Home Blog Page 15

Jaeger-LeCoultre เปิดตัว “The Collectibles” แคปซูลที่ 5 กับการกลับมาของ 8 เรือนเวลา Reverso ระดับตำนาน ณ นิวยอร์กซิตี้

เจาะลึก Jaeger-LeCoultre The Collectibles กับ 8 เรือนเวลา Reverso วินเทจระดับตำนาน

ข้อมูลสำคัญ:

  • นิทรรศการ The Collectibles: การเผยโฉมและจัดแสดงเรือนเวลาที่คัดสรรจากคอลเลกชันพิเศษ ณ บูติกในนิวยอร์กซิตี้ ภายใต้อีเวนต์สุดเอกซ์คลูซีฟ ตั้งแต่วันที่ 5 กุมภาพันธ์ ถึง 23 กุมภาพันธ์
  • Reverso: แคปซูลคอลเลกชันที่ผ่านการคัดสรรอย่างละเอียดถี่ถ้วน ประกอบด้วยนาฬิการุ่นหายากและเป็นที่ต้องการ 8 รุ่น จากทศวรรษที่ 1930
  • ผ่านการรับรองและบูรณะอย่างสมบูรณ์: นาฬิกาทุกเรือนผ่านการดูแลอย่างพิถีพิถันโดยช่างนาฬิกาจากเวิร์กชอปบูรณะของ Jaeger-LeCoultre

Jaeger-LeCoultre ภูมิใจนำเสนอ “The Collectibles” แคปซูลคอลเลกชันลำดับที่ 5 ซึ่งเป็นการคัดสรรนาฬิกา Reverso รุ่นหายากจำนวน 8 เรือน ที่ผลิตขึ้นในช่วงปี 1931 ถึง 1937 มาให้เหล่านักสะสมได้ครอบครอง ท่ามกลางบรรดาเรือนเวลาอันเป็นเอกลักษณ์ที่ถูกสร้างสรรค์ขึ้นโดยโรงงานแห่งนี้ในช่วงยุคทองของการผลิตนาฬิกาในศตวรรษที่ 20 Reverso โดดเด่นในฐานะหนึ่งในงานดีไซน์ที่ยั่งยืนและเป็นที่จดจำได้ทันทีในระดับสากล

การเปิดตัวในครั้งนี้จัดขึ้น ณ นิวยอร์กซิตี้ เมืองที่มีมรดกทางสถาปัตยกรรมและสไตล์แบบอาร์ตเดโค (Art Deco) อันยิ่งใหญ่ ซึ่งถือเป็นฉากหลังที่เหมาะสมอย่างยิ่งสำหรับการเผยโฉมเรือนเวลาที่เป็นที่ต้องการเหล่านี้ เพราะพวกมันคือตัวแทนที่สะท้อนถึงจิตวิญญาณและคุณค่าด้านการออกแบบของยุคอาร์ตเดโคได้อย่างสมบูรณ์แบบ 

THE COLLECTIBLES

The Collectibles คือโปรแกรมภายในของ Jaeger-LeCoultre ที่อุทิศตนให้กับการเสาะหา บูรณะ และนำเสนอเรือนเวลาหายากระดับพิพิธภัณฑ์จากยุคทองของการประดิษฐ์นาฬิกา เพื่อเป็นการเฉลิมฉลองความคิดสร้างสรรค์ที่มีมาอย่างยาวนานเกือบ 200 ปี โปรแกรมนี้ได้เน้นย้ำถึงมรดกของ La Grande Maison ผ่านการคัดสรรนาฬิกาที่เป็นเอกลักษณ์รวม 17 รุ่น

ตั้งแต่รุ่น Duoplan และ Reverso ไปจนถึง Geophysic, Futurematic และ Memovox Polaris ซึ่งครอบคลุมช่วงเวลาตั้งแต่กลางทศวรรษ 1920 จนถึงต้นทศวรรษ 1970 โดยเรือนเวลาเหล่านี้จะถูกนำเสนอผ่านการเปิดตัวในรูปแบบแคปซูลคอลเลกชันสุดพิเศษทั่วโลก เพื่อเชิญชวนให้นักสะสมได้เข้ามาเป็นผู้ดูแลเรื่องราวบทต่อไปของนาฬิกาแต่ละเรือน

ความมุ่งมั่นในการสืบสานมรดกนี้เกิดขึ้นได้ด้วยเวิร์กชอปบูรณะที่จัดตั้งขึ้นโดยเฉพาะของ Jaeger-LeCoultre ซึ่งเป็นหนึ่งในไม่กี่แห่งที่ยังคงได้รับการดูแลโดยโรงงานผู้ผลิตโดยตรง ณ ที่แห่งนี้ มาสเตอร์วอทช์เมกเกอร์ทั้ง 10 ท่าน จะทำการบูรณะนาฬิกาแต่ละเรือนอย่างพิถีพิถัน ตั้งแต่การดูแลกลไก การสร้างส่วนประกอบขึ้นใหม่ด้วยมือ ไปจนถึงการเสาะหาชิ้นส่วนประวัติศาสตร์จากคลังมรดกอันล้ำค่า

โดยยังคงรักษาเอกลักษณ์ดั้งเดิมและร่องรอยแห่งกาลเวลา (Patina) เอาไว้ เมื่อนาฬิกาได้รับการบูรณะและผ่านการรับรองตามมาตรฐานระดับพิพิธภัณฑ์แล้ว เรือนเวลาแต่ละเรือนก็พร้อมที่จะดำเนินเรื่องราวที่เริ่มต้นขึ้น ณ Vallée de Joux ต่อไป

แคปซูลคอลเลกชันของเรือนเวลา REVERSO รุ่นหายาก

แคปซูลคอลเลกชัน “The Collectibles” ลำดับที่ 5 มุ่งสำรวจช่วงทศวรรษแรกหลังจากที่ Reverso เปิดตัวในปี 1931 โดยจัดแสดงองค์ประกอบพื้นฐานที่หล่อหลอมให้เกิดงานดีไซน์อันอยู่ยงคงกระพันเหนือกาลเวลา

นิยามใหม่แห่งรูปทรงของการผลิตนาฬิกา Reverso ถือกำเนิดขึ้นในปี 1931 จากคำท้าทายของเหล่านายทหารนักเล่นโปโลในบริติชอินเดีย ที่ต้องการให้สร้างสรรค์เรือนเวลาที่สามารถทนทานต่อความสมบุกสมบันของกีฬาชนิดนี้ได้ ด้วยการผสมผสานระหว่างรูปลักษณ์และฟังก์ชันการใช้งานอย่างเหนือชั้น ทั้งตัวเรือนที่พลิกกลับได้อย่างเป็นเอกลักษณ์และเส้นสายสไตล์อาร์ตเดโค (Art Deco) ที่โฉบเฉี่ยว ทำให้นาฬิการุ่นนี้กลายเป็นหนึ่งในเรือนเวลาที่จดจำได้ทันทีทั่วโลก

ในฐานะตัวแทนของจิตวิญญาณแห่งความร่วมสมัยในช่วงเวลาที่ถูกสร้างขึ้น Reverso ได้ก้าวข้ามจุดกำเนิดจากการเป็นนาฬิกากีฬาอย่างรวดเร็ว จนกลายเป็นที่หลงใหลของเหล่าผู้นำเทรนด์ และได้รับการพัฒนาผ่านรูปแบบที่หลากหลายทั้งสำหรับสุภาพบุรุษและสุภาพสตรี ตลอดระยะเวลากว่า 9 ทศวรรษ Reverso ได้ปรับโฉมตัวเองอย่างต่อเนื่องทั้งในด้านสไตล์และกลไก โดยไม่เคยลดทอนเอกลักษณ์ดั้งเดิมของตนเองลง นาฬิการุ่นนี้เคยใช้กลไกที่แตกต่างกันมาแล้วมากกว่า 50 แบบ ขณะที่ตัวเรือนด้านหลังที่เป็นโลหะว่างเปล่าได้กลายเป็นผืนผ้าใบสำหรับการแสดงออกทางความคิดสร้างสรรค์ ไม่ว่าจะเป็นการตกแต่งด้วยอีนาเมล การแกะสลัก หรือการประดับอัญมณี งานออกแบบที่โดดเด่นและเหนือกาลเวลานี้เองที่เป็นปัจจัยสำคัญของเสน่ห์อันยาวนาน ทำให้ Reverso ได้รับการยอมรับในฐานะไอคอนแห่งสไตล์อาร์ตเดโคและเป็นที่ชื่นชมของเหล่านักสะสม

8 เรือนเวลาวินเทจที่เป็นหมุดหมายสำคัญในประวัติศาสตร์ของ Reverso

Reverso 1931

รุ่นนี้โดดเด่นด้วยหน้าปัดสีดำ ซึ่งในขณะนั้นถูกนิยามว่าเป็นหน้าปัดแห่งอนาคต (the dial of the future) ถือเป็นการเลือกงานดีไซน์ที่กล้าหาญมากในยุคที่หน้าปัดสีเงินยังคงเป็นมาตรฐานทั่วไปในสังคม นอกจากนี้ รายละเอียดของสเกลนาทีแบบรางรถไฟ (Railroad minute track) และหลักชั่วโมงทรงสี่เหลี่ยมคางหมู (Trapezoidal indexes) ของนาฬิการุ่นนี้ ยังได้กลายเป็นแรงบันดาลใจให้กับสุนทรียศาสตร์ของคอลเลกชัน Reverso Tribute ในปัจจุบัน ซึ่งแสดงให้เห็นว่า Reverso รุ่นแรกสุดนั้นส่งเสียงสะท้อนมาถึงรุ่นที่ทันสมัยที่สุดได้อย่างไร

Reverso รุ่นตัวเรือนสองกษัตริย์ (Two-tone)

ที่ผลิตจากสตีลและทองคำเหลือง 9K (350/1000) จากปี 1936 ถือเป็นเรือนเวลาที่หาได้ยากยิ่ง นาฬิการุ่นนี้ขับเคลื่อนด้วยกลไก Manufacture’s Calibre 410 ซึ่งเป็นกลไก In-house รุ่นแรกที่พัฒนาขึ้นเพื่อใช้กับ Reverso โดยเฉพาะ กลไกนี้เปิดตัวครั้งแรกในปี 1933 และเป็นผู้บุกเบิกการแสดงวินาทีย่อยที่ตำแหน่ง 6 นาฬิกา แม้ว่าในขณะนั้น Jaeger-LeCoultre จะเริ่มพัฒนากลไก Manufacture ของตนเองแล้ว

แต่ในช่วงที่แนวคิดเริ่มแรกของ Reverso เกิดขึ้น La Grande Maison ได้จัดหากลไกจาก Tavannes มาใช้ก่อน โดยใช้ Calibre 063 และ 064 สำหรับรุ่นสุภาพบุรุษ และ Calibre 050 กับ 051 สำหรับรุ่นสุภาพสตรี ซึ่งถือเป็นทางออกที่สำคัญแต่เป็นเพียงชั่วคราวเพื่อให้สามารถนำ Reverso ออกสู่ตลาดได้อย่างรวดเร็ว ในเชิงประวัติศาสตร์ ตัวเรือนแบบสองกษัตริย์ถูกสร้างสรรค์ขึ้นเพื่อเพิ่มความทนทาน โดยการผสมผสานทองคำเข้ากับโลหะที่มีความแข็งแกร่งมากกว่า ส่งผลให้นาฬิกามีความสมบุกสมบันยิ่งกว่านาฬิกาที่เป็นทองคำทั้งเรือน

Reverso with Small Seconds ปี 1937

เพื่อเติมเต็มคอลเลกชันสำหรับสุภาพบุรุษให้สมบูรณ์ Reverso with Small Seconds ปี 1937
มาพร้อมกับกลไก Calibre 413 ซึ่งเป็นกลไก In-house ลำดับที่ 4 ที่เมซงพัฒนาขึ้นสำหรับรุ่น Reverso โดยเฉพาะ หน้าปัดสีดำของนาฬิการุ่นนี้ปรากฏชื่อแบรนด์ Jaeger-LeCoultre ซึ่งเป็นหมุดหมายสำคัญที่ระลึกถึงการควบรวมกิจการครั้งประวัติศาสตร์ระหว่างเมซง Le Coultre และ Jaeger ในปี 1937 อีกทั้งยังเป็นจุดอ้างอิงที่แม่นยำถึงปีที่ผลิตนาฬิกาเรือนนี้อีกด้วย

Reverso 1931 Dame

สำหรับรุ่นสุภาพสตรีนั้นสะท้อนให้เห็นถึงการปรับตัวของ Reverso ในยุคเริ่มแรกเพื่อให้เข้ากับผู้สวมใส่ที่หลากหลาย โดย Reverso 1931 Dame ในตัวเรือนเยลโลว์โกลด์และไวท์โกลด์ 18K (750/1000) โดดเด่นด้วยฐานตัวเรือน (Cradle) ที่ผลิตจากไวท์โกลด์ ตัดกับตัวเรือนและขาตัวเรือน (Lugs) ที่ผลิตจากเยลโลว์โกลด์ ในขณะที่หน้าปัดมีการตัดสเกลนาทีออกแล้วแทนที่ด้วยสัญลักษณ์รูปมุม (Corner brackets) ที่มุมทั้งสี่ของหน้าปัด ซึ่งเป็นรายละเอียดการออกแบบที่ส่งต่อมายังคอลเลกชัน Reverso One ในปัจจุบัน 

Reverso 1931 Dame with Double Signature

มาพร้อมกับเข็มนาฬิกาสีน้ำเงินที่ผ่านกรรมวิธีให้ความร้อน (Heated blue hands) ซึ่งเป็นเทคนิคการทำนาฬิกาแบบดั้งเดิมที่เปลี่ยนสีของโลหะผ่านกระบวนการใช้ความร้อน นอกจากนี้ บนหน้าปัดยังปรากฏตราประทับชื่อซ้ำ (Double signature) อันหาได้ยาก ซึ่งเป็นเครื่องบ่งชี้ว่านาฬิกา Reverso รุ่นนี้ถูกส่งมอบให้กับผู้แทนจำหน่ายชั้นนำที่ได้รับเลือกเพียงไม่กี่รายเท่านั้น โดยมีการประทับชื่อของร้านเหล่านั้นลงบนหน้าปัดในจำนวนจำกัด 

นอกจากนี้ ในคอลเลกชันยังประกอบด้วยชิ้นงานสำหรับสุภาพสตรีที่แปลกตาเป็นอย่างยิ่ง คือ Reverso 1931 ที่มาพร้อมกับสายแบบกอร์ดอนเนต์ (Cordonnet) โดยปกติแล้วสายลักษณะคล้ายเชือกเส้นเล็กนี้มักจะทำจากหนังลูกวัว แต่สำหรับเรือนนี้ปรากฏในวัสดุโครเมียม ซึ่งยึดเข้ากับตัวเรือนแต่ละด้านผ่านขาตัวเรือนที่มีลักษณะเฉพาะตัว

และท้ายที่สุดคือ Reverso 1931 Dame อีกสองเวอร์ชัน ที่ล้อมกรอบด้วยสัญลักษณ์รูปทรงเรขาคณิต (Geometric brackets) มาพร้อมกับสายหนังลูกวัวสีดำหรือสีน้ำตาล งานดีไซน์นี้ได้ถ่ายทอดภาษาเชิงกราฟิกของยุคสมัยนั้นออกมาได้อย่างชัดเจน พร้อมหน้าปัดสีดำที่ถือว่ามีความทันสมัยอย่างยิ่งในขณะนั้น

เรือนเวลาทุกเรือนที่นำเสนอภายใต้โปรแกรม The Collectibles จะมาพร้อมกับเอกสารข้อมูลจากหอจดหมายเหตุของ Jaeger-LeCoultre และหนังสือ The Collectibles จำนวนหนึ่งเล่ม รวมถึงสายหนังทำมือเส้นใหม่ที่ได้รับการคัดสรรมาให้ส่งเสริมสไตล์ของนาฬิกาแต่ละเรือนอย่างลงตัว ยกเว้นในกรณีที่นาฬิการุ่นนั้นมาพร้อมกับสายโลหะอยู่แล้ว นอกจากนี้ หากยังมีข้อมูลปรากฏอยู่ ทางเมซงจะมอบกล่องและเอกสารดั้งเดิม รวมถึงสายหนังหรือสายโลหะชุดเดิมมาให้พร้อมกันด้วย

นิวยอร์กซิตี้ในฐานะเจ้าภาพจัดแสดง THE COLLECTIBLES แคปซูลคอลเลกชันลำดับที่ 5

การจัดแสดงแคปซูลคอลเลกชันลำดับที่ 5 ของโปรแกรม The Collectibles จะมีขึ้นตั้งแต่วันที่ 5 กุมภาพันธ์ ถึง 23 กุมภาพันธ์ 2026 ณ เลขที่ 701 Madison Avenue นิวยอร์กซิตี้ โดยเปิดให้สาธารณชนเข้าชมได้ตั้งแต่วันจันทร์ถึงวันเสาร์ เวลา 10:00 น. ถึง 18:00 น.

สำหรับเรือนเวลาในคอลเลกชัน The Collectibles จะเปิดให้สั่งซื้อได้ทั่วโลกผ่านทางเว็บไซต์ jaeger-lecoultre.com ตั้งแต่วันที่ 5 กุมภาพันธ์ เป็นต้นไป และจะมีวางจำหน่ายเป็นพิเศษเฉพาะที่ New York Flagship ในช่วงเวลาที่มีการจัดนิทรรศการเท่านั้น นอกจากนี้ ผู้ที่สนใจยังสามารถเลือกซื้อหนังสือ The Collectibles ได้ผ่านทางเว็บไซต์ jaeger-lecoultre.com และที่บูติกของ Jaeger-LeCoultre ทุกแห่ง

อ่านบทความอื่นๆ เพิ่มเติม
URWERK เปิดตัว UR-100V LightSpeed Ceramic วัสดุคอมโพสิตใหม่ที่แข็งแกร่งกว่าเดิม
IWC เฉลิมฉลองจิตวิญญาณแห่งความเร็วด้วย Pilot’s Watch Chronograph 41 รุ่นพิเศษ George Russell
การกลับมาของ Niton แบรนด์นาฬิกาสวิสอายุร่วมศตวรรษ ที่เปิดตัวอีกครั้งด้วย ‘PRIMA’ นาฬิกา Jump Hour สุดเนี้ยบ

Time To… Fall in Love Along the River ฉลองวาเลนไทน์ริมแม่น้ำเจ้าพระยา ณ โรงแรมแชงกรี-ลา กรุงเทพฯ

วาเลนไทน์ 2569 สัมผัสความโรแมนติกเหนือกาลเวลาผ่านมื้ออาหารสุดหรูและการล่องเรือชมวิวใต้แสงดาว

ถ้าคุณกำลังมองหาพิกัดฉลองวาเลนไทน์ปี 2569 ที่ให้ความรู้สึกพรีเมียมแต่ยังคงความคลาสสิกอย่างมีระดับ การพาคนรักไปสัมผัสบรรยากาศริมน้ำเจ้าพระยาที่โรงแรมแชงกรี-ลา กรุงเทพฯ คือตัวเลือกที่ตอบโจทย์ความต้องการนี้ได้อย่างลงตัวที่สุด

โวลติ ทัสคาน กริลล์ แอนด์ บาร์

สำหรับคู่รักที่หลงใหลในกลิ่นอายแบบยุโรป โวลติ ทัสคาน กริลล์ แอนด์ บาร์ เตรียมเซตเมนูอาหารอิตาเลียนฝีมือเชฟอองเดร รอสซี่ ที่เน้นรสชาติดั้งเดิมในบรรยากาศอบอุ่นคลอเสียงเปียโนสด โดยมีแพ็กเกจให้เลือกทั้งแบบปกติราคา 7,500 บาทถ้วนต่อ 2 ท่าน หรือเซตมังสวิรัติราคา 4,500 บาทถ้วนต่อ 2 ท่าน และสามารถเลือกอัปเกรดประสบการณ์ด้วยการจับคู่เครื่องดื่มพรีเมียมในราคา 1,900 บาทถ้วนต่อท่าน

เรือแชงกรี-ลา ฮอไรซัน ครูซ

หากต้องการเปลี่ยนบรรยากาศเป็นการล่องเรือชมวิวเมืองยามค่ำคืน เรือแชงกรี-ลา ฮอไรซัน ครูซ คือจุดหมายที่มอบความโรแมนติกผ่านบุฟเฟ่ต์มื้อค่ำระดับพรีเมียมพร้อมเสียงแซ็กโซโฟน ในราคา 3,500 บาทถ้วนต่อท่าน หรือ 7,000 บาทถ้วนสำหรับ 2 ท่าน โดยมีตัวเลือกสั่งสปาร์คกลิ้งไวน์จากอิตาลีเพิ่มได้ในราคา 2,000 บาทถ้วนต่อขวด

เดอะ ลอง บาร์

นอกจากนี้ยังมีไฮไลต์พิเศษที่ เดอะ ลอง บาร์ ซึ่งจะมีการเทคโอเวอร์โดยบาร์เทนเดอร์จาก Campari ตั้งแต่เวลา 18.30 ถึง 22.30 น. เพื่อรังสรรค์ค็อกเทลสูตรพิเศษ 4 เมนูสำหรับคืนนี้โดยเฉพาะ 

แพ็กเกจล่องเรือชมวิว (Pre-Dinner River Cruise) 

และสำหรับใครที่จองมื้อค่ำที่ห้องอาหารโวลติ เน็กซ์ทู คาเฟ่ แชงพาเลซ หรือศาลาทิพย์ไว้แล้ว สามารถซื้อแพ็กเกจ พรี-ดินเนอร์ ริเวอร์ ครูซ เพื่อล่องเรือจิบเครื่องดื่มชมวิวก่อนเริ่มมื้ออาหารได้ในราคาเพียง 599 บาทถ้วนต่อท่าน ในช่วงเวลา 17.15 ถึง 18.00 น.

วาเลนไทน์ 2569

พิเศษสำหรับทุกคู่ที่มารับประทานอาหารที่โวลติหรือบนเรือฮอไรซัน ครูซ จะได้รับเครื่องดื่มอภินันทนาการท่านละแก้วพร้อมช็อกโกแลตพราลีนกลับบ้านเป็นที่ระลึก

รายละเอียดการจอง สำรองที่นั่งได้ที่ฝ่ายสำรองที่นั่งห้องอาหารของโรงแรมฯ

หากท่านต้องการลงทะเบียนเพื่อสมัครเป็นสมาชิก หรือติดตามข่าวสารล่าสุดเกี่ยวกับประกาศและข้อเสนอพิเศษมากมายจากแชงกรี-ลา เซอร์เคิล สามารถเยี่ยมชมได้ที่ www.shangri-la.com/shangrilacircle หรือติดตามได้ทาง Instagram  Facebook  Weibo และ WeChat หรือติดตั้งแอพพลิเคชั่น แชงกรี-ลา ทางโทรศัพท์มือถือได้ที่นี่

อ่านบทความอื่นๆ เพิ่มเติม
บันทึกรสชาติฉบับกวางตุ้งที่ Summer Palace เมื่อความคลาสสิกเดินทางมาบรรจบกับความร่วมสมัย
ดื่มด่ำช่วงเวลาอันน่าจดจําเหนือสายน้ำแห่งประวัติศาสตร์ไปกับ Okura Cruise
เฉลิมฉลองช่วงเวลาแห่งความสุขผ่านเรือนเวลา Blancpain รุ่นไอคอนิกที่ Revolution คัดสรรมาเพื่อคนที่คุณรัก

การกลับมาของ Niton แบรนด์นาฬิกาสวิสอายุร่วมศตวรรษ ที่เปิดตัวอีกครั้งด้วย ‘PRIMA’ นาฬิกา Jump Hour สุดเนี้ยบ

นาฬิกา Niton รุ่น PRIMA มาในสองเวอร์ชัน จำกัดเพียง 38 เรือน  


เชื่อแล้วว่า นาฬิกา Jump Hour นั้นกลับมาอย่างเต็มตัวจริงๆ เมื่อเราได้เห็นแบรนด์นาฬิกาชั้นนำหลายแบรนด์ทะยอยเผยโฉมนาฬิการูปแบบนี้มาตั้งแต่ปีก่อน มาถึงปี 2026 การกลับมาของแบรนด์นาฬิกาเก่าแก่ร่วมศตวรรษอย่าง Niton ที่เลือกเปิดโฉมใหม่เอี่ยมในลุคเรียบล้ำด้วยนาฬิกา Jump Hour รุ่น PRIMA ที่เนี้ยบจัดในทุกองศา


การรวมตัวของสามสุภาพบุรุษ


ย้อนกลับไปในปี 1919 Niton ถือกำเนิดขึ้นจากการรวมตัวของสามสุภาพบุรุษวอตช์เมคเกอร์ Jeannet, Morel และ Bourquin ที่ล้วนแล้วแต่มีความชื่นชอบในศาสตร์แห่งเรือนเวลา โดย Morel และ Bourquin นั้นเคยทำงานให้กับ Vacheron Constantin ส่วน Jeannet ก็เป็นช่างนาฬิกาอยู่แล้วเป็นทุนเดิม ในยุคที่ทั้งสามเริ่มสร้างสรรค์ผลงานร่วมกัน Niton ได้ชื่อว่าเป็นผู้ผลิตกลไกให้กับแบรนด์นาฬิกาหลายแบรนด์ด้วยกัน หนึ่งในผลงานสร้างชื่อย่อมหนีไม่พ้นการผลิตกลไกปฏิทินสามฟังก์ชันพร้อมฟังก์ชันมูนเฟสให้กับ Patek Philippe

ปี 1922 เป็นหนึ่งในหมุดหมายสำคัญของ Niton ที่ทางเมซงได้เปลี่ยนชื่อเป็น ‘Manufacture des Montres Niton SA’ เพื่อตอกย้ำถึงจุดมุ่งหมายในการเป็นโรงงานผลิตนาฬิกาสำเร็จรูปอย่างเต็มรูปแบบ ซึ่งในช่วงเวลานั้น Niton ได้ชื่อว่าเป็นผู้ผลิตกลไกนาฬิกาคุณภาพสูงที่มีความสำคัญอย่างยิ่งในยุคนั้น โดยกลไกถึง 72% ของผลงานการผลิตที่มีการบันทึกไว้ได้รับตรา Geneva Seal ส่งผลให้พวกเขาอยู่ในอันดับที่ 1 หรือ 2 ระหว่างปี ค.ศ. 1921–1929 ในด้านจำนวนกลไกที่ได้รับการรับรองอย่างเป็นทางการจากรัฐเจนีวา


ซึ่งหนึ่งในกลไกสำคัญที่แสดงถึงความโดดเด่นในการผลิตกลไกของ Niton คือการผลิตกลไกขับเคลื่อนฟังก์ชัน jump hour ในตัวเรือนทรงเหลี่ยม ที่ถูกขึ้นทะเบียนในปี 1928 และผลักดันให้ Niton ก้าวข้ามการเป็นผู้ผลิตกลไกไปสู่การเป็นแบรนด์นาฬิกาอย่างเต็มตัว ด้วยความสามารถในการผลิตนาฬิกาที่มีความเฉพาะตัวสูง ว่ากันว่าในปี 1938 นาฬิกาที่ใช้การแสดงผลชั่วโมงแบบกระโดดนี้ผลิตออกมาเพียงไม่ถึง 30 เรือนเท่านั้น ทำให้ผลงานที่แสดงตัวตนของ Niton ในยุคนั้นกลายเป็นผลงานที่หาได้ยากอย่างยิ่ง

การกลับมาของตำนานที่ถูกพลิกฟื้น

กว่าหนึ่งศตวรรษหลังจากการก่อตั้ง Niton จึงได้กลับมาอีกครั้งในปี 2025 โดยมีทีมงานชุดใหม่ที่จะมาสานต่อวิสัยทัศน์ของผู้ก่อตั้งดั้งเดิม ยกระดับนาฬิกาที่มีความเฉพาะตัวสู่อนาคต โดยยังคงยึดมั่นในปรัชญาเดิมของการสร้างสรรค์ผลงานเรือนเวลาชิ้นหายาก

นั่นจึงเป็นที่มาของนาฬิกา jump hour รุ่น ‘PRIMA’ ที่หยิบยกแรงบันดาลใจจากนาฬิกา jump hour รุ่นหายากของ Niton ในปี 1938 ซึ่งรูปลักษณ์และกลไกที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวของนาฬิการุ่นดังกล่าวแสดงตัวแจ่มชัดในนาฬิการุ่น PRIMA แต่แน่นอนว่า ในด้านรูปลักษณ์ภายนอกนั้นถูกปรับให้ร่วมสมัยด้วยเส้นสายเชิงเรขาคณิตที่ดูสะอาดตา การจับคู่วัสดุที่ขับเน้นความหรูหราแบบไม่โจ่งแจ้ง ความเรียบง่ายในดีไซน์ และชัดเจนในการอ่านค่าเวลา ทุกองค์ประกอบล้วนส่งเสริมให้ Niton เป็นการกลับมาอย่างสมศักดิ์ศรี

นาฬิการุ่น PRIMA มาในตัวเรือนทรงเหลี่ยมทำจากวัสดุแพลตินัม 19 เรือน และโรสโกลด์ 19 เรือน เพื่อรำลึกถึงปี 1919 ซึ่งเป็นปีแห่งการก่อตั้งแบรนด์โดยช่างนาฬิกาสุภาพบุรุษทั้งสาม โดยเลือกชูฟังก์ชัน jump hour หรือการแสดงผลชั่วโมงแบบกระโดดอันเป็นเอกลักษณ์ของ Niton ที่ได้รับการจดทะเบียนในปี 1928 โดยมีการวางเลย์เอาท์ที่นำเสนอการแยกองค์ประกอบของการแสดงค่าเวลาอย่างชัดเจน ช่องหน้าต่างสี่เหลี่ยมด้านบนสุดนำเสนอค่าแสดงชั่วโมง เชื่อมต่อกับดิสก์วงกลมแสดงนาที ต่อเนื่องไปยังวงหน้าปัดย่อยแสดงวินาทีด้านล่างที่บอกเวลาด้วยเข็ม ซึ่งมาพร้อมฟังก์ชันหยุดเข็มวินาทีพร้อมรีเซ็ตสู่ศูนย์อัตโนมัติ นับเป็นผสานการบอกเวลาแบบดิจิทัลและอนาล็อกเข้าด้วยกันอย่างลงตัว รูปทรงที่ดูสมมาตร สะอาดตา และชัดเจนในการอ่านค่า ทำให้ PRIMA มีดีไซน์แบบมินิมัลที่สื่อสารกับนักสะสมรุ่นใหม่ได้ดี

ไม่เพียงแต่การแสดงค่าบนหน้าปัดเท่านั้นที่สร้างแรงดึงดูดใจได้ดีเยี่ยม กลไกขับเคลื่อนคาลิเบอร์  NHS01 ก็ถูกออกแบบและขัดแต่งผิวอย่างงดงาม และมีประสิทธิภาพสูงด้วยชิ้นส่วนคุณภาพสูง และความเที่ยงตรงที่ได้มาตรฐานผ่านการรับรองด้วยตราสัญลักษณ์ Geneva Seal มาพร้อมบาลานซ์วีลแบบปรับค่าแรงเฉื่อยน้ำหนัก 8 กรัม Breguet โอเวอร์คอยล์แฮร์สปริง ที่ช่วยเสริมความสม่าเสมอของแรงสั่น ความแม่นยำในการบอกเวลายังถูกการันตีอีกครั้งด้วยการปรับตั้งความเที่ยงตรงของกลไกตามมาตรฐานโครโนมิเตอร์ใน 6 ตำแหน่งด้วยกัน 

นี่จึงเป็นการกลับมาของแบรนด์นาฬิกาเก่าแก่ที่ยังคงเคารพมรดกในเชิงกลไก รักษามาตรฐานความเที่ยงตรง และสามารถปรับโฉมให้เดินทางร่วมกับโลกปัจจุบันได้อย่างไม่ขัดเขินแม้แต่น้อย 

ข้อมูลทางเทคนิค

  • กลไก: ไขลานด้วยมือ สำรองพลังงานได้ 72 ชั่วโมง
  • ฟังก์ชัน: แสดงค่าชั่วโมงแบบกระโดด แสดงค่านาที และวินาที
  • ตัวเรือน: โรสโกลด์ 4N 18K หรือแพลตินัม ขนาด 43 มม. (วัดจาก lug-to-lug) กันน้ำได้ 30 เมตร 
  • หน้าปัด: ดิสก์แบบชั่วโมงแบบกระโดดทำจากแผ่นโอปาลีนเคลือบโรเดียมหรือโรสโกลด์ ตัวเลขบอกชั่วโมงสีน้ำเงิน ดิสก์บอกนาทีมาพร้อมเข็มบอกนาทีสีน้ำเงิน เข็มวินาทีสีน้ำเงินพร้อมระบบ stop-seconds
  • สาย: หนังลูกวัว 
  • จำนวน: จำกัด 38 เรือน   

อ่านบทความเพิ่มเติมได้ที่:

Louis Vuitton Tambour Convergence สไตล์วินเทจมินิมัลที่ดูร่วมสมัย พร้อมลีลาการบอกเวลาที่แตกต่าง

Geneva Watch Days 2025: รวมลิสต์นาฬิการุ่นใหม่ล่าสุด

เจาะลึกรุ่นใหม่จาก De Bethune สองบุคลิกแห่งนวัตกรรม

URWERK เปิดตัว UR-100V LightSpeed Ceramic วัสดุคอมโพสิตใหม่ที่แข็งแกร่งกว่าเดิม

การบอกเวลาที่ก้าวข้ามไปสู่ระดับจักรวาลด้วย UR-100V LightSpeed Ceramic รุ่นล่าสุดจาก Urwerk

ในมือของ Felix Baumgartner และ Martin Frei หรือที่รู้จักกันในนาม URWERK เวลานั้นไม่ใช่สิ่งที่ดูเหมือนจะเป็นเสมอไป แต่มันถูกท้าทายในทุกด้าน ทั้งในแง่ของการดำเนินไป การบอกเวลา และในฐานะแนวคิดเชิงอภิปรัชญาที่คลุมเครือ

เริ่มต้นจากรุ่น UR-101 และ UR-102 ซึ่งได้แนะนำระบบการหมุนของตัวบ่งชี้ชั่วโมงแบบดาวเทียมเป็นครั้งแรก โดยการอ่านค่าไปตามแนวรางนาทีที่ถูกกำหนดไว้คงที่ แม้ว่าในตอนนั้นจะยังแฝงตัวอยู่ในรูปลักษณ์ของนาฬิกาทรงกลมแบบดั้งเดิมก็ตาม และต่อมาในรุ่น UR-103.03 ซึ่งได้พลิกแนวคิดนี้ด้วยการอวดโฉมการทำงานที่สลับซับซ้อนของระบบแสดงชั่วโมงแบบเร่ร่อนให้เห็นอย่างชัดเจน URWERK ได้ผลักดันขอบเขตของเวลาและวิธีการบอกเล่าเรื่องราวของเวลามาโดยตลอด

UR-101 และ UR-102 (ภาพ: Christie’s)
UR-103.03 และ UR-210

ในขณะเดียวกัน รุ่น UR-210 ก็ได้จับคู่ระบบดาวเทียมแบบสามมิติเข้ากับเข็มนาทีแบบตีกลับหรือเรโทรเกรด ส่วนรุ่น EMC ที่เปิดตัวอย่างแปลกใหม่ในปี 2013 ซึ่งย่อมาจาก Electro Mechanical Control นั้นมีระบบออสซิลเลเตอร์อิเล็กทรอนิกส์ที่ช่วยให้คุณสามารถปรับจูนการทำงานของจักรกลอกได้ด้วยตนเอง กล่าวโดยย่อคือ นี่คือการออกสำรวจเรื่องราวของเวลาอย่างไม่หยุดยั้งและต่อเนื่องตลอดมา

URWERK EMC

รุ่น UR-100V เวอร์ชันล่าสุดยังคงดำเนินรอยตามเส้นทางนี้ โดยได้ก้าวเข้าสู่พื้นที่ของจักรวาลอย่างแท้จริง UR-100 SpaceTime ซึ่งเปิดตัวครั้งแรกในปี 2019 เป็นหนึ่งในนาฬิกาที่บางที่สุดของ URWERK ด้วยความหนาเพียง 14 มิลลิเมตร และอาจเป็นรุ่นที่ออกแบบมาได้สอดรับกับสรีระการใช้งานมากที่สุด ซึ่งส่งผลให้กลายเป็นหนึ่งในรุ่นที่ขายดีที่สุดด้วย สมาชิกยุคแรกๆ ของคอลเลกชันนี้โดดเด่นด้วยจานดาวเทียมแสดงชั่วโมงและนาทีแบบเร่ร่อนอันเป็นเอกลักษณ์ของ URWERK แต่ได้เพิ่มลูกเล่นพิเศษเข้าไป โดยทางด้านซ้ายจะมีตัวบ่งชี้ระยะทางที่โลกหมุนรอบตัวเองตามแนวเส้นศูนย์สูตร ซึ่งคิดเป็นระยะทางประมาณ 555 กิโลเมตรในทุกๆ 20 นาที ส่วนทางด้านขวาจะมีตัวบ่งชี้ระยะทางที่โลกเดินทางตามวงโคจรรอบดวงอาทิตย์ ซึ่งคิดเป็นระยะทางประมาณ 35,740 กิโลเมตรในทุกๆ 20 นาที

ต้องยอมรับว่าตัวเลขเหล่านี้แทบจะไม่ได้นำมาใช้งานจริงในชีวิตประจำวัน แต่เราชื่นชมในฐานะการใคร่ครวญถึงอวกาศ เวลา และความหมายของชีวิต ซึ่งเป็นสิ่งที่ช่วยเตือนใจเบาๆ ถึงตำแหน่งแห่งที่ของเราในโลกท่ามกลางตัวเลขมหาศาลเหล่านี้

UR-100 “กาลอวกาศ”

รุ่น UR-100V LightSpeed ของ URWERK ในปี 2023 ได้ขยายมุมมองนั้นออกไปอีกหลายเท่าตัว โดยการยกเลิกตัวบ่งชี้คู่และการระบุระยะทางในวงโคจรออกไป แล้วเปลี่ยนมาเป็นการแสดงแผนผังเวลาที่แสงต้องใช้ในการเดินทางจากดวงอาทิตย์ไปยังดาวเคราะห์แต่ละดวงในระบบสุริยะให้เห็นได้ในพริบตา สิ่งที่ต่างจากรุ่นก่อนหน้าที่เคยวัดระยะทางที่ผ่านไปในตัวบ่งชี้ คือในรุ่นนี้จะแสดงมาตราส่วนคงที่ของเหล่าดาวเคราะห์ที่กระจายอยู่รอบหน้าปัด พร้อมระยะเวลาที่อนุภาคแสงหรือโฟตอนใช้เดินทางจากดวงอาทิตย์ไปยังดาวเคราะห์เหล่านั้น ซึ่งแต่ละตำแหน่งจะสอดคล้องกับเวลาเดินทางของแสงที่คำนวณมาอย่างแม่นยำตามหลักคณิตศาสตร์

UR-100V “LightSpeed”

ยกตัวอย่างเช่น ดาวพุธซึ่งเปรียบเสมือนผู้นำสารของเหล่าเทพเจ้า อยู่ห่างออกไปเพียง 3.2 นาทีจากลำแสงของดวงอาทิตย์ ขณะที่โลกใช้เวลาเดินทางนานกว่าเล็กน้อยที่ 8.3 นาที ส่วนดาวเนปจูนที่ตั้งอยู่บนขอบอันมืดมิดของระบบสุริยะนั้น ต้องใช้เวลาเดินทางอันยาวไกลถึง 4.1 ชั่วโมง

ถามว่าใช้งานได้จริงไหม คำตอบคือไม่ ยกเว้นว่าคุณจะเป็นคาวบอยอวกาศ แต่ถ้าถามว่ามันให้ความรู้สึกถึงจักรวาล ความโรแมนติก และเรื่องราวอันน่าอัศจรรย์ที่ช่วยเพิ่มเสน่ห์อันน่าดึงดูดใจให้กับนาฬิกาจักรกลหรือไม่ เราเชื่อว่าเป็นเช่นนั้นแน่นอน

ระยะทางที่โฟตอนแสงเดินทางจากดวงอาทิตย์มายังโลกคือ 8.3 นาที ดังที่ระบุไว้อย่างชัดเจน

เช่นเดียวกับการแสดงผลแบบดาวเทียมเร่ร่อนมาตรฐานของ URWERK เวลาจะถูกอ่านจากดาวเทียมชั่วโมงที่เคลื่อนผ่านส่วนโค้งด้านล่างของหน้าปัด ซึ่งแสดงมาตราส่วนนาทีแบบ 120 องศา ดาวเทียมแต่ละดวงที่บรรจุตัวเลขสี่ชุดและเคลือบด้วยสารเรืองแสง Super-LumiNova จะเคลื่อนผ่านแนวนาทีในเวลา 60 นาที เมื่อสิ้นสุดระยะทาง ดาวเทียมดวงถัดไปจะเข้ามาแทนที่ ณ จุดเริ่มต้นของแนวนาทีทันที เวลาปัจจุบันของคุณจะพิจารณาจากการอ่านตัวเลขบนดาวเทียมที่อยู่ในตำแหน่งตรงกับแนวนาที และทันทีที่ดาวเทียมเคลื่อนพ้นจากแนวนาทีไป มันก็จะก้าวเข้าสู่พื้นที่แห่งจักรวาล

ซึ่งเป็นไปตามที่ Martin Frei ผู้อำนวยการฝ่ายศิลป์และผู้ร่วมก่อตั้ง URWERK ได้กล่าวไว้ว่า สิ่งนี้เปรียบเสมือนการ พกพาเศษเสี้ยวของจักรวาลไว้บนข้อมือ

เฟลิกซ์ บอมการ์ตเนอร์ และมาร์ติน ไฟร

Felix Baumgartner มาสเตอร์วอทช์เมกเกอร์และผู้ร่วมก่อตั้ง ได้อ้างถึงเรื่องราวในวัยเด็กที่น่าจะสะท้อนความรู้สึกของใครหลายคนว่า เมื่อแสงจากดวงดาวอันห่างไกลเดินทางมาถึงเรา ดวงดาวดวงนั้นอาจจะดับแสงไปนานแล้ว สิ่งที่เราเห็นจึงไม่มีอยู่จริงและไม่ใช่ปัจจุบันอีกต่อไป แต่มันคือความทรงจำ ระบบดาวเคราะห์ที่ถูกจำลองไว้บน UR-100V LightSpeed จึงเป็นสิ่งเตือนใจที่เด่นชัดถึงเรื่องราวเหล่านั้น แม้ว่าจะเป็นการนำเสนอในรูปแบบที่แปลกใหม่และล้ำสมัยก็ตาม

การเปลี่ยนผ่านของวัสดุ

การเปิดตัว UR-100V LightSpeed ในปีนี้ถือเป็นเอดิชันที่สองของซีรีส์ โดยมีการยกระดับความน่าสนใจด้วยการเปลี่ยนวัสดุมาเป็นเซรามิกสีขาว ซึ่งช่วยสร้างความโดดเด่นทางทัศนียภาพที่ทำให้หน้าปัดดูสะดุดตายิ่งขึ้นเมื่ออยู่บนข้อมือ นอกเหนือจากการเปลี่ยนสีเพื่อความสวยงามแล้ว ตัวเรือนยังผลิตจากวัสดุเซรามิกคอมโพสิตแบบใหม่ทั้งหมดที่พัฒนาขึ้นโดย URWERK ซึ่งเป็นการใช้โครงสร้างพอลิเมอร์ที่ผสานเซรามิกไฟเบอร์เข้ากับแก้วและคาร์บอนไฟเบอร์ ส่งผลให้มีความทนทานและทนต่อแรงกระแทกได้ดียิ่งขึ้น

URWERK UR-100V “LightSpeed” เซรามิก

Baumgartner อธิบายว่า ความแข็งแกร่งอย่างสุดขั้วของเซรามิกแบบดั้งเดิมนั้นก็ถือเป็นจุดอ่อนในตัวเองด้วย เนื่องจากคุณสมบัติที่เปราะบางโดยธรรมชาติ เมื่อผ่านการเผาผนึกด้วยอุณหภูมิสูง วัสดุเหล่านี้อาจแตกละเอียดได้หากได้รับแรงกระแทกอย่างรุนแรง เราต้องการก้าวข้ามข้อจำกัดนั้น จึงได้พัฒนาวัสดุของเราขึ้นมาเอง และด้วยส่วนผสมของแก้วและคาร์บอนไฟเบอร์ที่บรรจุอยู่ภายใน เซรามิกคอมโพสิตแบบใหม่ล่าสุดของเราจึงไม่แตกหักง่าย

เคสสีขาวที่มีพื้นผิวสัมผัสที่เปลี่ยนจากด้านเป็นเรืองแสงอ่อนๆ ขึ้นอยู่กับแสง

สมกับที่เป็นนาฬิกาซึ่งบันทึกการเดินทางของแสง พื้นผิวสีขาวบนตัวเรือน UR-100V LightSpeed Ceramic นั้นถูกรังสรรค์ให้มีพื้นผิวสัมผัส (Texture) ที่แตกต่างกันไปตามแสงโดยรอบอย่างที่คุณคาดไว้ โดยบางครั้งอาจดูเป็นสีขาวด้านหรือบางครั้งก็ดูเปล่งประกายอย่างนุ่มนวล Frei ชี้ให้เห็นว่า ในเชิงวัสดุศาสตร์ สีขาวเกิดจากพื้นผิวที่สะท้อนและกระเจิงแสงส่วนใหญ่ที่ตกกระทบเข้ามา ไม่มีสีขาวที่สมบูรณ์แบบเพียงหนึ่งเดียว เพราะมันจะเปลี่ยนแปลงไปตามแสงสว่างและค่าความต่างสี ดังนั้นสีขาวจึงไม่ใช่ตัวตนของสสาร แต่เป็นสภาวะของแสง

URWERK ยังคงนำพาเราเดินทางผ่านจักรวาลต่อไปด้วยโรเตอร์อะลูมิเนียมเคลือบ PVD สีดำ ที่ดูสวยงามราวกับการจำลองภาพดวงอาทิตย์ในเชิงศิลปะนามธรรม โดยถูกล้อมกรอบด้วยฝาหลังวัสดุไทเทเนียมเกรด 5 เคลือบ DLC ที่ผ่านการพ่นทรายและพ่นเม็ดแก้วอย่างประณีต

ภาพวาดนามธรรมอันงดงามที่สื่อถึงดวงอาทิตย์

ภายใต้ความงดงามนี้ กลไกอัตโนมัติ UR 12.02 ทำงานด้วยความถี่คงที่ 4 เฮิรตซ์ โดยได้รับการควบคุมด้วยระบบ Windfänger อันยาวนานของ URWERK ซึ่งสังเกตได้จากวงล้อหกแฉกที่ตัวโรเตอร์ ระบบนี้ทำหน้าที่เป็นกังหันต้านทานอากาศขนาดเล็ก ซึ่งช่วยควบคุมการขึ้นลานและสร้างเสถียรภาพให้กับระบบดาวเทียม

กระปุกลานคู่ช่วยให้สำรองพลังงานได้ยาวนานถึง 48 ชั่วโมง และแม้ว่าการตกแต่งแบบดั้งเดิมอาจไม่ใช่สิ่งแรกที่นึกถึงสำหรับนาฬิกาประเภทนี้ แต่เรายังคงสัมผัสได้ถึงความใส่ใจในรายละเอียดที่ชัดเจน ทั้งการตกแต่งลายก้นหอย (Perlage) การขัดลายซาติน และการลบเหลี่ยมมุมของหัวสกรู

ระบบ Windfänger ของ URWERK ที่มีมาอย่างยาวนาน
รายละเอียดทางเทคนิค
URWERK UR-100V LightSpeed Ceramic
  • กลไก กลไกอัตโนมัติ Caliber UR 12.02 ควบคุมการทำงานด้วยระบบ Windfänger สำรองพลังงาน 48 ชั่วโมง
  • ฟังก์ชัน แสดงชั่วโมงแบบดาวเทียม นาที แสดงเวลาที่ลำแสงจากดวงอาทิตย์ใช้เดินทางไปถึงดาวเคราะห์ 8 ดวงในระบบสุริยะ
  • ตัวเรือน ขนาด 43 มม. × 51.73 มม. หนา 14.55 มม. วัสดุเซรามิกสีขาวผสมกับเนื้อผ้าซิลเวอร์ไฟเบอร์กลาสและคาร์บอน ตัวเรือนชั้นในผลิตจากไทเทเนียม ฝาหลังผลิตจากไทเทเนียมเกรด 5 เคลือบ DLC ผ่านการพ่นทรายและพ่นเม็ดแก้ว กันน้ำได้ 50 เมตร
  • หน้าปัด แสดงผลแบบสามมิติ พร้อมกระจกแซฟไฟร์เผยให้เห็นการทำงานของกลไก
  • สายนาฬิกา สายยางปั๊มลาย (มีให้เลือกทั้งสีดำและสีขาว) พร้อมตัวล็อกสายแบบบานพับ

อ่านบทความอื่นๆ เพิ่มเติม
IWC เฉลิมฉลองจิตวิญญาณแห่งความเร็วด้วย Pilot’s Watch Chronograph 41 รุ่นพิเศษ George Russell
การกลับมาของ Niton แบรนด์นาฬิกาสวิสอายุร่วมศตวรรษ ที่เปิดตัวอีกครั้งด้วย ‘PRIMA’ นาฬิกา Jump Hour สุดเนี้ยบ
Franck Muller Vanguard Sport Asia Pacific Exclusive นิยามความสปอร์ตสุดแกรมที่ครองใจชาวเอเชีย

IWC เฉลิมฉลองจิตวิญญาณแห่งความเร็วด้วย Pilot’s Watch Chronograph 41 รุ่นพิเศษ George Russell

เมื่อสีฟ้าประจำตัวของ George Russell มาอยู่บนตัวเรือนเซรามิกสีดำสุดแกร่งจาก IWC

IWC Schaffhausen สานต่อสายสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นกับโลกแห่งความเร็วด้วยการเปิดตัวเรือนเวลาผลงานคอลแลบบอเรชันล่าสุดร่วมกับ George Russell นักแข่งดาวรุ่งจากทีม Mercedes-AMG Petronas Formula One ในรุ่น Pilot’s Watch Chronograph 41 George Russell (Ref. IW389411) ที่มาพร้อมภาพลักษณ์ดุดันและสีสันอันเป็นเอกลักษณ์ของยอดนักแข่งชาวอังกฤษ

ดีไซน์ที่สะท้อนตัวตนของ GR63 

ความโดดเด่นของนาฬิการุ่นนี้อยู่ที่การเลือกใช้โทนสี George Russell Blue ซึ่งเป็นสีฟ้าเฉดเดียวกับที่ปรากฏบนหมวกกันน็อกคู่ใจของเขา สีฟ้านี้ถูกนำมาใช้ตกแต่งทั้งบนรายละเอียดของหน้าปัด เข็มนาฬิกา และสายยางคุณภาพสูง นอกจากนี้บริเวณฝาหลังไทเทเนียมยังมีการสลักหมายเลข 63 ซึ่งเป็นหมายเลขประจำตัวในการแข่งขันของ Russell ที่เขาใช้มาตั้งแต่สมัยแข่งรถคาร์ทจนถึงปัจจุบัน

วัสดุไฮเทคเพื่อประสิทธิภาพสูงสุด

ตัวเรือนขนาด 41.9 มิลลิเมตร ผลิตจากเซรามิกเซอร์โคเนียมออกไซด์ (Zirconium Oxide Ceramic) สีดำผิวด้าน ซึ่งเป็นวัสดุที่ IWC เชี่ยวชาญเป็นพิเศษ ให้คุณสมบัติทนทานต่อรอยขีดข่วนและมีน้ำหนักเบา เสริมความแกร่งด้วยปุ่มกดและเม็ดมะยมที่ผลิตจาก Ceratanium® วัสดุลิขสิทธิ์เฉพาะที่รวมข้อดีของไทเทเนียมและเซรามิกไว้ด้วยกัน

ขุมพลังภายใน

ภายในขับเคลื่อนด้วยกลไก In-house Calibre 69380 ซึ่งเป็นกลไกโครโนกราฟแบบ Column-wheel ที่ขึ้นชื่อเรื่องความเที่ยงตรงและทนทาน รองรับการสำรองพลังงานได้ 46 ชั่วโมง พร้อมฟังก์ชันแสดงวันและวันที่ในตำแหน่ง 3 นาฬิกา หน้าปัดย่อยจัดวางแบบ Tri-compax ที่อ่านค่าได้ง่ายตามมาตรฐานนาฬิกานักบิน

นาฬิการุ่นนี้ผลิตจำนวนจำกัดเพียง 1,063 เรือน ทั่วโลก (เป็นการผสมผสานระหว่างเลข 1,000 และหมายเลข 63 ของ Russell) ถือเป็นไอเทมที่รวมเอาศาสตร์แห่งการทำนาฬิกาชั้นสูงและจิตวิญญาณแห่งมอเตอร์สปอร์ตไว้ได้อย่างสมบูรณ์แบบ

รายละเอียดทางเทคนิค
IWC Pilot’s Watch Chronograph 41 George Russell
  • หมายเลขอ้างอิง IW389411
  • กลไก กลไกอัตโนมัติ In-house Calibre 69380 ระบบโครโนกราฟแบบ Column-wheel สำรองพลังงาน 46 ชั่วโมง
  • ฟังก์ชัน ชั่วโมง นาที วินาทีย่อย ระบบจับเวลาโครโนกราฟ (12 ชั่วโมง และ 30 นาที) แสดงวันและวันที่
  • ตัวเรือน ขนาด 41.9 มม. หนา 15.5 มม. วัสดุเซรามิกสีดำ เม็ดมะยมและปุ่มกด Ceratanium® ฝาหลังไทเทเนียมสลักหมายเลข 63 กันน้ำ 100 เมตร
  • หน้าปัด สีดำด้านพร้อมรายละเอียดสีฟ้า เข็มและหลักชั่วโมงเคลือบสารเรืองแสง Super-LumiNova สีฟ้า
  • สายนาฬิกา สายยางสีฟ้า พร้อมระบบ EasX-CHANGE® สำหรับการเปลี่ยนสายด้วยตนเอง
  • จำนวนที่ผลิต Limited Edition 1,063 เรือน

อ่านบทความอื่นๆ เพิ่มเติม
Chopard Zagato Lab One Concept ความเร้าใจระดับไฮเปอร์คาร์บนเรือนเวลาที่เบาที่สุดในประวัติศาสตร์
H. Moser & Cie. Endeavour Tourbillon Skeleton สถาปัตยกรรมแห่งความโปร่งใสและปรัชญามินิมัลลิซึม
ทำความรู้จัก Fears Watches การฟื้นคืนชีพของมรดกเรือนเวลาอังกฤษและเสน่ห์ของรุ่น Brunswick 40 1846 Edition

Breitling กลับเข้าสู่สนามแข่งอีกครั้งด้วยการเป็นพันธมิตรใหม่ใน F1 ร่วมกับ Aston Martin

Breitling จับมือ Aston Martin เปิดตัว Navitimer B01 F1 Team Limited Edition

Breitling เข้าร่วมการแข่งขันฟอร์มูล่าวันผ่านการสร้างความร่วมมือระยะยาวในหลากหลายช่องทางร่วมกับ Aston Martin และทีม Aston Martin Aramco Formula One

มีหลายสิ่งที่ผู้คนต่างชื่นชมในตัว Georges Kern ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ Breitling หนึ่งในนั้นคือความเฉียบแหลมในการจับกระแสความนิยมของยุคสมัย เริ่มตั้งแต่สมัยที่เขาอยู่ที่ IWC ซึ่งเขาได้เปลี่ยนแบรนด์ให้กลายเป็นมหาอำนาจระดับโลก และในปัจจุบันที่ Breitling ซึ่งเขาเป็นผู้วางกลยุทธ์ House of Brands ที่ประกาศไปเมื่อปีที่แล้ว

การประกาศล่าสุดของ Breitling เพื่อเริ่มต้นปี 2026 คือข้อพิสูจน์ในเรื่องนี้ได้เป็นอย่างดี โดยแบรนด์ได้จับมือกับ Aston Martin และทีม Aston Martin Aramco Formula One ในฐานะพันธมิตรผู้ผลิตนาฬิกาอย่างเป็นทางการ ซึ่งถือเป็นการรุกเข้าสู่สนามแข่ง F1 ที่เต็มไปด้วยความเร็วและการเดิมพันสูงอย่างเต็มตัว ความร่วมมือครั้งนี้ถูกกำหนดให้เป็นพันธมิตรระยะยาวในหลากหลายแพลตฟอร์ม ซึ่งครอบคลุมถึงการเปิดตัวผลิตภัณฑ์ การจัดกิจกรรมร่วมกัน การจัดพื้นที่สำหรับ Aston Martin โดยเฉพาะในบูติกกว่า 300 แห่งทั่วโลก และจะแผ่ขยายไปทั่วทั้งจักรวาลของ Aston Martin และทีม Aston Martin Aramco Formula One

แฟนๆ ของทั้ง Breitling และ Aston Martin สามารถคาดหวังได้มากกว่าเพียงแค่การติดสติกเกอร์บนรถแข่งในการเป็นพันธมิตรแบบครบวงจรครั้งนี้ และสิ่งแรกที่จะเปิดตัวออกมาคือ Navitimer B01 Chronograph 43 Aston Martin Aramco Formula One Team ที่มาในรูปลักษณ์เท่และสุขุมด้วยวัสดุไทเทเนียมน้ำหนักเบา

รุดหน้าไปสู่อนาคต

ตามธรรมเนียมปฏิบัติแล้ว Breitling มักถูกเชื่อมโยงกับการบินและนาฬิกานักบินเสมอมา ต้องขอบคุณรุ่น Navitimer ที่ได้รับการพัฒนาขึ้นเป็นครั้งแรกในปี 1952 เพื่อให้นักบินสวมใส่สำหรับคำนวณความเร็ว ระยะเวลา และอัตราสิ้นเปลืองน้ำมันเชื้อเพลิงได้อย่างง่ายดายภายในห้องนักบิน

การกำเนิดของ Navitimer ในปี 1952 ทำให้เหล่านักบินมีคอมพิวเตอร์การบินเชิงกลที่สามารถคำนวณรายละเอียดของแผนการบินได้ และยังคงเป็นที่นิยมอย่างต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน

แต่แบรนด์เองก็มีประวัติศาสตร์อันยาวนานร่วมกับยานยนต์และมอเตอร์สปอร์ต รวมถึงมีแฟนพันธุ์แท้ในแวดวงเหล่านั้นด้วยเช่นกัน ย้อนกลับไปในยุค 60 นักแข่ง F1 อย่าง Graham Hill และ Jim Clark ต่างเคยคว้าแชมป์โลก F1 มาแล้วคนละสองสมัย ทั้งคู่ขับเครื่องบินส่วนตัวขนาดเล็ก และแน่นอนว่าเป็นไปตามที่คาดไว้ พวกเขาสวมใส่ Breitling Navitimer

เกรแฮม ฮิลล์ สวมนาฬิกา Breitling Navitimer รุ่น 806 (ภาพโดย Rainer Schlegelmilch/Getty Images)

ข้อมูลที่น่าสนใจและอาจจะตรงประเด็นมากกว่าจากบันทึกทางประวัติศาสตร์คือเรื่องราวของ Vitesse ซึ่งเป็นภาษาฝรั่งเศสที่แปลว่า ความเร็ว นาฬิกาพกเรือนนี้ถูกสร้างสรรค์ขึ้นโดย Leon Breitling ในปี 1907 และเป็นนาฬิกาโครโนกราฟรุ่นแรกที่สามารถวัดความเร็วได้ตั้งแต่ 15 ถึง 250 ไมล์หรือกิโลเมตรต่อชั่วโมง ว่ากันว่านาฬิการุ่นนี้มีความแม่นยำสูงมากเสียจนตำรวจสวิสเคยนำไปใช้ในการจับความเร็วผู้ขับขี่ที่กระทำผิดกฎจราจร

จิม คลาร์ก สวมนาฬิกา Breitling Navitimer รุ่น 806

การมุ่งเน้นความเข้มงวดในเรื่องความแม่นยำของการวัดเวลา คือสิ่งที่ Breitling ตั้งใจจะสื่อสารอย่างชัดเจนผ่านการก้าวเข้าสู่สนามแข่งฟอร์มูล่าวันอย่างเป็นทางการ ซึ่งเป็นวงการที่ความแม่นยำระดับนาโนวินาทีคือตัวตัดสินความแตกต่างระหว่างการได้ยืนบนโพเดียมหรือการถูกลืมเลือนไป และถือเป็นจังหวะที่เหมาะสมอย่างยิ่ง เนื่องจากตั้งแต่ปี 1999 เป็นต้นมา แบรนด์ได้มุ่งมั่นที่จะทำให้มั่นใจว่ากลไกทุกชิ้นของตนจะต้องผ่านการรับรองมาตรฐาน COSC

ในปี ค.ศ. 1884 เลออน ไบรท์ลิง ได้ก่อตั้งบริษัทไบรท์ลิงขึ้น
นาฬิกาพกโครโนกราฟ Vitesse

นั่นหมายความว่ากลไกแต่ละชิ้นของ Breitling ได้ผ่านการทดสอบเรื่องเวลาอย่างเข้มงวดจากองค์กรอิสระ และเป็นไปตามมาตรฐานที่กำหนดสำหรับความแม่นยำในการจับเวลา สำหรับกลไกจักรกลอย่าง Caliber B01 ที่ผลิตขึ้นเองภายในโรงงาน ซึ่งใช้ขับเคลื่อนนาฬิกา Navitimer รุ่นล่าสุดนี้ จะมีค่าความคลาดเคลื่อนเฉลี่ยของเวลาในแต่ละวันอยู่ที่ระหว่าง +4/-6 วินาทีต่อวัน

นาฬิกา Breitling Calibre B01

ในขณะเดียวกัน การเป็นพันธมิตรครั้งใหม่ของ Breitling ยังได้ใช้ประโยชน์จากชื่อเสียงอันเก่าแก่ในโลกยานยนต์ของชื่อแบรนด์ Aston Martin โดย Kern ได้เน้นย้ำถึงความคล้ายคลึงกันระหว่างสองแบรนด์ว่า Aston Martin สร้างสรรค์รถยนต์ที่ให้ความสำคัญกับภาพลักษณ์ที่โดดเด่นพอๆ กับสมรรถนะ เรามีมรดกทางวัฒนธรรมในการออกแบบที่เป็นเอกลักษณ์เหมือนกัน ทุกเส้นสาย การตกแต่ง และสัดส่วนล้วนมีจุดประสงค์ ไม่มีสิ่งใดที่ถูกปล่อยให้เป็นเรื่องของความบังเอิญ

แท้จริงแล้ว ทั้งสองแบรนด์มีประวัติศาสตร์ร่วมกันย้อนไปถึงปี 1965 เมื่อรุ่น Top Time ของ Breitling กลายเป็นนาฬิกาเรือนแรกที่ได้รับการปรับแต่งโดย Q สำหรับ James Bond ซึ่งรับบทโดย Sean Connery ในภาพยนตร์เรื่อง Thunderball และราวกับโชคชะตากำหนดไว้ รถคู่ใจของ 007 ในการปรากฏตัวบนจอเงินครั้งนั้นก็คือ Aston Martin DB5 อันเป็นเอกลักษณ์

ฌอน คอนเนอรี่ รับบทเป็น เจมส์ บอนด์ ในภาพยนตร์เรื่อง ธันเดอร์บอล ปี 1965 บนข้อมือของเขาสวมนาฬิกา Breitling Top Time รุ่นพิเศษ ที่ Q ติดตั้งเครื่องวัดรังสีไกเกอร์ (ภาพโดย Allstar / United Artists)
ฌอน คอนเนอรี่ ผู้รับบทเจมส์ บอนด์คนแรก กับรถแอสตัน มาร์ติน DB5 ปี 1964 (ภาพ: วิกิมีเดียคอมมอนส์)

Aston Martin และ Breitling ต่างเคยมีเส้นทางที่บรรจบกันในช่วงเวลาสำคัญทั้งในด้านการออกแบบและวัฒนธรรม Adrian Hallmark ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ Aston Martin กล่าว การเป็นพันธมิตรครั้งนี้คือการแสดงออกที่สมบูรณ์แบบถึงความเป็นเลิศ ความเชี่ยวชาญในการออกแบบ และสมรรถนะ ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญในทุกผลิตภัณฑ์ที่อยู่ภายใต้ชื่อ Aston Martin

ความร่วมมือกับ Aston Martin จะมุ่งเน้นไปที่สามเสาหลัก ได้แก่ เสาหลักด้านฟอร์มูล่าวันที่มีเทคโนโลยีขั้นสูง เสาหลักด้านมรดกที่นำเอกลักษณ์ของแบรนด์อย่างรุ่น DB5 มาใช้ และเสาหลักสุดท้ายคือกลุ่มรถยนต์สมรรถนะสูงระดับอัลตร้าลักชัวรี Kern กล่าวว่า คุณจะได้เห็นผลิตภัณฑ์ที่แตกต่างกันโดยสิ้นเชิงสามประเภทในตลาด ซึ่งครอบคลุมทั้งสามเซกเมนต์นี้ และนั่นคือสิ่งที่ทำให้การเป็นพันธมิตรครั้งนี้มีความหลากหลายและเข้มข้น

เมื่อพิจารณาว่าความนิยมของฟอร์มูล่าวันกำลังอยู่ในจุดสูงสุด จึงเป็นเรื่องที่เข้าใจได้ว่าทำไมพื้นที่นี้จึงมีความดึงดูดใจอย่างยิ่งสำหรับแบรนด์ เมื่อปีที่แล้วฟอร์มูล่าวันรายงานว่ามีฐานแฟนคลับทั่วโลกสูงถึง 827 ล้านคน เพิ่มขึ้นร้อยละ 12 เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า โดยมีกลุ่มแฟนคลับรุ่นใหม่ที่มีความหลากหลายมากกว่าที่เคย ความสำเร็จอย่างล้นหลามของซีรีส์ Drive to Survive ทาง Netflix ที่ดำเนินมาถึงซีซันที่ห้า และภาพยนตร์ F1 ที่นำแสดงโดย Brad Pitt เมื่อปีที่แล้ว ยังช่วยกระตุ้นกระแสความนิยมของฟอร์มูล่าวันให้พุ่งสูงขึ้น จนในปัจจุบันฟอร์มูล่าวันกลายเป็นลีกกีฬาที่ได้รับความนิยมมากที่สุดในโลก โดยมีฐานแฟนคลับมากกว่าคู่แข่งที่ใหญ่ที่สุดลำดับถัดไปอย่าง NBA ถึงร้อยละ 11.4

แคมเปญ Breitling x NFL

การเป็นพันธมิตรของ Breitling กับ NFL ที่ประกาศไปเมื่อปีที่แล้ว ช่วยให้แบรนด์เข้าถึงกีฬายอดนิยมที่สุดของอเมริกาได้สำเร็จ ดังนั้น F1 จึงเป็นก้าวต่อไปที่สมเหตุสมผลในการเข้าถึงกลุ่มผู้ชมในระดับสากลที่กว้างขวางและยิ่งใหญ่กว่าเดิม เมื่อรวมเข้ากับชื่อชั้นของ Aston Martin ซึ่ง Kern ให้ความเห็นว่าเป็นแบรนด์ที่แข็งแกร่งในประเทศจีนและตลาดอื่นๆ ในเอเชีย จึงทำให้ Breitling อยู่บนเส้นทางสู่การครอบครองความเป็นหนึ่งในระดับโลก

ทีมนี้มีความลึกซึ้ง Kern กล่าว และเรามีสามเสาหลักที่เราสามารถต่อยอดได้ในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า คุณก็รู้กฎของการตลาดที่เรียบง่ายมาก นั่นคือการเป็นคนแรกหรือการเป็นคนที่ดีกว่า และแน่นอนว่าเราจะเป็นคนที่ดีกว่า

ความเร็วสูงสุดและความแม่นยำอันสมบูรณ์แบบ

การเริ่มต้นพันธมิตรในครั้งนี้คือรุ่น Navitimer B01 Chronograph 43 Aston Martin Aramco Formula One Team นาฬิกาที่สร้างความโดดเด่นบนข้อมือด้วยขนาดตัวเรือน 43 มิลลิเมตร ซึ่งเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวของ Breitling แต่การเชื่อมโยงระหว่างทั้งสองแบรนด์นั้นทำออกมาได้อย่างมีรสนิยมและแนบเนียน มากกว่าที่จะนำเสนอแบบโจ่งแจ้ง นอกเหนือจากตราสัญลักษณ์ Aston Martin บนฝาหลังแล้ว คุณจะต้องพิจารณาให้ใกล้ชิดยิ่งขึ้นเพื่อที่จะจำแนกรหัสลับต่างๆ ที่ช่วยเสริมความแข็งแกร่งให้กับสายสัมพันธ์บนสนามแข่งในครั้งนี้

นาฬิกา Breitling Navitimer B01 Chronograph 43 สำหรับทีม Aston Martin Aramco Formula One

เข็มวินาทีโครโนกราฟสีเขียวมะนาว (Lime) ซึ่งหยิบมาจากสีสันบนตัวรถของทีม Aston Martin Aramco คือสิ่งที่สังเกตเห็นได้ชัดเจนที่สุด ตัวเรือนผลิตจากไทเทเนียมน้ำหนักเบา ซึ่งถือเป็นครั้งแรกที่มีการนำวัสดุนี้มาใช้กับคอลเลกชัน Navitimer ส่วนสายหนังปั๊มลายได้รับแรงบันดาลใจจากชุดสายรัดนิรภัยสำหรับแข่งรถ โดยเลือกใช้สีเขียว Aston Martin Racing Green เฉพาะบริเวณด้านหลังสายเท่านั้น ไม่ใช่ด้านหน้า พร้อมตกแต่งขอบสายด้วยสีเขียวมะนาวที่ดูสะดุดตา

ตราสัญลักษณ์แอสตันมาร์ตินบนฝาหลัง

ในขณะเดียวกัน หน้าปัดผลิตจากคาร์บอนไฟเบอร์ ซึ่งเป็นการสะท้อนถึงองค์ประกอบสำคัญสามประการของฟอร์มูล่าวัน ได้แก่ ความเบา ความแข็งแกร่ง และความแม่นยำ บนหน้าปัดมีการแต้มสีเขียว Racing Green จับคู่กับเข็มชั่วโมง เข็มนาที และหลักชั่วโมงสีขาว ซึ่งเคลือบด้วยสารเรืองแสง Super-LumiNova สีเขียวเพื่อเพิ่มทัศนวิสัยในที่มืด ส่วนรหัสการออกแบบอันเป็นเอกลักษณ์ของ Navitimer ยังคงอยู่ครบถ้วน ทั้งสเกลคำนวณแบบวงกลมสีขาวที่อ่านค่าได้ง่าย เลย์เอาต์หน้าปัดย่อยแบบสามวง (Tri-compax) หลักชั่วโมงทรงแท่ง และขอบตัวเรือนแบบร่องหยัก พร้อมโลโก้ปีกนก AOPA อันเป็นเอกลักษณ์ในตำแหน่ง 12 นาฬิกาเช่นเดิม

Navitimer B01 Chronograph 43 Aston Martin Aramco Formula One Team ขับเคลื่อนด้วยกลไก Manufacture Caliber B01 ของ Breitling ซึ่งเป็นกลไกโครโนกราฟแบบไขลานอัตโนมัติที่สั่งการผ่านระบบคอลัมน์วีล (Column-wheel) และมีสำรองพลังงานอย่างเต็มอิ่มถึง 70 ชั่วโมง นาฬิการุ่นดังกล่าวผลิตในจำนวนจำกัดเพียง 1,959 เรือน เพื่อเป็นการระลึกถึงปีที่ Aston Martin ก้าวเข้าสู่การแข่งขันฟอร์มูล่าความเป็นครั้งแรก

รายละเอียดทางเทคนิค
Breitling Navitimer B01 Chronograph 43 Aston Martin Aramco Formula One Team
  • หมายเลขอ้างอิง EB01381A1B1X1
  • กลไก กลไกไขลานอัตโนมัติ Breitling Manufacture Caliber B01 สำรองพลังงาน 70 ชั่วโมง
  • ฟังก์ชัน ชั่วโมง นาที วินาทีย่อย โครโนกราฟ และวันที่
  • ตัวเรือน 43 มิลลิเมตร × 13.69 มิลลิเมตร วัสดุไทเทเนียม กันน้ำได้ 30 เมตร
  • หน้าปัด คาร์บอนไฟเบอร์ หลักชั่วโมงเคลือบสารเรืองแสง Super-LumiNova
  • สายนาฬิกา สายหนังสีดำปั๊มลาย ด้านหลังสายสีเขียว Racing Green พร้อมตัวล็อกสายแบบหัวเข็มขัด
  • จำนวนที่ผลิต ผลิตจำนวนจำกัด 1,959 เรือน

อ่านบทความอื่นๆ เพิ่มเติม
การกลับมาของ Niton แบรนด์นาฬิกาสวิสอายุร่วมศตวรรษ ที่เปิดตัวอีกครั้งด้วย ‘PRIMA’ นาฬิกา Jump Hour สุดเนี้ยบ
Franck Muller Vanguard Sport Asia Pacific Exclusive นิยามความสปอร์ตสุดแกรมที่ครองใจชาวเอเชีย
Hublot ส่งจิตวิญญาณม้า-มังกร ร่วมฉลองตรุษจีนบนนาฬิกา Spirit of Big Bang Year of the Horse รุ่นลิมิเต็ด

Franck Muller Vanguard Sport Asia Pacific Exclusive นิยามความสปอร์ตสุดแกรมที่ครองใจชาวเอเชีย

เจาะลึกเรือนเวลาสายสปอร์ตสุดหรูจาก Franck Muller รุ่นพิเศษที่มีจำหน่ายเฉพาะในเอเชียแปซิฟิกเท่านั้น

เมื่อพูดถึง Franck Muller ภาพจำของตัวเรือนทรงถังเบียร์หรือ Tonneau ที่มีความโค้งมนสละสลวยมักจะลอยขึ้นมาเป็นอันดับแรก และในปี 2026 นี้ เมซงแห่งกาลเวลาได้ยกระดับดีเอ็นเอความเท่ขึ้นไปอีกขั้นด้วยการส่ง Vanguard Sport Asia Pacific Exclusive รุ่นพิเศษที่รังสรรค์มาเพื่อเหล่านักสะสมในภูมิภาคนี้โดยเฉพาะ นี่คือเรือนเวลาที่ผสมผสานความคล่องตัวแบบสปอร์ตเข้ากับงานฝีมือระดับ Haute Horlogerie ได้อย่างเผ็ดร้อนและมีสไตล์ที่สุด

หัวใจสำคัญที่ทำให้ Vanguard Sport เรือนนี้ดูติดแกรมกว่าใครเพื่อน คือตัวเรือนสเตนเลสสตีลรหัส V 43 ที่ผ่านการขัดเงาด้วยมืออย่างพิถีพิถันจนเกิดความเงางามสะท้อนแสงในทุกองศา ความต่อเนื่องของเส้นสายตัวเรือนที่ดูไหลลื่นช่วยส่งเสริมให้ภาพลักษณ์ของผู้สวมใส่ดูโดดเด่นและมีพลัง เพิ่มความสนุกสนานด้วยลูกเล่นการสอดแทรกวัสดุสีสันสดใสที่ด้านข้างตัวเรือน ซึ่งสีสันเหล่านี้จะถูกจับคู่มาอย่างพอเหมาะกับฝีเข็มบนสายนาฬิกา มอบสัมผัสที่ดูขี้เล่นแต่ยังคงความเนี้ยบแบบฉบับสุภาพบุรุษสปอร์ตตัวจริง

หน้าปัดนาฬิกาถือเป็นเวทีโชว์ออฟงานฝีมือชั้นสูงที่ Franck Muller ภาคภูมิใจอย่างที่สุด ด้วยเทคนิคการขัดลาย Sun Guilloché ที่แผ่รัศมีออกจากจุดศูนย์กลาง สร้างมิติการเล่นแสงเงาที่ดูลุ่มลึกและมีชีวิตชีวา ความพิเศษที่หาตัวจับยากคือการเคลือบแล็กเกอร์ทับซ้อนกันถึง 25 ชั้น เพื่อให้ได้พื้นผิวที่มีความฉ่ำวาวและทนทานสูงสุด ขณะที่ตัวเลขบอกเวลาแบบอักษรอันเป็นเอกลักษณ์ของแบรนด์ถูกวาดและติดตั้งด้วยมือทีละตัวอย่างประณีต แสดงถึงความใส่ใจในรายละเอียดที่ไม่มีคำว่าประนีประนอม

ภายใต้รูปลักษณ์ที่โฉบเฉี่ยวคือกลไกอัตโนมัติรหัส MVD 2536-SCDT ที่ทำงานอย่างเที่ยงตรงและทนทาน พร้อมรองรับทุกกิจกรรมในชีวิตประจำวันด้วยความสามารถในการกันน้ำระดับ 30 เมตร การสวมใส่ Vanguard Sport Asia Pacific Exclusive จึงเปรียบเสมือนการพกพางานประติมากรรมร่วมสมัยไว้บนข้อมือ เรือนเวลาชุดนี้พร้อมจะเปลี่ยนทุกวันธรรมดาให้กลายเป็นรันเวย์ส่วนตัวสำหรับผู้ที่ชื่นชอบความแตกต่างและความเอ็กซ์คลูซีฟที่มีให้สัมผัสเพียงในเอเชียแปซิฟิกเท่านั้น

ข้อมูลทางเทคนิค 
  • ชื่อรุ่น: Vanguard Sport Asia Pacific Exclusive (Reference V 43 SC DT SPO)
  • ตัวเรือน: สเตนเลสสตีล (V 43) ขัดเงาด้วยมือ ขนาดกว้าง 42.5 มม. ยาว 52.7 มม. หนา 9.3 มม.
  • หน้าปัด: ขัดด้านลาย Sun Guilloché เคลือบแล็กเกอร์ 25 ชั้น พร้อมตัวเลข Applique ติดตั้งด้วยมือ
  • ฟังก์ชัน: บอกเวลา (ชั่วโมง นาที วินาที) และวันที่ ณ ตำแหน่ง 6 นาฬิกา
  • กลไก: กลไกอัตโนมัติ MVD 2536-SCDT สำรองพลังงาน 42 ชั่วโมง (191 ชิ้นส่วน)
  • การตกแต่งกลไก: ลาย Côtes de Genève บนสะพานจักร การขัดลาย Perlage บนแท่นเครื่อง และการขัดเงาแบบ Diamond Polishin การกันน้ำ 30 เมตร
  • สาย: สายหนังจระเข้เย็บประกบยางคุณภาพสูง พร้อมการเย็บด้ายสีตัดกัน (Contrast Stitching)

อ่านบทความเพิ่มเติมได้ที่:
Slim d’Hermès Squelette Lune บทกวีแห่งความว่างเปล่าและแสงจันทร์บนเรือนเวลาสเกลเลตัน
Atelier Wen Millésime Perception 漩 (Xuán) นี่คือการยกระดับงานฝีมือจีนสู่มาตรฐานสูงสุดของโลกนาฬิกา
Louis Erard x Monica Bonvicini Not For You เมื่อศิลปะร่วมสมัยท้าทายขนบเรือนเวลา ที่มาพร้อมวลีสุดจี๊ด

Van Cleef & Arpels เผยความงามหมดจดของ Boucle โมทีฟริบบินอันเป็นซิกเนเจอร์ของเมซง ผ่านการตีความใหม่บนแหวนเพชรเม็ดงาม

แรงบันดาลใจจากศิลปะการเย็บปักถักร้อยที่ถ่ายทอดเอกลักษณ์ของเมซงได้อย่างงดงามอ่อนช้อย

นอกเหนือจากสัญลักษณ์ ‘หัวใจ’ ที่สื่อถึงความรักอย่างซื่อตรง หรือ ‘ดอกกุหลาบ’ ที่สื่อถึงความเสน่หาได้อย่างเย้ายวน จะมีสัญลักษณ์อื่นใดอีกบ้างที่สามารถสื่อสารถึงความรักได้อย่างงดงาม เราค้นพบว่าสัญลักษณ์ ‘ริบบิน’ ที่มัดปมเข้าด้วยกันกลายเป็นโบว์แสนสวยสามารถแสดงถึงสายสัมพันธ์รักอันอบอุ่นแนบแน่นได้อย่างมีศิลปะ และ Van Cleef & Arpels ได้เลือกใช้ลวดลายริบบินผูกเป็นโบว์สื่อนัยถึงความรักผ่านงานออกแบบที่ได้แรงบันดาลใจจากศิลปะการเย็บปักถักร้อยที่เรียกว่า ‘Boucle’ (บูเคลย์) มาตั้งแต่แรกก่อตั้งแบรนด์ ซึ่งในปี 2026 Boucle กลับมาในรูปแบบแหวนเพชรตัวเรือนขดริบบินแพลตินัมฝังเพชรทั้งในรูปแบบแหวนเพชรเดี่ยวและแหวนแต่งงาน    

แรงบันดาลใจจากโบว์ตกแต่งชุด

ด้วยความที่เมซง Van Cleef & Arpels ถือกำเนิดในมหานครแห่งแฟชั่นอย่างกรุงปารีส การหยิบยกวัตถุที่เกี่ยวพันกับของประดับตกแต่งบนเครื่องแต่งกายมาเป็นแรงบันดาลใจในการสร้างสรรค์ผลงานจึงเกิดขึ้นโดยธรรมชาติ และด้วยคุณสมบัติเฉพาะตัวของเส้นริบบิ้นที่สามารถนำมาดัดแปลงได้หลากหลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็น เข็มกลัด ขดม้วนเป็นตัวเรือนแหวนหรือจี้สร้อยคอ หรือจะนำมาขดเป็นโบว์ขนาดจิ๋วไว้ประดับบนตัวเรือนก็ย่อมได้ ริบบินที่ผูกพันกันเป็นรูปโบว์จึงกลายมาเป็นโมทีฟ Boucle ที่ทางเมซงนำมาถ่ายทอดลงบนผลงานออกแบบจิวเวลรี่หลายต่อหลายชิ้นด้วยกัน 

ตัวอย่างที่แสดงให้เห็นถึงการพลิกแพลงแรงบันดาลใจนี้ได้อย่างชาญฉลาดเห็นจะเป็น   สร้อยคอสายซิป (Zip necklace) ซึ่งได้รับแรงบันดาลใจในการออกแบบจากกลไกสายซิปในปี 1938 ซึ่งต้องใช้เวลากว่าหนึ่งทศวรรษในการพัฒนาจนกระทั่งเสร็จสมบูรณ์ และสามารถใช้งานเหมือนซิปจริงในปี 1950 นับแต่นั้นมาทางเมซงได้นำ Boucle มาตีความใหม่อย่างต่อเนื่อง และในแต่ละครั้งเราก็ยังสัมผัสได้ถึงความละเอียดอ่อนที่หล่อหลอมให้วัสดุอันแข็งแกร่งกลายเป็นจิวเวลรี่อันแสนประณีต

ริบบินในรูปแบบแหวนแทนความรัก

การตีความครั้งล่าสุดของลวดลาย Boucle มาในรูปแบบแหวนตัวแทนแห่งความรัก โดยมาในรูปแบบแหวนเพชรเม็ดเดี่ยว (solitaire) และแหวนแต่งงาน (wedding band หรือแหวนแถว ตัวเรือนอาจทำจากวัสดุทองเนื้อเกลี้ยง หรือฝังเพชรเรียงแถว) แหวนทั้งสองรูปแบบถูกถ่ายทอดผ่านลีลาอันอ่อนช้อยของตัวเรือนและรูปแบบการประดับเพชรอันละเอียดอ่อน 

ลวดลาย Boucle ถูกใช้ในแหวนหลายรุ่นด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็น แหวนเพชรเม็ดเดี่ยว Icône solitaire สื่อถึงการหลอมรวมเป็นหนึ่งผ่านความอ่อนช้อยในรายละเอียดเพชรลูกล้อมเพชรเดี่ยวหัวแหวนบนโค้งแหวน ในขณะที่แหวนแถว Perlée และ Estelle สื่อถึงความรู้สึกอ่อนหวานสดใสจากลูกปัดทอง หรือแพลตินัมเรียงแถวตลอดสันขอบรอบวงแหวน รุ่น Bonheur อวดเพชรเดี่ยวบนเรือนทองเนื้อเกลี้ยงสุกปลั่ง ส่วน Romance ฉายประกายเพชรเดี่ยวบนเรือนทองฝังเพชรเรียงแถวเดี่ยว แหวนแทนความรักทุกรุ่นต่างถ่ายทอดอารมณ์โรแมนติกผ่านความเรียบง่าย สง่างาม โดยมี Boucle สื่อสารผ่านความอ่อนช้อยของขดห่วงริบบินผูกโบว์ รวมถึงงานออกแบบห่วงรังดุมกระหวัดรอบเพชรเดี่ยวของรุ่น Couture ที่สื่อถึงสัมผัสอันบอบบางน่าทะนุถนอมจากแถบริบบินผ้าบางเบา

การหลอมรวมหลากเทคนิคงานช่างฝีมือ

ด้วยการประยุกต์พลิกแพลงใช้ลวดลาย Boucle ในแหวนหลากหลายรุ่นที่สื่อความรู้สึกแตกต่างกันไป ย่อมต้องอาศัยงานช่างฝีมือหลากหลายเทคนิคหลอมรวมกันเพื่อรังสรรค์จิวเวลรี่ขนาดเล็กที่ทุกรายละเอียดต้องการความประณีตบรรจงสูงสุด นับตั้งแต่การขึ้นแบบ งานหล่อโครงสร้าง การเก็บรายละเอียด การตกแต่งตำแหน่งรองรับงานฝังอัญมณีตลอดโค้งสัณฐาน งานขัดผิวที่ต้องคำนึงถึงอุปกรณ์ที่เลือกใช้เพื่อให้ได้ผลลัพธ์น่าพึงพอใจสูงสุด การประดับอัญมณีผ่านฝีมืออันแม่นยำของช่างฝังอัญมณีที่ต้องฝังอัญมณีทีละเม็ดลงบนตัวเรือนทองฉลุโปร่งแบบที่เรียกว่า mise à jour โครงสร้างที่ช่วยให้แสงทะลุผ่านตกกระทบกับอัญมณีจนเกิดประกายระยิบระยับ

รวมถึงขั้นตอนที่ต้องอาศัยความพิถีพิถันขั้นสูงสุด นั่นก็คือการขึ้นแบบกรอบเขี้ยวหนามเตยสี่ซี่ให้มิติขนาดสามารถรองรับเพชรเดี่ยวเม็ดกลางได้อย่างพอเหมาะ เพื่อให้กรอบเขี้ยวหนามเตยสี่ซี่ร่วมกันยกเพชรลอยตัวเปิดหน้าตัดรับแสงได้อย่างเต็มที่ ในขั้นตอนนี้ช่างขึ้นโครงสร้างตัวเรือนจะทำการตรวจสอบหน้าตัด และเหลี่ยมมุมเจียระไนของเพชรเดี่ยวอย่างถี่ถ้วน รวมถึงความสูงของเรือนเพชร เส้นรอบวงขอบเพชร ตลอดจนองศาพื้นหน้าตัดบนก่อนขึ้นโครงสร้างเขี้ยวหนามเตยล้อมกรอบยึดรอบขอบกว้างรองหน้าเพชรได้ระดับอย่างพอดี และแน่นหนา

ในการคัดสรรเพชรมาประดับบนผลงานชิ้นเอก Van Cleef & Arpels จะเลือกคัดเฉพาะเพชรเกรดสูงสุดในส่วนของสีเพชรคัดเฉพาะระดับ  D – F เท่านั้น และในส่วนความบริสุทธิ์ของน้ำอยู่ในระดับ IF – VVS โดยผู้เชี่ยวชาญด้านอัญมณีประจำเมซงจะใช้สายตาประเมินเพชรแต่ละเม็ดโดยอิงเกณฑ์มาตรฐานสากล และยังใช้เกณฑ์กำหนดเฉพาะให้ตรงตามรสนิยมของเมซง

 

ในขณะที่คุณภาพเพชรสำหรับงานฝังแบบ pavé diamond ซึ่งเป็นงานที่ต้องอาศัยความละเอียดอย่างยิ่ง จำต้องอาศัยกระบวนการตรวจคัดอย่างเป็นระบบภายใต้แว่นขยาย 10 เท่า ส่วนเพชรเดี่ยวเม็ดกลางต้องมีขนาดตั้งแต่ 0.3 – 3 กะรัต ทุกขั้นตอนต้องผ่านการประเมินความงามทางงานเจียระไนอย่างพิถีพิถันสูงสุด รวมถึงความงดงามของน้ำเพชรที่เปล่งประกายจากภายในช่วยขับให้งานช่างฝีมืออัญมณีกลายเป็นงานศิลปะอันทรงคุณค่า

ชิ้นงาน Boucle ในแหวนรุ่นต่างๆ ของ Van Cleef & Arples น่าจะช่วยย้ำเตือนเบาๆ ว่า ในยามเทศกาลแห่งความรักกำลังจะมาถึง หรือเมื่อความสัมพันธ์ต้องการการยกระดับให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น Boucle สามารถเป็นตัวแทนสื่อความนัยได้อย่างแยบยล และเปี่ยมความหมายในทุกรายละเอียด

อ่านบทความเพิ่มเติมได้ที่:

BOVET Miss Audrey Bris de Verre นาฬิกาที่ส่องประกายความสุขและความรักในช่วงเทศกาล

Jacob & Co. จับมือ G-DRAGON สานต่อการตีความดอกเดซี่แห่ง “วิวัฒนาการ” สู่ต่างหู PEACEMINUSONE รุ่นลิมิเต็ด

Chopard L’Heure du Diamant Moonphase เมื่อความงามของดวงจันทร์รายล้อมด้วยประกายแสงดาว


Chopard Zagato Lab One Concept ความเร้าใจระดับไฮเปอร์คาร์บนเรือนเวลาที่เบาที่สุดในประวัติศาสตร์

เมื่อโครงสร้างแชสซีรถแข่งถูกย่อส่วนลงบนตัวเรือนไทเทเนียมที่เบาที่สุดของ Chopard

เมื่อความหลงใหลในโลกแห่งความเร็วของ Karl-Friedrich Scheufele แห่ง Chopard มาบรรจบกับวิสัยทัศน์ที่ล้ำสมัยของ Andrea Michele Zagato ผลลัพธ์ที่ได้คือการฉีกทุกกฎเกณฑ์เดิมๆ ของโลกนาฬิกาผ่านโปรเจกต์ Zagato Lab One Concept เรือนเวลาที่ถูกสร้างขึ้นด้วยจิตวิญญาณของ Concept Car อย่างแท้จริง โดยเน้นการผลักดันขีดจำกัดด้านวิศวกรรมไปสู่จุดสูงสุดใหม่ที่โลกต้องจับตา

หัวใจของดีไซน์ในรุ่นนี้คือโครงสร้างแบบ Tubular Architecture ที่ถอดแบบมาจากแชสซีของรถแข่งสมรรถนะสูง ซึ่งเน้นความแข็งแกร่งแต่ยังคงความโปร่งเบาอย่างน่าเหลือเชื่อ ตัวเรือนผลิตจากวัสดุแห่งอนาคตอย่างเซรามิกไทเทเนียม (Ceramicised Titanium) ผ่านกระบวนการออกซิเดชั่นแบบอิเล็กโทร-พลาสม่า จนได้พื้นผิวที่แข็งแกร่งถึง 1,000 Vickers เทียบเท่ากับเซรามิกแต่ยังคงความเบาหวิวของไทเทเนียมไว้ได้ ส่งผลให้นาฬิกาเรือนนี้มีน้ำหนักรวมสายเพียง 43.20 กรัมเท่านั้น ถือเป็นนาฬิกาไทเทเนียมที่เบาที่สุดเท่าที่ Chopard เคยรังสรรค์มาในประวัติศาสตร์ 30 ปีของโรงงานที่ Fleurier

พรมแดนระหว่างห้องโดยสารและหน้าปัดนาฬิกาถูกทำให้เลือนลางลงด้วยลูกเล่นการออกแบบที่ชาญฉลาด เม็ดมะยมของรุ่นนี้ได้รับแรงบันดาลใจมาจากชุดเฟืองท้าย (Differential Gears) พร้อมสลักลายพวงมาลัยอันเป็นเอกลักษณ์ ขณะที่เข็มชั่วโมงและนาทีถูกเจาะโปร่งให้ความรู้สึกเหมือนก้านพวงมาลัยรถแข่งรุ่นคลาสสิก บนหน้าปัดมีการประดับลวดลายตัวอักษร Z ของ Zagato แบบนูนต่ำที่ดูสุขุมนุ่มลึกภายใต้กระจกแซฟไฟร์ทรงโดมแบบ Glass Box ที่เปิดเผยความงามของกลไกได้ครบทุกองศา

ภายในตัวเรือนคือเครื่องยนต์นาฬิการหัส L.U.C 04.04-L ซึ่งเป็นการพัฒนาต่อยอดจาก Calibre Engine One ในตำนาน โดยมีการติดตั้งระบบ Silent Blocks หรือวัสดุยืดหยุ่นพิเศษเพื่อช่วยดูดซับแรงกระแทกและลดการสั่นสะเทือนของกลไกเฉกเช่นเดียวกับระบบรองรับแรงกระแทกในรถยนต์ระดับซูเปอร์คาร์ ฟังก์ชันการบอกพลังงานสำรองถูกดีไซน์ให้เหมือนกับมาตรวัดน้ำมันเชื้อเพลิงตอกย้ำความเป็น Racing DNA ได้อย่างสมบูรณ์แบบ Chopard Zagato Lab One Concept จึงเป็นของสะสมระดับแรร์ไอเทมที่ผลิตขึ้นเพียง 19 เรือนทั่วโลก เพื่อเป็นการสดุดีแก่ปีที่ก่อตั้ง Zagato ในปี 1919 และเป็นสัญลักษณ์แห่งความสำเร็จที่รวมเอาศิลปะการประกอบรถยนต์และศิลปะแห่งเวลาเข้าไว้ด้วยกันอย่างลงตัว

ข้อมูลทางเทคนิค
  • ชื่อรุ่น: Chopard Zagato Lab One Concept (Reference 168636-3001)
  • ตัวเรือน: Ceramicised Titanium สี Anthracite (พ่นทราย) ขนาด 42 มิลลิเมตร หนา 11.15 มิลลิเมตร
  • น้ำหนัก: 43.20 กรัม (รวมสาย) / 36.5 กรัม (เฉพาะตัวเรือน)
  • หน้าปัด: แบบเปิดเผยกลไก (Skeletonised) พร้อมลวดลาย Z และโลโก้ Chopard x Zagato
  • ฟังก์ชัน: บอกเวลา (ชั่วโมง นาที วินาทีจิ๋วที่ตำแหน่ง 6 นาฬิกา) และระบบ Tourbillon 60 วินาที
  • กลไก: ไขลานด้วยมือ L.U.C 04.04-L สำรองพลังงาน 60 ชั่วโมง รับรองความเที่ยงตรงระดับ COSC การกันน้ำ 50 เมตร
  • สาย: ผ้าเทคนิคอล (Technical Fabric) พร้อมตัวล็อก Velcro หรือสายหนังวัวสีดำ
  • จำนวนผลิต: 19 เรือนทั่วโลก (Limited Edition)

อ่านบทความเพิ่มเติมได้ที่:
Slim d’Hermès Squelette Lune บทกวีแห่งความว่างเปล่าและแสงจันทร์บนเรือนเวลาสเกลเลตัน
Atelier Wen Millésime Perception 漩 (Xuán) นี่คือการยกระดับงานฝีมือจีนสู่มาตรฐานสูงสุดของโลกนาฬิกา
Louis Erard x Monica Bonvicini Not For You เมื่อศิลปะร่วมสมัยท้าทายขนบเรือนเวลา ที่มาพร้อมวลีสุดจี๊ด

H. Moser & Cie. Endeavour Tourbillon Skeleton สถาปัตยกรรมแห่งความโปร่งใสและปรัชญามินิมัลลิซึม

Endeavour Tourbillon Skeleton สถาปัตยกรรมแห่งความโปร่งใสและการรังสรรค์กลไกทูร์บิญองที่ลอยล่องอย่างไร้น้ำหนัก

สำหรับ H. Moser & Cie. ความมินิมัลถือเป็นปรัชญาหลักที่หยั่งรากลึกเกินกว่าเรื่องของสไตล์ โดยเน้นการลดทอนองค์ประกอบเพื่อเปิดเผยแก่นแท้ที่งดงามของกลไกภายใน ในปี 2026 นี้ แบรนด์ได้ผลักดันแนวคิดดังกล่าวไปสู่จุดสูงสุดด้วยการเปิดตัว Endeavour Tourbillon Skeleton เรือนเวลาที่ถูกออกแบบมาเพื่อรักษาไว้เพียงสิ่งจำเป็น ผ่านโครงสร้างแบบสเกเลตันเต็มรูปแบบที่เผยให้เห็นจังหวะการทำงานของกลไกฟลายอิงทูร์บิญองท่ามกลางตัวเรือนเรดโกลด์ 5N ขนาด 40 มิลลิเมตร ที่ดูสง่างามและร่วมสมัย

ความโดดเด่นของเรือนเวลานี้อยู่ที่ความสมดุลระหว่างความโปร่งใสและความสมมาตร โครงสร้างของนาฬิกาถูกรังสรรค์มาเพื่อให้แสงไหลเวียนผ่านได้อย่างอิสระ ช่วยเพิ่มมิติความลึกและสร้างความรู้สึกปลอดโปร่งท่ามกลางความซับซ้อนของกลไก สะพานจักรและแท่นเครื่องผ่านการตกแต่งด้วยเฉดสีแอนทราไซต์พร้อมลวดลายเส้นสายที่วาดขึ้นอย่างประณีต ก่อรูปเป็นงานศิลปะเชิงเรขาคณิตที่ดูสะอาดตา ขณะเดียวกันหลักชั่วโมงและชุดเข็มชุบทองก็ช่วยมอบความอบอุ่นที่แฝงกลิ่นอายคลาสสิกซึ่งถูกตีความใหม่ได้อย่างลงตัว

ที่ตำแหน่ง 6 นาฬิกา กลไกฟลายอิงทูร์บิญองทำหน้าที่ประกาศตัวอย่างสงบนิ่งราวกับมีชีวิตและลมหายใจ โดยมีหัวใจสำคัญคือสปริงสายใยคู่ (Double Hairspring) ที่ออกแบบและผลิตขึ้นโดย Precision Engineering AG ในเครือของ Moser เอง สปริงสายใยคู่นี้ช่วยแก้ไขการเคลื่อนของจุดศูนย์ถ่วงและลดแรงเสียดทาน ส่งผลให้ความเที่ยงตรงและความสม่ำเสมอของอัตราเดินพัฒนาไปสู่ระดับที่สมบูรณ์แบบ นอกจากนี้ตลับลานที่ถูกเจาะโปร่งยังเปิดโอกาสให้ผู้สวมใส่ได้ชื่นชมการทำงานของสปริงลานและตรวจสอบพลังงานสำรองได้ด้วยสายตา ซึ่งถือเป็นการผสมผสานความงามเชิงสุนทรียะเข้ากับความชาญฉลาดทางวิศวกรรม

Endeavour Tourbillon Skeleton คือตัวแทนของความซับซ้อนที่เลือกนำเสนออย่างพอเหมาะ เส้นสายอสมมาตรอันเป็นเอกลักษณ์ที่ด้านข้างตัวเรือนช่วยเสริมให้ภาพรวมดูมีพลัง ในยุคสมัยที่โลกมักจะเพิ่มรายละเอียดมากมาย H. Moser & Cie. กลับเลือกที่จะใช้การลดทอนเพื่อเผยให้เห็นถึงจิตวิญญาณที่แท้จริงของเครื่องบอกเวลาชั้นสูง ซึ่งพร้อมจะยืนหยัดเหนือกาลเวลาและสร้างความประทับใจให้กับนักสะสมผู้หลงใหลในความบริสุทธิ์ของงานฝีมือสวิส

ข้อมูลทางเทคนิค 
  • ชื่อรุ่น: Endeavour Tourbillon Skeleton (Reference 1814-0400)
  • ตัวเรือน: 5N Red Gold ขนาด 40.0 มิลลิเมตร หนา 10.7 มิลลิเมตร พร้อมฝาหลังแซฟไฟร์ใส
  • หน้าปัด: แบบเปิดโชว์กลไก (Fully Skeletonised) พร้อมเข็มและหลักชั่วโมงชุบเรดโกลด์ 5N
  • ฟังก์ชัน: บอกเวลา (ชั่วโมง นาที) และระบบ One-minute Flying Tourbillon ที่ตำแหน่ง 6 นาฬิกา
  • กลไก: กลไกอัตโนมัติคาลิเบอร์ HMC 814 สปริงสายใยคู่ (Double Hairspring) ความถี่ 21,600 ครั้งต่อชั่วโมง
  • พลังงานสำรอง: อย่างน้อย 72 ชั่วโมง (3 วัน) การกันน้ำ 12 ATM
  • สาย: สายหนังจระเข้ Nubuck สีน้ำตาลเข้มเย็บด้วยมือ พร้อมหัวเข็มขัดเรดโกลด์ 5N

อ่านบทความเพิ่มเติมได้ที่:

Hublot Classic Fusion Yohji Yamamoto All Black Camo นิยามใหม่แห่งสีดำที่ผสมผสานดีเอ็นเอของสองแบรนด์เข้าด้วยกัน
Hublot เปิดตัว Big Bang Meca-10 Street Art Collection ที่งาน Art Basel Miami Beach
Louis Moinet Tourbillon Puzzle Fire Horse ศิลปะแห่งเวลาที่หลอมรวมจิตวิญญาณแห่งอาชา

Hublot ส่งจิตวิญญาณม้า-มังกร ร่วมฉลองตรุษจีนบนนาฬิกา Spirit of Big Bang Year of the Horse รุ่นลิมิเต็ด

นาฬิกา Spirit of Big Bang แห่งปีมะเมียที่ผสมผสานวัสดุคาร์บอนและเทคนิค marquetry ได้อย่างทรงพลัง

Hublot ส่งจิตวิญญาณม้า-มังกร ร่วมฉลองตรุษจีนบนนาฬิกา Spirit of Big Bang Year of the Horse รุ่นลิมิเต็ด จำนวนจำกัด 88 เรือน

หลังจากเมื่อปีมะโรงที่ผ่านมา Hublot ได้ส่งนาฬิกา Spirit of Big Bang Titanium Dragon แห่งปีมังกรมาร่วมฉลองปีนักษัตรจีนได้อย่างวิจิตรตระการตา ปีมะเมียนี้จึงขอต่อยอดด้วยนาฬิการุ่นพิเศษฉลองตรุษจีนที่ยังคงเลือกรุ่น Spirit og Big Bang มาถ่ายทอดเทคนิค marquetry ผ่านวัสดุคาร์บอนได้อย่างร่วมสมัย 

 ‘ม้า-มังกร’ พลังงานแห่งการทะยานสู่อนาคต

Hublot ส่งจิตวิญญาณม้า-มังกร ร่วมฉลองตรุษจีนบนนาฬิกา Spirit of Big Bang Year of the Horse รุ่นลิมิเต็ด จำนวนจำกัด 88 เรือน

เป็นที่ทราบกันดีว่า ปีมะเมียนี้เป็นปีแห่ง ‘ม้าไฟ’ พลังงานที่มุ่งทะยานสู่เป้าหมายข้างหน้าอย่างแข็งขัน  Hublot ซึ่งเป็นแบรนด์นาฬิกาที่ไม่เคยหยุดนิ่งจึงหยิบยืมจิตวิญญาณแห่งม้า-มังกร มาเป็นตัวแทนสื่อสารการก้าวไปข้างหน้าอย่างไม่หยุดยั้งของแบรนด์ ซึ่งลวดลายม้า-มังกรที่ถ่ายทอดลงบนหน้าปัดของนาฬิการุ่น Spirit of Big Bang ในครั้งนี้ต่างจากลวดลายมังกรในคราวก่อน เพราะเป็นเทคนิค marquetry ที่ตัดทอนให้ดูเรียบง่ายยิ่งขึ้น แต่ยังคงความกล้าแกร่งผ่านเส้นสายที่ดูพลิ้วไหวมีชีวิตชีวา ลายเส้นที่ถ่ายทอดตัวม้าได้รับแรงบันดาลใจจากศิลปะในรัชสมัยของราชวงศ์ถัง ม้า-มังกรที่ปรากฎโฉมบนหน้าปัดจึงแสดงถึงจิตวิญญาณของนักรบผู้กล้า หรูหราด้วยการตัดเส้นขอบทองบนล้อมรอบวัสดุคาร์บอนสีดำ

ยกระดับวัสดุ ‘คาร์บอน’ สูงงานศิลป์ชั้นสูง

วัสดุแข็งแกร่งและน้ำหนักเบาอย่างคาร์บอนเป็นวัสดุที่ทาง Hublot มุ่งมั่นพัฒนามาอย่างยาวนาน และใช้ในการผลิตตัวเรือนในคอลเลกชันต่างๆ อยู่บ่อยครั้ง แต่ไม่มีครั้งไหนที่เราจะได้เห็นวัสดุคาร์บอนถูกนำมาใช้รังสรรค์ลวดลายบนหน้าปัดด้วยเทคนิค marquetry ซึ่งถือเป็นเทคนิคงานช่างฝีมือที่ต้องอาศัยความประณีตละเอียดอ่อนอย่างยิ่ง ผสมผสานเข้ากับเทคนิค appliqué ทำจากวัสดุทองเหลืองชุบทอง 3N รังสรรค์ขึ้นเป็นลวดลายม้า-มังกร อันสง่างาม

Hublot ส่งจิตวิญญาณม้า-มังกร ร่วมฉลองตรุษจีนบนนาฬิกา Spirit of Big Bang Year of the Horse รุ่นลิมิเต็ด จำนวนจำกัด 88 เรือน

ในการประกอบขึ้นเป็นลวดลายดังกล่าว แผ่นคาร์บอนชิ้นเล็กๆ จะถูกจัดวางขึ้นลวดลายด้วยมืออย่างประณีตบรรจง ตัดขอบด้วยเส้นสายทองคำสามมิติที่ได้แรงบันดาลใจมาจากลวดลายการปักบนฉลองพระองค์สำหรับงานพระราชพิธีของจีนสมัยโบราณ ลวดลายที่รังสรรค์ขึ้นด้วยงานช่างฝีมืออันละเอียดอ่อนถูกติดตั้งลงบนหน้าปัดเคลือบแล็กเกอร์สีดำขลับบนตัวเรือนคาร์บอนทรงตอนโนขนาด 42 มม. อันเป็นเอกลักษณ์ของนาฬิกา Spirit of Big Bang มอบงานศิลปะที่ดูสง่างามและเปี่ยมด้วยพลังงานบนนาฬิกาสปอร์ตหรูที่ดูร่วมสมัย จับคู่กับสายที่มีทางเลือกสองแบบระหว่างสายหนังลูกวัวสีดำที่ดูหรูหรา กับสายยางสีดำที่ดูแอ็คทีฟ  

พลังขับเคลื่อนอันทรงประสิทธิภาพ

แน่นอนว่า นาฬิกาแห่งปีม้าไฟที่ทะยานไปข้างหน้าด้วยความมุ่งมั่น ย่อมต้องขับเคลื่อนด้วยกลไกที่ทรงอาณุภาพไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน Spirit of Big Bang Year of the Horse จึงเลือกใช้กลไกไขลานอัตโนมัติ MHUB1710 ที่ขึ้นชื่อในคุณสมบัติด้านความเสถียรในการจ่ายพลังงาน และสามารถสำรองพลังงานได้ถึง 50 ชั่วโมง เชื่อถือได้ในความเที่ยงตรงและความทรงพลังที่ขับเคลื่อนอยู่เบื้องหลังนาฬิกาที่สวมจิตวิญญาณม้า-มังกรที่พร้อมทะยานสู่เป้าหมายเบื้องหน้าอย่างไม่ย่อท้อ

็ีHublot Spirit of Big Bang Year of the Horse

ข้อมูลทางเทคนิค

  • รหัส: 646.QK.1230.VR.CNY26
  • กลไก: ไขลานอัตโนมัติ MHUB1710 สำรองพลังงานได้ 50 ชั่วโมง
  • ฟังก์ชัน: แสดงค่าชั่วโมง นาที และวินาที
  • ตัวเรือน: ฟรอสเต็ด คาร์บอนขนาด 42 มม. พร้อมระบบ One-Click
  • หน้าปัด: ขัดเงาสีดำ ตกแต่งด้วยเทคนิค appliqué รูปม้า ผสานฟรอสเต็ดคาร์บอน
  • สาย: สายหนังลูกวัวสีดำและยางสีดำ ตัวล็อกสายแบบบานพับปรับได้ ทำจากเซรามิกสีดำและไทเทเนียมเคลือบสีดำ
  • จำนวน: จำกัด 88 เรือน 

อ่านบทความเพิ่มเติมได้ที่:

Hublot Classic Fusion Yohji Yamamoto All Black Camo นิยามใหม่แห่งสีดำที่ผสมผสานดีเอ็นเอของสองแบรนด์เข้าด้วยกัน

Hublot เปิดตัว Big Bang Meca-10 Street Art Collection ที่งาน Art Basel Miami Beach

Louis Moinet Tourbillon Puzzle Fire Horse ศิลปะแห่งเวลาที่หลอมรวมจิตวิญญาณแห่งอาชา

Slim d’Hermès Squelette Lune บทกวีแห่งความว่างเปล่าและแสงจันทร์บนเรือนเวลาสเกลเลตัน

ความเบาบางสไตล์สถาปัตยกรรมและความงดงามของดวงจันทร์คู่ในรุ่นใหม่ปี 2026

สำหรับ Hermès เวลาคือวัตถุแห่งจินตนาการที่มีชีวิตและจิตวิญญาณ ซึ่งก้าวข้ามการเป็นเพียงตัวเลขที่เคลื่อนผ่านไป โดยเฉพาะในคอลเลกชัน Slim d’Hermès ที่ถือกำเนิดขึ้นในปี 2015 ด้วยลายเส้นที่เฉียบคมและตัวเลขแบบอักษรเฉพาะตัวผลงานของ Philippe Apeloig และในปี 2026 นี้ Hermès ได้ยกระดับความซับซ้อนไปอีกขั้นด้วยการเปิดตัว Slim d’Hermès Squelette Lune ในวัสดุใหมอย่างไทเทเนียมและแพลทินัม ที่เน้นการโชว์โครงสร้างภายในที่โปร่งเบาและการเคลื่อนคล้อยของดวงจันทร์คู่

ความโดดเด่นของเรือนเวลานี้อยู่ที่การนำเสนอความสมดุลระหว่างความว่างเปล่าและความหนาแน่น หน้าปัดแบบเปิดหรือสเกลเลตันถูกออกแบบมาอย่างมีชั้นเชิงเพื่อเผยให้เห็นการทำงานของกลไกภายในที่ดูคล้ายกับโครงสร้างทางสถาปัตยกรรมที่ลอยล่องอยู่กลางอากาศ การใช้สีสันที่เน้นความคลาสสิกแต่ทันสมัยช่วยขับให้ฟังก์ชันดวงจันทร์คู่ (Double Moon Phase) ที่ตำแหน่ง 6 นาฬิกาดูโดดเด่นราวกับภาพวาด ซึ่งดวงจันทร์นี้จะทำหน้าที่บอกข้างขึ้นข้างแรมของทั้งซีกโลกเหนือและซีกโลกใต้ไปพร้อมกัน

สำหรับรุ่นใหม่ในปี 2026 นี้ Hermès นำเสนอตัวเลือกที่สะท้อนบุคลิกที่แตกต่างกันอย่างชัดเจน โดยรุ่นตัวเรือนไทเทเนียมเกรด 5 จะให้ลุคที่ดูทันสมัย มีความแมตต์และน้ำหนักเบาสบายเหมาะสำหรับการใช้งานในทุกวัน ในขณะที่รุ่นแพลทินัมจะมอบความเงางามและน้ำหนักที่มั่นคงสะท้อนถึงความหรูหราขั้นสูงสุด ตัวเรือนขนาด 39.5 มิลลิเมตรยังคงรักษาความบางที่เป็นเอกลักษณ์ของตระกูล Slim ไว้ได้อย่างยอดเยี่ยม ทำให้สามารถสวมใส่ภายใต้แขนเสื้อได้อย่างแนบเนียน

ภายในขับเคลื่อนด้วยกลไกอัตโนมัติรหัส H1953 ที่มาพร้อมกับไมโครโรเตอร์ (Micro-rotor) ซึ่งเป็นกุญแจสำคัญที่ทำให้นาฬิกายังคงความบางไว้ได้ในขณะที่สามารถโชว์ความสวยงามของกลไกได้อย่างเต็มที่ผ่านทั้งทางหน้าปัดและฝาหลังแซฟไฟร์ Slim d’Hermès Squelette Lune คืองานศิลปะที่เชิญชวนให้เราได้หยุดพินิจพิจารณาถึงความสวยงามของกลไกและความเงียบสงัดของห้วงอวกาศผ่านปลายนิ้วของผู้ช่างนาฬิกาชั้นสูง ซึ่งเป็นมากกว่าเครื่องมือบอกเวลาทั่วไป

ข้อมูลทางเทคนิค
  • ชื่อรุ่น: Slim d’Hermès Squelette Lune (2026 Editions)
  • ตัวเรือน: มีให้เลือกในวัสดุ Titanium Grade 5 หรือ Platinum ขนาด 39.5 มิลลิเมตร
  • หน้าปัด: แบบเปิดโชว์กลไก (Skeletonized) พร้อมฟังก์ชันดวงจันทร์คู่ (Double Moon Phase)
  • ฟังก์ชัน: บอกเวลา (ชั่วโมง นาที) และข้างขึ้นข้างแรมซีกโลกเหนือ/ใต้
  • กลไก: กลไกอัตโนมัติ Ultra-thin รหัส H1953 พร้อมระบบ Micro-rotor สำรองพลังงาน 42 ชั่วโมง การกันน้ำ 30 เมตร
  • สาย: สายหนังจระเข้คุณภาพเยี่ยม (Alligator Strap) งานฝีมือของ Hermès

อ่านบทความอื่นๆ เพิ่มเติม
Seiko ฉลองครบรอบ 145 ปี ด้วยนาฬิการุ่นพิเศษที่สะท้อนตัวตนของแบรนด์ทั้ง 4 รูปแบบ
Seiko 5 Sports x POORBOY Limited Edition จิตวิญญาณสตรีทอาร์ตบนเรือนเวลาสไตล์อาร์ตทอย
Patek Philippe ร่วมกับ PMT The Hour Glass เผยโฉมบูติกแห่งใหม่ ณ สยามพารากอน

Atelier Wen Millésime Perception 漩 (Xuán) นี่คือการยกระดับงานฝีมือจีนสู่มาตรฐานสูงสุดของโลกนาฬิกา

เมื่อจิตวิญญาณแห่งตะวันออกบรรจบกับความหรูหราสากลในเรือนเวลาหน้าปัด Pietersite

ในโลกที่คำว่า Made in China มักถูกตั้งคำถามในเชิงคุณภาพ Atelier Wen คือแบรนด์อิสระที่ถือกำเนิดขึ้นเพื่อท้าทายคติเดิมๆ เหล่านั้นอย่างสิ้นเชิง แบรนด์ที่ก่อตั้งโดยสองเพื่อนรักชาวฝรั่งเศสอย่าง Robin Tallendier และ Wilfried Buiron นี้ มีพันธกิจสำคัญในการแสดงให้โลกเห็นถึงความวิจิตรบรรจงของงานฝีมือชั้นสูงจากประเทศจีน และรุ่นล่าสุดอย่าง Millésime Perception 漩 (Xuán) คือเครื่องพิสูจน์ที่ชัดเจนที่สุดว่าศิลปะบนเรือนเวลาจากแดนมังกรสามารถยืนเคียงบ่าเคียงไหล่กับแบรนด์หรูจากสวิตเซอร์แลนด์ได้อย่างสง่างาม

คำว่า Xuan หรือ เสวียน ในภาษาจีนสื่อถึงความลึกลับอันลุ่มลึกที่มักพบในปรัชญาโบราณ ซึ่งทางแบรนด์ได้ถ่ายทอดความหมายนี้ลงบนหน้าปัดนาฬิกาผ่านอัญมณีหายากอย่าง Pietersite หรือที่รู้จักกันในนาม หินพายุ ความพิเศษของวัสดุชนิดนี้คือลวดลายที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติซึ่งดูคล้ายกับพายุที่หมุนวนอยู่ในห้วงอวกาศ มีความเงางามแบบไหมและให้มิติที่แตกต่างกันในทุกมุมมองที่แสงตกกระทบ ทำให้หน้าปัดของนาฬิกาแต่ละเรือนมีเอกลักษณ์หนึ่งเดียวในโลกที่ไม่สามารถผลิตซ้ำได้

นอกเหนือจากความสวยงามของหน้าปัด ตัวเรือนของ Perception Xuan ยังถูกผลิตขึ้นจากสเตนเลสสตีลเกรด 904L ซึ่งเป็นวัสดุระดับเดียวกับแบรนด์นาฬิกาหรูชั้นนำเลือกใช้ โดดเด่นด้วยการขัดเงาและปัดด้านที่ประณีตจนได้เส้นสายที่เฉียบคมและทรงพลัง ตัวเรือนมาในสไตล์นาฬิกาสปอร์ตหรูแบบสายบูรณาการ (Integrated Bracelet) ที่มีความบางและสวมใส่สบายเป็นพิเศษ พร้อมด้วยงานออกแบบที่ได้รับแรงบันดาลใจจากสถาปัตยกรรมจีนดั้งเดิม เช่น บริเวณขาตัวเรือนและข้อสายนาฬิกาที่สะท้อนถึงโครงสร้างของศาลาไม้โบราณ

ภายใต้ความงามเชิงศิลปะคือหัวใจการทำงานที่ใช้กลไกอัตโนมัติรหัส SL1588 จาก Dandong ซึ่งได้รับการปรับแต่งและทดสอบตามมาตรฐานความเที่ยงตรงระดับสูงของ Atelier Wen พร้อมทั้งการขัดแต่งกลไกที่สวยงามผ่านฝาหลังแซฟไฟร์ใส Atelier Wen Millésime Perception Xuan จึงไม่ใช่เพียงแค่นาฬิกา แต่เป็นสัญลักษณ์ของการเปลี่ยนผ่านยุคสมัยที่นำความภาคภูมิใจในวัฒนธรรมจีนมาผสมผสานกับนวัตกรรมการผลิตนาฬิกาสมัยใหม่ เพื่อมอบประสบการณ์ที่เหนือระดับให้กับนักสะสมผู้มองหาความแตกต่างที่แท้จริง

ข้อมูลทางเทคนิค
  • ชื่อรุ่น: Atelier Wen Millésime Perception 漩 (Xuán)
  • ตัวเรือน: Stainless Steel 904L ขนาด 40 มิลลิเมตร หนา 9.4 มิลลิเมตร
  • หน้าปัด: หินอัญมณี Pietersite ธรรมชาติ พร้อมหลักชั่วโมงสไตล์โรเดียม
  • ฟังก์ชั่น: บอกเวลา (ชั่วโมง, นาที, วินาที) กันน้ำได้ลึก 100 เมตร
  • กลไก: Automatic Calibre SL1588 สำรองพลังงาน 41 ชั่วโมง
  • สาย: สายสเตนเลสสตีล 904L แบบ Integrated พร้อมระบบปรับขนาดได้ด้วยตัวเอง (Micro-adjustment)
  • ความพิเศษ: หน้าปัดอัญมณีธรรมชาติแต่ละเรือนมีลวดลายไม่ซ้ำกัน

อ่านบทความอื่นๆ เพิ่มเติม
ขอแนะนำ Awake Watches เมื่อศิลปะชั้นสูงจากเวียดนาม มาบรรจบกับนวัตกรรมเวลาจากฝรั่งเศส
ทำความรู้จัก Fears Watches การฟื้นคืนชีพของมรดกเรือนเวลาอังกฤษและเสน่ห์ของรุ่น Brunswick 40 1846 Edition
Richemont ส่งต่อ Baume & Mercier สู่มือ Damiani Group ก้าวใหม่ของแบรนด์นาฬิกาหรูอายุกว่า 190 ปี

Wrist Luck | นาฬิกาประจำเดือนเกิด 2026 เลือกดีไซน์แบบไหน เสริมพลังให้ปังตลอดปี!

เลือกนาฬิกาเสริมดวงตามเดือนเกิด 2026 เสริมพลังปังตลอดปี

นาฬิกา 12 เรือน แต่ละเรือนดีไซน์และสีสันแตกต่างกันตามคอนเซ็ปต์ของแต่ละเดือนเกิด อาจมีสัญลักษณ์ประจำเดือนเกิด พร้อมเส้นโยงสไตล์ Hand-drawn ที่บอกถึงคุณสมบัติของนาฬิกาและพลังงานที่จะได้รับ

Wrist Lovers ที่อยากให้ทุกวันเป็นวันดีๆ เคยสังเกตไหมคะว่าในแต่ละเดือนเกิด เรามักจะมีอัญมณีหรือดอกไม้ประจำเดือนที่เป็นสัญลักษณ์นำโชค? วันนี้ Wrist Luck จะชวนคุณมาค้นพบความมหัศจรรย์ของนาฬิกา ที่นอกจากเป็นเครื่องบอกเวลาแล้ว ยังเป็นเหมือนเครื่องรางส่วนตัว ที่จะช่วยเสริมพลังงานดีๆ ดึงดูดโชคลาภ และเติมเต็มบุคลิกภาพของคุณให้สอดคล้องกับเดือนเกิดของคุณเอง

เพราะในทางจิตวิทยา สิ่งที่เราสวมใส่ติดตัวทำหน้าที่เป็นสมอทางใจที่ช่วยสะท้อนตัวตนและสร้างความมั่นใจ ส่วนในทางโหราศาสตร์ พลังของสีและอัญมณีประจำเดือนเกิดช่วยปรับสมดุลพลังงานรอบตัวให้ราบรื่นขึ้น การเลือกนาฬิกาที่สอดคล้องกับพื้นดวงจึงเป็นเสมือนการพกพาเครื่องรางที่ทันสมัยไว้กับตัว มาดูกันว่าคนเกิดเดือนไหน ควรเลือกนาฬิกาดีไซน์แบบใด เพื่อเสริม Wrist Luck ให้ปังตลอดปี

มกราคม: ความสำเร็จที่มั่นคง

รุ่นแนะนำ: Tissot PRX Powermatic 80 (Forged Carbon)

เหตุผล: แบรนด์สวิสที่มีประวัติยาวนาน รุ่นนี้โดดเด่นด้วยวัสดุคาร์บอนที่ดูแข็งแกร่งและทันสมัย หน้าปัดสีดำลายหินช่วยเสริมพลังความเด็ดเดี่ยวตามนิสัยชาวมกราคม และยังเป็นสัญลักษณ์ของความพยายามที่กลั่นตัวจนกลายเป็นความสำเร็จ

กุมภาพันธ์: สัญชาตญาณที่เฉียบคม

รุ่นแนะนำ: Seiko Presage Sharp Edged Series (Purple Dial)

เหตุผล: งานฝีมือชั้นสูงจากญี่ปุ่น หน้าปัดลาย Asanoha สีม่วงแอเมทิสต์ ซึ่งลวดลายอาซาโนฮะนั้นเป็นสัญลักษณ์ของการเติบโตและความสำเร็จในชีวิต และเป็นที่นิยมใช้เป็นลวดลายบนกิโมโนและผ้าห่อตัวเด็ก สื่อถึงความคิดสร้างสรรค์ที่ไม่หยุดนิ่งและสัญชาตญาณที่แม่นยำ เหมาะกับชาวกุมภาพันธ์ที่ชอบความแตกต่างอย่างมีระดับ

มีนาคม: ความสงบและไหลลื่น

รุ่นแนะนำ: Mido Ocean Star GMT (Blue Special Edition)

เหตุผล: นาฬิกาดำน้ำที่ขึ้นชื่อเรื่องความทนทาน มาพร้อมกับฟังก์ชัน GMT ที่มีประโยชน์อย่างมากในการเดินทาง แสดงเวลาอย่างชัดเจนในสองโซนเวลาที่แตกต่างกัน ได้แก่ เวลาของเมืองที่เดินทางจากมา (Home Time) และเวลาของเมืองที่เดินทางมาถึง (Local Time)

มาพร้อมกลไล Caliber80 ที่ให้พลังงานสำรองสูงสุดถึง 80 ชั่วโมง ด้านหลังของตัวเรือน ได้สลักตัวบ่งบอกโซนเวลาไว้ และตามความเชื่อนั้น สีน้ำเงินเข้มของหน้าปัดช่วยลดความว้าวุ่นในใจ เสริมพลังด้านการเจรจาและการเดินทางให้ราบรื่นเหมือนกระแสน้ำที่เป็นมิตร

เมษายน: ความโดดเด่นเหนือระดับ

รุ่นแนะนำ: TAG Heuer Formula 1 Solargraph (Limited Edition – WBY111D.FT8084)

เหตุผล: รุ่นใหม่นี้ตัวเรือนเป็นเหล็กเคลือบ DLC (Diamond-Like Carbon) สีดำสนิท ซึ่งในทางจิตวิทยาสีดำนั้นสื่อถึงอำนาจ ความลึกลับ และความเด็ดเดี่ยว ยิ่งตัดกับรายละเอียดสีชมพูบนหน้าปัดที่ออกแบบมาให้ดูมีพลังและทันสมัย

บวกกับรุ่นนี้ใช้ระบบ Solargraph (Solar Quartz) ที่ขับเคลื่อนด้วยพลังงานแสง สอดคล้องกับชาวเมษายนที่ได้รับพลังจากดวงอาทิตย์ และความโชติช่วง ซึ่งการที่ไม่ต้องเปลี่ยนแบตเตอรี่บ่อยๆ สื่อถึงพลังงานที่ไม่มีวันหมดและความพร้อมที่จะพุ่งทะยานไปข้างหน้าเสมอ

พฤษภาคม: ความมั่งคั่งที่ยั่งยืน

รุ่นแนะนำ: Longines Spirit Zulu Time (Green Ceramic)

เหตุผล: เรือนนี้มาพร้อมขอบหน้าปัดหมุนได้สองทิศทาง เม็ดมะยมแบบ screw-in การกันน้ำที่ระดับ 10 บาร์ แซปไฟร์คริสตัลป้องกันรอยขีดข่วนพร้อมเคลือบป้องกันการสะท้อนแสงหลายเลเยอร์ทั้งสองด้าน เรียกได้ว่าเป็นความหรูหราสไตล์วินเทจที่ดูแพงแต่เข้าถึงได้

ยิ่งเป็นขอบหน้าปัดเซรามิกสีเขียวมรกตจะช่วยส่งเสริมในเรื่องความอุดมสมบูรณ์และฐานะทางการเงินที่มั่นคง สอดคล้องกับพลังงานธาตุดินของเดือนพฤษภาคม

มิถุนายน: เสน่ห์ที่หลากหลาย

รุ่นแนะนำ: Rado Captain Cook High-Tech Ceramic Skeleton (Ref.R32150162)

เหตุผล: เสน่ห์ของสีเขียวมะกอกแบบด้านที่เข้มข้นและแปลกตา สื่อถึงจิตวิญญาณแห่งการผจญภัยที่ไม่หยุดนิ่งของชาวมิถุนายน ไม่ว่าจะเป็นการสำรวจในป่าคอนกรีตกลางเมืองใหญ่ หรือการเดินทางตามหาแรงบันดาลใจใหม่ๆ ให้ความรู้สึกผ่อนคลายในทุกการสำรวจ ไม่ว่าจะเป็นกลางวันหรือกลางคืน สีเขียวมะกอกและ Rose Gold จะทำให้คุณโดดเด่นอย่างมีระดับในทุกองศา

มาพร้อมกลไก R808 แบบ Skeleton ที่โชว์รูปทรงเรขาคณิตอันซับซ้อน สะท้อนถึงความคิดที่ว่องไวและเป็นระบบของชาวมิถุนายน ตัดด้วยเข็มและขอบหน้าปัดสี Rose Gold ที่เพิ่มความอบอุ่นและภูมิฐาน

ด้วยแฮร์สปริง Nivachron™ ป้องกันสนามแม่เหล็ก และสำรองพลังงาน 80 ชั่วโมง เปรียบเสมือนความพร้อมรับมือกับทุกสถานการณ์ (Multitasking) ซึ่งเป็นจุดเด่นของชาวมิถุนายนโดยเฉพาะ

ตัวเรือน Monobloc High-Tech Ceramic และสายเซรามิก 3 แถวที่ให้ความรู้สึกสบายข้อมืออย่างที่สุด แต่ทนทานต่อความท้าทายที่ทรหดที่สุด

กรกฎาคม: พลังแห่งความรัก

รุ่นแนะนำ: Oris X RedBar Limited Edition II

เหตุผล: เฉดสีแห่งจิตวิญญาณ หน้าปัดสี แดงไล่เฉด (Gradient Red) ที่โดดเด่นและมีมิติ สื่อถึงพลังของอัญมณีประจำเดือนอย่าง ทับทิม (Ruby) ได้อย่างสมบูรณ์แบบ เป็นสีที่ปลุกความกระตือรือร้น ความรักที่ลึกซึ้ง และความมุ่งมั่นให้ชาวกรกฎาคมมีแรงใจทำทุกสิ่งให้สำเร็จ

ตัวเรือนสเตนเลสสตีลขนาด 40 มม. ในสไตล์ Divers Sixty-Five ให้ลุควินเทจที่ดูอบอุ่นแต่ร่วมสมัย สะท้อนถึงบุคลิกของชาวกรกฎาคมที่มักจะใส่ใจคนรอบข้างและเป็นศูนย์กลางของความรักในครอบครัวหรือกลุ่มเพื่อน

การเป็นรุ่น Limited Edition ที่ทำร่วมกับ RedBar สื่อถึงความภาคภูมิใจและการเป็นส่วนหนึ่งของสิ่งที่ยิ่งใหญ่กว่า เปรียบเสมือนชาวกรกฎาคมที่ให้ความสำคัญกับสายสัมพันธ์และความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้น

สิงหาคม: ความสง่างามของผู้นำ

รุ่นแนะนำ: Tudor Ranger 36mm (steel caseBeige domed dial)

เหตุผล: จิตวิญญาณแห่งการสำรวจ Tudor Ranger ออกแบบมาเพื่อระลึกถึงจิตวิญญาณของคณะสำรวจ British North Greenland Expedition สื่อถึงความแข็งแกร่ง (Strength) และความกล้าหาญ ซึ่งเป็นคุณสมบัติเด่นของชาวสิงหาคมที่เป็นผู้นำโดยธรรมชาติ

ตัวเรือนสตีลขนาด 36 mm แบบขัดด้าน (Satin finish) เป็นขนาดที่คลาสสิกและคล่องตัวสูงมาก สะท้อนถึงบุคลิกของชาวสิงหาคมที่เน้นความเฉียบคมและการกระทำที่ทรงพลังมากกว่าการอวดอ้าง มาพร้อมกลไก Manufacture Calibre MT5400 (COSC) ที่เที่ยงตรงอย่างที่สุดและสำรองพลังงานได้ถึง 70 ชั่วโมง เปรียบเสมือนผู้นำที่มีความอดทนสูงและพึ่งพาได้เสมอในทุกสถานการณ์

ด้วยคุณสมบัติกันน้ำ 100 เมตร และสายสตีลแบบ 3 แถวที่มีระบบ T-fit ปรับความยาวได้ง่าย ทำให้เรือนนี้พร้อมเป็นเพื่อนคู่กายในทุกการผจญภัยหรือภารกิจที่ท้าทาย

หน้าปัดแบบไม่มีวันที่ (No-date) เน้นความชัดเจนและแม่นยำ สะท้อนถึงบุคลิกของผู้นำที่เด็ดขาด มุ่งมั่น และไม่ซับซ้อน นาฬิกาเรือนนี้คือเครื่องมือของผู้พิชิต การสวมใส่ Tudor Ranger จะช่วยเสริมบารมีและความน่าเชื่อถือในฐานะผู้นำ ทำให้คุณมีความกล้าที่จะเผชิญหน้ากับความท้าทายใหม่ๆ และประสบความสำเร็จในทุกสถานการณ์

กันยายน: สติปัญญาที่ลุ่มลึก

รุ่นแนะนำ: Grand Seiko Heritage Collection (Spring Drive)

เหตุผล: หน้าปัดสี Midnight Blue ที่เข้มจนเกือบดำในที่ร่ม แต่จะเปล่งประกายสีน้ำเงินลุ่มลึกเมื่อกระทบแสง สื่อถึงพลังของไพลิน (Sapphire) ช่วยเสริมสมาธิ ความสงบ และการตัดสินใจที่เฉียบคมของชาวกันยายน

ตัวเรือนสแตนเลสสตีลที่ถูกออกแบบตามหลักการ Grand Seiko Style ด้วยการขัดเงาแบบ Zaratsu ที่เรียบเนียนราวกับกระจก สะท้อนถึงความสมบูรณ์แบบและความจริงใจที่เป็นเนื้อแท้ของคุณ

ความลื่นไหลของเวลา: ขับเคลื่อนด้วยกลไก Spring Drive (9R65) ที่เข็มวินาทีเคลื่อนที่แบบกวาด (Glide Motion) อย่างนุ่มนวลและเงียบกริบ สื่อถึงความอดทนและความต่อเนื่องในการก้าวไปสู่ความสำเร็จอย่างมั่นคง

ความแม่นยำที่ไว้วางใจได้: ด้วยความคลาดเคลื่อนเพียง +-1 วินาทีต่อวัน และสำรองพลังงานได้ 72 ชั่วโมง (มีเข็มบอกพลังงานสำรองบนหน้าปัด) เรือนนี้จึงเป็นเครื่องมือที่ตอบโจทย์ความเจ้าระเบียบและความรักในคุณภาพของชาวกันยายน

การสวมใส่ SBGA375 ที่มีความเงางามจากการขัดแบบ Zaratsu จะช่วยเสริมความสง่าราศี (Charisma) และทำให้ภาพลักษณ์ของคุณดูเป็นผู้เชี่ยวชาญที่มีความรอบคอบ นำพาความสำเร็จทั้งในด้านการงานและการเจรจาธุรกิจ

ตุลาคม: สมดุลแห่งชีวิต

รุ่นแนะนำ: Nomos Glashütte Club Campus (Deep Pink/Soft Coral)

เหตุผล: สีแห่งความสุขและความคิดสร้างสรรค์ของหน้าปัดสี Deep Pink (ชมพูเข้ม) ที่สดใสและมีชีวิตชีวา สื่อถึงพลังของทัวร์มาลีนสีชมพู ช่วยปรับสมดุลอารมณ์ เสริมสร้างความมั่นใจ และดึงดูดความสัมพันธ์ที่ดีให้กับชาวตุลาคมที่เป็นนักการทูตโดยธรรมชาติ

การผสมผสานระหว่างตัวเลขอารบิกและตัวเลขโรมันบนหน้าปัด สะท้อนถึงบุคลิกที่รักในความหลากหลายและความสมดุล (Harmony) ของชาวตุลาคมได้อย่างลงตัว รวมไปถึงตัวเรือนสแตนเลสสตีลที่เรียบง่ายแต่ประณีตตามแบบฉบับ Glashütte (เยอรมนี) สื่อถึงความจริงใจและการมองโลกในแง่ดี

มาพร้อมสายหนัง Velour Leather สีเทา (Anthracite) ที่มีความนุ่มนวลและเรียบหรู เข้ากับตัวเรือนสีชมพูได้อย่างน่ามองและใส่สบายในทุกโอกาส

สี Deep Pink นอกจากความสวยงามแล้ว ยังเป็นสีที่ช่วยละลายน้ำแข็ง ในการเข้าสังคม การสวมใส่เรือนนี้จะช่วยเสริมเสน่ห์ให้คุณดูเป็นคนเข้าถึงง่าย ร่าเริง และมีความเป็นมิตร นำมาซึ่งความสำเร็จในการเจรจาและความสัมพันธ์ที่ยั่งยืน

พฤศจิกายน: พลังที่น่าเกรงขาม

รุ่นแนะนำ: Hamilton Khaki Field Murph (38mm Black)

เหตุผล: ความลึกลับที่แฝงด้วยความหวัง บนหน้าปัดสีดำสนิทที่ดูเคร่งขรึมและลึกลับ สื่อถึงจิตวิญญาณที่แข็งแกร่งของชาวพฤศจิกายน ช่วยเสริมพลังอำนาจและการปกป้อง ซึ่งนาฬิกาเรือนนี้เป็นที่รู้จักจากภาพยนตร์เรื่อง Interstellar ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของความรักและความผูกพันที่ก้าวข้ามกาลเวลาและมิติ สะท้อนถึงชาวพฤศจิกายนที่มีความรักที่มั่นคงและซื่อสัตย์อย่างที่สุด

ตัวเรือนขนาด 38 mm เป็นขนาดที่คล่องตัวและมีความเป็น Field Watch ขนานแท้ ดูไม่โอ้อวดแต่เปี่ยมด้วยประสิทธิภาพ สื่อถึงผู้นำที่ใช้ความสามารถจริงในการพิสูจน์ตนเอง

ความพิเศษของรุ่น Murph เปรียบเสมือนสติปัญญาที่เฉียบคมและการมองเห็นสิ่งที่คนอื่นมองไม่เห็นของชาวพฤศจิกายน การสวมใส่ Hamilton Murph จะช่วยเสริมความมั่นใจและ พลังแห่งการตัดสินใจ สีดำและสีทองวินเทจบนข้อมือจะช่วยสร้างออร่าแห่งความน่าเกรงขาม ทำให้คุณดูเป็นคนที่น่าค้นหาและมีความเป็นผู้ใหญ่สูง

ธันวาคม: โชคลาภและการผจญภัย

รุ่นแนะนำ: Frederique Constant Highlife Automatic Cosc

เหตุผล: หน้าปัดถูกสลักด้วยลายเส้นละติจูดและลองจิจูด สื่อถึงโลกทั้งใบที่รอให้ชาวธันวาคมออกไปสำรวจ เป็นดีไซน์ที่ช่วยเสริมโชคลาภจากการเดินทางและเปิดโอกาสใหม่ๆ ให้กับชีวิตในปี 2026

หน้าปัดสี Navy Blue สื่อถึงความสุขุมแต่เปี่ยมด้วยความหวัง สอดคล้องกับพลังของอัญมณีประจำเดือนที่นำพาความโชคดีและการปกป้องคุ้มครองนักเดินทาง

เป็นนาฬิกาที่ผ่านการรับรองจากสถาบัน COSC ว่ามีความเที่ยงตรงและแม่นยำเป็นเลิศ สื่อถึงการวางแผนชีวิตที่แม่นยำและการตัดสินใจที่ไม่พลาดเป้าของชาวธันวาคม

ระบบสายนาฬิกาที่สามารถถอดเปลี่ยนได้เองอย่างง่ายดาย (Integrated Bracelet) ทำให้คุณปรับเปลี่ยนลุคได้ทันที ไม่ว่าจะใส่สายเหล็กไปเจรจาธุรกิจ หรือเปลี่ยนเป็นสายยาง/สายหนังเพื่อออกไปผจญภัย

ลวดลายลูกโลกบนหน้าปัดสีน้ำเงินเข้มคือ เข็มทิศดึงดูดความสำเร็จ การสวมใส่เรือนนี้จะช่วยเสริมพลังบวกในการมองโลกในแง่ดี และช่วยให้คุณคว้าโอกาสสำคัญที่เข้ามาจากการติดต่อสื่อสารหรือการเดินทางไกลได้สำเร็จ

และนี่คือ 12 เรือนเวลาที่เราคัดมาประจำเดือนเกิด แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น การเลือกนาฬิกาตามเดือนเกิดเป็นอีกหนึ่งวิธีสนุกๆ ที่จะช่วยให้คุณเชื่อมโยงกับพลังงานประจำตัว และดึงดูดโชค ที่สอดคล้องกับคุณมากที่สุด ลองเลือกเรือนที่ใช่ แล้วคุณจะพบว่านาฬิกาแต่ละเรือนจะเป็นเหมือนเพื่อนคู่ใจที่พร้อมจะนำพาเวลาดีๆ มาสู่คุณในทุกๆ วัน ไว้พบกันใหม่กับ Wrist Luck ในตอนหน้าค่ะ

อ่านบทความอื่นๆ เพิ่มเติม
Seiko 5 Sports HUF Limited Edition นี่คือการพบกันของจิตวิญญาณวินเทจและสตรีทคัลเจอร์ยุคใหม่
Time To… Fall in Love Along the River ฉลองวาเลนไทน์ริมแม่น้ำเจ้าพระยา ณ โรงแรมแชงกรี-ลา กรุงเทพฯ
Must-Have: 12 เรือนเวลา ‘อาชา’ ที่ต้องมีครอบครองเป็นเรือนแรกแห่งปี

Louis Erard x Monica Bonvicini Not For You เมื่อศิลปะร่วมสมัยท้าทายขนบเรือนเวลา ที่มาพร้อมวลีสุดจี๊ด

Louis Erard มาพร้อมการปฏิวัติทางความคิดผ่านหน้าปัดนาฬิกาจากผลงานระดับมาสเตอร์พีซของ Monica Bonvicini

ในโลกของนาฬิกาที่มักจะนำเสนอความเหนือระดับและความเป็นเจ้าของ Louis Erard แบรนด์นาฬิกาอิสระจากสวิตเซอร์แลนด์กลับเลือกที่จะสร้างแรงสั่นสะเทือนผ่านการตั้งคำถามที่แหลมคม โดยครั้งนี้พวกเขาจับมือกับ Monica Bonvicini ศิลปินร่วมสมัยชื่อดังผู้มีชื่อเสียงในการสร้างสรรค์ผลงานที่วิพากษ์วิจารณ์เรื่องอำนาจ สถาปัตยกรรม และความสัมพันธ์ทางสังคม ผลลัพธ์ที่ได้คือนาฬิการุ่นพิเศษที่ใช้ชื่อว่า Not For You ซึ่งเป็นงานศิลปะที่สวมใส่ได้และกระตุ้นให้ผู้คนต้องหยุดคิดทุกครั้งที่มองเวลา

หัวใจสำคัญของนาฬิกาเรือนนี้คือหน้าปัดที่มีความเงาวาวราวกับกระจก ซึ่งถูกประดับด้วยข้อความตัวอักษรพิมพ์ใหญ่คำว่า NOT FOR YOU อย่างโดดเด่น ข้อความนี้ไม่ได้เป็นเพียงประโยคที่ปรากฏขึ้นมาลอยๆ เท่านั้น เพราะได้รับแรงบันดาลใจมาจากผลงานไฟนีออนชื่อดังของ Bonvicini ในปี 2002 การนำวลีที่ดูเหมือนเป็นการปฏิเสธมาวางไว้บนสินค้าลักชูรีที่ผู้คนต้องการครอบครอง เป็นการแสดงออกถึงความย้อนแย้งที่ทรงพลังและเป็นการตั้งคำถามถึงนิยามของความเอ็กซ์คลูซีฟในโลกปัจจุบัน

ตัวเรือนผลิตจากสเตนเลสสตีลขัดเงาขนาด 39 มิลลิเมตร ซึ่งให้ความรู้สึกเรียบง่ายและสะอาดตา เพื่อส่งให้หน้าปัดกระจกและตัวอักษรทำงานได้อย่างเต็มที่ เข็มนาฬิกาถูกออกแบบมาให้มีความมินิมอลที่สุดเพื่อไม่ให้รบกวนความต่อเนื่องของข้อความหลัก ภายใต้ภาพลักษณ์ที่ดูเรียบง่ายนี้ยังแฝงไปด้วยความประณีตของงานช่างนาฬิกาสวิสที่ใส่ใจในทุกรายละเอียดของการขัดแต่งพื้นผิว เพื่อให้การสะท้อนของแสงบนหน้าปัดมีความสมบูรณ์แบบที่สุด

ภายในขับเคลื่อนด้วยกลไกอัตโนมัติรหัส SW261-1 ที่ขึ้นชื่อเรื่องความเที่ยงตรงและทนทาน การเลือกใช้กลไกคุณภาพดีควบคู่ไปกับงานดีไซน์ที่ท้าทายแรงบันดาลใจเดิมๆ ทำให้ Louis Erard x Monica Bonvicini Not For You กลายเป็นของสะสมที่ก้าวข้ามขีดจำกัดของเครื่องบอกเวลาไปสู่สถานะของวัตถุทางศิลปะ นี่คือชิ้นงานสำหรับนักสะสมที่หลงใหลในความกล้าหาญของการตั้งคำถามถึงคุณค่าและสถานะทางสังคมผ่านศิลปะร่วมสมัย

ข้อมูลทางเทคนิค
  • ชื่อรุ่น: Louis Erard x Monica Bonvicini Not For You
  • ตัวเรือน: สเตนเลสสตีลขัดเงา ขนาด 39 มิลลิเมตร หนา 12.25 มิลลิเมตร
  • หน้าปัด: พื้นผิวกระจกเงา (Mirrored Dial) พร้อมพิมพ์ข้อความ NOT FOR YOU สีดำ
  • ฟังก์ชั่น: บอกเวลา (ชั่วโมง, นาที, วินาที)
  • กลไก: อัตโนมัติรหัส SW261-1 สำรองพลังงานประมาณ 38 ชั่วโมง
  • กระจก: แซฟไฟร์ทรงโดมเคลือบสารกันสะท้อนทั้งสองด้าน
  • สาย: สายหนังวัวคุณภาพสูงสีดำพร้อมตัวล็อกสเตนเลสสตีล
  • จำนวนผลิต: ผลิตจำกัดเพียง 178 เรือนทั่วโลก

อ่านบทความอื่นๆ เพิ่มเติม
ขอแนะนำ Vulcain Monopusher Heritage Panda นาฬิกาจับเวลาจากยุค 1950 หน้าปัดสไตล์แพนด้าที่นักสะสมหลงรัก
Luminox MIL-SPEC Thailand Limited Edition เมื่อความแกร่งระดับกองทัพผสานเข้ากับเอกลักษณ์ของสามพันโบก
ทำความรู้จัก Tertium Quid Model R การคืนชีพกลไกนาฬิกาปลุกระดับตำนาน ในสรีระไทเทเนียมล้ำสมัย

Casio G-Shock MRG-B2000KT-3A จิตวิญญาณแห่งเกราะซามูไรและดอกไม้แห่งชัยชนะ

เมื่อขีดสุดของความทนทานของ Casio G-Shock มาบรรจบกับศิลปะการทำเกราะซามูไรในตระกูล MR-G

ในโลกของนาฬิกาสมัยใหม่ที่เทคโนโลยีมักจะเดินสวนทางกับงานศิลปะดั้งเดิม Casio ได้พิสูจน์ให้เห็นอีกครั้งว่าความแข็งแกร่งระดับสูงสุดของ G-Shock สามารถหลอมรวมเข้ากับประวัติศาสตร์อันลึกลับของญี่ปุ่นได้อย่างไร้รอยต่อ ผ่านเรือนเวลาระดับมาสเตอร์พีซอย่าง MRG-B2000KT-3A ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของตระกูล MR-G ที่อยู่บนจุดสูงสุดของแบรนด์ โดยครั้งนี้ได้รับแรงบันดาลใจมาจาก Kachu-Azami หรือดอกธิสเซิลแห่งชุดเกราะ (Armor Thistle) ที่เหล่าซามูไรในอดีตยกย่องให้เป็นสัญลักษณ์แห่งชัยชนะและความทรหด

G-Shock MRG-B2000KT-3A
G-Shock MRG-B2000KT-3A

ความโดดเด่นที่ทำให้เรือนเวลานี้กลายเป็นงานศิลปะบนข้อมือเริ่มต้นที่ขอบหน้าปัด ซึ่งถูกสร้างสรรค์ด้วยเทคนิคการตกผลึกไทเทเนียมแบบใหม่เพื่อให้ได้พื้นผิวที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวคล้ายกับรอยนูนบนเกราะซามูไรและกลีบดอกไม้ที่สลับซับซ้อน ตัวเรือนผลิตจากไทเทเนียมเกรดพิเศษที่ผ่านการชุบแข็งและเคลือบ DLC สีเขียวเข้มเพื่อสะท้อนถึงความน่าเกรงขามของชุดเกราะโบราณ ผสมผสานกับการขัดเงาแบบซัลลาซที่ให้ความเงางามราวกับกระจก ซึ่งเป็นเทคนิคระดับสูงที่ต้องใช้ช่างฝีมือผู้ชำนาญการเป็นผู้ลงมือทำเท่านั้น

หน้าปัดของ MRG-B2000KT-3A นั้นถูกออกแบบให้มีมิติที่ลึกซึ้งด้วยลวดลายเกล็ดปลาที่สื่อถึงเกราะป้องกันตัว พร้อมเข็มนาฬิกาและตัวเลขที่ใช้คู่สีทองตัดกับพื้นหลังสีเขียวมรกตและสีน้ำเงินเข้ม การเลือกใช้คู่สีนี้นอกจากจะให้ความสวยงามที่ดูหรูหราแล้ว ยังเป็นการสื่อถึงอำนาจและบารมีของผู้ครอบครอง ภายใต้ความวิจิตรบรรจงนี้ยังแฝงไปด้วยนวัตกรรมที่ล้ำหน้าที่สุดของ Casio ทั้งระบบพลังงานแสงอาทิตย์ การเชื่อมต่อบลูทูธเพื่อการตั้งค่าที่แม่นยำ และกระจกแซฟไฟร์ที่ทนทานต่อรอยขีดข่วนได้อย่างดีเยี่ยม

เรียกได้ว่าการครอบครอง G-Shock MRG-B2000KT-3A ก็เหมือนมีนาฬิกาที่มีความทนทานที่สุดในโลก และการได้เป็นเจ้าของชิ้นส่วนประวัติศาสตร์ที่ยังมีลมหายใจ เปรียบเสมือนบทบันทึกความกล้าหาญของเหล่านักรบซามูไรที่ถูกถ่ายทอดผ่านเทคโนโลยีวิศวกรรมสมัยใหม่ นี่คือเรือนเวลาที่ยืนยันว่าความแข็งแกร่งที่แท้จริงต้องมาคู่กับความประณีตที่งดงาม และเป็นของสะสมล้ำค่าที่จะยังคงความโดดเด่นไปอีกนานหลายทศวรรษ

G-Shock MRG-B2000KT-3A
G-Shock MRG-B2000KT-3A
ข้อมูลทางเทคนิค
  • ชื่อรุ่น: G-Shock MRG-B2000KT-3A (Kachu-Azami Edition)
  • ตัวเรือน: Recrystallized Titanium เคลือบ DLC สีเขียวเข้ม ขนาด 49.8 มิลลิเมตร หนา 16.9 มิลลิเมตร
  • หน้าปัด: ลายเกล็ดเกราะซามูไร สีเขียวเข้มสลับทอง กระจก Sapphire Crystal พร้อมเคลือบสารกันสะท้อนภายใน
  • ฟังก์ชัน: Tough Solar, Multi-Band 6, Bluetooth Connectivity กันกระแทก Triple G Resist
  • กลไก: Quartz Module ประสิทธิภาพสูงพร้อมระบบปรับเวลาอัตโนมัติ การกันน้ำ 200 เมตร (20 Bar)
  • สาย: ไทเทเนียมเกรดพรีเมียมพร้อมตัวล็อกแบบนิรภัย

อ่านบทความอื่นๆ เพิ่มเติม
Slim d’Hermès Quantième Perpétuel ศิลปะแห่งการหวนคืนสู่พื้นฐานด้วยเส้นสายเพรียวบางและความซับซ้อนเชิงเทคนิค
Rado Anatom Skeleton Automatic High-Tech Plasma Ceramic เมื่อหัตถศิลป์การฉลุลายบรรจบกับนวัตกรรมวัสดุแห่งอนาคต
Maurice Lacroix 1975 Master Grand Date Retrograde การหวนคืนสู่จิตวิญญาณแห่งนวัตกรรมและกลไก Masterpiece ลำดับที่ 26

Piaget Polo 79 Two-Tone เติมเต็มความสมบูรณ์แบบของซีรีส์ครบรอบ 45 ปี บนไอคอนแห่งความสง่างาม

การหวนคืนสู่รากเหง้าแห่งความหรูหราด้วยคู่สีทูโทนที่ลงตัวที่สุดของ Piaget Polo

นับตั้งแต่การเปิดตัวครั้งแรกในปี 1979 คอลเลกชัน Piaget Polo ได้สร้างนิยามใหม่ให้กับนาฬิกาสปอร์ตหรูด้วยการออกแบบที่หลอมรวมสายนาฬิกาและตัวเรือนเข้าด้วยกันเป็นเนื้อเดียว พร้อมลวดลายสลักแนวนอนที่เรียกว่า Gadroon ซึ่งต่อเนื่องตลอดทั้งเรือนจนดูเหมือนเครื่องประดับทองคำที่บอกเวลาได้ และเพื่อเป็นการเฉลิมฉลองวาระครบรอบ 45 ปีของดีไซน์ระดับตำนานนี้ Piaget ได้สร้างสรรค์โปรเจกต์พิเศษที่รวบรวมความสง่างามผ่านวัสดุเลอค่าในแต่ละปี

นาฬิกา Piaget Polo 70 Trio: ตัวเรือนไวท์โกลด์ (2025), เยลโลว์โกลด์ (2024) และรุ่นทูโทน (2026)
Yves G. Piaget (Image: Christian Coigny)
The vintage Piaget Polo from 1979

การเดินทางของซีรีส์พิเศษนี้เริ่มต้นขึ้นในปี 2024 ด้วยการเปิดตัว Piaget Polo 79 ในรุ่นเยลโลว์โกลด์ที่หรูหราสง่างามและซื่อตรงต่อต้นฉบับมากที่สุด ตามมาด้วยรุ่นไวท์โกลด์ในปี 2025 ที่เน้นความสุขุมและร่วมสมัย และล่าสุดในปี 2026 Piaget ได้ปิดท้ายโปรเจกต์นี้อย่างสมบูรณ์แบบด้วยรุ่นทูโทนที่ผสานความแข็งแกร่งของสเตนเลสสตีลเข้ากับความนุ่มนวลของโรสโกลด์ 18K ได้อย่างลงตัวบนงานออกแบบที่เน้นความบางเป็นพิเศษ

หัวใจสำคัญของ Piaget Polo 79 คือศิลปะแห่งการทำทองที่แบรนด์เชี่ยวชาญ โดยในรุ่นทูโทนปี 2026 นี้ เราจะได้เห็นการสลับเลเยอร์ระหว่างสีเงินของสเตนเลสสตีลและสีทองของโรสโกลด์บริเวณข้อสายและตัวเรือน ซึ่งช่วยเพิ่มมิติการเล่นแสงที่โดดเด่นและทำให้ดีไซน์แบบยุค 70 ดูมีความทันสมัยและเข้าถึงง่ายมากขึ้น การใช้สเตนเลสสตีลร่วมกับโรสโกลด์ในครั้งนี้ไม่ใช่เพียงเรื่องของความสวยงาม แต่เป็นการแสดงให้เห็นถึงความเก่งกาจในการนำวัสดุที่แตกต่างมาหลอมรวมกันภายใต้มาตรฐานความประณีตสูงสุด

นาฬิกา Piaget Polo 79 Two-Tone รุ่นล่าสุด ตัวเรือนและสายนาฬิกาทำจากไวท์โกลด์ ในขณะที่ส่วนตกแต่ง (gadroons) ทำจากเยลโลว์โกลด์

หน้าปัดของรุ่นนี้ยังคงความเรียบง่ายและสะอาดตาที่สุดเพื่อไม่ให้บดบังความสวยงามของโครงสร้างสายนาฬิกา โดยเป็นการบอกเวลาแบบสองเข็มบนพื้นผิวที่ขัดแต่งอย่างประณีต ภายใต้ตัวเรือนที่บางเฉียบคือกลไกอัตโนมัติแบบ Micro-rotor ประสิทธิภาพสูงรหัส 1200P1 ที่ Piaget พัฒนาขึ้นเพื่อตอกย้ำความเป็นเจ้าแห่งนาฬิกา Ultra-thin การผสมผสานระหว่างมรดกจากปี 1979 และวิสัยทัศน์แห่งปี 2026 จึงทำให้ Piaget Polo 79 Two-Tone เป็นเรือนเวลาที่เป็นจุดสูงสุดของการสะสมสำหรับผู้ที่เห็นคุณค่าในประวัติศาสตร์ของแบรนด์

ภายใต้ตัวเรือนที่บางเฉียบอันเป็นลายเซ็นของแบรนด์ คือกลไกอัตโนมัติประสิทธิภาพสูงที่ Piaget พัฒนาขึ้นภายในโรงงานของตนเอง โดยรุ่น Date ขับเคลื่อนด้วย Calibre 1110P และรุ่น Chronograph ใช้ Calibre 1160P ซึ่งทั้งสองชุดกลไกได้รับการขัดแต่งอย่างสวยงามด้วยลาย Côtes de Genève และสามารถมองเห็นผ่านฝาหลังแซฟไฟร์ใส การผสมผสานระหว่างงานฝีมือดั้งเดิมและดีไซน์ร่วมสมัยในครั้งนี้ จึงทำให้ Piaget Polo Two-Tone เป็นตัวเลือกที่โดดเด่นสำหรับนักสะสมที่มองหานาฬิกาที่มีตัวตนชัดเจนและเปี่ยมด้วยรสนิยม

ข้อมูลทางเทคนิค

  • ชื่อรุ่น: Piaget Polo 79 Two-Tone (Limited Edition 2026)
  • ตัวเรือน: สเตนเลสสตีล และโรสโกลด์ 18K ขนาด 38 มิลลิเมตร หนาเพียง 7.35 มิลลิเมตร
  • หน้าปัด: ดีไซน์สไตล์ดั้งเดิมปี 1979 พร้อมเข็มนาฬิกาสีโรสโกลด์
  • ฟังก์ชั่น: บอกเวลา (ชั่วโมง นาที)
  • กลไก: กลไกอัตโนมัติแบบ Micro-rotor รหัส 1200P1 ที่มีความบางเป็นพิเศษ สำรองพลังงาน 44 ชั่วโมง การกันน้ำ 50 เมตร
  • สาย: สายแบบ Integrated ผลิตจากสเตนเลสสตีลและโรสโกลด์ 18K พร้อมตัวล็อกแบบบานพับซ่อน

อ่านบทความอื่นๆ เพิ่มเติม
Czapek Faubourg de Cracovie จิตวิญญาณแห่งการแข่งรถและความวิจิตรของงานฝีมือ Guilloché บนหน้าปัดสี Victory Green
3 เรือนเวลา Chopard L.U.C Grand Strike คือบทเพลงแห่งกาลเวลา ในวาระครบรอบ 30 ปีของการผลิต
INHORGENTA X FHH 2026 พื้นที่แห่งการถ่ายทอดจิตวิญญาณและนวัตกรรมนาฬิกาชั้นสูง

Time to… Celebrate Love at Waldorf Astoria Bangkok นิยามใหม่ของความโรแมนติกใจกลางกรุง

ดื่มด่ำรสชาติแห่งความรักกับมื้ออาหารและเครื่องดื่มสุดหรูระดับเวิลด์คลาส ได้ที่ Waldorf Astoria Bangkok

เมื่อเข็มนาฬิกาเดินทางเข้าสู่ช่วงเวลาที่อบอวลไปด้วยความรัก ไม่มีอะไรจะดีไปกว่าการได้ใช้เวลาคุณภาพร่วมกับคนที่คุณรักในบรรยากาศที่ถูกออกแบบมาเพื่อสร้างความทรงจำที่ไม่มีวันลืม โรงแรมวอลดอร์ฟ แอสโทเรีย กรุงเทพ (Waldorf Astoria Bangkok) พร้อมต้อนรับเทศกาลวันวาเลนไทน์ด้วยศิลปะแห่งรสชาติที่คัดสรรมาอย่างพิถีพิถันจากทุกห้องอาหาร เพื่อเติมเต็มทุกนิยามความรักให้สมบูรณ์แบบตั้งแต่น้ำชายามบ่ายไปจนถึงดินเนอร์หรูใต้แสงดาว

Peacock Alley จิบน้ำชายามบ่ายท่ามกลางกลิ่นอายความรัก

เริ่มต้นช่วงเวลาแห่งความหวานด้วยการจิบน้ำชายามบ่ายที่ พีค็อก อัลลีย์ (Peacock Alley) โดยเชฟแอนเดรอา โนลิ หัวหน้าเชฟขนมหวานชาวอิตาเลียน ได้เนรมิตชุดน้ำชายามบ่ายที่เปี่ยมไปด้วยความคิดสร้างสรรค์อย่าง Blush Harmony เกี๊ยวปลาทรงกุหลาบที่สวยงามจนแทบไม่กล้าทาน หรือของหวานอย่าง White Swan สไตล์ฝรั่งเศสที่สะท้อนถึงความรักอันบริสุทธิ์ นอกจากนี้ยังมีเมนู A La Carte พิเศษอย่างคาเวียร์พรีเมียมและเค้กเรดเวลเวตที่พร้อมให้บริการสำหรับคู่รักที่ต้องการความเรียบหรูในบรรยากาศสบายๆ ตลอดช่วงเทศกาล

Front Room & The Brasserie สัมผัสรสชาติไทยต้นตำรับและความสุขของครอบครัว

สำหรับคู่รักที่หลงใหลในรสชาติอันเป็นเอกลักษณ์ของอาหารไทย ห้องอาหารฟร้อนท์รูม (Front Room) นำเสนอประสบการณ์การรับประทานอาหารที่ได้แรงบันดาลใจจากตำรับดั้งเดิม แต่แฝงด้วยความหมายอันลึกซึ้งผ่านวัตถุดิบชั้นเลิศ เช่น ขนมครกหน้ากั้ง หรือขนมหวานชื่อชวนฝันอย่าง ขนมลืมกลืนครั่งรัก ที่สะท้อนถึงความเสน่หาและความประณีตในทุกคำที่สัมผัส ส่วนใครที่มองหาบรรยากาศการเฉลิมฉลองแบบพร้อมหน้าทั้งคู่รักและครอบครัว เดอะ บราซเซอรี่ (The Brasserie) จัดเตรียมเซตดินเนอร์ 4 คอร์สที่มีเมนูจานหลักอย่างเนื้อวากิวเทนเดอร์ลอยน์ พร้อมไฮไลต์ที่พลาดไม่ได้คือมินิบุฟเฟต์ขนมหวานที่ให้คุณเลือกทานได้อย่างไม่จำกัด

Bull & Bear & The Loft ดินเนอร์หรูพร้อมค็อกเทลใต้แสงดาวบนชั้น 55 และชั้น 56 

หากความโรแมนติกของคุณหมายถึงมื้อค่ำสุดเอ็กซ์คลูซีฟพร้อมวิวเมืองกรุงเทพฯ แบบสุดสายตา ห้องอาหารบูล แอนด์ แบร์ (Bull & Bear) บนชั้น 55 และชั้น 56 คือคำตอบที่สมบูรณ์แบบ ด้วยดินเนอร์ 6 คอร์สที่รังสรรค์จากวัตถุดิบพรีเมียมทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็นทาร์ตฟัวกราส์ ปลากะพงมิคันไดย่าง หรือเนื้อคิวามิวากิว และปิดท้ายค่ำคืนด้วยของหวานสุดพิเศษ จูเลียต ที่จะทำให้หัวใจพองโต ก่อนจะขยับขึ้นไปรับลมชมวิวกันต่อที่ เดอะ ล็อฟท์ (The Loft) กับค็อกเทลเมนูพิเศษ 3 สไตล์ที่รังสรรค์ขึ้นเพื่อเฉลิมฉลองความรักโดยเฉพาะตลอดเดือนกุมภาพันธ์นี้

  • ช่วงเวลา: ชุดน้ำชายามบ่าย: 30 มกราคม – 1 มีนาคม 2569 (12.00 น. – 17.00 น.)
  • ห้องอาหารและราคา:Peacock Alley: ชุดน้ำชา 3,000++ บาท (สำหรับ 2 ท่าน)
    • Front Room: เมนู A La Carte พิเศษ (13-15 กุมภาพันธ์)
    • The Brasserie: ดินเนอร์ 4 คอร์ส 2,900++ บาทต่อท่าน
    • Bull & Bear: ดินเนอร์ 6 คอร์ส 5,500++ บาทต่อท่าน
    • The Loft: ค็อกเทลพิเศษ 480++ บาทต่อแก้ว (ตลอดเดือนกุมภาพันธ์)
  • การสำรองที่นั่ง:
    โทร 02-846-8888
    LINE: @WaldorfAstoriaBKK
    อีเมล: bkkwafb@waldorfastoria.com

อ่านบทความอื่นๆ เพิ่มเติม
“Surf & Turf Extravaganza Weekend” มื้อสุดพรีเมียม วิวพาโนรามาที่ Bull & Bear
นาฬิกากับบทบาทในโลกภาพยนตร์และซีรีส์ : โอกาสแจ้งเกิดอันทรงพลังบนหน้าจอ
Wrist Luck: รู้ไหมว่าแค่ “วัสดุ” ของนาฬิกาก็ส่งผลถึงดวงคุณได้? เติมเต็มโชคให้ข้อมือคุณ

Louis Moinet Tourbillon Puzzle Fire Horse ศิลปะแห่งเวลาที่หลอมรวมจิตวิญญาณแห่งอาชา

เมื่อความเชื่อโบราณบรรจบกับนวัตกรรมเวลาในผลงานระดับ Unique Piece จาก Louis Moinet

ในโลกของเครื่องบอกเวลาระดับสูงที่พรมแดนระหว่างวิศวกรรมและศิลปะมักบรรจบกัน Louis Moinet ได้สร้างนิยามใหม่ให้กับความวิจิตรบรรจงอีกครั้งด้วยการเปิดตัว Tourbillon Puzzle Fire Horse ผลงานระดับมาสเตอร์พีซที่ถูกสร้างสรรค์ขึ้นเพื่อเฉลิมฉลองนักษัตรปีม้าไฟตามความเชื่อของชาวจีน โดยครั้งนี้แบรนด์ผู้สืบทอดมรดกของบิดาแห่งนาฬิกาโครโนกราฟเรือนแรกของโลก ได้นำเสนอความซับซ้อนผ่านหน้าปัดที่ประกอบขึ้นด้วยเทคนิคไมโครเพนท์ติ้งระดับสูงภายใต้คอนเซปต์ของตัวต่อจิ๊กซอว์ที่สมบูรณ์แบบที่สุดเท่าที่เคยมีมา

สิ่งที่ทำให้ Tourbillon Puzzle Fire Horse กลายเป็นหนึ่งในนาฬิกาที่หาชมได้ยากที่สุดคือการออกแบบหน้าปัดที่ประกอบขึ้นจากชิ้นส่วนเล็กๆ หลายชิ้นซึ่งแต่ละชิ้นได้รับการลงรายละเอียดอย่างพิถีพิถันโดยศิลปินผู้เชี่ยวชาญ ภาพของอาชาสีไฟที่กำลังพุ่งทะยานท่ามกลางเปลวเพลิงถูกถ่ายทอดออกมาด้วยความอ่อนช้อยและทรงพลังในเวลาเดียวกัน การใช้เทคนิคการวาดภาพขนาดจิ๋วที่ต้องใช้ความอดทนและความแม่นยำสูงทำให้นาฬิกาเรือนนี้ไม่ได้เป็นเพียงแค่เครื่องบอกเวลา แต่คือผืนผ้าใบที่บันทึกเรื่องราวของพลังงานและความสำเร็จผ่านงานช่างศิลป์ชั้นครู

Louis Moinet Tourbillon Puzzle Fire Horse

นอกเหนือจากความงดงามเชิงศิลปะแล้ว ภายในตัวเรือนโรสโกลด์ 18K ขนาด 40.7 มิลลิเมตร คือการสถิตของกลไกทูร์บิญองแบบลอยตัว (Flying Tourbillon) รหัส LM135 ซึ่งได้รับการออกแบบมาให้ดูเหมือนลอยอยู่กลางอากาศที่ตำแหน่ง 6 นาฬิกา การจัดวางกลไกในลักษณะนี้ไม่เพียงแต่ช่วยรักษาความเที่ยงตรงจากการเอาชนะแรงดึงดูดของโลก แต่ยังช่วยเพิ่มมิติการมองเห็นให้หน้าปัดดูมีพลังและมีเสน่ห์ดึงดูดสายตาในทุกวินาทีที่กรงทูร์บิญองหมุนรอบตัวเอง

ความพิเศษของ Louis Moinet Tourbillon Puzzle Fire Horse คือสถานะการเป็นนาฬิกาหนึ่งเดียวในโลก (Unique Piece) ที่ถูกรังสรรค์ขึ้นเพื่อนักสะสมที่เห็นคุณค่าในความแตกต่างอย่างแท้จริง ทุกองค์ประกอบตั้งแต่ตัวเรือนที่ขัดเงาอย่างประณีตไปจนถึงฝาหลังแซฟไฟร์ที่เปิดเผยการขัดแต่งกลไกชั้นเลิศ ล้วนตอกย้ำว่า Louis Moinet ยังคงเป็นผู้นำในการนำพาโลกแห่งกาลเวลาไปสู่จุดสูงสุดของการสร้างสรรค์ที่ไม่มีใครเทียบเคียงได้

ข้อมูลทางเทคนิค
  • ตัวเรือน: 18K Rose Gold ขนาด 40.7 มิลลิเมตร หนา 15.35 มิลลิเมตร
  • หน้าปัด: งานศิลปะ Micro-painting บนหน้าปัดสไตล์ Puzzle ลาย Fire Horse (อาชาสีไฟ)
  • ฟังก์ชัน: บอกเวลา (ชั่วโมง นาที) และระบบ Flying Tourbillon ที่ตำแหน่ง 6 นาฬิกา
  • กลไก: กลไกไขลานด้วยมือ Flying Tourbillon รหัส LM135 สำรองพลังงาน 96 ชั่วโมง การกันน้ำ 30 เมตร
  • สาย: สายหนังจระเข้คุณภาพสูงพร้อมตัวล็อกทองคำ 18K
  • จำนวนผลิต: ผลิตเพียงเรือนเดียวในโลก (Unique Piece 1/1)

อ่านบทความอื่นๆ เพิ่มเติม
Seiko ฉลองครบรอบ 145 ปี ด้วยนาฬิการุ่นพิเศษที่สะท้อนตัวตนของแบรนด์ทั้ง 4 รูปแบบ
ขอแนะนำ Vulcain Monopusher Heritage Panda นาฬิกาจับเวลาจากยุค 1950 หน้าปัดสไตล์แพนด้าที่นักสะสมหลงรัก
ทำความรู้จัก Tertium Quid Model R การคืนชีพกลไกนาฬิกาปลุกระดับตำนาน ในสรีระไทเทเนียมล้ำสมัย

Seiko 5 Sports x POORBOY Limited Edition จิตวิญญาณสตรีทอาร์ตบนเรือนเวลาสไตล์อาร์ตทอย

เมื่อจิตวิญญาณสตรีทอาร์ตไทยถูกถ่ายทอดลงบนหน้าปัด Seiko 5 Sports ในคอนเซปต์ In My Soul

การกลับมาอีกครั้งของโปรเจกต์คอลแลบบอเรชันครั้งสำคัญที่สร้างแรงสั่นสะเทือนให้กับวงการนาฬิกาและสายสตรีทอาร์ตในไทย เมื่อ Seiko 5 Sports ตัดสินใจเปิดศักราชปี 2026 ด้วยการร่วมงานกับ ต้น เกษมวิทย์ ชวีวัฒน์ ศิลปินผู้สร้างสรรค์คาแรกเตอร์ระดับไอคอนอย่าง POORBOY เจ้าลิงขนปุยที่สะท้อนภาพจำของสัตว์ป่าที่ต้องเข้ามาผจญภัยในเมืองใหญ่ โดยครั้งนี้ทั้งคู่ได้ร่วมกันถ่ายทอดแนวคิด In My Soul ลงบนตัวเรือนยอดนิยมเพื่อสำรวจพลังงานที่ขับเคลื่อนอยู่ภายในตัวตนของมนุษย์ทุกคน

Seiko 5 Sports x POORBOY Limited Edition

หัวใจหลักของผลงานชุดนี้หยิบยกมาจากซีรีส์ HALF LIFE ของศิลปินที่ต้องการเล่าเรื่องราวความหลากหลายของจิตวิญญาณผ่านร่างของ POORBOY ที่ถูกผ่าครึ่งเพื่อเผยให้เห็นดวงดาวหลากสีสันภายใน ซึ่งเปรียบเสมือนความเชื่อ ความสนใจ และมุมมองต่อโลกที่แตกต่างกันของผู้คน หน้าปัดนาฬิกามาในสีเขียวมินต์ซึ่งเป็นสีโปรดของศิลปินที่สื่อถึงความเป็นธรรมชาติที่สูญหายไป พร้อมลูกเล่นเท็กเจอร์ระยิบระยับที่ทำให้หน้าปัดดูมีมิติและมีชีวิตชีวาในทุกมุมมอง

ต้น เกษมวิทย์ ชวีวัฒน์ ศิลปินผู้สร้างสรรค์คาแรกเตอร์ระดับไอคอนอย่าง POORBOY

ความพิเศษของโปรเจกต์นี้ยังอยู่ที่การใส่รายละเอียดส่วนตัวของศิลปินลงไปในทุกจุดของนาฬิกา ไม่ว่าจะเป็นเม็ดมะยมที่ได้รับแรงบันดาลใจมาจากล้อสเก็ตบอร์ดซึ่งเป็นความหลงใหลส่วนตัวของศิลปิน หรือขอบหน้าปัดลายกระดูกที่ตอกย้ำความเท่และดุดันในสไตล์สตรีทอาร์ต ทั้งหมดนี้ถูกบรรจุลงบนตัวเรือนตระกูล SKX Series ขนาด 42.5 มิลลิเมตรที่นักสะสมให้ความเชื่อมั่นในเรื่องความทนทานและการสวมใส่ที่พอดีกับข้อมือ

นอกจากตัวนาฬิกาแล้ว ประสบการณ์ที่ผู้ครอบครองจะได้รับยังรวมไปถึงการออกแบบบรรจุภัณฑ์ที่ให้ความรู้สึกเหมือนการเปิดกล่อง Art Toy เพื่อลุ้นตัวละครซีเคร็ท โดยในชุดจะมาพร้อมกับสายนาโต้สีเขียวมินต์เพื่อการมิกซ์แอนด์แมตช์ที่หลากหลาย นาฬิการุ่นนี้ผลิตจำกัดเพียง 1,000 เรือนและวางจำหน่ายเฉพาะในประเทศไทยเท่านั้น ซึ่งถือเป็นโอกาสสำคัญสำหรับนักสะสมที่ต้องการครอบครองงานศิลปะที่สามารถสวมใส่ได้จริงและบอกเล่าเรื่องราวของจิตวิญญาณได้อย่างตรงไปตรงมา

ข้อมูลทางเทคนิค
  • ชื่อรุ่น: Seiko 5 Sports x POORBOY Limited Edition รหัส SRPM17K
  • กลไก: อัตโนมัติ คาลิเบอร์ 4R36 สำรองพลังงาน 41 ชั่วโมง (ขึ้นลานมือได้)
  • ตัวเรือน: สเตนเลสสตีล ขนาด 42.5 มิลลิเมตร หนา 13.4 มิลลิเมตร
  • หน้าปัด: ลาย POORBOY In My Soul สีเขียวมินต์ พร้อมหน้าต่างแสดงวันและวันที่ กระจกฮาร์ดเล็กซ์ คริสตัล เคลือบสารลูมิไบรท์ที่ชุดเข็มและหลักชั่วโมง การกันน้ำ 100 เมตร
  • สาย: สายสเตนเลสสตีล และแถมสายนาโต้สีเขียวมินต์ในกล่อง
  • จำนวนผลิต: 1,000 เรือนเฉพาะประเทศไทย

อ่านบทความอื่นๆ เพิ่มเติม
Hublot Classic Fusion Yohji Yamamoto All Black Camo นิยามใหม่แห่งสีดำที่ผสมผสานดีเอ็นเอของสองแบรนด์เข้าด้วยกัน
A Statement of Success – เครื่องหมายแห่งความสำเร็จของเหล่าผู้นำประเทศและผู้นำองค์กรระดับโลก 
เมื่อความเร็วของอาชามาบรรจบกับความเที่ยงตรงของเวลา Breitling Top Time B01 “Shadow Rider”

Patek Philippe ร่วมกับ PMT The Hour Glass เผยโฉมบูติกแห่งใหม่ ณ สยามพารากอน

สานต่อความร่วมมืออันยาวนานกว่า 3 ทศวรรษ ระหว่างแบรนด์นาฬิการะดับตำนานและรีเทลเลอร์นาฬิกาชั้นนำของประเทศไทย

หลังจากเราได้เห็นโฉมใหม่ของบูติก Patek Philippe โดย PMT The Hour Glass มาสักพัก ในที่สุดบูติกอันสง่างามก็ฤกษ์ตัดริบบิ้นเปิดตัวอย่างยิ่งใหญ่ โดยมี Thierry Stern ประธานแห่ง Patek Philippe บินตรงมาร่วมแสดงความยินดีในวาระเปิดตัวบูติกแห่งใหม่นี้ พร้อมทั้ง Deepa Chatrath กรรมการผู้จัดการ Patek Philippe ประจำภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ร่วมด้วย Michael Tay กรรมผู้จัดการแห่งกลุ่มบริษัท The Hour Glass และชฎาทิพ จูตระกูล ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มบริษัทสยามพิวรรธน์ ร่วมแสดงความยินดีต่อความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้น และการเปิดตัวหมุดหมายใหม่ในการต่อยอดวัฒนธรรมนาฬิกาในประเทศไทย

ความสัมพันธ์บนความไว้วางใจและวิสัยทัศน์ร่วมกัน

ตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา Patek Philippe และ PMT The Hour Glass ต่างมีบทบาทสำคัญในการหล่อหลอมและยกระดับวัฒนธรรมการสะสมนาฬิกา ตลอดจนศิลปะแห่งการประดิษฐ์เรือนเวลาในประเทศไทย การเปิดบูติกแห่งใหม่ บนพื้นที่กว่า 290 ตารางเมตร ณ ศูนย์การค้าสยามพารากอน ซึ่งเป็นแลนด์มาร์คระดับโลก จึงนับเป็นอีกหนึ่งก้าวที่สำคัญในการร่วมกันขับเคลื่อนอุตสาหกรรมนาฬิกาชั้นสูงในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

“บูติกแห่งใหม่นี้เป็นสัญลักษณ์ของความตั้งใจร่วมกับ Patek Philippe ในการสร้างประสบการณ์ที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้นให้นักสะสม ที่นี่ไม่ได้เป็นแค่พื้นที่รีเทล แต่คือจุดบรรจบของศิลปะ วัฒนธรรม งานฝีมือ และศาสตร์แห่งการประดิษฐ์นาฬิกา โอกาสนี้ยังเป็นการเฉลิมฉลองความผูกพันอันยาวนานระหว่างตระกูลสเติร์น และครอบครัวของผม ซึ่งเริ่มต้นมาตั้งแต่ปี 2538 และสะท้อนวิสัยทัศน์ที่มีร่วมกันในการสืบสานศิลปะแห่งนาฬิกาชั้นสูงให้คงอยู่ต่อไปในอนาคต”

ณรัณ ธรรมาวรานุคุปต์ – กรรมการผู้จัดการ PMT The Hour Glass

เช่นเดียวกับ Deepa Chatrath กรรมการผู้จัดการ Patek Philippe ประจำภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่เล็งเห็นถึงความสำคัญของตลาดนาฬิกาชั้นสูงในประเทศไทย และเชื่อมั่นในความสัมพันธ์ที่มีพื้นฐานอยู่บนความไว้วางใจอันยาวนานที่มีต่อ PMT The Hour Glass และพร้อมร่วมมือกันถ่ายทอดความประณีต เจตนารมณ์ และเผยแพร่มรดกอันทรงคุณค่าที่ส่งต่อกันมาจากรุ่นสู่รุ่นให้นักสะสมชาวไทยได้สัมผัสอย่างลึกซึ้ง

การตกแต่งที่แวดล้อมด้วยงานศิลป์ชั้นสูง

บูติกแห่งนี้ถูกออกแบบอย่างพิถีพิถันเพื่อสะท้อนเอกลักษณ์ของ Patek Philippe ผสมผสานเข้ากับความเป็นไทยร่วมสมัยได้อย่างลงตัว พร้อมมอบการบริการที่เป็นเลิศเพื่อต้อนรับเหล่านักสะสมให้มาสัมผัสศิลปะการประดิษฐ์นาฬิกาชั้นสูง ผ่านคอลเลกชันที่หลากหลาย ตั้งแต่กลไกโครโนกราฟ ทูร์บิญอง ไปจนถึงนาฬิกาดาราศาสตร์อันซับซ้อน ซึ่งเผยให้เห็นความมหัศจรรย์ของโลกแห่งเวลาที่น่าหลงใหล คอลเลกชันต่างๆ ถูกจัดแสดงอย่างเป็นสัดส่วน พร้อมอวดโฉมความโดดเด่นในแบบฉบับของตัวเองได้อย่างเจิดจรัส

ทันทีที่ก้าวเข้าสู่บูติก ผู้มาเยือนจะได้ร่วมเดินทางผ่านไทม์ไลน์ที่รวบรวมเหตุการณ์สำคัญในประวัติศาสตร์ และนวัตกรรมเรือนเวลาของ Patek Philippe พร้อมบอกเล่าเรื่องราวมิตรภาพอันยาวนานระหว่างตระกูลธรรมาวรานุคุปต์ และสเติร์น ภายในบูติกมีการใช้โทนสีราสป์เบอร์รีที่มอบความรู้สึกอบอุ่นและโดดเด่น สอดประสานเข้ากับบรรยากาศอันเป็นเอกลักษณ์ของ Patek Philippe Salon ณ กรุงเจนีวา ได้อย่างกลมกล่อม

บริเวณเลานจ์บาร์ ตกแต่งด้วยชุดบาร์หินออนิกซ์ที่พร้อมต้อนรับทุกคนอย่างเป็นกันเอง การคัดสรรวัสดุและการจัดแสงอย่างประณีตช่วยขับเน้นความสง่างาม โดยมีจุดเด่นอยู่ที่ผลงานศิลป์ลายไทยสีทองอันอ่อนช้อยบนพื้นสีดำคลาสสิก ที่ได้รับแรงบันดาลใจจากนาฬิกา Dome Table Clock Ref. 20074M-001 “Thai Ornaments” ซึ่งจัดแสดงอยู่ในพื้นที่เดียวกัน

ด้านหลังเป็นพื้นที่รับรองส่วนตัวที่จัดสรรไว้สำหรับการชื่นชมและรับมอบนาฬิกาในบรรยากาศที่ผ่อนคลาย เปิดรับความโปร่งสบายด้วยหน้าต่างบานยาวที่ทอดรับแสงธรรมชาติ พร้อมชุดโซฟาที่จัดวางไว้เสมือนห้องนั่งเล่น ให้ความรู้สึกเป็นส่วนตัวและอบอุ่น เหมาะสำหรับการต้อนรับสมาชิกแบบครอบครัวอย่างแท้จริง

ต่อเนื่องไปยังห้องรับรองตรงข้ามที่โดดเด่นด้วยประติมากรรมช้างไม้แกะสลักอย่างประณีตโดยศิลปินชาวฝรั่งเศส สัญลักษณ์แห่งพละกำลังและความสง่างามที่หลอมรวมมรดกทางธรรมชาติ ขนบธรรมเนียม และศิลปะชั้นสูงเข้าไว้ด้วยกัน

ส่วนด้านในสุดถูกออกแบบให้เป็นห้องส่วนตัวที่ใช้สำหรับโอกาสพิเศษ ภายในจัดแสดงผลงานศิลป์ “ค่านิยมสิบประการ (Ten Values)” ในรูปแบบภาษาไทย ควบคู่กับผลงานศิลปะแบบทริปทีคซึ่งได้รับแรงบันดาลใจมาจากนาฬิกา Dome Table Clock Ref. 1619M-001 “Holiday in Thailand” ซึ่งถ่ายทอดความเป็นไทยได้อย่างงดงามผ่านขบวนช้างหลวงและพระบรมมหาราชวัง สะท้อนถึงความเคารพต่ออัตลักษณ์ท้องถิ่นและความผูกพันอันยาวนานที่ Patek Philippe มีต่อประเทศไทย 

ถ้าหากมีโอกาสลองแวะไปเยี่ยมชมเรือนเวลาที่เปี่ยมด้วยคุณค่าเหนือกาลเวลา พร้อมสัมผัสประสบการณ์ในโลกแห่ง Patek Philippe อย่างเต็มรูปแบบได้ที่ Patek Philippe บูติก สยามพารากอน ได้ที่ชั้น M ศูนย์การค้าสยามพารากอน

อ่านบทความเพิ่มเติมได้ที่:

The Revolutionary List: 26 ผู้นำที่สร้างแรงบันดาลใจ – ฟิลิปป์ สเติร์น (Philippe Stern)
เส้นทางสู่เสี้ยววินาทีแห่งชัยชนะของเรือนเวลา split-seconds chronograph จาก Patek Philippe
Patek Philippe at Watches and Wonders 2025


Raymond Weil Toccata Heritage x seconde-seconde บทเรียนแสบๆ ว่าด้วยกฎกติกาของนาฬิกาเดรส

เมื่อความคลาสสิกถูกท้าทายด้วยอารมณ์ขันในโปรเจกต์ Lesson in Dress Watch Etiquette

ในขณะที่โลกของนาฬิกาสวิสมักจะเต็มไปด้วยความจริงจังและกฎระเบียบที่เคร่งครัด Raymond Weil แบรนด์นาฬิกาอิสระสัญชาติสวิสที่ยังคงดำเนินธุรกิจในรูปแบบครอบครัวมาอย่างยาวนาน กลับเลือกที่จะฉีกกฎเกณฑ์เหล่านั้นด้วยการร่วมมือกับ Romaric Andre หรือที่รู้จักกันในนาม seconde-seconde- ศิลปินผู้มีชื่อเสียงในการนำนาฬิกาหรูมาแต่งเติมอารมณ์ขันแบบเจ็บๆ คันๆ โดยในครั้งนี้พวกเขาได้หยิบเอารุ่น Toccata Heritage มาเป็นกระดานดำในการสอนบทเรียนว่าด้วยมารยาทการใส่นาฬิกาเดรสที่ชื่อว่า Lesson in Dress Watch Etiquette

โปรเจกต์นี้เริ่มต้นจากแนวคิดที่ว่านาฬิกาเดรสที่ดีควรมีกฎกติกาอย่างไรบ้าง เช่น ต้องไม่มีหน้าต่างวันที่ ต้องไม่มีพรายน้ำ และต้องมีความเรียบง่ายที่สุด แต่แทนที่จะเดินตามกฎเหล่านั้น Raymond Weil และ seconde-seconde- กลับเลือกที่จะประชดประชันกฎเกณฑ์ด้วยการใส่ลูกเล่นลงไปบนหน้าปัดทรงสี่เหลี่ยมสไตล์อาร์ตเดคโค ความโดดเด่นที่สุดคือการเปลี่ยนเข็มวินาทีหรือจุดเน้นบนหน้าปัดให้กลายเป็นกราฟิกรูปมือที่กำลังชูใบเหลืองครอบทับช่องหน้าต่างวันที่ เพื่อเป็นการลงโทษที่กล้าใส่ฟังก์ชั่นวันที่ลงไปในนาฬิกาเดรสสุดเนี้ยบเรือนนี้

ตัวเรือนของ Raymond Weil Toccata Heritage x seconde-seconde- มาในรูปทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้าผลิตจากสเตนเลสสตีลที่ขัดเงาอย่างประณีต หน้าปัดสีดำสนิทถูกแต่งแต้มด้วยตัวเลข 12 สีเหลืองสดใสที่เข้าคู่กับใบเหลืองบนหน้าปัด การเลือกใช้รูปทรงสี่เหลี่ยมที่มีความคลาสสิกสูงมาผสมผสานกับงานกราฟิกสมัยใหม่ที่ดูสนุกสนาน ทำให้ศิลปะบนข้อมือเรือนนี้ดูมีชีวิตชีวาและไม่น่าเบื่อเหมือนนาฬิกาเดรสทั่วไปในท้องตลาด

ภายในขับเคลื่อนด้วยกลไกควอตซ์คุณภาพสูงตามมาตรฐานสวิสเมด ซึ่งช่วยให้นาฬิกามีความบางเป็นพิเศษและเหมาะสมกับการสวมใส่ภายใต้แขนเสื้อเชิ้ตได้อย่างแนบเนียน นี่คืองานศิลปะจำกัดจำนวนที่ผลิตขึ้นมาเพื่อนักสะสมที่รักในความกวนและต้องการนาฬิกาที่เป็นมากกว่าเครื่องบอกเวลา จนอาจกลายเป็นบทสนทนาที่ตั้งคำถามถึงขนบธรรมเนียมเดิมๆ ของโลกนาฬิกาอย่างตรงไปตรงมา

ข้อมูลทางเทคนิค
  • ชื่อรุ่น: Raymond Weil Toccata Heritage x seconde-seconde-
  • ตัวเรือน: สเตนเลสสตีลขัดเงา (ทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้า) กระจกแซฟไฟร์
  • หน้าปัด: สีดำพร้อมกราฟิกรูปมือชูใบเหลืองทับช่องวันที่ และเลข 12 สีเหลือง
  • ฟังก์ชั่น: บอกเวลา (ชั่วโมง นาที) และวันที่ที่ตำแหน่ง 3 นาฬิกา
  • กลไก: Swiss Quartz Movement
  • สาย: สายหนังวัวพิมพ์ลายจระเข้สีดำพร้อมตัวล็อกสเตนเลสสตีล
  • จำนวนผลิต: ผลิตจำกัดเพียง 100 เรือนทั่วโลก

อ่านบทความอื่นๆ เพิ่มเติม
Project Tai Yu การเดินทางของมังกรหยกบนข้อมือ ผลงานศิลปะที่เชื่อมโยงจิตวิญญาณตะวันออกและตะวันตก
Jaquet Droz Petite Heure Minute “Japanese Garden” เมื่อความสงบของสวนญี่ปุ่นถูกรังสรรค์ผ่านหัตถศิลป์เปลือกหอยมุกชั้นสูง
ทำความรู้จัก Fears Watches การฟื้นคืนชีพของมรดกเรือนเวลาอังกฤษและเสน่ห์ของรุ่น Brunswick 40 1846 Edition

ขอแนะนำ Vulcain Monopusher Heritage Panda นาฬิกาจับเวลาจากยุค 1950 หน้าปัดสไตล์แพนด้าที่นักสะสมหลงรัก

เจาะลึกงานดีไซน์วินเทจจากยุค 50 ของ Vulcain กับกลไกไขลานที่ให้กลิ่นอายความคลาสสิกอย่างลงตัวกับ Monopusher Heritage Panda

สำหรับนักสะสมนาฬิกาในประเทศไทยชื่อของ Vulcain อาจจะยังไม่เป็นที่รู้จักในวงกว้างนัก แต่ในประวัติศาสตร์นาฬิกาสวิสแบรนด์นี้คือยักษ์ใหญ่ที่ก่อตั้งมาตั้งแต่ปี 1858 ณ เมืองเลอโลคัล ขอเล่าย้อนกลับไปยังประวัติที่มาของแบรนด์ ซึ่งเคยสร้างชื่อเสียงไปทั่วโลกในฐานะผู้ผลิตนาฬิกาปลุกเรือนแรกของโลกอย่างรุ่น Cricket ซึ่งได้รับความไว้วางใจจากเหล่าประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาหลายท่านจนได้รับฉายาว่านาฬิกาของประธานาธิบดี แต่นอกเหนือจากระบบปลุกที่เป็นเอกลักษณ์แล้ว ก็ยังเป็นผู้เชี่ยวชาญในการสร้างสรรค์นาฬิกาจับเวลาที่มีความประณีตสูงมาตั้งแต่อดีต

ตำนานเหนือกาลเวลา มรดก Presidents’ Chronograph แห่งยุค 1950s

เรื่องราวของสองตำนาน Real Madrid และ Vulcain เมื่อแบรนด์จาก Le Locle มองเห็นพลังของฟุตบอลตั้งแต่ทศวรรษ 1930 และสร้างสายสัมพันธ์กับสเปนผ่าน André Didixien Ditisheim อดีตนักเตะของ Madrid FC ผู้กลายเป็นส่วนหนึ่งของประวัติศาสตร์สโมสร

ปี 1934 Vulcain ได้รับแต่งตั้งเป็นผู้จับเวลาอย่างเป็นทางการของ Real Madrid และมีบทบาทสำคัญต่อความสำเร็จในศึก Spanish Cup ตอกย้ำความแม่นยำที่กลายเป็นตำนานของ Vulcain Chronograph

เพื่อยกย่องประวัติศาสตร์กีฬาระดับตำนาน Vulcain Manufacture แห่ง Le Locle จึงนำ Chronograph Heritage จากยุค 1950s กลับมาตีความใหม่อีกครั้ง ภายใต้ชื่อ Monopusher พร้อมตัวเรือนขนาดกะทัดรัด 39 มม. วางจำหน่าย 3 เวอร์ชัน โดยมีรุ่นลิมิเต็ดเอดิชันเพียงเวอร์ชันละ 50 เรือน

งานดีไซน์ยังคงซื่อสัตย์ต่อหน้าปัดดั้งเดิม ทั้งตัวเลขและหลักชั่วโมงที่ถอดแบบจากเรือนต้นฉบับ ใต้โลโก้ Vulcain ที่ตำแหน่ง 12 นาฬิกา ปรากฏคำว่า Chronomètre พร้อมสเกล Pulsometer ควบคู่สเกลนาที และคำกำกับ Graduated for 30 pulsations ตามต้นฉบับภาษาฝรั่งเศส

ความเปลี่ยนแปลงเพียงหนึ่งเดียวคือกลไกภายใน ซึ่งอัปเกรดเป็น SELLITA SW 510 แบบไขลาน มอบประสิทธิภาพที่ทันสมัยโดยยังคงจิตวิญญาณคลาสสิกไว้อย่างครบถ้วน

แหล่งกำเนิดการผลิต

โรงงานผลิตนาฬิกา Vulcain เป็นที่รู้จักในด้านนาฬิการุ่นไอคอนิกและกลไกการทำงานที่เป็นเอกลักษณ์ และมีชื่อเสียงโดดเด่นในโลกแห่งการผลิตนาฬิกาชั้นสูง บริษัทแห่งนี้ดำเนินกิจการผลิตนาฬิกาคุณภาพเยี่ยมมาตั้งแต่ปี 1858 และปัจจุบันตั้งอยู่ในคฤหาสน์ในเมืองเลอ โลคล์ ซึ่งเป็นแหล่งกำเนิดของการผลิตนาฬิกาสวิส

ด้วยประวัติศาสตร์และนวัตกรรมยาวนานกว่า 150 ปี Vulcain ยังคงสืบสานมรดกดั้งเดิมและความเชี่ยวชาญเฉพาะตัวอย่างต่อเนื่อง โรงงานผลิตมีบทบาทโดดเด่นบนเวทีนาฬิกานานาชาติ จากการสร้างสรรค์เรือนเวลาจักรกลคุณภาพสูงที่พัฒนาขึ้นภายในโรงงานเอง

Vulcain ตั้งอยู่ใจกลางเทือกเขา Neuchâtel แหล่งกำเนิดแห่งการทำนาฬิกาสวิสมาโดยตลอด ปัจจุบันแบรนด์พำนักอยู่ในคฤหาสน์ส่วนตัว ณ เมือง Le Locle พร้อมเดินหน้าสืบทอดขนบการทำนาฬิกาชั้นสูงที่หล่อหลอมอัตลักษณ์ของแบรนด์มาตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน

Vulcain Monopusher Heritage Panda

สำหรับ Monopusher Heritage Panda ก็คือการหยิบยกมรดกอันล้ำค่าจากปี 1951 มาปัดฝุ่นใหม่ให้มีความร่วมสมัยมากขึ้น ความโดดเด่นที่ทำให้นาฬิกาเรือนนี้แตกต่างจากนาฬิกาจับเวลาทั่วไปคือระบบปุ่มเดียวที่ใช้ควบคุมทั้งการเริ่มจับเวลา การหยุด และการรีเซ็ตค่ากลับไปที่ศูนย์ ซึ่งระบบนี้เป็นเครื่องยืนยันถึงความซับซ้อนของกลไก และความคลาสสิกของนาฬิกาจับเวลาในยุคทองที่เน้นความสะอาดตาของตัวเรือน โดยไม่มีปุ่มกดส่วนเกินมาบดบังเส้นสายที่โค้งมน

ดีไซน์หน้าปัดแบบแพนด้าที่ใช้พื้นสีเงินสว่างตัดกับวงจับเวลาสีดำสองวงเป็นรูปแบบที่นักสะสมทั่วโลกให้การยอมรับว่าเป็นหนึ่งในหน้าปัดที่สวยงามและอ่านค่าได้ง่ายที่สุด (มักคุ้นเคยและขนานนามว่าหน้าปัดแพนด้า) เมื่อผสมผสานเข้ากับกระจกแซฟไฟร์ทรงโดมที่ให้ความรู้สึกย้อนยุคแต่ยังคงความแข็งแกร่งทำให้นาฬิกาเรือนนี้มีเสน่ห์ที่น่าหลงใหล ตัวเรือนสเตนเลสสตีลขนาด 39 มิลลิเมตรถูกออกแบบมาให้มีขนาดที่พอดีกับข้อมือทุกขนาดซึ่งเป็นขนาดที่นิยมมากในกลุ่มนาฬิกาวินเทจระดับสูง

หัวใจสำคัญที่ทำให้นักสะสมหลงรักคือกลไกไขลานด้วยมือที่ให้ความรู้สึกดั้งเดิมในทุกครั้งที่ใช้งาน การหมุนเม็ดมะยมเพื่อสำรองพลังงานที่ไม่ใช่แค่การทำงานของเครื่องจักรเท่านั้น เพราะนี่คือการสร้างปฏิสัมพันธ์ระหว่างผู้สวมใส่และเรือนเวลา Vulcain Monopusher Heritage Panda เรือนนี้จึงกลายเป็นอีกหนึ่งเครื่องบอกเวลาที่เป็นชิ้นส่วนของประวัติศาสตร์สวิส ที่พร้อมจะบอกเล่าเรื่องราวความสำเร็จผ่านกาลเวลากว่า 160 ปีให้กับผู้ที่ได้ครอบครอง

ข้อมูลทางเทคนิค
  • ชื่อรุ่น: Vulcain Monopusher Heritage Panda
  • ตัวเรือน: Stainless Steel 316L ขนาด 39 มิลลิเมตร หนา 12.8 มิลลิเมตร
  • กระจก: แซฟไฟร์ทรงโดมเคลือบสารกันสะท้อน
  • หน้าปัด: สีเงินสว่าง มาพร้อมวงหน้าปัดย่อยจับเวลาสีดำสไตล์แพนด้า
  • ฟังก์ชัน: บอกเวลาและระบบจับเวลาปุ่มเดียว (Monopusher)
  • กลไก: กลไกไขลานด้วยมือรหัส MHM M01 สำรองพลังงาน 63 ชั่วโมง
  • การกันน้ำ: 50 เมตร

อ่านบทความอื่นๆ เพิ่มเติม
Slim d’Hermès Quantième Perpétuel ศิลปะแห่งการหวนคืนสู่พื้นฐานด้วยเส้นสายเพรียวบางและความซับซ้อนเชิงเทคนิค
LVMH Watch Week 2026: ศิลปะแห่งความเชี่ยวชาญสไตล์โรมันของ Bulgari
Jaquet Droz Petite Heure Minute “Japanese Garden” เมื่อความสงบของสวนญี่ปุ่นถูกรังสรรค์ผ่านหัตถศิลป์เปลือกหอยมุกชั้นสูง

Luminox MIL-SPEC Thailand Limited Edition เมื่อความแกร่งระดับกองทัพผสานเข้ากับเอกลักษณ์ของสามพันโบก

Luminox เผยโฉมเรือนเวลาที่มาพร้อมความแกร่งระดับกองทัพสหรัฐฯ ในเฉดสีทรายที่ได้รับแรงบันดาลใจจากสามพันโบก

ท่ามกลางกระแสธารที่ไหลเชี่ยวของแม่น้ำโขง ณ พรมแดนตะวันออกของไทย มีสถานที่แห่งหนึ่งที่ธรรมชาติใช้เวลานับพันปีในการสลักเสลาผืนทรายและแก่งหินจนกลายเป็นประติมากรรมทางธรรมชาติที่งดงามราวกับภาพวาด สถานที่นั้นคือสามพันโบก แกรนด์แคนยอนเมืองไทยที่เต็มไปด้วยร่องรอยของกาลเวลาและความแข็งแกร่งของหินทราย ความมหัศจรรย์นี้เองได้กลายเป็นแรงบันดาลใจสำคัญให้ Luminox แบรนด์นาฬิกาสวิสที่ขึ้นชื่อเรื่องความอึด รังสรรค์ผลงานชิ้นเอกรุ่นพิเศษ MIL-SPEC Thailand Limited Edition เพื่อสดุดีความงามของแผ่นดินไทยและจิตวิญญาณแห่งการผจญภัย

Luminox MIL SPEC Thailand Limited Edition
Luminox MIL SPEC Thailand Limited Edition

Luminox เปิดตัวนาฬิการุ่นพิเศษ ลูมิน็อก มิล สเปค ไทยแลนด์ ลิมิเต็ด เอดิชั่น ที่หยิบเอาความแข็งแกร่งและดีไซน์จากซีรีส์มิลสเปค 3350 มาผสมผสานกับเอกลักษณ์ทางธรรมชาติของสามพันโบก แหล่งท่องเที่ยวชื่อดังริมแม่น้ำโขง จังหวัดอุบลราชธานี โดยรุ่นนี้ผลิตจำกัดเพียง 200 เรือน และวางจำหน่ายเฉพาะในประเทศไทยเท่านั้น

Luminox MIL SPEC Thailand Limited Edition

ดีไซน์ที่สะท้อนธรรมชาติของลุ่มน้ำโขง

ตัวเรือนและหน้าปัดมาในโทนสีทราย ซึ่งได้รับแรงบันดาลใจมาจากสีของเนินทรายและแก่งหินในสามพันโบกยามกระทบแสงแดด บนหน้าปัดมีการเพิ่มลวดลายเกลียวคลื่นที่จำลองมาจากรอยหยักของพื้นทรายใต้แม่น้ำโขง พร้อมสัญลักษณ์ดวงอาทิตย์ที่ตำแหน่ง 6 นาฬิกา และเข็มวินาทีสีส้มเพื่อให้การอ่านค่าเวลาทำได้ชัดเจนและรวดเร็ว

มาตรฐานความทนทานระดับมิลสเปค

นาฬิกาเรือนนี้ผลิตตามมาตรฐานทางทหารของกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ เพื่อรองรับการใช้งานหนักในสถานการณ์จริง โดยตัวเรือนผลิตจากวัสดุคาร์บอนอกซ์พลัส ขนาด 46 มิลลิเมตร ที่มีคุณสมบัติเด่นเรื่องน้ำหนักเบาและยังคงความแข็งแรงทนทานสูง ส่วนขอบหน้าปัดทำจากไทเทเนียมเกรด 2 ซึ่งช่วยป้องกันการกัดกร่อนจากน้ำเค็มได้เป็นอย่างดี ภายในขับเคลื่อนด้วยกลไกควอตซ์อีทีเอที่มาพร้อมเทคโนโลยีเฮฟวี่ไดรฟ์เพื่อช่วยกันแรงสั่นสะเทือน และเพรซซี่ไดรฟ์ที่ให้ความแม่นยำระดับสูงโดยมีความคลาดเคลื่อนเพียงประมาณ 10 วินาทีต่อปี นอกจากนี้ยังโดดเด่นเรื่องการมองเห็นในที่มืดด้วยเทคโนโลยีการส่องสว่างลูมิน็อกไลท์ที่ให้ความสว่างต่อเนื่องยาวนานถึง 25 ปี โดยไม่ต้องพึ่งพาพลังงานจากภายนอก

ความพิเศษสำหรับนักสะสม

ต้องบอกว่าฝาหลังของรุ่นนี้มีการสลักลวดลายโบกหรือแอ่งน้ำธรรมชาติที่เป็นเอกลักษณ์ของสามพันโบก พร้อมระบุหมายเลขประจำเรือนไว้อย่างชัดเจน ภายในชุดกล่องพิเศษจะได้รับสายนาโต้สีเขียวทหาร อุปกรณ์เปลี่ยนสาย และเข็มทิศแบบคลิปออน เพื่อให้พร้อมสำหรับการใช้งานในทุกรูปแบบ ซึ่งนาฬิการุ่นนี้ถือเป็นการรวมเอาคุณสมบัติระดับโลกเข้ากับเรื่องราวของไทยได้อย่างลงตัว เหมาะสำหรับทั้งนักสะสมและคนที่มองหานาฬิกาสายลุยที่ไว้ใจได้ในทุกสภาวะ

ข้อมูลทางเทคนิค 
  • ชื่อรุ่น: MIL-SPEC Thailand Limited Edition (รหัสอ้างอิงซีรีส์ 3350)
  • ตัวเรือน: CARBONOX™+ (ขนาด 46 mm / หนา 14 mm) ขอบหน้าปัด Titanium Grade 2
  • หน้าปัด: สีทรายพร้อมลวดลายเกลียวคลื่นแม่น้ำโขง และสัญลักษณ์ดวงอาทิตย์ที่ 6 นาฬิกา
  • ฟังก์ชัน: บอกเวลา วันที่ เทคโนโลยี LLT ให้ความสว่างนาน 25 ปี กันน้ำ 300 m (30 ATM)
  • กลไก: Swiss Made ETA F06.412 (Quartz) พร้อม HeavyDrive และ PreciDrive ความแม่นยำสูง
  • สาย: สายยางสีทราย (Sand Rubber) และสาย NATO สีเขียวทหาร (ในชุด Box Set)
  • ความพิเศษ: ผลิตจำกัดเพียง 200 เรือนทั่วโลก เฉพาะในประเทศไทยเท่านั้น

อ่านบทความอื่นๆ เพิ่มเติม
Rado Anatom Skeleton Automatic High-Tech Plasma Ceramic เมื่อหัตถศิลป์การฉลุลายบรรจบกับนวัตกรรมวัสดุแห่งอนาคต
Maurice Lacroix 1975 Master Grand Date Retrograde การหวนคืนสู่จิตวิญญาณแห่งนวัตกรรมและกลไก Masterpiece ลำดับที่ 26
MB&F LM Sequential Flyback EVO บันทึกบทใหม่แห่งการจับเวลาที่ไร้ขีดจำกัด

ทำความรู้จัก Tertium Quid Model R การคืนชีพกลไกนาฬิกาปลุกระดับตำนาน ในสรีระไทเทเนียมล้ำสมัย

เสียงปลุกระดับตำนานจากกลไก A. Schild ในร่างตัวเรือนไทเทเนียมดีไซน์ล้ำ

ในโลกของนาฬิกาอิสระที่มักเดินตามรอยความหรูหราแบบดั้งเดิม Tertium Quid กลับเลือกเส้นทางที่แตกต่างด้วยการนำเสนอ Model R นาฬิกาที่สามารถ “ส่งเสียง” ปลุกจิตวิญญาณของผู้สวมใส่ผ่านกลไกนาฬิกาปลุก (Alarm complication) ที่หาตัวจับได้ยากในยุคปัจจุบัน โดยหัวใจสำคัญของโปรเจกต์นี้คือการนำกลไกวินเทจอย่าง A. Schild AS 1475 ซึ่งเป็นหนึ่งในกลไกนาฬิกาปลุกที่ได้รับความเชื่อถือมากที่สุดในประวัติศาสตร์ กลับมาปรับแต่งใหม่ภายใต้รูปลักษณ์ที่ดูทันสมัยและเป็นเอกลักษณ์อย่างที่สุด

ที่น่าสนใจคือ หัวใจของความพิเศษใน Model R คือการออกแบบที่เน้น “Acoustics” หรือการเดินทางของเสียง ตัวเรือนขนาด 42.5 mm ผลิตจาก Grade 5 Titanium ซึ่งถูกเลือกมานั้นไม่ใช่เพียงเพราะความเบาและความแข็งแกร่งเท่านั้น ยังเป็นเพราะคุณสมบัติในการนำเสียงที่ยอดเยี่ยม การออกแบบตัวเรือนมีการเว้นช่องว่างและใช้โครงสร้างที่ช่วยให้เสียงกังวานของนาฬิกาปลุกมีความชัดใสและทรงพลัง เมื่อกลไกค้อนเคาะลงบนหลักเสียงภายใน คุณจะสัมผัสได้ถึงแรงสั่นสะเทือนและเสียงที่ไพเราะราวกับมีชีวิต ซึ่งเป็นเสน่ห์ที่นาฬิกาดิจิทัลหรือสมาร์ทวอทช์ไม่สามารถเลียนแบบได้

หน้าปัดของ Model R ถูกออกแบบภายใต้ปรัชญาความเรียบง่ายแต่แฝงด้วยรายละเอียดที่ซับซ้อน การจัดวางเข็มนาฬิกาและสเกลบอกเวลามีความสมมาตร โดยมีเข็มสีสันโดดเด่นทำหน้าที่ตั้งเวลาปลุก ดีไซน์โดยรวมมีความกึ่งสปอร์ตกึ่งฟิวเจอร์ริสติกที่เข้ากันได้ดีกับสายนาฬิกาแบบบูรณาการ (Integrated design) ทำให้ภาพรวมของนาฬิกาดูเป็นเนื้อเดียวกันตั้งแต่ตัวเรือนไปจนถึงสาย การเลือกใช้กลไกไขลานด้วยมือ AS 1475 ที่มีสองกระปุกลานแยกกัน (หนึ่งสำหรับบอกเวลา และหนึ่งสำหรับระบบปลุก) ยิ่งทำให้การปฏิสัมพันธ์ระหว่างเจ้าของและนาฬิกามีความใกล้ชิดกันมากขึ้นผ่านการหมุนเม็ดมะยมเพื่อสะสมพลังงานในทุกๆ วัน

สำหรับ Tertium Quid Model R เรือนนี้ นับเป็นเครื่องยืนยันถึงความหลงใหลในการรักษามรดกทางกลไกของโลกนาฬิกาให้คงอยู่ผ่านดีไซน์ที่ท้าทายกาลเวลา นี่คืองานศิลปะสำหรับนักสะสมที่ชื่นชอบความแปลกใหม่ และต้องการครอบครองชิ้นส่วนประวัติศาสตร์ที่ยังคงส่งเสียงกังวานได้จริงบนข้อมือในศตวรรษที่ 21

ข้อมูลทางเทคนิค 
  • ชื่อรุ่น: Model R
  • ตัวเรือน: Grade 5 Titanium (ขนาด 42.5 mm) ดีไซน์เน้นการกระจายเสียงปลุก
  • หน้าปัด: ดีไซน์ร่วมสมัย เน้นความชัดเจนในการอ่านค่าและเข็มตั้งเวลาปลุกสีพิเศษ
  • ฟังก์ชั่น: บอกเวลา (ชั่วโมง นาที วินาที) และระบบนาฬิกาปลุกแบบกลไก (Mechanical Alarm)
  • กลไก: Vintage A. Schild AS 1475 (ไขลานมือ / Manual Winding) ปรับปรุงใหม่โดย Tertium Quid ความถี่ 18,000 vph 
  • สาย: สายยางหรือสายหนังเกรดพรีเมียม ดีไซน์แบบ Integrated

อ่านบทความอื่นๆ เพิ่มเติม
Czapek Faubourg de Cracovie จิตวิญญาณแห่งการแข่งรถและความวิจิตรของงานฝีมือ Guilloché บนหน้าปัดสี Victory Green
3 เรือนเวลา Chopard L.U.C Grand Strike คือบทเพลงแห่งกาลเวลา ในวาระครบรอบ 30 ปีของการผลิต
MB&F LM Sequential Flyback EVO บันทึกบทใหม่แห่งการจับเวลาที่ไร้ขีดจำกัด

ขอแนะนำ Awake Watches เมื่อศิลปะชั้นสูงจากเวียดนาม มาบรรจบกับนวัตกรรมเวลาจากฝรั่งเศส

เจาะลึกความประณีตของหน้าปัด Son Mai และนวัตกรรมไทเทเนียมรีไซเคิลในรุ่น Royal Red

ในโลกของนาฬิกาอิสระ (Independent Watchmaking) ชื่อของ Awake Watches เริ่มกลายเป็นที่จับตามองอย่างรวดเร็ว แบรนด์จากกรุงปารีสประเทศฝรั่งเศสนี้ ไม่ได้เริ่มต้นด้วยการทำนาฬิกาหรูตามขนบเดิมๆ พวกเขามาพร้อมกับปรัชญาที่เน้นความยั่งยืน (Sustainability) และการสร้างสรรค์งานศิลปะที่สวมใส่บนข้อมือได้จริง โดยมุ่งเน้นการใช้วัสดุรีไซเคิลและนวัตกรรมที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เช่น การใช้ไทเทเนียมรีไซเคิล หรือสายนาฬิกาที่ทำจากพลาสติกในมหาสมุทร แต่สิ่งที่ทำให้แบรนด์นี้ก้าวกระโดดเข้าสู่ทำเนียบนาฬิกาประเภท Art Piece คือการเปิดตัวคอลเลกชันที่เน้นงานฝีมือระดับสูง (Metiers d’Art) ในราคาที่จับต้องได้มากกว่าแบรนด์ไฮเอนด์ทั่วไป

นาฬิการุ่น Son Mai (เซิน-หม่าย) คือความภาคภูมิใจล่าสุดของแบรนด์ ซึ่งเป็นการนำเทคนิคการทำเครื่องเขินโบราณของเวียดนามที่มีอายุกว่า 2,000 ปี มาสร้างสรรค์เป็นหน้าปัดนาฬิกาที่ไม่มีวันซ้ำกันในแต่ละเรือน โดยหน้าปัดรุ่น Royal Red นี้ผ่านกรรมวิธีที่ซับซ้อนอย่างยิ่ง เริ่มจากการที่ช่างฝีมือต้องทาแล็กเกอร์ทับซ้อนกันหลายชั้น และในแต่ละชั้นต้องรอให้แห้งสนิทก่อนจะขัดด้วยมืออย่างประณีต

Awake Watches Son Mai Royal Red

ความพิเศษที่เหนือชั้นคือการวางแผ่นเงิน (Silver Leaf) ลงไปใต้ชั้นแล็กเกอร์สีแดงเข้ม เพื่อสร้างมิติที่เรียกว่า Frosted ซึ่งเมื่อแสงตกกระทบจะเห็นประกายระยิบระยับเหมือนเกล็ดน้ำแข็งบนใบไม้ในฤดูใบไม้ร่วง โดยใช้เฉดสีแดง Royal Red ที่ให้ความรู้สึกลุ่มลึก ทรงพลัง และสื่อถึงความมั่งคั่งตามความเชื่อตะวันออก

ในส่วนของตัวเรือน Awake เลือกใช้ Recycled Titanium Grade 2 ขนาด 39 mm ซึ่งเป็นวัสดุที่น้ำหนักเบา ใส่สบาย และไม่ระคายเคืองผิว โดยการปัดเงาและขัดด้านทำออกมาได้ประณีตเทียบเท่านาฬิกาหรูในระดับราคาที่สูงกว่าหลายเท่า ภายในขับเคลื่อนด้วยกลไก Miyota 9039 อัตโนมัติจากญี่ปุ่น ซึ่งเป็นกลไกซีรีส์ระดับพรีเมียมที่มีความบางและแม่นยำสูง เหมาะสำหรับนาฬิกาที่เน้นความสง่างามแต่ยังคงความทนทานในการใช้งานจริง

หากคุณกำลังมองหานาฬิกาที่เป็นมากกว่าเครื่องบอกเวลา แต่เป็นงานศิลปะที่เล่าเรื่องราว Awake Son Mai Royal Red คือคำตอบที่น่าสนใจอย่างยิ่ง ด้วยกระบวนการทำหน้าปัดด้วยมือ 100% ที่ทำให้แต่ละเรือนมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวไม่ซ้ำใคร อีกทั้งยังเป็นการรวมตัวกันของนวัตกรรมกลไกจากญี่ปุ่น ดีไซน์ที่โฉบเฉี่ยวจากฝรั่งเศส และงานฝีมือดั้งเดิมจากเวียดนามเข้าไว้ด้วยกันอย่างลงตัว ซึ่งในราคาระดับนี้ ถือเป็นเรื่องยากมากที่จะหาแบรนด์อื่นที่กล้าหยิบยกงานศิลปะชั้นสูงมาใส่ในนาฬิกาคุณภาพดีเช่นนี้ สรุปแล้วนาฬิกาเรือนนี้จึงเหมาะสำหรับคนที่เห็นคุณค่าในเวลาของช่างฝีมือ และต้องการความแตกต่างอย่างมีระดับบนข้อมือของตัวเองอย่างแท้จริง

Awake Watches Son Mai Royal Red

ข้อมูลทางเทคนิค 

  • ชื่อรุ่น: Son Mai – Frosted Leaf “Royal Red”
  • ตัวเรือน: Recycled Titanium Grade 2 (ขนาด 39 mm หนา 11.8 mm)
  • หน้าปัด: เทคนิคเครื่องเขิน Sơn Mài พร้อมแผ่นเงิน (Silver Leaf) สีแดง Royal Red
  • ฟังก์ชั่น: บอกเวลา (ชั่วโมง นาที วินาที) กันน้ำ 100 เมตร
  • กลไก: Miyota 9039 (Automatic High-Beat 28,800 vph) สำรองพลังงาน 42 ชั่วโมง
  • สาย: สายหนังปัดเงา (Polished Leather) หรือสายวัสดุรีไซเคิลคุณภาพสูง

อ่านบทความเพิ่มเติมได้ที่:

Lederer Inverto Titanium เผยความงามบริสุทธิ์ของกลไกผ่านตัวเรือนไทเทเนียมโครงสร้างโปร่งใส
Slim d’Hermès Hippocampe การเดินทางสู่ความลึกของศิลปะหัตถกรรม
HYT S1 Seddiqi 75th Anniversary การรวมตัวของสุดยอดนวัตกรรมและความมั่งคั่งแห่งดูไบ

ทำความรู้จัก Fears Watches การฟื้นคืนชีพของมรดกเรือนเวลาอังกฤษและเสน่ห์ของรุ่น Brunswick 40 1846 Edition

ขอแนะนำ Fears Watches แบรนด์เก่าแก่จากอังกฤษที่ถูกฟื้นฟู พร้อมเจาะลึกงานดีไซน์ Cushion Case และหัวใจแห่งบริติชในรุ่น Brunswick 40

ในขณะที่โลกนาฬิกาส่วนใหญ่อาจจะเทน้ำหนักไปที่ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ แต่ Fears Watches คือแบรนด์ที่พิสูจน์ให้เห็นว่า “จิตวิญญาณแห่งบริติช” (British Spirit) ยังคงเข้มแข็งและสง่างามเสมอ แบรนด์นี้ก่อตั้งขึ้นครั้งแรกในปี 1846 ณ เมืองบริสตอล ประเทศอังกฤษ และดำเนินกิจการต่อเนื่องมายาวนานก่อนจะปิดตัวลงในช่วงปลายศตวรรษที่ 20 จนกระทั่งในปี 2016 Nicholas Bowman-Scargill ผู้เป็นทายาทรุ่นที่ 6 ได้ตัดสินใจลาออกจากงานที่ Rolex เพื่อมาฟื้นฟูแบรนด์ของบรรพบุรุษให้กลับมามีชีวิตอีกครั้ง กลายมาเป็นหนึ่งในแบรนด์นาฬิกาอิสระที่น่าจับตามองที่สุดในปัจจุบัน

สำหรับรุ่น Brunswick 40 1846 Edition ถือเป็นนาฬิกาที่รวบรวมเอาประวัติศาสตร์และงานดีไซน์ที่เป็นเอกลักษณ์ของแบรนด์ไว้ได้อย่างครบถ้วน ตัวเรือนมาในรูปทรง “Cushion Case” หรือทรงหมอนอิงขนาด 40 มม. ซึ่งเป็นทรงที่ให้ความรู้สึกคลาสสิกย้อนยุคแต่ยังคงความร่วมสมัย ตัวเรือนถูกขัดเงาและปัดด้านอย่างประณีตด้วยมือ ทำให้เส้นสายของนาฬิกามีความโค้งมนและเล่นแสงได้อย่างสวยงามบนข้อมือของผู้สวมใส่

หน้าปัดสีน้ำเงิน “1846 Blue” คือจุดเด่นที่ไม่อาจละสายตาได้ สีน้ำเงินเฉดนี้ถูกเลือกมาเป็นพิเศษเพื่อระลึกถึงปีที่ก่อตั้งแบรนด์ โดยหน้าปัดถูกสร้างสรรค์ขึ้นด้วยเทคนิคการพ่นทรายเพื่อให้เกิดพื้นผิวที่ละเอียด (Sandblasted) แล้วจึงเคลือบด้วยแล็กเกอร์ใสทับอีกหลายชั้นเพื่อให้เกิดมิติความลึกที่น่าหลงใหล เมื่อประกอบกับตัวเลขหลักชั่วโมงสไตล์ Edwin ที่เป็นแบบนูนต่ำ (Appliqué) และเข็มนาฬิกาทรงพาย (Pipette hands) ที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะของ Fears ทำให้หน้าปัดนี้ดูหรูหราและอ่านค่าได้ง่ายในเวลาเดียวกัน

ทางด้านกลไก Fears เลือกใช้กลไกไขลานด้วยมือ (Manual Winding) ที่มีความทนทานและเชื่อถือได้ ซึ่งสะท้อนถึงวิถีการใช้ชีวิตในยุคก่อนที่ผู้สวมใส่จะได้สัมผัสกับตัวนาฬิกาทุกวันผ่านการไขลาน นาฬิกาทุกเรือนของ Fears จะถูกประกอบและทดสอบความแม่นยำอย่างเข้มงวดในประเทศอังกฤษ เพื่อให้มั่นใจว่าทุกรายละเอียดเป็นไปตามมาตรฐานสูงสุดที่ Nicholas ตั้งไว้ สรุปได้ว่า Brunswick 40 1846 Edition ไม่ใช่เพียงแค่นาฬิกาบอกเวลา แต่คือสัญลักษณ์ของการสืบทอดมรดก และความภาคภูมิใจในงานฝีมือของชาวบริติชที่พร้อมจะเดินทางไปกับคุณในทุกโอกาส

ข้อมูลทางเทคนิค 

  • ชื่อรุ่น: Brunswick 40 “1846 Edition”
  • ตัวเรือน: Stainless Steel 316L (ขนาด $40\text{ mm}$ / ทรง Cushion Case) กระจก Sapphire ทรงโดมเคลือบกันสะท้อน
  • หน้าปัด: สีน้ำเงิน 1846 Blue พื้นผิว Sandblasted พร้อมตัวเลข Edwin Appliqué
  • ฟังก์ชั่น: บอกเวลา (ชั่วโมง นาที วินาทีที่ตำแหน่ง 6 นาฬิกา) กันน้ำ 100 m 
  • กลไก: Swiss Made Manual Winding (ไขลานมือ) ปรับแต่งและทดสอบตามมาตรฐาน Fears
  • สาย: สายหนังจระเข้หรือสายหนังคุณภาพสูงที่ตัดเย็บด้วยมือ (Bespoke Leather Strap)

อ่านบทความอื่นๆ เพิ่มเติม
Czapek Faubourg de Cracovie จิตวิญญาณแห่งการแข่งรถและความวิจิตรของงานฝีมือ Guilloché บนหน้าปัดสี Victory Green
3 เรือนเวลา Chopard L.U.C Grand Strike คือบทเพลงแห่งกาลเวลา ในวาระครบรอบ 30 ปีของการผลิต
MB&F LM Sequential Flyback EVO บันทึกบทใหม่แห่งการจับเวลาที่ไร้ขีดจำกัด

Richemont ส่งต่อ Baume & Mercier สู่มือ Damiani Group ก้าวใหม่ของแบรนด์นาฬิกาหรูอายุกว่า 190 ปี

0

การเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญของ Baume & Mercier จากอาณาจักร Richemont สู่ยุคสมัยใหม่ภายใต้ Damiani Group

วงการนาฬิกาโลกต้องสั่นสะเทือนอีกครั้งเมื่อกลุ่ม Richemont ยักษ์ใหญ่แห่งวงการสินค้าลักชูรี (เจ้าของแบรนด์ดังอย่าง Cartier และ IWC) ได้ประกาศบรรลุข้อตกลงในการขายแบรนด์ Baume & Mercier ให้กับ Damiani Group กลุ่มผู้ผลิตเครื่องประดับชั้นนำจากประเทศอิตาลี การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของแบรนด์นาฬิกาที่มีรากฐานมาอย่างยาวนานตั้งแต่ปี 1830 และกำลังจะก้าวเข้าสู่ยุคสมัยใหม่ภายใต้การดูแลของกลุ่มทุนอิตาลีที่มีความเชี่ยวชาญด้านไลฟ์สไตล์และความหรูหรา

ทำความรู้จักกับ Baume & Mercier

สำหรับใครที่ยังไม่คุ้นเคยกับชื่อนี้ Baume & Mercier คือหนึ่งในแบรนด์นาฬิกาสวิสที่มีประวัติศาสตร์เก่าแก่ที่สุดแบรนด์หนึ่ง โดยมีชื่อเสียงในด้านการผลิตนาฬิกาที่เน้นความสง่างามแบบคลาสสิก (Classical Elegance) ในราคาที่เข้าถึงได้ง่ายกว่าแบรนด์ระดับสูงอื่นๆ ในเครือ Richemont ปรัชญาของแบรนด์คือการสร้าง “นาฬิกาเพื่อการเฉลิมฉลอง” ไม่ว่าจะเป็นวันเกิด วันรับปริญญา หรือโอกาสสำคัญในชีวิต ทำให้แบรนด์นี้มีฐานแฟนคลับที่ชื่นชอบความเรียบหรูและคุ้มค่า

แบรนด์มีคอลเลกชันที่เป็นเอกลักษณ์มากมาย เช่น Riviera นาฬิกาสปอร์ตหรูทรงแปดเหลี่ยมที่เป็นไอคอนจากยุค 70 หรือ Clifton ที่มาพร้อมกับกลไก Baumatic อันแม่นยำและสำรองพลังงานได้ยาวนาน และ Classima ที่เป็นตัวแทนของนาฬิกาเดรสสุดเนี้ยบ

การเปลี่ยนแปลงภายใต้เงาของ Damiani Group

การที่ Damiani Group เข้ามาซื้อกิจการในครั้งนี้ถูกมองว่าเป็นกลยุทธ์ที่น่าสนใจ เนื่องจาก Damiani เป็นกลุ่มธุรกิจที่มีรากฐานแข็งแกร่งในด้านเครื่องประดับและอัญมณี การได้ Baume & Mercier เข้าไปอยู่ในพอร์ตโฟลิโอจะช่วยเติมเต็มส่วนแบ่งการตลาดนาฬิกาสวิสระดับพรีเมียมให้กับกลุ่มได้เป็นอย่างดี ในขณะที่ Richemont เองก็สามารถหันไปโฟกัสกับแบรนด์ระดับ “High-End” และ “Jewelry Watches” ที่ทำกำไรได้สูงกว่าอย่าง Cartier หรือ Van Cleef & Arpels ได้อย่างเต็มที่

นักวิเคราะห์มองว่าภายใต้การบริหารของ Damiani เราอาจได้เห็น Baume & Mercier กลับมามีความสดใสและมีความเป็นไลฟ์สไตล์มากขึ้น โดยเฉพาะการใช้เครือข่ายร้านค้าและฐานลูกค้ากลุ่มเครื่องประดับของ Damiani ในการขยายตลาดใหม่ๆ ทั่วโลก ซึ่งอาจรวมถึงการเน้นคอลเลกชันสำหรับผู้หญิงที่แบรนด์มีความเชี่ยวชาญอยู่แล้วให้โดดเด่นยิ่งขึ้น

อนาคตและทิศทางต่อไป

แม้จะมีการเปลี่ยนมือเจ้าของ แต่หัวใจสำคัญของความเป็น “Swiss Made” ของ Baume & Mercier จะยังคงอยู่ การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ไม่ใช่แค่การขายกิจการ แต่คือการมอบโอกาสให้แบรนด์ได้เติบโตในสภาพแวดล้อมที่คล่องตัวกว่าเดิม สำหรับนักสะสมและผู้ที่รักนาฬิกา นี่คือช่วงเวลาที่น่าติดตามว่า Riviera รุ่นใหม่ๆ หรือกลไก Baumatic จะถูกพัฒนาไปในทิศทางใดภายใต้วิสัยทัศน์ของชาวอิตาลีที่ขึ้นชื่อเรื่องรสนิยมและความคิดสร้างสรรค์

อ่านบทความอื่นๆ เพิ่มเติม
รอยจารึกแห่งแสงสว่าง เมื่อ Cartier รังสรรค์เวลาด้วยจิตวิญญาณช่างอัญมณี
Wrist Check: ส่องเรือนเวลา OMEGA บนข้อมือเหล่าซุปตาร์ในงาน Critics Choice Awards ครั้งที่ 31
First Watch (นาฬิกาเรือนแรก): เริ่มต้นเส้นทางนักสะสมกับ 5 นาฬิการะดับเริ่มต้นที่ดีที่สุดสำหรับปี 2026

Must-Have: 12 เรือนเวลา ‘อาชา’ ที่ต้องมีครอบครองเป็นเรือนแรกแห่งปี

เจาะลึก 12 เรือนเวลาที่รวมที่สุดของงานวิศวกรรมและศาสตร์แห่งความเชื่อ เพื่อพลังแห่งการเริ่มต้นใหม่ที่สมบูรณ์แบบ

1. Breitling: Top Time B01 “Shadow Rider”

ถ้าคุณคิดว่านาฬิกาปีม้าต้องดูอ่อนช้อยหรือเป็นสีทอง-แดงเสมอไป Breitling Top Time B01 “Shadow Rider” จะเปลี่ยนความคิดคุณทันที เรือนนี้คือการเจอกันของโลกนาฬิกาคลาสสิกกับจิตวิญญาณแห่งความเร็วที่ได้แรงบันดาลใจจาก Shadow Rider (หรืออัศวินแห่งความมืด) หน้าปัดดีไซน์แบบ “Zorro” ที่เป็นเอกลักษณ์ของตระกูล Top Time ถูกนำมาตีความใหม่ในโทนสีแอนทราไซต์และดำ ให้ความรู้สึกเหมือนอาชาสีหมอกที่พุ่งทะยานท่ามกลางความมืด

อ่านบทความ เมื่อความเร็วของอาชามาบรรจบกับความเที่ยงตรงของเวลา Breitling Top Time B01 “Shadow Rider”
  • จุดเด่นที่กินขาด: หัวใจสำคัญคือกลไก Caliber B01 ซึ่งเป็นเครื่อง In-house ระดับตำนานของ Breitling ที่ขึ้นชื่อเรื่องความแม่นยำและทนทาน ดีไซน์ตัวเรือนดูเท่แบบสปอร์ตคลาสสิกที่ใส่ได้จริงในชีวิตประจำวัน ไม่ดูเป็นนาฬิกาสายมูจนเกินไป แต่มีสตอรี่ที่ลึกซึ้ง
  • พลังมงคลและการเสริมดวง: ในทางโหราศาสตร์ ม้าดำหรือม้าสีเข้มสื่อถึง “พลังอำนาจที่มองไม่เห็น” และความลึกลับที่น่าเกรงขาม การสวมใส่เรือนนี้เปรียบเสมือนการเติมพลัง “ความเด็ดขาด” ให้กับตัวเอง
  • ในเชิงจิตวิทยา: สีโทนเข้มและดีไซน์ที่โฉบเฉี่ยวจะช่วยส่งผลต่อความมั่นใจ (Confidence Boosting) ทำให้คุณกล้าตัดสินใจในเรื่องยากๆ ได้เฉียบคมและรวดเร็ว เหมาะมากสำหรับคนที่ตั้งเป้าหมายจะ “พุ่งชน” โปรเจกต์ใหม่หรือต้องการความสำเร็จแบบก้าวกระโดดเหนือความคาดหมายในปีนี้

มาต่อกันที่เรือนที่ 2 ซึ่งถือเป็นนิยามของความ “หล่อเนี้ยบแบบมีระดับ” 

2. IWC: Portugieser Automatic 42 “Year of the Horse”

ถ้า Breitling คือความดุดัน IWC Portugieser เรือนนี้ก็คือ “สุภาพบุรุษอาชา” นี่คือนาฬิกาที่นำทรงยอดฮิตตลอดกาลอย่าง Portugieser มาแต่งตัวใหม่เพื่อฉลองปีม้าโดยเฉพาะ ความเจ๋งคือเขาไม่ได้เอารูปม้ามาวางไว้บนหน้าปัดให้ดูเอะอะ กลับเลือกใช้หน้าปัดสี Burgundy (สีแดงไวน์เข้ม) ที่ดูหรูหรา สงบนิ่ง และดูเป็นทางการมาก ๆ แต่พอพลิกไปด้านหลัง คุณจะเจอกับเซอร์ไพรส์ที่เป็นโรเตอร์ทองคำแท้สลักเป็นรูปม้ากำลังกระโจน ซึ่งมองเห็นได้ผ่านฝาหลังใส เป็นลูกเล่นที่ตะโกนความรวยแบบเงียบ ๆ (Quiet Luxury) ได้สะใจมาก 

อ่านบทความ อาชาแห่งความสำเร็จ เรื่องราวของ IWC Portugieser Automatic 42 Year of the Horse (Ref. IW501709)
  • จุดเด่นที่กินขาด: คือความสมดุล ตัวเรือนเป็น Steel ที่ทนทานแต่ดูแพงด้วยหน้าปัดสีแดงเบอร์กันดีที่ตัดกับตัวเลขหลักชั่วโมงและเข็มสีทองได้อย่างไร้ที่ติ แถมยังมาพร้อมกลไกสำรองพลังงานนานถึง 60 ชั่วโมง เป็นนาฬิกาที่ใส่ไปประชุมพันล้านก็ได้ หรือใส่ไปงานเลี้ยงดินเนอร์ก็ดูโดดเด่นแบบมีคลาส
  • พลังมงคลและการเสริมดวง: ตามตำราโหราศาสตร์ตะวันออก สีแดงคือ “ธาตุไฟ” และสีทองคือ “ธาตุทอง” เมื่ออยู่คู่กันจะเป็นการดึงดูดโชคลาภแบบทวีคูณ ม้าที่ซ่อนอยู่บนโรเตอร์ทองคำด้านหลังสื่อถึง “พลังงานที่ขับเคลื่อนชีวิต” (Inner Power) เปรียบเสมือนคุณมีเครื่องยนต์ม้าศึกคอยผลักดันดวงชะตาให้รุดหน้าอยู่ตลอดเวลา
  • ในเชิงจิตวิทยา: การใส่สีแดงเข้มช่วยเสริมบุคลิกให้ดูเป็นคนมี “อำนาจที่สุขุม” น่าเชื่อถือ และมีความเป็นผู้นำสูง เหมาะมากสำหรับใครที่อยากเสริมดวงด้านการเจรจาหรือต้องการให้ผู้ใหญ่เอ็นดูสนับสนุนในปีนี้ เรือนนี้คือตัวแทนของความสำเร็จที่มาพร้อมกับสติปัญญา

เรือนที่ 3 คือที่สุดของงานศิลปะบนข้อมือจากหนึ่งในแบรนด์เก่าแก่ที่สุดของโลก ที่เปลี่ยนนาฬิกาให้กลายเป็นพิพิธภัณฑ์ขนาดย่อส่วน 

3. Vacheron Constantin: The Legend of the Chinese Zodiac

ถ้าคุณกำลังมองหานาฬิกาที่ “หยุดทุกสายตา” เรือนนี้คือคำตอบ Vacheron Constantin ตระกูล Métiers d’Art เรือนนี้มีความพิเศษแบบตะโกนตรงที่ ไม่มีเข็มนาฬิกามาบดบังความงามบนหน้าปัดเลย แต่เขาใช้การบอกเวลาผ่านช่องหน้าต่าง 4 มุม (ชั่วโมง นาที วัน และวันที่) เพื่อยกพื้นที่ทั้งหมดให้กับงานศิลปะขั้นสูง จุดโฟกัสสายตาคือม้าที่ถูกแกะสลักด้วยมือแบบนูนต่ำ (Bas-relief) ลงบนเนื้อทองอย่างละเอียดทุกลายมัดกล้ามเนื้อ วางอยู่บนพื้นหลังหน้าปัดลงยาที่แกะสลักลวดลายพฤกษาตามแบบฉบับศิลปะจีนโบราณ สวยงามและทรงพลังเหมือนมีประติมากรรมอาชาที่มีชีวิตอยู่บนข้อมือจริง ๆ 

  • จุดเด่นที่กินขาด: คือความเหนือชั้นของงานฝีมือที่หาตัวจับยาก และการออกแบบที่ฉีกทุกกฎเกณฑ์การดูเวลาแบบเดิม ม้าตัวนี้ถูกรังสรรค์ขึ้นด้วยความละเอียดระดับไมครอน สะท้อนถึงรสนิยมระดับไฮเอนด์ที่ต้องการความแตกต่างอย่างแท้จริง
  • พลังมงคลและการเสริมดวง: ตามหลักฮวงจุ้ย ม้าที่ยืนเด่นตระหง่านอยู่บนฐานหินสื่อถึง “ความมั่นคงดั่งขุนเขา” (Stability) และการมีรากฐานชีวิตที่แข็งแกร่ง ไม่หวั่นไหวต่อมรสุม เป็นสัญลักษณ์ของการก้าวขึ้นสู่จุดสูงสุดอย่างมีเกียรติยศ
  • ในเชิงจิตวิทยา: เรือนนี้ส่งพลังเรื่อง “การประกาศศักดา” และการสร้างการยอมรับ (Social Recognition) ได้อย่างรุนแรงมาก เหมาะสำหรับเจ้าของธุรกิจหรือผู้บริหารระดับสูงที่ต้องคุมคนจำนวนมาก เพราะนาฬิกาเรือนนี้จะช่วยเสริมส่งบุคลิกให้ดูมีตบะบารมี และความน่าเกรงขามแบบไม่ต้องเอ่ยปากพูด

เรือนที่ 4 เราขยับมาดูความบางระดับ Masterpiece ที่มาพร้อมกับงานศิลป์สุดประณีตจากแบรนด์ที่ขึ้นชื่อเรื่องความหรูหราแบบ Minimalist อย่าง Piaget 

4. Piaget: Altiplano Zodiac Horse Edition

ถ้าคุณชอบความหรูหราที่มาในร่างของความเบาบางและนุ่มนวล Piaget Altiplano เรือนนี้คือที่สุด จุดเด่นที่สุดคือการใช้เทคนิค Cloisonné Enamel หรือการลงยาโดยการกั้นช่องด้วยเส้นทองที่มีความบางเท่ากับเส้นผมมนุษย์ เพื่อร่างเป็นรูปทรงม้าก่อนจะเติมสีอีนาเมลลงไปทีละช่องแล้วนำไปเผา จนได้ภาพอาชาที่มีมิติและสีสันสดใสพริ้วไหวอยู่บนหน้าปัด ผสมผสานกับตัวเรือน Altiplano ที่บางระดับตำนาน ทำให้เรือนนี้ไม่ได้เป็นแค่หน้าปัดนาฬิกา แต่มันคือ “ภาพวาดที่มีเวลา” ที่สวมใส่สบายเหมือนเป็นส่วนหนึ่งของข้อมือคุณเลย

  • จุดเด่นที่กินขาด: คือความประณีตของงานศิลป์ที่ต้องใช้ความอดทนสูงมาก เส้นสายของม้าบนหน้าปัดมีความพริ้วไหวเหมือนม้าที่กำลังวิ่งอยู่ในอากาศจริงๆ ผสานกับกลไกไขลานที่บางเฉียบซึ่งเป็นเอกลักษณ์ที่ไม่มีใครเลียนแบบ Piaget ได้
  • พลังมงคลและการเสริมดวง: ในทางโหราศาสตร์ ม้าที่มาในโทนสีฟ้าและขาวสื่อถึง “ธาตุน้ำและธาตุทอง” ซึ่งเป็นคู่ธาตุที่ส่งเสริมความรุ่งเรืองแบบใจเย็น ม้าสีนี้หมายถึงความบริสุทธิ์และการชำระล้างอุปสรรค ช่วยให้ชีวิตในปีนี้ของคุณมีความร่มเย็นเป็นสุข
  • ในเชิงจิตวิทยา: สีฟ้า-ขาวและดีไซน์ที่ดูละมุนตาช่วยเสริมพลังเรื่อง “ความฉลาดทางอารมณ์” (EQ) ได้ดีมากครับ เหมาะสำหรับใครที่ต้องทำงานที่ใช้การเจรจาหรือแก้ปัญหาความขัดแย้ง เพราะนาฬิกาเรือนนี้จะช่วยส่งเสริมบุคลิกให้คุณดูเป็นคนที่นุ่มนวล สุขุม และสามารถจัดการทุกวิกฤตให้กลายเป็นโอกาสได้อย่างสง่างามและได้ผลชะงัด

เรือนที่ 5 คือผลงานที่รวมเอาความเชื่อเรื่องดวงดาวและสัตว์มงคลมาไว้ด้วยกันอย่างอลังการที่สุด กับภาพลักษณ์ “อาชาทองคำใต้แสงจันทร์”

5. Arnold & Son: Perpetual Moon Year of the Horse

ถ้าใครที่ชอบนาฬิกาประเภท “มองแล้วสะกดจิต” เรือนนี้คือที่สุดของตาราง หน้าปัดถูกทำจากหิน Aventurine ที่มีประกายระยิบระยับเหมือนท้องฟ้าในยามค่ำคืนจริง ๆ จุดเด่นที่กินขาดคือดิสก์บอกข้างขึ้น-ข้างแรม (Moon Phase) ขนาดมหึมาเกือบเต็มหน้าปัด ซึ่งถือเป็นหนึ่งในดวงจันทร์ที่ใหญ่ที่สุดในโลกนาฬิกา ตัดกับรูปม้าทองคำที่สลักอย่างวิจิตรในท่วงท่ากำลังกระโจนข้ามดวงดาว เป็นการผสมผสานงานศิลป์เข้ากับกลไกซับซ้อนได้อย่างไร้ที่ติ

อ่านบทความ The Fiery Spirit of Time เจาะลึกนิยามใหม่แห่งอาชาไฟ บนเรือนเวลาดาราศาสตร์จาก Arnold & Son
  • จุดเด่นที่กินขาด: คือความอลังการของดวงจันทร์ที่ทำจากเปลือกหอยมุกสลักลาย ผสานกับม้าทองคำ 18K ที่ดูมีมิติสมจริงท่ามกลางท้องฟ้าประดับดาว เป็นเรือนเวลาที่โชว์ศักยภาพด้านงานฝีมือ (Craftsmanship) ระดับสูงที่หาตัวจับยาก
  • พลังมงคลและการเสริมดวง: ตามหลักความเชื่อ ม้าใต้พระจันทร์เต็มดวงคือสัญลักษณ์ของ “ความอุดมสมบูรณ์ที่ถึงขีดสุด” และการมีโชคลาภแบบไม่คาดฝัน ดวงจันทร์เป็นตัวแทนของพลังหยิน (ความร่มเย็น) ส่วนม้าเป็นพลังหยาง (ความรุ่งโรจน์) เมื่ออยู่คู่กันจึงเป็นการปรับสมดุลชีวิตให้มีความเจริญรุ่งเรืองอย่างยั่งยืน
  • ในเชิงจิตวิทยา: สีน้ำเงินเข้มของหน้าปัดช่วยสร้างสมาธิและความสงบในจิตใจ ในขณะที่ม้าทองคำช่วยดึงดูดพลังงานบวกและโอกาสใหม่ ๆ เหมาะมากสำหรับคนที่ต้องการ “ดึงดูดโชคลาภมหาศาล” และต้องการให้ปีนี้เป็นปีแห่งความสำเร็จที่มั่นคงและสวยงามเหมือนแสงจันทร์

เรือนที่ 6 มาพร้อมกับความคลาสสิกเหนือกาลเวลาที่ซ่อนความลับระดับงานมาสเตอร์พีซไว้ด้านหลังข้อมือ

6. Jaeger-LeCoultre: Reverso Tribute Enamel Horse

หากพูดถึงนาฬิกาที่มีสองบุคลิกในเรือนเดียว ไม่มีใครเกิน Jaeger-LeCoultre Reverso หน้าปัดด้านหน้ามาในสไตล์อาร์ตเดโกที่ดูเนี๊ยบ เรียบหรู และสุขุม แต่จุดพีกที่ทำให้เรือนนี้ต้องอยู่ในลิสต์ Must Have คือเมื่อคุณพลิกตัวเรือนกลับมา ด้านหลังจะเผยให้เห็นงานศิลปะชั้นยอดอย่างภาพม้าที่ใช้เทคนิคการลงยา (Grand Feu Enamel) เลียนแบบสไตล์ภาพวาดพู่กันจีนของศิลปินระดับตำนานอย่าง Xu Beihong ซึ่งการลงยาลงบนพื้นผิวทองคำชิ้นเล็กๆ ให้ได้ลายเส้นที่พริ้วไหวและมีมิติขนาดนี้ ต้องใช้ช่างฝีมือระดับปรมาจารย์ที่หาได้ยากยิ่งในปัจจุบัน

อ่านบทความ เมื่อม้าพยศโลดแล่นบนเรือนเวลา Jaeger-LeCoultre เปิดตัวคอลเลกชันพิเศษ Reverso Tribute Enamel ‘Xu Beihong’

  • จุดเด่นที่กินขาด: คือความอเนกประสงค์และสตอรี่ที่ไม่ซ้ำใคร คุณสามารถใส่ด้านหน้าเข้างานสังคมที่ต้องการความเรียบง่ายและเป็นทางการได้ แต่ในขณะเดียวกันก็มีความสุขใจที่ได้รู้ว่ามีงานศิลปะชิ้นเอกซ่อนอยู่ติดผิวหนัง เป็นความหรูหราที่เจ้าของเท่านั้นที่สัมผัสได้
  • พลังมงคลและการเสริมดวง: การซ่อนสัญลักษณ์มงคลไว้ด้านหลังเปรียบเสมือนการมี “เครื่องรางชั้นสูง” หรือยันต์มงคลที่คอยคุ้มครองดวงชะตาแบบส่วนตัว ตามหลักโหราศาสตร์ม้าที่กำลังก้าวกระโดดสื่อถึงความเจริญรุ่งเรืองและการก้าวข้ามอุปสรรคได้อย่างรวดเร็ว
  • ในเชิงจิตวิทยา: การมี “ความลับมงคล” อยู่กับตัวช่วยเสริมสร้างความมั่นใจลึกๆ และความรู้สึกปลอดภัย เหมาะมากสำหรับคนที่ต้องการ “การปกป้องที่เป็นส่วนตัว” หรือต้องเผชิญหน้ากับสถานการณ์ที่กดดันในปีนี้ เรือนนี้จะช่วยให้คุณรู้สึกว่ามีพลังงานบวกคอยหนุนหลังอยู่เสมอในทุกย่างก้าว

เรือนที่ 7 คือนิยามของความหรูหราที่มาพร้อมรอยยิ้ม และความขี้เล่นที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวของ Hermès

7. Hermès: Arceau Rocabar de rire

ลืมภาพม้าปีนักษัตรที่ต้องดูเคร่งขรึมไปได้เลย เพราะ Hermès ส่งม้า “Rocabar” ที่กำลังแลบลิ้นอย่างทะเล้นออกมาอวดโฉมบนหน้าปัดอาเคโซ (Arceau) ซึ่งเป็นรูปทรงนาฬิกาที่ได้แรงบันดาลใจมาจากโกลนขี่ม้า ความพิเศษคือหน้าม้าตัวนี้ไม่ได้มาจากการวาดภาพธรรมดา แต่รังสรรค์ขึ้นจากงานไม้แกะสลักชิ้นเล็กๆ มาต่อกันเป็นภาพโมเสก (Wood Marquetry) ผสานกับงานวาดลงยาที่ทำให้ใบหน้าของม้าดูมีมิติและดูอารมณ์ดี จนคนรอบข้างที่เห็นนาฬิกาบนข้อมือคุณต้องเผลอยิ้มตาม

อ่านบทความ การออกแบบที่ไม่เหมือนใคร กับนาฬิกา ARCEAU Rocabar จาก Hermès
  • จุดเด่นที่กินขาด: คือความกล้าที่จะแตกต่างและการนำเสนองานฝีมือชั้นสูง (Métiers d’Art) ในรูปแบบที่ดูเข้าถึงง่ายและสนุกสนาน เป็นการสะท้อนถึงความคิดสร้างสรรค์ที่เป็นอิสระ ไม่ยึดติดกับกรอบเดิมๆ เหมาะสำหรับคนที่รักในงานศิลปะที่มีอารมณ์ขันและมีความเป็นตัวของตัวเองสูง
  • พลังมงคลและการเสริมดวง: ในทางโหราศาสตร์ ม้าที่ร่าเริงและมีใบหน้ายิ้มแย้มคือสัญลักษณ์ของ “การลดความขัดแย้ง” และการนำมาซึ่งความสามัคคี ช่วยเปลี่ยนศัตรูให้กลายเป็นมิตร และดึงดูดพลังงานด้านบวกเข้ามาสู่ชีวิต
  • ในเชิงจิตวิทยา: ดีไซน์ที่ดูสนุกสนานช่วยเสริมเสน่ห์ด้าน “เมตตามหานิยม” ได้ดีเยี่ยม เพราะความสดใสช่วยลดความตึงเครียดในการเจรจาหรือความสัมพันธ์กับคนรอบข้าง ทำให้คุณดูเป็นคนเข้าถึงง่ายและน่าเอ็นดู ส่งผลให้ได้รับความสนับสนุนจากผู้ใหญ่และเพื่อนร่วมงานในทุกก้าวย่างของปีนี้

เรือนที่ 8 คือส่วนผสมที่ลงตัวระหว่างความคลาสสิกของนาฬิกา Dress Watch กับพลังแห่งสีมงคลที่ตะโกนคำว่า “โชคดี” ตั้งแต่แรกเห็น

8. Longines: Master Collection Year of the Horse

สำหรับใครที่มองหานาฬิกาสีแดงที่ดูหรูและใส่ได้ทุกวัน Longines Master Collection เรือนนี้ทำออกมาได้ตอบโจทย์มาก จุดเด่นคือหน้าปัดสีแดง Sunray ที่เล่นกับแสงได้อย่างมีมิติ โดยเฉพาะสีแดงเฉดนี้ที่ดูมีพลังแต่ไม่ฉูดฉาดจนเกินไป มาพร้อมกับการวางตำแหน่งข้างขึ้น-ข้างแรม (Moon phase) และวันที่ไว้ที่ 6 นาฬิกาได้อย่างสมดุล ซึ่งเป็นดีไซน์พิมพ์นิยมที่ครองใจคนรักนาฬิกามาอย่างยาวนาน ความพิเศษอยู่ที่ฝาหลังที่สลักรูปม้าปีนักษัตรไว้อย่างบรรจง ทำให้เป็นนาฬิกาที่ดูเรียบง่ายจากด้านหน้าแต่แฝงความหมายมงคลไว้ภายใน

อ่านบทความนี้แบบเจาะลึก อาชาผงาดเหนือแสงตะวัน จิตวิญญาณแห่งปีมะเมียบนเรือนเวลา Longines
  • จุดเด่นที่กินขาด: คือความคุ้มค่าและดีไซน์ที่ไม่มีวันตกยุค เป็นนาฬิกาที่เปลี่ยนสายได้ง่าย เข้ากับทั้งชุดสูททางการหรือชุดลำลองในวันหยุด มาพร้อมกลไกอัตโนมัติที่ไว้ใจได้ตามมาตรฐานสวิส ถือเป็นตัวเลือกที่ชาญฉลาดสำหรับคนที่อยากได้นาฬิกาแบรนด์หรูที่มีเรื่องราวของปีนักษัตรในราคาที่จับต้องได้
  • พลังมงคลและการเสริมดวง: ถ้ามองตามหลักความเชื่อ สีแดงคือสีแห่ง “ธาตุไฟ” ซึ่งเป็นตัวแทนของความรุ่งโรจน์ ความกระตือรือร้น และโชคลาภ การใส่สีแดงบนข้อมือเปรียบเสมือนการ “เปิดประตูรับทรัพย์” และกระตุ้นพลังงานบวกให้ไหลเวียนอยู่ตลอดเวลา
  • ในเชิงจิตวิทยา: สีแดงช่วยกระตุ้นความตื่นตัวและสร้างแรงจูงใจได้ดีเยี่ยม เหมาะมากสำหรับเป็น “นาฬิกาเรือนแรก” เพื่อเริ่มต้นปีใหม่หรือเริ่มโปรเจกต์สำคัญ เพราะจะช่วยให้คุณมีความคึกคัก มีไฟในการทำงาน และพร้อมที่จะพุ่งเข้าหาเป้าหมายด้วยความมั่นใจเต็มเปี่ยม

เรือนที่ 9 คือนิยามของความหรูหราเหนือระดับจาก “King of Diamonds” ที่เปลี่ยนนาฬิกาให้กลายเป็นเครื่องประดับชิ้นเอกที่เปี่ยมด้วยพลัง

9. Harry Winston: Moments Year of the Horse

หลายคนอาจไม่คุ้นชื่อ แต่ถ้าความหรูหราแบบอลังการคือโจทย์ของคุณ Harry Winston เรือนนี้คือคำตอบที่ชัดเจนที่สุด หน้าปัดถูกรังสรรค์ขึ้นอย่างประณีตด้วยการเล่นเลเยอร์ของเปลือกหอยมุก (Mother of Pearl) สีขาวนวล ตัดกับรูปม้าสีแดงสดที่ดูพุ่งทะยานและมีชีวิตชีวา ตัวเรือนล้อมรอบด้วยเพชรน้ำงามคุณภาพสูงที่เป็นซิกเนเจอร์ของแบรนด์ ซึ่งถูกคัดสรรมาอย่างพิถีพิถันเพื่อให้ความระยิบระยับในทุกองศาที่ข้อมือขยับ เป็นนาฬิกาที่ผสมผสานอัญมณีชั้นสูงเข้ากับสัญลักษณ์มงคลได้อย่างสมบูรณ์แบบที่สุด

Harry Winston Chinese New Year Automatic 36mm
  • จุดเด่นที่กินขาด: คือคุณภาพของเพชรและการจัดวางเลเยอร์บนหน้าปัดที่ดูมีมิติราวกับงานศิลปะสามมิติ การใช้สีแดงสดตัดกับสีขาวของมุกและประกายของเพชร ทำให้ม้าปีนักษัตรดูโดดเด่นและทรงพลังอย่างน่าอัศจรรย์ เป็นเรือนเวลาที่จะทำให้คุณเป็นจุดสนใจในทุกงานสังคม
  • พลังมงคลและการเสริมดวง: ตามหลักความเชื่อ เพชรและมุกสื่อถึงความบริสุทธิ์และอำนาจบารมี เมื่อผสานกับม้าสีแดงที่เป็นตัวแทนของธาตุไฟ จึงเป็นการเสริมดวงด้าน “ชื่อเสียงและเกียรติยศ” ให้ขจรขจาย ช่วยตัดอุปสรรคและเปิดทางให้ความโชคดีไหลเข้ามาหาตัว
  • ในเชิงจิตวิทยา: ความสวยงามที่ไร้ที่ติของเรือนนี้ช่วยเสริมพลัง “Self-worth” หรือความเห็นคุณค่าในตัวเองได้อย่างรุนแรง ทำให้คุณดูเป็นคนที่มีความมั่นใจและน่าดึงดูด เหมาะมากสำหรับคนที่ต้องการสร้างความโดดเด่นท่ามกลางฝูงชน เพื่อดึงดูดสายตาของผู้ใหญ่และโอกาสสำคัญๆ ในหน้าที่การงานให้เข้ามาหาตัวในปีนี้

เรือนที่ 10 คือผลงานที่ถ่ายทอดความอ่อนช้อยและรสนิยมแบบ Haute Couture ของฝรั่งเศส ออกมาเป็นภาพฝันบนหน้าปัดนาฬิกา

10. Dior: Grand Soir Year of the Horse

ถ้าหากคุณมองหานาฬิกาที่เป็นเหมือนภาพวาดมีชีวิต Dior Grand Soir เรือนนี้คือคำตอบ หน้าปัดถูกเนรมิตให้เป็นสวนสวรรค์ที่เต็มไปด้วยรายละเอียด ทั้งการใช้เปลือกหอยมุก การลงสี และการประดับอัญมณีหลากสีสันเพื่อสร้างเป็นพุ่มดอกไม้ที่ดูมีมิติ โดยมีม้าสีทองคู่หนึ่งกำลังเยื้องกรายอยู่อย่างสง่างาม ตัวเรือนล้อมรอบด้วยเพชรและอัญมณีล้ำค่า เป็นการผสมผสานโลกของแฟชั่นชั้นสูงเข้ากับการทำนาฬิกาได้อย่างไร้ที่ติ สวยงามจนแทบไม่อยากละสายตา

Dior Grand Soir Year of the Horse
  • จุดเด่นที่กินขาด: คือการเลือกใช้วัสดุที่หลากหลายมาประดับหน้าปัดจนเกิดเป็นเลเยอร์ที่สมจริง เหมือนยกภาพวาดศิลปะจีนโบราณมาใส่ไว้ในกรอบนาฬิกาสไตล์ปารีเซียน เป็นงานฝีมือที่เน้นความละเอียดอ่อนและความสุนทรีย์ขั้นสุด
  • พลังมงคลและการเสริมดวง: ตามหลักความเชื่อโบราณ ม้าที่อยู่ท่ามกลางสวนดอกไม้หรือธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์ สื่อถึง “ความกินดีอยู่ดี” มีกินมีใช้ไม่ขัดสน และเป็นสัญลักษณ์ของชีวิตที่ราบรื่นไร้อุปสรรค พลังของสวนสวรรค์จะช่วยดึงดูดโชคลาภที่เป็นกอบเป็นกำเข้ามาสู่ครอบครัว
  • ในเชิงจิตวิทยา: รายละเอียดที่งดงามและอ่อนโยนช่วยเสริมพลังด้านความเมตตา ทำให้ผู้สวมใส่ดูเป็นคนใจเย็นและมีเสน่ห์ เหมาะมากสำหรับคนที่ต้องการเสริมดวงด้าน “ความสมบูรณ์พูนสุข” และต้องการรายล้อมไปด้วยบริวารที่ซื่อสัตย์และกัลยาณมิตรที่ดีตลอดทั้งปี

เรือนที่ 11 คือตัวแทนของความแกร่งและพละกำลังที่ไม่มีวันหมด เหมาะสำหรับคนที่มองหาความคุ้มค่าในเชิงกลไกควบคู่ไปกับความหมายมงคล

11. Oris: Artelier 10 Days Year of the Horse

หากจะเปรียบนาฬิกาเป็นม้า Oris เรือนนี้ก็คือม้าศึกสายพันธุ์ดีที่วิ่งได้ไกลเป็นพันลี้โดยไม่หยุดพัก จุดเด่นที่กินขาดคือกลไก Calibre 110-series ซึ่งเป็นเครื่องที่ Oris พัฒนาขึ้นเอง (In-house) โดยมีความสามารถสุดโหดคือสำรองพลังงานได้ยาวนานถึง 10 วันเต็มจากการไขลานเพียงครั้งเดียว มาในหน้าปัดสี Burgundy หรือแดงไวน์ที่ดูเข้มขรึม ภูมิฐาน และน่าเชื่อถือ เป็นนาฬิกาที่เน้นความเรียบง่ายแต่แฝงไปด้วยวิศวกรรมที่ทรงพลัง

Year of the Horse Limited Edition
  • จุดเด่นที่กินขาด: คือมาตรวัดพลังงานสำรองที่หน้าปัด ซึ่งจะคอยบอกคุณว่านาฬิกามีแรงเหลือเท่าไหร่ เป็นฟังก์ชันที่ทั้งสวยและใช้งานได้จริง ผสานกับตัวเรือนทรง Artelier ที่โค้งมนรับข้อมือ ให้ลุคที่ดูเป็นผู้ใหญ่และมีความเป็นมืออาชีพสูงมาก
  • พลังมงคลและการเสริมดวง: ถ้ามองตามหลักโหราศาสตร์ พละกำลังที่ต่อเนื่องยาวนานสื่อถึง ความมานะอุตสาหะ และการมีสุขภาพที่แข็งแรง ม้าที่อึดและทนทานเปรียบได้กับการมีพื้นฐานชีวิตที่มั่นคงและพลังงานชีวิตที่เต็มเปี่ยมอยู่เสมอ ช่วยเสริมดวงให้ทำกิจการงานใดก็ราบรื่นและมีแรงฮึดจนสำเร็จ
  • ในเชิงจิตวิทยา: การใส่หน้าปัดสีแดงเข้มช่วยเสริมบุคลิกให้ดูเป็นคนเด็ดเดี่ยวและมั่นคง เหมาะมากสำหรับนักลงทุนหรือคนที่ต้องดูแลโปรเจกต์ระยะยาวที่ต้องใช้ความอดทนสูง เรือนนี้จะช่วยย้ำเตือนถึง ชัยชนะในระยะยาว ว่าไม่ว่าทางจะไกลแค่ไหน คุณก็มีศักยภาพเพียงพอที่จะไปถึงเส้นชัยได้อย่างสง่างาม

เรือนสุดท้ายในคอลัมน์ Must Have เอาใจสายวินเทจกับไอคอนยุค 70 ที่ถูกเติมเต็มด้วยพลังมงคลแบบจัดเต็ม เพื่อเป็นเรือนเวลาที่รวมความเฮงและความแม่นยำไว้ด้วยกันอย่างลงตัวที่สุด

12. Bulova: Super Seville Year of the Horse

หากคุณเป็นคนที่ชอบกลิ่นอายความวินเทจแบบตะโกน เรือนนี้คือที่สุด Bulova หยิบเอาทรง Super Seville อันเป็นตำนานจากยุค 70 ที่มีดีไซน์ตัวเรือนทรง TV Shape สุดคลาสสิกมาปัดฝุ่นใหม่ในสีทองอร่ามทั้งเรือน แต่พอยต์ที่เด่นที่สุดคือหน้าปัดสีแดงสดที่เรียงเลเยอร์อย่างมีมิติ โดยมีรูปม้ากำลังยืนสองขา (Rearing Horse) ท่ามกลางลายดอกไม้ที่เป็นสัญลักษณ์ของความอุดมสมบูรณ์ และที่สำคัญคือเรือนนี้ใช้กลไก Precisionist ที่ให้เข็มวินาทีเดินเรียบกริบพริ้วไหวเหมือนนาฬิกาออโตเมติก แต่มีความเที่ยงตรงสูงมากระดับวินาทีต่อปี

  • จุดเด่นที่กินขาด: คือความคุ้มค่าที่เป็นนาฬิกา Limited Edition ผลิตเพียง 888 เรือนทั่วโลก (เลข 8 คือเลขมงคลสูงสุดของชาวจีน) ตัวเรือนสีทองตัดกับหน้าปัดแดงได้อย่างทรงพลัง และฝาหลังยังสลักตัวอักษรจีนคำว่า ม้า (马) ไว้อย่างชัดเจน เป็นเรือนที่ใส่แล้วดูมีคาแรคเตอร์ชัดเจนและไม่ซ้ำใครในราคาที่จับต้องได้ง่ายที่สุดในลิสต์นี้
  • พลังมงคลและการเสริมดวง: เรือนนี้คือศูนย์รวมของศาสตร์สีมงคล แดง-ทอง ซึ่งเป็นคู่สีที่สื่อถึงความร่ำรวยและลาภลอยอย่างเข้มข้นที่สุด ม้าที่กำลังยกขาคู่หน้าขึ้นสื่อถึงการพุ่งทะยานไปข้างหน้าและความพร้อมที่จะเอาชนะทุกอุปสรรค เปรียบเสมือนการมีพลังงานที่ล้นเหลืออยู่บนข้อมือตลอดเวลา
  • ในเชิงจิตวิทยา: ความสว่างของสีทองและความสดของสีแดงช่วยกระตุ้นความมั่นใจและความกล้าหาญ เหมาะมากสำหรับคนที่ต้องการ ความก้าวหน้าแบบก้าวกระโดด ในปีนี้ โดยเฉพาะคนที่ทำธุรกิจหรือต้องพบปะผู้คนบ่อยๆ สีมงคลที่ชัดเจนแบบนี้จะช่วยเสริมดวงด้านการงานให้รุ่งเรืองและดึงดูดโอกาสดีๆ ให้เข้ามาหาตัวแบบไม่ขาดสาย

ท้ายที่สุดแล้ว นาฬิกาปีม้าที่ดีที่สุดอาจไม่ใช่เรือนที่แพงที่สุด แต่คือเรือนที่เมื่อคุณสวมใส่แล้ว รู้สึกถึงพลังงานบวกและความมั่นใจที่พร้อมจะควบทะยานไปสู่เป้าหมายอย่างไม่ย่อท้อ เพราะในปี 2026 นี้… ไม่มีชัยชนะใดที่อาชาผู้มุ่งมั่นจะไปไม่ถึง

Note: นาฬิกาหลายรุ่นในลิสต์นี้เป็นรุ่น Limited Edition ที่ผลิตจำนวนจำกัด หากเรือนไหนสะดุดใจคุณ เราแนะนำให้รีบติดต่อบูติกหรือตัวแทนจำหน่ายโดยด่วน เพราะม้าศึกที่งดงามเหล่านี้มักจะถูกจับจองไปอย่างรวดเร็วเสมอ

ขอให้ปีม้านี้เป็นปีที่คุณก้าวหน้าแบบก้าวกระโดดและมีความสุขในทุกวินาที

อ่านบทความอื่นๆ เพิ่มเติม
รอยจารึกแห่งแสงสว่าง เมื่อ Cartier รังสรรค์เวลาด้วยจิตวิญญาณช่างอัญมณี
Wrist Check: ส่องเรือนเวลา OMEGA บนข้อมือเหล่าซุปตาร์ในงาน Critics Choice Awards ครั้งที่ 31
First Watch (นาฬิกาเรือนแรก): เริ่มต้นเส้นทางนักสะสมกับ 5 นาฬิการะดับเริ่มต้นที่ดีที่สุดสำหรับปี 2026

Czapek Faubourg de Cracovie จิตวิญญาณแห่งการแข่งรถและความวิจิตรของงานฝีมือ Guilloché บนหน้าปัดสี Victory Green

นาฬิกาโครโนกราฟสุดหรูที่นำเอาสีเขียวสไตล์เรซซิ่งมาผสานกับหน้าปัด Guilloché มือระดับโลก และกลไกความถี่สูง 5Hz ที่แม่นยำที่สุด

ในโลกของนาฬิกาอิสระระดับสูง ชื่อของ Czapek & Cie เปรียบเสมือนสัญลักษณ์ของการฟื้นคืนชีพประวัติศาสตร์อันรุ่งโรจน์ของช่างนาฬิกาชาวโปแลนด์ผู้เคยเป็นพันธมิตรกับ Antoine Norbert de Patek โดยแบรนด์ในยุคปัจจุบันได้สร้างชื่อเสียงผ่านการผสมผสานดีไซน์ที่หรูหราเข้ากับกลไกที่ล้ำสมัย และรุ่น Faubourg de Cracovie “Crossroads” Victory Green คือตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุดของการนำแรงบันดาลใจจากสนามแข่งรถในอดีตมาถ่ายทอดผ่านงานฝีมือหน้าปัดแบบดั้งเดิมที่หาได้ยากในปัจจุบัน

จุดเด่นที่ดึงดูดสายตาที่สุดของนาฬิกาเรือนนี้คือหน้าปัดสี Victory Green หรือสีเขียวแห่งชัยชนะ ซึ่งเป็นการใช้เทคนิคการสลักลายด้วยมือที่เรียกว่า Hand-turned Guilloché โดยใช้ลาย “Crossroads” หรือลายก้างปลาที่มีความซับซ้อนและให้มิติที่ลึกซึ้งเมื่อแสงตกกระทบ ลวดลายนี้สื่อถึงเส้นทางที่ตัดกันในสนามแข่งรถและจิตวิญญาณของผู้ที่กล้าจะเลือกเส้นทางของตัวเอง การสลักลายนี้ทำขึ้นบนหน้าปัดที่ทำจากเนื้อเงินแท้ (Sterling Silver) และเคลือบด้วยเทคนิค Flinqué เพื่อให้ได้สีเขียวที่สดใสและมีประกายเงางามอย่างเป็นเอกลักษณ์

ภายใต้ตัวเรือนสเตนเลสสตีลขนาด 41.5 มม. ที่ออกแบบมาอย่างสมมาตรและโค้งมนรับกับข้อมือ คือขุมพลังของกลไก Calibre SXH3 ซึ่งเป็นกลไกโครโนกราฟแบบ Integrated ที่มีความถี่สูงถึง 5 Hz หรือ 36,000 รอบต่อชั่วโมง ความถี่ที่สูงขนาดนี้ไม่เพียงแต่ทำให้เข็มวินาทีโครโนกราฟเคลื่อนที่ได้อย่างราบรื่นราวกับความฝัน ยังช่วยเพิ่มความแม่นยำในการจับเวลาถึงระดับ 1/10 วินาที โดยกลไกนี้ยังได้รับการรับรองความแม่นยำระดับ COSC และใช้ระบบ Column Wheel พร้อม Vertical Clutch เพื่อให้การกดปุ่มโครโนกราฟนั้นนุ่มนวลและแม่นยำในทุกครั้งที่ใช้งาน

Czapek Faubourg de Cracovie Crossroads Victory Green ไม่ใช่นาฬิกาสปอร์ตโครโนกราฟทั่วไปที่เน้นเพียงความทนทาน เพราะนี่คืองานศิลปะที่รวมเอาประวัติศาสตร์ ความสวยงามของงานฝีมือ และวิศวกรรมระดับโลกเข้าด้วยกันอย่างลงตัว ตัวเรือนถูกออกแบบมาให้ใส่สบายด้วยสายหนังจระเข้หรือสายยางที่รับกับโครงสร้างของขาตัวเรือนอย่างแนบเนียน ทำให้เรือนเวลาชุดนี้เหมาะสำหรับนักสะสมที่มองหาความแตกต่างอย่างมีระดับ และต้องการนาฬิกาที่มีเรื่องราวลึกซึ้งซ่อนอยู่ภายใต้ทุกรายละเอียดของหน้าปัดที่สลักด้วยมือ

ข้อมูลทางเทคนิค
  • ชื่อรุ่น: Faubourg de Cracovie “Crossroads” Victory Green
  • ตัวเรือน: Stainless Steel (ขนาด 41.5 mm หนา 14.6 mm) กระจก Sapphire ทรงกล่องเคลือบสารกันสะท้อน
  • หน้าปัด: Hand-turned Guilloché ลาย “Crossroads” บนพื้นเงินแท้ สีเขียว Victory Green Flinqué
  • ฟังก์ชั่น: โครโนกราฟจับเวลา (ชั่วโมง นาที วินาที) บอกวันที่ที่ตำแหน่ง 6 นาฬิกา กันน้ำ 50 เมตร
  • กลไก: Calibre SXH3 (Automatic High-Beat 36,000 vph) ระบบ Column Wheel, COSC Certified สำรองพลังงาน 65 ชั่วโมง
  • สาย: สายหนังจระเข้สีดำ หรือสายยางดีไซน์พิเศษ พร้อมตัวล็อกแบบบานพับ

อ่านบทความเพิ่มเติมได้ที่:

Lederer Inverto Titanium เผยความงามบริสุทธิ์ของกลไกผ่านตัวเรือนไทเทเนียมโครงสร้างโปร่งใส
Slim d’Hermès Hippocampe การเดินทางสู่ความลึกของศิลปะหัตถกรรม
HYT S1 Seddiqi 75th Anniversary การรวมตัวของสุดยอดนวัตกรรมและความมั่งคั่งแห่งดูไบ