การบรรจบของงานแกะสลักและต่อลายหนัง เมื่อช่างฝีมือ Hermès ปลุกชีวิตม้าน้ำในห้วงเวลาอันบางเบา
หากกล่าวถึงแบรนด์ที่สร้างสรรค์นาฬิกาให้เป็นดั่งงานศิลปะที่เต็มไปด้วยจินตนาการและอารมณ์ความรู้สึก คงหนีไม่พ้น Hermès ในขณะที่ผู้ผลิตหลายรายพยายามแข่งขันกันที่ความซับซ้อนของกลไก Hermès กลับเลือกที่จะให้ความสำคัญกับ “เวลาในอีกมิติหนึ่ง” ซึ่งเป็นห้วงเวลาที่เปิดโอกาสให้ความสวยงามของงานฝีมือได้เปล่งประกายอย่างเต็มที่
และคอลเลกชัน Slim d’Hermès ซึ่งโดดเด่นด้วยเส้นสายที่นุ่มนวลและสัดส่วนที่บางเฉียบ ก็ได้ขยายขอบเขตความงามนั้นไปอีกขั้น ด้วยการเชื้อเชิญให้เราเริ่มต้นการเดินทางสู่มหากาพย์ครั้งใหม่ใต้ท้องทะเลลึกผ่านรุ่น Hippocampe หรืออีกชื่อที่เราคุ้นเคยก็คือ “ม้าน้ำ” นั่นเอง


นาฬิกาเรือนนี้สร้างสรรค์ขึ้นด้วยการผสานศิลปะหัตถกรรมชั้นสูงสองแขนงเข้าด้วยกัน นั่นคือ การแกะสลัก (Engraving) และ งานต่อลายหนัง (Leather Marquetry) เพื่อนำพาเจ้าม้าน้ำ ซึ่งเป็นผลงานการออกแบบอันมีชีวิตชีวาของนักวาดภาพประกอบชาวลอนดอน Stuart Patience มาโลดแล่นอยู่บนหน้าปัดขนาดกะทัดรัด
การรังสรรค์สัตว์ทะเลในพื้นที่จำกัด
การแปลงรูปร่างโค้งมนของม้าน้ำให้ลงตัวกับหน้าปัดนาฬิกาถือเป็นความท้าทายที่ต้องใช้ความเชี่ยวชาญสูงสุด ช่างแกะสลักคือผู้เริ่มต้นกระบวนการ โดยพวกเขาจะวาดเค้าโครงและกำหนดรูปทรงของม้าน้ำด้วยเครื่องมือหลากหลายชนิด ทำให้เกิดรายละเอียดและความลึกของภาพ หลังจากงานแกะสลักแล้ว จึงเข้าสู่ขั้นตอนที่ต้องอาศัยความละเอียดอ่อนอย่างยิ่งยวดคือ งานต่อลายหนัง


Hermès แสดงความเชี่ยวชาญด้านเครื่องหนังที่สั่งสมมาอย่างยาวนาน ด้วยการนำหนังวัว Swift Calfskin ในหลากหลายโทนสีมาเฉือนให้มีความบางเพียง 0.5 มม. ก่อนที่จะนำชิ้นส่วนเล็ก ๆ เหล่านั้นมาตัดอย่างพิถีพิถันเพื่อจำลององค์ประกอบแต่ละส่วนของลวดลาย และนำมาประกอบเข้าบนหน้าปัดทีละชิ้นอย่างประณีตราวกับเป็นโมเสกหนัง งานฝีมือนี้นอกจากจะสร้างมิติที่แตกต่างให้กับพื้นผิวแล้ว ยังช่วยเน้นย้ำรายละเอียดอันน่าอัศจรรย์ของม้าน้ำที่ถูกออกแบบมาให้เต็มไปด้วยพลังและความเคลื่อนไหว



หัวใจที่บางเบาแต่เปี่ยมประสิทธิภาพ
นาฬิกา Slim d’Hermès Hippocampe ทั้งสองเวอร์ชันถูกบรรจุอยู่ในตัวเรือนไวท์โกลด์ ขนาด 39.5 มม. หัวใจของเรือนเวลานี้คือกลไกขึ้นลานอัตโนมัติที่ผลิตโดยโรงงานของ Hermès เอง นั่นคือ Calibre H1950 กลไกนี้โดดเด่นด้วยความบางเพียง 2.6 มม. ซึ่งช่วยรักษาความเรียบหรูและเพรียวบางตามแบบฉบับของคอลเลกชัน Slim d’Hermès ไว้ได้อย่างสมบูรณ์
แม้จะบางเบา แต่กลไกนี้ก็เปี่ยมประสิทธิภาพด้วยการสำรองพลังงานได้นาน 48 ชั่วโมง และการตกแต่งกลไกนั้นก็ไม่เป็นสองรองใคร ฝาหลังแซฟไฟร์เผยให้เห็นการตกแต่งลวดลายตัว “H” บนสะพานจักรที่ถูกลบมุมอย่างปราณีต (Hand-bevelled bridges) ซึ่งเป็นอีกหนึ่งเครื่องยืนยันถึงความละเอียดอ่อนในงานหัตถกรรมชั้นสูง

สำหรับ Slim d’Hermès Hippocampe เรือนนี้แสดงถึงการผสมผสานอันลงตัวระหว่างความเป็นศิลปะและกลไกจักรกล มันคือลิมิเต็ดเอดิชันหมายเลขกำกับ ที่ Hermès ได้นำเสนอนิยามของเวลาในฐานะ “วัตถุแห่งศิลปะ” ที่ผู้สวมใส่จะได้สัมผัสกับเรื่องราว ความเชี่ยวชาญ และความงามสง่าแห่งท้องทะเลลึกบนข้อมือของตนเองอย่างแท้จริง


ข้อมูลทางเทคนิค
- ตัวเรือน: ไวท์โกลด์ ขนาด 39.5 มม. ทรงกลม พร้อมกระจกคริสตัลแซฟไฟร์กันแสงสะท้อน และสามารถกันน้ำได้ 3 บาร์ (30 เมตร)
- หน้าปัด: พื้นผิวสร้างสรรค์ด้วยงานต่อลายหนัง (Leather Marquetry) และการแกะสลัก (Engraving) เป็นลวดลายม้าน้ำ (Hippocampe)
- ฟังก์ชัน: แสดงเวลาด้วยเข็มชั่วโมงและเข็มนาที (สองเข็ม)
- กลไก: กลไกขึ้นลานอัตโนมัติ Manufacture Hermès Calibre H1950 มีความบาง 2.6 มม. ความถี่ 4 เฮิรตซ์ (21,600 vph) สำรองพลังงานได้ 48 ชั่วโมง
- สาย: สายหนังวัวสวิฟต์ (Swift Calfskin) มีให้เลือกในสีเทาคอนกรีต (Béton) หรือสีขาวมุก (Perle)
อ่านบทความอื่นๆ เพิ่มเติม
Streamliner Genesis 2 องค์ที่สองแห่งไตรภาค การกลับสู่ “เนื้อแท้” ที่จับต้องได้
การอัปเดตครั้งใหม่ที่ลงตัวและน่าประทับใจกับ Lange 1 Daymatic พร้อมปรับโฉมด้วยสีฮันนี่โกลด์และสีน้ำตาล
Chopard Mille Miglia Classic Chronograph Tribute to Sir Stirling Moss

