Chopard L’Heure du Diamant Moonphase เมื่อความงามของดวงจันทร์รายล้อมด้วยประกายแสงดาว

Date:

เรือนเวลาหน้าปัดอเวนเจอรีนประดับเพชรที่จำลองท้องฟ้าในยามราตรีได้อย่างไร้ที่ติ

นาฬิกาที่มาพร้อมฟังก์ชัน Moonphase นั้นดูโรแมนติกเสมอ และช่วงเวลาที่ได้มองดวงจันทร์ค่อยๆ แปลงร่างจากจันทร์เสี้ยวจนกระทั่งได้เฉิดฉายเป็นดวงกลมสมบูรณ์ก็นับเป็นความอิ่มอกอิ่มใจเล็กๆ ของผู้ที่ได้ครอบครองนาฬิกาที่มีฟังก์ชันบอกข้างขึ้นข้างแรม และเราก็ได้พบกับนาฬิกาที่มอบความงามสง่าที่แฝงด้วยความโรแมนติกชนิดที่จับใจได้ตั้งแต่แวบแรกที่เห็น นั่นก็คือ  L’Heure du Diamant Moonphase จาก Chopard

ความสง่างามอันน่าค้นหา  

คอลเลกชัน L’Heure du Diamant ของ Chopard นั้นเป็นคอลเลกชันที่โอบรับความเป็นเฟมินีนถึงขีดสุด ด้วยเส้นสายโค้งของตัวเรือนทรงกลม และการประดับประดาด้วยอัญมณีซึ่งเป็นความเชี่ยวชาญเฉพาะทางของเมซง นี่จึงเป็นนาฬิกาที่สุภาพสตรีตกหลุมรักได้ในทุกรายละเอียด แต่มากกว่าแค่ความงดงามตราตรึงใจ การใส่คอมพลิเคชันที่มีความซับซ้อนสูงและสวยชวนฝันอย่างฟังก์ชัน Moonphase เข้าไปยิ่งทำให้นาฬิการุ่นล่าสุดมีเสน่ห์ดึงดูดใจ และมีความซับซ้อนในตัว ซึ่งถ้าเปรียบเป็นผู้หญิงสักคนคงเป็นผู้หญิงสวยสง่าและน่าค้นหา

ความงามในลักษณะที่กล่าวถึงแสดงออกผ่านตัวเรือนทรงกลมทำจากไวท์โกลด์ 18 กะรัต ที่มาจากแหล่งผลิตที่คำนึงถึงชุมชน อันเป็นค่านิยมที่ทางเมซงยึดมั่น ขอบตัวเรือนรวมถึงขาตัวเรือนฝังเพชรทรงกลมรวม 3.86 กะรัต ส่องประกายระยิบระยับล้อมรอบหน้าปัดอเวนเจอรีนสีน้ำเงิน ซึ่งเทคนิคการฝังเพชรดังกล่าวเรียกว่า Crown Setting ที่ช่วยเพิ่มการส่องผ่านของแสงให้เข้าสู่ตัวเพชรได้มากที่สุด เทคนิคนี้พัฒนาโดย Karl Scheufele โดยใช้ก้านหนีบรูปตัว V รองรับเพชรแต่ละเม็ดด้วยก้านที่โปร่งบางราวกับลูกไม้โปร่งแสง ทำให้เพชรอวดประกายพราวระยับได้อย่างเต็มที่ เทคนิคเดียวกันนี้ยังถูกนำมาใช้ในการประดับเพชรทรง Briolette ขนาด 5.50 มม. ลงบนเม็ดมะยมไวท์โกลด์อีกด้วย นับเป็นการนำความชำนาญของเมซงจิวเวลรี่มาปรับใช้กับนาฬิกาสุภาพสตรีที่บรรจุไว้ซึ่งคอมพลิเคชันอันแสนซับซ้อนและงดงามได้อย่างแยบยล 

แผ่นหน้าปัดทำจากอเวนเจอรีนสีน้ำเงินเข้มดุจท้องฟ้าในยามราตรีทำหน้าที่จำลองฉากหลังของจักรวาลได้อย่างไร้ที่ติ ความเงางามที่แฝงไว้ด้วยประกายระยิบระยับทุกอณูของแผ่นอเวนเจอรีนสีน้ำเงินที่รองรับหลักชั่วโมงเพชร เข็มนาฬิกา และฟังก์ชัน Moonphase ไม่เพียงแต่งดงามในตัวเอง แต่ยังส่งเสริมให้ทุกองค์ประกอบได้เจิดจรัสอย่างไม่น้อยไปกว่ากัน และหากใครพอจะเคยได้ยินเรื่องเล่าเกี่ยวกับกำเนิดของอเวนเจอรีนมาบ้าง คงจะยิ่งสัมผัสได้ถึงความน่าทึ่งของวัสดุที่มีประกายวาวระยับอยู่ในตัวชนิดนี้ เรื่องมีอยู่ว่าเมื่อครั้งศตวรรษที่ 17 ช่างเป่าแก้วคนหนึ่งบนเกาะมูราโน ประเทศอิตาลี เผลอทำเศษทองแดงตกลงไปในแก้วที่กำลังหลอม จนเกิดเป็นวัสดุใหม่ที่มีประกายระยิบระยับโดยไม่ได้ตั้งใจ นี่จึงเป็นที่มาของชื่อ ‘Aventurine’ ที่มาจากคำว่า ‘per avventura’ ที่ในภาษาอิตาเลียน แปลว่า ‘โดยบังเอิญ’ แต่การนำวัสดุชนิดนี้มาใช้ถ่ายทอดความงามของท้องฟ้าที่เต็มไปด้วยหมู่ดาวบนหน้าปัดของ L’Heure du Diamant Moonphase นั้นไม่ใช่ความบังเอิญอย่างแน่นอน 

ฟังก์ชัน Moonphase ที่ขับเคลื่อนด้วยกลไกชุดใหม่

นอกเหนือจากความงามประจักษ์ของนาฬิกา L’Heure du Diamant Moonphase คงต้องขอเจาะลึกลงไปในกลไกที่ขับเคลื่อนฟังก์ชันอันงดงาม ซึ่งนับเป็นครั้งแรกของคอลเลกชัน L’Heure du Diamant ที่มีการบรรจุกลไกที่มีความซับซ้อนเช่นนี้ลงไปในนาฬิกาสำหรับสุภาพสตรีที่มีขนาดตัวเรือนเล็กเพียงแค่ 35.75 มม. และมีความหนาเพียงแค่ 9.6 มม. ซึ่งกลไกอัตโนมัติ Chopard Calibre 09.02-C ซึ่งประกอบด้วยชิ้นส่วน 169 ชิ้น ขนาดเพียง 20.40 x 4.60 มม. ก็สามารถบรรจุอยู่ในตัวเรือน Ethical White Gold 18 กะรัตได้อย่างพอดิบพอดีเลยทีเดียว      

ฟังก์ชัน Moonphase ที่ขับเคลื่อนด้วยกลไกชุดใหม่ เลือกใช้จานแสดงข้างขึ้นข้างแรมทำจากอเวนเจอรีนเช่นเดียวกับหน้าปัด ซึ่งช่างนาฬิกาผู้เชี่ยวชาญของโรงงานผลิตกลไกของ Chopard ได้ปรับเทียบให้เส้นทางการเดินของดวงจันทร์มีความเที่ยงตรงในระดับดาราศาสตร์ โดยมีความคลาดเคลื่อนเพียง 57.2 วินาทีต่อหนึ่งรอบดวงจันทร์ ซึ่งหมายความว่า ต้องใช้เวลานานถึง 122 ปี กว่าที่จะแสดงผลต่างจากตำแหน่งจริงของดวงจันทร์ไปเพียงหนึ่งวัน และเมื่อนั้นฟังก์ชันนี้จึงจำเป็นต้องปรับตั้งใหม่

เรียกได้ว่า ถ้าคิดจะส่งมอบนาฬิกาเรือนนี้ไปยังรุ่นลูกรุ่นหลาน อย่าลืมกำชับเรื่องการปรับตั้งฟังก์ชันนี้ใหม่ภายในเวลาที่กำหนด เพราะภายในชั่วอายุของเราคงไม่ยาวนานพอที่จะมีโอกาสได้ปรับตั้งค่าด้วยตัวเอง    

ข้อมูลทางเทคนิค

  • รหัส: 139445-1001 
  • ตัวเรือน: ไวท์โกลด์ 18 กะรัต ขนาด 35.75 มม. กันนํ้าได้ 30 เมตร ขอบตัวเรือน
  • และขาตัวเรือนฝังเพชรทรงกลมรวม 3.86 กะรัต 
  • กลไก: ไขลานอัตโนมัติ Chopard 09.02-C สำรองพลังงาน 42 ชั่วโมง
  • ความถี่: 3.5 เฮิรตซ์/25,200 ครั้งต่อชั่วโมง   
  • หน้าปัด: อเวนเจอรีนสีนํ้าเงินเข้ม เข็มชั่วโมงและนาทีเคลือบโรเดียมทรงกรวย 
  • ตำแหน่งชั่วโมงและกรอบข้างขึ้นข้างแรมฝังเพชร 
  • ฟังก์ชัน: แสดงชั่วโมงและนาที  แสดงข้างขึ้นข้างแรม 
  • สาย: สายหนังจระเข้สีนํ้าเงินเข้ม หัวล็อกไวท์โกลด์ฝังเพชร 

อ่านบทความเพิ่มเติมได้ที่:

เฉลิมฉลองช่วงเวลาแห่งความสุขผ่านเรือนเวลา Blancpain รุ่นไอคอนิกที่ Revolution คัดสรรมาเพื่อคนที่คุณรัก

The Revolutionary List: 30 นาฬิกาผู้บุกเบิก – The Chopard L.U.C Full Strike

The Revolutionary List: 26 ผู้นำที่สร้างแรงบันดาลใจ – คาร์ล-ฟรีดริช ชอยเฟเล (Karl-Friedrich Scheufele)

Share post:

More like this

HYT Conical Tourbillon Midnight Blue เมื่อนวัตกรรมกลศาสตร์ของเหลวผสานความเลอค่าของทองคำ 5N ที่มีเพียง 8 เรือนทั่วโลก

HYT เผยโฉม Conical Tourbillon Midnight Blue นวัตกรรมไฮโดรเมคานิกส์ระดับไฮเอนด์ที่จับคู่ตัวเรือนทองคำ 5N เข้ากับไทเทเนียม DLC สีดำ ขับเน้นระบบของเหลวสีฟ้าและทูร์บิยองทรงกรวย ผลิตจำกัดเพียง 8 เรือนทั่วโลก

LOUIS MOINET MEMORIS DIAMONDS เผยโฉมนาฬิกาโครโนกราฟระดับไฮจิวเวลรี ลิมิเต็ดอิดิชันผลิตเพียงรุ่นละ 12 เรือนทั่วโลก

Louis Moinet เปิดตัว Memoris Diamonds เรือนเวลาโครโนกราฟไอคอนิกในตัวเรือน Red Gold 18K และ Titanium Grade 5 ที่โดดเด่นด้วยการเผยกลไกโครโนกราฟบนหน้าปัด ผสานการประดับเพชร VVS และไพลินสีน้ำเงินสุดประณีต

Franck Muller ถ่ายทอดความรักผ่าน 3 นาฬิกาสุดประณีต ต้อนรับเทศกาลวันแม่

สัมผัสความประณีตของ 3 เรือนเวลาไอคอนิกจาก Franck Muller ทั้ง Cintrée Curvex Gatsby, Crazy Hours x JISBAR และ Curvex CX Silhouette ที่สะท้อนคุณค่า ความตั้งใจ และความรักอันไร้กาลเวลาเนื่องในโอกาสวันแม่

หรูหรา คลาสสิก ยืดหยุ่นกว่าที่เคย กับ Baltic Aquascaphe MK2 เรือนเวลาดำน้ำสายวินเทจที่กลับมาพร้อมฟังก์ชั่นวันที่

Baltic เปิดตัว Aquascaphe MK2 รุ่นอัปเกรด เพิ่มฟังก์ชั่นวันที่ ณ ตำแหน่ง 6 นาฬิกาอย่างลงตัว มาพร้อมตัวเรือน 2 ขนาด (37 มม. และ 39.5 มม.) 4 เฉดสีหน้าปัด และสายที่เลือกแมตช์ได้หลากหลาย ตอบโจทย์นาฬิกาดำน้ำสไตล์วินเทจร่วมสมัยอย่างสมบูรณ์แบบ