การกลับมาของ Niton แบรนด์นาฬิกาสวิสอายุร่วมศตวรรษ ที่เปิดตัวอีกครั้งด้วย ‘PRIMA’ นาฬิกา Jump Hour สุดเนี้ยบ

Date:

นาฬิกา Niton รุ่น PRIMA มาในสองเวอร์ชัน จำกัดเพียง 38 เรือน  


เชื่อแล้วว่า นาฬิกา Jump Hour นั้นกลับมาอย่างเต็มตัวจริงๆ เมื่อเราได้เห็นแบรนด์นาฬิกาชั้นนำหลายแบรนด์ทะยอยเผยโฉมนาฬิการูปแบบนี้มาตั้งแต่ปีก่อน มาถึงปี 2026 การกลับมาของแบรนด์นาฬิกาเก่าแก่ร่วมศตวรรษอย่าง Niton ที่เลือกเปิดโฉมใหม่เอี่ยมในลุคเรียบล้ำด้วยนาฬิกา Jump Hour รุ่น PRIMA ที่เนี้ยบจัดในทุกองศา


การรวมตัวของสามสุภาพบุรุษ


ย้อนกลับไปในปี 1919 Niton ถือกำเนิดขึ้นจากการรวมตัวของสามสุภาพบุรุษวอตช์เมคเกอร์ Jeannet, Morel และ Bourquin ที่ล้วนแล้วแต่มีความชื่นชอบในศาสตร์แห่งเรือนเวลา โดย Morel และ Bourquin นั้นเคยทำงานให้กับ Vacheron Constantin ส่วน Jeannet ก็เป็นช่างนาฬิกาอยู่แล้วเป็นทุนเดิม ในยุคที่ทั้งสามเริ่มสร้างสรรค์ผลงานร่วมกัน Niton ได้ชื่อว่าเป็นผู้ผลิตกลไกให้กับแบรนด์นาฬิกาหลายแบรนด์ด้วยกัน หนึ่งในผลงานสร้างชื่อย่อมหนีไม่พ้นการผลิตกลไกปฏิทินสามฟังก์ชันพร้อมฟังก์ชันมูนเฟสให้กับ Patek Philippe

ปี 1922 เป็นหนึ่งในหมุดหมายสำคัญของ Niton ที่ทางเมซงได้เปลี่ยนชื่อเป็น ‘Manufacture des Montres Niton SA’ เพื่อตอกย้ำถึงจุดมุ่งหมายในการเป็นโรงงานผลิตนาฬิกาสำเร็จรูปอย่างเต็มรูปแบบ ซึ่งในช่วงเวลานั้น Niton ได้ชื่อว่าเป็นผู้ผลิตกลไกนาฬิกาคุณภาพสูงที่มีความสำคัญอย่างยิ่งในยุคนั้น โดยกลไกถึง 72% ของผลงานการผลิตที่มีการบันทึกไว้ได้รับตรา Geneva Seal ส่งผลให้พวกเขาอยู่ในอันดับที่ 1 หรือ 2 ระหว่างปี ค.ศ. 1921–1929 ในด้านจำนวนกลไกที่ได้รับการรับรองอย่างเป็นทางการจากรัฐเจนีวา


ซึ่งหนึ่งในกลไกสำคัญที่แสดงถึงความโดดเด่นในการผลิตกลไกของ Niton คือการผลิตกลไกขับเคลื่อนฟังก์ชัน jump hour ในตัวเรือนทรงเหลี่ยม ที่ถูกขึ้นทะเบียนในปี 1928 และผลักดันให้ Niton ก้าวข้ามการเป็นผู้ผลิตกลไกไปสู่การเป็นแบรนด์นาฬิกาอย่างเต็มตัว ด้วยความสามารถในการผลิตนาฬิกาที่มีความเฉพาะตัวสูง ว่ากันว่าในปี 1938 นาฬิกาที่ใช้การแสดงผลชั่วโมงแบบกระโดดนี้ผลิตออกมาเพียงไม่ถึง 30 เรือนเท่านั้น ทำให้ผลงานที่แสดงตัวตนของ Niton ในยุคนั้นกลายเป็นผลงานที่หาได้ยากอย่างยิ่ง

การกลับมาของตำนานที่ถูกพลิกฟื้น

กว่าหนึ่งศตวรรษหลังจากการก่อตั้ง Niton จึงได้กลับมาอีกครั้งในปี 2025 โดยมีทีมงานชุดใหม่ที่จะมาสานต่อวิสัยทัศน์ของผู้ก่อตั้งดั้งเดิม ยกระดับนาฬิกาที่มีความเฉพาะตัวสู่อนาคต โดยยังคงยึดมั่นในปรัชญาเดิมของการสร้างสรรค์ผลงานเรือนเวลาชิ้นหายาก

นั่นจึงเป็นที่มาของนาฬิกา jump hour รุ่น ‘PRIMA’ ที่หยิบยกแรงบันดาลใจจากนาฬิกา jump hour รุ่นหายากของ Niton ในปี 1938 ซึ่งรูปลักษณ์และกลไกที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวของนาฬิการุ่นดังกล่าวแสดงตัวแจ่มชัดในนาฬิการุ่น PRIMA แต่แน่นอนว่า ในด้านรูปลักษณ์ภายนอกนั้นถูกปรับให้ร่วมสมัยด้วยเส้นสายเชิงเรขาคณิตที่ดูสะอาดตา การจับคู่วัสดุที่ขับเน้นความหรูหราแบบไม่โจ่งแจ้ง ความเรียบง่ายในดีไซน์ และชัดเจนในการอ่านค่าเวลา ทุกองค์ประกอบล้วนส่งเสริมให้ Niton เป็นการกลับมาอย่างสมศักดิ์ศรี

นาฬิการุ่น PRIMA มาในตัวเรือนทรงเหลี่ยมทำจากวัสดุแพลตินัม 19 เรือน และโรสโกลด์ 19 เรือน เพื่อรำลึกถึงปี 1919 ซึ่งเป็นปีแห่งการก่อตั้งแบรนด์โดยช่างนาฬิกาสุภาพบุรุษทั้งสาม โดยเลือกชูฟังก์ชัน jump hour หรือการแสดงผลชั่วโมงแบบกระโดดอันเป็นเอกลักษณ์ของ Niton ที่ได้รับการจดทะเบียนในปี 1928 โดยมีการวางเลย์เอาท์ที่นำเสนอการแยกองค์ประกอบของการแสดงค่าเวลาอย่างชัดเจน ช่องหน้าต่างสี่เหลี่ยมด้านบนสุดนำเสนอค่าแสดงชั่วโมง เชื่อมต่อกับดิสก์วงกลมแสดงนาที ต่อเนื่องไปยังวงหน้าปัดย่อยแสดงวินาทีด้านล่างที่บอกเวลาด้วยเข็ม ซึ่งมาพร้อมฟังก์ชันหยุดเข็มวินาทีพร้อมรีเซ็ตสู่ศูนย์อัตโนมัติ นับเป็นผสานการบอกเวลาแบบดิจิทัลและอนาล็อกเข้าด้วยกันอย่างลงตัว รูปทรงที่ดูสมมาตร สะอาดตา และชัดเจนในการอ่านค่า ทำให้ PRIMA มีดีไซน์แบบมินิมัลที่สื่อสารกับนักสะสมรุ่นใหม่ได้ดี

ไม่เพียงแต่การแสดงค่าบนหน้าปัดเท่านั้นที่สร้างแรงดึงดูดใจได้ดีเยี่ยม กลไกขับเคลื่อนคาลิเบอร์  NHS01 ก็ถูกออกแบบและขัดแต่งผิวอย่างงดงาม และมีประสิทธิภาพสูงด้วยชิ้นส่วนคุณภาพสูง และความเที่ยงตรงที่ได้มาตรฐานผ่านการรับรองด้วยตราสัญลักษณ์ Geneva Seal มาพร้อมบาลานซ์วีลแบบปรับค่าแรงเฉื่อยน้ำหนัก 8 กรัม Breguet โอเวอร์คอยล์แฮร์สปริง ที่ช่วยเสริมความสม่าเสมอของแรงสั่น ความแม่นยำในการบอกเวลายังถูกการันตีอีกครั้งด้วยการปรับตั้งความเที่ยงตรงของกลไกตามมาตรฐานโครโนมิเตอร์ใน 6 ตำแหน่งด้วยกัน 

นี่จึงเป็นการกลับมาของแบรนด์นาฬิกาเก่าแก่ที่ยังคงเคารพมรดกในเชิงกลไก รักษามาตรฐานความเที่ยงตรง และสามารถปรับโฉมให้เดินทางร่วมกับโลกปัจจุบันได้อย่างไม่ขัดเขินแม้แต่น้อย 

ข้อมูลทางเทคนิค

  • กลไก: ไขลานด้วยมือ สำรองพลังงานได้ 72 ชั่วโมง
  • ฟังก์ชัน: แสดงค่าชั่วโมงแบบกระโดด แสดงค่านาที และวินาที
  • ตัวเรือน: โรสโกลด์ 4N 18K หรือแพลตินัม ขนาด 43 มม. (วัดจาก lug-to-lug) กันน้ำได้ 30 เมตร 
  • หน้าปัด: ดิสก์แบบชั่วโมงแบบกระโดดทำจากแผ่นโอปาลีนเคลือบโรเดียมหรือโรสโกลด์ ตัวเลขบอกชั่วโมงสีน้ำเงิน ดิสก์บอกนาทีมาพร้อมเข็มบอกนาทีสีน้ำเงิน เข็มวินาทีสีน้ำเงินพร้อมระบบ stop-seconds
  • สาย: หนังลูกวัว 
  • จำนวน: จำกัด 38 เรือน   

อ่านบทความเพิ่มเติมได้ที่:

Louis Vuitton Tambour Convergence สไตล์วินเทจมินิมัลที่ดูร่วมสมัย พร้อมลีลาการบอกเวลาที่แตกต่าง

Geneva Watch Days 2025: รวมลิสต์นาฬิการุ่นใหม่ล่าสุด

เจาะลึกรุ่นใหม่จาก De Bethune สองบุคลิกแห่งนวัตกรรม

Share post:

More like this

เมื่อ Bremont เปลี่ยนผ่านสู่ยุคใหม่ด้วยซีรีส์ Air Force Blue นาฬิกานักบินจำเป็นต้องมีหน้าปัดสีน้ำเงินจริงหรือ?

สำรวจรายละเอียดเชิงลึกของ Bremont Altitude Air Force Blue แคปซูลคอลเลกชันล่าสุดที่นำเฉดสีน้ำเงินลึกของกองทัพทหารอากาศมาถ่ายทอดลงบนตัวเรือนไทเทเนียมและเหล็ก 904L ครบทั้ง 4 รุ่นยอดนิยม

แฟนๆ ว่าไงใจกล้าพอไหมที่จะทำตัวเรียบร้อย? เมื่อ Hublot ยอมดรอปความซ่าแล้วหันมาซบโทนสีมินิมอลกับ Hublot Spirit of Big Bang Essential Taupe

เมื่อแบรนด์สายซ่าขอดรอปโทนสีฉูดฉาด เจาะลึก Hublot Spirit of Big Bang Essential Taupe บทที่ 5 จาก Essential Series ที่มาพร้อมสีเทาอมน้ำตาล (Taupe) ความหรูหราแบบเงียบเชียบที่ท้าทายสายตานักสะสมทั่วโลก

หัตถศิลป์หรือแฟชั่น? มาแกะรอยความลึกซึ้งบนหน้าปัดของ Louis Vuitton Color Blossom คอลเลกชัน

ส่องอินไซด์ล่าสุดของ Louis Vuitton Color Blossom เรือนเวลารุ่นใหม่ขนาด 26 มิลลิเมตร ที่ย่อส่วนงานเจียระไนหินสีและเปลือกหอยมุกธรรมชาติชั้นสูง ลงบนตัวเรือนรูปทรงมนโค้งอันเป็นเอกลักษณ์ จากฝีมือของสตูดิโอ La Fabrique du Temps

Moritz Grossmann เฉลิมฉลองสองศตวรรษด้วยสีสันและวัสดุสดใหม่ในนาฬิการุ่น TEFNUT Silver-Plated by Friction 

ครั้งแรกกับวัสดุเยลโลว์โกลด์ การจับคู่สีที่ดูแปลกตา และการกลับมาของโลโก้วินเทจ ต้องบอกว่า ถ้ามองนาฬิการุ่นนี้ไกลๆ ในครั้งแรกเรามองเห็นนาฬิกา dress watch หน้าตาคลาสสิกเรือนหนึ่ง แต่เมื่อซูมอินดูรายละเอียดใกล้ๆ...