Lederer Inverto Titanium เผยความงามบริสุทธิ์ของกลไกผ่านตัวเรือนไทเทเนียมโครงสร้างโปร่งใส

Date:

ความงดงามของกลไกอันเสถียรเที่ยงตรงภายในรูปลักษณ์ร่วมสมัย

Bernhard Lederer ขึ้นชื่อว่าเป็น Master of Escapements ที่นอกจากจะพัฒนามรดกในเชิงกลไกให้สามารถตอบโจทย์เรื่องความเสถียรเที่ยงตรงสูงสุดแล้ว อีกสิ่งหนึ่งที่เราชื่นชมในความเพียรพยายามและแสดงออกถึงความเป็น perfectionist ในตัวช่างนาฬิการะดับปรมาจารย์ผู้นี้ คือ การจัดเรียงองค์ประกอบกลไกทุกชิ้นส่วนได้อย่างงดงามลงตัว และ Inverto Titanium คืออีกหนึ่งบทพิสูจน์ที่แสดงถึงความงดงามอันบริสุทธิ์ของกลไกที่ควรค่าในการอวดโฉมให้ชื่นชมได้อย่างเต็มตา

เผยความงามของกลไกผ่านสถาปัตยกรรมโปร่งใส

แทนที่จะซ่อนกลไกขับเคลื่อนไว้อย่างมิดชิดในตัวเรือนแบบทึบ หรือเผยโฉมให้เห็นผ่านฝาหลังแบบใส Lederer ไม่ได้เลือกทำเช่นนั้น แต่กลับเลือกที่จะอวดโฉมทุกองคาพยพที่ขับเคลื่อนนาฬิการุ่นนี้ผ่านกระจกคริสตัลแซฟไฟร์ใสแจ๋วทั้งด้านหน้าและด้านหลัง ทำให้เราได้ชื่นชมทุกจังหวะในการเคลื่อนไหวของชิ้นส่วนต่างๆ ในทุกมุม ไม่ว่าจะเป็นชุดเฟือง สปริง โดยเฉพาะ remontoir คู่ที่คอยควบคุมการจ่ายพลังงานให้เสถียรในทุกจังหวะอันเป็นความเชี่ยวชาญของ Lederer ทุกชิ้นส่วนล้วนสอดประสานกันอย่างพร้อมเพรียงราวกับวงซิมโฟนีที่มีไวทยากรณ์คอยกำกับให้ทุกตัวโน้ตบรรเลงได้อย่างถูกต้องและสอดคล้องกัน สังเกตได้จากจังหวะการเคลื่อนตัวของเข็มวินาทีบนหน้าปัดย่อยด้านหลังตัวเรือนที่สอดรับกับจังหวะการของ remontoir ได้อย่างเหมาะเจาะ สำหรับคนที่หลงใหลไปจนถึงคลั่งไคล้ในกลไกแล้ว การได้เฝ้ามองดูการเคลื่อนไหวที่เป็นหนึ่งเดียวช่างเป็นภาพที่น่าพึงพอใจและทำให้เพลิดเพลินทุกครั้งที่ได้เห็น

กลไกใหม่ที่เสริมความเที่ยงตรงแบบทวีคูณ  

กลไกคาลิเบอร์ 9019 ที่ถูกนำมาขับเคลื่อน Inverto Titanium ไม่เพียงแต่งดงามชนิดที่พร้อมอวดโฉมได้ทุกด้าน แต่ยังเป็นกลไกที่ไว้วางใจได้ในความเที่ยงตรงสูงสุด ด้วยการทำงานร่วมกันของกลไกระบบ dual detent escapement และ double constant-force remontoir ที่จะปล่อยพลังงานพร้อมกันภายในทุกๆ 15 วินาที โดยรักษาแรงบิดขณะขึ้นลานให้คงที่อย่างต่อเนื่อง ทำให้มั่นใจได้ว่าพลังงานที่ปล่อยออกมาจะเป็นไปอย่างเสถียรสูงสุด โดยการนำหลักการของ Gafner มาปรับใช้และลดแรงต้านในการคลายล็อกให้เหลือน้อยที่สุด ซึ่งการร่วมแรงร่วมใจของสองระบบที่ผนึกกำลังแบบคู่เป็นสิ่งที่ Lederer เชี่ยวชาญ และช่วยสร้างเอกลักษณ์ให้นาฬิการุ่นนี้โดดเด่นในเชิงกลไกอย่างยิ่ง

วัสดุสุดแกร่งผสานดีไซน์เรียบง่าย

นี่ยังเป็นครั้งแรกที่รุ่น Inverto นำวัสดุไทเทเนียมมาใช้รังสรรค์ตัวเรือนทรงกลมขนาด 39 มม. ซึ่งการรองรับกลไกที่เป็นตัวเอก ต้องอาศัยวัสดุที่แข็งแกร่ง ทนทาน และน้ำหนักเบา ซึ่งไทเทเนียมเกรด 5 ที่นำมาใช้รังสรรค์ตัวเรือนทรงเว้าเพื่อให้โอบรับข้อมือได้พอดีก็มีคุณสมบัติครบถ้วน ถึงแม้จะมีความท้าทายในการขัดแต่งผิวอยู่บ้าง แต่แน่นอนว่า ช่างฝีมือผู้เชี่ยวชาญในโรงงานที่เนอชาแตลของ Lederer นั้นสามารถก้าวข้ามความท้าทายนั้นได้ ด้วยการเลือกขัดแต่งผิวด้วยมืออย่างบรรจง และเลือกผสมผสานการขัดแต่งผิวแบบซาตินและการขัดเงาแวววาวราวกระจก สร้างพื้นผิวที่ดูขัดแย้งแต่มีมิติชวนมอง 

Inverto Titanium จึงเป็นวัตถุพยานในการผสานศาสตร์กลไกดั้งเดิมภายใต้รูปลักษณ์ร่วมสมัย และยังตอกย้ำว่า ตัวกลไกอันเป็นหัวใจของนาฬิกาไม่ควรถูกซ่อนไว้อย่างมิดชิด แต่ควรถูกเชิดชูให้เผยความงามแห่งความเที่ยงตรงได้อย่างสมศักดิ์ศรี 

ข้อมูลทางเทคนิค    

  • ตัวเรือน: ไทเทเนียมเกรด 5 ขัดเงาด้วยมือ กระจกคริสตัลแซฟไฟร์ทั้งด้านหน้าและด้านหลังขนาด 39 มม.
  • กลไก: Lederer คาลิเบอร์ GHIG ขึ้นลานด้วยมือโครงสร้างแบบกลับด้าน พร้อม constant force remontoir คู่ และ detent escapement คู่ สำรองพลังงานได้ 38 ชั่วโมง 
  • ฟังก์ชัน: บอกชั่วโมง นาที วินาทีที่หน้าปัดย่อยด้านหลังของตัวเรือน
  • สาย: หนังลูกวัว หรือยางธรรมชาติ

อ่านบทความเพิ่มเติมได้ที่:

Moritz Grossmann Perpetual Calendar เมื่อความซับซ้อนระดับปรมาจารย์ถูกห่อหุ้มด้วยความเรียบง่ายอันสมบูรณ์แบบ

การกลับสู่จุดเริ่มต้น Czapek & Cie Quai des Bergues ‘Sursum Corda’ บทสรุปแห่งความงามและความเรียบง่ายที่ทรงพลัง

Bell & Ross BR-05 Grey Mirror Steel เมื่อเครื่องมือบอกเวลากลายเป็นเครื่องประดับแห่งแสงและเงา

Share post:

More like this

Panerai ฉลองครบรอบ 100 ปีร้านแรกในฟลอเรนซ์ด้วย Luminor Firenze 8 Giorni รุ่นใหม่

พาไปทำความรู้จัก Panerai Luminor Firenze 8 Giorni สองรุ่นพิเศษฉลอง 100 ปีร้านดั้งเดิมบนจัตุรัส Piazza San Giovanni ในตัวเรือน Platinumtech และสเตนเลสสตีล

พาชม Chronoswiss Neo Digiteur Pastel Code นาฬิกาไร้เข็มทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้าที่มาในโทนสีพาสเทลแสนหวาน

Chronoswiss Neo Digiteur Pastel Code เรือนเวลารูปทรงสี่เหลี่ยมไร้เข็มในโทนสีพาสเทล 3 เฉดสีใหม่ ผลิตจำกัดสีละ 99 เรือน ผสานงานพ่นทรายแบบ Matte เข้ากับกลไก Jumping Hour สไตล์ดิจิทัลจักรกลได้อย่างลงตัว

นี่คือนาฬิกาเรือนแรกที่ฝังเพชรบน Balance Wheel กับ Jacob & Co. Brilliant Flying Tourbillon Baguette Pastel Arlequino

ย้อนดูเบื้องหลัง Jacob & Co. Brilliant Flying Tourbillon Baguette Pastel Arlequino เรือนเวลา Pièce Unique ที่กล้าท้าทายกฎวิศวกรรมเรือนเวลาด้วยการฝังเพชร 54 เม็ดลงบน Balance Wheel พร้อมเทคนิคการคัดสรรพลอยพาสเทลแบบ Invisible Setting ทั้งเรือน

Arceau Samarcande กับศิลปะการเล่นซ่อนแอบกับกลไกชั้นสูงในแบบฉบับของ Hermès

หน้าปัด Openwork ฉลุช่องรูปหัวม้าแอบซ่อนกลไกมินิตรีพีทเตอร์อันล้ำเลิศ ถ้าพูดถึงงานเรือนเวลาเผยกลไกในรูปแบบสเกเลตันและโอเพนเวิร์ก เมซง Hermès Horloger ถือเป็นหนึ่งในเมซงที่สามารถผลิตผลงานเรือนเวลาในรูปแบบดังกล่าวได้อย่างมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวแบบที่มองแวบแรกก็สามารถระบุได้เลยว่านี่คือผลงานของ Hermès แน่นอน...