Lange & Söhne  ก็คือการเปิดตัวนาฬิกา ODYSSEUS ซึ่งถูกพัฒนาขึ้นโดยเน้นความแข็งแกร่งสำหรับการใช้งานในชีวิตประจำวัน ทำงานด้วยกลไก Calibre L155.1 DATOMATIC ซึ่งชื่อมาจากการผสานคำว่า “date” และ “automatic” เข้าไว้ด้วยกัน

ในปัจจุบัน กลไกอัตโนมัติได้กลายเป็นหนึ่งในเสาหลักสำคัญของ A. Lange & Söhne โดยกลไกทุกชุดจะผ่านกระบวนการประกอบถึงสองครั้ง และได้รับการปรับตั้งอย่างละเอียดก่อนออกจากโรงงาน เพื่อให้มั่นใจในความเที่ยงตรงสูงสุด 

ทำความรู้จักกับแบรนด์ TAOS นิยามใหม่ของงานหัตถศิลป์ชั้นสูงบนข้อมือ

เมื่อผืนโลกและสิ่งมีชีวิตกลายเป็นงานศิลปะบนข้อมือ TAOS Genèse & Odonata

พบกับความวิจิตรบรรจงระดับ Métiers d’Art จากเจนีวา กับการเปิดตัวผลงานระดับ Piece Unique (มีเพียงเรือนเดียวในโลก) สองรุ่นล่าสุดจาก TAOS แบรนด์ที่เกิดจากการรวมตัวของสุดยอดช่างทำหน้าปัดระดับปรมาจารย์

สำหรับแบรนด์ TAOS คือพื้นที่จัดแสดงศักยภาพของเหล่าช่างฝีมือกว่า 40 ชีวิตจาก Atelier Olivier Vaucher ในเจนีวา สำหรับปี 2026 นี้ เมซงได้นำเสนอผลงานระดับ Piece Unique (หนึ่งเดียวในโลก) สองเรือนที่ถ่ายทอดความงามของธรรมชาติผ่านมุมมองที่ต่างกันอย่างสุดขั้วในรุ่น Genèse และ Odonata

Genèse คือการตกผลึกของจิตวิญญาณแห่งธรณีวิทยา Genèse  

เป็นผลงานสดุดีต่อพลังงานผู้สร้างโลก หน้าปัดโดดเด่นด้วยโทนสีดำและน้ำเงินลุ่มลึก รังสรรค์ผ่านเทคนิค Stone Marquetry ด้วยการนำหินกึ่งมีค่าอย่าง Black Jade (หยกดำ) และ Blue Agate (อาเกตน้ำเงิน) มาเจียระไนและวางเรียงต่อกันอย่างแม่นยำ ผิวสัมผัสของหน้าปัดยังได้รับการตกแต่งด้วยเทคนิค Under-fired Enamel เพื่อเลียนแบบความขรุขระของชั้นหินธรรมชาติ ผสานเข้ากับงานแกะสลักมือที่สร้างมิติความลึกให้กับภาพรวมอย่างสมบูรณ์

Odonata ความบอบบางของปีกแมลงปอในสวนสวรรค์ 

ในขณะที่ Odonata (โอโดนาตา) นำเสนอความสว่างไสวของสีฟ้าพาสเทลและสีม่วงผ่านแรงบันดาลใจจากปีกของแมลงปอ ช่างฝีมือใช้เทคนิค Plique-à-jour หรือการลงยาแบบโปร่งแสงเพื่อให้หน้าปัดดูเหมือนกระจกสีที่ยอมให้แสงลอดผ่าน เสริมความระยิบระยับด้วยเทคนิค Paillonné Enamel หรือการวางแผ่นทองคำเปลวไว้ใต้ชั้นอีนาเมล พร้อมประดับมุก (Mother-of-Pearl) และฝังเพชรน้ำงามลามจากหน้าปัดไปจนถึงขาตัวเรือน

อัจฉริยภาพของกลไกที่ซ่อนตัวอยู่เบื้องหลัง 

นาฬิกาทั้งสองรุ่นขับเคลื่อนด้วยกลไกอัตโนมัติ VOP318 ความหนาเพียง 4.2 มิลลิเมตร หัวใจสำคัญอยู่ที่การออกแบบ Invisible Oscillating Weight หรือโรเตอร์ขึ้นลานแบบซ่อน การออกแบบนี้เปิดโอกาสให้ผู้ครอบครองสามารถชื่นชมงานแกะสลักด้วยมือบนแผ่นสะพานจักรด้านหลังเครื่องได้อย่างเต็มสายตา โดยไม่มีชิ้นส่วนกลไกใดมาบดบังทัศนียภาพอันวิจิตร

ข้อมูลทางเทคนิค 
  • ชื่อรุ่น: TAOS Genèse & TAOS Odonata (Piece Unique)
  • ตัวเรือน: ไวท์โกลด์ 18K (White Gold) ขนาด 38 มม. หนา 10 มม. รุ่น Odonata ประดับเพชรที่ขอบตัวเรือนและขาตัวเรือน
  • หน้าปัด: Genèse งานหินมาร์เก็ตทรี (Black Jade, Blue Agate) และอีนาเมลแบบผิวสัมผัสธรรมชาติ และในรุ่น Odonata งานลงยา Plique-à-jour, Paillonné Enamel และการประดับมุกพร้อมเพชร
  • ฟังก์ชัน: แสดงชั่วโมง และนาที (เข็มรูปทรงใบไม้ขัดเงา)
  • กลไก: กลไกอัตโนมัติ Calibre VOP318 สำรองพลังงาน 72 ชั่วโมง โรเตอร์แบบซ่อน (Invisible Rotor) งานตกแต่งเครื่องด้วยมือทั้งหมด
  • สาย: สายหนังจระเข้เย็บมือในเจนีวา พร้อมตัวล็อกไวท์โกลด์ 18K

อ่านบทความอื่นๆ เพิ่มเติม

เผยโฉม Christiaan van der Klaauw x Revolution
Franck Muller เผยโฉมสามเรือนเวลาไอคอนิก ต้อนรับสีสันแห่งเดือนมีนาคม
Breitling Navitimer ฺB19  Chronograph 43 Perpetual Calendar สองรุ่นใหม่ ทะยานสู่ความสูงอีกระดับ

เมื่อสไตล์ Ivy League มาอยู่บนข้อมือ การคอลแลบสุดพิเศษ J. Press x Bamford London B80

J. Press x Bamford London เมื่อตำนานเสื้อผ้าสไตล์อเมริกันเพรปปี้ มาบรรจบกับนาฬิกาไทเทเนียมจากลอนดอน

เมื่อพูดถึงวัฒนธรรมการแต่งกายแบบ Ivy League ชื่อของ J. Press (ก่อตั้งในปี 1902 ที่มหาวิทยาลัยเยล) คือแบรนด์ระดับตำนานที่เป็นผู้บุกเบิกและกำหนดนิยามของลุคนี้มาอย่างยาวนาน และในเดือนมีนาคม 2026 นี้ J. Press ได้จับมือกับสำนักปรับแต่งนาฬิกาชื่อดังสัญชาติอังกฤษอย่าง Bamford London เพื่อสร้างสรรค์นาฬิกาลิมิเต็ดเอดิชันที่ผสมผสานแฟชั่นคลาสสิกของหมู่วิทยาลัยอเมริกันเข้ากับวิศวกรรมนาฬิกาสมัยใหม่ได้อย่างน่าทึ่ง

หน้าปัดที่ได้แรงบันดาลใจจากธงสัญลักษณ์วิทยาลัย (Collegiate Pennant)

ความโดดเด่นที่สุดของนาฬิกาเรือนนี้คือการรื้อถอนวิธีคิดเรื่องหน้าปัดนาฬิกาแบบเดิมๆ ตัวเลขบอกเวลาทั้ง 12 ชั่วโมงถูกแทนที่ด้วยช่องสามเหลี่ยมรูปทรง “ธงปลายแหลม” (Pennant) ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ที่เรามักเห็นในวิทยาลัยแถบ Ivy League โดยตัวอักษรที่สะกดเป็นชื่อชั่วโมงจะถูกฟอร์แมตให้อยู่ในธงแต่ละผืนอย่างสวยงาม พร้อมประทับตราลายเซ็น “J. Press” ไว้ที่ตำแหน่ง 9 นาฬิกา

ตัวเรือนใช้โมเดล B80 ของ Bamford London ทำจากวัสดุ ไทเทเนียม (Titanium) ขนาด 39 มม. และหนาเพียง 10.5 มม. ซึ่งผ่านการขัดแต่งแบบ Hand-brushed สลับกับการขัดเงา ทำให้นาฬิกามีน้ำหนักเบาและสวมใส่สบายเป็นพิเศษ มาพร้อมกระจกแซฟไฟร์เคลือบสารกันสะท้อน และประสิทธิภาพการกันน้ำ 100 เมตร

กลไกที่ไว้วางใจได้และกิมมิกเก๋ไก๋ในกล่อง

ภายในขับเคลื่อนด้วยกลไกอัตโนมัติ Sellita SW300-1 ทำงานด้วยความถี่ 28,800 ครั้ง/ชั่วโมง และมีพลังงานสำรองอยู่ที่ 56 ชั่วโมง ซึ่งเป็นกลไกที่ขึ้นชื่อเรื่องความทนทานและดูแลรักษาง่าย ตัวนาฬิกาจับคู่มากับสายผ้าสไตล์ NATO สีน้ำเงินกรมท่าที่เข้ากับลุคสปอร์ตแบบวินเทจ

นอกจากตัวนาฬิกาแล้ว ความพิเศษยังลามไปถึงกล่องบรรจุภัณฑ์ เพราะภายในกล่องจะมี “ตราสัญลักษณ์เบลเซอร์ J. Press” (Bullion wire J. Press blazer badge) แบบปักดิ้นนูนแถมมาให้ด้วย ซึ่งสามารถถอดแยกออกมาได้ เป็นการเชื่อมโยงนาฬิกาเรือนนี้เข้ากับรากเหง้าแห่งศาสตร์การตัดเย็บเสื้อผ้าบุรุษของ J. Press อย่างสมบูรณ์แบบ 

ข้อมูลทางเทคนิค 
  • ตัวเรือน: ไทเทเนียม (Titanium) ขัดลายซาตินสลับเงา ขนาด 39 มม. หนา 10.5 มม. กันน้ำลึก 100 เมตร
  • หน้าปัด: ดีไซน์สไตล์ Ivy League แบ่งเป็น 12 ส่วนรูปทรงธงสามเหลี่ยม (Collegiate Pennant)
  • ฟังก์ชัน: แสดงชั่วโมง นาที และวินาทีกลางหน้าปัด
  • กลไก: กลไกอัตโนมัติ Sellita SW300-1 ความถี่ 28,800 vph สำรองพลังงาน 56 ชั่วโมง
  • สาย: สายผ้า (Fabric Strap) สีน้ำเงินกรมท่า

อ่านบทความอื่นๆ เพิ่มเติม
เผยโฉม Christiaan van der Klaauw x Revolution
Franck Muller เผยโฉมสามเรือนเวลาไอคอนิก ต้อนรับสีสันแห่งเดือนมีนาคม
Breitling Navitimer ฺB19  Chronograph 43 Perpetual Calendar สองรุ่นใหม่ ทะยานสู่ความสูงอีกระดับ

การกลับมาของเจ้าแห่งทะเลกับ Seiko Prospex Marinemaster 1968 Heritage

ในปีนี้ Seiko ได้หยิบยกจิตวิญญาณนั้นมาตีความใหม่ โดยเน้นไปที่การอัปเกรดประสิทธิภาพ ให้สมกับชื่อ Marinemaster

ในโลกของนาฬิกาดำน้ำ ชื่อ Marinemaster เปรียบเสมือนสัญลักษณ์ของความบึกบึนและความเป็นมืออาชีพ ล่าสุด Seiko ได้เปิดตัวรุ่นใหม่ที่ได้รับแรงบันดาลใจจากนาฬิกาดำน้ำระดับตำนานปี 1968 (รหัส 6159-7001) โดยมีการปรับปรุงทั้งในแง่ของสัดส่วน วัสดุ และกลไก เพื่อให้เป็นนาฬิกาดำน้ำที่ลงตัวที่สุดสำหรับยุคปัจจุบัน

Seiko Prospex Marinemaster 1968 Heritage Diver (HBF001 - หน้าปัดดำ / HBF002 - JAMSTEC Limited Edition)
Seiko Prospex Marinemaster 1968 Heritage Diver (HBF001 – หน้าปัดดำ / HBF002 – JAMSTEC Limited Edition)

ดีไซน์ที่คุ้นเคย แต่เฉียบคมกว่าเดิม 

ความน่าสนใจอยู่ที่สัดส่วนที่ลงตัวและการอัปเกรดวัสดุ ด้วยตัวเรือนสเตนเลสสตีลขนาด 42.6 มม. มาพร้อมความหนา 14.1 มม. ซึ่งถือว่าเพรียวลงกว่ารุ่นก่อนๆ ทำให้สวมใส่สบายขึ้นในชีวิตประจำวัน แต่จุดที่แฟนๆ ตื่นเต้นที่สุดคือการเลือกใช้ขอบตัวเรือนเซรามิก (Ceramic Bezel) เป็นครั้งแรกในซีรีส์นี้ ช่วยให้ขอบนาฬิกามีความเงางามและทนทานต่อรอยขีดข่วนได้อย่างดีเยี่ยม

Seiko Prospex Marinemaster 1968 Heritage Diver (HBF001 - หน้าปัดดำ / HBF002 - JAMSTEC Limited Edition)

ความร่วมมือระดับโลก HBF002 JAMSTEC Limited Edition 

ความพิเศษอยู่ที่รุ่น HBF002 ซึ่งเป็นการร่วมมือกับ JAMSTEC (หน่วยงานวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีทางทะเลของญี่ปุ่น) หน้าปัดถูกรังสรรค์ด้วยลวดลาย Textured ที่ได้รับแรงบันดาลใจจากรอยแยกของน้ำแข็งเมื่อถูกเรือตัดน้ำแข็งแหวกผ่าน ไล่เฉดสีจากขาวสว่างไปจนถึงน้ำเงินเข้มสะท้อนความลึกของมหาสมุทรอาร์กติก ซึ่งรุ่นนี้ผลิตจำกัดเพียง 1,000 เรือนทั่วโลก

กลไกใหม่ 8L45 คือความแม่นยำที่ไว้วางใจได้ 

หัวใจสำคัญคือกลไกอัตโนมัติ Calibre 8L45 ที่ถูกประกอบด้วยมือใน Shizukuishi Watch Studio (ที่เดียวกับที่ผลิต Grand Seiko) โดยเพิ่มพลังงานสำรองเป็น 72 ชั่วโมง (3 วันเต็ม) ปรับปรุงความเที่ยงตรงให้ดียิ่งขึ้น (+10 ถึง -5 วินาทีต่อวัน) ถือเป็นการอัปเกรดที่ตอบโจทย์การใช้งานในชีวิตประจำวันได้อย่างดีเยี่ยม และยังมาพร้อมกับชุดสายสเตนเลสสตีลแบบ 5 แถวที่มีระบบ Micro-adjustment รุ่นใหม่ ช่วยให้ปรับความกระชับได้ทันทีโดยไม่ต้องใช้เครื่องมือ

ข้อมูลทางเทคนิค 
  • ชื่อรุ่น: Seiko Prospex Marinemaster 1968 Heritage Diver (HBF001 – หน้าปัดดำ / HBF002 – JAMSTEC Limited Edition)
  • ตัวเรือน: สเตนเลสสตีลพร้อมการเคลือบ Super-hard coating ขนาด 42.6 มม. หนา 14.1 มม. ขอบเซรามิก (Ceramic Bezel) กันน้ำลึก 300 เมตร
  • หน้าปัด: รุ่น HBF001 (ดำลายเม็ดทรายเพื่อลดแสงสะท้อน) / รุ่น HBF002 (ลาย Textured ไล่เฉดสีน้ำเงินไอซ์บลู) กระจก Dual-curved Sapphire เคลือบกันสะท้อนด้านใน
  • ฟังก์ชัน: แสดงชั่วโมง นาที วินาที และวันที่ (ตำแหน่ง 3 นาฬิกา)
  • กลไก: กลไกอัตโนมัติ Calibre 8L45 สำรองพลังงาน 72 ชั่วโมง ความเที่ยงตรง +10/-5 วินาทีต่อวัน
  • สาย: สเตนเลสสตีลแบบ 5 แถว พร้อมชุดล็อกแบบปรับระยะสไลด์ (Tool-less Micro-adjustment) ได้สูงสุด 16 มม.

อ่านบทความอื่นๆ เพิ่มเติม
เผยโฉม Christiaan van der Klaauw x Revolution
Franck Muller เผยโฉมสามเรือนเวลาไอคอนิก ต้อนรับสีสันแห่งเดือนมีนาคม
Breitling Navitimer ฺB19  Chronograph 43 Perpetual Calendar สองรุ่นใหม่ ทะยานสู่ความสูงอีกระดับ

บทสรุปส่งท้ายกับผลงานที่น่าสะสมที่สุดของ Richard Mille ในปี 2026

Richard Mille ปิดไตรภาคความสำเร็จของคอลเลกชัน Colored Ceramics ด้วยความตระการตาที่โลกไม่เคยเห็นมาก่อนในซีรีส์นี้

Richard Mille ไม่เคยจากไปอย่างเงียบเชียบ โดยเฉพาะกับ The Final Chapter ของคอลเลกชัน RM 07-01 Colored Ceramics ที่เปิดตัวเมื่อวันที่ 18 มีนาคม 2026 นี่คือการปิดไตรภาคแห่งความคิดสร้างสรรค์ที่เริ่มต้นมาตั้งแต่ปี 2021 ด้วยสิ่งที่ซีรีส์นี้ไม่เคยทำมาก่อน นั่นคือ การประดับอัญมณี (Gem-setting) เป็นครั้งแรกในตำนานเซรามิกสีที่เพชรและพลอยล้ำค่าก้าวเข้ามามีบทบาท และผลลัพธ์ที่ได้นั้นสะกดสายตาอย่างที่สุด

นาฬิกา 3 รุ่นใหม่ในคอลเลกชัน RM 07-01 Ceramics ถูกผลิตจำกัดเพียงรุ่นละ 50 เรือนเท่านั้น และถือเป็นจุดสูงสุดของคอลเลกชันที่ท้าทายขีดจำกัดของหน้าปัดนาฬิกา Richard Mille มาโดยตลอด ในขณะที่รุ่นก่อนหน้าเน้นการเล่นกับสีสันที่สดใสและพื้นผิวที่ตัดกัน แต่เวอร์ชันปี 2026 ได้เพิ่มมิติที่สามเข้าไป นั่นคือการวางเพชรลงบนหน้าปัดและส่วนประกอบต่างๆ ด้วยความแม่นยำระดับสูง จนเปลี่ยนวัตถุที่พิเศษอยู่แล้วให้กลายเป็นงานประติมากรรม

แรงบันดาลใจหลักมาจากยุค 1980 ซึ่งเป็นยุคแห่งความแตกต่างที่โดดเด่น วัสดุที่เหนือความคาดหมาย และความคิดสร้างสรรค์ที่ไร้พันธนาการ Richard Mille ถ่ายทอดพลังนั้นผ่านหน้าปัดที่สร้างขึ้นจากเทคนิคการตกแต่งอันหลากหลายที่ทำงานร่วมกันอย่างเป็นระบบ พื้นฐานของหน้าปัดทำจากเรดโกลด์เคลือบ PVD สีเทา ผสมผสานกับรายละเอียดเซรามิกสีที่ขัดแต่งละเอียดในระดับไมครอน งานยางตัดด้วยเลเซอร์ และองค์ประกอบประดับเพชรที่ฝังอยู่ในทองคำขาว โครงสร้างทางเรขาคณิตนั้นดูเป็นระเบียบ แต่เอฟเฟกต์ที่ออกมากลับดูมีชีวิตชีวาและคาดเดาไม่ได้

หัวใจสำคัญของหน้าปัดคือ Guillochage (กิโยเช) เทคนิคเก่าแก่หลายร้อยปีที่ Richard Mille นำมาใช้อย่างไร้ข้อกังวล ช่างแกะสลักต้องใช้แรงกดที่สม่ำเสมอและแม่นยำในระดับมิลลิเมตรผ่านเครื่อง Rose Engine แบบดั้งเดิม เพื่อสร้างลวดลายเส้นโค้งที่ละเอียดอ่อนซึ่งเปลี่ยนไปตามแสงและเงา นี่คือหนึ่งในศาสตร์การตกแต่งที่ยากที่สุดในการทำนาฬิกา และในที่นี้มันทำหน้าที่เป็นจุดยึดเหนี่ยวทุกอย่างบนหน้าปัดเข้าด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็นสีสัน พื้นผิว หรือประกายจากเพชร ผลลัพธ์ที่ได้คือพื้นผิวที่ดูเหมือนมีการเคลื่อนไหวจริงๆ เมื่อคุณมองเข้าไป

ขุมพลังที่ขับเคลื่อนนาฬิกาแต่ละเรือนคือกลไก In-house อัตโนมัติ Calibre CRMA2 ซึ่งเป็นกลไกแบบ Skeleton ที่รังสรรค์จากไทเทเนียมเกรด 5 ให้พลังงานสำรอง 50 ชั่วโมง ผ่านกระปุกลานแบบหมุนเร็วและโรเตอร์ทองคำที่ปรับเปลี่ยนรูปทรงได้ (Variable-geometry rotor) การเคลือบด้วย Electroplasma บนแท่นเครื่องและสะพานจักรช่วยขับเน้นความต่างระหว่างชิ้นส่วนต่างๆ ให้ชัดเจนขึ้น ขณะที่โครงสร้างแบบเปิด (Openworked) ช่วยให้มองเห็นกลไกภายในได้อย่างเต็มตา ประดุจทิวทัศน์ทางวิศวกรรมที่ถูกคิดมาอย่างดีไม่แพ้หน้าปัดที่อยู่ด้านบน

Richard Mille RM 07-01 Colored Ceramics "The Final Chapter" (2026)

Cécile Guenat ผู้อำนวยการฝ่ายสร้างสรรค์และพัฒนาของแบรนด์ กล่าวถึงคอลเลกชันนี้ว่า “นาฬิกาเหล่านี้เล่นกับการวางสีสันที่สดใสตัดกับพื้นผิวที่แตกต่าง เพื่อประกาศตัวตนทางกราฟิกที่โดดเด่นและแหวกแนว” ซึ่ง The Final Chapter ได้ทำตามคำสัญญานั้นอย่างครบถ้วนและเหนือกว่าเดิม สำหรับนักสะสมที่มองหาจุดสูงสุดของซีรีส์นี้ โอกาสมีเพียง 50 เรือนต่อรุ่นเท่านั้น และนั่นไม่ใช่โอกาสที่เปิดกว้างนานนัก

Richard Mille RM 07-01 Colored Ceramics "The Final Chapter" (2026)
ข้อมูลทางเทคนิค 
  • ชื่อรุ่น: RM 07-01 Colored Ceramics (The Final Chapter)
  • ตัวเรือน: เซรามิก TZP (มีให้เลือก 3 สีพาสเทล) ขนาด 31.40 x 45.66 x 11.85 มม. กันน้ำลึก 50 เมตร
  • หน้าปัด: เรดโกลด์เคลือบ PVD สีเทา ตกแต่งด้วยลายกิโยเช (Guillochage) ด้วยมือ ผสมผสานเซรามิกสี ยางตัดเลเซอร์ และการประดับเพชรบนไวท์โกลด์
  • ฟังก์ชัน: แสดงชั่วโมง และนาที
  • กลไก: กลไกอัตโนมัติ In-house Calibre CRMA2 โครงสร้างไทเทเนียมเกรด 5 แบบ Skeleton สำรองพลังงาน 50 ชั่วโมง โรเตอร์ทองคำปรับเปลี่ยนรูปทรงได้ (Variable-geometry rotor)
  • สาย: ยาง (Rubber) สีเข้ากับตัวเรือน พร้อมตัวล็อกแบบบานพับ

อ่านบทความอื่นๆ เพิ่มเติม
เผยโฉม Christiaan van der Klaauw x Revolution
Franck Muller เผยโฉมสามเรือนเวลาไอคอนิก ต้อนรับสีสันแห่งเดือนมีนาคม
Breitling Navitimer ฺB19  Chronograph 43 Perpetual Calendar สองรุ่นใหม่ ทะยานสู่ความสูงอีกระดับ 

The Unique Creations ผลงานสร้างสรรค์อันเป็นเอกลักษณ์ของ L.Leroy

สานต่อมรดกอันรุ่งโรจน์ผ่านผลงานสร้างสรรค์ที่ยกระดับการทำนาฬิกาแบบสั่งตัดพิเศษ ให้กลายเป็นประสบการณ์ทางอารมณ์ที่ลึกซึ้ง

บทความต้นฉบับโดย Revolution . Mar 19, 2026

การเอ่ยถึง L.Leroy คือการปลุกจิตวิญญาณของหนึ่งในหน้าประวัติศาสตร์ที่ลึกซึ้งที่สุด นับตั้งแต่ Charles-Basile Le Roy วางรากฐานไว้ เมซงแห่งนี้ได้หล่อหลอมมรดกที่อยู่เหนือกาลเวลามากว่า 240 ปี โดยเป็นตัวแทนของความทะเยอทะยานของมนุษย์ สุนทรียภาพทางศิลปะ และอัจฉริยภาพทางกลไก

ตั้งแต่กลไกสลับซับซ้อนชั้นสูง (Grand Complications) ที่รังสรรค์ขึ้นเพื่อกษัตริย์และจักรพรรดิ ไปจนถึงนาฬิกาโครโนมิเตอร์เดินเรือที่นำทางเหล่านักสำรวจข้ามมหาสมุทรอันกว้างใหญ่ ประวัติศาสตร์ของแบรนด์นี้คือภาพสะท้อนวิวัฒนาการของศิลปะแห่งการทำนาฬิกาอย่างแท้จริง

(Bespoke Watchmaking)
Osmior Bal du Temps ซึ่งเปิดตัวในปี 2025 เพื่อเฉลิมฉลองครบรอบ 240 ปี ผสานความสง่างามร่วมสมัยเข้ากับหน้าปัดแบบ open-worked เต็มรูปแบบ พร้อมเข็มชั่วโมงเดี่ยวอันเป็นเอกลักษณ์ และกลไก minute repeater ที่บอกเวลาด้วยเสียง

ในศตวรรษที่ 21 L.Leroy กำลังเขียนประวัติศาสตร์บทใหม่ที่กล้าหาญโดยมีรากฐานอันมั่นคงจากอดีตอันรุ่งโรจน์ วิสัยทัศน์ร่วมสมัยของเมซงแห่งนี้ยืนยันถึงความแม่นยำและความประณีตที่เป็นนิยามของแบรนด์มาอย่างยาวนาน พร้อมกับให้ความสำคัญอย่างที่สุดในเรื่องความหายากและเอกลักษณ์ที่เลียนแบบไม่ได้ นาฬิกาแต่ละเรือนถูกสร้างขึ้นในรูปแบบงานสั่งตัดพิเศษเพียงเรือนเดียว (Bespoke) หรือผลิตในจำนวนจำกัดอย่างยิ่งยวด เพื่อตอบโจทย์นักสะสมผู้แสวงหาสิ่งที่เหนือกว่าความเชี่ยวชาญทางกลไก นั่นคือความพิเศษหนึ่งเดียวที่แท้จริง

ปรัชญานี้ถูกถ่ายทอดอย่างชัดเจนผ่านผลงานอย่าง Osmior Minute Repeater Flying Tourbillon นาฬิกาที่มีเพียงเรือนเดียวในโลกเพื่อสดุดีนาฬิกา Tact Watch ในประวัติศาสตร์ที่สร้างขึ้นช่วงปี 1810 สำหรับเจ้าชาย Emil Maximilian Leopold August แห่ง Hesse ด้วยหน้าปัดโปร่งแสงหมุนได้ที่สลักลาย flinqué guilloché เข็มชั่วโมงประดับเพชร และตัวเรือนที่สลักด้วยมือทั้งหมดซึ่งต้องใช้ทักษะช่างฝีมือผู้ชำนาญยาวนานกว่า 120 ชั่วโมง สิ่งเหล่านี้คือภาพสะท้อนของสุนทรียภาพแห่งโลกเวลาที่เมซงยึดถือ

ในจิตวิญญาณเดียวกัน Osmior Bal du Temps ที่เปิดตัวในปี 2025 เพื่อฉลองวาระครบรอบ 240 ปี ได้ผสานความสง่างามร่วมสมัยเข้ากับหน้าปัดแบบ Open-worked และเข็มชั่วโมงเดี่ยวอันเป็นเอกลักษณ์ ทำงานร่วมกับกลไกตีบอกเวลา Minute Repeater โดยผลิตจำกัดเพียง 15 เรือนทั่วโลก รังสรรค์จากวัสดุเลอค่าทั้งทองเรดโกลด์ 18K 5N แพลทินัม 950 และไทเทเนียมเกรด 5

(Bespoke Watchmaking)
ผลงานสั่งทำเฉพาะของ L.Leroy แต่ละชิ้นสะท้อนงานฝีมือและความเชี่ยวชาญของเมซง โดยเฉพาะศิลปะการแกะสลักซึ่งเป็นหนึ่งในเอกลักษณ์สำคัญของแบรนด์

ศิลปะแห่งงานสั่งตัดพิเศษ (Bespoke)

อย่างไรก็ตาม หัวใจที่แท้จริงของ L.Leroy ยังคงอยู่ที่การทำนาฬิกาแบบสั่งตัดพิเศษ ซึ่งเป็นมากกว่าแค่การให้บริการ แต่เป็นจิตวิญญาณสำคัญของเมซงแห่งนี้ ตลอดระยะเวลากว่าสองศตวรรษ แบรนด์ได้รังสรรค์นาฬิกาเรือนพิเศษให้แก่บุคคลผู้ทรงอิทธิพลและเหล่าผู้มีวิสัยทัศน์ ซึ่งผลงานหลายชิ้นถูกเก็บรักษาไว้อย่างดีในพิพิธภัณฑ์ชั้นนำหรือในจดหมายเหตุทางประวัติศาสตร์ของแบรนด์เอง

หนึ่งในผลงานชิ้นเอกที่โดดเด่นที่สุดคือนาฬิกาพกในตำนานอย่าง Leroy 01 ที่สร้างขึ้นตามคำสั่งของด็อกเตอร์ อันโตนิโอ ออกุสโต เดอ คาร์วัลโญ มอนเตโร นักสะสมและนักธุรกิจชาวโปรตุเกส ด้วยกลไกสลับซับซ้อนถึง 27 ฟังก์ชัน นาฬิกาเรือนนี้คว้ารางวัลเกียรติยศสูงสุด Grand Prix ในงาน Paris Universal Exhibition ปี 1900 และครองตำแหน่งนาฬิกาที่กลไกซับซ้อนที่สุดในโลกจนถึงปี 1989 นับเป็นสัญลักษณ์ของความชาญฉลาดและความกล้าหาญที่นิยามความเป็น L.Leroy มาจนถึงทุกวันนี้

อีกหนึ่งตัวอย่างที่ดูเรียบง่ายทว่าเปี่ยมด้วยความหมาย คือนาฬิกาข้อมือสตรีที่รังสรรค์ขึ้นในช่วงปี 1890 โดย Le Roy & Fils เพื่อเป็นของขวัญส่วนพระองค์สำหรับเจ้าชายแห่งเวลส์ หรือพระเจ้าเอ็ดเวิร์ดที่ 7 ในเวลาต่อมา นาฬิกาอันวิจิตรเรือนนี้ยังคงถูกเก็บรักษาไว้ในกล่องดั้งเดิม ตัวเรือนทำจากโรสโกลด์ 18K ขนาด 25 มม. มาพร้อมสายข้อมือหรูหราที่มีโซ่นิรภัย และขอบตัวเรือนไวท์โกลด์ประดับเพชร 20 เม็ด หน้าปัดแกะลายกิโยเชสีน้ำเงินโปร่งแสงที่ดูแวววาว สะท้อนถึงความประณีตและวิสัยทัศน์ที่ล้ำสมัยกว่ายุคเดียวกัน

เหนือกว่าความงดงาม นาฬิกาเรือนนี้สื่อถึงอารมณ์ที่พิเศษ นั่นคือการเป็นวัตถุที่ถูกออกแบบมาเพื่อบุคคลใดบุคคลหนึ่งโดยเฉพาะ สำหรับช่วงเวลาที่ถูกหยุดไว้ในหน้าประวัติศาสตร์ เปี่ยมด้วยความตั้งใจและความหมาย การได้ยลโฉมนาฬิกาเรือนนี้ในปัจจุบันทำให้เราเข้าใจว่า เครื่องบอกเวลาชั้นสูงไม่ได้วัดกันแค่ที่ความซับซ้อนของกลไกหรือชื่อบนหน้าปัดเท่านั้น แต่ยังวัดได้จากความสามารถในการสร้างสายใยที่ยั่งยืนระหว่างผู้สั่งทำและเหล่าช่างฝีมือผู้ชุบชีวิตให้ผลงานนั้นเกิดขึ้นจริง

(Bespoke Watchmaking)
นาฬิกาข้อมือสตรีที่รังสรรค์ขึ้นราวปี 1890 โดย Le Roy & Fils เป็นของขวัญส่วนพระองค์สำหรับพระเจ้าเอ็ดเวิร์ดที่ 7 ในอนาคต (ขณะยังทรงดำรงตำแหน่งเจ้าชายแห่งเวลส์)

จิตวิญญาณนั้นยังคงสืบทอดต่อมาในสตูดิโอที่เจนีวา ที่ซึ่งประเพณีดั้งเดิมและนวัตกรรมใหม่ดำรงอยู่ร่วมกันอย่างสมดุล เหล่าปรมาจารย์ช่างนาฬิกา ช่างแกะสลัก ช่างลงยา ช่างฝั่งอัญมณี และผู้เชี่ยวชาญด้านการตกแต่ง ทำงานร่วมกันอย่างไร้รอยต่อเพื่อเนรมิตความฝันที่ไม่เคยปรากฏมาก่อนให้กลายเป็นจริง นาฬิกาแต่ละเรือน ไม่ว่าจะมาจากคอลเลกชันร่วมสมัยหรือเกิดจากการพูดคุยอย่างใกล้ชิดกับลูกค้าผู้ทรงเกียรติ ล้วนเป็นตัวแทนของการเดินทางอันน่าทึ่งของมนุษย์

นับตั้งแต่ปี 1785 เป็นต้นมา L.Leroy ทำมากกว่าเพียงแค่การวัดค่าเวลา แต่ได้เปลี่ยนเวลาให้กลายเป็นเรื่องราวที่ดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง ผลงานสร้างสรรค์ของเมซงในฐานะทายาทผู้สืบทอดประวัติศาสตร์อันยอดเยี่ยมและคำมั่นสัญญาแห่งอนาคต ได้พิสูจน์ให้เห็นว่าความเป็นเลิศที่แท้จริงไม่ได้อยู่ที่การผลิตซ้ำ แต่อยู่ที่อารมณ์ความรู้สึกอันเป็นเอกลักษณ์ของสิ่งที่พิเศษหนึ่งเดียวและไม่อาจทำซ้ำได้อีก

อ่านบทความอื่นๆ เพิ่มเติม
Breitling Navitimer ฺB19  Chronograph 43 Perpetual Calendar สองรุ่นใหม่ ทะยานสู่ความสูงอีกระดับ 
ชม Oscars® Greenroom โดย Rolex ในงานประกาศรางวัล Oscars® ครั้งที่ 98

Back to Basics…หวนคืนสู่รากเหง้ากับ Squale SUB-37

การกลับมาของนาฬิกาดำน้ำระดับตำนานในสัดส่วนยุค 1960

บทความโดย Matthew De Jesus . Mar 20, 2026

มีความมั่นใจบางอย่างที่แฝงอยู่ในนาฬิกาดำน้ำที่ไม่เรียกร้องการถูกชื่นชม ไม่มีการตกแต่งที่ล้นเกิน มีเพียงความมุ่งมั่นในการให้ความสำคัญกับความชัดเจนในการอ่านค่า ความเชื่อถือได้ และสัดส่วนที่สมเหตุสมผล ในเวลาที่โจทย์ไม่ใช่การถ่ายรูปเซลฟี่หน้ากระจก แต่คือภารกิจที่อยู่ตรงหน้า SUB-37 รุ่นใหม่นี้ Squale ยึดมั่นในหลักการพื้นฐานที่เรียบง่ายว่า นาฬิกาดำน้ำถูกออกแบบมาเพื่อ “ใช้งาน” ไม่ใช่เพื่อ “อวด”

ด้วยขนาดตัวเรือน 37 มม. (หรือ 38.5 มม. เมื่อวัดรวมขอบตัวเรือน) SUB-37 หวนคืนสู่สัดส่วนของนาฬิกาดำน้ำในยุค 1960 และต้นยุค 1970 ซึ่งเล็กพอที่จะซ่อนตัวอยู่ใต้แขนเสื้ออย่างไม่เกะกะ แต่ยังคงอ่านค่าได้ง่ายเพียงแค่ปรายตามอง นี่คืองานสำหรับคนที่ให้คุณค่ากับพื้นฐานที่ทำออกมาอย่างถูกต้อง ไม่ว่าจะเป็นความเคลียร์ของหน้าปัด การวางเลย์เอาต์แบบไม่มีวันที่ (No-date) และสเปกที่พร้อมลุยใต้น้ำได้จริง

แต่เรื่องที่ตลกก็คือ แม้จะดูเรียบง่ายเพียงใด SUB-37 ของ Squale ก็ยังมีเรื่องราวที่คุ้มค่าแก่การเล่าขาน เพราะความน่าเชื่อถือของแบรนด์นั้นหล่อหลอมมาจากโลกใบเดียวกันกับที่สร้างประวัติศาสตร์ให้นาฬิกาดำน้ำยุคใหม่นั่นเอง

กับ SUB-37 รุ่นใหม่ Squale ยึดหลักเรียบง่ายว่า นาฬิกาดำน้ำถูกสร้างมาเพื่อการใช้งาน ไม่ใช่เพื่อความหวือหวา

ชื่อที่หล่อหลอมจากหน้าประวัติศาสตร์โลกใต้น้ำ

ประวัติศาสตร์ของ Squale คือเรื่องราวของผู้เชี่ยวชาญตัวจริงที่ผลิตนาฬิกาดำน้ำระดับอาชีพมาตั้งแต่ปี 1959 โดยยึดโยงอยู่กับท้องทะเลและข้อกำหนดอันเข้มงวดที่มาพร้อมกับภารกิจใต้น้ำ

ความมุ่งมั่นนั้นสอดคล้องกับวิสัยทัศน์ของ Charles von Büren ผู้ก่อตั้งแบรนด์ซึ่งมีความผูกพันอย่างลึกซึ้งกับยุคสมัยที่การผลิตนาฬิกาดำน้ำสวิสได้วิวัฒนาการกลายเป็นอุปกรณ์ระดับมืออาชีพ เป็นยุคที่ตัวเรือน ระบบซีลกันน้ำ และการทดสอบใช้งานจริงมีความสำคัญเทียบเท่ากับกลไกและการตลาด ในช่วงปีที่นาฬิกาดำน้ำเฟื่องฟู Squale มักถูกกล่าวถึงในฐานะผู้ผลิตตัวเรือนผู้อยู่เบื้องหลัง ซึ่งเป็นผู้ส่งมอบชิ้นส่วนสำคัญที่ช่วยกำหนดทิศทางของนาฬิกาดำน้ำในวงกว้าง

มรดกเหล่านี้เป็นมากกว่าข้อมูลทางประวัติศาสตร์ เพราะนาฬิการุ่นไอคอนิกอย่าง 1521 และซีรีส์ Master คือข้อพิสูจน์ถึงความสม่ำเสมอของ Squale ในการรักษาจุดยืนการเป็นผู้ผลิตนาฬิกาดำน้ำที่สร้างขึ้นเพื่อใช้งานจริงเป็นลำดับแรกเสมอ

Charles von Büren ผู้ก่อตั้ง Squale มักถูกเชื่อมโยงกับยุคที่นาฬิกาดำน้ำสวิสพัฒนาจนกลายเป็นเครื่องมือระดับมืออาชีพ

วัฒนธรรมการทดสอบที่นำโดย von Büren คือหัวใจสำคัญของนาฬิกาดำน้ำที่เน้นการใช้งานจริง การที่เขามีส่วนร่วมในการก่อตั้ง CREDE ในปี 1967 ช่วยให้เกิดศูนย์วิจัยและทดสอบระบบกันน้ำมาตรฐานสากลสำหรับนาฬิกาสวิสอย่างเป็นทางการ

การทำงานของศูนย์แห่งนี้เน้นการทดสอบกับนักดำน้ำตัวจริงมากกว่าเพียงแค่จำลองสภาวะในห้องแล็บ นอกจากนี้ CREDE ยังช่วยสนับสนุนงบประมาณในการสร้างฐานปฏิบัติการดำน้ำแห่งใหม่ Maison du Plongeur บนทะเลสาบนอยชาเทลซึ่งเสร็จสมบูรณ์ในปี 1968 รายละเอียดเหล่านี้เน้นย้ำถึงสิ่งที่ Squale ยึดมั่นมาโดยตลอด นั่นคือการเป็นเครื่องมือที่ไว้ใจได้และผ่านการพิสูจน์แล้วจากการใช้งานจริง

ขนาดกะทัดรัด แม่นยำ และเปี่ยมด้วยฟังก์ชันอย่างแท้จริง

SUB-37 ถูกสร้างขึ้นบนตัวเรือนขัดเงาขนาด 37 มม. ที่วางตัวบนข้อมือได้อย่างแนบเนียนและเป็นธรรมชาติ สเปกของนาฬิกายังคงความแข็งแกร่งอย่างเต็มเปี่ยมด้วยความสามารถในการกันน้ำลึก 300 เมตร ผ่านการออกแบบและประกอบในสวิตเซอร์แลนด์ พร้อมรับมือกับแรงกดดันใต้น้ำ ความเค็มของไอทะเล และการทดสอบของกาลเวลา

SUB-37 มาพร้อมหน้าปัดสีดำด้าน ดัชนีชั่วโมงโทน old-radium แบบพิมพ์ โลโก้ Squale สไตล์วินเทจ และสารเรืองแสง Super-LumiNova โทน old-radium

กระจกแซฟไฟร์ทรงโดมคู่ (Double-domed) ช่วยเพิ่มมิติให้กับหน้าปัด ให้กลิ่นอายความวินเทจแบบกระจกเพล็กซิกลาสในอดีต แต่ยังคงความใสและทนทานต่อรอยขีดข่วนตามมาตรฐานสมัยใหม่

หน้าปัดสีดำด้านมาพร้อมหลักชั่วโมงแบบพิมพ์โทนสี Old-radium รวมถึงโลโก้สไตล์วินเทจของ Squale และการแต้มสารเรืองแสง Super-LumiNova สี Old-radium เช่นกัน ซึ่งช่วยขับเน้นลุคที่ดูจริงจังและอ่านค่าได้ง่าย ขอบหน้าปัดแบบ 120 คลิก มาพร้อมขอบตัวเรือนสีดำเงาและพรายน้ำที่ใช้งานได้จริงในที่แสงน้อย

หัวใจหลักคือกลไก Sellita SW200 ที่ถูกปรับแต่งโดยการตัดฟังก์ชันวันที่ออก เพื่อรักษาเลย์เอาต์หน้าปัดให้สะอาดตาและปราศจากสิ่งรบกวน มาคู่กับสายยางสีดำที่ตอบโจทย์การใช้งานจริง ผลิตในอิตาลี พร้อมลุยน้ำได้ทันทีโดยไม่ต้องกังวล

นาฬิกาที่เป็นเครื่องมือใช้งาน โดยปราศจากการปรุงแต่ง

Squale นิยามนาฬิการุ่นใหม่นี้ว่าเป็นการยึดมั่นต่อยุคสมัยที่นาฬิกาดำน้ำถูกสร้างขึ้น
เพื่อ “ใช้งาน” ไม่ใช่เพื่อ “อวด”

อันที่จริง SUB-37 ไม่ได้พยายามจะเป็นนาฬิกาแนว Heritage Reissue ที่ตะโกนเรียกความสนใจให้ดังที่สุด แต่หัวใจสำคัญคือการเป็นนาฬิกาที่สมบูรณ์แบบและมีความชัดเจนในตัวเอง ทุกรายละเอียดล้วนพุ่งเป้ากลับไปที่การใช้งานจริง

Squale SUB-37 นาฬิกาดำน้ำ
SUB-37 มาพร้อมสายยางสีดำผลิตในอิตาลี

นี่คือสิ่งเตือนใจอันเรียบง่ายที่บอกเล่าถึงต้นกำเนิดของนาฬิกาดำน้ำ และเหตุผลที่ทำให้ Squale ได้รับการยอมรับในแถวหน้าของวงการมาอย่างยาวนาน สุนทรียภาพที่ปรากฏบนตัวนาฬิกาจึงเป็นเพียงผลลัพธ์ที่เกิดขึ้น เมื่อคุณเลือกที่จะลงมือทำทุกอย่างด้วยความจริงจัง

ข้อมูลทางเทคนิค 
  • กลไก: กลไกอัตโนมัติ Sellita Caliber SW200 (ปรับแต่งโดยการตัดฟังก์ชันวันที่ออก) สำรองพลังงาน 38 ชั่วโมง
  • ฟังก์ชัน: แสดงชั่วโมง นาที และวินาที
  • ตัวเรือน: ขนาด 37 มม. หนา 10.7 มม. สเตนเลสสตีลขัดเงาพร้อมขอบตัวเรือนสีดำเงา กันน้ำลึก 300 เมตร
  • หน้าปัด: สีดำด้าน หลักชั่วโมงแบบพิมพ์โทนสี Old-radium พร้อมเคลือบสารเรืองแสง
  • สาย: ยางสีดำผลิตในอิตาลี

อ่านบทความอื่นๆ เพิ่มเติม
Breitling Navitimer ฺB19  Chronograph 43 Perpetual Calendar สองรุ่นใหม่ ทะยานสู่ความสูงอีกระดับ 
สัมผัสความงามแห่งฤดูหนาวในชินชู Grand Seiko กับการเปิดตัว Caliber 9F51 ใหม่ล่าสุด
Greubel Forsey Balancier Convexe S2 รุ่นสุดท้ายในตัวเรือนเซรามิก

Richard Mille ประกาศความร่วมมือครั้งสำคัญในฐานะ Title Partner ของ The Superyacht Cup Palma ฉลองครบรอบ 30 ปี

Richard Mille ประกาศเป็น Title Partner ของ Superyacht Cup Palma

Richard Mille แบรนด์นาฬิการะดับโลกประกาศความร่วมมือครั้งสำคัญในฐานะ Title Partner ของการแข่งขันเรือใบซูเปอร์ยอชท์ที่เก่าแก่ที่สุดในยุโรป โดยจะใช้ชื่อรายการอย่างเป็นทางการว่า “Superyacht Cup Palma Richard Mille” ข้อตกลงนี้ครอบคลุมระยะเวลาต่อเนื่อง 3 ปี เริ่มต้นตั้งแต่การแข่งขันนัดประวัติศาสตร์ฉลองครบรอบ 30 ปี ที่จะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 24–27 มิถุนายน 2026 ณ เกาะมายอร์กา ประเทศสเปน

การจับมือกันในครั้งนี้ถือเป็นการรวมตัวของสองสถาบันที่ยึดมั่นในความเป็นเลิศทางวิศวกรรมและสมรรถนะขั้นสูงสุด โดยการแข่งขันในปี 2026 จะมีความพิเศษกว่าปีที่ผ่านมา เนื่องจากการแข่งขันจะกลับคืนสู่บ้านเกิด ณ Club de Mar-Mallorca มารีน่าที่ได้รับการปรับปรุงโฉมใหม่จนทันสมัยระดับโลก ซึ่งสะท้อนถึงวิสัยทัศน์และการลงทุนในระยะยาวเช่นเดียวกับปรัชญาของ Richard Mille

Kate Branagh ผู้อำนวยการจัดงาน SYC กล่าวว่า การได้พันธมิตรที่มีชื่อเสียงระดับ Richard Mille เข้ามาสนับสนุนในช่วงเวลาที่การแข่งขันกำลังก้าวเข้าสู่ปีที่ 30 ถือเป็นเรื่องที่น่าตื่นเต้นอย่างยิ่ง เพราะทั้งสององค์กรต่างให้ความสำคัญกับความแม่นยำและนวัตกรรมเหมือนกัน ซึ่งความร่วมมือระยะเวลา 3 ปีนี้จะช่วยสร้างรากฐานที่แข็งแกร่งให้กับบทต่อไปของรายการ

ทางด้าน Peter Harrison CEO ของ Richard Mille EMEA ระบุว่า ตลอด 25 ปีที่ผ่านมา Richard Mille เติบโตขึ้นด้วยจิตวิญญาณแบบครอบครัวที่แน่นแฟ้น ซึ่งเป็นสิ่งเดียวกับที่เขาสัมผัสได้จาก Superyacht Cup Palma นอกจากนี้การเปิดบูติกใหม่ที่กรุงมาดริดในปีนี้ ยังเป็นเครื่องยืนยันถึงความมุ่งมั่นที่แบรนด์มีต่อภูมิภาคสเปนและโลกแห่งกีฬาระดับสูง

ความน่าสนใจของการแข่งขันครั้งนี้คือการเปิดตัวประเภท Multihull Division หรือเรือหลายท้องเป็นครั้งแรก ซึ่งได้รับความสนใจจากเรือสมรรถนะสูงอย่าง Highland Fling และ Allegra ขณะที่ในประเภทอื่นๆ ก็มีเรือแชมป์เก่าและเรือไอคอนิกอย่าง J Class Rainbow และ Svea ตอบรับเข้าร่วมแล้ว ทำให้การฉลองครบรอบ 30 ปีของ Superyacht Cup Palma Richard Mille ในปี 2026 ถูกจับตามองว่าเป็นหนึ่งในเหตุการณ์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในวงการเรือใบระดับโลก

อ่านบทความอื่นๆ เพิ่มเติม
ชม Oscars® Greenroom โดย Rolex ในงานประกาศรางวัล Oscars® ครั้งที่ 98
Breitling Superocean Heritage B01 Chronograph 42 นิยามใหม่ของนาฬิกาสปอร์ตหรูที่ผสานอดีตและอนาคตไว้ในหนึ่งเดียว
ศิลปะเหนือกาลเวลาใต้เงาภูเขาไฟฟูจิ Louis Vuitton Escale au Mont Fuji Pocket Watch