Cartier สานต่อตำนานผู้สร้างสรรค์รูปทรงแห่งเวลา ด้วยการตีความใหม่ของเรือนเวลารูปทรงโดดเด่นในอดีตกาล

Date:

การกลับมาของรุ่นที่หลายคนคิดถึง และรุ่นที่ได้รับแรงบันดาลใจจากผลงานชิ้นไอคอนิกของเมซง

ขึ้นชื่อว่าเป็นเมซงแห่งการบุกเบิกเรือนเวลาที่มีรูปทรงเป็นเอกลักษณ์โดดเด่น และเป็นผู้นำในการสำรวจรูปทรงแปลกใหม่ในการบอกเวลา ในงาน Watches and Wonders ปี 2026 นี้ Cartier จึงเน้นย้ำความเชี่ยวชาญด้านการสร้างสรรค์รูปทรงแห่งเรือนเวลา ผสานเข้ากับความชำนาญในงานช่างฝีมืออันละเอียดอ่อน กลายเป็นนาฬิกา 5 รุ่นใหม่ที่นำความงดงามแปลกตาในอดีตมาตีความใหม่ได้อย่างน่าตื่นตา 

Santos-Dumont: ตำนานแห่งรูปทรงเหลี่ยมกับหน้าปัดและสายรูปแบบใหม่

นาฬิกาทรงเหลี่ยมที่กล้าฉีกกรอบออกจากรูปทรงเดิมๆ อย่าง Santos-Dumont นั้นไม่ว่าจะถูกนำมาตีความใหม่อีกสักกี่ครั้งก็ยังคงเรียกความสนใจจากเหล่าคนรักนาฬิกาได้เสมอ และในปีนี้ Santos-Dumont กลับมาพร้อมกับกลิ่นอายวินเทจเต็มตัว รูปทรงตัวเรือนเหลี่ยมยังคงเอกลักษณ์ไว้ดังเดิม แต่หลายองค์ประกอบถูกปรับให้มีรายละเอียดชวนมองยิ่งขึ้น สิ่งแรกที่สังเกตเห็นได้อย่างชัดเจนคือสายนาฬิกาเยลโลว์โกลด์ข้อต่อเพรียวบางที่มีความกว้างของแต่ละข้อเพียง 1.15 มม. เท่านั้น ที่มีข้อต่อโลหะเรียงแถวกัน 15 แถว ถักทอเข้าด้วยกันในรูปแบบสายตาข่ายที่ได้แรงบันดาลใจจากช่วงปี 1920  ซึ่งดูเหมือนว่าสายกลิ่นอายอินเทจรูปแบบนี้จะหวนกลับมาได้รับความสนใจในแวดวงนาฬิกาอีกครั้ง

อีกหนึ่งองค์ประกอบที่แตกต่างจากเดิมอย่างชัดเจน คือหน้าปัดหินออบซิเดียนจากเม็กซิโกเคลือบทอง ประกายสุกปลั่งจากทองแทรกตัวอยู่ในฟองอากาศเล็กๆ ในเนื้อหินแผ่นบางเพียง 0.3 มม. แผ่นหน้าปัดออบซิเดียนที่บอบบางราวกับแก้วแผ่นบางจึงนับเป็นอีกหนึ่งความท้าทายที่ช่างฝีมือในเมซง Cartier ก้าวข้ามได้สำเร็จ และเมื่อหน้าปัดสีน้ำตาลเหลือบประกายทองถูกโอบอุ้มไว้ด้วยตัวเรือนเยลโลว์โกลด์พร้อมสายตาข่ายสีทอง มันบ่งบอกถึงอดีตอันเรืองรองที่หวนกลับมาสู่ปัจจุบันได้อย่างกลมกลืน

Roadster: การกลับมาอีกครั้งของตัวเรือนทรงตอนโนสุดคลาสสิก

นาฬิกาหน้าตาคลาสสิกอย่าง Roadster เปิดตัวครั้งแรกในปี 2002 แล้วกลับห่างหายไปจากวงการนาฬิกา และปี 2026 น่าจะเป็นช่วงเวลาที่เหมาะสมสำหรับ Roadster เพราะนาฬิกาที่โอบอุ้มกลิ่นอายแห่งอดีตไว้กำลังเป็นที่จับตามอง ซึ่งการกลับมาในครั้งนี้ Roadster มาในรูปแบบที่เฉียบคมและลงตัวกว่าเคย เส้นสายโค้งเว้าเพรียวบางของตัวเรือนทรงตอนโนสื่อถึงแรงบันดาลใจจากยนตรกรรมชั้นเลิศอย่างชัดเจน เส้นสายคมชัดเกิดจากขอบตัวเรือนและตัวเรือนรูปทรงเดียวกันผนึกซ้อนเข้าด้วยกันกลายเป็นการเล่นระดับอย่างมีชั้นเชิง จุดหนึ่งที่สังเกตได้ว่าเกิดจากความพยายามออกแบบให้ดีไซน์และฟังก์ชันอยู่ร่วมกันได้อย่างลงตัว คือเม็ดมะยมที่เชื่อมโยงกับเลนส์ขยายวันที่ และหน้าปัดให้เป็นหนึ่งเดียว การเล่นระดับของโลหะที่กระจกที่เชื่อมระหว่างเม็ดมะยมคาโบชองกับหน้าต่างวันที่ ทำให้ดีไซน์ดูมีกิมมิกน่าสนใจ มีมิติลึกคมชัดกว่าเวอร์ชันดั้งเดิมและทำให้การใช้งานทั้งการปรับตั้งค่า และการอ่านค่าวันที่ทำได้อย่างสะดวกง่ายดายยิ่งขึ้นอีกด้วย Roadster เวอร์ชันใหม่จึงเป็นการขับเน้นจุดเด่นให้ชัดเจนยิ่งขึ้น โดยไม่ละทิ้งเสน่ห์ดั้งเดิมที่ยังคงน่าหลงใหลในสายตาคนรักนาฬิกาผู้โหยหาอดีต 


Baignoire: ลวดลายซิกเนเจอร์บนรูปทรงที่คุ้นเคย

นาฬิกาที่ทำหน้าที่ประหนึ่งเครื่องประดับชิ้นงามอย่าง Baignoire ไม่ว่าจะถูกนำมาปรับแปลงโฉมสักกี่ครั้งก็ยังคงมีเสน่ห์ในแบบฉบับของตัวเองเสมอ แต่สำหรับเวอร์ชันล่าสุดที่ถูกแปลงโฉมใหม่ด้วยลวดลาย Clou de Paris อันเป็นเอกลักษณ์ของ Cartier ดูเหมือนว่าจะเป็น Baignoire ในเวอร์ชันที่โฉบเฉี่ยวกว่าที่เคยเป็น แต่ยังคงเอกลักษณ์ของเมซงไว้ได้อย่างครบถ้วน 

การปักหมุดโทนทองในลวดลาย Clou de Paris ตลอดทั้งเรือนนั้นเมื่อถูกนำมาใช้กับเรือนเวลา Baignoire ทำให้เกิดภาพลักษณ์ใหม่ที่น่าจดจำด้วยการสร้างมิติทั่วทุกตารางมิลลิเมตรด้วยหมุดทรงพีระมิดที่ถึงแม้จะดูแหลมแต่ผ่านการลบมุมแหลมให้นุ่มนวลไม่ระคายผิว ประกอบกับการเลือกขัดแต่งพื้นผิวทองด้วยการขัดเงา มอบการกระจายแสงอย่างเต็มที่ตลอดทั้งเรือน รวมถึงบริเวณหน้าปัดก็ไม่ละเว้น สัดส่วนของตัวเรือนยังถูกปรับใหม่เพื่อเสริมให้ทุกมุมลงตัวทั้งในแง่ของดีไซน์และการใช้งาน รวมถึงปุ่มกดเยลโลว์โกลด์ที่ออกแบบให้แนบเนียนไปกับสายนาฬิกาวัสดุเดียวกัน  

นอกจากรุ่นเยลโลว์โกลด์ที่ขับเน้นประกายเงางามของวัสดุล้อไปกับรูปทรงของหมุดแล้ว รุ่นประดับเพชรก็ยังยกระดับให้ Baignoire หรูหราไปอีกขั้น ด้วยเพชรน้ำงามเจียระไนทรงบริลเลียนต์คัตร่วม 100 เม็ด ฝังด้วยเทคนิคการฝังแบบ snow setting ทั่วผืนหน้าปัด ผสานเข้ากับเทคนิคการฝังเพชรแบบกลับด้านบนตัวเรือน ฉาบประกายวาวระยับให้เรือนเวลารุ่นอมตะกลายเป็นเครื่องประดับชิ้นงามได้อย่างไร้ที่ติ นี่จึงเป็น Baignoire ที่ถูกชุบชีวิตด้วยดีเอ็นเอของเมซง ทำให้รูปทรงที่ดูคลาสสิกฉาบไว้ด้วยความร่วมสมัยและเร้าใจกว่าที่เคยเป็น

Myst de Cartier: ความหรูหราและประณีตสูงสุดบนรูปทรงแห่งอดีต

นับเป็นเรือนเวลาที่มีเอกลักษณ์ในงานสถาปัตยกรรมที่โอบรับความเป็นอาร์ตเดโคไว้อย่างเต็มเปี่ยม สำหรับ Myst de Cartier เรือนเวลาที่ได้แรงบันดาลใจจากผลงานของ Jeanne Toussaint จิวเวลรี่ดีไซเนอร์ผู้รังสรรค์ผลงานระดับไอคอนิกอย่าง Panthère จิวเวลรี่รูปทรงเสือแพนเตอร์อันเป็นตำนาน โดยหลอมรวมเทคนิคงานอัญมณีไว้บนรูปทรงสถาปัตยกรรมที่หลอมรวมเส้นสายโค้งมนวนเป็นเกลียวเข้ากับเส้นสายเรขาคณิต และเทคนิคการฝังเพชรได้อย่างกลมกลืน 

ไม่ว่าจะพิจารณาดูในมุมไหนก็สัมผัสได้ถึงงานช่างฝีมือชั้นสูงที่พิถีพิถันในทุกจุด นับตั้งแต่หน้าปัดประดับเพชรแบบพาเว่เป็นลวดลายเรขาคณิต ล้อมกรอบออนิกซ์สีดำขลับ หลักชั่วโมงทรงสามเหลี่ยมเล็กๆ อยู่ร่วมกับกรอบออนิกซ์ได้อย่างกลมกลืน การแต่งแต้มแล็กเกอร์สีดำด้วยเทคนิคงานช่างฝีมือชั้นสูงลงไปบนข้อสายทรงเกลียว สลับกับการประดับอัญมณีแบบไข่ปลา ที่เลือกใช้อัญมณีหลากหลายขนาดวางเรียงรายกันบนสายแบบยืดหยุ่นได้ที่เหมาะสำหรับการสวมใส่ในชีวิตประจำวัน ทำให้เรือนเวลาจิวเวลรี่ที่ดูหรูวิจิตรรุ่นนี้อยู่คู่กับข้อมือสุภาพสตรีได้อย่างเหมาะเจาะ 

Crash Skeleton: การหวนคืนของรูปทรงอสมมาตรอันแตกต่าง

เชื่อว่า การนำเรือนเวลารุ่นที่สาวก Cartier คิดถึงกลับมาตีความใหม่ในคอลเลกชัน Cartier Prive เป็นสิ่งที่คนรักนาฬิกาตั้งตารอเสมอ และในครั้งนี้ทางเมซงเลือกนาฬิการุ่นนอกกรอบที่เกิดในปี 1967 อย่าง Crash มาชุบชีวิตใหม่ในเวอร์ชันสเกเลตัน โครงสร้างสเกเลตันที่มีเส้นสายเฉพาะตัวโอบอุ้มกลไกไขลานด้วยมือ  Manufacture 1967 MC ที่ประกอบด้วยชิ้นส่วนกว่า 142 ชิ้น ไว้ด้านใน ชิ้นส่วนที่เคลื่อนไหวได้ต่างๆ ถูกโอบอุ้มไว้ด้วยสะพานจักรทรงตัวเลขโรมันที่ทำหน้าที่หลักชั่วโมงไปในตัว พื้นผิวเหนือสะพานจักรยังถูกตกแต่งด้วยมืออย่างพิถีพิถัน สิ่งที่แตกต่างไปจากเดิมเล็กน้อยเท่าที่พอจะสังเกตได้คงเป็นตำแหน่งของเม็ดมะยมที่ถูกเคลื่อนตำแหน่งลงมาเล็กน้อย แต่โดยรวมแล้วการปรับเปลี่ยนในครั้งนี้ก็ทำให้ดีไซน์โดยรวมดูลงตัวขึ้นมากทีเดียว

นาฬิกา Crash Skeleton รุ่นนี้ถูกรังสรรค์ขึ้นในจำนวนจำกัด 150 เรือนเท่านั้น นี่จึงเป็นโอกาสพิเศษสุดในการได้ครอบครองนาฬิการูปทรงแหวกแนวอันเป็นตำนานแห่งการคิดนอกกรอบดั้งเดิมของ Cartier  

จึงอาจกล่าวได้ว่า นาฬิกาทั้งห้ารุ่นที่ Cartier เลือกเปิดตัวในงาน Watches and Wonders 2026 เป็นตัวแทนแสดงถึงแนวโน้มความนิยมในวงการนาฬิกาที่ยังคงโหยหาอดีต และมุ่งมั่นหยิบเอาแรงบันดาลใจจากรูปทรงที่สร้างความประทับใจจากต่างยุคสมัยมาปรับโฉมให้ร่วมสมัยอยู่เสมอ

อ่านบทความเพิ่มเติมได้ที่:

The Revolutionary List: 30 นาฬิกาผู้บุกเบิก – คาร์เทียร์ แครช สเกเลตัน (The Cartier Crash Skeleton)

รอยจารึกแห่งแสงสว่าง เมื่อ Cartier รังสรรค์เวลาด้วยจิตวิญญาณช่างอัญมณี

Cartier เปิดตัวแคมเปญส่งท้ายปี 2025 พบกับเหล่าเสือแพนเตอร์ตัวน้อยบุกบูติค 13 รูว์ เดอ ลา เป ในค่ำคืนแห่งความมหัศจรรย์

Share post:

More like this

Louis Moinet ส่ง 4 รุ่นใหม่ เป็นตัวแทนต่อยอดมรดกของแบรนด์ในบริบทร่วมสมัย ภายในงาน Watches and Wonders 2026 

1816 สองรุ่นเพื่อสดุดีนาฬิกาโครโนกราฟเรือนแรก Time to Race รุ่นใหม่ และ Skydance นาฬิกาสุภาพสตรีที่หลายคนรอคอย  ปี...

Arnold & Son เผยโฉมทูร์บิญองรุ่นบางเฉียบ Ultrathin Tourbillon Onyx Edition อีกหนึ่งรุ่นในงาน Watches and Wonders 2026  

ทรงพลังด้วยหน้าปัดหินออนิกซ์เนื้อแมตต์ มาในสองวัสดุเรดโกลด์ 5N และแพลตินัม หลังจากเผยโฉม HM Pietersite นาฬิกาหน้าปัดหินแร่หายากมาเป็นทีเซอร์ก่อนเริ่มต้นเข้าสู่งาน Watches...

Piaget Watches and Wonders 2026: มนต์เสน่ห์หินสีและลาย Gadroon แห่งยุค 60s

Piaget ฉลองความหรูหราในงาน W&W 2026 ด้วยการนำหินสีธรรมชาติและลายสลัก Gadroon กลับมาเล่าใหม่ พบกับ Polo 79 หน้าปัด Sodalite และที่สุดของวิศวกรรม Altiplano Ultimate Concept Tourbillon ที่บางเพียง 2 มม.

Angelus ส่ง Tinkler 1958 การตีความใหม่ของนาฬิกาควอเตอร์-รีพีทเตอร์อันเป็นมรดกของแบรนด์ร่วมแสดงในงาน Watches and Wonders 2026

ตอกย้ำความชำนาญในการผลิตกลไกขานบอกเวลาด้วยเสียงที่อยู่คู่กับ Angelus มาตั้งแต่ปี 1891  จุดกำเนิดแห่งเสียงบอกเวลา บางคนอาจจะไม่รู้ว่า นับตั้งแต่ก่อตั้งแบรนด์ Angelus ที่เราคุ้นเคยกับนาฬิกา Dress Watch...