การหวนคืนของจักรกลสี่ตลับลาน เจาะลึกวิธีคิดและการย่อสัดส่วนใน Chopard L.U.C Quattro Revolution Re-edition

Date:

เบื้องหลังการฟื้นฟูโมเดลปี 2000 ด้วยการจับคู่ตัวเรือนเหล็กรีไซเคิล Lucent Steel เข้ากับหน้าปัดทองคำคลาสสิก 3N แกะลายกิโยเชด้วยมือ ในขนาดดั้งเดิม 38 มิลลิเมตร

ในประวัติศาสตร์นาฬิการ่วมสมัย ยุคปลายทศวรรษ 1990 จนถึงต้นปี 2000 คือช่วงเวลาที่แบรนด์นาฬิกาต่างแข่งขันกันพัฒนาขีดความสามารถในการสะสมพลังงานสำรองให้ยาวนานที่สุด ทว่าโจทย์ที่ยากกว่าการทำให้เดินได้นาน คือการบรรจุกลไกเหล่านั้นลงในตัวเรือนที่มีสัดส่วนเพรียวบางตามขนบของนาฬิกาเดรสชั้นสูง ในปี 2000 Karl-Friedrich Scheufele (คาร์ล-ฟรีดริช ชอยเฟเล) ประธานร่วมของ Chopard ได้สร้างหมุดหมายสำคัญด้วยการเปิดตัว L.U.C Quattro รหัส Reference 16/1863 นาฬิกาที่สามารถสำรองพลังงานได้ยาวนานถึง 8 วัน (192 ชั่วโมง) จากตลับลาน 4 ชุด แต่กลับมีความหนาของตัวเรือนเพียง 9.54 มิลลิเมตรเท่านั้น

ล่วงเลยมาจนถึงปี 2026 นี้ โปรเจกต์ความร่วมมือล่าสุดระหว่าง Chopard และนิตยสาร Revolution ได้เลือกที่จะนำผลงานชิ้นประวัติศาสตร์ดังกล่าวกลับมาทำซ้ำอีกครั้งในรูปแบบ Re-edition โดยเป็นการดึงเอาสัดส่วนและเลย์เอาต์ดั้งเดิมจากเมื่อ 26 ปีที่แล้ว มาผสมผสานเข้ากับนวัตกรรมวัสดุศาสตร์และการตกแต่งหน้าปัดยุคใหม่ เพื่อทดสอบว่างานออกแบบที่เน้นความสมดุลในอดีตจะยังคงทำหน้าที่ได้อย่างยอดเยี่ยมในยุคปัจจุบันหรือไม่

Chopard L.U.C Quattro Revolution Re-edition

การบริหารแรงบิดของกลไก Caliber 98.01-L ผ่านระบบส่งกำลังอนุกรม

หัวใจทางวิศวกรรมของนาฬิการุ่นนี้อยู่ที่กลไกไขลานด้วยมือ คาลิเบอร์ 98.01-L (หรือรหัสเดิมคือ คาลิเบอร์ 1.98) ความท้าทายหลักของการทำนาฬิกาที่มีพลังงานสำรองยาวนานคือเรื่องของ “แรงบิด” (Torque) เนื่องจากสปริงลานที่ยาวหรือหนาเกินไปมักจะจ่ายกำลังแรงเกินไปในช่วงแรกที่ไขลานเต็ม และจะอ่อนกำลังลงอย่างรวดเร็วในช่วงท้าย ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อความสม่ำเสมอในการแกว่งของจักรกรอก (Amplitude) และความเที่ยงตรงของเวลา

ทางออกของ Chopard คือการใช้ตลับลาน 4 ชุด แบ่งเป็น 2 คู่ซ้อนกันในแนวตั้ง (Two stacked sets) และนำมาเชื่อมต่อกันแบบอนุกรม (In series) โดยมีเฟืองกลางทำหน้าที่ส่งทอดกำลัง ตลับลานแต่ละชุดจะค่อยๆ คลายตัวเพื่อจ่ายพลังงานเฉลี่ยชุดละ 2 วันกับอีก 6 ชั่วโมง และจะหยุดส่งกำลังก่อนที่แรงสปริงจะหย่อนเกินไป วิธีการกระจายภาระในลักษณะนี้ช่วยให้ล้อจักรกรอกได้รับแรงดันที่สม่ำเสมอตลอดระยะเวลาการทำงาน ส่งผลให้นาฬิกาสามารถเดินได้อย่างเที่ยงตรงผ่านเกณฑ์โครโนมิเตอร์ (COSC) และในเวอร์ชันรีเอดิชันนี้ แบรนด์ได้ปรับปรุงประสิทธิภาพจนมาตรวัดบนหน้าปัดสามารถแสดงพลังงานสำรองได้ยาวนานถึง 9 วัน

เมื่อพลิกดูทางด้านหลังตัวเรือนผ่านกระจกแซฟไฟร์ เราจะพบกับงานขัดแต่งที่ผ่านการรับรองตราประทับเจนีวาซีล (Geneva Seal) สะพานจักรขนาดใหญ่ขัดลายริ้วเจนีวา (Côtes de Genève) อย่างประณีต ลบมุมขอบโลหะด้วยมือ พื้นที่ส่วนล่างเปิดเปลือยให้เห็นสะพานจักรจักรกรอกที่ติดตั้งระบบปรับตั้งความเที่ยงตรงแบบคอหงส์ (Swan-neck regulator) ทำจากเหล็กขัดเงาแบบกระจก (Black-polished steel) จัดวางเคียงคู่กับตลับแบริ่งของล้อจักรปล่อยตัวที่ยึดด้วยระบบกันกระแทกขอบทองคำอย่างสวยงาม

ศาสตร์แห่ง halos บนหน้าปัดทองคำเนื้อแท้ 3N ผสานงานเทคโนโลยีเลเซอร์

ต้องบอกว่าหน้าปัดของ Quattro Revolution Re-edition นั้นถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ยกระดับงานฝีมือให้สูงขึ้นกว่ารุ่นดั้งเดิม ตัวแผ่นหน้าปัดทำจากทองคำแท้เฉดสี 3N (3N Yellow Gold) โดยเป็นหน้าปัดดิบที่ไม่ผ่านการเคลือบสีหรือวาร์นิชใดๆ เพื่อเผยให้เห็นเนื้อสีทองธรรมชาติอย่างแท้จริง ผลิตโดย Metalem ซึ่งเชี่ยวชาญด้านการทำหน้าปัดระดับเวิลด์คลาสที่ Chopard ได้เข้าซื้อกิจการมาไว้ในครอบครอง

ส่วนพื้นผิวหน้าปัดนั้นผ่านการแกะลายด้วยเครื่องจักรโบราณ (Hand-guilloché) ทำเป็นลวดลายรัศมีกระจายออกจากศูนย์กลาง ไฮไลต์สำคัญอยู่ที่เส้นขอบวงกลมขนาดเล็กที่เรียกว่า “filet sautant” ซึ่งทำหน้าที่เป็นเส้นแบ่งเขตระนาบระหว่างลายกิโยเชตรงกลาง กับบริเวณรอบนอกที่จัดวางหลักชั่วโมงทรงว่าว (Kite-shaped) ขัดเงา เส้นลายตัดสลับนี้จะปรากฏขึ้นรอบๆ แทร็กนาทีแบบทางรถไฟ (Chemin de fer) ทำให้เกิดปรากฏการณ์สะท้อนแสงคล้ายกับรัศมีทรงกลม (Halos) สามชั้นพุ่งออกจากใจกลางหน้าปัด

โดยเลย์เอาต์การจัดวางยังคงยึดตามเวอร์ชันปี 2000 โดยติดตั้งมาตรวัดพลังงานสำรองรูปพัดไว้ที่ตำแหน่ง 12 นาฬิกา และวงเข็มวินาทีเปิดย่อยร่วมแกนกับเข็มแสดงวันที่ ณ ตำแหน่ง 6 นาฬิกา รายละเอียดขนาดเล็กบนมาตรวัดพลังงานสำรอง โดยเฉพาะขีดเตือนความจำในวันสุดท้าย ถูกแกะสลักด้วยเทคโนโลยีเลเซอร์สมัยใหม่เพื่อให้ได้ความคมชัดในระดับมิติสามมิติ ตัดกันอย่างลงตัวกับเข็มทรงดาฟีน (Dauphine) ทำจากไวทโกลด์ที่ให้มุมเหลี่ยมคมชัดและอ่านค่าง่าย

ความลงตัวทางสรีรศาสตร์บนตัวเรือนเหล็กพิเศษ Lucent Steel

อีกหนึ่งการตัดสินใจที่สำคัญที่สุดในโปรเจกต์นี้ คือการรักษาขนาดตัวเรือนไว้ที่เส้นผ่านศูนย์กลาง 38 มิลลิเมตร และหนา 9.54 มิลลิเมตรเอาไว้ ซึ่งเป็นขนาดดั้งเดิมของรุ่นแรก แม้ว่าในตลาดปัจจุบันขนาดดังกล่าวอาจจะดูค่อนไปทางเล็กสำหรับนาฬิกาคอมพลิเคชัน แต่เมื่อพิจารณาในแง่ของนาฬิกาเดรสร่วมสมัย สัดส่วนนี้สอดรับกับแนวคิดความหรูหราแบบเงียบเชียบ (Quiet Luxury) ที่เน้นความสบายและการแนบสนิทไปกับข้อมือภายใต้แขนเสื้อเชิ้ตได้อย่างพอดิบพอดี

Chopard L.U.C Quattro Revolution Re-edition

วัสดุที่เลือกใช้คือ Lucent Steel ซึ่งเป็นสเตนเลสสตีลรีไซเคิลเกรดพรีเมียมเฉพาะของ Chopard โลหะชนิดนี้ผ่านการหลอมละลายซ้ำจนได้เนื้อสารที่มีความบริสุทธิ์สูง ส่งผลให้มีคุณสมบัติในการสะท้อนแสงที่สว่างและเงางามกว่าเหล็กทั่วไปอย่างเห็นได้ชัด อีกทั้งยังมีความแข็งแกร่งทนทานต่อรอยขีดข่วนได้ดีกว่า ตัวเรือนมาพร้อมกับสายหนังวัวสีน้ำตาลขนาดความกว้างหูสาย 19 มิลลิเมตร และลดระดับลงไปที่ 16 มิลลิเมตรบริเวณหัวเข็มขัดสายเหล็กสลักตราแบรนด์ โดยจำกัดการผลิตเพียง 20 เรือนทั่วโลก 

ข้อมูลทางเทคนิค
  • กลไก: ระบบไขลานด้วยมือ คาลิเบอร์ 98.01-L
  • ฟังก์ชัน: ชั่วโมง นาที วินาทีเล็ก วันที่ และสำรองพลังงาน 9 วัน
  • ตัวเรือน: ขนาด 38 มม. × 9.54 มม. วัสดุเหล็กโปร่งแสง กันน้ำได้ลึก 30 เมตร
  • หน้าปัด: แกะสลักลายกิโยเช่บนทองคำเหลือง 3N บริสุทธิ์ ไม่ผ่านการบำบัดใดๆ เครื่องหมายบอกเวลาเป็นรูปทรงว่าว
  • สาย: หนังลูกวัวสีน้ำตาล ความกว้างของตัวเรือน 19 มม. ความกว้างของหัวเข็มขัด: 16 มม.

อ่านบทความอื่นๆ เพิ่มเติม
ลืมหน้าปัดแบบเดิมไปเลย เพราะ Ressence TYPE 7 รื้อวิศวกรรมหน้าปัดแบบ Oil-Filled พร้อมเนรมิต 2 สีใหม่ คมชัดราวกับจอดิจิทัล
เมื่อฟังก์ชันดาราศาสตร์และงานสลักเสลามาบรรจบกันในเรือนเวลา Arnold & Son Luna Magna Platinum Dragon Verdite
พาชมเรือนเวลาล่าสุดของ H. Moser & Cie. ในรุ่น Endeavour Flyback Chronograph Dual Time Date ซ่อนโครโนกราฟไว้ตรงไหน? 

Share post:

More like this

Hublot จับมือศิลปินชื่อดัง Jeff Koons เปิดตัวนาฬิกาสองรุ่นใหม่ Balloon Dog และ MP-14

เบื้องหลังการร่วมมือกันครั้งแรกระหว่าง Hublot และ Jeff Koons สองเรือนเวลาที่ผสานงานศิลปะสไตล์ Balloon Dog เข้ากับกลไกตองบิยองระดับสูง

เมื่อ Rolex นำกลไก Complete Calendar มาเซอร์ไพรส์ในนาฬิกาลุคคลาสสิกรุ่น Perpetual Padellone

นาฬิการุ่นที่สองในคอลเลกชัน Perpetual ที่ต่อยอดจากรุ่น 1908 ได้อย่างเหนือชั้น ต้องยอมรับว่า เสน่ห์ของสไตล์วินเทจที่ปรากฎอยู่บน Rolex 1908...

Chopard เปิดตัว Happy Diamonds Heritage ฉลอง 50 ปีเรือนเวลาไอคอนิก

Chopard Happy Diamonds Heritage การกลับมาของเรือนเวลาไอคอนิกปี 1976 ในตัวเรือนทองคำ 18K หน้าปัดนิลดำ และกลไกอินเฮาส์สุดบางเฉียบ

Panerai ฉลองครบรอบ 100 ปีร้านแรกในฟลอเรนซ์ด้วย Luminor Firenze 8 Giorni รุ่นใหม่

พาไปทำความรู้จัก Panerai Luminor Firenze 8 Giorni สองรุ่นพิเศษฉลอง 100 ปีร้านดั้งเดิมบนจัตุรัส Piazza San Giovanni ในตัวเรือน Platinumtech และสเตนเลสสตีล