การกลับมาของราชา Movado ฉลองก้าวสำคัญครบรอบ 145 ปี ปล่อยสองเรือนเวลาสุดแกร่ง ‘Alta Centurion’ และ ‘Heritage Kingmatic’ 

Date:

เขย่าวงการนาฬิกาปีนี้ด้วยการปลุกชีพไอคอนิกยุค Mid-Century และโชว์ความล้ำในดีไซน์สปอร์ต

ย้อนกลับไปในปี 1881 เด็กหนุ่มวัยเพียง 19 ปีนามว่า ‘อาคิลล์ ไดเทสไฮม์’ (Achille Ditesheim) ได้เริ่มจ้างช่างนาฬิกา 6 คน แล้วตั้งเวิร์กชอปเล็กๆ ขึ้นในเมืองลาโช-เดอ-ฟง (La Chaux-de-Fonds) ท่ามกลางหุบเขาที่อบอวลไปด้วยจิตวิญญาณแห่งโลกเรือนเวลา ยุคที่เหล่ายอดช่างกำลังหล่อหลอม ประกอบ ขัดเงา และชุบชีวิตให้คำว่า ‘Swiss Made’ มีความหมายขึ้นมาจริงๆ ซึ่งเขาได้ตั้งชื่อบริษัทของเขาว่า Movado ซึ่งเป็นภาษาเอสเปรันโตที่แปลว่า “ไม่หยุดนิ่ง” (In Motion) และการเดินทางตลอด 145 ปีที่ผ่านมา ก็พิสูจน์แล้วว่าพวกเขาไม่เคยหยุดเดินเลยจริงๆ

แต่ในวงการนาฬิกาที่ทุกคนต่างหยิบเรื่องราวความเก่าแก่มาเล่าซ้ำแล้วซ้ำเล่า แค่ความอยู่ยงคงกระพันอย่างเดียวคงไม่พอ และเรื่องราวของ Movado ก็ไม่ได้มีดีแค่การยืนระยะมาเกือบศตวรรษครึ่ง แต่มันคือประวัติศาสตร์ด้านงานดีไซน์ที่เข้มข้นและแน่นปึ้กจนสามารถยกไปจัดแสดงในพิพิธภัณฑ์ได้สบายๆ แคมเปญฉลองครบรอบ 145 ปีที่เปิดตัวในปีนี้ (ปี 2026) จึงหยิบเอาอาร์ไคฟ์ระดับตำนานนี้มาเป็นแรงบันดาลใจหลัก พาทุกคนไปขุดค้นกรุสมบัติย้อนเวลาผ่านภาพเวิร์กชอปโบราณ ภาพร่างสเกตช์ และตัวเรือนต้นแบบที่ทอดยาวผ่านกาลเวลากว่าร้อยปีในฐานะผู้ผลิตสวิสแท้ๆ โดยมี ‘เอริก บอนเนต์’ (Eric Bonnet) หัวหน้าทีมดีไซเนอร์ มารับหน้าที่เป็นผู้เปิดประตูพาเราไปเสพเรื่องราวสุดคลาสสิกนี้ด้วยตัวเอง

สลัดภาพจำเดิมๆ ของนาฬิกามินิมอลออกไปได้เลย เพราะประโยคแรกจากหัวหน้าทีมดีไซเนอร์อย่าง เอริก บอนเนต์ ได้ตอกย้ำไว้อย่างชัดเจนว่า ป้ายคำว่า Swiss Made ไม่ใช่แค่เครื่องหมายการันตีคุณภาพ แต่คือข้อผูกมัดและคำสัญญา นาฬิกา Movado สื่อสารโดยตรงกับโลกยุคปัจจุบัน ผ่านความสมดุลระหว่างมรดกตกทอดและความทันสมัย ทำให้นาฬิกาทุกเรือนทำหน้าที่เป็นสะพานเชื่อมโยงระหว่างอดีตและอนาคตเข้าด้วยกัน

สองเรือนเวลารุ่นล่าสุดทำหน้าที่เป็นตัวชูโรงหลักในแคมเปญฉลอง 145 ปีครั้งนี้ โดยมี Alta Centurion เป็นพระเอกของงาน นาฬิกากลไกอัตโนมัติโครโนกราฟทรงแปดเหลี่ยม ขับเคลื่อนด้วยกลไกคาลิเบอร์ 95A ตัวเรือนและสายนาฬิกาแบบรวมเป็นชิ้นเดียวผลิตจากวัสดุเหล็กกล้า 904L Durasteel หน้าปัดย่อยตกแต่งด้วยลายกิโยเช่ทรงกลม และมีออปชันพิเศษขอบตัวเรือนทองคำแท้ 18K ให้เลือกสรร ถือเป็นเรือนเวลาที่งดงามสะดุดตาซึ่งเปิดตัวออกมาพร้อมกันถึงสามเวอร์ชัน สะท้อนถึงความเชี่ยวชาญในการขับเคลื่อนอันเป็นหัวใจหลักของแบรนด์ได้อย่างสมบูรณ์แบบ

Movado Alta Centurion
การประกอบกลไก Caliber 95A
หน้าปัดย่อยเคลือบสีฟ้าอมเขียว

พระเอกเรือนที่สองในไลน์อัปนี้คือ Kingmatic

สำหรับคนที่มีใจรักในงานดีไซน์นาฬิกาเดรสยุคกลางศตวรรษที่ 20 ย่อมรู้จัก Heritage Kingmatic เป็นอย่างดีโดยไม่ต้องอธิบายอะไรเพิ่มเติม รุ่นออริจินัลถือกำเนิดขึ้นในปี 1956 ท่ามกลางกระแสความหลงใหลในยุคหลังสงคราม ที่บรรดาช่างนาฬิกาต่างพยายามบรรจุกลไกอัตโนมัติอันสลับซับซ้อนลงในตัวเรือนที่บางเฉียบพอจะซ่อนอยู่ใต้แขนเสื้อเชิ้ตได้อย่างแนบเนียน มันคือช่วงเวลาเฉพาะตัวที่การเดินทางข้ามมหาสมุทรแอตแลนติกกลายเป็นความใฝ่ฝันของผู้คนมากกว่าจะเป็นเรื่องไกลตัว นักบริหารในชุดสูทเนี้ยบกลายเป็นภาพจำใหม่ของวัฒนธรรมยุคนั้น และผู้ผลิตนาฬิกาต่างแข่งขันกันอย่างดุเดือดเพื่อสร้างสรรค์เรือนเวลาที่ตอบโจทย์รสนิยมความประณีตเรียบหรูโดยไม่มีความเทอะทะ ซึ่ง Kingmatic คือคำตอบที่สมบูรณ์แบบจาก Movado การันตีด้วยการเดินสายพานการผลิตต่อเนื่องยาวนานเกือบสามทศวรรษ ซึ่งเป็นข้อพิสูจน์ชั้นดีถึงความอยู่ยงคงกระพันของสไตล์ที่ไม่มีวันตกยุค

Movado Heritage Kingmatic
จากซ้าย: นาฬิกา Movado รุ่น Heritage Kingmatic (2026) และ Vintage Kingmatic (1962) ใหม่ล่าสุด

Heritage Kingmatic รุ่นใหม่ล่าสุดนี้เป็นการปลุกชีพตัวเรือนทรงคุชชัน (Cushion-shaped) จากปี 1962 ตัวเรือนสไตล์นี้เป็นการปรับทรงกลมคลาสสิกให้มีความเป็นเหลี่ยมมุมทว่านุ่มนวลบริเวณส่วนโค้งมน ซึ่งเมื่ออยู่บนข้อมือแล้วให้ความสวยงามลงตัวอย่างยิ่ง

หน้าปัดทรงโค้งขัดแต่งลายซันเรย์ (Sunray) และหลักชั่วโมงแบบแปะที่มีความนูนโค้ง ถือเป็นลายเซ็นวินเทจขนานแท้ของ Movado ที่ทำให้การกลับมาของรุ่นออริจินัลในครั้งนี้น่าตื่นตาตื่นใจ ผิวหน้าปัดสะท้อนความอบอุ่นของงานขัดลายซันเรย์ที่เล่นกับแสงไฟและเปลี่ยนมิติไปตามองศาการขยับข้อมือ ในขณะที่หลักชั่วโมงทรงนูนจะทำหน้าที่ดักจับและล้อแสงไฟในมุมที่แตกต่างกัน ช่วยเพิ่มมิติความตื้นลึกให้กับหน้าปัดได้อย่างมีชั้นเชิง

รายละเอียดที่ผ่านการคิดคำนวณมาเป็นอย่างดีเหล่านี้ สะท้อนให้เห็นถึงการทำการบ้านอย่างหนักของแผนกดีไซน์จาก Movado มันคือการตัดสินใจที่นักออกแบบต้องเข้าใจอย่างลึกซึ้งว่าทำไมดีไซน์ในอดีตถึงทรงพลัง และจะชุบชีวิตมันกลับมาอย่างไรให้มีความสอดคล้องและเข้ากับรสนิยมของคนรักนาฬิกายุคปัจจุบัน โดยไม่จมปลักอยู่กับความล้าสมัยหรือเป็นเพียงแค่ทาสของความถวิลหาอดีต นี่คือนาฬิกาเดรสที่รู้ซึ้งถึงตัวตนของตัวเองอย่างแท้จริง และในตลาดนาฬิกาที่ให้คุณค่ากับการแต่งตัวที่ผ่านการคัดสรรอย่างมั่นใจ Heritage Kingmatic คือคำตอบที่ใช่ ด้วยคุณภาพการผลิตที่ยอดเยี่ยมและมีรากเหง้าทางประวัติศาสตร์ที่จับต้องได้

หน้าปัดโค้งลายแสงอาทิตย์และเครื่องหมายบอกเวลาแบบนูนเป็นเอกลักษณ์เฉพาะของนาฬิกาวินเทจ Movado ที่ทำให้การกลับมาของรุ่นดั้งเดิมนั้นน่าตื่นเต้นเป็นอย่างยิ่ง

แน่นอนว่าแคมเปญฉลอง 145 ปีครั้งนี้ ยังครอบคลุมไปถึงเรือนเวลารุ่นอื่นๆ รวมถึง Museum Watch ซึ่งเป็นนาฬิการุ่นที่โด่งดังและเป็นที่รู้จักมากที่สุดของ Movado งานดีไซน์ที่ได้รับอิทธิพลมาจากศิลปะสไตล์สถาปัตยกรรมบาฮาส (Bauhaus) ในปี 1947 โดยฝีมือของ นาธาน จอร์จ ฮอร์วิตต์ (Nathan George Horwitt) โดดเด่นด้วยจุดกลมเพียงจุดเดียวที่ตำแหน่ง 12 นาฬิกา ซึ่งเป็นตัวแทนของดวงอาทิตย์ยามเที่ยงวัน ถือเป็นแกนหลักในการเล่าเรื่องราวของแบรนด์ และในฐานะไอคอนแห่งงานดีไซน์ นาฬิการุ่นนี้ยังได้รับการจัดแสดงในคอลเลกชันถาวรของพิพิธภัณฑ์ศิลปะสมัยใหม่แห่งนิวยอร์ก (MoMA) อีกด้วย

ขณะที่รุ่น Heritage 1917 ซึ่งเปิดตัวไปเมื่อปีที่แล้ว ได้พาย้อนเวลากลับไปไกลยิ่งขึ้นสู่ยุคทองของศิลปะอาร์ตเดโค (Art Deco) ของ Movado ซึ่งเป็นช่วงทศวรรษที่แบรนด์เคยสร้างสรรค์รูปทรงตัวเรือนที่แตกต่างกันออกไปมากกว่า 700 รูปทรง ส่วนรุ่น Museum Imperiale ทำหน้าที่เป็นสะพานเชื่อมโยงความสง่างามอันเป็นเอกลักษณ์ของ Museum Watch เข้ากับภาษาภาพของไลน์ Imperiale ยุค 1980 โดยขอบตัวเรือนที่มีการตกแต่งด้วยจุดกลมช่วยขยายลายเซ็นอันเป็นไอคอนิกบนหน้าปัดให้ออกมาโลดแล่นอยู่บนโครงสร้างตัวเรือนด้านนอกได้อย่างลงตัว นาฬิกาทุกเรือนล้วนมีสายใยยึดโยงกับจิตวิญญาณที่มีอยู่จริงในหน้าอาร์ไคฟ์ของ Movado และแบรนด์ได้ใช้โอกาสในวาระครบรอบ 145 ปีนี้ เพื่อเปิดฉากบทสนทนาอันทรงคุณค่าเกี่ยวกับมรดกตกทอดทางประวัติศาสตร์ของตัวเองได้อย่างน่าประทับใจ

Movado Museum Classic
Movado Heritage 1917

แคมเปญของ Movado เปิดฉากขึ้นจากภายในเวิร์กชอปและสตูดิโอออกแบบ การประทับตรา Swiss Made ลงบนตัวเรือนคือเครื่องหมายการันตีคุณภาพและความเคารพในทุกกระบวนการผลิตนาฬิกาทุกเรือนที่เคยสรรค์สร้างขึ้นมา ทั้งหมดนี้คือการสะท้อนถึงคุณค่าและจิตวิญญาณเดียวกันกับที่ไดเทสไฮม์เคยสถาปนาไว้ ณ หุบเขาจูราเมื่อหลายปีก่อนในปี 1881 

อ่านบทความอื่นๆ เพิ่มเติม
กรุงเทพฯ สู่หมุดหมายใหม่บนปฏิทินโลก สยามพารากอน สานต่อความสำเร็จเตรียมจัดงาน “Siam Paragon Bangkok Watch Week 2026” อย่างยิ่งใหญ่เป็นปีที่ 2
Blancpain ขยายคอลเลกชัน Villeret ด้วยขนาดใหม่ที่เปิดพื้นที่ให้เดรสวอทช์คลาสสิกเข้าถึงผู้สวมใส่ได้หลากหลายขึ้น
เมื่อคลื่นทรายและเปลวไฟสอดประสาน สัมผัสความอบอุ่นของผืนทรายบนข้อมือผ่าน De Bethune DB25xs Sand Winds

Share post:

More like this

เมื่อความสมบูรณ์แบบระดับพิพิธภัณฑ์มาอยู่บนข้อมือ นี่คือ Greubel Forsey “Balancier QM” นิยามใหม่ของศาสตร์การขัดแต่งด้วยมือ

พาชมรายละเอียด Greubel Forsey Balancier QM ตัวเรือนไวท์โกลด์ขนาด 39.60 มม. รุ่นแรกที่มาพร้อมมาตรฐานงานตกแต่งด้วยมือระดับพิเพิธภัณฑ์ Qualité Musée และแฮร์สปริงแบบอินเฮาส์ ผลิตจำกัดเพียง 33 เรือน

ฉลอง 225 ปี ทูร์บิญอง Breguet ปล่อยนาฬิกาชิ้นโบแดง 4 เรือนรวด สะเทือนวงการไฮเอนด์ 

พาคุณย้อนเวลาสู่ปี 1801 จุดกำเนิดสิทธิบัตรทูร์บิญองของ Abraham-Louis Breguet พร้อมเจาะลึกเรือนเวลาชิ้นโบแดง 4 รุ่นล่าสุดที่เพิ่งเปิดตัวเพื่อเฉลิมฉลองวาระครบรอบ 225 ปี ตั้งแต่เดรสวอทช์ไซส์คลาสสิกไปจนถึงสปอร์ตหรูระดับแกรนด์คอมพลิเคชัน

Blancpain ขยายคอลเลกชัน Villeret ด้วยขนาดใหม่ที่เปิดพื้นที่ให้เดรสวอทช์คลาสสิกเข้าถึงผู้สวมใส่ได้หลากหลายขึ้น

Blancpain เปิดตัว Villeret รุ่นใหม่ 6 โมเดล พร้อมขยายตัวเลือกสัดส่วนของเดรสวอทช์คลาสสิก ตั้งแต่ Ultraplate 38 มิลลิเมตร ไปจนถึง Moonphase 29.2 มิลลิเมตร สะท้อนแนวคิดที่ยึดมั่นในงานช่างและความงามเหนือกระแสแฟชั่น

เมื่อคลื่นทรายและเปลวไฟสอดประสาน สัมผัสความอบอุ่นของผืนทรายบนข้อมือผ่าน De Bethune DB25xs Sand Winds

การเดินทางครั้งใหม่ของ Denis Flageollet ที่เปลี่ยนผ่านจากความลุ่มลึกของเฉดสีน้ำเงินสู่อารมณ์ความรู้สึกอันอบอุ่นของทะเลทรายสีทอง