M.A.D.Editions M.A.D.2 ‘World Tour’ Edition เมื่อวัฒนธรรมคลับยุค 90 กลายเป็นกลไกแห่งความขอบคุณ

Date:

การเฉลิมฉลองครบรอบ 20 ปีของ MB&F และการยกย่องพันธมิตรทั่วโลก ผ่านเรือนเวลาที่ขับเคลื่อนด้วยกลไก และดีไซน์ที่ได้แรงบันดาลใจจาก DJ Mixing Console

เรื่องราวของ M.A.D.Editions ไม่ได้เริ่มต้นจากการทำแบรนด์นาฬิกาใหม่ แต่เป็นการแสดงออกถึงความขอบคุณที่ไม่คาดคิดต่อกลุ่มคนที่เชื่อมั่นใน MB&F (Maximilian Büsser & Friends) มาตั้งแต่ต้น M.A.D.Editions คือโครงการที่แยกออกมาจาก MB&F เพื่อให้แฟนๆ ที่อาจจะเข้าไม่ถึงนาฬิการาคาหลักล้านของ MB&F ให้ได้สัมผัสถึงจิตวิญญาณแห่งการประดิษฐ์ที่บ้าคลั่ง (M.A.D.)

ความสำเร็จของรุ่นแรก M.A.D.1 นับเป็นปรากฏการณ์ที่เหนือความคาดหมายอย่างแท้จริง มันเริ่มต้นจากอีเมลง่ายๆ ที่ส่งไปถึงเพื่อน ๆ และลูกค้าผู้ภักดี โดยไม่มีการโปรโมตใดๆ แต่เมื่อภาพหลุดออกไปบน Instagram ความต้องการก็พุ่งสูงจนควบคุมไม่ได้ Maximilian Büsser ผู้ก่อตั้ง MB&F ต้องออกมาชี้แจงว่านี่เป็นการผลิตครั้งเดียว ก่อนที่จะตัดสินใจใช้ระบบจับฉลากเพื่อเปิดโอกาสให้สาธารณชนได้เป็นเจ้าของ

M.A.D.2 คือจดหมายรักถึงคลับยุค 90

สำหรับ M.A.D.2 คือบทที่สองของเรื่องราวนี้ และเป็นเหมือนจดหมายรักฉบับที่ส่งตรงถึงจิตวิญญาณอิสระของ วัฒนธรรมคลับในยุค 1990 โดยเฉพาะในเมือง Lausanne สวิตเซอร์แลนด์ การออกแบบนี้มาจากเพื่อนสนิทและดีไซเนอร์คู่บุญของ MB&F อย่าง Eric Giroud ผู้ซึ่งในยุค 90 นั้นใช้ชีวิตอย่างเต็มที่บนฟลอร์เต้นรำของคลับในตำนานอย่าง MAD (Moulin à Danses) และ Dolce Vita

สิ่งที่เป็นเอกลักษณ์และเจาะลึกของการออกแบบ M.A.D.2 คือการนำเอาแรงบันดาลใจจาก DJ Mixing Console หรือเครื่องผสมเสียงของดีเจมาไว้บนข้อมืออย่างชัดเจน ไม่ว่าจะเป็นแผ่นเสียงบนหน้าปัด สำหรับวงหน้าปัดย่อยที่ยกสูงขึ้นตรงกลาง (Raised central subdials) ซึ่งทำหน้าที่แสดง ชั่วโมงและนาที ถูกออกแบบให้มีลักษณะเหมือนจานหมุน (Turntables) ของดีเจ โดยมีปุ่มหมุน (Knobs) และสวิตช์ (Switches) ที่จำลองมาจากแผงควบคุมของเครื่องเล่นแผ่นเสียง

และการแสดงเวลาของรุ่นนี้ ยังคงรูปแบบการแสดงเวลาแบบดิสก์หมุน (Rotating Discs) ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของ M.A.D.Editions โดยดิสก์ชั่วโมงและนาทีจะอยู่บนสุดของกลไก ส่วนเข็มชี้ชั่วโมงและนาทีนั้นจะถูกกำหนดโดยแท่งสีขาวที่อยู่ด้านข้างตัวเรือน (สำหรับรุ่นก่อนหน้า)

World Tour กับการเฉลิมฉลองครบรอบ 20 ปี และความผูกพันกับพาร์ทเนอร์

ต้องบอกว่ารุ่น World Tour Edition คือรุ่นที่สามที่เข้าร่วมคอลเลกชัน M.A.D.2 โดยตามมาหลังรุ่นสีส้ม (สำหรับ Tribe และ Friends) และรุ่นสีเขียว (เปิดให้จับฉลากทั่วไปและเพิ่งคว้ารางวัล Petite Aiguille จากงาน GPHG อันทรงเกียรติมาได้)

ความสำคัญของรุ่น ‘World Tour’ สีน้ำเงินนี้คือการเป็นส่วนหนึ่งของการเฉลิมฉลองครบรอบ 20 ปีของ MB&F และเป็นการยกย่องบทบาทที่สำคัญยิ่งของตัวแทนจำหน่าย (Retail Partners) ทั่วโลก ที่เป็นเหมือน “เพื่อน” และเป็นส่วนประกอบสำคัญในระบบนิเวศของแบรนด์ตลอดมา

การตัดสินใจครั้งนี้จึงมีความหมายเชิงปรัชญาอย่างลึกซึ้ง แทนที่จะวางจำหน่ายผ่านระบบจับฉลากแบบเดิม รุ่น World Tour นี้จะวางจำหน่ายผ่านตัวแทนจำหน่าย MB&F ทั่วโลกเท่านั้น และในปริมาณที่จำกัดมาก โดยอยู่ภายใต้ดุลยพินิจของตัวแทนแต่ละราย การกระทำนี้เป็นการเน้นย้ำว่า แม้ M.A.D.Editions จะเริ่มต้นจากชุมชนออนไลน์ แต่ก็ไม่เคยลืมบุญคุณและความสำคัญของการสนับสนุนแบบดั้งเดิมจากพาร์ทเนอร์

สำหรับคนที่รู้ลึก นี่คือนาฬิกาที่เป็นดหมือนบทสรุปของเรื่องราวที่ไม่ธรรมดา ตั้งแต่การเกิดโดยไม่ได้ตั้งใจ ความคลั่งไคล้ในวัฒนธรรมยุค 90 ไปจนถึงการตัดสินใจครั้งสำคัญเพื่อแสดงความขอบคุณต่อเครือข่ายธุรกิจที่ยืนหยัดมาด้วยกันกว่าสองทศวรรษ

ข้อมูลทางเทคนิค
  • ชื่อรุ่น: M.A.D.2 ‘World Tour’ Edition (รุ่นที่สามของคอลเลกชัน M.A.D.2 สีน้ำเงิน)
  • ตัวเรือน: สเตนเลสสตีล 316L มีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 42 มม. และหนา 12.3 มม. ตัวเรือนกันน้ำที่ 30 เมตร หรือ 3ATM (90 ฟุต) ใช้กระจกคริสตัลแซฟไฟร์ด้านบนเคลือบสารกันแสงสะท้อนทั้งสองด้าน และกระจกคริสตัลแซฟไฟร์ด้านล่างเคลือบสารกันสะท้อนด้านใน
  • หน้าปัด: วงหน้าปัดย่อยตรงกลางที่ยกสูงขึ้น (Raised central subdials) ออกแบบจำลองลักษณะจานหมุน (Turntables) ของดีเจ แสดงผลแบบดิสก์หมุน (Rotating Discs)
  • ฟังก์ชัน: ชั่วโมงกระโดดสองทิศทาง (Bi-directional jumping hour) และ นาที โดยแสดงผลผ่านดิสก์หมุน
  • กลไก: กลไกพื้นฐาน Swiss-made จาก La Joux-Perret ผลิตในโรงงาน คาลิเบอร์ G101 ที่มีการเพิ่มโมดูลชั่วโมงกระโดดสองทิศทางและนาทีที่พัฒนาโดย MB&F กลไกมีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 25.6 มม. หนา 4.45 มม. ทำงานด้วยความถี่ 4 Hz หรือ 28,800 ครั้งต่อชั่วโมง มีทับทิม 24 เม็ด มีพลังงานสำรอง 64 ชั่วโมง และเป็นกลไกขึ้นลานอัตโนมัติ
  • สาย: สายหนังพร้อมตัวล็อคสายบานพับ (Folding Clasp) ทำจากสเตนเลสสตีล

อ่านบทความอื่นๆ เพิ่มเติม
Streamliner Genesis 2 องค์ที่สองแห่งไตรภาค การกลับสู่ “เนื้อแท้” ที่จับต้องได้
การอัปเดตครั้งใหม่ที่ลงตัวและน่าประทับใจกับ Lange 1 Daymatic พร้อมปรับโฉมด้วยสีฮันนี่โกลด์และสีน้ำตาล
Chopard Mille Miglia Classic Chronograph Tribute to Sir Stirling Moss

Share post:

More like this

Introducing: Brew Retrograph Stone Blend Automatic เมื่อความงามของสายธารกาแฟถูกรังสรรค์ผ่านหินธรรมชาติ Pietersite

Brew เปิดตัว Retrograph Stone Blend Automatic เรือนเวลารุ่นจำกัด 250 เรือน โดดเด่นด้วยหน้าปัดหินธรรมชาติ Pietersite ที่จำลองภาพการเทนมลงในกาแฟสกัดเย็น ขับเคลื่อนด้วยกลไกออโตเมติก Miyota 9015

HYT Conical Tourbillon Midnight Blue เมื่อนวัตกรรมกลศาสตร์ของเหลวผสานความเลอค่าของทองคำ 5N ที่มีเพียง 8 เรือนทั่วโลก

HYT เผยโฉม Conical Tourbillon Midnight Blue นวัตกรรมไฮโดรเมคานิกส์ระดับไฮเอนด์ที่จับคู่ตัวเรือนทองคำ 5N เข้ากับไทเทเนียม DLC สีดำ ขับเน้นระบบของเหลวสีฟ้าและทูร์บิยองทรงกรวย ผลิตจำกัดเพียง 8 เรือนทั่วโลก

LOUIS MOINET MEMORIS DIAMONDS เผยโฉมนาฬิกาโครโนกราฟระดับไฮจิวเวลรี ลิมิเต็ดอิดิชันผลิตเพียงรุ่นละ 12 เรือนทั่วโลก

Louis Moinet เปิดตัว Memoris Diamonds เรือนเวลาโครโนกราฟไอคอนิกในตัวเรือน Red Gold 18K และ Titanium Grade 5 ที่โดดเด่นด้วยการเผยกลไกโครโนกราฟบนหน้าปัด ผสานการประดับเพชร VVS และไพลินสีน้ำเงินสุดประณีต

Franck Muller ถ่ายทอดความรักผ่าน 3 นาฬิกาสุดประณีต ต้อนรับเทศกาลวันแม่

สัมผัสความประณีตของ 3 เรือนเวลาไอคอนิกจาก Franck Muller ทั้ง Cintrée Curvex Gatsby, Crazy Hours x JISBAR และ Curvex CX Silhouette ที่สะท้อนคุณค่า ความตั้งใจ และความรักอันไร้กาลเวลาเนื่องในโอกาสวันแม่