ทีนี้นาฬิกาที่ผู้นำรุ่นใหม่เลือกสวมใส่แสดงออกถึงแนวทางในการบริหารและตัวตนของเขาได้ชัดเจนแค่ไหน เหนือสิ่งอื่นใดผู้นำฝรั่งเศสผู้นี้ไม่ได้เลือกแสดงภาพลักษณ์หรูหราหรือแสดงตัวว่าเป็นนักสะสมนาฬิกาในระดับ connoisseur แต่เขาเลือกแสดงออกชัดเจนว่า เครื่องบอกเวลาที่เขาเลือกทุกเรือนล้วน ‘Made in France’ และมันแสดงออกถึงสไตล์ร่วมสมัยและคุณภาพที่เชื่อถือได้
Bell & Ross คือหนึ่งในแบรนด์นาฬิกาสัญชาติฝรั่งเศสที่เขาเลือกใส่อยู่บ่อยครั้ง โดยเฉพาะรุ่น BR V1-92 หน้าปัดสีนํ้าเงินซันเรย์ที่ขับเน้นหลักตัวเลขชั่วโมงและหลักนาทีให้อ่านค่าได้ง่าย ดีไซน์เส้นสายสะอาดตา ฟังก์ชันบอกเวลาชั่วโมง นาที และวินาที จุดที่มีลูกเล่นแปลกตาอยู่สักหน่อยคงจะเป็นหน้าต่างวันที่ขนาดเล็ก ณ ระหว่างตำแหน่ง 4 และ 5 นาฬิกา และดูเหมือนว่า
นาฬิกาเรือนนี้ของมาครงยังสร้างไวรัลอยู่หลายครั้งทั้งใน FIFA World Cup 2022 ที่มีช่างภาพจับภาพเขากำลังสวมใส่นาฬิกาเรือนนี้ขณะกำลังสวมกอดทักทายนักฟุตบอลดาวเด่นแห่งทีมชาติฝรั่งเศส Kylian Mbappé และกลายเป็นที่กล่าวถึงอีกครั้งเมื่อมีสื่อสังเกตเห็นว่า เขาแอบถอดนาฬิกาเรือนนี้ขณะกำลังถกประเด็นร้อนแรงว่าด้วยกฎหมายปฏิรูประบบบำนาญ
การสนับสนุนแบรนด์ฝรั่งเศสของประธานาธิบดีหนุ่มยังคงถูกตอกยํ้าอย่างชัดเจนด้วยการสวมใส่แบรนด์โลคัลที่ไม่ได้เป็นที่รู้จักแพร่หลายนักอย่าง March LA.B รุ่น AM69 Electric ที่มาพร้อมกลไกควอตซ์ ภายใต้รูปลักษณ์ที่ดูคลาสสิก อีกรุ่นหนึ่งของแบรนด์ March LA.B ที่เขาสวมใส่อยู่บ่อยครั้งย่อมเป็นนาฬิกากลไกควอตซ์รุ่น Dandy Mansart Electric Forest ตัวเรือนสตีลทรงแปดเหลี่ยมขนาด 30 มม. หน้าปัดสีเขียวสะดุดตา ทำให้แบรนด์ราคาเข้าถึงได้ง่ายอย่าง March LA.B กลายเป็นที่รู้จักผ่านการสนับสนุนจากผู้นำสูงสุดของรัฐ
March LA.B Dandy Mansart Electric Forest March LA.B AM69 Electric
สำหรับสุภาพสตรีผู้เป็นดั่งลมใต้ปีกของผู้นำระดับโลก การปรากฎตัวต่อหน้าสาธารณชนต้องผ่านการคิดคำนึงถึงภาพลักษณ์มาอย่างถี่ถ้วน และสำหรับอดีต First Lady ที่ไม่เพียงแต่ทำหน้าที่สนับสนุนคู่ชีวิตเท่านั้น แต่ยังสามารถก้าวขึ้นมาสร้างแรงบันดาลใจผ่านแพลตฟอร์มของตนเองอย่าง Michelle Obama และ Hillary Clinton ผู้มีความมุ่งมั่นในการก้าวขึ้นสู่บทบาทผู้นำบนเวทีโลกโดยไม่หวั่นเกรงต่อคำปรามาสใดๆ ทั้งสองต่างก็มีเรือนเวลาที่แสดงออกถึงการเลือกในสิ่งที่ต้องการสื่อสารในช่วงเวลานั้นๆ
Michelle Obama
สำหรับ Michelle Obama เมื่อครั้งเธอยังรั้งตำแหน่งสุภาพสตรีหมายเลขหนึ่งเคียงข้างอดีตประธานาธิบดี Barack Obama เรือนเวลาที่ทำหน้าที่ประดับข้อมือยามต้อนรับแขกคนสำคัญ ผู้มาเยือนทำเนียบขาวก็คือ Cartier Tank Française รุ่นตัวเรือนสตีล ซึ่งอาจกล่าวได้ว่าเป็นการแสดงความเคารพในสไตล์ของอดีตสุภาพสตรีหมายเลขหนึ่งระดับไอคอนอย่าง Jacqueline Kennedy ผู้มักจะสวมใส่นาฬิกา Cartier Tank เรือนทองซึ่งเป็นของขวัญที่เธอได้รับในปี 1963 จากพี่เขยของเธอ เจ้าชาย Stanislaw Stas Radziwill บนข้อมืออยู่เสมอ
Hillary Clinton
ส่วน Hillary Clinton หญิงแกร่งผู้อยู่ทั้งเบื้องหลังและเบื้องหน้าของการเมืองสหรัฐอเมริกา สุภาพสตรีผู้มุ่งมั่นในการขับเคลื่อนประเทศอันยิ่งใหญ่ด้วยมันสมองและสองมือของเธอเองผู้นี้ ว่ากันตามตรงในมุมมองของวงการแฟชั่นเธออาจไม่ได้ถูกยกย่องในเชิงสไตล์สักเท่าไรเมื่อเทียบกับอดีต First Lady คนอื่นๆ แต่นาฬิกาที่เป็นตัวเลือกในการบอกเวลาแต่ละนาทีบนข้อมือเธอนั้นบ่งบอกว่า เธอให้ความสำคัญกับความเที่ยงตรงน่าเชื่อถือที่ควบคู่กับสไตล์ส่วนตัวอยู่ไม่น้อย ในช่วงเวลาที่มิสซิสคลินตันดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศภายใต้ประธานาธิบดีโอบามา
ในโลกของนาฬิกา สไตล์ “Modern-Retro” มักจะถูกหยิบยกมาใช้อยู่บ่อยครั้ง แต่มีเพียงไม่กี่แบรนด์ที่ทำออกมาแล้วดู “ใช่” และ “มีชีวิตชีวา” เหมือนกับสิ่งที่ Breitling กำลังทำอยู่ โดยเฉพาะในคอลเลกชัน Top Time ที่หยิบเอาอิสระของยุค 60s มาปัดฝุ่นใหม่ให้เข้ากับยุคสมัย และล่าสุดกับการเปิดตัวรุ่นลิมิเต็ดเอดิชัน Top Time B01 Shadow Rider เพื่อต้อนรับปีนักษัตร “ปีมะเมีย” หรือปีม้าที่กำลังจะมาถึง
จิตวิญญาณแห่งยุค 60s บนข้อมือ
หากเราย้อนกลับไปในสมัยที่ Willy Breitling ทายาทรุ่นที่สามของแบรนด์เริ่มคิดค้น Top Time เขาไม่ได้ต้องการสร้างเพียง “เครื่องมือบอกเวลา” แต่เขาต้องการสร้าง “สัญลักษณ์แห่งสไตล์” สำหรับคนรุ่นใหม่ที่รักอิสระและความเร็ว มาในวันนี้ Top Time B01 Shadow Rider ยังคงรักษา DNA นั้นไว้ได้อย่างเหนียวแน่น
Wagner Moura ผู้เข้าชิงสาขานักแสดงนำชายยอดเยี่ยม ปรากฏตัวในลุคเรียบหรูที่เน้นความคลาสสิกด้วย De Ville Trésor ขนาด 40 มม. ตัวเรือนสเตนเลสสตีล โดดเด่นด้วยขอบตัวเรือนล้อมเพชร (Diamond-paved bezel) จับคู่กับสายหนังสีดำ เสริมลุคสุภาพบุรุษบนพรมแดงได้อย่างสมบูรณ์แบบ
The Golden Moonwatch
ฟาก Brian Tyree Henry เลือกความโดดเด่นขั้นสุดด้วยไอคอนิกอย่าง Speedmaster Moonwatch Professional ขนาด 42 มม. แต่มาในเวอร์ชันอัปเกรดความลักชัวรีด้วยตัวเรือนและสาย 18K Sedna™ Gold ทั้งเรือน ซึ่งตัดกับหน้าปัดสีดำได้อย่างทรงพลัง
The Pop of Color
สำหรับใครที่ชอบสีสัน ปีนี้ Charlie Hunnam และ Sterling K. Brown นำเทรนด์หน้าปัดสีสวยมาให้เราชม:
Charlie Hunnam มาพร้อมกับ Seamaster Aqua Terra ขนาด 41 มม. หน้าปัดสี Turquoise ไล่เฉด (Turquoise gradient dial) ที่ให้ความรู้สึกสดใหม่และทันสมัย
Sterling K. Brown เลือกสวม Seamaster Aqua Terra ขนาด 38 มม. แบบสองกษัตริย์ (Steel & 18K Moonshine™ Gold) โดดเด่นด้วยหน้าปัดสีแดง Burgundy ซันบรัช
The Heritage Spirit
ปิดท้ายด้วยนักแสดงจากซีรีส์ Devil in Disguise: John Wayne Gacy อย่าง Michael Chernus ที่เลือก De Ville Prestige ตัวเรือนทองเหลืองหน้าปัดเขียวซันบรัชพร้อมรางนาทีแบบ Railway และ Gabriel Luna ที่มาในลุคสปอร์ตหรูด้วย Speedmaster Moonwatch Professional สเตนเลสสตีลผสม 18K Sedna™ Gold
ความคิดสร้างสรรค์ด้านกลไกและความเป็นเอกลักษณ์ในเชิงวิจิตรศิลป์ของ BOVET ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางในวงการนาฬิกา ผลงานชิ้นเอกหลายชิ้นของเมซงยังได้รับเกียรติคว้ารางวัลจาก Grand Prix d’Horlogerie de Genève (GPHG) มาแล้วหลายครั้ง ซึ่งไม่เพียงเป็นเครื่องยืนยันถึงความสำเร็จด้านวิศวกรรมกลไกของเรือนเวลา แต่ยังสะท้อนปรัชญาของเมซงในการเชิดชูนาฬิกาให้เป็นผลงานศิลปะอันทรงคุณค่าอีกด้วย
Bell & Ross BR-X3 Black Titanium: นาฬิกาคู่ใจทีม Defender Rally ในศึก Dakar 2026
ในโลกของการแข่งรถแรลลี่ระดับโลก ไม่มีสนามไหนจะโหดหินและทดสอบจิตวิญญาณมนุษย์ได้เท่ากับ Dakar Rally อีกแล้ว ท่ามกลางเนินทรายอันกว้างใหญ่ของซาอุดิอาระเบียที่ดูเหมือนจะไม่มีที่สิ้นสุด ความผิดพลาดเพียงเสี้ยววินาทีอาจหมายถึงความแตกต่างระหว่างชัยชนะและพ่ายแพ้ และในปี 2026 นี้ ประวัติศาสตร์หน้าใหม่กำลังจะถูกจารึกขึ้น เมื่อสองแบรนด์ที่หลงใหลในความสมบูรณ์แบบอย่าง Bell & Ross และ Defender Rally ได้โคจรมาพบกัน
พันธมิตรแห่งเวลาและความแข็งแกร่ง
Bell & Ross ประกาศตัวเป็นพันธมิตรด้านเวลาอย่างเป็นทางการ (Official Timing Partner) ให้กับทีม Defender Rally เพื่อลุยศึก World Rally-Raid Championship (W2RC) การจับมือกันครั้งนี้ไม่ใช่แค่เรื่องของธุรกิจ เพราะนี่คือการรวมตัวของ “ดีเอ็นเอ” ที่ตรงกันอย่างน่าอัศจรรย์ นั่นคือความแม่นยำ (Precision) ความทนทาน (Endurance) และสมรรถนะอันสูงสุด (Performance)
“Dakar Rally คือสัญลักษณ์ของความกล้าหาญ การสำรวจ และการก้าวข้ามขีดจำกัดของตัวเอง” Carlos Rosillo ซีอีโอและผู้ร่วมก่อตั้ง Bell & Ross กล่าวไว้อย่างคมคาย ซึ่งคุณค่าเหล่านี้เองที่ฝังอยู่ในตัวตนของแบรนด์มาโดยตลอด
Bell & Ross เริ่มต้นประวัติศาสตร์ในปี 1994 จากความหลงใหลในนาฬิกาและการบิน จนกลายเป็นแบรนด์ระดับอ้างอิงของนาฬิกานักบินอาชีพ สโลแกน “From the cockpit to the wrist” ไม่ได้เป็นเพียงคำโฆษณาทั่วไป กลับเป็นการนำเอาเครื่องวัดในห้องนักบินมาปรับโฉมใหม่ให้กลายเป็นเครื่องมือบอกเวลาที่มีเอกลักษณ์
ในวันนี้ จากท้องฟ้าสู่ท้องทะเล และสู่การแข่งขันมอเตอร์สปอร์ตที่ทรหดที่สุดในโลก Bell & Ross ได้พิสูจน์อีกครั้งว่า ไม่ว่าสภาพแวดล้อมจะสุดขั้วเพียงใด จิตวิญญาณแห่งการผจญภัยและความมุ่งมั่นที่จะก้าวข้ามขีดจำกัดจะยังคงส่องประกายอยู่เสมอ เหมือนกับที่ Bruno Belamich ผู้อำนวยการฝ่ายสร้างสรรค์ได้นิยามไว้ว่า นาฬิกาของพวกเขาไม่ใช่แค่เครื่องประดับ แต่มันคือ “อุปกรณ์คู่กายสำหรับการผจญภัย” อย่างแท้จริง
ได้รับแรงบันดาลใจจาก Type XX รุ่นแรกซึ่งถูกสร้างในฐานะนาฬิกานักบินสำหรับพลเรือนหลังความสำเร็จของ Type 20 ที่พัฒนาตามข้อกำหนดของกองทัพฝรั่งเศสหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ผสานเข้ากับเสน่ห์ของงานออกแบบร่วมสมัย
Hora Mundi มาจากภาษาลาติน แปลว่า World Time ใช้กับนาฬิกาฟังก์ชันไทม์โซนของ Breguet ตั้งแต่ทศวรรษ 1990 รุ่นนี้ตกแต่งหน้าปัดเป็นแผนที่โลกด้วยการลงยาแบบ Grand Feu ซ้อนด้วยแผ่นแซฟไฟร์บางที่วาดภาพทวีปด้วยงานลงยาขนาดจิ๋ว และแต้มจุดเรืองแสง ‘Phosphorescent’ ที่เปล่งแสงสีฟ้าในความมืด ระบบกลางวัน-กลางคืนแสดงด้วยดิสก์หมุนที่ตกแต่งลาย Sunburst สำหรับดวงอาทิตย์ และจันทร์เสี้ยวสำหรับเวลากลางคืน
หลายคนอาจจะทราบว่า Marc A. Hayek ประธานและซีอีโอของ Blancpain มักคิดอะไรนอกกรอบอยู่แล้ว และเมื่อเขามีดำริว่าจะสร้างนาฬิกาคอมพลิเคชัน grande sonnerie เขาตั้งใจว่าต้องออกมาไม่เหมือนใคร เพราะอยากรู้ว่านาฬิกาตีบอกเวลาที่เราสวมไว้บนข้อมือจะพัฒนาไปขนาดไหนได้บ้าง
“ผมต้องการสร้าง Grande Sonnerie ที่เจ้าของสามารถสวมใส่ได้จริง ไม่ใช่เพียงเรือนเวลาที่จะถูกเก็บไว้ในตู้เซฟ” และยังต้อง “ทำให้ผู้สวมใส่ยิ้มทุกครั้งที่ได้ยินเสียงของมัน ซึ่งเป็นเสียงที่ปลุกเร้าอารมณ์อย่างแท้จริง”
Marc A. Hayek ประธานและซีอีโอของ Blancpain
ผลลัพธ์ที่ได้ก็คือนาฬิกา Grande Double Sonnerie ซึ่งถือเป็นการมาบรรจบกันของสุดยอดความซับซ้อน โดยเป็นนาฬิการุ่นแรกของโลก ที่บรรเลงทำนองได้สองแบบ (dual melody) แทนที่จะเป็นแบบเดียวเหมือนทั่วไป ทั้งยังผนวกกลไก petite sonnerie, minute repeater รวมถึง flying tourbillon และ Retrograde Perpetual Calendar ไว้ในเรือนเดียว ตอกยํ้าประวัติศาสตร์ของแบรนด์ซึ่งเชี่ยวชาญการผลิตนาฬิกากลไกระดับ grand complication มาตั้งแต่แรกเริ่มด้วย
Marc A. Hayek และ Eric Singer
Marc A. Hayek ให้สัมภาษณ์ว่า “ปกติแล้ว กลไก grande sonnerie ส่วนใหญ่มักพัฒนาร่วมกับช่างนาฬิกาอิสระ แต่สำหรับผลงานนี้เป็นชิ้นแรกของเราที่พัฒนาโดยทีมงานภายในอย่างแท้จริง และนั่นคือส่วนที่สนุกที่สุด คุณได้เริ่มจากศูนย์ เห็นทุกอย่างก่อรูปขึ้นต่อหน้าต่อตา และทั้งหมดนี้เกิดจากทีมงานและบุคลิกเฉพาะของแต่ละคน เพราะงานแบบนี้ไม่ใช่ผลงานของคนเพียงคนเดียวเลยจริงๆ เราอยากพิสูจน์ว่าเราสามารถสร้างสิ่งที่ท้าทายเช่นนี้ได้ด้วยตนเอง และเราก็ทำได้สำเร็จ”
แม้ว่า Grande Sonnerie หรือราชินีแห่งกลไกนาฬิกาจะเป็นหนึ่งในสุดยอด grand complication ที่ท้าทายด้วยตัวมันเองอยู่แล้วแต่สิ่งที่ Marc A. Hayek ปรารถนานั้นก็ยิ่งทำให้มันยิ่งใหญ่กว่าเดิม ในช่วงเดือนพฤศจิกายน สื่อมวลชนสายนาฬิกาจึงได้เดินทางมายังสำนักงานและเวิร์กช็อปของ Blancpain ที่ตั้งอยู่ในเมืองเลอ บราซูส์ ในแคว้น Vallée de Joux ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ สถานที่ที่ประวัติศาสตร์หน้าแรกของแบรนด์ได้เริ่มต้นขึ้น ไม่เพียงเท่านั้น ทางแบรนด์ถึงกับจำลองห้องปฏิบัติการลับในเมือง Le Sentier มาไว้ที่นี่ชั่วคราวเพื่อให้เราได้เข้าใจกำเนิดและความท้าทายของนาฬิกาสุดพิเศษนี้ที่ใช้เวลาในการพัฒนานาน 8 ปี
ขอเท้าความถึงฟังก์ชันตีบอกเวลาสักเล็กน้อย ก่อนปี 1992 ยังไม่มีนาฬิกาข้อมือเรือนใดที่ทำงานด้วยกลไก grande sonnerie มีแค่เพียง minute repeater ซึ่งจะตีบอกเวลาเมื่อเจ้าของต้องการเท่านั้น โดยเสียงที่ได้จะเกิดจากการผสมผสานของสองโน้ตเสียง หนึ่งสูง และหนึ่งต่ำ ส่วน grande sonnerie และ petite sonnerie จะตีบอกเวลาโดยอัตโนมัติในขณะที่เวลาหมุนไป กลไก grande sonnerie คือระบบที่ตีบอกชั่วโมงทุกชั่วโมง และในทุกไตรมาสชั่วโมงจะตีบอกทั้งชั่วโมงและไตรมาสนั้นด้วย ส่วน petite sonnerie นั้นแบ่งได้เป็นสองรูปแบบ แบบพื้นฐานจะตีบอกเวลาเฉพาะชั่วโมง โดยไม่ตีในแต่ละไตรมาส ส่วนแบบที่ซับซ้อนกว่าจะตีบอกทั้งชั่วโมงและไตรมาส แต่ไม่ซ้ำชั่วโมงในแต่ละครั้ง
นาฬิกาข้อมือ grande sonnerie รุ่นแรกของโลกใช้หลักการตีบอกเวลาแบบสองเสียง ซึ่งเป็นแบบเดียวกับนาฬิกา minute repeater ส่วนใหญ่ โดยจะตีเสียงต่ำเพื่อบอกชั่วโมง เสียงสูงเพื่อบอกนาที และเสียงผสมของทั้งสองเพื่อบอกไตรมาส ซึ่งใช้กันในนาฬิกาประเภทนี้แทบทุกรุ่น แนวทางนี้ได้กลายเป็นรูปแบบหลักที่ใช้สืบต่อกันมาในกลไก grande sonnerie แทบทุกรุ่นทั่วโลก
จริงอยู่ว่า ดีไซน์ของ Royal Oak นั้นเมื่อใช้มาตรฐานของยุค 2025 มาวัด มันขึ้นแท่นนาฬิกาหน้าตาคลาสสิกไปเรียบร้อยแล้ว แต่ในยุค ’70s ไม่เคยมีนาฬิกาสปอร์ตตัวเรือนสตีลกันน้ำได้ในลุคโก้หรูในรูปแบบนี้มาก่อน การถือกำเนิดของ Audemars Piguet ในยุคนั้นจึงถือว่าเป็นนาฬิกาสไตล์ sport luxe ที่ลือลั่นสั่นสะเทือนวงการ และกลายเป็นโมเดลระดับไอคอนที่ยังคงไม่เสื่อมคลายความนิยมจวบจนถึงปัจจุบัน
ความอมตะของ Royal Oak นั้นลำดับแรกคงต้องยกความดีความชอบให้กับ Gérald Genta ดีไซเนอร์นักออกแบบนาฬิกาผู้อยู่เบื้องหลังนาฬิการะดับไอคอนหลายรุ่นด้วยกัน ซึ่งปฏิเสธไม่ได้เลยว่า Royal Oak คือหนึ่งในผลงานชั้นยอดที่ทำให้ประวัติศาสตร์วงการนาฬิกาต้องจารึกชื่อของเขาไว้ วินาทีพลิกโฉมหน้าวงการนาฬิกาเกิดขึ้นเมื่อ Genta รับสายโทรศัพท์จาก Georges Golay กรรมการผู้จัดการแบรนด์ ณ ช่วงเวลานั้น ขอร้องให้เขาช่วยออกแบบนาฬิกาสปอร์ตตัวเรือนสตีลที่ไม่เคยมีใครทำมาก่อน และขอภาพสเก็ตช์ด่วนภายในวันพรุ่งนี้
ผลงานชิ้นเอกที่เกิดขึ้นอย่างเร่งด่วนได้แรงบันดาลใจมาจากหมวกดำน้ำบน Pont de la Machine ในกรุงเจนีวา ที่ผู้ออกแบบประทับใจในสกรูแปดตัวและแผ่นยางซีลกันน้ำจนนำมาออกแบบเป็นตัวเรือนสตีลทรง tonneau พร้อมขอบตัวเรือนทรงแปดเหลี่ยม ทั้งยังออกแบบสายแบบอินทิเกรตข้อกลางเรียวเล็กที่ผลิตได้ยากยิ่ง และไม่เคยมีสายอินทิเกรตรูปแบบนี้มาก่อน
หน้าปัดพร้อมเข็มและหลักชั่วโมงฝังวัสดุเรืองแสง หน้าปัดสีน้ำเงินโคบอลต์แบบซันเบิร์สต์ตกแต่งด้วยเทคนิค guilloché เป็นลวดลาย Clous de Paris พร้อมเอฟเฟ็กต์ไล่เฉดให้ดูมีมิติ ซึ่งกลายเป็นเวอร์ชันแรกของ Royal Oak ไม่เพียงแต่โดดเด่นในเชิงรูปลักษณ์ เพราะในส่วนกลไกของ Royal Oak ก็เลือกสรรกลไกอัตโนมัติพร้อมวันที่ที่มีความบางพิเศษอย่าง คาลิเบอร์ 2121 ที่มีความบางเพียง 3.05 มม. และเส้นผ่านศูนย์กลาง 28 มม. กลไกระดับตำนานนี้ยังถูกขนานนามว่า ‘tracteur’ (รถแทรกเตอร์) ด้วยความทรงพลัง ทนทาน และเชื่อถือได้
Royal Oak ‘Jumbo’ Extra-Thin Selfwinding Flying Tourbillon Chronograph RD#5 พัฒนาการรุ่นล่าสุดจากนาฬิการุ่นไอคอน
ความฮือฮาของนาฬิกาสตีลสุดหรูรุ่นนี้ยังอยู่ที่การตั้งราคา ในปี 1972 Royal Oak กำหนดราคาอยู่ที่ 3,300 ฟรังก์สวิส ซึ่งขึ้นชื่อว่าเป็นนาฬิกา ตัวเรือนสตีลที่ราคาแพงที่สุดในท้องตลาดเลยก็ว่าได้ เมื่อเทียบกับราคา ตัวเรือนสตีลในสมัยนั้นที่ราคาอยู่ที่ 850 ฟรังก์สวิสเท่านั้น ซึ่งเหตุผลที่สามารถทำราคาสูงกว่าใครเพื่อนแต่ยังคงเป็นที่ต้องการสูง ย่อมอยู่ที่การให้ค่าในงานออกแบบและขั้นตอนการผลิตที่ต้องใช้ความประณีตสูงสุด
และส่วนหนึ่งน่าจะเป็นแท็กไลน์การโฆษณาที่เอเจนซี่โฆษณา Hugo Buchser เลือกจั่วหัวอย่างท้าทายสังคมว่า “อะไรทำให้เหล็กมีค่ามากกว่าทอง?” หรือ “นาฬิกาเหล็กที่แพงที่สุดในโลก” นับเป็นการยกระดับนาฬิกาสปอร์ตหรูที่สร้างกระแสให้หลายแบรนด์หันมายกระดับนาฬิกาสปอร์ตในไลน์การผลิตของตัวเองบ้าง และจนถึงทุกวันนี้นาฬิการุ่น Royal Oak ก็ยังคงอยู่ในระดับท็อปของลิสต์นาฬิกาสปอร์ตหรูที่นักสะสมตามหา
เมื่อเข้าสู่ยุค Space Age ที่ใครๆ ก็พากันหันไปหาระบบดิจิตัลอันแสนจะล้ำในสมัยนั้น จึงเกิดคำถามขึ้นว่า นาฬิกาจำเป็นต้องบอกเวลาด้วยเข็มนาฬิกาเท่านั้นหรือเปล่า? การบอกเวลาด้วยนาฬิกาที่แสดงค่าด้วยระบบตัวเลขดิจิตัลจึงถือกำเนิดขึ้น นั่นก็คือนาฬิกา Hamilton Pulsar ที่เปิดตัวในปี 1970 นาฬิกาข้อมืออิเล็กทรอนิกส์ดิจิตัลเรือนแรกของโลกชื่อ Pulsar ถูกตั้งขึ้นตามดาวนิวตรอนที่ปล่อยรังสีออกมาอย่างสม่ำเสมอด้วยความแม่นยำสูง ซึ่งบ่งบอกถึงความเที่ยงตรงของนาฬิกาดิจิตัลรุ่นนี้
ด้วยรูปลักษณ์ที่ดูราวกับหลุดออกมาจากนิยายวิทยาศาสตร์ของ Pulsar ทำให้มันได้รับความสนใจจากสาธารณชนในทันทีที่ไปปรากฏโฉมครั้งแรกในรายการ The Tonight Show โดยพิธีกร Johnny Carson ได้สาธิตการทำงานสุดล้ำของนาฬิการะบบดิจิตัลเรือนแรกของโลก ด้วยการกดปุ่มด้านข้างตัวเรือน ทำให้หน้าจอสว่างขึ้นด้วยตัวเลขสีแดง LED แสดงเวลา และหากกดปุ่มนี้ค้างไว้นานขึ้นก็จะปรากฏวินาทีที่กำลังเดิน ตัวนาฬิการุ่นนี้ยังสามารถตั้งเวลาได้ด้วยแท่งแม่เหล็กที่ซ่อนไว้ในสายโลหะอีกด้วย เรียกว่า ล้ำสมัยและง่ายในการอ่านค่าเวลาในชีวิตประจำวันอย่างยิ่ง
ในปี 1972 Hamilton Pulsar P1 รุ่นแรกจึงได้เปิดตัวสู่ท้องตลาดอย่างเป็นทางการ ดีไซน์แนวอวกาศสุดล้ำที่บรรจุไว้ซึ่งเทคโนโลยีที่ทำให้โลกทึ่ง มาในตัวเรือนและสายทรงคุชชันทำจากทองคำ 18 กะรัต เปิดตัวในราคา 2,100 ดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งในสมัยนั้นการซื้อนาฬิการาคาเทียบเท่าราคารถยนต์หนึ่งคันก็นับว่าเป็นเรื่องหรูหราไม่น้อย โดยหนึ่งในผู้ที่ได้ครอบครองนาฬิการะบบดิจิตัล 1 ใน 400 เรือนแรก ก็คือราชาร็อกแอนด์โรล Elvis Presley ผู้ผูกพันกับนาฬิกา Hamilton มาตั้งแต่ได้สวมใส่ในภาพยนตร์เรื่อง Blue Hawai
Hamilton PSR H52414130
ด้วยความสำเร็จในรุ่นแรก Pulsar P2 รุ่นสเตนเลสสตีลจึงคลอดตามมาติดๆ ในปี 1973 พร้อมดีไซน์ตัวเรือนโค้งมนขึ้นและชิปโมดูลที่ถูกพัฒนาให้ยอดเยี่ยมยิ่งขึ้น และผู้ที่ให้ความสนใจในนาฬิการุ่นนี้มีทั้งเหล่าคนดังอย่าง Keith Richards, Joe Frazier, Elton John, Giovanni Agnelli ไปจนถึงอดีตประธานาธิบดีสหรัฐฯ Gerald Ford จึงเรียกได้ว่า Hamilton ได้ปักธงแสดงความเป็นผู้นำวงการนาฬิกาเข้าสู่ยุคใหม่อย่างเต็มตัว
จิตวิญญาณแห่งนวัตกรรมผู้เข้ารอบสุดท้าย Louis Vuitton Watch Prize
Bernhard Lederer ช่างนาฬิกาอิสระผู้เปี่ยมด้วยวิสัยทัศน์ ตอกย้ำความเป็นผู้นำในโลกแห่งเรือนเวลาอีกครั้งด้วยผลงานล่าสุดจากคอลเลกชัน Masters of Escapements อย่าง Central Impulse Chronometer (CIC) 39 Racing Green โดยเรือนเวลารุ่นนี้เพิ่งสร้างประวัติศาสตร์ด้วยการได้รับเลือกให้เป็นหนึ่งในห้าผู้เข้ารอบสุดท้าย (Finalist) ของรางวัลอันทรงเกียรติอย่าง Louis Vuitton Watch Prize for Independent Creatives
ความสำเร็จครั้งนี้ เหมือนเป็นการสานต่อเกียรติภูมิจากปี 2021 ที่ Lederer เคยคว้ารางวัลสาขา Innovation Prize จากเวที Grand Prix d’Horlogerie de Genève (GPHG) มาแล้ว การก้าวเข้าสู่รอบสุดท้ายของเวที Louis Vuitton
ความพิเศษของรุ่น 39 Racing Green นี้อยู่ที่การลดขนาดตัวเรือนลงมาเป็น 39 มม. ซึ่งถือเป็นขนาดที่เหมาะสมที่สุดสำหรับนาฬิกาเดรสสมัยใหม่ แต่ก็ยังคงไว้ซึ่งความลึกและความซับซ้อนของกลไกที่มองเห็นได้ผ่านกระจกแซฟไฟร์รูปโดมที่กว้างเป็นพิเศษ หน้าปัดสีเขียว Racing Green ที่โดดเด่นสะดุดตาตัดกับตัวเรือนสเตนเลสสตีล มอบลุคที่สปอร์ตแต่ยังคงความหรูหราสง่างาม
สำหรับการปรับปรุงใหม่ของรุ่น Lederer Central Impulse Chronometer 39 Racing Green จึงเป็นข้อพิสูจน์ถึงความอุตสาหะในการท้าทายขีดจำกัดของกลไกบอกเวลา และเป็นการเฉลิมฉลองให้กับศิลปะการทำนาฬิกาที่เป็นอิสระอย่างแท้จริง
การรับไม้ต่อในฐานะทายาทรุ่นที่ 4 ของ Patek Philippe แบรนด์ที่ถูกยกย่องว่าเป็นจุดสูงสุดของโลกนาฬิกาไม่ใช่เรื่องง่าย แต่ เทียร์รี สเติร์น พิสูจน์ให้เห็นว่าเขาสามารถรักษา ความศักดิ์สิทธิ์ ของแบรนด์ไว้ได้ พร้อมกับนำพา Patek เข้าสู่ยุคสมัยใหม่ได้อย่างสง่างาม
ชไนเดอร์มีวิสัยทัศน์ที่ต่างจากผู้บริหารคนอื่นในยุคนั้น เขาไม่ได้เน้นแค่การทำของสวยงามตามขนบ เพราะเขามองหา “ความเป็นไปได้ใหม่ๆ” การตัดสินใจครั้งสำคัญที่สุดคือการร่วมมือกับด็อกเตอร์ ลุดวิก เอคสลิน (Dr. Ludwig Oechslin) เพื่อสร้างนาฬิกาชุด Trilogy of Time ซึ่งเป็นการนำความรู้ด้านดาราศาสตร์มาใส่ไว้บนข้อมือได้อย่างน่าอัศจรรย์ โดยเฉพาะรุ่น Astrolabium Galileo Galilei ที่ได้รับการบันทึกใน Guinness World Records ว่าเป็นนาฬิกาที่ซับซ้อนที่สุดในโลกขณะนั้น
A watch with no crown, no hands, and an all-new escapement