Home Blog Page 13

เจาะลึกเบื้องหลัง Bovet (โบเวต์)

เยี่ยมชมโรงงานผลิตนาฬิกาที่แม้จะมีขนาดกะทัดรัด แต่กลับมีความครบเครื่องในทุกมิติและเปี่ยมด้วยทักษะฝีมือที่ลงมือทำจริงอย่างเต็มรูปแบบ

WORDS: Cheryl Chia . Mar 13, 2026

Bovet (โบเวต์) เป็นชื่อเก่าแก่ที่มีความสำคัญเชิงประวัติศาสตร์อย่างยิ่งในโลกแห่งเรือนเวลา บริษัทนี้ก่อตั้งขึ้นในปี 1822 โดย เอดูอาร์ด โบเวต์ (Édouard Bovet) ชาวเมืองเฟลอริเยร์ (Fleurier) ซึ่งในขณะนั้นพำนักอยู่ที่กวางตุ้ง (กว่างโจวในปัจจุบัน) ประเทศจีน ขณะที่พี่น้องของเขาทำหน้าที่บริหารจัดการด้านการค้าจากลอนดอน และดูแลการผลิตจากเมืองเฟลอริเยร์

โครงสร้างองค์กรแบบสามประสานนี้ทำให้ Bovet อยู่ในจุดยุทธศาสตร์ที่แข็งแกร่งในการรุกตลาดจีน ซึ่งเป็นตลาดที่ให้ผลกำไรมหาศาลแต่มีความซับซ้อนอย่างยิ่งในด้านโลจิสติกส์ ในศตวรรษที่ 19 ความต้องการนาฬิกายุโรปในประเทศจีนนั้นพุ่งสูงมากและผู้ซื้อก็มีความพิถีพิถันอย่างยิ่ง ซึ่ง Bovet ได้สร้างความโดดเด่นให้ตัวเองตั้งแต่ช่วงต้น ด้วยการผลิตนาฬิกาที่ตกแต่งอย่างวิจิตรบรรจงซึ่งรังสรรค์ขึ้นเพื่อรสนิยมของชาวจีนโดยเฉพาะ จนทำให้นาฬิกาเหล่านี้กลายเป็นสัญลักษณ์แห่งเกียรติยศที่เป็นที่ยอมรับในหมู่ราชสำนักและกลุ่มพ่อค้าชนชั้นสูง

นาฬิกาพก Bovet สำหรับตลาดจีนในอดีต: เรือนหนึ่งใช้ฝาหลังลงยาภาพวาด อีกเรือนใช้หน้าปัด 24 ชั่วโมงตามระบบเวลา 12 ชั่วยามแบบจีนที่กำกับด้วยสัตว์นักษัตร

ธุรกิจของ Bovet ค่อยๆ ซบเซาลงภายหลังการล่มสลายของราชวงศ์ชิงในปี 1911 ซึ่งถือเป็นการปิดฉากยุคสมัยของราชสำนักและทำให้เครือข่ายทางการค้าที่หล่อเลี้ยงการค้าเน้นตลาดจีนของ Bovet มาเกือบศตวรรษต้องสั่นคลอน จนกระทั่งในช่วงกลางศตวรรษที่ 20 แบรนด์ได้ถูกควบรวมเข้ากับกลุ่ม Favre-Leuba ซึ่งถือเป็นจุดสิ้นสุดของบทประวัติศาสตร์อันยิ่งใหญ่บทแรกของ Bovet

หน้าประวัติศาสตร์บทปัจจุบันเริ่มต้นขึ้นในปี 2001 เมื่อ ปาสกาล ราฟฟี (Pascal Raffy) นักธุรกิจและผู้หลงใหลในแบรนด์ Bovet มาอย่างยาวนาน ได้เข้าซื้อกิจการและกำหนดทิศทางของแบรนด์ดังที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน นาฬิกาที่ถูกรังสรรค์ขึ้นนับตั้งแต่นั้นมา มีความโดดเด่นทั้งในด้านการตกแต่งกลไกและตัวเรือนที่วิจิตรบรรจงตามแบบฉบับศตวรรษที่ 19 ไปจนถึงโครงสร้างกลไกที่แปลกใหม่ไม่ซ้ำใคร และในหลายกรณี ยังรวมถึงการนำเสนอที่ล้ำสมัยสำหรับกลไกสลับซับซ้อนระดับสูง (High Complications)

การผสมผสานที่หาได้ยากเช่นนี้ย่อมกระตุ้นให้เกิดความอยากรู้อยากเห็นเกี่ยวกับสภาพแวดล้อมและกระบวนการที่สร้างสรรค์สิ่งเหล่านี้ขึ้นมา ดังนั้น เมื่อมีโอกาสได้ไปใช้เวลาที่โรงงานผลิตของ Bovet ในเมืองทราเมอลัง (Tramelan) และสำนักงานใหญ่ที่ปราสาทโมติเยร์ (Château de Môtiers) ผมจึงไม่ลังเลที่จะคว้ามันไว้ ปฏิกิริยาจากเพื่อนๆ ช่างทำนาฬิกาของผมนั้นชัดเจนมาก มันไม่ใช่แค่ความสนใจตามมารยาท แต่คือความอิจฉาอย่างออกนอกหน้า ซึ่งนั่นเองที่บ่งบอกตัวตนของ Bovet ได้เป็นอย่างดี

โรงงานผลิตนาฬิกา Bovet ในเมือง Tramelan เป็นโรงงานขนาดกะทัดรัดที่ครบวงจร ซึ่งผลิตกลไกและชิ้นส่วนต่างๆ รวมถึงตัวเรือน หน้าปัด และแม้กระทั่งสปริงบาลานซ์

หลังจากปาสกาล ราฟฟี เข้าซื้อกิจการ Bovet เขาได้มุ่งเน้นการรวมกระบวนการผลิตเข้าด้วยกัน (Vertical Integration) เพื่อสร้างอิสระในการผลิตกลไกด้วยตนเอง โดยในปี 2006 เขาได้เข้าซื้อเวิร์กชอปเฉพาะทางหลายแห่ง ทั้งส่วนงานตูร์บิยอง (Tourbillons), ชุดกลกลไก (Calibers), สายใยจักรกรอก (Hairsprings) และงานปั๊มขึ้นรูป ภายใต้ชื่อประวัติศาสตร์อย่าง Dimier 1738 ในเมืองทราเมอลัง แถบเบอร์นีส จูรา ของสวิตเซอร์แลนด์

ในปัจจุบัน โรงงานที่เปลี่ยนชื่อเป็น BOVET manufacture แห่งนี้ คือสถานที่ที่นาฬิกา Bovet ถูกสร้างให้เป็นรูปเป็นร่างขึ้นจริง แม้จะเป็นโรงงานขนาดกะทัดรัด ทว่ามีความครบวงจรอย่างหาได้ยากยิ่ง เพราะเป็นทั้งที่ออกแบบกลไก ผลิตชิ้นส่วน ตกแต่งอย่างประณีต และประกอบชุดกลไกทั้งหมดเข้าด้วยกัน ก่อนจะถูกส่งต่อไปยังปราสาทโมติเยร์ (Château de Môtiers) เพื่อประกอบเข้าตัวเรือนและทดสอบขั้นสุดท้าย ทั้งนี้ Bovet ผลิตนาฬิกาประมาณ 1,000 เรือนต่อปี โดยมีพนักงานราว 55 คนที่ครอบคลุมภารกิจอันหลากหลาย ตัวเลขนี้ช่วยตอกย้ำถึงการดำเนินงานที่คล่องตัวควบคู่ไปกับทักษะฝีมือในระดับสูง

หัวใจสำคัญของโรงงานคือแผนกเทคนิค ซึ่งโครงการใหม่ๆ จะถูกขัดเกลาขึ้นที่นี่ผ่านการหารืออย่างใกล้ชิดและต่อเนื่องกับคุณราฟฟี ผู้ซึ่งนั่งทำงานอยู่ในออฟฟิศติดกับพนักงานเหล่านั้น ไอเดียต่างๆ ล้วนเริ่มต้นจากเขา โดยวิศวกรมีหน้าที่ไม่ใช่การตัดสินว่าสิ่งนั้น “ทำได้หรือไม่” แต่เป็นการ “หาทางทำให้มันเกิดขึ้นจริง” นับเป็นเรื่องแปลกใหม่ที่เจ้าของแบรนด์ซึ่งไม่ได้จบด้านการทำนาฬิกาหรือวิศวกรรมโดยตรง จะมาเป็นแรงขับเคลื่อนหลักในการพัฒนาเช่นนี้ และยิ่งหาได้ยากกว่าที่ผลลัพธ์จะลงเอยด้วยการครอบครองสิทธิบัตรจำนวนมากภายใต้ชื่อของเขาเอง ขนาดของโรงงานที่นี่ใหญ่พอที่จะรองรับหลายโครงการไปพร้อมกัน แต่ก็เล็กพอที่จะเปิดโอกาสให้เขาได้ลงไปดูแลทุกรายละเอียดด้วยตัวเองอย่างใกล้ชิด

ส่วนนี้ถือเป็นหัวใจสำคัญทางวิศวกรรมของโรงงานเลยครับ แม้ภาพลักษณ์ของ Bovet จะดูหรูหราดั่งงานศิลปะ แต่เบื้องหลังความเที่ยงตรงคือวิทยาศาสตร์ที่เข้มข้นใน “ห้องแมชชีนนิ่ง” (Machining Room)

ห้องแมชชีนนิ่ง (Machining Room)

จุดแวะชมแห่งแรกของเราคือห้องแมชชีนนิ่ง นี่คือสถานที่สำหรับงานที่อาจดูไม่โรแมนติกนักแต่มีความสำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าส่วนอื่น เพราะเป็นฐานการผลิตชิ้นส่วนต่างๆ ที่แม้จะไม่เคยปรากฏแก่สายตา ทว่าทุกองค์ประกอบที่เหลือต่างต้องพึ่งพาชิ้นส่วนเหล่านี้ พื้นที่ภายในเต็มไปด้วยเครื่องจักร CNC (Computer Numerical Control) หลากหลายรูปแบบ ซึ่งแต่ละเครื่องล้วนมีหน้าที่เฉพาะเจาะจง

แผ่นฐานเครื่อง (Mainplates) และสะพานจักร (Bridges) ถูกตัดขึ้นด้วยเครื่องแมชชีนนิ่งเซ็นเตอร์แบบ 5 แกน และ 7 แกน ระยะเวลาในการปรับตั้งค่าเครื่อง (Setup) นั้นขึ้นอยู่กับความซับซ้อน ตั้งแต่ไม่กี่ชั่วโมงสำหรับงานที่เคยทำมาแล้ว ไปจนถึงหลายวันสำหรับแผนงานใหม่ การเขียนโปรแกรมต้องคำนึงถึงตัวแปรจำนวนมาก ทั้งความแตกต่างของขนาดชิ้นงาน ความหนา และความแข็งเกร็ง (Rigidity) ของชิ้นส่วน ซึ่งล้วนต้องการการปรับจูนที่แม่นยำ ทั้งความเร็วในการตัด อัตราป้อน (Feeds) รูปร่างของเครื่องมือ (Tool geometry) มุมในการตัด และลำดับขั้นตอนการตัด

ความสัมพันธ์บางอย่างอาจถูกกำหนดด้วยกฎที่ชัดเจน เช่น เครื่องมือขนาดเล็กต้องใช้ความเร็วรอบ (Spindle speed) ที่สูงกว่า ส่วนเครื่องมือขนาดใหญ่ใช้ความเร็วรอบต่ำกว่า ทว่าการนำกฎเหล่านี้มาใช้จริงนั้นไม่เคยเป็นเรื่องง่ายเลย ทั้งการสึกหรอของเครื่องมือ ผิวสัมผัสสุดท้ายของชิ้นงาน การสั่นสะเทือน การเกิดความร้อน และความแข็งเกร็งของชิ้นส่วน ล้วนเป็นข้อจำกัดที่ไม่มีสูตรสำเร็จใดคำนวณได้ครบถ้วน

ฟิสิกส์ที่เป็นพื้นฐานทำให้การแมชชีนนิ่งเป็นเรื่องของวิทยาศาสตร์ แต่การรู้ว่าเราสามารถผลักดันขีดจำกัดเหล่านั้นไปได้ไกลเพียงใดโดยไม่ทำให้ชิ้นงานเสียหาย คือจุดที่ประสบการณ์เปลี่ยนงานนี้ให้กลายเป็นศิลปะ ดังนั้น เวลาส่วนใหญ่จึงถูกใช้ไปกับการตรวจสอบให้มั่นใจว่าทุกรูเจาะ ทุกฐานรอง และทุกพื้นผิวอยู่ในตำแหน่งที่ถูกต้องแม่นยำ แทนที่จะเร่งรีบตั้งค่าเพื่อผลิตชิ้นงานออกมาอย่างรวดเร็วแต่กลับไม่สามารถนำไปประกอบหรือทำงานได้อย่างที่ควรจะเป็น

ชิ้นส่วนกลไกแต่ละชิ้น แสดงให้เห็นถึงความหลากหลาย และความซับซ้อนของการผลิตภายในของ Bovet

ในเชิงปฏิบัติ ห้องแมชชีนนิ่งของที่นี่ดูคล้ายกับโรงงานนาฬิกาอื่นๆ ทั่วไป เพียงแต่อยู่ในขนาดที่ย่อมกว่า ทว่าจุดต่างที่น่าสนใจคือ Bovet เป็นหนึ่งในไม่กี่โรงงานที่ผลิต หน้าปัด (Dials) ด้วยตัวเอง โดยแผ่นหน้าปัดดิบจะถูกตัดขึ้นในชั้นเดียวกันนี้ และการแกะสลักลวดลาย กิโยเช่ (Guilloché) ก็ทำโดยใช้เครื่อง CNC แบบ 5 แกน ซึ่งช่วยให้หัวตัดรักษาระดับความลึกและความเที่ยงตรงของแนวเส้นได้อย่างสม่ำเสมอทั่วทั้งพื้นผิว แม้จะเป็นลวดลายที่ซับซ้อนก็ตาม เมื่อแกะลายกิโยเช่เสร็จสิ้น หน้าปัดจะถูกนำไปเคลือบแลกเกอร์ ก่อนจะจบด้วยขั้นตอนการเจาะรูและช่องหน้าต่างต่างๆ เป็นลำดับสุดท้าย

ในบริเวณเดียวกัน เครื่องกลึง CNC แบบหัวเลื่อน (Sliding-headstock CNC lathes) จะทำหน้าที่กลึงขึ้นรูปชิ้นส่วนที่มีเส้นผ่านศูนย์กลางขนาดเล็กจากแท่งโลหะ เช่น แกนจักร (Arbors), เฟืองจักร (Pinions) และแกนจักรกรอก (Balance staffs) ด้วยการป้อนวัสดุผ่านปลอกนำศูนย์ (Guide bushing) และรักษาจุดตัดให้อยู่ใกล้กับจุดรองรับมากที่สุด เครื่องจักรเหล่านี้จึงสามารถมอบความแม่นยำในเรื่องความร่วมศูนย์ (Concentricity) และความสม่ำเสมอของชิ้นงานตามที่ชิ้นส่วนขนาดเล็กเหล่านี้ต้องการ

เครื่องกลึง CNC แบบหัวเลื่อน สำหรับผลิตชิ้นส่วนที่เรียวยาวมาก
แท่งโลหะถูกป้อนผ่านปลอกนำทาง ขณะที่หัวเครื่องเลื่อนตามแนวยาว เพื่อให้จุดตัดมั่นคงตลอดการกลึง

นอกจากนี้ ยังมีเครื่องอีเล็กโตรอีโรชัน (Electro-erosion) ซึ่งแตกต่างจากการตัดหรือการกัดแบบทั่วไป เพราะเครื่องเหล่านี้จะขจัดเนื้อวัสดุออกโดยไม่เกิดการสัมผัส แต่ใช้การปล่อยกระแสไฟฟ้าที่ควบคุมอย่างแม่นยำเพื่อกัดกร่อนชิ้นงานตามเส้นทางที่โปรแกรมไว้ กระบวนการนี้จะเข้ามามีบทบาทเมื่อการแมชชีนนิ่งแบบเดิมมีข้อจำกัด เช่น การทำมุมด้านใน การเจาะร่องที่มีความละเอียดสูงพิเศษ รูปทรงที่เปราะบาง หรือชิ้นส่วนที่มีรูปเรขาคณิตซึ่งอาจเสียรูปได้หากได้รับแรงกดจากการตัด

ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับความหนาและความซับซ้อน การทำอีเล็กโตรอีโรชันด้วยเครื่องตัดลวด EDM (Wire Electrical Discharge Machining) อาจใช้เวลาตั้งแต่หนึ่งชั่วโมงไปจนถึงเกือบทั้งวัน โดยต้องเผื่อเวลาเพิ่มเติมสำหรับการปาดผิว (Skim cuts) ต่อเนื่องกันหลายครั้งเพื่อให้ได้ความแม่นยำและคุณภาพของขอบชิ้นงานตามที่ต้องการ

ถัดมา เราเข้าสู่ห้องขนาดเล็กซึ่งเป็นสถานที่สำหรับขั้นตอนการตกแต่งชิ้นส่วนเล็กๆ ด้านหนึ่งของห้องมีถังเขย่า (Tumbling barrels) ที่กำลังหมุนอยู่ ภายในบรรจุตัวกลางขัดผิวประเภทเซรามิกผสมทองแดง วิธีนี้เป็นหนึ่งในวิธีที่นิยมที่สุดสำหรับการลบคม (Deburring) ชิ้นส่วนโลหะในปริมาณมาก เพราะให้ผลลัพธ์ที่สม่ำเสมอโดยใช้แรงงานคนน้อยที่สุด ในกระบวนการนี้ ชิ้นส่วนที่ผ่านการแมชชีนนิ่งจะถูกใส่ลงในถังหมุน และเมื่อถังหมุนไป ตัวกลางขัดผิวจะถูไถกับชิ้นส่วนอย่างต่อเนื่อง เพื่อกำจัดเศษครีบคมที่เกิดจากเครื่อง CNC และทำให้ผิวงานเรียบเนียน

ในห้องเดียวกันนั้น แผ่นทองเหลืองดิบจะถูกนำมาแปรรูปด้วยเครื่องเจียรและขัดระนาบแนวนอน (Horizontal lapping and grinding machine) ที่ติดตั้งจานหมุน แผ่นชิ้นงานจะถูกกดทับลงบนจานด้วยแรงดันที่ควบคุมไว้ ในขณะที่ตัวกลางขัดผิวจะขจัดเนื้อวัสดุออกอย่างสม่ำเสมอทั่วทั้งพื้นผิว เครื่องนี้ช่วยให้สามารถปรับแก้ความราบเรียบ (Flatness) ของชิ้นงานหลายชิ้นได้พร้อมกัน ส่งผลให้ได้แผ่นงานที่มีความระนาบสม่ำเสมอกันก่อนที่จะส่งต่อไปยังขั้นตอนการแมชชีนนิ่งด้วย CNC

เวิร์กชอปงานปั๊มขึ้นรูป (Stamping Workshop)

ไฮไลต์ของการทัวร์โรงงานครั้งนี้หนีไม่พ้น เวิร์กชอปงานปั๊มขึ้นรูป ซึ่งเครื่องจักรที่นี่มีความแตกต่างอย่างเห็นได้ชัดจากห้องแมชชีนนิ่งที่เต็มไปด้วยเครื่อง CNC อันที่จริง การปั๊มขึ้นรูปจากแผ่นโลหะเป็นเทคนิคการผลิตแบบดั้งเดิมที่นับวันจะหาดูได้ยากยิ่ง เพราะส่วนใหญ่ถูกแทนที่ด้วยการกลึงหรือกัดงานด้วย CNC ไปเกือบหมดแล้ว หัวใจสำคัญของงานประเภทนี้คือ ความซับซ้อนทั้งหมดจะไปกระจุกตัวอยู่ที่ “ตัวเครื่องมือ” (Tooling) ไม่ใช่ที่ตัวเครื่องจักร โดยชิ้นส่วนที่ถูกปั๊มออกมาแต่ละชิ้นจำเป็นต้องมีชุดเครื่องมือเฉพาะทางที่ประกอบด้วยสองส่วนที่ต้องเข้าคู่กันอย่างแม่นยำ นั่นคือ แม่พิมพ์ตัวเมีย (Die) และ แม่พิมพ์ตัวผู้ (Punch)

แผ่นโลหะที่ปั๊มขึ้นรูป แสดงขั้นตอนกึ่งสำเร็จรูปก่อนถูกตัดเป็นชิ้นส่วนกลไกหลายชิ้น

เธียร์รี แฟฟวร์ (Thierry Faivre) ปรมาจารย์ด้านการทำแม่พิมพ์ปั๊ม (Master stamp maker) ผู้ทำงานในเวิร์กชอปแห่งนี้มานานกว่า 35 ปี ได้มาสาธิตและอธิบายถึงขั้นตอนการสร้างและประกอบชุดแม่พิมพ์ตัวผู้และตัวเมีย (Punch-and-die set) ทักษะแขนงนี้อาศัยการลงมือทำด้วยตนเองอย่างมาก และเมื่อได้เห็นอย่างใกล้ชิดจะพบว่าเป็นงานที่ต้องใช้พละกำลังของร่างกายอย่างเห็นได้ชัด

ตัวแม่พิมพ์ตัวเมีย (Die) คือแผ่นเหล็กกล้าชุบแข็งที่ถูกเจาะให้เป็นรูปร่างตามขอบนอกของชิ้นส่วน (รูปทรงลบ) ในขณะที่แม่พิมพ์ตัวผู้ (Punch) ซึ่งทำจากวัสดุชนิดเดียวกัน จะมีรูปทรงนูนที่สอดรับกันพอดี (รูปทรงบวก) เครื่องมือเหล่านี้ถูกผลิตขึ้นผ่านการแมชชีนนิ่งที่พิถีพิถัน การฟิตติ้ง และการปรับจูนซ้ำแล้วซ้ำเล่าบนเครื่องคว้านจิก (Jig borers) และเครื่องมิลลิ่ง แทนที่จะพึ่งพาเพียงกระบวนการ CNC อัตโนมัติ

Thierry Faivre ช่างทำตราประทับระดับมาสเตอร์

ในขั้นตอนการทำงาน แผ่นโลหะจะถูกแม่พิมพ์ตัวผู้ (Punch) กดให้ทะลุผ่านแม่พิมพ์ตัวเมีย (Die) เพื่อตัดวัสดุให้ได้รูปทรงตามที่ต้องการ เครื่องปั๊มเหล่านี้สามารถทำงานด้วยความเร็วสูงถึง 300 ชิ้นต่อนาที โดยในการปั๊มแบบจังหวะเดียว (Single-strike stamping) ทั้งการตัด การเจาะรู หรือการขึ้นรูปเบื้องต้นจะเสร็จสิ้นในการกดเพียงครั้งเดียว ส่วนการปั๊มแบบต่อเนื่องหลายขั้นตอน (Progressive, multi-stage stamping) งานจะถูกแบ่งออกเป็นลำดับขั้นตอนต่อเนื่องกัน ซึ่งมักรวมถึงการดัดหรือการขึ้นรูปในขั้นระหว่างกลาง ทำให้สามารถผลิตชิ้นส่วนสามมิติที่มีความซับซ้อนสูงขึ้นได้

การออกแบบและผลิตชุดแม่พิมพ์ตัวผู้และตัวเมียนั้นต้องใช้ทักษะระดับสูงและชั่วโมงการทำงานด้วยมืออย่างมหาศาล อีกทั้งยังต้องการความเข้าใจอย่างกว้างขวางในเรื่องมุมและแรงกด การหล่อลื่นและความเสียดทาน แรงดันและพฤติกรรมของวัสดุ ตลอดจนความอดทน ความท้าทายหลักคือการทำให้มั่นใจว่าเมื่อเครื่องปั๊มทำงานด้วยความเร็วสูง ทุกชิ้นส่วนที่ผลิตออกมาจะต้องเหมือนกันทุกประการตั้งแตชิ้นแรกจนถึงชิ้นสุดท้าย โดยไม่มีความคลาดเคลื่อนหรือความผันแปรตามกาลเวลา ชุดแม่พิมพ์หนึ่งชุดอาจต้องผ่านการประกอบ ถอดแยก ลับคม ปรับจูน และทดสอบซ้ำแล้วซ้ำเล่านับสิบครั้งก่อนจะทำงานได้ตามที่ตั้งเป้าไว้ หลังจากผ่านการปั๊มแล้ว ชิ้นส่วนต่างๆ จะถูกนำไปอบด้วยความร้อน (Heat-treated) เพื่อปรับโครงสร้างวัสดุให้คงที่ภายหลังการขึ้นรูปด้วยความเร็วสูง

กระบวนการปั๊มแผ่นโลหะด้วยแม่พิมพ์ชุบแข็ง ซึ่งทำหน้าที่เจาะและตัดชิ้นส่วนต่าง ๆ ของกลไกนาฬิกาหลายชิ้นออกมาจากแผ่นโลหะวัตถุดิบในขั้นตอนเดียว

ถัดมาคือห้องที่จัดไว้สำหรับเครื่องตัดเฟือง (Gear hobbing machines) โดยเฉพาะ หลังจากเตรียมแผ่นเฟืองดิบ (Gear blanks) เรียบร้อยแล้ว ฟันเฟืองจะถูกตัดขึ้นด้วยกระบวนการสร้างรูปทรง (Generation) โดยใช้เครื่องมือตัดแบบหมุนที่เรียกว่า “ฮ็อบ” (Hob) ซึ่งจะขบเข้ากับแผ่นเฟืองดิบในขณะที่ทั้งสองส่วนหมุนประสานกันอย่างแม่นยำ เพื่อค่อยๆ สร้างรูปทรงของฟันเฟืองขึ้นมา จากนั้นชิ้นส่วนจะถูกส่งต่อไปยังขั้นตอนการลบคม การตกแต่งผิว และการตรวจสอบคุณภาพตามลำดับ

เวิร์กชอปผลิตสายใยจักรกรอก (Hairspring Workshop)

บริเวณมุมหนึ่งของโรงงานคือเวิร์กชอปผลิตสายใยจักรกรอก Bovet เป็นหนึ่งในผู้ผลิตนาฬิกาเพียงไม่กี่รายที่ผลิตสายใยจักรกรอกด้วยตนเอง กระบวนการเริ่มต้นจากการใช้โลหะผสมพิเศษ (Specialized alloy) ที่มาในรูปแบบเส้นลวดขดบนหลอดด้ายขนาดใหญ่ ในระยะนี้ เส้นลวดยังมีความหนาอยู่มาก โดยมีเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 0.6 มม. และแทบไม่มีเค้าโครงของสายใยจักรกรอกที่เสร็จสมบูรณ์เลย

ขั้นตอนแรกคือการรีดเพื่อลดขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง (Wire drawing) เส้นลวดจะถูกดึงผ่านแม่พิมพ์รีดลวดที่ทำจากเพชรธรรมชาติ (Natural diamond drawing dies) ซึ่งจะค่อยๆ ลดขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางลงพร้อมกับเพิ่มความยาวของเส้นลวดไปในตัว กระบวนการนี้จะทำซ้ำหลายครั้งควบคู่ไปกับการตรวจสอบในระหว่างขั้นตอน จนกว่าเส้นลวดจะมีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางสุดท้ายที่ต้องการ ซึ่งโดยปกติจะอยู่ที่ประมาณ 0.06 มม. โดยต้องรักษาค่าความคลาดเคลื่อน (Tolerance) ให้อยู่ในระดับ ±0.001 มม. เท่านั้น

Bovet เป็นหนึ่งในไม่กี่เมซงที่ผลิต hairspring และ balance wheel ภายในโรงงานของตนเอง ทำให้สามารถพัฒนา จับคู่ และปรับตั้งระบบบาลานซ์ได้ภายใน

เมื่อได้เส้นผ่านศูนย์กลางที่ถูกต้องแล้ว เส้นลวดจะถูกนำไปรีดแบนและตัดตามความยาวที่กำหนดอย่างแม่นยำ จากนั้นจึงเข้าสู่ขั้นตอนการเตรียมม้วนเป็นวงสปริง โดยสายใยที่ตัดเป็นเส้นแล้วหลายเส้นจะถูกวางซ้อนกันไว้ในวงแหวนยึด (Retaining ring) เพื่อบังคับรูปทรงและช่วยให้สามารถขึ้นรูปสปริงหลายวงได้พร้อมกัน ในขณะที่ถูกบังคับรูปทรงอยู่นี้ วงสปริงจะเข้าสู่กระบวนการอบชุบด้วยความร้อน (Heat treatment) ซึ่งถือเป็นขั้นตอนที่สำคัญยิ่ง เนื่องจากเป็นการปรับเสถียรภาพของโลหะผสม กำหนดคุณสมบัติด้านความยืดหยุ่นของสปริง และทำให้รูปทรงเรขาคณิตแบบวงก้นหอยคงรูปอยู่ได้อย่างถาวร

ภายหลังการอบชุบด้วยความร้อน วงสปริงจะถูกนำออกจากวงแหวนยึดและแยกออกจากกัน ซึ่งในขั้นตอนนี้พวกมันจะมีสภาพเป็นสายใยจักรกรอกเปล่า จากนั้นส่วนปลายด้านในของวงสปริงจะถูกตัดเพื่อสร้างช่องเปิดตรงกลาง สำหรับการติดตั้งสปริงให้ได้ระนาบร่วมศูนย์พอดี ก่อนจะทำการติดตั้งจักรยึดสายใย (Collet) เข้ากับปลายด้านในของสายใยแต่ละเส้น เพื่อให้สามารถยึดเข้ากับแกนจักรกรอก (Balance staff) ได้อย่างมั่นคง

สปริงบาลานซ์ที่ขึ้นรูปใหม่หลังการอบความร้อนและปรับรูปทรง จากกระบวนการดึงลวด ม้วน และทำให้เสถียรภายในโรงงาน ก่อนการจับคู่และปรับตั้งขั้นสุดท้าย

ปลายด้านนอกของสายใยจักรกรอกจะถูกตัดเพื่อกำหนด “ความยาวใช้งาน” (Active length) ซึ่งโดยปกติจะระบุตามจำนวนรอบของวงสปริงและมุมปลายสายใย จากนั้นจึงเข้าสู่การดัดโค้งปลายสายใยส่วนนอก (Outer terminal curve) ขั้นตอนการขึ้นรูปนี้เป็นตัวกำหนดว่าสปริงจะ “ยืดหด” (Breathe) ได้อย่างสมดุลร่วมศูนย์เพียงใด ซึ่งยังคงเป็นงานที่ละเอียดอ่อนและมักต้องใช้ทักษะฝีมือมนุษย์ในการดัดและปรับจูนอย่างละเอียด

ในขั้นตอนสุดท้าย สายใยจะถูกประกอบเข้ากับจักรกรอก (Balance wheel) และทำการปรับจูนทั้งชุดประกอบ (Balance-spring assembly) ให้ได้จังหวะที่แม่นยำ เมื่อผ่านขั้นตอนทั้งหมดนี้แล้วเท่านั้น สายใยจักรกรอกจึงจะกลายเป็น “อวัยวะควบคุมจังหวะ” (Regulating organ) ที่ใช้งานได้จริง และพร้อมสำหรับการนำไปติดตั้งในชุดกลไก

ถัดมา เรามุ่งหน้าไปยังห้องงานแปรรูปเย็น (Cold-working room) ที่นี่ชิ้นส่วนต่างๆ จะถูกตกแต่งด้วยวิธี การขัดผิวด้วยลูกกลิ้ง (Roller burnishing) ซึ่งเป็นกระบวนการที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานร่วมกันระหว่างแกนหมุน (Pivots) และทับทิมรองลื่น (Jewel bearings) พร้อมกับลดการสึกหรอที่เกิดจากแรงเสียดทาน ชิ้นส่วนอย่างแกนจักรกรอก (Balance staffs) ก้านบุชชิ่ง (Bushing rods) และแกนตะเกียบ (Pallet staffs) ต่างต้องผ่านกระบวนการนี้ ซึ่งการแปรรูปเย็นจะช่วยให้ทั้งส่วนแกนและบ่ารับมีความแม่นยำทางมิติสูงขึ้น ในขณะที่ความแข็งของพื้นผิวก็เพิ่มขึ้นด้วยเช่นกัน

แผนกตกแต่ง (Finishing Department)

แผนกตกแต่งของ Bovet ครอบคลุมเทคนิคการตกแต่งทุกแขนง ตั้งแต่การทำลายจุด (Perlage) การลบมุม (Anglage) การขัดเงาประดุจกระจกเงา (Black polishing) ไปจนถึงการทำลายแถบคลื่น (Striping) อย่างไรก็ตาม งานสลักลาย โดยเฉพาะ การสลักลายเส้นด้วยมือเปล่า (Freehand line engraving) คือทักษะฝีมือที่สร้างชื่อเสียงให้ Bovet มากที่สุด ในเวิร์กชอปแห่งนี้มีช่างสลักทั้งหมด 3 คน ซึ่งแต่ละคนล้วนมีสไตล์ส่วนตัวที่เป็นเอกลักษณ์ ทำให้แม้แต่นาฬิการุ่นเดียวกัน (Same reference) ก็ยังมีความแตกต่างและมีเสน่ห์เฉพาะตัว

การขัดเตรียมพื้นผิวชิ้นส่วนกลไกด้วยมือ โดยใช้เครื่องมือหมุนความเร็วต่ำ เพื่อปรับผิวและมุมด้านใน ก่อนเข้าสู่ขั้นตอนขัดแต่งด้วยมือขั้นสุดท้าย

การสลักลายแบบ เฟลอริซาน (Fleurisanne) ถือเป็นงานตกแต่งที่มีความสำคัญเป็นพิเศษในคลังศิลปะของ Bovet นี่คือรูปแบบการสลักด้วยมือที่วิวัฒนาการมาอย่างยาวนาน มีเอกลักษณ์อยู่ที่ลวดลายดอกไม้และเถาวัลย์ที่ไหลเวียนต่อเนื่องกัน โดยได้รับแรงบันดาลใจมาจากเสาโรมันโบราณและประเพณีการตกแต่งพื้นเมืองของภูมิภาคเฟลอริเยร์ งานแขนงนี้ทำด้วยมือเปล่าทั้งหมดโดยปราศจากแม่แบบหรือเครื่องจักรใดๆ ซึ่งต้องอาศัยทักษะขั้นสูงสุด สมาธิอันแน่วแน่ และเวลาหลายชั่วโมงในการใช้สิ่วแกะสลัก (Graver) เพื่อขจัดเนื้อโลหะออกทีละนิดในระดับไมโคร จนได้ดีไซน์ที่ละเอียดลออและสมดุล สะท้อนความงดงามสอดประสานกันไปทั่วทั้งตัวเรือน หูนาฬิกา (Bows) และสะพานจักร

การแกะสลักลวดลาย Fleurisanne ด้วยมือบนชิ้นส่วนตัวเรือนทองคำ โดยใช้สิ่วแกะสลักแบบดั้งเดิมตัดลวดลายดอกไม้ลงบนโลหะโดยตรง

การสลักลายแบบ ตรอมบลาจ (Tremblage) เป็นอีกหนึ่งเทคนิคที่ฝึกฝนกันที่นี่ ซึ่งใช้เพื่อสร้างพื้นผิวโลหะให้มีผิวสัมผัสที่ละเอียดและดูเป็นประกายระยิบระยับ แม้ว่าผลลัพธ์ที่ได้อาจดูเหมือนทำได้ง่าย แต่เทคนิคนี้กลับมีความเข้มงวดและแม่นยำถึงขีดสุด ช่างสลักจะใช้ บุริน (Burin) ซึ่งเป็นเครื่องมือสลักปลายแหลมที่ทำจากเหล็กกล้าชุบแข็ง ค่อยๆ สลักรอยบากขนาดจิ๋วจำนวนมหาศาลลงบนพื้นผิวจนหนาแน่น หากมองแยกกันแต่ละรอยอาจดูไม่เป็นระเบียบ แต่พวกมันถูกวางตำแหน่งอย่างจงใจ พร้อมทั้งควบคุมความลึกและระยะห่างอย่างระมัดระวัง เพื่อให้เกิดการตกกระทบของแสงที่สร้างความเปรียบต่างอย่างสวยงาม

นอกจากนี้ เรายังได้เห็นกระบวนการหลังการผลิตของหน้าปัด ตัวเลขและตัวอักษรต่างๆ จะถูกประทับลงไปด้วยวิธี การพิมพ์แพด (Pad printing) ซึ่งเป็นกระบวนการที่ละเอียดอ่อน เนื่องจากคุณลักษณะของหมึกจะเปลี่ยนแปลงไปตามอุณหภูมิและความชื้น ในการพิมพ์แต่ละครั้ง ช่างฝีมือจะเติมหมึกลงในร่องของแม่พิมพ์ที่สลักไว้ด้วยมือ ก่อนจะปาดหมึกส่วนเกินออก จากนั้นหัวพิมพ์ซิลิโคน (Pad) จะทำหน้าที่ดูดซับลวดลายขึ้นมา แล้วจึงวางตำแหน่งหน้าปัดหรือชิ้นส่วนหน้าปัดด้วยมือให้ตรงจุดใต้หัวพิมพ์ ก่อนจะทำการประทับลวดลายลงไป

ภาพรวมศักยภาพการผลิตหน้าปัดนาฬิกาภายในโรงงานของ Bovet

การควบคุมคุณภาพจะถูกดำเนินการภายในแต่ละแผนก และตรวจสอบซ้ำอีกครั้งโดยทีมควบคุมคุณภาพส่วนกลาง ซึ่งจะทำหน้าที่จัดหมวดหมู่ชิ้นส่วนที่เสร็จสมบูรณ์แล้วเข้าเป็นชุดสำรับ (Kits) ของแต่ละเรือน จากนั้นชุดสำรับเหล่านี้จะถูกส่งไปยังห้องประกอบ ซึ่งกลไกของ Bovet ทุกชุด ไม่ว่าจะเป็นแบบพื้นฐานหรือแบบสลับซับซ้อน จะถูกประกอบขึ้นทั้งหมดตั้งแต่ต้นจนจบด้วยฝีมือของ ช่างทำนาฬิกาเพียงคนเดียว

ตัวอย่างเช่นรุ่น Récital 28 Prowess 1 ซึ่งมีระบบลูกกลิ้งที่ซับซ้อนอย่างยิ่ง ต้องใช้เวลาในการประกอบนานเกือบหนึ่งเดือน ซึ่งเทียบเท่ากับระยะเวลาที่ใช้ในงานระดับแกรนด์คอมพลิเคชัน (Grand Complication) แบบดั้งเดิมทั่วไป เมื่อประกอบเสร็จแล้ว ชุดกลไกจะถูกส่งต่อไปยังปราสาทโมติเยร์ (Château de Môtiers) เพื่อเข้าสู่ขั้นตอนการประกอบลงตัวเรือน การปรับจูนขั้นสุดท้าย และการทดสอบอย่างละเอียด ก่อนที่นาฬิกาจะถูกจัดเตรียมเพื่อส่งมอบต่อไป

พื้นที่ประกอบติดตั้งระบบระบายอากาศแรงดันสูงแบบ positive pressure เพื่อผลักฝุ่นออกผ่านพื้น
ผลงานชั้นสูงสองรุ่นของ Bovet ได้แก่ Récital 22 Grand Récital และ Récital 28 Prowess 1

ปราสาทโมติเยร์ (Château de Môtiers)

ปราสาทโมติเยร์ เป็นปราสาทเก่าแก่ทางประวัติศาสตร์ตั้งอยู่ในหุบเขา วัล-เดอ-ทราแวร์ (Val-de-Travers) โดยใช้เวลาขับรถจากเมืองทราเมอลังประมาณหนึ่งชั่วโมง ปราสาทแห่งนี้สร้างขึ้นในช่วงต้นศตวรรษที่ 14 โดยเคานต์โรโดลฟ์ที่ 4 แห่งเนอชาแตล (Rodolphe IV, Count of Neuchâtel) ต่อมาได้เปลี่ยนมือมาเป็นของตระกูลโบเวต์ในปี 1835 เมื่ออองรี-ฟรองซัวส์ ดูบัวส์-โบเวต์ (Henri-François Dubois-Bovet) เข้าซื้อกิจการ ก่อนที่ทายาทของเขาจะบริจาคปราสาทให้แก่รัฐเนอชาแตลในปี 1957 จนกระทั่งเกือบครึ่งศตวรรษต่อมา คุณราฟฟีได้เข้าซื้อปราสาทแห่งนี้และฟื้นฟูให้กลับมาเป็นสำนักงานใหญ่ของ Bovet อีกครั้ง

Château de Môtiers

ปราสาทแห่งนี้แบ่งออกเป็นสองส่วน ส่วนแรกคือปีกที่พักอาศัยหลังเก่า ซึ่งเป็นที่ตั้งของห้องทำงานส่วนตัวของคุณราฟฟีและห้องรับรองระดับทางการ พื้นที่ส่วนนี้สามารถมองเห็นทัศนียภาพของหุบเขาวัล-เดอ-ทราแวร์ และใช้เป็นสถานที่สำหรับต้อนรับนักสะสม ท่ามกลางนาฬิกาพกและนาฬิกาข้อมือจากยุคประวัติศาสตร์ของ Bovet ที่ถูกคัดสรรมาอย่างพิถีพิถัน เพื่อสร้างบทสนทนาระหว่างโรงงานยุคใหม่กับรากเหง้าในอดีต นอกจากนี้ยังมีหอคอยหินทรงสี่เหลี่ยมอันโอ่อ่าที่ชื่อว่า Tour de Diesse เชื่อมต่ออยู่ ซึ่งเป็นสัญลักษณ์สำคัญที่อยู่คู่กับภูมิทัศน์ของหุบเขาแห่งนี้มาหลายศตวรรษและตอกย้ำถึงต้นกำเนิดของสถานที่ในยุคกลาง โดยแต่เดิมหอคอยนี้เคยเป็นคุกใต้ดินของปราสาท และบริเวณชั้นล่างยังคงมีห้องคุมขังที่ได้รับการอนุรักษ์ไว้จนถึงปัจจุบัน

ตรงข้ามกันนั้นคืออาคารปฏิบัติงานหลัก ซึ่งเป็นที่ตั้งของฝ่ายบริหารในรูปแบบพื้นที่เปิดกว้าง (Open-plan) การตกแต่งภายในเน้นความสมดุลระหว่างโครงสร้างไม้โชว์ผิวกับผนังสีขาว ประดับด้วยภาพถ่ายผลงานชิ้นเอกและเหตุการณ์สำคัญในประวัติศาสตร์ยุคใหม่ของแบรนด์ โดยชุดกลไกที่ส่งมาจากโรงงานจะถูกลำเลียงขึ้นไปชั้นบนผ่านลิฟต์ขนส่งเฉพาะทาง

เมื่อเดินขึ้นบันไดไปยังชั้นบนสุด จะพบกับแผนกประกอบลงตัวเรือน (Casing) และการตรวจสอบคุณภาพขั้นสุดท้าย บริเวณจั่วด้านท้ายของห้องทำงาน (Atelier) มีหน้าต่างบานสูงหลายช่องที่เปิดรับแสงธรรมชาติให้สาดส่องเข้ามาได้อย่างทั่วถึง ห้องนี้สามารถมองเห็นวิวเมืองเฟลอริเยร์ด้านหนึ่งและเมืองโมติเยร์อีกด้านหนึ่ง ทั้งยังมีการติดตั้งระบบระบายอากาศแรงดันสูงเพื่อรักษาแรงดันอากาศภายในให้เป็นบวก (Positive air pressure) ซึ่งช่วยผลักฝุ่นให้ออกไปทางพื้นห้อง ข้อกำหนดนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งในขั้นตอนนี้ เนื่องจากเป็นจุดที่กลไกซึ่งเสร็จสมบูรณ์แล้วจะถูกประกอบเข้ากับตัวเรือนและเข้ารับการทดสอบครั้งสุดท้าย

จากนั้นนาฬิกาจะถูกนำไปทดสอบในหลายมิติขึ้นอยู่กับประเภทของรุ่นนั้นๆ ทั้งการกันน้ำ การทนต่อแรงกระแทก การทำงานในภาพรวม รวมถึงพลังงานสำรอง (Power reserve) เนื่องจากนาฬิกาของ Bovet มีระยะเวลาการทำงานที่ยาวนานตั้งแต่ 5 ไปจนถึง 22 วัน นาฬิกาจึงต้องถูกสังเกตการณ์ตลอดระยะเวลาพลังงานสำรองทั้งหมด เพื่อให้มั่นใจในเสถียรภาพก่อนการส่งมอบ ซึ่งกระบวนการนี้เองที่ช่วยอธิบายว่าเหตุใดแบรนด์จึงต้องใช้ระยะเวลาการผลิต (Lead times) ที่ค่อนข้างนาน

การตรวจสอบคุณภาพในขั้นตอนนี้ทำซ้ำแล้วซ้ำเล่า โดยทั้งตัวกลไก ตัวเรือน อัญมณี หรือแม้แต่เพชรแต่ละเม็ดจะถูกตรวจสอบทีละชิ้นแทนที่จะตรวจแบบสุ่มตรวจเป็นงวด (Batch) นอกจากนี้ แผนกเดียวกันยังดูแลเรื่องการบริการหลังการขาย โดยนาฬิกาที่ถูกส่งกลับมาจะได้รับการตรวจสอบและซ่อมแซมที่นี่ เพื่อย้ำเตือนถึงบทบาทของที่นี่ในฐานะจุดตรวจสอบสุดท้ายก่อนที่เรือนเวลาของ Bovet จะถึงมือเจ้าของ

Château de Môtiers ปราสาทของ Bovet ซึ่งเป็นศูนย์กลางการประกอบและตรวจสอบคุณภาพขั้นสุดท้าย

ด้วยเหตุผลที่ชัดเจนในตัวเองว่าที่นี่คือ “ปราสาท” การมาเยือนครั้งนี้จึงแตกต่างจากการเยี่ยมชมที่อื่นอย่างสิ้นเชิง มีความรู้สึกพิเศษที่ยากจะเลี่ยงเมื่อได้เห็นขั้นตอนสุดท้ายของการทำนาฬิกายุคใหม่ถูกรังสรรค์ขึ้นในอาคารที่มีประวัติศาสตร์เก่าแก่กว่าจุดกำเนิดของนาฬิกาข้อมือเสียอีก บรรยากาศเช่นนี้ช่วยขับเน้นให้กระบวนการผลิตที่ต้องอาศัยความอดทน ความใส่ใจ และเวลานั้นดูมีมนต์ขลังและทรงคุณค่ามากยิ่งขึ้น

หากมองภาพรวมทั้งหมด การดำเนินงานของ Bovet คือสิ่งที่หาได้ยากยิ่งในโลกปัจจุบัน เพราะมันยืนอยู่บนพื้นที่ทับซ้อนที่แคบมากระหว่างงานศิลปหัตถกรรม (Artisanal) และงานระดับอุตสาหกรรม (Industrial) กล่าวคือ มีขนาดใหญ่พอที่จะรองรับงานวิศวกรรมที่ซับซ้อน แต่ก็ยังเล็กพอที่จะรักษาแนวทางปฏิบัติที่ต้องพึ่งพาทักษะฝีมือและการตัดสินใจของมนุษย์อย่างลึกซึ้ง

สิ่งนี้สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของปาสกาล ราฟฟี ที่ต้องการควบคุมทุกขั้นตอนตั้งแต่การเริ่มวางแนวคิดไปจนถึงการผลิตจริง โดยไม่ยอมให้ข้อจำกัดจากภายนอกมาเปลี่ยนทิศทางระหว่างทาง และที่น่าสังเกตที่สุดคือ ในขณะที่หลายโรงงานอาจพูดถึง “การผลิตครบวงจรในตัวเอง” (Vertical Integration) เพียงแค่ในนาม แต่สำหรับ Bovet ศักยภาพในการผลิตด้วยตัวเองนั้นถูกนำมาใช้จริงในทุกอณู จนทำให้นาฬิกาที่ออกมามีความวิจิตรบรรจงทั้งในด้านการตกแต่งและแนวคิดทางกลไก ซึ่งสะท้อนตัวตนของแบรนด์ได้อย่างไม่มีที่ติ

อ่านบทความอื่นๆ เพิ่มเติม
ชม Oscars® Greenroom โดย Rolex ในงานประกาศรางวัล Oscars® ครั้งที่ 98
รวมไฮไลต์ผลงานเด่นจาก Audemars Piguet ที่เปิดตัวในปี  2026
ทำความรู้จัก Norqain Adventure Neverest 40mm Limited Edition เรือนเวลาที่มาพร้อมจิตวิญญาณแห่งการผจญภัย

บทใหม่แห่งสมรรถนะ Cvstos Challenge K.Khachanov Carbon นวัตกรรมเวลาบนข้อมือนักหวดระดับโลก

สัมผัสนวัตกรรมเรือนเวลาคาร์บอนที่ออกแบบร่วมกับนักเทนนิสระดับแชมป์

หลังจากความสำเร็จอย่างท่วมท้นของรุ่นแรกในปี 2025 Cvstos ได้กลับมาร่วมมือกับ คาเรน คาชานอฟ (Karen Khachanov) ยอดนักเทนนิสระดับโลกอีกครั้ง เพื่อทำลายขอบเขตเดิมของการสร้างสรรค์นาฬิกาสปอร์ต การกลับมาในครั้งนี้ไม่ใช่เพียงการเปลี่ยนรูปลักษณ์ภายนอก แต่เป็นการนำเอาความต้องการจริงของนักกีฬาระดับแชมป์มาหลอมรวมเข้ากับเทคโนโลยีวัสดุศาสตร์ จนเกิดเป็น Challenge K.Khachanov Carbon รุ่นใหม่ที่ผลิตจำกัดเพียง 100 เรือนทั่วโลก

ไฮไลต์สำคัญอยู่ที่ตัวเรือนทรงถังเบียร์ (Tonneau) อันเป็นเอกลักษณ์ ซึ่งในรุ่นนี้เลือกใช้คาร์บอนเป็นวัสดุหลัก ส่งผลให้นาฬิกามีน้ำหนักเบาเป็นพิเศษเพียง 50 กรัม แต่ยังคงความแข็งแกร่งและทนทานต่อการกระแทกได้อย่างยอดเยี่ยม เหมาะสำหรับการสวมใส่ในสนามแข่งขันที่ต้องใช้ความคล่องตัวสูง พื้นผิวของคาร์บอนยังมีลวดลายที่สลับซับซ้อนเฉพาะตัว ให้ลุคที่ดูทันสมัย ลึกลับ และสะท้อนถึงงานดีไซน์แนว นีโอ-อะว็องการ์ด (Neo-Avant-Garde) ที่ก้าวล้ำเหนือกฎเกณฑ์เดิมๆ

ภายในขับเคลื่อนด้วยกลไกอัตโนมัติแบบอินเฮาส์ที่ผ่านการฉลุโครงสร้าง (Skeletonized) อย่างประณีต เพื่อเผยให้เห็นความซับซ้อนของเฟืองและกลไกภายในที่ทำงานร่วมกันอย่างแม่นยำ ตัวเลขบนหน้าปัดใช้สีขาวตัดกับพื้นผิวสีเข้มช่วยให้การอ่านเวลาทำได้อย่างชัดเจนในทุกสถานการณ์ มาพร้อมกับสาย Cordura สีดำที่ออกแบบมาเพื่อรองรับการเคลื่อนไหวที่รุนแรงและช่วยระบายอากาศได้ดี มอบความรู้สึกสบายขณะสวมใส่แม้ในช่วงเวลาที่ต้องใช้พละกำลังสูงสุด

Cvstos x Karen Khachanov Carbon
Cvstos x Karen Khachanov Carbon

เรือนเวลาชิ้นนี้จึงเป็นสัญลักษณ์ของวินัยและความมุ่งมั่นที่ถ่ายทอดจากสนามเทนนิสสู่โลกแห่งนาฬิกา เป็นการรวมตัวกันของน้ำหนักที่เบาราวกับไม่ได้สวมใส่เข้ากับความแข็งแกร่งของวัสดุสมัยใหม่ ตอบโจทย์ทั้งนักสะสมและผู้ที่หลงใหลในสมรรถนะที่ไม่มีใครเทียบได้

ข้อมูลทางเทคนิค
  • ชื่อรุ่น: Cvstos Challenge K.Khachanov Carbon (Limited Edition 100 Pieces) 
  • ตัวเรือน: คาร์บอน (Carbon) น้ำหนักเบาพิเศษ ทรง Tonneau เอกลักษณ์ของแบรนด์ 
  • หน้าปัด: ดีไซน์ Skeleton ฉลุโปร่งเห็นกลไกภายใน ตกแต่งด้วยรายละเอียดสีขาวและสัญลักษณ์เฉพาะของ K.Khachanov 
  • ฟังก์ชัน: บอกเวลาแบบ 3 เข็ม (ชั่วโมง นาที วินาที) และวันที่ 
  • กลไก: กลไกอัตโนมัติ (In-house Automatic Movement) น้ำหนักรวมเพียง 50 กรัม 
  • สาย: สาย Cordura คุณภาพสูง ทนทานต่อการใช้งานหนักและยืดหยุ่นสูง

อ่านบทความอื่นๆ เพิ่มเติม
Slim d’Hermès Squelette Lune บทกวีแห่งความว่างเปล่าและแสงจันทร์บนเรือนเวลาสเกลเลตัน
Atelier Wen Millésime Perception 漩 (Xuán) นี่คือการยกระดับงานฝีมือจีนสู่มาตรฐานสูงสุดของโลกนาฬิกา
H. Moser & Cie. Endeavour Tourbillon Skeleton สถาปัตยกรรมแห่งความโปร่งใสและปรัชญามินิมัลลิซึม

Greubel Forsey Balancier Convexe S2 รุ่นสุดท้ายในตัวเรือนเซรามิก

สัมผัสนวัตกรรมในตัวเรือนเซรามิกสองสไตล์ ผลิตจำกัดเพียงรุ่นละ 10 เรือนทั่วโลก

Greubel Forsey เป็นที่รู้จักมาอย่างยาวนานในฐานะผู้สร้างสรรค์นาฬิกาขนาดใหญ่พิเศษ พร้อมกลไกที่มีความสลับซับซ้อนสูงในรูปแบบสามมิติ โดยแทบไม่เคยให้ความสำคัญกับความกะทัดรัดหรือความสะดวกสบายในการสวมใส่เลย ทว่าภาพจำเหล่านั้นได้เปลี่ยนไปในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาด้วยการมาถึงของ Balancier Convexe S2 นาฬิกาแบบแสดงเวลาเพียงอย่างเดียวที่มีขนาดตัวเรือน 41.5 มม. ซึ่งถือว่าเรียบง่ายกว่ารุ่นอื่นอย่างเห็นได้ชัด

สำหรับหลายคนแล้ว นาฬิการุ่นนี้เปรียบเสมือนการกลั่นกรองคุณค่าของแบรนด์ออกมาให้ชัดเจนที่สุด และยังเป็นจุดเริ่มต้นในการเข้าสู่โลกของแบรนด์ที่เข้าถึงได้ง่ายกว่ารุ่นอื่น แต่ทว่าบทเรียนนี้กำลังจะมาถึงตอนอวสาน เมื่อแบรนด์ได้ประกาศเปิดตัวสองรุ่นสุดท้ายของ Balancier Convexe S2 ซึ่งผลิตจำกัดเพียงรุ่นละ 10 เรือน เพื่อเป็นการส่งท้ายซีรีส์นี้ก่อนที่จะยุติการผลิตอย่างเป็นทางการ

เรียบง่ายแต่ไม่ธรรมดา

เป็นเรื่องน่าเสียดายที่เราต้องกล่าวอำลา Balancier Convexe S2 เพราะนี่คือนักนาฬิกาที่มีเสน่ห์ดึงดูดใจอย่างแท้จริง และยังถือเป็นตัวอย่างระดับตำนานของนาฬิการุ่นเริ่มต้น (Entry-level) ที่ยังคงความน่าหลงใหลไว้อย่างเต็มเปี่ยม โดยไม่มีการลดทอนมาตรฐานใดๆ ทั้งสิ้น รุ่น S2 ยังคงไว้ซึ่งแนวทางการสร้างสรรค์นวัตกรรมด้านการบอกเวลาอันเที่ยงตรงตามแบบฉบับของ Greubel Forsey โดยเฉพาะอย่างยิ่งการวางจักรกรอกเอียงทำมุม 30 องศา เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานให้สูงสุดเมื่ออยู่บนข้อมือ

สิ่งที่โดดเด่นไม่ได้มีเพียงแค่จักรกรอกเท่านั้น เพราะโครงสร้างส่วนนี้ถูกเปิดให้เห็นอย่างชัดเจนจากทางด้านหน้า พร้อมกับชิ้นส่วนกลไกและสะพานจักรอื่นๆ ที่ถูกนำมาจัดแสดงไว้อย่างภาคภูมิใจ สิ่งนี้สะท้อนถึงอีกหนึ่งอัตลักษณ์อันชัดเจนของ Greubel Forsey นั่นคือสถาปัตยกรรมกลไกแบบสามมิติที่ให้ความรู้สึกร่วมสมัยและดั้งเดิมไปพร้อมกัน ทว่าในรุ่นนี้ถูกนำเสนอออกมาในรูปแบบที่ลดทอนรายละเอียดลงและดูมินิมัลยิ่งขึ้น นอกจากนี้ การจัดวางองค์ประกอบที่หลากหลายเข้าด้วยกัน ทั้งชุดจักรกรอก เข็มวินาทีเล็ก มาตรแสดงพลังงานสำรอง กระปุกลาน และสะพานจักร ไว้บนหน้าปัดโดยไม่ทำให้ดูแออัดจนเกินไป ถือเป็นความสำเร็จในการออกแบบที่ยอดเยี่ยมมาก

ความใส่ใจในรายละเอียดนั้นปรากฏให้เห็นอย่างชัดเจนในทุกจุด ลามไปจนถึงตัวจักรกรอกเองที่มีการปาดร่องอย่างสวยงามเพื่อติดตั้งหม้อน้ำหนักถ่วง (Variable weights) ทุกชิ้นส่วนผ่านการออกแบบและตกแต่งอย่างพิถีพิถัน ตอกย้ำมาตรฐานที่สูงเป็นพิเศษของ Greubel Forsey ซึ่งโดดเด่นแม้ในหมู่แบรนด์นาฬิกาอิสระด้วยกัน

องค์ประกอบทั้งหมดนี้ถูกบรรจุอยู่ภายในตัวเรือนขนาด 41.5 มม. ที่มีส่วนโค้งเว้าอย่างชาญฉลาดเพื่อให้โอบรับกับข้อมือได้อย่างสะดวกสบาย จึงไม่มีเหตุผลใดเลยที่จะไม่ตกหลุมรักนาฬิกาเรือนนี้

รุ่นสุดท้ายในตัวเรือนเซรามิก

รุ่นสั่งลานี้ยังคงรักษาจุดแข็งทั้งหมดของ Balancier Convexe S2 รุ่นก่อนหน้าเอาไว้ แต่ทว่ามีรูปลักษณ์ที่ดูแตกต่างไปอย่างชัดเจนเพียงแค่แรกเห็น ซึ่งส่วนใหญ่เป็นผลมาจากการนำคู่สีใหม่ๆ มาใช้

โดยมีการเปิดตัวออกมาทั้งหมดสองเวอร์ชัน ซึ่งทั้งคู่ใช้เซรามิกเป็นวัสดุหลักของตัวเรือน แม้ว่านี่จะไม่ใช่ครั้งแรกที่แบรนด์เลือกใช้เซรามิก แต่ก็ยังถือเป็นตัวเลือกที่หาได้ยากสำหรับ Greubel Forsey จึงทำให้วัสดุนี้มีความเหมาะสมอย่างยิ่งสำหรับรุ่นส่งท้าย และที่น่าสังเกตยิ่งกว่าคือวิธีการนำมาใช้ โดยเวอร์ชันแรกเป็นการผสมผสานระหว่างเซรามิกสีดำเข้ากับเรดโกลด์ (Red gold) ก่อให้เกิดคู่สีสองกษัตริย์ที่ดูหรูหราและโดดเด่น ซึ่งถือเป็นความแปลกใหม่สำหรับแบรนด์หากไม่นับรวมงานสั่งทำพิเศษส่วนบุคคล (Private commissions)

เวอร์ชันที่สองมาในรูปลักษณ์เซรามิกสีขาวล้วน โดยจับคู่กับสายและหน้าปัดสีขาว ผลลัพธ์ที่ได้คือโทนสีขาวบริสุทธิ์ที่ให้ความรู้สึกล้ำสมัยอย่างชัดเจน และสอดรับกับงานออกแบบกลไกสามมิติร่วมสมัยของแบรนด์ได้อย่างสมบูรณ์แบบ นอกจากนี้ยังถือเป็นทิศทางด้านสีสันที่ Greubel Forsey แทบไม่เคยสำรวจมาก่อน แม้จะไม่ได้เป็นสิ่งที่ไม่เคยเกิดขึ้นเลยเสียทีเดียว (เคยมีรุ่น Double Tourbillon ที่ผลิตจำกัดเพียง 5 เรือน) แต่ก็นับว่าเป็นรูปแบบการนำเสนอที่พิเศษและหาพบได้ยากยิ่งอยู่ดี

ข้อมูลทางเทคนิค
  • กลไก: Balancier Convexe S2 ระบบไขลานด้วยมือ สำรองพลังงาน 72 ชั่วโมง ความถี่ 21,600 ครั้งต่อชั่วโมง (3 เฮิรตซ์)
  • ฟังก์ชัน: แสดงชั่วโมง นาที วินาที และมาตรแสดงพลังงานสำรอง
  • ตัวเรือน: ขนาด 41.5 มม. x 14.8 มม. วัสดุเซรามิก และ/หรือ เรดโกลด์ กันน้ำลึก 100 เมตร
  • สาย: สายยาง
  • การวางจำหน่าย: บูติก Greubel Forsey และตัวแทนจำหน่ายอย่างเป็นทางการ
  • จำนวนการผลิต: ผลิตจำกัดรุ่นละ 10 เรือน

อ่านบทความอื่นๆ เพิ่มเติม
ศิลปะเหนือกาลเวลาใต้เงาภูเขาไฟฟูจิ Louis Vuitton Escale au Mont Fuji Pocket Watch
Breitling Superocean Heritage B01 Chronograph 42 นิยามใหม่ของนาฬิกาสปอร์ตหรูที่ผสานอดีตและอนาคตไว้ในหนึ่งเดียว
รวมไฮไลต์ผลงานเด่นจาก Audemars Piguet ที่เปิดตัวในปี  2026

Breitling Navitimer ฺB19  Chronograph 43 Perpetual Calendar สองรุ่นใหม่ ทะยานสู่ความสูงอีกระดับ 

นาฬิกานักบินระดับไอคอนต้อนรับสองรุ่นใหม่ที่ได้แรงบันดาลใจจากความสูงสุดขีดที่ Navitimer เคยพิชิต

Navitimer เป็นนาฬิกานักบินที่เกิดมาเพื่อรองรับการใช้งานบนอากาศยานอย่างแท้จริง ทั้งเอกลักษณ์และฟังก์ชันต่างๆ ที่หล่อหลอมตัวตนให้นาฬิกาที่พร้อมเป็นเพื่อนร่วมทางบนท้องฟ้ารุ่นนี้ครองใจคนรักนาฬิกาผู้คลั่งไคล้ใน tool watch ที่มีประวัติศาสตร์ควบคู่กับการบินมาอย่างยาวนานได้อย่างเหนียวแน่น และเมื่อทาง Breitling ประกาศว่าปี 2026 นี้จะมีรุ่นใหม่มาสมทบถึงสองรุ่นด้วยกัน เราก็ตื่นเต้นในทันทีที่ได้ทราบข่าว 

แรงบันดาลใจจากระดับความสูงสุดขีด

นาฬิกานักบิน Navitimer ถือกำเนิดในปี 1952 เพื่อมอบให้สมาคม Aircraft Owners and Pilots Association (AOPA) ได้นำไปใช้เป็นนาฬิกาคู่ข้อมือของเหล่านักบินผู้พิชิตความสูง ความเฉพาะตัวที่ทำให้ Navitimer เหนือชั้นกว่าใครอยู่ที่การรวมฟังก์ชันโครโนกราฟเข้ากับวงแหวนคำนวณแบบหมุน (circular slide rule) ที่ได้รับการจดสิทธิบัตรเป็นที่เรียบร้อย ซึ่งการผนวกฟังก์ชันดังกล่าวเข้าไป ทำให้นักบินสามารถคำนวณความเร็วไปจนถึงระยะทางในการบินได้เพียงชั่ววินาทีที่เหลือบดูนาฬิกาบนข้อมือ นาฬิกานักบินต้นแบบนี้ได้พิชิตความสูงมาแล้วหลายระดับ ตั้งแต่ความเร็วที่ไวกว่าเสียง ไปจนถึงการเป็นคู่หูร่วมท่องอวกาศในยุคแรกของการบินสำรวจอวกาศ 

สำหรับสองรุ่นล่าสุดที่เข้ามาสมทบตระกูลนาฬิกานักบินของ Breitling ได้แรงบันดาลใจจากความสูงสุดขีดที่นาฬิการุ่นพี่เคยร่วมพิชิตบนหน้าประวัติศาสตร์การบิน นาฬิกาทั้งสองรุ่นใหม่ถ่ายทอดเรื่องราวของ Navitimer ผ่านมิติอันหลากหลายของท้องฟ้า โดยแต่ละรุ่นแทนระดับความสูงที่แตกต่างกัน 

รุ่นลิมิเต็ด 75 เรือน ตัวเรือนแพลตินัมมาพร้อมหน้าปัดสีน้ำเงินเคลือบเงาวาววับ คุมโทนทั้งผืนหน้าปัดหลักและหน้าปัดย่อย โดยได้แรงบันดาลใจจากชั้นสตราโตสเฟียร์ที่อยู่ในระดับความสูงจากพื้นดินประมาณ 10 – 50 กิโลเมตร จัดเป็นชั้นบรรยากาศที่อากาศสงบไม่แปรปรวน จึงเป็นชั้นที่เครื่องบินพาณิชย์นิยมใช้เป็นเส้นทางสัญจร ด้วยความสูงในระดับดังกล่าวทำให้สามารถมองเห็นท้องฟ้าในมิติที่ลึกขึ้นและสามารถเห็นความโค้งของผืนโลกได้อย่างชัดเจน ตัวเรือนแพลตินัมจับคู่กับวงแหวนสไลด์สีดำด้านนอก ตัดกับสเกลต่างๆ สีขาวด้านในอย่างชัดเจน จับคู่กับสายหนังจระเข้สีน้ำเงินรับกับสีหน้าปัด 

ส่วนอีกรุ่นถ่ายทอดความลึกและความสงบนิ่งของอวกาศผ่านสีสันที่ดูสุุขุม ด้วยเรือนสเตนเลสสตีลขอบแพลตินัม หน้าปัดสีแอนทราไซต์ที่ดูลุ่มลึก จับคู่กับสายหนังจระเข้สีน้ำตาลเป็นคุมโทนสีสงบขรึมที่ดูคลาสสิก และอีกหนึ่งทางเลือกสายเป็นสายสตีลเจ็ดแถวที่ดูสปอร์ตยิ่งกว่า 

ถ้าถามว่า ทั้งสองรุ่นแตกต่างกันหรือไม่ คงต้องบอกเวลาทั้งสองยังคงถ่ายทอดดีเอ็นเอของ Navitimer อย่างชัดเจนทั้งคู่ ไม่ว่าจะเป็นวงแหวนรอบหน้าปัดย่อย รวมถึงขอบตัวเรือนแบบ knurled ที่เอื้อต่อการใช้งานอันเป็นเอกลักษณ์คู่นาฬิกานักบินของ Breitling มาโดยตลอด แต่สิ่งที่ทั้งสองรุ่นเพิ่มเติมเข้ามาย่อมเป็นหน้าต่างแสดงข้างขึ้นข้างแรม ณ ตำแหน่ง 12 นาฬิกา ที่ทำให้ Navitimer สองรุ่นนี้ดูมีความสมมาตรโดยสมบูรณ์ และเพิ่มเสน่ห์ที่สื่อถึงความน่าค้นหาของห้วงอวกาศที่ถูกย่อส่วนไว้บนนาฬิกานักบินเรือนนี้ได้อย่างงดงาม 

กลไก Caliber B19

ภายในขับเคลื่อนด้วยกลไกคาลิเบอร์ B19 ที่ได้รับความไว้วางใจให้ใช้ในรุ่นเฉลิมฉลองครบรอบ 140 ปีของแบรนด์ในปี 2024 กลไกคาลิเบอร์ดังกล่าวสามารถขับเคลื่อนได้ทั้งฟังก์ชันโครโนกราฟ และฟังก์ชันปฏิทินถาวรที่สามารถคำนวณปีอธิกสุรทินและจำนวนวันในแต่ละเดือนได้โดยอัตโนมัติ และไม่จำเป็นต้องปรับตั้งค่าใหม่เป็นเวลาถึงหนึ่งศตวรรษเลยทีเดียว นอกจากนี้ฟังก์ชันแสดงข้างขึ้น–ข้างแรม ที่เข้ามาเติมเต็มให้ Navitimer เป็นนาฬิกาที่เก็บทุกความเคลื่อนไหวที่เกิดขึ้นบนท้องฟ้าได้อย่างครบถ้วน  

ในเชิงเทคนิค Navitimer B19 ยังได้สร้างมาตรฐานใหม่ให้กับ Breitling และได้รับรางวัล Temporis Award ปี 2025 เป็นนาฬิกาโครโนกราฟปฏิทินถาวรแบบอัตโนมัติที่มีพลังงานสำรอง 96 ชั่วโมง ระบบปรับตั้งแบบขั้นตอนเดียวผ่านเม็ดมะยมช่วยให้ปรับค่าปฏิทินทั้งหมดพร้อมกันได้อย่างสะดวกง่ายดาย ในขณะที่ปุ่มกดขนาดเล็กที่ตำแหน่ง 8 และ 10 นาฬิกาใช้สำหรับปรับแบบแยก สำหรับการขึ้นลานใช้โรเตอร์เรดโกลด์ 18 กะรัต ที่อวดความงามผ่านฝาหลังแซฟไฟร์ใส และยังเชื่อถือได้ในความเที่ยงตรงสูงด้วยการรับรอง COSC โครโนมิเตอร์

จึงอาจกล่าวได้ว่า ภายใต้รูปลักษณ์หล่อเท่สไตล์หนุ่มนักบินบรรจุไว้ซึ่งกลไกสุดล้ำที่มาพร้อมความแม่นยำสูงสุดเท่าที่ Navitimer เคยมีมา และยังเป็นรุ่นเดียวในคอลเลกชันหลักของ Breitling ที่เลือกใช้กลไกโครโนกราฟปฏิทินถาวรอัตโนมัติ 

อ่านบทความเพิ่มเติมได้ที่:

Breitling Superocean Heritage B01 Chronograph 42 นิยามใหม่ของนาฬิกาสปอร์ตหรูที่ผสานอดีตและอนาคตไว้ในหนึ่งเดียว
ทำความรู้จัก Norqain Adventure Neverest 40mm Limited Edition เรือนเวลาที่มาพร้อมจิตวิญญาณแห่งการผจญภัย
Kurono Tokyo Diver จินตนาการใหม่แห่งนาฬิกาดำน้ำในร่างโมดูลาร์

สัมผัสความงามแห่งฤดูหนาวในชินชู Grand Seiko กับการเปิดตัว Caliber 9F51 ใหม่ล่าสุด

เมื่อฤดูหนาวในชินชูถูกย่อส่วนลงบนข้อมือ การเดินทางครั้งใหม่ของ Grand Seiko กับกลไก 9F51

Grand Seiko นำเสนอความงามของฤดูหนาวในจังหวัดนากาโนะผ่านเรือนเวลาสองรุ่นใหม่ที่สืบทอดปรัชญา Nature of Time ได้อย่างลึกซึ้ง การเปิดตัวในครั้งนี้มีความพิเศษอย่างยิ่งเนื่องจากเป็นการแนะนำกลไกควอตซ์ชุดใหม่ในตระกูล 9F เป็นครั้งแรกในรอบ 6 ปี เพื่อสร้างมาตรฐานใหม่ให้กับนาฬิกาขนาดกะทัดรัดที่ยังคงประสิทธิภาพความเที่ยงตรงสูงสุด

Grand Seiko 9F51 33mm Snowflake Skyflake

แรงบันดาลใจของหน้าปัดมาจากทัศนียภาพรอบๆ Shinshu Watch Studio ซึ่งล้อมรอบด้วยเทือกเขาโฮตากะอันสง่างาม ในช่วงฤดูหนาวที่หิมะปกคลุมหนาแน่น ลมแรงได้พัดพาจนเกิดลวดลายบนพื้นผิวหิมะที่ดูวิจิตรบรรจง ลวดลายนี้ถูกถ่ายทอดลงบนหน้าปัด Snowflake สีขาวบริสุทธิ์ในรุ่น SBGX359 และหน้าปัด Skyflake สีฟ้าอ่อนในรุ่น SBGX361 ซึ่งสะท้อนภาพเกล็ดหิมะยามต้องแสงแดดภายใต้ท้องฟ้าที่สดใสของชินชู

หัวใจหลักที่ขับเคลื่อนนาฬิกาทั้งสองรุ่นคือกลไกคาลิเบอร์ 9F51 ซึ่งเป็นนวัตกรรมล่าสุดที่ออกแบบมาเพื่อลดขนาดและน้ำหนักโดยเฉพาะ กลไกชุดนี้มีความหนาเพียง 2.2 มิลลิเมตร ส่งผลให้ตัวเรือนสเตนเลสสตีลมีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางเพียง 33 มิลลิเมตร และบางเพียง 9.1 มิลลิเมตร นับเป็นนาฬิกาในตระกูล 9F ที่มีขนาดเล็กและบางที่สุดเท่าที่เคยผลิตมา อย่างไรก็ตาม ความเที่ยงตรงยังคงอยู่ในระดับที่น่าทึ่งคือ ±10 วินาทีต่อปี

Grand Seiko 9F51 33mm Snowflake Skyflake
Grand Seiko 9F51 33mm Snowflake Skyflake
Grand Seiko 9F51 33mm Snowflake Skyflake

นอกจากความโดดเด่นของกลไกแล้ว งานตกแต่งภายนอกยังสะท้อนถึงประณีตขั้นสูง ตัวเรือนผ่านการขัดเงาด้วยเทคนิค Zaratsu จนมีความเรียบเนียนดุจกระจกเงา พื้นผิวหน้าปัดมีการเล่นระดับความลึกและมิติอย่างมีชั้นเชิง ปกป้องด้วยกระจกคริสตัลแซฟไฟร์ทรงโค้งที่เคลือบสารกันแสงสะท้อนไว้ด้านใน ทำให้นาฬิการุ่นนี้เป็นส่วนผสมที่ลงตัวระหว่างงานศิลปะจากธรรมชาติและวิศวกรรมการผลิตนาฬิกาที่ล้ำสมัย

ข้อมูลทางเทคนิค
  • ชื่อรุ่น: Grand Seiko Heritage Collection Quartz 33mm (SBGX359 และ SBGX361) 
  • ตัวเรือน: สเตนเลสสตีล ขนาด 33.0 มม. หนา 9.1 มม. กระจกแซฟไฟร์โค้งคู่เคลือบกันสะท้อน กันน้ำ 10 บาร์ 
  • หน้าปัด: ลาย Snowflake สีขาว (SBGX359) และ ลาย Skyflake สีฟ้าอ่อน (SBGX361) 
  • ฟังก์ชัน: บอกเวลาแบบ 3 เข็ม (ชั่วโมง นาที วินาที) ต้านทานสนามแม่เหล็ก 4,800 A/m 
  • กลไก: ควอตซ์ คาลิเบอร์ 9F51 (ความเที่ยงตรง ±10 วินาทีต่อปี) 
  • สาย: สายสเตนเลสสตีล พร้อมตัวล็อกแบบบานพับสามทบและปุ่มกดคลายล็อก

อ่านบทความอื่นๆ เพิ่มเติม
ทำความรู้จัก Norqain Adventure Neverest 40mm Limited Edition เรือนเวลาที่มาพร้อมจิตวิญญาณแห่งการผจญภัย
รวมไฮไลต์ผลงานเด่นจาก Audemars Piguet ที่เปิดตัวในปี  2026
Franck Muller เผยโฉมสามเรือนเวลาไอคอนิก ต้อนรับสีสันแห่งเดือนมีนาคม

Girard-Perregaux Minute Repeater Flying Bridges เมื่อเสียงแห่งอดีตเดินทางมาบรรจบกับปัจจุบันได้อย่างสมบูรณ์แบบ

นาฬิกาสุดยอดคอมพลิเคชันขับเคลื่อนด้วยกลไกชุดใหม่ที่รวบรวมทั้งมินิตรีพีทเตอร์ ทูร์บิญอง และระบบขึ้นลานอัตโนมัติแบบใหม่เข้าไว้ด้วยกัน

ความเป็นเลิศในการผลิตกลไก รวมถึงงานช่างฝีมืออันประณีตบรรจงของ Girard-Perregaux ได้รับการยกย่องและยอมรับในแวดวงนาฬิกาชั้นสูงมานับศตวรรษ ที่ผ่านมาเราได้เห็นแบรนด์พยายามพัฒนานวัตกรรมใหม่ๆ ให้ล้ำสมัยและมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น ในเชิงงานช่างฝีมือก็มีการประยุกต์ใช้เทคนิคหลากหลายให้ร่วมสมัยยิ่งขึ้นเช่นกัน แต่ทันทีที่ได้เห็น Minute Repeater Flying Bridges สิ่งแรกที่คิดก็คือ จิตวิญญาณดั้งเดิมและความชำนาญรอบด้านของ Girard-Perregaux ถูกยกระดับไปอีกขั้นผ่านนาฬิกาข้อมือรุ่นนี้

ตำนานแห่งมินิตรีพีทเตอร์

ต้องบอกว่าการบอกเวลาด้วยเสียงนั้นเป็นความเชี่ยวชาญของ Girard-Perregaux มาตั้งแต่สมัย Jean-François Bautte ช่างนาฬิกาผู้วางรากฐานการผลิตนาฬิกาแบบครบวงจรให้กับโรงงาน Girard-Perregaux โดย Bautte สามารถผลิตกลไกตีบอกเวลาที่กำหนดช่วงเวลาการตีบอกเวลาด้วยเสียงภายในทุกๆ ชั่วโมง หรือทุกๆ  15 นาที ได้ตั้งแต่เริ่มต้นอาชีพช่างนาฬิกา ทั้งยังมีพรสวรรค์ในงานช่างฝีมือต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น งานแกะสลัก งานฝังอัญมณี และงานช่างทอง ไม่เพียงแต่มีความชำนาญในการผลิตนาฬิกาเท่านั้น เพราะแม้กระทั่งกล่องดนตรีที่ต้องใช้กลไก automata ก็ยังเป็นอีกหนึ่งความเชี่ยวชาญของช่างนาฬิกาเปี่ยมพรสวรรค์ผู้นี้ด้วยเช่นกัน

มรดกเชิงกลไกตีบอกเวลาด้วยเสียงที่ Bautte สร้างไว้ยังได้ถูกถ่ายทอดมายัง Constant Girard และบุตรชาย ที่ได้นำมาต่อยอดเป็นนาฬิกาปลุกรุ่น Grande Sonnerie ส่วนนาฬิกามินิตรีพีทเตอร์ที่พ่วงฟังก์ชันซับซ้อนอื่นๆ เข้ามาไว้ด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็นโครโนกราฟ ปฏิทิน และการแสดงข้างขึ้น-ข้างแรม ก็เป็นสิ่งที่ทาง Girard-Perregaux เริ่มพัฒนามาตั้งแต่ช่วงศตวรรษที่ 19

จวบจนถึงปี 1996 ทางเมซงก็ก้าวข้ามความท้าทายครั้งใหม่ได้อีกครั้งเมื่อกลไกมินิตรีพีทเตอร์ถูกผสานเข้ากับทูร์บิญองบนนาฬิกาข้อมือได้สำเร็จในรุ่น Opera I กลไกมินิตรีพีทเตอร์แบบสี่กงและทูร์บิญองถูกบรรจุภายในตัวเรือนไวท์โกลด์ 18 กะรัต ขนาด 39 มม. โดดเด่นด้วยทูร์บิญองที่มาพร้อมสะพานจักรทองคำ 3 ชิ้น อันเป็นเอกลักษณ์ของแบรนด์ กลไกมินิตรีพีทเตอร์รุ่นนี้ให้เสียงในรูปแบบ Westminster Chime ถ่ายทอดท่วงทำนองอันไพเราะ 4 โน้ตในรูปแบบคาริลยอง นาฬิกามินิตรีพีทเตอร์ในคอลเลกชัน Opera จึงจัดได้ว่าเป็นมินิตรีพีทเตอร์ที่มีความซับซ้อนสูงอย่างยิ่ง และการที่ทุกชิ้นส่วนผลิตและประกอบขึ้นโดยช่างนาฬิกาภายในโรงงานของแบรนด์เองยิ่งแสดงให้เห็นถึงความชำนาญระดับปรมาจารย์ของแบรนด์นาฬิกาอันเก่าแก่ที่กล้าเผชิญกับทุกความท้าทาย และแทบไม่เคยทำอะไร ‘ง่ายๆ’ เลยสักครั้ง

การตีความครั้งใหม่

สำหรับนาฬิกามินิตรีพีทเตอร์ที่ถูกนำมาตีความใหม่ในครั้งนี้เมื่อดูจากรูปลักษณ์ภายนอก  Minute Repeater Flying Bridges เผยให้เห็นดีเอ็นเอของ Girard-Perregaux อย่างชัดเจน ด้วยสะพานจักรแบบ Flying Bridge เจาะโครงโปร่งทั้งสองจัดวางไว้ด้านหน้า และอีกหนึ่งชิ้นจัดวางไว้ด้านหลัง ที่เป็นการปรับดีไซน์ที่อ้างอิงมาจาก three gold bridges สะพานจักรทองคำสามชิ้นเรียงแถวอันเป็นเอกลักษณ์ของแบรนด์ ซึ่งถูกนำมาใช้ในผลงานชิ้นเด่นในศตวรรษที่ 19 อย่างนาฬิกาพก La Esmeralda และกลายเป็นมรดกในเชิงกลไกที่กลายเป็นโฉมหน้าอันงดงามบนหน้าปัดโอเพนเวิร์กของ Girard-Perregaux นับแต่นั้นมา

ทูร์บิญองทรงพิณ (lyre-shaped) รูปแบบเดียวกับที่ใช้ในศตวรรษที่ 19

ชิ้นส่วนสำคัญๆ อย่างทูร์บิญองยังเลือกใช้รูปทรงที่อ้างอิงได้จากมรดกตกทอดเชิงกลไกของแบรนด์ โดยเลือกใช้ทูร์บิญองทรงพิณ (lyre-shaped) รูปแบบเดียวกับที่ใช้ในศตวรรษที่ 19 และยังพ่วงหน้าที่เสมือนหน้าปัดวินาทีย่อยให้กับทูร์บิญอง ณ ตำแหน่ง 6 นาฬิกาเข้าไปอีกด้วยการติดตั้งเข็มขนาดเล็กที่ออกแบบมาให้เป็นส่วนหนึ่งของกรงทูร์บิญองได้อย่างแนบเนียน เอกลักษณ์ของสะพานจักรปลายลูกศรยังถูกนำมาใช้ในชิ้นส่วนของกลไกมินิตรีพีทเตอร์ อย่างค้อนและสปริง โรเตอร์ของระบบขึ้นลานแบบใหม่ รวมถึงชิ้นส่วนสไลด์สำหรับกระตุ้นเสียงที่ติดตั้งไว้ข้างตัวเรือน

ภายในตัวเรือนพิงก์โกลด์ขนาด 46 มม. ความหนา 17.9 มม. หน้าปัดโอเพนเวิร์กเผยให้เห็นกลไกทุกชิ้นส่วนวางสลับทับซ้อนกันอย่างสมมาตรดูเป็นระเบียบเรียบร้อยท่ามกลางรายละเอียดซับซ้อน ชิ้นส่วนสำคัญอย่างทูร์บิญองและกลไกมินิตรีพีทเตอร์ดูเหมือนกำลังลอยเคว้งอยู่ในอากาศโดยมีสะพานจักรพิงก์โกลด์ทำหน้าที่ยึดเหนี่ยวให้แต่ละชิ้นอยู่ร่วมกันได้ ด้านหน้าถูกจัดระเบียบไว้อย่างไร ด้านหลังก็ดำเนินรอยตามนั้น เมื่อพลิกดูฝาหลังจะพบว่า ระบบขึ้นลานอัตโนมัติแบบใหม่ถูกจัดวางให้สมมาตรกับบาร์เรลเช่นกัน สร้างสมดุลในทุกมุมมองได้อย่างสมบูรณ์แบบ การขัดแต่งผิวในแต่ละชิ้นส่วนยังช่วยเสริมมิติให้พื้นผิวที่ผ่านการขัดด้วยมุมเอียงกว่า 1,341 จุด ส่วนในมุมลับสายตาก็ไม่ได้ละเลยความประณีตเลยแม้แต่น้อย เพราะยังมีอีก 295 จุดที่ได้รับการขัดผิวด้วยมือในลักษณะเดียวกัน เรียกได้ว่าพิถีพิถันในทุกซอกมุมอย่างแท้จริง และถ้าสังเกตุด้านหลังดีๆ จะเห็นถึงความใส่ใจและเคารพในงานช่างฝีมือผู้ผลิตชิ้นงาน เพราะเราจะได้เห็นชื่อย่อของช่างนาฬิกาผู้เป็นเจ้าของผลงานถูกสลักไว้บนชิ้นส่วนเล็กๆ ด้านหลัง เป็นเหมือนตราประทับที่บ่งบอกถึงความภาคภูมิใจของผู้รังสรรค์ผลงานด้วยสองมือ    

การคำนึงถึงสุนทรียทางสายตาและลดมวลน้ำหนักของนาฬิกาที่แบกรับคอมพลิเคชันซับซ้อนไว้ด้วยกันยังแสดงออกผ่านการเจาะโครงโปร่งของชิ้นส่วนสำคัญอย่างสะพานจักร รวมถึงเข็มนาฬิกาพิงก์โกลด์ที่เจาะโครงโปร่งเช่นกัน ช่วยทำให้มวลของนาฬิกาที่ประกอบไปด้วยชิ้นส่วนนับร้อยๆ ชิ้นดูโปร่งเบา ถึงแม้ขนาดของตัวเรือนจะค่อนข้างใหญ่ และมีความหนาไม่น้อยเลยก็ตามที

คาลิเบอร์ GP9530 กลไกระดับสูงรุ่นใหม่

กลไกระดับสูงรุ่นใหม่คาลิเบอร์ GP9530 เป็นกลไกที่มาพร้อมฟังก์ชันตีบอกเวลาด้วยเสียง พัฒนาต่อยอดจากกลไกมินิตรีพีทเตอร์ในศตวรรษที่ 18 ให้การตีบอกเวลามีประสิทธิภาพเหนือชั้นยิ่งขึ้น มอบประสบการณ์ฟังเวลาด้วยเสียงที่รื่นรมย์กว่าเคย ซึ่งการพัฒนาให้เป็นไปตามเป้าหมายที่วางไว้นั้นไม่เพียงแต่มุ่งเน้นปรับปรุงฟังก์ชันที่ก่อให้เกิดการสั่นพ้องของเสียง แต่ยังมีความท้าทายไปอีกขั้นด้วยการผสานคอมพลิเคชันอันซับซ้อนถึงสองชุดเข้าไว้ด้วยกัน ทั้งยังผนวกเข้ากับระบบการขึ้นลานแบบใหม่ ที่ใช้ไมโครโรเตอร์ทำจากไวท์โกลด์แทนโรเตอร์แบบเต็มรูปแบบ มอบความสวยงามในการจัดวางองค์ประกอบชิ้นส่วนกลไกที่มีมากถึง 475 ชิ้น กลไกระดับสูงชุดนี้มาในรูปแบบโอเพ่นเวิร์กที่เผยให้เห็นรายละเอียดซับซ้อนจัดวางอย่างสมมาตรเป็นระเบียบเรียบร้อย ทุกชิ้นส่วนล้วนสวยงามและมีโอกาสอวดโฉมในที่ทางของตัวเอง

เพื่อเป็นการยกระดับคุณภาพเสียงให้กังวานใส ถ่ายทอดแรงสะเทือน เสียงของตัวเรือน และตัดเสียงรบกวนได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด แผ่นเพลตและสะพานจักรจึงเลือกใช้วัสดุไทเทเนียม ที่ขึ้นชื่อในคุณสมบัติเรื่องความเบาและความแข็งแกร่งที่ดำเนินควบคู่กันไป และช่วยให้แรงสั่นสะเทือนกระจายผ่านกลไกได้ดียิ่งขึ้น อีกทั้งยังยึดแผ่นเพลตหลักเข้ากับตัวเรือนโดยตรง เพื่อให้การถ่ายทอดแรงสั่นสะเทือนจากกลไกสู่ตัวเรือนโรสโกลด์ของ Minute Repeater Flying Bridgesเป็นไปอย่างเต็มประสิทธิภาพ นี่จึงเป็นเรือนเวลาที่พลิกฟื้นความไพเราะของท่วงทำนองในอดีตถ่ายทอดสู่ปัจจุบันได้อย่างมีศิลปะและเปี่ยมคุณภาพในทุกจุด

ข้อมูลทางเทคนิค

  • รหัส: 99840-52-2013-5CC
  • กลไก: GP09530-2198 กลไกขึ้นลานอัตโนมัติที่พัฒนาและผลิตขึ้นภายในโรงงานของแบรนด์ พร้อมไมโครโรเตอร์ทำจากไวท์โกลด์ สำรองพลังงาน 60 ชั่วโมง
  • ฟังก์ชัน: ตีบอกเวลานาที ทูร์บิญอง ชั่วโมง นาที และวินาทีขนาดเล็กบนทูร์บิญอง
  • ตัวเรือน: พิงก์โกลด์ 18 กะรัต ขนาด 46 มม. กันน้ำได้ 30 เมตร
  • หน้าปัด: ขอบหน้าปัดด้านในพิงก์โกลด์ พร้อมหลักชั่วโมงเคลือบสารเรืองแสงสีฟ้า เข็มพิงก์โกลด์แบบโอเพ่นเวิร์ค เคลือบสารเรืองแสงสีฟ้า
  • สาย: ยางสีดำลวดลายผิวสัมผัสแบบผ้า ตัวล็อกสายแบบบานพับสามชั้นทำจากพิงก์โกลด์

ก้าวสำคัญของวงการนาฬิกากับคุณ Wei Koh ในบทบาทประธานคณะกรรมการ GPHG

0

เมื่อความหลงใหลตลอด 26 ปี นำพาสู่ตำแหน่งสูงสุดของรางวัลออสการ์แห่งโลกนาฬิกา

บทความโดย: Wei Koh (Mar 18, 2026)

นับเป็นข่าวที่สร้างความยินดีอย่างยิ่งในโลกนาฬิกา เมื่อ Wei Koh ผู้ก่อตั้งนิตยสาร Revolution และ The Rake ได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่ง ประธานคณะกรรมการตัดสิน (President of the Jury) ของงาน Grand Prix d’Horlogerie de Genève (GPHG) ซึ่งถือเป็นรางวัลอันทรงเกียรติสูงสุดเสมือน “รางวัลออสการ์” ของอุตสาหกรรมนาฬิกา

เบื้องหลังการเดินทางสู่ตำแหน่งสูงสุดของรางวัลออสการ์แห่งโลกนาฬิกา

ในบทความพิเศษนี้ คุณ Wei ได้สะท้อนถึงก้าวใหม่ในชีวิตการทำงานของเขา พร้อมแบ่งปันมุมมองและทัศนคติที่หล่อหลอมการทำงานในฐานะสื่อมวลชนและผู้หลงใหลในเรือนเวลามาตลอดกว่าสองทศวรรษ เขาเน้นย้ำถึงความสำคัญของการเชิดชูความคิดสร้างสรรค์ นวัตกรรม และความประณีตที่บรรดามืออาชีพในอุตสาหกรรมได้ทุ่มเท เพื่อส่งต่อคุณค่าของศิลปะแห่งเวลาให้คงอยู่ต่อไปอย่างสง่างาม

การรับตำแหน่งในครั้งนี้ของ Wei Koh นอกจากจะเป็นเครื่องยืนยันถึงอิทธิพลของเขาในระดับสากลแล้ว ยังนำมาซึ่งมุมมองที่สดใหม่และลึกซึ้งในการคัดเลือกผลงานชิ้นเอกที่จะถูกจารึกไว้ในประวัติศาสตร์ของ GPHG บทใหม่นี้จึงเป็นที่จับตามองอย่างยิ่งจากนักสะสมและผู้ผลิตนาฬิกาทั่วโลก และนี่คือเรื่องราวสุดพิเศษที่คอนาฬิกาไม่ควรพลาด โดยคุณเว่ยได้เล่าเอาไว้ว่า…

“I believe in watchmaking”

Wei Koh President of GPHG Jury

ในภาพยนตร์เรื่อง The Godfather เสียงของตัวละครหนึ่งดังขึ้นก่อนที่เราจะได้เห็นใบหน้าของเขาเสียอีก คำพูดเหล่านั้นสรุปใจความสำคัญทั้งหมดของภาพยนตร์เอาไว้ด้วยความเรียบง่ายทว่าลึกซึ้งราวกับวิถีแห่งเซน ผมไม่ได้หมายถึง Don Corleone ตัวละครเอกของเรื่อง แต่กำลังพูดถึง Amerigo Bonasera สัปเหร่อผู้เป็นผู้อพยพและคนนอกที่สร้างตัวจนประสบความสำเร็จ

เขากล่าวว่า “ผมเชื่อมั่นในอเมริกา อเมริกาสร้างความมั่งคั่งให้แก่ผม” ประโยคนี้คือการถ่ายทอดแก่นแท้จากความเรียงเรื่อง “The American Dream” ของ James Truslow Adams ได้อย่างบริสุทธิ์ที่สุด ซึ่ง Adams ได้อธิบายไว้ว่า “ความฝันนี้ไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของรถยนต์หรือค่าแรงที่สูงลิ่ว หากแต่เป็นความฝันถึงระเบียบทางสังคมที่ชายและหญิงทุกคนจะสามารถบรรลุศักยภาพสูงสุดตามขีดความสามารถที่มีมาแต่กำเนิด และได้รับการยอมรับจากผู้อื่นในตัวตนที่พวกเขาเป็น โดยปราศจากข้อจำกัดด้านสถานะหรือต้นกำเนิดที่ติดตัวมาโดยบังเอิญ”

Wei Koh President of GPHG Jury
Wei Koh ผู้ก่อตั้งนิตยสาร Revolution

หากผมต้องป้อนข้อมูลชีวิตของตัวเองให้ AI สร้างเป็นภาพยนตร์ในสไตล์ The Godfather ของ Francis Ford Coppola บทพูดของผมคงจะเป็น “ผมเชื่อมั่นในโลกนาฬิกา โลกนาฬิกามอบทุกสิ่งให้แก่ผม ทั้งอาชีพการงาน ความหลงใหล มิตรภาพ และสังคมที่ผมอยู่ โลกนาฬิกาได้มอบเป้าหมายในการมีชีวิตให้แก่ผม”

นี่คือแก่นแท้จากประสบการณ์ชีวิตของผมตลอด 25 ปีที่ผ่านมา ซึ่งเป็นความจริงอย่างที่สุด หากไม่นับเรื่องการได้พบรักแท้ในชีวิตแล้ว โลกนาฬิกาได้มอบทุกอย่างและให้มากกว่าที่ผมเคยจินตนาการไว้เสียอีก ด้วยเหตุนี้ ภารกิจของผมจึงเป็นการสนับสนุน เผยแพร่ และปกป้องคุณค่าของนาฬิกาจักรกลอย่างสุดความสามารถเสมอมา

แม้ช่องทางที่ผมใช้ขับเคลื่อนภารกิจนี้จะเปลี่ยนไปตามยุคสมัย จากงานเขียนและวารสารศาสตร์สิ่งพิมพ์ (ซึ่งเป็นรักแรกของผม) มาสู่เว็บบอร์ดและการพูดคุยในโลกออนไลน์ยุคบุกเบิก จนถึงวิดีโอ คอนเทนต์โซเชียลมีเดีย การจัดงานสัมมนา และล่าสุดคือ Man of the Hour ซีรีส์ทางโทรทัศน์รายการแรกที่เจาะลึกเรื่องนาฬิกาเป็นตอนๆ แต่ความตั้งใจของผมยังคงเหมือนเดิมไม่เปลี่ยนแปลง นั่นคือการเชิดชูงานฝีมือที่ผมรักอย่างสุดหัวใจ จุดบรรจบอันมีเสน่ห์ดึงดูดใจที่วิศวกรรมมาพบกับงานช่างศิลป์ วิทยาศาสตร์มาบรรจบกับศิลปะ และปรุงแต่งด้วยมนต์ขลังที่ไม่อาจมองข้าม ในเรื่องนี้ผมยังคงมุ่งมั่นและหนักแน่นไม่เคยสั่นคลอน

เรื่องราวของมิตรภาพตลอดเส้นทางการขับเคลื่อนวงการนาฬิกา

หากคุณบอกผมเมื่อ 26 ปีก่อน ตอนที่ผมเขียนบทความชิ้นแรกในฐานะนักข่าวสายนาฬิกาเกี่ยวกับ Panerai ซึ่งในเวลานั้นยังเป็นเพียงนาฬิกาเครื่องมือทหารที่ไม่มีใครรู้จัก ก่อนจะกลายเป็นแบรนด์หรูในเวลาต่อมา หรือถ้าคุณบอกผมในวันที่ 7 เมษายน 2005 ตอนที่ผมเดินลากกระเป๋าแจกนิตยสาร Revolution ฉบับปฐมฤกษ์ด้วยตัวเองไปตามโถงทางเดินอันวุ่นวายของงาน Baselworld ว่าวันหนึ่งผมจะได้เป็นประธานคณะกรรมการตัดสินของ Grand Prix d’Horlogerie de Genève ผมคงจะบอกคุณว่า “คุณบ้าไปแล้ว”

มันจะเป็นไปได้อย่างไรที่คนสิงคโปร์ซึ่งเติบโตในนิวยอร์ก เคยผ่านการเกณฑ์ทหารในกองทัพสิงคโปร์ เคยไปเป็นคนงานในไร่ปศุสัตว์ N-Bar ที่รัฐมอนทานา เรียนจบด้านภาพยนตร์จากซานดิเอโก และเคยเป็นผู้ช่วยของผู้กำกับ Kathryn Bigelow จะได้มาทำหน้าที่ประธานในพิธีมอบรางวัลที่ทรงเกียรติที่สุดของอุตสาหกรรมนาฬิกาสวิส?

เมื่อผมได้รับแจ้งข่าวจาก Raymond Loretan และ Carine Maillard แห่ง GPHG (ชื่อย่อที่ทุกคนในอุตสาหกรรมใช้เรียกกันจนติดปาก) ผมแทบจะตกจากเก้าอี้เลยทีเดียว พอตั้งสติได้ สิ่งที่ Marcel Proust เคยนิยามไว้ว่าเป็น “กระแสความทรงจำที่พรั่งพรูออกมาเอง” ก็ถาโถมเข้ามา ทั้งทรงพลังและน่าประทับใจอย่างยิ่ง

ผมจำได้ว่าตัวเองเคยนั่งรถไฟจากซูริกไปบาเซิล (สมัยนั้นการหาห้องพักที่นั่นเป็นเรื่องยากมาก) พร้อมกับแบกกล้องมีเดียมฟอร์แมตไปด้วย ผมจำบรรยากาศงานเลี้ยงฉลองครบรอบ 250 ปีของ Vacheron Constantin ในเจนีวาได้แม่นยำ ผมจำตอนที่ได้เห็นแบรนด์ Richard Mille ถือกำเนิดขึ้น และภาพที่เขาขว้างนาฬิกาทูร์บิยองลงกับพื้นเพื่อพิสูจน์ความทนทานต่อแรงกระแทก

ผมยังจำความรู้สึกตื่นตาตื่นใจจนอ้าปากค้างเมื่อได้ก้าวเข้าไปในโรงงานผลิตของ Rolex เป็นครั้งแรก โดยมี Dominique Tadion ผู้อำนวยการฝ่ายประชาสัมพันธ์ในขณะนั้นยืนหัวเราะด้วยความเอ็นดู ผมจำการพบกับ François-Paul Journe ครั้งแรกที่บ้านของ Gabriel Tortella ผู้มีสีสันแพรวพราว และจำตอนที่บังเอิญเจอผู้มีวิสัยทัศน์อย่าง Philippe Stern กำลังสูบบุหรี่อยู่หน้าโรงงานอันน่าทึ่งของเขาใน Plan-les-Ouates เขาเหม่อมองไปยังอาคารอันงดงามเบื้องหลังแล้วอธิบายกับผมว่า “พ่อผมเคยคัดค้านการสร้างที่นี่ ท่านคิดว่าเราควรอยู่ที่เดิมในเจนีวา แต่ผมต้องการรวมทุกอย่างไว้ภายใต้หลังคาเดียวกัน”

ผมจำได้ว่า Angelo Bonati ชวนผมไปกินมื้อเช้าในปี 2005 เพราะในขณะที่คนอื่นออกไปปาร์ตี้กันเมื่อคืนก่อนหน้า ผมกลับเข้าโรงแรมเพื่อเขียนเรื่องราวเจาะลึกวิสัยทัศน์ของเขาเกี่ยวกับการสร้างกลไก In-house ผมจำได้ว่าฟองดูว์มื้อแรกในสวิตเซอร์แลนด์ของผมคือการได้นั่งกินกับ Denis Flageollet ระหว่างทริปสื่อมวลชนเพื่อไปทำความรู้จักโลกนาฬิกาอิสระ ซึ่งจัดโดย Michael Tay แห่ง The Hour Glass ในปี 2004 แทนที่จะกินอาหารที่สั่งไว้ล่วงหน้า ผมกลับขอสั่งฟองดูว์แทน พอ Denis เห็นเข้าเขาก็บอกว่า “ในสวิตเซอร์แลนด์ เราไม่ปล่อยให้เพื่อนกินฟองดูว์คนเดียวหรอก เดี๋ยวผมจะกินเป็นเพื่อนคุณเอง”

นั่นคือเหตุผลที่ผมรักฟองดูว์มาก เพราะการได้ร่วมโต๊ะแบ่งปันเมนูนี้กับใครสักคนคือการแสดงออกถึงมิตรภาพในแบบสวิส และนั่นคือสิ่งที่ผมรู้สึกตลอด 26 ปีในอุตสาหกรรมนี้ คือการได้หยั่งรากลึกอยู่ในสังคมแห่งมิตรภาพที่แน่นแฟ้นจนกลายเป็นครอบครัวเดียวกัน แน่นอนว่าเหมือนกับทุกครอบครัวที่เราอาจมีความเห็นไม่ตรงกันบ้าง หรือขุ่นเคืองกันไปบ้างในบางครั้ง แต่ท้ายที่สุดแล้ว สิ่งที่รองรับความสัมพันธ์ของเราไว้คือความรักและความมุ่งมั่นที่จะสร้างคุณประโยชน์ร่วมกันให้กับครอบครัวของเรา ทั้งในวันนี้และเพื่ออนาคตที่ยั่งยืนสืบไป

เราไม่เคยลืมบทเรียนที่วิกฤตการณ์ควอตซ์ (Quartz Crisis) เคยสอนไว้ นั่นคือเราต้องร่วมแรงร่วมใจกันเสมอเพื่อให้แน่ใจว่างานฝีมือของเราจะถูกรักษาไว้สู่อนาคต และวิธีที่ดีที่สุดในการบรรลุเป้าหมายนี้คือการสร้างสรรค์สิ่งใหม่อย่างต่อเนื่อง

บุคคลระดับตำนานอย่าง Jean-Frédéric Dufour เคยกล่าวไว้ได้ดีที่สุดในการปาฐกถาพิเศษที่งาน Dubai Watch Week 2025 ซึ่งผมได้รับเกียรติให้เป็นผู้ดำเนินรายการว่า “เพื่อสุขภาพที่ดีในระยะยาวของอุตสาหกรรม เราต้องการความร่วมมืออย่างที่เราเห็นกันอยู่นี้ แต่เราก็ต้องการการแข่งขันที่สร้างสรรค์ด้วยเช่นกัน แม้แต่แบรนด์ที่เล็กที่สุดก็สามารถสร้างแรงกระตุ้นที่สำคัญของพลังงานและความคิดสร้างสรรค์ได้” และนี่แหละครับเพื่อนๆ คือเหตุผลที่ผมเชื่อมั่นอย่างแรงกล้าในความจำเป็นของ GPHG เพราะมันคือการเฉลิมฉลองให้กับจิตวิญญาณแห่งสังคมและส่งเสริมความร่วมมือที่ดีร่วมกันในแบบที่ยอดเยี่ยมที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้

การที่จะกล่าวว่าการได้รับแต่งตั้งเป็นประธานคณะกรรมการตัดสินของ GPHG เป็นเรื่องที่น่าตื้นตันใจอย่างลึกซึ้งและเป็นหนึ่งในเกียรติยศสูงสุดในชีวิตของผมนั้น ดูจะเป็นการกล่าวที่น้อยกว่าความเป็นจริงไปมาก

ในขณะนี้ ผมเพียงแค่อยากจะขอแสดงความขอบคุณอย่างที่สุดและแสดงความเคารพต่อ Nicholas Foulkes ผู้ดำรงตำแหน่งก่อนหน้าผม เขาเป็นบุคคลที่น่าทึ่งและยังเป็นผู้ได้รับรางวัล Lifetime Achievement Award ประจำปี 2025 จากนิตยสาร Revolution อีกด้วย ตลอดระยะเวลา 4 ปีที่ผมได้ร่วมเป็นคณะกรรมการภายใต้การนำของ Nick ผมได้เห็นเขาเปลี่ยนกระบวนการพิจารณาตัดสินให้กลายเป็นพื้นที่แห่งการถกเถียงที่ยอดเยี่ยม ซึ่งเต็มไปด้วยการแบ่งปันมุมมองอย่างเปิดเผย โปร่งใส และซื่อตรง ความเป็นผู้นำของเขาจะเป็นแรงบันดาลใจสำคัญให้แก่ผมตลอดไป

สำหรับตอนนี้ ผมขอจบไว้เพียงเท่านี้ และอยากจะกล่าวทิ้งท้ายว่า

“ผมเชื่อมั่นในโลกนาฬิกา โลกนาฬิกามอบทุกสิ่งให้แก่ผม
และตอนนี้ถึงเวลาที่ผมจะตอบแทนคืนกลับไปบ้างแล้ว”

อ่านบทความอื่นๆ เพิ่มเติม
ศิลปะเหนือกาลเวลาใต้เงาภูเขาไฟฟูจิ Louis Vuitton Escale au Mont Fuji Pocket Watch
Breitling Superocean Heritage B01 Chronograph 42 นิยามใหม่ของนาฬิกาสปอร์ตหรูที่ผสานอดีตและอนาคตไว้ในหนึ่งเดียว
รวมไฮไลต์ผลงานเด่นจาก Audemars Piguet ที่เปิดตัวในปี  2026

Wrist Check: ส่องเรือนเวลาสี Oceana บนข้อมือ Andrea Kimi Antonelli และโมเมนต์แห่งชัยชนะระดับประวัติศาสตร์

Wrist Check: ส่องข้อมือ Andrea Kimi Antonelli กับ IWC Oceana ในชัยชนะที่เซี่ยงไฮ้ GP 2026

สนาม Shanghai International Circuit ในวันที่ 15 มีนาคม 2026 กลายเป็นฉากหลังของหน้าประวัติศาสตร์ใหม่เมื่อ Andrea Kimi Antonelli ยอดนักขับดาวรุ่งชาวอิตาลีจากทีม Mercedes-AMG Petronas คว้าชัยชนะครั้งสำคัญในการแข่งขัน Formula 1 Grand Prix of China ได้สำเร็จ ท่ามกลางเสียงโห่ร้องแสดงความยินดีในวินาทีที่เขาก้าวขึ้นสู่โพเดียม สิ่งที่ดึงดูดสายตาบรรดานักสะสมนาฬิกาไม่แพ้ถ้วยรางวัลในมือ คือเรือนเวลาสีน้ำเงินเข้มสะดุดตาบนข้อมือของเขา ซึ่งเป็นรุ่น IWC Pilot’s Watch Chronograph 41 TOP GUN “Oceana” นาฬิกาเรือนนี้เปิดตัวครั้งแรกในงาน Watches and Wonders ปี 2023 และได้กลายเป็นสัญลักษณ์ของสมรรถนะที่สอดประสานกับจิตวิญญาณแห่งการชิงชัยอย่างลงตัว

Wrist Check: IWC Pilot’s Watch Chronograph 41 TOP GUN Oceana
Wrist Check: SHANGHAI, CHINA – MARCH 15: Race winner Andrea Kimi Antonelli of Italy and Mercedes AMG Petronas Formula 1 Team celebrates during the Formula 1 Grand Prix of China at Shanghai International Circuit on March 15, 2026 in Shanghai, China. (Photo by Zhang Hengwei/China News Service/VCG via Getty Images)

เสน่ห์ของ “Oceana” อยู่ที่ตัวเรือนเซรามิกสีน้ำเงินขนาด 41.9 มิลลิเมตร ซึ่ง IWC พัฒนาร่วมกับ Pantone® โดยได้รับแรงบันดาลใจมาจากชุดหมีสีน้ำเงินของนักบินกองทัพเรือสหรัฐฯ วัสดุเซรามิกนี้มีความแข็งแกร่งและทนทานต่อรอยขีดข่วนสูงเป็นพิเศษ เหมาะสมกับไลฟ์สไตล์ที่ต้องเผชิญกับแรงเหวี่ยงและความเร็วในสนามแข่ง หน้าปัดสีน้ำเงินเข้าชุดกันถูกออกแบบให้เน้นการอ่านค่าที่ชัดเจนด้วยเข็มสีดำเคลือบสารเรืองแสง เสริมความคล่องตัวด้วยสายยางสีน้ำเงินที่มีผิวสัมผัสแบบผ้าเดนิม พร้อมระบบ EasX-CHANGE ที่ช่วยให้การเปลี่ยนสายทำได้อย่างรวดเร็วโดยไม่ต้องพึ่งพาเครื่องมือ

Wrist Check: IWC Pilot’s Watch Chronograph 41 TOP GUN Oceana
Wrist Check: IWC Pilot’s Watch Chronograph 41 TOP GUN Oceana

ลึกลงไปภายใต้ตัวเรือนสีน้ำเงินคือกลไกคาลิเบอร์ 69380 ที่ผลิตขึ้นเองภายในโรงงานของ IWC ซึ่งเน้นความทนทานและความเชื่อถือได้เป็นสำคัญ กลไกนี้ถูกปกป้องด้วยตัวเรือนเหล็กอ่อนภายในเพื่อป้องกันผลกระทบจากสนามแม่เหล็ก และกระจกหน้าปัดแซฟไฟร์ได้รับการยึดไว้อย่างแน่นหนาเพื่อทนต่อการลดลงของความกดอากาศอย่างฉับพลัน เมื่อ Kimi ชูมือขึ้นฉลองชัยชนะเหนือท้องฟ้าเมืองเซี่ยงไฮ้ IWC “Oceana” เรือนนี้จึงกลายเป็นที่จับตามองของเหล่าแฟนๆ และเป็นเครื่องยืนยันถึงความทะเยอทะยานและนวัตกรรมที่พร้อมจะพุ่งทะยานไปข้างหน้าพร้อมกับแชมป์เปี้ยนคนใหม่ของโลกความเร็ว

ข้อมูลทางเทคนิค 

  • กลไก: ออโตเมติกโครโนกราฟ คาลิเบอร์ 69380 สำรองพลังงาน 46 ชั่วโมง
  • ตัวเรือน: เซรามิกสีน้ำเงิน (Blue Ceramic) ขนาด 41.9 มม. หนา 15.5 มม.
  • ฟังก์ชัน: แสดงวันและวันที่ เข็มวินาทีขนาดเล็กพร้อมระบบหยุดเข็ม กันน้ำ 10 บาร์
  • การรับประกัน: สามารถลงทะเบียน My IWC เพื่อขยายระยะเวลาการรับประกันรวมเป็น 8 ปี

อ่านบทความอื่นๆ เพิ่มเติม
ศิลปะเหนือกาลเวลาใต้เงาภูเขาไฟฟูจิ Louis Vuitton Escale au Mont Fuji Pocket Watch
สีสันแห่งความคลาสสิก ส่องสไตล์คนรุ่นใหม่ผ่าน Orient Bambino และ ลุค ทาวน์เซน
Breitling Superocean Heritage B01 Chronograph 42 นิยามใหม่ของนาฬิกาสปอร์ตหรูที่ผสานอดีตและอนาคตไว้ในหนึ่งเดียว

รักษ์โลกอย่างยั่งยืน เผยรายชื่อ 5 ผู้ชนะรางวัล Rolex Awards ปี 2026

0

5 สตรีผู้ชนะรางวัลรักษ์โลก กับโครงการเปลี่ยนอนาคตภายใต้ Perpetual Planet Initiative

ในวาระครบรอบ 50 ปีของโครงการมอบรางวัลเพื่อเชิดชูผู้สร้างการเปลี่ยนแปลง Rolex ได้ประกาศรายชื่อผู้ชนะรางวัล Rolex Awards ประจำปี 2026 ซึ่งประกอบด้วยสตรีผู้สร้างนวัตกรรม 5 ท่านจากทั่วโลก รางวัลนี้เป็นส่วนหนึ่งของโครงการ Perpetual Planet Initiative ที่มุ่งสนับสนุนโครงการใหม่ ๆ หรือโครงการที่กำลังดำเนินการอยู่ซึ่งมีศักยภาพในการสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อโลกในวงกว้าง โดยมุ่งเน้นใน 3 สาขาหลัก ได้แก่ สิ่งแวดล้อม (โดยเฉพาะการอนุรักษ์มหาสมุทรและผืนป่า) วิทยาศาสตร์และสุขภาพ และเทคโนโลยี

ผู้ชนะในปีนี้มาจาก 5 ประเทศ ได้แก่ อินโดนีเซีย ไนจีเรีย เปรู จีน และสหรัฐอเมริกา ซึ่งแต่ละท่านมีโครงการที่มีวิสัยทัศน์โดดเด่นดังนี้

Binbin Li (จีน): นักวิทยาศาสตร์สิ่งแวดล้อมที่ทำงานร่วมกับชุมชนในแถบเทือกเขาของจีนเพื่อสร้างแนวทางการเลี้ยงสัตว์อย่างยั่งยืน โครงการนี้มีเป้าหมายเพื่อช่วยพัฒนาเศรษฐกิจท้องถิ่นไปพร้อมกับการปกป้องที่อยู่อาศัยของแพนด้ายักษ์ป่าซึ่งปัจจุบันมีเหลืออยู่ไม่ถึง 2,000 ตัว

Farwiza Farhan (อินโดนีเซีย): นักอนุรักษ์ป่าที่รณรงค์ต่อต้านการทำลายระบบนิเวศ Leuser ในเกาะสุมาตรา ซึ่งเป็นที่สุดท้ายในโลกที่มีช้าง เสือ อุรังอุตัง และแรด อาศัยอยู่ร่วมกันในป่า รางวัลนี้จะช่วยส่งเสริมให้ผู้หญิงและชุมชนท้องถิ่นมีบทบาทในการเฝ้าระวังและปกป้องผืนป่าแห่งนี้

Pardis Sabeti (สหรัฐอเมริกา): นักพันธุศาสตร์การแพทย์ผู้ใช้เทคโนโลยีและอัลกอริทึมขั้นสูงในการตรวจจับและควบคุมโรคติดต่อในแอฟริกาตะวันตก โครงการของเธอเน้นการพัฒนาเครื่องมือวินิจฉัยโรคแบบพกพาเพื่อใช้งานในชุมชนห่างไกลในเซียร์ราลีโอนเพื่อยับยั้งการระบาดก่อนจะขยายวงกว้าง

Rachel Ikemeh (ไนจีเรีย): นักอนุรักษ์ผู้ได้รับความดีความชอบจากการช่วยชีวิตลิงเรดโคโลบัสในสามเหลี่ยมปากแม่น้ำไนเจอร์ให้รอดพ้นจากการสูญพันธุ์ เธอได้สร้างเครือข่ายอนุรักษ์โดยชุมชนเพื่อปกป้องผืนป่าและปรับปรุงคุณภาพชีวิตของคนในพื้นที่ไปพร้อมกัน

Rosa Vásquez Espinoza (เปรู): นักชีวเคมีผู้ค้นพบความเชื่อมโยงระหว่างการตัดไม้ทำลายป่าในอเมซอนกับการลดลงของผึ้งที่ไม่มีเหล็กใน ซึ่งเป็นผู้ช่วยผสมเกสรที่สำคัญ งานวิจัยของเธอนำไปสู่การคุ้มครองทางกฎหมายสำหรับผึ้งเหล่านี้ในเปรู และเธอวางแผนจะขยายเขตพื้นที่คุ้มครองโดยการมีส่วนร่วมของคนท้องถิ่น

ตลอดระยะเวลากว่าครึ่งศตวรรษ รางวัลนี้ได้สนับสนุนผู้ชนะมาแล้ว 165 ท่าน จาก 52 สัญชาติ ซึ่งได้สร้างผลกระทบที่จับต้องได้ เช่น การปลูกต้นไม้ไปแล้วกว่า 50 ล้านต้น และการปกป้องสายพันธุ์สัตว์ที่ใกล้สูญพันธุ์ถึง 137 ชนิด Rolex ยังคงมุ่งมั่นที่จะเปลี่ยนจากการสำรวจเพื่อการค้นพบมาเป็นการสำรวจเพื่อปกป้องโลก เพื่อส่งต่อโลกที่สมบูรณ์ให้แก่คนรุ่นหลังสืบไป

อ่านบทความอื่นๆ เพิ่มเติม
Breitling Superocean Heritage B01 Chronograph 42 นิยามใหม่ของนาฬิกาสปอร์ตหรูที่ผสานอดีตและอนาคตไว้ในหนึ่งเดียว
ชม Oscars® Greenroom โดย Rolex ในงานประกาศรางวัล Oscars® ครั้งที่ 98
รวมไฮไลต์ผลงานเด่นจาก Audemars Piguet ที่เปิดตัวในปี  2026

ศิลปะเหนือกาลเวลาใต้เงาภูเขาไฟฟูจิ Louis Vuitton Escale au Mont Fuji Pocket Watch

Louis Vuitton Escale au Mont Fuji นาฬิกาพกออโตมาตาระดับมาสเตอร์พีซเรือนเดียวในโลก

Louis Vuitton ตอกย้ำรากฐานความประณีตที่มีมาตั้งแต่ปี 1854 ด้วยการเปิดตัวผลงานระดับมาสเตอร์พีซ Escale au Mont Fuji นาฬิกาพกแบบเรือนเดียวในโลก (Pièce Unique) ที่ไม่ใช่แค่เครื่องบอกเวลา แต่คือการรวบรวมงานศิลปะชั้นสูงและกลไกที่ซับซ้อนที่สุดมาไว้ในหนึ่งเดียว ผลงานชิ้นนี้ถูกเนรมิตขึ้น ณ La Fabrique du Temps Louis Vuitton ในเจนีวา เพื่อถ่ายทอดความงามของรุ่งอรุณเหนือภูเขาไฟฟูจิผ่านงานฝีมือที่ต้องใช้เวลาทำรวมกว่า 1,000 ชั่วโมง

ความโดดเด่นของเรือนนี้อยู่ที่หน้าปัดซึ่งเปรียบเสมือนโรงละครขนาดจิ๋ว เล่าเรื่องราวการเดินทางในญี่ปุ่นผ่านภาพทิวทัศน์สีพาสเทลชมพูและฟ้า โดยมีรายละเอียดที่เคลื่อนไหวได้ถึง 4 จุด (Automata) ทั้งเข็มทิศดอกเข็มที่ตำแหน่ง 12 นาฬิกา เรือประมงที่ค่อยๆ เคลื่อนผ่านผิวน้ำ หีบเดินทางอันเป็นเอกลักษณ์ของแบรนด์ที่เปิดออกเผยให้เห็นดอกไม้ลาย Monogram และดอกซากุระที่ไหวเอนอย่างแผ่วเบา โดยมีเทพเจ้าเอบิสุ (Ebisu) ผู้เป็นสัญลักษณ์แห่งความมั่งคั่ง เป็นผู้พายเรือลำนี้ ซึ่งทุกรายละเอียดถูกแกะสลักด้วยมืออย่างวิจิตรบรรจง

ในด้านงานศิลป์ ช่างฝีมือต้องใช้เทคนิคการลงยา (Enamel) หลากหลายรูปแบบ ทั้ง Grand Feu และการประดับแผ่นเงินใต้ชั้นสีเพื่อให้ผิวน้ำดูเปล่งประกาย ซึ่งต้องผ่านการเผาในเตาถึง 40 ครั้งเพื่อไล่เฉดสีรวม 33 เฉดสี เฉพาะขั้นตอนการลงยาและการแกะสลักตัวเรือนรวมถึงรายละเอียดบนหน้าปัดก็ใช้เวลารวมกันกว่า 460 ชั่วโมงแล้ว นอกจากนี้ตัวเรือนทองคำขาวขนาด 50 มิลลิเมตร ยังล้อมรอบด้วยซาฟไฟร์ทรงบาแก็ตต์ 60 เม็ดที่ไล่เฉดสีรุ้งอย่างงดงาม

ทางด้านกลไกก็น่าประทับใจไม่แพ้กัน ด้วยกลไกไขลานด้วยมือ LFT AU14.03 ที่ประกอบขึ้นจากชิ้นส่วน 561 ชิ้น ผสมผสานระบบตีบอกเวลา (Minute Repeater) เข้ากับกรงล้อทูร์บิญองและระบบขับเคลื่อนหุ่นจำลองบนหน้าปัด ให้พลังงานสำรองยาวนานถึง 8 วัน ทุกชิ้นส่วนแม้ในจุดที่มองไม่เห็นถูกขัดแต่งด้วยมาตรฐานสูงสุดของการผลิตนาฬิกาชั้นสูง ทำให้ Escale au Mont Fuji เป็นสัญลักษณ์แห่งการเดินทางที่ผสานจิตวิญญาณแห่งศิลปะและเทคโนโลยีไว้อย่างสมบูรณ์แบบ

ข้อมูลทางเทคนิค
  • ชื่อรุ่น: Escale au Mont Fuji Pocket Watch (Pièce Unique) 
  • ตัวเรือน: ไวท์โกลด์ 18K ขนาด 50 มม. ขอบประดับซาฟไฟร์ไล่เฉดสี 60 เม็ด (3.74 กะรัต) ด้านข้างแกะสลักลวดลายสอดคล้องกับหน้าปัด 
  • หน้าปัด: งานลงยาเอนาเมล 33 เฉดสี พร้อมระบบหุ่นจำลองเคลื่อนไหว 4 ตำแหน่ง (รูปเทพเจ้าเอบิสุ เรือ หีบเดินทาง และดอกซากุระ) 
  • ฟังก์ชัน: ระบบตีบอกเวลา Minute Repeater กลไกออโตมาตาเคลื่อนไหวบนหน้าปัด ทูร์บิญอง 
  • กลไก: คาลิเบอร์ LFT AU14.03 ไขลานด้วยมือ สำรองพลังงาน 8 วัน (192 ชั่วโมง) ความถี่ 3 เฮิรตซ์ ชิ้นส่วน 561 ชิ้น 
  • สาย: มาพร้อมโซ่คล้องไวท์โกลด์ หีบใส่ของแบบพิเศษ และกระเป๋าหนัง

อ่านบทความอื่นๆ เพิ่มเติม
ทำความรู้จัก Norqain Adventure Neverest 40mm Limited Edition เรือนเวลาที่มาพร้อมจิตวิญญาณแห่งการผจญภัย
รวมไฮไลต์ผลงานเด่นจาก Audemars Piguet ที่เปิดตัวในปี  2026
Franck Muller เผยโฉมสามเรือนเวลาไอคอนิก ต้อนรับสีสันแห่งเดือนมีนาคม

สีสันแห่งความคลาสสิก ส่องสไตล์คนรุ่นใหม่ผ่าน Orient Bambino และ ลุค ทาวน์เซน

นิยามใหม่ของ Dress Watch ที่เข้าได้กับทุกลุคของคนรุ่นใหม่

Orient ยกระดับความคลาสสิกของนาฬิกาสไตล์เดรสให้เข้ากับไลฟ์สไตล์ยุคใหม่ ผ่านการร่วมงานกับ ลุค ทาวน์เซน ศิลปินหนุ่มจากค่าย Smallroom ที่นำเสนอการมิกซ์แอนด์แมทช์นาฬิกา Orient Bambino เข้ากับแฟชั่น 3 ลุค 3 สไตล์ ตั้งแต่ชุดทำงานแนว Smart Casual ที่ดูสุภาพแต่แฝงความเท่แบบ Workwear ไปจนถึงลุควันว่างสบายๆ แสดงให้เห็นว่านาฬิกาดีไซน์วินเทจสามารถปรับตัวให้เข้ากับทุกจังหวะชีวิตได้อย่างลงตัว

คอลเลกชัน Orient Bambino ในซีรีส์ Classic and Simple Style 38 มาในขนาดตัวเรือน 38.4 มิลลิเมตร ซึ่งเป็นขนาดที่กำลังเป็นที่นิยมและมีความเป็นวินเทจอย่างแท้จริง โดยรุ่นล่าสุดนี้เน้นความมินิมอลด้วยหน้าปัดที่ไม่มีหน้าต่างบอกวันที่ ทำให้ภาพรวมดูสะอาดตาและมีความสมมาตรสูง เอกลักษณ์ดั้งเดิมอย่างกระจกโดมโค้งและเข็มทรงวินเทจยังคงถูกรักษาไว้ พร้อมทางเลือกสีสันที่หลากหลาย ทั้งสีขาวและสีงาช้างสำหรับสายคลาสสิก ไปจนถึงสีเขียว สีน้ำตาล และสีเทารุ่นพิเศษที่มีจำกัดเพียง 3,300 เรือนทั่วโลก

นอกจากนี้ Orient ยังได้อัปเดตซีรีส์ Classic and Simple Style ในขนาด 40.5 มิลลิเมตร ด้วยดีไซน์ใหม่ 6 รูปแบบที่มาในโทนสีร่วมสมัยและการไล่เฉดสีที่ดูมีมิติ เช่น สีฟ้าอ่อนและสีม่วง ขับเคลื่อนด้วยกลไกอินเฮ้าส์ออโตเมติกที่เชื่อถือได้ พร้อมจุดเด่นอย่างสายหนังแบบ Easy Exchange ที่เจ้าของสามารถถอดเปลี่ยนได้เองโดยไม่ต้องใช้เครื่องมือ ช่วยให้การปรับเปลี่ยนลุคในแต่ละวันทำได้อย่างง่ายดายและรวดเร็ว สะท้อนให้เห็นว่าความคลาสสิกนั้นไม่มีวันล้าสมัย หากแต่เปลี่ยนผ่านและเติบโตไปพร้อมกับรสนิยมของคนในทุกยุคสมัย

ข้อมูลทางเทคนิค
  • ชื่อรุ่น: Orient Bambino (Classic and Simple Style) 
  • ตัวเรือน: สเตนเลสสตีล ขนาด 38.4 มม. (รุ่นไม่มีวันที่) และ 40.5 มม. กระจกหน้าปัดทรงโดมโค้ง 
  • หน้าปัด: มีให้เลือกหลายสี เช่น สีขาว สีงาช้าง สีเขียว สีน้ำตาล สีฟ้าอ่อน และสีม่วงไล่เฉดสี (Gradient) 
  • ฟังก์ชัน: บอกเวลาแบบ 3 เข็ม (รุ่น 38.4 มม. ไม่มีวันที่ / รุ่น 40.5 มม. มีหน้าต่างวันที่) 
  • กลไก: อินเฮ้าส์ออโตเมติก คาลิเบอร์ F6524 (สำหรับรุ่น 38) และ F6724 (สำหรับรุ่น 40.5) ขึ้นลานด้วยมือและสำรองพลังงาน 40 ชั่วโมง 
  • สาย: สายหนังแบบ Easy Exchange ถอดเปลี่ยนได้ง่าย

อ่านบทความอื่นๆ เพิ่มเติม
ทำความรู้จัก Norqain Adventure Neverest 40mm Limited Edition เรือนเวลาที่มาพร้อมจิตวิญญาณแห่งการผจญภัย
รวมไฮไลต์ผลงานเด่นจาก Audemars Piguet ที่เปิดตัวในปี  2026
Franck Muller เผยโฉมสามเรือนเวลาไอคอนิก ต้อนรับสีสันแห่งเดือนมีนาคม

Breitling Superocean Heritage B01 Chronograph 42 นิยามใหม่ของนาฬิกาสปอร์ตหรูที่ผสานอดีตและอนาคตไว้ในหนึ่งเดียว

เสน่ห์แห่งปี 1957 ในร่างใหม่ Breitling Superocean Heritage B01 42 มม. ความลงตัวที่สายสะสมต้องมี

Breitling ตอกย้ำความสำเร็จของคอลเลกชันยอดนิยมด้วยการเผยโฉม Superocean Heritage B01 Chronograph 42 รุ่นใหม่ ซึ่งเป็นการนำเอาจิตวิญญาณของนาฬิกาดำน้ำระดับตำนานจากปี 1957 มาปรับโฉมให้มีความร่วมสมัยและเปี่ยมไปด้วยประสิทธิภาพที่ดียิ่งขึ้น โดยการกลับมาครั้งนี้ยังคงเอกลักษณ์ความสวยงามแบบเหนือกาลเวลาที่ทำให้หลายคนตกหลุมรัก แต่เสริมความโดดเด่นด้วยรายละเอียดที่ทันสมัยและกลไกที่ทรงพลัง

Breitling Superocean Heritage B01 Chronograph 42 

ตัวเรือนรุ่นนี้เลือกใช้ขนาด 42 มิลลิเมตร ซึ่งถือเป็นขนาดที่ลงตัวที่สุดสำหรับนาฬิกาสไตล์สปอร์ตหรู เพราะไม่ดูเทอะทะจนเกินไปและสามารถสวมใส่ได้ในทุกโอกาส ตัวเรือนผลิตจากวัสดุสเตนเลสสตีลคุณภาพสูง มีความหนาอยู่ที่ 14.55 มิลลิเมตร ซึ่งให้ความรู้สึกแข็งแกร่งและมีน้ำหนักที่พอเหมาะบนข้อมือ เสริมความทนทานด้วยขอบหน้าปัดแบบหมุนได้ทิศทางเดียวที่ทำจากเซรามิกสีดำเงางาม วัสดุนี้ไม่เพียงแต่ให้ความสวยงามที่ดูหรูหรากว่าอลูมิเนียมแบบเดิม แต่ยังทนทานต่อรอยขีดข่วนและการซีดจางได้เป็นอย่างดี พร้อมความสามารถในการกันน้ำลึกถึง 200 เมตร

การออกแบบหน้าปัดมาในสไตล์ที่เรียกว่าเรเวิร์สแพนด้า โดยใช้พื้นหน้าปัดสีดำตัดกับวงหน้าปัดย่อยสีเงินสามวงอย่างชัดเจน ทำให้การอ่านค่าเวลาและฟังก์ชันจับเวลาเป็นไปได้อย่างง่ายดาย เข็มนาฬิกายังคงใช้ทรงหัวลูกศรขนาดใหญ่ที่เป็นซิกเนเจอร์ของตระกูล Superocean มาอย่างยาวนาน พร้อมเคลือบสารเรืองแสงเพื่อให้มองเห็นได้ชัดในที่มืด ส่วนหน้าต่างบอกวันที่ถูกจัดวางไว้อย่างแนบเนียนที่ตำแหน่ง 6 นาฬิกา ช่วยให้ภาพรวมของหน้าปัดดูสมมาตรและสะอาดตา

สิ่งที่ถือเป็นหัวใจสำคัญและเป็นจุดเปลี่ยนของรุ่นนี้คือการบรรจุกลไกอัตโนมัติอินเฮาส์ คาลิเบอร์ B01 เข้าไป ซึ่งเป็นกลไกที่ Breitling พัฒนาและผลิตขึ้นเองในโรงงานของตนเอง กลไกชุดนี้ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางในเรื่องความเที่ยงตรงและความทนทาน โดยใช้ระบบคอลัมน์วีลและเวอร์ติคัลคลัตช์ในการควบคุมระบบจับเวลา ทำให้การกดเริ่มหรือหยุดเข็มจับเวลาเป็นไปอย่างนุ่มนวลและแม่นยำสูงสุด นอกจากนี้ยังมีพลังงานสำรองที่ยาวนานถึง 70 ชั่วโมง และผ่านการทดสอบความแม่นยำอย่างเข้มงวดจนได้รับการรับรองระดับโครโนมิเตอร์จากสถาบัน COSC

Breitling Superocean Heritage B01 Chronograph 42 

สำหรับสายนาฬิกา ผู้ใช้งานสามารถเลือกได้ตามสไตล์ที่ชอบ ไม่ว่าจะเป็นสายยางสีดำที่ปั๊มลายตาข่ายดูสปอร์ตและพร้อมลุยน้ำ หรือจะเป็นสายเหล็กถักสุดคลาสสิกที่ให้ลุคย้อนยุคแต่ดูภูมิฐาน ซึ่งไม่ว่าจะเลือกแบบไหน Superocean Heritage B01 Chronograph 42 รุ่นนี้ก็พิสูจน์ให้เห็นว่าความสวยงามแบบคลาสสิกเมื่อมาเจอกับเทคโนโลยีการผลิตที่ทันสมัย สามารถสร้างสรรค์นาฬิกาที่สมบูรณ์แบบได้ทั้งในแง่ของดีไซน์และการใช้งานจริงในชีวิตประจำวัน

ข้อมูลทางเทคนิค

  • ชื่อรุ่น: Breitling Superocean Heritage B01 Chronograph 42 
  • ตัวเรือน: สเตนเลสสตีล ขนาด 42 มม. หนา 14.55 มม. ขอบเซรามิกหมุนได้ทิศทางเดียว กันน้ำ 200 เมตร 
  • หน้าปัด: สีดำตัดด้วยหน้าปัดย่อยสีเงิน (Reverse Panda) เข็มและหลักชั่วโมงเคลือบสารเรืองแสง Super-LumiNova 
  • ฟังก์ชัน: บอกเวลาแบบ 3 เข็ม ระบบจับเวลาโครโนกราฟ หน้าต่างบอกวันที่ตำแหน่ง 6 นาฬิกา 
  • กลไก: Breitling Manufacture Caliber B01 (In-house) อัตโนมัติ สำรองพลังงาน 70 ชั่วโมง รับรองโดย COSC 
  • สาย: สายยางลายตาข่ายสีดำ หรือ สายเหล็กถักสเตนเลสสตีล (Ocean Classic)

อ่านบทความอื่นๆ เพิ่มเติม
ทำความรู้จัก Norqain Adventure Neverest 40mm Limited Edition เรือนเวลาที่มาพร้อมจิตวิญญาณแห่งการผจญภัย
รวมไฮไลต์ผลงานเด่นจาก Audemars Piguet ที่เปิดตัวในปี  2026
Franck Muller เผยโฉมสามเรือนเวลาไอคอนิก ต้อนรับสีสันแห่งเดือนมีนาคม

ชม Oscars® Greenroom โดย Rolex ในงานประกาศรางวัล Oscars® ครั้งที่ 98

Rolex ร่วมเฉลิมฉลองความสำเร็จในวงการภาพยนตร์และสนับสนุนศิลปะบนแผ่นฟิล์มอย่างต่อเนื่อง

Oscars® ครั้งที่ 98 งานประกาศรางวัลอันทรงเกียรติแห่งวงการภาพยนตร์เพิ่งผ่านพ้นไปเมื่อค่ำคืนวันที่ 15 มีนาคมที่ผ่านมา (ตามเวลาในสหรัฐอเมริกา) ภายในงานที่จัดขึ้นที่ Dolby® Theatre ณ Ovation Hollywood นอกจากได้รับทราบผลรางวัล และได้ชื่นชมความงดงามของเหล่าดารานักแสดงระดับโลกกันไปแล้ว เรายังสัมผัสได้ถึงแรงขับเคลื่อนสำคัญอย่าง Rolex ในบทบาทผู้สนับสนุนอย่างเป็นทางการของงานประกาศรางวัลในครั้งนี้ โดยมี Oscars® Greenroom พื้นที่พักผ่อนของบรรดาผู้มาร่วมงานประกาศผลรางวัลเป็นไฮไลต์ที่แสดงให้เห็นความเป็น Rolex ในบริบทที่เป็นหนึ่งเดียวกับโลกภาพยนตร์

OSCARS® GREENROOM โดย Rolex พื้นที่พักผ่อนอันสง่างาม

ตามธรรมเนียมของนักแสดงพื้นที่ผ่อนคลายและเตรียมความพร้อมก่อนขึ้นเวทีนั้นถูกเรียกว่า ‘Greenroom’ มาแต่ไหนแต่ไร ซึ่งคอนเซ็ปต์ดังกล่าวนั้นเหมาะสมกับ Rolex ที่มีสีสัญลักษณ์ของแบรนด์เป็นสีเขียวตรงกับชื่อเรียกขาน Greenroom อย่างตรงไปตรงมา จึงนับเป็นแนวคิดอันเหมาะสมที่สุดที่ทาง Rolex จะเป็นผู้เนรมิตรพื้นที่ผ่อนคลายให้กับงานประกาศรางวัลอันทรงเกียรติ

ซึ่ง Rolex ก็ได้เป็นผู้สนับสนุนพื้นที่แห่งนี้มาตั้งแต่ปี 2016 เป็นต้นมา โดยภายในแต่ละปี Greenroom โดย Rolex จะถูกออกแบบขึ้นใหม่โดยยึดแนวคิดเพื่อความยั่งยืนเป็นหลัก มุ่งเน้นการใช้โครงสร้างหลักของพื้นที่กลับมาใช้ซ้ำเพื่อไม่ให้สิ้นเปลืองทรัพยากร

สำหรับการตกแต่งภายใน Greenroom ในปีนี้ ตรงกับวาระเฉลิมฉลองครบรอบ 100 ปีของ Oyster นาฬิกากันน้ำเรือนแรกของโลกพอดี การออกแบบภายในพื้นที่รับรองแห่งนี้ จึงได้รับแรงบันดาลใจจากจิตวิญญาณแห่งนวัตกรรมและมรดกอันยั่งยืนของแบรนด์ โดยเน้นให้เห็นความทุ่มเทของ Rolex ในการสนับสนุนศิลปะ การเห็นคุณค่าในงานช่างฝีมือในการรังสรรค์ผลงาน จึงเลือกร่วมงานกับช่างฝีมือผู้เชี่ยวชาญ เลือกใช้วัสดุชั้นสูงในการรังสรรค์บรรยากาศอันหรูหราสง่างาม

ภายใน Oscars® Greenroom ประจำปีนี้ องค์ประกอบที่โดดเด่นและบ่งบอกความเป็น Rolex ได้อย่างชัดเจนย่อมเป็นวัสดุกำมะหยี่สีเขียว ตัดกับพื้นผิวโลหะขัดเงาสีแชมเปญโกลด์ เคลือบผิวด้วยเทคนิคอะโนไดซ์เฉดสีทองหลายระดับ ที่เหมาะกับบรรยากาศการเฉลิมฉลอง และสะท้อนความหรูหราเหนือกาลเวลาของวงการภาพยนตร์ และยังเน้นย้ำถึงมรดกของแบรนด์ที่มุ่งหน้าสู่ความเป็นเลิศอย่างไม่หยุดยั้ง ภายใน Greenroom ยังมี ภาพเหมือนของดาวเด่นจากประวัติศาสตร์ Oscars® ที่ช่วยสะท้อนมนตร์เสน่ห์และศิลปะแห่งภาพยนตร์ สร้างพื้นที่ที่ยกย่องทั้งศตวรรษแห่งการผลิตนาฬิกาชั้นเลิศและช่วงเวลาอันน่าจดจำที่สุดของฮอลลีวูด

นอกจากนี้นาฬิกาอันเป็นแรงบันดาลใจยังได้ถูกจัดแสดงไว้ภายในพื้นที่สีเขียว-ทอง แห่งนี้ด้วยเช่นกัน นั่นก็คือนาฬิกา Oyster Perpetual Cosmograph Daytona ตัวเรือนทองคำ 18 กะรัต พร้อมหน้าปัดสีเขียวสด หน้าปัดย่อยสีทอง ขอบตัวเรือนพร้อมสเกล tachymetric และสาย Oyster อันเป็นเอกลักษณ์ สะท้อนความงดงามของพื้นที่ Greenroom ที่ทาง Rolex ออกแบบขึ้นเพื่อต้อนรับนักแสดงและผู้สร้างภาพยนตร์ชั้นนำของโลก นาฬิการะดับตำนานรุ่นนี้เปิดตัวครั้งแรกในปี 1963 และยังคงครองใจเหล่าคนรักนาฬิกามาตลอดหลายปีที่ผ่านมา Cosmograph Daytona จึงได้ก้าวข้ามสถานะของนาฬิกาไปสู่การเป็นไอคอนอย่างแท้จริง

Rolex และวงการภาพยนตร์

ความผูกพันระหว่างแบรนด์นาฬิกาชั้นนำและวงการภาพยนตร์ดำเนินควบคู่กันมานับตั้งแต่ปีตั้งแต่ปี 2017 ที่ทาง Rolex ได้สนับสนุน Academy of Motion Picture Arts and Sciences ในฐานะผู้สนับสนุนหลักของงานประกาศรางวัล Oscars® รวมถึงเป็นเจ้าภาพ Greenroom และสนับสนุน Governors Awards ซึ่งยกย่องความสำเร็จตลอดชีวิตและผลงานด้านมนุษยธรรมในวงการภาพยนตร์

ไม่เพียงแต่งานประกาศรางวัลอันทรงเกียรติในวงการภาพยนตร์เท่านั้น ในปี 2018 Rolex ยังได้เป็นเอ็กซ์คลูซีฟสปอนเซอร์ของ Governors Awards ซึ่งยกย่องความสำเร็จตลอดชีวิต แบรนด์ยังเป็น Founding Supporter และ Official Watch ของ Academy Museum of Motion Pictures ในลอสแอนเจลิส Rolex ยังสนับสนุน Film at Lincoln Center ในฐานะ Official Partner และ Exclusive Timepiece รวมถึงสนับสนุนการอนุรักษ์ประวัติศาสตร์ภาพยนตร์เพื่อคนรุ่นต่อไป ผ่านการเป็น Founding Supporter ของ Academy Museum of Motion Pictures การเป็นพันธมิตรกับ The Film Foundation และการสนับสนุน National Film and Television School ในสหราชอาณาจักร

และที่เราได้เห็นเสมอมาก็คือการส่งเสริมความสำเร็จในวงการภาพยนตร์ผ่าน Testimonees ผู้เป็นตัวแทนความเป็นเลิศบนแผ่นฟิล์ม ไม่ว่าจะเป็น James Cameron ผู้กำกับภาพยนตร์ระดับมาสเตอร์พีซอย่าง Titanic และ Avatar นักแสดงหนุ่มฝีมือฉกาจ Leonardo DiCaprio ผู้กำกับมือฉมัง Martin Scorsese นักแสดงสาวที่กำลังมาแรงอย่าง Zendaya และ Jia Zhang-Ke ผู้สร้างภาพยนตร์ชาวจีน

ทั้งหมดนี้แสดงถึงความมุ่งมั่นในการสนับสนุนวงการภาพยนตร์ของ Rolex ที่ดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง และวิสัยทัศน์ในระยะยาวในการสนับสนุนให้ศิลปะบนแผ่นฟิล์มถูกต่อยอดอย่างยั่งยืน

อ่านบทความเพิ่มเติมได้ที่:

เปิดตำนาน Wimbledon พร้อม Rolex เผยเบื้องหลังทุกก้าวสู่บัลลังก์แห่งแชมป์
Cortina Watch เผยโฉมบูติก Rolex สาขาใหญ่ที่สุดในไทย ณ One Bangkok
The Revolutionary List: 26 ผู้นำที่สร้างแรงบันดาลใจ – ฌอง-เฟรเดริก ดูฟูร์ (Jean-Frédéric Dufour)

Audemars Piguet Royal Oak Offshore Selfwinding Chronograph สานต่อตำนานแห่งนาฬิกาสปอร์ตหรู

ตำนานบทใหม่แห่งนาฬิการะดับไอคอนสู่แนวคิดนอกกรอบที่โดดเด่นท้าทายทุกสายตา

ภาพจำของ Royal Oak Offshore ย่อมเป็นนาฬิกาสปอร์ตหรูที่ต่อยอดจากรุ่นพี่อย่าง Royal Oak ที่ถือกำเนิดในช่วงยุค 70s มาสู่รุ่นน้องในไลน์ Royal Oak Offshore ที่เสริมความสปอร์ตสุดขั้วเข้าไปอย่างไม่เกรงกลัวที่จะโดดเด่น ประกอบกับจิตวิญญาณหนุ่มนักแล่นเรือสายปาร์ตี้ที่หล่อหลอมตัวตนของ Royal Oak Offshore รุ่นแรกที่แจ้งเกิดในปี 1993 ทำให้นาฬิกาสปอร์ตมาดเท่รุ่นนี้เปรียบได้กับหนุ่มเจ้าเสน่ห์ที่ไม่ว่าจะผ่านไปสักกี่ยุค ออร่าเฉพาะตัวของเขาก็ยังคงฉายชัด ดังที่ได้เห็นใน Royal Oak Offshore Selfwinding Chronograph เจเนอเรชันล่าสุดในปี 2026 นี้

สานต่อตำนานนาฬิกาสปอร์ตหรู

ตำนานแห่งนาฬิกาสปอร์ตหรูที่ถือกำเนิดขึ้นในปี 1972 อย่าง Royal Oak ครองความหล่อเท่ที่มาในตัวเรือนสตีลพร้อมขอบตัวเรือนแปดเหลี่ยมและสายนาฬิกาแบบอินทิเกรตมาอย่างต่อเนื่องตลอดช่วงยุค ‘70s ช่วงเวลาที่ผู้คนสนุกกับการใช้ชีวิตสุดเหวี่ยง การมีนาฬิกาโลหะที่ราคาสูงยิ่งกว่าทองจึงเป็นความฟู่ฟ่าที่จำเป็นในสมัยนั้น

หลังจาก Royal Oak ถูกแปลงโฉมปรับรูปแบบมาแล้วหลายครั้ง ไม่ว่าจะเป็นการปรับขนาดให้เล็กลง แต่งเติมประกายด้วยอัญมณีนานาชนิด ยกระดับความหรูหราด้วยวัสดุโลหะล้ำค่า แตกรุ่นแยกย่อยออกมามากถึง 129 รุ่น มาจนถึงปลายยุค ‘80s ปาร์ตี้ยังไม่เลิกราง่ายๆ

แต่ครั้นจะสนุกสนานในรูปแบบเดิมๆ ก็คงผิดวิสัยนาฬิกาของหนุ่มรวยเสน่ห์อย่าง Royal Oak ตำนานบทนี้จึงต้องการความสดใหม่เข้ามาเสริมเสน่ห์เฉพาะตัวให้ยังเปี่ยมมนตร์ขลังอยู่ในทุกยุคสมัย ในที่สุดตัวเปลี่ยนเกมที่เข้ามาเสริมทัพตระกูล Royal Oak ให้แข็งแกร่งจึงได้ถือกำเนิดขึ้นภายใต้ชื่อ ‘Royal Oak Offshore’

การถือกำเนิดของ Royal Oak Offshore เกิดขึ้นเมื่อ Steve Urquhart Co-CEO แห่ง Audemars Piguet ณ ช่วงเวลานั้น ทาบทามให้นักออกแบบฝีมือฉกาจอย่าง Emmanuel Gueit ทายาทนักออกแบบนาฬิการะดับตำนานผู้เกิดมาพร้อมกับพรสวรรค์ในการออกแบบนาฬิกา ดีไซเนอร์หนุ่มไฟแรงได้รับอิสระในการออกแบบรุ่นน้องของ Royal Oak อย่างเต็มที่ และเขาก็พรั่งพรูไอเดียต่างๆ ผ่านแบบร่างอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย จนกระทั่งได้ภาพสเก็ตช์ชุดแรกของ Royal Oak Offshore จำนวนหกแบบด้วยกันในวันที่ 19 เมษายน 1989

“ไอเดียของผมคือทำให้มันใหญ่และหนา ในเวลานั้นผู้หญิงเริ่มซื้อนาฬิกาผู้ชายมากขึ้นเรื่อยๆ ผมจึงคิดว่า ‘พวกเธอกำลังยึดเครื่องประดับของเราไป เราต้องทำบางอย่างที่พวกเธอใส่ไม่ได้’ ดังนั้นผมจึงขยาย Royal Oak ให้ใหญ่ขึ้น ขยายรายละเอียดต่างๆ และทำให้มันดูแมนสุดขีด”

Emmanuel Gueit

ตัวตนของนาฬิการุ่นใหม่ที่ปลุกปั้นมานานมีคาแร็กเตอร์โดดเด่นอย่างเห็นได้ชัด โดยเฉพาะขนาดตัวเรือน 42 มม. พร้อมความหนา 16 มม. อันแสนสะดุดตา องค์ประกอบอื่นๆ ก็ถูกขับเน้นให้เด่นชัดยิ่งขึ้น ไม่ว่าจะเป็นปะเก็น เม็ดมะยมเคลือบยางสีสันหลากหลาย ข้อต่อและหมุดทรงโค้งมน ทั้งยังมีการทดลองเสริมกระจกคริสตัลด้วยเลนส์ขยายขนาดใหญ่สำหรับขยายหน้าต่างวันที่ หนึ่งในการทดลองครั้งสำคัญเกิดจากไอเดียของ Jacques Piguet โดยเขาเสนอให้เพิ่มฟังก์ชันโครโนกราฟให้กับ Royal Oak Offshore ซึ่งเป็นสิ่งที่รุ่นพี่อย่าง Royal Oak ไม่เคยทำมาก่อน ซึ่งนับเป็นก้าวสำคัญที่ปูรากฐานความสปอร์ตให้กับนาฬิการุ่นนี้

อย่างไรก็ตามการทดลองยังคงไม่เสร็จสมบูรณ์โดยง่าย และทุกการเปลี่ยนแปลงย่อมมีแรงต้านเสมอ Royal Oak เวอร์ชันใหญ่แบบไม่เกรงใจใครจึงได้รับการคัดค้านอยู่ไม่น้อย แต่เจ้าของแบบร่างอย่าง Gueit ไม่ยอมหยุดเพียงแค่นั้นเขามุ่งมั่นเสริม เติม แต่ง สิ่งที่เขาคิดว่า ‘ใช่’ ลงไป ในปี 1991 เขาออกแบบ Royal Oak Offshore เวอร์ชันใหม่อีกสามแบบพร้อมสายโลหะ และต่อมาไม่นานก็เพิ่มรุ่นสายหนังเข้ามาสมทบ

จนกระทั่งการทดลองมาบรรจบกับความลงตัว ใน Royal Oak Offshore รุ่น 25721 ที่เปิดตัวในงาน Basel Fair เดือนเมษายน 1993 โดยมาในตัวเรือนขนาด 42 มม. ความหนา 14.05 มม. พร้อมปะเก็นกันน้ำขนาดใหญ่ที่ยื่นออกมาจากขอบตัวเรือนอย่างไม่คิดจะหลบซ่อนจากสายตาใคร ตัวเรือนกันน้ำได้ 100 เมตรมีความซับซ้อนอย่างยิ่ง เพราะมีการติดตั้งกลไกโครโนกราฟแบบอัตโนมัติคาลิเบอร์  2126/2840 ซึ่งถือเป็นครั้งแรกของตระกูล Royal Oak ที่มีการติดตั้งกลไกที่รองรับฟังก์ชันโครโนกราฟเข้าไปด้วย

Royal Oak Offshore Selfwinding Chronograph

 จวบจนถึงปี 2026 จิตวิญญาณนาฬิกาสปอร์ตหรูที่ไม่เกรงกลัวการเดินออกนอกกรอบยังคงถูกสานต่อใน Royal Oak Offshore Selfwinding Chronograph รุ่นล่าสุด ที่ยังคงรายละเอียดที่บ่งบอกถึงความเป็นตัวของตัวเองในทุกชิ้นส่วน และยังคงประสิทธิภาพเหนือชั้นไว้เช่นเคย

โดยทั้งสองรุ่นล่าสุดมาในวัสดุและสีสันที่แตกต่างแต่ยังคงดีเอ็นเอของ Royal Oak Offshore ไว้อย่างครบถ้วน โดยเฉพาะตัวเรือนขนาดใหญ่ที่ถูกขยายเป็นขนาด 43 มม. ใหญ่กว่ารุ่นบุกเบิกเล็กน้อย และมีการพัฒนากลไกให้ล้ำสมัยตอบโจทย์การใช้งานในปัจจุบันยิ่งขึ้น

เริ่มจากรุ่นตัวเรือนเซรามิกสีน้ำเงิน  Bleu Nuit, Nuage 50 ซึ่งเซรามิกในเฉดสีน้ำเงินที่มีความหมายเชื่อมโยงไปยังประวัติศาสตร์ของ Royal Oak นี้เคยถูกนำมาใช้ในขอบตัวเรือนรุ่นครบรอบ 150 ปี ของแบรนด์ในปีก่อน มาถึงปีนี้เซรามิกสีน้ำเงิน   Bleu Nuit, Nuage 50 ได้เฉิดฉายอย่างเต็มที่ในรูปแบบตัวเรือนขนาด 43 มม. แทรกไทเทเนียมในบางจุด โอบอุ้มหน้าปัด Méga Tapisserie ซึ่งเป็นลวดลายที่ใช้ในโมเดลนี้มาตั้งแต่ปี 2005 ลวดลายพีระมิดตัดยอดอันเด่นชัดถูกถ่ายทอดด้วยสีเบจ แต้มด้วยสี Bleu Nuit, Nuage 50 บริเวณสเกลนาที และหน้าปัดย่อย ทำให้เกิดโทนสีทูโทนตัดกันได้อย่างลงตัว

อีกหนึ่งความโดดเด่นท้าทายทุกสายตาคือรุ่นตัวเรือนไทเทเนียมขนาด 43 มม. เติมความเท่ในเฉดสีทูโทนด้วยขอบตัวเรือนเซรามิกสีดำ สอดคล้องกับปุ่มกดและเม็ดมะยมทำจากวัสดุเดียวกัน หน้าปัด Méga Tapisserie เคลือบพีวีดีเฉดสีเขียวรมควันรับกับสายนาฬิกายางเฉดสีเดียวกันบนหน้าปัดแต่งแต้มรายละเอียดต่างๆ ด้วยสีเบจและสีดำ ที่ไม่เพียงแต่เอื้อในการอ่านค่าเวลา แต่ยังช่วยเติมความดุดันอันทรงพลังได้เป็นอย่างดี

ทั้งสองรุ่นขับเคลื่อนด้วยกลไกอินเฮ้าส์ฟลายแบ็กโครโนกราฟคาลิเบอร์ 4401 ที่อยู่คู่กับ Royal Oak Offshore มาตั้งแต่ปี 2021 ซึ่งเชื่อถือได้ในความเที่ยงตรงและการทำงานของฟังก์ชันจับเวลาที่ราบรื่น ด้วยโครงสร้างสถาปัตยกรรมแบบอินทิเกรต คลัตช์แนวตั้ง และคอลัมน์วีล ทั้งยังงดงามพอที่อวดโฉมผ่านฝาหลังกระจกแซฟไฟร์ ให้เราได้ชื่นชมการแกว่งไกวของโรเตอร์สีดำเจาะโครงโปร่งพร้อมโลโก้ AP และชิ้นส่วนต่างๆ ที่ผ่านการขัดแต่งผิว ลบเหลี่ยมมุมอย่างพิถีพิถัน เรียกได้ว่าถึงแม้จะดูเป็นนาฬิกาที่ดูดุดัน แต่ทุกองค์ประกอบบ่งบอกถึงความเป็นเรือนเวลาชั้นสูงขนานแท้

ข้อมูลทางเทคนิค

Royal Oak Offshore Selfwinding Chronograph

  • รหัส:  26420CD.OO.A029VE.01 และ  26420IO.OO.A402CA.01
  • กลไก:  ไขลานอัตโนมัติ คาลิเบอร์ 4401 สำรองพลังงานได้ 70 ชั่วโมง
  • ฟังก์ชัน: ฟลายแบ็กโครโนกราฟ จับเวลาชั่วโมง นาที วินาทีบนหน้าปัดย่อย และช่องแสดงวันที่
  • ตัวเรือน:   ตัวเรือนเซรามิกในเฉดสี Bleu Nuit, Nuage 50 ตกแต่งด้วยไทเทเนียมอย่างประณีต และตัวเรือนไทเทเนียม ขอบตัวเรือนเซรามิกสีดำกันน้ำได้ 100 เมตร
  • หน้าปัด:  หน้าปัดสีเบจลาย Méga Tapisserie หน้าปัดย่อยสีน้าเงิน Bleu Nuit, Nuage 50 และหน้าปัดสีเขียวรมควันลาย Méga Tapisserie หน้าปัดย่อยสีดาพร้อมสีเบจรอบนอก
  • สาย:  หนังลูกวัวมีลวดลายสี Bleu Nuit, Nuage 50 และสายยางสีเขียวอมเทา พร้อมระบบถอดเปลี่ยนสายได้ และตัวล็อกแบบกลัดทำจากไทเทเนียม

 

อ่านบทความเพิ่มเติมได้ที่:

Audemars Piguet เปิดตัว Neo Frame Jumping Hour การหวนคืนกลไกระดับตำนานด้วยการออกแบบสไตล์ Art Deco 

รวมไฮไลต์ผลงานเด่นจาก Audemars Piguet ที่เปิดตัวในปี  2026

Audemars Piguet Royal Oak Perpetual Calendar คว้ารางวัล Iconic Watch ที่งาน GPHG 2025

ทำความรู้จัก Norqain Adventure Neverest 40mm Limited Edition เรือนเวลาที่มาพร้อมจิตวิญญาณแห่งการผจญภัย

ขอแนะนำ Norqain แบรนด์ที่มาพร้อมจิตวิญญาณอิสระและการเดินทางครั้งใหม่ของนาฬิกาสวิส

ในโลกของนาฬิกาสวิสที่เต็มไปด้วยแบรนด์เก่าแก่หลายร้อยปี Norqain (นอร์เคน) ถือเป็นคลื่นลูกใหม่ที่น่าจับตามองอย่างที่สุด แบรนด์นี้ก่อตั้งขึ้นในปี 2018 ณ เมืองนีดาว (Nidau) ใจกลางอุตสาหกรรมนาฬิกาสวิส โดย Ben Küffer ผู้ที่คลุกคลีอยู่ในวงการนาฬิกามาทั้งชีวิต ร่วมกับทีมผู้ก่อตั้งที่เต็มไปด้วยประสบการณ์ ทั้ง Ted Schneider และ Mark Streit ตำนานนักฮอกกี้น้ำแข็งชาวสวิส โดยมีเป้าหมายที่ชัดเจนคือการเป็นแบรนด์นาฬิกาที่ดำเนินงานโดยครอบครัว และเป็นอิสระ (Independent) อย่างแท้จริง ท่ามกลางยุคสมัยที่แบรนด์ส่วนใหญ่ถูกควบรวมโดยกลุ่มบริษัทข้ามชาติขนาดใหญ่

หัวใจสำคัญที่ทำให้ Norqain แตกต่างคือการเป็นแบรนด์ที่มีความสมบุกสมบันอยู่ในสายเลือด พวกเขาได้สร้างนาฬิกามาเพื่อถูกนำไปใช้งานจริงบนยอดเขา ในป่าลึก หรือใต้ท้องทะเลได้ ซึ่งทิศทางนี้แข็งแกร่งขึ้นไปอีกเมื่อได้ Jean-Claude Biver ตำนานผู้มีอิทธิพลที่สุดคนหนึ่งของโลกนาฬิกา (อดีตผู้สร้างความสำเร็จให้ Blancpain, Omega, Hublot) เข้ามาดำรงตำแหน่งที่ปรึกษาคณะกรรมการบริหาร เพื่อช่วยผลักดันนวัตกรรมและจิตวิญญาณการท้าทายขีดจำกัดเดิมๆ

นาฬิกาของ Norqain ถูกแบ่งออกเป็น 3 คอลเลกชันหลักที่สะท้อนไลฟ์สไตล์ที่แตกต่างกันอย่างชัดเจน 

Adventure: คือคอลเลกชันที่สะท้อนถึงความทนทานและการใช้ชีวิตกลางแจ้ง โดยมีรุ่นย่อยที่สำคัญอย่าง Neverest ซึ่งถูกสร้างขึ้นเพื่อเชิดชูเหล่านักปีนเขาและเน้นความแกร่งในระดับสูงสุด เป็นคอลเลกชันที่แสดงความรับผิดชอบต่อสังคมผ่านโครงการช่วยเหลือครอบครัวเชอร์ปาในเนปาล

Freedom: สื่อถึงความถวิลหาอดีตและความเป็นอิสระ โดยมีดีไซน์ที่ได้รับแรงบันดาลใจจากนาฬิกาวินเทจช่วงทศวรรษ 1960 นำมาตีความใหม่ให้มีความทันสมัย เหมาะสำหรับผู้ที่หลงใหลในกลิ่นอายคลาสสิกแต่ต้องการความมั่นใจในเทคโนโลยีปัจจุบัน

Independence: คอลเลกชันที่เป็นสนามทดลองของแบรนด์ เพื่อโชว์นวัตกรรมและความกล้าหาญในการออกแบบ เช่น รุ่น Wild ONE ที่ใช้วัสดุคอมโพสิตล้ำสมัยอย่าง NORTEQ ซึ่งมีความเบาเป็นพิเศษและทนต่อแรงกระแทกได้ในระดับมหาศาล

อีกหนึ่งเอกลักษณ์ที่คนรักนาฬิกาจดจำได้ดีคือ “Norqain Plate” หรือแผ่นป้ายบริเวณข้างตัวเรือนฝั่ง 9 นาฬิกา ซึ่งเปิดพื้นที่ให้เจ้าของนาฬิกาสามารถสลักข้อความส่วนตัว วันที่สำคัญ หรือคติประจำใจลงไปได้ เพื่อทำให้เครื่องบอกเวลาเรือนนั้นกลายเป็นส่วนหนึ่งของเรื่องราวการเดินทางส่วนตัวอย่างแท้จริง

Norqain Adventure Neverest 40mm Limited Edition

และแน่นอนว่าท่ามกลางกระแสความนิยมนาฬิกาสไตล์สปอร์ตลักชัวรี Norqain (นอร์เคน) ยังคงเดินหน้าสร้างจุดยืนที่แข็งแกร่งในฐานะนาฬิกาสำหรับนักผจญภัยตัวจริง โดยล่าสุดได้เผยโฉม Adventure Neverest 40mm Limited Edition รุ่นปี 2026 ที่อัปเกรดความดุดันด้วยวัสดุสมัยใหม่และการตกแต่งที่ได้รับแรงบันดาลใจมาจากยอดเขาที่สูงที่สุดในโลก นับว่ารุ่นนี้ก็คือหนึ่งในสัญลักษณ์ของความพยายามที่ไม่มีวันสิ้นสุดตามปรัชญา “Never Rest” ของแบรนด์

ความโดดเด่นแรกที่สะดุดตาคือการเลือกใช้ตัวเรือนสเตนเลสสตีล 316L ที่ผ่านการเคลือบ DLC (Diamond-Like Carbon) สีดำเข้มสนิท ซึ่งมอบทั้งรูปลักษณ์แบบอุปกรณ์ Tactical ที่ดูทันสมัยและคุณสมบัติความแข็งแกร่งทนทานต่อรอยขีดข่วนในระดับสูง พื้นผิวโทนสีเทาดำนี้ทำหน้าที่เป็นฉากหลังชั้นเลิศให้กับหน้าปัดแบบไล่เฉดสี (Black-to-grey gradient) ที่สื่อถึงแสงรำไรเหนือยอดเขาหิมาลัยยามรุ่งสาง ตัดกับรายละเอียดสีส้มสว่างบนเข็มวินาทีและขอบตัวเรือน นอกจากจะเพิ่มความสวยงามแล้ว ยังช่วยให้การอ่านค่าเวลาทำได้อย่างรวดเร็วแม้ในสภาพแสงน้อย

หัวใจของการเป็นนาฬิกานักเดินทางถูกตอกย้ำด้วยขอบตัวเรือนแบบหมุนได้สองทิศทาง (Bidirectional bezel) ที่สลักสเกลเข็มทิศ (Compass indicator) แทนที่สเกลดำน้ำแบบดั้งเดิม ช่วยให้นักเดินทางสามารถระบุทิศทางพื้นฐานจากตำแหน่งของดวงอาทิตย์ได้อย่างง่ายดาย ขอบตัวเรือนทำจากอะลูมิเนียมเคลือบ DLC พร้อมการตกแต่งรอยบาก (Knurled edge) ที่ช่วยให้การหมุนปรับแต่งทำได้ถนัดมือแม้อยู่ในสถานการณ์ที่ต้องสวมถุงมือหนา

ภายใต้ฝาหลังกระจกแซฟไฟร์ใสที่โชว์ให้เห็นกลไก Calibre N08 (SW200-1) อันเที่ยงตรงระดับโครโนมิเตอร์ (COSC Certified) นาฬิกาเรือนนี้ยังแฝงไว้ด้วยเรื่องราวทางสังคมที่น่าประทับใจ เพราะรายได้ส่วนหนึ่งจากการจำหน่ายรุ่น Neverest ทุกเรือนจะถูกส่งต่อไปยังโครงการ Butterfly Help Project เพื่อสนับสนุนการศึกษาและคุณภาพชีวิตให้กับครอบครัวของเหล่าเชอร์ปาในเนปาล ทำให้การครอบครองนาฬิกาที่มีการผลิตจำกัดเพียง 350 เรือนนี้ เป็นการร่วมเดินเคียงข้างไปกับเหล่าวีรบุรุษแห่งขุนเขาอย่างแท้จริง

Norqain Adventure Neverest 40mm DLC Limited Edition
ข้อมูลทางเทคนิค 
  • กลไก: ขึ้นลานอัตโนมัติ Calibre N08 (Base Sellita SW200-1) สำรองพลังงาน 41 ชั่วโมง ผ่านการรับรองมาตรฐาน COSC 
  • ฟังก์ชัน: แสดงชั่วโมง นาที วินาที พร้อมขอบตัวเรือนแสดงทิศทางแบบเข็มทิศ 
  • ตัวเรือน: สเตนเลสสตีล 316L เคลือบ DLC สีดำ ขนาด 40 มม. หนา 12.55 มม. กันน้ำลึก 200 เมตร 
  • หน้าปัด: สีดำไล่เฉดเทา (Fumé) ตกแต่งด้วยสารเรืองแสง Super-LumiNova สีส้ม 
  • สาย: ยางคุณภาพสูงลาย Mountain pattern สีดำพร้อมหัวเข็มขัด DLC 
  • การจำหน่าย: ผลิตจำนวนจำกัดเพียง 350 เรือนทั่วโลก

อ่านบทความอื่นๆ เพิ่มเติม
ท่ามกลางกระแสนาฬิกาสปอร์ตที่ถาโถม… อะไรคือสิ่งที่ทำให้ Laurent Ferrier Sport Auto แตกต่าง?
Hanhart 417 TI Desert Pilot จิตวิญญาณนาฬิกานักบินในเฉดสีแห่งทะเลทราย
Ming 57.04 Phoenix การกลับมาของ Monopusher ในลุคที่สุขุมยิ่งขึ้น

รวมไฮไลต์ผลงานเด่นจาก Audemars Piguet ที่เปิดตัวในปี  2026

ในช่วงต้นเดือนกุมภาพันธ์ Audemars Piguet ได้จัดงาน AP Social CLub ที่เมืองแอนเดอร์แมตต์ ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ เพื่อนำเสนอผลงานใหม่ประจำปี 2026 Ilaria Resta ซีอีโอของแบรนด์ได้กล่าวในวันเปิดงานว่า “เรากำลังยกย่องมรดกของเราด้วยการย้อนมองประวัติศาสตร์ตลอด 150 ปีที่ผ่านมา พร้อมกับสร้างสรรค์อนาคตไปในเวลาเดียวกัน ปี 2026 จะเป็นจุดเริ่มต้นของ 150 ปีถัดไปของ Audemars Piguet เราได้ทบทวนอย่างลึกซึ้งถึงแนวทางที่เราควรยึดถือในระยะยาว และบทเรียนสำคัญที่ชัดเจนที่สุดคือ “ประสิทธิภาพไม่อาจแยกออกจากเป้าหมายได้” ซึ่งเป้าหมายที่ว่าก็คือ การคงความเป็นบริษัทที่ครอบครัวเป็นเจ้าของและยังคงความเป็นอิสระ 

เธอยังกล่าวด้วยว่า ลูกค้าของแบรนด์ถึง 11% เป็นคนรุ่น Gen Z ซึ่งถือเป็นความสำเร็จที่น่าทึ่ง และยังเห็นการเติบโตอย่างแข็งแกร่งของกลุ่มลูกค้าผู้หญิง ซึ่งเป็นกลุ่มที่เติบโตเร็วที่สุดในปี 2025 แบรนด์ยังได้ยกเลิกการแบ่งแยกว่าเป็น “นาฬิกาผู้ชาย” หรือ “นาฬิกาผู้หญิง” แต่หันมาเน้นที่กลไก วัสดุ และคุณสมบัติ เพราะการเลือกนาฬิกาเป็นเรื่องของรสนิยมและตัวตน 

Audemars Piguet ได้ให้ความสำคัญกับความเป็นเลิศด้านการผลิตและความคิดสร้างสรรค์ “ในปี 2025 เราได้สร้างและเปิดตัว The Arc ซึ่งไม่ใช่เพียงโรงงานแห่งใหม่ แต่เป็นปรัชญาการผลิตรูปแบบใหม่ที่ยังคงยึดมั่นในแนวคิดของผู้ก่อตั้ง และรักษางานฝีมือที่ทำด้วยมือ  พัฒนา École des Savoir‑Faire เพื่อบ่มเพาะบุคลากรรุ่นใหม่ เรายังลงทุนใน FabLabs ซึ่งเป็นศูนย์วิจัยและพัฒนายุคใหม่ ช่วยเร่งการสร้างต้นแบบ ผสานวัสดุและเทคนิคใหม่ ๆ และทำให้ผลิตภัณฑ์ออกสู่ตลาดได้รวดเร็วยิ่งขึ้น” 

สุดยอดผลงานแห่งความซับซ้อน 

ผลงานมากมายที่เปิดตัวในปี 2026 นั้นเป็นเครื่องยืนยันความมุ่งมั่นของแบรนด์ได้เป็นอย่างดี หนึ่งในนั้นคือผลงานมาสเตอร์พีซ… นาฬิกา 150th Heritage Pocket Watch “แนวคิดนี้เกิดขึ้นจากบทสนทนาระหว่างดิฉันกับ Giulio Papi ขณะศึกษาผลงานในพิพิธภัณฑ์ ดิฉันหลงใหลในเสน่ห์ของนาฬิกาพกโบราณ เพราะการได้ถือมันไว้เปรียบเสมือนการได้สัมผัสประวัติศาสตร์ เมื่อดิฉันแบ่งปันความรู้สึกนี้ Giulio ตอบเพียงสั้นๆ แต่หนักแน่นว่า ‘ผมจะทำมันสำหรับวาระครบรอบ'”

ด้าน Giulio Papi  เล่าว่าผลงานนี้ตั้งอยู่บนสี่เสาหลัก คือ การหวนคืนสู่ธรรมเนียมการสร้างนาฬิกาพกแบบกลไกซับซ้อนของ Audemars Piguet ออกแบบให้พอดีกับกระเป๋าเพื่อให้พกพาได้จริง การยกย่องนักดาราศาสตร์โบราณผู้พัฒนาระบบปฏิทินทั้งสาม ซึ่งเป็นรากฐานของการบอกเวลา และการยกย่องงานศิลป์ชั้นสูง และที่สำคัญคือ แนวคิดเรื่อง กลไกเชิงสรีรศาสตร์  ที่ทำให้การใช้งานนาฬิกาซับซ้อนนี้เป็นเรื่องง่ายและเป็นมิตรต่อผู้ใช้

นาฬิการุ่นลิมิเต็ดเอดิชันเรือนนี้ประกอบด้วยฟังก์ชัน 47  ฟังก์ชัน และ 30 คอมพลิเคชัน เข้าไว้ด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็นกลไก Grande Sonnerie กลไกบอกเวลาแบบ Minute Repeater ปฏิทินถาวรแบบกึ่งเกรกอเรียน โครโนกราฟแบบฟลายแบ็กพร้อมระบบ Split-Seconds กลไก Flying Tourbillon นอกจากนี้ยังรวมเอานวัตกรรมจากโครงการวิจัยและพัฒนาล่าสุดของเมซง ได้แก่ เทคโนโลยี Supersonnerie (RD#1) โครงสร้างกลไกบางพิเศษ (RD#2) ระบบออสซิลเลเตอร์ที่เพิ่มแอมพลิจูดการทำงาน (RD#3) 

ผลงานนี้ทำงานแยกอิสระจากกลไกส่วนอื่น ทำงานด้วยคาลิเบอร์ 1150 กลไกใหม่ที่ยังคงโครงสร้างหลักของคาลิเบอร์ 1000 เอาไว้ กลไกนี้มิใช่เพียงการปรับปรุงเล็กน้อย หากเป็นการออกแบบและสร้างขึ้นใหม่ทั้งหมด เป็นกลไกไขลานด้วยมือซึ่งประกอบด้วยชิ้นส่วนมากถึง 1,099 ชิ้น และเพื่อรักษาความสมดุลด้านการออกแบบสำหรับเรือนเวลาที่อัดแน่นด้วยคอมพลิเคชัน ตัวบ่งชี้ปฏิทินทั้งหมดจึงถูกจัดวางในช่องเฉพาะ ช่วยให้หน้าปัดโครโนกราฟอ่านค่าได้ชัดเจน และแสดงวันที่ได้อย่างรวดเร็ว

ผลงานนี้ยังมาพร้อมกลไก Universal Calendar เป็นครั้งแรก รองรับการตีความวัฏจักรเวลาที่หลากหลายจากทั่วโลก หน้าปัดไม่เพียงนำเสนอข้อมูลดาราศาสตร์อันซับซ้อน หากยังมอบมิติใหม่แห่งการรับรู้เวลา ด้วยการผสมผสานศาสตร์แห่งนาฬิกาเข้ากับดาราศาสตร์และประเพณีของมนุษยชาติ นอกจากจะแสดงข้อมูลปฏิทินที่เราคุ้นเคยแล้ว ยังแสดงเทศกาลสำคัญทางวัฒนธรรม 9 รายการ ที่สืบทอดจากประเพณีทั่วโลก เล่น คริสต์มาส วันนักบุญเซนต์จอห์น การเริ่มต้นเดือนรอมฏอนวันดิวาลี วันวิสาขบูชา ไปจนถึงวันตรุษจีน 

การทำงานของกลไกนี้ทั้งสัมผัสได้จริงและใช้งานง่าย เพียงหมุนวงล้อแบบสองทิศทางที่ด้านหลังตัวเรือน ก็สามารถอัปเดตวัฏจักรปฏิทินล่วงหน้าได้ทันทีถึง สองศตวรรษ ครอบคลุมช่วงปี ค.ศ. 1900 ถึง 2099 และเนื่องจากกลไก Universal Calendar ทำงานแยกอิสระจากคาลิเบอร์ 1150 ระบบทั้งหมดจึงยังคงซิงโครไนซ์กันอย่างแม่นยำจนถึงปี ค.ศ. 2099 โดยไม่ขึ้นอยู่กับระดับพลังงานสำรองของนาฬิกา

ผู้ผลิตนาฬิกาหลายรายมักตั้งเป้าสร้างสถิติโลกด้านความซับซ้อน เราจึงสงสัยว่านั่นเป็นเป้าหมายของแบรนด์หรือเปล่า ซีอีโอหญิงเก่งบอกว่า “เราสามารถทำให้ซับซ้อนกว่านี้ได้ แต่เป้าหมายของเราคือ ‘การใช้งานจริง’ มากกว่าการทำลายสถิติ นาฬิกาที่คนจะใช้จริงต้องกะทัดรัด สะดวก และให้ความรู้สึกดีเมื่อถือใช้งาน ประสบการณ์สัมผัสเป็นสิ่งสำคัญมาก รวมถึงงานแกะสลักรอบตัวเรือนและขอบหน้าปัด เราต้องการสร้างสิ่งของที่ผู้คนอยากพกพา ใส่กระเป๋า หรือแม้แต่กระเป๋ากางเกงยีนส์”

ตัวเรือนเหลี่ยมกับระบบจัมปิ้งอาวร์

ผลงานที่เป็นพูดถึงอย่างมากในปีนี้ก็คือ Neo Frame Jumping Hour นาฬิกาเรือนเหลี่ยมแปลกตา แต่อันที่จริงผลงานนี้นำแรงบันดาลใจมาจากนาฬิกาในปี 1929 (รุ่น pre-model 1271) ได้รับแรงบันดาลใจโดยตรงจากสไตล์ที่เรียกว่า Streamline Moderne หรือที่รู้จักในชื่อ Paquebot หรือ Ocean Liner Style ซึ่งเป็นแขนงหนึ่งของศิลปะอาร์ตเดโคในช่วงปลายยุค

นาฬิกาเรือนนี้โดดเด่นด้วยดีไซน์ทูโทนร่วมสมัย พร้อมการเลือกใช้แซฟไฟร์เคลือบ PVD สีดำเป็นพื้นหน้าปัด โดดเด่นด้วยช่องบอกเวลาทรงเรขาคณิตกรอบทอง 2 ช่อง สำหรับแสดงชั่วโมงและนาที โดยตัวเลขสีขาวตัดกับพื้นดำอย่างชัดเจน มาพร้อมตัวเรือนขนาด 34.6 x 34 มม. (ไม่รวมขานาฬิกา) ตัวเรือนทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้ารังสรรค์จากพิงค์โกลด์ 18 กะรัต ขนาบข้างด้วยลายริ้วโค้ง (gadroon) จำนวน 8 ริ้วในแต่ละด้าน ซึ่งทอดยาวอย่างต่อเนื่องสู่ขานาฬิกาทรงแหลม สะท้อนความเคลื่อนไหวตามหลักอากาศพลศาสตร์ได้อย่างสง่างาม ลวดลายอันโดดเด่นนี้ผลิตขึ้นด้วยเทคนิคการตัดเฉือนแบบซีเอ็นซี (Computer Numerical Control: CNC) และยังปรากฏอย่างกลมกลืนบนฝาหลัง เม็ดมะยม และโรเตอร์อัตโนมัติ ซึ่งทั้งหมดรังสรรค์จากพิงค์โกลด์ 18 กะรัตเช่นเดียวกัน

นาฬิกาเรือนนี้มาพร้อมกลไกอัตโนมัติแบบ Jumping Hour กลไกแรกจากโอเดอมาร์ ปิเกต์ คาลิเบอร์ 7122 รุ่นใหม่นี้ได้รับการพัฒนาบนพื้นฐานของคาลิเบอร์ 7121 ซึ่งเป็นกลไกที่ใช้ในนาฬิการุ่น Royal Oak “Jumbo” มาพร้อมพลังงานสำรองยาวนาน 52 ชั่วโมง และติดตั้งระบบดูดซับแรงกระแทกที่ได้รับการจดสิทธิบัตร ซึ่งช่วยป้องกันความคลาดเคลื่อนของจังหวะกระโดดชั่วโมงเมื่อเกิดแรงกระแทก ทำให้นาฬิกาเหมาะสำหรับการสวมใส่ในชีวิตประจำวัน

“นาฬิกาเรือนใหม่นี้เป็นผลงานที่ยกย่องจิตวิญญาณแห่งความเป็นนักบุกเบิกของโอเดอมาร์ ปิเกต์ ผู้พัฒนานาฬิกากลไก Jumping Hour เรือนแรกในช่วงทศวรรษ 1920” อิลลาเรียกล่าว “กลไกแบบชั่วโมงกระโดดเป็นสิ่งใหม่สำหรับการพัฒนาภายในของเรา โปรเจกต์นี้จึงเป็นโอกาสในการเปิดตัวกลไกสำคัญที่ได้รับความนิยม พร้อมทั้งช่วยขยายความเชี่ยวชาญด้านการพัฒนากลไกของแบรนด์อีกด้วย”

เจเนอชั่นใหม่ของกลไกปฏิทินถาวรแบบโอเพนเวิร์ก 

Audemars Piguet  เปิดตัวคาลิเบอร์ 7139 กลไกอัตโนมัติแบบฉลุพร้อมระบบปฏิทินถาวรรุ่นใหม่ที่พัฒนาและผลิตขึ้นเองภายในแบรนด์ เพื่อนำเสนอการผสานระหว่างศาสตร์การประดิษฐ์นาฬิกาชั้นสูงแบบดั้งเดิมกับนวัตกรรมสมัยใหม่ กลไกใหม่นี้ถูกออกแบบตามหลักสรีรศาสตร์ เพิ่มความสะดวกในการใช้งาน และยกระดับความชัดเจนในการอ่านค่าเวลา โดยเปิดตัวครั้งแรกในนาฬิกา 2 คอลเลกชันหลัก ได้แก่ Code 11.59 by Audemars Piguet และ Royal Oak

หัวใจสำคัญของคาลิเบอร์ 7139 คือระบบ “ปฏิทินถาวร” ซึ่งสามารถคำนวณวัน เดือน และปีอธิกสุรทินได้อย่างแม่นยำโดยอัตโนมัติ ทำงานสอดคล้องกับปฏิทินเกรกอเรียน พร้อมกลไกตั้งค่าผ่านเม็ดมะยมแบบ “All-in-One” ที่ได้รับการจดสิทธิบัตร ช่วยให้ผู้ใช้ปรับตั้งฟังก์ชันทั้งหมดได้ง่ายโดยไม่ต้องใช้เครื่องมือ ลดความซับซ้อนและความเสี่ยงต่อความเสียหายของกลไก

กลไกใหม่นี้พัฒนาต่อยอดจากนวัตกรรมของคาลิเบอร์รุ่นก่อน โดยจัดวางชิ้นส่วนปฏิทินทั้งหมดในระนาบเดียว ช่วยลดความหนาของกลไกเหลือเพียง 4.1 มม. ขับเคลื่อนด้วยความถี่ 4 เฮิรตซ์ สำรองพลังงานอย่างน้อย 55 ชั่วโมง มอบทั้งความแม่นยำ ความทนทาน และประสิทธิภาพเชิงกลไกในระดับสูง

ในด้านงานศิลป์ คาลิเบอร์ 7139 โดดเด่นด้วยศิลปะ “งานฉลุ” ที่เปิดเผยโครงสร้างกลไกภายในอย่างประณีต ชิ้นส่วนหลักได้รับการขึ้นรูปอย่างพิถีพิถัน ผสานเทคนิคตกแต่งชั้นสูง เช่น การขัดซาติน การขัดเงาลบมุม และลวดลายแบบดั้งเดิม สะท้อนความชำนาญของช่างฝีมือที่สืบทอดกันมาหลายชั่วอายุคน อีกทั้งยังใช้สปริงบาลานซ์ที่ประกอบด้วยมือโดยผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทาง ซึ่งเป็นทักษะหายากในอุตสาหกรรมนาฬิกาชั้นสูง

หน้าปัดได้รับการออกแบบใหม่ให้สมมาตร อ่านค่าง่าย และสวยงาม โดยจัดเรียงตำแหน่งวัน วันที่ และเดือนตามแบบยุโรป เพิ่มตัวบอกเวลา 24 ชั่วโมง และแสดงช่วงเวลาที่ไม่ควรตั้งค่านาฬิกาเพื่อลดความผิดพลาด พร้อมแสดงข้างขึ้น-ข้างแรมอย่างแม่นยำ รายละเอียดทั้งหมดสะท้อนการออกแบบที่คำนึงถึงทั้งประโยชน์ใช้สอยและความงามเชิงสุนทรียศาสตร์

นาฬิการุ่น Code 11.59 by Audemars Piguet ผสานไวท์โกลด์กับเซรามิกสีดำ โดดเด่นด้วยงานตกแต่งตัวเรือนที่ประณีตและหน้าปัดแซฟไฟร์ที่เผยให้เห็นกลไกฉลุอย่างชัดเจน ส่วนนาฬิกา Royal Oak รุ่นใหม่ใช้ไทเทเนียมร่วมกับ Bulk Metallic Glass วัสดุล้ำสมัยที่แข็งแรง ทนทาน และมีความแวววาวพิเศษ ช่วยลดน้ำหนักและเพิ่มมิติของการสะท้อนแสง เสริมเอกลักษณ์ของดีไซน์ Royal Oak ให้โดดเด่นยิ่งขึ้น

การเปิดตัวคาลิเบอร์ 7139 สะท้อนปรัชญาของโอเดอมาร์ ปิเกต์ ที่ผสานมรดกงานฝีมือดั้งเดิมเข้ากับนวัตกรรมสมัยใหม่ เพื่อสร้างเรือนเวลาที่ตอบรับไลฟ์สไตล์ร่วมสมัย พร้อมยกระดับประสบการณ์ของผู้สวมใส่ และสืบสานความเชี่ยวชาญด้านกลไกดาราศาสตร์อันเป็นเอกลักษณ์ของแบรนด์มายาวนานกว่า 150 ปี

อ่านบทความอื่นๆ เพิ่มเติม
ท่ามกลางกระแสนาฬิกาสปอร์ตที่ถาโถม… อะไรคือสิ่งที่ทำให้ Laurent Ferrier Sport Auto แตกต่าง?
Hanhart 417 TI Desert Pilot จิตวิญญาณนาฬิกานักบินในเฉดสีแห่งทะเลทราย
Ming 57.04 Phoenix การกลับมาของ Monopusher ในลุคที่สุขุมยิ่งขึ้น

Wrist Luck: Green Dial Energy | รวม 5 นาฬิกาหน้าปัดเขียว เสริมจังหวะแห่งวสันตวิษุวัตและการสะท้อนพลังแห่งการเติบโต

Wrist Luck: พบกับ 5 เรือนเวลาที่จะมาเปลี่ยนนิยามของเครื่องบอกเวลาให้เป็นเครื่องรางนำโชคประจำปี 2026

เมื่อปฏิทินก้าวเข้าสู่เดือนมีนาคม ปี 2026 โลกโคจรมาถึงจุดที่แสงสว่างและดวงไฟแห่งรัตติกาลยาวเท่ากันพอดี หรือที่ทางดาราศาสตร์เรียกว่า “วสันตวิษุวัต” (Vernal Equinox) ช่วงเวลานี้นอกจากจะเป็นการเปลี่ยนผ่านฤดูกาลแล้ว แต่นัยหนึ่งตามศาสตร์แห่งความเชื่อ มันคือห้วงเวลาที่ประตูแห่งโอกาสบานใหม่กำลังแง้มเปิด เป็นวินาทีที่พลังงานของธาตุไม้เริ่มสั่นไหว พร้อมจะผลิบานเป็นความสำเร็จที่ยั่งยืนบนข้อมือของผู้ที่รู้จักเลือกใช้ กาลเวลา ให้เป็นเครื่องรางนำทางชีวิต

Wrist Luck: Green Dial Energy
วสันตวิษุวัต (Vernal Equinox) คือปรากฏการณ์ที่ดวงอาทิตย์ตั้งฉากกับเส้นศูนย์สูตรของโลก ทำให้มีช่วงเวลากลางวันและกลางคืนยาวเท่ากัน คือ 12 ชั่วโมงพอดี โดยทั่วไปเกิดขึ้นในช่วงวันที่ 20-21 มีนาคมของทุกปี ถือเป็นวันเริ่มต้นฤดูใบไม้ผลิของซีกโลกเหนือ และฤดูใบไม้ร่วงของซีกโลกใต้

ในทางศาสตร์แห่งนาฬิกานำโชค สีที่ทรงพลังที่สุดในห้วงเดือนนี้คงหนีไม่พ้น “สีเขียวธรรมชาติ” (Organic Green) ซึ่งเปรียบเสมือนสัญลักษณ์ของการฟื้นฟูและการดึงดูดทรัพย์ที่มั่นคง แต่การจะเลือกนาฬิกาให้ทรงพลังเหนือระดับนั้น เราอาจต้องมองข้ามแบรนด์มหาชนที่พบเห็นได้ทั่วไป แล้วหันมามองงานศิลปะที่สะท้อน ตัวตน และ ความพิถีพิถัน ของผู้สวมใส่ผ่านเรือนเวลาที่มีจิตวิญญาณเฉพาะตัว

Malachite
Wrist Luck: Green Dial Energy

Grand Seiko: สติและสมาธิผ่านลวดลายป่าหลังฝน

หากคุณเชื่อในพลังของสมาธิและความสงบนิ่ง Grand Seiko ในซีรีส์ที่ถ่ายทอดความงามของธรรมชาติญี่ปุ่นคือคำตอบที่สมบูรณ์แบบ ลวดลายบนหน้าปัดที่จำลองผืนป่าหลังฝนตกทำหน้าที่ส่งต่อ “พลังแห่งธาตุไม้” มาสู่ผู้สวมใส่โดยตรง ขณะที่งานขัดแต่ง Zaratsu อันเงางามช่วยสะท้อนพลังงานด้านลบออกไป เหลือไว้เพียงความสว่างไสวที่นำพาความเจริญรุ่งเรืองมาสู่ผู้สวมใส่ในช่วงต้นปีนี้

SBGE257 Sport Collection

H. Moser & Cie.: บารมีที่เยือกเย็นในเฉดสี Cosmic Green

สำหรับผู้ที่ต้องการเสริมบารมีและความน่าเกรงขามอย่างมีชั้นเชิง แบบไม่ต้องตะโกน H. Moser & Cie. รุ่นหน้าปัดสี Cosmic Green จะช่วยปรับฮวงจุ้ยบนข้อมือด้วยเทคนิคการไล่เฉดสีแบบ Fumé ที่ดูมีมิติและลึกลับประหนึ่งจักรวาลที่ไร้จุดสิ้นสุด สีเขียวที่เข้มลึกตรงขอบหน้าปัดทำหน้าที่คล้าย “ถุงทรัพย์” ที่ช่วยกักเก็บความมั่งคั่งไม่ให้รั่วไหล ขณะที่ความเรียบง่ายไร้โลโก้ของตัวเรือนกลับยิ่งส่งเสริมให้ผู้สวมใส่ดูเป็นผู้ที่มีบารมีจากภายใน เป็นความโชคดีที่เกิดจากความมั่นใจและสติปัญญา

Pioneer Centre Seconds Cosmic Green

Glashütte Original: รากฐานที่มั่นคงและความสมบูรณ์แบบของชีวิต

ส่วนใครที่มองหาความมั่นคงดุจรากไม้ที่หยั่งลึก Glashütte Original จากเยอรมนี ในรุ่นหน้าปัดสีเขียว Forest Green ที่มี Texture เฉพาะตัว จะช่วยเสริมดวงด้านการตัดสินใจและความหนักแน่น ทรงหน้าปัดแบบโดมโค้งมนตามความเชื่อเรื่องรูปทรงมงคลคือสัญลักษณ์ของความ “ครบถ้วนสมบูรณ์” ช่วยให้ชีวิตการงานและครอบครัวมีความสมดุลประดุจความอุดมสมบูรณ์ของป่าใหญ่ในฤดูใบไม้ผลิ

SeaQ Panorama Date
Seventies Chronograph Panorama Date Vintage Collection

IWC: เข็มทิศแห่งชัยชนะ

หรือหากคุณต้องการความคล่องตัวและการปรับตัวที่ยอดเยี่ยม IWC Portugieser หน้าปัดสีเขียวเข้ม (Racing Green) คือตัวแทนของพลังงานที่เคลื่อนที่ การออกแบบที่ดูสะอาดตาแต่เปี่ยมไปด้วยฟังก์ชันเปรียบเสมือนเข็มทิศที่ช่วยนำทางในการเจรจาธุรกิจ สีเขียวในสไตล์ Racing ยังสื่อถึง “ชัยชนะ” และความรวดเร็วในการคว้าโอกาสที่ผ่านเข้ามาในเดือนแห่งการเริ่มต้นนี้

Wrist Luck March 2026: Green Dial Energy
Portugieser Perpetual Calendar 42

Piaget: อัญมณีแห่งการปกป้องและการดึงดูดความโชคดี

และสำหรับใครที่มองหาความหรูหราที่ผสานกับพลังแห่งดินและน้ำ Piaget Altiplano ที่มาพร้อมหน้าปัดหินธรรมชาติอย่าง Malachite (มาลาไคต์) คือที่สุดของการเสริมดวงชะตา เพราะหินชนิดนี้ตามความเชื่อโบราณคือหินแห่งการปกป้องและการดึงดูดความโชคดี ลวดลายริ้วสีเขียวตามธรรมชาติในหินมาลาไคต์แต่ละเรือนจะไม่ซ้ำกันเลย เปรียบเสมือนลายนิ้วมือแห่งโชคลาภเฉพาะบุคคลที่ช่วยส่งเสริมพลังด้านเมตตามหานิยมให้เจิดจรัสที่สุดในฤดูกาลนี้

Piaget Altiplano Tourbillon Malachite
Wrist Luck March 2026: Green Dial Energy
Limelight Gala watch
Wrist Luck March 2026: Green Dial Energy
Andy Warhol watch

การเลือกสวมใส่นาฬิกาหน้าปัดสีเขียวในเดือนมีนาคม 2026 คือการเลือกผนึกรวม “จังหวะชีวิต” ให้เป็นอันหนึ่งอันเดียวกับธรรมชาติ พลังงานที่ส่งผ่านจากหน้าปัดสู่ข้อมือจะเป็นเครื่องยืนยันว่า ความโชคดีมักจะเลือกอยู่เคียงข้างคนที่ให้ความสำคัญกับรายละเอียดที่ลึกซึ้งของกาลเวลาเสมอ

อ่านบทความอื่นๆ เพิ่มเติม
Midnight Black Power: กับ 5 เรือนเวลาดำดาร์ก เสริมพลังอำนาจแห่งการควบคุม
รู้ไหมว่าแค่ “วัสดุ” ของนาฬิกาก็ส่งผลถึงดวงคุณได้? เติมเต็มโชคให้ข้อมือคุณ
เลือกนาฬิกาคู่ใจให้ตรง ‘Mood’ ในแต่ละวันของสัปดาห์

Franck Muller เผยโฉมสามเรือนเวลาไอคอนิก ต้อนรับสีสันแห่งเดือนมีนาคม

Franck Muller กับ 3 เรือนเวลาไฮไลต์รับเดือนมีนาคม 2026

แฟรงค์ มุลเลอร์ (Franck Muller) แบรนด์ผู้สร้างสรรค์เรือนเวลาอิสระระดับสูงเริ่มต้นเดือนมีนาคม ด้วยการนำเสนอศิลปะแห่งกลไกผ่านนาฬิกาสามรุ่นพิเศษ โดยแต่ละเรือนถูกคัดเลือกมาเพื่อสะท้อนบุคลิกที่แตกต่างกัน ตั้งแต่จิตวิญญาณแห่งการผจญภัยในท้องทะเล ความสง่างามที่เปี่ยมด้วยความซับซ้อน ไปจนถึงนวัตกรรมทางวัสดุที่มอบความสดใสและพลังความมั่นใจให้กับผู้สวมใส่

Vanguard Sail Yachting

สำหรับการเดินเรือในเดือนที่ท้องฟ้าเปิดกว้าง แฟรงค์ มุลเลอร์ ส่งเรือนเวลา Vanguard Sail Yachting มาเป็นตัวแทนของความกล้าหาญ นาฬิการุ่นนี้ได้รับแรงบันดาลใจมาจากรายละเอียดของเรือใบและโลกใต้ผืนน้ำอันกว้างไกล ขับเคลื่อนอย่างแม่นยำด้วยกลไกอินเฮาส์ที่ประกอบขึ้นจากชิ้นส่วนรวม 191 ชิ้น ทุกองค์ประกอบตั้งแต่ชุดเฟืองไปจนถึงโรเตอร์ถูกสร้างสรรค์ขึ้นด้วยความประณีตเพื่อยกย่องเหล่านักเดินทางผู้มีจินตนาการกว้างไกลและใช้เวลาในทุกวินาทีเพื่อมุ่งหน้าสู่ขอบฟ้า

Cintrée Curvex Nuance

ในด้านของความหรูหราที่มาพร้อมเอกลักษณ์อันเป็นตำนาน คอลเลกชัน Cintrée Curvex Nuance นำเสนอตัวเรือนทรงโค้งที่สามารถรับและสะท้อนแสงได้อย่างนุ่มนวล ความโดดเด่นของเรือนเวลารุ่นนี้คือการออกแบบหน้าปัดย่อยใหม่ที่จัดวางตำแหน่งให้อยู่ล้อมรอบช่องแสดงวันที่ ณ ตำแหน่ง 6 นาฬิกา การไล่เฉดสีบนหน้าปัดช่วยขับเน้นความละเอียดอ่อนของชิ้นงานให้ดูทันสมัยและมีความซับซ้อนทางเทคนิคเพิ่มขึ้น เป็นการตีความรูปทรงไอคอนิกของแบรนด์ให้มีความเปล่งประกายและประณีตท่ามกลางบรรยากาศของฤดูร้อน

Vanguard Royal Bauxite

ขณะที่ความมีชีวิตชีวาถูกถ่ายทอดผ่าน Vanguard Royal Bauxite เรือนเวลาที่ตั้งชื่อตามแร่ธรรมชาติและหมู่บ้าน ลี บู ในฝรั่งเศส ความพิเศษของรุ่นนี้คือการใช้นวัตกรรมอะลูมิเนียม อัลลอย ชนิดพิเศษมาสร้างสรรค์เป็นตัวเรือนที่มีสีสันโดดเด่นสะดุดตา ผลงานชิ้นนี้แสดงให้เห็นถึงความทุ่มเทของแบรนด์ที่ต้องการผสานงานฝีมือดั้งเดิมเข้ากับวัสดุสมัยใหม่ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและแรงดึงดูดให้กับผู้สวมใส่ในทุกช่วงเวลาที่มีแสงแดดสาดส่อง

โดยสรุปแล้ว เรือนเวลาทั้งสามรุ่นจาก เฮาส์ ออฟ แฟรงค์ มุลเลอร์ ประจำเดือนมีนาคมนี้ เป็นภาพสะท้อนของความสำเร็จตลอดเส้นทางนับตั้งแต่ก่อตั้งบริษัทในปี ค.ศ. 1991 จากโรงงานวอทช์แลนด์ในเจนีวาที่มุ่งมั่นคิดค้นกลไกจักรกลและสิทธิบัตรใหม่ๆ แบรนด์ยังคงรักษาความเป็นผู้นำในการประดิษฐ์นาฬิการ่วมสมัยที่ได้รับความชื่นชมไปทั่วโลก การคัดสรรนาฬิกาในครั้งนี้จึงเป็นการตอกย้ำถึงความเชี่ยวชาญทั้งในด้านความแม่นยำ สไตล์ และนวัตกรรมที่ก้าวล้ำไปพร้อมกับประวัติศาสตร์การประดิษฐ์เรือนเวลาชั้นสูง

ข้อมูลทางเทคนิค
Vanguard Sail Yachting (แวงการ์ด เซล ยอชติง)
  • ตัวเรือน: รูปทรง Vanguard สไตล์สปอร์ต ขัดเงาด้วยมือ ประดับรายละเอียดที่ได้รับแรงบันดาลใจจากการเดินเรือ
  • หน้าปัด: ตกแต่งด้วยดีไซน์ที่สื่อถึงท้องทะเลและพลังแห่งการเคลื่อนไหว
  • ฟังก์ชั่น: แสดงชั่วโมง นาที วินาที และวันที่
  • กลไก: กลไกอัตโนมัติอินเฮาส์ MVT 2536-SCDT ประกอบด้วยชิ้นส่วน 191 ชิ้น
  • สาย: สายเย็บติดกับตัวเรือนอย่างไร้รอยต่อ เพื่อความคล่องตัวในการสวมใส่
Cintrée Curvex Nuance (ซินทรี เคอร์เว็กซ์ นิวออนซ์)
  • ตัวเรือน: รูปทรง Cintrée Curvex ทรงโค้งอันเป็นเอกลักษณ์ของแบรนด์
  • หน้าปัด: หน้าปัดเฉดสีไล่ระดับ (Softly shaded) ดีไซน์ตัวเลขอาหรับสไตล์โมเดิร์นคลาสสิก
  • ฟังก์ชั่น: แสดงชั่วโมง นาที วินาที และช่องหน้าต่างวันที่ ณ ตำแหน่ง 6 นาฬิกา
  • กลไก: กลไกอัตโนมัติที่เน้นความประณีตและการทำงานที่ลื่นไหล
  • สาย: สายหนังจระเข้หรือสายที่เข้ากับตัวเรือนเพื่อความสง่างามเรียบหรู
Vanguard Royal Bauxite (แวงการ์ด รอยัล บุกสิท)
  • ตัวเรือน: อะลูมิเนียม อัลลอย ชนิดพิเศษ (Exclusive aluminium alloy) สีสันสดใสในทรง Vanguard
  • หน้าปัด: สีสันโทนอุ่นสะดุดตา รับกับสีของตัวเรือนอะลูมิเนียม
  • ฟังก์ชั่น: แสดงชั่วโมง นาที วินาที และวันที่
  • กลไก: กลไกอัตโนมัติที่เน้นความทนทานและนวัตกรรมทางเทคนิค
  • สาย: สายสปอร์ตที่มีความยืดหยุ่นและทนทาน เข้ากับตัวเรือนที่มีน้ำหนักเบาและแข็งแรง

อ่านบทความอื่นๆ เพิ่มเติม
Lebois & Co Heritage Sector Chronograph Aventurine  ท้องฟ้าจำลองบนข้อมือในสไตล์วินเทจ
Bremont เผยด้านที่สนุกสนานผ่านเรือนเวลา Altitude MB Meteor “Felix the Cat”
Poetry of Time…. เมื่อการบอกเวลาแปรเปลี่ยนเป็นบทกวีแห่งจินตนาการดังผลงานของ Van Cleef & Arpels 

Glashütte Original Serenade Luna Skyline Blue เมื่อจันทราร่ายระบำบนหน้าปัดมุกแห่งท้องฟ้า

แม้จะเป็นนาฬิกาสำหรับสุภาพสตรี แต่ยังคงอัดแน่นด้วยเทคโนโลยีกลไกระดับสูงที่ไว้ใจได้จาก Glashütte Original

Glashütte Original ได้พิสูจน์ให้เห็นอีกครั้งว่าความประณีตเชิงช่างแบบเยอรมันนั้นสามารถหลอมรวมเข้ากับความอ่อนโยนของผู้หญิงได้อย่างไร้ที่ติ ผ่านเรือนเวลาคอลเลกชัน Serenade Luna โดยเฉพาะในรุ่นหน้าปัด Skyline Blue ที่ดึงดูดทุกสายตาด้วยการใช้เปลือกหอยมุก (Mother-of-pearl) สีฟ้าสดใส ซึ่งให้มิติของสีที่เปลี่ยนแปลงไปตามแสงราวกับท้องฟ้าที่มีชีวิต

Glashütte Original Serenade Luna Skyline Blue
Glashütte Original Serenade Luna Skyline Blue

หน้าปัดประกายเพชร

ความโดดเด่นของเรือนนี้อยู่ที่การเลือกใช้ Blue Mother-of-pearl มาทำหน้าปัด มอบความรู้สึกเงียบสงบแต่ลุ่มลึก หลักชั่วโมงทำจากไวท์โกลด์ ทรงหยดน้ำที่ประดับด้วยเพชรน้ำงาม 20 เม็ด เพิ่มความหรูหราอย่างมีระดับ และที่ตำแหน่ง 6 นาฬิกา คือไฮไลต์สำคัญอย่าง Moon Phase หรือฟังก์ชันแสดงข้างขึ้น-ข้างแรม ที่ถูกออกแบบมาอย่างประณีต โดยใช้ดวงจันทร์ที่ทำจากมุกสีขาวสะอาดตา ตัดกับพื้นหลังท้องฟ้ามุกสีน้ำเงินเข้ม สร้างความสมดุลและความละเมียดละไมให้กับหน้าปัดอย่างลงตัว

ตัวเรือนที่ประดับด้วยอัญมณีล้ำค่า

ตัวเรือนสเตนเลสสตีลมาในขนาดที่พอเหมาะคือ 32.5 มิลลิเมตร และมีความเพรียวบางเพียง 8.9 มิลลิเมตร ขอบตัวเรือน (Bezel) เปล่งประกายด้วยเพชรเจียระไนทรง Brilliant-cut จำนวน 48 เม็ด นอกจากนี้ ความพิเศษยังรวมไปถึงเม็ดมะยมที่ประดับด้วยเพชรทรง Rose-cut เม็ดใหญ่หนึ่งเม็ด ซึ่งถือเป็นเอกลักษณ์ที่บ่งบอกถึงความใส่ใจในทุกรายละเอียดของรุ่น Serenade Luna

กลไก In-house ที่ทรงพลังและแม่นยำ

ภายใต้ความสวยงามคือหัวใจที่แข็งแกร่งอย่างกลไก Calibre 35-14 ซึ่งเป็นกลไกอัตโนมัติที่พัฒนาและผลิตขึ้นเองภายในโรงงานของ Glashütte Original โดยตรง กลไกชุดนี้มีความหนาเพียง 3.8 มิลลิเมตร แต่ให้พลังงานสำรองยาวนานถึง 60 ชั่วโมง มาพร้อมสายใยจักรกลอกซิลิคอน (Silicon Balance Spring) ที่ช่วยต้านทานสนามแม่เหล็กและความผันผวนของอุณหภูมิ ทำให้การบอกเวลาเป็นไปอย่างแม่นยำที่สุด ซึ่งเราสามารถชมงานขัดแต่งกลไกที่ประณีตและโรเตอร์ที่ทำจากเรดโกลด์ 18K ได้ผ่านฝาหลังแซฟไฟร์ใส

ข้อมูลทางเทคนิค 
  • ตัวเรือน: สแตนเลสสตีลขัดเงา ขนาด 32.5 มม. หนา 8.9 มม.
  • การประดับอัญมณี: เพชร 48 เม็ดบนขอบตัวเรือน และเพชรทรง Rose-cut บนเม็ดมะยม
  • หน้าปัด: เปลือกหอยมุกสีฟ้า (Blue Mother-of-pearl) พร้อมหลักชั่วโมงทองคำขาวประดับเพชร 20 เม็ด
  • ฟังก์ชัน: แสดงชั่วโมง นาที วินาที และข้างขึ้น-ข้างแรม (Moon Phase) ที่ตำแหน่ง 6 นาฬิกา
  • กลไก: Calibre 35-14 (In-house Automatic) ความถี่ 4Hz สายใยซิลิคอน
  • สำรองพลังงาน: 60 ชั่วโมง การกันน้ำ 30 เมตร
  • สายนาฬิกา: มีให้เลือกทั้งสายสแตนเลสสตีลขัดเงา (Ref. 1-35-14-04-12-14) หรือสายหนังจระเข้สีฟ้า (Ref. 1-35-14-04-12-04)

อ่านบทความอื่นๆ เพิ่มเติม
ท่ามกลางกระแสนาฬิกาสปอร์ตที่ถาโถม… อะไรคือสิ่งที่ทำให้ Laurent Ferrier Sport Auto แตกต่าง?
Ming 57.04 Phoenix การกลับมาของ Monopusher ในลุคที่สุขุมยิ่งขึ้น
Poetry of Time…. เมื่อการบอกเวลาแปรเปลี่ยนเป็นบทกวีแห่งจินตนาการดังผลงานของ Van Cleef & Arpels 

Kurono Tokyo Diver จินตนาการใหม่แห่งนาฬิกาดำน้ำในร่างโมดูลาร์

Kurono Diver’s: ダイバーズ นาฬิกาดำน้ำเปลี่ยนร่างได้จาก Hajime Asaoka

Kurono Tokyo กลับมาสร้างแรงสั่นสะเทือนให้วงการนาฬิกาอีกครั้งด้วยการเปิดตัว Kurono Diver’s ผลงานที่ไม่ได้เป็นเพียงนาฬิกาดำน้ำทั่วไป เพราะนี่คือการนำเสนอแนวคิด นาฬิกาสองบุคลิก ที่สามารถปรับเปลี่ยนรูปแบบการใช้งานได้อย่างสุดขั้ว โดยหัวใจสำคัญอยู่ที่โครงสร้างแบบ Dual-case หรือการใช้ตัวเรือนซ้อนตัวเรือน ซึ่งช่วยให้นักสะสมสามารถเป็นเจ้าของนาฬิกาเดรสที่สุขุมและเครื่องมือดำน้ำที่ดุดันได้ในเรือนเดียวกัน

ในยามปกติที่คุณต้องการความเรียบหรู นาฬิกาเรือนนี้จะทำหน้าที่เป็นนาฬิกาสไตล์เดรสในรูปทรงสี่เหลี่ยมจัตุรัสขอบมน (Cushion-shaped) ขนาดกะทัดรัดเพียง 35 มิลลิเมตร และมีความหนาเพียง 9 มิลลิเมตรเท่านั้น ตัวเรือนทำจากสเตนเลสสตีลขัดเงาที่ให้ลุคคลาสสิกแนบไปกับข้อมืออย่างนุ่มนวล โดยมีประสิทธิภาพในการกันน้ำพื้นฐานที่ 50 เมตร ซึ่งเพียงพอสำหรับการใช้งานในชีวิตประจำวันทั่วไป

ทว่าเมื่อถึงเวลาที่ต้องเผชิญกับโลกใต้น้ำ นาฬิกาเรือนในจะถูกบรรจุลงใน ตัวเรือนชั้นนอก (Diving Case) ขนาด 46 มิลลิเมตร ที่ออกแบบมาเพื่อการดำน้ำโดยเฉพาะ ส่วนตัวเรือนชั้นนอกนี้มาพร้อมกับขอบหน้าปัดแบบหมุนได้ทิศทางเดียว (Unidirectional Bezel) ที่ทำจากวัสดุ Extra Super Duralumin สีแดงเข้มอันเป็นเอกลักษณ์ พร้อมสเกลจับเวลา 60 นาทีที่คมชัด ความล้ำสมัยอยู่ที่ระบบการปิดผนึก ซึ่งหากใช้งานปกติจะกันน้ำได้ที่ 100 เมตร แต่เมื่อทำการล็อคด้วยเครื่องมือพิเศษ (Special tool) ที่แบรนด์จัดทำมาให้ ตัวเรือนจะถูกซีลอย่างแน่นหนาจนสามารถกันน้ำได้ลึกถึง 300 เมตรเลยทีเดียว

หน้าปัดของ Kurono Diver’s รุ่นนี้มาในสีขาวสะอาดตา ตัดกับหลักชั่วโมงขนาดใหญ่ที่แต้มด้วยสารเรืองแสงเพื่อความชัดเจนสูงสุด ชุดเข็มยังคงเอกลักษณ์ความประณีตด้วยเข็มทรง Cathedral ที่ทำจาก Blue Steel และฉลุโปร่งเพื่อบรรจุพรายน้ำไว้อย่างเต็มพื้นที่ ภายในขับเคลื่อนด้วยกลไกอัตโนมัติ Miyota 90S5 ที่มีความถี่ 4Hz และสำรองพลังงานได้นาน 40 ชั่วโมง ซึ่งเป็นกลไกที่ขึ้นชื่อเรื่องความทนทานและไว้ใจได้ในทุกสถาณการณ์

ความใส่ใจในรายละเอียดของ Hajime Asaoka ยังลามไปถึงสายนาฬิกา โดยในชุดจะมาพร้อมสายหนังขนาด 19 มม. สำหรับการใส่เป็นนาฬิกาเดรส และสายยางขนาด 24 มม. สำหรับการใส่กับตัวเรือนดำน้ำ ซึ่งทั้งคู่ติดตั้งระบบ Quick-release เพื่อให้การเปลี่ยนสไตล์ทำได้ง่ายและรวดเร็วที่สุด

สำหรับนักสะสมที่สนใจ Kurono Tokyo ยังคงรักษาธรรมเนียมความเป็นธรรมด้วยระบบ Ballot (สุ่มสิทธิ์การซื้อ) โดยเปิดให้ลงชื่อแสดงความสนใจ (Expression of Interest) ผ่านหน้าเว็บไซต์ของแบรนด์ตั้งแต่วันที่ 5 มีนาคม จนถึงวันที่ 11 มีนาคม 2026 เท่านั้น โดยกำหนดนโยบายจำกัดหนึ่งเรือนต่อหนึ่งลูกค้า และคาดว่าจะเริ่มส่งมอบผลงานชิ้นเอกนี้ให้แก่ผู้ที่ได้รับคัดเลือกตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2026 เป็นต้นไป

ข้อมูลทางเทคนิค

  • ตัวเรือน: ชั้นในทำจากสตีลขัดเงาทรง Cushion ขนาด 35 x 35 มม. หนา 9 มม. กันน้ำ 50 เมตร ส่วนตัวเรือนชั้นนอกสำหรับดำน้ำมีขนาด 46 มม. มาพร้อมขอบ Duralumin สีแดงเข้ม กันน้ำสูงสุด 300 เมตรเมื่อล็อคด้วยเครื่องมือพิเศษ 
  • หน้าปัด: สีขาวใช้เข็ม Blue Steel Cathedral พรายน้ำชัดเจน 
  • กลไก: ขับเคลื่อนด้วยกลไกอัตโนมัติ Miyota 90S5 สำรองพลังงาน 40 ชั่วโมง 
  • สาย: มาพร้อมสายหนังและสายยางแบบเปลี่ยนเร็ว

อ่านบทความอื่นๆ เพิ่มเติม
Ming 57.04 Phoenix การกลับมาของ Monopusher ในลุคที่สุขุมยิ่งขึ้น
Hanhart 417 TI Desert Pilot จิตวิญญาณนาฬิกานักบินในเฉดสีแห่งทะเลทราย
ท่ามกลางกระแสนาฬิกาสปอร์ตที่ถาโถม… อะไรคือสิ่งที่ทำให้ Laurent Ferrier Sport Auto แตกต่าง?

เผยโฉม Christiaan van der Klaauw x Revolution

เจาะลึกนาฬิกาแพลนเนทาเรียมหน้าปัดซิลิคอน นิยามใหม่ของกลไกแห่งดวงดาว จากความเรียบง่ายสู่ความซับซ้อนระดับจักรวาล

บทความโดย Cheryl Chia . Mar 10, 2026

เมื่อหน้าปัดที่รังสรรค์จากแผ่นซิลิคอนเหลือบสี บรรจบกับดวงดาวที่แต่งแต้มด้วยสารเรืองแสง CVDK x Revolution Grand Planetarium Eccentric จึงเปลี่ยนกลไกแห่งท้องฟ้าให้กลายเป็นโรงละครแห่งรัตติกาลที่แปรเปลี่ยนไปตามแสงเงา

กลไกสลับซับซ้อนเชิงดาราศาสตร์ถือเป็นหนึ่งในอาณาจักรที่กว้างขวางและเปี่ยมเสน่ห์ที่สุดของโลกนาฬิกา หากพิจารณาจากระดับเริ่มต้น เราจะได้พบกับกลไกแสดงข้างขึ้นข้างแรมที่คุ้นเคย ซึ่งมีความงดงามในเชิงกวีและทำความเข้าใจได้ง่ายเพียงแค่ปรายตามอง แต่เมื่อขยับลึกลงไปมากกว่านั้น กรอบของเวลาจะเปิดกว้างสู่โลกอีกใบที่เต็มไปด้วยรายละเอียดมหาศาล

นาฬิกาบางเรือนไม่ได้แสดงเพียงแค่เวลาสุริยคติเฉลี่ยที่เราใช้กันทั่วไปเท่านั้น ยังสามารถแสดงเวลาดาราคติ ซึ่งเป็นการวัดค่าการหมุนของโลกเมื่อเทียบกับตำแหน่งดวงดาวที่อยู่กับที่ ขณะที่นาฬิกาบางรุ่นแสดงสมการเวลาเพื่อระบุส่วนต่างระหว่างเวลาสุริยคติเฉลี่ยกับเวลาสุริยคติจริง ซึ่งเป็นความคลาดเคลื่อนที่เกิดจากความรีของวงโคจรและการเอียงของแกนโลก

นอกจากนี้ยังมีกลไกแสดงเวลาพระอาทิตย์ขึ้นและพระอาทิตย์ตกที่ต้องได้รับการปรับตั้งค่าตามเส้นละติจูดเฉพาะ โดยมีรูปร่างของชิ้นส่วน cam ที่ถูกออกแบบมาตามองศาการเอียงของแกนโลกและความรีของวงโคจร รวมถึงกลไกพยากรณ์การเกิดสุริยุปราคาและจันทรุปราคาที่คำนวณจากรอบวงจรสุริยจันทรคติอย่างวงรอบซารอส กลไกแสดงกระแสน้ำที่ยึดตามวันทางจันทรคติแทนวันทางสุริยคติ ไปจนถึงแผนที่ดาวแบบหมุนได้ที่ปรับตั้งค่าตามซีกโลกเพื่อจำลองภาพการเคลื่อนที่ของท้องฟ้ายามค่ำคืนตลอดทั้งปี

ความเป็นไปได้ของกลไกเหล่านี้นั้นแทบจะไร้ขีดจำกัด แต่หากจะพูดถึงสิ่งที่กระตุ้นจินตนาการได้มากที่สุดย่อมหนีไม่พ้น กลไกจำลองวงโคจรของดวงดาวหรือแพลนเนทาเรียม ในขณะที่กลไกประเภทอื่นมักจะแยกแสดงผลเพียงรอบวงจรเดียว แต่แพลนเนทาเรียมพยายามจำลองระบบสุริยะทั้งหมดเอาไว้ ซึ่งต้องรับมือกับเรื่องของมาตราส่วนในแบบที่กลไกซับซ้อนน้อยชิ้นจะทำได้

นอกจากนี้ยังมีเรื่องของระยะเวลาที่ส่งผลกระทบต่อความรู้สึกอย่างมีนัยสำคัญ เมื่อโลกโคจรครบหนึ่งรอบต่อปี เราจะยังสามารถสังเกตเห็นการเคลื่อนไหวได้ แต่เมื่อดาวเสาร์ต้องใช้เวลาเกือบ 30 ปี และดาวเนปจูนใช้เวลามากกว่า 160 ปี การเคลื่อนที่เหล่านั้นจะกลายเป็นสิ่งที่แทบมองไม่เห็นด้วยตาเปล่า แม้นาฬิกายังคงทำงานและฟันเฟืองยังคงหมุนไป แต่สิ่งที่ปรากฏบนหน้าปัดบางอย่างอาจไม่สามารถโคจรได้ครบหนึ่งรอบภายในช่วงชีวิตของมนุษย์คนหนึ่งเลยด้วยซ้ำ ความแตกต่างอย่างสุดขั้วระหว่างการทำงานของจักรกลที่เกิดขึ้นในทันที กับระยะเวลาอันยาวนานในทางดาราศาสตร์ ได้มอบพลังดึงดูดและความลุ่มลึกที่แสนพิเศษให้กับหน้าปัดแสดงผลประเภทนี้

แพลนเนทาเรียมยังเป็นสิ่งที่ยากจะต้านทานเพราะมันช่วยปรับเปลี่ยนมุมมอง การประดิษฐ์นาฬิกาส่วนใหญ่มักยึดถือมนุษย์เป็นศูนย์กลาง ไม่ว่าจะเป็นการแสดงชั่วโมง นาที หรือปฏิทิน ซึ่งเป็นการจัดระเบียบเวลาเพื่อกิจกรรมของมนุษย์ ในทางกลับกัน การแสดงผลแบบยึดดวงอาทิตย์เป็นศูนย์กลางได้นำโลกไปวางไว้ท่ามกลางดาวเคราะห์ดวงอื่นๆ โลกไม่ได้เป็นจุดอ้างอิงอีกต่อไป แต่เป็นเพียงส่วนหนึ่งในระบบ และความจริงที่ว่าประสบการณ์ในแต่ละวันของเราดำเนินไปภายใต้ระเบียบอันกว้างใหญ่และเที่ยงตรงของสรวงสวรรค์นั้น กลายเป็นสิ่งที่เราไม่อาจมองข้ามได้เลย

Christiaan van der Klaauw x Revolution The Grand Planetarium Eccentric Si14 (Silicium)

นาฬิกาข้อมือที่มาพร้อมกลไกแพลนเนทาเรียมนั้นถือเป็นสิ่งที่หาได้ยากมาก และแทบไม่มีแบรนด์ไหนที่สามารถรักษาการผลิตไว้อย่างต่อเนื่องได้ ซึ่งผู้ที่ยืนอยู่แถวหน้าและเป็นตัวแทนที่โดดเด่นที่สุดของศาสตร์แขนงนี้ในปัจจุบันจะเป็นใครไปไม่ได้นอกจาก คริสเตียน ฟาน เดอร์ คลาว (Christiaan van der Klaauw)

ผลงานความร่วมมือล่าสุดระหว่างแบรนด์และ Revolution คือรุ่น Grand Planetarium Eccentric Si14 (Silicium) ซึ่งผลิตขึ้นในจำนวนจำกัดเพียง 6 เรือน โดยต่อยอดมาจากโมเดลที่เปิดตัวครั้งแรกในปี 2024 เพื่อเฉลิมฉลองครบรอบ 50 ปีของแบรนด์ ทั้งนี้ Grand Planetarium Eccentric ถือเป็นนาฬิกาข้อมือกลไกเรือนแรกและเรือนเดียวของโลก ที่สามารถแสดงวงโคจรตามเวลาจริงของดาวเคราะห์ทั้ง 8 ดวงในระบบสุริยะ ตั้งแต่ดาวพุธที่อยู่ใกล้ดวงอาทิตย์ที่สุดไปจนถึงดาวเนปจูนที่อยู่ไกลออกไปได้สำเร็จ

Christiaan van der Klaauw x Revolution ท้องฟ้าจำลองแกรนด์ประหลาด Si14 (ซิลิเซียม)
ในความมืด จอแสดงผลระบบสุริยะของ CVDK × Revolution The Grand Planetarium Eccentric Si14 (Silicium) จะมองเห็นได้ชัดเจนขึ้นด้วยสารเรืองแสง Super-LumiNova ดาวเคราะห์เรืองแสงที่ติดด้วยมือและส่วนต่างๆ ของวงโคจรจะเรืองแสงอย่างนุ่มนวลบนหน้าปัดซิลิคอนออกซิไดซ์

ตัวเรือนเหล็กแกร่งและหน้าปัดซิลิคอน

ตัวเรือนของ CVDK × Revolution Grand Planetarium Eccentric ขึ้นรูปจากสเตนเลสสตีล 316L และผ่านกระบวนการแพร่คาร์บอนที่อุณหภูมิต่ำ ซึ่งช่วยเพิ่มความแข็งแกร่งของพื้นผิวให้สูงถึงประมาณ 1,200 วิคเกอร์ หรือแข็งกว่าเหล็กทั่วไปถึงหกเท่า การที่นาฬิกาชั้นเลิศมีความทนทานต่อรอยขีดข่วนในระดับนี้ถือเป็นเรื่องที่น่าประทับใจเป็นพิเศษ เพราะใครก็ตามที่เคยทำนาฬิกากระแทกกับพื้นผิวที่แข็ง ย่อมเข้าใจถึงความรู้สึกหวาดกลัวในชั่ววินาทีนั้นก่อนที่จะก้มลงมองรอยความเสียหาย อย่างเช่นประสบการณ์ส่วนตัวของผู้เขียนที่ทำนาฬิกากระแทกเข้ากับตู้ในห้องน้ำบนเครื่องบินจนเกิดเสียงดังสนันเสียจนพนักงานต้อนรับต้องตะโกนถามผ่านประตูด้วยความเป็นห่วงว่าโอเคหรือไม่ แต่เมื่อรอยขีดข่วนที่ควรจะติดตัวนาฬิกาไปตลอดกาลกลับไม่ปรากฏให้เห็น ความรู้สึกและสายสัมพันธ์ที่คุณมีต่อนาฬิกาเรือนนั้นจะเปลี่ยนไปในทันที

นาฬิกา CVDK × Revolution รุ่น Grand Planetarium Eccentric Si14 (ซิลิคอน) บรรจุอยู่ในตัวเรือนขนาด 44 มม. ที่ทำจากสแตนเลส 316L ซึ่งผ่านกระบวนการแพร่คาร์บอนที่อุณหภูมิต่ำ ทำให้ความแข็งของพื้นผิวเพิ่มขึ้นเป็นประมาณ 1,200 วิกเกอร์ ซึ่งแข็งเกือบเท่าเซรามิก

ตัวเรือนผ่านการตกแต่งด้วยเทคนิคการพ่นทราย (Bead-blasting) ทำให้พื้นผิวมีลักษณะด้านในโทนสีเทา ซึ่งช่วยกระจายแสงและทำให้ร่องรอยการใช้งานเพียงเล็กน้อยที่อาจเกิดขึ้นนั้นสังเกตเห็นได้ยากขึ้น นาฬิกามีขนาดตัวเรือนกว้าง 44 มิลลิเมตร และหนา 14.3 มิลลิเมตร ซึ่งจัดอยู่ในกลุ่มนาฬิกาที่มีขนาดค่อนข้างโดดเด่นสะดุดตา แต่แน่นอนว่านาฬิกาที่ตั้งใจจะจำลองระบบสุริยะทั้งระบบไว้บนข้อมือย่อมไม่ได้ถูกออกแบบมาเพื่อความเรียบง่ายอยู่แล้ว ความหนาของตัวเรือนส่วนใหญ่นั้นเป็นผลโดยตรงมาจากความซับซ้อนของโมดูลดาราศาสตร์ที่บรรจุอยู่ภายในนั่นเอง

CVDK × Revolution The Grand Planetarium Eccentric Si14 (Silicium)
หน้าปัดนาฬิกาประกอบด้วยชิ้นส่วนซิลิคอนออกซิไดซ์ 9 ชิ้น ทำให้เกิดสีน้ำเงินม่วงที่เปลี่ยนแปลงไปเรื่อยๆ ชวนให้นึกถึงห้วงอวกาศอันไกลโพ้น บนพื้นผิวหน้าปัดมีภาพดาวเคราะห์ที่วาดด้วยมือโดยใช้สารเรืองแสง Super-LumiNova ซึ่งแสดงถึงคาบการโคจรจริงของพวกมัน ตั้งแต่ดาวพุธ 87.97 วัน ถึงดาวเนปจูน 164.80 ปี ก่อให้เกิดแบบจำลองเชิงกลขนาดเล็กของระบบสุริยะ

เพื่อจำลองภาพของจักรวาล หน้าปัดจึงถูกสร้างขึ้นจากชิ้นส่วนซิลิคอนออกซิไดซ์ (Oxidized silicon) แยกกันถึง 9 ชิ้น ซึ่งมอบคุณสมบัติพื้นผิวที่เล่นแสงเป็นสีรุ้ง โดยจะเปลี่ยนเฉดสีไปมาระหว่างสีน้ำเงินเข้มและสีม่วงตามองศาของแสงที่ตกกระทบ แม้ว่าในโลกนาฬิกา ซิลิคอนจะเป็นที่รู้จักกันดีในฐานะวัสดุที่ใช้ทำหน้าที่เชิงกลไกอย่างชุด Escapements และ Hairsprings แต่ในที่นี้มันถูกนำมาใช้ในบทบาทที่แตกต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง

ผ่านกระบวนการออกซิเดชันที่ควบคุมอย่างแม่นยำ เลเยอร์ออกไซด์บางๆ จะก่อตัวขึ้นบนพื้นผิว ซึ่งทำให้เกิดการแทรกสอดของแสงจนปรากฏเป็นสีสันที่สวยงาม ส่งผลให้หน้าปัดมีโทนสีน้ำเงินแกมม่วงที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวสืบเนื่องมาจากกระบวนการนี้เอง

ดวงอาทิตย์ซึ่งถูกออกแบบให้เป็นโลโก้ของ CVDK จะหมุนอย่างต่อเนื่องและทำหน้าที่เป็นเข็มวินาที ตัวเลขโรมัน รวมถึงโลโก้ที่ตำแหน่ง 12 นาฬิกา ถูกสลักไว้บนพื้นผิวด้านในของกระจกแซฟไฟร์ เพื่อระบุทิศทางที่ถูกต้องของหน้าจอแสดงผล

ท่ามกลางฉากหลังที่แปรเปลี่ยนและมืดมิดนี้ เหล่าดาวเคราะห์ถูกแต่งแต้มด้วยสีพรายน้ำ Super-LumiNova ด้วยมืออย่างประณีตโดยช่างนาฬิการะดับปรมาจารย์ของเมซง ที่น่าสนใจคือมีการสลักเครื่องหมายเรืองแสงขนาดเล็กเพื่อระบุระยะเวลาการโคจรของดาวเคราะห์แต่ละดวงเอาไว้ด้วย โดยดาวพุธจะโคจรครบหนึ่งรอบใน 87.97 วัน ดาวศุกร์ 224.70 วัน โลก 365.24 วัน และดาวอังคาร 686.98 วัน ในขณะที่ดาวเคราะห์วงนอกจะเคลื่อนที่ด้วยจังหวะที่ต้องใช้ความอดทนมากกว่าอย่างเห็นได้ชัด โดยดาวพฤหัสบดีใช้เวลา 11.86 ปี ดาวเสาร์ 29.46 ปี ดาวยูเรนัส 84.02 ปี และดาวเนปจูนต้องใช้เวลาถึง 164.80 ปีในการโคจรรอบดวงอาทิตย์

แม้แต่ดวงจันทร์ของโลกก็ยังถูกจำลองไว้บนหน้าปัดข้างๆ ตำแหน่งของโลกด้วยเช่นกัน นอกจากนี้ ส่วนของเลเยอร์ที่ยกตัวสูงขึ้นตามเส้นทางเดินของดวงดาวก็ยังเป็นสารเรืองแสง ซึ่งทั้งหมดนี้ร่วมกันสร้างการแสดงแสงสีในมาตราส่วนย่อส่วนของจักรวาลที่งดงามตระการตา โดยดาวเคราะห์แต่ละดวงจะปรากฏเป็นจุดแสงเล็กๆ ที่ล่องลอยอยู่ท่ามกลางความว่างเปล่าสีน้ำเงินแกมม่วงอันลุ่มลึกของอวกาศ

ดาวเคราะห์แต่ละดวงถูกวาดด้วยมือโดยใช้สี Super-LumiNova โดย Pim Koeslag ทำให้ระบบสุริยะเรืองแสงได้อย่างสดใสในที่มืด ดาวเคราะห์ที่เรืองแสงและเส้นทางโคจรที่โดดเด่นจะเปลี่ยนหน้าปัดนาฬิกาให้กลายเป็นปรากฏการณ์แสงสีบนท้องฟ้าจำลองขนาดเล็กบนพื้นหลังซิลิคอนสีน้ำเงินม่วงเข้ม

สิ่งที่น่าประทับใจคือ Grand Planetarium ยังรวมเอาสเกลจักรราศีวงนอกมาไว้บนหน้าปัด ซึ่งอ่านค่าผ่านตัวระบุตำแหน่งทรงสามเหลี่ยมสีน้ำเงิน ที่ติดตั้งอยู่ตรงข้ามกับตำแหน่งของโลก และเมื่อโลกโคจรครบหนึ่งรอบในเวลา 365.24 วัน ตำแหน่งของโลกที่ปรากฏบนสเกลจักรราศีที่อยู่กับที่นี้ จะแสดงให้เห็นว่าโลกอยู่ในจุดใดของวงโคจรเมื่อเทียบกับกลุ่มดาวต่างๆ ตามแนวสุริยวิถี (Ecliptic) หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งคือ ตัวระบุตำแหน่งนี้จะเผยให้เห็นส่วนของจักรราศีที่ดวงอาทิตย์ปรากฏให้เห็นจากโลกในเวลาใดก็ตามตลอดทั้งปี

ท้องฟ้าจำลองขนาดใหญ่แสดงคาบการโคจรของดาวเคราะห์ทั้งแปดดวงรอบดวงอาทิตย์ ตั้งแต่ดาวพุธถึงดาวเนปจูน ส่วนแถบด้านนอกมีมาตราส่วนจักรราศี ซึ่งอ่านค่าได้จากลูกศรสีฟ้าที่อยู่ตรงข้ามกับโลก

รายละเอียดนี้มีความสำคัญมากสำหรับการแสดงผลแบบแพลนเนทาเรียม เพราะมันช่วยเชื่อมโยงกลไกแบบยึดดวงอาทิตย์เป็นศูนย์กลาง (Heliocentric mechanics) ของนาฬิกา เข้ากับวิธีที่มนุษย์เราสังเกตการณ์ท้องฟ้าจากโลกจริงๆ หากแบบจำลองระบบสุริยะแสดงเพียงแค่ดาวเคราะห์โคจรรอบดวงอาทิตย์ ก็อาจกลายเป็นเพียงกลไกที่เป็นนามธรรมเกินไป แต่การรวมเอาสเกลจักรราศี (Zodiac scale) ซึ่งก็คือกลุ่มของกลุ่มดาวที่วางตัวอยู่ตามแนวระนาบสุริยวิถีเข้ามาด้วยนั้น ทำให้นาฬิกาสามารถยึดโยงการแสดงผลเข้ากับทรงกลมฟ้า (Celestial sphere) ที่เรามองเห็นได้จริง

ผู้สวมใส่จึงไม่เพียงแต่อ่านค่าได้ว่าโลกอยู่ในจุดใดของวงโคจร แต่ยังทราบด้วยว่าดวงอาทิตย์กำลังอยู่ในตำแหน่งของกลุ่มดาวใดในขณะนั้น โดยกลุ่มดาวที่อยู่ด้านหลังดวงอาทิตย์โดยตรงจะถูกแสงอาทิตย์กลบจนมองไม่เห็นในเวลากลางวัน แต่กลุ่มดาวที่อยู่ฝั่งตรงข้ามจะปรากฏให้เห็นอย่างชัดเจนบนท้องฟ้ายามค่ำคืน นอกจากนี้ สเกลจักรราศียังทำหน้าที่เป็นตัวระบุเดือนปัจจุบันที่ใช้งานได้จริงแบบคร่าวๆ เนื่องจากดวงอาทิตย์จะปรากฏเคลื่อนผ่านจักรราศีทั้ง 12 ราศี โดยแต่ละราศีครอบคลุมพื้นที่ 30 องศาบนแนวสุริยวิถีตามการเคลื่อนที่ของโลกไปตามวงโคจรนั่นเอง

กลไกแห่งท้องฟ้า (Celestial Mechanics)

โมดูลแพลนเนทาเรียมนี้ถูกคิดค้นขึ้นโดย คริสเตียน ฟาน เดอร์ คลาว ด้วยตนเอง โดยหลังจากที่ Pim Koeslag เข้าซื้อกิจการในปี 2022 ได้เพียงไม่กี่เดือน ฟาน เดอร์ คลาว ได้เอ่ยถึงแนวคิดที่เขาเคยพัฒนาค้างไว้ คูสลากจึงเสนอให้นำแนวคิดนั้นมาพัฒนาต่อเพื่อสร้างเป็นผลงานชิ้นสำคัญในการเฉลิมฉลองครบรอบ 50 ปีของแบรนด์ จากนั้น ฟาน เดอร์ คลาว ได้นำเสนอชุดภาพสเก็ตช์ซึ่งเป็นกระดาษขนาด A3 ประมาณ 10 ถึง 15 แผ่น ที่ลงรายละเอียดเกี่ยวกับกลไกไว้อย่างครบถ้วน และตามข้อเสนอแนะของคูสลาก ดาวเคราะห์เพิ่มเติมอีกสองดวงจึงถูกผนวกรวมเข้าไว้ในงานออกแบบชุดนี้ด้วย

แผนผังวาดด้วยมือดำเนินการในระดับ 10:1 โดย Christiaan van der Klaauw

สิ่งที่น่าประทับใจมากๆ คือ แทนที่จะพึ่งพาพลังของการคำนวณด้วยคอมพิวเตอร์เพื่อคัดกรองความเป็นไปได้อันมหาศาลดังเช่นที่นิยมทำกันในปัจจุบัน ฟาน เดอร์ คลาว กลับกำหนดอัตราทดของดาวเคราะห์และวางโครงสร้างกลไกด้วยดินสอ วงเวียน และหลักคณิตศาสตร์โดยตรง กลไกนี้ถูกวางแผนผังในเชิงเรขาคณิต (Geometrically) เพื่อกำหนดตำแหน่งของจักร ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง ระยะห่างระหว่างจุดศูนย์กลางของจักรแต่ละตัว รวมถึงพื้นที่ที่จำเป็นสำหรับชุดเฟืองจักร (Gear trains) ต่างๆ เพื่อให้สามารถขบประสานกันได้อย่างลงตัวภายในโมดูล และหลังจากที่โครงร่างทั้งหมดถูกคลี่คลายลงบนกระดาษแล้วเท่านั้น งานออกแบบจึงถูกถ่ายโอนเข้าสู่ระบบ CAD เพื่อสร้างเป็นแบบจำลองสามมิติต่อไป

Pim Koeslag ซีอีโอและปรมาจารย์ด้านนาฬิกาของ Christiaan van der Klaauw
CVDK Grand Planetarium Eccentric Manufacture สีโรสโกลด์

ในทางกลับกัน เมื่อเปรียบเทียบกับนาฬิกาข้อมือรุ่นที่โด่งดังที่สุดของ ฟาน เดอร์ คลาว อย่างรุ่น CVDK Planetarium ซึ่งครองตำแหน่งนาฬิกาที่มีกลไกแพลนเนทาเรียมขนาดเล็กที่สุดในโลกด้วยขนาดเพียง 15 มิลลิเมตร รุ่น Grand Planetarium กลับเลือกที่จะแผ่ขยายการแสดงผลให้ครอบคลุมไปทั่วทั้งหน้าปัด โดยดาวเคราะห์แต่ละดวงจะโคจรไปตามเส้นทางวงกลมที่ถูกจัดวางให้เยื้องศูนย์กลาง (Off-center) เล็กน้อย เพื่อจำลองภาพลักษณ์ของวงโคจรรูปรี (Elliptical paths) ของดวงดาวรอบดวงอาทิตย์นั่นเอง

Christiaan van der Klaauw × Revolution Planetarium Prometheus เปิดตัวในปี 2024 ผลิตจำนวนจำกัดเพียง 6 ชิ้น

ตัวโมดูลนี้เปรียบเสมือนชุดเฟืองจักรขนาดใหญ่ที่เริ่มต้นการทำงานจากวงล้อชั่วโมง (12-hour wheel) ในชุดกลไกบอกเวลา จากจุดนั้น ระบบทดกำลังแบบผสม (Compound reduction system) ซึ่งแสดงแทนด้วยเฟืองสีเหลืองและสีบานเย็นในภาพจำลอง CAD จะทำการลดทอนความเร็วลงจนได้รอบหมุนของจักรที่ครบรอบทุกๆ 365.24 วัน ซึ่งกลายเป็นวงล้อของโลก (Earth wheel) ที่แสดงเป็นสีน้ำเงิน

จากจุดนี้ ชุดเฟืองจะแยกสาขาออกไปในแนวรัศมีเพื่อสร้างรอบการโคจรของดาวเคราะห์ดวงอื่นๆ โดยสาขาหนึ่งจะเคลื่อนเข้าหาจุดศูนย์กลางเพื่อขับเคลื่อนดาวพุธ (สีเขียว) และดาวศุกร์ (สีฟ้าอ่อน) ในขณะที่อีกสาขาหนึ่งจะขยายออกไปยังส่วนขอบเพื่อขับเคลื่อนดาวอังคาร (สีแดง) ดาวพฤหัสบดี (สีเหลือง) และดาวเสาร์ (สีเบจ) ส่วนดาวยูเรนัสและดาวเนปจูน ซึ่งเป็นดาวเคราะห์ที่เคลื่อนที่ช้าที่สุดด้วยระยะเวลาโคจร 84.02 และ 164.80 ปีตามลำดับนั้น ไม่ได้ถูกแสดงไว้ในภาพจำลอง CAD นี้

ภาพวาด CAD ของโมดูลแกรนด์แพลเนทาเรียม ซึ่งชุดเฟืองประกอบด้วยฟันเฟืองทั้งหมด 3,338 ซี่

ดาวเคราะห์วงในต้องการความเร็วเชิงมุม (Angular velocities) ที่สูงกว่าเมื่อเทียบกับโลก ซึ่งทำได้โดยการจัดวางชุดเฟืองแบบเพิ่มความเร็ว (Gear-up configurations) โดยใช้เฟืองขับ (Pinions) ขนาดเล็กที่รับกำลังมาจากวงล้อของโลกหรือจากขั้นตอนส่งกำลังย่อย ส่วนดาวเคราะห์วงนอกนั้นเคลื่อนที่ช้ากว่ามาก และคาบดาราคติ (Sidereal periods) ของพวกมัน ซึ่งเริ่มตั้งแต่ 686.98 วันสำหรับดาวอังคาร ไปจนถึง 29.46 ปีสำหรับดาวเสาร์ จะถูกคำนวณผ่านการจัดวางชุดเฟืองแบบลดความเร็ว (Gear-down arrangements) ที่ใช้วงล้อขนาดใหญ่ขึ้นตามลำดับเพื่อลดความเร็วของกำลังส่งที่รับมา

ผลลัพธ์ที่ได้คือชุดเฟืองจักรที่ส่งกำลังต่อกันเป็นทอดๆ (Cascading gear train) ซึ่งสามารถจำลองจังหวะการโคจรที่แตกต่างกันอย่างมหาศาลของเหล่าดาวเคราะห์ให้มาอยู่รวมกันได้ภายใต้กลไกเพียงชุดเดียวที่ติดตั้งอยู่บนฝั่งหน้าปัด

ตัวโมดูลถูกติดตั้งไว้ด้านบนของกลไกอัตโนมัติ (Automatic movement) ซึ่งเป็นเอกสิทธิ์ของทางแบรนด์ โดยให้สำรองพลังงานได้ 60 ชั่วโมง ทำงานด้วยความถี่ 3 เฮิรตซ์ (3Hz) และติดตั้งจักรกลอกแบบฟรีสปริง (Free-sprung balance)

ตัวกลไกมีความโดดเด่นในเชิงทัศนียภาพอย่างมาก โดยมีโรเตอร์ทองคำรูปโลโก้ของแบรนด์เป็นจุดนำสายตา ภายใต้โรเตอร์นั้น สะพานจักร (Bridges) ได้รับการตกแต่งด้วยลวดลายหมู่ดาวที่รังสรรค์ขึ้นจากการแกะสลักด้วยเลเซอร์ (Laser engraving) จักรแต่ละตัวในชุดเฟืองส่งกำลัง (Going train) รวมถึงจักรกลอก ต่างได้รับการรองรับด้วยสะพานจักรที่มีปลายรูปดาว ซึ่งดูราวกับดาวตกที่มีอัญมณีประดับอยู่ตรงใจกลาง ตัวดาวเองนั้นได้รับการตกแต่งลายก้นหอย (Circular grained) ในขณะที่แผ่นฐาน (Baseplate) ตกแต่งด้วยลายวน หรือเพอร์ลาจ (Perlage)

กลไกการทำงานอัตโนมัติ Caliber CKM-01 มีพลังงานสำรอง 60 ชั่วโมง และความถี่ในการสั่น 21,600 ครั้งต่อชั่วโมง (3 เฮิรตซ์)
สะพานรูปดาววางอยู่บนลวดลายดาวเคลือบโรเดียมแบบฝ้า ขณะที่โรเตอร์ทองเหลืองแบบโปร่ง เคลือบด้วยโรสโกลด์และมีรูปทรงเป็นโลโก้ CVDK รองรับตุ้มน้ำหนักทังสเตนเคลือบโรเดียม

การออกแบบและการรังสรรค์ทั้งด้านหน้าและด้านหลังทำให้เข็มนาฬิกาเรือนนี้มีความโรแมนติกเป็นพิเศษ นาฬิกาประเภทแพลนเนทาเรียม (Planetarium watches) มักครองพื้นที่พิเศษเสมอในโลกแห่งประดิษฐกรรมเรือนเวลา แม้พวกมันจะไม่ได้ถูกสร้างมาเพื่อเน้นการใช้งานจริง และไม่เคยมีความตั้งใจให้เป็นเช่นนั้น แต่พวกมันกลับสามารถเก็บรับภาพสะท้อนเล็กๆ ของกลไกจักรกลขนาดมหึมาที่ควบคุมสรวงสวรรค์เอาไว้ภายใต้ขอบเขตของนาฬิกาข้อมือ

ในรุ่น CVDK × Revolution Grand Planetarium Eccentric Silicium แบบจำลองระบบสุริยะเชิงกลไกที่ซับซ้อนอยู่แล้วนี้ กลับดูมีชีวิตชีวาอย่างชัดเจนเมื่อความมืดมาเยือน มันอาจเป็นสิ่งที่ช่วยย้ำเตือนเราว่า จักรวาลที่เราเฝ้าสังเกตอยู่นี้ ทั้งจังหวะการเคลื่อนที่ ความเป็นระเบียบ และความงดงามของมันล้วนถูกจารึกไว้ด้วยแสงสว่าง

รายละเอียดทางเทคนิค 
  • กลไก: ขึ้นลานอัตโนมัติ คาลิเบอร์ CKM-01 (Self-winding Caliber CKM-01) สำรองพลังงาน 60 ชั่วโมง ความถี่ 21,600 ครั้งต่อชั่วโมง (3 Hz)
  • ฟังก์ชัน: แสดงชั่วโมงและนาที เข็มวินาทีกลาง (โลโก้ดวงอาทิตย์แบบหมุน) ตัวระบุจักรราศี (Zodiac sign indicator) กลไกแพลนเนทาเรียมแบบเยื้องศูนย์ (Eccentric Planetarium) แสดงวงโคจรของดาวพุธ ดาวศุกร์ โลก ดาวอังคาร ดาวพฤหัสบดี ดาวเสาร์ ดาวยูเรนัส และดาวเนปจูน
  • ตัวเรือน: ขนาด 44 มม. × 14.3 มม. วัสดุสแตนเลสสตีลผ่านกระบวนการเพิ่มความแข็งแกร่ง (Hardened stainless steel) กันน้ำลึก 30 เมตร
  • หน้าปัด: ซิลิคอนออกซิไดซ์ (Oxidized silicon) พร้อมการแสดงผลทางดาราศาสตร์
  • สายนาฬิกา: สายหนังบุผ้าแคนวาสสีดำ เดินด้ายซับในสีม่วง หัวเข็มขัดสายทำจากเหล็ก
  • การจำหน่าย: ผลิตจำนวนจำกัดเพียง 6 เรือนทั่วโลก

อ่านบทความอื่นๆ เพิ่มเติม
Lebois & Co Heritage Sector Chronograph Aventurine  ท้องฟ้าจำลองบนข้อมือในสไตล์วินเทจ
Bremont เผยด้านที่สนุกสนานผ่านเรือนเวลา Altitude MB Meteor “Felix the Cat”
Poetry of Time…. เมื่อการบอกเวลาแปรเปลี่ยนเป็นบทกวีแห่งจินตนาการดังผลงานของ Van Cleef & Arpels 

Parmigiani Fleurier Tonda PF Automatic Alta Rosa สัมผัสแสงแรกบนยอดเขาผ่านหน้าปัดสีชมพูหม่น

Tonda PF Automatic สี Alta Rosa มอบลุคที่ดูทันสมัยและ Unisex ใส่ได้ทั้งชายและหญิง

ในโลกของนาฬิกาหรูที่เน้นความเรียบง่ายแต่เปี่ยมด้วยรายละเอียด Tonda PF จาก Parmigiani Fleurier ได้สร้างมาตรฐานใหม่ให้กับนาฬิกาสไตล์ Integrated Bracelet มาโดยตลอด และการเปิดตัวเฉดสีใหม่ Alta Rosa ในตัวเรือนขนาด 36 มิลลิเมตรนี้ คือการนำเสนอความอ่อนโยนที่ยังคงความแกร่งในแบบฉบับของแบรนด์ไว้ได้อย่างน่าทึ่ง

สีสันจากธรรมชาติและลายสลักระดับตำนาน

ชื่อสี Alta Rosa เป็นเฉดสีชมพูหม่นที่ได้รับแรงบันดาลใจจากปรากฏการณ์ธรรมชาติยามเช้า เมื่อแสงอาทิตย์รุ่งสางอาบไล้ไปบนยอดเขาสูง (Alpine peaks) เฉดสีนี้ถูกถ่ายทอดลงบนหน้าปัดที่มีลวดลาย Grain d’Orge (ลายเม็ดข้าวบาร์เลย์) ซึ่งเป็นงาน Guilloché ที่ละเอียดอ่อนที่สุดแบบหนึ่งในวงการ ความพิเศษคือลวดลายนี้มีขนาดเล็กมากจนดูเรียบเนียนในระยะไกล แต่จะเผยความระยิบระยับและมิติที่ซับซ้อนเมื่อแสงตกกระทบในมุมที่เหมาะสม

หน้าปัดรุ่นนี้ยังคงความบริสุทธิ์ของงานดีไซน์ไว้ด้วยการไม่มีช่องหน้าต่างวันที่ (No-date) และไม่มีเข็มวินาที ทำให้หน้าปัดดูสมมาตรและเงียบสงบที่สุด ตัดกับหลักชั่วโมงและเข็มทรง Delta แบบโปร่ง (Skeletonized) ที่ทำจากทองคำ 18K

การผสมผสานวัสดุที่แตกต่าง Steel และ Platinum

ตัวเรือนขนาด 36 มิลลิเมตร ทำจากสแตนเลสสตีลขัดเงาสลับปัดเสี้ยนอย่างประณีต แต่จุดที่ทำให้ Tonda PF โดดเด่นกว่านาฬิกาสปอร์ตหรูทั่วไปคือ ขอบตัวเรือน (Bezel) ที่ทำจาก Platinum 950 ซึ่งมีความสว่างและขาวนวลกว่าสตีล ขอบเรือนนี้ถูกเซาะร่องละเอียดด้วยมือ (Hand-knurled) มอบสัมผัสที่หรูหราและเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวของ Parmigiani Fleurier

ด้วยความหนาของตัวเรือนเพียง 8.6 มิลลิเมตร ทำให้นาฬิกาเรือนนี้มีความเพรียวบางระดับ Ultra-thin สามารถสวมใส่ได้แนบชิดติดข้อมือและซ่อนตัวอยู่ภายใต้แขนเสื้อเชิ้ตได้อย่างสง่างาม

กลไก Micro-rotor หัวใจหลักของความเพรียวบาง

เบื้องหลังฝาหลังแซฟไฟร์ใสคือกลไก Calibre PF770 ซึ่งเป็นกลไกอัตโนมัติที่ผลิตขึ้นภายในโรงงานของตัวเอง (In-house) ความโดดเด่นอยู่ที่การใช้ Micro-rotor ที่ทำจากทองคำ 22K สลักลวดลาย Grain d’Orge เช่นเดียวกับหน้าปัด การใช้โรเตอร์ขนาดจิ๋วนี้ไม่เพียงแต่ช่วยลดความหนาของเครื่อง แต่ยังเปิดโอกาสให้ผู้สวมใส่ชื่นชมการขัดแต่งกลไกที่สวยงาม ทั้งลายแถบ Geneva Waves และการลบเหลี่ยมมุม (Anglage) ได้อย่างเต็มตา โดยกลไกชุดนี้สามารถสำรองพลังงานได้นานถึง 60 ชั่วโมง

ข้อมูลทางเทคนิค
  • ตัวเรือน: สแตนเลสสตีล พร้อมขอบตัวเรือน (Bezel) ทำจาก Platinum 950 (Hand-knurled)
  • ขนาด: เส้นผ่านศูนย์กลาง 36 มม. หนา 8.6 มม.
  • หน้าปัด: สี Alta Rosa ลวดลาย Grain d’Orge guilloché หลักชั่วโมงและเข็มทองคำ 18K
  • กลไก: Automatic Calibre PF770 (In-house) พร้อม Micro-rotor ทองคำ 22K
  • สำรองพลังงาน: 60 ชั่วโมง การกันน้ำ 100 เมตร 
  • สาย: สายสแตนเลสสตีลแบบ Integrated พร้อมตัวล็อกแบบบานพับ

อ่านบทความอื่นๆ เพิ่มเติม
เตรียมพบกับนิทรรศการ Rolex GMT-Master ตั้งแต่วันที่ 6 – 22 มีนาคมนี้ ณ สยามพารากอน
เมื่อจิตวิญญาณแห่งความเร็วมาบรรจบกับนวัตกรรมเวลาสุดขั้วบนเรือนเวลา Ulysse Nardin Freak X Gumball 3000
Seiko 5 Sports HUF Limited Edition นี่คือการพบกันของจิตวิญญาณวินเทจและสตรีทคัลเจอร์ยุคใหม่

Lebois & Co Heritage Sector Chronograph Aventurine  ท้องฟ้าจำลองบนข้อมือในสไตล์วินเทจ

การหลอมรวมความงามแห่งดวงดาวเข้ากับดีไซน์ยุค 1940

การกลับมาของ Lebois & Co ในครั้งนี้ถือเป็นการนำนาฬิกาโครโนกราฟยอดนิยมจากช่วงปี 1940 มาปัดฝุ่นใหม่ให้มีความเป็นศิลปะร่วมสมัยอย่างลงตัว โดยทางแบรนด์ได้หยิบยกจิตวิญญาณแห่งการทดลองและความอดทนของช่างทำแก้วในอดีต มาถ่ายทอดใหม่ผ่านนาฬิกาเรือนนี้ ซึ่งถือเป็นผลงานที่รวบรวมทั้งงานวิศวกรรมที่แข็งแกร่งและงานศิลป์ที่งดงามไว้ในหนึ่งเดียว

Lebois & Co Heritage Sector Chronograph Aventurine

มรดกจากเวนิสสู่การตีความบทใหม่

อเวนจูรีน (Aventurine) มักถูกเชื่อมโยงเข้ากับประเพณีการทำแก้วอันยาวนานของเวนิส ดังภาพวาดทางประวัติศาสตร์ที่เผยให้เห็น “โดจ” (Doge) หรือเจ้าเมืองแห่งเวนิสขณะเยี่ยมชมโรงงานทำแก้วมูราโน ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นจากการทดลองในเตาหลอมจนกลายเป็นงานฝีมือที่ส่งต่อกันมา มรดกทางวัฒนธรรมนี้เป็นสิ่งเตือนใจว่าวัสดุบางประเภทอย่างอเวนจูรีนยังคงต้องการเวลา ความเที่ยงตรง และประสบการณ์ในการรังสรรค์

Lebois & Co Heritage Sector Chronograph Aventurine
ภาพประกอบทางประวัติศาสตร์แสดงถึงดอจแห่งเวนิสเสด็จเยือนโรงงานผลิตแก้วมูราโน (หลุยส์ ฟิกิเยร์ / จูลส์ เฟราต์)

ในนาฬิกา Heritage Sector Chronograph Aventurine Ref. 324.444 ประเพณีดังกล่าวถูกนำมาตีความใหม่ภายใต้ข้อจำกัดของการผลิตนาฬิกายุคปัจจุบัน ทั้งการทำให้วัสดุมีความบางเป็นพิเศษ การติดตั้งที่มั่นคงแข็งแรง และการรักษามาตรฐานความละเอียดแม่นยำในระดับที่นาฬิกาโครโนกราฟต้องการ

เจาะลึกภายใต้ความระยิบระยับของหน้าปัด

อเวนจูรีน หรือที่บางครั้งเรียกว่า “Goldstone” คือวัสดุแก้วที่อัดแน่นด้วยอนุภาคระยิบระยับนับไม่ถ้วนที่ดักจับแสงได้ราวกับท้องฟ้ายามค่ำคืน ประกายเหล่านี้ไม่ใช่การพิมพ์หรือการเคลือบสีทั่วไป เพราะเป็นผลึกโลหะจิ๋วที่ฝังตัวอยู่ข้างในเนื้อแก้ว ซึ่งจะเปล่งประกายและจางหายไปตามองศาของแสงที่ตกกระทบ ทำให้หน้าปัดดูมีมิติมากกว่าแค่สีน้ำเงินที่แบนราบ

Lebois & Co Heritage Sector Chronograph Aventurine

งานอเวนจูรีนชิ้นนี้มีความซับซ้อนในการผลิตสูงมาก เพื่อที่จะสร้างวงหน้าปัดย่อย (Counters) ให้ดูมี “ขั้น” หรือมิติความลึกที่ชัดเจน ทีมออกแบบจึงเลือกใช้เทคนิคการวางหน้าปัดแบบสองชั้น (Layered construction) แทนการใช้แผ่นเดียว โดยประกอบขึ้นดังนี้

  • ฐานทองเหลือง: เป็นแกนหลักที่แข็งแรงเพื่อความมั่นคงในระยะยาวและเป็นจุดยึดขาหน้าปัด
  • แผ่นอเวนจูรีนชั้นล่าง: หนา 0.40 มม.
  • แผ่นอเวนจูรีนชั้นบน: หนา 0.35 มม.

แผ่นวัสดุที่บางและเปราะบางนี้ต้องผ่านการคัดเลือกให้เข้าคู่กัน เชื่อมประสาน และจัดวางในแนวเดียวกันอย่างสมบูรณ์ที่สุด เพราะแรงกดเพียงเล็กน้อยอาจทำให้พื้นผิวเสียหายได้ ผลลัพธ์ที่ได้คือภาพหน้าปัดย่อยแบบยุบตัวลงไปที่สวยงามและมีมิติที่ลุ่มลึก

ดีไซน์ Sector Dial และความกระจ่างใสยามค่ำคืน

เมื่อโครงสร้างหน้าปัดเสร็จสมบูรณ์ ขั้นตอนสุดท้ายคือการเพิ่มความแม่นยำด้วยการพิมพ์ลายเส้นสไตล์ Sector ทั้งวงแหวนซ้อนวงและตัวเลขที่คมชัด เพื่อกำหนดกรอบของฟังก์ชันโครโนกราฟให้ชัดเจนและอ่านค่าได้ทันทีแบบเครื่องมือวัด (Instrument-style)

แม้ในยามที่แสงสว่างเลือนหายไป ความสามารถในการอ่านเวลายังคงเป็นหัวใจสำคัญ ด้วยการแต้มสารเรืองแสง BGW9 Super-LumiNova ไว้ไม่เพียงแค่บนเข็มชั่วโมงและนาทีเท่านั้น แต่ยังรวมไปถึงบนตัวเลขและลายพิมพ์บนหน้าปัดทั้งหมด เพื่อให้ภาพรวมของนาฬิกายังคงอ่านค่าได้อย่างชัดเจนในที่มืดด้วยแสงสีฟ้าโทนเย็นที่สะอาดตา

ตัวเรือนและกลไกอันทรงพลัง

ตัวเรือนทำจากสแตนเลสสตีล 316L ในขนาด 39 มิลลิเมตร ซึ่งเหมาะสมกับข้อมือส่วนใหญ่ ผ่านการขัดแต่งสลับระหว่างผิวเงาและผิวปัดเสี้ยนเพื่อเน้นเส้นสายของขาตัวเรือน เสริมด้วยกระจกแซฟไฟร์ทรงโดมสูงที่ให้กลิ่นอายความคลาสสิกจากยุค 1940

ภายในบรรจุกลไก Caliber LC-450 (ฐานจาก La Joux-Perret) ซึ่งเป็นกลไกแบบไขลานที่มาพร้อมระบบ Column-wheel ระบบควบคุมการจับเวลาที่มักพบในนาฬิการะดับไฮเอนด์ มอบสัมผัสการกดปุ่มที่นุ่มนวลและแม่นยำ โดยผู้สวมใส่สามารถชื่นชมงานขัดแต่งที่ประณีต ทั้งลายคลื่นและการใช้น็อตเหล็กสีน้ำเงินเข้มได้ผ่านฝาหลังแซฟไฟร์

Lebois & Co Heritage Sector Chronograph Aventurine

แม้จะมีความสวยงามในระดับเครื่องประดับชั้นสูง แต่ Lebois & Co ยังคงรักษาจิตวิญญาณของนาฬิกาเครื่องมือไว้ด้วยสเกล Tachymeter และ Telemeter ที่พิมพ์ไว้อย่างแม่นยำบนหน้าปัด

ข้อมูลทางเทคนิค
  • รุ่น: Ref. 324.444
  • ตัวเรือน: สเตนเลสสตีล 316L ขนาด 39 มม. x 13.9 มม. (รวมกระจก) กันน้ำ 50 เมตร
  • หน้าปัด: อเวนจูรีน 2 ชั้น พิมพ์สเกล Tachymeter และ Telemeter พร้อมพรายน้ำ BGW9
  • กระจก: แซฟไฟร์โดมสูงพร้อมเคลือบสารกันสะท้อนด้านใน
  • กลไก: Caliber LC-450 (La Joux-Perret) ไขลาน สำรองพลังงาน 60 ชั่วโมง
  • สาย: สายหนังลูกวัว (Epsom หรือหนังเรียบ) พร้อมหัวเข็มขัดสแตนเลสสตีล
รายละเอียดการสั่งจอง

ขณะนี้เปิดให้สั่งจองในรูปแบบ Inaugural batch หรือสินค้าล็อตแรกสุดรอบเปิดตัว โดยระบบจะเปิดรับจองตั้งแต่วันที่ 10 มีนาคม เป็นต้นไป และคาดการณ์ว่าจะเริ่มส่งมอบนาฬิกาได้ตั้งแต่เดือน กรกฎาคม 2026

อ่านบทความอื่นๆ เพิ่มเติม
Van Cleef & Arpels Lucky Spring บทกวีแห่งธรรมชาติและการต้อนรับสมาชิกใหม่สู่สวนแห่งโชคลาภ
เจาะลึก Micromilspec Milgraph T5
ย่อรุ้งกินน้ำมาไว้บนข้อมือกับ Ressence Type 9 IKE นาฬิกาที่เปลี่ยนทุกการเคลื่อนไหวให้เป็นปรากฏการณ์แห่งแสง

Bremont เผยด้านที่สนุกสนานผ่านเรือนเวลา Altitude MB Meteor “Felix the Cat”

ความลงตัวของนาฬิกานักบินและมาสคอตระดับตำนาน

ผลงานล่าสุดของ Bremont ที่มาในชื่ออย่างเป็นทางการว่า Altitude MB Meteor “Felix the Cat” คือการนำนาฬิกานักบินที่เป็นลายเซ็นของแบรนด์มาตีความใหม่ในลุคสีดำล้วน (Blacked-out) โดยมีจุดเด่นอยู่ที่เจ้าแมว Felix ตาโตหูตั้ง ตัวละครสุดมหัศจรรย์ขวัญใจคนทั่วโลกมาปรากฏตัวบนหน้าปัด

ไม่ใช่เรื่องแปลกที่เหล่านักสะสมนาฬิกาชั้นสูงจะมีความหลงใหลในตัวการ์ตูนสุดแปลกตาที่มาปรากฏตัวบนหน้าปัด แต่ความสัมพันธ์ระหว่างแบรนด์นาฬิกา Tool-watch สัญชาติอังกฤษกับเจ้าเหมียว Felix ผู้ถือกำเนิดมาตั้งแต่ปี 1919 นี้ กลับมีที่มาที่ไปที่ฟังดูสมเหตุสมผลอย่างไม่น่าเชื่อ ทว่าการจะเข้าใจถึงความสัมพันธ์นี้ได้ เราจำเป็นต้องย้อนไปพูดถึงกองทัพเรือสหรัฐฯ (United States Navy)

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เรื่องราวของ VF-3 ฝูงบินขับไล่ประจำเรือบรรทุกเครื่องบินที่เคยร่วมรบในยุทธนาวีที่มิดเวย์ (Battle of Midway) ในมหาสมุทรแปซิฟิก ซึ่งได้เลือกใช้ Felix the Cat เป็นมาสคอตประจำฝูงบิน มรดกทางสัญลักษณ์นี้ยังคงสืบทอดมาจนถึงปัจจุบันผ่านฝูงบิน VFA-31 หรือที่รู้จักกันในนาม “Tomcatters” พวกเขาปฏิบัติการภายใต้สัญญาณเรียกขานว่า “Felix” พร้อมสัญลักษณ์ประจำตัวที่เป็นรูป Felix the Cat กำลังวิ่งและถือระเบิดที่มีสายชนวนจุดไฟในสไตล์การ์ตูนอย่างชัดเจน เช่นเดียวกับสัญลักษณ์ทางการทหารส่วนใหญ่ พลังทางสายตาของตรานี้มีความเข้มขลังทัดเทียมกับประวัติศาสตร์อันยิ่งใหญ่ของเครื่องบินและเหล่านักบินที่ติดสัญลักษณ์ Felix ไว้บนไหล่ขณะทะยานสู่ท้องฟ้า

เหล่าสาวกของ Bremont น่าจะเดาได้ไม่ยากว่าเรื่องราวจะดำเนินไปอย่างไรต่อ เพราะ Bremont ถือเป็นแบรนด์ยอดนิยมอันดับต้นๆ เมื่อพูดถึงการผลิต “นาฬิกาประจำฝูงบิน” (Squadron watches) ซึ่งส่วนหนึ่งต้องยกความดีความชอบให้กับความน่าเชื่อถือที่แบรนด์ได้รับจากเหล่านักบินตัวจริง ดังนั้นจึงไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจที่แผนกโครงการพิเศษและการทหาร (Military and Special Projects division) ของ Bremont ได้ร่วมมือกับฝูงบิน Tomcatters เพื่อสร้างสรรค์นาฬิกาประจำฝูงบินขึ้นมา หากคุณลองค้นหาข้อมูลใน Google ดูสักนิด ก็จะพบกับนาฬิการุ่น MBIII สุดเท่ที่มีตราสัญลักษณ์ Felix แห่งหน่วย Fighting 31 ประดับอยู่บนหน้าปัด

แน่นอนว่า หากคุณไม่ได้เป็นนักบินขับไล่ การที่จะได้ครอบครองนาฬิกาประจำฝูงบินสักเรือนนั้นเป็นเรื่องที่ยากยิ่ง และนี่คือจุดที่ Altitude MB Meteor Felix the Cat เข้ามาทำหน้าที่เชื่อมช่องว่างนั้น เพื่อให้เหล่านักสะสมทั่วไปได้สัมผัสกับมรดกทางการบินนี้ได้เช่นกัน

โทนสีดำตัดเหลืองของรุ่น MB Meteor นี้ ซึ่งประกอบด้วยตัวเรือนไทเทเนียมสีดำและหน้าปัดปัดลายเส้นละเอียดๆ ในแนวตั้งที่เข้าคู่กัน เป็นฉากหลังที่สมบูรณ์แบบอย่างยิ่ง ขณะที่ตัวเลขสีขาวและขีดนาทีสีเหลืองสว่างช่วยให้มั่นใจได้ว่านี่จะไม่ใช่นาฬิกาสไตล์ Blacked-out ประเภทที่อ่านเวลาได้ยาก 

นอกจากนี้ยังเป็นนาฬิกาที่ยากจะละสายตา ซึ่งส่วนใหญ่เป็นผลมาจากเจ้าเหมียว Felix ที่อยู่บริเวณส่วนล่างของหน้าปัด เพื่อเป็นการคารวะต่อตราสัญลักษณ์ของหน่วย Tomcatters อย่างชัดเจน โดยในเวอร์ชันนี้ Felix ได้วางระเบิดในมือลง และเปลี่ยนมาหอบเอาเลข 6 แบบนูนวิ่งหนีไปแทน งานดีไซน์ชิ้นนี้ทั้งดูสนุกสนานและยังเป็นการล้อไปกับศัพท์ทางทหารอย่าง watching your six ที่หมายถึงการระวังหลังหรือการปกป้องซึ่งกันและกัน และไม่ต้องสงสัยเลยว่านาฬิกาขนาด 42 มิลลิเมตรเรือนนี้จะพร้อมปกป้องผู้สวมใส่เสมอ ด้วยประสิทธิภาพการกันน้ำ 100 เมตร กลไก BB14-AH ที่แข็งแกร่ง รวมถึงระบบป้องกันแรงกระแทกและโครงสร้างตัวเรือนแบบ Trip-Tick อันเลื่องชื่อของ Bremont

การผสมผสานโลกของนาฬิกาเข้ากับตัวการ์ตูนถือเป็นเรื่องที่ต้องใช้ความละเอียดอ่อนและมีความเสี่ยงอยู่ไม่น้อย แต่หากทำออกมาได้ดี ผลลัพธ์ที่ได้จะกลายเป็นความมหัศจรรย์ที่จับใจ ซึ่งผมคิดว่า Bremont ทำสำเร็จกับนาฬิกาเรือนนี้ เพราะมันไม่ใช่แค่นาฬิกาที่มีเสน่ห์และแฝงด้วยอารมณ์ขันเท่านั้น แต่ยังเป็นผลงานที่สะท้อนตัวตนที่แท้จริงของแบรนด์ Bremont ออกมาได้อย่างชัดเจน พร้อมทั้งมีความเชื่อมโยงกับประวัติศาสตร์ทางการทหารที่แข็งแกร่ง

นาฬิกาเรือนนี้พิสูจน์ให้เห็นว่า Bremont สามารถรักษาสมดุลระหว่าง เครื่องมือที่จริงจัง กับ อารมณ์ขัน ได้อย่างยอดเยี่ยม การหยิบเอาประวัติศาสตร์จากฝูงบิน Tomcatters มาเล่าใหม่ผ่านดีไซน์ที่ดูร่วมสมัยและดุดัน ทำให้มันกลายเป็นหนึ่งในนาฬิกาที่มีเรื่องราว (Storytelling) น่าสนใจที่สุดรุ่นหนึ่งของแบรนด์ในปีนี้เลย

ข้อมูลทางเทคนิค
  • กลไก: BB14-AH ระบบอัตโนมัติ (Automatic) สำรองพลังงานได้ 68 ชั่วโมง
  • ฟังก์ชัน: แสดงชั่วโมง นาที วินาที และวันที่
  • ตัวเรือน: ไทเทเนียมเคลือบ DLC สีดำ ขนาด 42 มม. หนา 12.23 มม. กันน้ำได้ 100 เมตร
  • หน้าปัด: สีดำ (พร้อมรายละเอียดเจ้าเหมียว Felix)
  • สาย: สายไทเทเนียมเคลือบ DLC สีดำ หรือเลือกเป็นสายยางผสมหนังสีดำ

อ่านบทความอื่นเพิ่มเติม
Swatch Group ออกจดหมายเปิดผนึก โต้รายงาน Morgan Stanley ข้อมูลคลาดเคลื่อน
เจาะลึก Micromilspec Milgraph T5
ย่อรุ้งกินน้ำมาไว้บนข้อมือกับ Ressence Type 9 IKE นาฬิกาที่เปลี่ยนทุกการเคลื่อนไหวให้เป็นปรากฏการณ์แห่งแสง

Ming 57.04 Phoenix การกลับมาของ Monopusher ในลุคที่สุขุมยิ่งขึ้น

จากสีสันที่จัดจ้าน สู่ความสงบนิ่งที่เปี่ยมด้วยพลัง… พบกับ Ming 57.04 Phoenix

หลังจากที่ MING ได้สร้างความฮือฮาด้วยรุ่น 57.04 Iris ที่เต็มไปด้วยสีสันจัดจ้านไปเมื่อปีที่แล้ว ล่าสุดแบรนด์ได้เปิดตัวสมาชิกลำดับที่สองในซีรีส์นี้อย่าง 57.04 Phoenix ซึ่งมาในทิศทางที่แตกต่างออกไป โดยเน้นความสง่างามแบบ Monochromatic (โทนสีเดียว) แต่ยังคงความซับซ้อนในเชิงวิศวกรรมและการเล่นกับแสงเงาที่เป็นเอกลักษณ์ของแบรนด์ไว้อย่างครบถ้วน

ดีไซน์ที่เน้นมิติและแสงเงา (Tonal Structure)

จุดเด่นที่สุดของ Phoenix คือหน้าปัดสีเทา Anthracite ที่มีการขัดลาย Sunray แบบวงกลม (Circularly Brushed) และทำรูปทรงแบบ Deep Dish หรือทรงจานลึกที่ให้มิติชัดเจน แม้ภาพรวมจะดูเรียบง่ายกว่ารุ่น Iris แต่ MING ยังแอบซ่อนลูกเล่นไว้ภายใต้ช่องเจาะ (Radial Cutouts) บนหน้าปัด ซึ่งจะเผยให้เห็นแผ่น Baseplate ด้านล่างที่เคลือบสาร Multiphasic Coating ทำให้เกิดการเปลี่ยนสีเหลือบไปมาเมื่อกระทบแสง คล้ายกับเกล็ดปลาที่ว่ายอยู่ใต้ผิวน้ำ

ตัวเรือน Destro และงานวิศวกรรมที่ซับซ้อน

Phoenix ยังคงใช้โครงสร้างตัวเรือนขนาด 40 มม. ทำจากสแตนเลสสตีล 316L ในรูปแบบ Destro (เม็ดมะยมอยู่ด้านซ้าย) พร้อมฟังก์ชัน Monopusher หรือปุ่มกดโครโนกราฟปุ่มเดียวที่รวมอยู่ในเม็ดมะยม

ความพิเศษของตัวเรือนรุ่นนี้อยู่ที่ ขาตัวเรือนแบบขั้นบันได (Triple-stepped lugs) ซึ่ง MING ระบุว่าต้องใช้ชิ้นส่วนแยกกันถึง 9 ชิ้นต่อข้าง เพื่อให้ได้งานขัดแต่งที่สลับระหว่างผิวเงาและผิวปัดด้านได้อย่างคมชัดที่สุด ซึ่งเป็นมาตรฐานงานฝีมือที่หาได้ยากในนาฬิการะดับราคานี้

กลไกและการแสดงเวลา

ภายในบรรจุกลไก Cal. SW562.M1 ที่ปรับแต่งโดย Sellita สำหรับ MING โดยเฉพาะ เป็นกลไกไขลานที่ตัดเข็มวินาทีหลักออก เพื่อให้หน้าปัดดูสะอาดตา (No-date layout) และเน้นไปที่การจับเวลา 30 นาทีผ่านหน้าปัดย่อยที่ตำแหน่ง 6 นาฬิกา ตัวกลไกมีการขัดแต่งด้วยการชุบ Rhodium และใช้แผ่น Bridge สี Anthracite เพื่อให้เข้ากับธีมของหน้าปัด

ความคุ้มค่าและสถานะในคอลเลกชัน

ที่น่าสนใจคือ 57.04 Phoenix จะไม่ได้เป็นรุ่น Limited Edition ที่ผลิตครั้งเดียวจบ แต่จะถูกบรรจุเข้าเป็น Core Collection (คอลเลกชันหลัก) ของแบรนด์ โดยในปี 2026 นี้จะมีการผลิตออกมาจำนวน 150 เรือน

ข้อมูลทางเทคนิค
  • ตัวเรือน: สแตนเลสสตีล 316L ขนาด 40 มม. หนา 11.85 มม. (Lug-to-lug 47.8 มม.)
  • หน้าปัด: สีเทา Anthracite พร้อมช่องเจาะเผย Baseplate เปลี่ยนสีได้ (Multiphasic Coating)
  • กระจก: แซฟไฟร์ทั้งด้านหน้าและหลัง (ด้านหน้าเลเซอร์สลักสเกลเวลาและเติมพรายน้ำ Polar White)
  • กลไก: ไขลาน Sellita for MING Cal. SW562.M1 สำรองพลังงาน 60 ชั่วโมง
  • ฟังก์ชัน: ชั่วโมง นาที จับเวลาโครโนกราฟปุ่มเดียว (Monopusher)
  • สาย: สายยาง FKM สีเทา หรือสายโลหะ Titanium Polymesh
  • การกันน้ำ: 100 เมตร

อ่านบทความอื่นๆ เพิ่มเติม
ย่อรุ้งกินน้ำมาไว้บนข้อมือกับ Ressence Type 9 IKE นาฬิกาที่เปลี่ยนทุกการเคลื่อนไหวให้เป็นปรากฏการณ์แห่งแสง
Must Have: กล่องเก็บนาฬิกา 5 แบรนด์ที่นักสะสมควรรู้จัก
Swatch Group ออกจดหมายเปิดผนึก โต้รายงาน Morgan Stanley ข้อมูลคลาดเคลื่อน

Poetry of Time…. เมื่อการบอกเวลาแปรเปลี่ยนเป็นบทกวีแห่งจินตนาการดังผลงานของ Van Cleef & Arpels 

หัวใจของ Van Cleef & Arpels คือการเล่าเรื่องซึ่งทำให้ผลงานของเราออกมาไม่เหมือนใคร เราหลงใหลในการถ่ายทอดเรื่องราวตามธีมต่างๆ

สำหรับ Van Cleef & Arpels นาฬิกาไม่ได้ทำหน้าที่เพียงเพื่อ “บอกเวลา” หากแต่ทำให้คุณรื่นรมย์กับเวลาในทุกชั่วขณะราวกับอยู่ในความฝัน (แน่นอนว่าเป็นฝันดีเท่านั้น) ดังที่ปรากฏในนิทรรศการ Poetry of Time ซึ่งเพิ่งจัดขึ้นเมื่อต้นปีที่ Central Ferry Pier เกาะฮ่องกง 

Poetry of Time ยังเป็นปรัชญาที่เมซงยึดถือ ซึ่งแสดงถึงการเปลี่ยนการรับรู้เวลาให้กลายเป็นช่วงเวลาแห่งความรู้สึก โดยทาง Van Cleef & Arpels ได้พัฒนากลไกซับซ้อนที่เรียกว่า Poetic Complications ตั้งแต่ปี 2006 เพื่อสร้างความสัมพันธ์ใหม่ระหว่างมนุษย์กับเวลา

แทนที่จะตั้งต้นจากกลไก ปรัชญาการสร้างสรรค์นาฬิกาของ Van Cleef & Arpels เริ่มต้นจากเรื่องราวที่เป็นแรงบันดาลใจจนนำไปสู่การพัฒนากลไกและระดมเทคนิคหัตถศิลป์มาใช้เพื่อบอกเล่าเรื่องราวเหล่านั้น เราจึงได้เห็นมือของนักบัลเลต์ขยับขึ้นลงเพื่อบอกเวลา ดอกไม้เบ่งบานเพื่อบอกชั่วโมง ไปจนถึงการหุ่นกลนางฟ้าที่ออกมาจากดอกบัวบานเพื่อเริงระบำ และนกที่ออกมาจากดอกไม้เพื่อส่งเสียงบอกเวลาที่ผ่านเลยไป สร้างประสบการณ์ทางอารมณ์ที่ทำให้เวลาเองกลายเป็นเรื่องราว เป็นภาพฝัน และเป็นศิลปะที่มีชีวิต

นี่คือหนึ่งในนิทรรศการที่ทำให้เราได้เห็นผลงานอันหลากหลายของเมซงทั้งจากผลงานในอาร์ไคฟ์ไปจนถึงผลงานร่วมสมัย และนอกจากนาฬิกาแล้วยังมีจิวเวลรี่ชั้นสูงด้วย โดยภายในจัดแบ่งเป็นห้องตามธีมต่างๆ พร้อมตกแต่งบรรยากาศให้ทุกคนได้เหมือนหลุดเข้าไปอยู่ในโลกจินตนาการนั้นจริงๆ เช่น ห้อง Ballerinas & Fairies ที่จัดแสดงนาฬิกาในธีมนางฟ้าและบัลเลรีน่า ซึ่งเป็นแรงบันดาลใจหลักของเมซงมาอย่างยาวนาน ห้อง Love Stories ที่นำเสนอนาฬิกาที่ได้แรงบันดาลใจจากความรัก ห้อง Poetic Astronomy ที่นำเสนอผลงานหลากรุ่นที่ได้แรงบันดาลใจจากดวงดาว ไปจนถึงห้อง Enchanting Nature กับนาฬิกาในธีมธรรมชาติ และห้อง Jewels that Tell Time ที่หลอมรวมนาฬิกาเข้ากับจิวเวลรี่ชั้นสูง 

“นิทรรศการครั้งนี้มอบประสบการณ์เสมือนพาผู้มาเยือนออกเดินทางเข้าสู่อาณาจักรประดิษฐกรรมเครื่องบอกเวลาของ Van Cleef & Arpels ซึ่งถือกำเนิดขึ้น ณ จุดบรรจบระหว่างไหวพริบในการพลิกแพลงทักษะ ความชำนาญแขนงต่างๆ กับความเป็นเลิศทางงานฝีมือเฉพาะด้าน นำมาซึ่งผลงานสะท้อนถึงปรัชญาทางการ สร้างสรรค์เครื่องบอกเวลาสะกดอารมณ์ จุดประกายจินตนาการอย่างทรงเอกลักษณ์ของเมซง” แคทเธอรีน เรนิเยร์ ประธานบริษัท และประธานคณะกรรมการบริหาร Van Cleef & Arpels กล่าว

ผลงานหลายชิ้นนั้นเป็นผลงานนั้นหาชมได้ยากเพราะถูกเก็บไว้ในอาร์ไคฟ์อย่างนาฬิกา Koi รูปทรงปลาคาร์ฟ ไปจนถึงบรรดาของตกแต่งต่างๆ หรือบางชิ้นที่แม้จะผลิตเมื่อไม่นานแต่ก็เป็นแบบ one of a kinf ดังเช่น Planétarium Automaton ซึ่งเป็นจักรกลจำลองแสดงวิถีโคจรรอบดวงสุริยะเสมือนจริงของดาวเคราะห์ต่างๆ โดยดาวแต่ละดวงได้รับการสรรค์สร้างขึ้นพร้อมกลไกขับเคลื่อนให้โคจรครบวงวิถีตามความเร็วจริง

นอกจากนาฬิกาอันล้ำค่าแล้ว ยังมีการจัดแสดงขั้นตอนบางส่วนในการสร้างสรรค์นาฬิกา โดยช่างนาฬิกามาสาธิตกระบวนการอันละเอียดอ่อนในการประกอบกลไก และอีกฟากหนึ่ง ได้จัดแสดงเทคนิคการลงยาต่างๆ โดยในงานยังมีช่างฝีมือที่ทำหน้าที่สาธิตการลงยาให้ชมอย่างใกล้ชิด โดยมีทั้งเทคนิคเก่าแก่แต่โบร่ำโบราณ รวมถึงเทคนิคใหม่อย่าง façonné ซึ่งทางเมซงใช้เวลานานถึง 16 เดือนในการพัฒนาขึ้นใหม่ และเป็นการลงยาเพื่อสร้างรูปทรงสามมิติแบบประติมากรรม  

“ผู้เข้าชมจะได้สัมผัสถึงงานหัตถศิลที่เป็นหัวใจสำคัญของทุกสิ่งที่เราสร้างสรรค์   เรนิเยร์ แบรนาร์ด หัวหน้าฝ่ายวิจัยและพัฒนาประจำแผนกงานผลิตนาฬิกาข้อมือ กล่าว “นิทรรศการนี้นำเสนอเทคนิคงานทำมือและการเล่าเรื่อง ผ่านห้องจัดแสดงตามธีมที่แตกต่างกัน  แม้แต่ผู้ที่ไม่คุ้นเคยกับนาฬิกามาก่อน ก็จะได้ค้นพบว่านาฬิกาไม่ได้เป็นเพียงเครื่องบอกเวลาเท่านั้น หากยังสามารถเป็นเครื่องประดับและผลงานศิลปะที่ถ่ายทอดการแสดงออกได้อีกด้วย”

Interview With Rainer Bernard 

ในการเดินทางมาร่วมชมนิทรรศการที่ฮ่องกง เรายังมีโอกาสได้พบกับ  เรเนอร์ แบรนาร์ด ผู้อยู่เบื้องหลังการพัฒนาผลงานที่น่าตื่นตาเหล่านี้ แบร์นาร์ดร่ำเรียนมาทางวิศวกรรมศาสตร์  และร่วมงานกับเมซงVan Cleef & Arpels เมื่อปี ค.ศ. 2011 ปัจจุบัน เขาดำรงตำแหน่งหัวหน้าฝ่ายวิจัยและพัฒนาประจำแผนกงานผลิตนาฬิกาข้อมือ (Head of Research and Development for Watchmaking) ด้วยความเชี่ยวชาญด้านเทคนิคเครื่องกล รวมถึงความหลงใหลในงานวิจัยและความมุ่งมั่นในการสร้างสรรค์นวัตกรรม แรนเน แบรนาร์ดจึงมีบทบาทสำคัญอย่างยิ่ง ทั้งในส่วนของธุรกิจการผลิตนาฬิกาข้อมือและการพัฒนาระบบหุ่นกลของ Van Cleef & Arpels โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการถ่ายทอดแก่นแท้ของคอลเลกชัน “Poetry of Time” หรือ “บทกวีบอกเวลา” อันเป็นเอกลักษณ์สำคัญของเมซง

Van Cleef & Arpels ดูเหมือนจะไม่ได้สร้างกลไกซับซ้อนแบบดั้งเดิมเหมือนแบรนด์นาฬิกาอื่น ๆ

“ใช่ครับ เราตีความศาสตร์แห่งการทำนาฬิกาในแบบของเราเอง เราไม่ได้สนใจการทำซ้ำกลไกคลาสสิกตามขนบเท่าไรนัก แต่ให้ความสำคัญกับการถ่ายทอด ‘เวลา’ ผ่านความคิดสร้างสรรค์มากกว่า แม้แต่เมื่อเราใช้กลไกที่คุ้นเคย เช่น ระบบเรโทรเกรดหรือมินิทรีพีตเตอร์ เราก็จะตีความใหม่ในเชิงกวี ผ่านการเล่าเรื่อง แอนิเมชัน หรือการแสดงออกเชิงศิลปะเสมอ”

ทำไมศิลปะการเล่าเรื่องจึงมีความสำคัญมากๆ

“หัวใจของ Van Cleef & Arpels คือการเล่าเรื่องซึ่งทำให้ผลงานของเราออกมาไม่เหมือนใคร เราหลงใหลในการถ่ายทอดเรื่องราวตามธีมต่างๆ ยกตัวอย่างเช่น เรื่องราวเกี่ยวกับความรัก อย่างนาฬิกาคู่รักรุ่น Pont des Amoureux (คู่รักจุมพิตบนสะพาน) ที่ทุกคนคุ้นเคย แต่ไม่นานมานี้ได้ตีความใหม่ใน Bal des Amoureux (คู่รักเริงระบำ)  ให้คู่รักได้กลับมาพบกันอีกครั้งในฉากลานกลางร้านอาหารที่ผู้คนมาพบปะ เต้นรำ และรับประทานอาหารร่วมกัน คุณจะได้เห็นคู่รักเต้นรำยามค่ำคืน จับมือและค่อย ๆ เคลื่อนเข้าหากัน เมื่อดวงดาวทั้งสองดวงมาบรรจบกันในเวลาเที่ยงคืน พวกเขาจะโน้มตัวเข้าจุมพิตกัน เป็นการจุมพิตแบบฝรั่งเศสที่ยาวนานสามนาทีเลยล่ะครับ แต่หากต้องการ ผู้สวมใส่ก็ยังสามารถกดปุ่มออนดีมานด์ให้เกิดจุมพิตนี้ได้ทุกเมื่อด้วย นาฬิกาเรือนนี้จึงเป็นบทต่อของเรื่องรักนิรันดร์ที่เริ่มต้นจากคู่รักบนสะพาน เป็นเรื่องราวโรแมนติกที่ถูกถ่ายทอดผ่านงานทำนาฬิกา”

“สำหรับผม นาฬิกาในธีมคู่รักสะท้อนตัวตนของเราได้อย่างชัดเจน เรื่องราวความรักคือส่วนหนึ่งของจุดกำเนิดของเมซงและยังคงดำเนินต่อมาจนถึงปัจจุบัน ผลงานชิ้นนี้เกิดจากความร่วมมือของนักออกแบบ วิศวกร ช่างแกะสลัก ช่างลงยา และช่างฝังอัญมณี เทคโนโลยีทั้งหมดถูกซ่อนไว้ เพราะหน้าที่แท้จริงของมันคือทำให้เรื่องราวมีชีวิตขึ้นมา ท้ายที่สุดแล้ว มันจึงเป็นทั้งเครื่องประดับและบทกวีแห่งการบอกเวลา”

ผลงานของ Van Cleef & Arpels ได้รับการยกย่องมากมาย อย่างเช่นนาฬิกา Lady Arpels Heures Florales Cerisier ที่น่าประทับใจมาก

“ผลงานนี้คือตัวอย่างของปรัชญา Poetry of Time อย่างแท้จริง ทั้งยังได้รางวัลด้านนวัตกรรมจากเวทีประกาศรางวัล GPHG แนวคิดของนาฬิการุ่นนี้ได้แรงบันดาลใจมาจากนักพฤกษศาสตร์  Carl Linnaeus  ในศตวรรษที่ 18  เขาสังเกตว่าดอกไม้แต่ละชนิดจะบานและหุบในเวลาที่ต่างกัน บางชนิดบานตอนเช้า บางชนิดบานช่วงบ่าย เขาจึงจินตนาการถึงสวนที่สามารถบอกเวลาได้ผ่านดอกไม้ได้ และนั่นคือแรงบันดาลใจของเรา เราสร้างนาฬิกาที่ดอกไม้จะค่อยๆ บานและหุบเพื่อบอกชั่วโมง ดอกไม้หนึ่งดอกหมายถึงหนึ่งนาฬิกา สองดอกหมายถึงสองนาฬิกา และดำเนินไปเช่นนั้น ดอกไม้แต่ละดอกจะบานอยู่เป็นเวลา 60 นาที ก่อนจะค่อย ๆ หุบลงเมื่อดอกถัดไปเริ่มบาน กลไกทำงานผ่านสามวัฏจักร ทำให้รูปแบบการแสดงผลเปลี่ยนไปตลอดทั้งวันและต่อเนื่องสามวัน แม้จะเป็นเวลาเดียวกัน แต่การแสดงผลก็ไม่เหมือนเดิม ราวกับเราจำลองธรรมชาติมาไว้บนข้อมือ นี่คือ ‘บทกวีแห่งกาลเวลา’ อย่างแท้จริง การอ่านเวลาไม่ใช่การมองผ่าน ๆ แต่ต้องชะลอ สังเกต และมีส่วนร่วมกับเรื่องราว เวลาในที่นี้จึงกลายเป็นประสบการณ์ ไม่ใช่เพียงข้อมูล”

ปัจจุบันนี้ กลไกที่ใช้ในนาฬิกาของ Van Cleef & Arpels พัฒนาขึ้นภายในโรงงานของบริษัทเองหรือไม่

“ใช่ครับ ในอดีตเราเคยร่วมงานกับพันธมิตรภายนอก แต่หลายปีที่ผ่านมา เราได้รวมกระบวนการพัฒนาทั้งหมดไว้ภายใน ตั้งแต่ตัวเรือน หน้าปัด ไปจนถึงกลไก วิธีนี้ทำให้เรามีอิสระทางความคิดสร้างสรรค์อย่างสมบูรณ์ นักออกแบบ ช่างฝีมือ และวิศวกรทำงานพร้อมกัน ไม่ใช่เป็นลำดับขั้น ความร่วมมือนี้สำคัญมาก เพราะผลงานลักษณะนี้ไม่สามารถพัฒนาแยกส่วนได้ โดยทั่วไป การพัฒนานาฬิกาหนึ่งเรือนใช้เวลาประมาณ 4 ปี และเวลาส่วนใหญ่เริ่มต้นจากการนิยาม ‘เรื่องราว’ ก่อน หากเรื่องราวแข็งแรง วิศวกรรมจะตามมาเอง เรายังทดสอบนาฬิกาอย่างเข้มงวด ทั้งการทดสอบแรงกระแทกและแรงสั่นสะเทือน เพราะนาฬิกาเหล่านี้ถูกสร้างมาเพื่อสวมใส่ในชีวิตประจำวัน ไม่ใช่เพียงจัดแสดง”

ทีมช่างฝีมืแหัตถศิลป์  (métiers d’art) ทำงานร่วมกับวิศวกรรมอย่างไร

“เราทำงานร่วมกันตั้งแต่จุแรกเลยครับ ช่างฝีมือและวิศวกรจะมาแลกเปลี่ยนและท้าทายความคิดของกันและกันตลอดเวลาตัวอย่างเช่น หากดอกไม้ลงยาชิ้นหนึ่งที่ใช้ตกแต่งบนหน้าปัดมีน้ำหนัก 2 กรัม ผมอาจถามว่าสามารถทำให้เบากว่านี้ได้ไหม ช่างฝีมือก็จะทดลองแนวทางต่าง ๆ และเราจะหาจุดสมดุลร่วมกัน ไม่มีฝ่ายใดเหนือใคร การตัดสินใจเกิดจากความเห็นร่วม ผมคิดว่าการทำงานนี้ การสนทนาคือสิ่งสำคัญ เพราะทางออกที่ดีที่สุดจะเกิดขึ้นเมื่อทุกคนรู้สึกว่าผลลัพธ์นั้น ‘ถูกต้อง’ จริง ๆ” 

“ภายในโรงงานของเราซึ่งตั้งอยู่ในเจนีวา มีช่างผู้เชี่ยวชาญเทคนิคศิลป์จำนวนมาก ทั้งการลงยา การแกะสลัก การวาดภาพจิ๋ว การปั้นทอง การฝังอัญมณี รวมถึงการพิมพ์ลงยาบนกระจก ทุกขั้นตอนทำภายในบริษัทเอง ผู้เชี่ยวชาญหลายสาขาร่วมกันสร้างต้นแบบ ทดลองสี และปรับรายละเอียดด้านสุนทรียะ ความซับซ้อนนี้เองที่ทำให้การพัฒนาใช้เวลาหลายปี”

ช่วงหลังมานี้ ทาง Van Cleef & Arpels นำเสนอนาฬิกาออโตมาตอนและนาฬิกาในหมวด Poetic Complications คุณคิดว่าทำไมผลงานเหล่านี้จึงได้รับความนิยมในหมู่นักสะสมปัจจุบัน

“ผมมองว่าเพราะมันแตกต่าง นาฬิกาจักรกลซับซ้อนเหล่านั้นนำเสนอเวลาในรูปแบบใหม่ สำหรับนักสะสมที่มีนาฬิกาที่ทำงานด้วยกลไกแบบดั้งเดิมอยู่แล้ว ผลงานของ Van Cleef & Arpels ได้เข้าไปเติมเต็มสิ่งที่ยังขาด ด้วยความที่มัน ‘ต่างออกไป’ ผลงานออโตมาตอนอย่างนาฬิกาตั้งโต๊ะ Planetarium ที่เห็นคือการผนวกเอาเครื่องประดับชั้นสูง การทำนาฬิกา งานหัตถศิลป์ และการเล่าเรื่องไว้ในผลงานชิ้นเดียว เป็นผลรวมของความคิดสร้างสรรค์ทั้งเมซงเลยจริงๆ ”

งานวิจัยและพัฒนามีบทบาทในการถ่ายทอดความรู้สู่คนรุ่นใหม่หรือไม่
“แน่นอนค่ะ การส่งต่อความรู้เป็นสิ่งสำคัญมากสำหรับเรา คนรุ่นใหม่ต้องเรียนรู้ ‘ลายเซ็น’ ของเมซง ทั้งปรัชญาการออกแบบที่ชาญฉลาด สง่างาม และไม่ซับซ้อนเกินจำเป็น ปัจจุบัน เรายังมีโรงเรียนสองแห่งสำหรับการแกะสลักและการลงยา เพื่อฝึกฝนช่างฝีมือรุ่นใหม่และรักษาเทคนิคดั้งเดิมให้ดำรงอยู่ต่อไป”

การที่คุณมีแบ็กกราวด์ด้านวิศวกรรมและได้มาทำงานที่เมซงที่ไม่เหมือนใครแห่งนี้เติมเต็มคุณในระดับส่วนตัวอย่างไร

“ผมคิดว่าตัวเองมีงานในฝันครับ ในฐานะวิศวกรเครื่องกล การได้มีส่วนร่วมสร้างผลงานที่เป็นทั้งกลไกและงานศิลปะนั้นน่าพึงพอใจอย่างยิ่ง ทุกโปรเจ็กต์แตกต่างกันและผลักดันเราออกจากพื้นที่ปลอดภัยเสมอ อีกทั้งทีมของเราเติบโตไปด้วยกัน สั่งสมความรู้ปีแล้วปีเล่า จนสามารถสร้างสรรค์ผลงานที่ท้าทายและทะเยอทะยานมากขึ้นเรื่อยๆ นี่แหละงานในฝันของผม”

ท่ามกลางกระแสนาฬิกาสปอร์ตที่ถาโถม… อะไรคือสิ่งที่ทำให้ Laurent Ferrier Sport Auto แตกต่าง?

คุณค่าที่ซ่อนอยู่ภายใต้ภาพลักษณ์ของ Laurent Ferrier Sport Auto

Laurent Ferrier แบรนด์ที่ขึ้นชื่อเรื่องความประณีตของนาฬิกาสไตล์เดรสอันหรูหรา กำลังนำเรื่องราวต้นกำเนิดในโลกมอเตอร์สปอร์ตกลับมาเป็นจุดสนใจอีกครั้ง เพื่อเพิ่มมิติและความลุ่มลึกให้กับตัวตนของแบรนด์ให้ชัดเจนยิ่งขึ้น

Laurent Ferrier คือแบรนด์นาฬิกาอิสระที่หลายคนรู้จักและให้การยอมรับอย่างสูง แม้จะเป็นชื่อที่ค่อนข้างใหม่ซึ่งเพิ่งเปิดตัวอย่างเป็นทางการเมื่อ 15 ปีก่อนในปี 2010 แต่ชื่อเสียงนี้ไม่ได้เกิดขึ้นด้วยความบังเอิญ เพราะนับตั้งแต่เริ่มต้น แบรนด์ได้กำหนดมาตรฐานที่เข้มงวดในการสร้างสรรค์นาฬิกาตามแบบฉบับดั้งเดิม ทั้งในด้านโครงสร้างกลไกและการขัดแต่งที่สวยงาม ไม่ว่าจะเป็นกลไก Tourbillon หรือ Micro-rotor ซึ่งล้วนมีความประณีตในระดับที่ทัดเทียม หรือในบางกรณีอาจเหนือกว่าแบรนด์เก่าแก่ที่ได้รับการยกย่องให้เป็นบรรทัดฐานของอุตสาหกรรมมานานนับศตวรรษ

ความสำเร็จนี้ไม่ใช่เรื่องน่าประหลาดใจนัก เนื่องจากแบรนด์ก่อตั้งโดย Laurent Ferrier ผู้ที่ใช้เวลานานหลายทศวรรษทำงานร่วมกับผู้ผลิตนาฬิกาที่ได้รับความเคารพมากที่สุดแห่งหนึ่งในเจนีวา จนก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งผู้อำนวยการฝ่ายพัฒนาผลิตภัณฑ์ ด้วยประสบการณ์ที่สั่งสมมาอย่างยาวนานบวกกับความปรารถนาที่จะถ่ายทอดความเชื่อที่มีต่อโลกนาฬิกาในแบบฉบับของตนเอง ทำให้เขาตัดสินใจก่อตั้งแบรนด์ขึ้นในช่วงอายุ 60 ปี ซึ่งเป็นวัยที่คนส่วนใหญ่เริ่มวางแผนเกษียณ ส่งผลให้ก้าวแรกของแบรนด์ไม่ได้เป็นการเริ่มต้นแบบลองผิดลองถูก กลับเป็นการเปิดตัวด้วยความเชื่อมั่นที่ชัดเจนและกลายเป็นรากฐานสำคัญให้กับทุกสิ่งที่ตามมา

นับตั้งแต่นั้นมา แบรนด์ได้สร้างสรรค์คอลเลกชั่นนาฬิกาสไตล์คลาสสิกที่สอดประสานกันอย่างลงตัว ไม่ใช่แค่เพียงตัวเรือนทรงหยดน้ำ (pebble-shaped) ที่เรียบง่ายแต่ดึงดูดสายตาและจดจำได้ทันทีเท่านั้น ยังรวมไปถึงฟังก์ชันสลับซับซ้อนที่ออกแบบและรังสรรค์อย่างประณีต ไม่ว่าจะเป็นระบบบอกเวลาสองเขตประเทศ (Dual Time) ปฏิทินรายปี (Annual Calendar) ไปจนถึงกลไกตีบอกเวลาชั้นสูงอย่าง Minute Repeater

อย่างไรก็ตาม เรื่องราวของ Laurent Ferrier ยังมีแง่มุมที่ไกลไปกว่าเพียงแค่นาฬิกาสไตล์เดรส เพราะในอดีตอันยาวนาน ตัวตนของเขาเคยผูกพันอย่างลึกซึ้งกับโลกแห่งการแข่งรถ ซึ่งเป็นบทเรียนที่ก่อนหน้านี้ไม่ค่อยมีใครทราบนัก และแทบจะไม่มีการนำมาสื่อสารผ่านงานนาฬิกาของแบรนด์เลยจนกระทั่งเมื่อไม่นานมานี้ ซึ่งแง่มุมนี้เองอาจกลายเป็นหนึ่งในเสาหลักสำคัญของอัตลักษณ์ของแบรนด์ในอนาคต เคียงคู่ไปกับความเป็นเลิศในด้านการผลิตนาฬิกาสไตล์คลาสสิกที่แบรนด์ยึดถือมาโดยตลอด

จากนักแข่ง Le Mans สู่ผู้สร้างสรรค์เรือนเวลา

เรื่องราวในโลกนาฬิกาของ Laurent Ferrier เป็นเพียงครึ่งหนึ่งของประวัติศาสตร์เบื้องหลังแบรนด์ที่ใช้ชื่อของเขาเท่านั้น ส่วนอีกครึ่งหนึ่งเป็นเส้นทางอาชีพที่น้อยคนนักจะคาดคิดว่าช่างนาฬิกาคนหนึ่งจะมี นั่นคือการเป็น นักแข่งรถมอเตอร์สปอร์ต เพราะบนสนามแข่ง ไม่ใช่บนโต๊ะซ่อมนาฬิกา คือสถานที่ที่มิสเตอร์ Ferrier ได้พบกับ François Servanin ซึ่งในเวลาต่อมาจะกลายเป็นผู้ร่วมก่อตั้งและประธานของแบรนด์ Laurent Ferrier

ในปี 1979 ทั้งสองคนได้เป็นเพื่อนร่วมทีมกันในการแข่งขัน 24 Hours of Le Mans ซึ่งเป็นหนึ่งในการแข่งขันรถยนต์ที่ทรหดที่สุดในโลก และเป็นเวทีที่สร้างตำนานให้กับบุคคลสำคัญมากมายอย่าง Ken Miles และ Paul Newman

ในการแข่งครั้งนั้น Ferrier และ Servanin พร้อมด้วยนักแข่งคนที่สามอย่าง François Trisconi ไม่ได้เพียงแค่ลงแข่งเพื่อให้จบการแข่งขันเท่านั้น เพราะหลังจากขับเคี่ยวกันยาวนานตลอด 24 ชั่วโมง พวกเขาสามารถคว้าอันดับที่ 3 ในตารางรวม (Overall) มาครองได้สำเร็จ โดยที่อันดับที่ 2 ในปีนั้นคือทีมที่มีพอล นิวแมน (Paul Newman) นักแสดงระดับตำนานร่วมแข่งขันอยู่ด้วยนั่นเอง

Laurent Ferrier and Francois Servanin at Le Mans 1979

แต่สิ่งที่สำคัญยิ่งกว่าคือเหตุการณ์หลังจากนั้น เมื่อ Ferrier ได้มอบนาฬิกาสปอร์ตสายเหล็ก (integrated bracelet) เรือนหนึ่งให้กับ Servanin เพื่อเป็นเครื่องหมายแทนคำขอบคุณ และตามตำนานเล่าว่า ในตอนนั้นเองที่ Servanin ได้พูดทีเล่นทีจริงว่า พวกเขาควรจะสานต่อการผจญภัยจากสนามแข่งรถไปสู่การสร้างนาฬิกาเป็นของตัวเอง ซึ่งคำพูดในวันนั้นได้กลายเป็นความจริงในอีก 40 ปีต่อมา

เมื่อรากเหง้าจากสนามแข่งกลายเป็นความจริง

จิตวิญญาณแห่งมอเตอร์สปอร์ตของแบรนด์เริ่มปรากฏให้เห็นเป็นรูปธรรมครั้งแรกในปี 2019 ด้วยการเปิดตัวรุ่น Grand Sport Tourbillon ซึ่งมาพร้อมกับตัวเรือนทรงถังเบียร์ (tonneau-shaped) สายยาง และการแต้มสารเรืองแสงบนเข็มและมาร์กเกอร์บอกเวลา นับเป็นนาฬิกาสปอร์ตอย่างเต็มตัวเรือนแรกที่แบรนด์ยอมรับถึงต้นกำเนิดในโลกความเร็วอย่างเป็นทางการ แม้ว่าสัดส่วนของตัวเรือนจะดูบึกบึนและแข็งแกร่งขึ้น แต่ Grand Sport Tourbillon ก็ยังคงรักษาความเชื่อมโยงทางสายตาไว้อย่างชัดเจนกับรุ่นคลาสสิกอย่าง Galet Square ซึ่งถือเป็นสัญญาณที่สร้างความมั่นใจถึงความสอดคล้องในภาษาการออกแบบของ Laurent Ferrier ได้เป็นอย่างดี

2019: Laurent Ferrier Tourbillon Grand Sport

ในปี 2020 รุ่น Grand Sport Tourbillon ได้รับการยกระดับด้วยการติดตั้งสายนาฬิกาแบบรวมเข้ากับตัวเรือน (integrated bracelet) ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่เคยมีมาก่อนในประวัติศาสตร์ของ Laurent Ferrier อย่างไรก็ตาม เช่นเดียวกับที่มักเกิดขึ้นกับนาฬิกาสปอร์ตสายเหล็กทั่วไป เหล่านักสะสมต่างคาดหวังถึงผลงานที่เรียบง่ายและมีความสุขุมนุ่มลึกมากกว่าเดิม

ทิศทางดังกล่าวได้กลายเป็นความจริงอย่างสมบูรณ์ในปี 2022 ด้วยการเปิดตัวรุ่น Sport Auto ซึ่งถูกวางแนวคิดให้เป็นการต่อยอดจากรุ่น Grand Sport มากกว่าจะเป็นการแยกตัวออกไป โดยนาฬิการุ่นนี้เลือกที่จะตัดกลไกทูร์บิญองออกไป เพื่อเน้นการแสดงเวลาเพียงอย่างเดียว และปรับเปลี่ยนขนาดให้มีความกะทัดรัดยิ่งขึ้น ด้วยความกว้างตัวเรือน 41.5 มิลลิเมตร และความหนา 12.25 มิลลิเมตร ซึ่งมีขนาดเล็กลงและบางลงกว่ารุ่น Grand Sport ขนาด 44 มิลลิเมตรเดิม ส่งผลให้สวมใส่ได้ง่ายและมีความคล่องตัวสูงกว่ามาก

2020: Grand Sport Tourbillon with Steel Bracelet

เอกลักษณ์ที่โดดเด่นของ Sport Auto ส่วนใหญ่มาจากภาษาการออกแบบที่เลือกใช้แนวทางที่ประณีตแต่เปี่ยมด้วยความคิดสร้างสรรค์ ซึ่งเป็นการกำหนดเส้นทางใหม่ให้กับนาฬิกาสปอร์ตสายเหล็ก (integrated-bracelet) ตัวเรือนถูกออกแบบให้มีความโค้งมนและอ่อนช้อยแทนที่จะเน้นเหลี่ยมมุมที่ดุดัน ส่งผลให้ตัวเรือนมีความโดดเด่นเฉพาะตัวเมื่ออยู่บนข้อมือ แม้จะมีความหนาประมาณ 12 มิลลิเมตร ซึ่งถือว่าหนากว่านาฬิกาสปอร์ตหรูระดับไฮเอนด์ส่วนใหญ่ แต่มันกลับให้ความรู้สึกสมดุลและสวมใส่สบายอย่างน่าประหลาดใจ นี่คือบทพิสูจน์ว่านาฬิกาสปอร์ตประเภทนี้สามารถประสบความสำเร็จได้โดยไม่จำเป็นต้องดำเนินตามสูตรสำเร็จเดิมๆ ที่ต้องบางเฉียบหรือเน้นมุมแหลมคมเสมอไป ส่วนหนึ่งเป็นเพราะตัวเรือนทำจากไทเทเนียมที่มีน้ำหนักเบาแทนที่จะเป็นสเตนเลสสตีลทั่วไป ทำให้ตัวนาฬิกามีรูปลักษณ์ที่ดูมีพลังแต่ไม่สร้างความอึดอัดขณะสวมใส่

ความสมดุลที่ลงตัวระหว่างรูปลักษณ์และความสบายนี้ สะท้อนถึงปรัชญาการออกแบบที่เป็นลายเซ็นของ Ferrier เขาได้รับแรงบันดาลใจจาก pebbles มาอย่างยาวนานในการรังสรรค์ตัวเรือนนาฬิกาสไตล์เดรส และ Sport Auto ก็ดำเนินตามตรรกะเดียวกัน แทนที่จะเน้นขอบที่คมกริบ ตัวเรือนทรงถังเบียร์กลับมีความต่อเนื่องลื่นไหลอย่างเป็นธรรมชาติ ทำให้ดูโดดเด่นบนข้อมือและให้ความรู้สึกสบายทันทีที่สวมใส่ อาจเป็นเพราะสายตาของมนุษย์มักจะถูกดึงดูดเข้าหารูปทรงที่ดูเป็นธรรมชาติและเป็นมิตร มากกว่ารูปทรงที่ดูเย็นชาหรือเน้นความเป็นเรขาคณิตที่มากเกินไป

Laurent Ferrier Sport Auto Blue

แม้จะดูเรียบง่ายเมื่อมองเพียงผิวเผิน แต่ตัวเรือนทรงถังเบียร์กลับเผยให้เห็นรายละเอียดที่แยบยลและลุ่มลึกเมื่อพิจารณาอย่างใกล้ชิด ตัวอย่างที่ชัดเจนคือขอบตัวเรือน (bezel) ที่มีรูปทรงกึ่งสี่เหลี่ยมแต่ไม่ดูแข็งทื่อ เพราะเส้นสายทั้งหมดได้รับการปรับให้มีความโค้งมนอย่างนุ่มนวลตลอดทั้งเรือน นอกจากนี้ การใช้เทคนิคการขัดแต่งผิวที่แตกต่างกันยังช่วยขับเน้นรูปทรงให้โดดเด่นยิ่งขึ้น โดยบริเวณส่วนบนของขอบตัวเรือนจะเป็นลายปัดเสี้ยน (brushed) ตัดกับด้านข้างที่ขัดเงา (polished) ซึ่งความกว้างของพื้นผิวขัดเงาจะเปลี่ยนแปลงไปตามมุมมองของสายตาที่ตกกระทบในแต่ละองศา

การให้ความสำคัญกับรายละเอียดเหล่านี้ไม่เคยรู้สึกว่าเป็นการโอ้อวด แต่มันคือการยืนยันว่านวัตกรรมในการออกแบบนาฬิกาไม่จำเป็นต้องเกิดจากการเพิ่มเติมองค์ประกอบใหม่ๆ เสมอไป เพราะแม้แต่นาฬิกาที่ตั้งใจให้ดูสปอร์ต ความงดงามมักเกิดขึ้นจากการรู้จักตัดทอนสิ่งที่ไม่จำเป็นออกไป และด้วยความยับยั้งชั่งใจในการออกแบบนี้เองที่ทำให้ Sport Auto ไม่จำเป็นต้องเดินตามกระแสหลักของนาฬิกาสปอร์ตทั่วไป ส่งผลให้มันมีบุคลิกเฉพาะตัวที่ดูโดดเด่นและก้าวข้ามผ่านกาลเวลาได้เป็นอย่างดี

The bezel is roughly square but never rigid

การออกแบบของ Sport Auto ทำให้มันเป็นเพื่อนคู่ใจที่ใช้งานได้หลากหลายในชีวิตประจำวัน ด้วยรูปลักษณ์ที่ไม่ดูหวือหวาจนเกินไปแต่ก็ห่างไกลจากคำว่าธรรมดา ทำให้สามารถสวมใส่เข้ากับโอกาสต่างๆ ได้อย่างง่ายดาย นาฬิกาเรือนนี้ถูกตั้งใจสร้างมาเพื่อให้ใช้ชีวิตไปกับมันได้อย่างกลมกลืน ไม่ว่าจะอยู่บนโต๊ะอาหารค่ำหรือในการผจญภัยใต้ท้องทะเล ด้วยประสิทธิภาพการกันน้ำที่ระดับ 120 เมตร พร้อมเม็ดมะยมทรงหัวหอม (onion-shaped) แบบขันเกลียว ซึ่งถือเป็นครั้งแรกของแบรนด์ เพื่อช่วยรับประกันทั้งการกันน้ำและป้องกันไม่ให้เม็ดมะยมถูกดึงออกโดยไม่ตั้งใจระหว่างการทำกิจกรรมใต้น้ำที่สมบุกสมบัน

วิศวกรรมทางเสียงและงานศิลป์ระดับหรู

เป็นเวลานานที่ Laurent Ferrier ได้รับการยอมรับในด้านการสร้างสรรค์กลไกและการขัดแต่งที่ยอดเยี่ยม โดยเฉพาะกลไก Micro-rotor รหัส LF 270.01 ซึ่งเป็นผลงานที่ส่งให้แบรนด์ก้าวขึ้นมาเป็นหนึ่งในผู้ผลิตที่ประณีตที่สุดในตลาด สิ่งที่น่าทึ่งคือกลไกชุดเดียวกันนี้ได้ถูกนำมาบรรจุไว้ในรุ่น Sport Auto มอบทัศนียภาพของกลไกที่น่าหลงใหลที่สุดรุ่นหนึ่งในบรรดานาฬิกาสปอร์ตหรูที่มีอยู่ในปัจจุบัน

เมื่อมองผ่านฝาหลังใสในแวบแรก รูปลักษณ์ที่เปิดโล่งอาจดูคล้ายกับกลไกแบบไขลาน (manual-winding) ซึ่งช่วยให้ผู้ครอบครองสามารถชื่นชมความละเอียดลออของการขัดแต่งได้อย่างเต็มที่ แต่ลึกๆ แล้วมันคือกลไกอัตโนมัติที่มอบความสะดวกสบายในการใช้งานด้วยระบบโรเตอร์ขนาดเล็กหรือ Micro-rotor นั่นเอง

Caseback of Laurent Ferrier Sport Auto Blue

เพื่อให้เหมาะสมกับการเป็นนาฬิกาสปอร์ต กลไก LF 270.01 จึงจำเป็นต้องได้รับการอัปเกรดทางเทคนิคในบางจุดเพื่อให้มั่นใจในเรื่องความทนทานและความเสถียร โดยชุดปล่อยจักรแบบ Natural Escapement ซึ่งเป็นฟีเจอร์ที่ซับซ้อนและเป็นที่ใฝ่ฝันของเหล่านักสะสมที่หลงใหลในประวัติศาสตร์นาฬิกา ได้ถูกแทนที่ด้วยชุดปล่อยจักรแบบ Swiss Lever Escapement ซึ่งเป็นมาตรฐานสากลสำหรับนาฬิกาสปอร์ต เนื่องจากให้ความเสถียรที่เหนือกว่าในระหว่างการสวมใส่ทำกิจกรรมต่างๆ

นอกจากนี้ ระบบการขึ้นลานยังได้รับการปรับปรุงใหม่ด้วยเช่นกัน โดยเปลี่ยนจากกลไกเฟืองล้อแบบเดิม (Ratchet-click) มาเป็นระบบลูกปืนแบบหมุนทิศทางเดียว (Unidirectional ball-bearing system) ซึ่งช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการทนทานต่อแรงกระแทกและความน่าเชื่อถือในการใช้งานในระยะยาวได้อย่างดีเยี่ยม

The micro-rotor movement LF 270.01

สิ่งที่ยังคงไม่เปลี่ยนแปลงคือมาตรฐานการขัดแต่ง และนั่นคือหัวใจสำคัญที่แท้จริง ความประณีตในระดับนี้เองที่ทำให้ Sport Auto เป็นนาฬิกาสปอร์ตหรูที่สมบูรณ์แบบทั้งภายนอกและภายใน พร้อมทั้งมอบงานขัดแต่งกลไกที่ละเอียดลออที่สุดรุ่นหนึ่งในบรรดานาฬิกาสปอร์ตสายเหล็ก (integrated-bracelet) สะพานจักร (bridges) ได้รับการชุบด้วยรูทีเนียม (ruthenium) เพื่อให้ได้โทนสีเทาที่ดูทันสมัย ขณะที่งานลบเหลี่ยมมุม (bevelling) แบบมนและกว้าง พร้อมการเก็บรายละเอียดมุมหักเหทั้งภายในและภายนอกอย่างพิถีพิถัน คือบทพิสูจน์ว่านี่คือหัวใจของศิลปะการทำนาฬิกาชั้นสูงแบบดั้งเดิม (Haute Horlogerie) อย่างแท้จริง ไม่มีการลดทอนรายละเอียดใดๆ ซึ่งผู้หลงใหลในนาฬิกาสปอร์ตจะต้องประทับใจอย่างแน่นอนเมื่อได้สัมผัสเป็นครั้งแรก

ด้วยเหตุผลเหล่านี้ กลไก Micro-rotor ภายในรุ่น Sport Auto จึงโดดเด่นในฐานะองค์ประกอบที่เป็นหัวใจหลัก ทั้งในแง่วิศวกรรมและระดับการขัดแต่งที่ช่วยยืนยันว่านาฬิกาเรือนนี้มีดีมากกว่าแค่รูปลักษณ์ภายนอก แต่หยั่งรากลึกอยู่ในเนื้อแท้ของการผลิตนาฬิกาที่แข็งแกร่ง ความลุ่มลึกดังกล่าวทำให้ Sport Auto เป็นเรือนเวลาที่มีความสมบูรณ์แบบและยังคงความน่าหลงใหลไม่เสื่อมคลายตามกาลเวลา

Details on the dial

เรือนเวลาที่สร้างรอยจารึกไว้อย่างโดดเด่น

ตลอดช่วงห้าสิบปีที่ผ่านมา กระแสความนิยมของนาฬิกาสปอร์ตหรู (Luxury Sports Watch) มีช่วงเวลาที่ขึ้นและลงสลับกันไป อย่างไรก็ตาม ผลงานที่ยิ่งใหญ่อย่างแท้จริง ซึ่งถูกนิยามด้วยงานดีไซน์ที่แข็งแกร่ง ประวัติศาสตร์ที่มีตัวตนอยู่จริง และการรังสรรค์ที่ประณีตแม่นยำ จะยังคงยืนหยัดข้ามผ่านยุคสมัยจากรุ่นสู่รุ่น ในปัจจุบัน แม้นาฬิกาสปอร์ตสายเหล็ก (Integrated-bracelet) จะมีให้เห็นดาษดื่นมากกว่ายุคไหนๆ แต่กลับมีเพียงไม่กี่เรือนเท่านั้นที่ให้ความรู้สึกว่ามีรากฐานที่มั่นคงและเปี่ยมด้วยคุณค่าอย่างแท้จริง

Laurent Ferrier Sport Auto Blue

และนี่คือสิ่งที่ทำให้ Laurent Ferrier แตกต่างอย่างมีเอกลักษณ์ ด้วยเส้นทางอาชีพที่ครอบคลุมทั้งโลกมอเตอร์สปอร์ตและศิลปะการทำนาฬิกาชั้นสูง (Haute Horlogerie) แบรนด์จึงอยู่ในจุดที่เหมาะสมที่สุดในการเปิดตัวเรือนเวลาอย่าง Sport Auto และพวกเขาก็ทำออกมาได้อย่างยอดเยี่ยม นาฬิกาเรือนนี้มีตัวเรือนและสายโลหะที่ฉีกออกจากสูตรสำเร็จเดิมๆ มอบความรู้สึกที่ดูเป็นธรรมชาติและอบอุ่นราวกับก้อนหินริมน้ำ พร้อมด้วยกลไก Micro-rotor ที่มีวิศวกรรมงดงามพอๆ กับงานขัดแต่ง แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดคือเรื่องราวที่หยั่งรากลึกยิ่งกว่านั้น เพราะวันหนึ่งในสนามแข่ง Le Mans ไม่ได้เป็นเพียงแรงบันดาลใจให้กำเนิดนาฬิกาเรือนนี้ แต่เป็นจุดเริ่มต้นที่ให้กำเนิดแบรนด์นี้ขึ้นมาจริงๆ หลังจากที่แบรนด์เป็นที่รู้จักในฐานะผู้สร้างสรรค์นาฬิกาเดรสที่สง่างามมาหลายปี ในวันนี้พวกเขากำลังนำรากเหง้าแห่งมอเตอร์สปอร์ตขึ้นมาไว้แถวหน้าอย่างเต็มภาคภูมิ

Laurent Ferrier Sport Auto Blue 

เป็นไปได้ไหมว่านี่คือนักสะสมนาฬิกาสปอร์ตหรูจะให้คุณค่าในฐานะผลงานที่โดดเด่นที่สุดแห่งยุคสมัย? มีเพียงกาลเวลาเท่านั้นที่จะให้คำตอบได้ แต่สัญญาณต่างๆ ก็เริ่มปรากฏชัดเจนแล้ว นี่คือนาฬิกาที่มีเรื่องราวให้บอกเล่า เป็นเรือนเวลาที่ไม่เพียงแค่เดินตามฝูงชน และเป็นชิ้นงานที่มอบคุณค่าในทุกรายละเอียด ตั้งแต่การออกแบบ วิศวกรรม ไปจนถึงการขัดแต่ง อย่างไรก็ตาม เมื่อนาฬิกาเรือนนี้มาอยู่บนข้อมือ คำถามทั้งหลายก็มักจะจางหายไป เหลือทิ้งไว้เพียงความสุขเงียบๆ ที่ได้สวมใส่ และรอยยิ้มที่เกิดขึ้นเองโดยธรรมชาติ

ข้อมูลทางเทคนิค
  • ชื่อรุ่น: Laurent Ferrier Sport Auto Blue (Reference LCF040.T1.C1GC5)
  • ตัวเรือน: ไทเทเนียมเกรด 5 ขนาด 41.5 มม. หนา 12.7 มม. กันน้ำได้ 120 เมตร
  • หน้าปัด: สีน้ำเงินไล่เฉด (Blue gradient) ผิวสัมผัสแบบ Opaline หลักชั่วโมงทรงหยดน้ำทำจากทองคำขาว 18K แต้มสารเรืองแสง Super-LumiNova สีเขียว
  • ฟังก์ชัน: แสดงชั่วโมง นาที วินาทีขนาดเล็ก (Small seconds) และวันที่
  • กลไก: อัตโนมัติ (Self-winding) คาลิเบอร์ LF270.01 สำรองพลังงานได้ 72 ชั่วโมง
  • สาย: สายนาฬิกาทำจากไทเทเนียมเกรด 5 (Integrated bracelet)

อ่านบทความอื่นๆ เพิ่มเติม
บันทึกรสชาติฉบับกวางตุ้งที่ Summer Palace เมื่อความคลาสสิกเดินทางมาบรรจบกับความร่วมสมัย
ดื่มด่ำช่วงเวลาอันน่าจดจําเหนือสายน้ำแห่งประวัติศาสตร์ไปกับ Okura Cruise
เฉลิมฉลองช่วงเวลาแห่งความสุขผ่านเรือนเวลา Blancpain รุ่นไอคอนิกที่ Revolution คัดสรรมาเพื่อคนที่คุณรัก

Hanhart 417 TI Desert Pilot จิตวิญญาณนาฬิกานักบินในเฉดสีแห่งทะเลทราย

สำหรับนักสะสมนาฬิกาที่หลงใหลในประวัติศาสตร์ ชื่อของ Hanhart 417 ES คือหนึ่งในนาฬิกาโครโนกราฟที่ถูกจารึกไว้ในฐานะนาฬิกาคู่ใจของ Steve McQueen ล่าสุดแบรนด์นาฬิกาจากเยอรมนีได้หยิบเอาโมเดลไอคอนิกนี้มาตีความใหม่ผ่านโปรเจกต์พิเศษ 417 TI Desert Pilot ซึ่งเป็นการผสมผสานความคลาสสิกดั้งเดิมเข้ากับวัสดุสมัยใหม่และแรงบันดาลใจจากธรรมชาติได้อย่างน่าสนใจ

ความโดดเด่นอย่างแรกของรุ่นนี้คือการเลือกใช้ตัวเรือนที่ทำจากไทเทเนียมเกรด 5 แทนการใช้สเตนเลสสตีลแบบรุ่นทั่วไป ซึ่งวัสดุนี้มีจุดเด่นเรื่องความทนทานต่อการกัดกร่อน มีความแข็งแกร่งสูง แต่กลับมีน้ำหนักที่เบาลงอย่างเห็นได้ชัดช่วยให้สวมใส่สบายขึ้นในทุกสถานการณ์ โดยตัวเรือนผ่านการทำผิวแบบพ่นทราย (Sand-blasted) จนได้สีเทาด้านที่ดูเคร่งขรึมและลดแสงสะท้อนตามแบบฉบับนาฬิกาเครื่องมือ (Tool Watch) อย่างแท้จริง

สิ่งที่ทำให้รุ่นนี้มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวคือหน้าปัดเฉดสีทรายที่ได้รับแรงบันดาลใจมาจากบรรยากาศของทะเลทรายและการผจญภัยแบบออฟโรด โดยตัวเลขและเข็มนาฬิกาเลือกใช้โทนสีดำเพื่อให้ตัดกับสีพื้นหน้าปัดอย่างชัดเจน แม้ว่าทางแบรนด์จะระบุไว้ว่าการเรืองแสงในที่มืดอาจไม่สว่างเท่าหน้าปัดสีดำแบบดั้งเดิม แต่สิ่งที่ได้กลับมาคือความสวยงามของโทนสีในเวลากลางวันที่มีเสน่ห์ไม่ซ้ำใคร พร้อมด้วยขอบตัวเรือนแบบหยักที่เป็นเอกลักษณ์และแต้มสีแดงที่ตำแหน่ง 12 นาฬิกา

ในด้านกลไก Hanhart ยังคงรักษาจิตวิญญาณเดิมด้วยระบบ Flyback Chronograph ที่ช่วยให้นักบินหรือผู้ใช้งานสามารถกดเริ่มจับเวลาใหม่ได้ทันทีเพียงการกดปุ่มเพียงครั้งเดียว โดยรุ่นนี้ใช้กลไกแบบไขลานที่ให้สัมผัสคลาสสิกทุกครั้งที่ได้หมุนเม็ดมะยม และสามารถชื่นชมการทำงานของกลไกได้ผ่านฝาหลังกระจกแซฟไฟร์ใส ซึ่งถือเป็นรายละเอียดที่นักสะสมชื่นชอบ

Hanhart 417 TI Desert Pilot ผลิตออกมาให้เลือกสองขนาดตามความต้องการของผู้ใช้งาน คือขนาด 39 มิลลิเมตร และ 42 มิลลิเมตร โดยแต่ละขนาดจะมีการผลิตจำนวนจำกัดเพียงรุ่นละ 200 เรือนทั่วโลกเท่านั้น มาพร้อมกับสายยางลายถักสีทรายที่ได้รับการออกแบบมาให้เข้ากับตัวเรือนและหน้าปัดได้อย่างไร้ที่ติ ถือเป็นการสานต่อตำนานนาฬิกานักบินเยอรมันที่นำเอาเทคโนโลยีของวัสดุสมัยใหม่มาตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์การผจญภัยในปัจจุบันได้อย่างสมบูรณ์แบบ

ข้อมูลทางเทคนิค
  • ตัวเรือน: ไทเทเนียมเกรด 5 ทำผิวแบบพ่นทราย (Sand-blasted) มีให้เลือกขนาด 39 มม. และ 42 มม. กระจกหน้าปัดแซฟไฟร์ทรงโดม และฝาหลังใสโชว์กลไก
  • หน้าปัด: สีทราย (Sand-colored) ตัวเลขและเข็มสีดำเคลือบสารเรืองแสง Super-LumiNova ขอบตัวเรือนแบบหยักหมุนได้สองทิศทางพร้อมมาร์กเกอร์สีแดง
  • ฟังก์ชัน: จับเวลาความละเอียดวินาทีและนาที (30 นาที) พร้อมระบบ Flyback สำหรับเริ่มจับเวลาใหม่ได้ทันที
  • กลไก: ไขลาน (Manual-wind) คอลัมน์วีลโครโนกราฟ AMT5100 M สำรองพลังงานได้ 58 ชั่วโมง
  • สาย: สายยางดีไซน์ลายถักสีทราย เข้าชุดกับหน้าปัดและตัวเรือน

อ่านบทความอื่นๆ เพิ่มเติม
บันทึกรสชาติฉบับกวางตุ้งที่ Summer Palace เมื่อความคลาสสิกเดินทางมาบรรจบกับความร่วมสมัย
ดื่มด่ำช่วงเวลาอันน่าจดจําเหนือสายน้ำแห่งประวัติศาสตร์ไปกับ Okura Cruise
เฉลิมฉลองช่วงเวลาแห่งความสุขผ่านเรือนเวลา Blancpain รุ่นไอคอนิกที่ Revolution คัดสรรมาเพื่อคนที่คุณรัก

M.A.D.Gallery ฉลองครบรอบ 15 ปีแห่งความคิดสร้างสรรค์

การรวมตัวของศิลปะและกลไกผ่านผลงานมาสเตอร์พีซ ML15 Helios โดย Frank Buchwald

ในปี 2011 MB&F ประสบปัญหาในการอธิบายตัวเองว่าผลงานที่พวกเขาเรียกว่า Horological Machines นั้นคืออะไรกันแน่ ร้านนาฬิกาทั่วไปก็ไม่เข้าใจ มองว่ามันไม่ใช่นาฬิกา ส่วนแกลเลอรีศิลปะก็มองว่างานผลงานของพวกเขาคือนาฬิกา ไม่ใช่งานศิลปะ Max Büsser ผู้ก่อตั้งแบรนด์ จึงได้เปิด M.A.D.Gallery (Mechanical Art Devices) ขึ้นมาเองที่เจนีวา เพื่อสร้าง “บ้าน” ให้กับงานศิลปะเชิงกลไก (Mechanical Art) ที่ไม่มีที่ลง จนตอนนี้ขยายไปทั่วโลกทั้งดูไบ ไทเป สิงคโปร์ ปารีส และซิลิคอนวัลเลย์

หนึ่งในศิลปินรุ่นบุกเบิกของแกลเลอรีคือ Frank Buchwald ศิลปินชาวเยอรมันที่ Max Büsser ค้นพบผลงานของเขาบนโลกออนไลน์ จนบุกไปหาถึงเวิร์กชอปที่เบอร์ลิน และตัดสินใจเหมางาน 10 ชิ้นแรกทันทีทั้งที่ตอนนั้นแกลเลอรียังไม่เปิดด้วยซ้ำ จากการที่คุยกันแล้วถูกคอ ชื่นชอบและได้อิทธิพลมาจาก Sci-Fi เหมือนกัน และการเรียกผลงานตัวเองว่า “Machine” เหมือนกัน กลายเป็นจุดกำเนิดของ M.A.D.Gallery ที่เราเห็นในวันนี้

เพื่อฉลองก้าวย่างปีที่ 15 ของแกลเลอรี Max Büsser จึงได้เชิญ Frank Buchwald กลับมาสร้างสรรค์ผลงานอีกครั้ง จนออกมากลายเป็น ML15 Helios ผลงานที่มี Concept คือ “ดวงอาทิตย์จักรกล” ที่ดูสงบ ทรงพลัง และแม่นยำ ที่มีดีไซน์ตรงกลางเป็นโคมไฟทรงกลม ล้อมรอบด้วยวงแหวนสว่างไสวที่สื่อถึงวงแหวนโคโรนาของดวงอาทิตย์ และมีวงแหวนสีฟ้าใส 2 วงประกบ ทำให้ดูคล้ายดวงตาที่กำลังจ้องมองเราอยู่

ความพิเศษของผลงานชิ้นนี้ คือการเป็นงานฝีมือแบบ Handcrafted 100% แม้จะเป็นชิ้นส่วนที่ตัดด้วยเลเซอร์ แต่ทุกชิ้นจะถูกนำมาขัดเกลาและปรับแต่งด้วยมือทั้งหมดโดย Frank Buchwald ในส่วนของการประกอบ ก็ไม่ใช่แค่การรวมชิ้นส่วน แต่เป็นการปรับสัดส่วน ทั้งเพิ่มหรือลด จนกว่าจะได้ความสมดุลที่สมบูรณ์แบบตามที่ศิลปินต้องการ ซึ่งใช้เวลาทำหลายสัปดาห์ต่อชิ้น โดยช้วัสดุเป็นสแตนเลสผสมกับชิ้นส่วนทองเหลือง ขนาด 350 x 440 x 460 มม. น้ำหนัก: 9 กิโลกรัม และผลิตจำนวนจำกัดเพียงแค่ 15 ชิ้นเท่านั้น

ผลงานนี้ นอกจากจะเป็นการฉลองในวาระพิเศษแล้ว ยังเป็นการหวนกลับไปสู่จุดเริ่มต้นของ M.A.D.Gallery ที่ตั้งใจจะมอบคุณค่าในสิ่งที่หานิยามไม่ได้ และยังเป็นการสะท้อนตัวตนของ MB&F ที่ไม่ใช่แค่ต้องการสร้างนาฬิกา แต่ยังต้องการยกระดับความคิดสร้างสรรค์ในการทำเรือนเวลา ให้ไกลออกไปยิ่งขึ้นไปอีกเรื่อย ๆ ให้นาฬิกาไม่ใช่แค่สิ่งที่บ่งบอกเวลาหรือฐานะ แต่เป็นพื้นที่ทางศิลปะที่ไม่มีขอบเขตใด ๆ

อ่านบทความอื่นๆ เพิ่มเติม
เตรียมพบกับนิทรรศการ Rolex GMT-Master ตั้งแต่วันที่ 6 – 22 มีนาคมนี้ ณ สยามพารากอน
เมื่อจิตวิญญาณแห่งความเร็วมาบรรจบกับนวัตกรรมเวลาสุดขั้วบนเรือนเวลา Ulysse Nardin Freak X Gumball 3000
Seiko 5 Sports HUF Limited Edition นี่คือการพบกันของจิตวิญญาณวินเทจและสตรีทคัลเจอร์ยุคใหม่

Penfolds กับก้าวสำคัญในโลกศิลปะผ่านมุมมองของ Troye Sivan

Penfolds แต่งตั้ง Troye Sivan เป็น Creative Partner คนใหม่ พร้อมเปิดตัวดีไซน์ Bin 389

การเดินทางของแบรนด์ระดับตำนานอย่าง Penfolds กำลังเข้าสู่บทบาทใหม่ที่น่าสนใจ เมื่อมีการประกาศแต่งตั้ง Troye Sivan (ทรอย ซีวาน) ศิลปินและไอคอนระดับโลกชาวออสเตรเลีย ให้มารับตำแหน่ง Creative Partner คนล่าสุดอย่างเป็นทางการ ความร่วมมือในครั้งนี้เกิดขึ้นเพื่อนำพาแบรนด์ไปสู่พื้นที่ใหม่ๆ แห่งความคิดสร้างสรรค์ โดยเน้นการสร้างประสบการณ์ที่เชื่อมโยงผู้คนเข้าด้วยกันผ่านงานออกแบบและวัฒนธรรมสมัยใหม่

ในฐานะที่ทรอยเป็นผู้มีอิทธิพลทั้งในวงการดนตรี แฟชั่น และงานดีไซน์ ตัวตนของเขาจึงสะท้อนถึงคุณค่าที่สอดคล้องกับทางแบรนด์ โดยเฉพาะความมุ่งมั่นในการแสวงหาสิ่งใหม่และการกล้าที่จะก้าวข้ามขอบเขตเดิมๆ การร่วมงานกันครั้งนี้ ทรอยได้รับไม้ต่อจากศิลปินชื่อดังอย่าง NIGO ครีเอทีฟพาร์ตเนอร์คนแรกของแบรนด์ ซึ่งถือเป็นการตอกย้ำทิศทางของ Penfolds ที่ต้องการผสานตัวตนของศิลปินผู้ทรงอิทธิพลเข้ากับนวัตกรรมของเครื่องดื่มจากไร่องุ่นที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานกว่า 180 ปี

เพื่อเป็นการเริ่มต้นบทบาทใหม่อย่างเป็นทางการ ทรอย ซีวาน ได้เลือกช่วงเวลาของ Paris Fashion Week ในปารีส เป็นสถานที่เปิดตัวผลงานความร่วมมือครั้งแรก ผ่านการออกแบบรุ่นลิมิเต็ดเอดิชันให้กับ Bin 389 ซึ่งเป็นหนึ่งในผลผลิตที่ได้รับการยกย่องและเป็นที่ต้องการของนักสะสมมากที่สุดรุ่นหนึ่ง ผลงานการออกแบบของเขาสะท้อนเอกลักษณ์ที่ชัดเจน เข้าถึงง่าย แต่ยังคงความสง่างามตามมาตรฐานความเป็นเลิศที่สืบทอดกันมา

งานดีไซน์ในคอลเลกชันนี้ประกอบด้วยสองรูปแบบหลัก คือ กล่องของขวัญขนาด 750 มิลลิลิตร และผลงานศิลปะบนขวดขนาดใหญ่หรือแม็กนั่ม 1.5 ลิตร ซึ่งความพิเศษของรุ่นแม็กนั่มคือเป็นการรังสรรค์ร่วมกับ Rahee Yoon ช่างฝีมือชาวเกาหลีใต้ และผลิตออกมาเพียง 20 ชิ้นทั่วโลกเท่านั้น ตัวกล่องถูกออกแบบด้วยโทนสีแดงและขาวแบบโปร่งแสง เพื่อสื่อถึงความรู้สึกอบอุ่นและชวนให้ระลึกถึงช่วงเวลาพิเศษที่มีค่าร่วมกัน

สำหรับการร่วมมือครั้งนี้ไม่ได้หยุดอยู่เพียงแค่การออกแบบบรรจุภัณฑ์เท่านั้น ยังมีแผนการที่จะเปิดตัวโปรเจกต์ใหม่ๆ อย่างต่อเนื่องตลอดทั้งปี 2026 ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญที่ทำให้เห็นว่า ศิลปะและรสสัมผัสสามารถหลอมรวมกันเพื่อสร้างความทรงจำที่ยากจะลืมเลือนได้ในรูปแบบที่ทันสมัยและเข้ากับไลฟ์สไตล์ของผู้คนในยุคปัจจุบัน

อ่านบทความอื่นๆ เพิ่มเติม
บันทึกรสชาติฉบับกวางตุ้งที่ Summer Palace เมื่อความคลาสสิกเดินทางมาบรรจบกับความร่วมสมัย
ดื่มด่ำช่วงเวลาอันน่าจดจําเหนือสายน้ำแห่งประวัติศาสตร์ไปกับ Okura Cruise
เฉลิมฉลองช่วงเวลาแห่งความสุขผ่านเรือนเวลา Blancpain รุ่นไอคอนิกที่ Revolution คัดสรรมาเพื่อคนที่คุณรัก