ที่ผ่านมาใครที่เคยปรามาสว่า Tudor เป็นแค่เงาของพี่ชาย ปีนี้อาจต้องคิดใหม่!
ปี 2026 คือก้าวย่างที่สำคัญที่สุดครั้งหนึ่งของ Tudor ในวาระฉลองครบรอบ 100 ปี ซึ่งการขยับตัวในงาน Watches and Wonders ครั้งนี้เป็นการประกาศศักดาที่ชัดเจนว่าพวกเขาไม่ได้อยู่ใต้ร่มเงาใครอีกต่อไป ไฮไลต์เด่นอยู่ที่การปลุกชีพชื่อในตำนานอย่าง Monarch ให้กลับมามีชีวิตใหม่ด้วยเทคโนโลยีการผลิตขั้นสูงของยุคนี้
นอกจากรุ่นเรือธงแล้ว Tudor ยังเดินหน้ายกระดับนาฬิกาที่เป็นเสาหลักทั้ง Black Bay 58, Black Bay 58 GMT, Black Bay 54 Blue, Black Bay Ceramic และคอลเลกชั่น Royal โดยเน้นไปที่การอัปเกรดประสิทธิภาพทางเทคนิคให้โหดขึ้น การดึงเอาเอกลักษณ์เฉพาะตัวของแต่ละรุ่นให้ชัดเจนกว่าเดิม รวมถึงการใช้กลไก In-house และการรับรองความเที่ยงตรงระดับสูงที่กลายเป็นมาตรฐานใหม่ไปแล้ว แม้ประวัติศาสตร์จะยังเป็นหัวใจสำคัญ โดยเฉพาะในไลน์ Black Bay แต่รอบนี้แบรนด์เลือกที่จะจัดการกับมรดกของตัวเองด้วยความแม่นยำและร่วมสมัย แทนที่จะพึ่งพาแค่ความถวิลหาอดีตแบบเดิมๆ มาดูกันว่าปีนี้มีอะไรให้ตื่นตาตื่นใจกันบ้าง
TUDOR Monarch
นี่คือไฮไลต์ที่ทรงพลังที่สุดสำหรับการฉลองศตวรรษ นาฬิการุ่นนี้เปรียบเสมือนจดหมายเหตุที่มีชีวิตซึ่งสะท้อนตัวตนของแบรนด์ตลอดหนึ่งศตวรรษได้ดีที่สุด การหยิบเอาชื่อรุ่น Monarch กลับมาปัดฝุ่นใหม่ครั้งนี้มาในตัวเรือนสเตนเลสสตีลขนาด 39 มม. ที่โดดเด่นด้วยการลบเหลี่ยมมุม (Faceted) อย่างประณีตทั้งตัวเรือนและสายนาฬิกา หน้าปัดเลือกใช้สีโทนกระดาษปาปิรัส (Papyrus-toned) ให้กลิ่นอายความเก่าแก่อย่างมีระดับ เสริมความขลังด้วยหลักชั่วโมงแบบ “Error-Proof” ที่ผสมผสานตัวเลขโรมันและอารบิกเข้าด้วยกัน มอบบุคลิกที่ดูคลาสสิกฉีกไปจากนาฬิการ่วมสมัยรุ่นอื่นๆ ในปัจจุบัน

สิ่งที่น่าสนใจคือการวางตำแหน่งของ Monarch ให้เป็นบรรทัดฐานใหม่ว่า Tudor ก้าวมาไกลแค่ไหน แม้รูปลักษณ์ภายนอกจะดูวินเทจจ๋า แต่ไส้ในกลับอัดแน่นด้วยเทคโนโลยีสูงสุดของแบรนด์อย่างกลไก In-house รหัส MT5662-2U ที่คว้าการรับรองระดับ Master Chronometer (METAS) มาได้สำเร็จ และยังใจดีเปิดฝาหลังเปลือยให้ส่องงานขัดแต่งที่สวยงาม ทั้งลาย Perlage และ Côtes de Genève โดยมีไฮไลต์อยู่ที่โรเตอร์ประดับทองคำ 18K เป็นการปิดท้ายความหรูหราที่ลงตัวสุดๆ

การกลับมาครั้งนี้จึงเป็นการพิสูจน์ว่า Tudor สามารถหยิบเอาประวัติศาสตร์มาเล่าใหม่ได้โดยไม่จมปลักอยู่กับอดีต แต่เป็นการนำความเก๋ามาใส่ความเก่งของงานวิศวกรรมยุคปัจจุบันลงไปได้อย่างน่าทึ่งและทรงพลังที่สุดในรอบร้อยปีเลยทีเดียว
ข้อมูลทางเทคนิค
- กลไก: อัตโนมัติ Calibre MT5662-2U มาตรฐาน COSC และ METAS โรเตอร์ขึ้นลานสองทิศทาง สำรองพลังงาน 65 ชั่วโมง
- ฟังก์ชัน: ชั่วโมง นาที วินาทีเล็ก (6 นาฬิกา) พร้อม stop-seconds
- ตัวเรือน: สเตนเลสสตีล ขนาด 39 มม. หนา 11.9 มม. ดีไซน์เหลี่ยมคม ขัดเงา-ซาติน กันน้ำ 100 เมตร
- หน้าปัด: สีแชมเปญเข้ม พร้อมหลักชั่วโมงแบบ applied
- สาย: สายเหล็ก 2 ข้อแบบ faceted พร้อมตัวล็อก TUDOR “T-fit”
Black Bay 58
นาฬิกายอดฮิตตลอดกาลอย่าง Black Bay 58 ได้รับการอัปเกรดในแบบที่สาวกต้องยิ้มกว้าง เพราะตัวเรือนบางลงเหลือเพียง 11.7 มม. มอบสัมผัสที่ใส่สบายและแนบข้อมือขึ้นกว่าเดิมชัดเจน การปรับปรุงรูปทรงตัวเรือนใหม่ รวมถึงการลดทอนข้อความบนหน้าปัดให้ดูสะอาดตา ผสานกับการรีดีไซน์ขอบตัวเรือนและเม็ดมะยมใหม่ ทำให้ภาพรวมของนาฬิกาเรือนนี้ดูเนี้ยบและลงตัวขึ้นมาก

จุดที่น่าประทับใจที่สุดคือการเติมเต็มสมรรถนะด้วยกลไก Manufacture Calibre MT5400-U ที่มาพร้อมการรับรองระดับ Master Chronometer (METAS) ซึ่งถือเป็นมาตรฐานสูงสุดในปัจจุบัน แถมยังมีตัวเลือกสายที่หลากหลาย ทั้งสายสแตนเลสแบบ 5 ลิงก์สุดหรู สาย 3 ลิงก์สไตล์ริเวทสุดคลาสสิก หรือสายยางที่มาพร้อมตัวล็อก T-fit ซึ่งปรับไซส์ได้ละเอียดดั่งใจ การขยับตัวครั้งนี้เป็นการต่อยอดความสำเร็จของนาฬิการะดับไอคอนให้สมบูรณ์แบบขึ้น โดยยังคงกลิ่นอายของ Ref. 7924 จากปี 1958 ไว้อย่างครบถ้วน เป็นการยืนยันว่า Black Bay 58 ยังคงเป็นราชาในกลุ่มนาฬิกาดำน้ำยุคใหม่ที่หาตัวจับยากจริงๆ

ข้อมูลทางเทคนิค
- กลไก: อัตโนมัติ Calibre MT5400-U มาตรฐาน COSC และ METAS โรเตอร์ขึ้นลานสองทิศทาง สำรองพลังงาน 65 ชั่วโมง
- ฟังก์ชัน: ชั่วโมง นาที วินาที พร้อม stop-seconds
- ตัวเรือน: สเตนเลสสตีล ขนาด 39 มม. หนา 11.7 มม. ขอบหมุนทิศเดียวพร้อมอินเสิร์ตอะลูมิเนียม กันน้ำ 200 เมตร
- หน้าปัด: สีดำแมตต์ ทรงโดม พร้อมหลักชั่วโมงแบบ applied
- สาย: สายสตีล 3 ข้อหรือ 5 ข้อสไตล์ rivet หรือสายยาง พร้อมตัวล็อก TUDOR “T-fit”
Black Bay 58 GMT
การนำฟังก์ชันขวัญใจนักเดินทางอย่าง GMT มาใส่ไว้ในตัวเรือนขนาด 39 มม. ของตระกูล Black Bay 58 คือการตอบโจทย์ที่แฟนๆ รอคอยมานาน โดย Tudor เลือกดึงเอาเสน่ห์ความโรแมนติกของการเดินทางทางอากาศในยุคกลางศตวรรษมาใช้ ขอบตัวเรือนแบบหมุนได้สองทิศทางมาในคู่สีแดงเบอร์กันดีสลับดำ พร้อมสเกล 24 ชั่วโมงสีทอง (Gilt) ที่ช่วยขับเน้นลุคให้ดูอบอุ่นและมีกลิ่นอายวินเทจที่ชัดเจนขึ้น

หัวใจสำคัญอยู่ที่กลไกใหม่ล่าสุด Manufacture Calibre MT5450-U ซึ่งเป็นการออกแบบฟังก์ชัน GMT แบบฝังในตัว (Integrated) ไม่ใช่แค่การวางโมดูลทับลงไป ทำให้ตัวเรือนยังคงความเพรียวบางตามสไตล์ Black Bay 58 ไว้ได้ ที่สำคัญกลไกนี้ยังคว้าใบรับรองมาตรฐานทั้งจาก COSC และ METAS มาครองได้สำเร็จ การขยับตัวครั้งนี้แสดงให้เห็นว่า Tudor ตั้งใจปั้นรุ่นนี้ให้เป็นทางเลือกที่กะทัดรัดและสง่างามกว่ารุ่น GMT ปกติ โดยยังคงรักษาเอกลักษณ์ความคล่องตัวและทนทานที่เป็นจุดแข็งของแบรนด์ไว้อย่างครบถ้วน

ข้อมูลทางเทคนิค
- กลไก:อัตโนมัติ Calibre MT5450-U มาตรฐาน COSC และ METAS พร้อมฟังก์ชัน GMT สำรองพลังงาน 65 ชั่วโมง
- ฟังก์ชัน: ชั่วโมงแบบ jumping hour, เข็ม 24 ชั่วโมง, นาที วินาที วันที่ (3 นาฬิกา) ซิงก์กับเข็มชั่วโมง พร้อม stop-seconds
- ตัวเรือน: สเตนเลสสตีล ขนาด 39 มม. หนา 12.8 มม. ขอบหมุน 24 ชั่วโมงแบบสองทิศทาง พร้อมอินเสิร์ตอะลูมิเนียมสีดำ-เบอร์กันดี กันน้ำ 200 เมตร
- หน้าปัด: สีดำทรงโดม พร้อมหลักชั่วโมงแบบ gilt
- สาย: สายสตีล 5 ข้อ, สายสตีล 3 ข้อสไตล์ rivet หรือสายยาง พร้อมตัวล็อก TUDOR “T-fit”
Black Bay 54 “Blue”
น้องเล็กไซส์ 37 มม. ที่เคยสร้างปรากฏการณ์นาฬิกาดำน้ำขนาดสมบูรณ์แบบมาแล้ว กลับมาอีกครั้งในโทนสี “TUDOR Blue” สีน้ำเงินเฉดแซฟไฟร์ทั้งบนหน้าปัดและขอบตัวเรือน ซึ่งช่วยลบภาพความขรึมแบบวินเทจจ๋าให้ดูสดใสและร่วมสมัยขึ้นมาก แต่ยังคงความเพียวของงานออกแบบนาฬิกาดำน้ำยุคแรกไว้อย่างครบถ้วน


ความน่าสนใจของรุ่นนี้อยู่ที่การรักษาเอกลักษณ์ดั้งเดิมจาก Ref. 7922 ไว้เป๊ะๆ ทั้งตัวเรือนที่บางเพียง 11.2 มม. ขอบตัวเรือนที่ไม่มีขีดบอกนาที (Minute hash marks) และเข็มวินาทีทรง Lollipop ซึ่งเป็นรายละเอียดที่นักสะสมสายพิวริสต์ (Purist) หลงรัก การเติมสีน้ำเงินลงไปในสัดส่วนที่พอดีแบบนี้ทำให้ตัวนาฬิกาดูมีมิติและไม่น่าเบื่อ

หัวใจข้างในยังคงเป็นกลไก Manufacture Calibre MT5400 ที่ไว้ใจได้เรื่องความเที่ยงตรงระดับ COSC และสำรองพลังงานได้นานถึง 70 ชั่วโมง มาพร้อมสายเหล็ก 3 ลิงก์ หรือสายยางที่ติดตั้งตัวล็อก T-fit มาให้ในตัว ทำให้ปรับขนาดได้ง่ายและใส่สบายตลอดวัน นี่คือการพิสูจน์ว่าดีไซน์จากอดีตเมื่อเกือบ 70 ปีก่อน เมื่อนำมาปรับลุคด้วยสีสันใหม่ ก็ยังคงเป็นนาฬิกาที่ดูดีและเหมาะกับการใช้งานในชีวิตประจำวันที่สุดรุ่นหนึ่ง
ข้อมูลทางเทคนิค
- กลไก: อัตโนมัติ Calibre MT5400 มาตรฐาน COSC โรเตอร์สองทิศทาง สำรองพลังงาน 70 ชั่วโมง
- ฟังก์ชัน: ชั่วโมง นาที วินาที พร้อม stop-seconds
- ตัวเรือน: สเตนเลสสตีล ขนาด 37 มม. หนา 11.2 มม. ขัดเงา-ซาติน ขอบหมุนทิศเดียว 60 นาที พร้อมอินเสิร์ตอะลูมิเนียมสีน้ำเงิน กันน้ำ 200 เมตร
- หน้าปัด: สีน้ำเงินทรงโดม พร้อมหลักชั่วโมงแบบ applied
- สาย: สายเหล็ก 3 ข้อ หรือสายยาง พร้อมตัวล็อก TUDOR “T-fit”
Black Bay Ceramic
ในบรรดานาฬิกาทั้งหมดของ Tudor รุ่น Black Bay Ceramic คือตัวแทนที่แสดงออกถึงความล้ำสมัยและประสิทธิภาพสูงสุดแบบไม่อ้อมค้อม ไฮไลต์เด่นที่สุดในปี 2026 คือการเปิดตัว สายนาฬิกาที่ทำจากเซรามิกทั้งหมด ซึ่งเข้าคู่กับตัวเรือนได้อย่างสมบูรณ์แบบ การขยับตัวครั้งนี้ทำให้ตัวนาฬิกาดูมีความเป็นไฮเทคและดุดันในโทนสี Monochrome มากยิ่งขึ้น ผ่านตัวเรือนเซรามิกสีดำด้าน ขอบเซรามิกสีดำ หน้าปัดสี Charcoal และการใช้สารเรืองแสงโทนสีเข้มที่ดูเข้ากันไปหมด


การวิศวกรรมวัสดุในรอบนี้ถือว่าน่าประทับใจมาก โดยเฉพาะการพัฒนาตัวล็อกสายแบบพับสองทบ (Dual-folding clasp) ที่ทำจากเซรามิกซึ่งเป็นสิทธิบัตรเฉพาะของแบรนด์ เพื่อให้เข้ากับสายเซรามิกแบบสามลิงก์รุ่นใหม่ ส่วนกลไกภายในยังคงความแกร่งด้วย Manufacture Calibre MT5602-U ที่ได้รับการรับรองระดับ Master Chronometer ทั้งจาก COSC และ METAS พร้อมพลังงานสำรอง 70 ชั่วโมง ในภาพรวมของคอลเลกชั่นนี้ Black Bay Ceramic จึงยังคงเป็นพื้นที่สำหรับการปลดปล่อยไอเดียที่ร่วมสมัยที่สุดของตระกูล Black Bay อย่างชัดเจน
ข้อมูลทางเทคนิค
- กลไก: อัตโนมัติ Calibre MT5602-U มาตรฐาน COSC และ METAS โรเตอร์ขึ้นลานสองทิศทาง สำรองพลังงาน 70 ชั่วโมง
- ฟังก์ชัน: ชั่วโมง นาที วินาที พร้อม stop-seconds
- ตัวเรือน: เซรามิกสีดำด้าน ขนาด 41 มม. หนา 13.55 มม. ขอบหมุนทิศเดียว พร้อมสเกล 60 นาที กันน้ำ 200 เมตร
- หน้าปัด: สีชาร์โคล โค้งนูน พร้อมลาย sunray
- สาย: สายเซรามิกเต็มรูปแบบ พร้อมตัวล็อกพับคู่แบบเฉพาะของแบรนด์
TUDOR Royal
ปิดท้ายด้วยคอลเลกชั่นสายหรูอย่าง Royal กลับมาขยายขอบเขตเรื่องราวของ Tudor ในปี 202 Centenary ให้กว้างไกลกว่าเดิม โดยรอบนี้แบรนด์ตั้งใจปั้นให้เป็นนาฬิกาสไตล์ Sport-Chic ที่มีความทะเยอทะยานและสเปกจัดเต็มยิ่งขึ้น การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ที่น่าประทับใจที่สุดคือการเปลี่ยนมาใช้ กลไก Manufacture ทั้งหมดในทุกรุ่นทุกขนาด ซึ่งถือเป็นการยกระดับมาตรฐานครั้งสำคัญให้กับไลน์นาฬิกาสายดีไซน์ของแบรนด์

ตัวเรือนมีให้เลือกครบครันตั้งแต่ขนาด 30 มม., 36 มม. ไปจนถึง 40 มม. ทั้งในวัสดุสตีลล้วนและแบบทูโทนสตีลผสมทองคำ โดยในปี 2026 นี้ Tudor ได้ทำการปรับปรุงรายละเอียดภายนอกให้ดูคมชัดและทันสมัยขึ้นมาก ไล่ตั้งแต่ขอบตัวเรือนแบบร่องหยัก (Notched Bezel) ที่ดูเฉียบคมกว่าเดิม การออกแบบขาตัวเรือน (Lugs) และข้อสายตัวแรก (End Links) ใหม่ทั้งหมด เพื่อให้รับกับสายนาฬิกา 5 ลิงก์แบบ Integrated ได้อย่างลื่นไหลและมีมิติที่สวยงามขึ้น



นอกจากเรื่องงานวิศวกรรมแล้ว Tudor ยังจัดเต็มเรื่องสีสันหน้าปัดที่มีให้เลือกหลากหลายขึ้นมาก ตั้งแต่สีคลาสสิกไปจนถึงสีสันใหม่ๆ ที่ช่วยส่งเสริมบุคลิกให้ดูร่วมสมัย การปรับลุคครั้งนี้ของ Royal เป็นการพิสูจน์ให้เห็นว่าในวาระครบรอบ 100 ปี Tudor ไม่ได้ตั้งใจจะพัฒนาแค่ตระกูล Black Bay เท่านั้น แต่ยังมุ่งมั่นที่จะเสริมความแข็งแกร่งให้กับทุกเสาหลักของแบรนด์ เพื่อให้นาฬิกาสายหรูเรือนนี้มีความโดดเด่นและพร้อมที่จะเป็นตัวเลือกอันดับต้นๆ สำหรับคนที่มองหานาฬิกาที่ใส่ได้ทุกโอกาสอย่างแท้จริง
ข้อมูลทางเทคนิค
- กลไก: อัตโนมัติ Calibre MT5201, MT5633 และ MT5412 โรเตอร์ขึ้นลานสองทิศทาง สำรองพลังงาน 50 ชั่วโมง (MT5201) และ 70 ชั่วโมง (MT5633 / MT5412)
- ฟังก์ชัน: ชั่วโมง นาที วินาที รุ่น 30 มม. ไม่มีวันที่ / รุ่น 36 มม. มีวันที่ (3 นาฬิกา) / รุ่น 40 มม. แสดงวัน (12 นาฬิกา) และวันที่ (3 นาฬิกา) พร้อม stop-seconds
- ตัวเรือน: ขนาด 30 / 36 / 40 มม. สเตนเลสสตีล หรือสตีลผสมเยลโลว์โกลด์ ขัดเงา-ซาติน ขอบหยัก (notched bezel) กันน้ำ 100 เมตร
- หน้าปัด: หลากสี เช่น ดำ น้ำเงิน เงิน เขียว ฟ้าอ่อน งาช้าง แซลมอน เบอร์กันดี น้ำตาล แชมเปญ และ mother-of-pearl พร้อมหลักชั่วโมงแบบแท่งและโรมัน
- สาย: สายเหล็ก 5 ข้อแบบ integrated (สตีล หรือ two-tone) พร้อมตัวล็อก TUDOR “T-fit”
อ่านบทความอื่นๆ เพิ่มเติม
Oris The Star กลับมาเกิดใหม่ และกลไก Artelier ก็กลับมาอีกครั้ง
Grand Seiko เปิดตัว Spring Drive U.F.A. Ushio 300 Diver สองรุ่น ภายในงาน Watches and Wonders 2026
Vacheron Constantin ในงาน Watches and Wonders 2026: ฉลอง 30 ปี Overseas ด้วยสถิติ Ultra-Thin ใหม่

