Chopard Mille Miglia Classic Chronograph Tribute to Sir Stirling Moss

Date:

เรือนเวลาโครโนกราฟแด่ตำนานแห่งกีฬามอเตอร์สปอร์ต

ความผูกพันระหว่างแบรนด์เรือนเวลาที่ก่อกำเนิดขึ้นจากเมซงจิวเวลรี่ไม่ได้มีเพียงแค่เรือนเวลาประดับอัญมณีน้ำงาม แต่ความผูกพันระหว่างกีฬามอเตอร์สปอร์ตที่เดินหน้าควบคู่ไปกับการพัฒนาในเชิงกลไกถือเป็นเครื่องยืนยันได้ว่าเรือนเวลาของ Chopard ผ่านกระบวนการคิดอย่างถี่ถ้วนในทุกด้าน และขับเคลื่อนด้วยแพสชันที่เข้มข้นไม่แพ้ใคร

สายสัมพันธ์บนสนามประชันความเร็ว

จุดเริ่มต้นของ Chopard และกีฬามอเตอร์สปอร์ตก่อตัวขึ้นจากความหลงใหลในรถคลาสสิกและการแข่งขันประชันความเร็วบนสนามแข่ง Mille Miglia ที่ Chopard ให้การสนับสนุนและเป็นผู้จับเวลาอย่างเป็นทางการมาตั้งแต่ปี 1988 ไม่เพียงเท่านั้น Karl-Friedrich Scheufele ผู้ดำรงตำแหน่ง Co-president แห่งแบรนด์ Chopard ยังมีแพสชันในการประชันความเร็วอย่างแรงกล้าถึงขั้นลงแข่งขันในรายการ Mille Miglia เป็นประจำทุกปีเป็นเวลา 37 ปีมาแล้ว

ไม่เพียงแต่ลงแข่งขันด้วยตัวเอง Scheufele และแบรนด์ Chopard ยังได้สร้างสายสัมพันธ์อันยืนยาวระหว่าง Sir Stirling Moss นักแข่งรถชาวอังกฤษผู้ถูกยกย่องให้เป็นหนึ่งในตำนานในประวัติศาสตร์กีฬามอเตอร์สปอร์ต ซึ่งนักแข่งระดับไอคอนผู้นี้ยังได้สวมใส่นาฬิกา Chopard Mille Miglia อยู่เสมอ เขาถึงกับเคยกล่าวว่า

“สำหรับผมแล้วนาฬิกา Chopard เป็นหนึ่งในนาฬิกาที่ยอดเยี่ยมที่สุด ผมแทบไม่ใส่นาฬิกาแบรนด์อื่นเลย”

Sir Stirling Moss
Karl Scheufele และ Sir Stirling Moss ณ สนามแข่งรายการ Mille Miglia ปี 1996 ภาพโดย ©Bruno Lyet

       

สายสัมพันธ์นี้ยังเชื่อมโยงกับนักข่าวสายมอเตอร์สปอร์ตคนดังอย่าง Denis Jenkinson ผู้ติดตาม Sir Stirling Moss ในทุกวินาทีของการแข่งขันรายการสำคัญอยู่หลายครั้งด้วยกัน เพื่อบันทึกทุกเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างฉับไวและเสี่ยงอันตรายอย่างยิ่งบนรถ Mercedes-Benz คู่ใจ ทั้งสองได้ร่วมทำลายสถิติในปี 1955 ด้วยการพิชิตระยะทางสุดโหดกว่า 1,000 ไมล์ ภายในเวลา 10 ชั่วโมง 7 นาที 48 วินาที ด้วยความเร็วเฉลี่ยอันน่าทึ่งที่ 97.96 ไมล์ต่อชั่วโมง (157.65 กิโลเมตรต่อชั่วโมง) ซึ่งยังคงไม่มีผู้ใดสามารถโค่นสถิตินี้ลงได้

ตำนานแห่งสนามแข่งบนนาฬิกาโครโนกราฟ

เพื่อรำลึกถึงวาระครบรอบ 70 ปีแห่งตำนานบนรายการแข่งรถ Mille Miglia คงไม่มีอะไรเหมาะสมเทียบเท่าการรังสรรค์นาฬิการุ่นพิเศษเพื่อการนี้โดยเฉพาะ และแน่นอนว่าต้องเป็นนาฬิกาโครโนกราฟที่หล่อเฟี้ยวแบบเดียวกับรถสปอร์ตรุ่นคลาสสิก ซึ่ง Mille Miglia Classic Chronograph Tribute to Sir Stirling Moss ก็เป็นไปตามที่เราคาดหวัง

ด้วยหน้าปัดสีเงินโอปาลีนที่ชวนให้นึกถึงรถยนต์ Mercedes-Benz 300 SLR รถคู่ใจของท่านเซอร์สุภาพบุรุษนักแข่ง มาพร้อมเข็มนาฬิกาทรงบาตองและหลักชั่วโมงเคลือบ Super-LumiNova® เกรด X1 ที่เหมาะสำหรับการแข่งขันที่กินระยะเวลายาวนานข้ามคืน เรายังชื่นชอบในฟอนต์ตัวเลขอารบิกขอบสีน้ำเงิน และสีแดงในสเกลเล็กบนรางนาทีที่ชวนให้นึกถึงหน้าปัดมาตรวัดความเร็วบนรถแข่ง กิมมิกป้ายลูกศรสีแดงระบุข้อความว่า 1000 Miglia ใต้โลโก้ Chopard ยังเป็นอีกหนึ่งลูกเล่นที่ทำให้นาฬิการุ่นนี้ดูเท่และขี้เล่นนิดๆ การเลือกจับคู่กับสายหนังเจาะรูสีน้ำตาลขนาดใหญ่ที่ช่วยระบายอากาศได้ดี ไม่เพียงแต่ส่งเสริมสไตล์คลาสสิก แต่ยังเหมาะสำหรับเสี้ยวนาทีระทึกใจจนเหงื่อไหลเต็มมือ (ใครขี้ตื่นเต้นจะรู้จักอาการนี้ดี)

รายละเอียดที่แต่งเติมเข้ามาเพื่อสดุดีนักแข่งรถในตำนานถูกสลักไว้บนฝาหลัง ไม่ว่าจะเป็นหมายเลขแสดงรุ่นลิมิเต็ด 70 เรือน ลวดลาย Mille Miglia ล้อมรอบบริเวณขอบ พร้อมทั้งสลักวันที่ของการแข่งขันและเวลาทำลายสถิติอันยิ่งใหญ่ของคู่หู Moss-Jenkinson ส่วนกระจกแซฟไฟร์คริสตัลนั้นก็ยังมีการแกะสลักลายธงตราหมากรุกที่ไขว้กับธงยูเนียนแจ็กประกาศความเป็นหนึ่งของนักแข่งชาวอังกฤษ 

ในส่วนของกลไกโครโนกราฟไขลานอัตโนมัตินั้นไม่ทำให้ผิดหวังเช่นกัน เพราะนอกจะสามารถสำรองพลังงานได้ถึง 54 ชั่วโมง และผ่านการรับรองความเที่ยงตรงจาก COSC แล้ว ยังจัดฟังก์ชันโครโนกราฟมาให้อย่างจุใจ ไม่เพียงแต่มาพร้อมสเกลจับเวลาทั่วไปเท่านั้น แต่ยังพ่วงสเกลทาคีมิเตอร์ที่ช่วยวัดความเร็วที่ใช้ในการเดินทางได้อีกด้วย ซึ่งเป็นฟังก์ชันที่จัดมาเพื่อนักแข่งรถโดยเฉพาะเลยทีเดียว     

  นี่จึงเป็นอีกหนึ่งตำนานที่ถูกบันทึกไว้ด้วยนาฬิกาโครโนกราฟที่เกิดมาเพื่อนักแข่งและนักสะสมอย่างแท้จริง

ข้อมูลทางเทคนิค

กลไก: โครโนกราฟไขลานอัตโนมัติ ผ่านการรับรอง COSC สำรองพลังงานได้ 54 ชั่วโมง

ตัวเรือน: Lucent Steel™ ขนาด 40.5 มม.

หน้าปัด: ทองเหลืองเคลือบสีเงินโอปาลีน

ฝาหลัง: คริสตัลแซฟไฟร์ทรงกล่องเคลือบกันแสงสะท้อน

สาย: หนังลูกวัวเจาะรูสีน้ำตาล

จำนวน: จำกัด 70 เรือน

อ่านบทความเพิ่มเติมได้ที่:

ก้าวสู่ยุคสมัยใหม่ของ Chopard ผ่านเรือนเวลาที่ตอกย้ำความเชี่ยวชาญในงานช่างฝีมือชั้นสูง

Chopard L.U.C รุ่นใหม่ พลิกโฉมตัวเรือนอย่างมีชั้นเชิง

วิเคราะห์ 2 ชัยชนะจาก Chopard บอกเล่าความงดงามบนเวทีรางวัลระดับโลก (GPHG)

Share post:

More like this

Royal Oak Offshore Selfwinding Chronograph สลัดลุคนาฬิกาสปอร์ตสายลุย ลดขนาดลงมา 37 มม. จับคู่กับเฉดสีชมพูและขอบหน้าปัดเพชร

เมื่อนาฬิกาสปอร์ตสายลุยลดขนาดลงมาอยู่ที่ 37 มิลลิเมตร แต่อัดแน่นด้วยวิศวกรรมกลไกจับเวลารุ่นล่าสุด Audemars Piguet นำเสนอ Royal Oak Offshore Selfwinding Chronograph (Ref. 26430IS) ตัวเรือนไทเทเนียมขนาด 37 มิลลิเมตร ที่ปรับสัดส่วนความหนาเหลือเพียง 11.5 มิลลิเมตร

The Reason Why: ทำไม Hublot Big Bang ถึงกลายเป็นไอคอนแห่งศตวรรษ? กับ 3 เหตุผลที่นักสะสมทั่วโลกหลงใหล

หากพูดถึงนาฬิกาที่สามารถพลิกโฉมวงการเรือนเวลาสมัยใหม่ได้อย่างแท้จริง ชื่อของ Hublot Big Bang คงเป็นหนึ่งในโมเดลที่นักสะสมทั่วโลกนึกถึงเป็นอันดับต้น ๆ นับตั้งแต่เปิดตัวครั้งแรกในปี 2005 Big...

เจาะลึกไฮไลต์ Grand Seiko จากงาน Watches and Wonders 2026

Spring Drive U.F.A. Ushio 300 Diver นาฬิกาดำน้ำที่น่าจับตา และรุ่นอื่นๆ ที่ถ่ายทอดมนตร์เสน่ห์ของแดนอาทิตย์อุทัยได้อย่างน่าชื่นชม ภายในงาน...

การกลับมาของ Niton แบรนด์นาฬิกาสวิสอายุร่วมศตวรรษ ที่เปิดตัวอีกครั้งด้วย ‘PRIMA’ นาฬิกา Jump Hour สุดเนี้ยบ

นาฬิกา Niton รุ่น PRIMA มาในสองเวอร์ชัน จำกัดเพียง 38 เรือน   เชื่อแล้วว่า นาฬิกา...