การเปิดตัว ID Genève Circular S Eclipse: นาฬิกาเรือนแรกของโลกที่ใช้เหล็กกล้าหลอมด้วยพลังงานแสงอาทิตย์ 100% พร้อมการยืนยันจาก Leonardo DiCaprio
แรงผลักดันจากปัญหาคาร์บอนสู่โรงหลอมพลังงานแสงอาทิตย์
ต้องเริ่มเล่าจากตรงนี้ก่อนเลยว่าเรื่อง Circular S ของ ID Genève นั้นไม่ได้เกิดขึ้นเพราะอยากทำคอนเทนต์รักษ์โลกเก๋ๆ แต่เพราะเขาตั้งใจแก้ปัญหาวัสดุในอุตสาหกรรมนาฬิกาจริงๆ โดยเฉพาะสเตนเลสสตีลที่ทุกแบรนด์ใช้กันหมด ซึ่งกระบวนการผลิตนั้นปล่อยคาร์บอนออกมาเยอะมาก
เพราะงั้นการที่สวิตเซอร์แลนด์มีโรงหลอมโลหะด้วยแสงอาทิตย์เครื่องแรกที่ La Chaux-de-Fonds มันเลยเป็นเรื่องใหญ่จริง นอกเหนือจากภาพสวยๆ สำหรับงานเปิดตัว ยังเป็นการพิสูจน์ว่าการหลอมสตีลด้วยพลังงานแสงอาทิตย์นั้นทำได้จริงในระดับอุตสาหกรรม ไม่ใช่แค่ทดลองในแลบอีกต่อไป

เหล็กกล้าที่รอยเท้าคาร์บอนลดลง 165 เท่า
ชื่อ Circular S ที่ตัวอักษร S = Solar จริงๆ ก็เกิดจากตรงนี้เลย สตีลที่ใช้ถูกหลอมจากแสงอาทิตย์ล้วนๆ ไม่มีฟอสซิล ไม่มีเตาแก๊ส ไม่มีเตาไฟฟ้า ผลลัพธ์คือได้สตีลที่มีคาร์บอนน้อยกว่าสตีลทั่วไปถึง 165 เท่า ตัวเลขนี้ไม่ได้ขยี้เพื่อความสวยงาม มันเป็นข้อเท็จจริงที่เกิดจากวิธีผลิตเลยจริงๆ
สำหรับรุ่น “Eclipse” ที่เพิ่งเปิดตัวล่าสุดก็ใช้สตีลที่หลอมแบบนี้เช่นกัน ซึ่งเป็นชุดที่ทดลองมาจาก Mont-Louis ในฝรั่งเศสตั้งแต่ปี 2022 ก่อนที่สวิตฯ จะมีโรงหลอมของตัวเองในตอนนี้



การสนับสนุนระดับโลก Leonardo DiCaprio กับการยืนยันจากหน้าเตาหลอมจริง
ที่หลายคนพูดถึงกันมาก และเป็นสิ่งที่น่าสนใจมากนั่นก็คือ Leonardo DiCaprio นักแสดงรางวัลออสการ์และนักเคลื่อนไหวด้านสิ่งแวดล้อม ซึ่งเขาไปดูของจริงที่โรงหลอมด้วยตัวเองแบบยืนอยู่หน้าเตาหลอมแสงอาทิตย์จริงๆ เขาเดินเข้าไปดูเครื่องจักรที่รวมแสงอาทิตย์จนร้อนเกิน 1,500°C ซึ่งเป็นอุณหภูมิที่หลอมสตีลได้แบบไม่ต้องใช้พลังงานอื่นเลย เลยทำให้เรื่องทั้งหมดมันจับต้องได้มากขึ้น เพราะนี่ไม่ใช่แค่นาฬิกาที่พยายามขายภาพลักษณ์ “รักษ์โลก” แต่เป็นคนในวงการสิ่งแวดล้อมระดับโลกที่เห็นกระบวนการนี้จริงและกล้าพูดเรื่องนี้จากประสบการณ์ตรง

เขาได้กล่าวว่า
“As an investor of ID Genève, I’m proud to see the company pioneering new solutions. Harnessing the power of the sun to craft materials is a tangible example of how innovation can accelerate climate action.” – Leonardo DiCaprio, Environmental Advocate & Investor at ID Genève
“ในฐานะนักลงทุนของ ID Genève ผมภูมิใจที่เห็นบริษัทบุกเบิกโซลูชันใหม่ๆ การใช้พลังงานจากดวงอาทิตย์เพื่อสร้างสรรค์วัสดุเป็นตัวอย่างที่จับต้องได้ว่านวัตกรรมสามารถเร่งการดำเนินการด้านสภาพภูมิอากาศได้อย่างไร”
ซึ่งเอาง่ายๆ คือเขาบอกประมาณว่า การใช้พลังงานแสงอาทิตย์สร้างวัสดุได้จริงมันคือตัวอย่างชัดๆ ว่านวัตกรรมช่วยด้านสภาพอากาศได้แบบไหน ทำให้เห็นว่านวัตกรรมช่วยเรื่องสภาพอากาศได้แบบเป็นรูปธรรม ไม่ใช่แค่คำพูดสวยๆ
ปรัชญาใหม่ของ Luxury ความโปร่งใสตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ
ส่วน Nicolas Freudiger ผู้ร่วมก่อตั้งก็พูดตรงดี เขาบอกว่าโลกของลักชัวรีมันกำลังเปลี่ยน วัสดุแบบ mycelium สาหร่าย ปอ หรือสตีลแบบรีโปรเซส มันคือเรื่องปกติของอนาคตแล้ว เพราะมัน trace ได้หมด และไม่สร้างปัญหาไว้ข้างหลัง

ถ้ามองภาพรวมของแบรนด์นี้ เขาเดินเส้นทางนี้มาไกลพอสมควร ใช้สตีลรีไซเคิล 100% ตั้งแต่แรก พัฒนาคาร์บอนแบบซ่อมตัวเองร่วมกับ CompPair ทำงานกับ SDGs ของสหประชาชาติ และสุดท้ายก็ได้ B Corp ซึ่งเป็นใบรับรองที่ตรวจละเอียดทั้งบริษัท ไม่ใช่แค่เรื่องวัสดุ
วันนี้พวกเขาเริ่มก่อตั้ง Circular Luxury Lab เพื่อให้คนอื่นในอุตสาหกรรมมาใช้เทคโนโลยีและวัสดุที่พัฒนาไปด้วยกัน ไม่ใช่เก็บไว้คนเดียว เป็นท่าทีที่เห็นชัดว่าแทนที่แบรนด์นี้จะทำเพื่อภาพลักษณ์ พวกเขากลับต้องการผลลัพธ์จริงทั้งวงการ
ทั้งหมดนี้รวมกันทำให้ Circular S “Eclipse” นอกจากจะเป็นรุ่นพิเศษแล้ว ยังเป็นหลักฐานว่าแนวคิด “วัสดุหมุนเวียนคุณภาพสูง” มันเกิดขึ้นจริงในอุตสาหกรรมนาฬิกาแล้ว และไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป เพราะโรงหลอมพลังงานแสงอาทิตย์ของสวิตฯ ตอนนี้ใช้งานจริงได้แล้ว ไม่ใช่แค่โชว์ไอเดีย
Circular S “Eclipse” นาฬิกาที่เป็นหลักฐานทางกระบวนการ
และเวลาเล่าเรื่อง Circular S “Eclipse” ถ้าพูดแค่เรื่องวัสดุมันจะเหมือนเล่าไม่จบ เพราะตัวนาฬิกามันคือปลายทางของกระบวนการที่ยาวมาก และสิ่งที่น่าสนใจกว่าคือ “พอทำสตีลแบบใหม่ได้จริง นาฬิกาที่ออกมาก็ต้องพิสูจน์ให้เห็นว่ามันดีพอสำหรับวงการจริงไหม” ไม่ใช่แค่ดีในเชิงแนวคิด
ตัว Eclipse ใช้ดีไซน์พื้นฐานของ Circular S เหมือนรุ่นก่อนหน้า คือสไตล์ที่ตั้งใจให้ดูร่วมสมัย เรียบมาก แต่ไม่แบน ไม่มีความพยายามทำให้มันดูหรูด้วยลูกเล่นเยอะๆ แต่ให้ดูดีด้วยสมดุลของรูปทรง ตัวเรือนทรงกลมที่เส้นสายคม ใช้สัดส่วนที่จับขึ้นมือแล้วรู้สึกว่าเป็นนาฬิกาที่ออกแบบโดยคนชอบกลไก ไม่ใช่ดีไซเนอร์ที่อยากทำเท่เฉยๆ
สิ่งที่ต่างและสำคัญของ Eclipse คือวัสดุที่ใช้ทั้งหมดเป็นสตีลที่หลอมด้วยแสงอาทิตย์จริงๆ จากชุดทดลองใน Mont-Louis เหมือนที่เล่าไปก่อนหน้า เพราะงั้นตัวเรือนแม้จะไม่ได้มีอะไรเว่อร์วังภายนอก มันยังเป็นสตีลเหมือนที่เราเห็นกันทั่วไป แต่ในขณะเดียวกันมันคือ “สตีลที่เล่าเรื่องได้” และเล่าได้แบบจับต้องได้ ไม่ใช่เล่าแบบลอยๆ เรื่องคุณค่าทางสิ่งแวดล้อม แต่มาจากกระบวนการผลิตที่เกิดขึ้นจริง

ในแง่การแต่งตัวของนาฬิกา Circular S จะเน้นพื้นผิวที่ดูดิบและซื่อสัตย์ ไม่พยายามทำให้เงาจัดหรือเนียนจนไร้รอย ทั้งหมดให้ความรู้สึกแบบของทำดีๆ ชิ้นต่อชิ้น ไม่ใช่ของที่ถูกขัดให้เงาเพื่อปิดบังที่มาของวัสดุ ซึ่งเข้ากับปรัชญาของแบรนด์ที่เน้นความโปร่งใสตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ
อีกอย่างที่หลายคนที่เล่นนาฬิกาจริงๆ ชอบก็คือ ID Genève ใช้กลไกที่ refurbish ใหม่จากฐานเดิม วิธีนี้ทำให้ลดการผลิตชิ้นส่วนใหม่โดยไม่ต้องลดคุณภาพของการใช้งาน ซึ่งเป็นอีกจุดที่แบรนด์ตั้งใจทำให้เข้ากับคอนเซ็ปต์ circular economy แบบที่ไม่เสียประสิทธิภาพของนาฬิกาเลย



สรุปแบบตรงๆ ว่า “ตัวนาฬิกามันเป็นยังไง” คือมันไม่ได้พยายามโชว์ตัวเองด้วยลูกเล่นแปลกๆ แต่มันซื่อสัตย์กับการเป็นนาฬิกาที่ตั้งใจให้ดีไซน์เรียบๆ ใช้งานได้จริง วางทาบอยู่บนข้อมือแล้วเล่าเรื่องได้ชัดว่ามันมาจากที่ไหน เกิดจากกระบวนการแบบไหน และทำไมสตีลชิ้นนี้ถึงต่างจากสตีลเรือนอื่นในกล่องนาฬิกาของคนเล่นจริง
พูดง่ายๆ ถ้าคุณไม่ได้รู้เรื่องเบื้องหลังมันก็จะดูเป็นนาฬิกาดีไซน์มินิมอลที่ทำดีชิ้นหนึ่ง แต่พอรู้ว่าตัวเรือนมันมาจากสตีลที่เกิดจากแสงอาทิตย์ล้วนๆ และเป็นสตีลล็อตแรกๆ จากการทดลองก่อนเกิดโรงหลอมอุตสาหกรรม มันจะเปลี่ยนฟีลของนาฬิกาไปเลย จากเครื่องประดับกลไกชิ้นหนึ่ง กลายเป็นหมุดหมายของอุตสาหกรรมนี้จริงๆ
อ่านบทความอื่นๆ เพิ่มเติม
Chopard Mille Miglia Classic Chronograph Tribute to Sir Stirling Moss
การอัปเดตครั้งใหม่ที่ลงตัวและน่าประทับใจกับ Lange 1 Daymatic พร้อมปรับโฉมด้วยสีฮันนี่โกลด์และสีน้ำตาล
มาย้อนดู 20 ปีแห่งการปฏิวัติวงการนาฬิกา ใครคือ 100 ไอคอนที่ Revolution ต้องยกย่อง?

