เบื้องหลังความงามระดับหัตถศิลป์ของ Czapek Promenade Goutte de Rosée กับหน้าปัด Grand Feu Enamel สีเขียวที่มีเพียงหนึ่งเดียวในโลก

Date:

เมื่อความต่างเพียง 0.3 มิลลิเมตร สร้างภาพลวงตาของระลอกคลื่นบนพื้นผิวที่เรียบสนิท

  • เจาะลึกเบื้องหลังหน้าปัดสีเขียว ‘หยาดน้ำค้าง’ ของ Czapek Promenade Goutte de Rosée งานอินดีเพนเดนท์ระดับหัตถศิลป์ที่ยอมแบกรับอัตราการคัดทิ้งสูงถึง 50% เพื่อแลกกับมิติแสงที่ไม่ซ้ำกันเลยในแต่ละเรือน

ในโลกของการผลิตนาฬิกาอิสระ (Independent Watchmaking) โทนสีเขียวและงานลงยาอีนาเมลอาจไม่ใช่สิ่งใหม่ที่แปลกตา แต่ความน่าสนใจในผลงานล่าสุดประจำปี 2026 ของแบรนด์ Czapek & Cie อย่างรุ่น Promenade Goutte de Rosée อยู่ที่การเลือกหยิบสมการความหนาของเนื้อแก้วมาคำนวณร่วมกับองศาของแสง เพื่อสร้างมิติทางสายตาโดยไม่ต้องพึ่งพาการไล่เฉดสีพู่กันแบบดั้งเดิม

เล่าย้อนกลับไปในปี 2024 Czapek นั้น เคยสร้างความตื่นเต้นให้กับกลุ่มนักสะสมมาแล้วด้วยรุ่นดั้งเดิมอย่าง Promenade Goutte d’Eau ตัวเรือนสเตนเลสสตีลหน้าปัดสีน้ำเงินแซฟไฟร์ ซึ่งใช้การกระจายระลอกคลื่นแผ่ออกมาจากวงวินาทีแยกที่ตำแหน่ง 4:30 นาฬิกา แต่ครั้งนี้ในรุ่นเอดิชันพิเศษที่มีจำนวนจำกัดเพียง 25 เรือนทั่วโลก ทางแบรนด์ได้ขยับเข้าสู่การตีความเชิงกวีศิลป์ครั้งใหม่ด้วยชื่อ “Goutte de Rosée” (ภาษาฝรั่งเศสแปลว่าหยาดน้ำค้าง) โดยเปลี่ยนมาใช้ตัวเรือนเยลโลว์โกลด์ 18K 3N ขนาด 38 มิลลิเมตรที่ให้โทนสีอบอุ่นร่วมกับหน้าปัดลงยาอีนาเมลสีเขียวขจี เพื่อจำลองภาพของหยาดน้ำค้างยามเช้าในฤดูใบไม้ผลิ

พาชมสถาปัตยกรรมใต้ชั้นแก้ว

ต้องบอกว่าหัวใจของความลึกในหน้าปัดเรือนนี้ ไม่ได้เกิดจากเทคนิคการลงสีเขียวเข้ม-อ่อนสลับกัน ซึ่งเป็นสิ่งที่เวิร์กช็อปผู้ผลิตหน้าปัดชื่อดังอย่าง Donzé Cadrans ตั้งใจหลีกเลี่ยงตั้งแต่แรก เนื่องจากขั้นตอนการไล่เฉดมักจะทำให้เกิดรอยต่อของสีที่ไม่ต่อเนื่องและไม่เนียนตา โครงสร้างของ Goutte de Rosée จึงถูกคิดขึ้นด้วยวิธีทางวิศวกรรมที่ซับซ้อนกว่านั้น

กระบวนการเริ่มต้นจากการใช้แผ่นฐานที่ทำจากแร่เงินแท้ 925 (Sterling Silver) แล้วนำมาปั๊มนูนสามมิติ (Stamping) ด้วยแม่พิมพ์เฉพาะที่ทีมงาน Czapek ออกแบบขึ้น เพื่อสร้างทางลาดและร่องลึกของระลอกคลื่นลงบนเนื้อเงินโดยตรง หลังจากนั้น ช่างฝีมือจะลงยาแกรนด์ เฟอ (Grand Feu) สีเขียวประเภทโปร่งแสงทับซ้อนกันด้วยมือทีละชั้น รวมประมาณ 5 ชั้น และต้องผ่านการเผาไฟในเตาอบที่อุณหภูมิสูงรวมแล้วถึง 8 ครั้ง จนกว่าจะได้ชิ้นงานที่สมบูรณ์แบบ

บริเวณร่องลึกที่สุดของคลื่น: เนื้อลงยาจะสะสมความหนาตัวขึ้นไปจนถึง 0.5 มิลลิเมตร ทำให้แสงที่ทะลุลงไปสะท้อนกลับมาเป็นสีเขียวโทนอิ่มตัวและเข้มลึก
บริเวณสันนูนสูงสุดของคลื่น: เนื้อลงยาจะถูกจำกัดให้บางลงจนต่ำกว่า 0.2 มิลลิเมตร ยอมให้แสงทะลุผ่านไปถึงพื้นผิวเงินแท้ด้านล่างได้ง่ายกว่า จึงมองเห็นเป็นโทนสีเขียวสว่างสว่างใส

ความต่างของระดับความหนาเพียง 0.3 มิลลิเมตรนี้เอง ที่เป็นตัวกำหนดทิศทางการหักเหของแสง ทำให้เกิดภาพลวงตา (Optical illusion) เหมือนมีสายน้ำกำลังเคลื่อนไหวอยู่บนหน้าปัดที่ผ่านการขัดเงาด้วยมือจนเรียบสนิทเป็นเนื้อเดียวกัน โดยหน้าปัดแต่ละชิ้นต้องใช้เวลาในการทุ่มเททักษะฝีมือชั้นสูงเฉลี่ยถึง 5 ชั่วโมงเต็ม

สูตรเคมีเฉพาะทาง และความท้าทายของ ‘สีเขียวบนแผ่นเงิน’

การเปลี่ยนจากหน้าปัดสีน้ำเงินในรุ่นก่อนหน้ามาเป็นสีเขียวรอบนี้ ไม่ใช่แค่การเปลี่ยนกระปุกสี แต่มันคือการเผชิญหน้ากับปฏิกิริยาเคมีที่คาดเดาได้ยาก เนื่องจากองค์ประกอบทางเคมีของน้ำยาลงยาสีเขียวมักจะทำปฏิกิริยาด้านลบกับพื้นผิวแร่เงินแท้ ส่งผลให้เกิดปัญหาการไม่ยึดเกาะหรือเกิดจุดตำหนิบนพื้นผิวได้ง่ายกว่าสีโทนอื่น ทาง Donzé Cadrans จึงต้องทดลองและประเมินสูตรเคมีของสีเขียวที่แตกต่างกันถึง 10 สูตร กว่าจะได้อัตราส่วนที่ให้ความเสถียรบนเนื้อเงินและให้มิติทางสายตาที่ถูกต้อง

นอกจากนี้ การเคลือบสารลงยาให้สม่ำเสมอทั่วทั้งระดับความสูง-ต่ำที่มีความแตกต่างกันชัดเจนของลวดลายระลอกคลื่น ถือเป็นงานปราบเซียนที่หากช่างฝีมือพอกน้ำยาในชั้นแรกไม่สมบูรณ์แบบ เมื่อนำไปเผาไฟและเนื้อยาเกิดการหดตัวในเตาอบ มันจะทิ้งรอยเส้นสีเข้มที่เป็นตำหนิเอาไว้ทันที ด้วยข้อจำกัดที่สูงขนาดนี้ ในเวิร์กช็อปของ Donzé Cadrans จึงมีช่างฝีมือระดับปรมาจารย์เพียง 4 คนเท่านั้นที่มีทักษะและชั่วโมงบินสูงพอในการลงยาหน้าปัดชุดนี้ให้ได้ตามมาตรฐาน

อัตราคัดทิ้ง 50% ข้อแลกเปลี่ยนเพื่อสถานะ ‘หนึ่งเดียวในโลก’

แน่นอนว่าความตึงเครียดที่มักจะเกิดขึ้นภายในวัสดุคืออีกหนึ่งโจทย์ใหญ่ เนื่องจากความหนาของเนื้อแก้วอีนาเมลบนหน้าปัดมีความแปรผันในตัวเอง (0.2 ถึง 0.5 มิลลิเมตร) แรงตึงผิวระหว่างจุดที่หนาและจุดที่บางจึงไม่เท่ากัน เมื่อช่างฝีมือดำเนินการนำหน้าปัดที่ลงยาเสร็จสมบูรณ์แล้วมาตัดเส้นผ่านศูนย์กลางภายนอกหรือเจาะรูตรงกลางเพื่อใส่แกนเข็ม แรงกดเหล่านั้นมักจะทำให้เกิดการแตกร้าวได้ง่ายมาก

อินไซด์จากโรงงานระบุว่า ในขณะที่หน้าปัดลงยาแกรนด์ เฟอ ทั่วไปในอุตสาหกรรมนาฬิกามีอัตราการคัดทิ้ง (Rejection rate) อยู่ที่ราวๆ 25-30% แต่สำหรับรุ่น Goutte de Rosée อัตราการคัดทิ้งพุ่งสูงขึ้นจนเกือบถึง 50% ซึ่งหมายความว่า การที่แบรนด์จะส่งมอบนาฬิกาที่สมบูรณ์แบบจำนวน 25 เรือนให้กับลูกค้า Donzé Cadrans จำเป็นต้องเริ่มต้นกระบวนการผลิตด้วยแผ่นฐานจำนวนมากถึง 60 ชิ้นตั้งแต่แรก

อย่างไรก็ตาม ข้อจำกัดทางเทคนิคนี้ได้กลายเป็นข้อดีในมุมของนักสะสม เพราะความแปรผันตามธรรมชาติที่เกิดขึ้นจากการลงยาด้วยมือนั้นควบคุมได้ยาก หน้าปัดที่มีความคลาดเคลื่อนในเกณฑ์บวก (หนาเกือบ 0.95 มิลลิเมตร) จะให้โทนสีเขียวที่เข้มอิ่มตัว และมีมิติ ส่วนชิ้นที่มีความคลาดเคลื่อนในเกณฑ์ลบ (บางใกล้เคียง 0.85 มิลลิเมตร) จะเปิดโอกาสให้มองเห็นความพลิ้วไหวของลวดลายคลื่นเงินด้านล่างชัดเจนขึ้น ส่งผลให้นาฬิกาทั้ง 25 เรือนในเอดิชันนี้ ไม่มีหน้าปัดชิ้นไหนที่เหมือนกันทุกประการอย่างแท้จริง

กลกลไกไมโครโรเตอร์แพลทินุม 

ถ้าพลิกมาที่ฝาหลังแซฟไฟร์ จะพบกับกลไกอัตโนมัติอินเฮ้าส์ Calibre SXH5.1 ซึ่งโดดเด่นด้วยการใช้ไมโครโรเตอร์ (Micro-rotor) ที่ทำจากแพลทินุม 950 รีไซเคิล การเลือกใช้โรเตอร์ขนาดเล็กซ่อนในระดับเดียวกับ Escapement ช่วยเปิดทัศนียภาพให้สามารถมองเห็นชุดสะพานจักรฉลุโปร่ง (Skeletonised bridges) ทั้ง 7 ชิ้นได้อย่างไร้สิ่งบดบัง ซึ่งงานสถาปัตยกรรมตัวเครื่องชุดนี้ได้รับแรงบันดาลใจโดยตรงมาจากนาฬิกาพกในศตวรรษที่ 19 ของ François Czapek ตัวกลไกทำงานด้วยความถี่ 4 เฮิรตซ์ (28,800 ครั้งต่อชั่วโมง) สำรองพลังงานได้ 60 ชั่วโมง พร้อมฟังก์ชันหยุดเข็มวินาที (Hacking seconds) เพื่อการตั้งเวลาที่เที่ยงตรง

Xavier de Roquemaurel ซีอีโอของ Czapek & Cie กล่าวไว้อย่างน่าสนใจว่า 

คอลเลกชัน Promenade คือผืนผ้าใบสำหรับการแสดงออกทางความคิดสร้างสรรค์ เบื้องหลังความงามของหยาดน้ำค้างสีเขียวนี้คือต้นทุนของเวลาและอัตราการคัดทิ้งที่สูงลิ่ว แต่มันไม่ใช่ความอุปสรรคขวากหนาม หากแต่เป็นองค์ประกอบสำคัญที่มอบบุคลิกเฉพาะตัวให้กับนาฬิกาแต่ละเรือน

นี่คือความจริงใจในการทำนาฬิกาชั้นสูง (Haute Horlogerie) ยุคใหม่ แบรนด์ไม่ได้พยายามโหมประโคมคำโฆษณาเพื่อสร้างมูลค่าเกินจริง แต่เลือกที่จะท้าทายข้อจำกัดของช่างฝีมือในเวิร์กช็อปให้ก้าวไปไกลกว่ามาตรฐานเดิมที่เคยทำ การผสมผสานระหว่างสัดส่วนตัวเรือนเดรสที่เพรียวบาง ความอบอุ่นของเยลโลว์โกลด์ และความลึกของชั้นแก้วอีนาเมลสีเขียว ทำให้เรือนเวลารุ่นนี้เป็นชิ้นงานที่พิสูจน์คุณค่าในตัวเองเงียบๆ ผ่านสายตาของผู้ที่รักงานคราฟต์สายลึกอย่างแท้จริง

แล้วสำหรับนักสะสมที่ชื่นชอบงานหน้าปัดแนวกรรมวิธีดั้งเดิมล่ะ มีความคิดเห็นอย่างไรกับการเล่นมิติด้วยความหนา-บางของเนื้อแก้วอีนาเมลแทนการไล่สีในรุ่นนี้? ระหว่างความใสเคลียร์ที่มองเห็นริ้วคลื่นเงินชัดเจน กับความเข้มอิ่มตัวของชั้นสีเขียวที่หนาแน่น มิติมุมมองแบบไหนที่คุณคิดว่าสะท้อนความงดงามของธรรมชาติยามรุ่งอรุณออกมาได้มีชั้นเชิงที่สุด ลองมาร่วมแชร์มุมมองกันได้เลย 

ข้อมูลทางเทคนิค 
  • รุ่น: Czapek & Cie Promenade Goutte de Rosée (Limited Edition 25 เรือนทั่วโลก)
  • ตัวเรือน: รูปทรงกลม ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 38 มิลลิเมตร วัสดุทองคำเหลือง 18K 3N (18K Yellow Gold) กันน้ำ 3 บาร์ (30 เมตร)
  • หน้าปัด: ฐานทำจากแร่เงินแท้ 925 (Sterling Silver) ปั๊มนูนลวดลายระลอกคลื่นสามมิติ เข็มชี้และหลักชั่วโมงดีไซน์มินิมอล
  • กลไก: กลไกอัตโนมัติอินเฮ้าส์ คาลิเบอร์ SXH5.1 ความถี่ 28,800 ครั้งต่อชั่วโมง (4 เฮิรตซ์) พลังงานสำรอง 60 ชั่วโมง พร้อมฟังก์ชันหยุดเข็มวินาที (Stop-seconds)
  • สาย: สายหนังจระเข้ (Alligator leather) ย้อมสีเขียวเฉดเดียวกับหน้าปัด พร้อมหัวเข็มขัดทำจากวัสดุเยลโลว์โกลด์ 18K เข้าคู่กับตัวเรือน
  • การวางจำหน่าย: เปิดให้สั่งซื้ออย่างเป็นทางการตั้งแต่วันที่ 26 พฤษภาคม 2026 เป็นต้นไป ผ่านทางบูติกแฟลกชิปสโตร์ที่เจนีวา, ตัวแทนจำหน่ายอย่างเป็นทางการทั่วโลก และบนเว็บไซต์ czapek.com (สำหรับประเทศไทยสามารถติดต่อได้ที่ SHH Pendulum ชั้น M สยามพารากอน) กำหนดเริ่มส่งมอบชิ้นงานในเดือนมิถุนายน 2026

อ่านบทความอื่นๆ เพิ่มเติม
The Royal Pop? เมื่อ Audemars Piguet อาจจะเลือกทิ้งความเคร่งขรึม เพื่อเดิมพันกับความสนุกที่โลกต้องจับตาว่าอะไรจะเกิด!!
นาฬิกา collaboration การหลอมรวมนวัตกรรมและงานคราฟต์แมนชิพชั้นยอดที่แสดงถึงความแน่นแฟ้นในอุตสาหกรรมนาฬิกา
เจาะลึกไฮไลต์ Grand Seiko จากงาน Watches and Wonders 2026

Share post:

More like this

Louis Vuitton เผยโฉม Tambour Spin Time 5 รุ่นใหม่ในคอลเลกชันถาวร ที่ต่อยอดความสำเร็จจากรุ่นลิมิเต็ดเอดิชันเมื่อปีที่แล้ว

ยลโฉมคอลเลกชัน Tambour Spin Time ประจำปี 2026 จาก Louis Vuitton ที่ผสานกลไกจั๊มป์อورดอันเป็นเอกลักษณ์เข้ากับสีสันสดใหม่ ทั้งหน้าปัดโอปอล์ออสเตรเลีย, สีเขียวมะกอก, ฟ้า Spin Time Air, Antipode และฟลายอิ้งทูร์บิญองหน้าปัดแซลมอนในตัวเรือนแพลตตินัม

NOMOS Orion Gold Neomatik “New Black” นิยามใหม่ของเดรสวอทช์ความเรียบหรูระดับไฮเอนด์ 

NOMOS Glashütte เปิดตัว Orion Gold Neomatik “New Black” เดรสวอทช์ตัวเรือนทองคำแท้ 18k ขนาด 36.4 มม. จับคู่หน้าปัดสีดำ Galvanised และกลไกอินเฮาส์แบบบางพิเศษ DUW 3001 สำรองพลังงาน 43 ชั่วโมง มอบความเรียบหรูสไตล์มินิมอลเยอรมันอย่างแท้จริง

Girard-Perregaux ต่อยอดการฉลองครบรอบ 50 ปี โมเดล Laureato ด้วย Laureato Fifty Tourbillon Micro-Rotor 39 m

นอกจากขนาดตัวเรือนที่เล็กลงแล้วยังยกระดับไปอีกขั้นด้วยทูร์บิญองและไมโครโรเตอร์ เราได้เห็นพัฒนาการของนาฬิกาสปอร์ตหรูรุ่น Laureato จาก Girard-Perregaux อย่างต่อเนื่อง และในปีที่ 50 ของนาฬิการะดับไอคอนิกรุ่นนี้เราก็ได้เห็น การปรับตัวให้เข้ากับยุคสมัยพร้อมกับการก้าวไปอีกขั้นของ...

การปรับโฉมครั้งใหม่ของนาฬิกาแข่งระดับตำนานกับ TAG Heuer Carrera Chronograph Sport 42 มม. รุ่นใหม่

TAG Heuer เผยโฉม Carrera Chronograph Sport รุ่นใหม่ที่ปรับสัดส่วนตัวเรือนลงเหลือ 42 มม. เพื่อความเพรียวบางและสวมใส่สบายยิ่งขึ้น พร้อมหน้าปัดดีไซน์ใหม่ ขับเคลื่อนด้วยกลไกอินเฮาส์ Calibre TH20-00 สำรองพลังงาน 80 ชั่วโมง มีให้เลือกถึง 5 เวอร์ชัน