BRABUS “BODO” การข้ามสายพันธุ์ครั้งสำคัญระหว่างวิศวกรรมเยอรมันและแชสซีส์อังกฤษ ที่ผลิตจำกัดเพียง 77 คันทั่วโลกเพื่อระลึกถึงผู้ก่อตั้ง

Date:

เมื่อสัญลักษณ์ของความดิบกลายเป็นงานศิลปะ ทำความรู้จัก BRABUS “BODO” ยานยนต์คูเป้ที่ก้าวข้ามกรอบเดิมของค่าย

สำหรับคนที่ติดตามวงการยานยนต์ ชื่อของ BRABUS มักจะชวนให้นึกถึงรถออฟโรดทรงกล่องสีดำสนิท หรือซีดานตระกูล Mercedes-Benz ที่ถูกรีดพละกำลังจนล้นทะลัก ภาพจำเหล่านั้นคือความดุดัน ทรงพลัง และตรงไปตรงมา แต่ในการเปิดตัวผลงานล่าสุดที่งาน FuoriConcorso ริมทะเลสาบโคโม ประเทศอิตาลี บริษัทผู้สร้างสรรค์ยนตรกรรมระดับไฮเอนด์จากเมืองบ็อทรอพ แห่งนี้ได้เลือกเดินในเส้นทางที่ต่างออกไปอย่างสิ้นเชิงด้วยการนำเสนอ BRABUS “BODO”

ความน่าสนใจลำดับแรกคือ “โครงสร้างฐาน” รถคันนี้ไม่ได้เริ่มต้นจากรถยนต์ตราดาวสามแฉกอย่างที่หลายคนคุ้นเคย แต่ BRABUS เลือกใช้โครงสร้างอะลูมิเนียมและสถาปัตยกรรมของ Aston Martin Vanquish ยนตรกรรมแกรนด์ทัวเรอร์สัญชาติอังกฤษมาเป็นกระดูกสันหลัง

การข้ามสายพันธุ์ครั้งนี้ไม่ใช่แค่เรื่องของความแปลกใหม่ แต่เป็นจุดเริ่มต้นของการทำรถยนต์ประเภท Coachbuilt หรือการสร้างตัวถังขึ้นมาใหม่ทั้งหมดตามสั่ง ซึ่งเป็นสิ่งที่ BRABUS พยายามทดลองมาตลอดสองทศวรรษ

จะเห็นได้ว่าสัดส่วนของตัวรถคือสิ่งแรกที่สร้างความแปลกตา เส้นสายภายนอกเกือบทั้งหมดถูกเปลี่ยนมาใช้วัสดุคาร์บอนไฟเบอร์น้ำหนักเบาที่ผ่านกระบวนการอบความดันสูง (Pre-preg Autoclave) ทีมออกแบบยืดระยะความยาวของตัวรถออกไปจนแตะ 5.06 เมตร ซึ่งยาวกว่ารถฐานเดิมอย่างเห็นได้ชัด การปรับสัดส่วนนี้ทำให้รถมีช่วงหน้ารถที่ยาว (Long hood) และส่วนท้ายที่ลาดลงในลักษณะ Boat-tail คล้ายกับเรือยอชต์หรู เป็นการจัดวางรูปทรงที่จงใจให้รถดูมีแรงกดตามธรรมชาติและมีความเสถียรในย่านความเร็วสูง โดยไม่จำเป็นต้องพึ่งพาสปอยเลอร์ทรงสูงปรี๊ดแบบรถสนาม

อย่างไรก็ดี กลิ่นอายความขึงขังแบบเยอรมันยังคงถูกซ่อนไว้ในรายละเอียด ด้านหน้าของรถเปลี่ยนมาใช้กระจังหน้าแนวตั้ง 13 ซี่ขนาบข้างด้วยช่องดักอากาศ RAM-AIR ขนาดใหญ่ ขณะที่ส่วนท้ายติดตั้งระบบแอร์เบรก (Air Brake) สปอยเลอร์ไฟฟ้าสองตำแหน่งที่จะยกตัวขึ้นโดยอัตโนมัติเมื่อมีการเหยียบเบรกอย่างรุนแรงในความเร็วที่เกินกว่า 140 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ซึ่งเป็นฟังก์ชันที่มักพบในซูเปอร์คาร์เครื่องวางกลางมากกว่ารถสไตล์ GT

ภายใต้ฝากระโปรงหน้าที่ยาวเหยียด คือเครื่องยนต์บล็อกใหญ่ที่นับวันจะหาได้ยากขึ้นในอุตสาหกรรมยุคปัจจุบัน เครื่องยนต์ V12 ขนาด 5.2 ลิตร เทอร์โบคู่ ถูกนำมาปรับจูนใหม่หมด ทั้งระบบอัดอากาศ ฝาสูบ และระบบระบายความร้อน จนได้ตัวเลขกลมๆ ที่ 1,000 แรงม้า พร้อมแรงบิด 1,200 นิวตันเมตร โดยพละกำลังทั้งหมดจะถูกส่งตรงไปยังล้อคู่หลังผ่านเกียร์อัตโนมัติ 8 สปีด และเฟืองท้ายไฟฟ้า

หากดูจากตัวเลขสมรรถนะ รถคันนี้ทำความเร็วจาก 0-100 กิโลเมตรต่อชั่วโมงได้ภายใน 3 วินาที และทำความเร็วสูงสุดได้ถึง 360 กิโลเมตรต่อชั่วโมง แต่สิ่งที่น่าสังเกตคือการเลือกใช้วิศวกรรมแชสซีส์ BRABUS ร่วมมือกับ KW พัฒนาระบบช่วงล่างคอยล์โอเวอร์อะลูมิเนียมที่ปรับตั้งค่าได้ 5 โหมด (ตั้งแต่ Wet ไปจนถึง Sport+) พร้อมระบบยกหน้ารถเพื่อหลบสิ่งกีดขวาง ซึ่งแสดงให้เห็นว่าพวกเขายังคงต้องการให้รถคันนี้วิ่งใช้งานบนถนนจริงได้ ไม่ใช่แค่จอดโชว์

เมื่อเปิดประตูเข้าไปในห้องโดยสาร รูปทรงโดยรวมของแผงคอนโซลและระบบอินโฟเทนเมนต์ยังคงทิ้งร่องรอยของ Aston Martin เอาไว้ แต่จุดที่เปลี่ยนไปคือสัมผัสและการเลือกใช้โทนสี แบรนด์เลือกใช้สีดำ Piano Black และสีเทา Shadow Gray เป็นหลัก เบาะนั่งและแผงข้างประตูถูกหุ้มด้วยหนังเกรดพรีเมียมฉลุลาย “Shell” เอกสิทธิ์ของแบรนด์ พร้อมรายละเอียดเล็กๆ อย่างการปักลายเส้นรูปทรงของรถไว้ที่พนักพิง และสิ่งที่ขาดไม่ได้คือลายเซ็นของ Bodo Buschmann ผู้ก่อตั้งแบรนด์ผู้ล่วงลับ ซึ่งถูกปักไว้ที่แผงประตู เพื่อเป็นเกียรติแก่ชายผู้เริ่มต้นประวัติศาสตร์ของ BRABUS ในปี 1977

BRABUS “BODO” ถูกกำหนดจำนวนการผลิตไว้เพียง 77 เรือนทั่วโลก (ล้อไปกับปี ค.ศ. 1977 ที่ก่อตั้งบริษัท)  สำหรับนักสะสม รถคันนี้อาจไม่ใช่รถที่เน้นความคุ้มค่าในแง่ของฟังก์ชันการใช้งาน แต่มันคือการประกาศว่าในยุคที่ยานยนต์กำลังเปลี่ยนผ่านไปสู่ไฟฟ้า พวกเขายังคงสามารถสร้างรถยนต์เครื่องยนต์ V12 ตัวถังคาร์บอนไฟเบอร์ตามสั่งที่มีอัตลักษณ์เฉพาะตัวสูง และเปลี่ยนภาพจำจาก “สำนักแต่งรถ” ให้กลายเป็น “ผู้สร้างสรรค์งานศิลปะบนล้อ” ได้อย่างสมบูรณ์

อ่านบทความเพิ่มเติมได้ที่:
Montblanc Iced Sea Automatic Date 0 Oxygen Limited Edition 300การผจญภัยครั้งใหม่เหนือธารน้ำแข็งสีแดง
Royal Oak Offshore Selfwinding Chronograph สลัดลุคนาฬิกาสปอร์ตสายลุย ลดขนาดลงมา 37 มม. จับคู่กับเฉดสีชมพูและขอบหน้าปัดเพชร
พักความวุ่นวายจากหน้าจอ ปรับเลนส์สายตา แล้วมาโฟกัสที่พื้นผิว และมิติภาพ วิธีเปลี่ยนบุคลิกนาฬิกา Integrated ของ Louis Erard 2340

Share post:

More like this

Protected: บุฟเฟ่ต์อาหารทะเลและอาหารนานาชาติมื้อค่ำสุดพรีเมียม ที่ห้องอาหาร Espresso โรงแรม อินเตอร์คอนติเนนตัล กรุงเทพฯ

ห้องอาหารเอสเพรสโซ่ โรงแรมอินเตอร์คอนติเนนตัล กรุงเทพฯ ชวนสัมผัสบุฟเฟ่ต์อาหารทะเลและอาหารนานาชาติมื้อค่ำระดับพรีเมียม จัดเต็มทั้งหอยนางรมนำเข้า คาเวียร์ แคนาเดียนล็อบสเตอร์ กุ้งแม่น้ำศรีลังกา และสเต็กวากิว เสิร์ฟพร้อมดนตรีสดทุกคืนวันศุกร์และเสาร์

รวม 6 แบรนด์นาฬิกาไฮเอนด์ ที่เคยคอลแลปส์กับค่ายซูเปอร์คาร์ระดับโลก

เจาะลึก 6 ความร่วมมือระดับตำนานระหว่างแบรนด์นาฬิกาไฮเอนด์และค่ายรถยนต์ระดับโลก ถ่ายทอดดีเอ็นเอแห่งความเร็ว วิศวกรรมเครื่องกล และดีไซน์สุดเอ็กซ์คลูซีฟลงบนเรือนเวลาที่สายสะสมห้ามพลาด

McLaren M6 GT: การชุบชีวิตนวัตกรรมระดับตำนาน และความฝันสายสตรีทของ Bruce McLaren โดย MSO

สานต่อวิสัยทัศน์ผู้ก่อตั้ง MSO ชุบชีวิต McLaren M6 GT ยอดรถสปอร์ตระดับตำนานจากแม่พิมพ์ดั้งเดิม เผยโฉมความเกรียงไกรในงาน Goodwood