Home Blog Page 14

Swatch Group ออกจดหมายเปิดผนึก โต้รายงาน Morgan Stanley ข้อมูลคลาดเคลื่อน

0

Swatch Group ตอบโต้รายงานของ Morgan Stanley ผ่านจดหมายเปิดผนึก

บทความโดย Felix Scholz . Mar 3, 2026

ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา รายงานประจำปี Swiss Watcher โดย Morgan Stanley ร่วมกับ LuxeConsult ได้กลายเป็นดัชนีชี้วัดสถานการณ์โดยรวมของอุตสาหกรรมนาฬิกาสวิสที่ถูกนำไปอ้างอิงอย่างแพร่หลาย ซึ่งเนื้อหาหลักในรายงานเป็นผลมาจากการวิจัยและวิเคราะห์ที่รวบรวมโดย Oliver Müller นักวิเคราะห์และที่ปรึกษาด้านอุตสาหกรรมนาฬิกา

อย่างไรก็ตาม Swatch Group ได้ออกมาคัดค้านข้อสรุปและวิธีการจัดทำรายงาน Swiss Watcher ฉบับที่ 9 นี้ โดยระบุว่ามีการใช้ข้อมูลที่ไม่น่าเชื่อถือและไม่สามารถตรวจสอบข้อเท็จจริงได้ รวมถึงมีข้อสรุปที่คลาดเคลื่อนและเกิดจากความประมาทเลินเล่อ

ไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจนักที่ Swatch Group จะออกมาโต้แย้งข้อเท็จจริงในรายงานของ Morgan Stanley เนื่องจากเนื้อหาบางส่วนระบุว่า Omega มีอันดับความนิยมของแบรนด์โดยรวมตกลงมาอยู่ที่อันดับ 5 นอกจากนี้ รายงานยังอ้างว่า Longines ประสบภาวะขาดทุนในปี 2025 อีกด้วย

Longines เป็นหนึ่งในแบรนด์ที่ถูกระบุในรายงานของ Morgan Stanley & LuxeConsult ว่าจะขาดทุนในปี 2025 อย่างไรก็ตาม Swatch Group โต้แย้งข้อกล่าวอ้างดังกล่าว

ในส่วนของวิธีการจัดทำรายงาน จดหมายฉบับนี้ระบุว่า วิธีการดังกล่าวดูเหมือนจะถูกออกแบบมาเพื่อปกปิดสถานการณ์ด้านข้อมูลที่ย่ำแย่ ซึ่งรวมถึงการมีข้อมูลที่ไม่สามารถพิสูจน์ได้อยู่เป็นจำนวนมาก ความไม่แม่นยำที่ปรากฏให้เห็นอย่างชัดเจน เช่น การใช้ค่าตัวเลขแบบจุดทศนิยมแทนที่จะใช้เป็นช่วงตัวเลขเพื่อสร้างความรู้สึกที่แม่นยำแบบปลอมๆ และการตรวจสอบความสมเหตุสมผลของข้อมูลที่บางครั้งให้ผลลัพธ์ที่ดูไร้สาระ

Swatch Group ยังได้เน้นย้ำถึงความคลาดเคลื่อนของข้อมูลในรายงานโดยระบุว่า ตัวเลขยอดขายจริงนั้นมีความคลาดเคลื่อนจากตัวเลขที่นำเสนอในงานวิจัยเฉลี่ยถึง 24% โดยมีช่วงความคลาดเคลื่อนตั้งแต่ -53% ไปจนถึง +46% ในแต่ละแบรนด์ และความไม่แม่นยำนี้ยิ่งปรากฏชัดเจนมากขึ้นในส่วนของยอดขายจำนวนเรือน (unit sales) ซึ่งมีความคลาดเคลื่อนเฉลี่ยถึง 39% โดยมีช่วงความคลาดเคลื่อนตั้งแต่ -48% ไปจนถึง +198% ทั้งนี้ Swatch Group ได้ระบุเจาะจงว่ายอดขายจำนวนเรือนที่แท้จริงของ Hamilton นั้นสูงกว่าตัวเลขในรายงานของ Morgan Stanley ถึงสามเท่า

จดหมายฉบับนี้ยังคงยืนยันว่ารายงานของ Morgan Stanley เป็นความประมาทเลินเล่อและอาจสร้างความเสียหายต่อความเชื่อมั่นใน Swatch Group พร้อมระบุว่าพวกเขากำลังพิจารณาดำเนินการทางกฎหมาย นอกจากนี้ Swatch Group ยังข้อสังเกตว่าในขณะที่ Morgan Stanley มีการเปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับประเด็นความขัดแย้งทางผลประโยชน์ที่อาจเกิดขึ้น แต่ LuxeConsult กลับไม่มีการระบุถึงเรื่องนี้

นอกจากนี้ Swatch Group ยังได้จำแนกข้อโต้แย้งและสนับสนุนด้วยรายละเอียดตัวอย่าง เช่น ในการวิพากษ์วิจารณ์ข้อมูลที่รายงานนำมาใช้ Swatch ให้เหตุผลว่า ในกรณีของ Breguet จนถึงปี 2023 การประมาณการในงานวิจัยระบุว่าราคาขายปลีกเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 15,000 ฟรังก์สวิส แต่เมื่อ Swatch Group แจ้งว่าตัวเลขนี้ผิดพลาดอย่างสิ้นเชิง

ตัวเลขดังกล่าวกลับถูกปรับเพิ่มขึ้นเท่าตัวเป็นประมาณ 32,500 ฟรังก์สวิสในปี 2024 ทว่าตัวเลขประมาณการยอดขาย (turnover) กลับไม่มีการเปลี่ยนแปลง และเพื่อหลีกเลี่ยงการยอมรับความผิดพลาดก่อนหน้านี้ ตัวเลขจำนวนเรือนที่ขายได้ (unit sales) จึงถูกปรับลดลงกว่าครึ่งหนึ่งจาก 20,000 เรือน เหลือเพียง 7,400 เรือนโดยไม่มีการอธิบายใดๆ ซึ่งวิธีการเดียวกันนี้ยังถูกนำไปใช้กับแบรนด์ Harry Winston ในปี 2025 อีกด้วย

กลุ่ม Swatch Group ตั้งข้อสังเกตว่า ก่อนหน้านี้ ข้อมูลเกี่ยวกับ Breguet ที่รายงานในรายงานของ Morgan Stanley นั้นไม่ถูกต้อง

ควรบันทึกไว้ด้วยว่า Morgan Stanley ไม่ใช่สถาบันเพียงแห่งเดียวที่เผยแพร่ข้อมูลประเภทนี้ เนื่องจาก Vontobel ซึ่งเป็นบริษัทการเงินของสวิสก็มีการนำเสนอรายงานอุตสาหกรรมที่คล้ายคลึงกันเช่นกัน

นอกจากนี้ยังมีข้อเท็จจริงที่สำคัญไม่แพ้กันคือ การที่แบรนด์ใหญ่จำนวนมากเป็นบริษัทนอกตลาดหลักทรัพย์ (Privately held) หรือในกรณีของ Swatch Group เองที่รายงานผลประกอบการรวมทั้งพอร์ตโฟลิโอมากกว่าจะแยกเป็นรายแบรนด์ การวิเคราะห์จากหน่วยงานอย่าง Morgan Stanley และ LuxeConsult จึงถือเป็นเครื่องมือที่ดีที่สุดเท่าที่มีอยู่สำหรับการรายงานภาพรวมของอุตสาหกรรมนาฬิกาในขณะนี้

สามารถอ่านจดหมายเปิดผนึกของ Swatch Group ได้ที่นี่

อ่านบทความอื่นๆ เพิ่มเติม
ย่อรุ้งกินน้ำมาไว้บนข้อมือกับ Ressence Type 9 IKE นาฬิกาที่เปลี่ยนทุกการเคลื่อนไหวให้เป็นปรากฏการณ์แห่งแสง
IWC Portugieser Chronograph Ceratanium การกลับมาอย่างสง่างามภายใต้รูปลักษณ์สีดำสุดเท่
เตรียมพบกับนิทรรศการ Rolex GMT-Master ตั้งแต่วันที่ 6 – 22 มีนาคมนี้ ณ สยามพารากอน

เจาะลึก Micromilspec Milgraph T5

การออกแบบตามหลักสรีรศาสตร์สำหรับคนถนัดซ้าย และแบรนด์นาฬิกาขนาดเล็ก (Microbrand) ที่ไม่ดำเนินรอยตามกฎเกณฑ์เดิมๆ ของไมโครแบรนด์

หากคุณเป็นผู้ที่ติดตามความเคลื่อนไหวในโลกของนาฬิกาฝั่งแบรนด์อิสระ คุณคงจะคุ้นเคยกับแผนการดำเนินงานของแบรนด์ขนาดเล็ก (microbrand) อยู่แล้ว นั่นก็คือ การมีจุดขายด้านงานดีไซน์ที่โดดเด่น การใช้กลไกที่เป็นที่รู้จักกันดี การเปิดจองล่วงหน้าในราคาที่ดึงดูดใจ และการผลิตจำนวนจำกัดที่เน้นขายเรื่องราวพอๆ กับสเปกของตัวนาฬิกา ซึ่งหากทำออกมาได้ดี สูตรสำเร็จนี้ก็ได้มอบนาฬิกาที่น่าประทับใจจริงๆ ให้กับเราหลายต่อหลายเรือน

Micromilspec วางตัวอยู่ใกล้กับแวดวงนั้นแต่กลับเข้าหาในมุมที่ต่างออกไป แบรนด์ที่มีฐานการผลิตอยู่ในกรุงออสโล (ก่อตั้งในปี 2019) แห่งนี้ ได้สร้างชื่อเสียงขึ้นจากการรับผลิตนาฬิกากลไกตามสั่ง (made-to-order) ที่พัฒนาขึ้นเพื่อหน่วยทหาร หน่วยกู้ภัย และกลุ่มลูกค้าเฉพาะทาง โดยมีพันธมิตรในสวิตเซอร์แลนด์เป็นผู้ดูแลด้านการผลิตและการประกอบ

จุดประสงค์ไม่ใช่การอธิบายซ้ำในสิ่งที่ผู้อ่าน Revolution ส่วนใหญ่น่าจะทราบดีอยู่แล้ว แต่มันคุ้มค่าที่จะเน้นย้ำว่าคำว่า “mil” ในชื่อแบรนด์นั้น ผูกติดอยู่กับความต้องการใช้งานจริงของผู้ใช้ปลายทาง มากกว่าจะเป็นเพียงการใช้รูปลักษณ์ภายนอกมาเป็นทางลัดในการสื่อสารด้านดีไซน์เท่านั้น

Milgraph T5 คือการถ่ายทอดแนวทางดังกล่าวออกมาอย่างชัดเจน รุ่นนี้เป็นการนำตัวเรือนและสายนาฬิกาไทเทเนียมเกรด 5 เข้ามาสู่ไลน์ผลิตภัณฑ์ Milgraph ซึ่งทางแบรนด์วางตำแหน่งให้เป็นรุ่นที่เข้ามาเติมเต็มคอลเลกชันนี้ให้สมบูรณ์

นอกจากนี้ยังเป็นการหวนระลึกถึงผลงานยุคแรกเริ่มของ Micromilspec อย่างรุ่น Field Testing Unit (FTU) ซึ่งเป็นนาฬิกาต้นแบบที่สร้างขึ้นเพื่อการประเมินผลทางการทหาร และเป็นรุ่นที่เปิดประตูไปสู่การเปิดตัวสำหรับภาคพลเรือนในเวลาต่อมา T5 จึงถูกนำเสนอในฐานะจุดบรรจบระหว่างความเรียบง่ายชัดเจนของรุ่น FTU กับฟังก์ชันการใช้งานตามภารกิจของ Milgraph

ไมโครมิลสเปค มิลกราฟ T5

แพลตฟอร์ม Milgraph เองเดิมทีถูกว่าจ้างให้ผลิตโดยหน่วยปฏิบัติการพิเศษ (Special Operations Forces) และยังคงรักษาเอกลักษณ์ด้านสรีรศาสตร์ที่สำคัญเอาไว้ นั่นคือการจัดวางองค์ประกอบสำหรับคนถนัดซ้าย โดยย้ายตำแหน่งเม็ดมะยมตามปกติจาก 3 นาฬิกา ไปอยู่ที่ 9 นาฬิกาแทน ซึ่งเป็นการเปลี่ยนแปลงเพียงเล็กน้อยที่ส่งผลอย่างมากต่อการสวมใส่ในชีวิตประจำวัน

เราต่างรู้กันดีว่านาฬิกาโครโนกราฟมักจะมีขนาดเทอะทะ การย้ายเม็ดมะยมออกจากตำแหน่งที่จะกดทับหลังมือช่วยลดการ “กัด” ข้อมือเวลาที่ต้องพิมพ์งาน ขับรถ หรือเคลื่อนไหวในขณะที่ข้อมืองอ นอกจากนี้ยังช่วยให้ใช้ชีวิตได้ง่ายขึ้นหากคุณชอบสวมนาฬิกาแบบกระชับข้อมือหรือสวมทับแขนเสื้อตัวนอก

ตำแหน่งของเม็ดมะยมอยู่ที่ 9 นาฬิกา

จากจุดนั้น การใช้งานยังคงเป็นสิ่งที่ถูกให้ความสำคัญสูงสุด ขอบหน้าปัดแบบ QuadGrip ของ Micromilspec ได้เปลี่ยนจากลวดลายฟันปลาละเอียด (knurling) มาเป็นรอยบากลึกสี่จุดรอบขอบหน้าปัด เพื่อให้มีจุดยึดเกาะที่ชัดเจนเมื่อมือของคุณเย็น เปียก หรือสวมถุงมือ ส่วนตัวขอบหน้าปัดนั้นเป็นแบบหมุนได้ทิศทางเดียวพร้อมสเกลนาทีที่เน้นการใช้งานจริง ตรงไปตรงมา และสอดคล้องกับเป้าหมายของแบรนด์ที่ให้ความสำคัญกับ การจับเวลาเป็นอันดับแรก มากกว่าที่จะเป็นเพียงของตกแต่งเพื่อความสวยงามตามสไตล์นาฬิกาดำน้ำทั่วไป

รอยบุ๋มลึกรอบขอบหน้าปัด

ในด้านรูปลักษณ์ T5 ยังคงรักษาความชัดเจนของตัวตนไว้ได้อย่างดีเยี่ยม ไทเทเนียมเกรด 5 ถูกขัดแต่งด้วยลายซาติน (Satin brushing) ในโทนสีเดียวกันทั้งหมดเพื่อลดแสงสะท้อน ขณะที่หน้าปัดลายซันเรย์ (Sunray) ช่วยเพิ่มมิติความลึกโดยไม่ทำให้นาฬิกาดูเป็นนาฬิกาเดรสจนเกินไป ความง่ายในการอ่านค่าเป็นสิ่งสำคัญสูงสุดด้วยหลักชั่วโมงแบบนูน (Applied indices) และเข็มนาฬิกาที่บรรจุสารเรืองแสง Super-LumiNova X1 พร้อมวงหน้าปัดย่อยของระบบโครโนกราฟที่มีการระบุหน่วยชั่วโมง นาที และวินาทีไว้อย่างชัดเจน มีเพียงปลายเข็ม GMT สีแดงเท่านั้นที่เป็นการเติมแต้มสีสันอย่างตั้งใจ ช่วยให้การอ่านค่าเวลาเขตที่สองทำได้ง่ายเพียงแค่กวาดสายตา

ภายในตัวเรือนบรรจุกลไก La Joux-Perret Caliber L121 ซึ่งเป็นกลไกอัตโนมัติที่ทำงานด้วยความถี่ 4 เฮิรตซ์ (28,800 ครั้งต่อชั่วโมง) พร้อมสำรองพลังงานได้นาน 60 ชั่วโมง โดยทำหน้าที่ขับเคลื่อนฟังก์ชันทั้งสาม ได้แก่ โครโนกราฟ, GMT และการบอกเวลาพื้นฐาน ส่วนรายละเอียดสเปกอื่นๆ ก็มีความทันสมัยและพร้อมลุยไปได้ทุกที่ ไม่ว่าจะเป็นขนาดตัวเรือน 42 มม. ความหนา 15 มม. กระจกแซฟไฟร์ และประสิทธิภาพการกันน้ำที่ระดับ 200 เมตร

La Joux-Perret Caliber L121

Micromilspec ยังคงรักษาความแรร์ของรุ่น T5 เอาไว้ตามความเหมาะสม โดยจำกัดการผลิตเพียง 35 เรือนต่อปีจากทั้ง 2 รูปแบบที่มีให้เลือก ได้แก่ รุ่นสายไทเทเนียม หรือสายยางสีดำตัดแดง ราคาเริ่มต้นที่ 3,950 ดอลลาร์สหรัฐสำหรับรุ่นสายยาง โดยเริ่มเปิดจองตั้งแต่วันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2026 และคาดว่าจะเริ่มส่งมอบได้ในช่วงไตรมาสที่ 4 ของปี 2026

ข้อมูลทางเทคนิค: Micromilspec Milgraph T5
  • กลไก: กลไกอัตโนมัติ La Joux-Perret Caliber L121 ความถี่ 28,800 vph / 4 Hz สำรองพลังงาน 60 ชั่วโมง
  • ฟังก์ชัน: โครโนกราฟ GMT ชั่วโมง นาที วินาที
  • ตัวเรือน: ไทเทเนียมเกรด 5 ขนาด 42 มม. ขัดลายซาติน ความหนา 15 มม. ขอบหน้าปัดหมุนทิศทางเดียวพร้อมสเกลนาทีและรอยบาก QuadGrip กระจกแซฟไฟร์ กันน้ำได้ 200 เมตร / 20 ATM
  • หน้าปัด: ลายซันเรย์ เคลือบโครเมียม หลักชั่วโมงแบบนูนและเข็มนาฬิกาบรรจุสารเรืองแสง Super-LumiNova X1 หน้าปัดย่อยโครโนกราฟพร้อมระบุชื่อฟังก์ชันชัดเจน เข็ม GMT ปลายสีแดง
  • สายนาฬิกา: สายไทเทเนียมเกรด 5 หรือสายยางสีดำหรือสีแดง
  • การวางจำหน่าย: ผลิตจำนวนจำกัดเพียง 35 เรือนต่อปี รวมทั้งสองรูปแบบ เริ่มเปิดจอง 25 กุมภาพันธ์ 2026 และจะส่งมอบสินค้าไตรมาสที่ 4 ปี 2026

อ่านบทความอื่นๆ เพิ่มเติม
เตรียมพบกับนิทรรศการ Rolex GMT-Master ตั้งแต่วันที่ 6 – 22 มีนาคมนี้ ณ สยามพารากอน
เมื่อจิตวิญญาณแห่งความเร็วมาบรรจบกับนวัตกรรมเวลาสุดขั้วบนเรือนเวลา Ulysse Nardin Freak X Gumball 3000
Seiko 5 Sports HUF Limited Edition นี่คือการพบกันของจิตวิญญาณวินเทจและสตรีทคัลเจอร์ยุคใหม่

Must Have: กล่องเก็บนาฬิกา 5 แบรนด์ที่นักสะสมควรรู้จัก

(Must Have) มีนาฬิกาดี… ก็ต้องมีกล่องเก็บนาฬิกาที่คู่ควร!

เมื่อคอลเลกชันนาฬิกาเริ่มเพิ่มขึ้น กล่องเก็บนาฬิกากลายเป็นไอเท็มสำคัญที่ช่วยปกป้องเรือนเวลาไม่ให้เกิดรอยจากการวางรวมกัน รวมถึงช่วยจัดระเบียบคอลเลกชันให้หยิบใช้งานได้ง่ายขึ้น และยังสามารถทำหน้าที่เป็นเหมือน display ขนาดย่อมสำหรับโชว์เรือนโปรดได้อีกด้วย ต่อไปนี้คือ 5 กล่องเก็บนาฬิกาที่นักสะสมควรรู้จัก ตั้งแต่ระดับ practical ไปจนถึงระดับ luxury collector piece

1. WOLF

WOLF เป็นหนึ่งในแบรนด์ที่มีชื่อเสียงด้าน watch accessories มากที่สุดในโลก โดยมีประวัติยาวนานตั้งแต่ปี 1834 สำหรับรุ่น British Racing มาในโทนสีเขียวเข้มแบบสปอร์ตคลาสสิก ผสมฮาร์ดแวร์สีทองที่ให้บรรยากาศแบบ British heritage ภายในใช้หมอนรองแบบ suspended cushion ช่วยป้องกันการกดทับของสาย พร้อมฝาแก้วใสที่ทำให้กล่องสามารถทำหน้าที่เป็น display สำหรับโชว์คอลเลกชันได้ในเวลาเดียวกัน กล่องรุ่นนี้เหมาะสำหรับนักสะสมที่ต้องการความสวยงามและฟังก์ชันที่ใช้งานได้จริงในทุกวัน

2. Bosphorus Leather

แบรนด์เครื่องหนังจากตุรกีที่โดดเด่นเรื่องงาน handmade และการใช้หนังคุณภาพสูง โดย watch roll ของ Bosphorus มีรายละเอียดงานเย็บและผิวสัมผัสของหนังที่ให้ความรู้สึกใกล้เคียงกับงาน luxury leather goods จุดเด่นคือขนาดกะทัดรัดเหมาะสำหรับพกพาเวลาเดินทาง ภายในบุด้วยผ้านุ่มเพื่อป้องกันรอยขีดข่วน เหมาะอย่างยิ่งสำหรับนักสะสมที่ต้องการ travel case คุณภาพดีสำหรับพานาฬิกาไปทริปต่าง ๆ

Must Have: กล่องเก็บนาฬิกา

3. Timezonebox

Timezonebox เป็นแบรนด์ที่เน้นการออกแบบกล่องและตู้เก็บนาฬิกาที่ผสานทั้งฟังก์ชันและความหรูหราเข้าด้วยกัน ผลิตภัณฑ์ของแบรนด์ครอบคลุมตั้งแต่กล่องเก็บนาฬิกาไปจนถึง watch winder และตู้เก็บนาฬิกาขนาดใหญ่ที่ช่วยรักษาการทำงานของกลไก automatic ให้พร้อมใช้งานอยู่เสมอ พร้อมทั้งช่วยปกป้องนาฬิกาจากฝุ่นและแรงกระแทก ดีไซน์ของหลายรุ่นถูกออกแบบให้เป็นเหมือนเฟอร์นิเจอร์หรือ display cabinet สำหรับคอลเลกชันระดับ serious collector ที่ต้องการระบบจัดเก็บนาฬิกาที่จริงจังและครบวงจร

Must Have: กล่องเก็บนาฬิกา

4. Orbita

แบรนด์ watch winder ระดับไฮเอนด์จากสหรัฐอเมริกาที่ก่อตั้งในปี 1996 และได้รับการยอมรับอย่างสูงในฐานะผู้ผลิตอุปกรณ์ดูแลนาฬิกาพรีเมียม จุดเด่นสำคัญของ Orbita คือเทคโนโลยี Rotorwind ซึ่งเป็นระบบที่แตกต่างจากเครื่องหมุนนาฬิกาทั่วไป โดยจะใช้การแกว่งหรือสั่นเบา ๆ เพื่อจำลองการเคลื่อนไหวของข้อมือจริง ช่วยให้โรเตอร์สร้างพลังงานได้อย่างเป็นธรรมชาติและนุ่มนวลกว่า

แบรนด์มีซีรีส์ที่ได้รับความนิยมหลากหลาย เช่น

  • Sparta Series สำหรับการใช้งานที่เน้นความกะทัดรัด
  • Avanti Series สำหรับคอลเลกชันขนาดใหญ่
  • Siena Series ที่เน้นดีไซน์แบบ luxury cabinet ด้วยการใช้วัสดุอย่างไม้พรีเมียมและคาร์บอนไฟเบอร์ ทำให้ Orbita เป็นตัวเลือกที่น่าสนใจสำหรับนักสะสมที่ให้ความสำคัญกับงานวิศวกรรมและเทคโนโลยีเฉพาะตัว
Must Have: กล่องเก็บนาฬิกา
5. Buben & Zorweg Vantage Watch Box

แบรนด์จากออสเตรียที่ขึ้นชื่อเรื่องการผลิตตู้เซฟและระบบจัดเก็บนาฬิการะดับ ultra-high-end สำหรับรุ่น Vantage เลือกใช้วัสดุชั้นยอดอย่าง carbon fiber และโครงสร้างโลหะ พร้อมงานประกอบประณีตระดับ haute horlogerie accessory หลายรุ่นถูกออกแบบให้ผสมผสานระหว่างกล่องเก็บนาฬิกาและระบบ watch winder รวมถึงการใส่ระบบรักษาความปลอดภัยมาให้อย่างเต็มที่ จึงเหมาะสำหรับนักสะสมระดับจริงจังที่ต้องการที่จัดเก็บนาฬิกามูลค่าสูงในระดับ luxury

Must Have: 5 Watch Box Brands Every Collector Should Know

อ่านบทความอื่นๆ เพิ่มเติม
เตรียมพบกับนิทรรศการ Rolex GMT-Master ตั้งแต่วันที่ 6 – 22 มีนาคมนี้ ณ สยามพารากอน
เมื่อจิตวิญญาณแห่งความเร็วมาบรรจบกับนวัตกรรมเวลาสุดขั้วบนเรือนเวลา Ulysse Nardin Freak X Gumball 3000
Seiko 5 Sports HUF Limited Edition นี่คือการพบกันของจิตวิญญาณวินเทจและสตรีทคัลเจอร์ยุคใหม่

Van Cleef & Arpels Lucky Spring บทกวีแห่งธรรมชาติและการต้อนรับสมาชิกใหม่สู่สวนแห่งโชคลาภ

เจาะลึกคอลเลกชัน High Jewelry ผ่านบทกวีผีเสื้อและอัญมณีสีน้ำเงิน

เมื่อฤดูใบไม้ผลิมาเยือน พร้อมกับการตื่นรู้ของเหล่ามวลบุปผาและสิงสาราสัตว์ Van Cleef & Arpels จึงได้ถ่ายทอดความงดงามนี้ผ่านคอลเลกชัน Lucky Spring ที่เปิดตัวครั้งแรกในปี 2021 และในปี 2026 นี้ เมซงได้ขยายขอบเขตแห่งจินตนาการด้วยการเปิดตัวสัญลักษณ์ใหม่อย่าง ผีเสื้อ (Butterfly) มาผสมผสานกับสัญลักษณ์เดิมอย่างเต่าทอง ดอกพลัม และใบลิลลี่ออฟเดอะแวลเลย์ เพื่อเฉลิมฉลองพลังชีวิตที่เปี่ยมไปด้วยความหวัง

การผสานอัญมณีสีสันสดใสสู่สัญลักษณ์แห่งจิตวิญญาณ

ผีเสื้อถือเป็นสัญลักษณ์ที่อยู่คู่กับ Van Cleef & Arpels มาตั้งแต่ปี 1906 ในปีนี้ได้รับการตีความใหม่ผ่านวัสดุเลอค่าที่เน้นความเข้มข้นของเฉดสีธรรมชาติอย่าง Blue Agate (บลูอาเกต) และ Lapis Lazuli (ลาพิส ลาซูลี) ซึ่งถือเป็นการสะท้อนรสนิยมอันยาวนานของเมซงในการใช้อัญมณีประดับ (Ornamental Stones)

รายละเอียดอันประณีตปรากฏบนขอบตัวเรือนและเครื่องประดับด้วยเทคนิค Double Beaded Contour หรือการล้อมด้วยลูกปัดทองสองชั้นอันเป็นเอกลักษณ์ ซึ่งช่วยขับเน้นความโดดเด่นให้กับสีน้ำเงินเข้มของหินอัญมณีและประกายสีทองของเยลโลว์โกลด์ได้อย่างสง่างาม

Lady Lucky Spring Butterfly เมื่อกาลเวลาเคลื่อนไหวตามจังหวะธรรมชาติ

สิ่งที่น่าจับตามองที่สุดในคอลเลกชันนี้คือนาฬิกาในตระกูล Poetic Complications รุ่นใหม่ Lady Lucky Spring Butterfly เรือนเวลาที่เปลี่ยนการบอกเวลาให้กลายเป็นเรื่องราวบทกวี หน้าปัดถูกเนรมิตให้เป็นสวนดอกไม้ที่บานสะพรั่งด้วยงานช่างศิลป์ชั้นสูง ทั้งการแกะสลักทอง (Gold Engraving) และงานลงยา (Enamel)

ความพิเศษอยู่ที่กลไกการเคลื่อนไหวของผีเสื้อบนหน้าปัด ซึ่งจะขยับปีกอย่างแผ่วเบาเพื่อบอกนาที ขณะที่ดอกไม้และใบไม้ทำหน้าที่เป็นฉากหลังที่เปี่ยมด้วยมิติ เป็นการรวมตัวกันของวิศวกรรมกลไกที่ซับซ้อนและงานศิลปะที่ละเอียดอ่อน เพื่อถ่ายทอดนิยามของคำว่า เวลาที่มีชีวิต

มรดกแห่งงานฝีมือและความหมายอันเป็นมงคล

ทุกชิ้นงานในคอลเลกชัน Lucky Spring ไม่ได้เป็นเพียงเครื่องประดับเท่านั้น ยังเป็นตัวแทนของความโชคดีและความรักในธรรมชาติ ผีเสื้อตัวใหม่นี้ถูกนำเสนอในหลายรูปแบบ ทั้งในลักษณะสมจริงที่มีรายละเอียดของลำตัวและหนวดที่เป็นทองคำ และในสไตล์ร่วมสมัยที่ลดทอนรายละเอียดให้ดูเรียบง่ายแต่คงไว้ซึ่งความหรูหรา

งานชิ้นนี้ยังคงสืบทอดเทคนิคการผลิตระดับตำนานของเมซง ไม่ว่าจะเป็นการคัดเลือกหินที่มีลวดลายและสีสันสม่ำเสมอที่สุด ไปจนถึงการขัดเงาทองคำให้แวววาวดุจกระจก เพื่อให้แน่ใจว่าเครื่องประดับทุกชิ้นจะทำหน้าที่เป็นเพื่อนร่วมทางที่สง่างามเหนือกาลเวลาสำหรับผู้สวมใส่

Van Cleef & Arpels Lucky Spring 2026
Van Cleef & Arpels Lucky Spring 2026
รายละเอียดทางเทคนิคและสัญลักษณ์สำคัญ
  • วัสดุหลัก: Yellow Gold 18K, Blue Agate, Lapis Lazuli, White Mother-of-Pearl
  • สัญลักษณ์ในคอลเลกชัน: ผีเสื้อ (สมาชิกใหม่) เต่าทอง (Ladybug) ดอกพลัม (Plum Blossom) ลิลลี่ออฟเดอะแวลเลย์ (Lily-of-the-Valley)
  • นาฬิกาไฮไลท์: Lady Lucky Spring Butterfly (Poetic Complications)
  • เทคนิคพิเศษ: Double Beaded Contour, Enameling, Miniature Painting

อ่านบทความอื่นๆ เพิ่มเติม

First Watch (นาฬิกาเรือนแรก): เริ่มต้นเส้นทางนักสะสมกับ 5 นาฬิการะดับเริ่มต้นที่ดีที่สุดสำหรับปี 2026
เตรียมพบกับนิทรรศการ Rolex GMT-Master ตั้งแต่วันที่ 6 – 22 มีนาคมนี้ ณ สยามพารากอน
เมื่อกาลเวลาเบ่งบานดั่งพฤกษา… นี่คือ Breguet Reine de Naples สองผลงานใหม่ล่าสุดที่ผสานงานจิวเวลรี่ชั้นสูงเข้ากับกลไกที่แม่นยำ

ย่อรุ้งกินน้ำมาไว้บนข้อมือกับ Ressence Type 9 IKE นาฬิกาที่เปลี่ยนทุกการเคลื่อนไหวให้เป็นปรากฏการณ์แห่งแสง

Ressence Type 9 IKE เปลี่ยนข้อมือให้เป็นเวทีจัดแสดงแสงสีด้วยเทคนิคปริซึมหักเหแสงรุ้ง

Ressence ซึ่งเป็นผลงานการสร้างสรรค์ของนักออกแบบชาวเบลเยียม Benoît Mintiens ได้มีวิวัฒนาการไปอย่างมากในช่วง 16 ปีนับตั้งแต่ก่อตั้งในปี 2010 แต่สิ่งหนึ่งที่ไม่เคยเปลี่ยนไปเลยคือความมุ่งมั่นของแบรนด์ในการบอกเวลาที่แตกต่างออกไป

ผ่านชุดจานหมุนอันซับซ้อนที่รู้จักกันในชื่อ (สิทธิบัตร) Ressence Orbital Convex System หรือ ROCS ซึ่งมีการแทนที่เข็มนาฬิกาด้วยชุดจานหมุนพร้อมเครื่องหมายระบุ เพื่อนำเสนอการแสดงเวลาที่เป็นการตีความการประดิษฐ์นาฬิกาแบบดั้งเดิมในรูปแบบแห่งอนาคต

Ressence Type 9 IKE คือตัวอย่างที่สมบูรณ์แบบของแนวทางแบบคู่ขนานนี้ ก่อนที่เราจะกล่าวถึงหน้าปัดที่ดึงดูดสายตาอย่างน่าทึ่งซึ่งสร้างสรรค์ร่วมกับ Terumasa Ikeda มันคุ้มค่าที่จะกล่าวถึงรุ่น Type 9 เสียก่อน นาฬิกาขนาด 39 มม. เรือนนี้คือสมาชิกใหม่ล่าสุดในคอลเลกชันของ Ressence ซึ่งเปิดตัวในปี 2024 และมีความโดดเด่นไม่ใช่แค่เพราะเป็นผลงานที่กะทัดรัดที่สุดในฝีมือของ Ressence เท่านั้น ยังเป็นรุ่นที่เข้าถึงได้ง่ายที่สุดอีกด้วย

ตัวเรือนไทเทเนียมที่เรียบเนียนพร้อมดีไซน์แบบไร้เม็ดมะยม (โดยใช้ฝาหลังทำหน้าที่เป็นกลไกในการตั้งค่าและขึ้นลาน) ให้สัมผัสที่ดีอย่างเหลือเชื่อและผสมผสานเข้ากับหน้าปัดได้อย่างน่าพึงพอใจ ภายใต้กระจกแซฟไฟร์ทรงโดมพร้อมขอบตัวเรือนที่สลักเครื่องหมายนาทีไว้ ส่วนกลไกที่ติดตั้งระบบ ROCS นั้นสร้างขึ้นจากเครื่อง ETA 2892 ที่ผ่านการดัดแปลงอย่างหนักหน่วง

Ressence Type 9 IKE
เทรุมาสะ อิเคดะ
ตัวเรือนไทเทเนียมเรียบเนียน ดีไซน์ไร้เม็ดมะยม โดยฝาหลังทำหน้าที่เป็นกลไกตั้งเวลาและไขลาน

การแสดงผลแบบ ROCS ของ Ressence เป็นพื้นฐานที่สมบูรณ์แบบสำหรับงานศิลปะบนหน้าปัดที่ดูราวกับหลุดออกมาจากภาพยนตร์เรื่อง TRON เมื่อมองแวบแรก คุณอาจจะเข้าใจผิดได้ว่านาฬิกาเรือนนี้กำลังนำเสนอแผงไฟกะพริบในสไตล์ย้อนยุคแห่งอนาคต (retro-futuristic) เว้นแต่ว่า แผงวงจรที่เห็นอยู่นี้ไม่ได้ทำมาจากซิลิคอนและระบบวงจรไฟฟ้าแต่อย่างใด หากแต่รังสรรค์ขึ้นจากงานหัตถศิลป์ดั้งเดิมของญี่ปุ่นล้วนๆ

หน้าปัดแสดงผลงานศิลปะสไตล์ TRON

Terumasa Ikeda ได้สร้างสรรค์องค์ประกอบภาพขึ้นเป็นพิเศษสำหรับหน้าปัดรุ่น Type 9 โดยเฉพาะ และทำให้มันเกิดขึ้นจริงด้วยเทคนิคการลงรักอุรุชิ (Urushi lacquer) และเทคนิคราเด็น (Raden – การฝังมุก) โดย Ikeda กล่าวว่า “ภายในนาฬิกาเพียงเรือนเดียว อดีตและอนาคตสามารถดำรงอยู่ร่วมกันได้ จนเกือบจะกลายเป็นความย้อนแย้งในตัวเอง” เขายังเสริมอีกว่า “ตอนที่ผมเห็นการแสดงผลแบบโคจร (Orbital display) ของรุ่น Type 9 ครั้งแรก มันทำให้ผมระลึกถึงระบบดาวเคราะห์ ซึ่งเป็นอะไรที่เกี่ยวกับดาราศาสตร์”

“สิ่งนี้เป็นแรงบันดาลใจให้ผมทำงานภายใต้แนวคิดเรื่องทฤษฎีระบบสุริยะจักรวาลที่มีดวงอาทิตย์เป็นศูนย์กลาง (Heliocentrism) ซึ่งเป็นยุคที่เหล่านักดาราศาสตร์ต่างเฝ้าตามหาความจริงผ่านข้อมูล แม้ในขณะที่ผู้มีอำนาจจะพยายามต่อต้านพวกเขา ผมรู้สึกเห็นอกเห็นใจและเข้าถึงทัศนคติแบบนั้นจริงๆ”

ผลลัพธ์ที่ได้คือผลงานที่ดึงดูดสายตาและมีความท้าทายในเชิงเทคนิคอย่างมาก โดย Ikeda ต้องดัดส่วนประกอบเปลือกหอยมุกอันบอบบางให้มีความโค้งมนเพื่อให้รับกับแผ่นจานหมุนของ Ressence สีสันของงานลงรักและมุกถูกขับเน้นให้โดดเด่นขึ้นด้วยการลดทอนสีสันในส่วนอื่นๆ ทั้งหมด โดยส่วนที่เหลือของหน้าปัด รวมถึงขอบตัวเรือน ตัวเรือน และสายนาฬิกา ต่างเป็นสีดำสนิททั้งหมด มีเพียงส่วนที่เรืองแสงเท่านั้นที่คงไว้เพื่อเสริมส่งดีไซน์ของ Ikeda และไม่น่าแปลกใจเลยที่ผลงานสร้างสรรค์ชิ้นนี้จะถูกผลิตขึ้นในจำนวนที่จำกัดอย่างยิ่ง โดยมีเพียง 8 เรือนเท่านั้นที่ถูกผลิตออกมา

หน้าปัดนาฬิกาสร้างขึ้นด้วยเทคนิคการลงรักแบบอุซูชิและราเด็น
จากแนวคิดเรื่องระบบสุริยะจักรวาล อิเคดะได้ดัดชิ้นส่วนมุกอันบอบบางให้โค้งงอเข้ากับแผ่นดิสก์ของเรสเซนซ์
ข้อมูลทางเทคนิค:
  • กลไก: ระบบ ROCS 9 (Ressence Orbital Convex System) อันเป็นสิทธิบัตรของแบรนด์ เป็นโมดูลที่ขับเคลื่อนด้วยแกนนาทีของกลไกฐานอัตโนมัติ (Automatic Base Calibre) ที่ได้รับการปรับแต่งเป็นพิเศษ
  • ฟังก์ชัน: แสดงชั่วโมงและนาที
  • ตัวเรือน: ไทเทเนียมเคลือบ DLC (Diamond-Like Carbon) ขนาด 39 x 11 มิลลิเมตร ประสิทธิภาพการกันน้ำ 1 ATM (ทนทานต่อละอองน้ำ)
  • หน้าปัด: สีดำ ตกแต่งด้วยเทคนิคการฝังมุก (Mother-of-pearl) และการลงรักอุรุชิ (Urushi Lacquer)
  • สายนาฬิกา: สายหนังม้า (Cordovan) สีดำ พร้อมหัวเข็มขัดแบบหัวเข็ม (Pin Buckle) ผลิตจากไทเทเนียม

อ่านบทความอื่นๆ เพิ่มเติม
เตรียมพบกับนิทรรศการ Rolex GMT-Master ตั้งแต่วันที่ 6 – 22 มีนาคมนี้ ณ สยามพารากอน
เมื่อจิตวิญญาณแห่งความเร็วมาบรรจบกับนวัตกรรมเวลาสุดขั้วบนเรือนเวลา Ulysse Nardin Freak X Gumball 3000
Seiko 5 Sports HUF Limited Edition นี่คือการพบกันของจิตวิญญาณวินเทจและสตรีทคัลเจอร์ยุคใหม่

Time To… Savor The Taste Of Summer Sea ลิ้มรสชาติแห่งทะเลหน้าร้อน ณ โรงแรมอินเตอร์คอนติเนนตัล กรุงเทพฯ

เปิดตัวสวรรค์ของคนรักอาหารทะเล กับบุฟเฟ่ต์อาหารทะเลและอาหารนานาชาติมื้อค่ำระดับพรีเมียม 

สำหรับใครที่กำลังมองหาสถานที่สำหรับมื้อพิเศษท่ามกลางบรรยากาศของฤดูร้อน และกำลังโหยหารสชาติความสดใหม่ของท้องทะเล โรงแรม อินเตอร์คอนติเนนตัล กรุงเทพฯ พร้อมต้อนรับทุกท่านด้วย บุฟเฟ่ต์อาหารทะเลและอาหารนานาชาติมื้อค่ำระดับพรีเมียม ที่คัดสรรวัตถุดิบคุณภาพเยี่ยม ข้ามน้ำข้ามทะเลมาเสิร์ฟความสดให้ถึงที่

Seafood on Ice เสิร์ฟความสดใหม่จากมหาสมุทร

เริ่มต้นด้วยอาหารทะเลนำเข้าสดใหม่ แช่เย็นฉ่ำ ๆ บนน้ำแข็ง อย่างขาปูยักษ์สีทอง (Golden King Crab) และแคนาเดียนล็อบสเตอร์เนื้อหวานแน่น หอยนางรมไอริชสด หอยนางรมฟินเดอแคลร์ กุ้งแม่น้ำและกุ้งขาวลวก หอยแมลงภู่นิวซีแลนด์ (New Zealand Green Mussels) และปูม้านึ่ง พร้อมยกระดับความหรูหราด้วยไข่ปลาระดับพรีเมียมนานาชนิด ทั้งอัฟรูกา คาเวียร์ ไข่ปลาแซลมอน และไข่ปลาลัมพิชสีแดงและสีดำ 

Inter Continental Bangkok
โรงแรมอินเตอร์คอนติเนนตัล กรุงเทพฯ

BBQ Station สเตชั่นย่างสดใหม่จานต่อจาน

ฝั่งมุมบาร์บีคิว (BBQ) ก็ห้ามพลาดกับปลาแซลมอนย่างเสิร์ฟกับซอสครีมผสมผักชีลาว (Marinated Salmon with Dill Crème Sauce) กุ้งลายเสือย่างแคบเปอร์ซอส (Marinated Tiger Prawn Capper Butter Sauce) กุ้งแม่น้ำอบสมุนไพรเสิร์ฟกับน้ำจิ้มถั่ว (Roasted Sri Lanka River Prawn with Thai Herb and Peanut Chiki Sauce) ที่ปรุงจากกุ้งแม่น้ำศรีลังกาขนาดใหญ่ผ่ากลางแล้วอบกับซอสสมุนไพรสูตรพิเศษที่ใครได้ชิมก็ติดใจ

โรงแรมอินเตอร์คอนติเนนตัล กรุงเทพฯ

For the Meat And Chinese Lovers สำหรับสายเนื้อและอาหารจีน

และสำหรับใครชื่นชอบเนื้อ ขอแนะนำซี่โครงแกะหมักสมุนไพร (New Zealand Lamb Chop) และสเต็กเนื้อวากิวออสเตรเลียหมักกระเทียมและสมุนไพร (Australian Wagyu Beef Steak) ที่สั่งระดับความสุกได้ตามใจแบบจานต่อจาน นอกจากนี้ ยังมีเนื้อสันนอกออสเตรเลียอบสมุนไพรสด และปลาแซลมอนทั้งตัวอบเกลือและสมุนไพรไทยให้บริการแบบไม่อั้นอีกด้วย หรือจะอาหารจีนก็ไม่น้อยหน้า เพราะมีทั้งเป็ดย่าง หมูกรอบ และหมูแดงย่าง ให้บริการแบบไม่อั้นเช่นกัน

Sweet Ending ของหวานปิดท้ายมื้อพิเศษ

ก่อนจากไป อย่าลืมปิดท้ายมื้อพิเศษด้วยทัพขนมหวาน ทั้งขนมไทย ขนมเค้ก และเมนูพิเศษอย่างเครปซูเซ็ตต์ (Crepe Suzettes) รับประทานคู่กับนูเทลล่า สตรอว์เบอร์รี่ หรือช็อคโกแล็ต ข้าวเหนียวมะม่วง ช็อคโกแลตฟาวเทน (Chocolate Fountain) หรือช็อคโกแลตฟองดูจุ่มกับผลไม้สดตามฤดูกาล 

โรงแรมอินเตอร์คอนติเนนตัล กรุงเทพฯ

ทั้งหมดนี้ ราคาเพียง 2,250 ++ บาทต่อท่าน และสามารถสั่งแพ็คเกจเครื่องดื่มเพิ่มเติมได้ ทั้งน้ำผลไม้และน้ำอัดลมแบบไม่จำกัด 200 ++ บาทต่อท่าน, เพิ่มไวน์ โพรเซคโค เบียร์ ค็อกเทล 900 ++ บาทต่อท่าน และ 2,300 ++ บาทต่อท่านสำหรับบริการแชมเปญแบบไม่จำกัด

รายละเอียดการให้บริการ

วัน-เวลา: เปิดให้บริการทุกวันพฤหัสบดี – วันอาทิตย์ เวลา 18.00 น. – 22.30 น. (มีการแสดงดนตรีสด เฉพาะคืนวันศุกร์และวันเสาร์ เวลา 18.30 น. – 21.30 น.)
สถานที่: ห้องอาหารเอสเพรสโซ่ ชั้น Mezzanine โรงแรม อินเตอร์คอนติเนนตัล กรุงเทพฯ

อ่านบทความน่าสนใจอื่นๆ เพิ่มเติม
บันทึกรสชาติฉบับกวางตุ้งที่ Summer Palace เมื่อความคลาสสิกเดินทางมาบรรจบกับความร่วมสมัย
Time to… Celebrate Love at Waldorf Astoria Bangkok นิยามใหม่ของความโรแมนติกใจกลางกรุง
Fall in Love Along the River ฉลองวาเลนไทน์ริมแม่น้ำเจ้าพระยา ณ โรงแรมแชงกรี-ลา กรุงเทพฯ

IWC Portugieser Chronograph Ceratanium การกลับมาอย่างสง่างามภายใต้รูปลักษณ์สีดำสุดเท่

IWC Portugieser Chronograph Ceratanium เรือนเวลาสีดำสุดแกร่ง

ในประวัติศาสตร์ของ IWC Schaffhausen วัสดุศาสตร์ถือเป็นหัวใจสำคัญในการสร้างความแตกต่าง และล่าสุดกับ Portugieser Chronograph Ceratanium รหัส IW371624 แบรนด์ได้พิสูจน์ให้เห็นอีกครั้งว่าความคลาสสิกของตระกูล Portugieser สามารถผสมผสานเข้ากับวัสดุแห่งอนาคตได้อย่างลงตัว นาฬิกาเรือนนี้ไม่ใช่เพียงแค่การนำโมเดลยอดนิยมมาทำเป็นสีดำ กลับเป็นการนำนวัตกรรมวัสดุลิขสิทธิ์เฉพาะมาใช้เพื่อยกระดับมาตรฐานนาฬิกาสปอร์ตหรู

Ceratanium วัสดุลูกผสมที่รวมจุดเด่นของไทเทเนียมและเซรามิก

ความโดดเด่นที่สุดของรุ่นนี้คือตัวเรือนขนาด 41 มิลลิเมตร ที่ผลิตจาก Ceratanium ซึ่งเป็นวัสดุที่ IWC ใช้เวลาพัฒนากว่า 5 ปี เพื่อรวมข้อดีของไทเทเนียมที่มีความเบาและไม่ระคายเคืองผิวเข้ากับเซรามิกที่มีความแข็งแกร่งและทนทานต่อรอยขีดข่วน

กระบวนการผลิต Ceratanium มีความซับซ้อนอย่างมาก โดยชิ้นส่วนจะถูกกลึงจากโลหะผสมไทเทเนียมพิเศษก่อนจะนำไปเข้าเตาเผาด้วยอุณหภูมิที่กำหนดอย่างแม่นยำ เพื่อให้เกิดปฏิกิริยาออกซิเดชันจนพื้นผิวกลายเป็นสีดำด้าน (Matte Black) ที่มีเนื้อเดียวกันกับวัสดุ ไม่ใช่แค่การเคลือบผิวทั่วไป ทำให้สีดำนี้จะไม่หลุดลอกหรือจางหายไปตามกาลเวลา

ความลงตัวบนหน้าปัด Obsidian และกลไก In-house

เพื่อให้สอดรับกับตัวเรือนสีดำสนิท IWC เลือกใช้หน้าปัดสีดำ Obsidian ที่มีความเงางามเล็กน้อย ตัดกับเข็มนาฬิกาและหลักชั่วโมงอารบิกสีดำวาว (Polished Black) การออกแบบนี้ช่วยให้ตัวนาฬิกามีมิติของความมืดที่แตกต่างกันในแต่ละมุมมอง (Tone-on-tone) แต่ยังคงความชัดเจนในการอ่านค่าเวลาตามแบบฉบับของ Portugieser

ภายในขับเคลื่อนด้วยกลไก In-house Calibre 69355 ซึ่งเป็นกลไกโครโนกราฟประสิทธิภาพสูงที่ใช้ระบบคอลัมน์วีล (Column-wheel) เพื่อความแม่นยำและนุ่มนวลในการกดปุ่มจับเวลา สามารถสำรองพลังงานได้ 46 ชั่วโมง และโชว์ความสวยงามของกลไกผ่านฝาหลังกระจกแซฟไฟร์ที่รมดำ (Tinted Sapphire) เพื่อให้เข้ากับธีม All-black ของนาฬิกา

นิยามใหม่ของความเท่ที่สวมใส่ได้ทุกวัน

แม้ภาพลักษณ์จะดูดุดันและลึกลับ แต่ Portugieser Chronograph Ceratanium ยังคงรักษาความสง่างามที่สามารถสวมใส่ได้ในทุกโอกาส ตัวนาฬิกามาพร้อมกับสายยางบุด้วยผ้าทอสีดำ มอบความทนทานและสวมใส่สบายบนข้อมือ เป็นการตอกย้ำว่า Portugieser ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงแค่รูปลักษณ์ของนาฬิกาเดรสสีทองหรือสเตนเลสสตีลแบบเดิมอีกต่อไป แต่สามารถก้าวเข้าสู่โลกของนาฬิกาสปอร์ตเทคโนโลยีสูงได้อย่างเต็มภาคภูมิ

 IWC Portugieser Chronograph Ceratanium (Ref. IW371624)
ข้อมูลทางเทคนิค
  • ตัวเรือน: Ceratanium® ขนาด 41 มม. หนา 13 มม.
  • หน้าปัด: สีดำ Obsidian พร้อมเข็มและหลักชั่วโมงสีดำ
  • กลไก: อัตโนมัติโครโนกราฟ Calibre 69355 (In-house)
  • สำรองพลังงาน: 46 ชั่วโมง
  • การกันน้ำ: 3 บาร์ (30 เมตร)
  • สายนาฬิกา: สายยางสีดำตกแต่งผิวหน้าด้วยผ้าทอ

อ่านบทความอื่นๆ เพิ่มเติม
เตรียมพบกับนิทรรศการ Rolex GMT-Master ตั้งแต่วันที่ 6 – 22 มีนาคมนี้ ณ สยามพารากอน
เมื่อจิตวิญญาณแห่งความเร็วมาบรรจบกับนวัตกรรมเวลาสุดขั้วบนเรือนเวลา Ulysse Nardin Freak X Gumball 3000
Seiko 5 Sports HUF Limited Edition นี่คือการพบกันของจิตวิญญาณวินเทจและสตรีทคัลเจอร์ยุคใหม่

เตรียมพบกับนิทรรศการ Rolex GMT-Master ตั้งแต่วันที่ 6 – 22 มีนาคมนี้ ณ สยามพารากอน

พร้อมเปิดตำนาน Rolex GMT-Master นาฬิกาคู่ใจนักเดินทางมากว่าเจ็ดทศวรรษ 

Oyster Perpetual GMT-Master II

ไม่บ่อยครั้งนักที่เราจะมีโอกาสได้ก้าวเข้าไปสัมผัสโลกของ Rolex อย่างเจาะลึกถึงแก่น ดังนั้น เมื่อแบรนด์นาฬิกาที่ครองใจสาวกนาฬิกาทั่วโลกประกาศว่า ทาง Rolex ร่วมกับ PMT The Hour Glass จัดนิทรรศการ Rolex GMT-Master ที่บอกเล่าเรื่องราวของ Oyster Perpetual GMT-Master นาฬิกาเครื่องมือที่อยู่คู่ประวัติศาสตร์การเดินทางของมนุษย์ นับตั้งแต่ยุคเฟื่องฟูของการบินเชิงพาณิชย์และอยู่คู่จิตวิญญาณของนักเดินทางสำรวจโลกมาจนถึงปัจจุบัน เราจึงเริ่มนับถอยหลังรอคอยที่จะได้ก้าวเข้าสู่โลกของการเดินทางข้ามเส้นแบ่งเวลาไปกับ Rolex GMT-Master อย่างใจจดใจจ่อ 

ปฐมบทแห่งการผจญภัยของ GMT-Master

หลายคนสงสัยว่า ทำไมนาฬิการุ่นนี้ถึงได้รับความเชื่อมั่นจากเหล่านักเดินทางและสาวกนาฬิกาทั่วโลก นั่นเป็นเพราะ GMT-Master เกิดมาพร้อมกับจิตวิญญาณของนักผจญภัยอย่างแท้จริง นับตั้งแต่เปิดตัวครั้งแรกในปี 1955 GMT-Master ก็สามารถเข้าไปอยู่ในใจของเหล่าคนรักนาฬิกาผู้หลงใหลในการเดินทางได้ทันที ด้วยขอบตัวเรือนสองสีสร้างภาพจำได้แจ่มชัด ประกอบกับชื่อรุ่นที่ประกาศตัวตนว่า เกิดมาเพื่อนักเดินทางอย่างแจ่มชัด รวมถึงฟังก์ชันการแสดงเวลาเขตที่สองในรูปแบบ 24 ชั่วโมง ที่ตอบโจทย์นักเดินทางได้อย่างลงตัว จึงไม่น่าแปลกใจเลยว่า ทำไมนาฬิกานักเดินทางเรือนนี้จึงได้รับความไว้วางใจจากเหล่าคนดังระดับโลกมากมาย ไม่ว่าจะเป็น นักแสดง นักสำรวจ ศิลปิน รวมถึงนักผจญภัยตัวจริงต่างก็มอบหมายหน้าที่ให้ GMT-Master เป็นเพื่อนร่วมสำรวจโลกกว้าง

วิวัฒนาการอันไม่เคยหยุดนิ่ง

เอกลักษณ์ของนาฬิกา GMT-Master อยู่ที่ขอบตัวเรือนสองสีแบบหมุนได้ หน้าปัด และเข็มนาฬิกาทั้งสี่ ทั้งหมดล้วนเป็นเอกลักษณ์ที่ยังดำรงไว้ถึงปัจจุบัน แต่ใช่ว่า GMT- Master จะหยุดนิ่งอยู่กับที่ เพราะตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา นาฬิกานักเดินทางรุ่นนี้ยังคงพัฒนาตัวเองอย่างไม่หยุดยั้ง 

Oyster Perpetual GMT-Master II – Night and day

โดยเฉพาะในองค์ประกอบที่แสดงเอกลักษณ์อย่างขอบตัวเรือนหลากหลายองค์คู่สีที่กลายเป็นดีเอ็นเอของ GMT-Master ไม่เพียงแต่ปรับเปลี่ยนเรื่องสี แต่ยังผ่านการพัฒนาด้านวัสดุมาหลายยุคสมัย นับตั้งแต่การใช้วัสดุเพล็กซี่กลาสในช่วงแรก ก่อนจะเปลี่ยนมาเป็นอะลูมิเนียมในปี 1959 มาจนถึงปี 2005 ขอบตัวเรือนเซรามิกที่เราคุ้นตากันในปัจจุบันจึงได้ถือกำเนิดขึ้น และอยู่คู่กับ GMT-Master มานับตั้งแต่บัดนั้น 

ในเชิงฟังก์ชันนาฬิการุ่นนี้ก็ยังถูกพัฒนาให้เอื้อต่อการใช้งานมากยิ่งขึ้น ผ่านการพัฒนาระบบแสดงเวลา Chromalight ที่เริ่มขึ้นตั้งแต่ปี 2021 โดยเข็มนาฬิกาและหลักชั่วโมงจะได้รับการเคลือบสารเรืองแสงที่ให้แสงสีฟ้าสว่างคมชัดยิ่งขึ้น เพื่อการอ่านค่าอย่างชัดเจนในที่มืด ส่วนในเชิงดีไซน์ในปี 2018 สายนาฬิกาแบบ Jubilee ได้ถูกนำกลับมาใช้งานเคียงคู่กับสาย Oyster อีกครั้ง และในปัจจุบัน GMT-Master II ก็ได้รับการถ่ายทอดตำนานผ่านวัสดุหลากหลายเวอร์ชั่น อาทิ Oystersteel, Yellow Rolesor หรือทองคำ 18 กะรัต

Oyster Perpetual GMT-Master II

ส่วนพัฒนาการที่สำคัญอย่างยิ่งคงเป็นด้านกลไกที่ผ่านการพัฒนาอย่างต่อเนื่องมาถึง 11 ครั้ง นับตั้งแต่ calibre 1036 GMT ในปี 1955 จนถึง calibre 3285 ในปัจจุบัน โดยการพัฒนาครั้งสำคัญคงเป็นการพัฒนา calibre 3085 ในปี 1982 ที่มาพร้อมเข็มชั่วโมงที่สามารถแยกการทำงานจากกันได้อย่างอิสระ และยังเป็นก้าวสำคัญในการเปลี่ยนผ่านสู่การเปลี่ยนชื่อรุ่นจาก GMT-Master เป็น GMT-Master II

นิทรรศการเพื่อเฉลิมฉลองการเดินทางของ GMT-Master

เพื่อเป็นการเฉลิมฉลองการเดินทางอันน่าทึ่งของ GMT-Master และ GMT-Master II นิทรรศการสุดเอ็กซ์คลูซีฟที่เปิดพื้นที่นำเสนอเรื่องราวทุกแง่มุมของนาฬิกานักเดินทางระดับตำนาน โดยนำเสนอหมุดหมายความสาเร็จในการก้าวข้ามขีดจากัดด้านเทคนิคและการออกแบบ พร้อมเปิดโอกาสให้ผู้เข้าชมได้ค้นพบช่วงเวลาสาคัญที่เป็นจุดเปลี่ยนในวิวัฒนาการของนาฬิกาทั้งสองรุ่น รวมถึงชื่นชมนาฬิการุ่นต่าง ๆ ของ GMT-Master II จากคอลเลกชันในปัจจุบัน

ภายในนิทรรศการเราจะได้เรียนรู้เรื่องราวของบุคคลสาคัญที่เลือกสวมใส่นาฬิกา GMT-Master ทั้งในโอกาสสำคัญอย่างการร่วมสร้างประวัติศาสตร์การบิน ไปจนถึงคนดังในปัจจุบันที่ยังคงชื่นชอบและให้ความไว้วางใจในนาฬิกา GMT-Master และมีส่วนร่วมในการต่อยอดตำนานของนาฬิการุ่นนี้ให้ยังคงยิ่งใหญ่ และครองพื้นที่ในใจของผู้ที่หลงใหลในการผจญภัยในทุกแห่งหน 

ณ ตอนนี้รายละเอียดการจัดแสดงภายในนิทรรศการยังไม่เป็นที่แน่ชัด แต่พอทราบมาว่า ช่วงท้ายสุดของการชมนิทรรศการ เราจะได้ชมภาพยนตร์สารคดีสั้นที่บอกเล่าเส้นทางแห่งความสำเร็จ และตำนานที่ยังคงอยู่ของ GMT-Master

ตำนานแห่งนาฬิกานักเดินทางจะถูกถ่ายทอดออกมาเช่นไรนั้น รอเข้าไปสัมผัสประสบการณ์ในโลกแห่ง Rolex GMT-Master ด้วยตัวเองได้ตั้งแต่วันที่ 6 – 22 มีนาคมนี้ ณ แฟชั่น ฮอลล์ ชั้น 1 สยามพารากอน 

อ่านบทความเพิ่มเติมได้ที่:

เปิดตำนาน Wimbledon พร้อม Rolex เผยเบื้องหลังทุกก้าวสู่บัลลังก์แห่งแชมป์

Cortina Watch เผยโฉมบูติก Rolex สาขาใหญ่ที่สุดในไทย ณ One Bangkok

สัปดาห์ยนตรกรรมแห่ง Monterey การเฉลิมฉลองยานยนต์ที่ผสานความคลาสสิกและนวัตกรรม



Seiko 5 Sports HUF Limited Edition นี่คือการพบกันของจิตวิญญาณวินเทจและสตรีทคัลเจอร์ยุคใหม่

เจาะลึก Seiko 5 Sports HUF Limited Edition 2026 หน้าปัดเขียวใสสุดเท่

การกลับมาโคจรเจอกันอีกครั้งในปี 2026 ระหว่าง Seiko 5 Sports และ HUF แบรนด์ไลฟ์สไตล์สเก็ตบอร์ดชื่อดังจากแคลิฟอร์เนีย นำไปสู่การสร้างสรรค์เรือนเวลาที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว โดยการหยิบเอาแรงบันดาลใจจากโมเดลในตำนานยุค 1970 อย่าง Time Sonar มาตีความใหม่ผ่านมุมมองแบบ Vintage-Outdoorsy ที่ผสมผสานความเท่แบบสตรีทเข้ากับฟังก์ชันการใช้งานไว้อย่างลงตัว

ดีไซน์หน้าปัดโปร่งใสและเอกลักษณ์สี HUF Green

จุดเด่นที่สะดุดตาที่สุดของรุ่น SRPM09K คือการใช้หน้าปัดแบบโปร่งใส (Transparent Dial) สีเขียวมะกอก ซึ่งเป็นสีซิกเนเจอร์อย่าง HUF Green ทำให้สามารถมองเห็นกลไกและจานดิสก์แสดงวันที่ด้านในได้อย่างมีมิติ การเลือกใช้ตัวเรือนในตระกูล Field Series ช่วยเสริมลุคให้ดูพร้อมลุยและมีความเป็นอุปกรณ์กลางแจ้ง (Outdoorsy) มากยิ่งขึ้น

รายละเอียดบนหน้าปัดถูกออกแบบอย่างประณีตด้วยการใช้เข็มวินาทีสีเหลืองส้มที่ตัดกับพื้นหลังสีเขียวอย่างโดดเด่น เพิ่มความชัดเจนในการอ่านค่าเวลาด้วยหลักชั่วโมงและเข็มนาฬิกาที่เคลือบสารเรืองแสง Lumibrite คุณภาพสูงตามมาตรฐานของ Seiko

กลไกที่ไว้ใจได้ในโครงสร้างสเตนเลสสตีล

ภายใต้รูปลักษณ์ที่ทันสมัย นาฬิกาเรือนนี้ขับเคลื่อนด้วยกลไกอัตโนมัติ Calibre 4R36 ที่ขึ้นชื่อเรื่องความทนทานและความเที่ยงตรง สามารถสำรองพลังงานได้ยาวนาน 41 ชั่วโมง ตัวเรือนและสายผลิตจากวัสดุสเตนเลสสตีลคุณภาพสูง ขนาดหน้าปัด 39.4 มิลลิเมตร ซึ่งเป็นขนาดที่พอเหมาะสำหรับการสวมใส่ในชีวิตประจำวัน

ฝาหลังของตัวเรือนเป็นแบบขันเกลียวและโปร่งใส โดยมีการสกรีนโลโก้ HUF ไว้อย่างชัดเจน พร้อมระบุหมายเลขลำดับการผลิต (Serial Number) เพื่อยืนยันความพิเศษของนาฬิกาในซีรีส์จำกัดจำนวนนี้ นอกจากนี้ตัวนาฬิกายังมาพร้อมประสิทธิภาพการกันน้ำ 100 เมตร และกระจกหน้าปัด Hardlex ที่ทนทานต่อการใช้งาน

ความพิเศษสำหรับนักสะสมทั่วโลก

Seiko 5 Sports HUF Limited Edition รหัส SRPM09K ผลิตจำนวนจำกัดเพียง 7,000 เรือนทั่วโลกเท่านั้น โดยมาพร้อมกล่องบรรจุภัณฑ์ดีไซน์พิเศษที่ออกแบบมาเฉพาะรุ่น เพื่อสะท้อนถึงความร่วมมืออันแน่นแฟ้นระหว่างทั้งสองแบรนด์ เป็นเรือนเวลาที่ตอบโจทย์ทั้งนักสะสมนาฬิกาและผู้ที่หลงใหลในแฟชั่นสตรีทคัลเจอร์ที่มองหาความแตกต่างอย่างมีสไตล์

ข้อมูลทางเทคนิค
  • กลไก: อัตโนมัติ Calibre 4R36 (ขึ้นลานผ่านเม็ดมะยมได้)
  • ตัวเรือนและสาย: สเตนเลสสตีล
  • กระจก: Hardlex Crystal
  • ขนาดตัวเรือน: เส้นผ่านศูนย์กลาง 39.4 มม.
  • การกันน้ำ: 100 เมตร
  • จำนวนการผลิต: 7,000 เรือนทั่วโลก

อ่านบทความอื่นๆ เพิ่มเติม
เตรียมพบกับนิทรรศการ Rolex GMT-Master ตั้งแต่วันที่ 6 – 22 มีนาคมนี้ ณ สยามพารากอน
GRAND SEIKO ฉลองการเปิดบูติกแห่งใหม่อย่างเป็นทางการ ณ เกษรวิลเลจ
เมื่อกาลเวลาเบ่งบานดั่งพฤกษา… นี่คือ Breguet Reine de Naples สองผลงานใหม่ล่าสุดที่ผสานงานจิวเวลรี่ชั้นสูงเข้ากับกลไกที่แม่นยำ

GRAND SEIKO ฉลองการเปิดบูติกแห่งใหม่อย่างเป็นทางการ ณ เกษรวิลเลจ

ผู้บริหารระดับสูงจากญี่ปุ่น รวมถึงนักแสดงสายเลือดอาทิตย์อุทัย ลุค อิชิคาวา พลาวเดน ร่วมแสดงความยินดี

หลังจากเปิดประตูต้อนรับนักสะสม และสาวกนาฬิกาชั้นสูงจากแดนอาทิตย์อุทัยมาตั้งแต่เดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา ในที่สุดก็ได้ฤกษ์ฉลองบูติกใหม่ของ Grand Seiko ณ เกษรวิลเลจอย่างเป็นทางการ โดยมีผู้บริหารระดับสูง มร. ทัตสึยะ อาซามิ ผู้อำนวยการและรองประธานอาวุโส บริษัท Seiko Watch Corporation และหัวหน้าฝ่าย Grand Seiko Global Division และบรรดาแขกผู้มีเกียรติ ร่วมแสดงความยินดี พร้อมเข้าชมบูติกใหม่อย่างอุ่นหนาฝาคั่ง

“การเปิดบูติกของเรา ณ เกษรวิลเลจ ถือเป็นหมุดหมายสำคัญของ Grand Seiko ในประเทศไทย นักสะสมนาฬิกาชาวไทยต่างมีความรู้ความเข้าใจอย่างลึกซึ้ง และตระหนักในคุณค่าของศิลปะแห่งการประดิษฐ์นาฬิกาชั้นสูง และบูติกใหม่แห่งใหม่นี้ ผ่านการออกแบบมาอย่างประณีตงดงาม สะดวกสบาย เป็นส่วนตัว เพื่อให้คนรักนาฬิกาได้สัมผัสกับผลงานของเราอย่างใกล้ชิด สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของแบรนด์ในการกระชับความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้น และการแบ่งปันจิตวิญญาณแห่งศิลปะญี่ปุ่นในประเทศไทยซึ่งเป็นหนึ่งในตลาดที่สำคัญสำหรับ Grand Seiko ในฐานะจุดหมายปลายทางลักชัวรียอดนิยมที่มีชีวิตชีวาที่สุดของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้”

มร. ทัตสึยะ อาซามิ – ผู้อำนวยการและรองประธานอาวุโส บริษัท Seiko Watch Corporation และหัวหน้าฝ่าย Grand Seiko Global Division

หลังจากมร. ทัตสึยะ อาซามิ ผู้เป็นประธานในพิธีเปิดได้กล่าวต้อนรับบรรดาผู้ร่วมงาน และทำพิธีตัดริบบิ้นเป็นที่เรียบร้อย แขกผู้มีเกียรติ และเหล่าคนรักนาฬิกา Grand Seiko จึงได้ทะยอยเข้าชมคอลเลกชันเรือนเวลาภายในบูติกที่มีอาณาเขตกว่า 122 ตารางเมตร ตกแต่งอย่างเรียบหรู สง่างาม สะอาดตา และมีกลิ่นอายของดินแดนอาทิตย์อุทัยต้นกำเนิดเรือนเวลา Grand Seiko ในทุกตารางนิ้ว ไม่ว่าจะเป็น แผงไม้ลาย Kumiko ที่มอบผิวสัมผัสอบอุ่น ผนังสีน้ำเงินสัญลักษณ์ของ Grand Seiko ที่ทำให้รู้สึกสงบและผ่อนคลาย โดยเปิดพื้นที่ให้บรรดานักสะสมผู้หลงใหลในนวัตกรรมเรือนเวลาของ Grand Seiko ได้ชื่นชมเรือนเวลาคอลเลกชันต่างๆ อย่างใกล้ชิด และมีให้เลือกชมอย่างละลานตา ท่ามกลางบรรยากาศอบอุ่นและเป็นมืออาชีพของเหล่าผู้เชี่ยวชาญด้านเรือนเวลาที่พร้อมให้คำแนะนำ 

โดยเรือนเวลารุ่นไฮไลต์ในงานนี้ ได้แก่ Masterpiece Collection Spring Drive 8-Day Jewelry Watch SBGD223 เรือนเวลาประดับเพชรร่วม 649 เม็ด กลไก Spring Drive คาลิเบอร์ 9R01ผลิตโดย Micro Artist Studio เรือนเวลาทรงพลังด้วยตลับลาน 3 ชุด มอบพลังงานสำรองยาวนานถึง 8 วัน และผลิตในจำนวนจำกัดเพียง 8 เรือนเท่านั้น 

นอกจากนี้ภายในงานเฉลิมฉลองการเปิดตัวบูติกสาขาเกษรวิลเลจในครั้งนี้ยังได้มีไฮไลต์อยู่ที่ อิชิคาวา พลาวเดน นักแสดงและนายแบบเชื้อสายญี่ปุ่น ที่ได้มาร่วมงานเฉลิมฉลองและร่วมสะท้อนถึงสายสัมพันธ์ทางวัฒนธรรมและความสง่างามเหนือกาลเวลาที่ Grand Seiko ยึดถือมาโดยตลอด เปิดตัวด้วยการแสดงตีกลองไทโกะ และระบำร่วมสมัยที่ประยุกต์เข้ากับศิลปะการเขียนพู่กันโชะโด เพื่อเป็นการเน้นย้ำรากฐานอันลึกซึ้งของแบรนด์ในศิลปะนาฬิกาชั้นสูงจากญี่ปุ่น ที่สามารถเชื่อมโยงกับทุกเจเนอเรชันได้อย่างงดงามเหนือกาลเวลา

อ่านบทความเพิ่มเติมได้ที่:

Grand Seiko เปิดบูติกแห่งใหม่ ณ เกษรวิลเลจ ยกระดับประสบการณ์และสัมผัสปรัชญา Nature of Time

บทกวีแห่งฤดูใบไม้ผลิบนข้อมือที่บรรจงสร้าง Grand Seiko เผยโฉมเรือนเวลาควอตซ์ 26 มม. ใหม่ 2 รุ่น

Grand Seiko เผยความลับแห่งฤดูหนาวผ่าน Skyflake และ Blue Dial ความเที่ยงตรงที่งดงามเกินกว่าจะบรรยาย

เมื่อกาลเวลาเบ่งบานดั่งพฤกษา… นี่คือ Breguet Reine de Naples สองผลงานใหม่ล่าสุดที่ผสานงานจิวเวลรี่ชั้นสูงเข้ากับกลไกที่แม่นยำ

Breguet Reine de Naples เมื่อศิลปะการพรรณนาพฤกษาและอัญมณีล้ำค่ามาบรรจบกัน

ในวาระการเฉลิมฉลองครบรอบ 250 ปีของเมซง Breguet ได้เผยโฉมสองผลงานระดับมาสเตอร์พีซในคอลเลกชัน Reine de Naples ซึ่งเป็นสายการผลิตนาฬิกาสำหรับสตรีโดยเฉพาะ โดยหยิบยกแรงบันดาลใจจากความอ่อนช้อยของธรรมชาติและความงามสง่าของอัญมณีมาถ่ายทอดผ่านรุ่น Crazy Flower และ Perles Impériales ที่สร้างสรรค์ขึ้นด้วยวัสดุ “Breguet Gold” 18K อันเป็นเอกลักษณ์

Breguet Reine de Naples Crazy Flower and Perles Impériales

Crazy Flower ระบำดอกไม้เพชรที่ไหวเอนตามจังหวะข้อมือ

Crazy Flower คือตัวแทนของความมีชีวิตชีวาที่ได้รับแรงบันดาลใจจาก ดอกลีลาวดี (Frangipani) ความโดดเด่นสูงสุดอยู่ที่โครงสร้างกลีบดอกไม้แบบ Mobile Corollas ซึ่งรังสรรค์ขึ้นจากเพชรทรงเหลี่ยม (Baguette-cut) กว่าร้อยเม็ดที่ถูกจัดวางในวงแหวนซ้อนกันอย่างประณีต ความพิเศษคือกลีบดอกไม้เหล่านี้สามารถเคลื่อนไหวและไหวเอนได้ตามการขยับข้อมือของผู้สวมใส่ ราวกับดอกไม้ที่ล้อไปกับสายลม

หน้าปัดและตัวเรือนถูกประดับประดาด้วยเพชรแบบ Full Paved สะท้อนแสงระยิบระยับอย่างเต็มพิกัด โดยมีเข็มนาฬิกาสไตล์ Breguet ปลายเปิดที่ถูกดัดโค้งด้วยมืออย่างประณีตเพื่อให้สอดรับกับความโค้งมนของหน้าปัด ท่ามกลางเส้นทางบอกเวลาที่ประดับด้วยเพชรทรงเหลี่ยม 20 เม็ด

Perles Impériales ความหรูหราของไข่มุกและความเรืองรองของโอพอล

สำหรับ Perles Impériales ความงามถูกนำเสนอผ่านความเรียบเนียนและความบริสุทธิ์ของ ไข่มุกอะโกย่า (Akoya Pearls) ที่คัดสรรมาอย่างไร้ที่ติ นำมาประดับเรียงรายโอบล้อมตัวเรือนทรงไข่อันเป็นเอกลักษณ์ของ Reine de Naples ตัดกับพื้นหน้าปัดที่ทำจาก โอพอล (Opal) ซึ่งให้เฉดสีรุ้งเหลือบมุกดูน่าหลงใหล

หน้าปัดประดับด้วยหลักชั่วโมงตัวเลขทองคำ 4 ตำแหน่ง และหมุดทองคำอีก 8 จุด เพื่อรักษาความสมดุลของดีไซน์ที่เน้นความโปร่งตาและความนวลเนียนของวัสดุธรรมชาติ โดยมาคู่กับสายหนังจระเข้สีแชมเปญผิวมันวาว (Satin-finish) ที่เสริมความสง่างามให้สมบูรณ์แบบ

นวัตกรรมภายใต้ความอ่อนช้อย

แม้ภายนอกจะเป็นงานศิลปะชั้นสูง (Haute Joaillerie) แต่ภายในยังคงจิตวิญญาณของเครื่องบอกเวลาชั้นสูง (Haute Horlogerie) ด้วยกลไก Calibre 586/1 ซึ่งเป็นกลไกไขลานอัตโนมัติที่ผลิตขึ้นภายในโรงงานของตนเอง สำรองพลังงานได้นาน 38 ชั่วโมง พร้อมติดตั้งสายใยนาฬิกาซิลิคอนเพื่อความแม่นยำและการต้านทานสนามแม่เหล็กที่ยอดเยี่ยม

ข้อมูลทางเทคนิค 

  • ชื่อรุ่น: Reine de Naples Crazy Flower / Perles Impériales 
  • ตัวเรือน: ทอง Breguet Gold 18K ทรง Ovoid (ทรงไข่) ฝาหลังกรุกระจกแซฟไฟร์ใส 
  • หน้าปัด: Crazy Flower: ประดับเพชร Baguette แบบ Full Paved พร้อมกลีบดอกไม้เคลื่อนไหวได้
    • Perles Impériales: หน้าปัดโอพอล (Opal) ล้อมรอบด้วยไข่มุกอะโกย่าและเพชร
  • ฟังก์ชัน: แสดงชั่วโมง และนาที
  • กลไก: Calibre 586/1 ไขลานอัตโนมัติ สำรองพลังงาน 38 ชั่วโมง
  • สาย: สายหนังจระเข้สีแชมเปญ พร้อมตัวล็อกแบบพับประดับอัญมณี

อ่านบทความอื่นๆ เพิ่มเติม
Bianchet Ultrafino Monaco นิยามความบางเบาในเฉดสีขาว-แดง
Cortina Watch เผยโฉมบูติก Rolex สาขาใหญ่ที่สุดในไทย ณ One Bangkok
H. Moser & Cie. เปิดตัวนาฬิการุ่นเซรามิกเรือนแรก ในชื่อ Streamliner Tourbillon Concept Ceramic

เมื่อจิตวิญญาณแห่งความเร็วมาบรรจบกับนวัตกรรมเวลาสุดขั้วบนเรือนเวลา Ulysse Nardin Freak X Gumball 3000

เมื่อโลกของวิศวกรรมการผลิตนาฬิกาที่เป็นอิสระและความบ้าคลั่งของแรลลี่ระดับโลกโคจรมาพบกัน ผลลัพธ์ที่ได้จึงไม่ใช่แค่การร่วมงานกันทั่วไป แต่คือการหลอมรวมดีเอ็นเอที่ปฏิเสธความจำเจเข้าด้วยกัน Ulysse Nardin และ Gumball 3000 ตอกย้ำความสัมพันธ์ปีที่สามด้วยการเปิดตัว Freak X Gumball 3000 – Edition 2 เรือนเวลาที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อเป็นเกียรติแก่จิตวิญญาณแห่งการผจญภัยและการก้าวข้ามทุกขีดจำกัด

ความแรงที่ถ่ายทอดผ่านดีไซน์

ในโอกาสที่ Gumball 3000 จะกลับมาสร้างความตื่นเต้นในอเมริกาเหนือปี 2026 ด้วยเส้นทางจากไมอามีสู่เม็กซิโกซิตี้ หรือที่เรียกว่า ‘Road to the World Cup’ นาฬิการุ่นนี้จึงถูกออกแบบมาเพื่อสะท้อนถึงพลังงานความเร็วและความเป็นปัจเจก ตัวเรือนขนาด 43 มิลลิเมตร ผลิตจาก Carbonium® วัสดุไฮเทคที่มีน้ำหนักเบาและแข็งแกร่งเป็นพิเศษ มาในโทนสีดำตัดกับสีส้มที่เป็นเอกลักษณ์ของ Gumball 3000 มอบภาพลักษณ์ที่ดูดุดันและทันสมัยอย่างชัดเจน

นวัตกรรมที่ไม่มีใครเหมือน

Freak X ยังคงรักษาความเป็นนาฬิกาประหลาด ที่เปลี่ยนโฉมหน้าประวัติศาสตร์การทำนาฬิกาด้วยการไม่มีหน้าปัดและไม่มีเข็มนาฬิกาแบบดั้งเดิม แต่ใช้กลไก Flying Carousel ที่หมุนรอบตัวเองเพื่อบอกนาฬิกาแทนเข็มนาที ภายในขับเคลื่อนด้วยกลไกไขลานอัตโนมัติ Calibre UN-230 ซึ่งประกอบด้วยชิ้นส่วนทั้งหมด 214 ชิ้น และใช้เทคโนโลยีซิลิคอน (Silicon) ในส่วนของระบบปล่อยเกียร์ (Escapement) เพื่อความแม่นยำสูงสุดและลดการใช้สารหล่อลื่น

กลไกชุดนี้ทำงานด้วยความถี่ 3 Hz และมีพลังงานสำรองยาวนานถึง 72 ชั่วโมง ซึ่งเพียงพอสำหรับการเดินทางไกล 3,000 ไมล์ตลอดเส้นทางแรลลี่ ตัวนาฬิกามาคู่กับสายยางสีดำสลับส้มที่สวมใส่สบายแต่ทนทาน พร้อมการผลิตจำนวนจำกัดเพียง 150 เรือนทั่วโลกเท่านั้น

ข้อมูลทางเทคนิค
  • ชื่อรุ่น: Freak X Gumball 3000 – Edition 2 (รหัสอ้างอิง 2303-270LE-2B-GUM/3A) 
  • ตัวเรือน: ขนาด 43 มม. ผลิตจาก Carbonium® สีดำ 
  • หน้าปัด: ดีไซน์แบบ Freak (ไม่มีเข็มและหน้าปัด) ใช้กลไก Flying Carousel ในการบอกเวลา ฟังก์ชัน: แสดงชั่วโมง และนาที 
  • กลไก: Calibre UN-230 ไขลานอัตโนมัติ ความถี่ 21,600 ครั้ง/ชั่วโมง (3 Hz) พลังงานสำรอง 72 ชั่วโมง ระบบปล่อยเกียร์ผลิตจากซิลิคอน 
  • สาย: สายยางสีดำและส้ม พร้อมตัวล็อกที่แข็งแกร่ง 
  • จำนวนการผลิต: จำกัดเพียง 150 เรือน

อ่านบทความฉบับเต็มได้ที่นี่
H. Moser & Cie. เปิดตัวนาฬิการุ่นเซรามิกเรือนแรก ในชื่อ Streamliner Tourbillon Concept Ceramic
Grand Seiko SBGD223 เรือนเวลาประดับเพชรเต็มพื้นที่ที่ได้แรงบันดาลใจจากราชสีห์ในเงามืด
ความงดงามของฤดูหนาวในสไตล์ Snow-White กับ Alpina x Label Noir

Girard-Perregaux La Esmeralda Tourbillon “A Secret” Eternity Edition จิตวิญญาณแห่งอาชาผงาดบนผลงานระดับตำนาน

จิตวิญญาณแห่งอาชาผงาด การเฉลิมฉลองปีนักษัตรมะเมียผ่านงานศิลป์ชั้นสูง

เมื่อศิลปะการทำนาฬิกาชั้นสูงมาบรรจบกับความเชื่อที่เป็นมงคล Girard-Perregaux จึงเฉลิมฉลองการเข้าสู่ปีนักษัตรมะเมียในปี 2026 ด้วยเรือนเวลาที่เปี่ยมด้วยประวัติศาสตร์อย่าง La Esmeralda Tourbillon “A Secret” Eternity Edition ในเฉดสีแดงร้อนแรง ซึ่งไม่ใช่เพียงแค่การเปลี่ยนสีหน้าปัดธรรมดาทั่วไป เพราะนี่เป็นการนำเอาผลงานระดับ Masterpiece ที่เคยคว้ารางวัลเหรียญทองจากงาน Exposition Universelle ปี 1889 มาตีความใหม่ด้วยงานฝีมือที่หาตัวจับยากในปัจจุบัน

Girard-Perregaux La Esmeralda Tourbillon "A Secret" Eternity Edition
Girard-Perregaux La Esmeralda Tourbillon A Secret Eternity Edition

ตัวเรือน Pink Gold 18K ขนาด 43 มิลลิเมตร ถูกรังสรรค์ขึ้นอย่างประณีตด้วยการแกะสลักลวดลายด้วยมือทั่วทั้งเรือน ไม่ว่าจะเป็นขอบตัวเรือน ขาตัวเรือน ไปจนถึงฝาหลังแบบ A Secret ที่สามารถเปิดออกเพื่อชมความงามของกลไกภายในได้ ความพิเศษของรุ่นนี้คือการใช้เทคนิคอีนาเมล Grand Feu สีแดงสดใสบนหน้าปัดที่แกะสลักลาย Guilloché ด้วยมือเป็นรัศมี Sunray ส่องสว่างออกมาจากใจกลาง มอบมิติของแสงสีที่ดูลุ่มลึกและสง่างาม

Girard-Perregaux La Esmeralda Tourbillon "A Secret" Eternity Edition

จุดเด่นที่เป็นหัวใจสำคัญคือกลไก Tourbillon พร้อมสะพานจักรทองคำสามแถว (Three Gold Bridges) อันเป็นสัญลักษณ์ของแบรนด์มานานกว่า 150 ปี โดยในรุ่นนี้มีการเพิ่มรายละเอียดของม้าแกะสลักด้วยมือสองตัวประคองอยู่บริเวณสะพานจักรด้านบนและด้านล่าง ซึ่งเป็นการรำลึกถึงลวดลายดั้งเดิมบนนาฬิกาพก La Esmeralda ในตำนาน พร้อมด้วยกรงทูร์บิญองทรง Lyre-shaped ที่ประกอบขึ้นจากชิ้นส่วน 78 ชิ้น แต่มีน้ำหนักเบาเพียง 0.3 กรัมเท่านั้น

La Esmeralda Tourbillon

ภายในขับเคลื่อนด้วยกลไกไขลานอัตโนมัติ Calibre GP09600-2083 ที่ติดตั้งระบบไมโครโรเตอร์ (Micro-rotor) ไว้ใต้สะพานจักรบาร์เรลอย่างแนบเนียน ทำให้ผู้สวมใส่สามารถชื่นชมความซับซ้อนของกลไกได้โดยไม่มีอะไรมาบดบังสายตา กลไกชุดนี้ทำงานด้วยความถี่ 3 Hz และสำรองพลังงานได้นานถึง 50 ชั่วโมง

Girard-Perregaux La Esmeralda Tourbillon "A Secret" Eternity Edition

และนี่คือทั้งหมดของนาฬิกาเรือนนี้ นับเป็นอีกหนึ่งผลงานศิลปะที่รวมเอาทักษะการแกะสลัก การลงยา และการสร้างสรรค์กลไกชั้นสูงเข้าไว้ด้วยกัน โดยจะผลิตขึ้นในจำนวนจำกัด เพื่อเป็นเกียรติแก่ปีแห่งม้า และเป็นการตอกย้ำฐานะของ Girard-Perregaux ในฐานะผู้รักษาขนบธรรมเนียมการทำนาฬิกาชั้นเลิศของสวิสไว้อย่างเหนียวแน่น

ข้อมูลทางเทค 
  • ชื่อรุ่น: La Esmeralda Tourbillon “A Secret” Eternity Edition (Red – Year of the Horse)
  • ตัวเรือน: Pink Gold 18K ขนาด 43 มม. หนา 15.10 มม. แกะสลักลวดลายด้วยมือ ฝาหลังแบบ A Secret เปิดปิดได้ กันน้ำ 30 เมตร
  • หน้าปัด: อีนาเมล Grand Feu สีแดงบนพื้นลาย Guilloché สะพานจักรทองคำ 18K สามแถวพร้อมม้าแกะสลักคู่
  • ฟังก์ชัน: แสดงชั่วโมง นาที และ Flying Tourbillon พร้อมเข็มวินาทีบนกรงทัวร์บิยอง
  • กลไก: Calibre GP09600-2083 ไขลานอัตโนมัติด้วย Micro-rotor สำรองพลังงาน 50 ชั่วโมง
  • สาย: สายหนังจระเข้สีแดงเย็บด้วยด้ายสีชมพูและด้ายทอง พร้อมตัวล็อกแบบพับ Pink Gold 18K

อ่านบทความอื่นๆ เพิ่มเติม
Laurent Ferrier Classic Origin Beige นิยามบทใหม่แห่งความเรียบหรูเพื่อฉลองครบรอบ 15 ปี
นิยามความงามของห้วงอวกาศบนข้อมือกับ Fears Brunswick 40.5 Jump Hour ‘Celestial’
Grand Seiko SBGD223 เรือนเวลาประดับเพชรเต็มพื้นที่ที่ได้แรงบันดาลใจจากราชสีห์ในเงามืด

Artisans de Genève รังสรรค์นาฬิกาโครโนกราฟหนึ่งเดียวในโลกสำหรับ Andre Agassi

จากไอคอนในสนามเทนนิสสู่เรือนเวลาที่เป็นหนึ่งเดียวในโลก

บทความโดย: Felix Scholz . Feb 27, 2026

หากจะกล่าวถึงเมซงที่มีพันธกิจชัดเจน คงยากที่จะมองข้าม Artisans de Genève ทีมช่างนาฬิกาและศิลปินผู้เปี่ยมด้วยพรสวรรค์ ซึ่งได้ทำการปรับแต่งนาฬิกาตามความต้องการส่วนบุคคลมาตั้งแต่ปี 2005 ในรูปแบบที่เหนือกว่าและล้ำหน้าไปไกล เพื่อสร้างสรรค์เรือนเวลาที่เป็น หนึ่งเดียวในโลก อย่างแท้จริง ทั้งในแง่ของความหมายและงานฝีมือที่ปรากฏ

สิ่งที่น่าประทับใจไม่แพ้ตัวนาฬิกาที่ Artisans de Genève ลงมือทำ ก็คือรายนามของลูกค้า โดยสตูดิโอแห่งนี้เคยร่วมงานกับตำนานแห่งโลกกีฬาอย่าง John McEnroe และ Mika Häkkinen รวมถึงอัจฉริยะด้านความคิดสร้างสรรค์อย่าง Spike Lee และ Lenny Kravitz เพื่อขัดเกลาเรือนเวลาให้มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวโดดเด่นไม่ต่างจากผู้ที่สวมใส่มันเลย

ตัวอย่างล่าสุดของสิ่งนี้คือเรือนเวลาที่ครอบครองโดยหนึ่งในยอดฝีมือแห่งวงการเทนนิส นั่นคือ อังเดร อากัสซี่ (Andre Agassi) ผู้มีบุคลิกโดดเด่นเกินใคร เขาคือผู้ที่เคยครองความยิ่งใหญ่ในวงการกีฬานี้ในช่วงทศวรรษ 1990 พร้อมสถิติคว้าแชมป์มาได้ถึง 60 รายการตลอดอาชีพ ซึ่งรวมถึงแชมป์แกรนด์สแลม 8 สมัย และเหรียญทองโอลิมปิก แม้ว่าความสำเร็จในอาชีพของอากัสซี่จะพิสูจน์ตัวมันเองได้อยู่แล้ว แต่เขายังเป็นที่จดจำอย่างมากในฐานะแฟชั่นไอคอนในสนามเทนนิส ซึ่งโด่งดังจากการสวมกางเกงยีนส์ขาสั้น รองเท้าผ้าใบ Nike แว่นกันแดด Oakley และความโปร่งปรานในสีชมพูสดใส ทั้งสไตล์และบุคลิกของเขาได้ปะทะกับความหัวโบราณและขนบธรรมเนียมเดิมๆ ในแบบที่ยอดเยี่ยมที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ ดังนั้นจึงไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจเลยที่อากัสซี่จะมีคำขอที่เฉพาะเจาะจงเป็นพิเศษเมื่อพูดถึงนาฬิกาของเขา

อากัสซี่ต้องการนาฬิกาที่เขาสามารถสวมลงเล่นเทนนิสได้ ดังนั้นโดยธรรมชาติแล้ว เรื่องของน้ำหนักและความสะดวกสบายในการสวมใส่จึงมีความสำคัญเป็นอันดับแรก ซึ่งสำคัญพอๆ กับความแม่นยำและเชื่อถือได้ หลังจากผ่านการทำงานมากกว่า 1,000 ชั่วโมง จากช่างฝีมือทั้งหมด 14 คน นาฬิกาของอากัสซี่ก็ได้ถูกรังสรรค์ขึ้นใหม่ทั้งหมดตามรสนิยมด้านสุนทรียภาพและความต้องการทางเทคนิคของเขา

การเปลี่ยนแปลงที่เห็นได้ชัดเจนที่สุดคือพาเลตต์สีที่จัดจ้าน แต่สิ่งที่สำคัญไม่แพ้กันคือตัวเรือนไทเทเนียมแบบใหม่ ซึ่งได้รับการออกแบบและรังสรรค์ขึ้นโดย Artisans de Genève ตามคำขอของ อังเดร อากัสซี่ ตัวเรือนไทเทเนียมขนาด 40 มม. นี้ถูกพัฒนาและผลิตขึ้นภายในเวิร์กชอปของ Artisans de Genève เอง ผ่านแผนกเฉพาะทางอย่าง Scherrer Prototypes และถูกกัดขึ้นรูปด้วยเครื่องกลึง Schaublin 102 จากยุคทศวรรษ 1950 ซึ่งถือเป็นหมุดหมายสำคัญของ Artisans de Genève ที่ก่อนหน้านี้เคยมุ่งเน้นการทำงานเฉพาะในส่วนของหน้าปัด เข็ม และกลไกเท่านั้น การทำงานกับตัวเรือนไม่ได้สิ้นสุดแค่การกัดขึ้นรูปและการขัดเงาไทเทเนียม แต่มันยังถูกเคลือบผิวด้วยสีแอนทราไซต์เข้ม (deep anthracite) ที่ได้รับแรงบันดาลใจจากครึ่งหนึ่งของชุดแข่งสีดำตัดกับสีชมพูเพลิง (fiery pink) อันเป็นเอกลักษณ์ของอากัสซี่ในรายการ Roland-Garros ปี 1990 โดยสีในส่วนนี้ทำขึ้นด้วยกระบวนการ Titalyt ซึ่งเป็นกระบวนการอะโนไดซ์ที่ปรับเปลี่ยนชั้นออกไซด์บนผิวไทเทเนียม ซึ่งไม่เพียงแต่จะให้ลุคที่ดูเข้มขึ้นเท่านั้น แต่ยังช่วยเพิ่มความทนทานต่อการสึกหรอและการกัดกร่อนอีกด้วย

อีกด้านหนึ่งของลุคระดับตำนานจากรายการ Roland-Garros นั้น แน่นอนว่าคือสีชมพูส้มที่เจิดจ้า ซึ่งถูกนำมาสร้างสรรค์ลงบนวงหน้าปัดย่อย (registers) ของนาฬิกาในรูปแบบการไล่เฉดสีที่ได้รับแรงบันดาลใจจากลาวาที่หลอมละลาย ช่วยสร้างความตัดกันที่โดดเด่นสะดุดตากับโทนสีที่เรียบขรึมของตัวเรือน นอกจากนี้ยังสามารถพบรายละเอียดการปรับแต่งเพิ่มเติมได้ที่เข็มนาฬิกา ซึ่งถูกทำให้เพรียวบางลงจากต้นฉบับ ยิ่งไปกว่านั้น เข็มวินาทีของระบบโครโนกราฟยังได้รับการเคลือบสีชมพูที่ส่วนปลายอีกด้วย

ในส่วนของโรเตอร์ (Rotor) ก็ได้รับการปรับแต่งตามสไตล์ของ Artisans de Genève เช่นกัน โดยผลิตขึ้นเป็นพิเศษจากทังสเตน มาพร้อมดีไซน์แบบโปร่ง (open-worked) เพื่ออวดความสวยงามของกลไก (ซึ่งรวมถึงสะพานจักรสมดุลหรือ balance bridge ที่สลักขึ้นจากเหล็กกล้าและขัดเงาดุจกระจก) และโดดเด่นด้วยตัวอักษร ‘A’ ตัวหนา ซึ่งหมายถึง Andre หรือ Agassi หรืออาจจะหมายถึงทั้งสองชื่อเลย

นาฬิกาเรือนนี้ซึ่งถูกสร้างขึ้นเพื่อตอบสนองความต้องการที่เฉพาะเจาะจงอย่างยิ่งของ อังเดร อากัสซี่ เพียงผู้เดียว คือข้อพิสูจน์อันทรงพลังถึงทักษะและวิสัยทัศน์ของ Artisans de Genève ผู้ซึ่งได้บ่มเพาะความชำนาญในศิลปะแห่งการสร้างสรรค์เรือนเวลาตามสั่ง (bespoke) มาอย่างเงียบเชียบยาวนานกว่า 20 ปี

อ่านบทความอื่นๆ เพิ่มเติม
เตรียมพบกับนิทรรศการ Rolex GMT-Master ตั้งแต่วันที่ 6 – 22 มีนาคมนี้ ณ สยามพารากอน
เมื่อจิตวิญญาณแห่งความเร็วมาบรรจบกับนวัตกรรมเวลาสุดขั้วบนเรือนเวลา Ulysse Nardin Freak X Gumball 3000
Seiko 5 Sports HUF Limited Edition นี่คือการพบกันของจิตวิญญาณวินเทจและสตรีทคัลเจอร์ยุคใหม่

Panerai Radiomir Viaggio Nel Tempo การเดินทางข้ามศตวรรษผ่านเรือนเวลาคู่พิเศษ

Panerai เปิดตัวเรือนเวลาคู่พิเศษในวัสดุบรอนซ์และแพลทินัม พร้อมประสบการณ์การเดินทางย้อนรอยประวัติศาสตร์ 100 ปี ณ เมืองฟลอเรนซ์

ในปีนี้ ถือเป็นปีสำคัญอย่างยิ่งของ Panerai ในการฉลองครบรอบ 100 ปีของบูติกอันเป็นตำนาน ณ จัตุรัสซานจิโอวานนี เมืองฟลอเรนซ์ เพื่อเป็นการเฉลิมฉลองโอกาสพิเศษ เมซงแห่งอิตาลีนี้ได้เปิดตัว Radiomir Viaggio nel Tempo Experience Set ชุดเรือนเวลาคู่พิเศษ (PAM01729 และ PAM01730) ที่ทำหน้าที่เป็นเสมือนกุญแจสำคัญในการพานักสะสมย้อนรอยกลับไปยังสถานที่และช่วงเวลาที่หล่อหลอมประวัติศาสตร์อันยิ่งใหญ่ของแบรนด์

Alessandro Ficarelli ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการตลาดและผลิตภัณฑ์ของ Panerai กล่าวว่า…

“เราภูมิใจที่จะนำเสนอประสบการณ์ใหม่ในบริบทของความเป็นอิตาเลียน การเดินทางที่แท้จริงผ่านกาลเวลา ซึ่งจะมอบโอกาสให้ลูกค้าของเราได้ดื่มด่ำไปกับต้นกำเนิดอันเป็นตำนานของพาเนราย การเดินทางสุดพิเศษนี้ พาเนรายมอบให้เฉพาะเจ้าของเรือนเวลาชุด Radiomir Viaggio Nel Tempo Experience เท่านั้น โดยทั้ง PAM01729 และ PAM01730 ได้นำคุณสมบัติอันโดดเด่นที่สุดของคอลเลกชัน Radiomir มาตีความใหม่ได้อย่างยอดเยี่ยม นาฬิกาทั้งสองเรือนไม่เพียงสืบสานมรดกอันโดดเด่นของพาเนรายจากอดีต พร้อมผสานความร่วมสมัยเข้าไว้ด้วยกันเท่านั้น แต่ยังเป็นเครื่องพิสูจน์ถึงความมั่นคงที่ไม่เปลี่ยนแปลงของพาเนรายต่อรากเหง้าและต้นกำเนิดของเมซงอีกด้วย”

กล่าวโดย Alessandro Ficarelli ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการตลาดและผลิตภัณฑ์ของพาเนราย

การเดินทางสุดเอ็กซ์คลูซีฟนี้จะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 15 ถึง 18 กันยายน 2569 โดยเริ่มต้นที่เมืองฟลอเรนซ์เพื่อฉลองครบรอบ 100 ปีของบูติกจัตุรัสซานจิโอวานนี พร้อมรับชมนิทรรศการที่คัดสรรมาเป็นพิเศษ จากนั้นผู้ร่วมเดินทางจะได้ตามรอยเส้นทางวีรชนนักดำน้ำชาวอิตาลีในอดีต ตั้งแต่สนามฝึกไปจนถึงจุดดำน้ำ ณ ปากแม่น้ำเซอร์คิโอ และปิดท้ายด้วยการเยี่ยมชมฐานปฏิบัติการพิเศษของกองทัพเรืออิตาลี (COMSUBIN) ณ เมืองปอร์โต เวเนเร พร้อมล่องเรือยอชต์ไปตามชายฝั่งลิกูเรียเพื่อปลุกจิตวิญญาณแห่งท้องทะเลอันเป็นรากฐานสำคัญ

PAM01729

นาฬิกาทั้งสองเรือนในเซตนี้ถูกออกแบบมาเพื่อสะท้อนวิวัฒนาการของตระกูล Radiomir โดยเรือนแรก PAM01729 มาในตัวเรือนขนาด 47 มิลลิเมตร ผลิตจากวัสดุบรอนซ์ขัดด้าน (Brushed Bronze) ที่จะเปลี่ยนสภาพตามกาลเวลาและการใช้งานของผู้สวมใส่ หน้าปัดเป็นสีดำผิวสัมผัสแบบเม็ดทรายละเอียด (Grainy Dial) ประดับด้วยตัวเลขโรมันและอารบิกผสมผสานกัน หรือที่รู้จักกันในชื่อ California Dial พร้อมเข็มเหล็กเผาสีน้ำเงินและสายหนังสีน้ำตาลเข้ม ให้ลุคที่ดูวินเทจและทรงพลัง

ในขณะที่ PAM01730 นำเสนอความหรูหราทันสมัยด้วยตัวเรือน Platinumtech ซึ่งเป็นโลหะล้ำค่าที่มีความแข็งแกร่งกว่าแพลทินัมทั่วไป หน้าปัดสีดำขัดเงาลาย Sun-brushed มาในโครงสร้างแบบแซนด์วิช (Sandwich construction) อันเป็นเอกลักษณ์ ตกแต่งด้วยตัวเลขและหลักชั่วโมงสีเบจที่ให้ความรู้สึกคลาสสิก ความพิเศษของรุ่นนี้คือการใช้กลไก Calibre P.3001/10 ที่มีการฉลุโครงสร้างสะพานจักร (Skeletonized bridges) อย่างประณีต พร้อมมาตรวัดพลังงานสำรองที่แสดงผลอยู่บริเวณด้านหลังของตัวเครื่อง

ทางด้านประสิทธิภาพ ทั้งสองเรือนขับเคลื่อนด้วยกลไกไขลานด้วยมือตระกูล P.3000 ที่พัฒนาขึ้นเองภายในโรงงานของ Panerai ให้พลังงานสำรองนานถึง 3 วัน พร้อมติดตั้งระบบกันกระแทก Incabloc และใช้กระจกหน้าปัดทรงโดมผลิตจาก Plexiglas เพื่อรักษาความดั้งเดิมตามแบบฉบับนาฬิกาที่เคยผลิตให้กับกองทัพเรืออิตาลีในอดีต นอกจากนี้ยังมีฝาหลังแบบใสเผยให้เห็นความงามของกลไกภายในอย่างชัดเจน

ต้องบอกว่านอกเหนือจากการรวบรวมชิ้นงานศิลปะบนข้อมือแล้ว Radiomir Viaggio nel Tempo ทั้งสองเรือนนี้ เป็นเหมือนการเฉลิมฉลองมรดกทางวัฒนธรรมของ Panerai ที่เชื่อมโยงอดีตอันรุ่งโรจน์เข้ากับงานฝีมือระดับสูงในปัจจุบันได้อย่างสมบูรณ์แบบ สำหรับผู้ครอบครองเซตพิเศษนี้จะได้ร่วมสัมผัสประสบการณ์สุดเอ็กซ์คลูซีฟในสถานที่ที่เป็นต้นกำเนิดของตำนาน เพื่อทำความเข้าใจถึงแก่นแท้ของเมซงแห่งฟลอเรนซ์อย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน

ข้อมูลทางเทคนิค
  • ชื่อรุ่น: Radiomir Viaggio nel Tempo Experience Set (PAM01729 & PAM01730)
  • ตัวเรือน: ทั้งสองรุ่นมาพร้อมตัวเรือนขนาด 47 มม. สำหรับรุ่น PAM01729 บรอนซ์ขัดด้าน ฝาหลังไทเทเนียม ส่วนในรุ่น PAM01730 เป็น Platinumtech ขัดเงา 
  • หน้าปัด: PAM01729 หน้าปัดสีดำ Grainy มีตัวเลข California Dial เข็มเหล็กเผาสีน้ำเงิน ส่วนรุ่น PAM01730 มีหน้าปัดสีดำ Sun-brushed โครงสร้าง Sandwich เข็มเหล็กเผาสีน้ำเงิน
  • ฟังก์ชัน: แสดงชั่วโมง และนาที (PAM01730 มีเข็มแสดงพลังงานสำรองด้านหลัง)
  • กลไก: PAM01729 มาพร้อม Calibre P.3000 ไขลานด้วยมือ สำรองพลังงาน 3 วัน ส่วน PAM01730 ใช้ Calibre P.3001/10 ไขลานด้วยมือแบบ Skeleton สำรองพลังงาน 3 วัน
  • สาย: สายหนังลูกวัวสีน้ำตาลเข้ม พร้อมหัวเข็มขัดตามวัสดุตัวเรือน

อ่านบทความอื่นๆ เพิ่มเติม
The Revolutionary List: 26 ผู้นำที่สร้างแรงบันดาลใจ – เรย์นัลด์ แอสคลิมันน์ (Raynald Aeschlimann)
Lederer Inverto Titanium เผยความงามบริสุทธิ์ของกลไกผ่านตัวเรือนไทเทเนียมโครงสร้างโปร่งใส
Must Have: The White Symphony มัดรวม 7 นาฬิกาหน้าปัดขาว รับเทรนด์ Pantone 2026 “Cloud Dancer”

H. Moser & Cie. เปิดตัวนาฬิการุ่นเซรามิกเรือนแรก ในชื่อ Streamliner Tourbillon Concept Ceramic

ครั้งแรกของ H. Moser & Cie. กับการเปิดตัวที่มาพร้อมตัวเรือนเซรามิกสีเทาแอนทราไซต์และหน้าปัดอีนาเมล Grand Feu สี Red fumé อันร้อนแรงภายใต้ดีไซน์มินิมัลลิสต์

นับเป็นก้าวสำคัญในประวัติศาสตร์ของ H. Moser & Cie. กับการตัดสินใจเปิดประตูสู่โลกของวัสดุเซรามิกเป็นครั้งแรก โดยแบรนด์เลือกนำวัสดุที่ต้องอาศัยทักษะทางเทคนิคขั้นสูงนี้มาตีความผ่านคอลเลกชันที่โดดเด่นที่สุดอย่าง Streamliner จนเกิดเป็นผลงาน Streamliner Tourbillon Concept Ceramic ที่ผสมผสานเส้นสายอันพริ้วไหวเข้ากับความแข็งแกร่งของวัสดุสมัยใหม่ได้อย่างน่าทึ่ง

ตัวเรือนทรง Cushion และสายนาฬิกาแบบ Integrated Bracelet รังสรรค์ขึ้นจากเซรามิกสีเทาแอนทราไซต์ทั้งหมด โดยมีการขัดแต่งพื้นผิวสลับระหว่างความเงา (Polished) และความด้านแบบซาติน (Satin-finished) ซึ่งเป็นเทคนิคการทำด้วยมือเพื่อเผยให้เห็นความลึกและความหนาแน่นของสีสันที่น่าดึงดูด นอกจากความสวยงามแล้ว เซรามิกยังมีคุณสมบัติน้ำหนักเบา ไม่ก่อให้เกิดอาการแพ้ และมีความทนทานต่อการใช้งานในชีวิตประจำวันได้อย่างดีเยี่ยม

เสน่ห์ที่ชวนหลงใหลที่สุดของนาฬิกาเรือนนี้คือหน้าปัดอีนาเมล Grand Feu สี Red fumé ที่มาในสไตล์มินิมัลลิสต์แบบสุดโต่ง ปราศจากทั้งหลักชั่วโมงและโลโก้ใดๆ พื้นผิวหน้าปัดถูกสร้างสรรค์ด้วยเทคนิคการตอกด้วยค้อน (Hammered texture) ลงบนฐานไวท์โกลด์ ก่อนจะผ่านการเคลือบสีไล่เฉดและการเผาไฟหลายครั้งจนเกิดเป็นสีแดงที่ดูมีพลังและมีชีวิตชีวา

ในด้านกลไก H. Moser & Cie. เลือกใช้คาลิเบอร์ HMC 805 ซึ่งเป็นกลไกไขลานอัตโนมัติที่มาพร้อมกับ Flying Tourbillon แบบหนึ่งนาที ณ ตำแหน่ง 6 นาฬิกา ความพิเศษอยู่ที่การใช้สายใยนาฬิกาแบบคู่ (Double Hairspring) ที่ผลิตขึ้นเองภายในเครือ เพื่อช่วยเพิ่มความแม่นยำและชดเชยผลกระทบจากแรงโน้มถ่วงโลก โดยกลไกชุดนี้สามารถสำรองพลังงานได้นานถึง 3 วัน

รายละเอียดทางเทคนิคของเรือนเวลารุ่นนี้ประกอบด้วยตัวเรือนขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 40.0 มิลลิเมตร ความหนาโดยรวมกระจกแซฟไฟร์อยู่ที่ 12.8 มิลลิเมตร พร้อมความสามารถในการกันน้ำระดับ 12 ATM ฝาหลังเป็นแซฟไฟร์แบบมองเห็นกลไกที่เผยให้เห็นโรเตอร์ทองคำ 18 กะรัตแบบฉลุโปร่ง ทั้งหมดนี้สะท้อนถึงปรัชญาของแบรนด์ในการรังสรรค์นาฬิกาที่มองไปข้างหน้าแต่ยังคงไว้ซึ่งความสง่างามเหนือกาลเวลา 

ข้อมูลทางเทคนิค
  • ชื่อรุ่น: Streamliner Tourbillon Concept Ceramic (รหัสอ้างอิง 6805-2100)
  • ตัวเรือน: เซรามิกสีเทาแอนทราไซต์ (Anthracite grey ceramic) ขนาด 40.0 มม. หนา 12.8 มม. (รวมกระจกแซฟไฟร์ทรงโดม) ผิวสัมผัสขัดเงาสลับด้าน เม็ดมะยมแบบขันเกลียวสลักอักษร M และกันน้ำได้ลึก 120 เมตร
  • หน้าปัด: อีนาเมล Grand Feu สี Red fumé พร้อมลวดลายแบบตอกด้วยค้อน (Hammered texture) เข็มชั่วโมงและนาทีเคลือบสารเรืองแสง Globolight โดยไม่มีหลักชั่วโมงและโลโก้บนหน้าปัด
  • ฟังก์ชัน: แสดงชั่วโมง และนาที พร้อมกรง Flying Tourbillon ขนาดหนึ่งนาทีที่ตำแหน่ง 6 นาฬิกา
  • กลไก: คาลิเบอร์ HMC 805 ระบบไขลานอัตโนมัติแบบสองทิศทาง ความถี่ 21,600 ครั้ง/ชั่วโมง ติดตั้งสายใยนาฬิกาแบบคู่ (Double-hairspring) สำรองพลังงานได้นาน 72 ชั่วโมง พร้อมโรเตอร์ทองคำแดง 18 กะรัตแบบฉลุโปร่ง
  • สาย: สายแบบ Integrated Bracelet ผลิตจากเซรามิกสีเทาแอนทราไซต์ขัดเงาสลับด้าน พร้อมตัวล็อกแบบพับสามทบ

อ่านบทความอื่นๆ เพิ่มเติม
The Revolutionary List: 26 ผู้นำที่สร้างแรงบันดาลใจ – เรย์นัลด์ แอสคลิมันน์ (Raynald Aeschlimann)
Lederer Inverto Titanium เผยความงามบริสุทธิ์ของกลไกผ่านตัวเรือนไทเทเนียมโครงสร้างโปร่งใส
Must Have: The White Symphony มัดรวม 7 นาฬิกาหน้าปัดขาว รับเทรนด์ Pantone 2026 “Cloud Dancer”

Bianchet Ultrafino Monaco นิยามความบางเบาในเฉดสีขาว-แดง

ความบางเฉียบและจิตวิญญาณแห่งมอเตอร์สปอร์ต

Bianchet แบรนด์นาฬิกาแนวล้ำยุคจากสวิตเซอร์แลนด์ได้ยกระดับความสำเร็จของซีรีส์ Ultrafino ขึ้นไปอีกขั้นด้วยการเปิดตัวรุ่นพิเศษ Monaco ซึ่งนาฬิกาเรือนนี้ไม่ใช่เพียงแค่การนำโมเดลเดิมมาเปลี่ยนสีใหม่ แต่เป็นการตอกย้ำถึงจิตวิญญาณแห่งความประณีตของงานวิศวกรรมสไตล์สปอร์ตหรูที่ได้รับแรงบันดาลใจจากมนต์เสน่ห์ของโมนาโก นำเสนอผ่านตัวเรือนที่บางเพียง 9.8 มิลลิเมตร ซึ่งถือเป็นความสำเร็จครั้งสำคัญของแบรนด์

ตัวเรือนวัสดุสังเคราะห์ Quartz-Fiber ครั้งแรกของซีรีส์

จุดเด่นที่สุดของ UltraFino Monaco คือตัวเรือนที่ผลิตจาก White Quartz-Fiber Composite ซึ่งเป็นวัสดุสมรรถนะสูงที่ใช้ในอุตสาหกรรมการบินและอวกาศ ผลิตจากเส้นใยซิลิกาที่มีความบริสุทธิ์สูงผสมกับควอตซ์ธรรมชาติ วัสดุนี้มอบความแข็งแกร่งอย่างเหนือชั้น ทนทานต่อรอยขีดข่วนและแรงกระแทกได้ดีเยี่ยม แต่มีน้ำหนักเบาราวกับขนนก ตัวเรือนทรงตอนโนสีขาวสะอาดตาตัดกับรายละเอียดเส้นสายสีแดงสะท้อนสไตล์ที่โฉบเฉี่ยวและทันสมัย

กลไก UT01 ขุมพลัง Automatic Flying Tourbillon ที่บางและเบาที่สุด

หัวใจของรุ่นนี้คือกลไก Caliber UT01 ซึ่งเป็นระบบ Automatic Flying Tourbillon ที่มีความหนาเพียง 3.85 มิลลิเมตร และมีน้ำหนักรวมเพียง 8 กรัม ผลิตขึ้นจากไทเทเนียมเกรด 5 ทั้งหมด มาพร้อมโรเตอร์ที่ทำจากทองคำแท้ (18K Massive Gold)

กลไกชุดนี้ถูกออกแบบตามหลักสัดส่วนทองคำ (Golden Ratio) และลำดับฟีโบนัชชี (Fibonacci spirals) สร้างความสมดุลทางสถาปัตยกรรมภายในหน้าปัด Skeleton ได้อย่างสวยงาม นอกจากนี้ยังมีความทนทานต่อแรงกระแทกได้สูงถึง 5,000G และผ่านงานขัดแต่งด้วยมืออย่างประณีต (Hand-bevelling) นานกว่า 15 ชั่วโมงต่อหนึ่งเครื่อง

ความสะดวกสบายและการปรับเปลี่ยนสไตล์

เพื่อให้เข้ากับไลฟ์สไตล์ที่หลากหลาย UltraFino Monaco มาพร้อมสายยางธรรมชาติ (Vulcanized Rubber) สีแดงที่โค้งรับกับสรีระข้อมือได้อย่างลงตัว มอบสัมผัสที่นุ่มนวลแต่ทนทาน และยังมีสายยางสีขาวสำรองมาให้ในชุดเพื่อการปรับเปลี่ยนลุคให้เข้ากับโอกาสต่างๆ ตัวล็อกสายเป็นแบบบานพับผลิตจากไทเทเนียมเกรด 5 ที่มีความมั่นคงและใช้งานง่าย

ข้อมูลทางเทคนิค
  • ชื่อรุ่น: Bianchet UltraFino Monaco Limited Edition
  • ตัวเรือน: White Quartz-Fiber Composite หนา 9.8 มม.
  • กลไก: Automatic Flying Tourbillon Caliber UT01 (ไทเทเนียมเกรด 5) น้ำหนักกลไก 8 กรัมความต้านทานแรงกระแทก 5,000G การกันน้ำ 5 ATM (50 เมตร)
  • จำนวนการผลิต: จำกัด 98 เรือนทั่วโลก
  • สายนาฬิกา: สายยางสีแดง และสายยางสีขาว (Interchangeable)

อ่านบทความอื่นๆ เพิ่มเติม

The Revolutionary List: 26 ผู้นำที่สร้างแรงบันดาลใจ – เรย์นัลด์ แอสคลิมันน์ (Raynald Aeschlimann)
Lederer Inverto Titanium เผยความงามบริสุทธิ์ของกลไกผ่านตัวเรือนไทเทเนียมโครงสร้างโปร่งใส
Must Have: The White Symphony มัดรวม 7 นาฬิกาหน้าปัดขาว รับเทรนด์ Pantone 2026 “Cloud Dancer”

Joseph Wee กับภารกิจสานต่อศูนย์กลางความเป็นเลิศทางด้านเรือนเวลา ณ Pendulum Thailand

พร้อมเดินหน้าขับเคลื่อน Pendulum และ SHH Pendulum ให้กลายเป็นศูนย์กลางของคนรักนาฬิกาอย่างแท้จริง

ผู้อยู่เบื้องหลังประสบการณ์การเฟ้นหานาฬิกาที่ตรงกับความต้องการของแต่ละบุคคลอย่างมร. โจเซฟ วี ผู้จัดการทั่วไปแห่ง Pendulum ประเทศไทย ได้ทำหน้าที่ดูแลมาตรฐานการบริการและสร้างความเชื่อมั่นให้แก่แบรนด์พาร์ตเนอร์ทั้งหลาย และมีส่วนสำคัญในการทำให้ Pendulum เป็นมากกว่าบูติกนาฬิกา แต่ยังเป็นพื้นที่พบปะและแลกเปลี่ยนความรู้ของคนคอเดียวกันอีกด้วย ทิศทางในอนาคตของ Pendulum จะเป็นเช่นไร คุณโจเซฟมานั่งสนทนาให้เราฟังภายในห้องไพรเวทสุดเอ็กซ์คลูซีฟด้านในสุดของ SHH Pendulum บูติก

นับตั้งแต่ช่วงแรกก่อตั้งในปี 1992 จนถึงปัจจุบันนี้Pendulumมีพัฒนาการอย่างไรบ้าง
Pendulum เริ่มต้นในฐานะบูติกนาฬิกาหรูแห่งแรกในประเทศไทยที่มีเป้าหมายเพียงหนึ่งเดียวเท่านั้น นั่นก็คือเพื่อแบ่งปันความหลงใหลในศาสตร์การผลิตนาฬิกาชั้นเลิศอย่างแท้จริง ตลอดระยะเวลาสามทศวรรษที่ผ่านมานี้ เราเติบโตขึ้นจากการมีบูติกเพียงหนึ่งสาขาไปสู่การเป็นผู้นำในการเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านนาฬิกาในประเทศไทย เราเป็นตัวแทนนำเสนอแบรนด์นาฬิกาอันทรงเกียรติมากกว่า 40 แบรนด์ การขยายตัวของเราดำเนินไปตามความมุ่งมั่นอย่างแรงกล้าในด้านงานช่างฝีมือ ความจริงแท้ และบริการที่ปรับตามความพึงพอใจของแต่ละบุคคล

รบกวนเล่าถึงการกำเนิดของ SHH Pendulum และเล่าถึงข้อแตกต่างระหว่างบูติกแห่งนี้และบูติกดั้งเดิมของ Pendulum ให้เราฟังหน่อย
SHH ย่อมาจากชื่อเต็มว่า Sincere Haute Horlogerie ถือกำเนิดขึ้นเพื่อตอบสนองความต้องการของนักสะสมที่แสวงหาเรือนเวลาจากแบรนด์อิสระที่มีคอมพลิเคชันซับซ้อนสูงทั้งในประเทศไทย สิงคโปร์ มาเลเซีย และไต้หวัน เรานำเสนอสภาพแวดล้อมที่ให้ความเป็นส่วนตัวและผ่านการคัดสรรอย่างพิถีพิถัน ที่ซึ่งนาฬิกาเป็นพระเอกตัวจริง ซึ่งแตกต่างจากบูติกดั้งเดิมของ Pendulum ที่โฟกัสในแบรนด์ในกลุ่มลักซ์ชูรีที่หลากหลายและเป็นที่รู้จักเป็นอย่างดีครับ 

คุณสมบัติใดที่ทำให้ SHH Pendulum แตกต่างจากคู่แข่งในอุตสาหกรรมเดียวกัน
SHH Pendulum มีความเฉพาะตัวในด้านการมุ่งเน้นนำเสนอนาฬิกาจากแบรนด์อิสระที่มีกลไกซับซ้อนสูง การออกแบบภายในบูติกที่มอบประสบการณ์รอบด้าน  การเข้าถึงซีอีโอและเจ้าของแบรนด์ การเยี่ยมชมโรงงานผลิตสุดเอ็กซ์คลูซีฟ อีเวนต์สำหรับนักสะสมโดยเฉพาะ และเรือนเวลารุ่นหายาก ทั้งหมดนี้มอบประสบการณ์เฉพาะบุคคลที่ทำให้เราแตกต่างจากบูติกนาฬิกาหรูรายอื่นๆ ครับ

ในความคิดเห็นของคุณ ปัจจัยใดที่ทำให้ความนิยมในแบรนด์นาฬิกาอิสระทะยานสูงขึ้นภายในช่วง 3-4 ปีที่ผ่านมา
เรามองเห็นความต้องการที่เพิ่มสูงขึ้นในกลุ่มนักสะสมที่มองหาความเฉพาะตัว ความดั้งเดิม และงานช่างฝีมือ ซึ่งแบรนด์นาฬิกาอิสระมักจะเน้นงานขัดแต่งผิวด้วยมือ โครงสร้างกลไกที่มีความเฉพาะตัว ผลิตในจำนวนน้อย และมีเรื่องราวเบื้องหลังที่น่าสนใจครับ

ทำไมผู้ที่เริ่มสนใจในนาฬิกาจึงควรที่จะทำความเข้าใจในแบรนด์นาฬิกาอิสระให้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น
สำหรับผู้ที่เริ่มสนใจในนาฬิกา การทำความเข้าใจในแบรนด์นาฬิกาอิสระให้ลึกซึ้งยิ่งขึ้นถือเป็นเรื่องสำคัญครับ เพราะแบรนด์เหล่านี้มักจะนำเสนอที่สุดแห่งความคิดสร้างสรรค์ งานช่างฝีมือ และนวัตกรรมในเชิงเทคนิค แบรนด์นาฬิกาอิสระมีอิสระในการทดลองคอมพลิเคชันที่มีความเฉพาะตัว ดีไซน์ และเทคนิคการขัดแต่งผิว นำเสนอชิ้นงานที่แตกต่างอย่างแท้จริงแก่บรรดานักสะสม การทำความเข้าใจในแบรนด์เหล่านี้เปิดโอกาสให้ผู้ที่สนใจในนาฬิกาได้ซึมซับเรื่องราวเบื้องหลังนาฬิกาเหล่านั้น ได้มีปฏิสัมพันธ์อย่างมีความหมายยิ่งขึ้นกับชุมชุนนาฬิกา และได้มีข้อมูลประกอบการตัดสินใจในยามได้มาซึ่งเรือนเวลารุ่นหายากและมีมูลค่าสูง

คุณช่วยแนะนำแบรนด์นาฬิกาอิสระจำนวน 3 แบรนด์ ที่เป็นตัวแทนจุดแข็งและเสน่ห์เฉพาะตัวของ SHH Pendulum ให้กับผู้ติดตาม Revolution Thailand หน่อย
แบรนด์นาฬิกาอิสระใน  SHH Pendulum ล้วนมีจุดแข็งเฉพาะตัวที่แตกต่างกันไปครับ อย่าง H.Moser & Cie. มีจุดเด่นด้านดีไซน์เชิงนวัตกรรมที่ล้ำหน้า Bovet โดดเด่นในงานช่างฝีมือเชิงศิลป์และคอมพลิเคชันที่ซับซ้อนสูง Laurent Ferrier นำเสนอความสง่างามที่ไม่โจ่งแจ้งและความเที่ยงตรงในเชิงกลไก Greubel Forsey เด่นในด้านวิศวกรกลไกซับซ้อนสูงที่สั่นสะเทือนวงการ และ Jacob & Co. ในเรื่องความอาจหาญและความคิดสร้างสรรค์เชิงอาวองการ์ต เมื่อทุกแบรนด์มาอยู่รวมกันแบรนด์เหล่านี้สะท้อนความมุ่งมั่นในการผลิตสิ่งที่หายาก นวัตกรรม และความล้ำเลิศของศาสตร์แห่งการบอกเวลา

แบรนด์นาฬิกาอิสระแบรนด์ไหนที่หรือรุ่นไหนที่คุณอยากแนะนำให้กับนักสะสมที่เริ่มต้นซื้อนาฬิกาจากแบรนด์อิสระเป็นเรือนแรก
เมื่อพูดถึงนาฬิกาเรือนแรก ผมมักจะสนับสนุนให้ลูกค้าลองสำรวจและค้นหาจากนาฬิกาทุกรุ่นและทุกแบรนด์ที่เรานำเสนอ เพราะแต่ละคนย่อมมีรสนิยมและไลฟ์สไตล์ที่แตกต่างกัน

ที่ Pendulum เราเชื่อมั่นว่า เรามีนาฬิกาที่สมบูรณ์แบบสำหรับทุกคน และหน้าที่ของเราคือการช่วยคุณค้นหานาฬิกาที่เหมาะสมกับคุณที่สุดครับ

Mr. Joseph Wee – General Manager Pendulum Thailand

Pendulum มีกิจกรรมที่น่าตื่นเต้นใดที่เหล่าผู้สนใจในนาฬิกาควรตั้งตารอคอยในปี 2026 บ้าง
ในปี 2026 Pendulum จะนำเสนออีเวนต์ที่จัดขึ้นสำหรับนักสะสมโดยเฉพาะ และเซสชันที่เชิญบรรดาซีอีโอและช่างฝีมือมาให้ความรู้ การเปิดให้ชมและเข้าถึงนาฬิการุ่นหายากและลิมิเต็ดเอดิชันก่อนใคร และประสบการณ์ภายในบูติกที่ขับเน้นให้ยอดเยี่ยมยิ่งขึ้นผ่านการตกแต่งใหม่และอัพเกรดพื้นที่ชมนาฬิกาให้ดียิ่งกว่าเดิม

เป้าหมายในระยะยาวและวิสัยทัศน์ในอนาคตของ Pendulum เป็นไปในทิศทางไหน
วิสัยทัศน์ในระยะยาวของ Pendulum คือการดำรงอยู่ในตำแหน่งผู้นำด้านนาฬิกาในประเทศไทย นำเสนอเรือนเวลาหรูคุณภาพล้ำเลิศ ในขณะเดียวกันก็ยังคงปลูกฝังความชื่นชอบในศาสตร์แห่งการบอกเวลาให้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น เป้าหมายของเราคือการสร้างสรรค์ประสบการณ์อันเหนือระดับและเป็นส่วนตัวสำหรับนักสะสมและผู้ที่สนใจในนาฬิกา เชื่อมโยงมรดกในเชิงประวัติศาสตร์ นวัตกรรม และงานช่างฝีมือ และทำให้มั่นใจว่าลูกค้าทุกท่านจะพบเรือนเวลาที่สะท้อนความเป็นปัจเจกของตัวเองและความหลงใหลในศาสตร์การประดิษฐ์นาฬิกาครับ

พบกับแบรนด์นาฬิกาที่ Pendulum เป็นตัวแทนจำหน่ายได้ที่ SHH Pendulum boutique, Zenith boutique และ Breitling ชั้น M สยามพารากอน Pendulum boutique ชั้น 1 เซ็นทรัลเวิลด์ และเซ็นทรัลเชียงใหม่ หรือช่องทางโซเชียลมีเดีย หรือ Line @PendulumThailand และเว็บไซต์ https://pendulum.co.th

PHOTOS: INTRACHAI WATMAKAWAN

อ่านบทความเพิ่มเติมได้ที่:      

H. Moser & Cie. Endeavour Tourbillon Skeleton สถาปัตยกรรมแห่งความโปร่งใสและปรัชญามินิมัลลิซึม
Czapek Faubourg de Cracovie จิตวิญญาณแห่งการแข่งรถและความวิจิตรของงานฝีมือ Guilloché บนหน้าปัดสี Victory Green
Louis Moinet Speed Of Sound ปรากฏการณ์แห่งเสียงและห้วงอวกาศ บนเรือนเวลาที่ฟื้นคืนชีพจากกลไกในตำนาน

Laurent Ferrier Classic Origin Beige นิยามบทใหม่แห่งความเรียบหรูเพื่อฉลองครบรอบ 15 ปี

สุนทรียศาสตร์แห่งมินิมอลสปิริตบนหน้าปัดสีเบจโอพาลีน

ในวาระครบรอบ 15 ปีของเมซง Laurent Ferrier ได้เผยโฉมผลงานชิ้นสำคัญอย่าง Classic Origin Beige ซึ่งเป็นการนำผลงานระดับไอคอนิกที่เคยเปิดตัวเพื่อฉลองครบรอบ 10 ปีมาผ่านการตีความใหม่ โดยยังคงยึดมั่นในวิสัยทัศน์อันชัดเจนและปรัชญาการออกแบบที่มุ่งเน้นการสร้างเสน่ห์เฉพาะตัวผ่านความสมดุลเหนือกาลเวลา มากกว่าความหวือหวาตามกระแส

Laurent Ferrier Classic Origin Beige

ความงามร่วมสมัยที่เหนือกาลเวลา

Classic Origin Beige นำเสนอความเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญด้วยการใช้ตัวเรือนสแตนเลสสตีลขนาด 40 มม. ที่มีเส้นสายโค้งมนสละสลวย ชวนให้นึกถึงก้อนหินซึ่งถูกสายน้ำขัดเกลาจนกลมมน และเป็นครั้งแรกในคอลเลกชันนี้ที่ตัวเรือนปรากฏในวัสดุเรดโกลด์ 5N ที่ให้ประกายสีแดงอบอุ่นสุกปลั่ง เมื่อจับคู่กับหน้าปัดสีเบจใหม่ที่มีพื้นผิวโอพาลีนเงาวาว จึงเกิดเป็นเรือนเวลาที่สะท้อนทั้งความทรงจำและความร่วมสมัย ราวกับเสียงสะท้อนอันแผ่วเบาจากอดีตที่ผสานเข้ากับปัจจุบันได้อย่างแยบยล

รายละเอียดบนหน้าปัดสะท้อนถึงมินิมอลสปิริตอันเป็นจิตวิญญาณสำคัญของแบรนด์ โดยมีการใช้เส้นรางรถไฟสีน้ำตาลเพื่อแสดงหน่วยนาที และแนวเส้นกากบาทกึ่งกลางหน้าปัดที่จัดวางอย่างประณีต ความชัดเจนในการอ่านค่าถูกขับเน้นด้วยตัวเลขสีแดงบนแนวเส้นนาทีและหน่วยวินาทีที่หน้าปัดย่อย ณ ตำแหน่ง 6 นาฬิกา นอกจากนี้ยังมีเข็ม Assegai ทองคำ 18 กะรัตอันเป็นเอกลักษณ์เคลื่อนผ่านพื้นผิวหน้าปัดด้วยความสง่างาม ในส่วนของเม็ดมะยมได้รับการออกแบบให้มีรูปทรงกลมมนราวลูกบอล เพื่อให้ทุกครั้งที่ไขลานไม่ได้เป็นเพียงการกระทำเชิงกลไก แต่เป็นช่วงเวลาแห่งประสบการณ์ที่มอบความสุขอย่างแท้จริง

กลไกแห่งกาลเวลาและการตกแต่งอันประณีต

ภายใต้ฝาหลังแซฟไฟร์คือกลไก LF116.01 calibre ระบบขึ้นลานด้วยมือ ซึ่งรังสรรค์ด้วยมาตรฐานความประณีตอย่างไร้การประนีประนอม หัวใจการทำงานอยู่ที่สกรูบาลานซ์ภายใต้การควบคุมของบาลานซ์สปริงแบบ Breguet overcoil เพื่อช่วยเพิ่มความเที่ยงตรงและลดความคลาดเคลื่อนจากตำแหน่ง อีกหนึ่งความลับที่นักสะสมยกย่องคือ long-blade ratchet pawl อันเป็นเอกลักษณ์ ซึ่งผ่านการขัดแต่งด้วยมืออย่างประณีตเพื่อให้สัมผัสเฉพาะตัวและเสียงคลิกที่ชัดเจนในยามไขลาน โดยนาฬิกาสามารถมอบพลังงานสำรองได้ยาวนานกว่า 80 ชั่วโมงเมื่อไขลานจนเต็ม

Laurent Ferrier Classic Origin Beige

แม้กลไกชุดนี้จะดูเรียบง่ายแต่มั่นคงด้วยมาตรฐานงานตกแต่งที่พิถีพิถัน สะพานจักรถูกแต่งผิวด้วยเทคนิคขัดพ่นทรายละเอียดเคลือบโรเดียมสีดำ ขณะที่ทุกขอบมุมและมุมภายในผ่านการขัดเงาด้วยมืออย่างประณีต องค์ประกอบทั้งหมดถูกเติมเต็มอย่างกลมกลืนด้วยสายหนังนูบัคสีน้ำตาลมอคค่าที่บุด้วย Alcantara พร้อมตัวล็อกหัวเข็มขัดวัสดุเรดโกลด์ 5N Classic Origin Beige จึงเป็นประจักษ์พยานแห่งเรื่องราวที่ยืนหยัดอยู่เหนือกาลเวลา และทำให้เวลาเป็นเรื่องราวที่เล่าขานด้วยตัวเอง 

รายละเอียดเฉพาะทางเทคนิค
  • Reference: LCF036.R5.BR5
  • กลไก: ขึ้นลานด้วยมือ calibre LF116.01 เอสเคปเมนท์แบบ Swiss lever สกรูบาลานซ์ความถี่ 3Hz (21,600 vph) สำรองพลังงาน80 ชั่วโมง
  • ตัวเรือน: ทองคำเรดโกลด์ 18k (750) 5N ขนาด 40 มม. หนา 10.70 มม. กันน้ำ 30 เมตร
  • หน้าปัด: สีเบจโอพาลีน รางรถไฟสีน้ำตาลสลับตัวเลขแดง หลักชั่วโมงเรดโกลด์ 18k
  • สายนาฬิกา: หนังนูบัคสีน้ำตาลมอคค่าเย็บมือ ตัวล็อกหัวเข็มขัดเรดโกลด์ 18k

สัมผัสความประณีตของ Laurent Ferrier Classic Origin Beige ได้ที่ SHH Pendulum สยามพารากอน และติดตามข้อมูลนาฬิการุ่นอื่นๆ เพิ่มเติมได้ที่ช่องทาง social media หรือ Line: @PendulumThailand และ website: www.pendulum.co.th

อ่านบทความอื่นๆ เพิ่มเติม
The Revolutionary List: 26 ผู้นำที่สร้างแรงบันดาลใจ – เรย์นัลด์ แอสคลิมันน์ (Raynald Aeschlimann)
Lederer Inverto Titanium เผยความงามบริสุทธิ์ของกลไกผ่านตัวเรือนไทเทเนียมโครงสร้างโปร่งใส
Must Have: The White Symphony มัดรวม 7 นาฬิกาหน้าปัดขาว รับเทรนด์ Pantone 2026 “Cloud Dancer”

Revolution Exclusive Talk x Maximilian Büsser | 20 ปีแห่งการทำลายขีดจำกัดของ MB&F

0

“ผมไม่ใช่นักประดิษฐ์นาฬิกา… ผมเป็นวิศวกร” ในวาระครบรอบ 20 ปีของ MB&F เราพาทุกคนไปเจาะลึกเบื้องหลังการเดินทางของ Maximilian Büsser ชายผู้เริ่มต้นจากเงินเก็บก้อนสุดท้ายและความฝันบนแผ่นกระดาษ สู่การสร้างจักรวาล Horological Machines ที่คนทั้งโลกยอมรับ ทำไมเขาถึงบอกว่า “ผู้ใหญ่ที่สร้างสรรค์ คือเด็กที่รอดชีวิตมาได้”? และอะไรคือเหตุผลที่ทำให้เขาเชื่อว่าการอยู่ใน Comfort Zone คือความตาย?

ร่วมค้นหาคำตอบของแนวคิดที่ผลักดันให้ MB&F ก้าวข้ามขีดจำกัดของเวลาสู่ประติมากรรมจักรกลสามมิติแห่งอนาคต

ช่องทางติดตามเรา
Instagram: @revowatchthai
Facebook: REVOLUTION WATCH THAILAND
Website: https://revolutionthailand.com/
Tiktok: https://www.tiktok.com/@revowatchthai

อ่านบทความอื่นๆ เพิ่มเติม
URWERK เปิดตัว UR-100V LightSpeed Ceramic วัสดุคอมโพสิตใหม่ที่แข็งแกร่งกว่าเดิม
IWC เฉลิมฉลองจิตวิญญาณแห่งความเร็วด้วย Pilot’s Watch Chronograph 41 รุ่นพิเศษ George Russell
การกลับมาของ Niton แบรนด์นาฬิกาสวิสอายุร่วมศตวรรษ ที่เปิดตัวอีกครั้งด้วย ‘PRIMA’ นาฬิกา Jump Hour สุดเนี้ยบ

Cortina Watch เผยโฉมบูติก Rolex สาขาใหญ่ที่สุดในไทย ณ One Bangkok

บูติก Rolex ภายใต้คอนเซ็ปต์ดูเพล็กซ์ อาณาเขตร่วม 300 ตารางเมตร

นับเป็นบูติก Rolex ที่มีอาณาเขตกว้างขวางที่สุดในประเทศไทย และยังมาในคอนเซ็ปต์ดูเพล็กซ์อีกด้วย สำหรับ Rolex สาขา One Bangkok ที่ทาง Cortina Watch และ Rolex ได้ตัดริบบิ้นเปิดตัวอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 13 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา

บูติก Rolex แห่งนี้มีพื้นที่กว่า 300 ตารางเมตร ภายในตกแต่งอย่างพิถีพิถัน ทุกองค์ประกอบสะท้อนตัวตนของแบรนด์ นับตั้งแต่การเลือกใช้โทนสีทองอบอุ่น สอดแทรกด้วยสีเขียวอย่างลงตัว เห็นได้จากผนังหินอ่อนสีเขียว Verde Alpi อันสง่างามที่คอยต้อนรับผู้มาเยือนบริเวณทางเข้า ไม้วอลนัตโทนอุ่นผสานกับหินสีเบจอ่อนอย่างกลมกลืน ม่านโลหะสีทองที่ออกแบบขึ้นเป็นพิเศษโดย Sophie Mallebranche ศิลปินชาวฝรั่งเศส ทอดตัวลงมาจากชั้นบนสู่ชั้นลอย ล้อแสงอาทิตย์ที่ลอดผ่านหน้าต่างช่วยเติมประกายให้ภายในบูติกมีชีวิตชีวา
การเลือกเฟอร์นิเจอร์และการตกแต่งภายในบูติกยังนำแรงบันดาลใจจากนาฬิกา Rolex มาประยุกต์ใช้ได้อย่างงดงาม ยกตัวอย่างเช่น โคมไฟระย้าชิ้นเด่นที่เลือกใช้สัญลักษณ์หลักบอกเวลาบนหน้าปัดนาฬิกามาตัดทอนให้ดูร่วมสมัย และโคมฟ้าแก้วเจียระไนเหนือเคาน์เตอร์จัดแสดงนาฬิกาบริเวณชั้นล่างที่ได้แรงบันดาลใจจากสายนาฬิกาแบบ President อันเป็นเอกลักษณ์แห่งความเป็นเลิศของ Rolex

Rolex One Bangkok


นอกจากนี้ยังมีการเติมกลิ่นอายอัตลักษณ์ไทยผสานเข้ากับการออกแบบตกแต่งที่เป็นสากล ด้วยผนังปูนปั้นที่รังสรรค์ขึ้นเป็นพิเศษสำหรับประเทศไทยโดยเฉพาะ ถ่ายทอดทัศนียภาพของวัดพระศรีรัตนศาสดาราม วัดคู่บ้านคู่เมืองอันเป็นสัญลักษณ์แห่งการยกย่อง ด้วยลวดลายสีทองบนผนังสีขาว นับเป็นการเชิดชูคุณค่าแห่งมรดกทางวัฒนธรรม และยืนยันถึงสายสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นระหว่าง Rolex และบริบทท้องถิ่น ที่พร้อมหลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวและยกระดับสู่สากลไปด้วยกัน


ทุกรายละเอียดภายในดูเพล็กซ์บูติกร่วมรังสรรค์ประสบการณ์เต็มรูปแบบในโลกของ Rolex ที่พร้อมต้อนรับนักสะสมและเหล่าคนรักนาฬิกาอย่างอบอุ่นและเป็นมืออาชีพ ณ Rolex สาขา One Bangkok

อ่านบทความเพิ่มเติมได้ที่:

เปิดตำนาน Wimbledon พร้อม Rolex เผยเบื้องหลังทุกก้าวสู่บัลลังก์แห่งแชมป์

IWC Schaffhausen เปิดตัวบูติกคอนเซ็ปต์ใหม่ ณ ION Orchard ใจกลางสิงคโปร์ 

The House that Breitling Built: ยุทธศาสตร์ไตรภาคแห่งความหรูหรา การวางตำแหน่งเพื่อครองตลาดนาฬิกาสวิส

นิยามความงามของห้วงอวกาศบนข้อมือกับ Fears Brunswick 40.5 Jump Hour ‘Celestial’

ความงดงามของท้องฟ้ายามค่ำคืนที่เต็มไปด้วยดวงดาวกับ Fears Brunswick 40.5 Jump Hour ‘Celestial’

Fears ได้ถ่ายทอดความสง่างามของท้องฟ้ายามค่ำคืนผ่านนาฬิการุ่นพิเศษ Brunswick 40.5 Jump Hour ‘Celestial’ ซึ่งเป็นการผสมผสานศิลปะการทำหน้าปัดแบบดั้งเดิมเข้ากับกลไกที่ซับซ้อน โดยนาฬิกาเรือนนี้ได้รับแรงบันดาลใจมาจากบรรยากาศของท้องฟ้าที่เต็มไปด้วยดวงดาวเหนือกรุงลอนดอน

หน้าปัดผงอัญมณีและเทคนิคการสร้างประกายดาว

สิ่งที่ถูกต้องสำหรับหน้าปัดรุ่น Celestial คือการใช้เทคนิค Aventurine Glass หรือแก้วอเวนจูรีน ซึ่งเกิดจากการผสมผงโลหะลงในเนื้อแก้วขณะหลอมละลาย ทำให้ได้หน้าปัดสีน้ำเงินเข้มลึกที่มีประกายระยิบระยับเหมือนดวงดาวบนท้องฟ้าอย่างเป็นธรรมชาติ พื้นผิวของหน้าปัดถูกขัดเงาจนเรียบเนียนเพื่อให้สะท้อนแสงได้อย่างมีมิติ โดยมีตัวเลขนาทีและมาร์กเกอร์สีเงินที่ทำจากโรเดียม (Rhodium-plated) วางไว้อย่างสวยงามและชัดเจน

กลกลไกชั่วโมงกระโดดที่ออกแบบมาเป็นพิเศษ

หัวใจสำคัญของรุ่นนี้คือกลไก Fears Calibre JJ01 ซึ่งเป็นกลไกอัตโนมัติที่ได้รับการปรับแต่งอย่างประณีตเพื่อรองรับฟังก์ชัน Jump Hour ความพิเศษคือการบอกชั่วโมงผ่านช่องหน้าต่างขนาดใหญ่ที่ตำแหน่ง 12 นาฬิกา โดยตัวเลขชั่วโมงจะกระโดดเปลี่ยนทันทีในเสี้ยววินาทีเมื่อเข็มนาทีเดินครบ 60 นาที ส่วนการบอกนาทีจะใช้เข็มกวาดสีเงินทรงดาบติดตั้งไว้ตรงกลางหน้าปัด ซึ่งเป็นการจัดวางที่ดูสะอาดตาและทันสมัย

ตัวเรือนทรงคูชั่นและความประณีตระดับ Manufacture

ตัวเรือน Brunswick ขนาด 40.5 มิลลิเมตร ผลิตจากสแตนเลสสตีล 316L ที่ผ่านการขัดแต่งผิวสัมผัสอย่างดีเยี่ยม ทั้งการขัดเงาแบบกระจกและการปัดด้านเพื่อสร้างมิติให้กับทรงคูชั่นอันเป็นเอกลักษณ์ของแบรนด์ ความหนาของตัวเรือนถูกออกแบบมาให้ใส่สบายและดูสมาร์ทเมื่ออยู่บนข้อมือ มาพร้อมกระจกแซฟไฟร์ทรงโดมที่ช่วยขับเน้นความลึกของหน้าปัดอเวนจูรีนให้ดูโดดเด่นยิ่งขึ้น

สายนาฬิกาที่เข้าคู่กับสีของห้วงอวกาศ

นาฬิกาเรือนนี้จับคู่มากับสายหนังที่เลือกสรรมาเป็นอย่างดี โดยเป็นสายหนังวัวสีน้ำเงินเข้ม (Midnight Blue) ที่เย็บด้วยมือเพื่อให้เข้ากับโทนสีของหน้าปัด ตัวล็อกสายเป็นแบบหัวเข็มขัดที่สลักชื่อแบรนด์ไว้อย่างประณีต เป็นนาฬิกาที่สะท้อนถึงรสนิยมและความหลงใหลในงานฝีมือของช่างนาฬิกาชาวอังกฤษอย่างแท้จริง

ข้อมูลทางเทคนิค
  • ตัวเรือน: สแตนเลสสตีล 316L ขนาด 40.5 มม. ทรงคูชั่น
  • หน้าปัด: แก้วอเวนจูรีน (Aventurine Glass) สีน้ำเงินประกายดาว กันน้ำ 100 เมตร
  • ฟังก์ชัน: ชั่วโมงกระโดด (Jump Hour) ที่ 12 นาฬิกา และนาทีตรงกลาง
  • กลไก: Automatic Fears Calibre JJ01 (Base Sellita SW200 พร้อมโมดูล Jump Hour)
  • กระจก: Domed Sapphire Crystal พร้อมเคลือบสารกันสะท้อน
  • จำนวนผลิต: รุ่นนี้ผลิตจำกัด 75 เรือน
  • สาย: ให้เลือกทั้งสายหนัง Barenia สีน้ำเงินและสายนาฬิกาเหล็กห้าแถว  

อ่านบทความอื่นๆ เพิ่มเติม
URWERK เปิดตัว UR-100V LightSpeed Ceramic วัสดุคอมโพสิตใหม่ที่แข็งแกร่งกว่าเดิม
IWC เฉลิมฉลองจิตวิญญาณแห่งความเร็วด้วย Pilot’s Watch Chronograph 41 รุ่นพิเศษ George Russell
การกลับมาของ Niton แบรนด์นาฬิกาสวิสอายุร่วมศตวรรษ ที่เปิดตัวอีกครั้งด้วย ‘PRIMA’ นาฬิกา Jump Hour สุดเนี้ยบ

Gift Guide Valentine’s Day 2026 | 6 เรือนเวลา นิยามความรักผ่านกลไกและดีไซน์

มากกว่าการบอกเวลา คือการบอกว่า เราอยากใช้ทุกนาทีไปพร้อมกัน พบกับ 6 เรือนเวลาไฮไลท์ที่คัดสรรมาเพื่อทุกสไตล์ความรัก

การมอบนาฬิกาเป็นของขวัญวันวาเลนไทน์ คือการมอบสัญลักษณ์ของเวลาที่เราอยากใช้ร่วมกัน นี่คือ 6 เรือนเวลาที่คัดสรรมาเพื่อตอบโจทย์ทุกสไตล์ความรักในปี 2026 นี้

1. CHANEL BOY·FRIEND BLUSH

ความหวานที่มีรสนิยมและสไตล์ที่ชัดเจน สำหรับคนพิเศษที่หลงใหลในความเรียบหรูแบบปารีเซียง BOY·FRIEND BLUSH คือตัวแทนของความรักที่ทันสมัย ตัวเรือนทรงสี่เหลี่ยมแปดเหลี่ยมอันเป็นเอกลักษณ์ (แรงบันดาลใจจากรูปทรงของจตุรัส Place Vendôme) มาในเฉดสี Blush ที่ให้ความรู้สึกโรแมนติกแบบนุ่มนวล หน้าปัดตกแต่งด้วยลวดลาย Guilloché ที่ประณีต ผสานกับสายหนังวัวลายควิลท์ (Quilted pattern) สีชมพู Blush ที่เข้ากันอย่างลงตัว เป็นเรือนเวลาที่ผสมผสานความอ่อนหวานและความแข็งแกร่งในแบบฉบับของ Chanel ได้อย่างน่าทึ่ง

2. OMEGA Seamaster Aqua Terra Shades

ความรักที่สดใส มั่นคง และเป็นธรรมชาติ หากความรักของคุณคือการเดินทางที่เต็มไปด้วยสีสัน Aqua Terra Shades ขนาด 34 มม. คือตัวเลือกที่สมบูรณ์แบบ รุ่นนี้โดดเด่นด้วยหน้าปัดสี Shell Pink ที่ใช้เทคนิคการเคลือบ PVD ให้สีสันที่ดูมีมิติและแวววาวราวกับแสงอาทิตย์ (Sun-brushed) ตัวเรือนทำจากสแตนเลสสตีลขัดเงา มาพร้อมกลไก Co-Axial Master Chronometer Calibre 8800 ที่ผ่านการรับรองความเที่ยงตรงระดับสูงสุด เป็นของขวัญที่สื่อถึงความใส่ใจในคุณภาพและความมั่นคงที่พร้อมจะเดินเคียงข้างกันในทุกวัน

3. Harry Winston The Premier Collection – Premier Valentine’s Day Automatic

ความรักที่ล้ำค่าดั่งอัญมณีชั้นสูง นี่คือเรือนเวลาที่สร้างสรรค์มาเพื่อเฉลิมฉลองวันแห่งความรักโดยเฉพาะ The Premier Valentine’s Day มาพร้อมหน้าปัดเปลือกหอยมุกสีชมพู (Pink Mother-of-Pearl) ที่ตกแต่งด้วยลวดลายหัวใจอันวิจิตรบรรจง ผสานการประดับเพชรน้ำงามรอบตัวเรือนและบนหน้าปัดอันเป็นลายเซ็นของ “King of Diamonds” กลไกอัตโนมัติที่บรรจุอยู่ภายในคือเครื่องพิสูจน์ว่าความสวยงามนี้ไม่ได้มีดีแค่ภายนอก แต่เปี่ยมไปด้วยความซับซ้อนและมีคุณค่า เหมาะสำหรับเป็นของขวัญแทนคำบอกรักที่พิเศษที่สุด

4. Chopard Alpine Eagle 36 Summit SKP

นิยามความรักที่แข็งแกร่ง สง่างาม และเปี่ยมด้วยพลัง สำหรับคนรักที่ชื่นชอบสไตล์สปอร์ตหรูที่ดูเท่และมั่นใจ Alpine Eagle 36 Summit SKP คือคำตอบ เรือนนี้ผลิตจาก Lucent Steel™ วัสดุลิขสิทธิ์เฉพาะของ Chopard ที่มีความแข็งแกร่งและเงางามเป็นพิเศษ หน้าปัดสีชมพูอ่อนที่ได้รับแรงบันดาลใจจากสีของท้องฟ้ายามอาทิตย์อัสดงบนเทือกเขาแอลป์ ตกแต่งด้วยเพชรและอัญมณีบนขอบตัวเรือนในโทนสีไล่เฉด สื่อถึงความรักที่มั่นคงดั่งขุนเขาแต่แฝงไว้ด้วยความละเอียดอ่อนในทุกรายละเอียด

5. Jaquet Droz “La Ronde Des Baisers” Automaton

นิยามบทสนทนาแห่งความรักที่มีชีวิตผ่านฟันเฟือง หากคุณต้องการมอบ “เรื่องราว” มากกว่านาฬิกา La Ronde Des Baisers (วงล้อแห่งการจูบ) คือผลงานศิลปะที่เคลื่อนไหวได้ เรือนนี้โดดเด่นด้วยกลไก Automaton อันซับซ้อนที่แสดงภาพนกสองตัวที่เป็นตัวแทนของคู่รัก ขยับเข้าหากันเพื่อมอบจูบอย่างอ่อนช้อยบนหน้าปัดที่ตกแต่งด้วยงานฝีมือชั้นสูง ทั้งงานแกะสลักทองและงานลงยา (Enamel) เป็นการรวมกันของวิศวกรรมที่ยอดเยี่ยมและอารมณ์ความรู้สึกที่ลึกซึ้ง เหมาะสำหรับคนที่เห็นค่าในทุกวินาทีแห่งความโรแมนติก

6. TAG Heuer Carrera Chronograph

นิยามความรักที่กระฉับกระเฉงและพร้อมเดินหน้าไปด้วยกัน ปิดท้ายด้วยความคลาสสิกที่เท่ตลอดกาลอย่าง TAG Heuer Carrera Chronograph ขนาด 39 มม. ในเฉดสีขาวเงิน (Silver) และหน้าปัดย่อยสีเข้ม ที่ให้ลุคแพนด้าแบบร่วมสมัย ดีไซน์แบบ Glassbox ที่กระจกแซฟไฟร์คลุมไปถึงขอบตัวเรือนช่วยให้การอ่านค่าง่ายและดูทันสมัย ขับเคลื่อนด้วยกลไก TH20-00 ที่เที่ยงตรงระดับโลก สื่อถึงความรักที่เต็มไปด้วยพลัง ความมุ่งมั่น และคำสัญญาที่จะขับเคลื่อนอนาคตไปพร้อมกันอย่างมั่นคง

และนี่คือนาฬิกาทั้ง 6 เรือนนี้คือตัวแทนของความรู้สึกที่หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นความหวานจาก Chanel และ Harry Winston ความสมดุลจาก Omega ความเท่จาก Chopard ความล้ำลึกจาก Jaquet Droz หรือความมั่นคงจาก TAG Heuer ทุกเรือนล้วนทำหน้าที่มากกว่าการบอกเวลาเพียงอย่างเดียว ทุกเรือนเป็นเหมือนการย้ำเตือนถึงช่วงเวลาอันมีค่าที่คุณและคนที่คุณรักมีให้แก่กันตลอดไป

อ่านบทความอื่นๆ เพิ่มเติม
URWERK เปิดตัว UR-100V LightSpeed Ceramic วัสดุคอมโพสิตใหม่ที่แข็งแกร่งกว่าเดิม
IWC เฉลิมฉลองจิตวิญญาณแห่งความเร็วด้วย Pilot’s Watch Chronograph 41 รุ่นพิเศษ George Russell
การกลับมาของ Niton แบรนด์นาฬิกาสวิสอายุร่วมศตวรรษ ที่เปิดตัวอีกครั้งด้วย ‘PRIMA’ นาฬิกา Jump Hour สุดเนี้ยบ

Jui 聚 Bauhinia (WHC x Selten) การผลิบานของความผูกพันผ่านงานศิลปะบนข้อมือ

เจาะลึกนาฬิกา Jui 聚 Bauhinia หน้าปัดมุกแกะลายสไตล์ฮ่องกง

หากคุณกำลังมองหานาฬิกาที่มีเรื่องราวมากกว่าแค่การบอกเวลา และมีสีสันที่ดูสดใสแต่แฝงไปด้วยความหมายที่ลึกซึ้ง ชื่อของ Selten (เซลเทน) คือแบรนด์อิสระที่คุณต้องจับตามอง โดยเฉพาะโปรเจกต์พิเศษอย่าง Selten Jui 聚 Bauhinia ซึ่งเป็นการจับมือกันระหว่างแบรนด์กับกลุ่มคอมมูนิตี้คนรักนาฬิกาอย่าง Watch Ho Community (WHC) จนเกิดเป็นเรือนเวลาที่ผสมผสานจิตวิญญาณของฮ่องกงเข้ากับงานดีไซน์ร่วมสมัยได้อย่างลงตัว

คำว่า Jui (聚) ในภาษาจีนมีความหมายว่าการรวมตัวกัน ซึ่งสื่อถึงจุดเริ่มต้นของนาฬิกาเรือนนี้ที่เกิดจากการระดมความคิดและความหลงใหลของเหล่าคนรักนาฬิกา เพื่อสร้างสรรค์ผลงานที่สะท้อนเอกลักษณ์ของเมืองผ่านดอกชงโคหรือ Bauhinia ซึ่งเป็นดอกไม้ประจำชาติของฮ่องกงนั่นเอง

ดีไซน์หน้าปัดที่มีชีวิตและสีสันแห่งดอกชงโค

จุดเด่นที่สุดของนาฬิกาเรือนนี้คือหน้าปัดสีชมพู (Bauhinia Pink) ที่ดูโดดเด่นและมีจริตที่ไม่ซ้ำใคร การเลือกใช้สีชมพูโทนนี้ไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของความสวยงาม แต่เป็นการจำลองเฉดสีของดอกชงโคขณะที่บานสะพรั่ง หน้าปัดมีการทำลวดลายเลเยอร์ที่ดูมีมิติ และมีการใช้เทคนิคการไล่เฉดสีเพื่อให้เกิดความรู้สึกที่เคลื่อนไหวเมื่อแสงตกกระทบ

ความพิเศษยังลามไปถึงการวางองค์ประกอบบนหน้าปัดที่เน้นความสมดุล โดยมีสัญลักษณ์ดอกชงโคถูกจัดวางไว้อย่างแนบเนียน เป็นการให้เกียรติที่มาของแรงบันดาลใจโดยไม่ทำให้ดูฝืนจนเกินไป ทำให้หน้าปัดนี้ดูเป็นงานศิลปะที่มีความเจนซีเข้าถึงได้ง่ายและมีความเป็นแฟชั่นในตัว

ตัวเรือนและสัดส่วนที่พอเหมาะสำหรับทุกคน

Selten เลือกใช้ตัวเรือนสแตนเลสสตีล 316L ที่มีความทนทานและขัดแต่งมาอย่างประณีต ตัวเรือนมีขนาดกำลังดีที่ประมาณ 40 มิลลิเมตร ซึ่งเป็นขนาดพิมพ์นิยมที่ใส่ได้ทั้งผู้ชายและผู้หญิง ความหนาของตัวเรือนถูกออกแบบมาให้ดูสปอร์ตแต่ไม่เทอะทะ เส้นสายของหูสาย (Lugs) มีความโค้งมนรับกับข้อมือ ทำให้เวลาสวมใส่จริงนาฬิกาจะดูแนบสนิทและไม่ลอยจนเกินไป

นอกจากนี้ กระจกหน้าปัดยังเลือกใช้แซฟไฟร์แบบโดม (Double Domed Sapphire Crystal) ซึ่งช่วยลดการสะท้อนของแสงและเพิ่มความลึกให้กับหน้าปัด ทำให้เวลาเราก้มมองเวลา จะเห็นรายละเอียดของลวดลายดอกไม้ได้อย่างชัดเจนและดูพรีเมียมมากขึ้น

ขุมพลังที่เชื่อถือได้และการทำงานที่เรียบง่าย

ภายในของ Selten Jui Bauhinia ขับเคลื่อนด้วยกลไกอัตโนมัติรหัส NH35 จาก Seiko ซึ่งเป็นกลไกที่คนในวงการนาฬิกาต่างยอมรับในเรื่องความอึด ถึก และทนทาน ดูแลรักษาง่ายในระยะยาว กลไกนี้รองรับการขึ้นลานด้วยมือและมีการหยุดเข็มวินาทีเพื่อให้ตั้งเวลาได้อย่างแม่นยำ (Hacking Seconds) แม้จะเป็นกลไกมาตรฐานแต่เมื่อมาอยู่ในนาฬิกาที่มีการออกแบบเฉพาะตัวแบบนี้ ก็ทำให้มันเป็นนาฬิกาที่ใส่ใช้งานได้จริงในทุกวันโดยไม่ต้องกังวลเรื่องการซ่อมบำรุงที่ซับซ้อน

ความพิเศษของสายและการร่วมมือระดับคอมมูนิตี้

ความน่าสนใจอีกอย่างคือสายนาฬิกาที่มาพร้อมกับระบบ Quick Release ทำให้เราสามารถเปลี่ยนลุคของนาฬิกาได้เองตามสไตล์การแต่งตัวในแต่ละวัน และเนื่องจากนี่เป็นงาน Collaborative ระหว่าง Selten และ WHC ทำให้มันมีรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ ที่แสดงถึงความเป็นลิมิเต็ดซ่อนอยู่ ทั้งบนฝาหลังและองค์ประกอบในการนำเสนอ ซึ่งทำให้มันไม่ได้เป็นแค่สินค้าจากโรงงาน แต่เป็นนาฬิกาที่มีหัวใจของคนรักนาฬิกาใส่ลงไปด้วย

ข้อมูลทางเทคนิคแบบย่อ
  • ชื่อรุ่น: Jui 聚 Bauhinia (WHC x Selten)
  • ตัวเรือน: สแตนเลสสตีล 316L ขนาด 40 มม. หนา 13 มม. (รวมกระจก) กันน้ำ 50 เมตร
  • หน้าปัด: สีชมพู Bauhinia Pink พร้อมลวดลายมิติจากดอกชงโค กระจกแซฟไฟร์ทรงโดมเคลือบสารกันสะท้อน
  • ฟังก์ชัน: บอกเวลา 3 เข็ม (ชั่วโมง-นาที-วินาที) พร้อมช่องแสดงวันที่
  • กลไก: Automatic Seiko NH35 สำรองพลังงาน 41 ชั่วโมง
  • สาย: สายสแตนเลสสตีลหรือสายหนังคุณภาพสูง (ขึ้นอยู่กับตัวเลือก) พร้อมระบบเปลี่ยนสายง่าย
Watch Ho & Co. x Selten Jui 聚
Watch Ho & Co. x Selten Jui 聚

อ่านบทความอื่นๆ เพิ่มเติม
URWERK เปิดตัว UR-100V LightSpeed Ceramic วัสดุคอมโพสิตใหม่ที่แข็งแกร่งกว่าเดิม
IWC เฉลิมฉลองจิตวิญญาณแห่งความเร็วด้วย Pilot’s Watch Chronograph 41 รุ่นพิเศษ George Russell
การกลับมาของ Niton แบรนด์นาฬิกาสวิสอายุร่วมศตวรรษ ที่เปิดตัวอีกครั้งด้วย ‘PRIMA’ นาฬิกา Jump Hour สุดเนี้ยบ

Grand Seiko SBGD223 เรือนเวลาประดับเพชรเต็มพื้นที่ที่ได้แรงบันดาลใจจากราชสีห์ในเงามืด

Grand Seiko SBGD223 มาพร้อมกลไก Spring Drive 9R01 ที่สำรองพลังงานได้ถึง 8 วัน

Grand Seiko SBGD223

สัญลักษณ์ ‘สิงโต’ ที่เป็นตัวแทนของ Grand Seiko นั้นแฝงอยู่ในโลโก้แบรนด์ที่แสดงภาพเงาของสิงโตที่สื่อถึงความมุ่งมั่นในการพัฒนาศักยภาพของแบรนด์มาโดยตลอด ซึ่งองค์ประกอบที่แสดงตัวตนอันแข็งแกร่งของ Grand Seiko มักจะเผยตัวให้เห็นในดีไซน์ของนาฬิการุ่นต่างๆ อยู่บ่อยครั้ง ตัวอย่างที่แสดงเห็นอิทธิพลของสิงโตบนตัวเรือนอย่างชัดเจนคงต้องเป็นนาฬิกาสปอร์ตรุ่น Tentagraph SLGC009 ที่เผยมุมขึงขังแข็งแกร่งของแบรนด์อย่างเปิดเผย แต่เมื่อถึงคราวทางแบรนด์นำสัญลักษณ์สิงโตมาตีความใหม่บนเรือนเวลาอีกครั้ง คราวนี้กลับมาในบริบทลึกลับและหรูหราผ่านนาฬิกาประดับเพชรพราวระยับรุ่น SBGD223

‘สิงโต’ ผู้แกร่งกล้าดุจเพชร

Grand Seiko SBGD223

การตีความใหม่ในครั้งนี้นำสัญลักษณ์สิงโตกลับมาแบบไม่โจ่งแจ้ง และอาจกล่าวได้ว่า เป็น Grand Seiko ที่ให้ความรู้สึกที่แตกต่างจากที่เราคุ้นเคย เพราะ SBGD223 ให้ความรู้สึกหรูหราระคนลึกลับ ซึ่งออกจะต่างจากภาพของ Grand Seiko ที่เราคุ้นเคยกันดีในฐานะนาฬิกาหน้าตาสุภาพและดูน่าเชื่อถือ แต่ Black Lion กลับดูดุดันและอันตรายอย่างบอกไม่ถูก นั่นเป็นเพราะสิงโตในนาฬิการุ่นนี้ไม่ได้ปรากฎตัวอย่างโจ่งแจ้งแต่แอบซ่อนอยู่ภายใต้เงามืด ก่อนจะค่อยๆ เผยตัวพ้นจากเงามืดอย่างเงียบเชียบและสง่างาม

พลังอันเจิดจรัสของสิงโตที่ฉายผ่านเงามืดนั้นถ่ายทอดผ่านการประดับเพชรกว่า 600 เม็ด บริเวณตัวเรือน หน้าปัด ขอบหน้าปัด และเม็ดมะยม แต่ละจุดเลือกใช้เพชรขนาดแตกต่างกัน และเลือกรูปแบบเต็มพื้นที่ และออกแบบให้ส่งเสริมให้แต่ละส่วนเปล่งประกายในรูปแบบของตัวเอง แต่เมื่ออยู่รวมกันแล้วบรรดาเพชรเม็ดงามกลายร่างเป็นแผงคออันเจิดจรัสของราชสีห์ โดยบนตัวเรือนแพลตินัม 950 เลือกใช้เพชรเม็ดกลมฝังเรียงรายแนบชิดกันแบบ pavé ทั่วทุกอณู บริเวณขอบสันตัวเรือนถูกขัดแต่งผิวอย่างเนี้ยบกริบช่วยเน้นเส้นขอบให้เด่นชัด และเสริมมิติให้ตัวเรือนแพลตินัมยังคงโดดเด่นท่ามกลางประกายระยิบระยับ

Grand Seiko SBGD223

การเลือกใช้เพชรต่างขนาดในแต่ละส่วนยังช่วยเติมมิติให้กับส่วนแผงคอที่จำลองมาไว้บนตัวเรือนรุ่น SBGD223 ได้อย่างชาญฉลาด การเลือกใช้สปิเนลสีดำทรงบาแก็ตต์คั่นแทนหลักชั่วโมงสลับกับเพชรทรงบาแก็ตต์เรียงรายอยู่รอบวงแหวนด้านใน ขอบหน้าปัดอีกชั้นล้อมด้วยเพชรทรงกลมสลับสปิเนลสีดำในตำแหน่งเดียวกับหลักชั่วโมง รอบขอบหน้าปัดที่ถูกยกขึ้นมาให้โดดเด่นยังถูกล้อมด้วยเพชรเจียระไนทรงเหลี่ยมสร้างมิติให้กับแผงคอเพชรของสิงโตที่โผล่พ้นจากมุมมืด

กลไกอันทรงพลัง   

กลไกตระกูล Spring Drive ของ Grand Seiko นั้นเชื่อถือได้ในความเที่ยงตรงอยู่แล้วเป็นทุนเดิม ซึ่งในรุ่น SBGD223 เลือกใช้กลไก Spring Drive Calibre 9R01 รังสรรค์ขึ้นโดย Micro Artist Studio ซึ่งมีเอกลักษณ์อยู่ที่โครงสร้างกลไกที่ใช้สะพานจักรชิ้นเดียวที่ช่วยเสริมความแข็งแกร่งทนทาน ด้วยสะพานจักรชิ้นเดียวที่หนากว่าสะพานจักรของกลไก Spring Drive รุ่นอื่นๆ ราวสามเท่า ทำให้ทุกชิ้นส่วนถูกยึดตรึงอย่างมั่นคงและเที่ยงตรงยิ่งขึ้น นอกจากนี้ความหนาที่เพิ่มขึ้นของสะพานจักรยังช่วยเสริมความทนทานของกลไก เนื่องจากแกนเฟืองได้รับการปกป้องที่ดียิ่งขึ้นในกรณีเกิดแรงกระแทกหรือแรงสั่นสะเทือนอื่นๆ ที่อาจทำให้กลไกเสียหายได้ ในเรื่องของความเที่ยงตรงที่เชื่อถือได้นั้นมาในอัตรา ±10 วินาทีต่อเดือน และยังมาพร้อมตลับลานที่ทำงานร่วมกันถึง 3 ชุด ทำให้สามารถทำงานได้อย่างต่อเนื่องยาวนานถึง 8 วัน หรือประมาณ 192 ชั่วโมง เลยทีเดียว

เรียกได้ว่า ภายใต้แผงคอเพชรหรูระยิบระยับอัดแน่นด้วยขุมพลังแห่งความเที่ยงตรงในแบบฉบับของ Grand Seiko ขนานแท้

Grand Seiko SBGD223
ข้อมูลทางเทคนิค
  • กลไก:  Spring Drive 9R01 สำรองพลังงานได้ 192 ชั่วโมง
  • ตัวเรือน: แพลตินัม 950 ขนาด 44.5 มม.
  • หน้าปัด: ประดับเพชร 649 เม็ด  ประดับสปิเนลสีดำ 26 เม็ด
  • สาย: หนังจระเข้
  • จำนวน: จำกัด 8 เรือน

อ่านบทความเพิ่มเติมได้ที่:

Grand Seiko เปิดบูติกแห่งใหม่ ณ เกษรวิลเลจ ยกระดับประสบการณ์และสัมผัสปรัชญา Nature of Time

บทกวีแห่งฤดูใบไม้ผลิบนข้อมือที่บรรจงสร้าง Grand Seiko เผยโฉมเรือนเวลาควอตซ์ 26 มม. ใหม่ 2 รุ่น

Grand Seiko SLGH027 Mountainscape

ความงดงามของฤดูหนาวในสไตล์ Snow-White กับ Alpina x Label Noir

เจาะลึก Alpina x Label Noir Alpiner Manufacture Date รุ่นพิเศษสีขาวราวกับหิมะ

โปรเจกต์คอลแลบนี้เป็นการทำงานร่วมกันระหว่าง Alpina แบรนด์นาฬิกาสไตล์ Outdoor Adventure และ Label Noir ผู้เชี่ยวชาญด้านการคัสตอมนาฬิกาจากเจนีวา ซึ่งปกติมักจะถนัดการทำนาฬิกาในโทนสีดำดุดัน แต่สำหรับรุ่นพิเศษนี้พวกเขาเลือกที่จะทำในสิ่งที่ตรงกันข้าม โดยหยิบเอาความขาวสะอาดของหิมะบนเทือกเขาแอลป์มาเป็นแรงบันดาลใจ จนกลายเป็นนาฬิกาที่ดูสว่างไสวและนุ่มนวลที่สุดเท่าที่เคยมีมา

ตัวเรือน Hammered และหน้าปัดสีขาวราวเกล็ดหิมะ

จุดเด่นที่สุดของเรือนนี้คือตัวเรือนสแตนเลสสตีลที่ผ่านการตอกลาย หรือ Hammered case ซึ่งถือเป็นครั้งแรกของแบรนด์ Alpina ที่ใช้เทคนิคนี้ บริเวณขอบตัวเรือนและขาตัวเรือนจะมีพื้นผิวขรุขระเหมือนหินแกรนิตที่ถูกปกคลุมด้วยน้ำแข็ง ให้ประกายแวววาวที่ดูหรูหรา

ในส่วนของหน้าปัดมาในสีขาวบริสุทธิ์ที่มีพื้นผิวแบบเม็ดทราย เพื่อจำลองลวดลายของหิมะที่เพิ่งตกใหม่ รายละเอียดบนหน้าปัดใช้สีเทาอ่อนในส่วนของหลักชั่วโมงวงนอก และจุดเด่นคือการแสดงวันที่ด้วยเข็มที่ตำแหน่ง 6 นาฬิกา โดยเลข 31 บนวงวันที่ถูกแต้มด้วยสีเทา ซึ่งเป็นสัญลักษณ์บ่งบอกถึงกลไก In-house รุ่นใหม่

การกลับมาของกลไก Manufacture AL-706

นาฬิการุ่นนี้ถือเป็นการประกาศการกลับมาของกลไกผลิตเองของแบรนด์ โดยใช้เครื่อง Calibre AL-706 ความพิเศษคือมีการเพิ่มขนาดของตลับลานให้ใหญ่ขึ้น ทำให้สามารถสำรองพลังงานได้นานถึง 72 ชั่วโมง หรือ 3 วัน ซึ่งถือว่าเป็นสเปกที่สูงที่สุดในบรรดานาฬิกา Alpina รุ่นปัจจุบัน และเราสามารถมองเห็นการทำงานที่สวยงามของกลไกได้ผ่านฝาหลังแซฟไฟร์

สัดส่วนและสายนาฬิกาที่เข้าชุด

ตัวเรือนมาในขนาด 41.5 มิลลิเมตร หนา 13 มิลลิเมตร พร้อมกระจกแซฟไฟร์ทรงกล่องที่เคลือบสารกันสะท้อนมาให้พร้อม เพื่อคงคอนเซปต์สีขาวให้สมบูรณ์แบบ นาฬิกาจึงจับคู่มากับสายไนลอนสีขาวที่มีผิวสัมผัสแบบซาติน ให้ความรู้สึกสปอร์ตที่ดูพรีเมียม โดยรุ่นนี้ผลิตจำกัดเพียง 130 เรือนทั่วโลกเท่านั้น

Alpina x Label Noir Alpiner Manufacture Date
Alpina x Label Noir
ข้อมูลทางเทคนิค
  • ตัวเรือน: สแตนเลสสตีล 3 ส่วน ตอกลายที่ขอบและขาตัวเรือน ขนาด 41.5 มม. หนา 13 มม. กันน้ำ 50 เมตร
  • หน้าปัด: สีขาวลายเม็ดทราย เข็มเคลือบแลคเกอร์พร้อมสารเรืองแสงสีฟ้า
  • ฟังก์ชัน: บอกเวลาแบบ 3 เข็ม พร้อมวันที่แบบเข็มชี้ที่ 6 นาฬิกา
  • กลไก: Automatic In-house Calibre AL-706 สำรองพลังงาน 72 ชั่วโมง
  • สาย: ไนลอนสีขาวพร้อมบานพับล็อก

อ่านบทความอื่นๆ เพิ่มเติม
URWERK เปิดตัว UR-100V LightSpeed Ceramic วัสดุคอมโพสิตใหม่ที่แข็งแกร่งกว่าเดิม
IWC เฉลิมฉลองจิตวิญญาณแห่งความเร็วด้วย Pilot’s Watch Chronograph 41 รุ่นพิเศษ George Russell
การกลับมาของ Niton แบรนด์นาฬิกาสวิสอายุร่วมศตวรรษ ที่เปิดตัวอีกครั้งด้วย ‘PRIMA’ นาฬิกา Jump Hour สุดเนี้ยบ

Ming 56.00 Starfield นาฬิกาเรือนแรกของแบรนด์ที่มาพร้อมสายนาฬิกาแบบ Integrated Bracelet

Ming 56.00 Starfield การตีความของความเงียบสงบผ่านกลุ่มดวงดาว

MING 56.00 Starfield คือผลงานชิ้นสำคัญภายใต้หมวด Special Projects ซึ่งเป็นพื้นที่สำหรับการทดลองไอเดียใหม่ๆ ที่ก้าวล้ำกว่ารุ่นปกติ หัวใจของรุ่นนี้คือการถ่ายทอดภาพของท้องฟ้าในยามค่ำคืนที่เต็มไปด้วยดวงดาวให้ออกมาเป็นรูปธรรมบนข้อมือ โดยใช้ตัวเรือนสแตนเลสสตีล 316L ที่ขัดเงาแบบกระจก (Mirror-polished) ตลอดทั้งเรือน ขนาดความกว้าง 40 มิลลิเมตร และมีความหนาเพียง 9.7 มิลลิเมตร ซึ่งถือเป็นความบางระดับที่ใส่สอดเข้าใต้แขนเสื้อเชิ้ตได้สบายๆ แต่ยังคงความสปอร์ตที่กันน้ำได้ถึง 100 เมตร

นวัตกรรมสายเหล็กที่ปรับแต่งมาเพื่อความสมดุล

จุดที่น่าสนใจที่สุดของ 56.00 Starfield คือการใช้สายสแตนเลสสตีลแบบเชื่อมต่อ (Integrated Bracelet) รุ่นใหม่ที่เน้นเรื่องสรีระของผู้สวมใส่เป็นหลัก สายรุ่นนี้ถูกออกแบบให้มีความโค้งมนแบบหลายแกนเพื่อลดความกระด้างของโลหะ และที่สำคัญคือระบบการปรับขนาดแบบไม่ต้องใช้เครื่องมือ (Tool-less Sizing) ซึ่งผู้ใช้สามารถเปลี่ยนความยาวของสายได้ง่ายๆ ด้วยตัวเอง นอกจากนี้ตัวล็อกสายยังมีระบบปรับระยะแบบละเอียด (Micro-adjustment) ที่ซ่อนอยู่อย่างแนบเนียน ช่วยให้การสวมใส่มีความพอดีในทุกจังหวะชีวิต

งานศิลปะบนแซฟไฟร์และแอนิเมชันที่ซ่อนอยู่

หน้าปัดของ Starfield คือการโชว์งานฝีมือผ่านชั้นกระจกแซฟไฟร์ความหนา 1.7 มิลลิเมตร โดยมีการใช้เลเซอร์ยิงเข้าไปในเนื้อกระจกเพื่อให้เกิดลวดลายโมเสกที่มีมิติความลึกดูแปลกตา หลักชั่วโมงและตัวเลขต่างๆ ถูกตัดเข้าไปในเนื้อกระจกแล้วเติมด้วยสารเรืองแสง Polar White ทำให้หน้าปัดดูมีพลังและอ่านง่ายแม้ในที่มืด

แต่ความพิเศษที่เป็นชื่อรุ่นจริงๆ คือ Starfield Animation ที่ฝาหลัง ซึ่งเกิดจากการออกแบบส่วนประกอบของกลไกและโรเตอร์ให้ทำงานร่วมกัน เมื่อมีการขยับข้อมือหรือการหมุนของโรเตอร์ จะเกิดภาพลวงตาเหมือนกลุ่มดวงดาวกำลังพุ่งกระจายตัวออกมา ซึ่งเป็นแอนิเมชันเชิงกลที่ดูมีเสน่ห์และไม่เหมือนใคร

กลไกที่ร่วมมือกับพาร์ทเนอร์ระดับโลก

ภายในบรรจุกลไกอัตโนมัติ Cal. 3002.M1 ที่ได้รับการปรับแต่งเป็นพิเศษโดย Vaucher Manufacture Fleurier หนึ่งในสำนักผลิตกลไกนาฬิกาชั้นนำของสวิตเซอร์แลนด์ ตัวเครื่องมีตลับลานคู่ให้พลังงานสำรองที่เสถียรนานถึง 50 ชั่วโมง และถูกออกแบบโครงสร้างสะพานจักรใหม่ให้ดูคลีนและทันสมัยตามแบบฉบับของ MING โดยรุ่นนี้ผลิตขึ้นมาในจำนวนจำกัดเพียง 20 เรือนเท่านั้น เพื่อคงความเอ็กซ์คลูซีฟไว้สำหรับผู้ที่หลงใหลในงานดีไซน์แนวทดลองจริงๆ

ข้อมูลทางเทคนิค
  • ตัวเรือน: สแตนเลสสตีล 316L (Mirror-polished) ขนาด 40 มม. หนา 9.7 มม. กันน้ำ 100 เมตร
  • หน้าปัด: แซฟไฟร์หนา 1.7 มม. ยิงเลเซอร์ลายโมเสก 3D พร้อมเข็มบลูสตีล
  • ฟังก์ชัน: บอกเวลา 2 เข็ม พร้อมลูกเล่น Starfield Animation ที่ฝาหลัง
  • กลไก: Automatic Cal. 3002.M1 (โดย Vaucher) สำรองพลังงาน 50 ชั่วโมง
  • สาย: Integrated Stainless Steel พร้อมระบบปรับขนาดด้วยมือเปล่า

อ่านบทความอื่นๆ เพิ่มเติม
URWERK เปิดตัว UR-100V LightSpeed Ceramic วัสดุคอมโพสิตใหม่ที่แข็งแกร่งกว่าเดิม
IWC เฉลิมฉลองจิตวิญญาณแห่งความเร็วด้วย Pilot’s Watch Chronograph 41 รุ่นพิเศษ George Russell
การกลับมาของ Niton แบรนด์นาฬิกาสวิสอายุร่วมศตวรรษ ที่เปิดตัวอีกครั้งด้วย ‘PRIMA’ นาฬิกา Jump Hour สุดเนี้ยบ

Audemars Piguet เปิดตัว Neo Frame Jumping Hour การหวนคืนกลไกระดับตำนานด้วยการออกแบบสไตล์ Art Deco 

การตีความต้นแบบปี 1929 สู่เรือนพิ้งค์โกลด์ 18 กะรัต พร้อมกลไก Calibre 7122 แบบอัตโนมัติรุ่นแรกของแบรนด์ในระบบ jumping hour

Audemars Piguet เปิดตัวนาฬิกา Neo Frame Jumping Hour ผสานความงามเชิงประวัติศาสตร์จากยุค Art Deco เข้ากับนวัตกรรมระดับสูง โดยใช้การแสดงเวลาที่เรียกว่า jumping hour ซึ่งตัวเลขชั่วโมงจะกระโดดไปข้างหน้าใหม่ทุก 60 นาที แทนเข็มชั่วโมงแบบเดิม

ตำนานกลไก Jumping Hour และแรงบันดาลใจจากยุคก่อน

กลไก jumping hour มีต้นกำเนิดมาตั้งแต่กลางศตวรรษ 17 ในนาฬิกาโต๊ะ และได้รับความนิยมมากขึ้นเมื่อเปลี่ยนมาใช้ในนาฬิกาพกและต่อมาเป็นนาฬิกาข้อมือ เพราะช่วยให้ตัวเลขชั่วโมงและนาทีมองเห็นง่ายผ่านช่องหน้าต่าง

Audemars Piguet มีประวัติศาสตร์ยาวนานกับกลไกนี้ โดยถือว่าเป็นแบรนด์แรกที่ผลิตนาฬิกา jumping hour ในปี 1921 และในช่วงปี 1924–1951 ยังเคยจำหน่ายนาฬิกาที่ใช้กลไกนี้แล้วกว่า 347 เรือน

การตีความใหม่ Neo Frame จากต้นแบบปี 1929

นาฬิกา Neo Frame Jumping Hour ได้แรงบันดาลใจจากนาฬิการุ่น pre-model 1271 ซึ่งสร้างขึ้นในปี 1929 ด้วยรูปทรงเรียบง่ายแบบสี่เหลี่ยมที่โดดเด่นตามแนวสไตล์ Streamline Moderne และลวดลาย gadroons (เส้นลอนโค้ง) ที่ช่วยสร้างรายละเอียดให้กับตัวเรือน

โครงสร้างและวัสดุร่วมสมัย

ตัวเรือนผลิตจากพิ้งค์โกลด์ 18 กะรัต ขนาดหน้าปัดกว้างประมาณ 34 มม. และยาว 47.1 มม. หนาเพียง 8.8 มม. ซึ่งทำให้ซ้อนอยู่บนข้อมือได้อย่างพอดี หน้าปัดเป็นแซฟไฟร์คริสตัลเคลือบ PVD สีดำแทบไม่มีขอบโลหะตรงตำแหน่ง 12 และ 6 นาฬิกา โดยช่องทั้งสองช่องแสดงชั่วโมงแบบกระโดดและนาทีแบบต่อเนื่อง

กลไกใหม่ Calibre 7122

ภายในทำงานด้วยกลไกอัตโนมัติแบบใหม่ของแบรนด์คือ Calibre 7122 ซึ่งพัฒนาต่อจาก Calibre 7121 ที่ใช้ในนาฬิกา Royal Oak Jumbo โดยเป็น กลไก jumping hour อัตโนมัติครั้งแรกจาก Audemars Piguet มีความถี่ 4 Hz และสามารถสำรองพลังงานได้ประมาณ 52 ชั่วโมง กลไกยังติดตั้งระบบกันแรงกระแทกจดสิทธิบัตร และชิ้นส่วนแสดงเวลาทำจากไทเทเนียมและอะลูมิเนียมเพื่อเพิ่มความทนทาน

ข้อมูลทางเทคนิค
  • ตัวเรือน: พิ้งค์โกลด์ 18 กะรัต ขนาด 34 มม. x 47.1 มม. x 8.8 มม.
  • หน้าปัด: แซฟไฟร์คริสตัลเคลือบ PVD สีดำ พร้อมช่องบอกเวลา
  • กลไก: Calibre 7122 อัตโนมัติ jumping hour สำรองพลังงาน 52 ชั่วโมง กันน้ำ 20 เมตร
  • สาย: หนังลูกวัวสีดำ พร้อมหัวเข็มขัดพิ้งค์โกลด์
Audemars Piguet Neo Frame Jumping Hour
Audemars Piguet Neo Frame Jumping Hour

อ่านบทความอื่นๆ เพิ่มเติม
URWERK เปิดตัว UR-100V LightSpeed Ceramic วัสดุคอมโพสิตใหม่ที่แข็งแกร่งกว่าเดิม
IWC เฉลิมฉลองจิตวิญญาณแห่งความเร็วด้วย Pilot’s Watch Chronograph 41 รุ่นพิเศษ George Russell
การกลับมาของ Niton แบรนด์นาฬิกาสวิสอายุร่วมศตวรรษ ที่เปิดตัวอีกครั้งด้วย ‘PRIMA’ นาฬิกา Jump Hour สุดเนี้ยบ

Tiffany & Co. เฉลิมฉลองอีกหนึ่งไอคอนของ Jean Schlumberger ด้วยการเปิดตัวนาฬิกา Enamel Watch ที่ได้แรงบันดาลใจจากงานจิวเวลรี่

การตีความมรดกของ Jean Schlumberger ผ่าน Paillonné enamel สู่นาฬิกาที่ให้ความสำคัญกับศิลปะเหนือกลไก

WORDS: Tracey Llewellyn . Feb 10, 2026

งาน LVMH Watch Week ในเดือนมกราคม เปิดโอกาสให้ Tiffany & Co. เผยให้เห็นภาพรวมของการทำนาฬิกายุคใหม่ของแบรนด์ ซึ่งได้รับการปลุกชีวิตขึ้นมาอีกครั้งนับตั้งแต่การเข้ารับตำแหน่งในปี 2021 ของ Anthony Ledru ประธานและซีอีโอ และ Nicolas Beau รองประธานฝ่าย Tiffany Horlogerie โดยทั้งสองมีประสบการณ์ยาวนานหลายทศวรรษในวงการนาฬิกาและจิวเวลรี่ จากเมซงอย่าง Chanel และ Cartier

ท่ามกลางเรือนเวลาสำหรับสุภาพสตรี ซึ่งตามแนวคิดของ Beau ที่มักสวมใส่นาฬิกาหลากสไตล์ด้วยตัวเอง นาฬิกา Tiffany สามารถสวมใส่ได้โดยทุกคน มีหนึ่งรุ่นที่ได้รับแรงบันดาลใจโดยตรงจากดีไซน์กำไลข้อมือในคลังจดหมายเหตุของแบรนด์

นาฬิกาเคลือบอีนาเมล Tiffany & Co. สีน้ำเงิน Tiffany Blue สะท้อนถึงลวดลาย Croisillon อันโดดเด่นของ Schlumberger ในขนาดเล็ก

Enamel Watch ได้แรงบันดาลใจจากผลงานออกแบบของ Jean Schlumberger ช่างอัญมณีชาวฝรั่งเศสผู้มีชื่อเสียง ซึ่งการทำงานให้กับ Tiffany ตั้งแต่ทศวรรษ 1950 เป็นต้นมา ได้พลิกนิยามการใช้สี พื้นผิว และการตกแต่ง เพื่อสร้างสรรค์ไฟน์จิวเวลรี่ที่มีเอกลักษณ์

ในปี 1962 Schlumberger ได้รื้อฟื้นเทคนิคลงยาแบบ paillonné ซึ่งเป็นเทคนิคจากศตวรรษที่ 19 ที่วางแผ่นทองหรือเงินตัดด้วยมือซ้อนอยู่ใต้ชั้นอีนาเมลโปร่งแสง และนำมาใช้ได้อย่างโดดเด่นในกำไล Croisillon ของเขา ซึ่งไม่ได้ถูกออกแบบให้เป็นเครื่องประดับที่บอบบางหรือเรียบเนียน หากแต่ตั้งใจให้สวมซ้อนหลายชิ้นอย่างเปิดเผย สะท้อนภาษาทางสายตาอันจัดจ้านของยุคนั้น

เทคนิค paillonné เริ่มต้นด้วยการใช้แผ่นเงินที่ตัดด้วยมือ วางไว้ใต้เคลือบฟันเพื่อสร้างความระยิบระยับลึกซึ้ง ซึ่งชลัมเบอร์เกอร์ได้นำกลับมาใช้ใหม่ในทศวรรษ 1960

Enamel Watch ถ่ายทอดแนวคิดนั้นลงสู่นาฬิกาโดยตรง หน้าปัดถูกแบ่งออกเป็นสองส่วน ได้แก่ ศูนย์กลางแบบตรึงตำแหน่งที่ประดับเพชร และวงแหวนรอบนอกแบบหมุนได้ ซึ่งย่อส่วนแรงบันดาลใจจากกำไล Croisillon มาไว้อย่างชัดเจน

ลายครอสสติชอันเป็นเอกลักษณ์ทั้ง 12 จุด ที่รังสรรค์ด้วยเยลโลว์โกลด์ ไม่ได้ทำหน้าที่เป็นหลักชั่วโมงแบบตายตัว แต่เคลื่อนไหวอย่างอิสระไปตามจังหวะการเคลื่อนไหวของผู้สวมใส่ กลายเป็นรายละเอียดที่สร้างความแปลกตาเล็กน้อยอย่างมีชั้นเชิง สอดคล้องกับรสนิยมด้านอารมณ์ขันและการเล่นกับการรับรู้ของ Jean Schlumberger อย่างแท้จริง

มีการปักด้ายทองคำ 12 เส้นด้วยมือลงบนแหวนเคลือบอีนาเมล ไม่ใช่เพื่อใช้เป็นเครื่องหมายบอกเวลา แต่เป็นองค์ประกอบตกแต่งที่เคลื่อนไหวได้

แนวทางนี้มีรากฐานทางประวัติศาสตร์ชัดเจน Tiffany ผลิตชิ้นงานลงยาเคลือบมาตั้งแต่ปลายศตวรรษที่ 19 ครอบคลุมทั้งนาฬิกา ชาเตอลีน และนาฬิกาตั้งโต๊ะ โดยเฉพาะเทคนิค paillonné enamel ซึ่งถือเป็นศาสตร์เฉพาะทางที่อยู่ในขอบเขตอันแคบและสูงค่า แม้ภายในธรรมเนียมงานฝีมือของแบรนด์เอง

เทคนิคดังกล่าวเกือบสูญหายไปในช่วงกลางศตวรรษที่ 20 และจนถึงปัจจุบันยังคงมีช่างผู้เชี่ยวชาญเพียงไม่กี่รายเท่านั้นที่สามารถสืบสานวิธีการนี้ได้

สำหรับนาฬิการุ่นนี้ เฉพาะวงแหวนอีนาเมลเพียงชิ้นเดียวต้องใช้เวลาตกแต่งราว 55 ชั่วโมง โดยองค์ประกอบทองคำจะถูกเพิ่มเข้าไปภายหลัง และกระบวนการเผาจะถูกทำซ้ำหลายครั้ง เพื่อสร้างมิติและความลุ่มลึกของสีอย่างเต็มที่

สีเคลือบดิบจะถูกบดและกลั่นให้ละเอียดก่อนนำไปใช้ ซึ่งเป็นขั้นตอนที่พิถีพิถันและต้องใช้สมาธิอย่างมากเพื่อให้ได้เฉดสีที่เป็นเอกลักษณ์ของทิฟฟานี่
เทคนิคการลงยา Paillonné เป็นงานฝีมือที่เชี่ยวชาญโดยช่างฝีมือเพียงไม่กี่คนเท่านั้น เครื่องมือและสีที่ใช้บ่งบอกถึงงานฝีมือที่สืบทอดกันมาหลายรุ่น

ผลงานออกแบบของ Schlumberger ยังเปี่ยมด้วยนัยทางวัฒนธรรม กำไล Croisillon ถูกสวมใส่โดยสตรีผู้ทรงอิทธิพลและถูกบันทึกภาพมากที่สุดแห่งยุค หนึ่งในนั้นคือ Jacqueline Kennedy Onassis ซึ่งความสัมพันธ์ของเธอกับ Tiffany & Co. มีบทบาทสำคัญในการตอกย้ำสถานะของเมซง ณ จุดตัดระหว่างสังคมชั้นสูงแบบอเมริกันและงานฝีมือเชิงศิลป์จากยุโรป

สายธารดังกล่าวมีความหมายอย่างยิ่ง เพราะสะท้อนให้เห็นว่านี่ไม่ใช่นาฬิกาที่หยิบยืมเทคนิคการตกแต่งจากอุตสาหกรรมโดยรอบ หากแต่เป็นการนำศาสตร์แห่งการบอกเวลามาหลอมรวมอยู่ในภาษาจิวเวลรี่ที่มีมาก่อนความสนใจในงานฝีมือของแบรนด์นาฬิกาสมัยใหม่จำนวนมาก

แหวนเคลือบฟันที่ทำเสร็จแล้วสามารถถ่ายทอดมิติของกำไล Croisillon ได้อย่างลงตัว เป็นการถ่ายทอดสุนทรียภาพของ Schlumberger ออกมาเป็นภาพเคลื่อนไหว

ในเชิงกลไก การเลือกใช้ระบบควอตซ์ความเที่ยงตรงสูงถือเป็นแนวทางที่เหมาะสมและสอดคล้องกับวัตถุประสงค์ของชิ้นงาน นี่คือนาฬิกาที่ถูกออกแบบมาเพื่อถ่ายทอดความงามทางสายตาผ่านอีนาเมล เพชร และทองคำ มากกว่าการอวดศักยภาพของคาลิเบอร์ ปุ่มกดปรับเวลาที่ฝาหลังช่วยรักษาเส้นสายตัวเรือนให้สะอาดตา ขณะที่การประดับเพชรอย่างเต็มที่ทั้งบนตัวเรือน หน้าปัด และตัวล็อก ตอกย้ำความมั่นใจของ Tiffany ในงานฝีมือเฉพาะทางของตนเองอย่างชัดเจน

Enamel Watch จึงยืนอยู่ในตำแหน่งที่แตกต่างเล็กน้อยจากแบรนด์เครือเดียวกันภายใต้กลุ่ม LVMH นี่ไม่ใช่ถ้อยแถลงทางเทคนิค และไม่ใช่รุ่นที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อขับเคลื่อนยอดปริมาณ หากแต่เป็นการย้ำเตือนว่าเรื่องราวการทำนาฬิกาของ Tiffany & Co. ไม่ได้เริ่มต้นจากความซับซ้อนเชิงกลไกหรือสถานะการเป็นผู้ผลิต แต่เริ่มจากวัตถุที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อให้สวมใส่ ชื่นชม และจดจำ

นาฬิกาข้อมือเคลือบอีนาเมล Tiffany & Co. ตัวเรือนไวท์โกลด์ ประดับด้วยอีนาเมลสีน้ำเงิน Tiffany Pailloné และสายนาฬิกาประดับเพชรแบบเต็มพื้นที่
นาฬิกา Tiffany & Co. เคลือบอีนาเมล ตัวเรือนเยลโลว์โกลด์ ตกแต่งด้วยอีนาเมลสีขาวแบบ Pailloné และประดับเพชร สายหนังจระเข้สีขาว

ข้อมูลทางเทคนิค Tiffany Enamel Watch

  • ตัวเรือน: ขนาด 36 มม. ไวท์โกลด์หรือเยลโลว์โกลด์ ประดับเพชรแบบ snow-set จำนวน 366 เม็ด สลักลายซันเบิร์สต์ได้แรงบันดาลใจจาก Floral Arrows ของ Jean Schlumberger พร้อมประดับเพชร 14 เม็ด
  • หน้าปัด: แผ่นดิสก์กลางประดับเพชร 204 เม็ด วงแหวนรอบนอกแบบหมุนได้ในโทน Tiffany Blue paillonné enamel หรืออีนาเมลสีขาว ตกแต่งลายครอสสติชเยลโลว์โกลด์
  • กลไก: Swiss-made ควอตซ์ความเที่ยงตรงสูง
  • ฟังก์ชัน: ชั่วโมง นาที
  • สาย: สายหนังอัลลิเกเตอร์สี Tiffany Blue หรือสีขาว พร้อมหัวเข็มขัดตัว T ประดับเพชรในตัวเรือนทองคำ มีตัวเลือกสายกำไลไวท์โกลด์แบบฟูลพาเว่

อ่านบทความอื่นๆ เพิ่มเติม
URWERK เปิดตัว UR-100V LightSpeed Ceramic วัสดุคอมโพสิตใหม่ที่แข็งแกร่งกว่าเดิม
IWC เฉลิมฉลองจิตวิญญาณแห่งความเร็วด้วย Pilot’s Watch Chronograph 41 รุ่นพิเศษ George Russell
การกลับมาของ Niton แบรนด์นาฬิกาสวิสอายุร่วมศตวรรษ ที่เปิดตัวอีกครั้งด้วย ‘PRIMA’ นาฬิกา Jump Hour สุดเนี้ยบ

เปิดเบื้องหลังหน้าพระจันทร์กึ่งยิ้มกึ่งบึ้ง Sarpaneva Supernova งานแกะสลักระดับไมโครที่หาตัวจับยาก

จุดกำเนิดจากการระเบิดของดวงดาวและการกลับมาของตำนานปี 2006

หากคุณเป็นคนที่หลงใหลในความแปลกใหม่ของโลกนาฬิกา และเริ่มเบื่อกับดีไซน์เดิมๆ ที่เห็นได้ทั่วไปตามท้องตลาด ชื่อของ Sarpaneva (ซาร์ปาเนวา) คือแบรนด์ที่คุณต้องทำความรู้จัก นี่คืองานศิลปะบนข้อมือจากเฮลซิงกิ ประเทศฟินแลนด์ ที่ก่อตั้งโดย Stepan Sarpaneva ช่างทำนาฬิกาผู้มีปรัชญาชัดเจนว่านาฬิกาของเขา ไม่ได้ทำมาเพื่อทุกคน (Not for Everyone) แต่ทำมาเพื่อคนที่กล้าจะแตกต่างและมองหาความลึกซึ้งในงานดีไซน์ที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวจริงๆ

หัวใจสำคัญที่ทำให้ Sarpaneva กลายเป็นที่จดจำระดับโลกคือ หน้าพระจันทร์ ที่มีใบหน้ากึ่งยิ้มกึ่งบึ้ง ซึ่งได้รับแรงบันดาลใจมาจากความทรงจำในวัยเด็กและการมองท้องฟ้าในคืนพระจันทร์เต็มดวงของตัว Stepan เอง และในวันนี้เราจะพาไปเจาะลึกเรือนเวลาที่เปรียบเสมือนการระเบิดตัวของดวงดาวตามชื่อรุ่นอย่าง Supernova Moonphase ที่ผสมผสานความลึกลับของจักรวาลเข้ากับงานวิศวกรรมที่ประณีตที่สุด

จุดกำเนิดจากห้วงอวกาศและการฟื้นคืนชีพของตำนาน

Supernova ไม่ใช่ชื่อที่ตั้งขึ้นมาลอยๆ เพราะมันสื่อถึงปรากฏการณ์ที่ดวงดาวสิ้นอายุขัยและระเบิดตัวอย่างรุนแรงจนเกิดเป็นแสงสว่างมหาศาล ซึ่ง Stepan มองว่านั่นคือจุดสิ้นสุดที่นำไปสู่การเริ่มต้นใหม่ที่สวยงามกว่าเดิม รุ่น Supernova เปิดตัวครั้งแรกในปี 2006 และได้ถูกนำมาตีความใหม่ในปี 2025 นี้ โดยยังคงรักษาดีไซน์ที่เป็น UFO บนข้อมือ เอาไว้ แต่ยกระดับรายละเอียดให้ลุ่มลึกขึ้นไปอีกขั้น ตัวเรือนทำจากสเตนเลสสตีลคุณภาพสูงจากบริษัท Outokumpu ในฟินแลนด์ ซึ่งเป็นเหล็กที่มีความทนทานและให้สัมผัสที่แตกต่างจากเหล็กทั่วไปที่เราคุ้นเคยกัน

ดีไซน์ตัวเรือนที่เป็นเอกลักษณ์แบบ Scalloped Case

สิ่งแรกที่เตะตาที่สุดคือรูปทรงของตัวเรือนขนาด 40 มิลลิเมตร ที่มีส่วนโค้งเว้าหลบเข้าข้างใน (Scalloped) สลับกับส่วนนูนอย่างมีจังหวะ การขัดเงาและขัดด้านที่สลับกันอย่างประณีตทำให้เวลาแสงตกกระทบ ตัวนาฬิกาจะดูมีมิติและดูมีพลังเหมือนวัตถุจากนอกโลก แม้รูปทรงจะดูแปลกตาและดุดัน แต่ด้วยความหนาเพียง 11.2 มิลลิเมตร และระยะจากหูสายถึงหูสาย (Lug-to-Lug) ที่สั้นเพียง 42 มิลลิเมตร ทำให้มันเป็นนาฬิกาที่ใส่สบายและแนบไปกับข้อมือได้อย่างเหลือเชื่อ ไม่ว่าคุณจะมีขนาดข้อมือแบบไหนก็ตาม

https://studiosarpaneva.com/products/supernova-moonphase

หน้าปัดและการเดินทางของดวงจันทร์

เมื่อมองเข้าไปที่หน้าปัด คุณจะพบกับงานเลเยอร์ที่ซ้อนทับกันถึง 5 ชั้นในสไตล์ Northern Stars ซึ่งเป็นการนำแผ่นสเตนเลสสตีลมาฉลุและขัดแต่งด้วยมือทั้งหมดเพื่อให้เกิดมิติความลึกที่ซับซ้อน แต่พระเอกตัวจริงคือ Moonface หรือหน้าพระจันทร์แกะสลักที่เป็นซิกเนเจอร์ ซึ่งในรุ่นนี้คุณสามารถเลือกวัสดุได้ทั้งไวท์โกลด์ โรสโกลด์ หรือเยลโลว์โกลด์ ตามความชอบ

พระจันทร์ของ Sarpaneva ไม่ได้ดูหวานแหววเหมือนนาฬิกาทั่วไป มันกลับมีความขลัง มีความลึกลับ และดูมีชีวิตผ่านการแกะสลักระดับไมโครที่ต้องใช้ทักษะขั้นสูง นอกจากนี้ยังมีตัวเลือกหน้าปัดที่ทำจากหินธรรมชาติ เช่น Malachite สีเขียวเหนี่ยวทรัพย์ หรือ Lapis Lazuli สีน้ำเงินเข้มดั่งท้องฟ้าตอนกลางคืน ซึ่งทำให้หน้าปัดแต่ละเรือนมีลวดลายที่เป็นหนึ่งเดียวในโลก ไม่ซ้ำใครแน่นอน

กลไกที่ซ่อนรายละเอียดระดับมาสเตอร์พีซ

ภายในของ Supernova Moonphase ขับเคลื่อนด้วยกลไกอัตโนมัติ Soprod A10 ที่ถูกนำมาปรับแต่ง (Modified) อย่างหนักหน่วงโดยฝีมือของ Stepan เอง ความพิเศษอยู่ที่ Turbine Rotor หรือโรเตอร์รูปกังหันลมที่มองเห็นได้ผ่านฝาหลังแซฟไฟร์ใส ซึ่งดีไซน์นี้ได้แรงบันดาลใจมาจากพลังงานของดวงดาวและการหมุนวนของกาแล็กซี การทำงานของกลไกมีความถี่อยู่ที่ 28,800 ครั้งต่อชั่วโมง และสำรองพลังงานได้นานถึง 42 ชั่วโมง ซึ่งถือว่าเพียงพอและเสถียรมากสำหรับการใช้งานในชีวิตประจำวัน

ความใส่ใจในทุกรายละเอียดเล็กน้อย

แม้กระทั่งเม็ดมะยม (Crown) ก็ยังเป็นแบบ 2 ชั้นที่แกะสลักรูปหน้าพระจันทร์เอาไว้ด้วย เป็นการตอกย้ำตัวตนของแบรนด์ในทุกจุดที่สัมผัสได้ สายนาฬิกาทำจากหนังคุณภาพเยี่ยมที่มีการไล่ระดับความกว้าง (Tapered) จาก 22 มิลลิเมตรลงมาเหลือ 18 มิลลิเมตรที่หัวเข็มขัด ช่วยส่งเสริมให้ตัวเรือนดูโดดเด่นยิ่งขึ้นเมื่ออยู่บนข้อมือ

การครอบครอง Sarpaneva Supernova Moonphase จึงเป็นเหมือนการเป็นเจ้าของเรื่องราวของช่างนาฬิกาผู้ไม่ยอมตามกระแสหลัก และการได้สัมผัสกับงานคราฟต์ที่ผสมผสานจิตวิญญาณของชาวฟินแลนด์เข้ากับความลึกลับของจักรวาลได้อย่างสมบูรณ์แบบที่สุดชิ้นหนึ่งในโลกนาฬิกาอิสระยุคปัจจุบัน

ข้อมูลทางเทคนิค
  • ชื่อรุ่น: Supernova Moonphase
  • ตัวเรือน: High-grade Outokumpu Stainless Steel (Finishing สลับเงา-ด้าน) ขนาด 40 มม. หนา 11.2 มม. Lug-to-Lug 42 มม. กันน้ำ 100 เมตร
  • หน้าปัด: โครงสร้าง 5 ชั้นสไตล์ Northern Stars (Skeletonized) วัสดุสตีลขัดแต่งด้วยมือ พร้อมหน้าพระจันทร์แกะสลักวัสดุโกลด์ โรสโกลด์ หรือเยลโลว์โกลด์ (มีตัวเลือกหินธรรมชาติ Malachite / Lapis Lazuli)
  • ฟังก์ชัน: บอกเวลา 2 เข็ม (ชั่วโมง-นาที) และแสดงข้างขึ้น-ข้างแรม (Moonphase) ตำแหน่ง 6 นาฬิกา
  • กลไก: Modified Soprod A10 (Automatic) ความถี่ 28,800 vph สำรองพลังงาน 42 ชั่วโมง พร้อม Turbine Rotor และสะพานจักรตกแต่งพิเศษ
  • สาย: หนังจระเข้หรือหนังคุณภาพสูง (Matt Black Alligator) ขนาด 22/18 มม. พร้อมหัวเข็มขัดสตีลแกะสลักโลโก้แบรนด์

อ่านบทความอื่นๆ เพิ่มเติม
URWERK เปิดตัว UR-100V LightSpeed Ceramic วัสดุคอมโพสิตใหม่ที่แข็งแกร่งกว่าเดิม
IWC เฉลิมฉลองจิตวิญญาณแห่งความเร็วด้วย Pilot’s Watch Chronograph 41 รุ่นพิเศษ George Russell
การกลับมาของ Niton แบรนด์นาฬิกาสวิสอายุร่วมศตวรรษ ที่เปิดตัวอีกครั้งด้วย ‘PRIMA’ นาฬิกา Jump Hour สุดเนี้ยบ