เผยโฉม Christiaan van der Klaauw x Revolution

Date:

เจาะลึกนาฬิกาแพลนเนทาเรียมหน้าปัดซิลิคอน นิยามใหม่ของกลไกแห่งดวงดาว จากความเรียบง่ายสู่ความซับซ้อนระดับจักรวาล

บทความโดย Cheryl Chia . Mar 10, 2026

เมื่อหน้าปัดที่รังสรรค์จากแผ่นซิลิคอนเหลือบสี บรรจบกับดวงดาวที่แต่งแต้มด้วยสารเรืองแสง CVDK x Revolution Grand Planetarium Eccentric จึงเปลี่ยนกลไกแห่งท้องฟ้าให้กลายเป็นโรงละครแห่งรัตติกาลที่แปรเปลี่ยนไปตามแสงเงา

กลไกสลับซับซ้อนเชิงดาราศาสตร์ถือเป็นหนึ่งในอาณาจักรที่กว้างขวางและเปี่ยมเสน่ห์ที่สุดของโลกนาฬิกา หากพิจารณาจากระดับเริ่มต้น เราจะได้พบกับกลไกแสดงข้างขึ้นข้างแรมที่คุ้นเคย ซึ่งมีความงดงามในเชิงกวีและทำความเข้าใจได้ง่ายเพียงแค่ปรายตามอง แต่เมื่อขยับลึกลงไปมากกว่านั้น กรอบของเวลาจะเปิดกว้างสู่โลกอีกใบที่เต็มไปด้วยรายละเอียดมหาศาล

นาฬิกาบางเรือนไม่ได้แสดงเพียงแค่เวลาสุริยคติเฉลี่ยที่เราใช้กันทั่วไปเท่านั้น ยังสามารถแสดงเวลาดาราคติ ซึ่งเป็นการวัดค่าการหมุนของโลกเมื่อเทียบกับตำแหน่งดวงดาวที่อยู่กับที่ ขณะที่นาฬิกาบางรุ่นแสดงสมการเวลาเพื่อระบุส่วนต่างระหว่างเวลาสุริยคติเฉลี่ยกับเวลาสุริยคติจริง ซึ่งเป็นความคลาดเคลื่อนที่เกิดจากความรีของวงโคจรและการเอียงของแกนโลก

นอกจากนี้ยังมีกลไกแสดงเวลาพระอาทิตย์ขึ้นและพระอาทิตย์ตกที่ต้องได้รับการปรับตั้งค่าตามเส้นละติจูดเฉพาะ โดยมีรูปร่างของชิ้นส่วน cam ที่ถูกออกแบบมาตามองศาการเอียงของแกนโลกและความรีของวงโคจร รวมถึงกลไกพยากรณ์การเกิดสุริยุปราคาและจันทรุปราคาที่คำนวณจากรอบวงจรสุริยจันทรคติอย่างวงรอบซารอส กลไกแสดงกระแสน้ำที่ยึดตามวันทางจันทรคติแทนวันทางสุริยคติ ไปจนถึงแผนที่ดาวแบบหมุนได้ที่ปรับตั้งค่าตามซีกโลกเพื่อจำลองภาพการเคลื่อนที่ของท้องฟ้ายามค่ำคืนตลอดทั้งปี

ความเป็นไปได้ของกลไกเหล่านี้นั้นแทบจะไร้ขีดจำกัด แต่หากจะพูดถึงสิ่งที่กระตุ้นจินตนาการได้มากที่สุดย่อมหนีไม่พ้น กลไกจำลองวงโคจรของดวงดาวหรือแพลนเนทาเรียม ในขณะที่กลไกประเภทอื่นมักจะแยกแสดงผลเพียงรอบวงจรเดียว แต่แพลนเนทาเรียมพยายามจำลองระบบสุริยะทั้งหมดเอาไว้ ซึ่งต้องรับมือกับเรื่องของมาตราส่วนในแบบที่กลไกซับซ้อนน้อยชิ้นจะทำได้

นอกจากนี้ยังมีเรื่องของระยะเวลาที่ส่งผลกระทบต่อความรู้สึกอย่างมีนัยสำคัญ เมื่อโลกโคจรครบหนึ่งรอบต่อปี เราจะยังสามารถสังเกตเห็นการเคลื่อนไหวได้ แต่เมื่อดาวเสาร์ต้องใช้เวลาเกือบ 30 ปี และดาวเนปจูนใช้เวลามากกว่า 160 ปี การเคลื่อนที่เหล่านั้นจะกลายเป็นสิ่งที่แทบมองไม่เห็นด้วยตาเปล่า แม้นาฬิกายังคงทำงานและฟันเฟืองยังคงหมุนไป แต่สิ่งที่ปรากฏบนหน้าปัดบางอย่างอาจไม่สามารถโคจรได้ครบหนึ่งรอบภายในช่วงชีวิตของมนุษย์คนหนึ่งเลยด้วยซ้ำ ความแตกต่างอย่างสุดขั้วระหว่างการทำงานของจักรกลที่เกิดขึ้นในทันที กับระยะเวลาอันยาวนานในทางดาราศาสตร์ ได้มอบพลังดึงดูดและความลุ่มลึกที่แสนพิเศษให้กับหน้าปัดแสดงผลประเภทนี้

แพลนเนทาเรียมยังเป็นสิ่งที่ยากจะต้านทานเพราะมันช่วยปรับเปลี่ยนมุมมอง การประดิษฐ์นาฬิกาส่วนใหญ่มักยึดถือมนุษย์เป็นศูนย์กลาง ไม่ว่าจะเป็นการแสดงชั่วโมง นาที หรือปฏิทิน ซึ่งเป็นการจัดระเบียบเวลาเพื่อกิจกรรมของมนุษย์ ในทางกลับกัน การแสดงผลแบบยึดดวงอาทิตย์เป็นศูนย์กลางได้นำโลกไปวางไว้ท่ามกลางดาวเคราะห์ดวงอื่นๆ โลกไม่ได้เป็นจุดอ้างอิงอีกต่อไป แต่เป็นเพียงส่วนหนึ่งในระบบ และความจริงที่ว่าประสบการณ์ในแต่ละวันของเราดำเนินไปภายใต้ระเบียบอันกว้างใหญ่และเที่ยงตรงของสรวงสวรรค์นั้น กลายเป็นสิ่งที่เราไม่อาจมองข้ามได้เลย

Christiaan van der Klaauw x Revolution The Grand Planetarium Eccentric Si14 (Silicium)

นาฬิกาข้อมือที่มาพร้อมกลไกแพลนเนทาเรียมนั้นถือเป็นสิ่งที่หาได้ยากมาก และแทบไม่มีแบรนด์ไหนที่สามารถรักษาการผลิตไว้อย่างต่อเนื่องได้ ซึ่งผู้ที่ยืนอยู่แถวหน้าและเป็นตัวแทนที่โดดเด่นที่สุดของศาสตร์แขนงนี้ในปัจจุบันจะเป็นใครไปไม่ได้นอกจาก คริสเตียน ฟาน เดอร์ คลาว (Christiaan van der Klaauw)

ผลงานความร่วมมือล่าสุดระหว่างแบรนด์และ Revolution คือรุ่น Grand Planetarium Eccentric Si14 (Silicium) ซึ่งผลิตขึ้นในจำนวนจำกัดเพียง 6 เรือน โดยต่อยอดมาจากโมเดลที่เปิดตัวครั้งแรกในปี 2024 เพื่อเฉลิมฉลองครบรอบ 50 ปีของแบรนด์ ทั้งนี้ Grand Planetarium Eccentric ถือเป็นนาฬิกาข้อมือกลไกเรือนแรกและเรือนเดียวของโลก ที่สามารถแสดงวงโคจรตามเวลาจริงของดาวเคราะห์ทั้ง 8 ดวงในระบบสุริยะ ตั้งแต่ดาวพุธที่อยู่ใกล้ดวงอาทิตย์ที่สุดไปจนถึงดาวเนปจูนที่อยู่ไกลออกไปได้สำเร็จ

Christiaan van der Klaauw x Revolution ท้องฟ้าจำลองแกรนด์ประหลาด Si14 (ซิลิเซียม)
ในความมืด จอแสดงผลระบบสุริยะของ CVDK × Revolution The Grand Planetarium Eccentric Si14 (Silicium) จะมองเห็นได้ชัดเจนขึ้นด้วยสารเรืองแสง Super-LumiNova ดาวเคราะห์เรืองแสงที่ติดด้วยมือและส่วนต่างๆ ของวงโคจรจะเรืองแสงอย่างนุ่มนวลบนหน้าปัดซิลิคอนออกซิไดซ์

ตัวเรือนเหล็กแกร่งและหน้าปัดซิลิคอน

ตัวเรือนของ CVDK × Revolution Grand Planetarium Eccentric ขึ้นรูปจากสเตนเลสสตีล 316L และผ่านกระบวนการแพร่คาร์บอนที่อุณหภูมิต่ำ ซึ่งช่วยเพิ่มความแข็งแกร่งของพื้นผิวให้สูงถึงประมาณ 1,200 วิคเกอร์ หรือแข็งกว่าเหล็กทั่วไปถึงหกเท่า การที่นาฬิกาชั้นเลิศมีความทนทานต่อรอยขีดข่วนในระดับนี้ถือเป็นเรื่องที่น่าประทับใจเป็นพิเศษ เพราะใครก็ตามที่เคยทำนาฬิกากระแทกกับพื้นผิวที่แข็ง ย่อมเข้าใจถึงความรู้สึกหวาดกลัวในชั่ววินาทีนั้นก่อนที่จะก้มลงมองรอยความเสียหาย อย่างเช่นประสบการณ์ส่วนตัวของผู้เขียนที่ทำนาฬิกากระแทกเข้ากับตู้ในห้องน้ำบนเครื่องบินจนเกิดเสียงดังสนันเสียจนพนักงานต้อนรับต้องตะโกนถามผ่านประตูด้วยความเป็นห่วงว่าโอเคหรือไม่ แต่เมื่อรอยขีดข่วนที่ควรจะติดตัวนาฬิกาไปตลอดกาลกลับไม่ปรากฏให้เห็น ความรู้สึกและสายสัมพันธ์ที่คุณมีต่อนาฬิกาเรือนนั้นจะเปลี่ยนไปในทันที

นาฬิกา CVDK × Revolution รุ่น Grand Planetarium Eccentric Si14 (ซิลิคอน) บรรจุอยู่ในตัวเรือนขนาด 44 มม. ที่ทำจากสแตนเลส 316L ซึ่งผ่านกระบวนการแพร่คาร์บอนที่อุณหภูมิต่ำ ทำให้ความแข็งของพื้นผิวเพิ่มขึ้นเป็นประมาณ 1,200 วิกเกอร์ ซึ่งแข็งเกือบเท่าเซรามิก

ตัวเรือนผ่านการตกแต่งด้วยเทคนิคการพ่นทราย (Bead-blasting) ทำให้พื้นผิวมีลักษณะด้านในโทนสีเทา ซึ่งช่วยกระจายแสงและทำให้ร่องรอยการใช้งานเพียงเล็กน้อยที่อาจเกิดขึ้นนั้นสังเกตเห็นได้ยากขึ้น นาฬิกามีขนาดตัวเรือนกว้าง 44 มิลลิเมตร และหนา 14.3 มิลลิเมตร ซึ่งจัดอยู่ในกลุ่มนาฬิกาที่มีขนาดค่อนข้างโดดเด่นสะดุดตา แต่แน่นอนว่านาฬิกาที่ตั้งใจจะจำลองระบบสุริยะทั้งระบบไว้บนข้อมือย่อมไม่ได้ถูกออกแบบมาเพื่อความเรียบง่ายอยู่แล้ว ความหนาของตัวเรือนส่วนใหญ่นั้นเป็นผลโดยตรงมาจากความซับซ้อนของโมดูลดาราศาสตร์ที่บรรจุอยู่ภายในนั่นเอง

CVDK × Revolution The Grand Planetarium Eccentric Si14 (Silicium)
หน้าปัดนาฬิกาประกอบด้วยชิ้นส่วนซิลิคอนออกซิไดซ์ 9 ชิ้น ทำให้เกิดสีน้ำเงินม่วงที่เปลี่ยนแปลงไปเรื่อยๆ ชวนให้นึกถึงห้วงอวกาศอันไกลโพ้น บนพื้นผิวหน้าปัดมีภาพดาวเคราะห์ที่วาดด้วยมือโดยใช้สารเรืองแสง Super-LumiNova ซึ่งแสดงถึงคาบการโคจรจริงของพวกมัน ตั้งแต่ดาวพุธ 87.97 วัน ถึงดาวเนปจูน 164.80 ปี ก่อให้เกิดแบบจำลองเชิงกลขนาดเล็กของระบบสุริยะ

เพื่อจำลองภาพของจักรวาล หน้าปัดจึงถูกสร้างขึ้นจากชิ้นส่วนซิลิคอนออกซิไดซ์ (Oxidized silicon) แยกกันถึง 9 ชิ้น ซึ่งมอบคุณสมบัติพื้นผิวที่เล่นแสงเป็นสีรุ้ง โดยจะเปลี่ยนเฉดสีไปมาระหว่างสีน้ำเงินเข้มและสีม่วงตามองศาของแสงที่ตกกระทบ แม้ว่าในโลกนาฬิกา ซิลิคอนจะเป็นที่รู้จักกันดีในฐานะวัสดุที่ใช้ทำหน้าที่เชิงกลไกอย่างชุด Escapements และ Hairsprings แต่ในที่นี้มันถูกนำมาใช้ในบทบาทที่แตกต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง

ผ่านกระบวนการออกซิเดชันที่ควบคุมอย่างแม่นยำ เลเยอร์ออกไซด์บางๆ จะก่อตัวขึ้นบนพื้นผิว ซึ่งทำให้เกิดการแทรกสอดของแสงจนปรากฏเป็นสีสันที่สวยงาม ส่งผลให้หน้าปัดมีโทนสีน้ำเงินแกมม่วงที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวสืบเนื่องมาจากกระบวนการนี้เอง

ดวงอาทิตย์ซึ่งถูกออกแบบให้เป็นโลโก้ของ CVDK จะหมุนอย่างต่อเนื่องและทำหน้าที่เป็นเข็มวินาที ตัวเลขโรมัน รวมถึงโลโก้ที่ตำแหน่ง 12 นาฬิกา ถูกสลักไว้บนพื้นผิวด้านในของกระจกแซฟไฟร์ เพื่อระบุทิศทางที่ถูกต้องของหน้าจอแสดงผล

ท่ามกลางฉากหลังที่แปรเปลี่ยนและมืดมิดนี้ เหล่าดาวเคราะห์ถูกแต่งแต้มด้วยสีพรายน้ำ Super-LumiNova ด้วยมืออย่างประณีตโดยช่างนาฬิการะดับปรมาจารย์ของเมซง ที่น่าสนใจคือมีการสลักเครื่องหมายเรืองแสงขนาดเล็กเพื่อระบุระยะเวลาการโคจรของดาวเคราะห์แต่ละดวงเอาไว้ด้วย โดยดาวพุธจะโคจรครบหนึ่งรอบใน 87.97 วัน ดาวศุกร์ 224.70 วัน โลก 365.24 วัน และดาวอังคาร 686.98 วัน ในขณะที่ดาวเคราะห์วงนอกจะเคลื่อนที่ด้วยจังหวะที่ต้องใช้ความอดทนมากกว่าอย่างเห็นได้ชัด โดยดาวพฤหัสบดีใช้เวลา 11.86 ปี ดาวเสาร์ 29.46 ปี ดาวยูเรนัส 84.02 ปี และดาวเนปจูนต้องใช้เวลาถึง 164.80 ปีในการโคจรรอบดวงอาทิตย์

แม้แต่ดวงจันทร์ของโลกก็ยังถูกจำลองไว้บนหน้าปัดข้างๆ ตำแหน่งของโลกด้วยเช่นกัน นอกจากนี้ ส่วนของเลเยอร์ที่ยกตัวสูงขึ้นตามเส้นทางเดินของดวงดาวก็ยังเป็นสารเรืองแสง ซึ่งทั้งหมดนี้ร่วมกันสร้างการแสดงแสงสีในมาตราส่วนย่อส่วนของจักรวาลที่งดงามตระการตา โดยดาวเคราะห์แต่ละดวงจะปรากฏเป็นจุดแสงเล็กๆ ที่ล่องลอยอยู่ท่ามกลางความว่างเปล่าสีน้ำเงินแกมม่วงอันลุ่มลึกของอวกาศ

ดาวเคราะห์แต่ละดวงถูกวาดด้วยมือโดยใช้สี Super-LumiNova โดย Pim Koeslag ทำให้ระบบสุริยะเรืองแสงได้อย่างสดใสในที่มืด ดาวเคราะห์ที่เรืองแสงและเส้นทางโคจรที่โดดเด่นจะเปลี่ยนหน้าปัดนาฬิกาให้กลายเป็นปรากฏการณ์แสงสีบนท้องฟ้าจำลองขนาดเล็กบนพื้นหลังซิลิคอนสีน้ำเงินม่วงเข้ม

สิ่งที่น่าประทับใจคือ Grand Planetarium ยังรวมเอาสเกลจักรราศีวงนอกมาไว้บนหน้าปัด ซึ่งอ่านค่าผ่านตัวระบุตำแหน่งทรงสามเหลี่ยมสีน้ำเงิน ที่ติดตั้งอยู่ตรงข้ามกับตำแหน่งของโลก และเมื่อโลกโคจรครบหนึ่งรอบในเวลา 365.24 วัน ตำแหน่งของโลกที่ปรากฏบนสเกลจักรราศีที่อยู่กับที่นี้ จะแสดงให้เห็นว่าโลกอยู่ในจุดใดของวงโคจรเมื่อเทียบกับกลุ่มดาวต่างๆ ตามแนวสุริยวิถี (Ecliptic) หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งคือ ตัวระบุตำแหน่งนี้จะเผยให้เห็นส่วนของจักรราศีที่ดวงอาทิตย์ปรากฏให้เห็นจากโลกในเวลาใดก็ตามตลอดทั้งปี

ท้องฟ้าจำลองขนาดใหญ่แสดงคาบการโคจรของดาวเคราะห์ทั้งแปดดวงรอบดวงอาทิตย์ ตั้งแต่ดาวพุธถึงดาวเนปจูน ส่วนแถบด้านนอกมีมาตราส่วนจักรราศี ซึ่งอ่านค่าได้จากลูกศรสีฟ้าที่อยู่ตรงข้ามกับโลก

รายละเอียดนี้มีความสำคัญมากสำหรับการแสดงผลแบบแพลนเนทาเรียม เพราะมันช่วยเชื่อมโยงกลไกแบบยึดดวงอาทิตย์เป็นศูนย์กลาง (Heliocentric mechanics) ของนาฬิกา เข้ากับวิธีที่มนุษย์เราสังเกตการณ์ท้องฟ้าจากโลกจริงๆ หากแบบจำลองระบบสุริยะแสดงเพียงแค่ดาวเคราะห์โคจรรอบดวงอาทิตย์ ก็อาจกลายเป็นเพียงกลไกที่เป็นนามธรรมเกินไป แต่การรวมเอาสเกลจักรราศี (Zodiac scale) ซึ่งก็คือกลุ่มของกลุ่มดาวที่วางตัวอยู่ตามแนวระนาบสุริยวิถีเข้ามาด้วยนั้น ทำให้นาฬิกาสามารถยึดโยงการแสดงผลเข้ากับทรงกลมฟ้า (Celestial sphere) ที่เรามองเห็นได้จริง

ผู้สวมใส่จึงไม่เพียงแต่อ่านค่าได้ว่าโลกอยู่ในจุดใดของวงโคจร แต่ยังทราบด้วยว่าดวงอาทิตย์กำลังอยู่ในตำแหน่งของกลุ่มดาวใดในขณะนั้น โดยกลุ่มดาวที่อยู่ด้านหลังดวงอาทิตย์โดยตรงจะถูกแสงอาทิตย์กลบจนมองไม่เห็นในเวลากลางวัน แต่กลุ่มดาวที่อยู่ฝั่งตรงข้ามจะปรากฏให้เห็นอย่างชัดเจนบนท้องฟ้ายามค่ำคืน นอกจากนี้ สเกลจักรราศียังทำหน้าที่เป็นตัวระบุเดือนปัจจุบันที่ใช้งานได้จริงแบบคร่าวๆ เนื่องจากดวงอาทิตย์จะปรากฏเคลื่อนผ่านจักรราศีทั้ง 12 ราศี โดยแต่ละราศีครอบคลุมพื้นที่ 30 องศาบนแนวสุริยวิถีตามการเคลื่อนที่ของโลกไปตามวงโคจรนั่นเอง

กลไกแห่งท้องฟ้า (Celestial Mechanics)

โมดูลแพลนเนทาเรียมนี้ถูกคิดค้นขึ้นโดย คริสเตียน ฟาน เดอร์ คลาว ด้วยตนเอง โดยหลังจากที่ Pim Koeslag เข้าซื้อกิจการในปี 2022 ได้เพียงไม่กี่เดือน ฟาน เดอร์ คลาว ได้เอ่ยถึงแนวคิดที่เขาเคยพัฒนาค้างไว้ คูสลากจึงเสนอให้นำแนวคิดนั้นมาพัฒนาต่อเพื่อสร้างเป็นผลงานชิ้นสำคัญในการเฉลิมฉลองครบรอบ 50 ปีของแบรนด์ จากนั้น ฟาน เดอร์ คลาว ได้นำเสนอชุดภาพสเก็ตช์ซึ่งเป็นกระดาษขนาด A3 ประมาณ 10 ถึง 15 แผ่น ที่ลงรายละเอียดเกี่ยวกับกลไกไว้อย่างครบถ้วน และตามข้อเสนอแนะของคูสลาก ดาวเคราะห์เพิ่มเติมอีกสองดวงจึงถูกผนวกรวมเข้าไว้ในงานออกแบบชุดนี้ด้วย

แผนผังวาดด้วยมือดำเนินการในระดับ 10:1 โดย Christiaan van der Klaauw

สิ่งที่น่าประทับใจมากๆ คือ แทนที่จะพึ่งพาพลังของการคำนวณด้วยคอมพิวเตอร์เพื่อคัดกรองความเป็นไปได้อันมหาศาลดังเช่นที่นิยมทำกันในปัจจุบัน ฟาน เดอร์ คลาว กลับกำหนดอัตราทดของดาวเคราะห์และวางโครงสร้างกลไกด้วยดินสอ วงเวียน และหลักคณิตศาสตร์โดยตรง กลไกนี้ถูกวางแผนผังในเชิงเรขาคณิต (Geometrically) เพื่อกำหนดตำแหน่งของจักร ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง ระยะห่างระหว่างจุดศูนย์กลางของจักรแต่ละตัว รวมถึงพื้นที่ที่จำเป็นสำหรับชุดเฟืองจักร (Gear trains) ต่างๆ เพื่อให้สามารถขบประสานกันได้อย่างลงตัวภายในโมดูล และหลังจากที่โครงร่างทั้งหมดถูกคลี่คลายลงบนกระดาษแล้วเท่านั้น งานออกแบบจึงถูกถ่ายโอนเข้าสู่ระบบ CAD เพื่อสร้างเป็นแบบจำลองสามมิติต่อไป

Pim Koeslag ซีอีโอและปรมาจารย์ด้านนาฬิกาของ Christiaan van der Klaauw
CVDK Grand Planetarium Eccentric Manufacture สีโรสโกลด์

ในทางกลับกัน เมื่อเปรียบเทียบกับนาฬิกาข้อมือรุ่นที่โด่งดังที่สุดของ ฟาน เดอร์ คลาว อย่างรุ่น CVDK Planetarium ซึ่งครองตำแหน่งนาฬิกาที่มีกลไกแพลนเนทาเรียมขนาดเล็กที่สุดในโลกด้วยขนาดเพียง 15 มิลลิเมตร รุ่น Grand Planetarium กลับเลือกที่จะแผ่ขยายการแสดงผลให้ครอบคลุมไปทั่วทั้งหน้าปัด โดยดาวเคราะห์แต่ละดวงจะโคจรไปตามเส้นทางวงกลมที่ถูกจัดวางให้เยื้องศูนย์กลาง (Off-center) เล็กน้อย เพื่อจำลองภาพลักษณ์ของวงโคจรรูปรี (Elliptical paths) ของดวงดาวรอบดวงอาทิตย์นั่นเอง

Christiaan van der Klaauw × Revolution Planetarium Prometheus เปิดตัวในปี 2024 ผลิตจำนวนจำกัดเพียง 6 ชิ้น

ตัวโมดูลนี้เปรียบเสมือนชุดเฟืองจักรขนาดใหญ่ที่เริ่มต้นการทำงานจากวงล้อชั่วโมง (12-hour wheel) ในชุดกลไกบอกเวลา จากจุดนั้น ระบบทดกำลังแบบผสม (Compound reduction system) ซึ่งแสดงแทนด้วยเฟืองสีเหลืองและสีบานเย็นในภาพจำลอง CAD จะทำการลดทอนความเร็วลงจนได้รอบหมุนของจักรที่ครบรอบทุกๆ 365.24 วัน ซึ่งกลายเป็นวงล้อของโลก (Earth wheel) ที่แสดงเป็นสีน้ำเงิน

จากจุดนี้ ชุดเฟืองจะแยกสาขาออกไปในแนวรัศมีเพื่อสร้างรอบการโคจรของดาวเคราะห์ดวงอื่นๆ โดยสาขาหนึ่งจะเคลื่อนเข้าหาจุดศูนย์กลางเพื่อขับเคลื่อนดาวพุธ (สีเขียว) และดาวศุกร์ (สีฟ้าอ่อน) ในขณะที่อีกสาขาหนึ่งจะขยายออกไปยังส่วนขอบเพื่อขับเคลื่อนดาวอังคาร (สีแดง) ดาวพฤหัสบดี (สีเหลือง) และดาวเสาร์ (สีเบจ) ส่วนดาวยูเรนัสและดาวเนปจูน ซึ่งเป็นดาวเคราะห์ที่เคลื่อนที่ช้าที่สุดด้วยระยะเวลาโคจร 84.02 และ 164.80 ปีตามลำดับนั้น ไม่ได้ถูกแสดงไว้ในภาพจำลอง CAD นี้

ภาพวาด CAD ของโมดูลแกรนด์แพลเนทาเรียม ซึ่งชุดเฟืองประกอบด้วยฟันเฟืองทั้งหมด 3,338 ซี่

ดาวเคราะห์วงในต้องการความเร็วเชิงมุม (Angular velocities) ที่สูงกว่าเมื่อเทียบกับโลก ซึ่งทำได้โดยการจัดวางชุดเฟืองแบบเพิ่มความเร็ว (Gear-up configurations) โดยใช้เฟืองขับ (Pinions) ขนาดเล็กที่รับกำลังมาจากวงล้อของโลกหรือจากขั้นตอนส่งกำลังย่อย ส่วนดาวเคราะห์วงนอกนั้นเคลื่อนที่ช้ากว่ามาก และคาบดาราคติ (Sidereal periods) ของพวกมัน ซึ่งเริ่มตั้งแต่ 686.98 วันสำหรับดาวอังคาร ไปจนถึง 29.46 ปีสำหรับดาวเสาร์ จะถูกคำนวณผ่านการจัดวางชุดเฟืองแบบลดความเร็ว (Gear-down arrangements) ที่ใช้วงล้อขนาดใหญ่ขึ้นตามลำดับเพื่อลดความเร็วของกำลังส่งที่รับมา

ผลลัพธ์ที่ได้คือชุดเฟืองจักรที่ส่งกำลังต่อกันเป็นทอดๆ (Cascading gear train) ซึ่งสามารถจำลองจังหวะการโคจรที่แตกต่างกันอย่างมหาศาลของเหล่าดาวเคราะห์ให้มาอยู่รวมกันได้ภายใต้กลไกเพียงชุดเดียวที่ติดตั้งอยู่บนฝั่งหน้าปัด

ตัวโมดูลถูกติดตั้งไว้ด้านบนของกลไกอัตโนมัติ (Automatic movement) ซึ่งเป็นเอกสิทธิ์ของทางแบรนด์ โดยให้สำรองพลังงานได้ 60 ชั่วโมง ทำงานด้วยความถี่ 3 เฮิรตซ์ (3Hz) และติดตั้งจักรกลอกแบบฟรีสปริง (Free-sprung balance)

ตัวกลไกมีความโดดเด่นในเชิงทัศนียภาพอย่างมาก โดยมีโรเตอร์ทองคำรูปโลโก้ของแบรนด์เป็นจุดนำสายตา ภายใต้โรเตอร์นั้น สะพานจักร (Bridges) ได้รับการตกแต่งด้วยลวดลายหมู่ดาวที่รังสรรค์ขึ้นจากการแกะสลักด้วยเลเซอร์ (Laser engraving) จักรแต่ละตัวในชุดเฟืองส่งกำลัง (Going train) รวมถึงจักรกลอก ต่างได้รับการรองรับด้วยสะพานจักรที่มีปลายรูปดาว ซึ่งดูราวกับดาวตกที่มีอัญมณีประดับอยู่ตรงใจกลาง ตัวดาวเองนั้นได้รับการตกแต่งลายก้นหอย (Circular grained) ในขณะที่แผ่นฐาน (Baseplate) ตกแต่งด้วยลายวน หรือเพอร์ลาจ (Perlage)

กลไกการทำงานอัตโนมัติ Caliber CKM-01 มีพลังงานสำรอง 60 ชั่วโมง และความถี่ในการสั่น 21,600 ครั้งต่อชั่วโมง (3 เฮิรตซ์)
สะพานรูปดาววางอยู่บนลวดลายดาวเคลือบโรเดียมแบบฝ้า ขณะที่โรเตอร์ทองเหลืองแบบโปร่ง เคลือบด้วยโรสโกลด์และมีรูปทรงเป็นโลโก้ CVDK รองรับตุ้มน้ำหนักทังสเตนเคลือบโรเดียม

การออกแบบและการรังสรรค์ทั้งด้านหน้าและด้านหลังทำให้เข็มนาฬิกาเรือนนี้มีความโรแมนติกเป็นพิเศษ นาฬิกาประเภทแพลนเนทาเรียม (Planetarium watches) มักครองพื้นที่พิเศษเสมอในโลกแห่งประดิษฐกรรมเรือนเวลา แม้พวกมันจะไม่ได้ถูกสร้างมาเพื่อเน้นการใช้งานจริง และไม่เคยมีความตั้งใจให้เป็นเช่นนั้น แต่พวกมันกลับสามารถเก็บรับภาพสะท้อนเล็กๆ ของกลไกจักรกลขนาดมหึมาที่ควบคุมสรวงสวรรค์เอาไว้ภายใต้ขอบเขตของนาฬิกาข้อมือ

ในรุ่น CVDK × Revolution Grand Planetarium Eccentric Silicium แบบจำลองระบบสุริยะเชิงกลไกที่ซับซ้อนอยู่แล้วนี้ กลับดูมีชีวิตชีวาอย่างชัดเจนเมื่อความมืดมาเยือน มันอาจเป็นสิ่งที่ช่วยย้ำเตือนเราว่า จักรวาลที่เราเฝ้าสังเกตอยู่นี้ ทั้งจังหวะการเคลื่อนที่ ความเป็นระเบียบ และความงดงามของมันล้วนถูกจารึกไว้ด้วยแสงสว่าง

รายละเอียดทางเทคนิค 
  • กลไก: ขึ้นลานอัตโนมัติ คาลิเบอร์ CKM-01 (Self-winding Caliber CKM-01) สำรองพลังงาน 60 ชั่วโมง ความถี่ 21,600 ครั้งต่อชั่วโมง (3 Hz)
  • ฟังก์ชัน: แสดงชั่วโมงและนาที เข็มวินาทีกลาง (โลโก้ดวงอาทิตย์แบบหมุน) ตัวระบุจักรราศี (Zodiac sign indicator) กลไกแพลนเนทาเรียมแบบเยื้องศูนย์ (Eccentric Planetarium) แสดงวงโคจรของดาวพุธ ดาวศุกร์ โลก ดาวอังคาร ดาวพฤหัสบดี ดาวเสาร์ ดาวยูเรนัส และดาวเนปจูน
  • ตัวเรือน: ขนาด 44 มม. × 14.3 มม. วัสดุสแตนเลสสตีลผ่านกระบวนการเพิ่มความแข็งแกร่ง (Hardened stainless steel) กันน้ำลึก 30 เมตร
  • หน้าปัด: ซิลิคอนออกซิไดซ์ (Oxidized silicon) พร้อมการแสดงผลทางดาราศาสตร์
  • สายนาฬิกา: สายหนังบุผ้าแคนวาสสีดำ เดินด้ายซับในสีม่วง หัวเข็มขัดสายทำจากเหล็ก
  • การจำหน่าย: ผลิตจำนวนจำกัดเพียง 6 เรือนทั่วโลก

อ่านบทความอื่นๆ เพิ่มเติม
Lebois & Co Heritage Sector Chronograph Aventurine  ท้องฟ้าจำลองบนข้อมือในสไตล์วินเทจ
Bremont เผยด้านที่สนุกสนานผ่านเรือนเวลา Altitude MB Meteor “Felix the Cat”
Poetry of Time…. เมื่อการบอกเวลาแปรเปลี่ยนเป็นบทกวีแห่งจินตนาการดังผลงานของ Van Cleef & Arpels 

Share post:

More like this

สีสันแห่งสนามแข่ง TAG Heuer Carrera Chronograph x Team Ikuzawa

TAG Heuer ร่วมมือกับ Team Ikuzawa และ Bamford Watch Department เปิดตัว Carrera Chronograph Glassbox รุ่นพิเศษขนาด 39 มม. หน้าปัดสีขาวลาย Clou de Paris ถ่ายทอดดีไซน์จากนาฬิกาจับเวลา Roadmaster ในยุค 70s ผลิตจำกัดเพียง 150 เรือน

พาชมนาฬิกาสไตล์สปอร์ตสำหรับสายนักเดินทางกับ Bell & Ross BR 05 GMT Green Steel

Bell & Ross เปิดตัว BR 05 GMT Green Steel เรือนเวลานักเดินทางรุ่นล่าสุดในหน้าปัดสีเขียว Sage Green ปัดลาย Sunburst บรรจุกลไก BR-CAL.325.1 สำรองพลังงาน 54 ชั่วโมง ในตัวเรือนสแตนเลสสตีลขนาด 41 มม.

พาชมนาฬิกาแนวสถาปัตยกรรมแห่งเวลากับ Carl Suchy & Söhne Waltz N°1 Ornament Edition

Carl Suchy & Söhne นำเสนอ Waltz N°1 Ornament Edition เรือนเวลาที่เปลี่ยนเส้นสายทางสถาปัตยกรรมสไตล์ Josef Hoffmann ให้กลายเป็นโครงสร้างหน้าปัดเรขาคณิต ผสานกลไกบางพิเศษ Vaucher Calibre CSS-A1

Seiko Presage 4 รุ่นใหม่ นำแรงบันดาลใจจากผ้าไหม Tomioka สู่หน้าปัดอันสง่างาม

ผ้าไหมท้องถิ่นในญี่ปุ่นที่ UNESCO ยกให้เป็นมรดกโลก บนหน้าปัดเหลือบประกายของ Seiko Presage รุ่นใหม่ คอลเลกชัน Seiko Presage...