Home Blog Page 19

Bell & Ross BR-05 Grey Mirror Steel เมื่อเครื่องมือบอกเวลากลายเป็นเครื่องประดับแห่งแสงและเงา

การบรรจบของสถาปัตยกรรมและแสง BR-05 พลิกโฉมสเตนเลสสตีลให้เป็นนาฬิกาอัญมณีแห่งโลกเมือง

Bell & Ross (เบล แอนด์ รอสส์) ก่อตั้งขึ้นจากปรัชญาที่มุ่งเน้นการสร้างสรรค์ ‘เครื่องมือบอกเวลา’ ที่อ่านง่าย แม่นยำ และทนทาน โดยได้รับแรงบันดาลใจจากแผงหน้าปัดในห้องนักบิน ทว่าในคอลเลกชัน BR-05 ซึ่งเป็นการตีความนาฬิกาเครื่องมือในบริบทของเมือง (Urban Setting) แบรนด์ได้เปิดพื้นที่ให้กับการสำรวจด้านสุนทรียศาสตร์มากขึ้น

และรุ่นล่าสุดอย่าง BR-05 Grey Mirror Steel ซึ่งเป็นรุ่นพิเศษที่จำกัดเพียง 250 เรือน และวางจำหน่ายเฉพาะในบูติก ได้นำเสนอวิสัยทัศน์ใหม่ที่น่าสนใจ นั่นคือการเล่นกับ “แสงและเงา”

การเปลี่ยนโฉมวัสดุให้กลายเป็นแสง

แบรนด์ได้ท้าทายความคิดที่ว่าสเตนเลสสตีลเป็นเพียงวัสดุที่แข็งแกร่งทนทานเท่านั้น ยังสามารถเป็นได้ทั้งสีและแสง โดยพื้นผิวของนาฬิกาเรือนนี้ได้รับการรังสรรค์อย่างพิถีพิถันผ่านเทคนิคการขัดเงาแบบ Mirror Polished (ขัดเงาแบบกระจก) และการขัดแบบ Satin-finished (ขัดด้านซาติน) ที่สลับกันไปอย่างลงตัว

ดีไซน์ของ BR-05 ซึ่งโดดเด่นด้วยรูปทรง “วงกลมในสี่เหลี่ยม” อันเป็นเอกลักษณ์ และโครงสร้างแบบผสานรวม (Integrated Design) ได้รับการเน้นย้ำความสง่างามด้วยการขัดเงา ทำให้ตัวเรือนกลายเป็นดั่ง ‘Monobloc of Pure Metal’ หรือแท่งโลหะบริสุทธิ์ที่สะท้อนแสงจากทุกมุมมอง มันได้เปลี่ยนนาฬิกาจากเครื่องมือที่เน้นฟังก์ชันเพียงอย่างเดียว ให้กลายเป็น ‘Jewel-Watch’ หรือนาฬิกาอัญมณีที่แฝงไปด้วยความรู้สึกแบบร่วมสมัย ศิลปะ และความเป็นเครื่องประดับ

ความเรียบง่ายที่ถูกขับเน้น

เพื่อตอกย้ำความงามของพื้นผิวสเตนเลสสตีลที่ถูกขัดเงาให้กลายเป็นสีเทาอ่อน (Grey Mirror) ที่เล่นกับแสงได้อย่างน่าหลงใหล Bell & Ross ได้เลือกที่จะคงไว้ซึ่ง ความเรียบง่ายสูงสุดบนหน้าปัดนั้นใช้หน้าปัดสีเทาที่เข้ากันกับตัวเรือน และไม่มีการแสดงวันที่ (No Date Aperture) เพื่อรักษาความบริสุทธิ์ของดีไซน์ ส่วนอินเด็กซ์และเข็ม ใช้หลักชั่วโมงแบบขีด (Applique Indices) และเข็มนาฬิกาที่เคลือบโรเดียม (Rhodium-plated) ซึ่งทั้งหมดได้รับการขัดเงาแบบกระจกเช่นกัน เพื่อให้กลมกลืนกับหน้าปัดและเพิ่มมิติการสะท้อนแสง

นาฬิกา BR-05 Grey Mirror Steel จึงเป็นผลงานที่สมบูรณ์แบบสำหรับผู้ที่ต้องการนาฬิกาที่สามารถใช้งานได้จริงในชีวิตประจำวัน แต่ในขณะเดียวกันก็สามารถเปล่งประกายความหรูหรา สง่างาม และมีสไตล์อันโดดเด่นไม่ซ้ำใครตามแบบฉบับของ BR-05 ที่ได้รับการปรับปรุงให้มีความเงางามขั้นสุด

กลไกสำคัญ

นาฬิกาเรือนนี้ขับเคลื่อนด้วยกลไกขึ้นลานอัตโนมัติ BR-CAL.321-1 ซึ่งเป็นกลไกที่ผ่านการปรับแต่งจากกลไกพื้นฐานที่มีประสิทธิภาพ ตัวกลไกให้พลังงานสำรองนานถึง 54 ชั่วโมง และสามารถชื่นชมการทำงานได้ผ่านฝาหลังแซฟไฟร์ใส ซึ่งเผยให้เห็นการทำงานของโรเตอร์ที่หมุน 360 องศา

โดยสรุปแล้ว BR-05 Grey Mirror Steel เรือนนี้เป็นงานศิลปะแห่งการสะท้อนแสง เล่นกับความวิบวับอย่างมีมิติ ที่พิสูจน์ให้เห็นว่าแบรนด์ไม่ได้จำกัดตัวเองอยู่แค่ในห้องนักบิน ในขณะเดียวกันแบรนด์ได้ก้าวเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของสุนทรียศาสตร์แห่งแฟชั่นในโลกยุคใหม่ได้อย่างลงตัว

ข้อมูลทางเทคนิค
  • ตัวเรือน: สเตนเลสสตีลขัดเงาแบบกระจก (Mirror Polished) และขัดด้านซาติน (Satin-finished) ขนาด 40 มม. ดีไซน์ทรง “วงกลมในสี่เหลี่ยม” พร้อมฝาหลังแซฟไฟร์ใส และกันน้ำได้ 100 เมตร
  • หน้าปัด: สีเทา ขัดเงาแบบกระจก ไม่มีหน้าต่างแสดงวันที่ หลักชั่วโมงเป็นแบบขีดเคลือบโรเดียมขัดเงา
  • ฟังก์ชัน: แสดงชั่วโมง นาที และวินาที
  • กลไก: กลไกขึ้นลานอัตโนมัติ BR-CAL.321-1 พลังงานสำรอง 54 ชั่วโมง
  • สาย: มีให้เลือก 2 แบบคือสายสเตนเลสสตีลแบบผสานรวม (Integrated) ขัดเงาและขัดด้าน สายยางสีดำพร้อมตัวล็อคบานพับสเตนเลสสตีลขัดเงาและขัดด้าน

อ่านบทความอื่นๆ เพิ่มเติม
Streamliner Genesis 2 องค์ที่สองแห่งไตรภาค การกลับสู่ “เนื้อแท้” ที่จับต้องได้
การอัปเดตครั้งใหม่ที่ลงตัวและน่าประทับใจกับ Lange 1 Daymatic พร้อมปรับโฉมด้วยสีฮันนี่โกลด์และสีน้ำตาล
Chopard Mille Miglia Classic Chronograph Tribute to Sir Stirling Moss

การกลับสู่จุดเริ่มต้น Czapek & Cie Quai des Bergues ‘Sursum Corda’ บทสรุปแห่งความงามและความเรียบง่ายที่ทรงพลัง

การกลับสู่จุดเริ่มต้น Czapek Quai des Bergues ‘Sursum Corda’ บทสรุปแห่งความสมบูรณ์แบบ

ในโลกที่นาฬิกาแข่งกันด้วยความซับซ้อนและฟังก์ชันมากมาย แบรนด์ Czapek & Cie ได้เลือกเส้นทางที่แตกต่างออกไป นั่นคือการหวนคืนสู่รากเหง้าของความงามที่บริสุทธิ์และศิลปะแห่งความเรียบง่ายอันลุ่มลึก ซึ่งเป็นปรัชญาที่สืบทอดมาจากผู้ก่อตั้งอย่าง François Czapek ในศตวรรษที่ 19

ในวาระการเฉลิมฉลองอันยิ่งใหญ่ของปี 2025 ซึ่งเป็นปีที่ครบรอบ 180 ปีนับตั้งแต่การก่อตั้งโดย François Czapek และครบรอบ 10 ปีของการฟื้นคืนชีพแบรนด์สู่ยุคปัจจุบัน Czapek ได้ประกาศเปิดตัว Quai des Bergues “Sursum Corda” (กวา เด เบิร์ก “เซอร์ซุม คอร์ดา”) เรือนเวลาที่ถูกขนานนามว่าเป็น “บทสรุปอันสมบูรณ์” ของชุดผลงานฉลองครบรอบในปีนี้

ชื่อที่เต็มไปด้วยความหมายและการกลับคืนสู่รากเหง้า

ชื่อคอลเลกชัน Quai des Bergues นั้นตั้งตามชื่อเวิร์คช็อปดั้งเดิมของ François Czapek ในเจนีวา ส่วนคำว่า “Sursum Corda” นั้นมีความหมายเป็นภาษาละตินว่า “จงยกหัวใจของท่านขึ้นเถิด” (Lift up your hearts) ซึ่งเป็นวลีที่ใช้ในพิธีกรรมทางศาสนา โดย Czapek นำมาตีความใหม่ให้เป็นสัญลักษณ์ของการยกระดับงานฝีมือสู่ความสมบูรณ์แบบที่เหนือกว่า และการมองโลกในแง่ดีอย่างมีศรัทธา

หลังจากที่แบรนด์ได้เปิดตัวนาฬิกาคอมพลิเคชันอันซับซ้อนในไลน์ Antarctique ไปแล้วหลายรุ่น การกลับมาที่คอลเลกชันดั้งเดิมอย่าง Quai des Bergues ด้วยรุ่น “Sursum Corda” นี้ จึงเป็นการย้ำจุดยืนอย่างหนักแน่นของ Czapek ในการให้ความสำคัญกับ ความงามที่ไร้กาลเวลา (Timeless Beauty) และความสมดุลที่ลงตัวขององค์ประกอบบนหน้าปัด

หน้าปัดที่เปล่งประกายด้วยงานฝีมือ

เสน่ห์ที่ดึงดูดสายตาที่สุดของรุ่นนี้คือหน้าปัดอันงดงามที่สร้างสรรค์ด้วยเทคนิค Grand Feu Enamel (การเคลือบอีนาเมลด้วยความร้อนสูง) ซึ่งเป็นงานฝีมือที่ต้องใช้ความเชี่ยวชาญและความแม่นยำสูงสุด อีนาเมล Grand Feu ให้ความลึกและความเงางามที่ไม่มีวัสดุใดเทียบได้ ทำให้หน้าปัดเป็นดั่งกระจกที่สะท้อนแสงได้อย่างบริสุทธิ์

องค์ประกอบต่าง ๆ บนหน้าปัดยังคงเอกลักษณ์ของ Czapek ไว้ครบถ้วน ทั้งตัวเลขชั่วโมงสไตล์ Roman numerals ที่ละเอียดอ่อน พร้อมเข็มนาฬิกาที่ได้รับการขัดเงาและชุบทองสีโรสโกลด์อย่างประณีต หน้าปัดย่อยบริเวณ 4:30 น. และ 7:30 น. ยังคงอยู่ โดยหน้าปัดแรกแสดงวินาทีเล็ก และหน้าปัดที่สองแสดงวันและพลังงานสำรอง สะท้อนการจัดวางแบบดั้งเดิมที่ทำให้ Quai des Bergues เป็นที่จดจำตั้งแต่แรกเปิดตัวในปี 2015

หัวใจจักรกลที่เรียบง่ายแต่ทรงพลัง

Quai des Bergues “Sursum Corda” ขับเคลื่อนด้วยกลไกไขลานด้วยมือ Calibre SXH1 ซึ่งเป็นกลไกที่ Czapek พัฒนาและตกแต่งด้วยตัวเอง กลไกนี้ถูกเผยให้เห็นผ่านฝาหลังแซฟไฟร์ ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความประณีตของการตกแต่งตามแบบฉบับของกลไกชั้นสูง เช่น การขัดลาย Côtes de Genève และการขัดเงาอย่างละเอียด

กลไก SXH1 มีความถี่ 21,600 ครั้งต่อชั่วโมง (3 เฮิรตซ์) และมีความน่าทึ่งตรงที่สามารถสำรองพลังงานได้ยาวนานถึง 7 วัน หรือ 168 ชั่วโมง ซึ่งถือเป็นหนึ่งในจุดเด่นสำคัญของนาฬิกาไขลานชั้นสูง

สำหรับ Quai des Bergues “Sursum Corda” เรือนนั้นเป็นเหมือนการสรุปการเดินทาง 180 ปีของ Czapek ได้อย่างสมบูรณ์แบบ มันเป็นเรือนเวลาที่ยืนยันว่าความเรียบง่ายที่ถูกสร้างสรรค์ด้วยงานฝีมือในระดับสูงสุดนั้น คือนิยามที่แท้จริงของความหรูหราเหนือกาลเวลา

ข้อมูลทางเทคนิค
  • ตัวเรือน: ตัวเรือนโรสโกลด์ 18k 5N ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 40.5 มม. ความหนา 11.9 มม. กันน้ำได้ 50 เมตร พร้อมกระจกแซฟไฟร์โค้งเคลือบสารกันสะท้อน
  • หน้าปัด: หน้าปัดผลิตด้วยเทคนิค Grand Feu Enamel สีขาว มีตัวเลขชั่วโมงเป็นแบบ Roman Numerals เข็มนาฬิกาเป็นเหล็กกล้าสีน้ำเงินทรง Fleur-de-Lys และมีข้อความลับ “Sursum Corda” อยู่ที่ตำแหน่ง 12 นาฬิกา
  • ฟังก์ชัน: แสดงชั่วโมงและนาที วินาทีเล็กอยู่ที่ตำแหน่ง 7:30 น. และแสดงพลังงานสำรองพร้อมวันในสัปดาห์อยู่ที่ตำแหน่ง 4:30 น.
  • กลไก: ใช้กลไกไขลานด้วยมือแบบ Proprietary In-house Calibre SXH1 ทำงานด้วยความถี่ 21,600 VpH (3 Hz) และมีพลังงานสำรองที่ยาวนานมากถึง 7 วัน (มากกว่า 168 ชั่วโมง) ด้วยการใช้ตลับลานคู่ (Twin Barrels)
  • สาย: สายหนังจระเข้ (Alligator strap) พร้อมหัวเข็มขัดแบบ Pin Buckle ทำจากโรสโกลด์ 18k

อ่านบทความอื่นๆ เพิ่มเติม
Streamliner Genesis 2 องค์ที่สองแห่งไตรภาค การกลับสู่ “เนื้อแท้” ที่จับต้องได้
การอัปเดตครั้งใหม่ที่ลงตัวและน่าประทับใจกับ Lange 1 Daymatic พร้อมปรับโฉมด้วยสีฮันนี่โกลด์และสีน้ำตาล
Chopard Mille Miglia Classic Chronograph Tribute to Sir Stirling Moss

The Revolutionary List: 26 ผู้นำที่สร้างแรงบันดาลใจ – ฟิลิปป์ สเติร์น (Philippe Stern)

The Revolutionary List: ฟิลิปป์ สเติร์น ผู้สร้าง Caliber 89, โรงงาน Patek In-House และแคมเปญ “Look After it for the Next Generation”

โดย Wei Koh | 1 ธันวาคม 2025

ในการกล่าวถึงบุคคลผู้กำหนดทิศทางของอุตสาหกรรม… ผู้เขียนขอยืนยันว่าผู้นำด้านนาฬิกาที่ยิ่งใหญ่ที่สุดสองคนในช่วง 50 ปีที่ผ่านมาคือ บลุมไลน์ (Günter Blümlein) และ ฟิลิปป์ สเติร์น ผู้ที่น่าทึ่ง

คุณเว่ยเล่าว่า

ผมจำได้ว่าเคยบังเอิญพบกับเขาที่ด้านนอกโรงงาน (Manufacture) ที่ Plan-les-Ouates ซึ่งเป็นโรงงานที่เขาสร้างขึ้น (ปัจจุบัน Patek Philippe ได้เพิ่มโรงงานแห่งที่สองถัดจากนั้น) เขามองดูมันและกล่าวว่า “พ่อของผมไม่อยากให้ผมสร้างที่นี่ ท่านคิดว่าภาระทางการเงินมันเสี่ยงเกินไป และในเวลานั้นในอุตสาหกรรมนาฬิกา ทุกคนต่างพึ่งพาบุคคลที่สามหรือซัพพลายเออร์”

The Revolutionary List Philippe Stern ฟิลิปป์ สเติร์น
การกลับมาอีกครั้งของนาฬิกาตีระฆังของ Patek Philippe เกิดขึ้นในปี 1989 ด้วยการเปิดตัว Caliber 89 ซึ่งมีฟังก์ชั่นการทำงานถึง 33 อย่าง (ภาพ: Patek Philippe)

นั่นทำให้ผมนึกได้ว่า จนกระทั่ง ฟิลิปป์ สเติร์น เข้ามาบริหาร โรงงานของ Patek ยังตั้งอยู่ใจกลางเมืองเจนีวา โดยกินพื้นที่อาคารที่เราเห็นเป็นบูติกในปัจจุบัน สเติร์นได้สร้างโรงงาน In-House ที่สร้างความแตกต่างอย่างแท้จริง ในปี 1989 เขาประกาศการกลับมาของการทำนาฬิกาที่มีกลไกซับซ้อน ด้วยการสร้างนาฬิกาที่มีกลไกซับซ้อนที่สุดในโลกในขณะนั้นคือ Caliber 89 และยังเป็นนาฬิกามิวนิตรีพีทเตอร์อัตโนมัติที่ผลิตแบบต่อเนื่องเรือนแรกของโลก คือ Reference 3979 และ 3974 ซึ่งใช้กลไก Caliber R27 ใหม่ของเขา เขายังสร้าง พิพิธภัณฑ์ Patek Philippe ขึ้นเพื่อบอกเล่าเรื่องราวทั้งหมดของการจับเวลาแบบสวิส เพื่อตอกย้ำความจริงที่ว่าเมซงของเขามีความหมายเดียวกับประวัติศาสตร์ของนาฬิกากลไกซับซ้อน

The Revolutionary List Philippe Stern ฟิลิปป์ สเติร์น
นาฬิการุ่น Ref. 3979 Tourbillon Minute Repeater เปิดตัวโดย Patek Philippe ในปี 1989 เนื่องในโอกาสครบรอบ 150 ปี
The Revolutionary List Philippe Stern ฟิลิปป์ สเติร์น
นาฬิกา Patek Philippe รุ่น 3974 หายากมาก ตัวเรือนไวท์โกลด์ ประดับด้วยตัวเลข Breguet แบบนูน

เขายังช่วยยกระดับราคาของนาฬิกากลไกซับซ้อนวินเทจ (Vintage Complications) จากระดับต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ในช่วงทศวรรษที่ 80 และ 90 และเขายังสร้างนโยบาย “on-application” (การยื่นคำขอซื้อ) ซึ่งหมายความว่าคุณไม่สามารถซื้อ Patek ได้ทันที แต่คุณต้องยื่นคำขออย่างสุภาพเพื่อขอซื้อ เขาดูแลแคมเปญโฆษณาที่ยังคงถูกยกย่องว่าเป็นแคมเปญที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์การทำนาฬิกา

“You never actually own a Patek Philippe. You merely look after it for the next generation.”
(คุณไม่ได้ครอบครอง Patek Philippe อย่างแท้จริง คุณเพียงแค่ดูแลมันไว้สำหรับคนรุ่นต่อไป)

อิทธิพลของเขาในศตวรรษที่ 21 ก็มีความสำคัญไม่แพ้กัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งความสนใจใน ซิลิคอน (silicon) ซึ่งเป็นส่วนสำคัญที่เขาให้ความสำคัญกับนาฬิกาในกลุ่ม Advanced Research ของเขาในระยะเริ่มแรก

อ่านบทความอื่นๆ เพิ่มเติม
เจาะลึกเบื้องหลังเรือนเวลา ID Genève Circular S เมื่อนวัตกรรมคือทางออกของปัญหาคาร์บอนในอุตสาหกรรมนาฬิกา
Audemars Piguet ตอกย้ำมรดก 150 ปี ด้วยการคว้า “Grosse Pièce” นาฬิกาพกสุดซับซ้อนแห่งศตวรรษที่ 20 คืนสู่ Le Brassus
Louis Erard x Konstantin Chaykin ‘Unfrogettable’ เมื่อความชำนาญขั้นสูงคือรากฐานของความสนุกที่ไม่ลืมเลือน

Slim d’Hermès Hippocampe การเดินทางสู่ความลึกของศิลปะหัตถกรรม

การบรรจบของงานแกะสลักและต่อลายหนัง เมื่อช่างฝีมือ Hermès ปลุกชีวิตม้าน้ำในห้วงเวลาอันบางเบา

หากกล่าวถึงแบรนด์ที่สร้างสรรค์นาฬิกาให้เป็นดั่งงานศิลปะที่เต็มไปด้วยจินตนาการและอารมณ์ความรู้สึก คงหนีไม่พ้น Hermès ในขณะที่ผู้ผลิตหลายรายพยายามแข่งขันกันที่ความซับซ้อนของกลไก Hermès กลับเลือกที่จะให้ความสำคัญกับ “เวลาในอีกมิติหนึ่ง” ซึ่งเป็นห้วงเวลาที่เปิดโอกาสให้ความสวยงามของงานฝีมือได้เปล่งประกายอย่างเต็มที่

และคอลเลกชัน Slim d’Hermès ซึ่งโดดเด่นด้วยเส้นสายที่นุ่มนวลและสัดส่วนที่บางเฉียบ ก็ได้ขยายขอบเขตความงามนั้นไปอีกขั้น ด้วยการเชื้อเชิญให้เราเริ่มต้นการเดินทางสู่มหากาพย์ครั้งใหม่ใต้ท้องทะเลลึกผ่านรุ่น Hippocampe หรืออีกชื่อที่เราคุ้นเคยก็คือ “ม้าน้ำ” นั่นเอง

นาฬิกาเรือนนี้สร้างสรรค์ขึ้นด้วยการผสานศิลปะหัตถกรรมชั้นสูงสองแขนงเข้าด้วยกัน นั่นคือ การแกะสลัก (Engraving) และ งานต่อลายหนัง (Leather Marquetry) เพื่อนำพาเจ้าม้าน้ำ ซึ่งเป็นผลงานการออกแบบอันมีชีวิตชีวาของนักวาดภาพประกอบชาวลอนดอน Stuart Patience มาโลดแล่นอยู่บนหน้าปัดขนาดกะทัดรัด

การรังสรรค์สัตว์ทะเลในพื้นที่จำกัด

การแปลงรูปร่างโค้งมนของม้าน้ำให้ลงตัวกับหน้าปัดนาฬิกาถือเป็นความท้าทายที่ต้องใช้ความเชี่ยวชาญสูงสุด ช่างแกะสลักคือผู้เริ่มต้นกระบวนการ โดยพวกเขาจะวาดเค้าโครงและกำหนดรูปทรงของม้าน้ำด้วยเครื่องมือหลากหลายชนิด ทำให้เกิดรายละเอียดและความลึกของภาพ หลังจากงานแกะสลักแล้ว จึงเข้าสู่ขั้นตอนที่ต้องอาศัยความละเอียดอ่อนอย่างยิ่งยวดคือ งานต่อลายหนัง

Hermès แสดงความเชี่ยวชาญด้านเครื่องหนังที่สั่งสมมาอย่างยาวนาน ด้วยการนำหนังวัว Swift Calfskin ในหลากหลายโทนสีมาเฉือนให้มีความบางเพียง 0.5 มม. ก่อนที่จะนำชิ้นส่วนเล็ก ๆ เหล่านั้นมาตัดอย่างพิถีพิถันเพื่อจำลององค์ประกอบแต่ละส่วนของลวดลาย และนำมาประกอบเข้าบนหน้าปัดทีละชิ้นอย่างประณีตราวกับเป็นโมเสกหนัง งานฝีมือนี้นอกจากจะสร้างมิติที่แตกต่างให้กับพื้นผิวแล้ว ยังช่วยเน้นย้ำรายละเอียดอันน่าอัศจรรย์ของม้าน้ำที่ถูกออกแบบมาให้เต็มไปด้วยพลังและความเคลื่อนไหว

หัวใจที่บางเบาแต่เปี่ยมประสิทธิภาพ

นาฬิกา Slim d’Hermès Hippocampe ทั้งสองเวอร์ชันถูกบรรจุอยู่ในตัวเรือนไวท์โกลด์ ขนาด 39.5 มม. หัวใจของเรือนเวลานี้คือกลไกขึ้นลานอัตโนมัติที่ผลิตโดยโรงงานของ Hermès เอง นั่นคือ Calibre H1950 กลไกนี้โดดเด่นด้วยความบางเพียง 2.6 มม. ซึ่งช่วยรักษาความเรียบหรูและเพรียวบางตามแบบฉบับของคอลเลกชัน Slim d’Hermès ไว้ได้อย่างสมบูรณ์

แม้จะบางเบา แต่กลไกนี้ก็เปี่ยมประสิทธิภาพด้วยการสำรองพลังงานได้นาน 48 ชั่วโมง และการตกแต่งกลไกนั้นก็ไม่เป็นสองรองใคร ฝาหลังแซฟไฟร์เผยให้เห็นการตกแต่งลวดลายตัว “H” บนสะพานจักรที่ถูกลบมุมอย่างปราณีต (Hand-bevelled bridges) ซึ่งเป็นอีกหนึ่งเครื่องยืนยันถึงความละเอียดอ่อนในงานหัตถกรรมชั้นสูง

สำหรับ Slim d’Hermès Hippocampe เรือนนี้แสดงถึงการผสมผสานอันลงตัวระหว่างความเป็นศิลปะและกลไกจักรกล มันคือลิมิเต็ดเอดิชันหมายเลขกำกับ ที่ Hermès ได้นำเสนอนิยามของเวลาในฐานะ “วัตถุแห่งศิลปะ” ที่ผู้สวมใส่จะได้สัมผัสกับเรื่องราว ความเชี่ยวชาญ และความงามสง่าแห่งท้องทะเลลึกบนข้อมือของตนเองอย่างแท้จริง

ข้อมูลทางเทคนิค
  • ตัวเรือน: ไวท์โกลด์ ขนาด 39.5 มม. ทรงกลม พร้อมกระจกคริสตัลแซฟไฟร์กันแสงสะท้อน และสามารถกันน้ำได้ 3 บาร์ (30 เมตร)
  • หน้าปัด: พื้นผิวสร้างสรรค์ด้วยงานต่อลายหนัง (Leather Marquetry) และการแกะสลัก (Engraving) เป็นลวดลายม้าน้ำ (Hippocampe)
  • ฟังก์ชัน: แสดงเวลาด้วยเข็มชั่วโมงและเข็มนาที (สองเข็ม)
  • กลไก: กลไกขึ้นลานอัตโนมัติ Manufacture Hermès Calibre H1950 มีความบาง 2.6 มม. ความถี่ 4 เฮิรตซ์ (21,600 vph) สำรองพลังงานได้ 48 ชั่วโมง
  • สาย: สายหนังวัวสวิฟต์ (Swift Calfskin) มีให้เลือกในสีเทาคอนกรีต (Béton) หรือสีขาวมุก (Perle)

อ่านบทความอื่นๆ เพิ่มเติม
Streamliner Genesis 2 องค์ที่สองแห่งไตรภาค การกลับสู่ “เนื้อแท้” ที่จับต้องได้
การอัปเดตครั้งใหม่ที่ลงตัวและน่าประทับใจกับ Lange 1 Daymatic พร้อมปรับโฉมด้วยสีฮันนี่โกลด์และสีน้ำตาล
Chopard Mille Miglia Classic Chronograph Tribute to Sir Stirling Moss

HYT S1 Seddiqi 75th Anniversary การรวมตัวของสุดยอดนวัตกรรมและความมั่งคั่งแห่งดูไบ

พลังแห่งของเหลวและผืนทราย การตีความมรดกดูไบในสามเฉดสีบนหน้าปัด HYT

ในโลกของการประดิษฐ์นาฬิกา หากแบรนด์อื่น ๆ ยังคงถกเถียงกันด้วยความถี่ของกลไกและเส้นสายที่ประณีต แบรนด์อย่าง HYT ได้ก้าวข้ามทุกข้อจำกัดด้วยการตั้งคำถามพื้นฐานว่า “ทำไมเราต้องใช้เข็มในการบอกเวลา?” พวกเขาจึงก่อตั้งศาสตร์แห่ง Fluidic Mechanical Horology ขึ้นมา นั่นคือการใช้ของเหลวหรือ Liquid ในการบอกชั่วโมง ซึ่งเป็นการรวมกันระหว่างกลไกจักรกลชั้นสูงเข้ากับวิศวกรรมของไหลที่น่าทึ่ง

และล่าสุดนี้ HYT ได้ร่วมมือกับคู่ค้าระดับตำนานในตะวันออกกลางอย่าง Ahmed Seddiqi & Sons เพื่อเฉลิมฉลองวาระครบรอบ 75 ปีของบริษัทด้วยการสร้างสรรค์นาฬิกา S1 Bespoke Edition สามเรือนที่ไม่เหมือนใคร ซึ่งแต่ละเรือนเป็นผลงานระดับ Unique Piece ที่สะท้อนถึงประวัติศาสตร์อันยาวนานและการมองการณ์ไกลของตระกูล Seddiqi ที่มีต่อการพลิกโฉมดูไบ

นาฬิกาทั้งสามเรือนนี้ถูกเลือกสีสันมาเพื่อเล่าเรื่องราวที่หยั่งรากลึกในมรดกและวิสัยทัศน์ของดูไบอย่างชัดเจน สีแรกคือ Titanium Sand ที่สื่อถึงพื้นฐานและรากเหง้าอันอบอุ่นของผืนทรายในคาบสมุทรอาหรับ ซึ่งเป็นจุดที่ Ahmed Seddiqi ก่อตั้งวิสัยทัศน์ของตนเองขึ้นในปี 1950 มันเป็นตัวแทนของความเคารพในประเพณีและคุณค่าเหนือกาลเวลา ถัดมาคือ Titanium Blue ที่จำลองสีน้ำเงินเข้มลึกของอ่าวอาหรับ สื่อถึงความลุ่มลึก ปัญญา และการแสวงหาความเป็นเลิศที่ไม่หยุดนิ่ง และสุดท้ายคือ Titanium Green ที่สะท้อนถึงวิสัยทัศน์แห่งอนาคตของดูไบ ซึ่งมุ่งเน้นที่การเติบโต ความยั่งยืน และความเขียวขจีในวันข้างหน้า

องค์ประกอบพิเศษบนหน้าปัดก็เป็นอีกสิ่งที่สะท้อนถึงภูมิภาคนี้อย่างชัดเจน โดยทุกเรือนใช้ตัวเลขชั่วโมงเป็น อารบิกอินเดียน (Indian numerals) ซึ่งเป็นอักษรตัวเลขที่ใช้กันทั่วไปในตะวันออกกลาง พร้อมด้วยการสลักเลข “75” อย่างสง่างามบนเม็ดมะยม เพื่อเป็นสัญลักษณ์แห่งการเฉลิมฉลองและเป็นสัญลักษณ์ของความร่วมมือในวาระสำคัญนี้

หัวใจสำคัญที่ทำให้นาฬิกา S1 เรือนนี้มีชีวิตคือกลไกไขลานด้วยมือที่ซับซ้อน กลไกนี้ถูกควบคุมด้วยลูกสูบคู่ที่ขับเคลื่อนของเหลวสีดำให้ไหลไปตามหลอดแก้วคาปิลลารีเพื่อแสดงชั่วโมงในรูปแบบย้อนกลับ (Retrograde) โดยของเหลวจะค่อยๆ เคลื่อนตัวไปตามเส้นรอบวงเพื่อบอกชั่วโมง ขณะที่เข็มนาทีจะอยู่ตรงกลางตามปกติ กลไกทำงานด้วยความถี่ 4 เฮิรตซ์ หรือ 28,800 ครั้งต่อชั่วโมง และมีพลังงานสำรองที่ยาวนานถึง 72 ชั่วโมง

เรียกได้ว่า HYT S1 Seddiqi 75th Anniversary นั้นคือการผสมผสานศาสตร์แห่งวิศวกรรมของไหลเข้ากับงานฝีมือจักรกลชั้นเลิศและเรื่องเล่าทางวัฒนธรรม มันคือการประกาศว่าความหรูหรานั้นสามารถก้าวไปสู่ขีดสุดของการสร้างสรรค์ที่เต็มไปด้วยความกล้าหาญและพลังงานแห่งอนาคตได้อย่างแท้จริง เป็นชิ้นงานที่แสดงให้เห็นว่า “เวลา” นั้นสามารถถูกมองและสัมผัสได้ในรูปแบบใหม่โดยสิ้นเชิง

ข้อมูลทางเทคนิค
  • ตัวเรือน: ทำจากไทเทเนียมเคลือบดำและขัดทราย กันน้ำได้ 50 เมตร และเม็ดมะยมได้รับการแกะสลักเลข “75” เพื่อเฉลิมฉลองวาระพิเศษ
  • หน้าปัด: โดดเด่นด้วยการแสดงชั่วโมงด้วยของเหลวสีดำที่ไหลไปตามหลอดแก้วคาปิลลารีในรูปแบบย้อนกลับ พร้อมตัวเลขชั่วโมงเป็นอารบิกอินเดียน นอกจากนี้ยังมีหน้าปัดย่อยสำหรับแสดงนาที วินาทีเล็ก และพลังงานสำรอง
  • ฟังก์ชัน: แสดงชั่วโมงด้วยของเหลวแบบย้อนกลับ (Fluidic Retrograde Hours) แสดงนาทีกลาง วินาทีเล็ก และตัวแสดงพลังงานสำรอง
  • กลไก: กลไกไขลานด้วยมือ Calibre 501-CM ที่มีความถี่ 28,800 ครั้งต่อชั่วโมง (4 เฮิรตซ์) และสามารถสำรองพลังงานได้ยาวนานถึง 72 ชั่วโมง
  • สาย: มาพร้อมกับสายยางสีดำ หรือสาย Velcro สี Sand (ขึ้นอยู่กับรุ่นย่อย)

อ่านบทความอื่นๆ เพิ่มเติม
Streamliner Genesis 2 องค์ที่สองแห่งไตรภาค การกลับสู่ “เนื้อแท้” ที่จับต้องได้
การอัปเดตครั้งใหม่ที่ลงตัวและน่าประทับใจกับ Lange 1 Daymatic พร้อมปรับโฉมด้วยสีฮันนี่โกลด์และสีน้ำตาล
Chopard Mille Miglia Classic Chronograph Tribute to Sir Stirling Moss

การผจญภัยอิสคอลลิ่ง…Seiko Prospex Asia-Pacific Limited Edition ‘The Wonders of Nature’

มหัศจรรย์แห่งพลังธรรมชาติในเอเชียแปซิฟิก ผ่าน 3 เฉดสีอันน่าทึ่งบนหน้าปัดนักดำน้ำระดับมืออาชีพ

ในโลกที่ความวุ่นวายในเมืองหลวงมักจะกลบเสียงเรียกของการผจญภัย Seiko Prospex คือกลุ่มนาฬิกาที่ยืนยันว่าจิตวิญญาณแห่งการสำรวจนั้นยังคงมีอยู่จริงในตัวเราทุกคน คอลเลกชันนี้เป็นเหมือนสัญลักษณ์ที่สะท้อนความแอคทีฟ ความชอบค้นหา และความท้าทายที่ซ่อนอยู่ในผู้สวมใส่ ซึ่งสามารถหยิบมาสวมใส่ได้ทั้งในชีวิตประจำวันและในโมเมนต์สำคัญที่เราอยากเป็นตัวเองมากกว่าที่เคย

Seiko Prospex Limited Edition 2025: 3 รุ่น ‘The Wonders of Nature’

ในช่วงปลายปี 2025 นี้ Seiko ได้ตอกย้ำปรัชญาดังกล่าวด้วยการเปิดตัวซีรีส์พิเศษ Seiko Prospex Asia-Pacific Limited Edition ภายใต้แนวคิด ‘The Wonders of Nature’ มหัศจรรย์แห่งพลังธรรมชาติอันยิ่งใหญ่ นี่คือการนำแรงบันดาลใจจากการเดินทางผจญภัยสู่โลกกว้าง โดยเฉพาะอย่างยิ่งการสำรวจ “Unseen” หรือทัศนียภาพทางธรรมชาติอันน่าทึ่งในภูมิภาคเอเชีย-โอเชียเนีย เพื่อนำมาถ่ายทอดลงบนหน้าปัดนาฬิกา 3 รุ่นใหม่ล่าสุด

การผจญภัยที่ถูกถ่ายทอดผ่านสีสันมหัศจรรย์

ซีรีส์พิเศษนี้ประกอบด้วยนาฬิกา 3 รุ่น ซึ่งแต่ละเรือนได้รับแรงบันดาลใจจากปรากฏการณ์ธรรมชาติที่ไม่เหมือนใคร

มหาสมุทรสีมรกต: Green Lagoon (รหัส SPB539J)

รุ่นแรกพาเราไปสู่ความลึกของมหาสมุทรแถบเอเชีย-โอเชียเนีย ที่ซึ่งแสงแดดอ่อนๆ ส่องกระทบกับน้ำทะเลสีมรกตเข้ม ลึกลงไปจนเกิดเป็นเฉดสีเขียวน้ำเงินที่ซับซ้อนและน่าค้นหา หน้าปัดของรุ่นนี้จึงมาพร้อมสีเขียวน้ำเงินเข้มลึกที่ชวนให้ดำดิ่ง เป็นตัวแทนของความสงบและความลึกลับของโลกใต้ทะเล กลไกที่ใช้คือ Calibre 6R35 ที่มาพร้อมพลังงานสำรอง 70 ชั่วโมง และตัวเรือนขนาด 45 มม. ที่ออกแบบตามมาตรฐานนักดำน้ำมืออาชีพ กันน้ำได้ 200 เมตร

ทะเลสาบสีชมพู: Pink Lake, Australia (รหัส SPB541J)

ถัดมาเรือนที่สอง นี่คือปรากฏการณ์ทางธรรมชาติที่ยากจะเชื่อว่าเป็นจริง ทะเลสาบสีชมพูอันโด่งดังในออสเตรเลีย ที่สีสันอันอ่อนหวานแต่ทรงพลังนี้เกิดจากการทำงานของสาหร่ายและแบคทีเรียภายใต้แสงแดด หน้าปัดของรุ่นนี้จึงเลือกใช้สีชมพูที่ดูน่าหลงใหลแต่ไม่จัดจ้านจนเกินไป ผสานกับความแข็งแกร่งของตัวเรือน Prospex ได้อย่างลงตัว เป็นการเตือนใจว่าความงามอันน่าอัศจรรย์ของโลกนั้นสามารถเกิดขึ้นได้ทุกที่ รุ่นนี้มาพร้อมกับกลไก Calibre 6R35 เช่นกัน ผลิตจำนวนจำกัดเพียง 1,700 เรือน

ลาวาสีดำสนิท: Black Sand Volcano (รหัส SPB543J)

แรงบันดาลใจสุดท้ายพาเราไปสู่ความรุนแรงและพลังอันยิ่งใหญ่ของภูเขาไฟในภูมิภาคนี้ หน้าปัดของรุ่นนี้จำลองพื้นผิวของหาดทรายสีดำที่เกิดจากการเย็นตัวของลาวา ทำให้เกิดพื้นผิวที่หยาบและสีดำสนิทที่ดูเคร่งขรึมและทรงพลังอย่างที่สุด เป็นการยกย่องต่อการกำเนิดของแผ่นดินและพลังที่ไม่มีวันสิ้นสุดของโลก รุ่นนี้พิเศษกว่าด้วยการเลือกใช้กลไก Calibre 6R55 ที่ให้พลังงานสำรองถึง 72 ชั่วโมง และผลิตจำนวนจำกัด 1,700 เรือนเช่นกัน

สำหรับ Seiko Prospex Asia-Pacific Limited Edition แต่ละเรือนจึงเป็นเหมือนเครื่องหมายของการผจญภัยที่ถูกผนึกไว้ด้วยเทคโนโลยีและความทนทานระดับมืออาชีพ แต่ละสีสันคือบทสนทนาที่เงียบงันระหว่างผู้สวมใส่กับความมหัศจรรย์ของธรรมชาติ ที่ไม่ว่าคุณจะอยู่ที่ใดบนโลกนี้ ก็ยังสามารถรู้สึกถึงการเชื่อมโยงกับดินแดนที่น่าทึ่งในเอเชียและโอเชียเนียได้เสมอ นี่คือนาฬิกาที่พร้อมจะซัพพอร์ตคุณในทุกการค้นหาและความท้าทาย

ข้อมูลทางเทคนิค
1. Green Lagoon (รหัส SPB539J)
  • ตัวเรือน: สเตนเลสสตีล ขนาด 45 มม. กันน้ำได้ลึก 200 เมตร
  • หน้าปัด: สีเขียวน้ำเงินเข้ม ลึกลับซับซ้อน ได้แรงบันดาลใจจากสีของมหาสมุทร
  • ฟังก์ชั่น: แสดงชั่วโมง นาที วินาที พร้อมหน้าต่างแสดงวันที่ สามารถหยุดเข็มวินาทีได้ขณะตั้งเวลา
  • กลไก: ขึ้นลานอัตโนมัติ Calibre 6R35 สำรองพลังงานได้นาน 70 ชั่วโมง
  • สาย: สายซิลิโคน
  • การผลิต: จำนวนจำกัด 1,700 เรือน
2. Pink Lake, Australia (รหัส SPB541J)
  • ตัวเรือน: สเตนเลสสตีล ขนาด 45 มม. กันน้ำได้ลึก 200 เมตร
  • หน้าปัด: สีชมพูอ่อนที่ดูน่าหลงใหล จำลองสีสันจากทะเลสาบสีชมพูในออสเตรเลีย
  • ฟังก์ชั่น: แสดงชั่วโมง นาที วินาที พร้อมหน้าต่างแสดงวันที่ สามารถหยุดเข็มวินาทีได้ขณะตั้งเวลา
  • กลไก: ขึ้นลานอัตโนมัติ Calibre 6R35 สำรองพลังงานได้นาน 70 ชั่วโมง
  • สาย: สายซิลิโคน
  • การผลิต: จำนวนจำกัด 1,700 เรือน
3. Black Sand Volcano (รหัส SPB543J)
  • ตัวเรือน: สเตนเลสสตีล ขนาด 45 มม. กันน้ำได้ลึก 200 เมตร
  • หน้าปัด: สีดำสนิทและพื้นผิวหยาบ จำลองหาดทรายสีดำจากลาวาภูเขาไฟ
  • ฟังก์ชั่น: แสดงชั่วโมง นาที วินาที พร้อมหน้าต่างแสดงวันที่ สามารถหยุดเข็มวินาทีได้ขณะตั้งเวลา
  • กลไก: ขึ้นลานอัตโนมัติ Calibre 6R55 สำรองพลังงานได้ยาวนานถึง 72 ชั่วโมง
  • สาย: สายซิลิโคน
  • การผลิต: จำนวนจำกัด 1,700 เรือน

อ่านบทความเพิ่มเติมได้ที่:
URWERK เขียนกฎแห่งเวลาขึ้นใหม่ ในโลกแห่งความหรูหราที่คาดเดาได้
The Revolutionary List: 26 รายชื่อผู้นำที่สร้างแรงบันดาลใจ – ฌอง อาร์โนลต์ (Jean Arnault)
Louis Erard x Konstantin Chaykin ‘Unfrogettable’ เมื่อความชำนาญขั้นสูงคือรากฐานของความสนุกที่ไม่ลืมเลือน

Moritz Grossmann Perpetual Calendar เมื่อความซับซ้อนระดับปรมาจารย์ถูกห่อหุ้มด้วยความเรียบง่ายอันสมบูรณ์แบบ

ฉลองครบรอบ 17 ปีด้วยกลไกปฏิทินถาวรใหม่

ในโลกแห่งการประดิษฐ์นาฬิกาชั้นสูง กลไก Perpetual Calendar หรือปฏิทินถาวรนั้น ถูกจัดอยู่ในกลุ่ม Grand Complication ซึ่งเป็นกลไกสลับซับซ้อนระดับสูงที่ช่างนาฬิกาทุกคนยอมรับว่าคือหนึ่งในความท้าทายที่ยิ่งใหญ่ที่สุด เพราะนอกจากจะมีการแสดงวัน เดือน ปี ธรรมดาแล้ว นี่คือการสร้างเครื่องจักรกลขนาดจิ๋วที่สามารถ “จดจำ” จำนวนวันของแต่ละเดือนได้อย่างแม่นยำตลอดไป ไม่ว่าจะเดือนสั้นเดือนยาว หรือแม้กระทั่งปีนั้นจะเป็นปีอธิกสุรทิน (Leap Year) ที่มีวันที่ 29 กุมภาพันธ์ก็ตาม

สำหรับ Moritz Grossmann (มอริทซ์ กรอสมันน์) โรงงานผลิตนาฬิกาแห่งกลาสฮูทเทอ (Glashütte) ประเทศเยอรมนี การสร้างสรรค์ Perpetual Calendar เรือนใหม่นี้ขึ้นมาในวาระการเฉลิมฉลองครบรอบ 17 ปี นับตั้งแต่ Christine Hutter (คริสไทน์ ฮัลเทอร์) ได้นำชื่อและจิตวิญญาณแห่งการประดิษฐ์นาฬิกาของมอริทซ์ กรอสมันน์ กลับมามีชีวิตอีกครั้งในปี ค.ศ. 2008 นั้น แบรนด์มีเป้าหมายที่เหนือกว่าความซับซ้อนทางเทคนิค และต้องการสร้างนาฬิกาที่อยู่เหนือกาลเวลาและคงความเป็นตัวเองไว้ได้อย่างถาวร ตามปรัชญาของมอริทซ์ กรอสมันน์ ในศตวรรษที่ 19 ที่มุ่งเน้นกลไกที่ “เรียบง่าย แต่สมบูรณ์แบบ” 

สิ่งที่โดดเด่นอย่างยิ่งในนาฬิการุ่นนี้คือการจัดวางหน้าปัดที่น่าประทับใจ การแสดงวันและเดือนไม่ได้ซ่อนอยู่เป็นหน้าต่างเล็ก ๆ แต่ถูกจัดวางไว้รอบหน้าปัดอย่างชัดเจนด้วยวงแหวนที่สลับซับซ้อนในการเคลื่อนไหว นอกจากนี้ การแสดงวันที่ยังใช้ระบบที่เรียกกันว่า Grossmann Outsize Date ที่ใหญ่และอ่านง่าย จัดวางอย่างสมมาตรที่ตำแหน่ง 9 นาฬิกาและ 3 นาฬิกา ซึ่งโดยรวมแล้ว แม้จะมีฟังก์ชันที่ซับซ้อนมาก แต่หน้าปัดกลับให้ความรู้สึกที่ อ่านง่ายและสะอาดตาอย่างน่าทึ่ง สะท้อนถึงการออกแบบที่เน้นความเข้าใจของผู้สวมใส่เป็นหลัก

กลไกที่อยู่เบื้องหลังความสามารถนี้คือกลไกไขลานด้วยมือแบบ Calibre 107.0 ที่ถูกพัฒนาขึ้นใหม่ทั้งหมด มันไม่ใช่แค่กลไก แต่คือห้องเรียนแห่งงานฝีมือของกลาสฮูทเทอ เพราะเราสามารถชื่นชมการตกแต่งที่ประณีตของชิ้นส่วนต่าง ๆ ผ่านฝาหลังแซฟไฟร์ ทั้งแผ่นฐานที่ทำจาก German silver การขัดลาย Glashütte stripes และการใช้สกรูสีน้ำเงินจากความร้อน ซึ่งทั้งหมดนี้ทำให้ Moritz Grossmann Perpetual Calendar เป็นเหมือนมรดกทางเทคนิคที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อคงอยู่เหนือกาลเวลาอย่างแท้จริง

ข้อมูลทางเทคนิค 
  • ตัวเรือน: มีให้เลือกทั้งแบบโรสโหลด์และแพลทินัม โดยมีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 41.5 มม. ความหนา 13.85 มม. และฝาหลังคริสตัลแซฟไฟร์
  • หน้าปัด: มีสองเวอร์ชันหลักคือหน้าปัดสีเงิน Argenté และสีเทาถ่าน Charcoal โดยมีหน้าปัดย่อยแสดงวันและเดือนแบบวงแหวน และแสดงวันที่ขนาดใหญ่แบบ Grossmann Outsize Date
  • ฟังก์ชัน: แสดงชั่วโมง นาที วินาทีเล็ก และฟังก์ชันปฏิทินถาวร (Perpetual Calendar) ที่แสดงวันในสัปดาห์ เดือน และปีอธิกสุรทิน
  • กลไก: กลไกไขลานด้วยมือ Calibre 107.0 ที่ผลิตในโรงงาน (In-house) มีพลังงานสำรอง 42 ชั่วโมง ทำงานด้วยความถี่ 18,000 VpH (2.5 Hz)
  • สาย: สายหนังจระเข้เย็บด้วยมือ

อ่านบทความอื่นๆ เพิ่มเติม
Arnold & Son กับ 3 เรือนเวลาที่สะท้อนการสืบทอดความเที่ยงตรงจากท้องทะเลสู่ใจกลางกลไกซับซ้อน
เจาะลึกเบื้องหลังเรือนเวลา ID Genève Circular S เมื่อนวัตกรรมคือทางออกของปัญหาคาร์บอนในอุตสาหกรรมนาฬิกา
Chopard Mille Miglia Classic Chronograph Tribute to Sir Stirling Moss

The Revolutionary List: 26 ผู้นำที่สร้างแรงบันดาลใจ – นิโคลัส จี. ฮาเยค (Nicolas G. Hayek)

The Revolutionary List: หากไม่มีชายคนนี้ อุตสาหกรรมนาฬิกาสวิสอาจไม่เป็นเช่นทุกวันนี้ นิโคลัส จี. ฮาเยค ผู้นำผู้กอบกู้อุตสาหกรรมนาฬิกาสวิสด้วย Swatch และ Breguet

โดย Wei Koh | 10 ธันวาคม 2025

ในการกล่าวถึงบุคคลสำคัญที่เป็นผู้สร้างรากฐานของกลุ่มนาฬิกายักษ์ใหญ่ในปัจจุบัน และผู้นำที่มีความเข้าใจในผลิตภัณฑ์อย่างลึกซึ้ง (Product Person) นั้น มีบุคคลหนึ่งที่แม้แต่คู่แข่งที่ดุดันที่สุดก็ยังต้องยอมรับ นั่นคือ นิโคลัส จี. ฮาเยค บางคนอาจถึงขั้นให้เหตุผลว่า หากไม่มีการกระทำของเขาในช่วงทศวรรษที่ 80 เพื่อกอบกู้อุตสาหกรรมการทำนาฬิกาของสวิตเซอร์แลนด์ อุตสาหกรรมในวันนี้คงเป็นเพียงเงาจางๆ เท่านั้น

Nicolas G. Hayek: The Leader Who Saved Swiss Watchmaking with Swatch and Breguet

ผู้กอบกู้อุตสาหกรรม การปฏิวัติ Swatch

ฮาเยคสามารถแข่งขันกับนาฬิกาจาก Citizen และ Seiko ได้อย่างไร? ในฐานะผู้เชี่ยวชาญด้านประสิทธิภาพ เขาตระหนักว่าในประเภทราคานั้น การผลิตนาฬิกาที่ทำกำไรได้ในสวิตเซอร์แลนด์จะต้องมีต้นทุนแรงงานน้อยกว่า 10 เปอร์เซ็นต์ ในการสัมภาษณ์กับ Harvard Business School เขาอธิบายว่า SMH (ภายหลังเป็น Swatch Group) ต้องลดต้นทุนการผลิตลงให้เท่ากับระดับของเอเชีย เขากล่าวว่า

Nicolas G. Hayek
 “หากเราสามารถออกแบบกระบวนการผลิตที่ต้นทุนแรงงานโดยตรงคิดเป็นไม่ถึง 10 เปอร์เซ็นต์ของต้นทุนรวม ก็ไม่มีอะไรจะหยุดยั้งเราจากการผลิตสินค้าในสวิตเซอร์แลนด์ ซึ่งเป็นประเทศที่มีค่าครองชีพแพงที่สุดในโลกได้”

ด้วยความมุ่งมั่นที่จะฟื้นฟูอุตสาหกรรมสวิส เขาใช้การออกแบบของวิศวกร เอิร์นส์ ธอมเก (Ernst Thomke) เอลมาร์ ม็อก (Elmar Mock) และ ฌาคส์ มุลเลอร์ (Jacques Muller) เพื่อแข่งขันกับผู้ผลิตนาฬิกาในเอเชีย โดยการลดความซับซ้อนของการประกอบนาฬิกาลงอย่างสิ้นเชิง ตัวอย่างเช่น นาฬิกาควอตซ์ของ Swatch Group จะประกอบด้วยชิ้นส่วนเพียง 51 ชิ้นเท่านั้น

นาฬิกา Swatch เปิดตัวในซูริกในปี 1983 ฮาเยคเพียงแค่สร้างนาฬิกาเท่านั้น เขายังก่อให้เกิดการปฏิวัติที่จะส่งผลให้ Swatch Group ครองตลาดระดับเริ่มต้น และที่สำคัญที่สุดคือ การเติมเต็มความหวังให้กับอุตสาหกรรมทั้งหมด ด้วยการจ้างงานบุคลากรที่เสี่ยงต่อการสูญพันธุ์ แม้ว่านาฬิกา Swatch ที่มีสีสันสดใสจะแตกต่างอย่างมากจากนาฬิกาชั้นสูงอย่าง Blancpain ซึ่งฮาเยคซื้อกิจการในปี 1992 แต่มันมอบความรู้สึกของการมองโลกในแง่ดีให้กับคนรุ่นใหม่ที่ขาดหายไปในช่วงทศวรรษก่อน นาฬิกา Swatch ยังเป็นผู้บุกเบิกการร่วมงานทางวัฒนธรรมร่วมสมัยกับศิลปินอย่าง คีธ แฮริง (Keith Haring) และในไม่ช้าก็กลายเป็นรากฐานทางอุตสาหกรรมที่แข็งแกร่งของ Swatch Group อันยิ่งใหญ่

(จากซ้าย) นาฬิกาพกมารี-อองตัวเน็ตต์ รุ่น 160 ดั้งเดิม นาฬิกาเบรเกต์ รุ่น 1160 ที่สร้างขึ้นเพื่อเป็นเกียรติแก่นาฬิกาที่ถูกขโมยไปนั้นมีความแม่นยำตรงกับต้นฉบับ

ความหลงใหลในระดับไฮเอนด์และการกอบกู้ Breguet

แม้ว่าฮาเยคจะเป็นผู้บงการด้านการตลาดสำหรับเรือนเวลาระดับเริ่มต้นอย่างชัดเจน แต่ความหลงใหลของเขาคือตลาดระดับไฮเอนด์ และรางวัลสูงสุดของเขาคือชื่อที่โด่งดังที่สุดในโลกการทำนาฬิกา นั่นคือ Breguet ในปี 1999 การแข่งขันที่มีเดิมพันสูงเริ่มต้นขึ้นระหว่างฮาเยคและโยฮันน์ รูเพิร์ต เพื่อสร้างกลุ่มนาฬิกาหรูที่ใหญ่ที่สุดในโลก แต่ Breguet ซึ่งฮาเยคเข้าซื้อได้สำเร็จในปีนั้น เป็นชื่อที่ไม่เหมือนใคร

ความหลงใหลในเมซงแห่งนี้มีมากถึงขนาดที่ฮาเยคแต่งตั้งตัวเองเป็นประธาน ในขณะเดียวกันก็บริหารกลุ่มบริษัทของเขาด้วย Breguet ในช่วงต้นทศวรรษ 2000 มีความร้อนแรงอย่างมาก พิสูจน์ให้เห็นว่าเป็นหนึ่งในแบรนด์ที่สร้างสรรค์ที่สุดในโลก ความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่ที่สุดสองประการของฮาเยคคือ

  1. การสร้างนาฬิกา Marie Antoinette ขึ้นมาใหม่: เขาเป็นผู้นำในการสร้างนาฬิกาที่ซับซ้อนที่สุดของ อับราฮัม-หลุยส์ เบรเกต์ (Abraham-Louis Breguet) เรือนนี้ขึ้นมาใหม่ โดยไม่มีต้นฉบับให้ใช้อ้างอิง เนื่องจากในเวลานั้นต้นฉบับได้หายสาบสูญไป ที่น่าทึ่งคือ เมื่อต้นฉบับถูกกู้คืนมาได้ในภายหลัง นาฬิกาทั้งสองเรือนกลับพิสูจน์แล้วว่าเกือบจะเหมือนกันทุกประการ
  2. การเปิดตัว La Tradition ในปี 2005: ซึ่งในมุมมองของผู้เขียน ถือเป็นนาฬิกาที่ถูกเลียนแบบมากที่สุดโดยช่างทำนาฬิกาอิสระรุ่นใหม่ในปัจจุบัน
Breguet Tradition Quantième Retrograde 7597 ในสีโรสโกลด์

อ่านบทความอื่นๆ เพิ่มเติม
The Revolutionary List: 26 ผู้นำที่สร้างแรงบันดาลใจ ฟรองซัวส์-อองรี เบนนาห์เมียส (François-Henry Bennahmias)
The Revolutionary List: 26 รายชื่อผู้นำที่สร้างแรงบันดาลใจ – ฌอง อาร์โนลต์ (Jean Arnault)
The Revolutionary List: 26 ผู้นำที่สร้างแรงบันดาลใจ – นิโคลัส บอส (Nicolas Bos)

URWERK UR-230 Black Star นาฬิการะบบแซตเทิลไลต์ที่ถ่ายทอดความลึกลับของดวงดาวสีดำ

UR-230 Black Star นาฬิกาส่งท้ายปีแบบเท่ไม่ซ้ำใครสไตล์ URWERK

หลังจากเผยโฉม UR-10 SpaceMeter กับครั้งแรกที่นาฬิกาจาก URWERK มาพร้อมเข็มบอกเวลา รวมถึง UR-Freak ผลงานคอลลาบอเรชันสุดว้าวที่จับมือกับ Ulysse Nardin ที่ทำให้สาวกของทั้งสองแบรนด์ฮือฮากันยกใหญ่ URWERK ยังคงเดินหน้าเซอร์ไพรส์เราไม่หยุดกับผลงานสุดล้ำที่ทะยอยปล่อยมาอย่างต่อเนื่องในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปี 2025 และสำหรับช่วงก่อนคริสต์มาสนี้ Martin Frei และ Felix Baumgartner ส่งของขวัญคริสต์มาสล่วงหน้ามาให้สาวกนาฬิกาได้เพิ่มลงไปใน wishlist อีกหนึ่งเรือน นั่นก็คือ  UR-230 Black Star ที่มาในมาดเข้มๆ พร้อมคอมพลิเคชันแซตเทิลไลต์อันเหนือชั้นอีกเช่นเคย

ตัวเรือนคอมโพสิตเซรามิกสีดำอันทรงพลัง

จริงอยู่ว่า เราเคยได้พบเห็นนาฬิกาคอมพลิเคชันแซตเทิลไลต์จาก URWERK ที่มาในตัวเรือนสีดำมาดเข้มดุดันอยู่หลายเอดิชันด้วยกัน อย่างเช่น UR-230 Eagle ที่ถ่ายทอดดีเอ็นเอความเท่ผ่านหน้ากากและตัวเรือนสีดำขรึมขลัง ซึ่งต้องยอมรับว่า สีดำอันทรงพลังนั้นช่วยส่งเสริมสไตล์แปลกล้ำแบบอาวองการ์ตของ URWERK ได้อย่างลงตัว และที่มาของชื่อ ‘Black Star’ ตามที่ Martin Frei เล่าถึงแรงบันดาลใจไว้นั้นก็ทำให้ต้องพยักหน้าเห็นด้วยกับความโดดเด่นที่ไม่เปล่งแสงเรียกร้องความสนใจของดาวเคราะห์สีดำดวงนี้

“ในทางฟิสิกส์ดาราศาสตร์ ‘Black Star’ หมายถึงสภาวะของดาวที่กำลังยุบตัว ดูดกลืนแสงราวกับหลุมดำ แต่ก็ไม่เชิง—เป็นเส้นแบ่งระหว่างการดำรงอยู่และการเลือนหายไป ‘Black Star’ ของ URWERK จึงสะท้อนตัวตนที่ฟังดูย้อนแย้งนี้ ความดำลึกที่มีชีวิต ไม่ได้ปฏิเสธแสง หากแต่เผยแสงนั้นผ่านม่านเงา เป็นประกายที่ถือกำเนิดจากศูนย์กลางแห่งจักรวาลอันมืดมิด” 

Martin Frei

ซึ่งเมื่อพิจารณาดูตัวเรือนสีดำของ UR-230 Black Star เราก็พบความแตกต่างในตัวเรือนเฉดสีดำ เพราะเรามองเห็นรายละเอียดเป็นจุดเล็กๆ กระจัดกระจายอยู่ทั่วพื้นที่เปรียบได้กับดวงดาวในห้วงอวกาศที่วางตัวแบบสุ่มตำแหน่ง ซึ่งวัสดุตัวเรือนก็ไม่ธรรมดา เพราะผลิตขึ้นจากวัสดุคอมโพสิตเซรามิกลามิเนตที่พัฒนาขึ้นเป็นพิเศษสำหรับ URWERK โดยเฉพาะประกอบด้วยชั้นเซรามิกถักทอผสานกับไฟเบอร์กลาสและคาร์บอนไฟเบอร์หลอมรวมอยู่ใน polymer matrix  อย่างแนบเนียน เมื่อนำไปผ่านกระบวนการขึ้นรูปก่อให้เกิดผลลัพธ์เป็นผิวสัมผัสแวววาวเรียบเนียนที่ดูมีมิติ ทั้งยังมีจุดเป็นประกายแต่งแต้มลวดลายสีดำที่ดูราวกับห้วงอวกาศที่ดูลึกลับและทรงพลัง 

ที่สำคัญตัวเรือนเซรามิกชนิดนี้ยังมีความแกร่งทนทานกว่าตัวเรือนเซรามิกทั่วไปอีกต่างหาก ซึ่งการเลือกใช้วัสดุนี้ในการผลิตตัวเรือนถือเป็นความท้าทายไม่น้อย เพราะเซรามิกมีความเสี่ยงที่จะแตกได้หากต้องเผชิญกับแรงกระแทก แต่ Felix Baumgartner ช่างนาฬิกาผู้ก่อตั้งแบรนด์กล้าที่จะเสี่ยงกับวัสดุชนิดนี้ด้วยความหลงใหลในความสวยงาม ผิวสัมผัส และเส้นขอบคมชัดของวัสดุเซรามิก ผลลัพธ์จึงกลายเป็นตัวเรือนคอมโพสิตเซรามิกและฝาหลังไทเทเนียมเคลือบ DLC สีดำ ภายในมีโครงไทเทเนียมปิดผนึกแน่นทำหน้าที่เหมือนเกราะนิรภัยกำบังคาลิเบอร์ UR-7.30 

ระบบแซตเทิลไลต์พร้อมใบพัดกังหันคู่

UR-230 Black Star ยังคงเลือกใช้คอมพลิเคชันแซตเทิลไลต์ที่แสดงค่าเวลาแบบ wandering hours อันเป็นเอกลักษณ์คู่ URWERK มาตั้งแต่แรกเริ่ม โดยเลือกใช้เข็มเรโทรเกรดแบบสามมิติในการบ่งชี้ค่าเวลา โดยมีแกนกลางเชื่อมต่อกับบล็อกแสดงชั่วโมงทรงลูกบาศก์ทั้งสามส่วน บล็อกสี่ด้านจะเคลื่อนที่ผ่านเซกเตอร์ 120° ภายในระยะเวลา 60 นาที การแสดงเวลาชั่วโมงที่ทำงานอยู่ ซึ่งกำลังเคลื่อนที่ไปตามสเกลนาที แล้วจึงโคจรด้วยเข็มเรโทรเกรดแบบโปร่งที่คอยประกบและนำทางตลอดเส้นทางจากตำแหน่ง 0 ถึง 60 และเมื่อครบ 60 นาที เข็มจะดีดตัวกลับไปที่ตำแหน่งศูนย์ในทันที เพื่อรับหน้าที่พาบล็อกแซทเทิลไลต์ถัดไปเข้าสู่การโคจรรอบใหม่ ซึ่งถ้าหากใครที่คุ้นเคยกับการอ่านค่าเวลาด้วยระบบนี้อยู่แล้วจะพบว่า เวลาใช้งานจริงการแสดงค่าแบบนี้อ่านเวลาได้ง่ายกว่าการอธิบายระบบการทำงานของมันเป็นไหนๆ 

สิ่งสำคัญที่ช่วยให้การทำงานของระบบแซตเทิลไลต์เป็นไปอย่างราบรื่นย่อมเป็นระบบใบพัดกังหันคู่ที่พัฒนาขึ้นใหม่เพื่อนาฬิการุ่นนี้โดยเฉพาะ สาเหตุที่ต้องมีใบพัดถึงสองชุดทำงานร่วมกัน เนื่องจากแต่ละชุดแบ่งหน้าที่กันอย่างชัดเจน ใบพัดชุดหนึ่งทำหน้าที่ดูดซับแรงกระแทกจากภายนอก อีกชุดทำหน้าที่ควบคุมการไหลเวียนของอากาศในกลไกขึ้นลานอัตโนมัติ นอกจากนี้บริเวณฝาหลังยังมีตัวควบคุมที่ช่วยปรับระดับการทำงานของโรเตอร์ได้ หรือแม้แต่ปิดการทำงานเพื่อสลับไปใช้โหมดไขลานด้วยมือก็ได้เช่นกัน

ข้อมูลทางเทคนิค

  • กลไก: ขึ้นลานอัตโนมัติแบบโมดูลาร์ คาลิเบอร์ UR-7.30 พัฒนาโดย URWERK สำรองพลังงาน 48 ชั่วโมง
  • ความถี่: 28,800 ครั้ง/ชั่วโมง 4 เฮิรตซ์
  • ฟังก์ชัน: ระบบบอกเวลาแบบแซตเทิลไลต์สิทธิบัตรของ URWERK
  • เข็มนาทีแบบเรโทรเกรดทรงสามมิติ การแสดงผลการควบคุมระบบขึ้นลานอัตโนมัติแบบ Aerodynamic (Air Brake) แสดงสถานะการทำงานของระบบขึ้นลานอัตโนมัติ (เปิด–ปิด)
  • ตัวเรือน: คอมโพสิตเซรามิก ขนาด 44.81 มม.
  • หน้าปัด: แผ่นฐานทำจาก ARCAP P40 เข็มนาทีแบบสามมิติวัสดุอะลูมิเนียมพร้อมตุ้มถ่วงน้ำหนัก สปริงกลางทำจากสตีล ชุดขับเคลื่อนชั่วโมงทำจากอะลูมิเนียม คารูเซลกลางและสกรูทำจากไทเทเนียมเกรด 5
  • สาย: ยางวัลคาไนซ์© รุ่น Kiska พร้อมการล็อกสายแบบเวลโคร

อ่านบทความเพิ่มเติมได้ที่:

URWERK เขียนกฎแห่งเวลาขึ้นใหม่ ในโลกแห่งความหรูหราที่คาดเดาได้

URWERK UR-10 SpaceMeter การบอกเวลาแบบใหม่ในรูปลักษณ์ที่เหนือความคาดหมาย

นาฬิกากับบทบาทในโลกภาพยนตร์และซีรีส์ : โอกาสแจ้งเกิดอันทรงพลังบนหน้าจอ

The Revolutionary List: 26 ผู้นำที่สร้างแรงบันดาลใจ – กุนเทอร์ บลุมไลน์ (Günter Blümlein)

กุนเทอร์ บลุมไลน์ ผู้สร้าง Lange 1 และสถาปนิกผู้ฟื้นฟู IWC & JLC จากวิกฤตควอตซ์

โดย Wei Koh | 10 ธันวาคม 2025

บุคคลถัดไปในรายชื่อผู้นำที่สร้างแรงบันดาลใจของเราคือชายผู้ซึ่งวิสัยทัศน์ที่ปฏิวัติวงการ ได้เป็นหัวใจสำคัญของการเข้าซื้อกิจการ LMH (Les Manufactures Horlogères) มูลค่า 2.8 พันล้านฟรังก์สวิสของ โยฮันน์ รูเพิร์ต นั่นคือ กุนเทอร์ บลุมไลน์ (Günter Blümlein)

Günter Blümlein: The Lange 1 Creator and Architect Who Resurrected IWC & JLC

บลุมไลน์เกิดที่เมืองนูเรมเบิร์ก ประเทศเยอรมนี ก่อนสงครามโลกครั้งที่ 2 สิ้นสุดลงสองปี เขาสำเร็จการศึกษาด้านวิศวกรรมเพื่อช่วยฟื้นฟูประเทศที่พังทลายของเขา เขาทำงานที่ Diehl โดยดูแลแผนกนาฬิกาซึ่งรวมถึง Junghans ด้วย ก่อนที่จะถูกดึงตัวในปี 1980 ให้เข้ามาดูแล Les Manufactures Horlogères (LMH) ซึ่งเป็นแผนกนาฬิกาของ VDO Schindling A.G. ที่ประกอบด้วย IWC และ Jaeger-LeCoultre (JLC) ในช่วงที่เขารับช่วงต่อ ทั้งสองแบรนด์กำลังประสบปัญหาอย่างหนักและใกล้จะล้มเหลวเนื่องจากวิกฤตควอตซ์ (Quartz Crisis) สิ่งที่เขาได้ดำเนินการในช่วงสองทศวรรษต่อมาคือการสร้างแบรนด์ขึ้นมาใหม่ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดสองเหตุการณ์ในประวัติศาสตร์การทำนาฬิกา

การสร้าง IWC ใหม่: “Official Supplier to Men”

ที่ IWC เขาได้กำหนดเป้าหมายผู้ชมที่เป็นผู้ชายกลุ่มใหม่ที่กำลังเติบโตหลังยุคดิสโก้ในทศวรรษ 70 และเปิดรับแนวคิด “อัลฟ่าเมล์” ในยุค 80 อย่างเต็มที่ เขาได้เปลี่ยน IWC ให้เป็นแบรนด์สำหรับคนกลุ่มนี้ด้วยแคมเปญโฆษณาที่ประกาศว่า “ผู้จัดจำหน่ายอย่างเป็นทางการสำหรับสุภาพบุรุษ” (Official Supplier to Men) หรือ “ซับซ้อนพอๆ กับผู้หญิง เว้นแต่มันมาตรงเวลา” (Almost as complicated as a woman. Except it’s on time.)

เขาผสมผสานโฆษณาที่ดึงดูดความสนใจเหล่านี้เข้ากับการใช้ การตลาดเชิงเทคนิค (Technical Marketing) ที่ยอดเยี่ยมที่สุดเท่าที่เคยมีมาในวงการนาฬิกา ซึ่งนำไปสู่ผลลัพธ์ที่เหลือเชื่อ สำหรับบลุมไลน์ การตลาดเชิงเทคนิคคือการนำกลไกนาฬิกาที่มีความซับซ้อนมาทำให้ผู้คนเข้าใจได้ สนุก และมีจุดมุ่งหมาย โดยทำเช่นนี้ เขาได้เติมเต็มความรู้สึกถึงภารกิจและอัตลักษณ์ให้กับนาฬิกาทุกเรือนของเขา เพื่อให้บรรลุเป้าหมายนี้ เขาได้ดึงเอาความสามารถของปรมาจารย์ด้านเทคนิค เช่น ริชาร์ด ฮาบริง (Richard Habring) และ เคิร์ท เคลาส์ (Kurt Klaus) มาใช้ แต่เน้นที่การทำให้กลไกที่ซับซ้อนนั้นมีความน่าเชื่อถือ สามารถนำไปผลิตในระดับอุตสาหกรรมได้ง่ายขึ้น และเข้าถึงได้

  • 1982: เขาสร้าง Ocean 2000 ร่วมกับ Porsche Design ซึ่งเป็นนาฬิกาดำน้ำไทเทเนียมที่มีระดับการกันน้ำ 200 เมตร แต่ไม่มีวาล์วปล่อยฮีเลียม
  • 1985: เขาเปิดตัว Da Vinci ซึ่งเป็นปฏิทินถาวรแบบซิงโครไนซ์เรือนแรกของโลก และในปี 1986 ได้เปิดตัวนาฬิการุ่นนี้ในเวอร์ชันเซรามิก
  • 1990: เขาสร้าง Grande Complication ที่มีโครโนกราฟ ปฏิทินถาวร และมิวนิตรีพีทเตอร์ (Minute Repeater) โดยร่วมมือกับ Renaud & Papi
  • 1992: เขาสร้าง Doppelchronograph ซึ่งเป็นโครโนกราฟแบบจับเวลาแบบแยกเข็ม (split seconds chrono) ที่ผลิตในเชิงอุตสาหกรรมเรือนแรกของโลก
  • 1993: เขาเปิดตัว Il Destriero Scafusia  “ม้าศึกแห่ง Schaffhausen”  ซึ่งเพิ่มโครโนกราฟแบบแยกเข็มและทูร์บิญองในกรงไทเทเนียมเข้าไปใน Grande Complication ของเขา ที่น่าทึ่งคือ นาฬิกาส่วนใหญ่ของเขารวมถึงผลงานชิ้นเอกนี้ ล้วนใช้กลไกพื้นฐาน Valjoux 7750 ที่เรียบง่ายเป็นพื้นฐาน
1983: IWC Porsche Design Ocean 2000
1986: The Da Vinci Perpetual Calendar Ref. 3750
1990: IWC Grande Complication
1994: IWC Doppelchronograph Ref. 3711
1993: IWC Il Destriero Scafusia Joins the Grand Complication Race

การฟื้นฟู Jaeger-LeCoultre และ A. Lange & Söhne

ที่ Jaeger-LeCoultre โดยมี เฮนรี่-จอห์น เบลมอนต์ (Henry-John Belmont) คอยสนับสนุน เขาได้นำ Reverso กลับมาอีกครั้ง และระหว่างปี 1991 ถึง 2000 ได้เปิดตัว “Big Six” อันเป็นสัญลักษณ์ เช่น Reverso 60ème และ Reverso Tourbillon ในปี 1993 เขายังสร้างสายนาฬิกา Master Control ที่สื่อถึงจิตวิญญาณของ JLC ในยุค 1950s

Günter Blümlein with Henri-John Belmont

อย่างไรก็ตาม ความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของเขาคือการก่อตั้ง A. Lange & Söhne ขึ้นมาใหม่ในปี 1994 คำว่า “ก่อตั้งขึ้นมาใหม่” ของผู้เขียนอาจเป็นที่ถกเถียงกัน แต่ในมุมมองของผู้เขียน Lange ไม่เคยถูกยกย่องให้เป็นหนึ่งในแบรนด์นาฬิกาที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลกในทางประวัติศาสตร์ จนกระทั่งบลุมไลน์ตัดสินใจเปิดตัวใหม่ให้เป็นคู่แข่งโดยตรงกับ Patek Philippe เขาทำเช่นนั้นโดยการสร้างสรรค์เรือนเวลาที่แปลกใหม่ที่สุดตลอดกาลสองรุ่นคือ Lange 1 และ Tourbillon “Pour le Mérite” อันล้ำค่า ซึ่งแสดงออกถึงกลยุทธ์การตลาดเชิงเทคนิคของเขาได้อย่างยอดเยี่ยมด้วยกลไกโซ่และฟูเซ่ (chain-and-fusée) และทูร์บิญอง ความสำเร็จของ Lange คือการเติมเต็มความปรารถนาในวัยเด็กของบลุมไลน์ที่จะช่วยสร้างประเทศเยอรมนีขึ้นใหม่ และจนถึงทุกวันนี้ มันคือการเกิดใหม่ของแบรนด์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์การทำนาฬิกา

A. Lange & Söhne 1815 Tourbillon “Pour Le Merite” in Platinum, circa 1994 (Image: A Collected Man)

จนกระทั่ง LMH ถูกซื้อโดย โยฮันน์ รูเพิร์ต ในช่วงกลางปี 2000 ด้วยมูลค่า 2.8 พันล้านฟรังก์สวิสเป็นสถิติใหม่ แต่ไม่ต้องสงสัยเลยว่าสิ่งที่รูเพิร์ตกำลังซื้อคือความเป็นผู้นำอัจฉริยะอันน่าทึ่งของบลุมไลน์ ซึ่งเขาตั้งใจจะให้มาบริหารกลุ่มบริษัททั้งหมดของเขา น่าเศร้าที่วันนั้นไม่เคยมาถึง เนื่องจาก กุนเทอร์ บลุมไลน์ เสียชีวิตด้วยโรคมะเร็งในปี 2001 ถึงกระนั้น ผู้เขียนก็ยังถือว่าเขาเป็นหนึ่งในผู้นำที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในสหัสวรรษใหม่ เพราะเขาได้วางรากฐานอันยอดเยี่ยมทั้งหมดของ IWC, Jaeger-LeCoultre และ A. Lange & Söhne ไว้จนถึงทุกวันนี้

อ่านบทความอื่นๆ เพิ่มเติม
The Revolutionary List: 26 ผู้นำที่สร้างแรงบันดาลใจ ฟรองซัวส์-อองรี เบนนาห์เมียส (François-Henry Bennahmias)
The Revolutionary List: 26 รายชื่อผู้นำที่สร้างแรงบันดาลใจ – ฌอง อาร์โนลต์ (Jean Arnault)

The Revolutionary List: 26 ผู้นำที่สร้างแรงบันดาลใจ – โยฮันน์ รูเพิร์ต (Johann Rupert)

The Revolutionary List: เรื่องราวของโยฮันน์ รูเพิร์ต สถาปนิก Richemont ผู้รวบรวม Cartier, Panerai และ The Holy Trinity

โดย Wei Koh | 10 ธันวาคม 2025

รายชื่อผู้นำที่สร้างแรงบันดาลใจของเรายังคงดำเนินต่อไปสู่ผู้ทรงอิทธิพลที่อยู่เบื้องหลังอาณาจักรนาฬิกาที่ยิ่งใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่ง… รู้ไหมว่าใครคือผู้รวบรวมสุดยอดแบรนด์อย่าง Cartier, Panerai, IWC, JLC และ A. Lange & Söhne เข้าไว้ด้วยกัน? โยฮันน์ รูเพิร์ต คือผู้นำที่กล้าเดิมพัน 2.8 พันล้านฟรังก์สวิส เพื่อสร้างกลุ่ม Richemont และกำหนดนิยามใหม่ของวงการนาฬิกาหรู

เมื่อ โยฮันน์ รูเพิร์ต เข้าซื้อกิจการแบรนด์ในเครือ LMH (Les Manufactures Horlogères) ในปี 2000 เขาได้สร้างกลุ่มบริษัทนาฬิกาที่ทรงพลังและมีอิทธิพลที่สุดในโลกสินค้าหรูหราสูง ณ จุดนั้น เขาได้รวมแบรนด์ Cartier เข้ามาอยู่ภายใต้การบริหารเดียวกันได้สำเร็จแล้ว ต้องขอบคุณ อแลง-โดมินิก แปร์แร็ง นอกจากนี้ เขายังได้มองเห็นศักยภาพของ Panerai ซึ่งได้รับความสนใจจาก ซิลเวสเตอร์ สตอลโลน และ มอนตี้ แชโดว์ ซึ่งรูเพิร์ตมีความอัจฉริยะในการเล็งเห็นศักยภาพที่แท้จริงของแบรนด์นี้ และค้นพบทีมงานชาวอิตาลีที่สมบูรณ์แบบอย่าง แองเจโล โบนติ, ฟรังโก โคโลญญี และ จิอัมปิเอโร โบดินี เพื่อผลักดันให้แบรนด์พุ่งทะยานสู่ความสำเร็จ ก่อนหน้านั้น เขาได้ซื้อ Vacheron Constantin ในปี 1996 การเข้าซื้อ IWC, Jaeger-LeCoultre และ A. Lange & Söhne ได้นำพลังงานแห่งการทำนาฬิกาที่สดใหม่และมีชีวิตชีวาเข้าสู่กลุ่มของเขา

Johann Rupert: The Richemont Architect Who United Cartier, Panerai, and The Holy Trinity

ในขณะนั้น ยอดขายของสามแบรนด์หลังนั้นยังไม่สูงนักเมื่อเทียบกับเมซงขนาดใหญ่ของ Richemont ดังนั้นการที่รูเพิร์ตซื้อกิจการมาในราคา 2.8 พันล้านฟรังก์สวิส จึงทำให้ตลาดตกตะลึงกับราคานี้เป็นอย่างมาก อย่างไรก็ตาม แบรนด์ทั้งสามนี้ยังคงนำเสนอการสร้างสรรค์นวัตกรรมนาฬิกาในระดับที่น่าทึ่งให้กับกลุ่มบริษัทมาโดยตลอดในสหัสวรรษใหม่

ปรัชญาที่น่าสนใจอย่างหนึ่งที่รูเพิร์ตใช้คือการ ส่งเสริมการแข่งขันภายในองค์กร ทศวรรษแรกของศตวรรษที่ 21 เราได้เห็น จอร์จส์ เคิร์น และ เฌโรม ลองแบร์ต แข่งขันกันเพื่อยกระดับแบรนด์ของตน ซึ่งส่งผลให้เกิดเรือนเวลาที่น่าทึ่งที่สุดในยุคสมัยใหม่บางรุ่น ทำให้ตลอดทศวรรษที่ผ่านมา กลุ่ม Richemont ยังคงเป็นขุมพลัง แม้ว่าเมซงอาจจะสูญเสียความน่าตื่นเต้นและจุดมุ่งหมายเฉพาะตัวที่เคยมีในช่วงทศวรรษก่อนหน้าไปบ้าง ในมุมมองของผู้เขียน นั่นเป็นเพราะการพึ่งพาผู้นำที่ไม่ได้มาจากโลกนาฬิกา หรือที่สำคัญกว่านั้นคือ ผู้นำที่ไม่ได้เชื่อมโยงกับนาฬิกาในแบบที่ กุนเทอร์ บลุมไลน์ เคยทำ ซึ่งสิ่งนี้ส่งผลให้เกิดการทดลองของ Roger Dubuis ในรูปแบบ “hyper horology”

อย่างไรก็ตาม รูเพิร์ตได้เลือกผู้นำที่ยอดเยี่ยมอย่าง ซีริล วิกเญอรอน ซึ่งไม่เพียงแต่ช่วยให้ Cartier กลับมาเชื่อมโยงกับอัตลักษณ์หลักของแบรนด์เท่านั้น แต่ยังนำพาแบรนด์ไปสู่ยอดขายสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 3.1 พันล้านฟรังก์สวิส ในราคาส่งอีกด้วย

ปัจจุบัน กลุ่ม Richemont ดูเหมือนจะแก้ไขปัญหาด้านการจัดการได้แล้ว และมีผู้นำที่เหมาะสมเกือบทั้งหมดอยู่ในตำแหน่งสำหรับเมซงต่างๆ ของตน มันจะเป็นเรื่องที่น่าตื่นเต้นที่จะได้เห็นผลลัพธ์ในทศวรรษหน้า นอกจากนี้ รูเพิร์ตยังได้แต่งตั้งซีอีโอกลุ่มที่มีความสามารถและฉลาดอย่างยิ่งคือ นิโคลัส บอส ซึ่งเป็นทั้งผู้นำธุรกิจที่ยอดเยี่ยม และที่สำคัญไม่แพ้กันคือเป็น “product person” (บุคคลที่เข้าใจผลิตภัณฑ์) ซึ่งหมายถึงเป็นผู้สร้างสรรค์เรือนเวลาในแบบที่บลุมไลน์เคยเป็น

อ่านบทความอื่นๆ เพิ่มเติม
เจาะลึกเบื้องหลังเรือนเวลา ID Genève Circular S เมื่อนวัตกรรมคือทางออกของปัญหาคาร์บอนในอุตสาหกรรมนาฬิกา
Audemars Piguet ตอกย้ำมรดก 150 ปี ด้วยการคว้า “Grosse Pièce” นาฬิกาพกสุดซับซ้อนแห่งศตวรรษที่ 20 คืนสู่ Le Brassus
Louis Erard x Konstantin Chaykin ‘Unfrogettable’ เมื่อความชำนาญขั้นสูงคือรากฐานของความสนุกที่ไม่ลืมเลือน

The Revolutionary List: 26 ผู้นำที่สร้างแรงบันดาลใจ – นิโคลัส บอส (Nicolas Bos)

นิโคลัส บอส Group CEO Richemont ผู้ผสานธุรกิจ การตลาด และการสร้างสรรค์

โดย Wei Koh | 10 ธันวาคม 2025

ในการกล่าวถึงความหวังใหม่ของกลุ่ม Richemont โยฮันน์ รูเพิร์ต ได้แต่งตั้งผู้ที่เขาเรียกว่า “product person” อย่าง นิโคลัส บอส ขึ้นเป็น Group CEO เพื่อเติมเต็มช่องว่างด้านความเป็นผู้นำในแบบที่ กุนเทอร์ บลุมไลน์ เคยทำได้ นี่คือเรื่องราวของเขา

Nicolas Bos: Richemont Group CEO Uniting Business Acumen, Marketing, and Creation

นิโคลัส บอส มีภูมิหลังที่น่าสนใจที่สุดคนหนึ่งในบรรดาผู้ที่อยู่ในรายชื่อนี้ เขาสำเร็จการศึกษาจาก ESSEC Business School ในปารีส และเริ่มทำงานให้กับ Foundation Cartier ตั้งแต่ปี 1992 ถึง 2000 และในปี 2000 เขาเข้าร่วม Van Cleef & Arpels (VCA) ในตำแหน่งหัวหน้าฝ่ายการตลาด และ 9 ปีต่อมา ได้ขึ้นเป็นรองประธานและผู้อำนวยการฝ่ายสร้างสรรค์ (Creative Director) ของเมซงแห่งนี้ ในปี 2010 บอสได้รับการแต่งตั้งในตำแหน่งที่โดดเด่นไม่เหมือนใคร เขาเป็นประธานของ VCA ในอเมริกา แต่ในขณะเดียวกันก็ยังคงเป็นผู้อำนวยการฝ่ายสร้างสรรค์ของแบรนด์ ลองจินตนาการถึงความท้าทายในการบริหารจัดการหนึ่งในตลาดที่ใหญ่ที่สุดสองอันดับแรกของโลก ขณะเดียวกันก็ต้องรับผิดชอบเครื่องประดับและนาฬิกาทุกชิ้นที่ Van Cleef & Arpels ผลิตออกมาด้วย ซึ่งคาดการณ์ได้เลยว่า บอสต้องมีไมล์สะสมของ Air France ไว้มากมายมหาศาลแน่ๆ

Van Cleef & Arpels Marguerite secret watch open (Image © Revolution)

แต่สิ่งที่น่าประทับใจยิ่งกว่าคือ ตลอดช่วงเวลานี้ บอสยังคงเป็นแบบอย่างของความสุขุม นุ่มนวล และความมั่นใจที่มาพร้อมความเงียบสงบ (quiet confidence) ขณะเดียวกันก็แสดงให้เห็นถึงความสามารถในการสร้างสรรค์ที่ยอดเยี่ยมควบคู่ไปกับความเฉียบแหลมทางธุรกิจที่แข็งแกร่งผ่านความเป็นผู้นำของเขา สิ่งนี้ทำให้เขาอยู่ในกลุ่มผู้นำที่ไม่เหมือนใคร ซึ่งบุคคลที่นำธุรกิจก็เป็นผู้รับผิดชอบผลิตภัณฑ์ด้วย ที่จริงแล้ว นี่ทำให้เขาอยู่ในประเภทเดียวกับผู้ประกอบการที่มีอิทธิพลอย่าง ริชาร์ด มิลล์ (Richard Mille) และ แม็กซ์ บุสเซอร์ (Max Büsser) ซึ่งทั้งสองคนไม่ใช่ช่างทำนาฬิกา แต่กลับมีอิทธิพลอย่างมากต่ออุตสาหกรรม

Van Cleef & Arpels Lady Arpels Bal des Amoureux Automate (©Revolution)

ในปี 2013 บอสได้สืบทอดตำแหน่งต่อจาก สตานิสลาส เดอ เคอร์ซิซ (Stanislas de Quercize) ที่เป็นที่รักของคนในวงการ และยังคงเป็นพลังขับเคลื่อนที่น่าทึ่งในการสร้างสรรค์เครื่องประดับและเรือนเวลามากว่าทศวรรษ ในปี 2024 เขาได้รับแต่งตั้งให้เป็น CEO ของ Richemont Group แต่ในครั้งนี้ อิทธิพลของเขาหมายถึงเขายังดูแลเมซงเครื่องประดับทั้งสองแห่งของกลุ่ม ได้แก่ Cartier และ Van Cleef & Arpels ด้วย สิ่งที่น่าสนใจอย่างยิ่งคือ เขาเป็นคนแรกในตำแหน่งนี้ที่มีความสามารถหลักทั้งด้านการตลาด ธุรกิจ และการสร้างสรรค์ (Creation) แท้จริงแล้ว เขาเติมเต็มตำแหน่งนี้ในแบบที่ไม่มีใครเคยทำได้มาก่อน ยกเว้น กุนเทอร์ บลุมไลน์ ซึ่งน่าเสียดายที่ไม่เคยได้รับโอกาสนั้น ด้วยการเข้ามาของบอส Richemont มีความพร้อมที่จะรับมือกับมรสุมที่กำลังเผชิญอยู่ในตลาดสินค้าหรูหรา และสามารถหาทางออกได้อย่างไม่เพียงแต่สมบูรณ์เท่านั้น และยังประสบความสำเร็จอีกด้วย

อ่านบทความอื่นๆ เพิ่มเติม
The Revolutionary List: 26 ผู้นำที่สร้างแรงบันดาลใจ ฟรองซัวส์-อองรี เบนนาห์เมียส (François-Henry Bennahmias)
The Revolutionary List: 26 รายชื่อผู้นำที่สร้างแรงบันดาลใจ – ฌอง อาร์โนลต์ (Jean Arnault)

The Revolutionary List: 26 รายชื่อผู้นำที่สร้างแรงบันดาลใจ – ฌอง อาร์โนลต์ (Jean Arnault)

ฌอง อาร์โนลต์: ผู้นำแห่งยุคผู้เปลี่ยน Louis Vuitton สู่สังเวียน High Watchmaking

บทความโดย Wei Koh | 10 ธันวาคม 2025

รายชื่อผู้นำที่สร้างแรงบันดาลใจของเรายังคงดำเนินต่อไป…ต่อจากการยกย่องผู้นำที่สร้างผลงานปฏิวัติวงการ เราขอย้ายสายตาไปยังผู้นำรุ่นใหม่ที่กำลังสร้างความสั่นสะเทือนในอุตสาหกรรม… แม้ว่า ฌอง อาร์โนลต์ แห่ง Louis Vuitton Watch จะอยู่ในช่วงกลางของวัย 20 ปีเท่านั้น

ฌอง อาร์โนลต์ Louis Vuitton Watch

คุณเว่ยเล่าว่า 

ผมรู้จักเขามาเป็นส่วนใหญ่ของทศวรรษนี้แล้ว และสามารถพูดได้ว่าเขาคือผู้นำที่เกิดขึ้นเพียงครั้งเดียวในหนึ่งยุคสมัย (once-in-a-generation leader) ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น? เพราะเขามีความรู้ด้านนาฬิกา (watch IQ) อย่างลึกซึ้ง มีความรู้มหาศาล มีความหลงใหลที่เหลือเชื่อ และอยู่ในตำแหน่งที่สามารถใช้สิ่งเหล่านี้สร้างความเปลี่ยนแปลงที่แท้จริงในอุตสาหกรรมของเราได้

Louis Vuitton Tambour Convergence in platinum set with 795 diamonds

เหตุผลหนึ่งที่เขาเป็นที่รักในโลกนาฬิกาเป็นอย่างมากก็คือ ในยุคที่ผู้นำส่วนใหญ่นั้นไม่ได้เป็นผู้ที่รักนาฬิกาอย่างแท้จริง โดยเฉพาะในระดับเดียวกับ กุนเทอร์ บลุมไลน์ (Günter Blümlein) ฟิลิปป์ สเติร์น (Philippe Stern) และคนอื่นๆ ฌองกลับเป็นข้อยกเว้น มันราวกับว่าระบบกลไกที่นาฬิกาเป็นตัวแทนนั้นพูดกับเขาในแบบที่คนเพียงไม่กี่คนเท่านั้นที่จะเข้าใจ เหตุผลหลักอีกประการที่ผมถือว่าเขาเป็นหนึ่งในผู้นำที่สำคัญที่สุดของสหัสวรรษใหม่แล้ว ก็คือเขาไม่ได้เป็นเพียงแค่ผู้พูด (talker) เท่านั้น เขายังเป็นผู้ลงมือปฏิบัติ (executor) ด้วย และไม่เหมือนกับคนอื่นๆ ในตำแหน่งของเขา ฌองได้ดำเนินการตามวิสัยทัศน์ของเขาด้วยตนเองโดยไม่มีคณะกรรมการที่ปรึกษา การบอกว่าจะยกเลิกนาฬิกาควอตซ์ทั้งหมดของ Louis Vuitton และมุ่งเน้นเฉพาะการผลิตนาฬิกาชั้นสูง (high watchmaking) เป็นเรื่องหนึ่ง แต่การลงมือทำจริงและทำให้ทั้งทีมเห็นด้วยและพร้อมที่จะเดินตามนั้นเป็นอีกเรื่องหนึ่ง ด้วยการสนับสนุนการทำนาฬิกาอิสระ (independent watchmaking) และผ่านความร่วมมือต่างๆ เขายังได้แสดงให้เห็นถึงความหลงใหลและการสนับสนุนที่ยิ่งใหญ่สำหรับแนวทางการทำนาฬิกาประเภทนี้

Louis Vuitton Monterey

สุดท้ายนี้ เขาได้ทำทุกอย่างที่กล่าวมาทั้งหมดในขณะที่เป็นคนดีงาม นำทีมของเขาด้วยความเมตตา และประพฤติตนด้วยความมั่นใจอย่างเงียบๆ และความถ่อมตนที่มีเกียรติ (dignified humility)

นี่อาจเรียกได้ว่า การเปลี่ยน Louis Vuitton ให้เป็นแบรนด์นาฬิกาชั้นสูงภายใต้การนำของ ฌอง อาร์โนลต์ นั้นเป็นบทเรียนทางธุรกิจที่สำคัญ การตัดสินใจที่กล้าหาญในการกำจัดรุ่นควอตซ์แสดงถึงความมุ่งมั่นในคุณภาพระดับสูงสุด และการทำงานโดยปราศจากที่ปรึกษามากมายคือการแสดงความมั่นใจในวิสัยทัศน์ส่วนตัว

อ่านบทความอื่นๆ เพิ่มเติม
เจาะลึกเบื้องหลังเรือนเวลา ID Genève Circular S เมื่อนวัตกรรมคือทางออกของปัญหาคาร์บอนในอุตสาหกรรมนาฬิกา
Audemars Piguet ตอกย้ำมรดก 150 ปี ด้วยการคว้า “Grosse Pièce” นาฬิกาพกสุดซับซ้อนแห่งศตวรรษที่ 20 คืนสู่ Le Brassus
Louis Erard x Konstantin Chaykin ‘Unfrogettable’ เมื่อความชำนาญขั้นสูงคือรากฐานของความสนุกที่ไม่ลืมเลือน

The Revolutionary List: 26 ผู้นำที่สร้างแรงบันดาลใจ ฟรองซัวส์-อองรี เบนนาห์เมียส (François-Henry Bennahmias)

ฟรองซัวส์-อองรี เบนนาห์เมียส ผู้นำ AP ผู้เปลี่ยน Royal Oak สู่ “Hype Watch” และกำไร 2 พันล้าน CHF

บทความโดย  Wei Koh | 10 ธันวาคม 2025

ปีนี้ Revolution ครบรอบ 20 ปี สองทศวรรษของการบันทึกเรื่องราวเกี่ยวกับนาฬิกา ผู้คน และแนวคิด ได้มอบที่นั่งแถวหน้าให้กับเราเพื่อชมเรื่องราวอันน่าทึ่ง การที่งานฝีมืออันเก่าแก่สามารถรักษาจิตวิญญาณของตนไว้ได้พร้อมๆ กับการสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ ให้เข้ากับศตวรรษที่ 21

เพื่อเป็นการเฉลิมฉลอง เราได้คัดเลือกรายชื่อบุคคลและเหตุการณ์สำคัญกว่า 100 รายการ ซึ่งสำหรับเราแล้ว สิ่งเหล่านี้คือสิ่งที่กำหนดนิยามแห่งยุคนี้จนถึงปัจจุบัน ตั้งแต่ผู้นำไปจนถึงนาฬิกา คุณสามารถดูรายชื่อทั้งหมดได้ที่นี่

ฟรองซัวส์-อองรี เบนนาห์เมียส อดีต CEO ของ Audemars Piguet ผู้เพิ่มยอดขายสู่ระดับ 2 พันล้านฟรังก์สวิส ด้วยการสร้าง Royal Oak ให้เป็นที่ต้องการเหมือน “กระเป๋า Hermès” และเปลี่ยนช่องทางจำหน่ายสู่บูติกโดยตรง

บทความนี้จะขอพูดถึง ฟรองซัวส์ได้นำพา Audemars Piguet (AP) เพิ่มยอดขายจาก 630 ล้านฟรังก์สวิสไปสู่กว่า 2 พันล้านฟรังก์สวิสในปี 2023 แต่สิ่งที่น่าประทับใจคือ ‘วิธีการ’ ที่เขาทำ ตั้งแต่แรกเริ่ม เขามีความปรารถนาที่จะเปลี่ยนนาฬิกาของเขาให้กลายเป็น “กระเป๋า Hermès แห่งอุตสาหกรรมนาฬิกา” ซึ่งหมายความว่าสำหรับนาฬิกาหนึ่งเรือนที่เขาสร้างขึ้น จะต้องมีผู้คนมากมายแก่งแย่งที่จะซื้อมัน เขาเข้าใจถึงความสำคัญของตลาดรอง และหากนาฬิกาของคุณเป็นที่ต้องการอย่างแท้จริง มันควรจะต้องมีราคาสูงกว่าปกติ (command a premium) ซึ่งจะช่วยรับประกันความสำเร็จของธุรกิจหลักของคุณ จากนั้นเขาก็เริ่มลงมือทำให้มันเกิดขึ้น

Royal Oak Concept “Black Panther” Flying Tourbillon

ภายใต้การนำของเขา Royal Oak ได้เปลี่ยนจากนาฬิกาสปอร์ต-ชิครุ่นดั้งเดิม กลายเป็นรางวัลที่ทุกคนต่างปรารถนาสำหรับผู้จัดการกองทุน นักลงทุนในโลกการเงิน แร็ปเปอร์ และนักกีฬาทั่วโลก อันที่จริง มันคือ “นาฬิกาแห่งกระแส (hype watch)” ตัวแรกเริ่มอย่างแท้จริง ความปรารถนาในนาฬิกาได้ส่งผลกระทบต่อทุกรุ่นในตระกูล Royal Oak ตั้งแต่รุ่นปฏิทินถาวรและทูร์บิญอง ไปจนถึงรุ่นโครโนกราฟ ซึ่งเขาได้ผลักดันการรับรู้ของ Audemars Piguet ให้ก้าวหน้าไปอีกขั้น ยกตัวอย่างรุ่นที่เป็นที่ถกเถียงผ่านความร่วมมือกับ Marvel ซึ่งส่งผลให้เกิดนาฬิกา Royal Oak Concept Tourbillons รุ่น “Black Panther” และ “Spider-Man” ในขณะที่แบรนด์ของเขากำลังอยู่ในจุดสูงสุดตลอดกาล เขาก็ได้ปรับเปลี่ยนกลยุทธ์การจัดจำหน่ายด้วย โดยนาฬิกาเกือบทั้งหมดถูกขายผ่านบูติกของ Audemars Piguet เท่านั้น ซึ่งทำให้แบรนด์สามารถเก็บข้อมูลลูกค้าและส่วนต่างกำไรไว้ได้ทั้งหมด ส่งผลให้ Audemars Piguet นอกจากจะเป็นแบรนด์ที่ประสบความสำเร็จอย่างสูงแล้ว ยังเป็นแบรนด์ที่ทำกำไรได้อย่างมหาศาลอีกด้วย ในปี 2023 เขาได้เกษียณจากตำแหน่ง โดยมี อิลาเรีย เรสตา (Ilaria Resta) CEO คนใหม่เข้ามาแทนที่

Audemars Piguet Royal Oak Concept Tourbillon “Spider-Man”

อิลาเรีย เรสตา มีความท้าทายที่ต้องรับมือหรือไม่? คำตอบคือ ใช่ แม้จะมีการปรับเปลี่ยนหลายครั้งแล้วก็ตาม แต่รุ่น Code 11.59 ก็ยังไม่สามารถเข้าถึงลูกค้าได้อย่างแท้จริง ราคาในตลาดรองกำลังตกลงพร้อมกับการสิ้นสุดของยุคเก็งกำไรและกระแสความนิยม นักสะสมจำนวนมากรู้สึกถูกกีดกันจากนโยบายที่เข้มงวดซึ่งเกิดขึ้นภายใต้การนำของเบนนาห์เมียส ที่กำหนดให้ต้องยื่นชื่อและข้อมูลส่วนตัวเพื่อขอซื้อนาฬิกา

แต่โดยรวมแล้ว ฟรองซัวส์-อองรี เบนนาห์เมียส ยังคงเป็นหนึ่งในผู้นำที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในยุคของเรา ซึ่งในวัย 61 ปี เขายังคงอยู่ในจุดสูงสุดของอำนาจ สิ่งที่น่าตื่นเต้นไม่แพ้กันคือช่วงต่อไปของชีวิตของเขาหลังจากข้อตกลงห้ามแข่งขันของเขาหมดอายุ มีข่าวลือว่าเขาจะเข้าซื้อกิจการแบรนด์นาฬิกาอิสระ De Bethune ซึ่งหากเป็นจริง อาจเป็นเรื่องที่น่าสนใจอย่างยิ่งสำหรับอนาคต

อ่านบทความอื่นๆ เพิ่มเติม
เจาะลึกเบื้องหลังเรือนเวลา ID Genève Circular S เมื่อนวัตกรรมคือทางออกของปัญหาคาร์บอนในอุตสาหกรรมนาฬิกา
Audemars Piguet ตอกย้ำมรดก 150 ปี ด้วยการคว้า “Grosse Pièce” นาฬิกาพกสุดซับซ้อนแห่งศตวรรษที่ 20 คืนสู่ Le Brassus
Louis Erard x Konstantin Chaykin ‘Unfrogettable’ เมื่อความชำนาญขั้นสูงคือรากฐานของความสนุกที่ไม่ลืมเลือน

Audemars Piguet ตอกย้ำมรดก 150 ปี ด้วยการคว้า “Grosse Pièce” นาฬิกาพกสุดซับซ้อนแห่งศตวรรษที่ 20 คืนสู่ Le Brassus

Audemars Piguet คว้า ‘Grosse Pièce’ นาฬิกาพกกลไกทูร์บิญองกลับคืน AP Museum

Audemars Piguet (AP) ผู้ผลิตนาฬิกาชั้นสูงจากสวิตเซอร์แลนด์ ได้ประกาศการเข้าครอบครองเรือนเวลาที่มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์ที่สุดชิ้นหนึ่งของแบรนด์ นั่นก็คือ S. Smith & Son Astronomical Watch หรือที่รู้จักกันในชื่อ “Grosse Pièce” การกลับคืนสู่ Le Brassus ครั้งนี้เกิดขึ้นในช่วงปีแห่งการเฉลิมฉลองครบรอบ 150 ปีของแบรนด์ ซึ่งสะท้อนถึงความมุ่งมั่นที่ไม่เสื่อมคลายในการอนุรักษ์มรดกการประดิษฐ์นาฬิกาและยกย่องศิลปะแห่งการบอกเวลาอย่างแท้จริง

นาฬิกาพกเรือนนี้ถูกประมูลไปในงาน Sotheby’s Important Watches sale ที่นิวยอร์ก เมื่อวันที่ 8 ธันวาคม ค.ศ. 2025 ในฐานะส่วนหนึ่งของ Olmsted Complications Collection ซึ่งเป็นคอลเลกชันสำคัญของโลก Grosse Pièce ถูกสั่งผลิตขึ้นตั้งแต่ปี ค.ศ. 1914 แต่กว่าจะแล้วเสร็จก็กินเวลาไปถึงปี ค.ศ. 1921 และน่าเหลือเชื่อที่ผลงานระดับมาสเตอร์พีซชิ้นนี้ถูกเก็บซ่อนจากสาธารณชนจนกระทั่งถึงช่วงทศวรรษ 1990

ความซับซ้อนที่ไม่มีใครเทียบเคียง ด้วย 19 กลไกในเรือนเดียว

“Grosse Pièce” ซึ่งแปลว่า “ชิ้นงานขนาดใหญ่” ในภาษาฝรั่งเศส ตามขนาดและความซับซ้อนของมันนั้น ถูกสร้างขึ้นจากเยลโล่โกลด์ 18 กะรัต มันถูกยกย่องให้เป็นนาฬิกาดาราศาสตร์ (Astronomical Watch) ที่ซับซ้อนที่สุด เท่าที่ Audemars Piguet เคยสร้างมา และยังเป็นหนึ่งในนาฬิการุ่นแรกๆ ที่มีคุณสมบัติในการแสดงแผนที่ท้องฟ้า

มุมมองด้านหลังของนาฬิกา ‘Grosse Pièce’ ที่มีความซับซ้อนระดับสูง © ได้รับความเอื้อเฟื้อภาพจาก Audemars Piguet

เรือนเวลาอันเป็นเอกลักษณ์นี้รวบรวม 19 กลไกซับซ้อน (Complications) ไว้ในที่เดียว ซึ่งรวมถึงฟังก์ชันสำคัญที่เกี่ยวข้องกับเวลาและดาราศาสตร์อย่างสมบูรณ์แบบ ทั้งการแสดง แผนที่ท้องฟ้ายามค่ำคืนเหนือกรุงลอนดอน ที่มีดาวถึง 315 ดวง เวลาสุริยะคติ (Sidereal Time) ปฏิทินถาวร (Perpetual Calendar) ข้างขึ้นข้างแรม (Moon Phases) และสมการเวลา (Equation of Time)

นาฬิกาพกหนึ่งเดียวที่มีความซับซ้อนเหนือธรรมดา

นอกจากฟังก์ชันดาราศาสตร์แล้ว ยังมีกลไกซับซ้อนด้านเสียงและการจับเวลาที่น่าทึ่ง ทั้งนาทีรีพีทเตอร์ (Minute Repeater) กรองด์และเปอติท โซเนอรี (Grande and Petite Sonnerie) ที่สามารถตีบอกเวลาได้ และโครโนกราฟที่ใช้ในการวัดช่วงเวลา นอกจากจะเป็นนาฬิกาที่ซับซ้อนที่สุดแห่งศตวรรษที่ 20 ของ AP แล้ว ยังเป็นนาฬิกาพกที่มีทูร์บิญอง (Tourbillon) เพียงเรือนเดียวของแบรนด์ในยุคนั้นอีกด้วย

การรักษามรดกให้คงอยู่ต่อไปอีกหลายต่อหลายรุ่น

การกลับมาของ “Grosse Pièce” สู่ฐานที่มั่นใน Le Brassus ในช่วงปีแห่งการเฉลิมฉลองอันยิ่งใหญ่ของ Audemars Piguet นอกจากจะเป็นการซื้อขาย ยังเป็นการตอกย้ำถึงการสืบทอดความรู้และอัจฉริยภาพในการประดิษฐ์นาฬิกาที่สืบทอดมายาวนานนับศตวรรษ เพื่อให้คนรุ่นหลังได้ชื่นชมผลงานที่เต็มไปด้วยความทะเยอทะยานทางวิศวกรรมชิ้นนี้ต่อไป

ข้อมูลทางเทคนิค 
  • ชื่อรุ่น: ‘Grosse Pièce’ หมายเลข 16869 (ผลิตให้กับ S. Smith & Son, Ltd. ในช่วงปี ค.ศ. 1914–1921)
  • ตัวเรือน: ตัวเรือนเยลโล่โกลด์ 18 กะรัต ขนาด 85 มม. เป็นแบบเปิดสองด้าน มีบานพับห้าข้อ พร้อมปุ่มเลื่อนควบคุมฟังก์ชันตีบอกเวลาสำหรับเลือกโหมดเงียบ/ตีบอก (Silent/Striking) และโหมดตีบอกควอเตอร์/ชั่วโมง
  • หน้าปัด: หน้าปัดคู่ (Double Dial) หน้าปัดแรกเป็นอีนาเมลสีขาว แสดงเวลาปกติพร้อมปฏิทินถาวร โครโนกราฟพร้อมมาตร 60 นาที/12 ชั่วโมง ข้างขึ้นข้างแรม และสมการเวลา หน้าปัดที่สองแสดงเวลาสุริยะคติ 24 ชั่วโมง พร้อมแผนที่ท้องฟ้ายามค่ำคืนเหนือกรุงลอนดอน ซึ่งประกอบด้วย 315 ดวงดาวในพื้นหลังอีนาเมลสีน้ำเงิน
  • ฟังก์ชัน: 19 ฟังก์ชันซับซ้อน ได้แก่ ทูร์บิญอง 1 นาที มินิทรีพีทเตอร์ กรองด์/เปอติท โซเนอรี (Grande/Petite Sonnerie) โครโนกราฟ ปฏิทินถาวร ข้างขึ้นข้างแรม สมการเวลา มาตรพลังงานสำรอง และเวลาสุริยะคติ 24 ชั่วโมง 
  • กลไก: กลไกจักรกลหมายเลข 16869 แบบ English style พร้อมแผ่นสามส่วนสี่ (three-quarter plate) กลไกจักรกลอกแบบ Swiss lever  
  • สาย: เป็นนาฬิกาพก (Pocket Watch) ที่มีห่วงยึดสายแบบหมุนได้ (Thief-proof swivel bow) ที่ถูกประทับตรา English Hallmarks สำหรับใช้ในการคล้องสายสร้อยนาฬิกาพก

อ่านบทความอื่นๆ เพิ่มเติม
Streamliner Genesis 2 องค์ที่สองแห่งไตรภาค การกลับสู่ “เนื้อแท้” ที่จับต้องได้
การอัปเดตครั้งใหม่ที่ลงตัวและน่าประทับใจกับ Lange 1 Daymatic พร้อมปรับโฉมด้วยสีฮันนี่โกลด์และสีน้ำตาล
Chopard Mille Miglia Classic Chronograph Tribute to Sir Stirling Moss

M.A.D.Editions M.A.D.2 ‘World Tour’ Edition เมื่อวัฒนธรรมคลับยุค 90 กลายเป็นกลไกแห่งความขอบคุณ

การเฉลิมฉลองครบรอบ 20 ปีของ MB&F และการยกย่องพันธมิตรทั่วโลก ผ่านเรือนเวลาที่ขับเคลื่อนด้วยกลไก และดีไซน์ที่ได้แรงบันดาลใจจาก DJ Mixing Console

เรื่องราวของ M.A.D.Editions ไม่ได้เริ่มต้นจากการทำแบรนด์นาฬิกาใหม่ แต่เป็นการแสดงออกถึงความขอบคุณที่ไม่คาดคิดต่อกลุ่มคนที่เชื่อมั่นใน MB&F (Maximilian Büsser & Friends) มาตั้งแต่ต้น M.A.D.Editions คือโครงการที่แยกออกมาจาก MB&F เพื่อให้แฟนๆ ที่อาจจะเข้าไม่ถึงนาฬิการาคาหลักล้านของ MB&F ให้ได้สัมผัสถึงจิตวิญญาณแห่งการประดิษฐ์ที่บ้าคลั่ง (M.A.D.)

ความสำเร็จของรุ่นแรก M.A.D.1 นับเป็นปรากฏการณ์ที่เหนือความคาดหมายอย่างแท้จริง มันเริ่มต้นจากอีเมลง่ายๆ ที่ส่งไปถึงเพื่อน ๆ และลูกค้าผู้ภักดี โดยไม่มีการโปรโมตใดๆ แต่เมื่อภาพหลุดออกไปบน Instagram ความต้องการก็พุ่งสูงจนควบคุมไม่ได้ Maximilian Büsser ผู้ก่อตั้ง MB&F ต้องออกมาชี้แจงว่านี่เป็นการผลิตครั้งเดียว ก่อนที่จะตัดสินใจใช้ระบบจับฉลากเพื่อเปิดโอกาสให้สาธารณชนได้เป็นเจ้าของ

M.A.D.2 คือจดหมายรักถึงคลับยุค 90

สำหรับ M.A.D.2 คือบทที่สองของเรื่องราวนี้ และเป็นเหมือนจดหมายรักฉบับที่ส่งตรงถึงจิตวิญญาณอิสระของ วัฒนธรรมคลับในยุค 1990 โดยเฉพาะในเมือง Lausanne สวิตเซอร์แลนด์ การออกแบบนี้มาจากเพื่อนสนิทและดีไซเนอร์คู่บุญของ MB&F อย่าง Eric Giroud ผู้ซึ่งในยุค 90 นั้นใช้ชีวิตอย่างเต็มที่บนฟลอร์เต้นรำของคลับในตำนานอย่าง MAD (Moulin à Danses) และ Dolce Vita

สิ่งที่เป็นเอกลักษณ์และเจาะลึกของการออกแบบ M.A.D.2 คือการนำเอาแรงบันดาลใจจาก DJ Mixing Console หรือเครื่องผสมเสียงของดีเจมาไว้บนข้อมืออย่างชัดเจน ไม่ว่าจะเป็นแผ่นเสียงบนหน้าปัด สำหรับวงหน้าปัดย่อยที่ยกสูงขึ้นตรงกลาง (Raised central subdials) ซึ่งทำหน้าที่แสดง ชั่วโมงและนาที ถูกออกแบบให้มีลักษณะเหมือนจานหมุน (Turntables) ของดีเจ โดยมีปุ่มหมุน (Knobs) และสวิตช์ (Switches) ที่จำลองมาจากแผงควบคุมของเครื่องเล่นแผ่นเสียง

และการแสดงเวลาของรุ่นนี้ ยังคงรูปแบบการแสดงเวลาแบบดิสก์หมุน (Rotating Discs) ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของ M.A.D.Editions โดยดิสก์ชั่วโมงและนาทีจะอยู่บนสุดของกลไก ส่วนเข็มชี้ชั่วโมงและนาทีนั้นจะถูกกำหนดโดยแท่งสีขาวที่อยู่ด้านข้างตัวเรือน (สำหรับรุ่นก่อนหน้า)

World Tour กับการเฉลิมฉลองครบรอบ 20 ปี และความผูกพันกับพาร์ทเนอร์

ต้องบอกว่ารุ่น World Tour Edition คือรุ่นที่สามที่เข้าร่วมคอลเลกชัน M.A.D.2 โดยตามมาหลังรุ่นสีส้ม (สำหรับ Tribe และ Friends) และรุ่นสีเขียว (เปิดให้จับฉลากทั่วไปและเพิ่งคว้ารางวัล Petite Aiguille จากงาน GPHG อันทรงเกียรติมาได้)

ความสำคัญของรุ่น ‘World Tour’ สีน้ำเงินนี้คือการเป็นส่วนหนึ่งของการเฉลิมฉลองครบรอบ 20 ปีของ MB&F และเป็นการยกย่องบทบาทที่สำคัญยิ่งของตัวแทนจำหน่าย (Retail Partners) ทั่วโลก ที่เป็นเหมือน “เพื่อน” และเป็นส่วนประกอบสำคัญในระบบนิเวศของแบรนด์ตลอดมา

การตัดสินใจครั้งนี้จึงมีความหมายเชิงปรัชญาอย่างลึกซึ้ง แทนที่จะวางจำหน่ายผ่านระบบจับฉลากแบบเดิม รุ่น World Tour นี้จะวางจำหน่ายผ่านตัวแทนจำหน่าย MB&F ทั่วโลกเท่านั้น และในปริมาณที่จำกัดมาก โดยอยู่ภายใต้ดุลยพินิจของตัวแทนแต่ละราย การกระทำนี้เป็นการเน้นย้ำว่า แม้ M.A.D.Editions จะเริ่มต้นจากชุมชนออนไลน์ แต่ก็ไม่เคยลืมบุญคุณและความสำคัญของการสนับสนุนแบบดั้งเดิมจากพาร์ทเนอร์

สำหรับคนที่รู้ลึก นี่คือนาฬิกาที่เป็นดหมือนบทสรุปของเรื่องราวที่ไม่ธรรมดา ตั้งแต่การเกิดโดยไม่ได้ตั้งใจ ความคลั่งไคล้ในวัฒนธรรมยุค 90 ไปจนถึงการตัดสินใจครั้งสำคัญเพื่อแสดงความขอบคุณต่อเครือข่ายธุรกิจที่ยืนหยัดมาด้วยกันกว่าสองทศวรรษ

ข้อมูลทางเทคนิค
  • ชื่อรุ่น: M.A.D.2 ‘World Tour’ Edition (รุ่นที่สามของคอลเลกชัน M.A.D.2 สีน้ำเงิน)
  • ตัวเรือน: สเตนเลสสตีล 316L มีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 42 มม. และหนา 12.3 มม. ตัวเรือนกันน้ำที่ 30 เมตร หรือ 3ATM (90 ฟุต) ใช้กระจกคริสตัลแซฟไฟร์ด้านบนเคลือบสารกันแสงสะท้อนทั้งสองด้าน และกระจกคริสตัลแซฟไฟร์ด้านล่างเคลือบสารกันสะท้อนด้านใน
  • หน้าปัด: วงหน้าปัดย่อยตรงกลางที่ยกสูงขึ้น (Raised central subdials) ออกแบบจำลองลักษณะจานหมุน (Turntables) ของดีเจ แสดงผลแบบดิสก์หมุน (Rotating Discs)
  • ฟังก์ชัน: ชั่วโมงกระโดดสองทิศทาง (Bi-directional jumping hour) และ นาที โดยแสดงผลผ่านดิสก์หมุน
  • กลไก: กลไกพื้นฐาน Swiss-made จาก La Joux-Perret ผลิตในโรงงาน คาลิเบอร์ G101 ที่มีการเพิ่มโมดูลชั่วโมงกระโดดสองทิศทางและนาทีที่พัฒนาโดย MB&F กลไกมีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 25.6 มม. หนา 4.45 มม. ทำงานด้วยความถี่ 4 Hz หรือ 28,800 ครั้งต่อชั่วโมง มีทับทิม 24 เม็ด มีพลังงานสำรอง 64 ชั่วโมง และเป็นกลไกขึ้นลานอัตโนมัติ
  • สาย: สายหนังพร้อมตัวล็อคสายบานพับ (Folding Clasp) ทำจากสเตนเลสสตีล

อ่านบทความอื่นๆ เพิ่มเติม
Streamliner Genesis 2 องค์ที่สองแห่งไตรภาค การกลับสู่ “เนื้อแท้” ที่จับต้องได้
การอัปเดตครั้งใหม่ที่ลงตัวและน่าประทับใจกับ Lange 1 Daymatic พร้อมปรับโฉมด้วยสีฮันนี่โกลด์และสีน้ำตาล
Chopard Mille Miglia Classic Chronograph Tribute to Sir Stirling Moss

Louis Erard x Konstantin Chaykin ‘Unfrogettable’ เมื่อความชำนาญขั้นสูงคือรากฐานของความสนุกที่ไม่ลืมเลือน

การกลับมาจับคู่ของสองแบรนด์อิสระ Louis Erard และ Konstantin Chaykin ที่พลิกตำนาน Regulator สู่เจ้าหญิงกบผู้สวมชุดเกราะซามูไร ด้วยนวัตกรรมที่ยากจะลืมเลือน

เรื่องราวของ Louis Erard x Konstantin Chaykin Unfrogettable นั้นเป็นบทพิสูจน์ที่ชัดเจนว่าความเที่ยงตรงขั้นสูง (Haute Horlogerie) ไม่จำเป็นต้องมาพร้อมกับความเคร่งขรึมเสมอไป นี่คือการร่วมงานที่เป็นการผสานมิตรภาพและความคิดสร้างสรรค์ระหว่างสองแบรนด์อิสระที่กล้าจะสร้างความตื่นเต้น

Louis Erard วางแนวทางตัวเองอย่างชัดเจนในฐานะผู้ผลิตที่ไม่ทำตามแบบแผน พวกเขามุ่งเน้นไปที่ ความเป็นเลิศที่ยั่งยืน และสร้างเส้นทางของตนเองผ่านการทำงานร่วมกับผู้สร้างสรรค์ที่แหวกแนวอย่างต่อเนื่อง ซึ่ง Konstantin Chaykin คือหนึ่งในนั้น Chaykin นั้นเป็น นักประดิษฐ์ผู้บ้าคลั่งในกาลเวลา ที่มีสิทธิบัตรมากกว่า 94 ฉบับ ซึ่งสะท้อนถึงความหมกมุ่นในกลไกซับซ้อนและการสร้างสรรค์ WristMonsters ที่มีคาแรคเตอร์อันโดดเด่น

การทลายกรอบ Regulator สถาปัตยกรรมของกบ

แก่นแท้ของ Unfrogettable คือการเปลี่ยนกลไก Regulator ซึ่งโดยปกติจะถูกมองว่าเป็นกลไกที่เคร่งครัดและเป็นทางการ ให้กลายเป็นสิ่งมีชีวิตบนหน้าปัด พวกเขาใช้การตกแต่งที่เป็นการท้าทายการแสดงผลของกลไก Regulator ที่แยกการแสดงชั่วโมงและนาทีออกจากกันอย่างชัดเจน

ความซับซ้อนทางเทคนิคที่ซ่อนอยู่คือการที่ การแสดงชั่วโมงถูกแปลงให้เป็นดวงตากลมโตของกบ โดยมีช่องแสดงผลอยู่ทางด้านซ้ายและขวาของหน้าปัด และการแสดงนาทีถูกแปลงให้เป็นปากของกบ ซึ่งการแสดงผลที่ดูวุ่นวายและมีชีวิตชีวานี้ต้องอาศัย กลไกอัจฉริยะ ที่พัฒนาขึ้นโดย Konstantin Chaykin โดยเฉพาะ เพื่อให้แน่ใจว่าความเที่ยงตรงของนาฬิกาจักรกลชั้นสูงยังคงอยู่ภายใต้การแสดงผลที่แปลกใหม่

รายละเอียดเชิงลึก ตำนานที่ผสานข้ามวัฒนธรรม

การออกแบบไม่ได้หยุดแค่หน้าปัด ยังลงลึกไปถึงระดับตัวเรือนและวัสดุ Louis Erard ได้ทำการ ออกแบบและปรับปรุงตัวเรือนใหม่ทั้งหมด เพื่อรองรับใบหน้าของกบในวัสดุไทเทเนียมที่ให้ความเบาและทนทาน แต่สิ่งที่เจาะลึกไปกว่านั้นคือการเลือกใช้สายนาฬิกา ซึ่งทำจากหนังเคลือบแล็กเกอร์ ชนิดเดียวกับที่เคยถูกใช้ในการผลิต ชุดเกราะซามูไรการตัดสินใจนี้เป็นการเชื่อมโยงตำนานเจ้าหญิงกบ จากตำนานสลาฟเข้ากับความแข็งแกร่งและประเพณีของญี่ปุ่นอย่างมีศิลปะ ทำให้ Unfrogettable นอกจากจะเป็นการประกอบชิ้นส่วน ยังเป็นงานที่ทุกรายละเอียดมีความหมายเชิงวัฒนธรรมอย่างลึกซึ้ง

Manuel Emch จาก Louis Erard ถ่ายทอดถึงปรัชญาการทำงานร่วมกันนี้ไว้อย่างคมคายว่า “เราทลายกรอบ ดัดแปลงตำนาน และทำให้คุณยิ้มพร้อมคิดสองครั้ง” ดังนั้น Unfrogettable จึงเป็นมากกว่าเรือนเวลา มันคือการประกาศว่าความชำนาญในการประดิษฐ์นาฬิกาที่ยากจะหาใครเทียบนั้น สามารถถูกใช้เพื่อสร้างสรรค์ “คาถาที่สามารถสวมใส่ได้” ซึ่งเต็มไปด้วยความสุขและความแปลกใหม่ที่ไม่น่าจะถูกลืมเลือนได้เลย

ข้อมูลทางเทคนิค 

Louis Erard x Konstantin Chaykin Unfrogettable

  • ตัวเรือน: ไทเทเนียม (Titanium) ที่ได้รับการออกแบบและปรับปรุงรูปทรงใหม่ทั้งหมด
  • หน้าปัด: กลไก Regulator ถูกแปลงให้เป็นใบหน้ากบ การแสดงชั่วโมงเป็นดวงตา การแสดงนาทีเป็นปาก
  • ฟังก์ชัน: การจับเวลาแบบ Regulator (ชั่วโมง นาที วินาที) การแสดงผลแบบสร้างสรรค์ (Creative Display)
  • กลไก: กลไกจักรกล (Mechanical Movement) ที่ได้รับการดัดแปลงและขับเคลื่อนด้วยความคิดอัจฉริยะของ Konstantin Chaykin เพื่อรองรับการแสดงผล Regulator ที่เป็นเอกลักษณ์
  • สาย: หนังเคลือบแล็กเกอร์ (Lacquered Leather) ซึ่งเป็นชนิดเดียวกับที่เคยใช้ในชุดเกราะซามูไร (Samurai Armor)

อ่านบทความอื่นๆ เพิ่มเติม
เจาะลึกเบื้องหลังเรือนเวลา ID Genève Circular S เมื่อนวัตกรรมคือทางออกของปัญหาคาร์บอนในอุตสาหกรรมนาฬิกา
Streamliner Genesis 2 องค์ที่สองแห่งไตรภาค การกลับสู่ “เนื้อแท้” ที่จับต้องได้
มาย้อนดู 20 ปีแห่งการปฏิวัติวงการนาฬิกา ใครคือ 100 ไอคอนที่ Revolution ต้องยกย่อง?

Arnold & Son กับ 3 เรือนเวลาที่สะท้อนการสืบทอดความเที่ยงตรงจากท้องทะเลสู่ใจกลางกลไกซับซ้อน

3 ตำนานแห่งความเที่ยงตรง Longitude, Constant Force และ Nebula

ถ้าคุณเป็นคนหนึ่งที่หลงใหลในประวัติศาสตร์ของการประดิษฐ์นาฬิกาอย่างลึกซึ้ง ชื่อของ John Arnold มักจะต้องถูกจัดอยู่ในกลุ่มผู้บุกเบิกที่ไม่เคยยอมแพ้ต่อความท้าทาย แบรนด์ Arnold & Son นอกจากจะเป็นหนึ่งในแบรนด์ที่ผลิตนาฬิกาหรูแล้ว ยังเป็นผู้สืบทอดมรดกทางเทคนิคที่ต้องการความแม่นยำสูงสุด ซึ่งถ่ายทอดผ่านเรือนเวลาสามรุ่นที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง แต่ทั้งหมดล้วนมีรากฐานมาจากความมุ่งมั่นเดียวกัน

Longitude Titanium 5°W Edition

เริ่มที่เรือนแรกนั่นก็คือ Longitude Titanium 5°W Edition นับเป็นการคารวะแด่นาฬิกาเดินเรือของ John Arnold ในปี ค.ศ. 1775 ที่ช่วยให้กองทัพเรืออังกฤษสามารถหาลองจิจูดได้อย่างแม่นยำ ตัวเลข 5°W ที่เป็นชื่อรุ่นนั้นไม่ใช่แค่ตัวเลขสุ่ม เพราะนี่คือ ลองจิจูด 5 องศาตะวันตก ซึ่งเป็นที่ตั้งของ Lizard Point ปลายแหลมทางตอนใต้สุดของบริเตนใหญ่ เป็นจุดที่นักเดินเรือต้องจากแผ่นดินเข้าสู่มหาสมุทรเปิด

เรือนเวลานี้ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อความทนทานและความพร้อมลุยในดีไซน์ที่หรูหรา ตัวเรือนขนาด 42.5 มม. ทำจากไทเทเนียมน้ำหนักเบา แต่มีความสง่างามด้วยการตกแต่งวงแหวนขอบหน้าปัดด้วยเรดโกลด์ 18 กะรัต (5N) หน้าปัดเป็นสีเทาเฉพาะตัวที่เรียกว่า Lizard Point Grey ซึ่งจำลองเฉดสีของมหาสมุทรจากมุมมองของปลายแหลมนั้นเอง

หัวใจของรุ่นนี้คือกลไก Calibre A&S6302 ซึ่งเป็นกลไกขึ้นลานอัตโนมัติที่พัฒนาและประกอบขึ้นเองในโรงงาน (In-house) และที่สำคัญที่สุดคือได้รับการรับรองความเที่ยงตรงระดับโครโนมิเตอร์จาก COSC กลไกนี้มอบพลังงานสำรองให้ 60 ชั่วโมง ทำงานที่ความถี่ 4 Hz (28,800 vph) ผู้ที่ชื่นชอบงานฝีมือยังจะได้ชื่นชมฝาหลังแซฟไฟร์ที่เผยให้เห็นตุ้มเหวี่ยงขึ้นลานจาก เรดโกลด์ 22 กะรัต (5N) ที่แกะสลักอย่างวิจิตร เรือนเวลานี้ผลิตจำนวนจำกัดเพียง 38 เรือน และมีความสามารถในการกันน้ำ 10 บาร์ (100 เมตร/330 ฟุต)

Constant Force Tourbillon 11 Platinum Edition

มาต่อกันที่เรือนที่สอง สำหรับนักสะสมที่แสวงหาความซับซ้อนทางเทคนิคที่แท้จริง รุ่น Constant Force Tourbillon 11 Platinum คือคำตอบ นี่คือผลงานสุดท้ายของคอลเลกชัน Constant Force 11 ซึ่งเป็นการเฉลิมฉลองมรดก 260 ปีของแบรนด์ และเป็นการยกย่องความสัมพันธ์ระหว่าง John Arnold และปรมาจารย์ Abraham-Louis Breguet

รุ่นนี้โดดเด่นด้วยกลไกอันซับซ้อนที่ออกแบบมาเพื่อต่อสู้กับปัญหาการลดลงของแรงขับเคลื่อนเมื่อพลังงานในตลับลานเหลือน้อย นั่นคือระบบ Constant Force ที่ทำงานร่วมกับทูร์บิญอง ซึ่งกลไกนี้ทำให้มั่นใจได้ว่าความเที่ยงตรงของนาฬิกาจะคงที่ตลอดช่วง 60 ชั่วโมงของพลังงานสำรอง กลไกไขลานด้วยมือ Calibre A&S5119 ทำงานที่ความถี่ 3 Hz (21,600 vph) มีการตกแต่งสะพานจักรกลไกแรงคงที่ด้วยเยลโล่โกลด์ 18 กะรัต และชิ้นส่วนเหล็กของกลไกแรงคงที่ส่วนล่างถูก เผาด้วยความร้อนจนเป็นสีน้ำเงิน (Blued Steel) เพื่อเพิ่มความทนทานและความงาม

ตัวเรือนทำจากแพลทินัม (Pt 950) มีขนาด 41.5 มม. และความหนา 13.7 มม. ความประณีตที่เหนือกว่าปรากฏบนหน้าปัดเยลโล่โกลด์ 18 กะรัต (3N) ที่แกะสลักด้วยมือเป็นลวดลาย “เฟิร์น” แบบกิโยเช่ Tremblé ซึ่งสื่อถึงทุ่งหญ้ารอบ Tintagel ในคอร์นวอลล์ บ้านเกิดของ John Arnold ส่วนหน้าปัดย่อยบอกชั่วโมงเป็นโอปอลสีขาว รุ่นลิมิเต็ดนี้มีเพียง 11 เรือน ทั่วโลก

Nebula 40 Steel Ahmed Seddiqi 75th Anniversary Edition

ปิดท้ายด้วย Nebula 40 Steel รุ่นพิเศษฉลองครบรอบ 75 ปีของ Ahmed Seddiqi ตัวแทนจำหน่ายนาฬิกาชั้นนำแห่งตะวันออกกลาง นี่คือนาฬิกาสเกเลตัน (Skeleton) ที่แสดงความงามทางสถาปัตยกรรมของกลไกภายในอย่างกลมกลืน

สิ่งที่ทำให้ Nebula แตกต่างคือการจัดวางองค์ประกอบภายในกลไกไขลานด้วยมือ Calibre A&S5201 อย่างสมมาตร โดยมีสะพานจักรทั้งเจ็ดชิ้นที่แผ่ออกมาจากจุดศูนย์กลางอย่างสมดุล มอบพลังงานสำรองสูงถึง 90 ชั่วโมง ทำงานที่ความถี่ 3 Hz (21,600 vph) รายละเอียดการตกแต่งกลไกนั้นโดดเด่น เช่น การแต่งลายกิลโยเช่ “Rayons de la Gloire” บนแท่นเครื่องหลัก และการใช้ฝาตลับลานที่ขัดพื้นผิวแบบซันเรย์

ตัวเรือนขนาด 40.00 มม. ทำจากสเตนเลสสตีล มีความหนาเพียง 9.10 มม. ซึ่งถือว่าบางสำหรับนาฬิกาที่มีความซับซ้อนนี้ หน้าปัดถูกเน้นด้วยขอบด้านในสีแดงโกเมน (Garnet Flange) พร้อมตัวเลขอารบิกตะวันออก (Eastern Arabic Numerals) ที่แต่งสีทอง แสดงถึงการเฉลิมฉลองวัฒนธรรมและความร่วมมืออันยาวนาน รุ่นนี้ผลิตจำนวนจำกัดเพียง 10 เรือน และมาพร้อมตัวเลือกสายถึงสามแบบคือ สเตนเลสสตีล หนังวัวสีแดงโกเมน และสายผ้าในโทนสีเดียวกัน

นี่คือข้อมูลทางเทคนิคแบบย่อและกระชับของทั้งสามรุ่น และรายละเอียดสำหรับการสื่อสารและการตลาดที่สอดคล้องกับบทความฉบับเต็ม โดยไม่มีการใช้ตารางหรือบูเลตเลยครับ

ข้อมูลทางเทคนิค
Longitude Titanium 5°W Edition
  • ตัวเรือน: ไทเทเนียม (42.5 มม.) พร้อมวงแหวนขอบหน้าปัดเรดโกลด์ 18 กะรัต (5N)
  • หน้าปัด: Lizard Point Grey ขัดลายแนวตั้งมาตรแสดงระดับพลังงานสำรอง
  • ฟังก์ชัน: ชั่วโมง นาที วินาทีที่หน้าปัดย่อย มาตรแสดงระดับพลังงานสำรอง
  • กลไก: Calibre A&S6302 ขึ้นลานอัตโนมัติ รับรองความเที่ยงตรงโดย COSC พลังงานสำรอง 60 ชั่วโมง
  • สาย: สายไทเทเนียม หรือ สายหนังจระเข้สีเทาแอนทราไซต์
Constant Force Tourbillon 11 Platinum Edition
  • ตัวเรือน: แพลทินัม (Pt 950) (41.5 มม.)
  • หน้าปัด: เยลโล่โกลด์ 18 กะรัต (3N) แกะสลักมือลาย “เฟิร์น” กิโยเช่ Tremblé, หน้าปัดย่อยชั่วโมงโอปอลสีขาว
  • ฟังก์ชัน: ชั่วโมง นาที วินาที Tourbillon กลไกแรงคงที่ (Constant Force Escapement)
  • กลไก: Calibre A&S5119 ไขลานด้วยมือ กลไก Constant Force และ Tourbillon พลังงานสำรอง 60 ชั่วโมง
  • สาย: หนังจระเข้สีน้ำเงินเย็บด้วยมือ
Nebula 40 Steel Ahmed Seddiqi 75th Anniversary Edition
  • ตัวเรือน: สเตนเลสสตีล (40.00 มม.)
  • หน้าปัด: สเกเลตัน (Skeleton) พร้อมขอบด้านในสีแกงโกเมน (Garnet Flange) และตัวเลขอารบิกตะวันออก
  • ฟังก์ชัน: ชั่วโมง นาที วินาทีที่หน้าปัดย่อย
  • กลไก: Calibre A&S5201 ไขลานด้วยมือ สเกเลตันที่มีองค์ประกอบสมมาตร พลังงานสำรอง 90 ชั่วโมง
  • สาย: สเตนเลสสตีล สายหนังวัวสีแดงโกเมน หรือสายผ้าสีแดงโกเมน

อ่านบทความอื่นๆ เพิ่มเติม
Streamliner Genesis 2 องค์ที่สองแห่งไตรภาค การกลับสู่ “เนื้อแท้” ที่จับต้องได้
การอัปเดตครั้งใหม่ที่ลงตัวและน่าประทับใจกับ Lange 1 Daymatic พร้อมปรับโฉมด้วยสีฮันนี่โกลด์และสีน้ำตาล
Chopard Mille Miglia Classic Chronograph Tribute to Sir Stirling Moss

เจาะลึกเบื้องหลังเรือนเวลา ID Genève Circular S เมื่อนวัตกรรมคือทางออกของปัญหาคาร์บอนในอุตสาหกรรมนาฬิกา

การเปิดตัว ID Genève Circular S Eclipse: นาฬิกาเรือนแรกของโลกที่ใช้เหล็กกล้าหลอมด้วยพลังงานแสงอาทิตย์ 100% พร้อมการยืนยันจาก Leonardo DiCaprio

แรงผลักดันจากปัญหาคาร์บอนสู่โรงหลอมพลังงานแสงอาทิตย์

ต้องเริ่มเล่าจากตรงนี้ก่อนเลยว่าเรื่อง Circular S ของ ID Genève นั้นไม่ได้เกิดขึ้นเพราะอยากทำคอนเทนต์รักษ์โลกเก๋ๆ แต่เพราะเขาตั้งใจแก้ปัญหาวัสดุในอุตสาหกรรมนาฬิกาจริงๆ โดยเฉพาะสเตนเลสสตีลที่ทุกแบรนด์ใช้กันหมด ซึ่งกระบวนการผลิตนั้นปล่อยคาร์บอนออกมาเยอะมาก

เพราะงั้นการที่สวิตเซอร์แลนด์มีโรงหลอมโลหะด้วยแสงอาทิตย์เครื่องแรกที่ La Chaux-de-Fonds มันเลยเป็นเรื่องใหญ่จริง นอกเหนือจากภาพสวยๆ สำหรับงานเปิดตัว ยังเป็นการพิสูจน์ว่าการหลอมสตีลด้วยพลังงานแสงอาทิตย์นั้นทำได้จริงในระดับอุตสาหกรรม ไม่ใช่แค่ทดลองในแลบอีกต่อไป

ID Genève Circular S Solar Steel

เหล็กกล้าที่รอยเท้าคาร์บอนลดลง 165 เท่า

ชื่อ Circular S ที่ตัวอักษร S = Solar จริงๆ ก็เกิดจากตรงนี้เลย สตีลที่ใช้ถูกหลอมจากแสงอาทิตย์ล้วนๆ ไม่มีฟอสซิล ไม่มีเตาแก๊ส ไม่มีเตาไฟฟ้า ผลลัพธ์คือได้สตีลที่มีคาร์บอนน้อยกว่าสตีลทั่วไปถึง 165 เท่า ตัวเลขนี้ไม่ได้ขยี้เพื่อความสวยงาม มันเป็นข้อเท็จจริงที่เกิดจากวิธีผลิตเลยจริงๆ

สำหรับรุ่น “Eclipse” ที่เพิ่งเปิดตัวล่าสุดก็ใช้สตีลที่หลอมแบบนี้เช่นกัน ซึ่งเป็นชุดที่ทดลองมาจาก Mont-Louis ในฝรั่งเศสตั้งแต่ปี 2022 ก่อนที่สวิตฯ จะมีโรงหลอมของตัวเองในตอนนี้

การสนับสนุนระดับโลก Leonardo DiCaprio กับการยืนยันจากหน้าเตาหลอมจริง

ที่หลายคนพูดถึงกันมาก และเป็นสิ่งที่น่าสนใจมากนั่นก็คือ Leonardo DiCaprio นักแสดงรางวัลออสการ์และนักเคลื่อนไหวด้านสิ่งแวดล้อม ซึ่งเขาไปดูของจริงที่โรงหลอมด้วยตัวเองแบบยืนอยู่หน้าเตาหลอมแสงอาทิตย์จริงๆ เขาเดินเข้าไปดูเครื่องจักรที่รวมแสงอาทิตย์จนร้อนเกิน 1,500°C ซึ่งเป็นอุณหภูมิที่หลอมสตีลได้แบบไม่ต้องใช้พลังงานอื่นเลย เลยทำให้เรื่องทั้งหมดมันจับต้องได้มากขึ้น เพราะนี่ไม่ใช่แค่นาฬิกาที่พยายามขายภาพลักษณ์ “รักษ์โลก” แต่เป็นคนในวงการสิ่งแวดล้อมระดับโลกที่เห็นกระบวนการนี้จริงและกล้าพูดเรื่องนี้จากประสบการณ์ตรง 

ID Genève Circular S Solar Steel

เขาได้กล่าวว่า 

“As an investor of ID Genève, I’m proud to see the company pioneering new solutions. Harnessing the power of the sun to craft materials is a tangible example of how innovation can accelerate climate action.” –  Leonardo DiCaprio, Environmental Advocate & Investor at ID Genève

“ในฐานะนักลงทุนของ ID Genève ผมภูมิใจที่เห็นบริษัทบุกเบิกโซลูชันใหม่ๆ การใช้พลังงานจากดวงอาทิตย์เพื่อสร้างสรรค์วัสดุเป็นตัวอย่างที่จับต้องได้ว่านวัตกรรมสามารถเร่งการดำเนินการด้านสภาพภูมิอากาศได้อย่างไร” 

ซึ่งเอาง่ายๆ คือเขาบอกประมาณว่า การใช้พลังงานแสงอาทิตย์สร้างวัสดุได้จริงมันคือตัวอย่างชัดๆ ว่านวัตกรรมช่วยด้านสภาพอากาศได้แบบไหน ทำให้เห็นว่านวัตกรรมช่วยเรื่องสภาพอากาศได้แบบเป็นรูปธรรม ไม่ใช่แค่คำพูดสวยๆ

ปรัชญาใหม่ของ Luxury ความโปร่งใสตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ

ส่วน Nicolas Freudiger ผู้ร่วมก่อตั้งก็พูดตรงดี เขาบอกว่าโลกของลักชัวรีมันกำลังเปลี่ยน วัสดุแบบ mycelium สาหร่าย ปอ หรือสตีลแบบรีโปรเซส มันคือเรื่องปกติของอนาคตแล้ว เพราะมัน trace ได้หมด และไม่สร้างปัญหาไว้ข้างหลัง

ID Genève Circular S Solar Steel

ถ้ามองภาพรวมของแบรนด์นี้ เขาเดินเส้นทางนี้มาไกลพอสมควร ใช้สตีลรีไซเคิล 100% ตั้งแต่แรก พัฒนาคาร์บอนแบบซ่อมตัวเองร่วมกับ CompPair ทำงานกับ SDGs ของสหประชาชาติ และสุดท้ายก็ได้ B Corp ซึ่งเป็นใบรับรองที่ตรวจละเอียดทั้งบริษัท ไม่ใช่แค่เรื่องวัสดุ

วันนี้พวกเขาเริ่มก่อตั้ง Circular Luxury Lab เพื่อให้คนอื่นในอุตสาหกรรมมาใช้เทคโนโลยีและวัสดุที่พัฒนาไปด้วยกัน ไม่ใช่เก็บไว้คนเดียว เป็นท่าทีที่เห็นชัดว่าแทนที่แบรนด์นี้จะทำเพื่อภาพลักษณ์ พวกเขากลับต้องการผลลัพธ์จริงทั้งวงการ

ทั้งหมดนี้รวมกันทำให้ Circular S “Eclipse” นอกจากจะเป็นรุ่นพิเศษแล้ว ยังเป็นหลักฐานว่าแนวคิด “วัสดุหมุนเวียนคุณภาพสูง” มันเกิดขึ้นจริงในอุตสาหกรรมนาฬิกาแล้ว และไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป เพราะโรงหลอมพลังงานแสงอาทิตย์ของสวิตฯ ตอนนี้ใช้งานจริงได้แล้ว ไม่ใช่แค่โชว์ไอเดีย

Circular S “Eclipse” นาฬิกาที่เป็นหลักฐานทางกระบวนการ

และเวลาเล่าเรื่อง Circular S “Eclipse” ถ้าพูดแค่เรื่องวัสดุมันจะเหมือนเล่าไม่จบ เพราะตัวนาฬิกามันคือปลายทางของกระบวนการที่ยาวมาก และสิ่งที่น่าสนใจกว่าคือ “พอทำสตีลแบบใหม่ได้จริง นาฬิกาที่ออกมาก็ต้องพิสูจน์ให้เห็นว่ามันดีพอสำหรับวงการจริงไหม” ไม่ใช่แค่ดีในเชิงแนวคิด

ตัว Eclipse ใช้ดีไซน์พื้นฐานของ Circular S เหมือนรุ่นก่อนหน้า คือสไตล์ที่ตั้งใจให้ดูร่วมสมัย เรียบมาก แต่ไม่แบน ไม่มีความพยายามทำให้มันดูหรูด้วยลูกเล่นเยอะๆ แต่ให้ดูดีด้วยสมดุลของรูปทรง ตัวเรือนทรงกลมที่เส้นสายคม ใช้สัดส่วนที่จับขึ้นมือแล้วรู้สึกว่าเป็นนาฬิกาที่ออกแบบโดยคนชอบกลไก ไม่ใช่ดีไซเนอร์ที่อยากทำเท่เฉยๆ

สิ่งที่ต่างและสำคัญของ Eclipse คือวัสดุที่ใช้ทั้งหมดเป็นสตีลที่หลอมด้วยแสงอาทิตย์จริงๆ จากชุดทดลองใน Mont-Louis เหมือนที่เล่าไปก่อนหน้า เพราะงั้นตัวเรือนแม้จะไม่ได้มีอะไรเว่อร์วังภายนอก มันยังเป็นสตีลเหมือนที่เราเห็นกันทั่วไป แต่ในขณะเดียวกันมันคือ “สตีลที่เล่าเรื่องได้” และเล่าได้แบบจับต้องได้ ไม่ใช่เล่าแบบลอยๆ เรื่องคุณค่าทางสิ่งแวดล้อม แต่มาจากกระบวนการผลิตที่เกิดขึ้นจริง

ID Genève Circular S Solar Steel

ในแง่การแต่งตัวของนาฬิกา Circular S จะเน้นพื้นผิวที่ดูดิบและซื่อสัตย์ ไม่พยายามทำให้เงาจัดหรือเนียนจนไร้รอย ทั้งหมดให้ความรู้สึกแบบของทำดีๆ ชิ้นต่อชิ้น ไม่ใช่ของที่ถูกขัดให้เงาเพื่อปิดบังที่มาของวัสดุ ซึ่งเข้ากับปรัชญาของแบรนด์ที่เน้นความโปร่งใสตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ

อีกอย่างที่หลายคนที่เล่นนาฬิกาจริงๆ ชอบก็คือ ID Genève ใช้กลไกที่ refurbish ใหม่จากฐานเดิม วิธีนี้ทำให้ลดการผลิตชิ้นส่วนใหม่โดยไม่ต้องลดคุณภาพของการใช้งาน ซึ่งเป็นอีกจุดที่แบรนด์ตั้งใจทำให้เข้ากับคอนเซ็ปต์ circular economy แบบที่ไม่เสียประสิทธิภาพของนาฬิกาเลย

สรุปแบบตรงๆ ว่า “ตัวนาฬิกามันเป็นยังไง” คือมันไม่ได้พยายามโชว์ตัวเองด้วยลูกเล่นแปลกๆ แต่มันซื่อสัตย์กับการเป็นนาฬิกาที่ตั้งใจให้ดีไซน์เรียบๆ ใช้งานได้จริง วางทาบอยู่บนข้อมือแล้วเล่าเรื่องได้ชัดว่ามันมาจากที่ไหน เกิดจากกระบวนการแบบไหน และทำไมสตีลชิ้นนี้ถึงต่างจากสตีลเรือนอื่นในกล่องนาฬิกาของคนเล่นจริง

พูดง่ายๆ ถ้าคุณไม่ได้รู้เรื่องเบื้องหลังมันก็จะดูเป็นนาฬิกาดีไซน์มินิมอลที่ทำดีชิ้นหนึ่ง แต่พอรู้ว่าตัวเรือนมันมาจากสตีลที่เกิดจากแสงอาทิตย์ล้วนๆ และเป็นสตีลล็อตแรกๆ จากการทดลองก่อนเกิดโรงหลอมอุตสาหกรรม มันจะเปลี่ยนฟีลของนาฬิกาไปเลย จากเครื่องประดับกลไกชิ้นหนึ่ง กลายเป็นหมุดหมายของอุตสาหกรรมนี้จริงๆ

อ่านบทความอื่นๆ เพิ่มเติม
Chopard Mille Miglia Classic Chronograph Tribute to Sir Stirling Moss
การอัปเดตครั้งใหม่ที่ลงตัวและน่าประทับใจกับ Lange 1 Daymatic พร้อมปรับโฉมด้วยสีฮันนี่โกลด์และสีน้ำตาล
มาย้อนดู 20 ปีแห่งการปฏิวัติวงการนาฬิกา ใครคือ 100 ไอคอนที่ Revolution ต้องยกย่อง?

Wrist Check: ส่องแฟชั่นสไตล์ Minimal-multi กับเรือนเวลา Orient Star M45 F7 Mechanical Moon Phase

จ๊อบ ธัชพล กู้วงศ์บัณฑิต ในลุคสบาย ๆ กับ Orient Star M45 F7 Mechanical Moon Phase

ถ้าคุณตามไลฟ์สไตล์ของหนุ่ม จ๊อบ ธัชพล กู้วงศ์บัณฑิต อยู่ จะเห็นว่าเขาเป็นดารานักแสดงที่มีความสามารถและมีไลฟ์สไตล์ที่โดดเด่น โดยเฉพาะในด้านแฟชั่นที่เขามีมุมมองและความชื่นชอบส่วนตัวในแบบ “Minimal-multi” และสไตล์นี้ดูเหมือนจะเป็นตัวแทนของคนรุ่นใหม่ที่หลงใหลในความมินิมอลแต่ก็ยังคงความโดดเด่นและรายละเอียดที่ซับซ้อนในเวลาเดียวกัน

มุมมองที่ดูเป็น Japanese Style นี้ดูเป็นตัวตนของหนุ่มจ๊อบมากที่สุด เพราะตัวเขาเองก็ชื่นชอบในเอกลักษณ์แบบญี่ปุ่นมาตั้งแต่แรกอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นการไปเที่ยวประเทศญี่ปุ่น อาหาร เกมส์ การสะสมโมเดลหุ่นยนต์ หรือแม้กระทั่งการตกแต่งบ้านแบบมินิมอล สิ่งเหล่านี้คือภาพสะท้อนแนวคิดของหนุ่มจ๊อบได้เป็นอย่างดี โดยเฉพาะเรื่องแฟชั่นเสื้อผ้าการแต่งกายที่เขาต้องเน้นเป็นพิเศษ เพราะการแต่งตัวสำหรับทำงานที่ต้องออกงานนั้นถือเป็นการให้เกียรติกับสถานที่และบรรดาแฟนคลับ

ลุคสบาย ๆ กับ Orient Star M45 F7 Mechanical Moon

สำหรับวันพักผ่อนสบายๆ ที่เขาชอบค้นหาร้านกาแฟที่มีบรรยากาศตกแต่งเรียบง่ายและสงบ หนุ่มจ๊อบเลือกสไตล์แบบ Casual เขาเลือกเสื้อยืดสีขาวเรียบแบบหลวมเล็กน้อย สวมทับด้วยเสื้อแจ็กเก็ตยีนส์เดนิมฟอกสีฟ้าอ่อนแบบ Over Size และเลือกกางเกงสีขาวทรง Baggy ที่ตัวใหญ่หน่อยใส่สบาย คู่กับรองเท้า Sneaker สีขาวให้ดูเข้ากัน

ในลุควันสบายๆ นี้ เขาเลือกนาฬิกา Orient Star รุ่น M45 F7 Mechanical Moon Phase ซึ่งเป็นรุ่นใหม่ลิมิเต็ดอิดิชั่น ที่เขาบอกว่า “มีหน้าปัดสีฟ้าอ่อนเข้ากับชุดที่ใส่ในวันนี้ มีความมินิมอลแต่ก็แอบโชว์รายละเอียดบนหน้าปัดได้อย่างน่าทึ่ง” นาฬิกาเรือนนี้เป็นเรือนเวลาไอคอนิกอย่างแท้จริงจากคอลเลคชั่นคลาสสิก M45 ซึ่งตั้งชื่อตามรหัสของกลุ่มดาวไพลยาดีส

M45 F7 Mechanical Moon ได้ผนึกความคลาสสิกและความทันสมัยเข้าไว้ด้วยกันอย่างลงตัว โดยมีดีไซน์ที่ผสมผสานองค์ประกอบสำคัญ 3 อย่าง นั่นก็คือ หน้าปัดแสดงพลังงานสำรอง ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของโอเรียนท์ สตาร์ กลไก Moon Phase พร้อมหน้าต่างแสดงวันที่และเข็ม ที่เพิ่มความซับซ้อนอย่างมีสไตล์ และหน้าต่างแบบเซมิสเกเลตัน ที่เผยให้เห็นกลไกเครื่อง in-house Automatic Caliber F7M42 ที่อยู่ภายใน

กลไก F7M42 นี้เป็นกลไกที่ผลิตเอง ให้ความแม่นยำสูงอยู่ในช่วง +15 ถึง -5 วินาทีต่อวัน และสามารถ สำรองพลังงานได้สูงสุดถึง 50 ชั่วโมง การกลับมาของดีไซน์ในโมเดลใหม่นี้ยังเป็นการ รื้อฟื้นความคลาสสิกของ Moon Phase เดิม ด้วยการใช้ ตัวเลขโรมัน บนขอบนอกของหน้าปัดและลวดลาย โลโก้ OS แบบโมโนแกรม อย่างสวยงาม

ตัวเรือนทรงกลมนี้มาพร้อมสายสเตนเลสสตีลคุณภาพสูง (SUS316L) ที่ออกแบบมาให้มีข้อสายสั้นเป็นพิเศษเพื่อความสบายในการสวมใส่และการปรับขนาดให้เข้ากับข้อมือได้ง่ายขึ้น และที่สำคัญคือในรุ่นลิมิเต็ดอิดิชั่นซึ่งมีจำนวนผลิตเพียง 190 เรือนเท่านั้น นอกจากนี้ ยังมีสายนาฬิกาหนังวัวสีกรมท่า มาให้ในเซตอีกด้วย

สำหรับหนุ่มจ๊อบ นาฬิกาเรือนนี้ “ช่วยให้ชุดวันสบายๆ ของผมดูเป็นแบบ Simplify the look, Amplify the detail ได้เลย” ซึ่งตรงกับปรัชญา Minimal-multi ของเขาอย่างแท้จริง

ข้อมูลทางเทคนิค 
  • ชื่อรุ่น: Orient Star M45 F7 Mechanical Moon Phase (ลิมิเต็ด 190 เรือน)
  • ตัวเรือน: ตัวเรือนทรงกลม
  • กลไก: In-house Automatic Caliber F7M42
  • ความแม่นยำ/พลังงานสำรอง: +15 ถึง -5 วินาทีต่อวัน / สำรองพลังงาน 50 ชั่วโมง
  • ฟังก์ชันหลัก: แสดงพลังงานสำรอง Moon Phase หน้าต่างแสดงวันที่
  • หน้าปัด: หน้าต่างเซมิสเกเลตัน ตัวเลขโรมัน ลายโมโนแกรม OS
  • สาย: สายสแตนเลสสตีล SUS316L ข้อสั้น (แถมสายหนังวัวสีกรมท่าในรุ่นลิมิเต็ด)

อ่านบทความอื่นๆ เพิ่มเติม
Hermès Arceau “Jour de casting” เมื่อน้องหมาสายแฟชั่นบุกเวทีแคสติ้งนาฬิกาหรู
Time To…Be Together: เลิกหาของขวัญสมบูรณ์แบบเถอะ Swatch ชวนโฟกัส “เวลาที่เราใช้ด้วยกัน” คือของขวัญที่ดีที่สุด
Wrist Check: ส่องกลัฟ คณาวุฒิ ในลุคสุดเนี๊ยบ กับ OMEGA Planet Ocean ณ เมืองฉงชิ่ง

Streamliner Genesis 2 องค์ที่สองแห่งไตรภาค การกลับสู่ “เนื้อแท้” ที่จับต้องได้

เจาะลึก Streamliner Genesis 2 คืนสู่เนื้อแท้ของ H. Moser & Cie. กับเรื่องราวที่น่าสนใจสุด ๆ

หากคุณติดตาม H. Moser & Cie. มาตั้งแต่ปี 2022 คุณจะรู้ว่าพวกเขาได้สร้างนาฬิกา ไตรภาค ที่น่าสนใจอย่างมากๆ เรื่องราวนี้มีชื่อว่า Genesis และการเริ่มต้นทั้งหมดนั้นต้องย้อนกลับไปที่ Endeavour Centre Seconds Genesis ซึ่งเป็นนาฬิกาที่เปิดตัวในปีนั้น

นาฬิกาเรือนแรกคือการบุกเบิกอย่างถึงรากถึงรากเหง้า แบรนด์เก่าแก่ที่อยู่มาเป็นร้อยปีกล้าที่จะก้าวข้าม “โลกดิจิทัล” เข้าสู่โลกของ Web3 และบล็อกเชนเป็นครั้งแรก สิ่งที่ทำไปในวันนั้น นอกเหนือจากการขายสินค้าทั่วไป ยังเรียกได้ว่าเป็นการประกาศเจตนารมณ์ของแบรนด์เลยก็ว่าได้ กลไก Blockchain ที่ใช้ไม่ได้เป็นแค่ลูกเล่น แต่กลับเป็นกุญแจสำคัญที่ทำให้มั่นใจได้ถึงความโปร่งใสและการตรวจสอบย้อนกลับของชิ้นงาน ส่วน NFT ที่มาพร้อมกับนาฬิกา ก็ทำหน้าที่เป็นส่วนขยายของนาฬิกาเรือนจริงที่เชื่อมโยงอยู่กับโลกที่คนส่วนใหญ่ยังคงมองจากระยะไกล การเปิดตัวครั้งนั้นสร้างความประทับใจอย่างมากในอุตสาหกรรม สื่อให้ความสนใจ และเกิดการถกเถียงในหมู่คนรักนาฬิกา ถือเป็นผลงานที่กล้าหาญมาก เพราะได้เปิดบทสนทนาระหว่างโลกดั้งเดิมกับโลกดิจิทัลที่เคยเมินเฉยต่อกันมานาน ความกล้าหาญแบบนี้แหละที่สร้างตำนานให้แก่ Genesis องค์แรก

จุดยืนที่แตกต่าง กับการกลับสู่เนื้อแท้

มาถึงวันนี้กับ Streamliner Genesis 2 ซึ่งเป็นองค์ที่สองของไตรภาคนี้ โรงงานผลิตนาฬิกาแห่งนี้เลือกเดินบนเส้นทางที่ต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง หากองค์แรกพุ่งเป้าไปที่เครือข่ายที่มองไม่เห็นอย่างบล็อกเชน สำหรับ Streamliner Genesis 2 กลับเลือกเส้นทางแห่งความเป็นจริงที่ดิบและสมบูรณ์แบบ เป็นการตัดสินใจที่ยอมแลกความเร็วกับแก่นสารและปักหมุดวิสัยทัศน์ของตัวเองลงในเนื้อแท้ของวัตถุที่จับต้องได้

นาฬิกาเรือนนี้จึงให้ความรู้สึกที่จับต้องได้ มีน้ำหนัก มีความสงบอยู่ในตัว เหมือนวัตถุที่ไม่จำเป็นต้องพิสูจน์ตัวเอง ซึ่งมักจะมีเรื่องราวมากมายที่รอการถ่ายทอดออกมา ตัวเรือนยังคงเป็นทรงหมอนอันเป็นเอกลักษณ์ของ Streamliner ที่ถูกแกะสลักจากเหล็กกล้า (Steel) อย่างแม่นยำ เมื่ออยู่บนข้อมือ นาฬิกาก็โอบรับข้อมือไว้อย่างมั่นคง ส่วนสายนาฬิกาแบบอินทิเกรตก็มีข้อต่อที่พลิ้วไหว สืบทอดงานขัดเงาและรหัสการออกแบบที่โดดเด่นของ Streamliner ไว้อย่างครบถ้วน

ความมืดที่สมบูรณ์แบบและการเชื่อมโยงเรื่องราว

จุดที่โดดเด่นที่สุดต้องยกให้หน้าปัด Vantablack® วัสดุนี้คือสีดำที่สมบูรณ์แบบที่สุดเท่าที่เคยสร้างมา โดยสามารถ ดูดซับแสงได้ถึง 99.965% ความดำสนิทในระดับนี้ทำให้หน้าปัดดูเหมือนเป็นหลุมดำเล็กๆ ที่ดึงดูดสายตา และความมืดนี้เองที่ช่วยขับเน้นเข็มชั่วโมงและนาทีให้ลอยเด่นขึ้นมา เข็มเหล่านี้มีส่วนแทรกของ Globolight® ซึ่งถูกออกแบบให้มีลักษณะเป็นพิกเซล

และดีไซน์แบบพิกเซลนี้ไม่ได้มีขึ้นมาลอยๆ เท่านั้น ยังเป็นเหมือนการเชื่อมโยงและรำลึกถึงความงามแบบสัมผัสได้ของ Genesis รุ่นแรกในปี 2022 แม้แต่เม็ดมะยมที่ทำจากไทเทเนียมพิมพ์ 3 มิติ ก็ยังคงมีลายพิกเซลนี้อยู่ด้วย ถ้าหาก Genesis องค์แรกเป็นเหมือนการเปิดประตูสู่โลกเสมือนจริงแล้วล่ะก็ Streamliner Genesis 2 ก็คือการนำแนวคิดดิจิทัลเหล่านั้นมาตีความและยึดเหนี่ยวให้เป็นรูปธรรมในตัวเรือนเหล็กกล้า นับเป็นงานประติมากรรมแห่งปัจจุบันที่จับต้องได้ ไม่ใช่แค่การสะท้อนสิ่งที่มองไม่เห็น

ชุมชนที่หายากและการรอคอยบทสรุป

เรื่องราวของ Genesis นี้ถูกออกแบบให้เป็นเหมือนตัวละครที่มีชีวิตชีวา องค์แรกคือการจุดประกาย องค์ที่สองนี้กำลังสร้างโครงสร้างที่แข็งแกร่ง และองค์ที่สามที่กำลังจะถูกเปิดเผยในอีกหนึ่งปีข้างหน้า คือจุดที่เรื่องราวจะบรรจบกันอย่างสมบูรณ์ ซึ่งองค์สุดท้ายนั้นอาจจะเป็นการหลอมรวมกันของสองโลกนี้ ซึ่งจะทำให้เรื่องราวดำเนินไปถึงจุดสูงสุดอย่างแท้จริง

การได้เป็นเจ้าของ Genesis สักเรือนหมายถึงการได้ครอบครองชิ้นงานสะสมที่มีคุณค่า และได้เข้าเป็นส่วนหนึ่งของ ชุมชนที่หายากยิ่ง แต่ถ้าสามารถรวบรวมนาฬิกาทั้งสามรุ่นไว้ในมือได้ นั่นหมายถึงการได้ เก็บรวบรวมเรื่องราวทั้งหมดไว้อย่างสมบูรณ์แบบ

เพื่อรักษาจิตวิญญาณที่เป็นส่วนตัวและพิเศษของไตรภาคนี้ Streamliner Genesis 2 จึงถูกจำกัดการผลิตไว้ที่ 100 เรือนเท่านั้น และนาฬิกาเหล่านี้จะถูกเสนอขาย เฉพาะเจ้าของ 50 ท่านแรกของ Endeavour Centre Seconds Genesis สิ่งที่พิเศษกว่านั้นคือ เจ้าของแต่ละท่านจะมีสิทธิพิเศษในการมอบสิทธิ์นี้ต่อไปยังบุคคลที่พวกเขาเลือกได้อีกหนึ่งคน อาจจะเป็นเพื่อนสนิท สมาชิกในครอบครัว หรือใครสักคนที่เข้าใจในจิตวิญญาณเดียวกัน นี่คือคำเชิญที่ส่งต่อกันจากมือสู่มือเพื่อเข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งของวงจรเรื่องเล่านี้

นี่คือมุมมองที่ตรงไปตรงมาและเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวของ H. Moser & Cie. ที่มีต่อศิลปะการประดิษฐ์นาฬิกาชั้นสูง

ข้อมูลทางเทคนิค 
  • ชื่อรุ่น: Streamliner Genesis 2
  • ตัวเรือน: สเตนเลสสตีล ทรงหมอน ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 40.0 มม. เม็ดมะยมไทเทเนียมพิมพ์ 3 มิติ ลายพิกเซล แบบขันเกลียว กันน้ำลึก 12 ATM
  • หน้าปัด: วัสดุ Vantablack® (ดูดซับแสง 99.965% ) เข็มชั่วโมงและนาทีลายพิกเซล พร้อมส่วนแทรก Globolight®
  • ฟังก์ชัน: แสดงชั่วโมงและนาที
  • กลไก: HMC 203 Automatic Calibre พลังงานสำรองอย่างน้อย 3 วัน การขึ้นลานอัตโนมัติแบบสองทิศทาง โรเตอร์ทองคำแท้ 18 กะรัต สลักลาย
  • สาย: สเตนเลสสตีลแบบอินทิเกรต ตัวล็อกแบบพับสามชิ้น สลักโลโก้ H. Moser & Cie.

อ่านบทความอื่นๆ เพิ่มเติม
Gérald Genta เปิดตัวนาฬิกาทั้งสองรุ่นที่สร้างขึ้นบนพื้นฐานของตัวเรือน Maestro อันเป็นเอกลักษณ์ ซึ่งออกแบบโดยผู้ก่อตั้งเมซง  
Making Time: การสร้างสรรค์เวลาจากโรงงาน La Fabrique du Temps Louis Vuitton
เจาะลึกกลไกและงานศิลป์ (Métiers d’Art) แห่ง Bovet

Chopard Mille Miglia Classic Chronograph Tribute to Sir Stirling Moss

เรือนเวลาโครโนกราฟแด่ตำนานแห่งกีฬามอเตอร์สปอร์ต

ความผูกพันระหว่างแบรนด์เรือนเวลาที่ก่อกำเนิดขึ้นจากเมซงจิวเวลรี่ไม่ได้มีเพียงแค่เรือนเวลาประดับอัญมณีน้ำงาม แต่ความผูกพันระหว่างกีฬามอเตอร์สปอร์ตที่เดินหน้าควบคู่ไปกับการพัฒนาในเชิงกลไกถือเป็นเครื่องยืนยันได้ว่าเรือนเวลาของ Chopard ผ่านกระบวนการคิดอย่างถี่ถ้วนในทุกด้าน และขับเคลื่อนด้วยแพสชันที่เข้มข้นไม่แพ้ใคร

สายสัมพันธ์บนสนามประชันความเร็ว

จุดเริ่มต้นของ Chopard และกีฬามอเตอร์สปอร์ตก่อตัวขึ้นจากความหลงใหลในรถคลาสสิกและการแข่งขันประชันความเร็วบนสนามแข่ง Mille Miglia ที่ Chopard ให้การสนับสนุนและเป็นผู้จับเวลาอย่างเป็นทางการมาตั้งแต่ปี 1988 ไม่เพียงเท่านั้น Karl-Friedrich Scheufele ผู้ดำรงตำแหน่ง Co-president แห่งแบรนด์ Chopard ยังมีแพสชันในการประชันความเร็วอย่างแรงกล้าถึงขั้นลงแข่งขันในรายการ Mille Miglia เป็นประจำทุกปีเป็นเวลา 37 ปีมาแล้ว

ไม่เพียงแต่ลงแข่งขันด้วยตัวเอง Scheufele และแบรนด์ Chopard ยังได้สร้างสายสัมพันธ์อันยืนยาวระหว่าง Sir Stirling Moss นักแข่งรถชาวอังกฤษผู้ถูกยกย่องให้เป็นหนึ่งในตำนานในประวัติศาสตร์กีฬามอเตอร์สปอร์ต ซึ่งนักแข่งระดับไอคอนผู้นี้ยังได้สวมใส่นาฬิกา Chopard Mille Miglia อยู่เสมอ เขาถึงกับเคยกล่าวว่า

“สำหรับผมแล้วนาฬิกา Chopard เป็นหนึ่งในนาฬิกาที่ยอดเยี่ยมที่สุด ผมแทบไม่ใส่นาฬิกาแบรนด์อื่นเลย”

Sir Stirling Moss
Karl Scheufele และ Sir Stirling Moss ณ สนามแข่งรายการ Mille Miglia ปี 1996 ภาพโดย ©Bruno Lyet

       

สายสัมพันธ์นี้ยังเชื่อมโยงกับนักข่าวสายมอเตอร์สปอร์ตคนดังอย่าง Denis Jenkinson ผู้ติดตาม Sir Stirling Moss ในทุกวินาทีของการแข่งขันรายการสำคัญอยู่หลายครั้งด้วยกัน เพื่อบันทึกทุกเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างฉับไวและเสี่ยงอันตรายอย่างยิ่งบนรถ Mercedes-Benz คู่ใจ ทั้งสองได้ร่วมทำลายสถิติในปี 1955 ด้วยการพิชิตระยะทางสุดโหดกว่า 1,000 ไมล์ ภายในเวลา 10 ชั่วโมง 7 นาที 48 วินาที ด้วยความเร็วเฉลี่ยอันน่าทึ่งที่ 97.96 ไมล์ต่อชั่วโมง (157.65 กิโลเมตรต่อชั่วโมง) ซึ่งยังคงไม่มีผู้ใดสามารถโค่นสถิตินี้ลงได้

ตำนานแห่งสนามแข่งบนนาฬิกาโครโนกราฟ

เพื่อรำลึกถึงวาระครบรอบ 70 ปีแห่งตำนานบนรายการแข่งรถ Mille Miglia คงไม่มีอะไรเหมาะสมเทียบเท่าการรังสรรค์นาฬิการุ่นพิเศษเพื่อการนี้โดยเฉพาะ และแน่นอนว่าต้องเป็นนาฬิกาโครโนกราฟที่หล่อเฟี้ยวแบบเดียวกับรถสปอร์ตรุ่นคลาสสิก ซึ่ง Mille Miglia Classic Chronograph Tribute to Sir Stirling Moss ก็เป็นไปตามที่เราคาดหวัง

ด้วยหน้าปัดสีเงินโอปาลีนที่ชวนให้นึกถึงรถยนต์ Mercedes-Benz 300 SLR รถคู่ใจของท่านเซอร์สุภาพบุรุษนักแข่ง มาพร้อมเข็มนาฬิกาทรงบาตองและหลักชั่วโมงเคลือบ Super-LumiNova® เกรด X1 ที่เหมาะสำหรับการแข่งขันที่กินระยะเวลายาวนานข้ามคืน เรายังชื่นชอบในฟอนต์ตัวเลขอารบิกขอบสีน้ำเงิน และสีแดงในสเกลเล็กบนรางนาทีที่ชวนให้นึกถึงหน้าปัดมาตรวัดความเร็วบนรถแข่ง กิมมิกป้ายลูกศรสีแดงระบุข้อความว่า 1000 Miglia ใต้โลโก้ Chopard ยังเป็นอีกหนึ่งลูกเล่นที่ทำให้นาฬิการุ่นนี้ดูเท่และขี้เล่นนิดๆ การเลือกจับคู่กับสายหนังเจาะรูสีน้ำตาลขนาดใหญ่ที่ช่วยระบายอากาศได้ดี ไม่เพียงแต่ส่งเสริมสไตล์คลาสสิก แต่ยังเหมาะสำหรับเสี้ยวนาทีระทึกใจจนเหงื่อไหลเต็มมือ (ใครขี้ตื่นเต้นจะรู้จักอาการนี้ดี)

รายละเอียดที่แต่งเติมเข้ามาเพื่อสดุดีนักแข่งรถในตำนานถูกสลักไว้บนฝาหลัง ไม่ว่าจะเป็นหมายเลขแสดงรุ่นลิมิเต็ด 70 เรือน ลวดลาย Mille Miglia ล้อมรอบบริเวณขอบ พร้อมทั้งสลักวันที่ของการแข่งขันและเวลาทำลายสถิติอันยิ่งใหญ่ของคู่หู Moss-Jenkinson ส่วนกระจกแซฟไฟร์คริสตัลนั้นก็ยังมีการแกะสลักลายธงตราหมากรุกที่ไขว้กับธงยูเนียนแจ็กประกาศความเป็นหนึ่งของนักแข่งชาวอังกฤษ 

ในส่วนของกลไกโครโนกราฟไขลานอัตโนมัตินั้นไม่ทำให้ผิดหวังเช่นกัน เพราะนอกจะสามารถสำรองพลังงานได้ถึง 54 ชั่วโมง และผ่านการรับรองความเที่ยงตรงจาก COSC แล้ว ยังจัดฟังก์ชันโครโนกราฟมาให้อย่างจุใจ ไม่เพียงแต่มาพร้อมสเกลจับเวลาทั่วไปเท่านั้น แต่ยังพ่วงสเกลทาคีมิเตอร์ที่ช่วยวัดความเร็วที่ใช้ในการเดินทางได้อีกด้วย ซึ่งเป็นฟังก์ชันที่จัดมาเพื่อนักแข่งรถโดยเฉพาะเลยทีเดียว     

  นี่จึงเป็นอีกหนึ่งตำนานที่ถูกบันทึกไว้ด้วยนาฬิกาโครโนกราฟที่เกิดมาเพื่อนักแข่งและนักสะสมอย่างแท้จริง

ข้อมูลทางเทคนิค

กลไก: โครโนกราฟไขลานอัตโนมัติ ผ่านการรับรอง COSC สำรองพลังงานได้ 54 ชั่วโมง

ตัวเรือน: Lucent Steel™ ขนาด 40.5 มม.

หน้าปัด: ทองเหลืองเคลือบสีเงินโอปาลีน

ฝาหลัง: คริสตัลแซฟไฟร์ทรงกล่องเคลือบกันแสงสะท้อน

สาย: หนังลูกวัวเจาะรูสีน้ำตาล

จำนวน: จำกัด 70 เรือน

อ่านบทความเพิ่มเติมได้ที่:

ก้าวสู่ยุคสมัยใหม่ของ Chopard ผ่านเรือนเวลาที่ตอกย้ำความเชี่ยวชาญในงานช่างฝีมือชั้นสูง

Chopard L.U.C รุ่นใหม่ พลิกโฉมตัวเรือนอย่างมีชั้นเชิง

วิเคราะห์ 2 ชัยชนะจาก Chopard บอกเล่าความงดงามบนเวทีรางวัลระดับโลก (GPHG)

Wrist Check: ส่องกลัฟ คณาวุฒิ ในลุคสุดเนี๊ยบ กับ OMEGA Planet Ocean ณ เมืองฉงชิ่ง

ชมลุคสุดเท่ มีสไตล์ของ กลัฟ คณาวุฒิ ไตรพิพัฒนพงษ์ ในฐานะ Special Guest ของ OMEGA Thailand กับแฟชั่นเซ็ต Planet Ocean ณ ฉงชิ่ง

โลกแห่งเรือนเวลาชั้นสูงมักมีจุดบรรจบที่น่าสนใจระหว่างงานฝีมือระดับตำนานกับเสน่ห์อันทันสมัยของคนดัง และในคอลัมน์ Wrist Check ครั้งนี้ เราจะพาคุณข้ามไปหยุดอยู่ที่เมืองฉงชิ่ง สาธารณรัฐประชาชนจีน เพื่อสัมผัสโมเมนต์สุดพิเศษของนักแสดงหนุ่มดาวรุ่งที่กำลังมาแรงอย่าง กลัฟ คณาวุฒิ ไตรพิพัฒนพงษ์ แขกคนสำคัญของ OMEGA Thailand ที่เดินทางไปร่วมงาน OMEGA Celebrates the Planet Ocean

ลุคของ กลัฟ คณาวุฒิ ในงานนี้เป็นสิ่งที่น่าจับตามองเป็นพิเศษ ด้วยสไตล์ที่ดูเท่ มีความเรียบหรู แต่ยังคงแฝงไว้ด้วยความน่าค้นหาได้อย่างลงตัว ซึ่งความสมบูรณ์แบบนั้นคอมพลีตได้ด้วยเรือนเวลาจากคอลเลกชัน Planet Ocean ที่ถูกออกแบบมาเพื่อการใช้งานในทุกโอกาส แต่ก็ไม่ละทิ้งกลไกอันยอดเยี่ยมที่อยู่ภายใน

ในเบื้องหลังแฟชั่นเซ็ตที่ฉงชิ่ง กลัฟได้ถ่ายทอดอารมณ์ที่หลากหลายของคอลเลกชันนี้ โดยเฉพาะสองรุ่นหลักที่เน้นย้ำถึงแก่นแท้ของ Planet Ocean ทั้งในด้านสมรรถนะและการออกแบบที่สง่างาม

Look 1. Seamaster Planet Ocean (Ref: 217.30.42.21.01.001) ความคลาสสิกแห่งมหาสมุทร

นาฬิการุ่นแรกที่เราเห็นหนุ่ม กลัฟ เลือกสวมใส่คือเรือนเวลาดำน้ำสุดคลาสสิกที่มาพร้อมกับสายเหล็กสตีล ตัวเรือนขนาด 42 มม. ที่ดูสมดุลบนข้อมือ ผสานความเรียบหรูของหน้าปัดสีดำขัดเงาเข้ากับขอบตัวเรือนเซรามิกสีดำที่อ่านค่าได้ง่าย

สิ่งที่ทำให้นาฬิกาเรือนนี้เป็นไอคอนคือสมรรถนะที่เหนือกว่านาฬิกาดำน้ำทั่วไป ด้วยความสามารถในการกันน้ำลึกถึง 600 เมตร พร้อมวาล์วปล่อยก๊าซฮีเลียม (Helium Escape Valve) ที่เป็นเครื่องยืนยันความทนทานระดับมืออาชีพ แต่หัวใจสำคัญจริงๆ คือกลไก Co-Axial Master Chronometer ที่ได้รับการรับรองจาก METAS (The Swiss Federal Institute of Metrology) ซึ่งทำให้มั่นใจได้ถึงความเที่ยงตรงแม่นยำสูงสุด และความทนทานต่อสนามแม่เหล็กในระดับที่ไม่ธรรมดา

นาฬิกาเรือนนี้ถูกถ่ายทอดออกมาในลุคที่เน้นความเนี๊ยบกริบ เหมาะสำหรับลุคที่เป็นทางการหรือการออกงานสำคัญ ด้วยดีไซน์สเตนเลสสตีลที่เข้าได้กับเสื้อผ้าทุกสี ทำให้ Planet Ocean เรือนนี้เป็นเหมือนสัญลักษณ์ของความมีรสนิยมที่ไม่หวือหวาแต่ทรงพลัง

Look 2. Seamaster Planet Ocean (Ref: 217.32.42.21.01.004) สไตล์ที่พร้อมลุยและโดดเด่น

เพื่อแสดงถึงความยืดหยุ่นของคอลเลกชันนี้ ลุคที่สองกลัฟได้เปลี่ยนมาคอมพลีตลุคด้วย Planet Ocean อีกรุ่นที่มาพร้อมกับสายยางหรือสาย NATO ที่มีสีสันตัดกันเล็กน้อย (อ้างอิงจากรหัสรุ่นที่มักมาพร้อมสายยาง) ถึงแม้ว่าแก่นทางเทคนิคจะยังคงยอดเยี่ยมไม่ต่างจากรุ่นแรก ด้วยกลไก Co-Axial Master Chronometer เดียวกัน และความสามารถในการดำน้ำ 600 เมตร แต่การเปลี่ยนสายทำให้บุคลิกของนาฬิกาเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง

รุ่นนี้แสดงออกถึงความสดใหม่และพร้อมสำหรับการผจญภัยในเมืองใหญ่ (Urban Exploration) หรือลุคที่ดูผ่อนคลายแต่ยังคงความหรูหราไว้ การตัดกันของตัวเรือนเหล็กกับสายยางคุณภาพสูงที่ให้ความรู้สึกสปอร์ต ทำให้เรือนเวลานี้เข้ากับลุคที่เน้นความสบายๆ แต่มีรายละเอียดได้อย่างลงตัว กลายเป็นเครื่องประดับที่ดึงดูดสายตาและสะท้อนถึงการใช้ชีวิตที่ไม่หยุดนิ่ง

การเลือกสรรนาฬิกาของ กลัฟ คณาวุฒิ ในงาน OMEGA ที่ฉงชิ่งครั้งนี้ ได้พิสูจน์ให้เห็นอย่างชัดเจนว่า OMEGA Seamaster Planet Ocean นอกจากจะเป็นนาฬิกาดำน้ำที่ทุกคนคุ้นตาแล้ว นี่คือคอลเลกชันที่สามารถผสานสมรรถนะระดับสูงเข้ากับสุนทรียศาสตร์ที่เรียบหรูแต่สามารถปรับเปลี่ยนได้ในทุกบริบท ตั้งแต่บนพรมแดงไปจนถึงการใช้ชีวิตประจำวัน และการนำเสนอผ่านสไตล์อันน่าค้นหาของนักแสดงหนุ่มคนนี้ ก็ยิ่งตอกย้ำถึงสถานะไอคอนแห่งเรือนเวลาของ Planet Ocean ได้อย่างสมบูรณ์แบบจริงๆ

ข้อมูลทางเทคนิค

1. รุ่นคลาสสิก: Seamaster Planet Ocean (Ref. 217.30.42.21.01.001)

  • ตัวเรือน: สเตนเลสสตีล ขนาด 42 มม. พร้อมขอบตัวเรือนเซรามิกสีดำ กันน้ำได้ลึกถึง 600 เมตร
  • หน้าปัด: สีดำด้าน คริสตัลแซฟไฟร์กันรอยขีดข่วน พร้อมเคลือบสารเรืองแสง Super-LumiNova
  • ฟังก์ชัน: บอกชั่วโมง นาที วินาที มีฟังก์ชันเขตเวลา และวาล์วปล่อยก๊าซฮีเลียม (He Escape Valve)
  • กลไก: ขับเคลื่อนด้วยกลไกไขลานอัตโนมัติ OMEGA Calibre 8912 ที่ได้รับการรับรองระดับ Master Chronometer (METAS) พร้อมสำรองพลังงานได้นาน 60 ชั่วโมง และทนทานต่อสนามแม่เหล็กสูงถึง 15,000 เกาส์
  • สาย: สายสเตนเลสสตีล พร้อมบานพับพับได้และส่วนขยายสำหรับนักดำน้ำ

2. รุ่นสปอร์ต: Seamaster Planet Ocean (Ref. 217.32.42.21.01.004)

  • ตัวเรือน: สเตนเลสสตีล ขนาด 42 มม. โดดเด่นด้วยขอบตัวเรือนเซรามิกสีส้ม (Orange Ceramic) และกันน้ำได้ลึก 600 เมตร
  • หน้าปัด: สีดำด้าน คริสตัลแซฟไฟร์กันรอยขีดข่วน พร้อมเคลือบสารเรืองแสง Super-LumiNova
  • ฟังก์ชัน: บอกชั่วโมง นาที วินาที มีฟังก์ชันเขตเวลา และวาล์วปล่อยก๊าซฮีเลียม (He Escape Valve)
  • กลไก: ขับเคลื่อนด้วยกลไกไขลานอัตโนมัติ OMEGA Calibre 8912 ที่ได้รับการรับรองระดับ Master Chronometer (METAS) พร้อมสำรองพลังงานได้นาน 60 ชั่วโมง และทนทานต่อสนามแม่เหล็กสูง
  • สาย: สายยาง (Rubber Strap) สีดำ-ส้ม ที่ให้ความรู้สึกสปอร์ตและผ่อนคลาย

อ่านบทความอื่นๆ เพิ่มเติม
Franck Muller Curvex CX นี่คือการ “Re-Master” ตำนานตัวเรือนโค้งที่ฉลาดที่สุดในรอบ 30 ปี
Cartier เปิดตัวแคมเปญส่งท้ายปี 2025 พบกับเหล่าเสือแพนเตอร์ตัวน้อยบุกบูติค 13 รูว์ เดอ ลา เป ในค่ำคืนแห่งความมหัศจรรย์
Panerai และ Revolution เปิดตัว Luminor Marina Destro Carbotech™ PAM01708

มาย้อนดู 20 ปีแห่งการปฏิวัติวงการนาฬิกา ใครคือ 100 ไอคอนที่ Revolution ต้องยกย่อง?

0

Revolution 100: เปิดทำเนียบ 100 ไอคอน ผู้กำหนดทิศทางโลกนาฬิกาในศตวรรษที่ 21

WORDS: Revolution . Dec 9, 2025
แปลและเรียบเรียงโดย:
Chakhriya. S

เชื่อว่าคนที่ติดตามวงการนาฬิกาอย่างจริงจังคงตื่นเต้นกับลิสต์นี้ไม่น้อยเลย เพราะปีนี้ Revolution นิตยสารนาฬิกาชั้นนำก็เดินทางมาถึงปีที่ 20 แล้ว ซึ่งตลอดสองทศวรรษที่ผ่านมา พวกเขาอยู่ในตำแหน่งที่ได้เห็นเรื่องราวที่น่าทึ่งมากๆ คือการที่ศิลปะการสร้างสรรค์เรือนเวลาที่เก่าแก่เป็นร้อยๆ ปี สามารถ “รักษาจิตวิญญาณ” เดิมไว้ได้ ขณะเดียวกันก็ “พลิกโฉมตัวเองใหม่” อย่างสิ้นเชิงเพื่อเข้าสู่ศตวรรษที่ 21 ได้อย่างสวยงาม

ลิสต์ Revolution 100: The Icons of 21st Century Watchmaking ที่เขาคัดเลือกมานี่แหละครับ คือบทสรุปของเรื่องราวการปฏิวัติครั้งนี้

นอกเหนือจากการจัดอันดับ “ที่สุดตลอดกาล” นี่คือการสแกนหา “ผู้ทิ้งร่องรอย”

สิ่งแรกที่ต้องทำความเข้าใจก่อนเลยคือ Revolution เขาออกตัวไว้ชัดเจนว่านี่ ไม่ใช่ หอเกียรติยศหรือลิสต์ “ยอดเยี่ยมที่สุดตลอดกาล” เพราะถ้าจะทำแบบนั้นจริงๆ คงต้องมีรายชื่อเป็นพันๆ ชิ้นงานและคน มันเยอะเกินกว่าจะใส่ลงในลิสต์เดียวได้

แต่สิ่งที่ลิสต์ 100 ชื่อและเหตุการณ์สำคัญนี้ทำได้ดีกว่าคือการเป็นเหมือน “ภาพถ่ายเสี้ยววินาที” (Snapshot) ที่คมชัดมากๆ ของยุคสมัยนี้ มันคือการสะท้อนถึงผู้นำ เรือนเวลา นวัตกรรม และช่างนาฬิกา ที่ร่วมกันสร้าง “ร่องรอยที่ลบไม่ออก” ให้กับโลกแห่งการประดิษฐ์นาฬิกาสมัยใหม่

ลองนึกภาพดูสิว่า ช่วง 20 ปีที่ผ่านมา วงการนี้เจอกับอะไรบ้าง? การเติบโตของอินดี้ วอทช์เมคเกอร์ที่กล้าบ้าบิ่น การก้าวเข้ามาของสมาร์ทวอทช์ที่ดูเหมือนจะมาฆ่านาฬิกาจักรกล แต่สุดท้ายกลับยิ่งผลักดันให้คนหันมาเห็นคุณค่าของงานฝีมือที่จับต้องได้มากขึ้น เราเห็นการนำวัสดุล้ำยุคอย่างคาร์บอน เซรามิก หรือซิลิคอน มาใส่ในกลไกที่ยังคงทำงานด้วยจักรกลแบบดั้งเดิม

เราว่านี่แหละคือหัวใจสำคัญของศตวรรษที่ 21 คือการที่แบรนด์เก่าและใหม่ต่างแข่งขันกันอย่างดุเดือดในการแสดงออกว่า “ความเก่าแก่ไม่เท่ากับความล้าหลัง” และแสดงให้เห็นว่าอุตสาหกรรมนี้ไม่ได้มีแค่การบอกเวลา แต่คือการรวมเอาศิลปะ วิศวกรรม และประวัติศาสตร์ เข้ามาไว้ในพื้นที่เล็กๆ บนข้อมือเรา

ดังนั้น 100 รายชื่อในลิสต์นี้จึงเป็นตัวแทนของกลุ่มคนที่กล้าคิด กล้าทำ และกล้าตัดสินใจที่จะพาอุตสาหกรรมที่เก่าแก่ที่สุดอุตสาหกรรมหนึ่งก้าวข้ามผ่านความท้าทายทั้งหมดเข้ามาสู่โลกสมัยใหม่ได้อย่างสง่างาม มันไม่ใช่แค่เรื่องของนาฬิกาเรือนไหนแพงที่สุด หรือซับซ้อนที่สุด แต่มันคือเรื่องของใครบ้างที่มีอิทธิพลในการกำหนดทิศทางของวัฒนธรรมการสะสมนาฬิกาของเราในช่วง 20 ปีที่ผ่านมาต่างหาก ซึ่งแน่นอนว่ารายชื่อเหล่านี้จะทำให้เราได้นั่งมองย้อนกลับไป และเข้าใจว่าทำไมเราถึงหลงรักโลกแห่งเรือนเวลานี้มากขึ้นเรื่อยๆ

François-Paul Journe ปรากฏใน Revolution’s Asia Edition ฉบับที่ 1

เราขอเริ่มต้นด้วยกลุ่ม “ผู้นำ” บุคคลที่เป็นทั้งนักวางกลยุทธ์ ผู้ประกอบการ และนักมองอนาคต ซึ่งพาโลกนาฬิกาฝ่าช่วงเวลาทั้งที่สั่นคลอนและรุ่งเรืองมาได้ บางคนปลุกแบรนด์เก่าให้กลับมามีชีวิตใหม่ บางคนปรับโฉมตลาดโลกครั้งใหญ่ ขณะที่บางคนยังคงเชื่อมั่นในนาฬิกากลไก แม้ในวันที่หลายคนตั้งคำถามถึงความสำคัญของมัน และแม้บางท่านจะล่วงลับไปแล้ว ร่องรอยของพวกเขายังคงชัดเจนอยู่ในแบรนด์ ธุรกิจ และหมวดหมู่ของนาฬิกาที่พวกเขามีส่วนร่วมสร้างขึ้นจนเป็นรากฐานของวงการทุกวันนี้

แองเจโล โบนาติ ที่บูติกของ Panerai ผู้มีวิสัยทัศน์เบื้องหลังการเปลี่ยนแปลงแบรนด์ให้กลายเป็นไอคอนระดับโลกแห่งความหรูหราแบบอิตาลี

ถัดมาคือ “ตัวนาฬิกา” เอง กลุ่มผลงานที่กลายเป็นไอคอนของยุคนี้ นาฬิกาที่จุดประกายบทสนทนาใหม่ ๆ เปลี่ยนรสนิยมของนักสะสม หรือก้าวข้ามโลกนาฬิกาไปเป็นสัญลักษณ์ทางวัฒนธรรม บางรุ่นโดดเด่นด้วยความซับซ้อนทางเทคนิค บางรุ่นสวยงามจนตรึงสายตา และบางรุ่นผสมทั้งสองอย่างไว้ในเรือนเดียวอย่างลงตัว

แต่ละชิ้นพิสูจน์ให้เห็นว่า เมื่ออยู่ในจุดที่ดีที่สุด นาฬิกาคือการประกาศตัวตนของงานศิลป์ ความคิดสร้างสรรค์ และจินตนาการ

Vacheron Constantin Les Cabinotiers Solaria Ultra Grand Complication (Revolution©)

เบื้องหลังนาฬิกาเหล่านั้น มักมี “ความก้าวหน้า” เป็นแรงขับสำคัญ สองทศวรรษที่ผ่านมา เราได้เห็นชิ้นส่วนซิลิคอน โลหะน้ำหนักเบา และเอสเคปเมนต์แบบใหม่ ๆ กลายเป็นภาษาหลักของโลกนาฬิกาสมัยใหม่ วัสดุต่าง ๆ ถูกตีความใหม่ การจัดการพลังงานถูกคิดใหม่หมด และงานขัดแต่งกับงานตกแต่งก็ถูกผลักให้ไปไกลกว่าที่เคย

ในโลกนี้ ประเพณีและนวัตกรรมไม่ได้ยืนคนละฝั่ง แต่ทำงานเคียงข้างกัน ต่างฝ่ายต่างส่งพลังให้กันและกัน เพื่อสร้างสิ่งใหม่ที่มีรากฐานจากอดีตและมองไปข้างหน้าในเวลาเดียวกัน

Denis Flageollet, Founder of De Bethune, working at the forge

และเหนือสิ่งอื่นใด คือ “ผู้สร้างนาฬิกา” ไม่ว่าจะเป็นช่างอิสระที่ประกอบทุกชิ้นแทบด้วยมือ หรือบรมครูในเมซงใหญ่ พวกเขาคือหัวใจของงานหัตถศิลป์นี้ หลายคนจากไปแล้ว แต่ผลงานที่พวกเขาออกแบบไว้ยังคงส่งเสียงอยู่ในทุกกลไกและทุกคอมพลิเคชันที่ถูกฟื้นคืนชีพ ขณะที่อีกหลายคนยังคงสร้างสรรค์ต่อไป ด้วยความอดทนและความทุ่มเทแบบเดียวกับที่ค้ำจุนศิลปะแห่งเวลามานานหลายศตวรรษ

มีอีกประเด็นที่ควรพูดไว้ ผู้หญิงยังคงถูกนำเสนอในสัดส่วนน้อยกว่าที่ควรจะเป็น ไม่ใช่เพราะขาดความสามารถ แต่เพราะโครงสร้างดั้งเดิมของอุตสาหกรรมที่เปิดพื้นที่ให้ผู้หญิงอย่างจำกัดในอดีต ทั้งที่ในความเป็นจริง ไม่ว่าจะในสตูดิโอออกแบบ ฝ่ายสื่อสาร แผนกประวัติศาสตร์ โปรเจกต์ หรือการดูแลแบรนด์ ผู้หญิงมีบทบาทสำคัญมาโดยตลอด และในวันนี้ บทบาทเหล่านั้นยิ่งชัดขึ้นเรื่อย ๆ ทั้งในตำแหน่งผู้นำ บนโต๊ะทำงานช่าง และในวงการนักสะสม ซึ่งล้วนทำให้อุตสาหกรรมนี้หลากหลายและแข็งแรงขึ้น

ในโอกาสครบรอบ 20 ปีของ Revolution เราจึงขอนำเสนอรายชื่อ 100 ผู้นำ นาฬิกา นวัตกรรม และช่างผู้สร้างสรรค์ ที่ล้วนมีส่วนช่วยกำหนดทิศทางโลกนาฬิกาในศตวรรษที่ 21 ในแบบของตัวเอง

นี่อาจไม่ใช่คำสรุปสุดท้ายของประวัติศาสตร์วงการ แต่เราหวังว่าจะเป็นมุมมองที่คู่ควรต่อการบันทึกไว้

25 ผู้นำผู้สร้างแรงบันดาลใจ

อุตสาหกรรมนาฬิกายุคใหม่ถูกขับเคลื่อนโดยผู้นำที่มีวิสัยทัศน์ ผู้ซึ่งอิทธิพลของพวกเขาไม่ได้หยุดอยู่แค่ในแบรนด์ที่ดูแล แต่ขยายไปถึงโครงสร้างของวงการทั้งวง พวกเขาคือกลยุทธ์กร ผู้ประกอบการ และผู้จุดประกายทางวัฒนธรรมที่พาโลกนาฬิกาฝ่าช่วงเวลาแห่งความไม่แน่นอนและช่วงฟื้นตัว ปลุกแบรนด์ประวัติศาสตร์ให้กลับมามีบทบาทอีกครั้ง พลิกตลาดโลก และยืนหยัดปกป้องงานกลไก แม้ในวันที่หลายคนตั้งคำถามถึงความสำคัญของมัน

การตัดสินใจ ความเชื่อมั่น และจินตนาการของพวกเขาได้กำหนดเส้นทางของโลกนาฬิกาในศตวรรษที่ 21 ไว้อย่างชัดเจน และทิ้งร่องรอยที่ยังคงเป็นเข็มทิศของวงการจนถึงวันนี้

รายชื่อผู้นำ 25 คนที่สร้างผลกระทบระดับอุตสาหกรรม

  • Raynald Aeschlimann
  • Jean Arnault
  • Jean-Christophe Babin
  • Aurel Bacs
  • François-Henry Bennahmias
  • Jean-Claude Biver
  • Günter Blümlein
  • Angelo Bonati
  • Nicolas Bos
  • Maximilian Büsser
  • Jean-Frédéric Dufour
  • Louis Ferla
  • Nicolas G. Hayek
  • François-Paul Journe
  • Georges Kern
  • Jérôme Lambert
  • Luigi “Gino” Macaluso
  • Richard Mille
  • Johann Rupert
  • Karl-Friedrich Scheufele
  • Theodore Schneider
  • Rolf Schnyder
  • Philippe Stern
  • Thierry Stern
  • Cyrille Vigneron

30 นาฬิกาผู้บุกเบิกยุคใหม่

ตลอดสองทศวรรษที่ผ่านมา เราได้เห็นนาฬิกาที่ไม่เพียงดึงดูดนักสะสม แต่ยังเปลี่ยน “ภาษาการออกแบบ” ของโลกนาฬิกายุคใหม่ไปอย่างสิ้นเชิง รุ่นเหล่านี้คือผลงานที่จุดประกายบทสนทนาใหม่ ท้าทายความคุ้นเคยเดิม ๆ และก้าวข้ามวงการนาฬิกาไปเป็นสัญลักษณ์ทางวัฒนธรรมในแบบของตัวเอง ไม่ว่าจะผ่านดีไซน์ที่กล้าหาญ กลไกที่สร้างความแปลกใหม่ หรือการแสดงออกเชิงศิลปะที่คมชัด แต่ละเรือนคือหมุดหมายที่สะท้อนช่วงเวลาสำคัญซึ่งช่วยหล่อหลอมวัฒนธรรมนาฬิการ่วมสมัย

รายชื่อ 30 นาฬิกาผู้กำหนดทิศทางยุคใหม่

  • A. Lange & Söhne Zeitwerk
  • Audemars Piguet Royal Oak RD#2 Perpetual Calendar Ultra-Thin
  • Breguet La Tradition
  • Bvlgari Octo Finissimo
  • Cartier Crash Skeleton
  • Chanel J12
  • Chopard Full Strike
  • De Bethune DB28 Kind of Blue Tourbillon
  • Franck Muller Crazy Hours
  • F.P. Journe Chronomètre à Résonance
  • Grand Seiko SBGA001
  • Greubel Forsey Double Tourbillon 30˚
  • Harry Winston Opus 3
  • Hublot Big Bang
  • Jacob & Co. Astronomia Revolution
  • Jaeger-LeCoultre Gyrotourbillon I
  • Laurent Ferrier Galet Classic Tourbillon Double Spiral
  • MB&F LM Perpetual
  • H. Moser & Cie. Perpetual Calendar
  • Omega Speedmaster Chrono Chime
  • Patek Philippe Grandmaster Chime Ref. 5175
  • Philippe Dufour Simplicity
  • Rexhep Rexhepi Chronomètre Contemporain I
  • Richard Mille RM 027 Tourbillon Rafael Nadal
  • Rolex Cosmograph Daytona Ref. 116250
  • TAG Heuer Monaco V4
  • Ulysse Nardin Freak
  • Urwerk UR-103
  • Vacheron Constantin Les Cabinotiers Solaria Ultra Grande Complication
  • Van Cleef & Arpels Poetic Complications Pont des Amoureux

20 นาฬิกาที่โดดเด่นด้านเทคนิค

เบื้องหลังความก้าวหน้าที่สำคัญที่สุดของยุคนี้ คือนาฬิกาที่ผลักขอบเขตของงานกลไกให้กว้างขึ้นกว่าที่เคยเป็น ผลงานเหล่านี้แสดงให้เห็นถึงพลังของวิศวกรรมสมัยใหม่ ตั้งแต่เอสเคปเมนต์รูปแบบใหม่ วัสดุทันสมัย ระบบจัดการพลังงานที่ไม่เคยมีมาก่อน ไปจนถึงคอมพลิเคชันระดับสุดขีด พวกมันพิสูจน์ว่า “ประเพณี” และ “นวัตกรรม” ไม่ได้สวนทางกัน แต่สามารถผสานกันเพื่อพาโลกนาฬิกาไปสู่พื้นที่ใหม่อย่างกล้าหาญและสร้างสรรค์

รายชื่อ 20 นาฬิกาที่โดดเด่นด้านเทคนิค

  • A. Lange & Söhne Double Split
  • Armin Strom Mirrored Force Resonance First Edition
  • Audemars Piguet Code 11.59 Ultra-Complication Universelle RD#4
  • Blancpain Villeret Tourbillon Carrousel
  • Bovet Récital 28 Prowess 1
  • Breguet Classique Chronométrie 7727
  • Ferdinand Berthoud FB 1
  • Franck Muller Aeternitas Mega
  • F.P. Journe Chronomètre Optimum
  • Girard-Perregaux Constant Escapement L.M.
  • Glashütte Original Senator Chronometer Tourbillon
  • Grand Seiko Spring Drive U.F.A.
  • IWC Portugieser Constant-Force Tourbillon
  • Jaeger-LeCoultre Duomètre Chronograph Moon
  • Louis Vuitton Tambour Twin Chrono
  • Montblanc TimeWriter I Metamorphosis
  • Patek Philippe Advanced Research
  • Piaget Altiplano Ultimate Concept Tourbillon
  • Rolex Land-Dweller
  • Urban Jürgensen UJ-1

25 ช่างนาฬิกาและนักออกแบบกลไกผู้ทรงอิทธิพล

หัวใจของทุกความก้าวหน้าในโลกนาฬิกา อยู่ที่ช่างนาฬิกาและนักออกแบบกลไกที่ลงมือสร้างมันขึ้นมาจริง ๆ คนเหล่านี้คือผู้ใช้มือ ความคิด และความทุ่มเทผลักดันให้สิ่งที่ดูเป็นไปไม่ได้กลายเป็นจริง ไม่ว่าจะเป็นช่างอิสระที่ทำงานด้วยตัวเองแทบทุกขั้นตอน หรือบรมครูในเมซงใหญ่ พวกเขาคือผู้รักษาวิญญาณของหัตถศิลป์นี้เอาไว้

ความมุ่งมั่นต่อรายละเอียด นวัตกรรม และมาตรฐานความสมบูรณ์แบบ ทำให้งานนาฬิกากลไกยังคงก้าวหน้าไปข้างหน้า โดยไม่หลุดจากรากฐานหลายศตวรรษที่เป็นต้นกำเนิดของมัน

รายชื่อ 25 ช่างนาฬิกาและผู้สร้างสรรค์กลไกที่มีบทบาทสำคัญ

  • Enrico Barbasini & Michel Navas
  • Felix Baumgartner & Martin Frei
  • Simon Brette
  • Konstantin Chaykin
  • Christophe Claret
  • George Daniels
  • Roger Dubuis
  • Philippe Dufour
  • Denis Flageollet
  • Carole Forestier-Kasapi
  • Stephen Forsey & Robert Greubel
  • Beat Haldimann
  • Vianney Halter
  • François-Paul Journe
  • Bernhard Lederer
  • Stephen McDonnell
  • Franck Muller
  • Ludwig Oechslin
  • Giulio Papi
  • Dominique Renaud
  • Rexhep Rexhepi
  • Roger Smith
  • Andreas Strehler
  • Kari Voutilainen
  • Jean-Marc Wiederrecht

อย่างที่บอกไปข้างต้น แม้ว่าจะมีผู้นำบางท่านในลิสต์นี้ที่ได้ล่วงลับไปแล้ว แต่ร่องรอยที่พวกเขาได้สร้างไว้นั้นยังคงชัดเจนและไม่อาจปฏิเสธได้ มันปรากฏอยู่ในแบรนด์ ธุรกิจ และแม้กระทั่งรูปแบบของนาฬิกาทั้งหมดที่พวกเขาช่วยกันสร้างขึ้นมา

ดังนั้น การที่ Revolution เลือกที่จะเริ่มต้นด้วยกลุ่มผู้นำนี้ จึงเป็นการเน้นย้ำว่า การที่นาฬิกาจักรกลยังคงแข็งแกร่งและน่าหลงใหลในศตวรรษที่ 21 นั้น ไม่ได้มาจากแค่ความสวยงามของตัวเรือนหรือความซับซ้อนของกลไก แต่มาจาก วิสัยทัศน์และความกล้าที่จะนำของคนเหล่านี้ ที่คอยกำหนดทิศทางของอุตสาหกรรม

อ่านบทความอื่นๆ เพิ่มเติม
Franck Muller Curvex CX นี่คือการ “Re-Master” ตำนานตัวเรือนโค้งที่ฉลาดที่สุดในรอบ 30 ปี
Cartier เปิดตัวแคมเปญส่งท้ายปี 2025 พบกับเหล่าเสือแพนเตอร์ตัวน้อยบุกบูติค 13 รูว์ เดอ ลา เป ในค่ำคืนแห่งความมหัศจรรย์
Panerai และ Revolution เปิดตัว Luminor Marina Destro Carbotech™ PAM01708

การอัปเดตครั้งใหม่ที่ลงตัวและน่าประทับใจกับ Lange 1 Daymatic พร้อมปรับโฉมด้วยสีฮันนี่โกลด์และสีน้ำตาล

การกลับมาของ Honeygold ในรุ่นลิมิเต็ด 250 เรือน พร้อมกลไกอัตโนมัติที่วิจิตรบรรจง

ในช่วงที่เหลืออีกเพียงสามสัปดาห์ก่อนถึงวันคริสต์มาส ทาง A. Lange & Söhne ได้มอบของขวัญล่วงหน้าในรูปแบบของสีฮันนี่โกลด์ (Honeygold) แบรนด์นี้ได้เปิดตัวนาฬิกา Lange 1 Daymatic รุ่นลิมิเต็ดเอดิชั่นที่น่าดึงดูดใจมากๆ โดยใช้โลหะผสมทองคำที่มีคุณสมบัติเฉพาะตัวของแบรนด์ ซึ่งให้โทนสีที่อบอุ่นและนุ่มนวล ควบคู่ไปกับหน้าปัดสีน้ำตาลเข้ม เพื่อให้ได้ลุคที่ดูสุขุมและหรูหราอย่างไม่มีข้อสงสัย ซึ่งเข้ากันได้อย่างสมบูรณ์แบบกับลักษณะของสุดยอดผู้ผลิตนาฬิกาชาวเยอรมันรายนี้

ฮันนี่โกลด์หนา 39.5 มิลลิเมตร

วันที่ วันในสัปดาห์ และสีฮันนี่โกลด์

สำหรับนาฬิกา Lange 1 นั้น เปิดตัวในปี 1994 นาฬิการุ่นนี้ก็กลายเป็นสัญลักษณ์ทันที เนื่องจากรูปแบบหน้าปัดแบบอสมมาตร (asymmetrical dial layout) ได้รับการออกแบบอย่างลงตัว จนฝังใจผู้ที่ชื่นชอบนาฬิกา นั่นหมายความว่า การเพิ่มกลไกซับซ้อนใด ๆ เข้าไป จะต้องทำอย่างระมัดระวัง เพื่อรักษารูปแบบสถาปัตยกรรมที่คุ้นเคยนี้ไว้

ตัวอย่างที่ประสบความสำเร็จที่สุดอย่างหนึ่งคือ Lange 1 Daymatic ที่เปิดตัวในปี 2010 นอกเหนือจากการแสดงวันที่ที่เป็นเอกลักษณ์ของ Lange 1 แบบไขลานแล้ว Daymatic ยังเพิ่มการแสดงวันในสัปดาห์ (day indication) เข้ามาอีกด้วย เพื่อให้การทำงานนี้ลงตัว ทาง Lange ได้ทำการสลับรูปแบบบนหน้าปัด โดยเปลี่ยนตำแหน่งของวงแสดงชั่วโมงกับวงวินาทีในลักษณะเหมือนการสะท้อนจากซ้ายไปขวา และแทนที่ตัวแสดงพลังงานสำรองด้วยตัวแสดงวันในสัปดาห์ เมื่อมองแวบแรก นาฬิกาเรือนนี้ดูเหมือน Lange 1 รุ่นคลาสสิก แต่ถ้ามองอย่างละเอียดอีกครั้ง จึงจะเห็นว่ามันซับซ้อนขึ้น ด้วยการเพิ่มการแสดงวันในสัปดาห์เข้ามา

รายละเอียดที่น่าสนใจคือ การแสดงวันแบบย้อนกลับ (retrograde day display) ซึ่งจะไล่จากวันจันทร์ถึงวันอาทิตย์ ในลักษณะจากล่างขึ้นบน ซึ่งดูเหมือนเป็นคู่มือภาพขนาดเล็กที่ช่วยนำทางอารมณ์ของเราตลอดทั้งสัปดาห์เลยทีเดียว

โครงหน้าปัดยังคงยึดรูปแบบเดียวกับ LANGE 1 แบบไขลานดั้งเดิม แต่ใน DAYMATIC ทุกอย่างถูกจัดเรียงแบบกระจกสะท้อน ภาพชั่วโมง–นาทีถูกย้ายไปอยู่ทางขวา ส่วนเข็มวินาทีแบบหน้าปัดย่อยและช่องวันที่แบบ Outsize Date ถูกขยับไปไว้ด้านซ้ายแทน เป็นการปรับสมดุลที่ทั้งคุ้นเคยและสดใหม่ในเวลาเดียวกัน

การปรับโฉมที่สร้างความแตกต่าง

จุดแข็งของ Daymatic คือความใกล้เคียงกับ Lange 1 แบบไขลานมาโดยตลอด ทว่าความคล้ายคลึงนี้ก็กลายเป็นจุดอ่อนเช่นกัน เพราะบางครั้งมันอาจดูเหมือนกันเกือบทั้งหมด การเปิดตัวรุ่นล่าสุดนี้จึงได้เข้ามาเปลี่ยนสิ่งนั้นอย่างสิ้นเชิง แบรนด์ได้ทำการปรับโฉมใหม่ได้อย่างมีรสนิยมยิ่งขึ้น และความแตกต่างนั้นก็เห็นได้ชัดในทันที รุ่นใหม่นี้มาพร้อมกับวัสดุเฉพาะของแบรนด์ นั่นก็คือ Honeygold ซึ่งเป็นโลหะผสมทองคำที่ให้สัมผัสอบอุ่นและนุ่มนวล โดยจับคู่กับหน้าปัดสีน้ำตาลเข้ม การผสมผสานนี้สร้างเอฟเฟกต์สีคู่สี (tone on tone) ที่หนักแน่นและเต็มไปด้วยความหรูหราสง่างาม ซึ่งเหมาะกับนาฬิกาของ A. Lange & Söhne อย่างสมบูรณ์แบบ

ในรุ่น Honeygold ใหม่นี้ ขอบตัวเรือนที่ถูกปรับให้บางลงช่วยเพิ่มความโปร่งและความสง่างามให้ตัวนาฬิกา ส่วนหน้าปัดเองก็มีรายละเอียดที่ทำให้ดูมีมิติมากขึ้น โดยเฉพาะวงชั่วโมง–นาทีที่กดลึกเล็กน้อย ช่องวันที่แบบ Outsize Date ใช้ตัวเลขสีขาวบนพื้นน้ำตาลที่เข้ากับโทนหน้าปัดอย่างกลมกลืน

นาฬิกาที่งดงามเรือนนี้ผลิตในจำนวนจำกัดเพียง 250 เรือน เท่านั้น และคาดว่าจะส่งถึงมือเจ้าของผู้โชคดีทั้ง 250 ท่านภายในช่วงคริสต์มาสนี้ นอกจากนี้ Daymatic รุ่นนี้ยังถือเป็น Lange 1 เรือนที่สามที่สร้างสรรค์ด้วยวัสดุ Honeygold หรืออาจนับเป็นเรือนที่สี่

หากรวมรุ่นพื้นฐานจำนวน 20 เรือนที่เปิดตัวอย่างไม่เป็นทางการก่อนงาน SIHH 2015 และจำกัดอยู่ในกลุ่มนักสะสม Lange 1 ที่ใช้ Honeygold เรือนแรกคือรุ่น Tourbillon ในปี 2010 ตามมาด้วยรุ่นพื้นฐานในปี 2015 และรุ่น Lange 1 Time Zone ในปี 2016 หลังจากหยุดพักไปนานถึงเก้าปี เรื่องราวของ Honeygold ก็ได้รับการสานต่ออีกครั้งด้วย Lange 1 Daymatic รุ่นใหม่นี้

แผ่นวันที่ที่สร้างสรรค์ด้วยสีน้ำตาลเพื่อให้เข้ากับโทนสีโดยรวม
ต่างจาก LANGE 1 แบบไขลานที่มีตัวบอกพลังงานสำรอง LANGE 1 DAYMATIC เลือกใช้การแสดงวันแบบเรโทรเกรดบริเวณด้านซ้ายของหน้าปัดแทน โดยเข็มจะขยับทีละหนึ่งวันจากจันทร์ไปอาทิตย์ จากนั้นดีดกลับไปเริ่มต้นสัปดาห์ใหม่ทันที ไม่ใช่วงกลมแบบทั่วไป ฟังก์ชันนี้ทำงานคู่กับช่องวันที่ Outsize Date ได้อย่างลงตัว และช่วยย้ำเอกลักษณ์เฉพาะตัวของรุ่นนี้ อีกทั้งผู้ใช้ยังสามารถตั้งวันและวันที่แยกกันได้อย่างสะดวก

ระบบอัตโนมัติและความประณีต

ภายในนาฬิกาเรือนนี้บรรจุกลไก Calibre L021.1 ซึ่งเป็นกลไกขึ้นลานอัตโนมัติที่ถือเป็นข้อยกเว้นบางประการสำหรับ Lange ถึงแม้จะเป็นระบบอัตโนมัติ แต่ในความเป็นจริงแล้ว มันกลับดูวิจิตรบรรจงกว่ากลไกไขลาน L121.1 ที่ใช้ในรุ่นพื้นฐานเสียอีก

เหตุผลหนึ่งคือ โรเตอร์ (Rotor) ที่ทำจากทองคำแท้ ซึ่งถูกเจาะโปร่ง (openworked) เพื่อไม่ให้บดบังทัศนียภาพของกลไก นอกจากนี้ยังได้รับการตกแต่งอย่างประณีตด้วยการแกะสลักและการขัดเงาแบบตอกลาย (hammered finish) ซึ่งช่วยให้แสงตกกระทบและเกิดประกายมีชีวิตชีวา

อีกเหตุผลหนึ่งคือ โครงสร้างของกลไก กลไกรุ่นนี้ใช้แผ่นฐาน (plates) ที่แยกส่วนกันมากกว่ากลไกไขลานทั่วไปใน Lange 1 รุ่นมาตรฐาน ซึ่งช่วยเพิ่มความรู้สึกถึงความซับซ้อนและละเอียดอ่อนของกลไกภายใน

อัตโนมัติที่สวยงามอย่างน่าประหลาดใจ cal. L021.1

นอกเหนือจากความแตกต่างนี้

นอกเหนือจากความแตกต่างที่กล่าวมา กลไกภายในยังได้รับการตกแต่งตามมาตรฐานปกติของ Lange ซึ่งประกอบด้วย การลบมุมแบบโค้งมน (rounded bevels) บริเวณขอบของสะพานจักร (bridges) แชตองทองคำ (gold chatons) ชิ้นส่วนเหล็กที่ขัดเงาแบบสีดำ (black polished steel parts) กลไกคอหงส์ (swan neck mechanism) และส่วนยึดจักรกรอกที่แกะสลักด้วยมือ (hand engraved balance cock)

สำหรับความเที่ยงตรงในการบอกเวลา Lange ได้เลือกใช้จักรกรอกแบบอิสระ (free sprung balance) ซึ่งหมายความว่า กลไกคอหงส์จะไม่ทำหน้าที่ควบคุมอัตราความเร็วในการเดินอีกต่อไป แต่จะถูกปรับให้ใช้สำหรับการปรับแก้ความคลาดเคลื่อนของการเดินจังหวะ (beat error) แทน

สังเกตการตกแต่งอันประณีตของโรเตอร์หลายชิ้นที่ประดิษฐ์จากทอง 21k พร้อมขอบด้านนอกแพลตตินัม

ข้อมูลทางเทคนิค

  • ชื่อรุ่น: A. Lange & Söhne Lange 1 Daymatic Honeygold (Ref. 320.050)
  • ตัวเรือน: 18K Honeygold ขนาด 39.5 มม. หนา 10.4 มม. กันน้ำ 30 เมตร
  • หน้าปัด: แสดงชั่วโมง นาที วินาที พร้อมหน้าปัดย่อยวัน และช่องวันที่แบบ Big Date
  • ฟังก์ชั่น: ชั่วโมง นาที วินาที วัน และวันที่
  • กลไก: Calibre L021.1 อัตโนมัติ ความถี่ 21,600 ครั้ง/ชั่วโมง (3 Hz) พลังงานสำรอง 50 ชั่วโมง
  • สาย: หนังจระเข้สีโทป พร้อมหัวเข็มขัด 18K Honeygold
  • จำนวนผลิต: ลิมิเต็ด 250 เรือน

อ่านบทความอื่นๆ เพิ่มเติม
Franck Muller Curvex CX นี่คือการ “Re-Master” ตำนานตัวเรือนโค้งที่ฉลาดที่สุดในรอบ 30 ปี
Cartier เปิดตัวแคมเปญส่งท้ายปี 2025 พบกับเหล่าเสือแพนเตอร์ตัวน้อยบุกบูติค 13 รูว์ เดอ ลา เป ในค่ำคืนแห่งความมหัศจรรย์
Panerai และ Revolution เปิดตัว Luminor Marina Destro Carbotech™ PAM01708

Time To…Be Together: เลิกหาของขวัญสมบูรณ์แบบเถอะ Swatch ชวนโฟกัส “เวลาที่เราใช้ด้วยกัน” คือของขวัญที่ดีที่สุด

วางกล่องของขวัญลงก่อน Swatch ชวนเรามานับ “คุณค่าของการใช้เวลาด้วยกัน” ที่สำคัญกว่าของแพงระยับ

ทุกปีพอเข้าสู่ช่วงปลายปี สิ่งที่ตามมาติดๆ นอกเหนือจากอากาศเย็นๆ คืออาการปวดหัวกับการตามล่าหาของขวัญที่ “สมบูรณ์แบบที่สุด” ใช่ไหม? เรามักใช้เวลานับไม่ถ้วนในการคิดว่าจะซื้ออะไรที่มันว้าวที่สุด ถูกใจที่สุด หรือบ่งบอกความรู้สึกได้ดีที่สุด แต่สุดท้ายแล้ว ของขวัญเหล่านั้นหลายชิ้นก็มักจะถูกเก็บไว้ในกล่องมากกว่าถูกหยิบมาใช้จริง

Swatch Holiday Collection

ปีนี้ Swatch จึงมาพร้อมกับแนวคิดที่ทำให้เรารู้สึกว่าเป็นการพลิกมุมมอง ของการให้ของขวัญช่วงเทศกาลอย่างชาญฉลาด เพราะแบรนด์ไม่ได้ห้ามเราซื้อของขวัญ แต่กลับชวนให้เรามองข้ามตัววัตถุเหล่านั้นไปก่อน แล้วกลับมาโฟกัสที่ “คุณค่าของช่วงเวลาที่เราได้ใช้ร่วมกัน” ต่างหาก เพราะสำหรับ Swatch แล้ว พวกเขาย้ำเตือนว่า “ช่วงเวลาที่ได้ใช้ด้วยกัน คือของขวัญที่ดีที่สุดเสมอ”

คิดดูสิว่าความมหัศจรรย์ของเทศกาลมันไม่ได้เกิดจากกล่องห่อสวยๆ หรือมูลค่าของข้างในอย่างเดียว แต่มันมาจากความอบอุ่นของมื้อค่ำกับครอบครัว เสียงหัวเราะดังๆ ในงานเฉลิมฉลองกับเพื่อนสนิท หรือแม้แต่บทสนทนาเรียบง่ายที่ได้อยู่กับคนสำคัญ แบรนด์อยากให้เราตระหนักว่า การได้ “อยู่ร่วมกัน” ในช่วงเวลาที่มีความหมายต่างหากคือแก่นแท้ของเทศกาลที่แท้จริง

เมื่อ “ช่วงเวลา” คือของขวัญที่จริงใจที่สุด

พอแนวคิดมันเน้นที่ “คุณค่า” ของช่วงเวลา แทนที่จะเน้น “ความฉูดฉาด” ของวัตถุ ตัวคอลเลกชัน Holiday ใหม่นี้เลยถูกออกแบบมาให้เป็นเหมือน “เครื่องเตือนใจ” ถึงช่วงเวลาอันแสนพิเศษเหล่านั้น เป็นดีไซน์ที่ตั้งใจให้เป็นเหมือน “เชอร์รี่บนยอดเค้กแห่งฤดูกาล” คือเป็นรายละเอียดที่เล็ก แต่สำคัญและเติมเต็มความรู้สึกพิเศษนั้นๆ ได้อย่างลงตัว

จุดที่รู้สึกชอบมากคือการที่ Swatch เลือกใช้วัสดุสเตนเลสสตีลพรีเมียม เป็นหลักสำหรับคอลเลกชันนี้ ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่ได้เห็นบ่อยนักในคอลเลกชันทั่วไปของแบรนด์ การเลือกใช้สเตนเลสสตีลทำให้ตัวเรือนดูมีความหรูหรา สง่างาม และให้ความรู้สึกที่ “จริงจังและเป็นผู้ใหญ่” มากขึ้น มันสะท้อนว่านาฬิกาเหล่านี้ไม่ได้ถูกออกแบบมาเพื่อเป็นของขวัญที่ตื่นตาแค่ชั่วคราว แต่เป็นชิ้นงานที่แข็งแรงทนทาน และจะอยู่ร่วมกับคุณไปในทุกช่วงเวลาสำคัญต่อจากนี้ได้อย่างยาวนาน

นอกจากนี้ การเพิ่มฟังก์ชันโครโนกราฟ เข้ามาในหลายๆ รุ่นก็เป็นอีกการตัดสินใจที่ชาญฉลาด เพราะโครโนกราฟไม่ได้แค่ทำให้ดีไซน์ดูซับซ้อนขึ้น แต่มันตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ยุคใหม่ที่เต็มไปด้วยกิจกรรม ความตื่นเต้น และการต้องการความแม่นยำในการจับเวลา ไม่ว่าจะใช้ในการจับเวลาทำอาหารมื้อใหญ่ให้ครอบครัว หรือการจับเวลาเพื่อวางแผนการเดินทางในช่วงวันหยุดยาว มันทำให้ Swatch เป็นมากกว่าแฟชั่น แต่กลับกลายเป็นเครื่องมือที่เข้ามามีส่วนร่วมในกิจกรรมที่มีความหมายของเรา

ส่วนเรื่องสีสันก็ทำได้ดีมากเช่นกัน แทนที่จะพึ่งพาสีแดงเขียวแบบเดิมๆ ที่มักจะใส่ได้แค่ช่วงเดียว แบรนด์กลับเลือกใช้ โทนสีประจำฤดูกาล ที่ผสานความสดใสอันเป็นเอกลักษณ์ของ Swatch เข้ากับความรู้สึกสุขุมและเป็นทางการของเทศกาลได้อย่างลงตัว ทำให้เป็นนาฬิกาที่สามารถใส่ไปงานปาร์ตี้เฉลิมฉลอง ไปจนถึงใช้ในชีวิตประจำวันในลุคทำงานต่อได้แบบไม่รู้สึกขัดเขินเลย

และทั้งหมดนี้คือการแสดงออกที่จริงใจของ Swatch ที่ต้องการยกระดับคุณค่าของแบรนด์ในช่วงเทศกาลนี้ โดยเปลี่ยนโฟกัสจาก “การบริโภค” ไปสู่ “การสร้างความสัมพันธ์” และ “การให้ความสำคัญกับเวลา” อย่างแท้จริง การได้มอบนาฬิกาที่เปรียบเสมือนเครื่องจับเวลาของความสุขให้ใครสักคน จึงกลายเป็นการย้ำเตือนว่าเราให้ความสำคัญกับเวลาที่เราจะได้ใช้ร่วมกันในอนาคตต่างหาก นี่แหละคือของขวัญที่แท้จริงและมีความหมายที่สุดของฤดูกาลนี้

อ่านบทความเพิ่มเติมได้ที่:   
Past/Present/Future บทสนทนาว่าด้วยอดีต ปัจจุบัน และอนาคตของ URWERK
Wrist Check: BOUCHERON Winter Wonderland ส่องนาฬิกาของเหล่าแอมบาสเดอร์ ในแคมเปญพิเศษ
Making Time: การสร้างสรรค์เวลาจากโรงงาน La Fabrique du Temps Louis Vuitton

Hermès Arceau “Jour de casting” เมื่อน้องหมาสายแฟชั่นบุกเวทีแคสติ้งนาฬิกาหรู

Arceau Jour de casting นำพาโลกของสัตว์เลี้ยงมาสู่หน้าปัดนาฬิกาอย่างขี้เล่น ผ่านการรวมทักษะงานฝีมือชั้นสูงอย่างการต่อลายไม้ การลงยา และการวาดภาพย่อส่วน

เคยลองจินตนาการไหมว่าถ้าเหล่าสัตว์เลี้ยงตัวโปรดของ Hermès ที่เราคุ้นตาจากผ้าพันคอไหม ได้รับโอกาสก้าวเข้าสู่หน้าปัดนาฬิกาชั้นสูง พวกเขาจะต้องเตรียมตัวและโพสท่ากันขนาดไหน?
La Montre Hermès
Shooting making of Jour de casting chez Miniare Sàrl, Debora Martinez

Nyon, 22.10.2025
Photo David Marchon

Hermès ได้ให้คำตอบที่เต็มไปด้วยเสน่ห์และความขี้เล่นผ่านเรือนเวลาล่าสุด Arceau Jour de casting หรือ ‘อาร์โซ วันแคสติ้ง’ ที่ได้รับแรงบันดาลใจมาจากผ้าพันคอไหมที่ออกแบบโดยศิลปิน Liz Stirling ซึ่งรวบรวมเจ้าตูบสวมปลอกคอสุดเนี้ยบมาเป็นตัวเอก ตัวนาฬิกานั้นใช้รูปทรงของ Arceau ที่ออกแบบโดย Henri d’Origny มาตั้งแต่ปี 1978 ซึ่งเป็นตัวเรือนทรงกลมที่มีหูตัวเรือนไม่สมมาตร อันเป็นรากฐานที่มาจากโกลนม้า

แต่ในวันนี้ ตัวเรือนคลาสสิกนี้ได้กลายเป็นฉากหลังให้สามดารานำสี่ขาอย่าง ออร์สัน (Orson) เอมี (Amy) และทาโค (Taco) มาโพสท่าซนๆ พร้อมกระดูกหนังแท้ที่วางอยู่เคียงข้าง สะท้อนให้เห็นถึงความเชี่ยวชาญด้านเครื่องหนังของเมซงไปพร้อมกัน สิ่งที่ทำให้เรือนเวลานี้พิเศษสุดๆ ไม่ใช่แค่ความน่ารักเท่านั้น แต่คือการนำทักษะงานฝีมือชั้นสูงที่หาชมได้ยากถึงสามแขนงมาสร้างภาพพอร์เทรตของน้องหมาแต่ละตัวอย่างละเอียดลออ

เริ่มจาก ออร์สัน เจ้าตูบสีขาวดำที่ถูกรังสรรค์ด้วยเทคนิค งานต่อลายไม้ (Wood Marquetry) ช่างฝีมือต้องตัดชิ้นส่วนไม้แปดชนิดมาประกอบกันอย่างพิถีพิถันราวกับต่อจิ๊กซอว์ ก่อนจะวาดลงสีเพิ่มเติมในรายละเอียดเล็กๆ อย่างปาก จมูก ดวงตา และลิ้น เพื่อสร้างมิติของแสงและเงาอย่างสมบูรณ์แบบ

ถัดมาที่ เอมี ที่มาพร้อมแว่นตาสุดเก๋ ตัวนี้มีชีวิตขึ้นมาด้วยฝีแปรงที่ละเอียดอ่อนของช่าง วาดภาพย่อส่วน (Miniature Painting) ผสมผสานกับ งานลงยา (Enamel) ที่ต้องมีการวาดและเผาหลายครั้งเพื่อขับให้สีมีความสดใสและมีชีวิตชีวา และยังมีการแกะสลักเพื่อเพิ่มพื้นผิวสัมผัสบนแว่นตาของน้องหมาด้วย ปิดท้ายด้วย ทาโค ที่ใช้เทคนิควาดภาพย่อส่วนล้วนๆ แต่เน้นความซับซ้อนของเฉดสีที่หลากหลาย เพื่อให้ภาพเหมือนของทาโคออกมาคมชัดและสมจริงที่สุด

นาฬิกาเรือนนี้มาในตัวเรือนไวท์โกลด์ขนาด 38 มิลลิเมตร ที่ถูกประดับเพชร 71 เม็ดอย่างงดงามบริเวณขอบตัวเรือน และเม็ดมะยมยังเพิ่มความพิเศษด้วยเพชรทรง Rose-cut อีกหนึ่งเม็ด มันขับเคลื่อนด้วยกลไกไขลานอัตโนมัติ Manufacture Hermès H1912 ที่ผลิตในสวิตเซอร์แลนด์ ซึ่งมีความถี่ 28,800 ครั้งต่อชั่วโมง และมีพลังงานสำรองถึง 50 ชั่วโมง หน้าปัดเป็นงานลงยาและหนังที่หรูหรา และมาพร้อมกับสายหนังวัว Swift สีฟ้ายีนส์ (Bleu jean) ที่ให้ความรู้สึกสดใสและเป็นกันเอง

ทั้งหมดนี้ตอกย้ำถึงปรัชญาของ Hermès ที่มองว่าเวลาเป็นมากกว่าการวัดค่า แต่เป็น “วัตถุแห่งงานสร้างสรรค์” ที่ถูกออกแบบมาเพื่อปลุกเร้าอารมณ์ความรู้สึก และสร้างพื้นที่สำหรับความสนุกสนานในชีวิตประจำวันอย่างแท้จริง

ข้อมูลทางเทคนิค Hermès Arceau Jour de casting
  • ตัวเรือน: ตัวเรือนไวท์โกลด์ทรงกลมขนาด 38 มิลลิเมตร ประดับเพชร 71 เม็ดบนขอบตัวเรือน และประดับเพชร Rose-cut บนเม็ดมะยม ตัวเรือนมีหูไม่สมมาตรตามเอกลักษณ์ของ Arceau กันน้ำได้ 3 บาร์ (30 เมตร)
  • หน้าปัด: หน้าปัดลงยาและหนัง รังสรรค์ภาพสุนัขสามตัว (Orson, Amy, Taco) ด้วยเทคนิคงานฝีมืออันประณีต ได้แก่ การต่อลายไม้ (Wood Marquetry) การลงยา (Enamel) และการวาดภาพย่อส่วน (Miniature Painting)
  • ฟังก์ชัน: แสดงชั่วโมงและนาที
  • กลไก: ใช้กลไกไขลานอัตโนมัติ Manufacture Hermès H1912 ที่ผลิตในสวิตเซอร์แลนด์ กลไกมีความถี่ 28,800 ครั้งต่อชั่วโมง (4 Hz) และมีพลังงานสำรอง 50 ชั่วโมง
  • สาย: สายหนังวัว Swift สีฟ้ายีนส์ (Bleu jean)

อ่านบทความเพิ่มเติมได้ที่:   
Ressence และ Marc Newson ผนึกกำลัง สร้างสรรค์ TYPE 3 ในความร่วมมือออกแบบครั้งสำคัญ
Hublot เปิดตัว Big Bang Meca-10 Street Art Collection ที่งาน Art Basel Miami Beach
ขอแนะนำ Temporal Works Series A นาฬิกาที่เปิดตัวจาก Mark Cho ผู้ร่วมก่อตั้ง The Armoury

Franck Muller Curvex CX นี่คือการ “Re-Master” ตำนานตัวเรือนโค้งที่ฉลาดที่สุดในรอบ 30 ปี

Curvex CX คือการตีความใหม่ที่ฉลาดที่สุดในรอบทศวรรษ ด้วยโครงสร้างกระจกแซฟไฟร์ที่ขยายเต็มพื้นที่ ขอบตัวเรือนแบบ ‘Invisible Bezel’ และกลไกไขลานอัตโนมัติสำรองพลังงาน 42 ชั่วโมง

สำหรับคนที่คลุกคลีอยู่ในวงการนาฬิกา ทุกคนจะรู้ดีว่า Cintrée Curvex คือสัญลักษณ์ที่ไม่สามารถแยกออกจาก Franck Muller ได้เลย มันคือตัวเรือนโค้งมนอันเป็นเอกลักษณ์ที่มีชีวิตมาตั้งแต่ปี 1992 พร้อมด้วยตัวเลขอารบิกดีไซน์สนุกๆ ที่เป็นภาพจำอันแข็งแกร่งที่สุดของเมซง ทว่าในปีนี้ Franck Muller ได้ทำสิ่งที่น่าตื่นเต้นกว่าแค่การออกรุ่นใหม่ พวกเขาเปิดตัว Curvex CX ซึ่งเรามองว่ามันคือการ ตีความและพัฒนาโครงสร้าง Curvex เดิมไปสู่อีกระดับหนึ่ง เรียกได้ว่าเป็นการอัปเกรดที่ใช้ความกล้าหาญและวิศวกรรมการออกแบบที่ชาญฉลาดจริงๆ

ถ้ามองผิวเผินอาจจะคิดว่า Curvex ก็คือ Curvex แต่เมื่อได้ลองสัมผัสและพิจารณารายละเอียด จะเห็นความแตกต่างที่สำคัญมาก ซึ่งความว้าวแรกคือการใช้กระจกแซฟไฟร์ที่ถูกขยายออกไปจนครอบคลุมพื้นที่เกือบทั้งหมดของตัวเรือนไปจนถึงจุดเชื่อมต่อของสายนาฬิกาเลยทีเดียว การทำเช่นนี้ทำให้หน้าปัดดูเปิดกว้าง โล่งตา และมองเห็นรายละเอียดได้เต็มพื้นที่มากขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ สร้างความรู้สึกเหมือนหน้าปัดลอยตัวอยู่ภายใต้โดมใสๆ อีกส่วนที่โดดเด่นไม่แพ้กันคือขอบตัวเรือน หรือ Bezel ซึ่งถูกแยกออกจากตัวเคสหลักอย่างแนบเนียน จนได้ขอบที่บางเฉียบจนเกือบจะมองไม่เห็น หรือที่เรียกว่า “Invisible Bezel”

ซึ่งนอกจากจะช่วยลดวัสดุที่บดบังหน้าปัดแล้ว ยังเปิดโอกาสให้สามารถเล่นสีแบบทูโทนระหว่างขอบกับตัวเคสหลักได้อย่างอิสระ นี่คือความท้าทายทางเทคนิคที่ทำให้นาฬิกาคลาสสิกนี้กลับมามีชีวิตชีวาและร่วมสมัยยิ่งขึ้น นอกจากนี้ การออกแบบยังปรับปรุงหลักสรีรศาสตร์ (Ergonomics) โดยทำให้สายนาฬิกาถูกรวมเข้ากับตัวเรือนโดยตรง (Integrated Strap) ส่งผลให้ Curvex CX โอบรับรูปข้อมือได้แนบสนิทและใส่สบายขึ้นอย่างมาก

ส่วนบนหน้าปัด พวกเขาได้พัฒนารูปแบบลายกิโยเช่ (Guilloché) ใหม่เป็นพิเศษ ซึ่งได้แรงบันดาลใจจากลาย Clous de Paris ที่ถูก “บิด” (Twisted) เพื่อสร้างมิติและทำให้เกิดภาพลวงตาที่เหมือนหน้าปัดกำลังเคลื่อนไหวอยู่ตลอดเวลา ซึ่งเป็นการเพิ่มความลึกและมิติที่น่าสนใจให้กับตัวเลขอารบิกที่ยังคงถูกเพนต์ด้วยมืออย่างพิถีพิถัน

เจาะลึกดีไซน์ รุ่น CX 36 SC AT

มาดูรายละเอียดของรุ่นนี้กันบ้าง สำหรับ CX 36 SC AT นั้นมีความแม่นยำสูงและมีรายละเอียดที่น่าสนใจ ตัวเรือนทำจากโรสโกลด์ (Rose Gold) ที่ขัดเงาด้วยมือ มีขนาดความกว้าง 36 มิลลิเมตร ความยาว 53.1 มิลลิเมตร และมีความหนา 10 มิลลิเมตร ตัวกระจกเป็นแซฟไฟร์คริสตัล และนาฬิกาสามารถกันน้ำได้ที่ระดับ 30 เมตร

หน้าปัดมีการปั๊มลวดลาย Clous de Paris แบบเกลียว โดยตัวเลขถูกเพนต์ด้วยมืออย่างละเอียด และเคลือบด้วย Zapon Varnish Layer ฟังก์ชันการทำงานพื้นฐานคือการแสดง ชั่วโมง นาที และ วินาที ส่วนสายนาฬิกาเป็นหนังจระเข้ที่เย็บด้วยมือ

กลไก หัวใจสำคัญของเรือนเวลา

นาฬิกาเรือนนี้ขับเคลื่อนด้วยกลไก MVD FM 2536-SC ซึ่งเป็นกลไกจักรกลแบบไขลานอัตโนมัติ (Self-winding) ที่มาพร้อมกับระบบโรเตอร์ขึ้นลานสองทิศทาง กลไกนี้ประกอบด้วยชิ้นส่วนทั้งหมด 191 ชิ้น มีทับทิม 25 เม็ด และมีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 25.6 มิลลิเมตร หนา 3.6 มิลลิเมตร สามารถสำรองพลังงานได้ยาวนานถึง 42 ชั่วโมง โดยถูกตั้งความถี่บาลานซ์วีล (Balance wheel) ไว้ที่ 28,800 ครั้งต่อชั่วโมง ในด้านการตกแต่งกลไกนั้นทำอย่างวิจิตรตามมาตรฐานชั้นสูง มีการใช้ลวดลาย Côtes de Genève บนสะพานจักรและแผ่นโรเตอร์ ลาย Perlage บนแผ่นกลไกหลัก การขัดเงาด้วยเพชร (Diamond polishing) บนส่วนเว้าและขอบสะพานจักร การขัดลาย Sunray/Snailing บนสะพานจักร ส่วนโรเตอร์ กรงตลับลูกปืน และฝาครอบบาเรล รวมถึงการขัดลาย Snailing บนวงล้อปรับอัตราการเดิน

โดยสรุปแล้ว Curvex CX เรือนนี้ นอกเหนือจากการนำตำนานมาเล่าซ้ำแล้ว ยังเป็นการแสดงให้เห็นถึงการเคารพรากเหง้าของ Franck Muller ควบคู่ไปกับการใช้ความสามารถทางเทคนิคที่ก้าวหน้าที่สุดเพื่อเติมเต็มจุดแข็งเดิม ให้กลายเป็นตำนานบทใหม่ที่ร่วมสมัยและสมบูรณ์แบบบนข้อมือยิ่งกว่าเดิม

ข้อมูลทางเทคนิค Franck Muller Curvex CX (รุ่น CX 36 SC AT)
  • ตัวเรือน: ตัวเรือนโค้งมนทำจากโรสโกลด์ขัดเงาด้วยมือ ขนาด 36 มิลลิเมตร x 53.1 มิลลิเมตร หนา 10 มิลลิเมตร โดดเด่นด้วยกระจกแซฟไฟร์ที่ขยายครอบคลุมไปจนถึงสายนาฬิกา และขอบตัวเรือนแบบ ‘Invisible Bezel’ กันน้ำได้ 30 เมตร
  • หน้าปัด: หน้าปัดมีลวดลายกิโยเช่ Clous de Paris แบบเกลียว (Twisted Spiral) ที่ปั๊มขึ้นมา ตัวเลขถูกเพนต์ด้วยมืออย่างละเอียด และเคลือบด้วย Zapon Varnish Layer
  • ฟังก์ชัน: แสดง ชั่วโมง นาที และวินาที
  • กลไก: กลไก MVD FM 2536-SC ระบบไขลานอัตโนมัติ (Self-winding) พร้อมโรเตอร์ขึ้นลานสองทิศทาง มีชิ้นส่วนกลไก 191 ชิ้น และทับทิม 25 เม็ด สำรองพลังงานได้ 42 ชั่วโมง เดินด้วยความถี่ 28,800 ครั้งต่อชั่วโมง
  • สาย: สายหนังจระเข้เย็บมือ ซึ่งถูกออกแบบให้ผสานเข้ากับตัวเรือนโดยตรงเพื่อความสบายสูงสุดในการสวมใส่

อ่านบทความเพิ่มเติมได้ที่:   
Past/Present/Future บทสนทนาว่าด้วยอดีต ปัจจุบัน และอนาคตของ URWERK
Wrist Check: BOUCHERON Winter Wonderland ส่องนาฬิกาของเหล่าแอมบาสเดอร์ ในแคมเปญพิเศษ
Making Time: การสร้างสรรค์เวลาจากโรงงาน La Fabrique du Temps Louis Vuitton

Ressence และ Marc Newson ผนึกกำลัง สร้างสรรค์ TYPE 3 ในความร่วมมือออกแบบครั้งสำคัญ

การบรรจบของ Benoît Mintiens และ Marc Newson สร้างสุดยอดนาฬิกาดีไซน์ไร้เม็ดมะยม

WORDS: Tracey Llewellyn . Dec 4, 2025
แปลและเรียบเรียงโดย: Chakhriya. S

Benoît Mintiens จับมือกับ Marc Newson เพื่อสร้างสรรค์ TYPE 3 MN ซึ่งเป็นวิวัฒนาการที่ละเมียดละไมของนาฬิกาไอคอนิกที่บรรจุน้ำมัน (oil-filled) อันทันสมัยของ Ressence และเป็นจุดบรรจบกันของปรัชญาการออกแบบที่แตกต่างกันสองแขนง

การร่วมมือบางครั้งก็ดูสมเหตุสมผลบนหน้ากระดาษตามกลยุทธ์ แต่บางครั้งก็ให้ความรู้สึกที่ลงตัวในทันทีและโดยสัญชาตญาณ ยกตัวอย่างเช่น การรวมตัวกันของ Benoît Mintiens ผู้ก่อตั้ง Ressence และ Marc Newson นักออกแบบอุตสาหกรรม นั้นจัดอยู่ในกลุ่มหลังอย่างชัดเจน ไม่ใช่เพราะทั้งสองคนมีคาแรคเตอร์หรือสุนทรียภาพร่วมกัน แต่เป็นเพราะต่างฝ่ายต่างใช้ชีวิตการทำงานเพื่อตั้งคำถามว่าวัตถุต่าง ๆ มีพฤติกรรมอย่างไร ถูกรับรู้อย่างไร และการออกแบบจะสามารถปฏิวัติวิธีที่เราทำความเข้าใจโลกได้อย่างสมบูรณ์แบบได้อย่างไร

Mintiens เข้าสู่วงการนาฬิกาโดยไม่ได้ผ่านการฝึกฝนในฐานะช่างทำนาฬิกาตามธรรมเนียม เขาได้รับการฝึกฝนในฐานะนักออกแบบอุตสาหกรรม โดยใช้ช่วงต้นของอาชีพในการพิจารณาเรื่องปฏิสัมพันธ์ของผู้ใช้ (user interaction) หลักสรีรศาสตร์ (ergonomics) และความชัดเจนของกลไก เมื่อเขาก่อตั้ง Ressence ในปี 2010 ข้อเสนอของเขาช่างเรียบง่ายอย่างน่าทึ่ง หากคุณตัดธรรมเนียมปฏิบัติของการทำนาฬิกาแบบดั้งเดิมออกไป และมองนาฬิกาในฐานะวัตถุที่ถูกออกแบบ (designed object) แทนที่จะเป็นเพียงภาชนะบรรจุของกฎที่สืบทอดมา จะมีทางออกใหม่ ๆ ใดบ้างที่เกิดขึ้น?

คำตอบในช่วงหลายปีแรกนั้นคือ วิธีการแสดงเวลาแบบใหม่ เข็มนาฬิกาถูกแทนที่ด้วยแผ่นดิสก์โคจร (orbital disks); ความลึกถูกทำให้เป็นกลางผ่านช่องบรรจุน้ำมันซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของแบรนด์ในปัจจุบัน เม็ดมะยมหายไป และข้อมูลการบอกเวลาก็ลอยอยู่ใต้กระจกในลักษณะที่แทบจะท้าทายขนบธรรมเนียมการทำนาฬิกา นาฬิกา Ressence เป็นงานออกแบบยุคหลังสมัยใหม่ (postmodern) โดยไม่ได้พยายามเอาใจกฎเกณฑ์ที่กำหนดไว้ล่วงหน้าใด ๆ ในประเภทนั้น ๆ พวกมันเป็นวัตถุที่ให้ความสำคัญกับฟังก์ชันการใช้งานเป็นอันดับแรก และถือว่ากลไกเป็นเพียงเครื่องมือ ไม่ใช่จุดจบ

Ressence Type 3 Marc Newson Edition (©Revolution)

ในช่วงของนาฬิกาตระกูล TYPE 1, TYPE 3 และ TYPE 5 ได้มีการพัฒนารูปแบบภาษาทางภาพขึ้นมา นาฬิกาเหล่านี้สามารถอ่านค่าได้อย่างชัดเจน ถูกลดทอนให้เหลือแต่สิ่งจำเป็น และถูกสร้างสรรค์ขึ้นด้วยความใส่ใจในหลักสรีรศาสตร์อย่างถึงขีดสุด ไม่มีองค์ประกอบใดที่เน้นการตกแต่งเพียงอย่างเดียว แต่นาฬิกาเหล่านี้ก็ห่างไกลจากความเรียบง่ายจนเกินไป ในขณะที่ภาพจำของวงการนาฬิกาถูกขับเคลื่อนด้วยความคิดถึงอดีตมากขึ้นเรื่อย ๆ Ressence กลับยืนหยัดที่จะปฏิเสธแนวคิดดังกล่าว

ในขณะที่ Mintiens กำลังสร้างเอกลักษณ์นี้ขึ้นมา Marc Newson ก็เป็นผู้ทรงอิทธิพลอย่างมากในโลกของการออกแบบอุตสาหกรรมอยู่แล้ว และได้มีส่วนร่วมในโครงการการประดิษฐ์นาฬิกาที่ประสบความสำเร็จอย่างสูงมากมาย ผลงานของเขาสำหรับแบรนด์ Ikepod ในทศวรรษ 1990 ได้นำเสนอมิติที่แปลกใหม่สำหรับยุคนั้น ด้วยตัวเรือนวงรีที่อ่อนโยนและสีสันที่กล้าหาญ เขาเข้าหานาฬิกาในฐานะวัตถุสามมิติที่มีวัตถุประสงค์ที่ขยายออกไปนอกเหนือจากสิ่งที่เห็นได้ชัด ซึ่งคล้ายคลึงกับผลงานก่อนหน้าของเขาที่เกี่ยวข้องกับการออกแบบเฟอร์นิเจอร์ การออกแบบทางทะเล เครื่องประดับ และการตกแต่งภายในเครื่องบิน

สัญชาตญาณดังกล่าวได้ดำเนินต่อไปยังโครงการในภายหลัง อย่างเช่น Atmos 561 แบบโปร่งใสของเขาสำหรับ Jaeger-LeCoultre ซึ่งเป็นการลดทอนไอคอนิกทางกลไกให้เหลือเพียงองค์ประกอบที่จำเป็นที่สุด หรือผลงานของเขากับ Apple ที่ได้นำความรู้สึกใหม่มาสู่ข้อมือ การหลอมรวมอินเทอร์เฟซเข้ากับตัววัตถุ การใช้สีเพื่อชี้นำพฤติกรรม และการนำความเรียบง่ายมาใช้ด้วยวินัยอันยิ่งใหญ่

Atmos 561 by Marc Newson

เมื่อ Mintiens และ Newson เริ่มพูดคุยเกี่ยวกับโครงการร่วมกัน ความเชื่อมโยงของพวกเขาไม่ได้อยู่ที่สไตล์ แต่อยู่ที่ “วิธีการเข้าถึง” นักออกแบบทั้งสองคนให้ความสำคัญอย่างยิ่งต่อความชัดเจนและประสบการณ์ของผู้ใช้ และทั้งคู่ต่างก็ได้รับแรงดึงดูดจากแนวคิดที่ว่า การออกแบบ เมื่อถูกดำเนินการอย่างถูกต้องแล้ว ควรให้ความรู้สึกที่เป็นธรรมชาติมากกว่าถูกบังคับ

ในการสนทนาระยะแรก ๆ นั้นเองที่ Mintiens เข้าใจเป็นครั้งแรกว่า Newson เข้าใจปรัชญาของ Ressence อย่างลึกซึ้งเพียงใด

"เมื่อ Marc บอกผมว่าสิ่งนี้จะนำพาการออกแบบดั้งเดิมของเขาไปสู่จุดที่เขาต้องการเสมอ การมองนาฬิกา เมื่อมันพร้อมแล้ว จะทำให้คุณประทับใจในความชัดเจนและความทันสมัยของมัน The Pebble ไม่ได้ให้ความรู้สึกเหมือนการรวมกันของเหล็กครึ่งหนึ่งกับกระจกครึ่งหนึ่งพร้อมหน้าปัดเว้า แต่มันให้ความรู้สึกสมบูรณ์ในชิ้นเดียว ในความเป็นเอกภาพเดียว และตรรกะเดียว"

ดังนั้น นาฬิกาที่ได้ออกมา ซึ่งก็คือ TYPE 3 MN แทนที่จะเป็นการชนกันของสองอัตลักษณ์ กลับกลายเป็นการจัดแนวทางที่ขนานกันสองเส้นให้มาบรรจบกัน โดยแก่นแท้แล้ว มันยังคงเป็น Ressence อย่างไม่มีข้อสงสัย นาฬิกาที่ถูกนิยามด้วยช่องบรรจุน้ำมันด้านบน แผ่นดิสก์ที่ขับเคลื่อนด้วยแม่เหล็ก และโมดูล ROCS ที่ยังคงแสดงเวลาในฐานะกลุ่มดาวของการหมุนข้อมูล การแสดงผลแบบลอยตัวของมันยังคงรักษาความบริสุทธิ์แบบเดียวกับที่ได้นิยาม TYPE 3 ขึ้นใหม่เมื่อเปิดตัวในปี 2013

Ressence Marc Newson TYPE 3 MN
The significant oil-filled upper chamber (©Revolution)
แต่โปรเจกต์นี้ต้องอาศัยการตัดสินใจว่า อะไรใน “จักรวาลของ Ressence” สามารถตีความใหม่ได้ และอะไรที่ต้องคงไว้เป็นแก่นหลัก Mintiens อธิบายว่า
“จากประสบการณ์ที่ผมทำงานร่วมกับคอลแลบพิเศษต่าง ๆ ผมเรียนรู้ที่จะมองออกว่าใครมีแนวทางที่สอดคล้องกับสิ่งที่เราต้องการ ทั้งในเชิงปรัชญาและเชิงเทคนิค… วันนี้เมื่อแบรนด์มีความมั่นใจมากขึ้น ผมสามารถเล่นสนุกกับกระบวนการนี้ได้อย่างอิสระ ผมแทบจะให้ carte blanche เต็มที่ แล้วเราค่อยปรับให้เหมาะสมสำหรับการผลิตจริงในภายหลัง”
ความร่วมมือของ Newson จึงมองเห็นได้ชัดเจน ตัวเรือนให้สัมผัสที่นุ่มนวลขึ้น ทั้งตอนอยู่บนข้อมือและเมื่อถือไว้ในมือ เฉดเซลาดอนและสีเทาบนหน้าปัดที่แต่งด้วยเหลืองเพียงเล็กน้อย ทำให้เกิดบรรยากาศสงบ เรียบ เนียน ด้านชุดเข็มทรงประติมากรรมเป็นการส่งสัญญะถึง Ikepod อย่างแยบยลโดยไม่ย้อนยุคจนเกินไป ทั้งเรือนให้ความรู้สึกเหมือนถูก “ทบทวนใหม่ทั้งระบบ” มากกว่าจะเป็นการออกแบบใหม่เฉย ๆ
The dial’s celadon and grey tones, accented by precise flashes of yellow (©Revolution)
หนึ่งในจุดที่ Newson เห็นแล้วปรับทันทีคือ “รูปทรงภายนอก” โดยเฉพาะจังหวะที่ตัวเรือนไหลเข้าสู่หน้าปัด Mintiens เล่าว่า

“เขาสอนผมสิ่งหนึ่งที่น่าสนใจมาก… เส้นโค้งมีนิยามได้สองแบบ คือใช้ ‘รัศมี (radii)’ หรือใช้ ‘สไพลน์ (splines)’… แล้ว Marc ก็ทำให้ผมรู้ว่า สไพลน์สะท้อนแสงได้เป็นธรรมชาติมากกว่ารัศมีเยอะ ก่อนหน้านี้ผมออกแบบด้วยรัศมีตลอดเพราะมันกำหนดง่ายในกระบวนการผลิต”
ทั้งเรื่องสีและรูปทรงก็เผยแง่มุมใหม่เมื่อมองผ่านสายตาของ Newson เช่นกัน
“ตอนผมเห็น T3MN ที่เสร็จสมบูรณ์ครั้งแรก ผมรู้สึกตื่นเต้นเหมือนตอนที่ทำโปรโตไทป์ Type 3 รุ่นแรกเมื่อปี 2012… เหมือนเจอกับกระบวนทัศน์ใหม่จากอีกห้วงเวลา”
แม้การร่วมงานระหว่างดีไซเนอร์โดยทั่วไปจะมาพร้อมแรงเสียดทานเชิงครีเอทีฟ แต่ครั้งนี้กลับราบรื่นผิดคาด
“อัตตาของนักออกแบบมักใหญ่เกินกว่าจะอยู่ร่วมในห้องเดียวกันได้” Mintiens กล่าวติดตลก “ขอโทษที่ไม่ดราม่านะครับ แต่งานนี้มันลื่นไหลมาก… ไม่มีอะไรพังทลายเลย ตรงกันข้ามด้วยซ้ำ”
ความกลมกลืนนั้นยิ่งชัดขึ้นด้วยสัญชาตญาณร่วมกันเรื่อง “การทำให้เรียบง่าย” ซึ่งเป็นหัวใจของ Ressence
“คำนี้ใช้ได้จริงในอุตสาหกรรมนาฬิกาชั้นสูงเท่านั้น เพราะมันตรงข้ามกับแนวคิดเรื่อง ‘complications’ และการทำให้เรียบง่ายเป็นดีเอ็นเอที่ฝังอยู่ในสมองของ Marc อยู่แล้ว”
เมื่อมองผลงานที่เสร็จสมบูรณ์ การหลอมรวมของสองมุมมองจึงเห็นได้ชัด
“จุดที่ชัดที่สุดคือการไหลจากตัวเรือนสู่หน้าปัด มันให้ความรู้สึกเหมือนหน้าปัดถูก ‘พิมพ์’ ลงบนตัวเรือน เพิ่มเอฟเฟกต์แบบก้อนกรวด (pebble effect) ด้วยชั้นน้ำมัน ทำให้วัสดุกลายเป็นข้อมูลอย่างแนบแน่น”
Ressence Type 3 Marc Newson Edition (©Revolution)

และหากต้องสรุปว่าอะไรคือสิ่งที่ทำให้ TYPE 3 MN แตกต่างอย่างแท้จริง Mintiens ก็ให้คำตอบได้แบบไม่ต้องคิดนาน “1+1=3” มันไม่ใช่การนำความสวยงามของดีไซเนอร์คนหนึ่งมาวางซ้อนกับงานของอีกคน แต่ในแบบฉบับของคอลลาบที่แท้จริง มันคือการ “ตีกรอบใหม่” ให้กับเรือนคลาสสิกยุคใหม่ โดยยังคงยึดหลักสำคัญที่ Mintiens วางไว้ตั้งแต่แรก ความเรียบง่าย ความชัดเจนในการอ่านเวลา และการสวมใส่ที่เป็นธรรมชาติ พร้อมเติมความประณีตที่เกิดจากประสบการณ์ของ Newson ในการสร้างเส้นสายแบบทรงรีที่เป็นเอกลักษณ์

Ressence Type 3 Marc Newson Edition (©Revolution)
Ressence Type 3 Marc Newson Edition (©Revolution)

ไม่มีอะไรที่ทำให้เรื่องราวของ Ressence หลุดทิศทางไปเลย TYPE 3 MN ยังคงยืนอยู่ในสายเลือดของแบรนด์อย่างแนบสนิท พร้อมเอกลักษณ์สำคัญอย่าง “ตัวเรือนไร้เม็ดมะยม” และระบบควบคุมผ่านฝาหลังแบบสัมผัส แต่ในขณะเดียวกัน มันกลับรู้สึกเหมือนเป็นเวอร์ชันที่สุกงอมและกลมกล่อมที่สุดของแนวคิดนี้ตั้งแต่เคยมีมา

และบางทีนี่อาจเป็นความหมายสำคัญของความร่วมมือครั้งนี้ ให้เห็นว่าการที่ดีไซเนอร์สองคนมารวมมุมมองกันเพื่อมอง “สิ่งเดิม” ใหม่อีกครั้ง สามารถสร้างอะไรได้บ้าง นี่คือการคอลแลบที่เคารพความบริสุทธิ์ของดีไซน์ต้นแบบ พร้อมเปิดพื้นที่ให้เสียงของอีกคนก้องขึ้นอย่างพอดี ผลลัพธ์จึงไม่ใช่สิ่งหวือหวาเอาใจสื่อ แต่คือวิวัฒนาการอย่างมีความคิดของหนึ่งในคอนเซ็ปต์นาฬิกาที่น่าสนใจที่สุดในยุคมิลเลนเนียมใหม่

Ressence Type 3 Marc Newson Edition (©Revolution)
ข้อมูลทางเทคนิค Ressence Type 3 MN (Marc Newson Edition)
  • กลไก: ROCS 3.6 รุ่นจดสิทธิบัตร ขับเคลื่อนด้วยแกนเข็มนาทีของเครื่องอัตโนมัติแบบคัสตอม พร้อมระบบส่งกำลังแม่เหล็ก ชุดบาลานซ์แรงดันน้ำมัน (bellows) การตั้งเวลาและขึ้นลานผ่านฝาหลัง พลังงานสำรอง 36 ชม. ความถี่ 28,800 ครั้ง/ชม. ใช้ 47 jewels เฟือง 44 ชิ้น และลูกปืน 4 จุด
  • ฟังก์ชัน: ชั่วโมง / นาที / เข็มวินาทีแบบ 180 วินาที, วัน, วันที่, ตัวบ่งชี้อุณหภูมิน้ำมัน
  • ตัวเรือน: ไทเทเนียมเกรด 5 แบ่งเป็น 2 ห้องปิดผนึก มีน้ำมัน 4.15 มล. ในห้องบน กระจกแซฟไฟร์ทรงโดมสองชั้น เคลือบกันสะท้อนด้านใน ฝาหลังไทเทเนียม ขนาด 45 มม. หนา 15 มม. กันน้ำ 1 ATM
  • หน้าปัด: ไทเทเนียมเกรด 5 แบบดิสก์นูน พร้อมดาวเทียมหมุนสองแกน (องศา: 3°, 4.75°, 6.25°) ตัวอักษรแบบสลัก เติม Super-LumiNova ระดับ A สีฟ้าและเขียว
  • สาย: สายยางสังเคราะห์ พร้อมหัวเข็มขัดไทเทเนียมแบบ ardillon
  • จำนวนผลิต / การวางจำหน่าย: ลิมิเต็ด 80 เรือน วางจำหน่าย 4 ธันวาคม 2025 ผ่าน e-shop ของ Ressence และตัวแทนจำหน่ายที่ร่วมรายการ

อ่านบทความเพิ่มเติมได้ที่:   
Past/Present/Future บทสนทนาว่าด้วยอดีต ปัจจุบัน และอนาคตของ URWERK
Wrist Check: BOUCHERON Winter Wonderland ส่องนาฬิกาของเหล่าแอมบาสเดอร์ ในแคมเปญพิเศษ
Making Time: การสร้างสรรค์เวลาจากโรงงาน La Fabrique du Temps Louis Vuitton

Hublot เปิดตัว Big Bang Meca-10 Street Art Collection ที่งาน Art Basel Miami Beach

เรือนเวลารุ่นลิมิเต็ดที่มาพร้อมตัวเรือนคอนกรีตเพนต์มือทีละเรือน และการแสดงสุดพิเศษจาก 50 Cent กลายเป็นไฮไลต์สำคัญของการเปิดตัวซีรีส์ศิลปะล่าสุดจาก Hublot

Hublot กลับมาร่วมงาน Art Basel Miami Beach อีกครั้งในวันพฤหัสบดีที่ 4 ธันวาคมที่ผ่านมา พร้อมชุดนาฬิกาที่ได้รับแรงบันดาลใจจากตัวเมืองไมอามีไม่แพ้ภาษาการออกแบบของแบรนด์เอง การเปิดตัวเกิดขึ้นที่ Basement Club ภายใน The Miami Beach Edition เพื่อแนะนำซีรีส์ Big Bang Meca-10 Street Art อย่างเป็นทางการ

คอลเลกชันนี้ประกอบด้วยนาฬิกา 4 รุ่น รุ่นละเพียง 10 เรือน เท่านั้น ตัวเรือนผลิตจากวัสดุคอมโพสิตคอนกรีตที่ผ่านกระบวนการทำให้เกิดรอยแตก และถูกเพนต์ด้วยมือทีละเรือนโดยศิลปิน Saiff Vasarhelyi ผลลัพธ์คือผลงานที่ไม่ได้แค่ “อ้างอิง” สตรีทอาร์ต แต่ดึงเอาเนื้อแท้ของศิลปะแขนงนี้มาทำงานร่วมกันผ่านพื้นผิว สัมผัส และการใช้สีอย่างจริงจัง

แม้ทั้ง 4 รุ่นจะใช้โครงสร้างเดียวกัน แต่แต่ละเรือนก็มีบุคลิกเฉพาะตัวชัดเจน เช่น

  • Magic City ใช้เส้นสีชมพูสดพาดตัดกับตัวเรือนสีเทา ให้ความรู้สึกเหมือนแสงนีออนยามค่ำคืนในเมือง
  • Vice เลือกใช้สีเทอร์ควอยซ์ ช่วยขับเส้นสายเรขาคณิตของตัวเรือนให้เด่นขึ้นโดยไม่กลบวัสดุ
  • Big Water ไล่เฉดระหว่างฟ้าและม่วง ทำให้คอนกรีตดูนุ่มและอ่อนโยนกว่าที่คาด
  • Sunshine ใช้สีเหลืองสร้างประกายอบอุ่นบนพื้นผิวคอนกรีตที่ผ่านการทำให้หยาบอย่างตั้งใจ

คอลเลกชันนี้จึงเป็นการผสานสตรีทอาร์ต วัสดุทดลอง และภาษาดีไซน์เฉพาะตัวของ Hublot เข้าด้วยกันอย่างมีพลัง

50 cent performing on the stage wearing the one of one unique piece (© Troy Barmore for Revolution)
เมืองแห่งเวทมนตร์ที่ชวนให้นึกถึงแสงนีออนยามค่ำคืน
น้ำขนาดใหญ่เปลี่ยนจากสีน้ำเงินเป็นสีม่วง
เน้นรูปทรงเรขาคณิตของเคส
แสงแดดทำให้พื้นผิวที่ขรุขระมีประกายอ่อนๆ

เส้นสายที่ถูกเพนต์ด้วยมือเหล่านี้ยังต่อเนื่องไปยังส่วนแทรกของสายนาฬิกา และองค์ประกอบต่าง ๆ ของหน้าปัดอีกด้วย กลไกภายในของ Meca-10 ยังคงถูกจัดแสดงให้เห็นอย่างเต็มที่ และการตกแต่งสีสันได้ถูกจัดวางในพื้นที่โดยรอบในลักษณะที่ทำให้นาฬิการู้สึกกลมกลืนเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน มากกว่าที่จะดูเป็นเพียงการตกแต่งที่ล้นเกิน

The Meca-10 (© Troy Barmore for Revolution)

ประวัติศาสตร์ Hublot กับ Miami จุดเริ่มต้นแห่งศิลปะบนข้อมือ

ประวัติศาสตร์ความผูกพันของ Hublot กับเมืองไมอามีช่วยอธิบายถึงความลงตัวอย่างง่ายดายของนาฬิการุ่นนี้ในบรรยากาศของงานศิลปะ แบรนด์ได้ทดลองนำงานศิลปะมาใช้ในเมืองนี้เป็นครั้งแรกในปี 2012 เมื่อ Domingo Zapata ศิลปินชื่อดัง ได้ทำการเพนต์บนด้านหน้าอาคารบูติคที่ Bal Harbour ในช่วงงาน Art Basel นับเป็นแนวคิดที่เรียบง่าย แต่ได้เปิดประตูสู่ความร่วมมือในอนาคต

สองปีต่อมา Mr. Brainwash ศิลปินจากภาพยนตร์สารคดี Exit Through the Gift Shop ได้นำผลงานที่มีความหนาแน่นสูงกว่ามากมาห่อหุ้มหน้าร้านเดิม ทำให้บูติคแห่งนั้นดูเหมือนเป็นงานจัดวางชั่วคราวมากกว่าร้านค้าทั่วไป

กระทั่งในปี 2016 Tristan Eaton ได้นำ “คอนกรีต” เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของการสนทนาทางศิลปะ โดยสร้างสรรค์นาฬิการุ่นที่เป็นเสมือนต้นแบบที่ชัดเจนของตัวเรือนคอมโพสิตคอนกรีตที่มีรอยแตกของคอลเลกชันปีนี้

Hublot x Mr. Brainwash, 2015
Hublot x Tristan Eaton, 2016

ดนตรี ศิลปะ และกลไก Hublot กับการแสดงพลังในไมอามี

ดนตรีได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของการปรากฏตัวของ Hublot ในไมอามีอย่างต่อเนื่อง และเมืองนี้ก็เปิดรับการผสมผสานดังกล่าวเป็นพิเศษ เมื่อเวลาผ่านไป เมืองนี้ได้พัฒนาจากสถานที่จัดงานไปสู่สภาพแวดล้อมในการทำงานจริง ที่ซึ่งศิลปะการประดิษฐ์นาฬิกา งานศิลป์ และการแสดง ได้หลอมรวมกันอย่างลงตัว นำมาซึ่งแนวคิด Art of Fusion ของ Hublot ให้เป็นจริงขึ้นมา

บรรยากาศในงานเปิดตัวได้สะท้อนถึงประวัติศาสตร์นั้นอย่างชัดเจน แขกที่เข้าร่วมงานได้เดินผ่านห้องชุดต่าง ๆ ที่ซึ่งเสียงดนตรีจะเปลี่ยนไปอย่างนุ่มนวล ในช่วงต้นของค่ำคืน มีการจัดแสดงนาฬิกา Big Bang รุ่นเก็บถาวรเล็กน้อย เพื่อฉลองครบรอบ 20 ปีของคอลเลกชัน และวางนาฬิกาชุดใหม่ทั้งสี่เรือนในบริบทที่กว้างขึ้น

ท่วงทำนองของงานเปลี่ยนไปเมื่อ 50 Cent ปรากฏตัวบนเวที การแสดงของเขาสั้นแต่ได้รับการตอบรับอย่างดี และเขาได้สวมนาฬิกา Hublot รุ่นพิเศษแบบ “One-of-one” ที่สร้างสรรค์ขึ้นสำหรับค่ำคืนนั้นโดยเฉพาะ นาฬิกาเรือนนี้มีสีที่เชื่อมโยงกับโปรเจกต์ภาพยนตร์ที่กำลังจะมาถึงของเขา และรวมถึงชิ้นส่วนหมากรุกสีทองที่สื่อถึงแบรนด์แชมเปญของเขา ซึ่งนาฬิกาเรือนนี้เข้ากันได้อย่างดีกับบริบทโดยรวมของงานเลี้ยงยามค่ำคืนโดยที่ไม่กลบความโดดเด่นของนาฬิกาศิลปะรุ่นอื่น ๆ เลย

The one of one unique piece for 50 cent (Image: Hublot)

การรับรู้ถึงศิลปะบนตัวเรือน (Hublot Big Bang Meca-10 Street Art)

ความสนใจได้หวนกลับมายังนาฬิกาคอลเลกชัน Street Art อีกครั้ง ภายใต้แสงที่เปลี่ยนแปลงไป เม็ดสีเรืองแสง (fluorescent pigments) ได้แสดงพฤติกรรมที่แตกต่างกันในแต่ละมุมมอง พื้นผิวคอนกรีตดูนุ่มนวลลงในบางจุด และคมชัดขึ้นในบางจุด ขณะที่เส้นสายที่ถูกเพนต์ก็ดูเหมือนจะเคลื่อนไหวเล็กน้อย แม้ว่าจะไม่มีการขยับอะไรที่ชัดเจนก็ตาม นี่เป็นเครื่องย้ำเตือนว่านาฬิกาเหล่านี้ถูกสร้างสรรค์ขึ้นโดยคำนึงถึงแสง ขนาด และบริบทของงานศิลปะที่แท้จริง ไม่ใช่เป็นเพียงการระบายสีเท่านั้น

The watch conceived with an awareness of light (© Troy Barmore for Revolution)

ค่ำคืนแห่งการหลอมรวมศิลปะที่ไมอามี

เมื่อค่ำคืนดำเนินต่อไป บรรยากาศของงานก็เข้าสู่จังหวะที่ผ่อนคลายลงตามเสียงดีเจเซ็ตจาก Mattia Vitale แห่ง Meduza แขกเหรื่อได้ล่องลอยอยู่ระหว่างการชื่นชมนาฬิกาและการจัดวางงานศิลปะ ทำให้เส้นแบ่งระหว่างงานเปิดตัวนาฬิกาและงานสังสรรค์ยามค่ำคืนแทบจะหายไป

ภายใต้บริบทของความสัมพันธ์ระหว่าง Hublot กับเมืองไมอามี นาฬิกาทั้งสี่เรือนในคอลเลกชันนี้ให้ความรู้สึกที่ “สมเหตุสมผล” มากกว่า “ยั่วยุ” แต่ละรุ่นคือการสำรวจวัสดุและสีสันอย่างถี่ถ้วน พวกมันไม่ได้ถูกออกแบบมาเพื่อสร้างความตกตะลึง และไม่ได้อาศัยความแปลกใหม่ทางเทคนิคเพื่อสร้างผลกระทบใด ๆ แต่พวกมันนำเสนอภาพสะท้อนของเมืองที่พวกมันถูกจัดแสดง พื้นผิวคอนกรีตที่มีรอยแตกร้าว จึงไม่ได้ดูเป็นเพียงลูกเล่น (gimmick) แต่เป็นความตั้งใจที่จะทำให้นาฬิกาเข้ามาอยู่ในโลกเดียวกับภาพจิตรกรรมฝาผนังและพื้นผิวที่เปี่ยมไปด้วยศิลปะที่เติมเต็มเมืองไมอามีในช่วง Art Week ได้อย่างแท้จริง

The cracked concrete felt less like a gimmick (© Troy Barmore for Revolution)
(© Troy Barmore สำหรับ Revolution)
(© Troy Barmore สำหรับ Revolution)

ความน่าสนใจสำหรับนักสะสม การพบกันระหว่างนาฬิกา ศิลปะ และสถานที่

สำหรับนักสะสมแล้ว ความดึงดูดใจของคอลเลกชันนี้มีแนวโน้มที่จะมาจากจุดบรรจบกันระหว่างศาสตร์การประดิษฐ์นาฬิกา (watchmaking) งานศิลปะ และสภาพแวดล้อมโดยรอบ นาฬิกาเหล่านี้เข้ากันได้ดีกับสายผลิตภัณฑ์ Big Bang ดั้งเดิม แต่บุคลิกของพวกมันถูกกำหนดขึ้นจากการเพนต์ด้วยมืออย่างชัดเจน

นาฬิกาเหล่านี้ไม่ได้พยายามที่จะเป็นสัญลักษณ์ (icons) พวกมันคือการแสดงออกถึงช่วงเวลาและสถานที่แห่งหนึ่ง ที่ Hublot ได้เข้ามามีส่วนร่วมมากว่าทศวรรษ ในเมืองที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่อง และขอบเขตระหว่างแขนงต่าง ๆ มักจะถูกข้ามผ่านอยู่เสมอ การทดลองล่าสุดของ Hublot จึงให้ความรู้สึกที่ สุขุม รอบคอบ และ เข้ากับสภาพแวดล้อม ของมันได้อย่างลงตัว

Hublot Big Bang Meca-10 Street Art Collection: Sunshine (© Troy Barmore for Revolution)
ข้อมูลทางเทคนิค 
  • ตัวเรือน: 44 มม. คอมโพสิตคอนกรีตแบบแตกร้าว เพนต์ด้วยมือ ขอบคอนกรีตเพนต์ลายสตรีทอาร์ต ไทเทเนียมเคลือบดำ PVD กันน้ำ 50 ม.
  • หน้าปัด: หน้าปัดดำด้าน โครงสร้าง Meca-10 แบบเปิดโล่ง แต่งสีตามรุ่น เม็ดสีเรืองแสงภายใต้ UV
  • ฟังก์ชัน:
  • ชั่วโมง นาที พลังงานสำรองแสดงแบบรางเชิงเส้น (Linear Power Reserve Display) พลังงานสำรอง 10 วัน
  • กลไก: HUB1201 กลไกไขลานมือ ความถี่ 3 Hz ชิ้นส่วน 223 ชิ้น
  • สาย: สายยางสีดำ พร้อมอินเสิร์ตเพนต์ลายเข้าชุด ระบบเปลี่ยนสาย One-Click บานพับเซรามิกและไทเทเนียมสีดำ

อ่านบทความเพิ่มเติมได้ที่:   
Past/Present/Future บทสนทนาว่าด้วยอดีต ปัจจุบัน และอนาคตของ URWERK
Wrist Check: BOUCHERON Winter Wonderland ส่องนาฬิกาของเหล่าแอมบาสเดอร์ ในแคมเปญพิเศษ
Making Time: การสร้างสรรค์เวลาจากโรงงาน La Fabrique du Temps Louis Vuitton