Lebois & Co Heritage Sector Chronograph Aventurine  ท้องฟ้าจำลองบนข้อมือในสไตล์วินเทจ

Date:

การหลอมรวมความงามแห่งดวงดาวเข้ากับดีไซน์ยุค 1940

การกลับมาของ Lebois & Co ในครั้งนี้ถือเป็นการนำนาฬิกาโครโนกราฟยอดนิยมจากช่วงปี 1940 มาปัดฝุ่นใหม่ให้มีความเป็นศิลปะร่วมสมัยอย่างลงตัว โดยทางแบรนด์ได้หยิบยกจิตวิญญาณแห่งการทดลองและความอดทนของช่างทำแก้วในอดีต มาถ่ายทอดใหม่ผ่านนาฬิกาเรือนนี้ ซึ่งถือเป็นผลงานที่รวบรวมทั้งงานวิศวกรรมที่แข็งแกร่งและงานศิลป์ที่งดงามไว้ในหนึ่งเดียว

Lebois & Co Heritage Sector Chronograph Aventurine

มรดกจากเวนิสสู่การตีความบทใหม่

อเวนจูรีน (Aventurine) มักถูกเชื่อมโยงเข้ากับประเพณีการทำแก้วอันยาวนานของเวนิส ดังภาพวาดทางประวัติศาสตร์ที่เผยให้เห็น “โดจ” (Doge) หรือเจ้าเมืองแห่งเวนิสขณะเยี่ยมชมโรงงานทำแก้วมูราโน ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นจากการทดลองในเตาหลอมจนกลายเป็นงานฝีมือที่ส่งต่อกันมา มรดกทางวัฒนธรรมนี้เป็นสิ่งเตือนใจว่าวัสดุบางประเภทอย่างอเวนจูรีนยังคงต้องการเวลา ความเที่ยงตรง และประสบการณ์ในการรังสรรค์

Lebois & Co Heritage Sector Chronograph Aventurine
ภาพประกอบทางประวัติศาสตร์แสดงถึงดอจแห่งเวนิสเสด็จเยือนโรงงานผลิตแก้วมูราโน (หลุยส์ ฟิกิเยร์ / จูลส์ เฟราต์)

ในนาฬิกา Heritage Sector Chronograph Aventurine Ref. 324.444 ประเพณีดังกล่าวถูกนำมาตีความใหม่ภายใต้ข้อจำกัดของการผลิตนาฬิกายุคปัจจุบัน ทั้งการทำให้วัสดุมีความบางเป็นพิเศษ การติดตั้งที่มั่นคงแข็งแรง และการรักษามาตรฐานความละเอียดแม่นยำในระดับที่นาฬิกาโครโนกราฟต้องการ

เจาะลึกภายใต้ความระยิบระยับของหน้าปัด

อเวนจูรีน หรือที่บางครั้งเรียกว่า “Goldstone” คือวัสดุแก้วที่อัดแน่นด้วยอนุภาคระยิบระยับนับไม่ถ้วนที่ดักจับแสงได้ราวกับท้องฟ้ายามค่ำคืน ประกายเหล่านี้ไม่ใช่การพิมพ์หรือการเคลือบสีทั่วไป เพราะเป็นผลึกโลหะจิ๋วที่ฝังตัวอยู่ข้างในเนื้อแก้ว ซึ่งจะเปล่งประกายและจางหายไปตามองศาของแสงที่ตกกระทบ ทำให้หน้าปัดดูมีมิติมากกว่าแค่สีน้ำเงินที่แบนราบ

Lebois & Co Heritage Sector Chronograph Aventurine

งานอเวนจูรีนชิ้นนี้มีความซับซ้อนในการผลิตสูงมาก เพื่อที่จะสร้างวงหน้าปัดย่อย (Counters) ให้ดูมี “ขั้น” หรือมิติความลึกที่ชัดเจน ทีมออกแบบจึงเลือกใช้เทคนิคการวางหน้าปัดแบบสองชั้น (Layered construction) แทนการใช้แผ่นเดียว โดยประกอบขึ้นดังนี้

  • ฐานทองเหลือง: เป็นแกนหลักที่แข็งแรงเพื่อความมั่นคงในระยะยาวและเป็นจุดยึดขาหน้าปัด
  • แผ่นอเวนจูรีนชั้นล่าง: หนา 0.40 มม.
  • แผ่นอเวนจูรีนชั้นบน: หนา 0.35 มม.

แผ่นวัสดุที่บางและเปราะบางนี้ต้องผ่านการคัดเลือกให้เข้าคู่กัน เชื่อมประสาน และจัดวางในแนวเดียวกันอย่างสมบูรณ์ที่สุด เพราะแรงกดเพียงเล็กน้อยอาจทำให้พื้นผิวเสียหายได้ ผลลัพธ์ที่ได้คือภาพหน้าปัดย่อยแบบยุบตัวลงไปที่สวยงามและมีมิติที่ลุ่มลึก

ดีไซน์ Sector Dial และความกระจ่างใสยามค่ำคืน

เมื่อโครงสร้างหน้าปัดเสร็จสมบูรณ์ ขั้นตอนสุดท้ายคือการเพิ่มความแม่นยำด้วยการพิมพ์ลายเส้นสไตล์ Sector ทั้งวงแหวนซ้อนวงและตัวเลขที่คมชัด เพื่อกำหนดกรอบของฟังก์ชันโครโนกราฟให้ชัดเจนและอ่านค่าได้ทันทีแบบเครื่องมือวัด (Instrument-style)

แม้ในยามที่แสงสว่างเลือนหายไป ความสามารถในการอ่านเวลายังคงเป็นหัวใจสำคัญ ด้วยการแต้มสารเรืองแสง BGW9 Super-LumiNova ไว้ไม่เพียงแค่บนเข็มชั่วโมงและนาทีเท่านั้น แต่ยังรวมไปถึงบนตัวเลขและลายพิมพ์บนหน้าปัดทั้งหมด เพื่อให้ภาพรวมของนาฬิกายังคงอ่านค่าได้อย่างชัดเจนในที่มืดด้วยแสงสีฟ้าโทนเย็นที่สะอาดตา

ตัวเรือนและกลไกอันทรงพลัง

ตัวเรือนทำจากสแตนเลสสตีล 316L ในขนาด 39 มิลลิเมตร ซึ่งเหมาะสมกับข้อมือส่วนใหญ่ ผ่านการขัดแต่งสลับระหว่างผิวเงาและผิวปัดเสี้ยนเพื่อเน้นเส้นสายของขาตัวเรือน เสริมด้วยกระจกแซฟไฟร์ทรงโดมสูงที่ให้กลิ่นอายความคลาสสิกจากยุค 1940

ภายในบรรจุกลไก Caliber LC-450 (ฐานจาก La Joux-Perret) ซึ่งเป็นกลไกแบบไขลานที่มาพร้อมระบบ Column-wheel ระบบควบคุมการจับเวลาที่มักพบในนาฬิการะดับไฮเอนด์ มอบสัมผัสการกดปุ่มที่นุ่มนวลและแม่นยำ โดยผู้สวมใส่สามารถชื่นชมงานขัดแต่งที่ประณีต ทั้งลายคลื่นและการใช้น็อตเหล็กสีน้ำเงินเข้มได้ผ่านฝาหลังแซฟไฟร์

Lebois & Co Heritage Sector Chronograph Aventurine

แม้จะมีความสวยงามในระดับเครื่องประดับชั้นสูง แต่ Lebois & Co ยังคงรักษาจิตวิญญาณของนาฬิกาเครื่องมือไว้ด้วยสเกล Tachymeter และ Telemeter ที่พิมพ์ไว้อย่างแม่นยำบนหน้าปัด

ข้อมูลทางเทคนิค
  • รุ่น: Ref. 324.444
  • ตัวเรือน: สเตนเลสสตีล 316L ขนาด 39 มม. x 13.9 มม. (รวมกระจก) กันน้ำ 50 เมตร
  • หน้าปัด: อเวนจูรีน 2 ชั้น พิมพ์สเกล Tachymeter และ Telemeter พร้อมพรายน้ำ BGW9
  • กระจก: แซฟไฟร์โดมสูงพร้อมเคลือบสารกันสะท้อนด้านใน
  • กลไก: Caliber LC-450 (La Joux-Perret) ไขลาน สำรองพลังงาน 60 ชั่วโมง
  • สาย: สายหนังลูกวัว (Epsom หรือหนังเรียบ) พร้อมหัวเข็มขัดสแตนเลสสตีล
รายละเอียดการสั่งจอง

ขณะนี้เปิดให้สั่งจองในรูปแบบ Inaugural batch หรือสินค้าล็อตแรกสุดรอบเปิดตัว โดยระบบจะเปิดรับจองตั้งแต่วันที่ 10 มีนาคม เป็นต้นไป และคาดการณ์ว่าจะเริ่มส่งมอบนาฬิกาได้ตั้งแต่เดือน กรกฎาคม 2026

อ่านบทความอื่นๆ เพิ่มเติม
Van Cleef & Arpels Lucky Spring บทกวีแห่งธรรมชาติและการต้อนรับสมาชิกใหม่สู่สวนแห่งโชคลาภ
เจาะลึก Micromilspec Milgraph T5
ย่อรุ้งกินน้ำมาไว้บนข้อมือกับ Ressence Type 9 IKE นาฬิกาที่เปลี่ยนทุกการเคลื่อนไหวให้เป็นปรากฏการณ์แห่งแสง

Share post:

More like this

เมื่อความสมบูรณ์แบบระดับพิพิธภัณฑ์มาอยู่บนข้อมือ นี่คือ Greubel Forsey “Balancier QM” นิยามใหม่ของศาสตร์การขัดแต่งด้วยมือ

พาชมรายละเอียด Greubel Forsey Balancier QM ตัวเรือนไวท์โกลด์ขนาด 39.60 มม. รุ่นแรกที่มาพร้อมมาตรฐานงานตกแต่งด้วยมือระดับพิเพิธภัณฑ์ Qualité Musée และแฮร์สปริงแบบอินเฮาส์ ผลิตจำกัดเพียง 33 เรือน

ฉลอง 225 ปี ทูร์บิญอง Breguet ปล่อยนาฬิกาชิ้นโบแดง 4 เรือนรวด สะเทือนวงการไฮเอนด์ 

พาคุณย้อนเวลาสู่ปี 1801 จุดกำเนิดสิทธิบัตรทูร์บิญองของ Abraham-Louis Breguet พร้อมเจาะลึกเรือนเวลาชิ้นโบแดง 4 รุ่นล่าสุดที่เพิ่งเปิดตัวเพื่อเฉลิมฉลองวาระครบรอบ 225 ปี ตั้งแต่เดรสวอทช์ไซส์คลาสสิกไปจนถึงสปอร์ตหรูระดับแกรนด์คอมพลิเคชัน

Blancpain ขยายคอลเลกชัน Villeret ด้วยขนาดใหม่ที่เปิดพื้นที่ให้เดรสวอทช์คลาสสิกเข้าถึงผู้สวมใส่ได้หลากหลายขึ้น

Blancpain เปิดตัว Villeret รุ่นใหม่ 6 โมเดล พร้อมขยายตัวเลือกสัดส่วนของเดรสวอทช์คลาสสิก ตั้งแต่ Ultraplate 38 มิลลิเมตร ไปจนถึง Moonphase 29.2 มิลลิเมตร สะท้อนแนวคิดที่ยึดมั่นในงานช่างและความงามเหนือกระแสแฟชั่น

เมื่อคลื่นทรายและเปลวไฟสอดประสาน สัมผัสความอบอุ่นของผืนทรายบนข้อมือผ่าน De Bethune DB25xs Sand Winds

การเดินทางครั้งใหม่ของ Denis Flageollet ที่เปลี่ยนผ่านจากความลุ่มลึกของเฉดสีน้ำเงินสู่อารมณ์ความรู้สึกอันอบอุ่นของทะเลทรายสีทอง