เมื่อความหลงใหลตลอด 26 ปี นำพาสู่ตำแหน่งสูงสุดของรางวัลออสการ์แห่งโลกนาฬิกา
บทความโดย: Wei Koh (Mar 18, 2026)
นับเป็นข่าวที่สร้างความยินดีอย่างยิ่งในโลกนาฬิกา เมื่อ Wei Koh ผู้ก่อตั้งนิตยสาร Revolution และ The Rake ได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่ง ประธานคณะกรรมการตัดสิน (President of the Jury) ของงาน Grand Prix d’Horlogerie de Genève (GPHG) ซึ่งถือเป็นรางวัลอันทรงเกียรติสูงสุดเสมือน “รางวัลออสการ์” ของอุตสาหกรรมนาฬิกา
เบื้องหลังการเดินทางสู่ตำแหน่งสูงสุดของรางวัลออสการ์แห่งโลกนาฬิกา
ในบทความพิเศษนี้ คุณ Wei ได้สะท้อนถึงก้าวใหม่ในชีวิตการทำงานของเขา พร้อมแบ่งปันมุมมองและทัศนคติที่หล่อหลอมการทำงานในฐานะสื่อมวลชนและผู้หลงใหลในเรือนเวลามาตลอดกว่าสองทศวรรษ เขาเน้นย้ำถึงความสำคัญของการเชิดชูความคิดสร้างสรรค์ นวัตกรรม และความประณีตที่บรรดามืออาชีพในอุตสาหกรรมได้ทุ่มเท เพื่อส่งต่อคุณค่าของศิลปะแห่งเวลาให้คงอยู่ต่อไปอย่างสง่างาม
การรับตำแหน่งในครั้งนี้ของ Wei Koh นอกจากจะเป็นเครื่องยืนยันถึงอิทธิพลของเขาในระดับสากลแล้ว ยังนำมาซึ่งมุมมองที่สดใหม่และลึกซึ้งในการคัดเลือกผลงานชิ้นเอกที่จะถูกจารึกไว้ในประวัติศาสตร์ของ GPHG บทใหม่นี้จึงเป็นที่จับตามองอย่างยิ่งจากนักสะสมและผู้ผลิตนาฬิกาทั่วโลก และนี่คือเรื่องราวสุดพิเศษที่คอนาฬิกาไม่ควรพลาด โดยคุณเว่ยได้เล่าเอาไว้ว่า…
“I believe in watchmaking”

ในภาพยนตร์เรื่อง The Godfather เสียงของตัวละครหนึ่งดังขึ้นก่อนที่เราจะได้เห็นใบหน้าของเขาเสียอีก คำพูดเหล่านั้นสรุปใจความสำคัญทั้งหมดของภาพยนตร์เอาไว้ด้วยความเรียบง่ายทว่าลึกซึ้งราวกับวิถีแห่งเซน ผมไม่ได้หมายถึง Don Corleone ตัวละครเอกของเรื่อง แต่กำลังพูดถึง Amerigo Bonasera สัปเหร่อผู้เป็นผู้อพยพและคนนอกที่สร้างตัวจนประสบความสำเร็จ
เขากล่าวว่า “ผมเชื่อมั่นในอเมริกา อเมริกาสร้างความมั่งคั่งให้แก่ผม” ประโยคนี้คือการถ่ายทอดแก่นแท้จากความเรียงเรื่อง “The American Dream” ของ James Truslow Adams ได้อย่างบริสุทธิ์ที่สุด ซึ่ง Adams ได้อธิบายไว้ว่า “ความฝันนี้ไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของรถยนต์หรือค่าแรงที่สูงลิ่ว หากแต่เป็นความฝันถึงระเบียบทางสังคมที่ชายและหญิงทุกคนจะสามารถบรรลุศักยภาพสูงสุดตามขีดความสามารถที่มีมาแต่กำเนิด และได้รับการยอมรับจากผู้อื่นในตัวตนที่พวกเขาเป็น โดยปราศจากข้อจำกัดด้านสถานะหรือต้นกำเนิดที่ติดตัวมาโดยบังเอิญ”

หากผมต้องป้อนข้อมูลชีวิตของตัวเองให้ AI สร้างเป็นภาพยนตร์ในสไตล์ The Godfather ของ Francis Ford Coppola บทพูดของผมคงจะเป็น “ผมเชื่อมั่นในโลกนาฬิกา โลกนาฬิกามอบทุกสิ่งให้แก่ผม ทั้งอาชีพการงาน ความหลงใหล มิตรภาพ และสังคมที่ผมอยู่ โลกนาฬิกาได้มอบเป้าหมายในการมีชีวิตให้แก่ผม”
นี่คือแก่นแท้จากประสบการณ์ชีวิตของผมตลอด 25 ปีที่ผ่านมา ซึ่งเป็นความจริงอย่างที่สุด หากไม่นับเรื่องการได้พบรักแท้ในชีวิตแล้ว โลกนาฬิกาได้มอบทุกอย่างและให้มากกว่าที่ผมเคยจินตนาการไว้เสียอีก ด้วยเหตุนี้ ภารกิจของผมจึงเป็นการสนับสนุน เผยแพร่ และปกป้องคุณค่าของนาฬิกาจักรกลอย่างสุดความสามารถเสมอมา


แม้ช่องทางที่ผมใช้ขับเคลื่อนภารกิจนี้จะเปลี่ยนไปตามยุคสมัย จากงานเขียนและวารสารศาสตร์สิ่งพิมพ์ (ซึ่งเป็นรักแรกของผม) มาสู่เว็บบอร์ดและการพูดคุยในโลกออนไลน์ยุคบุกเบิก จนถึงวิดีโอ คอนเทนต์โซเชียลมีเดีย การจัดงานสัมมนา และล่าสุดคือ Man of the Hour ซีรีส์ทางโทรทัศน์รายการแรกที่เจาะลึกเรื่องนาฬิกาเป็นตอนๆ แต่ความตั้งใจของผมยังคงเหมือนเดิมไม่เปลี่ยนแปลง นั่นคือการเชิดชูงานฝีมือที่ผมรักอย่างสุดหัวใจ จุดบรรจบอันมีเสน่ห์ดึงดูดใจที่วิศวกรรมมาพบกับงานช่างศิลป์ วิทยาศาสตร์มาบรรจบกับศิลปะ และปรุงแต่งด้วยมนต์ขลังที่ไม่อาจมองข้าม ในเรื่องนี้ผมยังคงมุ่งมั่นและหนักแน่นไม่เคยสั่นคลอน
เรื่องราวของมิตรภาพตลอดเส้นทางการขับเคลื่อนวงการนาฬิกา
หากคุณบอกผมเมื่อ 26 ปีก่อน ตอนที่ผมเขียนบทความชิ้นแรกในฐานะนักข่าวสายนาฬิกาเกี่ยวกับ Panerai ซึ่งในเวลานั้นยังเป็นเพียงนาฬิกาเครื่องมือทหารที่ไม่มีใครรู้จัก ก่อนจะกลายเป็นแบรนด์หรูในเวลาต่อมา หรือถ้าคุณบอกผมในวันที่ 7 เมษายน 2005 ตอนที่ผมเดินลากกระเป๋าแจกนิตยสาร Revolution ฉบับปฐมฤกษ์ด้วยตัวเองไปตามโถงทางเดินอันวุ่นวายของงาน Baselworld ว่าวันหนึ่งผมจะได้เป็นประธานคณะกรรมการตัดสินของ Grand Prix d’Horlogerie de Genève ผมคงจะบอกคุณว่า “คุณบ้าไปแล้ว”
มันจะเป็นไปได้อย่างไรที่คนสิงคโปร์ซึ่งเติบโตในนิวยอร์ก เคยผ่านการเกณฑ์ทหารในกองทัพสิงคโปร์ เคยไปเป็นคนงานในไร่ปศุสัตว์ N-Bar ที่รัฐมอนทานา เรียนจบด้านภาพยนตร์จากซานดิเอโก และเคยเป็นผู้ช่วยของผู้กำกับ Kathryn Bigelow จะได้มาทำหน้าที่ประธานในพิธีมอบรางวัลที่ทรงเกียรติที่สุดของอุตสาหกรรมนาฬิกาสวิส?
เมื่อผมได้รับแจ้งข่าวจาก Raymond Loretan และ Carine Maillard แห่ง GPHG (ชื่อย่อที่ทุกคนในอุตสาหกรรมใช้เรียกกันจนติดปาก) ผมแทบจะตกจากเก้าอี้เลยทีเดียว พอตั้งสติได้ สิ่งที่ Marcel Proust เคยนิยามไว้ว่าเป็น “กระแสความทรงจำที่พรั่งพรูออกมาเอง” ก็ถาโถมเข้ามา ทั้งทรงพลังและน่าประทับใจอย่างยิ่ง


ผมจำได้ว่าตัวเองเคยนั่งรถไฟจากซูริกไปบาเซิล (สมัยนั้นการหาห้องพักที่นั่นเป็นเรื่องยากมาก) พร้อมกับแบกกล้องมีเดียมฟอร์แมตไปด้วย ผมจำบรรยากาศงานเลี้ยงฉลองครบรอบ 250 ปีของ Vacheron Constantin ในเจนีวาได้แม่นยำ ผมจำตอนที่ได้เห็นแบรนด์ Richard Mille ถือกำเนิดขึ้น และภาพที่เขาขว้างนาฬิกาทูร์บิยองลงกับพื้นเพื่อพิสูจน์ความทนทานต่อแรงกระแทก
ผมยังจำความรู้สึกตื่นตาตื่นใจจนอ้าปากค้างเมื่อได้ก้าวเข้าไปในโรงงานผลิตของ Rolex เป็นครั้งแรก โดยมี Dominique Tadion ผู้อำนวยการฝ่ายประชาสัมพันธ์ในขณะนั้นยืนหัวเราะด้วยความเอ็นดู ผมจำการพบกับ François-Paul Journe ครั้งแรกที่บ้านของ Gabriel Tortella ผู้มีสีสันแพรวพราว และจำตอนที่บังเอิญเจอผู้มีวิสัยทัศน์อย่าง Philippe Stern กำลังสูบบุหรี่อยู่หน้าโรงงานอันน่าทึ่งของเขาใน Plan-les-Ouates เขาเหม่อมองไปยังอาคารอันงดงามเบื้องหลังแล้วอธิบายกับผมว่า “พ่อผมเคยคัดค้านการสร้างที่นี่ ท่านคิดว่าเราควรอยู่ที่เดิมในเจนีวา แต่ผมต้องการรวมทุกอย่างไว้ภายใต้หลังคาเดียวกัน”


ผมจำได้ว่า Angelo Bonati ชวนผมไปกินมื้อเช้าในปี 2005 เพราะในขณะที่คนอื่นออกไปปาร์ตี้กันเมื่อคืนก่อนหน้า ผมกลับเข้าโรงแรมเพื่อเขียนเรื่องราวเจาะลึกวิสัยทัศน์ของเขาเกี่ยวกับการสร้างกลไก In-house ผมจำได้ว่าฟองดูว์มื้อแรกในสวิตเซอร์แลนด์ของผมคือการได้นั่งกินกับ Denis Flageollet ระหว่างทริปสื่อมวลชนเพื่อไปทำความรู้จักโลกนาฬิกาอิสระ ซึ่งจัดโดย Michael Tay แห่ง The Hour Glass ในปี 2004 แทนที่จะกินอาหารที่สั่งไว้ล่วงหน้า ผมกลับขอสั่งฟองดูว์แทน พอ Denis เห็นเข้าเขาก็บอกว่า “ในสวิตเซอร์แลนด์ เราไม่ปล่อยให้เพื่อนกินฟองดูว์คนเดียวหรอก เดี๋ยวผมจะกินเป็นเพื่อนคุณเอง”
นั่นคือเหตุผลที่ผมรักฟองดูว์มาก เพราะการได้ร่วมโต๊ะแบ่งปันเมนูนี้กับใครสักคนคือการแสดงออกถึงมิตรภาพในแบบสวิส และนั่นคือสิ่งที่ผมรู้สึกตลอด 26 ปีในอุตสาหกรรมนี้ คือการได้หยั่งรากลึกอยู่ในสังคมแห่งมิตรภาพที่แน่นแฟ้นจนกลายเป็นครอบครัวเดียวกัน แน่นอนว่าเหมือนกับทุกครอบครัวที่เราอาจมีความเห็นไม่ตรงกันบ้าง หรือขุ่นเคืองกันไปบ้างในบางครั้ง แต่ท้ายที่สุดแล้ว สิ่งที่รองรับความสัมพันธ์ของเราไว้คือความรักและความมุ่งมั่นที่จะสร้างคุณประโยชน์ร่วมกันให้กับครอบครัวของเรา ทั้งในวันนี้และเพื่ออนาคตที่ยั่งยืนสืบไป


เราไม่เคยลืมบทเรียนที่วิกฤตการณ์ควอตซ์ (Quartz Crisis) เคยสอนไว้ นั่นคือเราต้องร่วมแรงร่วมใจกันเสมอเพื่อให้แน่ใจว่างานฝีมือของเราจะถูกรักษาไว้สู่อนาคต และวิธีที่ดีที่สุดในการบรรลุเป้าหมายนี้คือการสร้างสรรค์สิ่งใหม่อย่างต่อเนื่อง
บุคคลระดับตำนานอย่าง Jean-Frédéric Dufour เคยกล่าวไว้ได้ดีที่สุดในการปาฐกถาพิเศษที่งาน Dubai Watch Week 2025 ซึ่งผมได้รับเกียรติให้เป็นผู้ดำเนินรายการว่า “เพื่อสุขภาพที่ดีในระยะยาวของอุตสาหกรรม เราต้องการความร่วมมืออย่างที่เราเห็นกันอยู่นี้ แต่เราก็ต้องการการแข่งขันที่สร้างสรรค์ด้วยเช่นกัน แม้แต่แบรนด์ที่เล็กที่สุดก็สามารถสร้างแรงกระตุ้นที่สำคัญของพลังงานและความคิดสร้างสรรค์ได้” และนี่แหละครับเพื่อนๆ คือเหตุผลที่ผมเชื่อมั่นอย่างแรงกล้าในความจำเป็นของ GPHG เพราะมันคือการเฉลิมฉลองให้กับจิตวิญญาณแห่งสังคมและส่งเสริมความร่วมมือที่ดีร่วมกันในแบบที่ยอดเยี่ยมที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้
การที่จะกล่าวว่าการได้รับแต่งตั้งเป็นประธานคณะกรรมการตัดสินของ GPHG เป็นเรื่องที่น่าตื้นตันใจอย่างลึกซึ้งและเป็นหนึ่งในเกียรติยศสูงสุดในชีวิตของผมนั้น ดูจะเป็นการกล่าวที่น้อยกว่าความเป็นจริงไปมาก
ในขณะนี้ ผมเพียงแค่อยากจะขอแสดงความขอบคุณอย่างที่สุดและแสดงความเคารพต่อ Nicholas Foulkes ผู้ดำรงตำแหน่งก่อนหน้าผม เขาเป็นบุคคลที่น่าทึ่งและยังเป็นผู้ได้รับรางวัล Lifetime Achievement Award ประจำปี 2025 จากนิตยสาร Revolution อีกด้วย ตลอดระยะเวลา 4 ปีที่ผมได้ร่วมเป็นคณะกรรมการภายใต้การนำของ Nick ผมได้เห็นเขาเปลี่ยนกระบวนการพิจารณาตัดสินให้กลายเป็นพื้นที่แห่งการถกเถียงที่ยอดเยี่ยม ซึ่งเต็มไปด้วยการแบ่งปันมุมมองอย่างเปิดเผย โปร่งใส และซื่อตรง ความเป็นผู้นำของเขาจะเป็นแรงบันดาลใจสำคัญให้แก่ผมตลอดไป
สำหรับตอนนี้ ผมขอจบไว้เพียงเท่านี้ และอยากจะกล่าวทิ้งท้ายว่า
“ผมเชื่อมั่นในโลกนาฬิกา โลกนาฬิกามอบทุกสิ่งให้แก่ผม
และตอนนี้ถึงเวลาที่ผมจะตอบแทนคืนกลับไปบ้างแล้ว”
อ่านบทความอื่นๆ เพิ่มเติม
ศิลปะเหนือกาลเวลาใต้เงาภูเขาไฟฟูจิ Louis Vuitton Escale au Mont Fuji Pocket Watch
Breitling Superocean Heritage B01 Chronograph 42 นิยามใหม่ของนาฬิกาสปอร์ตหรูที่ผสานอดีตและอนาคตไว้ในหนึ่งเดียว
รวมไฮไลต์ผลงานเด่นจาก Audemars Piguet ที่เปิดตัวในปี 2026

