นับเป็นปีที่ Patek Philippe มีข่าวดีอย่างต่อเนื่องโดยแท้ ล่าสุดทางแบรนด์ได้ร่วมกับทาง TKI เปิดตัวบูติกสาขา Gaysorn Village ซึ่งนับเป็นบูติกขนาดใหญ่ที่มีพื้นที่กว่า 311 ตารางเมตร ตั้งอยู่บนชั้น 9 อาคาร Gaysorn Tower ซึ่งอยู่ติดกับ Patek Philippe Service Centre นั่นเอง บูติกแห่งนี้นับเป็นการตอกย้ำถึงความสัมพันธ์อันยาวนานกว่า 40 ปีระหว่างแบรนด์นาฬิการะดับตำนานและตัวแทนจำหน่ายนาฬิกา Patek Philippe อย่างเป็นทางการที่เก่าแก่ที่สุดในประเทศไทย
สะท้อนอัตลักษณ์ของแบรนด์อย่างหรูหราและร่วมสมัย
ความหรูหราสง่างามเหนือกาลเวลาเป็นเอกลักษณ์ของบูติก Patek Philippe ทุกสาขามาโดยตลอด แต่ถึงอย่างไรแต่ละสาขาย่อมมีการนำอัตลักษณ์ของแบรนด์มาตีความใหม่ให้เข้ากับบริบทท้องถิ่น และเหมาะสมกับคอนเซ็ปต์ที่ตั้งใจนำเสนอให้แตกต่างในแบบฉบับของตัวเอง
สำหรับ Patek Philippe สาขา Gaysorn Village นั้น ในด้านการตกแต่งภายในเน้นบรรยากาศที่ดูหรูหราแต่อบอุ่น และสอดแทรกรายละเอียดที่สะท้อนมรดกในเชิงประวัติศาสตร์และความชำนาญในการผลิตเรือนเวลาของแบรนด์ไว้ในทุกมุม นับตั้งแต่นาฬิกา Annual Calendar ที่พร้อมต้อนรับผู้มาเยือนตั้งแต่ย่างก้าวแรก และผนัง Straw Marquetry ด้านหลังจุดต้อนรับที่ทำให้นึกถึงลายซันเรย์บนหน้าปัดนาฬิกา Patek Philippe
แวะมาชมเรือนเวลาคอลเลกชันต่างๆ และเรียนรู้มรดกเกี่ยวกับศาสตร์ในการผลิตเรือนเวลาชั้นสูงของแบรนด์ ได้ที่บูติก Patek Philippe Gaysorn Village ณ อาคาร Gaysorn Tower ชั้น 9
The Vibe: เป็นสีแห่งความโปร่งใส ใส่แล้วดูเป็นคน “คุยง่าย” มีความน่าเชื่อถือแบบมืออาชีพแต่ไม่ดู Toxic
Opinion: ปีนี้สี Tiffany Blue เริ่มจะแมสจนเกินไปแล้ว ลองขยับมาเล่น Navy Blue หรือ Sunray Blue ที่เล่นกับแสงแดดดู มันดูแพงแบบไม่ต้องตะโกน (Quiet Luxury) และเข้ากับเสื้อเชิ้ตลินินสีขาวรับซัมเมอร์สุดๆ
ในมุมมองของการสวมใส่ นาฬิกาทรงนี้ถูกออกแบบมาเพื่อให้นักขับรถมองเวลาได้โดยไม่ต้องละมือจากพวงมาลัย แต่พอมาอยู่ในธีม NASA มันกลับให้ความรู้สึกเหมือนอุปกรณ์สื่อสารบนข้อมือนักบินอวกาศแทน สิ่งที่ชอบเป็นการส่วนตัวคือการเก็บรายละเอียดเล็กๆ อย่างโลโก้ NASA แบบตัวหนอน (Worm Logo) สีส้มสะท้อนแสงที่วางไว้บนตัวเรือน รวมถึงการสลักรายละเอียดภารกิจอวกาศไว้ที่ฝาหลัง ซึ่งทำออกมาได้นิ่งและดูจริงจัง ไม่ได้ดูเหมือนของเล่นที่ทำออกมาเอาใจแฟนคลับทั่วไป
กลไกและการสวมใส่ในชีวิตจริง
ภายในขับเคลื่อนด้วยกลไกอัตโนมัติ Soprod Newton ซึ่งถือว่าไว้ใจได้ในแง่ความทนทานและการสำรองพลังงาน แม้ตัวเรือนจะดูใหญ่และมีรูปทรงแปลกตา แต่ด้วยวัสดุที่เป็นสเตนเลสสตีลน้ำหนักพอเหมาะและการออกแบบสายที่รับกับข้อมือ ทำให้มันใส่สบายกว่าที่ตาเห็น หน้าปัดที่ดูเหมือนจอดิจิทัลนี้อ่านง่ายมากในจังหวะที่เราแค่ปัดข้อมือขึ้นมาดูเร็วๆ
Amida Digitrend NASA Edition คือการเอาความคลาสสิกมาแต่งตัวใหม่ในธีมที่ดูสนุกขึ้น เป็นนาฬิกาที่เหมาะกับคนที่ชอบงานดีไซน์นอกกรอบและหลงรักเรื่องราวของการสำรวจอวกาศ มันบอกเล่าความเท่ของยุค Space Age ผ่านงานวิศวกรรมที่จับต้องได้จริง โดยไม่จำเป็นต้องใช้คำโฆษณาที่สวยหรูเกินไป แต่ใช้ความแปลกใหม่ของรูปทรงเป็นตัวเล่าเรื่องแทน
แม้จะประสบความสำเร็จอย่างล้นหลาม แต่ Nautilus ไม่ได้เป็นตัวกำหนดนิยามของนาฬิกาสปอร์ตหรู และไม่ได้เปลี่ยนสถานะภาพรวมของ Patek Philippe ไปเสียทีเดียว ทว่าสิ่งที่มันทำคือการเปลี่ยนความเข้าใจที่ผู้คนมีต่อนาฬิกาทั้งสองประเภทนี้
สำหรับBR-05 Blue Diamond Eagle เรือนนี้ คือการตีความใหม่ของ Bell & Ross ที่ดูสวยสง่าย และสุขุมขึ้น เป็นการนำความแข็งแรงของงานดีไซน์ดั้งเดิมมาแต่งแต้มด้วยความฝันผ่านดวงดาวและเพชร เหมาะสำหรับใครที่กำลังมองหานาฬิกาที่มีบุคลิกชัดเจน ไม่ซ้ำใคร และเปี่ยมด้วยความประณีตที่สัมผัสได้จริง
จุดสำคัญที่ทำให้ระบบไขลานอัตโนมัติกลายเป็นหัวใจของบทใหม่ในคอลเลกชันของ A. Lange & Söhne ก็คือการเปิดตัวนาฬิกา ODYSSEUS ซึ่งถูกพัฒนาขึ้นโดยเน้นความแข็งแกร่งสำหรับการใช้งานในชีวิตประจำวัน ทำงานด้วยกลไก Calibre L155.1 DATOMATIC ซึ่งชื่อมาจากการผสานคำว่า “date” และ “automatic” เข้าไว้ด้วยกัน
ในปัจจุบัน กลไกอัตโนมัติได้กลายเป็นหนึ่งในเสาหลักสำคัญของ A. Lange & Söhne โดยกลไกทุกชุดจะผ่านกระบวนการประกอบถึงสองครั้ง และได้รับการปรับตั้งอย่างละเอียดก่อนออกจากโรงงาน เพื่อให้มั่นใจในความเที่ยงตรงสูงสุด
J. Press x Bamford London เมื่อตำนานเสื้อผ้าสไตล์อเมริกันเพรปปี้ มาบรรจบกับนาฬิกาไทเทเนียมจากลอนดอน
เมื่อพูดถึงวัฒนธรรมการแต่งกายแบบ Ivy League ชื่อของ J. Press (ก่อตั้งในปี 1902 ที่มหาวิทยาลัยเยล) คือแบรนด์ระดับตำนานที่เป็นผู้บุกเบิกและกำหนดนิยามของลุคนี้มาอย่างยาวนาน และในเดือนมีนาคม 2026 นี้ J. Press ได้จับมือกับสำนักปรับแต่งนาฬิกาชื่อดังสัญชาติอังกฤษอย่าง Bamford London เพื่อสร้างสรรค์นาฬิกาลิมิเต็ดเอดิชันที่ผสมผสานแฟชั่นคลาสสิกของหมู่วิทยาลัยอเมริกันเข้ากับวิศวกรรมนาฬิกาสมัยใหม่ได้อย่างน่าทึ่ง
นาฬิกาข้อมือสตรีที่รังสรรค์ขึ้นราวปี 1890 โดย Le Roy & Fils เป็นของขวัญส่วนพระองค์สำหรับพระเจ้าเอ็ดเวิร์ดที่ 7 ในอนาคต (ขณะยังทรงดำรงตำแหน่งเจ้าชายแห่งเวลส์)
Richard Mille ประกาศเป็น Title Partner ของ Superyacht Cup Palma
Richard Mille แบรนด์นาฬิการะดับโลกประกาศความร่วมมือครั้งสำคัญในฐานะ Title Partner ของการแข่งขันเรือใบซูเปอร์ยอชท์ที่เก่าแก่ที่สุดในยุโรป โดยจะใช้ชื่อรายการอย่างเป็นทางการว่า “Superyacht Cup Palma Richard Mille” ข้อตกลงนี้ครอบคลุมระยะเวลาต่อเนื่อง 3 ปี เริ่มต้นตั้งแต่การแข่งขันนัดประวัติศาสตร์ฉลองครบรอบ 30 ปี ที่จะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 24–27 มิถุนายน 2026 ณ เกาะมายอร์กา ประเทศสเปน
การจับมือกันในครั้งนี้ถือเป็นการรวมตัวของสองสถาบันที่ยึดมั่นในความเป็นเลิศทางวิศวกรรมและสมรรถนะขั้นสูงสุด โดยการแข่งขันในปี 2026 จะมีความพิเศษกว่าปีที่ผ่านมา เนื่องจากการแข่งขันจะกลับคืนสู่บ้านเกิด ณ Club de Mar-Mallorca มารีน่าที่ได้รับการปรับปรุงโฉมใหม่จนทันสมัยระดับโลก ซึ่งสะท้อนถึงวิสัยทัศน์และการลงทุนในระยะยาวเช่นเดียวกับปรัชญาของ Richard Mille
Kate Branagh ผู้อำนวยการจัดงาน SYC กล่าวว่า การได้พันธมิตรที่มีชื่อเสียงระดับ Richard Mille เข้ามาสนับสนุนในช่วงเวลาที่การแข่งขันกำลังก้าวเข้าสู่ปีที่ 30 ถือเป็นเรื่องที่น่าตื่นเต้นอย่างยิ่ง เพราะทั้งสององค์กรต่างให้ความสำคัญกับความแม่นยำและนวัตกรรมเหมือนกัน ซึ่งความร่วมมือระยะเวลา 3 ปีนี้จะช่วยสร้างรากฐานที่แข็งแกร่งให้กับบทต่อไปของรายการ
ทางด้าน Peter Harrison CEO ของ Richard Mille EMEA ระบุว่า ตลอด 25 ปีที่ผ่านมา Richard Mille เติบโตขึ้นด้วยจิตวิญญาณแบบครอบครัวที่แน่นแฟ้น ซึ่งเป็นสิ่งเดียวกับที่เขาสัมผัสได้จาก Superyacht Cup Palma นอกจากนี้การเปิดบูติกใหม่ที่กรุงมาดริดในปีนี้ ยังเป็นเครื่องยืนยันถึงความมุ่งมั่นที่แบรนด์มีต่อภูมิภาคสเปนและโลกแห่งกีฬาระดับสูง
ความน่าสนใจของการแข่งขันครั้งนี้คือการเปิดตัวประเภท Multihull Division หรือเรือหลายท้องเป็นครั้งแรก ซึ่งได้รับความสนใจจากเรือสมรรถนะสูงอย่าง Highland Fling และ Allegra ขณะที่ในประเภทอื่นๆ ก็มีเรือแชมป์เก่าและเรือไอคอนิกอย่าง J Class Rainbow และ Svea ตอบรับเข้าร่วมแล้ว ทำให้การฉลองครบรอบ 30 ปีของ Superyacht Cup Palma Richard Mille ในปี 2026 ถูกจับตามองว่าเป็นหนึ่งในเหตุการณ์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในวงการเรือใบระดับโลก