หลายคนอาจคุ้นเคยกับ Louis Vuitton ในฐานะผู้นำด้านแฟชั่นและเครื่องหนังระดับโลก ทว่าในอีกด้านหนึ่ง แบรนด์แห่งนี้ได้พิสูจน์ให้คนรักนาฬิกาทั่วโลกเห็นว่า พวกเขาคือ “ผู้เล่นตัวจริง” ที่มีวิสัยทัศน์และงานวิศวกรรมที่ล้ำสมัยไม่แพ้ใครในอุตสาหกรรมนาฬิกาสวิส
ใน Deep Dive EP. 6 นี้ เราจะพาทุกคนเดินทางย้อนกลับไปดูรากฐานตั้งแต่ปี 1854 และเจาะลึกจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้ Louis Vuitton ก้าวขึ้นสู่ระดับ High Watchmaking อย่างเต็มตัว
La Fabrique du Temps: หัวใจสำคัญของการปฏิวัติวงการ คือการที่แบรนด์มีโรงงานผลิตกลไกของตัวเองในเจนีวา ภายใต้การดูแลของปรมาจารย์ช่างนาฬิกา Michel Navas และ Enrico Barbasini
วิสัยทัศน์ยุคใหม่ของ Jean Arnault: การปรับทิศทางของแบรนด์ให้เข้าถึงใจคนรุ่นใหม่ พร้อมกับการเปิดตัวผลงานที่คว้าตรา Poinçon de Genève มาครอบครอง
ความรักในรถคลาสสิกของเขายังนำไปสู่ความร่วมมือกับรายการแข่งรถระดับโลกอย่าง Mille Miglia ซึ่งกลายเป็นหนึ่งในคอลเลกชันนาฬิกาสปอร์ตที่ประสบความสำเร็จที่สุด และเขายังเป็นคนที่ฟื้นคืนชีพแบรนด์นาฬิกาในตำนานอย่าง Ferdinand Berthoud ให้กลับมามีชีวิตอีกครั้งในฐานะนาฬิการะดับมาสเตอร์พีซที่เน้นความเที่ยงตรงสูงสุด
หากจะพูดถึงนาฬิกาที่เปลี่ยนทิศทางการสนทนาเกี่ยวกับกลไกซับซ้อนในรอบสองทศวรรษที่ผ่านมา Van Cleef & Arpels Lady Arpels Pont des Amoureux ที่เปิดตัวในปี 2010 คือหนึ่งในเรือนเวลาที่หาได้ยากที่ทำเช่นนั้นได้สำเร็จ บนหน้าปัดที่งดงามราวกับภาพวาดที่ทุกคนคุ้นตา เราจะเห็นชายและหญิงคู่หนึ่งกำลังเดินข้ามสะพานในปารีส โดยแต่ละคนทำหน้าที่บอกเวลา ฝ่ายหญิงบอกชั่วโมง และฝ่ายชายบอกนาที
ถ้าจะพูดถึงนาฬิกาที่เปลี่ยนทิศทางอุตสาหกรรมในศตวรรษที่ 21 ได้มากที่สุด คงหนีไม่พ้น Hublot Big Bang แม้ช่วงแรกจะถูกวิจารณ์ว่ามีหน้าตาคล้ายกับ Royal Oak Offshore แต่เราปฏิเสธไม่ได้เลยว่าสิ่งที่ Jean-Claude Biver ทำกับ Big Bang นั้นคืออัจฉริยภาพของการสร้างแบรนด์อย่างแท้จริง
The six signature H-screws applied on the bezel
หัวใจหลักของ Big Bang คือปรัชญา “Art of Fusion” หรือศิลปะแห่งการผสมผสาน ซึ่ง Biver นำมาใช้เป็นรากฐานสำคัญ นอกเหนือจากการที่เขานำเอาวัสดุที่แตกต่างกันมาวางรวมกันแล้ว เขายังทำให้มันกลายเป็นจุดขายหลัก ซึ่งการจับคู่ระหว่างวัสดุระดับไฮเอนด์อย่างทองคำหรือแพลทินัม เข้ากับวัสดุพื้นฐานอย่างยาง (Rubber) คือสิ่งที่เปลี่ยนนิยามนาฬิกาหรูไปตลอดกาล
The in-house Unico movement view from the sapphire caseback
นอกจากเรื่องวัสดุ Big Bang ยังประสบความสำเร็จในการเชื่อมโยงโลกนาฬิกาเข้ากับวัฒนธรรมร่วมสมัย ทั้งฟุตบอล ดนตรี และศิลปะ Biver ทำให้ Big Bang กลายเป็นนาฬิกาที่เข้าถึงได้และดูเท่สำหรับคนรุ่นใหม่ที่ไม่ได้มองหาแค่ประวัติศาสตร์เก่าแก่เพียงอย่างเดียว
แม้เวลาจะผ่านไป 20 ปี และพัฒนาไปถึงรุ่นที่ใช้กลไก In-house อย่าง Unico แต่โครงสร้างหลักและความเป็น Big Bang ก็ยังชัดเจน มันคือนวัตกรรมที่พิสูจน์ว่าความสำเร็จไม่ได้ขึ้นอยู่กับสิ่งที่คุณสร้างเพียงอย่างเดียว แต่ขึ้นอยู่กับว่าคุณทำให้คนตกหลุมรักมันได้อย่างไร
Hublot Big Bang Unico Summer 2025
ข้อมูลทางเทคนิค: Hublot Big Bang Unico Summer 2025
WATCH ART Grand Exhibition ครั้งที่ 7 ปักหมุดโลเกชั่นจัดงานที่กรุงมิลาน ภายในวันที่ 2 -18 ตุลาคม 2026
งานแสดงผลงานหัตถศิลป์ชั้นสูงของ Patek Philippe ที่รวบรวมประวัติศาสตร์งานช่างฝีมือ ชิ้นงานระดับมาสเตอร์พีซอันทรงคุณค่า และเรือนเวลารุ่นลิมิเต็ดที่จะเผยโฉมในงานจัดแสดงที่คนรักนาฬิกาเฝ้ารอคอยกลับมาอีกครั้ง หลังจากที่เมื่อปี 2023 เลือกโลเกชั่นจัดงานที่กรุงโตเกียว
คราวนี้ Patek Philippe ก็ยังคงยึดมั่นในการเลือกเมืองอันเป็นศูนย์กลางแห่งศิลปะวัฒนธรรม ทั้งยังมีความสำคัญในเชิงประวัติศาสตร์ร่วมกับทางแบรนด์ และแวดล้อมด้วยผู้คนเปี่ยมรสนิยมที่เล็งเห็นคุณค่าในงานหัตถศิลป์ นั่นก็คือ กรุงมิลาน ประเทศอิตาลี ภายในพื้นที่จัดแสดงกว่า2,500 ตารางเมตรที่เปิดโอกาสให้ผู้เข้าชมได้สัมผัสเบื้องหลังของ Patek Philippe อย่างใกล้ชิด และแน่นอนว่า มาพร้อมกับการเปิดตัวนาฬิการุ่นลิมิเต็ดเอดิชันหลายรุ่น
สถานที่จัดแสดงอันน่าตื่นตา
โดยนิทรรศการ Patek Philippe WATCH ART Grand Exhibition Milan 2026 จะจัดขึ้นระหว่างวันศุกร์ที่ 2 ถึงวันอาทิตย์ที่ 18 ตุลาคม 2026 ณ Palazzo delle Scintille (หรือ CityOval) อาคารประวัติศาสตร์แห่งนี้ได้รับการบูรณะครั้งใหญ่ภายใต้โครงการฟื้นฟูเมือง ตั้งอยู่ใจกลางย่าน CityLife อันเป็นเขตธุรกิจและที่อยู่อาศัยระดับพรีเมียมแห่งใหม่ของกรุงมิลาน โดยนิทรรศการ WATCH ART จะครอบคลุมพื้นที่ประมาณ 2,540 ตารางเมตร จากพื้นที่จัดแสดงทั้งหมด 4,000 ตารางเมตรของ CityOval ซึ่ง Patek Philippe สัญญาว่าจะมอบฉากจัดแสดงที่ตระการตาที่สุดเท่าที่เคยมีมา โดยแบ่งออกเป็นโซนตามธีมต่างๆ พร้อมพาไปรู้จักสถานที่สำคัญของแบรนด์ในกรุงเจนีวา ได้แก่ สำนักงานใหญ่ที่ Rue du Rhône โรงงานที่ Plan-les-Ouates และพิพิธภัณฑ์ Patek Philippe
WATCH ART Grand Exhibition Milan 2026 จะรวบรวมนาฬิกาและวัตถุจัดแสดงราว 500 ชิ้น ถ่ายทอดความเชี่ยวชาญในหลากหลายแขนง ผู้เข้าชมจะได้ชม คอลเลกชันปัจจุบันทั้งหมดของ Patek Philippe ตั้งแต่รุ่นไอคอนิกที่ทุกคนรู้จักเป็นอย่างดีไปจนถึงนาฬิกาคอมพลิเคชันซับซ้อนที่สุดในโลกอันแสดงถึงความเชี่ยวชาญด้านกลไกชั้นสูงของ Patek Philippe
นอกจากนี้ยังมีการจัดแสดงคอลเลกชัน Rare Handcrafts WATCH ART Grand Exhibition Milano 2026 โดยเฉพาะ ซึ่งผู้เข้าชมจะได้เข้าชมผลงานนาฬิกาตั้งโต๊ะทรงโดม นาฬิกาพก และนาฬิกาข้อมือที่ประดับด้วยงานจิตรกรรมขนาดจิ๋ว งาน cloisonné enamel ที่ใช้เทคนิคเฉพาะตัว งานแกะสลักด้วยมือ งานไม้ marquetry ระดับไมโคร งาน guilloché ที่รังสรรค์ขึ้นด้วยมือ และเทคนิคการฝังอัญมณี พร้อมการสาธิตงานฝีมือจากช่างผู้เชี่ยวชาญ
อัญมณีแห่งพิพิธภัณฑ์ Patek Philippe
ห้องจัดแสดงนาฬิกาจากพิพิธภัณฑ์ Patek Philippe
นอกเหนือจากความล้ำเลิศในด้านต่างๆ ที่หล่อหลอมตัวตนของ Patek Philippe นิทรรศการครั้งนี้ยังจะนำนาฬิกาคัดสรรจาก พิพิธภัณฑ์ Patek Philippe ณ กรุงเจนีวา ซึ่งได้รับอนุญาตเป็นกรณีพิเศษให้นำมาจัดแสดงที่มิลาน รวมถึงผลงานจาก Antique Collection ชิ้นงานเก่าแก่ตั้งแต่ศตวรรษที่ 16 ถึงต้นศตวรรษที่ 19 อันประกอบไปด้วยนาฬิกาเก่าแก่ที่สุดบางเรือนของโลก และผลงานชิ้นเอกด้านเทคนิคและสุนทรียศาสตร์ที่บอกเล่าประวัติศาสตร์ของศาสตร์แห่งเวลา รวมถึงผลงานจาก Patek Philippe Collection ที่สะท้อนมรดกอันล้ำค่าของแบรนด์
การรวมตัวของสุดยอดผลงานเรือนเวลา
ภาพสเก็ตช์ของ Master of Sound Room
หนึ่งในห้องจัดแสดงจะนำเสนอคอลเลกชันกลไกนาฬิกาที่ Patek Philippe ออกแบบและผลิตขึ้นเองทั้งหมด พร้อมพื้นที่ใหม่ที่อธิบายขั้นตอนการผลิตชิ้นส่วน และอีกส่วนหนึ่งที่อุทิศให้กับงานวิจัยและพัฒนา พื้นที่สำคัญจะถูกสงวนไว้สำหรับนาฬิการะดับไฮคอมพลิเคชัน ซึ่งเป็นจุดแข็งของแบรนด์ รวมถึงโซน ‘Master of Sound’ ที่จัดแสดงนาฬิกาตีบอกเวลา
โดยมีผลงานระดับสุดยอดอย่าง Patek Philippe Grandmaster Chime ที่มีถึง 20 คอมพลิเคชันภายในหนึ่งเรือน และ Sky Moon Tourbillon ผู้เข้าชมยังจะมีโอกาสพบกับช่างนาฬิการะดับปรมาจารย์ของ Patek Philippe ที่จะสาธิตการทำงานของกลไกต่าง ๆ อย่างใกล้ชิด และแน่นอนว่า WATCH ART Grand Exhibition Milan จะมาพร้อมกับการเปิดตัว นาฬิการุ่นลิมิเต็ดเอดิชันในทุกกลุ่มของคอลเลกชันของ Patek Philippe
Patek Philippe WATCH ART Grand Exhibition Milan 2026 เปิดให้บุคคลทั่วไปเข้าชมฟรี ตั้งแต่วันที่ 2 – 18 ตุลาคม 2026 ณ Palazzo delle Scintille กรุงมิลาน ประเทศอิตาลี รีบจับจองตั๋วเครื่องบินและห้องพักกันตั้งแต่เนิ่นๆ เพื่อบินไปสัมผัสประวัติศาสตร์และงานหัตถศิลป์ของ Patek Philippe กันอย่างใกล้ชิด
ในการกล่าวถึงผู้นำที่มีความสามารถในการสร้างปรากฏการณ์ทางวัฒนธรรมด้วยนาฬิกา… ผู้เขียนชอบโลกใบนี้มากกว่านี้มากเมื่อ แองเจโล โบนาร์ติ ยังมีชีวิตอยู่และเป็นผู้นำของ Panerai ซึ่งเป็นแบรนด์ที่เขาได้เปลี่ยนจากผู้ผลิตนาฬิกาสำหรับเครื่องมือทางการทหารให้กลายเป็นหนึ่งในแบรนด์นาฬิกาสปอร์ตที่ร้อนแรงที่สุดในตลาด ในช่วงที่เปิดตัวในงาน Salon International de la Haute Horlogerie (SIHH) ของ Richemont Group ในปี 1998
The Revolutionary List: Jean-Claude Biver (ฌอง-คล็อด บีเวอร์) ผู้ฟื้นฟู Blancpain และเป็นผู้ที่ทำให้ Hublot Big Bang เป็นที่นิยม และปรมาจารย์แห่งการตลาดนาฬิกา
มีทั้งพี่น้อง Chaumet กับ Daniel Roth, Audemars Piguet กับปฏิทินถาวรของพวกเขา Gérald Genta และ Pierre-Michel Golay และแน่นอนว่าคือ ฌอง-คล็อด บีเวอร์ กับ Blancpain ซึ่งเขาซื้อมาในปี 1981 และขายให้กับ Swatch Group ในปี 1992 ในช่วงที่เขาดำรงตำแหน่ง เขาได้จัดการฟื้นฟูนาฬิกากลไกซับซ้อนอย่างน่าทึ่ง โดยร่วมมือกับ Jacques Piguet
The Revolutionary List: Jean-Claude Biver Blancpain Resurrector, Hublot Big Bang Popularizer, and Master of Watch Marketing
ผู้ทำให้ Hublot Big Bang เข้าถึงได้ง่าย
เขายังเป็นบุคคลที่มีอิทธิพลมากที่สุดคนหนึ่งในสหัสวรรษใหม่ผ่านงานของเขากับ Hublot ในขณะที่ Richard Mille และ Audemars Piguet ได้แนะนำให้โลกได้รู้จักกับการทำนาฬิกาแบบโมเดิร์น (modernist watchmaking) แต่ความอัจฉริยะของบีเวอร์ เช่นเดียวกับสตีฟ จ็อบส์ ซึ่งไม่ได้อยู่ที่การสร้างสรรค์เท่านั้น ยังรวมถึงการนำเทรนด์นี้มาทำให้สัมพันธ์กันได้ ดูดีมีสไตล์ (cool) และเข้าถึงได้สำหรับผู้ชมที่กว้างขึ้นมาก ผ่านนาฬิกาเรือนเวลา Big Bang ที่ฉลองครบรอบ 20 ปีในปีนี้
HUB1242 a.k.a. Gen 1 Unico movement
HUB1280 a.k.a. Gen 2 Unico movement
แม้ว่า Big Bang จะเป็นที่ถกเถียงกันอยู่บ้าง แต่ในความเห็นของผู้เขียน มันเป็นหนึ่งในเรือนเวลาที่มีความสำคัญทางวัฒนธรรมที่สุดในยุคของเรา และด้วยกลไก Unico Gen 1 หรือแม้แต่ Gen 2 มันก็เป็นนาฬิกากลไกที่ดีอย่างยิ่ง
ความเป็นมา วิวัฒนาการ และยุคปัจจุบันของเรือนเวลา split-seconds chronograph ภายใต้ชายคา Patek Philippe
ภายในโลกแห่งการแข่งขันที่ทุกวินาทีเป็นตัวตัดสินความสำเร็จ ใครเป็นผู้ชนะ ใครกลับต้องพ่ายแพ้ ชะตาชีวิตของคนเราสามารถตัดสินได้ภายในเสี้ยววินาทีเดียว และเครื่องมือสำคัญที่ช่วยชี้ชะตาย่อมหนีไม่พ้นนาฬิกาโครโนกราฟที่สามารถจับเวลาได้อย่างแม่นยำ และตำนานแห่งโลกนาฬิกาอย่าง Patek Philippe นับเป็นหนึ่งในผู้นำที่ช่วยกำหนดผู้ชนะผ่านเรือนเวลาโครโนกราฟที่ไม่เพียงแต่จับเวลาได้อย่างแม่นยำเท่านั้น แต่ยังเสริมประสิทธิภาพของการจับช่วงเวลาเสี้ยววินาทีให้เหนือชั้นด้วยฟังก์ชัน split-seconds chronograph ที่ชี้ขาดผู้ชนะได้อย่างไร้ข้อกังขา ทั้งยังมุ่งมั่นเพิ่มเติมฟังก์ชันให้ตอบโจทย์การใช้งานในปัจจุบัน และคงความสง่างามข้ามยุคสมัย
จุดเริ่มต้นแห่งวินาทีบ่งชี้ชัยชนะ
อาจกล่าวได้ว่าประวัติศาสตร์แห่งเรือนเวลาโครโนกราฟของ Patek Philippe นั้นสามารถย้อนไปไกลถึงปี 1854 ที่ Antoni Norbert de Patek ได้เดินทางไปเยือนสหรัฐอเมริกา และได้ค้นพบว่า “ชาวอเมริกันต้องการนาฬิการาคาย่อมเยาแต่ต้องสามารถจับความเร็วของม้าได้อย่างแม่นยำถึงหนึ่งในสี่ของวินาที” นั่นจึงเป็นที่มาของนาฬิกาโครโนกราฟเรือนแรก Ref. 10 051 ซึ่งเปิดตัวในปี 1856 เพิ่มมาในรูปแบบนาฬิกาพกพร้อมหน้าปัดย่อยสามวงเพิ่มด้วยการแบ่งสเกลสี่ส่วนสำหรับเข็มวินาทีโครโนกราฟแบบกระโดด (jumping chronograph hand) แม้จะเป็นก้าวแรกที่น่าตื่นเต้นแต่นาฬิกาเรือนนี้ยังไม่มีระบบ reset อัตโนมัติทำให้การจับเวลาในแต่ละรอบยังทำได้ไม่สะดวกง่ายดายนัก แต่นี่คือต้นแบบของนาฬิกาโครโนกราฟภายใต้ชายคา Patek Philippe ที่มีรูปลักษณ์สง่างามคลาสสิก ด้วยรูปแบบหน้าปัดย่อยสามวง เส้นสายเรียบหรู หน้าปัดเคลือบอีนาเมลสีขาว และสะพานจักรที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว
นับแต่นั้นมา Patek Philippe จึงเพียรพยายามเพิ่มฟังก์ชันต่างๆ ให้ทำงานควบคู่กับฟังก์ชันโครโนกราฟได้อย่างราบรื่น ไม่ว่าจะเป็นฟังก์ชันบอกเวลาต่างไทม์โซน ฟังก์ชันปฏิทินถาวร ไปจนถึงสมการเวลา ซึ่ง ณ ตอนนั้นยังคงรูปแบบนาฬิกาพกที่เหล่าสุภาพบุรุษทั้งหลายสามารถพกพาไปยังสนามแข่งขันประชันความเร็วต่างๆ ได้อย่างโก้หรู
Grand Seiko แบรนด์นี้ขึ้นชื่อเรื่องการถ่ายทอดเรื่องราวผ่านงานศิลปะชั้นปรมาจารย์ พวกเขามักจะนำเรื่องราวเหล่านั้นมาสวมไว้บนข้อมือคุณ และครั้งนี้แบรนด์ได้เผยโฉมเรือนเวลาใหม่สองรุ่นจาก Heritage Collection ที่กระซิบถึงการเปลี่ยนผ่านอันงดงามของฤดูกาลในชินชู
สองผลงานชิ้นใหม่นี้คือการตอกย้ำว่า Caliber 9F Quartz ต่างจากกลไกควอตซ์ทั่วไป นี่คือหัวใจที่เต้นด้วยความเที่ยงตรงระดับสูงสุด ที่ถูกประกอบขึ้นด้วยงานฝีมืออันประณีตของช่างฝีมือผู้เชี่ยวชาญ Grand Seiko ผู้หลงใหลในปรัชญา The Nature of Time อย่างแท้จริง
Richard Mille Ladies Collection ผสานความเชี่ยวชาญด้านกลไกชั้นสูงเข้ากับศิลปะการประดับอัญมณี เผยความแข็งแกร่งของผู้หญิงยุคใหม่
เป็นเวลากว่าสองทศวรรษแล้วที่ Richard Mille (ริชาร์ด มิลล์) ได้นำเสนอวิสัยทัศน์แห่งการประดิษฐ์นาฬิกาชั้นสูงสำหรับสุภาพสตรี โดยไม่ได้จำกัดความงามไว้เพียงเปลือกนอก กลับมุ่งเน้นการหลอมรวม ความเชี่ยวชาญทางเทคนิคที่ไร้ขีดจำกัดเข้ากับความสง่างามที่เต็มไปด้วยพลัง
ในช่วงสิ้นปีนี้ แบรนด์ได้ตอกย้ำจักรวาลแห่งสุภาพสตรีของแบรนด์ ซึ่งเป็นการเฉลิมฉลองความแข็งแกร่ง อุปนิสัย และความมุ่งมั่น ของผู้หญิงที่ร่วมแบ่งปันจิตวิญญาณแห่งความกล้าหาญของ Richard Mille ด้วยความเชื่อที่ว่าไม่มีอะไรสามารถขวางกั้นอิสระในการสร้างสรรค์ได้ คอลเลกชันสำหรับสุภาพสตรีของ Richard Mille จึงยังคงเป็นพื้นที่สำหรับการสำรวจอาณาจักรใหม่ของจินตนาการและความเป็นเลิศทางวิศวกรรม
นอกเหนือจากรุ่นไอคอนแล้ว จักรวาลแห่งสุภาพสตรีของ Richard Mille ยังคงขยายขอบเขตอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่ความกล้าหาญของคอลเลกชัน Bonbon ไปจนถึงความแข็งแกร่งของ RM 07-04 Automatic Sport และมิติเชิงสัญลักษณ์ของคอลเลกชัน Talisman สิ่งเหล่านี้ย้ำชัดว่า Richard Mille คือแบรนด์ที่สร้างสรรค์นาฬิกาสำหรับสุภาพสตรีที่ไม่เคยหยุดนิ่งและเต็มไปด้วยการสำรวจโลกของเวลา
สัญลักษณ์แห่งความกล้าหาญและความหลงใหลการคืนชีพของนาฬิกา Première ในโทนสีแดงอันเป็นที่รักของ Gabrielle Chanel
แบรนด์ได้พลิกโฉมหน้าประวัติศาสตร์การประดิษฐ์นาฬิกาของตนอีกครั้งด้วยการเปิดตัว Première Ribbon Red ซึ่งเป็นการนำนาฬิการุ่นไอคอนิกที่สร้างขึ้นในปี 1987 กลับมาแต่งแต้มด้วยสีสันอันเป็นหัวใจสำคัญของ Gabrielle Chanel
นาฬิกา Première นั้นถือเป็นจุดเริ่มต้นของเรื่องราวแห่งการประดิษฐ์นาฬิกาของแบรนด์ เมื่อกว่าสามทศวรรษที่แล้ว การออกแบบที่กล้าหาญในครั้งนั้นได้แหกกฎเกณฑ์ของนาฬิกาแบบดั้งเดิมอย่างสิ้นเชิง ด้วยตัวเรือนทรงแปดเหลี่ยมอันเป็นเอกลักษณ์ ซึ่งได้รับแรงบันดาลใจมาจากจุกขวดน้ำหอม N°5 และรูปทรงของ Place Vendôme ในปารีส หน้าปัดยังถูกออกแบบให้เรียบง่าย ไม่มีตัวเลขบอกเวลา หรือแม้แต่เข็มวินาที สะท้อนถึงอิสระและความเป็นตัวของตัวเอง
สิ่งที่โดดเด่นและให้สัมผัสแบบโอต์กูตูร์คือกำไลข้อมือ ซึ่งทำจากสายยางสีแดงที่ให้สัมผัสนุ่มคล้ายกำมะหยี่ และเสริมด้วยตัวล็อกแบบหัวเข็มขัด (ardillon buckle) ที่ทำจากเยลโลว์โกลด์ 18K เช่นดียวกัน นาฬิกาเรือนนี้ขับเคลื่อนด้วยกลไกควอตซ์ที่มีความแม่นยำสูง มีฟังก์ชันบอกชั่วโมงและนาที โดยมีขนาดกะทัดรัดที่ 19.7 x 15.2 x 7.5 mm พร้อมความสามารถในการกันน้ำได้ลึก 30 เมตร
และนี่ก็คือทั้งหมดของ Chanel Première Ribbon Red เรือนเวลาที่เป็นเหมือนการแสดงออกถึงสไตล์ที่โดดเด่นและเฉลิมฉลองให้กับสีแดง ซึ่งเป็นแก่นแท้ของ House of CHANEL นั่นเอง
ข้อมูลทางเทคนิค (สรุป)
ตัวเรือน: เยลโลว์โกลด์ 18K พร้อมฝาหลังไทเทเนียม ขนาด 19.7 x 15.2 x 7.5 mm กันน้ำ 30 เมตร