Jaeger-LeCoultre เปิดตัว “The Collectibles” แคปซูลที่ 5 กับการกลับมาของ 8 เรือนเวลา Reverso ระดับตำนาน ณ นิวยอร์กซิตี้

Date:

เจาะลึก Jaeger-LeCoultre The Collectibles กับ 8 เรือนเวลา Reverso วินเทจระดับตำนาน

ข้อมูลสำคัญ:

  • นิทรรศการ The Collectibles: การเผยโฉมและจัดแสดงเรือนเวลาที่คัดสรรจากคอลเลกชันพิเศษ ณ บูติกในนิวยอร์กซิตี้ ภายใต้อีเวนต์สุดเอกซ์คลูซีฟ ตั้งแต่วันที่ 5 กุมภาพันธ์ ถึง 23 กุมภาพันธ์
  • Reverso: แคปซูลคอลเลกชันที่ผ่านการคัดสรรอย่างละเอียดถี่ถ้วน ประกอบด้วยนาฬิการุ่นหายากและเป็นที่ต้องการ 8 รุ่น จากทศวรรษที่ 1930
  • ผ่านการรับรองและบูรณะอย่างสมบูรณ์: นาฬิกาทุกเรือนผ่านการดูแลอย่างพิถีพิถันโดยช่างนาฬิกาจากเวิร์กชอปบูรณะของ Jaeger-LeCoultre

Jaeger-LeCoultre ภูมิใจนำเสนอ “The Collectibles” แคปซูลคอลเลกชันลำดับที่ 5 ซึ่งเป็นการคัดสรรนาฬิกา Reverso รุ่นหายากจำนวน 8 เรือน ที่ผลิตขึ้นในช่วงปี 1931 ถึง 1937 มาให้เหล่านักสะสมได้ครอบครอง ท่ามกลางบรรดาเรือนเวลาอันเป็นเอกลักษณ์ที่ถูกสร้างสรรค์ขึ้นโดยโรงงานแห่งนี้ในช่วงยุคทองของการผลิตนาฬิกาในศตวรรษที่ 20 Reverso โดดเด่นในฐานะหนึ่งในงานดีไซน์ที่ยั่งยืนและเป็นที่จดจำได้ทันทีในระดับสากล

การเปิดตัวในครั้งนี้จัดขึ้น ณ นิวยอร์กซิตี้ เมืองที่มีมรดกทางสถาปัตยกรรมและสไตล์แบบอาร์ตเดโค (Art Deco) อันยิ่งใหญ่ ซึ่งถือเป็นฉากหลังที่เหมาะสมอย่างยิ่งสำหรับการเผยโฉมเรือนเวลาที่เป็นที่ต้องการเหล่านี้ เพราะพวกมันคือตัวแทนที่สะท้อนถึงจิตวิญญาณและคุณค่าด้านการออกแบบของยุคอาร์ตเดโคได้อย่างสมบูรณ์แบบ 

THE COLLECTIBLES

The Collectibles คือโปรแกรมภายในของ Jaeger-LeCoultre ที่อุทิศตนให้กับการเสาะหา บูรณะ และนำเสนอเรือนเวลาหายากระดับพิพิธภัณฑ์จากยุคทองของการประดิษฐ์นาฬิกา เพื่อเป็นการเฉลิมฉลองความคิดสร้างสรรค์ที่มีมาอย่างยาวนานเกือบ 200 ปี โปรแกรมนี้ได้เน้นย้ำถึงมรดกของ La Grande Maison ผ่านการคัดสรรนาฬิกาที่เป็นเอกลักษณ์รวม 17 รุ่น

ตั้งแต่รุ่น Duoplan และ Reverso ไปจนถึง Geophysic, Futurematic และ Memovox Polaris ซึ่งครอบคลุมช่วงเวลาตั้งแต่กลางทศวรรษ 1920 จนถึงต้นทศวรรษ 1970 โดยเรือนเวลาเหล่านี้จะถูกนำเสนอผ่านการเปิดตัวในรูปแบบแคปซูลคอลเลกชันสุดพิเศษทั่วโลก เพื่อเชิญชวนให้นักสะสมได้เข้ามาเป็นผู้ดูแลเรื่องราวบทต่อไปของนาฬิกาแต่ละเรือน

ความมุ่งมั่นในการสืบสานมรดกนี้เกิดขึ้นได้ด้วยเวิร์กชอปบูรณะที่จัดตั้งขึ้นโดยเฉพาะของ Jaeger-LeCoultre ซึ่งเป็นหนึ่งในไม่กี่แห่งที่ยังคงได้รับการดูแลโดยโรงงานผู้ผลิตโดยตรง ณ ที่แห่งนี้ มาสเตอร์วอทช์เมกเกอร์ทั้ง 10 ท่าน จะทำการบูรณะนาฬิกาแต่ละเรือนอย่างพิถีพิถัน ตั้งแต่การดูแลกลไก การสร้างส่วนประกอบขึ้นใหม่ด้วยมือ ไปจนถึงการเสาะหาชิ้นส่วนประวัติศาสตร์จากคลังมรดกอันล้ำค่า

โดยยังคงรักษาเอกลักษณ์ดั้งเดิมและร่องรอยแห่งกาลเวลา (Patina) เอาไว้ เมื่อนาฬิกาได้รับการบูรณะและผ่านการรับรองตามมาตรฐานระดับพิพิธภัณฑ์แล้ว เรือนเวลาแต่ละเรือนก็พร้อมที่จะดำเนินเรื่องราวที่เริ่มต้นขึ้น ณ Vallée de Joux ต่อไป

แคปซูลคอลเลกชันของเรือนเวลา REVERSO รุ่นหายาก

แคปซูลคอลเลกชัน “The Collectibles” ลำดับที่ 5 มุ่งสำรวจช่วงทศวรรษแรกหลังจากที่ Reverso เปิดตัวในปี 1931 โดยจัดแสดงองค์ประกอบพื้นฐานที่หล่อหลอมให้เกิดงานดีไซน์อันอยู่ยงคงกระพันเหนือกาลเวลา

นิยามใหม่แห่งรูปทรงของการผลิตนาฬิกา Reverso ถือกำเนิดขึ้นในปี 1931 จากคำท้าทายของเหล่านายทหารนักเล่นโปโลในบริติชอินเดีย ที่ต้องการให้สร้างสรรค์เรือนเวลาที่สามารถทนทานต่อความสมบุกสมบันของกีฬาชนิดนี้ได้ ด้วยการผสมผสานระหว่างรูปลักษณ์และฟังก์ชันการใช้งานอย่างเหนือชั้น ทั้งตัวเรือนที่พลิกกลับได้อย่างเป็นเอกลักษณ์และเส้นสายสไตล์อาร์ตเดโค (Art Deco) ที่โฉบเฉี่ยว ทำให้นาฬิการุ่นนี้กลายเป็นหนึ่งในเรือนเวลาที่จดจำได้ทันทีทั่วโลก

ในฐานะตัวแทนของจิตวิญญาณแห่งความร่วมสมัยในช่วงเวลาที่ถูกสร้างขึ้น Reverso ได้ก้าวข้ามจุดกำเนิดจากการเป็นนาฬิกากีฬาอย่างรวดเร็ว จนกลายเป็นที่หลงใหลของเหล่าผู้นำเทรนด์ และได้รับการพัฒนาผ่านรูปแบบที่หลากหลายทั้งสำหรับสุภาพบุรุษและสุภาพสตรี ตลอดระยะเวลากว่า 9 ทศวรรษ Reverso ได้ปรับโฉมตัวเองอย่างต่อเนื่องทั้งในด้านสไตล์และกลไก โดยไม่เคยลดทอนเอกลักษณ์ดั้งเดิมของตนเองลง นาฬิการุ่นนี้เคยใช้กลไกที่แตกต่างกันมาแล้วมากกว่า 50 แบบ ขณะที่ตัวเรือนด้านหลังที่เป็นโลหะว่างเปล่าได้กลายเป็นผืนผ้าใบสำหรับการแสดงออกทางความคิดสร้างสรรค์ ไม่ว่าจะเป็นการตกแต่งด้วยอีนาเมล การแกะสลัก หรือการประดับอัญมณี งานออกแบบที่โดดเด่นและเหนือกาลเวลานี้เองที่เป็นปัจจัยสำคัญของเสน่ห์อันยาวนาน ทำให้ Reverso ได้รับการยอมรับในฐานะไอคอนแห่งสไตล์อาร์ตเดโคและเป็นที่ชื่นชมของเหล่านักสะสม

8 เรือนเวลาวินเทจที่เป็นหมุดหมายสำคัญในประวัติศาสตร์ของ Reverso

Reverso 1931

รุ่นนี้โดดเด่นด้วยหน้าปัดสีดำ ซึ่งในขณะนั้นถูกนิยามว่าเป็นหน้าปัดแห่งอนาคต (the dial of the future) ถือเป็นการเลือกงานดีไซน์ที่กล้าหาญมากในยุคที่หน้าปัดสีเงินยังคงเป็นมาตรฐานทั่วไปในสังคม นอกจากนี้ รายละเอียดของสเกลนาทีแบบรางรถไฟ (Railroad minute track) และหลักชั่วโมงทรงสี่เหลี่ยมคางหมู (Trapezoidal indexes) ของนาฬิการุ่นนี้ ยังได้กลายเป็นแรงบันดาลใจให้กับสุนทรียศาสตร์ของคอลเลกชัน Reverso Tribute ในปัจจุบัน ซึ่งแสดงให้เห็นว่า Reverso รุ่นแรกสุดนั้นส่งเสียงสะท้อนมาถึงรุ่นที่ทันสมัยที่สุดได้อย่างไร

Reverso รุ่นตัวเรือนสองกษัตริย์ (Two-tone)

ที่ผลิตจากสตีลและทองคำเหลือง 9K (350/1000) จากปี 1936 ถือเป็นเรือนเวลาที่หาได้ยากยิ่ง นาฬิการุ่นนี้ขับเคลื่อนด้วยกลไก Manufacture’s Calibre 410 ซึ่งเป็นกลไก In-house รุ่นแรกที่พัฒนาขึ้นเพื่อใช้กับ Reverso โดยเฉพาะ กลไกนี้เปิดตัวครั้งแรกในปี 1933 และเป็นผู้บุกเบิกการแสดงวินาทีย่อยที่ตำแหน่ง 6 นาฬิกา แม้ว่าในขณะนั้น Jaeger-LeCoultre จะเริ่มพัฒนากลไก Manufacture ของตนเองแล้ว

แต่ในช่วงที่แนวคิดเริ่มแรกของ Reverso เกิดขึ้น La Grande Maison ได้จัดหากลไกจาก Tavannes มาใช้ก่อน โดยใช้ Calibre 063 และ 064 สำหรับรุ่นสุภาพบุรุษ และ Calibre 050 กับ 051 สำหรับรุ่นสุภาพสตรี ซึ่งถือเป็นทางออกที่สำคัญแต่เป็นเพียงชั่วคราวเพื่อให้สามารถนำ Reverso ออกสู่ตลาดได้อย่างรวดเร็ว ในเชิงประวัติศาสตร์ ตัวเรือนแบบสองกษัตริย์ถูกสร้างสรรค์ขึ้นเพื่อเพิ่มความทนทาน โดยการผสมผสานทองคำเข้ากับโลหะที่มีความแข็งแกร่งมากกว่า ส่งผลให้นาฬิกามีความสมบุกสมบันยิ่งกว่านาฬิกาที่เป็นทองคำทั้งเรือน

Reverso with Small Seconds ปี 1937

เพื่อเติมเต็มคอลเลกชันสำหรับสุภาพบุรุษให้สมบูรณ์ Reverso with Small Seconds ปี 1937
มาพร้อมกับกลไก Calibre 413 ซึ่งเป็นกลไก In-house ลำดับที่ 4 ที่เมซงพัฒนาขึ้นสำหรับรุ่น Reverso โดยเฉพาะ หน้าปัดสีดำของนาฬิการุ่นนี้ปรากฏชื่อแบรนด์ Jaeger-LeCoultre ซึ่งเป็นหมุดหมายสำคัญที่ระลึกถึงการควบรวมกิจการครั้งประวัติศาสตร์ระหว่างเมซง Le Coultre และ Jaeger ในปี 1937 อีกทั้งยังเป็นจุดอ้างอิงที่แม่นยำถึงปีที่ผลิตนาฬิกาเรือนนี้อีกด้วย

Reverso 1931 Dame

สำหรับรุ่นสุภาพสตรีนั้นสะท้อนให้เห็นถึงการปรับตัวของ Reverso ในยุคเริ่มแรกเพื่อให้เข้ากับผู้สวมใส่ที่หลากหลาย โดย Reverso 1931 Dame ในตัวเรือนเยลโลว์โกลด์และไวท์โกลด์ 18K (750/1000) โดดเด่นด้วยฐานตัวเรือน (Cradle) ที่ผลิตจากไวท์โกลด์ ตัดกับตัวเรือนและขาตัวเรือน (Lugs) ที่ผลิตจากเยลโลว์โกลด์ ในขณะที่หน้าปัดมีการตัดสเกลนาทีออกแล้วแทนที่ด้วยสัญลักษณ์รูปมุม (Corner brackets) ที่มุมทั้งสี่ของหน้าปัด ซึ่งเป็นรายละเอียดการออกแบบที่ส่งต่อมายังคอลเลกชัน Reverso One ในปัจจุบัน 

Reverso 1931 Dame with Double Signature

มาพร้อมกับเข็มนาฬิกาสีน้ำเงินที่ผ่านกรรมวิธีให้ความร้อน (Heated blue hands) ซึ่งเป็นเทคนิคการทำนาฬิกาแบบดั้งเดิมที่เปลี่ยนสีของโลหะผ่านกระบวนการใช้ความร้อน นอกจากนี้ บนหน้าปัดยังปรากฏตราประทับชื่อซ้ำ (Double signature) อันหาได้ยาก ซึ่งเป็นเครื่องบ่งชี้ว่านาฬิกา Reverso รุ่นนี้ถูกส่งมอบให้กับผู้แทนจำหน่ายชั้นนำที่ได้รับเลือกเพียงไม่กี่รายเท่านั้น โดยมีการประทับชื่อของร้านเหล่านั้นลงบนหน้าปัดในจำนวนจำกัด 

นอกจากนี้ ในคอลเลกชันยังประกอบด้วยชิ้นงานสำหรับสุภาพสตรีที่แปลกตาเป็นอย่างยิ่ง คือ Reverso 1931 ที่มาพร้อมกับสายแบบกอร์ดอนเนต์ (Cordonnet) โดยปกติแล้วสายลักษณะคล้ายเชือกเส้นเล็กนี้มักจะทำจากหนังลูกวัว แต่สำหรับเรือนนี้ปรากฏในวัสดุโครเมียม ซึ่งยึดเข้ากับตัวเรือนแต่ละด้านผ่านขาตัวเรือนที่มีลักษณะเฉพาะตัว

และท้ายที่สุดคือ Reverso 1931 Dame อีกสองเวอร์ชัน ที่ล้อมกรอบด้วยสัญลักษณ์รูปทรงเรขาคณิต (Geometric brackets) มาพร้อมกับสายหนังลูกวัวสีดำหรือสีน้ำตาล งานดีไซน์นี้ได้ถ่ายทอดภาษาเชิงกราฟิกของยุคสมัยนั้นออกมาได้อย่างชัดเจน พร้อมหน้าปัดสีดำที่ถือว่ามีความทันสมัยอย่างยิ่งในขณะนั้น

เรือนเวลาทุกเรือนที่นำเสนอภายใต้โปรแกรม The Collectibles จะมาพร้อมกับเอกสารข้อมูลจากหอจดหมายเหตุของ Jaeger-LeCoultre และหนังสือ The Collectibles จำนวนหนึ่งเล่ม รวมถึงสายหนังทำมือเส้นใหม่ที่ได้รับการคัดสรรมาให้ส่งเสริมสไตล์ของนาฬิกาแต่ละเรือนอย่างลงตัว ยกเว้นในกรณีที่นาฬิการุ่นนั้นมาพร้อมกับสายโลหะอยู่แล้ว นอกจากนี้ หากยังมีข้อมูลปรากฏอยู่ ทางเมซงจะมอบกล่องและเอกสารดั้งเดิม รวมถึงสายหนังหรือสายโลหะชุดเดิมมาให้พร้อมกันด้วย

นิวยอร์กซิตี้ในฐานะเจ้าภาพจัดแสดง THE COLLECTIBLES แคปซูลคอลเลกชันลำดับที่ 5

การจัดแสดงแคปซูลคอลเลกชันลำดับที่ 5 ของโปรแกรม The Collectibles จะมีขึ้นตั้งแต่วันที่ 5 กุมภาพันธ์ ถึง 23 กุมภาพันธ์ 2026 ณ เลขที่ 701 Madison Avenue นิวยอร์กซิตี้ โดยเปิดให้สาธารณชนเข้าชมได้ตั้งแต่วันจันทร์ถึงวันเสาร์ เวลา 10:00 น. ถึง 18:00 น.

สำหรับเรือนเวลาในคอลเลกชัน The Collectibles จะเปิดให้สั่งซื้อได้ทั่วโลกผ่านทางเว็บไซต์ jaeger-lecoultre.com ตั้งแต่วันที่ 5 กุมภาพันธ์ เป็นต้นไป และจะมีวางจำหน่ายเป็นพิเศษเฉพาะที่ New York Flagship ในช่วงเวลาที่มีการจัดนิทรรศการเท่านั้น นอกจากนี้ ผู้ที่สนใจยังสามารถเลือกซื้อหนังสือ The Collectibles ได้ผ่านทางเว็บไซต์ jaeger-lecoultre.com และที่บูติกของ Jaeger-LeCoultre ทุกแห่ง

อ่านบทความอื่นๆ เพิ่มเติม
URWERK เปิดตัว UR-100V LightSpeed Ceramic วัสดุคอมโพสิตใหม่ที่แข็งแกร่งกว่าเดิม
IWC เฉลิมฉลองจิตวิญญาณแห่งความเร็วด้วย Pilot’s Watch Chronograph 41 รุ่นพิเศษ George Russell
การกลับมาของ Niton แบรนด์นาฬิกาสวิสอายุร่วมศตวรรษ ที่เปิดตัวอีกครั้งด้วย ‘PRIMA’ นาฬิกา Jump Hour สุดเนี้ยบ

Share post:

More like this

เปิดตำนาน Ulysse Nardin ‘Freak’

นาฬิกาที่สร้างกฎของตัวเอง เพื่อผลักดันวงการนาฬิกาสู่อนาคตที่ยังไม่เคยถูกสำรวจ ตลอดระยะเวลา 180 ปีของ Ulysse Nardin ‘ความเที่ยงตรง’ คือสิ่งที่กำหนดเอกลักษณ์ของแบรนด์มาโดยตลอด แต่เมื่อถึงเวลาที่ต้องการก้าวไปอีกขั้น...

‘Heritage’ คืออะไรกันแน่ในโลกนาฬิกา

สำรวจปรัชญา Heritage ผ่านแบรนด์นาฬิกาชั้นนำ WORDS: Chanist Prasertburanakul ในอุตสาหกรรมนาฬิกา คำว่า ‘Heritage’ ถูกใช้แพร่หลายจนบางครั้งกลายเป็นเพียงคำการตลาดที่แปะไว้บนกล่องนาฬิการุ่นใหม่เพื่อเพิ่มมูลค่าทางความรู้สึก แต่สำหรับนักสะสมและคนรักนาฬิกาอย่างจริงจัง...

สรุปไฮไลต์นาฬิกาเปิดตัวใหม่วีคแรกของเดือนตุลาคม 2026 จาก 5 แบรนด์ดัง 

อัปเดตเทรนด์นาฬิกาล่าสุดประจำเดือนตุลาคม 2026 รวบรวมเรือนเวลารุ่นเด่นทั้ง Oris Big Crown Pointer Date, Frederique Constant The Elements, Omega Seamaster Diver 300M, MeisterSinger Panthero Jumping Hour และ Parmigiani Fleurier TORIC

Fabrizio Buonamassa Stigliani กับเส้นทางเบื้องหน้าอันน่าตื่นเต้นของ Bvlgari

ทิศทางข้างหน้าของ Bvlgari จะเป็นเช่นไร ชายผู้นี้มีคำตอบ เมื่อไม่นานมานี้ Revolution Thailand ได้มีโอกาสสนทนากับ Fabrizio...