The Collectibles คือโปรแกรมภายในของ Jaeger-LeCoultre ที่อุทิศตนให้กับการเสาะหา บูรณะ และนำเสนอเรือนเวลาหายากระดับพิพิธภัณฑ์จากยุคทองของการประดิษฐ์นาฬิกา เพื่อเป็นการเฉลิมฉลองความคิดสร้างสรรค์ที่มีมาอย่างยาวนานเกือบ 200 ปี โปรแกรมนี้ได้เน้นย้ำถึงมรดกของ La Grande Maison ผ่านการคัดสรรนาฬิกาที่เป็นเอกลักษณ์รวม 17 รุ่น
เมื่อสีฟ้าประจำตัวของ George Russell มาอยู่บนตัวเรือนเซรามิกสีดำสุดแกร่งจาก IWC
IWC Schaffhausen สานต่อสายสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นกับโลกแห่งความเร็วด้วยการเปิดตัวเรือนเวลาผลงานคอลแลบบอเรชันล่าสุดร่วมกับ George Russell นักแข่งดาวรุ่งจากทีม Mercedes-AMG Petronas Formula One ในรุ่น Pilot’s Watch Chronograph 41 George Russell (Ref. IW389411) ที่มาพร้อมภาพลักษณ์ดุดันและสีสันอันเป็นเอกลักษณ์ของยอดนักแข่งชาวอังกฤษ
ดีไซน์ที่สะท้อนตัวตนของ GR63
ความโดดเด่นของนาฬิการุ่นนี้อยู่ที่การเลือกใช้โทนสี George Russell Blue ซึ่งเป็นสีฟ้าเฉดเดียวกับที่ปรากฏบนหมวกกันน็อกคู่ใจของเขา สีฟ้านี้ถูกนำมาใช้ตกแต่งทั้งบนรายละเอียดของหน้าปัด เข็มนาฬิกา และสายยางคุณภาพสูง นอกจากนี้บริเวณฝาหลังไทเทเนียมยังมีการสลักหมายเลข 63 ซึ่งเป็นหมายเลขประจำตัวในการแข่งขันของ Russell ที่เขาใช้มาตั้งแต่สมัยแข่งรถคาร์ทจนถึงปัจจุบัน
Breitling จับมือ Aston Martin เปิดตัว Navitimer B01 F1 Team Limited Edition
Breitling เข้าร่วมการแข่งขันฟอร์มูล่าวันผ่านการสร้างความร่วมมือระยะยาวในหลากหลายช่องทางร่วมกับ Aston Martin และทีม Aston Martin Aramco Formula One
มีหลายสิ่งที่ผู้คนต่างชื่นชมในตัว Georges Kern ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ Breitling หนึ่งในนั้นคือความเฉียบแหลมในการจับกระแสความนิยมของยุคสมัย เริ่มตั้งแต่สมัยที่เขาอยู่ที่ IWC ซึ่งเขาได้เปลี่ยนแบรนด์ให้กลายเป็นมหาอำนาจระดับโลก และในปัจจุบันที่ Breitling ซึ่งเขาเป็นผู้วางกลยุทธ์ House of Brands ที่ประกาศไปเมื่อปีที่แล้ว
การประกาศล่าสุดของ Breitling เพื่อเริ่มต้นปี 2026 คือข้อพิสูจน์ในเรื่องนี้ได้เป็นอย่างดี โดยแบรนด์ได้จับมือกับ Aston Martin และทีม Aston Martin Aramco Formula One ในฐานะพันธมิตรผู้ผลิตนาฬิกาอย่างเป็นทางการ ซึ่งถือเป็นการรุกเข้าสู่สนามแข่ง F1 ที่เต็มไปด้วยความเร็วและการเดิมพันสูงอย่างเต็มตัว ความร่วมมือครั้งนี้ถูกกำหนดให้เป็นพันธมิตรระยะยาวในหลากหลายแพลตฟอร์ม ซึ่งครอบคลุมถึงการเปิดตัวผลิตภัณฑ์ การจัดกิจกรรมร่วมกัน การจัดพื้นที่สำหรับ Aston Martin โดยเฉพาะในบูติกกว่า 300 แห่งทั่วโลก และจะแผ่ขยายไปทั่วทั้งจักรวาลของ Aston Martin และทีม Aston Martin Aramco Formula One
แฟนๆ ของทั้ง Breitling และ Aston Martin สามารถคาดหวังได้มากกว่าเพียงแค่การติดสติกเกอร์บนรถแข่งในการเป็นพันธมิตรแบบครบวงจรครั้งนี้ และสิ่งแรกที่จะเปิดตัวออกมาคือ Navitimer B01 Chronograph 43 Aston Martin Aramco Formula One Team ที่มาในรูปลักษณ์เท่และสุขุมด้วยวัสดุไทเทเนียมน้ำหนักเบา
แต่แบรนด์เองก็มีประวัติศาสตร์อันยาวนานร่วมกับยานยนต์และมอเตอร์สปอร์ต รวมถึงมีแฟนพันธุ์แท้ในแวดวงเหล่านั้นด้วยเช่นกัน ย้อนกลับไปในยุค 60 นักแข่ง F1 อย่าง Graham Hill และ Jim Clark ต่างเคยคว้าแชมป์โลก F1 มาแล้วคนละสองสมัย ทั้งคู่ขับเครื่องบินส่วนตัวขนาดเล็ก และแน่นอนว่าเป็นไปตามที่คาดไว้ พวกเขาสวมใส่ Breitling Navitimer
ในขณะเดียวกัน การเป็นพันธมิตรครั้งใหม่ของ Breitling ยังได้ใช้ประโยชน์จากชื่อเสียงอันเก่าแก่ในโลกยานยนต์ของชื่อแบรนด์ Aston Martin โดย Kern ได้เน้นย้ำถึงความคล้ายคลึงกันระหว่างสองแบรนด์ว่า Aston Martin สร้างสรรค์รถยนต์ที่ให้ความสำคัญกับภาพลักษณ์ที่โดดเด่นพอๆ กับสมรรถนะ เรามีมรดกทางวัฒนธรรมในการออกแบบที่เป็นเอกลักษณ์เหมือนกัน ทุกเส้นสาย การตกแต่ง และสัดส่วนล้วนมีจุดประสงค์ ไม่มีสิ่งใดที่ถูกปล่อยให้เป็นเรื่องของความบังเอิญ
แท้จริงแล้ว ทั้งสองแบรนด์มีประวัติศาสตร์ร่วมกันย้อนไปถึงปี 1965 เมื่อรุ่น Top Time ของ Breitling กลายเป็นนาฬิกาเรือนแรกที่ได้รับการปรับแต่งโดย Q สำหรับ James Bond ซึ่งรับบทโดย Sean Connery ในภาพยนตร์เรื่อง Thunderball และราวกับโชคชะตากำหนดไว้ รถคู่ใจของ 007 ในการปรากฏตัวบนจอเงินครั้งนั้นก็คือ Aston Martin DB5 อันเป็นเอกลักษณ์
Aston Martin และ Breitling ต่างเคยมีเส้นทางที่บรรจบกันในช่วงเวลาสำคัญทั้งในด้านการออกแบบและวัฒนธรรม Adrian Hallmark ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ Aston Martin กล่าว การเป็นพันธมิตรครั้งนี้คือการแสดงออกที่สมบูรณ์แบบถึงความเป็นเลิศ ความเชี่ยวชาญในการออกแบบ และสมรรถนะ ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญในทุกผลิตภัณฑ์ที่อยู่ภายใต้ชื่อ Aston Martin
ความร่วมมือกับ Aston Martin จะมุ่งเน้นไปที่สามเสาหลัก ได้แก่ เสาหลักด้านฟอร์มูล่าวันที่มีเทคโนโลยีขั้นสูง เสาหลักด้านมรดกที่นำเอกลักษณ์ของแบรนด์อย่างรุ่น DB5 มาใช้ และเสาหลักสุดท้ายคือกลุ่มรถยนต์สมรรถนะสูงระดับอัลตร้าลักชัวรี Kern กล่าวว่า คุณจะได้เห็นผลิตภัณฑ์ที่แตกต่างกันโดยสิ้นเชิงสามประเภทในตลาด ซึ่งครอบคลุมทั้งสามเซกเมนต์นี้ และนั่นคือสิ่งที่ทำให้การเป็นพันธมิตรครั้งนี้มีความหลากหลายและเข้มข้น
เมื่อพิจารณาว่าความนิยมของฟอร์มูล่าวันกำลังอยู่ในจุดสูงสุด จึงเป็นเรื่องที่เข้าใจได้ว่าทำไมพื้นที่นี้จึงมีความดึงดูดใจอย่างยิ่งสำหรับแบรนด์ เมื่อปีที่แล้วฟอร์มูล่าวันรายงานว่ามีฐานแฟนคลับทั่วโลกสูงถึง 827 ล้านคน เพิ่มขึ้นร้อยละ 12 เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า โดยมีกลุ่มแฟนคลับรุ่นใหม่ที่มีความหลากหลายมากกว่าที่เคย ความสำเร็จอย่างล้นหลามของซีรีส์ Drive to Survive ทาง Netflix ที่ดำเนินมาถึงซีซันที่ห้า และภาพยนตร์ F1 ที่นำแสดงโดย Brad Pitt เมื่อปีที่แล้ว ยังช่วยกระตุ้นกระแสความนิยมของฟอร์มูล่าวันให้พุ่งสูงขึ้น จนในปัจจุบันฟอร์มูล่าวันกลายเป็นลีกกีฬาที่ได้รับความนิยมมากที่สุดในโลก โดยมีฐานแฟนคลับมากกว่าคู่แข่งที่ใหญ่ที่สุดลำดับถัดไปอย่าง NBA ถึงร้อยละ 11.4
แคมเปญ Breitling x NFL
การเป็นพันธมิตรของ Breitling กับ NFL ที่ประกาศไปเมื่อปีที่แล้ว ช่วยให้แบรนด์เข้าถึงกีฬายอดนิยมที่สุดของอเมริกาได้สำเร็จ ดังนั้น F1 จึงเป็นก้าวต่อไปที่สมเหตุสมผลในการเข้าถึงกลุ่มผู้ชมในระดับสากลที่กว้างขวางและยิ่งใหญ่กว่าเดิม เมื่อรวมเข้ากับชื่อชั้นของ Aston Martin ซึ่ง Kern ให้ความเห็นว่าเป็นแบรนด์ที่แข็งแกร่งในประเทศจีนและตลาดอื่นๆ ในเอเชีย จึงทำให้ Breitling อยู่บนเส้นทางสู่การครอบครองความเป็นหนึ่งในระดับโลก
การเริ่มต้นพันธมิตรในครั้งนี้คือรุ่น Navitimer B01 Chronograph 43 Aston Martin Aramco Formula One Team นาฬิกาที่สร้างความโดดเด่นบนข้อมือด้วยขนาดตัวเรือน 43 มิลลิเมตร ซึ่งเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวของ Breitling แต่การเชื่อมโยงระหว่างทั้งสองแบรนด์นั้นทำออกมาได้อย่างมีรสนิยมและแนบเนียน มากกว่าที่จะนำเสนอแบบโจ่งแจ้ง นอกเหนือจากตราสัญลักษณ์ Aston Martin บนฝาหลังแล้ว คุณจะต้องพิจารณาให้ใกล้ชิดยิ่งขึ้นเพื่อที่จะจำแนกรหัสลับต่างๆ ที่ช่วยเสริมความแข็งแกร่งให้กับสายสัมพันธ์บนสนามแข่งในครั้งนี้
นาฬิกา Breitling Navitimer B01 Chronograph 43 สำหรับทีม Aston Martin Aramco Formula One
เข็มวินาทีโครโนกราฟสีเขียวมะนาว (Lime) ซึ่งหยิบมาจากสีสันบนตัวรถของทีม Aston Martin Aramco คือสิ่งที่สังเกตเห็นได้ชัดเจนที่สุด ตัวเรือนผลิตจากไทเทเนียมน้ำหนักเบา ซึ่งถือเป็นครั้งแรกที่มีการนำวัสดุนี้มาใช้กับคอลเลกชัน Navitimer ส่วนสายหนังปั๊มลายได้รับแรงบันดาลใจจากชุดสายรัดนิรภัยสำหรับแข่งรถ โดยเลือกใช้สีเขียว Aston Martin Racing Green เฉพาะบริเวณด้านหลังสายเท่านั้น ไม่ใช่ด้านหน้า พร้อมตกแต่งขอบสายด้วยสีเขียวมะนาวที่ดูสะดุดตา
Navitimer B01 Chronograph 43 Aston Martin Aramco Formula One Team ขับเคลื่อนด้วยกลไก Manufacture Caliber B01 ของ Breitling ซึ่งเป็นกลไกโครโนกราฟแบบไขลานอัตโนมัติที่สั่งการผ่านระบบคอลัมน์วีล (Column-wheel) และมีสำรองพลังงานอย่างเต็มอิ่มถึง 70 ชั่วโมง นาฬิการุ่นดังกล่าวผลิตในจำนวนจำกัดเพียง 1,959 เรือน เพื่อเป็นการระลึกถึงปีที่ Aston Martin ก้าวเข้าสู่การแข่งขันฟอร์มูล่าความเป็นครั้งแรก
รายละเอียดทางเทคนิค Breitling Navitimer B01 Chronograph 43 Aston Martin Aramco Formula One Team
ด้วยการประยุกต์พลิกแพลงใช้ลวดลาย Boucle ในแหวนหลากหลายรุ่นที่สื่อความรู้สึกแตกต่างกันไป ย่อมต้องอาศัยงานช่างฝีมือหลากหลายเทคนิคหลอมรวมกันเพื่อรังสรรค์จิวเวลรี่ขนาดเล็กที่ทุกรายละเอียดต้องการความประณีตบรรจงสูงสุด นับตั้งแต่การขึ้นแบบ งานหล่อโครงสร้าง การเก็บรายละเอียด การตกแต่งตำแหน่งรองรับงานฝังอัญมณีตลอดโค้งสัณฐาน งานขัดผิวที่ต้องคำนึงถึงอุปกรณ์ที่เลือกใช้เพื่อให้ได้ผลลัพธ์น่าพึงพอใจสูงสุด การประดับอัญมณีผ่านฝีมืออันแม่นยำของช่างฝังอัญมณีที่ต้องฝังอัญมณีทีละเม็ดลงบนตัวเรือนทองฉลุโปร่งแบบที่เรียกว่า mise à jour โครงสร้างที่ช่วยให้แสงทะลุผ่านตกกระทบกับอัญมณีจนเกิดประกายระยิบระยับ
ในการคัดสรรเพชรมาประดับบนผลงานชิ้นเอก Van Cleef & Arpels จะเลือกคัดเฉพาะเพชรเกรดสูงสุดในส่วนของสีเพชรคัดเฉพาะระดับ D – F เท่านั้น และในส่วนความบริสุทธิ์ของน้ำอยู่ในระดับ IF – VVS โดยผู้เชี่ยวชาญด้านอัญมณีประจำเมซงจะใช้สายตาประเมินเพชรแต่ละเม็ดโดยอิงเกณฑ์มาตรฐานสากล และยังใช้เกณฑ์กำหนดเฉพาะให้ตรงตามรสนิยมของเมซง
นาฬิกา Spirit of Big Bang แห่งปีมะเมียที่ผสมผสานวัสดุคาร์บอนและเทคนิค marquetry ได้อย่างทรงพลัง
หลังจากเมื่อปีมะโรงที่ผ่านมา Hublot ได้ส่งนาฬิกา Spirit of Big Bang Titanium Dragon แห่งปีมังกรมาร่วมฉลองปีนักษัตรจีนได้อย่างวิจิตรตระการตา ปีมะเมียนี้จึงขอต่อยอดด้วยนาฬิการุ่นพิเศษฉลองตรุษจีนที่ยังคงเลือกรุ่น Spirit og Big Bang มาถ่ายทอดเทคนิค marquetry ผ่านวัสดุคาร์บอนได้อย่างร่วมสมัย
‘ม้า-มังกร’ พลังงานแห่งการทะยานสู่อนาคต
เป็นที่ทราบกันดีว่า ปีมะเมียนี้เป็นปีแห่ง ‘ม้าไฟ’ พลังงานที่มุ่งทะยานสู่เป้าหมายข้างหน้าอย่างแข็งขัน Hublot ซึ่งเป็นแบรนด์นาฬิกาที่ไม่เคยหยุดนิ่งจึงหยิบยืมจิตวิญญาณแห่งม้า-มังกร มาเป็นตัวแทนสื่อสารการก้าวไปข้างหน้าอย่างไม่หยุดยั้งของแบรนด์ ซึ่งลวดลายม้า-มังกรที่ถ่ายทอดลงบนหน้าปัดของนาฬิการุ่น Spirit of Big Bang ในครั้งนี้ต่างจากลวดลายมังกรในคราวก่อน เพราะเป็นเทคนิค marquetry ที่ตัดทอนให้ดูเรียบง่ายยิ่งขึ้น แต่ยังคงความกล้าแกร่งผ่านเส้นสายที่ดูพลิ้วไหวมีชีวิตชีวา ลายเส้นที่ถ่ายทอดตัวม้าได้รับแรงบันดาลใจจากศิลปะในรัชสมัยของราชวงศ์ถัง ม้า-มังกรที่ปรากฎโฉมบนหน้าปัดจึงแสดงถึงจิตวิญญาณของนักรบผู้กล้า หรูหราด้วยการตัดเส้นขอบทองบนล้อมรอบวัสดุคาร์บอนสีดำ
ในการประกอบขึ้นเป็นลวดลายดังกล่าว แผ่นคาร์บอนชิ้นเล็กๆ จะถูกจัดวางขึ้นลวดลายด้วยมืออย่างประณีตบรรจง ตัดขอบด้วยเส้นสายทองคำสามมิติที่ได้แรงบันดาลใจมาจากลวดลายการปักบนฉลองพระองค์สำหรับงานพระราชพิธีของจีนสมัยโบราณ ลวดลายที่รังสรรค์ขึ้นด้วยงานช่างฝีมืออันละเอียดอ่อนถูกติดตั้งลงบนหน้าปัดเคลือบแล็กเกอร์สีดำขลับบนตัวเรือนคาร์บอนทรงตอนโนขนาด 42 มม. อันเป็นเอกลักษณ์ของนาฬิกา Spirit of Big Bang มอบงานศิลปะที่ดูสง่างามและเปี่ยมด้วยพลังงานบนนาฬิกาสปอร์ตหรูที่ดูร่วมสมัย จับคู่กับสายที่มีทางเลือกสองแบบระหว่างสายหนังลูกวัวสีดำที่ดูหรูหรา กับสายยางสีดำที่ดูแอ็คทีฟ
พลังขับเคลื่อนอันทรงประสิทธิภาพ
แน่นอนว่า นาฬิกาแห่งปีม้าไฟที่ทะยานไปข้างหน้าด้วยความมุ่งมั่น ย่อมต้องขับเคลื่อนด้วยกลไกที่ทรงอาณุภาพไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน Spirit of Big Bang Year of the Horse จึงเลือกใช้กลไกไขลานอัตโนมัติ MHUB1710 ที่ขึ้นชื่อในคุณสมบัติด้านความเสถียรในการจ่ายพลังงาน และสามารถสำรองพลังงานได้ถึง 50 ชั่วโมง เชื่อถือได้ในความเที่ยงตรงและความทรงพลังที่ขับเคลื่อนอยู่เบื้องหลังนาฬิกาที่สวมจิตวิญญาณม้า-มังกรที่พร้อมทะยานสู่เป้าหมายเบื้องหน้าอย่างไม่ย่อท้อ
ตัวเรือนขนาด 38 mm เป็นขนาดที่คล่องตัวและมีความเป็น Field Watch ขนานแท้ ดูไม่โอ้อวดแต่เปี่ยมด้วยประสิทธิภาพ สื่อถึงผู้นำที่ใช้ความสามารถจริงในการพิสูจน์ตนเอง
ความพิเศษของรุ่น Murph เปรียบเสมือนสติปัญญาที่เฉียบคมและการมองเห็นสิ่งที่คนอื่นมองไม่เห็นของชาวพฤศจิกายน การสวมใส่ Hamilton Murph จะช่วยเสริมความมั่นใจและ พลังแห่งการตัดสินใจ สีดำและสีทองวินเทจบนข้อมือจะช่วยสร้างออร่าแห่งความน่าเกรงขาม ทำให้คุณดูเป็นคนที่น่าค้นหาและมีความเป็นผู้ใหญ่สูง
Louis Erard มาพร้อมการปฏิวัติทางความคิดผ่านหน้าปัดนาฬิกาจากผลงานระดับมาสเตอร์พีซของ Monica Bonvicini
ในโลกของนาฬิกาที่มักจะนำเสนอความเหนือระดับและความเป็นเจ้าของ Louis Erard แบรนด์นาฬิกาอิสระจากสวิตเซอร์แลนด์กลับเลือกที่จะสร้างแรงสั่นสะเทือนผ่านการตั้งคำถามที่แหลมคม โดยครั้งนี้พวกเขาจับมือกับ Monica Bonvicini ศิลปินร่วมสมัยชื่อดังผู้มีชื่อเสียงในการสร้างสรรค์ผลงานที่วิพากษ์วิจารณ์เรื่องอำนาจ สถาปัตยกรรม และความสัมพันธ์ทางสังคม ผลลัพธ์ที่ได้คือนาฬิการุ่นพิเศษที่ใช้ชื่อว่า Not For You ซึ่งเป็นงานศิลปะที่สวมใส่ได้และกระตุ้นให้ผู้คนต้องหยุดคิดทุกครั้งที่มองเวลา
หัวใจสำคัญของนาฬิกาเรือนนี้คือหน้าปัดที่มีความเงาวาวราวกับกระจก ซึ่งถูกประดับด้วยข้อความตัวอักษรพิมพ์ใหญ่คำว่า NOT FOR YOU อย่างโดดเด่น ข้อความนี้ไม่ได้เป็นเพียงประโยคที่ปรากฏขึ้นมาลอยๆ เท่านั้น เพราะได้รับแรงบันดาลใจมาจากผลงานไฟนีออนชื่อดังของ Bonvicini ในปี 2002 การนำวลีที่ดูเหมือนเป็นการปฏิเสธมาวางไว้บนสินค้าลักชูรีที่ผู้คนต้องการครอบครอง เป็นการแสดงออกถึงความย้อนแย้งที่ทรงพลังและเป็นการตั้งคำถามถึงนิยามของความเอ็กซ์คลูซีฟในโลกปัจจุบัน
ภายในขับเคลื่อนด้วยกลไกอัตโนมัติรหัส SW261-1 ที่ขึ้นชื่อเรื่องความเที่ยงตรงและทนทาน การเลือกใช้กลไกคุณภาพดีควบคู่ไปกับงานดีไซน์ที่ท้าทายแรงบันดาลใจเดิมๆ ทำให้ Louis Erard x Monica Bonvicini Not For You กลายเป็นของสะสมที่ก้าวข้ามขีดจำกัดของเครื่องบอกเวลาไปสู่สถานะของวัตถุทางศิลปะ นี่คือชิ้นงานสำหรับนักสะสมที่หลงใหลในความกล้าหาญของการตั้งคำถามถึงคุณค่าและสถานะทางสังคมผ่านศิลปะร่วมสมัย
ข้อมูลทางเทคนิค
ชื่อรุ่น: Louis Erard x Monica Bonvicini Not For You
ความพิเศษของโปรเจกต์นี้ยังอยู่ที่การใส่รายละเอียดส่วนตัวของศิลปินลงไปในทุกจุดของนาฬิกา ไม่ว่าจะเป็นเม็ดมะยมที่ได้รับแรงบันดาลใจมาจากล้อสเก็ตบอร์ดซึ่งเป็นความหลงใหลส่วนตัวของศิลปิน หรือขอบหน้าปัดลายกระดูกที่ตอกย้ำความเท่และดุดันในสไตล์สตรีทอาร์ต ทั้งหมดนี้ถูกบรรจุลงบนตัวเรือนตระกูล SKX Series ขนาด 42.5 มิลลิเมตรที่นักสะสมให้ความเชื่อมั่นในเรื่องความทนทานและการสวมใส่ที่พอดีกับข้อมือ
นอกจากตัวนาฬิกาแล้ว ประสบการณ์ที่ผู้ครอบครองจะได้รับยังรวมไปถึงการออกแบบบรรจุภัณฑ์ที่ให้ความรู้สึกเหมือนการเปิดกล่อง Art Toy เพื่อลุ้นตัวละครซีเคร็ท โดยในชุดจะมาพร้อมกับสายนาโต้สีเขียวมินต์เพื่อการมิกซ์แอนด์แมตช์ที่หลากหลาย นาฬิการุ่นนี้ผลิตจำกัดเพียง 1,000 เรือนและวางจำหน่ายเฉพาะในประเทศไทยเท่านั้น ซึ่งถือเป็นโอกาสสำคัญสำหรับนักสะสมที่ต้องการครอบครองงานศิลปะที่สามารถสวมใส่ได้จริงและบอกเล่าเรื่องราวของจิตวิญญาณได้อย่างตรงไปตรงมา
ข้อมูลทางเทคนิค
ชื่อรุ่น: Seiko 5 Sports x POORBOY Limited Edition รหัส SRPM17K
หลังจากเราได้เห็นโฉมใหม่ของบูติก Patek Philippe โดย PMT The Hour Glass มาสักพัก ในที่สุดบูติกอันสง่างามก็ฤกษ์ตัดริบบิ้นเปิดตัวอย่างยิ่งใหญ่ โดยมี Thierry Stern ประธานแห่ง Patek Philippe บินตรงมาร่วมแสดงความยินดีในวาระเปิดตัวบูติกแห่งใหม่นี้ พร้อมทั้ง Deepa Chatrath กรรมการผู้จัดการ Patek Philippe ประจำภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ร่วมด้วย Michael Tay กรรมผู้จัดการแห่งกลุ่มบริษัท The Hour Glass และชฎาทิพ จูตระกูล ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มบริษัทสยามพิวรรธน์ ร่วมแสดงความยินดีต่อความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้น และการเปิดตัวหมุดหมายใหม่ในการต่อยอดวัฒนธรรมนาฬิกาในประเทศไทย
ความสัมพันธ์บนความไว้วางใจและวิสัยทัศน์ร่วมกัน
ตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา Patek Philippe และ PMT The Hour Glass ต่างมีบทบาทสำคัญในการหล่อหลอมและยกระดับวัฒนธรรมการสะสมนาฬิกา ตลอดจนศิลปะแห่งการประดิษฐ์เรือนเวลาในประเทศไทย การเปิดบูติกแห่งใหม่ บนพื้นที่กว่า 290 ตารางเมตร ณ ศูนย์การค้าสยามพารากอน ซึ่งเป็นแลนด์มาร์คระดับโลก จึงนับเป็นอีกหนึ่งก้าวที่สำคัญในการร่วมกันขับเคลื่อนอุตสาหกรรมนาฬิกาชั้นสูงในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
“บูติกแห่งใหม่นี้เป็นสัญลักษณ์ของความตั้งใจร่วมกับ Patek Philippe ในการสร้างประสบการณ์ที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้นให้นักสะสม ที่นี่ไม่ได้เป็นแค่พื้นที่รีเทล แต่คือจุดบรรจบของศิลปะ วัฒนธรรม งานฝีมือ และศาสตร์แห่งการประดิษฐ์นาฬิกา โอกาสนี้ยังเป็นการเฉลิมฉลองความผูกพันอันยาวนานระหว่างตระกูลสเติร์น และครอบครัวของผม ซึ่งเริ่มต้นมาตั้งแต่ปี 2538 และสะท้อนวิสัยทัศน์ที่มีร่วมกันในการสืบสานศิลปะแห่งนาฬิกาชั้นสูงให้คงอยู่ต่อไปในอนาคต”
ณรัณ ธรรมาวรานุคุปต์ – กรรมการผู้จัดการ PMT The Hour Glass
เช่นเดียวกับ Deepa Chatrath กรรมการผู้จัดการ Patek Philippe ประจำภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่เล็งเห็นถึงความสำคัญของตลาดนาฬิกาชั้นสูงในประเทศไทย และเชื่อมั่นในความสัมพันธ์ที่มีพื้นฐานอยู่บนความไว้วางใจอันยาวนานที่มีต่อ PMT The Hour Glass และพร้อมร่วมมือกันถ่ายทอดความประณีต เจตนารมณ์ และเผยแพร่มรดกอันทรงคุณค่าที่ส่งต่อกันมาจากรุ่นสู่รุ่นให้นักสะสมชาวไทยได้สัมผัสอย่างลึกซึ้ง
การตกแต่งที่แวดล้อมด้วยงานศิลป์ชั้นสูง
บูติกแห่งนี้ถูกออกแบบอย่างพิถีพิถันเพื่อสะท้อนเอกลักษณ์ของ Patek Philippe ผสมผสานเข้ากับความเป็นไทยร่วมสมัยได้อย่างลงตัว พร้อมมอบการบริการที่เป็นเลิศเพื่อต้อนรับเหล่านักสะสมให้มาสัมผัสศิลปะการประดิษฐ์นาฬิกาชั้นสูง ผ่านคอลเลกชันที่หลากหลาย ตั้งแต่กลไกโครโนกราฟ ทูร์บิญอง ไปจนถึงนาฬิกาดาราศาสตร์อันซับซ้อน ซึ่งเผยให้เห็นความมหัศจรรย์ของโลกแห่งเวลาที่น่าหลงใหล คอลเลกชันต่างๆ ถูกจัดแสดงอย่างเป็นสัดส่วน พร้อมอวดโฉมความโดดเด่นในแบบฉบับของตัวเองได้อย่างเจิดจรัส
ทันทีที่ก้าวเข้าสู่บูติก ผู้มาเยือนจะได้ร่วมเดินทางผ่านไทม์ไลน์ที่รวบรวมเหตุการณ์สำคัญในประวัติศาสตร์ และนวัตกรรมเรือนเวลาของ Patek Philippe พร้อมบอกเล่าเรื่องราวมิตรภาพอันยาวนานระหว่างตระกูลธรรมาวรานุคุปต์ และสเติร์น ภายในบูติกมีการใช้โทนสีราสป์เบอร์รีที่มอบความรู้สึกอบอุ่นและโดดเด่น สอดประสานเข้ากับบรรยากาศอันเป็นเอกลักษณ์ของ Patek Philippe Salon ณ กรุงเจนีวา ได้อย่างกลมกล่อม
ส่วนด้านในสุดถูกออกแบบให้เป็นห้องส่วนตัวที่ใช้สำหรับโอกาสพิเศษ ภายในจัดแสดงผลงานศิลป์ “ค่านิยมสิบประการ (Ten Values)” ในรูปแบบภาษาไทย ควบคู่กับผลงานศิลปะแบบทริปทีคซึ่งได้รับแรงบันดาลใจมาจากนาฬิกา Dome Table Clock Ref. 1619M-001 “Holiday in Thailand” ซึ่งถ่ายทอดความเป็นไทยได้อย่างงดงามผ่านขบวนช้างหลวงและพระบรมมหาราชวัง สะท้อนถึงความเคารพต่ออัตลักษณ์ท้องถิ่นและความผูกพันอันยาวนานที่ Patek Philippe มีต่อประเทศไทย
ถ้าหากมีโอกาสลองแวะไปเยี่ยมชมเรือนเวลาที่เปี่ยมด้วยคุณค่าเหนือกาลเวลา พร้อมสัมผัสประสบการณ์ในโลกแห่ง Patek Philippe อย่างเต็มรูปแบบได้ที่ Patek Philippe บูติก สยามพารากอน ได้ที่ชั้น M ศูนย์การค้าสยามพารากอน
เมื่อความคลาสสิกถูกท้าทายด้วยอารมณ์ขันในโปรเจกต์ Lesson in Dress Watch Etiquette
ในขณะที่โลกของนาฬิกาสวิสมักจะเต็มไปด้วยความจริงจังและกฎระเบียบที่เคร่งครัด Raymond Weil แบรนด์นาฬิกาอิสระสัญชาติสวิสที่ยังคงดำเนินธุรกิจในรูปแบบครอบครัวมาอย่างยาวนาน กลับเลือกที่จะฉีกกฎเกณฑ์เหล่านั้นด้วยการร่วมมือกับ Romaric Andre หรือที่รู้จักกันในนาม seconde-seconde- ศิลปินผู้มีชื่อเสียงในการนำนาฬิกาหรูมาแต่งเติมอารมณ์ขันแบบเจ็บๆ คันๆ โดยในครั้งนี้พวกเขาได้หยิบเอารุ่น Toccata Heritage มาเป็นกระดานดำในการสอนบทเรียนว่าด้วยมารยาทการใส่นาฬิกาเดรสที่ชื่อว่า Lesson in Dress Watch Etiquette
โปรเจกต์นี้เริ่มต้นจากแนวคิดที่ว่านาฬิกาเดรสที่ดีควรมีกฎกติกาอย่างไรบ้าง เช่น ต้องไม่มีหน้าต่างวันที่ ต้องไม่มีพรายน้ำ และต้องมีความเรียบง่ายที่สุด แต่แทนที่จะเดินตามกฎเหล่านั้น Raymond Weil และ seconde-seconde- กลับเลือกที่จะประชดประชันกฎเกณฑ์ด้วยการใส่ลูกเล่นลงไปบนหน้าปัดทรงสี่เหลี่ยมสไตล์อาร์ตเดคโค ความโดดเด่นที่สุดคือการเปลี่ยนเข็มวินาทีหรือจุดเน้นบนหน้าปัดให้กลายเป็นกราฟิกรูปมือที่กำลังชูใบเหลืองครอบทับช่องหน้าต่างวันที่ เพื่อเป็นการลงโทษที่กล้าใส่ฟังก์ชั่นวันที่ลงไปในนาฬิกาเดรสสุดเนี้ยบเรือนนี้
ตัวเรือนของ Raymond Weil Toccata Heritage x seconde-seconde- มาในรูปทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้าผลิตจากสเตนเลสสตีลที่ขัดเงาอย่างประณีต หน้าปัดสีดำสนิทถูกแต่งแต้มด้วยตัวเลข 12 สีเหลืองสดใสที่เข้าคู่กับใบเหลืองบนหน้าปัด การเลือกใช้รูปทรงสี่เหลี่ยมที่มีความคลาสสิกสูงมาผสมผสานกับงานกราฟิกสมัยใหม่ที่ดูสนุกสนาน ทำให้ศิลปะบนข้อมือเรือนนี้ดูมีชีวิตชีวาและไม่น่าเบื่อเหมือนนาฬิกาเดรสทั่วไปในท้องตลาด
เรื่องราวของสองตำนาน Real Madrid และ Vulcain เมื่อแบรนด์จาก Le Locle มองเห็นพลังของฟุตบอลตั้งแต่ทศวรรษ 1930 และสร้างสายสัมพันธ์กับสเปนผ่าน André Didixien Ditisheim อดีตนักเตะของ Madrid FC ผู้กลายเป็นส่วนหนึ่งของประวัติศาสตร์สโมสร
ปี 1934 Vulcain ได้รับแต่งตั้งเป็นผู้จับเวลาอย่างเป็นทางการของ Real Madrid และมีบทบาทสำคัญต่อความสำเร็จในศึก Spanish Cup ตอกย้ำความแม่นยำที่กลายเป็นตำนานของ Vulcain Chronograph
เสียงปลุกระดับตำนานจากกลไก A. Schild ในร่างตัวเรือนไทเทเนียมดีไซน์ล้ำ
ในโลกของนาฬิกาอิสระที่มักเดินตามรอยความหรูหราแบบดั้งเดิม Tertium Quid กลับเลือกเส้นทางที่แตกต่างด้วยการนำเสนอ Model R นาฬิกาที่สามารถ “ส่งเสียง” ปลุกจิตวิญญาณของผู้สวมใส่ผ่านกลไกนาฬิกาปลุก (Alarm complication) ที่หาตัวจับได้ยากในยุคปัจจุบัน โดยหัวใจสำคัญของโปรเจกต์นี้คือการนำกลไกวินเทจอย่าง A. Schild AS 1475 ซึ่งเป็นหนึ่งในกลไกนาฬิกาปลุกที่ได้รับความเชื่อถือมากที่สุดในประวัติศาสตร์ กลับมาปรับแต่งใหม่ภายใต้รูปลักษณ์ที่ดูทันสมัยและเป็นเอกลักษณ์อย่างที่สุด
ที่น่าสนใจคือ หัวใจของความพิเศษใน Model R คือการออกแบบที่เน้น “Acoustics” หรือการเดินทางของเสียง ตัวเรือนขนาด 42.5 mm ผลิตจาก Grade 5 Titanium ซึ่งถูกเลือกมานั้นไม่ใช่เพียงเพราะความเบาและความแข็งแกร่งเท่านั้น ยังเป็นเพราะคุณสมบัติในการนำเสียงที่ยอดเยี่ยม การออกแบบตัวเรือนมีการเว้นช่องว่างและใช้โครงสร้างที่ช่วยให้เสียงกังวานของนาฬิกาปลุกมีความชัดใสและทรงพลัง เมื่อกลไกค้อนเคาะลงบนหลักเสียงภายใน คุณจะสัมผัสได้ถึงแรงสั่นสะเทือนและเสียงที่ไพเราะราวกับมีชีวิต ซึ่งเป็นเสน่ห์ที่นาฬิกาดิจิทัลหรือสมาร์ทวอทช์ไม่สามารถเลียนแบบได้
หน้าปัดของ Model R ถูกออกแบบภายใต้ปรัชญาความเรียบง่ายแต่แฝงด้วยรายละเอียดที่ซับซ้อน การจัดวางเข็มนาฬิกาและสเกลบอกเวลามีความสมมาตร โดยมีเข็มสีสันโดดเด่นทำหน้าที่ตั้งเวลาปลุก ดีไซน์โดยรวมมีความกึ่งสปอร์ตกึ่งฟิวเจอร์ริสติกที่เข้ากันได้ดีกับสายนาฬิกาแบบบูรณาการ (Integrated design) ทำให้ภาพรวมของนาฬิกาดูเป็นเนื้อเดียวกันตั้งแต่ตัวเรือนไปจนถึงสาย การเลือกใช้กลไกไขลานด้วยมือ AS 1475 ที่มีสองกระปุกลานแยกกัน (หนึ่งสำหรับบอกเวลา และหนึ่งสำหรับระบบปลุก) ยิ่งทำให้การปฏิสัมพันธ์ระหว่างเจ้าของและนาฬิกามีความใกล้ชิดกันมากขึ้นผ่านการหมุนเม็ดมะยมเพื่อสะสมพลังงานในทุกๆ วัน
สำหรับ Tertium Quid Model R เรือนนี้ นับเป็นเครื่องยืนยันถึงความหลงใหลในการรักษามรดกทางกลไกของโลกนาฬิกาให้คงอยู่ผ่านดีไซน์ที่ท้าทายกาลเวลา นี่คืองานศิลปะสำหรับนักสะสมที่ชื่นชอบความแปลกใหม่ และต้องการครอบครองชิ้นส่วนประวัติศาสตร์ที่ยังคงส่งเสียงกังวานได้จริงบนข้อมือในศตวรรษที่ 21
นาฬิการุ่น Son Mai (เซิน-หม่าย) คือความภาคภูมิใจล่าสุดของแบรนด์ ซึ่งเป็นการนำเทคนิคการทำเครื่องเขินโบราณของเวียดนามที่มีอายุกว่า 2,000 ปี มาสร้างสรรค์เป็นหน้าปัดนาฬิกาที่ไม่มีวันซ้ำกันในแต่ละเรือน โดยหน้าปัดรุ่น Royal Red นี้ผ่านกรรมวิธีที่ซับซ้อนอย่างยิ่ง เริ่มจากการที่ช่างฝีมือต้องทาแล็กเกอร์ทับซ้อนกันหลายชั้น และในแต่ละชั้นต้องรอให้แห้งสนิทก่อนจะขัดด้วยมืออย่างประณีต
ความพิเศษที่เหนือชั้นคือการวางแผ่นเงิน (Silver Leaf) ลงไปใต้ชั้นแล็กเกอร์สีแดงเข้ม เพื่อสร้างมิติที่เรียกว่า Frosted ซึ่งเมื่อแสงตกกระทบจะเห็นประกายระยิบระยับเหมือนเกล็ดน้ำแข็งบนใบไม้ในฤดูใบไม้ร่วง โดยใช้เฉดสีแดง Royal Red ที่ให้ความรู้สึกลุ่มลึก ทรงพลัง และสื่อถึงความมั่งคั่งตามความเชื่อตะวันออก
หากคุณกำลังมองหานาฬิกาที่เป็นมากกว่าเครื่องบอกเวลา แต่เป็นงานศิลปะที่เล่าเรื่องราว Awake Son Mai Royal Red คือคำตอบที่น่าสนใจอย่างยิ่ง ด้วยกระบวนการทำหน้าปัดด้วยมือ 100% ที่ทำให้แต่ละเรือนมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวไม่ซ้ำใคร อีกทั้งยังเป็นการรวมตัวกันของนวัตกรรมกลไกจากญี่ปุ่น ดีไซน์ที่โฉบเฉี่ยวจากฝรั่งเศส และงานฝีมือดั้งเดิมจากเวียดนามเข้าไว้ด้วยกันอย่างลงตัว ซึ่งในราคาระดับนี้ ถือเป็นเรื่องยากมากที่จะหาแบรนด์อื่นที่กล้าหยิบยกงานศิลปะชั้นสูงมาใส่ในนาฬิกาคุณภาพดีเช่นนี้ สรุปแล้วนาฬิกาเรือนนี้จึงเหมาะสำหรับคนที่เห็นคุณค่าในเวลาของช่างฝีมือ และต้องการความแตกต่างอย่างมีระดับบนข้อมือของตัวเองอย่างแท้จริง
ถ้าคุณคิดว่านาฬิกาปีม้าต้องดูอ่อนช้อยหรือเป็นสีทอง-แดงเสมอไป Breitling Top Time B01 “Shadow Rider” จะเปลี่ยนความคิดคุณทันที เรือนนี้คือการเจอกันของโลกนาฬิกาคลาสสิกกับจิตวิญญาณแห่งความเร็วที่ได้แรงบันดาลใจจาก Shadow Rider (หรืออัศวินแห่งความมืด) หน้าปัดดีไซน์แบบ “Zorro” ที่เป็นเอกลักษณ์ของตระกูล Top Time ถูกนำมาตีความใหม่ในโทนสีแอนทราไซต์และดำ ให้ความรู้สึกเหมือนอาชาสีหมอกที่พุ่งทะยานท่ามกลางความมืด
เรือนสุดท้ายในคอลัมน์ Must Have เอาใจสายวินเทจกับไอคอนยุค 70 ที่ถูกเติมเต็มด้วยพลังมงคลแบบจัดเต็ม เพื่อเป็นเรือนเวลาที่รวมความเฮงและความแม่นยำไว้ด้วยกันอย่างลงตัวที่สุด
ในโลกของนาฬิกาอิสระระดับสูง ชื่อของ Czapek & Cie เปรียบเสมือนสัญลักษณ์ของการฟื้นคืนชีพประวัติศาสตร์อันรุ่งโรจน์ของช่างนาฬิกาชาวโปแลนด์ผู้เคยเป็นพันธมิตรกับ Antoine Norbert de Patek โดยแบรนด์ในยุคปัจจุบันได้สร้างชื่อเสียงผ่านการผสมผสานดีไซน์ที่หรูหราเข้ากับกลไกที่ล้ำสมัย และรุ่น Faubourg de Cracovie “Crossroads” Victory Green คือตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุดของการนำแรงบันดาลใจจากสนามแข่งรถในอดีตมาถ่ายทอดผ่านงานฝีมือหน้าปัดแบบดั้งเดิมที่หาได้ยากในปัจจุบัน