เรือนเวลาโครโนกราฟแด่ตำนานแห่งกีฬามอเตอร์สปอร์ต

ความผูกพันระหว่างแบรนด์เรือนเวลาที่ก่อกำเนิดขึ้นจากเมซงจิวเวลรี่ไม่ได้มีเพียงแค่เรือนเวลาประดับอัญมณีน้ำงาม แต่ความผูกพันระหว่างกีฬามอเตอร์สปอร์ตที่เดินหน้าควบคู่ไปกับการพัฒนาในเชิงกลไกถือเป็นเครื่องยืนยันได้ว่าเรือนเวลาของ Chopard ผ่านกระบวนการคิดอย่างถี่ถ้วนในทุกด้าน และขับเคลื่อนด้วยแพสชันที่เข้มข้นไม่แพ้ใคร
สายสัมพันธ์บนสนามประชันความเร็ว
จุดเริ่มต้นของ Chopard และกีฬามอเตอร์สปอร์ตก่อตัวขึ้นจากความหลงใหลในรถคลาสสิกและการแข่งขันประชันความเร็วบนสนามแข่ง Mille Miglia ที่ Chopard ให้การสนับสนุนและเป็นผู้จับเวลาอย่างเป็นทางการมาตั้งแต่ปี 1988 ไม่เพียงเท่านั้น Karl-Friedrich Scheufele ผู้ดำรงตำแหน่ง Co-president แห่งแบรนด์ Chopard ยังมีแพสชันในการประชันความเร็วอย่างแรงกล้าถึงขั้นลงแข่งขันในรายการ Mille Miglia เป็นประจำทุกปีเป็นเวลา 37 ปีมาแล้ว
ไม่เพียงแต่ลงแข่งขันด้วยตัวเอง Scheufele และแบรนด์ Chopard ยังได้สร้างสายสัมพันธ์อันยืนยาวระหว่าง Sir Stirling Moss นักแข่งรถชาวอังกฤษผู้ถูกยกย่องให้เป็นหนึ่งในตำนานในประวัติศาสตร์กีฬามอเตอร์สปอร์ต ซึ่งนักแข่งระดับไอคอนผู้นี้ยังได้สวมใส่นาฬิกา Chopard Mille Miglia อยู่เสมอ เขาถึงกับเคยกล่าวว่า
“สำหรับผมแล้วนาฬิกา Chopard เป็นหนึ่งในนาฬิกาที่ยอดเยี่ยมที่สุด ผมแทบไม่ใส่นาฬิกาแบรนด์อื่นเลย”
Sir Stirling Moss

สายสัมพันธ์นี้ยังเชื่อมโยงกับนักข่าวสายมอเตอร์สปอร์ตคนดังอย่าง Denis Jenkinson ผู้ติดตาม Sir Stirling Moss ในทุกวินาทีของการแข่งขันรายการสำคัญอยู่หลายครั้งด้วยกัน เพื่อบันทึกทุกเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างฉับไวและเสี่ยงอันตรายอย่างยิ่งบนรถ Mercedes-Benz คู่ใจ ทั้งสองได้ร่วมทำลายสถิติในปี 1955 ด้วยการพิชิตระยะทางสุดโหดกว่า 1,000 ไมล์ ภายในเวลา 10 ชั่วโมง 7 นาที 48 วินาที ด้วยความเร็วเฉลี่ยอันน่าทึ่งที่ 97.96 ไมล์ต่อชั่วโมง (157.65 กิโลเมตรต่อชั่วโมง) ซึ่งยังคงไม่มีผู้ใดสามารถโค่นสถิตินี้ลงได้
ตำนานแห่งสนามแข่งบนนาฬิกาโครโนกราฟ
เพื่อรำลึกถึงวาระครบรอบ 70 ปีแห่งตำนานบนรายการแข่งรถ Mille Miglia คงไม่มีอะไรเหมาะสมเทียบเท่าการรังสรรค์นาฬิการุ่นพิเศษเพื่อการนี้โดยเฉพาะ และแน่นอนว่าต้องเป็นนาฬิกาโครโนกราฟที่หล่อเฟี้ยวแบบเดียวกับรถสปอร์ตรุ่นคลาสสิก ซึ่ง Mille Miglia Classic Chronograph Tribute to Sir Stirling Moss ก็เป็นไปตามที่เราคาดหวัง


ด้วยหน้าปัดสีเงินโอปาลีนที่ชวนให้นึกถึงรถยนต์ Mercedes-Benz 300 SLR รถคู่ใจของท่านเซอร์สุภาพบุรุษนักแข่ง มาพร้อมเข็มนาฬิกาทรงบาตองและหลักชั่วโมงเคลือบ Super-LumiNova® เกรด X1 ที่เหมาะสำหรับการแข่งขันที่กินระยะเวลายาวนานข้ามคืน เรายังชื่นชอบในฟอนต์ตัวเลขอารบิกขอบสีน้ำเงิน และสีแดงในสเกลเล็กบนรางนาทีที่ชวนให้นึกถึงหน้าปัดมาตรวัดความเร็วบนรถแข่ง กิมมิกป้ายลูกศรสีแดงระบุข้อความว่า 1000 Miglia ใต้โลโก้ Chopard ยังเป็นอีกหนึ่งลูกเล่นที่ทำให้นาฬิการุ่นนี้ดูเท่และขี้เล่นนิดๆ การเลือกจับคู่กับสายหนังเจาะรูสีน้ำตาลขนาดใหญ่ที่ช่วยระบายอากาศได้ดี ไม่เพียงแต่ส่งเสริมสไตล์คลาสสิก แต่ยังเหมาะสำหรับเสี้ยวนาทีระทึกใจจนเหงื่อไหลเต็มมือ (ใครขี้ตื่นเต้นจะรู้จักอาการนี้ดี)
รายละเอียดที่แต่งเติมเข้ามาเพื่อสดุดีนักแข่งรถในตำนานถูกสลักไว้บนฝาหลัง ไม่ว่าจะเป็นหมายเลขแสดงรุ่นลิมิเต็ด 70 เรือน ลวดลาย Mille Miglia ล้อมรอบบริเวณขอบ พร้อมทั้งสลักวันที่ของการแข่งขันและเวลาทำลายสถิติอันยิ่งใหญ่ของคู่หู Moss-Jenkinson ส่วนกระจกแซฟไฟร์คริสตัลนั้นก็ยังมีการแกะสลักลายธงตราหมากรุกที่ไขว้กับธงยูเนียนแจ็กประกาศความเป็นหนึ่งของนักแข่งชาวอังกฤษ
ในส่วนของกลไกโครโนกราฟไขลานอัตโนมัตินั้นไม่ทำให้ผิดหวังเช่นกัน เพราะนอกจะสามารถสำรองพลังงานได้ถึง 54 ชั่วโมง และผ่านการรับรองความเที่ยงตรงจาก COSC แล้ว ยังจัดฟังก์ชันโครโนกราฟมาให้อย่างจุใจ ไม่เพียงแต่มาพร้อมสเกลจับเวลาทั่วไปเท่านั้น แต่ยังพ่วงสเกลทาคีมิเตอร์ที่ช่วยวัดความเร็วที่ใช้ในการเดินทางได้อีกด้วย ซึ่งเป็นฟังก์ชันที่จัดมาเพื่อนักแข่งรถโดยเฉพาะเลยทีเดียว
นี่จึงเป็นอีกหนึ่งตำนานที่ถูกบันทึกไว้ด้วยนาฬิกาโครโนกราฟที่เกิดมาเพื่อนักแข่งและนักสะสมอย่างแท้จริง

ข้อมูลทางเทคนิค
กลไก: โครโนกราฟไขลานอัตโนมัติ ผ่านการรับรอง COSC สำรองพลังงานได้ 54 ชั่วโมง
ตัวเรือน: Lucent Steel™ ขนาด 40.5 มม.
หน้าปัด: ทองเหลืองเคลือบสีเงินโอปาลีน
ฝาหลัง: คริสตัลแซฟไฟร์ทรงกล่องเคลือบกันแสงสะท้อน
สาย: หนังลูกวัวเจาะรูสีน้ำตาล
จำนวน: จำกัด 70 เรือน
อ่านบทความเพิ่มเติมได้ที่:
ก้าวสู่ยุคสมัยใหม่ของ Chopard ผ่านเรือนเวลาที่ตอกย้ำความเชี่ยวชาญในงานช่างฝีมือชั้นสูง
Chopard L.U.C รุ่นใหม่ พลิกโฉมตัวเรือนอย่างมีชั้นเชิง
วิเคราะห์ 2 ชัยชนะจาก Chopard บอกเล่าความงดงามบนเวทีรางวัลระดับโลก (GPHG)

