ปี 2026 คือขวบปีที่สำคัญของ Vacheron Constantin เพราะเป็นปีที่ครบรอบ 30 ปีของคอลเลกชั่น Overseas พอดี ในงาน Watches and Wonders ปีนี้ แบรนด์จึงเลือกทุ่มเทความสำคัญไปที่การอัปเกรดเรือนเวลาสำหรับนักเดินทางให้สมบูรณ์แบบที่สุด พร้อมกับการโชว์ทักษะการทำนาฬิกาบางเฉียบ (Ultra-Thin) ที่ใช้เวลาพัฒนานานถึง 7 ปี เพื่อสร้างสถิติใหม่ให้กับตัวเอง มาดูกันว่ามีอะไรมาอัพเดตบ้าง
Overseas Self-Winding Ultra-Thin (Ref. 2500V)
นี่คือหมัดเด็ดที่สร้างความฮือฮาที่สุดในบูท เพราะมันคือนาฬิกา Overseas ที่บางที่สุดเท่าที่เคยผลิตมา ด้วยตัวเรือนวัสดุแพลทินัม 950 ขนาด 39.5 มม. แต่มีความหนาเพียง 7.35 มม. เท่านั้น ความลับอยู่ที่กลไกใหม่ล่าสุด Calibre 2550 ที่บางเพียง 2.4 มม. โดยใช้ไมโครโรเตอร์ทองคำแทนโรเตอร์ขนาดปกติ และจัดวางระบบตลับลานคู่แบบแขวน (Suspended Double Barrel) เพื่อให้สำรองพลังงานได้นานถึง 80 ชั่วโมง หน้าปัดมาในสีแซลมอน (Salmon Dial) ที่ให้ลุควินเทจและดูแพงสุดๆ รุ่นนี้ผลิตจำกัดเพียง 255 เรือน และวางขายเฉพาะในบูทิกเท่านั้น


Overseas Dual Time “Cardinal Points”
เพื่อฉลองวาระครบรอบ 30 ปี Vacheron Constantin ได้ส่งนาฬิกา GMT ชุดพิเศษ 4 รุ่นที่ใช้สีหน้าปัดแทน “ทิศทั้งสี่” บนเข็มทิศ ตัวเรือนทำจากไทเทเนียมเกรด 5 ขนาด 41 มม. ซึ่งมีน้ำหนักเบาและทนทาน สีหน้าปัดประกอบด้วยสีขาว (ทิศเหนือ – ขั้วโลก), สีน้ำตาล (ทิศใต้ – ที่ราบสูง), สีเขียว (ทิศตะวันตก – ป่า) และสีน้ำเงิน (ทิศตะวันออก – ท้องฟ้าขอบฟ้า) ทุกรุ่นขับเคลื่อนด้วยกลไก 5110 DT/3 ที่ขึ้นชื่อเรื่องความเที่ยงตรงและการใช้งานที่ง่าย เหมาะสำหรับคนที่ต้องเดินทางข้ามเขตเวลาบ่อยๆ

Historiques American 1921 (2026 Edition)
นาฬิกาทรงสี่เหลี่ยมหน้าปัดเอียง 45 องศาอันเป็นเอกลักษณ์ กลับมาอีกครั้งในเวอร์ชันหรูหรากว่าเดิมด้วยตัวเรือนทองคำพิงค์โกลด์ 18K มีให้เลือกสองขนาดคือ 40 มม. และ 36.5 มม. ความพิเศษของปีนี้คือการเลือกใช้หน้าปัดสีเงินผิวพ่นทราย (Grained Silver-tone) ตัดกับตัวเลขและเข็มนาฬิกาสีน้ำเงินเข้ม มอบลุคที่ดูสุขุม นิ่ง และสะอาดตา เป็นงานดีไซน์ที่พิสูจน์ว่าความแปลกใหม่จากเกือบร้อยปีก่อนยังคงดูทันสมัยและมีสไตล์เสมอในปัจจุบัน

Égérie Moon Phase Spring Blossom
ปิดท้ายด้วยงานช่างศิลป์ชั้นสูงสำหรับผู้หญิง กับรุ่น Égérie ที่ปีนี้มาในธีมดอกไม้ผลิบาน ตัวเรือนพิงค์โกลด์ 37 มม. ล้อมเพชร หน้าปัดโดดเด่นด้วยงานลงยาและแกะสลักที่เล่าเรื่องราวของธรรมชาติ พร้อมฟังก์ชันข้างขึ้นข้างแรมที่ประดับด้วยมุกและอัญมณี ผลิตจำกัดเพียง 100 เรือน เป็นการรวมเอาศาสตร์แห่งเวลาและอัญมณีศาสตร์เข้าไว้ด้วยกันอย่างกลมกลืน




Vacheron Constantin ในปี 2026 จึงเป็นการสรุปภาพรวมของแบรนด์ได้อย่างชัดเจน ว่าพวกเขายังคงเป็น “เจ้าแห่งงานฝีมือ” ที่ให้ความสำคัญกับทั้งเรื่องราวในอดีตและนวัตกรรมกลไกที่บางเฉียบเหนือชั้น เป็นความหรูหราที่ไม่ต้องตะโกน แต่สัมผัสได้ทันทีผ่านรายละเอียดที่เนี้ยบกริบในทุกมิติ
ข้อมูลทางเทคนิค
| รายละเอียด | Overseas Ultra-Thin (Ref. 2500V) | Overseas Dual Time “Cardinal Points” | Historiques American 1921 (2026) | Égérie Moon Phase Spring Blossom |
| ตัวเรือน | Platinum 950 (39.5 x 7.35 มม.) | Titanium Grade 5 (41 มม.) | 18K Pink Gold (40 / 36.5 มม.) | 18K Pink Gold (37 มม.) ล้อมเพชร |
| หน้าปัด | สีแซลมอน (Salmon Dial) | 4 สี (ขาว, น้ำตาล, เขียว, น้ำเงิน) | Silver-tone พ่นทราย / เข็มน้ำเงิน | งานลงยา (Enamel) ลายดอกไม้ |
| กลไก | Calibre 2550 (Micro-rotor) | Calibre 5110 DT/3 | Calibre 4400 AS (ไขลาน) | อัตโนมัติ พร้อมข้างขึ้นข้างแรม |
| สำรองพลังงาน | 80 ชั่วโมง (Suspended Double Barrel) | 60 ชั่วโมง (โดยประมาณ) | 65 ชั่วโมง | – |
| จุดเด่น | บางที่สุดในตระกูล Overseas (7.35 มม.) | คอนเซปต์ทิศทั้งสี่ / น้ำหนักเบา | ดีไซน์เอียง 45 องศา สุดคลาสสิก | งานศิลป์ชั้นสูง (Artistic Crafts) |
| จำนวนผลิต | Limited 255 เรือน (Boutique Only) | รุ่นพิเศษฉลอง 30 ปี | รุ่นประจำปี 2026 | Limited 100 เรือน |
อ่านบทความอื่นๆ เพิ่มเติม
Bvlgari Octo Finissimo 37 ก้าวข้ามสถิติโลกสู่ความสมบูรณ์แบบของการสวมใส่ในงาน Watches and Wonders 2026
Hublot ตอกย้ำตัวตนที่ชัดเจนและสดใหม่ผ่าน Big Bang Reloaded, Spirit of Big Bang Impact และ Big Bang ประดับอัญมณีอีกสองรุ่น
Dennison ALD Mini Dual-Time นาฬิกาจิวเวลรี่สองเขตเวลา ดีไซน์โดย Emmanuel Gueit

