Home Blog Page 17

Hublot Classic Fusion Yohji Yamamoto All Black Camo นิยามใหม่แห่งสีดำที่ผสมผสานดีเอ็นเอของสองแบรนด์เข้าด้วยกัน

การกลับมาอีกครั้งของผลงานความร่วมมือระหว่างสองวงการที่สาวก Hublot รอคอย


จริงอยู่ว่านี่อาจจะไม่ใช่ครั้งแรกที่ Hublot จับมือกับแบรนด์แฟชั่นที่มีดีเอ็นเอชัดเจนอย่าง Yohji Yamamoto (ครั้งนี้เป็นครั้งที่สี่แล้ว) แต่เมื่อผลงานความร่วมมือครั้งนี้เผยโฉมออกมาตั้งแต่ต้นปี 2026 ก็ทำให้เราอดรู้สึกตื่นเต้นไม่ได้ว่า ปีนี้ Hublot น่าจะมีเซอร์ไพรส์ให้สาวก Hublot ได้ฮือฮากันตลอดทั้งปี 

‘สีดำ’ จุดเชื่อมโยงของทั้งสองแบรนด์ในบริบทใหม่

สีดำเป็นตัวแทนแห่งความลึกลับน่าค้นหาและดูเท่ตลอดกาล และยังเป็นดั่งสัญลักษณ์ของ Yohji Yamamoto ที่ในผลงานออกแบบและชีวิตประจำวันของเขาแทบจะถูกฉาบด้วยโทนสีเข้มขรึมนี้ไปเสียทุกส่วน ซึ่งเมื่อพูดถึงการใช้สีดำเป็นตัวเอกบนนาฬิการุ่น Classic Fusion ของ Hublot แล้ว ความท้าทายอยู่ที่จะทำอย่างไรให้สีดำมีมิติที่แปลกใหม่กว่าเคย และยังเป็นสีดำที่บ่งบอกตัวตนของ Yoji Yamamoto ได้ในทันทีที่เห็น 

เราจึงได้เห็นการเลือกตีความสีดำในบริบทใหม่ถ่ายทอดผ่านการตั้งคำถามว่า จะสามารถลดทอนสิ่งที่ไม่จำเป็นลงจนเหลือเพียงแก่นแท้ได้อย่างไร สุดท้ายแก่นแท้ที่ยังคงเหลือจึงย้อนกลับไปสู่จุดเริ่มต้นของ Hublot ในช่วงปี 1980 ที่ทางแบรนด์เริ่มผลิตนาฬิกาผ่านปรัชญา Art of Fusion ด้วยการผสมผสานวัสดุที่เหนือความคาดหมายอย่างการจับคู่ตัวเรือนวัสดุทองเข้ากับสายนาฬิกายาง ซึ่งไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในวงการนาฬิกา 

เช่นเดียวกับ Yohji Yamamoto ที่เลือกเปิดตัวคอลเลกชันแรกใน Paris Fashion Week ในปี 1981 ด้วยเฉดสีดำที่เข้ายึดครองรันเวย์ สวนกระแสแฟชั่นที่เลือกใช้สีสันหลากหลายอิงตามเทรนด์ และป่าวประกาศตัวตนของดีไซเนอร์จากแดนอาทิตย์อุทัย ด้วยการละทิ้งเปลือกห่อหุ้มอันหวือหวาเหลือเพียงแก่แท้ที่ซื่อสัตย์ต่อตัวตน และแสดงออกถึงความชำนาญในการออกแบบและตัดเย็บผ่านการเลือกใช้เนื้อผ้าที่แตกต่างผสมผสานเข้าด้วยกันบนซิลลูเอ็ตต์ที่เหนือความคาดหมาย 

การใช้สีดำเข้ายึดครองพื้นที่ทุกชิ้นส่วนของนาฬิกาเป็นสิ่งหนึ่งที่ Hublot เริ่มบุกเบิกตั้งแต่ปี 2006 ด้วยนาฬิกาในยูนิฟอร์ม All Black ที่ไม่ได้เล่นกับสีดำเพียงแค่การใช้สี แต่ยังเล่นกับมิติของแสงและพื้นผิว การเลือกผสมผสานวัสดุจึงเป็นหัวใจหลักในการสร้างนิยามแห่งสีดำขึ้นใหม่ในแบบฉบับของ Hublot ไม่ว่าจะเป็น การเลือกใช้วัสดุเซรามิกผิวแมตต์ หรือแซฟไฟร์รมควันที่เปิดพื้นผิวให้เล่นกับแสงเงาได้อย่างมีเสน่ห์ 

สีดำจึงเป็นจุดร่วมของทั้งสองแบรนด์ผู้ยึดมั่นในการปฏิวัติวงการในแบบฉบับของตัวเอง ตามที่ Julien Tornare ซีอีโอแห่ง Hublot ได้กล่าวไว้ว่า  

“สำหรับ Yohji Yamamoto สีดำคือสิ่งที่เผยให้เห็นแก่นแท้ของสาระสำคัญ เป็นรูปแบบบริสุทธิ์ เปิดพื้นที่ให้ซิลูเอตและพื้นผิวได้สื่อสารด้วยตัวเอง ขณะที่ Hublot มองสีดำในฐานะวัสดุที่มีชีวิต สามารถหล่อหลอม ซ้อนทับ และพับซ้อนได้อย่างอิสระ โดยแต่ละพื้นผิวต่างเล่นกับแสงได้ในลักษณะเฉพาะตัว โปรเจ็กต์นี้จึงเป็นความร่วมมือครั้งแรกบนนาฬิกาในคอลเลกชั่น Classic Fusion และเป็นจุดผสานของความเชื่อที่ทั้งสองยึดถือร่วมกันว่าลักชัวรี่ไม่ได้หมายถึงความเปล่งประกายฉาบฉวย หากแต่คือคุณค่าที่ดำรงอยู่และยืนยาวเหนือกาลเวลา” – 

Julien Tornare ซีอีโอแห่ง Hublot

‘สีดำ’ บนลวดลายคามูฟลาจ

การใช้สีดำบนลวดลายคามูฟลาจ หรือลวดลายพรางนั้น ถือเป็นความท้าทายอย่างหนึ่ง เนื่องด้วยลายพรางทั่วไปประกอบด้วยสีที่แตกต่างหลอมรวมเข้าด้วยกัน แต่แล้วลายพรางสีดำล่ะ Hublot และ Yohji Yamamoto จะจับมือกันสร้างสรรค์ขึ้นมาในรูปแบบไหน ผลลัพธ์ที่ได้คือ การผสมผสานของวัสดุเพื่อสร้างมิติเชิงพื้นผิวที่แตกต่าง ซึ่งเป็นความเชี่ยวชาญของทั้งสอง 

โดย Yohji Yamamoto ทำหน้าที่ออกแบบลวดลายคามูฟลาจบนนาฬิกา Classic Fusion Yohji Yamamoto All Black Camo ออกมาในรูปแบบลายคามูฟลาจโมโนโครมพื้นผิวนูนต่ำ เลเยอร์สีดำบนสีดำทับซ้อนกัน สร้างความรู้สึกเสมือนลวดลายนั้นกำลังเคลื่อนไหว และมอบมิติล้ำลึกเมื่อตกกระทบกับแสงในช่วงเวลาและองศาที่ต่างกัน วาดลวดลายอยู่บนตัวเรือนเซรามิกสีดำผิวแมตต์ขนาด 42 มม. ฝาหลังแซฟไฟร์รมควันเผยให้เห็นกลไกอัตโนมัติ HUB1110 ที่ผลิตขึ้นในโรงงานของแบรนด์ มาพร้อมโรเตอร์แบบสเกเลตันที่ยังคงคุมโทนสีโมโนโครม จับคู่กับสายนาฬิกาผลิตจากการผสมผสานวัสดุผ้าและยาง บรรจุในกล่อง All Black รุ่นสั่งทำพิเศษที่ได้แรงบันดาลใจจากตัวเรือนรุ่น Classic Fusion พร้อมลายเซ็นต์ Yohji Yamamoto สำหรับนาฬิการุ่นลิมิเต็ดทั้ง 300 เรือนโดยเฉพาะ 

วางจำหน่ายเฉพาะบูติก Hublot ที่ถูกคัดเลือก และเว็บไซต์ hublot.com เท่านั้น ใครที่เป็นสาวกของทั้งสองแบรนด์จากสองวงการ หรือกำลังมองหานาฬิกา All Black ที่ดูเท่ตลอดกาลลองแวะไปชมก่อนได้ 

ข้อมูลทางเทคนิค

  • รหัส:542.CI.6670.NR.YOY
  • ฟังก์ชัน: บอกชั่วโมง นาที วินาที และวันที่
  • กลไก: ไขลานอัตโนมัติ HUB1110 
  • ตัวเรือน: เซรามิกสีดำไมโครบลาสต์ขนาด 42 มม.
  • หน้าปัด: พิมพ์ลายพรางโทนสีดำและเทา เข็มนาฬิกาเคลือบสีดำแมตต์
  • สาย: สายผ้าและยางสีดำ ตัวล็อกแบบบานพับปรับได้ทำจากสเตนเลสสตีลเคลือบดำ 
  • จำนวน: จำกัด 300 เรือน 

อ่านบทความเพิ่มเติมได้ที่:

Hublot MP-17 Meca-10 Arsham Splash การผสานงานศิลป์โบราณคดีเชิงจินตนาการกับพลังงาน 10 วันของจักรกลที่ถูกย่อส่วน

Hublot Big Bang One Click Joyful: การกลับมาของสีสันที่สดใสในตำนาน

5 นาฬิกาเซรามิค เรือนเวลาแห่งความงามที่แฝงความทนทาน

A Statement of Success – เครื่องหมายแห่งความสำเร็จของเหล่าผู้นำประเทศและผู้นำองค์กรระดับโลก 

เรือนเวลาหรูไม่เพียงแต่บอกสถานะแต่ยังเผยวิสัยทัศน์สู่ความสำเร็จและมุมมองที่ผู้นำให้คุณค่าแก่เวลา

บางครั้งเครื่องบอกเวลาอาจทำหน้าที่มากกว่าแค่บ่งชี้ชั่วโมง นาที หรือวัดสถิติการทำความเร็ว แต่มันยังเป็นมาตรวัดความพยายามและความมีวินัยที่ทำให้คนคนหนึ่งเดินไปถึงเป้าหมายสูงสุดในชีวิตได้สำเร็จ เราจึงได้เห็นเหล่าผู้นำประเทศ หรือผู้นำองค์กรที่มีบทบาทในการขับเคลื่อนโลกให้รางวัลตัวเองด้วยถ้วยรางวัลบนข้อมือ หรือนาฬิกาเรือนหรูที่ไม่ได้เพียงสะท้อนทรัพย์สินในครอบครอง แต่ยังสะท้อนว่าตัวตนของผู้นำที่มีวิสัยทัศน์ผู้นั้นให้คุณค่ากับเวลาในแง่มุมไหน

Vladimir Putin

ประธานาธิบดี Vladimir Putin ผู้ทรงอำนาจสูงสุดแห่งสหพันธรัฐรัสเซีย คือหนึ่งในผู้นำที่สะท้อนความแข็งแกร่ง เยือกเย็น เด็ดขาด ทุกการตัดสินใจของผู้กุมบังเหียนชาติมหาอำนาจทำให้โลกต้องสั่นสะเทือนไปเสียทุกครั้ง เพราะมันอาจหมายถึงชะตากรรมที่คนทั่วโลกต้องเผชิญ นอกเหนือจากการประกาศซ้อมรบให้โลกต้องเสียวสันหลังอยู่เนืองๆ ประธานาธิบดีปูตินยังเป็นที่รู้จักในมุมอบอุ่นอย่างความเป็น Dog Person ผู้ยกให้สุนัขเป็นสัตว์เลี้ยงสุดโปรด และอีกหนึ่งสิ่งที่น่าจะเป็นความหลงใหลเฉพาะตัวของปูตินก็คือนาฬิกาผู้นำระดับโลกผู้นี้มักจะปรากฏตัวพร้อมนาฬิกาคู่ข้อมือที่แต่ละเรือนบ่งบอกว่า เขาจริงจังกับเรื่องนาฬิกาพอๆ กับการบริหารประเทศอันทรงอิทธิพล 

คอลเลกชันนาฬิกาของเขาคือคอลเลกชันของนักสะสมตัวยงที่ไม่ได้เลือกครอบครองนาฬิกาเรือนนั้นๆ เพราะมันเป็นกระแส หรือเล็งเห็นในมูลค่าในอนาคต เพราะนาฬิกาแต่ละเรือนของเขาบ่งบอกถึงประวัติศาสตร์กลไกเหนือชั้น และทุกเรือนมักจะมาในรูปลักษณ์สุดคลาสสิก ยกตัวอย่างเรือนที่เราคิดว่า สะท้อนคาแรกเตอร์ของผู้นำผู้เยือกเย็นสุขุมได้อย่างยอดเยี่ยม F.P. Journe Chronomètre Bleu ที่ไม่เพียงแต่เข้ากับปูตินด้วยสีนํ้าเงินสุขุมคุมโทนตั้งแต่หน้าปัดไปจนถึงตัวเรือนแทนทาลัมอันแข็งแกร่งและให้สีเงินอมดำที่ส่องประกายในโทนเย็น แต่ความเที่ยงตรงของกลไกไขลานด้วยมือทำจากโรสโกลด์ 18 กะรัตยังบ่งบอกว่า ภายใต้ความเฉียบขาดมีความพิถีพิถันในการเลือกสรรสิ่งที่ดีที่สุดอยู่เสมอ 

Emmanuel Macron

ประธานาธิบดีแห่งฝรั่งเศสผู้เป็นตัวแทนของผู้นำรุ่นใหม่ที่ก้าวขึ้นมามีบทบาทบนเวทีโลกตั้งแต่วัยยังไม่แตะเลข 4 นำหน้า และยังคงดำรงตำแหน่งผู้บริหารสูงสุดของประเทศจนถึงทุกวันนี้ ลีลาการบริหารประเทศของมาครงมุ่งผลักดันการเปลี่ยนแปลงในหลายๆ ด้าน ตามที่เขาได้ออกหนังสือแสดงวิสัยทัศน์ในการบริหารประเทศภายใต้ชื่อว่า ‘Révolution’ ไว้อย่างแน่วแน่

ทีนี้นาฬิกาที่ผู้นำรุ่นใหม่เลือกสวมใส่แสดงออกถึงแนวทางในการบริหารและตัวตนของเขาได้ชัดเจนแค่ไหน เหนือสิ่งอื่นใดผู้นำฝรั่งเศสผู้นี้ไม่ได้เลือกแสดงภาพลักษณ์หรูหราหรือแสดงตัวว่าเป็นนักสะสมนาฬิกาในระดับ connoisseur แต่เขาเลือกแสดงออกชัดเจนว่า เครื่องบอกเวลาที่เขาเลือกทุกเรือนล้วน ‘Made in France’ และมันแสดงออกถึงสไตล์ร่วมสมัยและคุณภาพที่เชื่อถือได้ 

Bell & Ross คือหนึ่งในแบรนด์นาฬิกาสัญชาติฝรั่งเศสที่เขาเลือกใส่อยู่บ่อยครั้ง โดยเฉพาะรุ่น BR V1-92 หน้าปัดสีนํ้าเงินซันเรย์ที่ขับเน้นหลักตัวเลขชั่วโมงและหลักนาทีให้อ่านค่าได้ง่าย ดีไซน์เส้นสายสะอาดตา ฟังก์ชันบอกเวลาชั่วโมง นาที และวินาที จุดที่มีลูกเล่นแปลกตาอยู่สักหน่อยคงจะเป็นหน้าต่างวันที่ขนาดเล็ก ณ ระหว่างตำแหน่ง 4 และ 5 นาฬิกา และดูเหมือนว่า

นาฬิกาเรือนนี้ของมาครงยังสร้างไวรัลอยู่หลายครั้งทั้งใน FIFA World Cup 2022 ที่มีช่างภาพจับภาพเขากำลังสวมใส่นาฬิกาเรือนนี้ขณะกำลังสวมกอดทักทายนักฟุตบอลดาวเด่นแห่งทีมชาติฝรั่งเศส Kylian Mbappé และกลายเป็นที่กล่าวถึงอีกครั้งเมื่อมีสื่อสังเกตเห็นว่า เขาแอบถอดนาฬิกาเรือนนี้ขณะกำลังถกประเด็นร้อนแรงว่าด้วยกฎหมายปฏิรูประบบบำนาญ 

การสนับสนุนแบรนด์ฝรั่งเศสของประธานาธิบดีหนุ่มยังคงถูกตอกยํ้าอย่างชัดเจนด้วยการสวมใส่แบรนด์โลคัลที่ไม่ได้เป็นที่รู้จักแพร่หลายนักอย่าง March LA.B รุ่น AM69 Electric ที่มาพร้อมกลไกควอตซ์ ภายใต้รูปลักษณ์ที่ดูคลาสสิก อีกรุ่นหนึ่งของแบรนด์ March LA.B ที่เขาสวมใส่อยู่บ่อยครั้งย่อมเป็นนาฬิกากลไกควอตซ์รุ่น Dandy Mansart Electric Forest ตัวเรือนสตีลทรงแปดเหลี่ยมขนาด 30 มม. หน้าปัดสีเขียวสะดุดตา ทำให้แบรนด์ราคาเข้าถึงได้ง่ายอย่าง March LA.B กลายเป็นที่รู้จักผ่านการสนับสนุนจากผู้นำสูงสุดของรัฐ 

นอกจากนี้ยังมีแบรนด์นาฬิกาฝรั่งเศสแบรนด์อื่นๆ ที่ได้รับการสนับสนุนจากท่านผู้นำหนุ่ม ไม่ว่าจะเป็น Merci LMM-01 นาฬิกาสไตล์มินิมัลของแบรนด์ในคอนเซ็ปต์สโตร์เจ้าดังอย่าง Merci ที่ดูเท่แบบชิคๆ สไตล์ปารีเซียง และยังมาในราคาเป็นมิตรอีกด้วย และอีกหนึ่งเรือนพิเศษอย่าง Awake G7 La Bleue นาฬิกาจากแบรนด์ฝรั่งเศสที่มุ่งเน้นความยั่งยืนในทุกขั้นตอนการผลิต

โดยเฉพาะตัวสายนาฬิกาสีธงชาติฝรั่งเศสที่ใช้วัสดุ upcycling จากขวดพลาสติกที่เก็บกู้จากท้องทะเลในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้โดยบริษัทจากออสเตรเลีย ในส่วนของกลไกยังใช้พลังงานจากแสงอาทิตย์โดยไม่จำเป็นต้องใช้แบตเตอรี่ลิเธียม จึงกล่าวได้ว่า นาฬิกาทุกเรือนของมาครงสะท้อนจุดมุ่งหมายในการขับเน้นอัตลักษณ์ของชาติ สนับสนุนธุรกิจท้องถิ่น และใส่ใจในสิ่งแวดล้อมเพื่อโลกอนาคต นี่จึงเป็นการสื่อสารผ่านเรือนเวลาของผู้นำที่เลือกแสดงออกอย่างชาญฉลาด

Bernard Arnault

Patek Philippe Nautilus 5740 Tiffany-Blueจากอินสตาแกรม @frederic.arnault

ขึ้นชื่อว่าเป็นบุคคลผู้มั่งคั่งที่สุดในโลก แถมยังเป็นเจ้าของอาณาจักรลักชัวรี่อย่าง LVMH ผู้ถือครองแบรนด์นาฬิการะดับไฮเอนด์มากมาย นาฬิกาบนข้อมือของเมอซิเออร์อาร์โนลต์ย่อมถูกจับจ้องเป็นธรรมดา เขาจะเลือกสวมใส่เฉพาะนาฬิกาจากแบรนด์ในเครือหรือเปล่า หรือจะมีแบรนด์นาฬิกาอิสระแบรนด์โปรดในใจที่เลือกสงวนพื้นที่บนข้อมือไว้ให้ เท่าที่ดูจากภาพที่ปรากฏในสื่อต่างๆ แล้ว เราพบว่ามหาเศรษฐีระดับท็อปของโลกผู้นี้ครอบครองนาฬิกาทั้งสองรูปแบบตามที่กล่าวมาข้างต้น 

เรือนที่สะดุดตาและเป็นที่กล่าวถึงมากที่สุดคงเป็น Patek Philippe Nautilus 5740 Tiffany-Blue ที่สั่งทำพิเศษสำหรับเขาโดยเฉพาะ ต้องยํ้าว่าไม่ใช่ Nautilus 5711 หน้าปัดสี Tiffany Blue ที่วางจำหน่ายในจำนวนจำกัด 170 เรือน แต่นี่คือ Ref. 5740 ตัวเรือนยังไม่บ่งชัดว่าเป็นสตีลหรือไวท์โกลด์ ที่มาพร้อมฟังก์ชันปฏิทินถาวร ต่างจาก Ref. 5711 ที่มาในตัวเรือนสตีลพ่วงฟังก์ชันบอกชั่วโมง นาที วินาที และวันที่ ลองคิดดูว่า แค่ผลงานความร่วมมือในวาระพิเศษก็เป็นที่เสาะแสวงหาของนักสะสมทั่วโลกแล้ว แต่นี่น่าจะเป็นความเอ็กซ์คลูซีฟขั้นสูงสุดที่ผู้บริหารสินค้าลักชัวรี่ระดับโลกพึงมี และเลือกสวมใส่ในวันสบายๆ ที่เขาใช้ร่วมกับครอบครัว 

นอกจาก Patek Philippe Nautilus 5740 Tiffany-Blue ที่ทั่วโลกโจษจัน  TAG Heuer Carrera Porsche Chronograph เป็นหนึ่งในนาฬิกาจากแบรนด์ในเครือ LVMH ที่เขาเลือกสวมใส่ ผลงานความร่วมมือของแบรนด์นาฬิกาและสุดยอดยนตรกรรมในครั้งนี้เป็นรุ่นลิมิเต็ดที่ผสานความเป็นเลิศของมอเตอร์สปอร์ตเข้ากับนวัตกรรมเรือนเวลาได้อย่างกลมกล่อม ดีไซน์ของหน้าปัดสะท้อนตัวตนอันโฉบเฉี่ยวของ Porsche ส่วนกลไกโครโนกราฟ Heuer 02 ที่ผลิตภายในโรงงานของแบรนด์เองที่บรรจุอยู่ภายในตัวเรือนดีไซน์สปอร์ตก็ตอกยํ้าความเที่ยงตรงของแบรนด์นาฬิกาที่อยู่คู่สนามแข่งรถมาหลายทศวรรษ นี่จึงเป็นนาฬิกาอีกหนึ่งเรือนที่ซีอีโอระดับโลกเลือกผสมผสานความชื่นชอบในความลํ้าเลิศของสองวงการเข้าไว้ด้วยกันผ่านนาฬิกาที่เขาเลือกสวมใส่ 

Elon Musk

ขึ้นชื่อว่า เจ้าพ่อสายเทคผู้ขับเคลื่อนโลกด้วยความมุ่งมั่น ทะเยอทะยาน และบ้าบิ่นสุดขั้ว Elon Musk ผู้บริหารสูงสุดของ Tesla, SpaceX, X และ xAI หนึ่งในผู้ครองตำแหน่งมหาเศรษฐีผู้รํ่ารวยที่สุดในโลก ด้วยทรัพย์สินมูลค่าร่วม 500 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ นาฬิกาที่เขาเลือกสวมใส่ต้องบ่งบอกถึงความมั่งคั่งและความหลงใหลในความเป็นเลิศ

แต่เมื่อพิจารณาดูจากนาฬิกาในครอบครองของเขาแล้วต้องบอกว่า มีทั้งนาฬิกาที่อยู่ในระดับเอื้อมถึงได้ และก็มีนาฬิการะดับมหาเศรษฐีด้วยเช่นกัน แต่ที่แน่ๆ นาฬิกาที่ผู้นำในการบริหารจัดการเวลาแบบ ‘Time Blocking’ เลือกเป็นเครื่องบอกเวลาคู่ข้อมือทุกเรือนล้วนมีเรื่องราวที่บ่งบอกถึงความพุ่งทะยานสู่เส้นชัยและอนาคตอันไกลโพ้น ที่เหมาะสมกับเจ้าพ่อนวัตกรรมสุดลํ้าที่นำพาโลกเข้าสู่ยุคใหม่ 

หนึ่งในนาฬิกาที่แสดงถึงจิตวิญญาณนักแข่งขันของเขาคือ TAG Heuer Carrera SpaceX Chronograph นาฬิกาที่รังสรรค์ขึ้นเพื่อเฉลิมฉลองวาระครบรอบ 50 ปี ของรุ่น Carrera นาฬิกาเรือนแรกที่ได้ร่วมท่องอวกาศกับ John Glenn ในปี 1962 โดยนาฬิการุ่นดั้งเดิมที่ Glenn สวมใส่ขณะปฏิบัติภารกิจโคจรรอบโลกสามรอบนั้นมีลักษณะคล้ายกับนาฬิกาจับเวลาที่ถูกนำมาพันรอบข้อมือ จึงมีขนาดค่อนข้างใหญ่เมื่อเทียบกับมาตรฐานในปัจจุบัน ส่วน TAG Heuer Carrera SpaceX นั้นพัฒนามาจากรุ่น Carrera 1887 ขนาดใหญ่ 43 มม. แต่ปรับดีไซน์ด้วยเข็มนาฬิการูปแบบใหม่ หน้าปัดใหม่ และสายนาฬิกาหนังสไตล์วินเทจ บนเรือนนาฬิกามีภาพของยานอวกาศ SpaceX อยู่สองแบบ ได้แก่ จรวด ‘Falcon 9’ และยาน ‘Dragon’ โดย SpaceX ได้ปล่อยยานอวกาศเชิงพาณิชย์ลำแรกเพื่อส่งเสบียงไปยังสถานีอวกาศนานาชาติในปี 2012 และบรรดานักบินอวกาศที่ปฏิบัติภารกิจในครั้งนั้นต่างก็สวม TAG Heuer Carrera SpaceX ขณะปฏิบัติการด้วย ซึ่งการเลือกร่วมสร้างสรรค์ผลงานเรือนเวลารุ่นนี้ร่วมกับทาง TAG Heuer ของมัสก์ก็แสดงถึงความมุ่งมั่นในเป้าหมายในการพามนุษย์ออกเดินทางสู่ดาวเคราะห์ดวงอื่น

อีกหนึ่งเรือนที่แสดงถึงความมั่งคั่งที่อยากตะโกนให้โลกรู้ และความหลงใหลในความแรง คงหนีไม่พ้น Richard Mille RM 029 เรือนเวลามูลค่ากว่า 125,000 ดอลลาร์สหรัฐ ที่ผสานความลํ้าเลิศในเชิงกลไกเข้ากับดีไซน์แบบเจาะโครงโปร่งเผยให้เห็นทุกชิ้นส่วน และฟังก์ชันที่ออกแบบมาเพื่อนักแข่ง

ทุกองค์ประกอบถูกพัฒนาขึ้นอย่างเคร่งครัดในสมรรถนะของกลไกที่ต้องสอดประสานกับดีไซน์ได้อย่างสมบูรณ์ คล้ายกับการออกแบบรถแข่งฟอร์มูล่า 1 เลยก็ว่าได้ ไม่ว่าจะเป็นหน้าต่างวันที่ขนาดใหญ่ ณ ตำแหน่ง 4 นาฬิกา ที่เอื้อในการอ่านค่าในยามบังคับพวงมาลัย รวมถึงกลไกที่ถูกติดตั้งบนยางรองระบบแชสซี (ISO SW) ที่ยึดด้วยสกรูไทเทเนียม 4 ตัว แทนการใช้แหวนยึดตัวเรือนแบบดั้งเดิม นี่จึงเป็นอีกหนึ่งเครื่องหมายที่แสดงความคลั่งไคล้ในการทะยานสู่เป้าหมายอย่างไม่ประนีประนอมให้กับสิ่งใดของมหาเศรษฐีผู้ถูกขนานนามว่า ‘ไอรอนแมนตัวจริง’

Jeff Bezos

อีกหนึ่งมหาเศรษฐีสายเทค Jeff Bezos ผู้ก่อตั้งแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซ Amazon ผู้รั้งอันดับต้นๆ ในลิสต์ของผู้รํ่ารวยที่สุดในโลก ก่อนหน้านี้ขึ้นชื่อว่าเป็นมหาเศรษฐีที่ไม่ได้อยู่ในแสงสปอตไลต์มากนัก (เมื่อเทียบกับเพื่อนร่วมลิสต์เดียวกันบางคน) อย่างไรก็ตาม ช่วงนี้ดูเหมือนว่า เบโซสจะเริ่มก้าวเข้ามาอยู่ในพื้นที่สื่อมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการก้าวเข้ามามอบทุนสนับสนุนให้กับแพลตฟอร์มสตาร์ทอัพผู้สร้าง AI ในนาม ‘Project Prometheus’ ถึง 6.2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ รวมถึงการที่เขาและคู่ชีวิต Lauren Sánchez Bezos ประกาศตัวเป็นผู้บริจาครายใหญ่ให้กับ Met Gala 2026 ทำให้โลกต้องจับตามองบุรุษคนนี้ให้ดีๆ เพราะไม่แน่ว่าชื่อของเขาอาจจะขยับตำแหน่งแซงหน้าตัวพ่อในลิสต์มหาเศรษฐีโลกบางคนก็เป็นได้ 

เบโซสอาจจะไม่ถึงขั้นเป็นนักสะสมนาฬิกาตัวยง รสนิยมในการเลือกสวมใส่นาฬิกาของเขาก็ไม่หวือหวานัก เพราะดูเหมือนว่า เขาเลือกสวมใส่นาฬิกาที่เชื่อถือได้มากกว่าจะเน้นรูปลักษณ์โดดเด่นสะดุดตา แต่ภายใต้ความน่าเชื่อถือนั้นต้องพ่วงความพิเศษเฉพาะตัวเข้าไปด้วย อย่าง OMEGA Speedmaster Moonwatch Ref. 310.30.42.50.01.001 รุ่นสั่งทำพิเศษที่เขาสวมใส่ขึ้นยาน Blue Origin Mission NS-16 แน่นอนว่า นาฬิกา Speedmaster Moonwatch คือนาฬิกาที่นักบินอวกาศไว้วางใจให้เป็นเครื่องบอกเวลานอกโลกมาเป็นเวลา 60 ปีมาแล้ว

ด้วยความเที่ยงตรงและแข็งแกร่งในทุกสภาวการณ์อันเป็นที่ประจักษ์ ซึ่งส่วนสั่งทำพิเศษก็คือสายเวลโครสีเทาเพื่อให้สามารถสวมทับชุดอวกาศได้ มาพร้อมกระจกเฮซาไลต์ กลไก 3861 ที่ผ่านการรับรองมาตรฐาน METAS รุ่นใหม่ ที่ผ่านการปรับแต่งรูปลักษณ์เล็กน้อยเพื่อให้เหมาะกับโอกาสพิเศษนี้ ฝาหลังยังสลักชื่อผู้สวมใส่ หมายเลขเที่ยวบิน และตราขนนกของ Blue Origin ชื่อยานที่พาเบโซสและเพื่อนร่วมทริปไปนอกโลก

Ulysse Nardin เป็นนาฬิกาอีกแบรนด์ที่เขาชื่นชอบ อาจจะด้วยความหลงใหลในการเดินเรือทำให้เขาเลือกเป็นเจ้าของนาฬิกาที่มีความผูกพันกับมหาสมุทรแบรนด์นี้ เรือนที่เขาใส่อยู่บ่อยครั้งเห็นจะเป็น Ulysse Nardin Dual Time 3343-126-7/91 นาฬิกาตัวเรือนสตีลพร้อมฟังก์ชันบอกเวลาสองไทม์โซน อันที่จริงแล้วนี่ไม่ใช่นาฬิการุ่นหายากหรือมูลค่าสูงลิบ แต่ก็บ่งบอกถึงตัวตนของมหาเศรษฐีผู้เห็นค่าในเรื่องราวเบื้องหลังมากกว่าจะเลือกนาฬิกาที่โอ้อวดสถานะ

Empowering Elegance

สำหรับสุภาพสตรีผู้เป็นดั่งลมใต้ปีกของผู้นำระดับโลก การปรากฎตัวต่อหน้าสาธารณชนต้องผ่านการคิดคำนึงถึงภาพลักษณ์มาอย่างถี่ถ้วน และสำหรับอดีต First Lady ที่ไม่เพียงแต่ทำหน้าที่สนับสนุนคู่ชีวิตเท่านั้น แต่ยังสามารถก้าวขึ้นมาสร้างแรงบันดาลใจผ่านแพลตฟอร์มของตนเองอย่าง Michelle Obama และ Hillary Clinton ผู้มีความมุ่งมั่นในการก้าวขึ้นสู่บทบาทผู้นำบนเวทีโลกโดยไม่หวั่นเกรงต่อคำปรามาสใดๆ ทั้งสองต่างก็มีเรือนเวลาที่แสดงออกถึงการเลือกในสิ่งที่ต้องการสื่อสารในช่วงเวลานั้นๆ 

Michelle Obama

สำหรับ Michelle Obama เมื่อครั้งเธอยังรั้งตำแหน่งสุภาพสตรีหมายเลขหนึ่งเคียงข้างอดีตประธานาธิบดี Barack Obama เรือนเวลาที่ทำหน้าที่ประดับข้อมือยามต้อนรับแขกคนสำคัญ ผู้มาเยือนทำเนียบขาวก็คือ Cartier Tank Française รุ่นตัวเรือนสตีล ซึ่งอาจกล่าวได้ว่าเป็นการแสดงความเคารพในสไตล์ของอดีตสุภาพสตรีหมายเลขหนึ่งระดับไอคอนอย่าง Jacqueline Kennedy ผู้มักจะสวมใส่นาฬิกา Cartier Tank เรือนทองซึ่งเป็นของขวัญที่เธอได้รับในปี 1963 จากพี่เขยของเธอ เจ้าชาย Stanislaw Stas Radziwill บนข้อมืออยู่เสมอ 

Hillary Clinton

ส่วน Hillary Clinton หญิงแกร่งผู้อยู่ทั้งเบื้องหลังและเบื้องหน้าของการเมืองสหรัฐอเมริกา สุภาพสตรีผู้มุ่งมั่นในการขับเคลื่อนประเทศอันยิ่งใหญ่ด้วยมันสมองและสองมือของเธอเองผู้นี้ ว่ากันตามตรงในมุมมองของวงการแฟชั่นเธออาจไม่ได้ถูกยกย่องในเชิงสไตล์สักเท่าไรเมื่อเทียบกับอดีต First Lady คนอื่นๆ แต่นาฬิกาที่เป็นตัวเลือกในการบอกเวลาแต่ละนาทีบนข้อมือเธอนั้นบ่งบอกว่า เธอให้ความสำคัญกับความเที่ยงตรงน่าเชื่อถือที่ควบคู่กับสไตล์ส่วนตัวอยู่ไม่น้อย ในช่วงเวลาที่มิสซิสคลินตันดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศภายใต้ประธานาธิบดีโอบามา

ในช่วงเวลาที่มิสซิสคลินตันดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศภายใต้ประธานาธิบดีโอบามาตั้งแต่ปี 2009-2013 ในช่วงเวลานี้ นาฬิกาที่เธอเลือกสวมใส่อยู่บ่อยครั้งคือ Chanel J12 คลาสสิก ตัวเรือนและสายเซรามิกสีขาว ขนาด 33 มม. กลไกควอตซ์ ซึ่งอาจกล่าวได้ว่า ในช่วงเวลานี้ภาพลักษณ์ของเธอดูผ่อนคลายขึ้นเล็กน้อย 

แต่ยังคงความน่าเชื่อถือและดูร่วมสมัยด้วยนาฬิการะดับไอคอนของ Chanel ที่เป็นตัวแทนแห่งยุค 2000s และยังเป็นดั่งจิตวิญญาณของมาดมัวแซลชาเนลผู้ลุกขึ้นมาปฏิวัติการแต่งกายของผู้หญิงด้วยซิลูเอตต์ที่ปลดปล่อยเครื่องพันธนาการร่างกายของสตรี นี่จึงเป็นทางเลือกของสุภาพสตรีผู้มีวิสัยทัศน์ในการเลือกใช้ทุกวินาทีในชีวิตให้คุ้มค่าและมีความหมายอย่างแท้จริง       

ภาพประกอบ: Akkarapon Methanatraisiri

อ่านบทความเพิ่มเติมได้ที่:

26 ผู้นำที่สร้างแรงบันดาลใจ – มาร์ค ฮาเยค (Marc Hayek)
ผู้นำที่สร้างแรงบันดาลใจ – ฌอง คริสตอฟ บาแบ็ง (Jean-Christophe Babin)
ผู้นำที่สร้างแรงบันดาลใจ – เรย์นัลด์ แอสคลิมันน์ (Raynald Aeschlimann)

เมื่อความเร็วของอาชามาบรรจบกับความเที่ยงตรงของเวลา Breitling Top Time B01 “Shadow Rider”

การเฉลิมฉลองปีนักษัตรม้าผ่านนวัตกรรมโครโนกราฟระดับตำนาน

ในโลกของนาฬิกา สไตล์ “Modern-Retro” มักจะถูกหยิบยกมาใช้อยู่บ่อยครั้ง แต่มีเพียงไม่กี่แบรนด์ที่ทำออกมาแล้วดู “ใช่” และ “มีชีวิตชีวา” เหมือนกับสิ่งที่ Breitling กำลังทำอยู่ โดยเฉพาะในคอลเลกชัน Top Time ที่หยิบเอาอิสระของยุค 60s มาปัดฝุ่นใหม่ให้เข้ากับยุคสมัย และล่าสุดกับการเปิดตัวรุ่นลิมิเต็ดเอดิชัน Top Time B01 Shadow Rider เพื่อต้อนรับปีนักษัตร “ปีมะเมีย” หรือปีม้าที่กำลังจะมาถึง

จิตวิญญาณแห่งยุค 60s บนข้อมือ

หากเราย้อนกลับไปในสมัยที่ Willy Breitling ทายาทรุ่นที่สามของแบรนด์เริ่มคิดค้น Top Time เขาไม่ได้ต้องการสร้างเพียง “เครื่องมือบอกเวลา” แต่เขาต้องการสร้าง “สัญลักษณ์แห่งสไตล์” สำหรับคนรุ่นใหม่ที่รักอิสระและความเร็ว มาในวันนี้ Top Time B01 Shadow Rider ยังคงรักษา DNA นั้นไว้ได้อย่างเหนียวแน่น

สิ่งแรกที่สะดุดตาคือตัวเรือนสเตนเลสสตีลทรง Cushion-shaped ขนาด 38 มม. ซึ่งเป็นขนาดที่ Perfect มากสำหรับเทรนด์นาฬิกาในปัจจุบันที่เริ่มกลับมาหาไซส์คลาสสิก มันให้ความรู้สึกที่กระชับ ไม่ตะโกนจนเกินไป แต่เปี่ยมไปด้วยรายละเอียดที่ชวนให้จ้องมองนานๆ

รายละเอียดที่ซ่อนอยู่ใน Shadow Rider

หน้าปัดสีดำ-ขาวแบบ “Panda” ที่เราคุ้นเคย ถูกเพิ่มลูกเล่นด้วยดีไซน์หน้าปัดย่อย (Sub-dials) ทรง “Squircle” (ลูกผสมระหว่างสี่เหลี่ยมและวงกลม) ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของตระกูล Top Time สิ่งที่ทำให้รุ่นนี้พิเศษคือสัญลักษณ์รูปหัวม้า “Shadow Rider” ที่ตำแหน่ง 9 นาฬิกา และการเล่นสีแดงสดที่เข็มจับเวลาวินาทีและหน้าปัดย่อยนาที ช่วยเพิ่มความเร้าใจเหมือนเข็มไมล์บนหน้าปัดรถสปอร์ตคลาสสิก

หากสังเกตให้ดี บนสเกล Tachymeter ระหว่างตำแหน่ง 12 ถึง 2 นาฬิกา จะมีการประทับคำว่า “YEAR OF THE HORSE” ไว้ด้วย เป็นการสอดแทรกวัฒนธรรมนักษัตรเข้าไปได้อย่างแยบยล โดยไม่ทำลายภาพลักษณ์ความเท่แบบ Racing ของนาฬิกาไปเลย

Breitling Top Time B01 Shadow Rider

ขุมพลัง Caliber 01 หัวใจที่เต้นด้วยความแม่นยำ

แต่ความสวยงามคงไม่มีความหมายหากขาด “หัวใจ” ที่ทรงพลัง Shadow Rider รุ่นนี้ขับเคลื่อนด้วย Breitling Manufacture Caliber 01 กลไกโครโนกราฟอัตโนมัติที่เป็นความภาคภูมิใจของแบรนด์ ซึ่งผ่านการรับรองความเที่ยงตรงระดับ COSC

สำหรับคนรักกลไก คุณจะได้สัมผัสกับระบบจับเวลาแบบ Column-wheel และ Vertical Clutch ที่ให้ความรู้สึกที่นุ่มนวลและเฉียบคมทุกครั้งที่กดปุ่ม Start/Stop พร้อมพลังงานสำรองยาวนานถึง 70 ชั่วโมง ซึ่งถือเป็นมาตรฐานระดับสูงในปัจจุบัน ไม่ว่าจะสวมใส่ไปออกทริปหรือสวมใส่ในชีวิตประจำวัน กลไกนี้ก็พร้อมจะ “ควบ” ไปกับคุณอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย

Breitling Top Time B01 Shadow Rider

ความเอ็กซ์คลูซีฟของ Shadow Rider ยังอยู่ที่จำนวนการผลิตเพียง 288 เรือนทั่วโลก เท่านั้น ซึ่งถือว่าเป็นตัวเลขที่น้อยมากเมื่อเทียบกับความต้องการของนักสะสม สายหนังวัวรูพรุนสีเบจที่ให้ความรู้สึกเหมือนถุงมือขับรถวินเทจ ยิ่งตอกย้ำภาพลักษณ์ของนาฬิกาเรือนนี้ว่ามันไม่ได้เกิดมาเพื่อวางโชว์ในตู้ แต่มันเกิดมาเพื่อถูกสวมใส่และออกไปท้าทายเส้นขอบฟ้าใหม่ๆ

สำหรับใครที่กำลังมองหานาฬิกาที่เป็นมากกว่าเครื่องบอกเวลา แต่เป็นทั้งงานศิลปะ ประวัติศาสตร์ และความโหยหาในอดีตที่ได้รับการปรับปรุงใหม่ด้วยวิศวกรรมที่ยอดเยี่ยมที่สุดของ Breitling… Top Time B01 Shadow Rider คือคำตอบที่น่าจะทำให้หัวใจคุณเต้นแรงได้ไม่ยาก

ข้อมูลทางเทคนิค
  • กลไก: Breitling Manufacture Caliber 01 ผ่านการรับรองความเที่ยงตรงระดับ COSC
  • สำรองพลังงาน: ประมาณ 70 ชั่วโมง
  • ตัวเรือน: สเตนเลสสตีล ขนาด 38 มม. กันน้ำลึก 100 เมตร
  • หน้าปัด: สีดำ พร้อมวงหน้าปัดย่อยทรง “Squircle” สีขาว และสัญลักษณ์ Shadow Rider
  • สาย: หนังวัว (Calfskin) สีเบจ สไตล์ Racing แบบมีรูระบายอากาศ
  • จำนวนการผลิต: จำกัดเพียง 288 เรือนทั่วโลก

อ่านบทความเพิ่มเติมได้ที่:

Lederer Inverto Titanium เผยความงามบริสุทธิ์ของกลไกผ่านตัวเรือนไทเทเนียมโครงสร้างโปร่งใส
Slim d’Hermès Hippocampe การเดินทางสู่ความลึกของศิลปะหัตถกรรม
HYT S1 Seddiqi 75th Anniversary การรวมตัวของสุดยอดนวัตกรรมและความมั่งคั่งแห่งดูไบ

รอยจารึกแห่งแสงสว่าง เมื่อ Cartier รังสรรค์เวลาด้วยจิตวิญญาณช่างอัญมณี

เรื่องราวของ 5 เรือนเวลาอัญมณีชิ้นเอกจาก Cartier

เมื่อคาร์เทียร์ ตัดสินใจนำ “สายตาของช่างอัญมณี” มาเป็นหัวใจในการรังสรรค์เรือนเวลา ผลลัพธ์ที่ได้คือการนำนาฬิกามาประดับเพชร หลอมรวมจิตวิญญาณแห่งอัญมณีเข้ากับศาสตร์แห่งเวลาจนกลายเป็นชิ้นงานที่แยกกันไม่ออก คอลเลกชันนี้ประกอบด้วย 5 เรือนเวลาที่สะท้อนประวัติศาสตร์และความเชี่ยวชาญของเมซงผ่าน 3 บทตอนสำคัญ

ความเลอค่าที่เหนือกาลเวลา เรื่องราว 5 เรือนเวลาอัญมณีชิ้นเอก

ในโลกของคาร์เทียร์ เส้นแบ่งระหว่างเรือนเวลาและอัญมณีมักจะเลือนลางจนกลายเป็นเนื้อเดียวกัน คอลเลกชันล่าสุดนี้คือการพิสูจน์ถึงความเชี่ยวชาญที่สั่งสมมาตั้งแต่ปี 1910 โดยเมซงได้หยิบยกดีไซน์คลาสสิกมาตีความใหม่ผ่าน “สายตาของช่างอัญมณี” จนเกิดเป็นผลงาน 5 รุ่นที่เปี่ยมด้วยพลัง

บทที่ 1: ศิลปะแห่งความโค้งมนกับ Baignoire Bangle (1 รุ่น)

เริ่มต้นด้วยเรือนเวลา เบญนัวร์ (Baignoire) แบบกำไลข้อมือที่เผยโฉมครั้งแรกเมื่อ 3 ปีก่อน แต่ครั้งนี้ถูกนำมาเพิ่มความล้ำค่าด้วยเพชรเจียระไนเหลี่ยมเกสรถึง 551 เม็ด โดยแบ่งเป็น 380 เม็ดบนสายกำไลที่โค้งมน และอีก 171 เม็ดบนตัวเรือนทรงวงรี การฝังอัญมณีนี้ต้องใช้เวลาและความชำนาญกว่า 8 ชั่วโมง เพื่อให้ประกายเพชรล้อไปกับเข็มรูปดาบสีน้ำเงินภายใต้กระจกแซฟไฟร์ทรงโดมได้อย่างสมบูรณ์แบบ โดยมีเพชรอีก 1 เม็ดประดับเด่นอยู่ที่เม็ดมะยม

บทที่ 2: ริบบิ้นแห่งแสงสไตล์อาร์ตเดโค (2 รุ่น)

ถัดมาคือเรือนเวลาทรง แปดเหลี่ยม (Octagonal) ที่ล้อมรอบหน้าปัดสี่เหลี่ยม ซึ่งมีให้เลือก 2 รุ่น ที่เน้นความระยิบระยับของเพชรล้วน จุดเด่นอยู่ที่สายนาฬิกาซึ่งพลิ้วไหวราวกับริบบิ้นผ้าไหม ประกอบขึ้นจากข้อต่อเรขาคณิตหลากหลายรูปทรง ช่างอัญมณีใช้เวลากว่า 30 ชั่วโมงในการฝังเพชรด้วยเทคนิค เกรนเซตติ้ง (grain setting) ทรงสามเหลี่ยม และ คัตดาวน์เซตติ้ง (cut-down setting) เพื่อให้แสงสะท้อนต่อเนื่องกันอย่างไม่มีที่สิ้นสุดบนหน้าปัดซันเรย์สีเงิน

บทที่ 3: พลังแห่งสีสันจากมรกตและโอนิกซ์ (2 รุ่น)

ปิดท้ายด้วยเรือนเวลาอีก 2 รุ่น ที่นำคู่สีในตำนานของคาร์เทียร์อย่าง “สีเขียวและสีดำ” มาใช้ผ่านมรกตและโอนิกซ์ เพื่อสร้างมิติและความทันสมัยตามแบบฉบับอาร์ตเดโค ช่างฝีมือต้องเจียระไนเหลี่ยมมุมของโอนิกซ์อย่างพิถีพิถันเพื่อนำมาตกแต่งขอบตัวเรือน ความเงางามสีเข้มของโอนิกซ์ตัดกับสีเขียวสดของมรกตและประกายเพชร ช่วยขับเน้นลวดลายรัศมีบนหน้าปัดสีเงินให้ดูโดดเด่นและมีชั้นเชิง

สิ่งที่เรือนเวลาทั้ง 5 รุ่นนี้มีร่วมกันคือ “เม็ดมะยมล่องหน” เพื่อไม่ให้มีสิ่งใดมารบกวนเส้นสายอันอ่อนช้อย คาร์เทียร์จึงใช้กลไกพิเศษที่ต้องปรับตั้งเวลาผ่านเครื่องมือเฉพาะจากด้านหลังตัวเรือน และปกป้องหน้าปัดด้วยกระจกแซฟไฟร์ที่เจียระไนเหลี่ยมมุม (facetted sapphire) ราวกับอัญมณีเม็ดงาม

ข้อมูลทางเทคนิค
  • รุ่นที่ Baignoire Bangle Watch
    • ตัวเรือนและสายไวท์โกลด์ 18K ประดับเพชรรวม 551 เม็ด (4.64 กะรัต) เม็ดมะยมประดับเพชร 1 เม็ด
  • รุ่นที่ Art Deco Geometry (Diamond Version)
    • ตัวเรือนทรงแปดเหลี่ยมล้อมหน้าปัดสี่เหลี่ยม สายไวท์โกลด์พลิ้วไหวประดับเพชรล้วน ใช้เวลาฝังอัญมณีกว่า 30 ชั่วโมงต่อเรือน
  • รุ่น Art Deco Geometry (Emerald & Onyx Version)
    • ประดับด้วยมรกต โอนิกซ์ และเพชร เจียระไนโอนิกซ์ตกแต่งขอบตัวเรือน หน้าปัดซันเรย์สีเงิน
  • จุดเด่นร่วมกัน: กระจกแซฟไฟร์เจียระไนเหลี่ยม เม็ดมะยมแบบล่องหน (Invisible Crown) ปรับตั้งเวลาจากด้านหลัง

อ่านบทความเพิ่มเติมได้ที่:

ไขปริศนาศาสตร์แห่งการผลิตนาฬิกายุคโบราณผ่านโปรเจ็กต์ Naissance d’une Montre ครั้งล่าสุดของ Ferdinand Berthoud
The Game Changers – ว่าด้วยนาฬิกาที่สร้างแรงกระเพื่อมในวงการนาฬิกาและนำพาศาสตร์แห่งการบอกเวลาเข้าสู่ยุคสมัยใหม่
The Revolutionary List: 26 ผู้นำที่สร้างแรงบันดาลใจ – ฟรองซัวส์-โปล จูร์น (François-Paul Journe)

COCO CRUSH ไฟน์จิวเวลรี่จาก CHANEL เผยโฉมแคมเปญและคอลเลกชันล่าสุด นำโดย Jennie  พร้อมมิวส์คนล่าสุด Gracie Abrams

ร่วมถ่ายทอดเสน่ห์ของ COCO CRUSH  คอลเลกชันล่าสุดในภาพยนตร์แคมเปญ ‘Hide and Seek’ 

ลายควิลท์ในบริบทใหม่ 

ลวดลายควิลท์ที่สาวก CHANEL หลงใหลจากกระเป๋าสะพายรุ่นไอคอนิก เมื่อได้กลายมาเป็นลวดลายที่ถูกสลักลงบนเครื่องประดับทองอย่างประณีต และออกแบบมาให้เข้ากับไลฟ์สไตล์ของผู้คนในทุกวันนี้ที่เน้นความคล่องตัวควบคู่กับความหรูหรา จึงไม่น่าแปลกใจเลยว่า COCO CRUSH กลายเป็นไฟน์จิวเวลรี่ที่สื่อสารกับผู้หญิงยุคใหม่ได้ดีในทันทีที่เปิดตัว

ในปี 2026 ไลน์ไฟน์จิวเวลรี่ของ CHANEL เลือกออกสตาร์ทตั้งแต่ต้นปีด้วยผลิตภัณฑ์ใหม่ที่เสริมเข้ามาเติมเต็มคอลเลกชัน COCO CRUSH ให้โอบรับไลฟ์สไตล์ร่วมสมัยได้ดียิ่งขึ้น แน่นอนว่า ยังคงลวดลายควิลท์อันเป็นซิกเนเจอร์ไว้ โดยเน้นเส้นสายโค้งมนแต่เฉียบคมแม่นยำสลักลงบนพื้นผิววัสดุทองเรียบเนียน แต่ปรับให้เข้ากับไอเทมต่างๆ ที่ถูกออกแบบให้สามารถสวมใส่ได้หลากหลายรูปแบบกว่าที่เคย ไม่ว่าจะเป็น แหวน สร้อยข้อมือ ต่างหู และสร้อยคอ ทุกไอเท็มยังคงความเป็นเอกลักษณ์ของแบรนด์ไว้อย่างเต็มเปี่ยม 

ชิ้นเด่นที่สะดุดตาสาวก COCO CRUSH ที่น่าจะมีไอเท็มต่างๆ ในไลน์นี้ครบถ้วนแทบทุกชิ้นอยู่แล้ว เห็นจะเป็นสร้อยคอเส้นสั้นที่ได้เห็นเป็นครั้งแรกในภาพแคมเปญที่มี Gracie Abrams สวมใส่ สร้อยคอสั้นแนบชิดติดลำคอหรือที่เรียกว่า ‘โชคเกอร์’ ในลวดลายควิลท์ มาในวัสดุเบจโกลด์ เยลโลว์โกลด์ และไวท์โกลด์ประดับเพชร เป็นการตีความจิวเวลรี่ชิ้นใหม่ในไลน์ได้อย่างทันสมัยและดูเท่ยิ่งขึ้น ซึ่งแน่นอนว่า สามารถนำไปสวมใส่ร่วมกับสร้อยคอในไลน์เดียวกันรุ่นอื่นๆ ได้อย่างสนุกสนาน ด้วยความยาวกำลังพอเหมาะของสายสร้อย และดีไซน์ที่ยังคงอยู่ร่วมกับชิ้นอื่นๆ ที่มีความยาวต่างกันไปได้อย่างลงตัว

 นอกจากนี้ยังมีต่างหูที่สามารถปรับความสั้น-ยาว ได้ตามต้องการ ซึ่งมาในลวดลายควิลท์และมีสามวัสดุให้เลือกเช่นเดียวกับโชคเกอร์ และชิ้นเด่นที่บ่งบอกความเป็น COCO CRUSH ในรูปแบบที่แจ่มชัดกว่าเดิมก็คือ กำไลข้อมือไซส์ใหญ่ทำจากวัสดุเบจโกลด์ที่อวดลวดลายควิลท์บนวัสดุทองเฉดเฉพาะของแบรนด์ ซึ่งออกแบบเส้นสายให้โค้งมนโอบรับกับข้อมือได้อย่างพอเหมาะ   

แคมเปญ Hide and Seek 

เปิดตัวพร้อมกับแคมเปญภาพยนตร์เรื่องใหม่ ที่ถ่ายทอดจินตนาการผ่านเกม ‘Hide and Seek’ ท่ามกลางฉากหลังของโรงแรม Chateau Marmont อันเก่าแก่ นำแสดงโดย Jennie ซึ่งในที่นี้รับบทเป็นผู้ค้นหา และ Gracie Abrams รับบทบาทผู้ซ่อนตัว ผู้ชมจะได้ติดตามเส้นทางของผู้หลบซ่อนและผู้ค้นหาบนทางเดินทอดยาวภายในพื้นที่ลับอันแสนเป็นส่วนตัว ก่อนเส้นทางของผู้ค้นหาและผู้หลบเร้นจะมาบรรจบกัน ซึ่งค่อยๆ เผยถึงความน่าตื่นเต้นและความมหัศจรรย์ของการพบกันโดยไม่คาดคิด

แคมเปญภาพยนตร์ชิ้นนี้กำกับโดยกอร์ดอน ฟอน Gordon Von Steiner ผู้กำกับและช่างภาพแฟชั่นที่สร้างผลงานอันน่าตื่นตาผ่านแคมเปญแบรนด์แฟชั่นชั้นนำมากมาย ทั้งยังร่วมด้วยนักแสดงมากความสามารถอีกหลายคนที่เข้ามาเสริมให้เกมซ่อนหาครั้งนี้มีสีสันยิ่งขึ้น อาทิ Mona Tougaard, Lulu Tenney, Mathilda Gvarliani, Akon Changkou และ Qun Ye     

ใครเริ่มมองหาของขวัญวาเลนไทน์ หรือมองหาจิวเวลรี่ที่สามารถนำไปสวมใส่ร่วมกับนาฬิกาเรือนโปรดได้อย่างมีสไตล์ลองเก็บไฟน์จิวเวลรี่จาก CHANEL ไว้พิจารณาก็เป็นตัวเลือกที่น่าสนใจไม่น้อย

อ่านบทความเพิ่มเติมได้ที่:

CHANEL เผยโฉมใหม่ของบูติกสาขาเอ็มควอเทียร์ สาขาใหญ่ที่สุดในประเทศไทย

สานต่อตำนาน การกลับมาของ CHANEL PREMIÈRE GALON ที่ผสมผสานความคลาสสิกและนวัตกรรมได้อย่างลงตัว

Chanel Première Ribbon Red การคืนชีพของตัวเรือนไอคอนในโทนสีแดงสุดคลาสสิค

อาชาแห่งความสำเร็จ เรื่องราวของ IWC Portugieser Automatic 42 Year of the Horse (Ref. IW501709)

สัมผัสความพิเศษของโรเตอร์รูปม้าและหน้าปัดสีเบอร์กันดีมงคล พร้อมพลังสำรอง 7 วันและงานวิศวกรรมสวิสชั้นเลิศในจำนวนจำกัด 500 เรือน

หากการเดินทางคือหัวใจของความสำเร็จ เรือนเวลารุ่นลิมิเต็ดเอดิชันจาก IWC Schaffhausen ชิ้นนี้คือเพื่อนร่วมทางที่สะท้อนถึงพลังงานและความมุ่งมั่น โดยเลือกใช้ตัวเรือนสแตนเลสสตีลขนาด 42.4 มิลลิเมตร ที่ปรับปรุงให้มีความเพรียวบางลง พร้อมกระจกแซฟไฟร์ทรงกล่องทั้งด้านหน้าและด้านหลัง เพิ่มความสง่างามที่ดูนุ่มนวลและลุ่มลึก

Portugieser Automatic 42 Year of the Horse (Ref. IW501709)

จุดที่ดึงดูดสายตาที่สุดคือหน้าปัดสีแดงเบอร์กันดี (Burgundy) ซึ่งได้รับแรงบันดาลใจจากเฉดสีมงคลในเทศกาลตรุษจีน ตัดกับเข็มนาฬิกาและหลักชั่วโมงแบบตัวเลขโรมันสีทอง (Gilt) อย่างลงตัว การจัดวางหน้าปัดยังคงเอกลักษณ์ดั้งเดิมของตระกูล Portugieser ด้วยหน้าปัดย่อยวินาทีที่ตำแหน่ง 9 นาฬิกา และเข็มแสดงพลังงานสำรองที่ 3 นาฬิกา พร้อมช่องหน้าต่างวันที่ขนาดเล็กที่ตำแหน่ง 6 นาฬิกา

Portugieser Automatic 42 Year of the Horse (Ref. IW501709)

ความพิเศษที่ซ่อนอยู่ด้านหลังคือกลไกคาลิเบอร์ 52011 ที่ผลิตขึ้นเองภายในโรงงานของ IWC ความโดดเด่นอยู่ที่โรเตอร์เหวี่ยงพลังงานชุบทองซึ่งถูกออกแบบเป็นรูป “ม้าพยศ” (Galloping Horse) ที่กำลังควบทะยาน สื่อถึงความมีชีวิตชีวา ความเป็นอิสระ และความก้าวหน้าตามความเชื่อทางวัฒนธรรม ตัวกลไกมาพร้อมระบบขึ้นลาน Pellaton ที่ใช้ชิ้นส่วนเซรามิกป้องกันการสึกหรอ และสามารถสำรองพลังงานได้ยาวนานถึง 168 ชั่วโมง หรือ 7 วันเต็ม

นาฬิกาเรือนนี้ผลิตขึ้นอย่างจำกัดเพียง 500 เรือนทั่วโลก มาพร้อมตัวเลือกสายหนังอัลลิเกเตอร์สองสี ทั้งสีดำและสีแดงเบอร์กันดี เพื่อเปลี่ยนลุคตามความเหมาะสม นี่คือเรือนเวลาที่ผสมผสานความเชื่อเรื่องโชคลาภเข้ากับวิศวกรรมชั้นสูง เหมาะสำหรับผู้ที่พร้อมจะก้าวไปข้างหน้าด้วยความมั่นใจในปีแห่งอาชานี้

ข้อมูลทางเทคนิค
  • ชื่อรุ่น: Portugieser Automatic 42 Year of the Horse (Ref. IW501709)
  • ตัวเรือน: สแตนเลสสตีล ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 42.4 มม. หนา 13 มม.
  • หน้าปัด: สีแดงเบอร์กันดี พร้อมเข็มและหลักชั่วโมงสีทอง
  • ฟังก์ชัน: บอกเวลา (วินาทีแยกส่วน) วันที่ และแสดงพลังงานสำรอง
  • กลไก: อัตโนมัติ Calibre 52011 (ระบบ Pellaton สำรองพลังงาน 7 วัน/168 ชั่วโมง)
  • สาย: สายหนังอัลลิเกเตอร์สีดำและสีเบอร์กันดี พร้อมตัวล็อกแบบพับ

อ่านบทความเพิ่มเติมได้ที่:

Nicolas Beau ผู้ต่อยอดตำนานแห่งอัญมณีชั้นสูงของ Tiffany & Co.
สู่นาฬิกาไฮจิวเวลรี่ที่เปี่ยมด้วยจินตนาการ
คุยกับสองบุรุษผู้อยู่เบื้องหลังความฝัน
และความสำเร็จของ De Bethune
เมื่อความคิดสร้างสรรค์หลอมรวมกับงานฝีมือที่ Trilobe

อาชาผงาดเหนือแสงตะวัน จิตวิญญาณแห่งปีมะเมียบนเรือนเวลา Longines

ศิลปะแห่งอาชาผงาดบนหน้าปัดสีแดงไล่เฉด Limited Edition เพียง 2,026 เรือน

ท่ามกลางความสงบเงียบของศิลปะแห่งการทำนาฬิกา มีเรือนเวลาหนึ่งที่โดดเด่นออกมาด้วยเฉดสีแห่งพลังและความโชคดีต้อนรับปีมงคล นั่นก็คือเรือนเวลา Longines Master Collection Moonphase รหัส L2.919.4.09.2 เรียกได้ว่านี่คือการผสานกันอย่างลงตัวระหว่างประเพณีการผลิตนาฬิกาสวิสระดับสูง กับการเฉลิมฉลองทางวัฒนธรรมที่เปี่ยมไปด้วยความหมาย

ความสะดุดตาแรกอยู่ที่หน้าปัดสีแดงไล่เฉด (Sunray Red Gradient) ที่ดูมีมิติและลุ่มลึก สีแดงเข้มจากกึ่งกลางค่อยๆ จางออกไปสู่ขอบด้านนอกราวกับแสงแรกของพระอาทิตย์ยามรุ่งอรุณ หลักชั่วโมงสีทอง (Gilt) ทรงแท่งที่เรียบง่ายแต่เฉียบคม ช่วยเสริมให้หน้าปัดดูสะอาดตาและทันสมัยยิ่งขึ้น โดยมีฟังก์ชันข้างขึ้นข้างแรม (Moonphase) วางไว้อย่างสมดุลที่ตำแหน่ง 6 นาฬิกา บอกเล่าเรื่องราวของดวงจันทร์สีทองที่โคจรอยู่ท่ามกลางดวงดาว

สิ่งที่ทำให้เรือนเวลานี้เป็นชิ้นงานสะสมที่ทรงคุณค่า คือความลับที่ซ่อนอยู่หลังกระจกแซฟไฟร์ใสบนฝาหลัง ซึ่งถ้าพลิกดูจะพบกับโรเตอร์ (Rotor) ที่สลักภาพ “ม้าพยศ” อันเป็นเอกลักษณ์ ซึ่งได้รับแรงบันดาลใจจากสไตล์ภาพวาดพู่กันจีนของ Xu Beihong ศิลปินผู้เลื่องชื่อ ภาพอาชาที่กำลังควบทะยานสื่อถึงความสำเร็จ พลัง และจิตวิญญาณที่ไม่หยุดนิ่ง โดยจะเคลื่อนไหวไปตามทุกจังหวะของการขยับข้อมือ

ตัวเรือนสแตนเลสสตีลขนาด 42 มม. จับคู่มากับสายหนังอัลลิเกเตอร์สีดำสนิท ซึ่งช่วยขับเน้นให้หน้าปัดสีแดงและรายละเอียดสีทองดูโดดเด่นยิ่งขึ้น ภายในบรรจุกลไกออโตเมติก L899.5 ที่มาพร้อมซิลิคอนบาลานซ์สปริง ช่วยต้านทานสนามแม่เหล็กและให้ความเที่ยงตรงสูง พร้อมการสำรองพลังงานที่ยาวนานถึง 72 ชั่วโมง

ด้วยการผลิตที่จำกัดเพียง 2,026 เรือนทั่วโลก เพื่อต้อนรับปีนักษัตรมะเมียในปี 2026 นาฬิกาเรือนนี้จึงเรียกได้ว่าเป็นงานศิลปะที่บอกเล่าถึงความสง่างามและความกล้าหาญ เป็นเพื่อนคู่กายที่พร้อมจะร่วมเดินทางไปสู่ความสำเร็จในทุกย่างก้าวอย่างมั่นคงและมีสไตล์ เหมาะเป็นนาฬิกาเรือนแรกของปีได้เช่นกัน

ข้อมูลทางเทคนิค: Longines Master Collection Moonphase “Year of the Horse”
  • ตัวเรือน: สแตนเลสสตีล ขนาด 42 มม. กระจกหน้า-หลังแซฟไฟร์กันรอยขีดข่วน
  • หน้าปัด: สีแดงไล่เฉด (Sunray Red Gradient) พร้อมหลักชั่วโมงและเข็มสีทอง (Gilt)
  • ฟังก์ชัน: บอกเวลา (ชั่วโมง นาที วินาที) วันที่ และแสดงข้างขึ้นข้างแรม (Moonphase)
  • กลไก: อัตโนมัติ Calibre L899.5 (สำรองพลังงาน 72 ชั่วโมง ซิลิคอนบาลานซ์สปริง)
  • สาย: หนังอัลลิเกเตอร์สีดำ พร้อมตัวล็อกแบบพับล็อก

อ่านบทความเพิ่มเติมได้ที่:

ไขปริศนาศาสตร์แห่งการผลิตนาฬิกายุคโบราณผ่านโปรเจ็กต์ Naissance d’une Montre ครั้งล่าสุดของ Ferdinand Berthoud
The Game Changers – ว่าด้วยนาฬิกาที่สร้างแรงกระเพื่อมในวงการนาฬิกาและนำพาศาสตร์แห่งการบอกเวลาเข้าสู่ยุคสมัยใหม่
The Revolutionary List: 26 ผู้นำที่สร้างแรงบันดาลใจ – ฟรองซัวส์-โปล จูร์น (François-Paul Journe)

Wrist Check: ส่องเรือนเวลา OMEGA บนข้อมือเหล่าซุปตาร์ในงาน Critics Choice Awards ครั้งที่ 31

ส่องดีเทลเรือนเวลาหรู OMEGA บนข้อมือคนดังในงาน 31st Critics Choice Awards ประจำปี 2026

เริ่มต้นฤดูกาลประกาศรางวัลปี 2026 อย่างเป็นทางการกับงาน 31st Annual Critics Choice Awards ณ Barker Hangar แคลิฟอร์เนีย นอกจากการประกาศผลรางวัลอันทรงเกียรติแล้ว อีกหนึ่งไฮไลต์ที่สายนาฬิกาอย่างเราจับตามองคือ “Wrist Check” บนพรมแดง และในปีนี้ทัพนักแสดงแถวหน้าต่างตบเท้าเข้าร่วมงานพร้อมเรือนเวลาคู่ใจจาก OMEGA ที่มีให้เห็นครบทุกสไตล์ตั้งแต่ความคลาสสิกไปจนถึงความหรูหราแบบจัดเต็ม

The Classic Elegance

Wagner Moura ผู้เข้าชิงสาขานักแสดงนำชายยอดเยี่ยม ปรากฏตัวในลุคเรียบหรูที่เน้นความคลาสสิกด้วย De Ville Trésor ขนาด 40 มม. ตัวเรือนสเตนเลสสตีล โดดเด่นด้วยขอบตัวเรือนล้อมเพชร (Diamond-paved bezel) จับคู่กับสายหนังสีดำ เสริมลุคสุภาพบุรุษบนพรมแดงได้อย่างสมบูรณ์แบบ

The Golden Moonwatch

ฟาก Brian Tyree Henry เลือกความโดดเด่นขั้นสุดด้วยไอคอนิกอย่าง Speedmaster Moonwatch Professional ขนาด 42 มม. แต่มาในเวอร์ชันอัปเกรดความลักชัวรีด้วยตัวเรือนและสาย 18K Sedna™ Gold ทั้งเรือน ซึ่งตัดกับหน้าปัดสีดำได้อย่างทรงพลัง

The Pop of Color

สำหรับใครที่ชอบสีสัน ปีนี้ Charlie Hunnam และ Sterling K. Brown นำเทรนด์หน้าปัดสีสวยมาให้เราชม:

  • Charlie Hunnam มาพร้อมกับ Seamaster Aqua Terra ขนาด 41 มม. หน้าปัดสี Turquoise ไล่เฉด (Turquoise gradient dial) ที่ให้ความรู้สึกสดใหม่และทันสมัย
  • Sterling K. Brown เลือกสวม Seamaster Aqua Terra ขนาด 38 มม. แบบสองกษัตริย์ (Steel & 18K Moonshine™ Gold) โดดเด่นด้วยหน้าปัดสีแดง Burgundy ซันบรัช

The Heritage Spirit

ปิดท้ายด้วยนักแสดงจากซีรีส์ Devil in Disguise: John Wayne Gacy อย่าง Michael Chernus ที่เลือก De Ville Prestige ตัวเรือนทองเหลืองหน้าปัดเขียวซันบรัชพร้อมรางนาทีแบบ Railway และ Gabriel Luna ที่มาในลุคสปอร์ตหรูด้วย Speedmaster Moonwatch Professional สเตนเลสสตีลผสม 18K Sedna™ Gold

เรียกได้ว่า OMEGA ยังคงเป็นแบรนด์ยอดนิยมที่ครองพื้นที่บนข้อมือของผู้ทรงอิทธิพลในอุตสาหกรรมบันเทิงโลกได้อย่างเหนียวแน่น 

ข้อมูลทางเทคนิค
  1. De Ville Trésor (Wagner Moura):
    • ตัวเรือน: สเตนเลสสตีล ขนาด 40 มม. ขอบตัวเรือนล้อมเพชร (Diamond-paved bezel)
    • หน้าปัด: สีขาวนวลสะอาดตาพร้อมช่องหน้าต่างวันที่ที่ 6 นาฬิกา
    • กลไก: Co-Axial Master Chronometer
    • สาย: สายหนังสีดำ
  2. Speedmaster Moonwatch Professional (Brian Tyree Henry):
    • ตัวเรือน: 18K Sedna™ Gold ขนาด 42 มม.
    • หน้าปัด: สีดำ ตัดกับเข็มและหลักชั่วโมงทอง
    • ฟังก์ชั่น: โครโนกราฟ จับเวลา
    • สาย: 18K Sedna™ Gold แบบสายโลหะ
  3. Seamaster Aqua Terra (Charlie Hunnam):
    • ตัวเรือน: สเตนเลสสตีล ขนาด 41 มม.
    • หน้าปัด: สีเทอร์ควอยซ์ไล่เฉด (Turquoise gradient)
    • กลไก: Master Chronometer
    • สาย: สเตนเลสสตีล
  4. Seamaster Aqua Terra (Sterling K. Brown):
    • ตัวเรือน: สเตนเลสสตีลและ 18K Moonshine™ Gold ขนาด 38 มม.
    • หน้าปัด: สีแดงเบอร์กันดี (Burgundy) เคลือบแล็กเกอร์ซันบรัช
    • สาย: สเตนเลสสตีลสลับทอง 18K Moonshine™ Gold
  5. De Ville Prestige (Michael Chernus):
    • ตัวเรือน: เยลโลว์โกลด์ ขนาด 42 มม.
    • หน้าปัด: สีเขียวซันบรัช พร้อมรางนาทีแบบ Railway
    • ฟังก์ชั่น: แสดงวันที่และหน้าปัดย่อย
    • สาย: สายหนัง

อ่านบทความเพิ่มเติมได้ที่:
มาย้อนดู 20 ปีแห่งการปฏิวัติวงการนาฬิกา ใครคือ 100 ไอคอนที่ Revolution ต้องยกย่อง?
Audemars Piguet ตอกย้ำมรดก 150 ปี ด้วยการคว้า “Grosse Pièce” นาฬิกาพกสุดซับซ้อนแห่งศตวรรษที่ 20 คืนสู่ Le Brassus
แกะรอยปรัชญา Ludovic Ballouard Upside Down Series Gaga เรือนเวลาที่สอนให้เราเห็นค่าของวินาทีที่สำคัญที่สุด

ทำความรู้จัก BOVET ผ่านมุมมองของ Pascal Raffy ผู้กุมวิสัยทัศน์ของแบรนด์ในปัจจุบัน 

กว่า 200 ปีที่ผ่านมา BOVET ได้ก้าวข้ามความหมายของนาฬิกากลไกไปสู่การเป็น Objets d’Art

“ผมรู้จัก Bovet อยู่แล้วในฐานะที่สะสมนาฬิกามาก่อน โดยเฉพาะนาฬิกาพกและโครโนกราฟจากช่วงทศวรรษ 1930 ถึง 1950” ปาสกาล ราฟฟี (Pascal Raffy) เท้าความถึงจุดเริ่มต้น

“ผมตัดสินใจเข้าซื้อกิจการของ Bovet ด้วยเงื่อนไขเพียงอย่างเดียวว่า ผมจะไม่ไล่ตามปริมาณการผลิต ผมไม่สามารถสร้างนาฬิกาเป็นหมื่นๆ เรือนได้ สิ่งที่ผมรักคือศิลปะและศาสตร์แห่งการทำนาฬิกา เป้าหมายของผมคือฟื้นฟูโรงงานและจิตวิญญาณของ Bovet ทีละขั้น ผ่านงานฝีมือ ไม่ใช่อุตสาหกรรมขนาดใหญ่”

แบรนด์ Bovet ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 1822 และสร้างชื่อเสียงขึ้นมาอย่างรวดเร็วจากนาฬิกาพกที่โดดเด่นด้วยรายละเอียดอันวิจิตรประณีต โดยการผสานความแม่นยําทางกลไกเข้ากับเทคนิคงานศิลป์ที่หลากหลาย ทั้งจิตรกรรมแบบมินิเอเจอร์ เทคนิคการเคลือบสี (Enamelling) และการสลักลวดลาย (Engraving) ล้วนเป็นที่ชื่นชมทั้งในยุโรปและจีน สะท้อนแนวทางอันแน่วแน่ของ Bovet ที่สืบสานมาตั้งแต่เริ่มก่อตั้งแบรนด์ว่า นาฬิกาทุกเรือนต้องสามารถผสานความเที่ยงตรงเข้ากับความงดงามได้อย่างลงตัว

และนับตั้งแต่ มร. ราฟฟีเข้ามาสืบสานแบรนด์ต่อในปี 2001 เขาก็มุ่งมั่นกับการสานต่อความรุ่งโรจน์ให้สมกับที่เป็นแบรนด์นาฬิกาชั้นสูง โดยปี 2006 ทางแบรนด์ได้ก่อตั้งโรงงานการผลิตครบวงจรที่ Tramelan รวมถึงซื้อปราสาทสมัยศตวรรษที่ 14 ชื่อ Château de Môtiers ซึ่งตั้งอยู่บนเนินเขา มองเห็นวิวเมือง Val-de-Travers และ Fleurier และเคยอยู่ในครอบครองของ Henri-François Dubois-Bovet และปัจจุบันได้กลายเป็นโรงงานผลิตหน้าปัดของแบรนด์

หากผมพูดในฐานะนักสะสม Bovet คือแบรนด์ที่ไม่เหมือนใครจริงๆ  เราเป็นเมซงที่บูรณาการทุกส่วนการผลิตเอง เป็นธุรกิจครอบครัวที่มีประวัติยาวนานกว่า 200 ปี และมีผลงานที่เป็น ‘คุณูปการแท้จริง’ ต่อวงการนาฬิกาศาสตร์จำนวนมาก อย่างฝาหลังแบบเปิด (open caseback) ชิ้นแรกของโลกซึ่งถูกประดิษฐ์โดย Édouard Bovet ทำให้ผู้ครอบครองสามารถชื่นชมงานขัดแต่งกลไกได้ อีกทั้งศิลปะตกแต่งก็เป็นส่วนหนึ่งของ DNA เรามานานกว่า 2 ศตวรรษ และเรายังพัฒนานวัตกรรมเชิงกลไก ทั้งสิทธิบัตรฟลายแบ็กโครโนกราฟชิ้นแรกในปี 1889 รวมถึงนวัตกรรมยุคใหม่อย่างกลไกปรับเวลาออมแสง (DST) 

Pascal Raffy

ความคิดสร้างสรรค์ด้านกลไกและความเป็นเอกลักษณ์ในเชิงวิจิตรศิลป์ของ BOVET ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางในวงการนาฬิกา ผลงานชิ้นเอกหลายชิ้นของเมซงยังได้รับเกียรติคว้ารางวัลจาก Grand Prix d’Horlogerie de Genève (GPHG) มาแล้วหลายครั้ง ซึ่งไม่เพียงเป็นเครื่องยืนยันถึงความสำเร็จด้านวิศวกรรมกลไกของเรือนเวลา แต่ยังสะท้อนปรัชญาของเมซงในการเชิดชูนาฬิกาให้เป็นผลงานศิลปะอันทรงคุณค่าอีกด้วย  

ขณะให้สัมภาษณ์กับเราตอนเดินทางมาเยือนเมืองไทยในช่วงงาน Bangkok Watch Week เขาก็ลุ้นกับผลงานล่าสุดอย่าง Récital  30 ซึ่งเข้าชิงรางวัล และในที่สุดก็คว้ารางวัล Men’s Complication Watch Prize จากเวที GPHG ในปีนี้มาครองได้

ซึ่งความยูนีคของนาฬิกาเวิลด์ไทม์เรือนนี้เกิดจากใช้ชุดโรลเลอร์เมือง 24 เมือง ร่วมกับโรลเลอร์พิเศษอีกหนึ่งตัวซึ่งทำหน้าที่รองรับการเปลี่ยนแปลงของช่วง Daylight Saving Time ผลลัพธ์คือสามารถแสดงเวลาท้องถิ่นได้อย่างแม่นยำทั่วทุกมุมโลกตลอดทั้งปี ซึ่งเป็นสิ่งที่กลไกเวิลด์ไทม์แบบดั้งเดิมส่วนใหญ่ไม่อาจทำได้

ย้อนกลับไปในปี 2001 ตอนที่คุณเข้าซื้อ Bovet ความฝันของคุณต่อเมซงแห่งนี้คืออะไร

ตั้งแต่อายุ 13 ผมหลงใหลนาฬิกาพกและศิลปะแห่งการประดิษฐ์นาฬิกา แต่เหนือสิ่งอื่นใด ผมรักใน ‘ความไม่เหมือนใคร’ ผมไม่เคยสนใจของที่ผลิตจำนวนมาก ไม่ว่าจะเป็นนาฬิกาหรือรถยนต์ ผมต้องการสิ่งที่มีจิตวิญญาณ และใส่ใจทุกรายละเอียดความฝันของผมเมื่อปี 2001 คือการพา Bovet กลับสู่ความรุ่งเรืองแบบศตวรรษที่ 19 หลายคนไม่รู้ว่า Bovet เป็นหนึ่งในแบรนด์สวิสแบรนด์แรกๆ ที่เดินทางเข้าสู่เอเชีย รวมถึงจีนแผ่นดินใหญ่ ซึ่งเป็นสิ่งที่ต้องใช้วิสัยทัศน์และความกล้าหาญอย่างยิ่ง สำหรับผม เมซงลักชัวรี่ที่แท้จริงต้อง ‘ทำได้ครบทุกอย่างภายใต้หลังคาเดียวกัน’ ผมต้องการให้คอลเลกเตอร์ได้เห็นทุกขั้นตอน ตั้งแต่การขึ้นรูปชิ้นส่วนไปจนถึงสปริงจักร ซึ่งทำโดยช่างประจำของเราเองที่ Château de Môtiers อายุกว่า 700 ปี นั่นคือความชอบธรรมที่ไม่สามารถลอกเลียนได้ ความฝันของผมคือให้ทุกคนได้พบช่างของเรา ถามคำถาม ใกล้ชิดกับงานฝีมือที่แท้จริง ซึ่งเราบรรลุได้ในปี 2006 เมื่อ Bovet กลายเป็นโรงงานผลิตครบวงจรอย่างแท้จริง

Bovet ในวันนี้ใกล้เคียงกับวิสัยทัศน์นั้นแค่ไหน

ผมภูมิใจมาก นับตั้งแต่ศตวรรษที่ 19 Bovet เป็นแบรนด์แรกที่เปิดฝาหลังนาฬิกาพก เพื่อให้เห็นความงดงามของกลไกและงานตกแต่ง แสดงถึงความมั่นใจในคุณภาพของตนเอง ตลอดทศวรรษที่ผ่านมา เราได้รับรางวัล GPHG ถึง 5 ครั้ง รวมถึงรางวัล Aiguille d’Or (รางวัลนาฬิกายอดเยี่ยมซึ่งเป็นรางวัลสูงสุดของเวที GPHG) เมื่อคณะกรรมการผู้เชี่ยวชาญนับพันยอมรับในความงามของงานฝีมือ กลไก และนวัตกรรม ก็ชัดเจนว่า Bovet เดินมาถูกทางแล้ว เรารักษารากเหง้าของเราโดยไม่ตามกระแส ผมอยากให้ Bovet เป็นผู้กำหนดทิศทาง ไม่ใช่ผู้ตาม

Récital 22 Grand Récital (GPHG 2018 – Aiguille d’Or Winner) ผู้ชนะรางวัลเข็มทองคำในปีนั้น (ซึ่งเป็นรางวัลสำคัญที่สุดของงาน) โดดเด่นด้วย Tellurium Orrery ซึ่งจำลองการหมุนของโลกจากมุมมองด้านบน พร้อมด้วยดวงจันทร์ที่โคจรในฟังก์ชัน Moonphase และดวงอาทิตย์ในรูปแบบของทูร์บิญอง นอกจากนี้ยังมีกลไก Perpetual Calendar เข็มนาทีแบบเรโทรเกรด และพลังงานสำรองนานถึง 9 วัน ผลงานชิ้นเอกเรือนนี้พิสูจน์ให้เห็นว่า กลศาสตร์แห่งดาราศาสตร์และความแม่นยำสามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างกลมกลืนในจักรวาลแห่งเรือนเวลา
Miss Audrey (GPHG 2020 – Ladies’ Watch Winner)
เรือนเวลานี้บรรจุกลไกขนาดเล็กไว้ภายในตัวเรือน Amadéo® Convertible Case ซึ่งสามารถปรับเปลี่ยนรูปแบบการสวมใส่ได้อย่างง่ายดายและไร้ที่ติในทุกลักษณะการใช้งาน และด้วยผลงานชิ้นนี้ Bovet ได้แสดงให้เห็นถึงความเป็นเลิศด้านวิศวกรรมแม้ในสเกลที่เล็กที่สุด พร้อมทั้งเติมเต็มด้วยความคิดสร้างสรรค์อันเปี่ยมล้น ผ่านหน้าปัดกิโยเช่ลงรักเคลือบเงาที่ประณีตงดงาม ซึ่งโดดเด่นไม่ว่าจะอยู่ในรูปแบบนาฬิกาข้อมือ จี้นาฬิกาห้อยคอ หรือเรือนเวลาตั้งโต๊ะ

Récital 20 Astérium (GPHG 2023 – Calendar & Astron- omy Winner)
สุดยอดผลงานที่รังสรรค์หอดูดาวขนาดย่อมให้อยู่บนข้อมือโดดเด่นด้วยโดมท้องฟ้ายามคํ่าคืนที่แสดงเวลาแบบ 24 ชั่วโมง รายล้อมด้วยสมการเวลา (Equation of Time), ฟังก์ชันข้างขึ้น-ข้างแรม (Moonphase) และเข็มนาทีย้อนกลับ (Retrograde Minutes) พร้อมด้วยกลไก Flying Tourbillon แบบคู่ และพลังงานสำรองยาวนานถึง 10 วัน ฉากหลังยังประกอบด้วยปฏิทินประจำปีที่แสดงราศี วันกลางคืนยาวนานที่สุดและกลางวันสั้นที่สุด (Solstices) รวมถึงวันเริ่มต้นฤดูใบไม้ผลิและฤดูใบไม้ร่วง (Equinoxes)

เนื่องจากธีมของนิตยสารฉบับนี้คือ Power หรือ ‘พลัง’ คุณได้เรียนรู้อะไรเกี่ยวกับพลังระหว่างการบริหารแบรนด์ Bovet

เชื่อไหมว่าอักษรย่อชื่อผม คือ PR ซึ่งหมายถึง power reserve แบรนด์ Bovet เคยสร้างนาฬิกาพกที่มีพลังงานสำรองยาวถึง 370 วันเลยครับ (เขาเล่าขำๆ) สำหรับผม ‘พลังที่แท้จริง’ ต้องคู่กับความถ่อมตนและปัญญา พลังจะงดงามก็ต่อเมื่อใช้เพื่อสื่อสารและสร้างแรงบันดาลใจ ไม่ใช่กดขี่

พลังที่ดังเกินไปมักนำไปสู่ปัญหาเสมอ พลังที่แท้จริงนั้นสงบ ไม่จำเป็นต้องเปล่งเสียง คล้ายปรมาจารย์ศิลปะการต่อสู้ที่ขยับเพียงสองท่าแต่สามารถเอาชนะได้ นั่นแหละพลัง

Pascal Raffy

การที่แบรนด์ยังคงเป็นธุรกิจอิสระส่งผลต่อกลยุทธ์ของ Bovet อย่างไร 

ความเป็นอิสระคือความท้าทายที่สวยงามมาก การเป็นโรงงานครบวงจรทำให้เรา ‘คล่องตัว’ ‘ตอบสนองไว’ และ ‘เป็นหนึ่งเดียวกัน’ ทุกครั้งที่ผมมีไอเดีย เช่นตอนเริ่มโปรเจ็กต์ Récital 28 Prowess 1 (ซึ่งเป็นผลงานที่คว้ารางวัลกลไกยอดเยี่ยมจาก GPHG ในปี 2024) ผมแชร์กับทุกคนในโรงงานตั้งแต่วันแรก แล้วทุกฝ่ายก็ช่วยกันระดมสมองตลอดหลายปี นี่แหละพลังของมนุษย์ ไม่ใช่ของเครื่องจักร เครื่องจักรที่ซับซ้อนที่สุดบนโลกคือ ‘มนุษย์’

Récital 28 Prowess 1 (GPHG 2024 – Mechanical Exception Winner) Récital 28 Prowess 1 คือนาฬิกาเรือนแรกของโลก ซึ่งสามารถปรับเวลาให้ตรงกับ Daylight Saving Time ได้อย่างสมบูรณ์แบบ ผลงานอันลํ้าค่านี้ผสานกลไก 24-City Rollers เข้ากับกลไก ปฏิทินถาวร (Perpetual Calendar) พร้อมด้วยฟลายอิ้งทูร์บิญอง (Flying Tourbillon) และพลังงานสำรองยาวนานถึง 10 วัน


คุณเล่าว่าแรงบันดาลใจสำหรับกลไกเกิดขึ้นในช่วงโควิด

ตอนประชุมผ่าน Zoom ผมงงเรื่องโซนเวลาตลอด เพราะผมไม่ชอบอยู่หน้าคอมพิวเตอร์ ผมชอบการพูดคุยและแลกเปลี่ยนกันจริงๆ ความสับสนเรื่องเวลาเป็นจุดเริ่มต้นของการพัฒนา Prowess 1 แรกเริ่มเราทำหน้าปัดแบบ 24 ส่วน แต่ไม่นานผมก็รู้สึกว่า “เราทำได้ดีกว่านี้” แม้ทีมจะพัฒนามาห้าปีแล้วก็ตาม หลังจากความเงียบ 5 นาที ซึ่งถือเป็นช่วงที่ยาวมากในห้องประชุม

วิศวกรรุ่นใหม่คนหนึ่งก็พูดว่า “เดี๋ยวลองดูครับ” สิ่งที่เริ่มจากแทบเป็นไปไม่ได้ กลายเป็นจริงใน 13 เดือน และคว้ารางวัล Mechanical Exception หลังจากนั้นก็ต่อยอดมาถึง Récital 30 (ซึ่งเพิ่งคว้ารางวัล Men Complication จาก GPHG ในปีนี้) ที่ออกแบบให้ใส่ได้จริงในชีวิตประจำวัน โดยมีลูกๆ ของผมช่วยออกความคิดเห็นเรื่องดีไซน์ สีสัน และรูปทรง ซึ่งผมชอบมาก เพราะเป็นการเตรียมคนรุ่นต่อไปอย่างเป็นธรรมชาติ

คุณคิดว่า ‘ความหายาก’ คือพลังของวงการลักชัวรี่หรือเปล่า

ทุกวันนี้คำว่า ลักชัวรี่ ถูกใช้มากเกินไป แต่สำหรับผม ลักชัวรี่ที่แท้จริงมี 3 อย่าง คืออัตลักษณ์ที่ชัดเจน ปริมาณน้อย และงานฝีมือที่แท้จริง สิ่งหรูหราต้อง ‘มองแล้วรู้ทันที’ เหมือนกระเป๋า Kelly รองเท้า Berluti หรือนาฬิกาของ Bovet และความหายากเกิดขึ้นเองจากคุณภาพ เพราะงานระดับนี้ผลิตจำนวนมากไม่ได้

Bovet มีทั้งงานศิลป์และนวัตกรรม คุณรักษาสมดุลระหว่างสองสิ่งนี้ได้อย่างไร

มันเป็นธรรมชาติของเรา ตั้งแต่ศตวรรษที่ 19 แล้ว เราให้ความสำคัญกับทั้งกลไกอันประณีตและงานศิลป์ชั้นสูง นวัตกรรมต้องมีคุณค่า ไม่ใช่ลูกเล่น เราสร้างนาฬิกา world timer ที่แม่นยำที่สุดในโลก แม้วันหนึ่งระบบ daylight saving จะถูกยกเลิก คุณก็ยังมี ‘หลักฐานทางประวัติศาสตร์มนุษยชาติ’ อยู่บนข้อมือ

Miss Audrey ‘Bris de Verre’
อีกหนึ่งผลงานชิ้นเอกที่งดงามสะกดทุกสายตา โดดเด่นด้วยหน้าปัด ‘Bris de Verre’ หรือเทคนิคกระจกแตกละเอียดอันวิจิตรเสมือนละอองหิมะขาวบริสุทธิ์ที่โปรยตัวระยิบระยับท่ามกลางแสงอาทิตย์หลักชี้เวลาประดับด้วยแซฟไฟร์ทรงลูกแพร์หลากสีเพิ่มมิติแห่งความหรูหราและความอ่อนช้อยในเวลาเดียวกัน หนึ่งในความพิเศษของเรือนเวลานี้อยู่ที่ขั้นตอนการแกะสลักด้วยเครื่องมือเฉพาะทางที่เรียกว่า ‘onglette’ ซึ่งช่างผู้ชำนาญต้องลงมือแกะสลักรูปสามเหลี่ยมเล็กๆ นับพันครั้ง เพื่อสร้างพื้นผิวที่ระยิบระยับราวกับมีชีวิต ขับให้หน้าปัดโดดเด่นไม่เหมือนใคร ล้อมกรอบด้วยเพชรเจียระไน 103 เม็ด ประดับบนตัวเรือน Amadéo® สเตนเลสสตีลขนาด 36 มิลลิเมตร สะท้อนสมดุลอันลงตัวระหว่างงานศิลป์ งานช่าง และความงามเหนือกาลเวลา

ถ้าจะมีนาฬิกาหนึ่งรุ่นที่เป็นตัวแทน Bovet ได้ดีที่สุด สำหรับคุณ มันคือรุ่นไหน 

Monsieur Bovet พร้อมระบบ Amadeo ของผมที่มีภาพเหมือนลูกทั้งสามวาดแบบ miniature painting ด้านหลัง ตัวเรือนนวัตกรรมล้ำหน้า ใช้ได้ทั้งสองด้านเปลี่ยนเป็นนาฬิกาพกหรือตั้งโต๊ะได้ และความรู้สึกทั้งหมดซ่อนอยู่ที่ด้านหลัง เพื่อเจ้าของคนเดียว

แล้วถ้าต้องเลือกนาฬิกาเพียงเรือนเดียวใส่ตลอดชีวิต

ผมจะเลือกนาฬิกาพกศตวรรษที่ 19 ที่มีรูป ‘แม่และเด็ก’ ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของมนุษยชาติ ทุกวัฒนธรรมให้ความเคารพภาพนี้ และสำหรับผม มันงดงามทั้งในเชิงเทคนิคและในเชิงจิตวิญญาณ

คุณมีคำแนะนำสำหรับนักสะสมนาฬิการุ่นใหม่ไหม

คอลเลกเตอร์จะสะสมนาฬิกาเป็น 20 หรือ 40 เรือนจากแบรนด์ต่างๆ ก็ได้ แต่ควรเลือกจากคุณภาพ เอกลักษณ์  และความเป็นนาฬิกาจริงๆ  ไม่ใช่เพื่อโชว์ฐานะ ‘อย่าสวมธนาคารไว้บนข้อมือ’ ‘จงสวมระดับการศึกษาและรสนิยมของคุณไว้แทน’ 

Fleurier Virtuoso XI
เรือนเวลาสุดพิเศษมีโครงสร้าง Skeletonized แบบเต็มรูปแบบทั้งสองด้าน นับเป็นครั้งแรกของโลกแห่งศาสตร์การสร้างนาฬิกาชั้นสูงที่นำเสนองานแกะสลักมืออย่างวิจิตรตระการตาให้ชมได้พร้อมกันทั้งด้านหน้าและด้านหลัง ประดับด้วยลวดลายแกะสลักสไตล์ ‘Pierre du Château’ หรือ ‘Fleurisanne’อันเป็นเอกลักษณ์ของแบรนด์ผสานประกายงดงามของเพชรเจียระไนสีขาวที่จัดวางอย่างประณีต ภายในขับเคลื่อนด้วย Flying Tourbillon และพลังงานสำรองยาวนานถึง 10 วัน  

อ่านบทความเพิ่มเติมได้ที่:

Nicolas Beau ผู้ต่อยอดตำนานแห่งอัญมณีชั้นสูงของ Tiffany & Co.
สู่นาฬิกาไฮจิวเวลรี่ที่เปี่ยมด้วยจินตนาการ
คุยกับสองบุรุษผู้อยู่เบื้องหลังความฝัน
และความสำเร็จของ De Bethune
เมื่อความคิดสร้างสรรค์หลอมรวมกับงานฝีมือที่ Trilobe






First Watch (นาฬิกาเรือนแรก): เริ่มต้นเส้นทางนักสะสมกับ 5 นาฬิการะดับเริ่มต้นที่ดีที่สุดสำหรับปี 2026

Editor’s Pick 2026: เจาะลึก 5 เรือนเวลาสเปกเทพ ดีไซน์เด่น ที่เหมาะกับข้อมือและไลฟ์สไตล์คนไทยโดยเฉพาะ

เมื่อก้าวเข้าสู่ปี 2026 โลกของนาฬิกาก้เหมือนคือการสะสม “เรื่องราว” และ “รสนิยม” บนข้อมือ และสำหรับนักสะสมมือใหม่ในบ้านเรา การจะเลือกนาฬิกาเรือนแรกอาจดูเป็นเรื่องยากท่ามกลางตัวเลือกที่มหาศาล ทั้งกระแสในโซเชียลมีเดียและราคาที่ขยับตัวสูงขึ้นทุกปี

หลายคนอาจมองไปที่แบรนด์มหาชนอย่าง Rolex แต่อันที่จริงแล้วเสน่ห์ของการเริ่มต้นสะสมนาฬิกาที่แท้จริง มักซ่อนอยู่ในนาฬิการะดับเอื้อมถึงที่มอบคุณค่าเกินราคา มีงานวิศวกรรมที่น่าหลงใหล และที่สำคัญคือ “ใส่แล้วไม่ซ้ำใคร” ในบทความนี้ เราจะพาไปเจาะลึก 5 เรือนที่คัดมาแล้วว่าเหมาะกับไลฟ์สไตล์คนบ้านเราทั้งในแง่ของดีไซน์ ความทนทานต่อสภาพอากาศ และความคุ้มค่าที่จะเป็นจุดเริ่มต้นที่สมบูรณ์แบบสำหรับกรุนาฬิกาของคุณ

5 นาฬิกาแนะนำสำหรับเริ่มต้นสะสม (ฉบับปี 2026)

  1. Longines Spirit (37mm): นิยามของความเรียบหรูที่มาพร้อมความแม่นยำระดับ Chronometer เหมาะสำหรับเป็นเรือนแรกที่ใส่ไปทำงานและออกงานสังคมในไทยได้อย่างมั่นใจ
  2. Orient Star “Contemporary”: งานฝีมือจากญี่ปุ่นที่ให้ความละเอียดลออเทียบชั้นนาฬิกาสวิสราคาแพง เป็นทางเลือกที่ชาญฉลาดสำหรับคนที่ชอบนาฬิกามีฟังก์ชัน
  3. Hamilton Khaki Field Expedition: เพื่อนคู่ใจสายลุย ด้วยดีไซน์สไตล์ทหารที่ดูร่วมสมัย เข้ากับการแต่งตัวแนว Weekend Look ของคนไทยได้อย่างลงตัว
  4. Maurice Lacroix Aikon (39mm): สำหรับผู้ที่หลงใหลในนาฬิกาทรงสปอร์ตหรูหราแบบ Integrated Bracelet เรือนนี้มอบคุณภาพงานขัดแต่งที่โดดเด่นสะดุดตาที่สุดในกลุ่มราคาเดียวกัน
  5. Mido Ocean Star 200C: นาฬิกาดำน้ำสเปกเทพที่ทนทานต่อทุกสภาวะอากาศ ด้วยขอบเซรามิกและระบบกันน้ำที่ไว้ใจได้ พร้อมสีสันหน้าปัดที่ดูสดใสและทันสมัย

Longines Spirit (37mm) จิตวิญญาณนักบุกเบิกที่เรียบหรู

เรือนนี้คือที่สุดของ “นาฬิกาเรือนเดียวจบ” ในระดับราคาที่จับต้องได้ง่ายกว่าแบรนด์ระดับสูง ที่สำคัญสีหน้าปัดเรียกได้ว่าเข้าโทนสีในปีนี้สุดๆ

  • สเปกเด่น: กลไกอัตโนมัติ L888.4 ที่ผ่านการทดสอบความเที่ยงตรงระดับ COSC (Chronometer) และใช้สายใยจักรกรอกซิลิคอน ซึ่งทนทานต่อสนามแม่เหล็ก (จากมือถือหรือแล็ปท็อป) ได้ดีเยี่ยม
  • ทำไมถึงเหมาะกับไทย: ขนาด 37mm เป็นขนาดที่สมบูรณ์แบบสำหรับข้อมือคนไทย ใส่แล้วดูพอดี ไม่ใหญ่จนเทอะทะ ตัวเรือนมีงานขัดทรายสลับเงาที่เนี้ยบมาก ให้ลุคที่ดูแพงและเป็นทางการพอจะใส่เข้าประชุม แต่ก็ดูชิลพอจะใส่กับยีนส์ในวันหยุด
  • ราคาโดยประมาณ: ฿91,000 – ฿95,000 (มักมีส่วนลดตามห้างสรรพสินค้า)

Orient Star “Contemporary” ความประณีตฉบับญี่ปุ่น

ถัดมาเรือนที่สอง หากคุณหลงใหลในรายละเอียดที่เกินราคา แบรนด์ “ดาวตะวันออก” คือคำตอบ แต่ที่หยิบยกมาให้ดูคือรุ่น Orient Star Contemporary Mechanical สายเหล็ก 41.0mm (RE-AV0B08L)

  • สเปกเด่น: ดีไซน์หน้าปัด 2 ชั้น รุ่นนี้ได้แรงบันดาลใจมาจากการตัดเย็บสูท หน้าปัดชั้นบนจะเป็นลาย Herringbone (ลายก้างปลา) ส่วนชั้นล่างเป็นลาย Paisley (ลายลูกน้ำ) การซ้อนทับกันนี้ทำให้หน้าปัดดูมีมิติและดูแพง กว่านาฬิกาหน้าปัดเรียบๆ ทั่วไปมาก
  • ทำไมถึงเหมาะกับไทย: งาน Skeleton ที่ดูมีคลาส การเผยให้เห็นกลไก (Open Heart) ของรุ่นนี้ไม่ได้ดูรก แต่ถูกออกแบบมาให้เข้ากับลายหน้าปัด ช่วยให้มือใหม่ที่เริ่มสะสมนาฬิกาสามารถชื่นชมการทำงานของเครื่องนาฬิกาจักรกลได้ในทุกครั้งที่มอง และสีหน้าปัด “Deep Blue” รหัสลงท้าย 08L เรือนนี้มาในสีน้ำเงินเข้มที่มีความเงางาม ซึ่งเป็นสีที่ได้รับความนิยมสูงสุดในไทย เพราะใส่เข้ากับชุดสูทสีน้ำเงิน สีเทา หรือแม้แต่เสื้อเชิ้ตสีขาวธรรมดาก็ทำให้ลุคดูภูมิฐานขึ้นทันที
  • ราคาโดยประมาณ: ฿25,000 – ฿45,000 (ขึ้นอยู่กับรุ่นย่อย)

Hamilton Khaki Field Expedition เพื่อนคู่ใจสายผจญภัย

มาต่อที่เรือนถัดมา นี่คือการยกระดับนาฬิกาสไตล์ทหารให้ดูทันสมัยและใช้งานได้จริงมากขึ้น

  • สเปกเด่น: เพิ่มขอบตัวเรือน Compass Bezel (เข็มทิศ) ที่หมุนได้สองทิศทาง ใช้ช่วยหาทิศทางร่วมกับแสงแดดได้จริง มาพร้อมเม็ดมะยมแบบขันเกลียวกันน้ำ 100 เมตร
  • ทำไมถึงเหมาะกับไทย: คนไทยชอบนาฬิกาสไตล์ Field Watch เพราะดูไม่แก่ รุ่น Expedition นี้มีขนาด 37mm และ 41mm ให้เลือก (แนะนำ 37mm สำหรับคนข้อมือเล็ก) กระจกแซฟไฟร์กันรอยได้ดี เหมาะกับไลฟ์สไตล์สายแคมป์ปิ้งหรือเดินป่าที่กำลังฮิตในไทย
  • ราคาโดยประมาณ: ฿38,000 – ฿42,000

Maurice Lacroix Aikon (39mm) นิยามของความ Luxury Sport

AIKON Manual 39mm Collector’s Edition ที่หยิบตัวนี้มาเป็นตัวเลือกนั่นก็เพราะมีความพิเศษกว่า AIKON รุ่นธรรมดา (Automatic) แบบคนละเรื่องเลย และถ้าจะสะสมในปี 2026 รุ่นนี้จะทำให้กรุของคุณดูมีคลาสขึ้นอีกระดับ นี่คือเหตุผลว่าทำไมรุ่นนี้ถึงดีกว่าและน่าสะสมกว่า สำหรับนักสะสมที่เริ่มมีใจรักนาฬิกาอย่างจริงจัง

  • 1. กลไกไขลาน (Manual Wind) คือเสน่ห์ของนักสะสม

ในขณะที่รุ่นปกติเป็นแบบออโตเมติก แต่รุ่นนี้เป็นกลไกไขลาน (Manual Wind) ซึ่งทำให้ตัวเรือนมีความบางลงกว่าเดิมมาก การไขลานด้วยมือทุกเช้าคือพิธีกรรมที่นักสะสมนาฬิกาตัวจริงชื่นชอบ เพราะมันคือการมีปฏิสัมพันธ์กับนาฬิกาโดยตรง

  • 2. หน้าปัด “Skeleton” ที่เหนือกว่า

ตัวที่คุณเลือกนี้เป็นแบบโชว์กลไกที่เรียกว่า Openwork หรือ Skeleton ซึ่ง Maurice Lacroix ทำออกมาได้สวยระดับต้นๆ ของโลกในราคานี้ การจัดวางจักรและสะพานจักร (Bridges) ถูกออกแบบมาอย่างสวยงามและทันสมัย ต่างจาก Orient Star ที่เป็นเพียง Open Heart (เจาะรูเล็กน้อย) เรือนนี้คือการโชว์เครื่องทั้งตัวแบบเปลือยเปล่า

  • 3. ความเป็น “Collector’s Edition”

ชื่อก็บอกอยู่แล้วว่าเป็นรุ่นพิเศษสำหรับนักสะสม มันมีความหายากและมีสตอรี่ที่น่าสนใจกว่ารุ่นที่วางขายทั่วไปในห้างฯ การที่คุณใส่นาฬิกาเรือนนี้ จะบอกให้คนอื่นรู้ทันทีว่าคุณไม่ใช่แค่ซื้อนาฬิกาตามกระแส แต่คุณเลือกนาฬิกาที่มี “งานศิลปะ” อยู่ในนั้น

  • 4. ขนาด 39mm ที่เป็น Sweet Spot สำหรับคนไทย

ความบางของเครื่องไขลาน ผสมกับขนาดหน้าปัด 39mm และสาย Integrated Bracelet ทำให้มันเป็นนาฬิกาที่ “ใส่สวยที่สุด” บนข้อมือชายไทย มันจะแนบไปกับข้อมือเหมือนเป็นเครื่องประดับชิ้นหนึ่ง ไม่ดูหนาเทอะทะเหมือนนาฬิกาดำน้ำ

Mido Ocean Star 200C นาฬิกาดำน้ำสเปกจัดเต็ม

ที่สุดของความทนทานและการใช้งานในราคาที่ “คุ้มจนน่าตกใจ”

  • สเปกเด่น: ขอบตัวเรือนทำจาก Ceramic (เซรามิก) ซึ่งกันรอยขีดข่วนได้เกือบ 100% (นาฬิกาดำน้ำราคาถูกมักใช้ขอบอะลูมิเนียมที่ถลอกง่าย) กลไก Caliber 80 สำรองพลังงานได้นานถึง 80 ชั่วโมง (วางทิ้งไว้ศุกร์-อาทิตย์ จันทร์มาใส่ต่อได้เลยไม่ต้องตั้งเวลาใหม่)
  • ทำไมถึงเหมาะกับไทย: เมืองไทยเป็นเมืองร้อนและฝนตกบ่อย นาฬิกาดำน้ำที่กันน้ำได้ 200 เมตร พร้อมเม็ดมะยมขันเกลียวทำให้คุณไม่ต้องกังวลเรื่องความชื้นหรือฝน แถมตัวล็อกสายยังมีระบบปรับระยะละเอียด (Extension) ช่วยให้ขยายสายได้ทันทีเมื่อข้อมือขยายตัวเพราะความร้อน
  • ราคาโดยประมาณ: ฿39,000 – ฿43,000

ก้าวแรกที่มั่นคงบนเส้นทางนักสะสม

การเริ่มต้นสะสมนาฬิกาในปี 2026 ไม่จำเป็นต้องเริ่มด้วยรุ่นที่แพงที่สุดหรือเป็นกระแสที่สุด เรากลับมองว่าควรเริ่มจากเรือนที่ “สะท้อนตัวตนของคุณ” และมีความคุ้มค่าในเชิงคุณภาพ นาฬิกาทั้ง 5 เรือนที่เราเลือกมานี้ พิสูจน์ให้เห็นว่าในงบประมาณที่เข้าถึงได้ คุณสามารถครอบครองนาฬิกาที่มีประวัติศาสตร์ มีนวัตกรรม และมีความทนทานพอที่จะส่งต่อเป็นมรดกได้

จำไว้ว่า “นาฬิกาที่ดีที่สุด” ไม่ใช่เรือนที่คนอื่นบอกว่าดี แต่คือเรือนที่คุณมองดูบนข้อมือแล้วมีความสุขในทุกๆ วัน ขอให้สนุกกับการเริ่มต้นค้นหาเรือนที่ใช่สำหรับคุณ

อ่านบทความเพิ่มเติมได้ที่:

Lederer Inverto Titanium เผยความงามบริสุทธิ์ของกลไกผ่านตัวเรือนไทเทเนียมโครงสร้างโปร่งใส
Slim d’Hermès Hippocampe การเดินทางสู่ความลึกของศิลปะหัตถกรรม
HYT S1 Seddiqi 75th Anniversary การรวมตัวของสุดยอดนวัตกรรมและความมั่งคั่งแห่งดูไบ

จากสมรภูมิความเร็วสู่ข้อมือ เมื่อ Bell & Ross และ Defender Rally ท้าทายขีดจำกัดกลางทะเลทรายซาอุฯ

Bell & Ross BR-X3 Black Titanium: นาฬิกาคู่ใจทีม Defender Rally ในศึก Dakar 2026

ในโลกของการแข่งรถแรลลี่ระดับโลก ไม่มีสนามไหนจะโหดหินและทดสอบจิตวิญญาณมนุษย์ได้เท่ากับ Dakar Rally อีกแล้ว ท่ามกลางเนินทรายอันกว้างใหญ่ของซาอุดิอาระเบียที่ดูเหมือนจะไม่มีที่สิ้นสุด ความผิดพลาดเพียงเสี้ยววินาทีอาจหมายถึงความแตกต่างระหว่างชัยชนะและพ่ายแพ้ และในปี 2026 นี้ ประวัติศาสตร์หน้าใหม่กำลังจะถูกจารึกขึ้น เมื่อสองแบรนด์ที่หลงใหลในความสมบูรณ์แบบอย่าง Bell & Ross และ Defender Rally ได้โคจรมาพบกัน

พันธมิตรแห่งเวลาและความแข็งแกร่ง

Bell & Ross ประกาศตัวเป็นพันธมิตรด้านเวลาอย่างเป็นทางการ (Official Timing Partner) ให้กับทีม Defender Rally เพื่อลุยศึก World Rally-Raid Championship (W2RC) การจับมือกันครั้งนี้ไม่ใช่แค่เรื่องของธุรกิจ เพราะนี่คือการรวมตัวของ “ดีเอ็นเอ” ที่ตรงกันอย่างน่าอัศจรรย์ นั่นคือความแม่นยำ (Precision) ความทนทาน (Endurance) และสมรรถนะอันสูงสุด (Performance)

“Dakar Rally คือสัญลักษณ์ของความกล้าหาญ การสำรวจ และการก้าวข้ามขีดจำกัดของตัวเอง” Carlos Rosillo ซีอีโอและผู้ร่วมก่อตั้ง Bell & Ross กล่าวไว้อย่างคมคาย ซึ่งคุณค่าเหล่านี้เองที่ฝังอยู่ในตัวตนของแบรนด์มาโดยตลอด

เครื่องมือบนข้อมือสำหรับนักขับระดับพระกาฬ

ในการแข่งขันที่เครื่องจักรต้องถูกรีดเค้นประสิทธิภาพจนถึงขีดสุด นักขับในรถ Defender Dakar D7X-R จะมีเพื่อนคู่ใจที่ไว้ใจได้ที่สุดบนข้อมือ นั่นคือ BR-X3 Black Titanium นาฬิกาเรือนนี้เปรียบเสมือนร่างจำลองของรถแข่งที่พวกเขากำลังบังคับอยู่ ด้วยดีไซน์ “วงกลมในกรอบสี่เหลี่ยม” อันเป็นเอกลักษณ์ เส้นสายที่เฉียบคมและดุดัน สะท้อนถึงความแข็งแกร่งและฟังก์ชันการใช้งานที่บริสุทธิ์

ตัวเรือนสร้างขึ้นจาก Grade 2 Titanium ที่มีน้ำหนักเบาแต่ทนทานเหลือเชื่อ ทำงานด้วยกลไก Manufacture ที่ผ่านการรับรองความแม่นยำระดับ COSC-certified เพื่อให้มั่นใจว่าทุกวินาทีท่ามกลางพายุทรายและอุณหภูมิที่โหดร้าย เวลาจะยังคงเดินอย่างเที่ยงตรงเสมอ

จากห้องนักบินสู่เส้นทางแรลลี่

Bell & Ross เริ่มต้นประวัติศาสตร์ในปี 1994 จากความหลงใหลในนาฬิกาและการบิน จนกลายเป็นแบรนด์ระดับอ้างอิงของนาฬิกานักบินอาชีพ สโลแกน “From the cockpit to the wrist” ไม่ได้เป็นเพียงคำโฆษณาทั่วไป กลับเป็นการนำเอาเครื่องวัดในห้องนักบินมาปรับโฉมใหม่ให้กลายเป็นเครื่องมือบอกเวลาที่มีเอกลักษณ์

ในวันนี้ จากท้องฟ้าสู่ท้องทะเล และสู่การแข่งขันมอเตอร์สปอร์ตที่ทรหดที่สุดในโลก Bell & Ross ได้พิสูจน์อีกครั้งว่า ไม่ว่าสภาพแวดล้อมจะสุดขั้วเพียงใด จิตวิญญาณแห่งการผจญภัยและความมุ่งมั่นที่จะก้าวข้ามขีดจำกัดจะยังคงส่องประกายอยู่เสมอ เหมือนกับที่ Bruno Belamich ผู้อำนวยการฝ่ายสร้างสรรค์ได้นิยามไว้ว่า นาฬิกาของพวกเขาไม่ใช่แค่เครื่องประดับ แต่มันคือ “อุปกรณ์คู่กายสำหรับการผจญภัย” อย่างแท้จริง 

ข้อมูลทางเทคนิค

  • ชื่อรุ่น: BR-X3 Black Titanium
  • ตัวเรือน: วัสดุไทเทเนียมเกรด 2 (Grade 2 Titanium) ดีไซน์ทรงสี่เหลี่ยมอันเป็นเอกลักษณ์แบบวงกลมในกรอบสี่เหลี่ยม
  • หน้าปัด: สีดำ เน้นความชัดเจนในการอ่านค่า (Optimal Legibility) มีช่องแสดงวันที่ขนาดใหญ่และเข็มบอกเวลาที่มองเห็นได้ชัดในสภาวะสุดขั้ว
  • ฟังก์ชัน: การแสดงเวลาแบบมาตรฐาน (ชั่วโมง นาที วินาที) และช่องแสดงวันที่ (Date) กันน้ำลึก 100 เมตร (100M/325FT)
  • กลไก: กลไกอัตโนมัติระดับ Manufacture (Automatic Manufacture Movement) ได้รับการรับรองความเที่ยงตรงระดับโครโนมิเตอร์จาก COSC
  • สาย: สายยางหรือสายวัสดุสังเคราะห์สีดำเน้นการใช้งานหนัก (Professional use) ออกแบบมาเพื่อความทนทานและการใช้งานแบบสายลุย

อ่านบทความเพิ่มเติมได้ที่:

ไขปริศนาศาสตร์แห่งการผลิตนาฬิกายุคโบราณผ่านโปรเจ็กต์ Naissance d’une Montre ครั้งล่าสุดของ Ferdinand Berthoud
The Game Changers – ว่าด้วยนาฬิกาที่สร้างแรงกระเพื่อมในวงการนาฬิกาและนำพาศาสตร์แห่งการบอกเวลาเข้าสู่ยุคสมัยใหม่
The Revolutionary List: 26 ผู้นำที่สร้างแรงบันดาลใจ – ฟรองซัวส์-โปล จูร์น (François-Paul Journe)

ขอให้เหล่าเนิร์ดนาฬิกาจงเจริญ (Long Live the Watch Nerds)

0

Revolution ประกาศพาการสะสมนาฬิกากลับสู่ยุคแห่งความรู้

โดย Wei Koh

ในช่วง 3-4 ปีที่ผ่านมา วงการนาฬิกาทั่วโลกถูกกลืนกินด้วยกระแส “Hype” หรือการปั่นราคาจนน่าตกใจ นาฬิกากลายเป็นสินทรัพย์เก็งกำไรพอๆ กับคริปโตเคอเรนซี จนบางครั้งเราลืมไปว่า “เสน่ห์ที่แท้จริง” ของมันคืออะไรกันแน่?

บทความ “Long Live the Watch Nerds” โดย Wei Koh ผู้ก่อตั้งนิตยสาร Revolution (สื่อนาฬิกาที่ทรงอิทธิพลที่สุดฉบับหนึ่งของโลก) คือการประกาศ “คืนอำนาจ” ให้กับจิตวิญญาณดั้งเดิมของคนรักนาฬิกา โดยคุณเว่ยเล่าไว้ว่า…

โอกาสครบรอบ 20 ปีของ Revolution ทำให้ผมได้หยุดคิดว่านิตยสารของเราควรเป็นตัวแทนของอะไร เมื่อสองทศวรรษก่อน Revolution ถูกสร้างขึ้นเพื่อพานาฬิกาออกจากโลกแคบๆ ของงานอดิเรกเฉพาะกลุ่ม จาก “โต๊ะเด็กเนิร์ด” ในโรงอาหารของโรงเรียนมัธยม ไปสู่ “โต๊ะเด็กคูล” (Cool Kids) โดยที่ยังคงรักษาความน่าเชื่อถือทางเครื่องบอกเวลาและความถูกต้องทางเทคนิคเอาไว้ แต่ตอนนี้ ผมต้องการพาพวกเรากลับไปที่ “โต๊ะเด็กเนิร์ด” อีกครั้ง

ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น? เพราะในช่วง 20 ปีที่ผ่านมา เราได้เห็นการเติบโตอย่างรวดเร็วของสื่อนาฬิกาแนวนิตยสารไลฟ์สไตล์ นาฬิกาได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมสมัยนิยมอย่างฝังรากลึก จนไม่มีงานพรมแดง งานกีฬา หรือคอนเสิร์ตครั้งไหนที่นาฬิกาจะไม่ถูกจับตามองในฐานะ “ไอเทมบ่งบอกสถานะ” (Statement Accessories) เพียงแค่ 3 ปีที่ผ่านมา ยอดส่งออกนาฬิกาสวิสไปยังสหรัฐฯ พุ่งสูงจาก 3 พันล้านฟรังก์ เป็น 4.4 พันล้านฟรังก์ ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความสำเร็จในเชิงพาณิชย์ของอุตสาหกรรมนาฬิกาหรู

แม้ผมอยากจะเชื่อว่า Revolution มีส่วนเล็กๆ ในการทำให้นาฬิกาเป็นที่นิยม แต่ถึงเวลาแล้วที่เราจะกลับคืนสู่รากเหง้า และปล่อยให้การนำเสนอแบบไลฟ์สไตล์หรือการเน้นความคิดเห็นส่วนตัวเป็นหน้าที่ของเหล่า “อินฟลูเอนเซอร์” รุ่นใหม่ที่มีอยู่เต็มโซเชียลมีเดีย

The Expérimentale No. 1, full of Breguet’s latest innovations.

การกลับมาโฟกัสที่ “ศิลปะแห่งเครื่องบอกเวลาชั้นสูง” (Haute Horlogerie) ในปีที่ผ่านมา เราได้หันกลับมาโฟกัสในสิ่งที่เราบรรจงรักมากที่สุด นั่นคือ Haute Horlogerie ผมขออ้างคำพูดของเพื่อนผม François-Paul Journe ที่ว่า “การทำนาฬิกาเปรียบเสมือนกำแพงที่ยาวต่อเนื่อง และแต่ละคนที่ทำงานในวงการนี้มีหน้าที่เติมอิฐทีละก้อนลงไปในประวัติศาสตร์” ตัวอย่างของ “อิฐ” ที่มีความหมายต่อประวัติศาสตร์นาฬิกาในปัจจุบัน ได้แก่:

Rolex Land-Dweller in Oystersteel in 950 platinum with ice blue dial
  • Rolex Land-Dweller: ที่มาพร้อมกลไกปล่อยจักร (Escapement) ความถี่สูงแบบใหม่ ซึ่งเป็นการออกแบบชุดกลไกปล่อยจักรแบบสวิสตัวใหม่ตัวแรกที่ผลิตในเชิงอุตสาหกรรมนับตั้งแต่ปี 1999 (ตอนที่ Omega เปิดตัว Co-Axial ของ George Daniels)
Long Live the Watch Nerds
เนื่องในโอกาสครบรอบ 260 ปีในปี 2015 Vacheron Constantin ได้สร้างประวัติศาสตร์ครั้งใหม่ด้วยการเปิดตัว Reference 57260 นาฬิกาที่รวมสุดยอดวิศวกรรมการประดิษฐ์เรือนเวลาไว้ใน 57 complications ใช้ชิ้นส่วนกว่า 2,826 ชิ้น และถือครองสิทธิบัตรถึง 10 รายการ
Long Live the Watch Nerds
Vacheron Constantin Les Cabinotiers Solaria Ultra Grand Complication (©Revolution)
  • Vacheron Constantin: แบรนด์ที่ผลักดันขีดจำกัดได้ดีที่สุดในทศวรรษนี้ ตั้งแต่รุ่น Ref. 57260 (นาฬิกาที่ซับซ้อนที่สุดในโลกในปี 2015) รุ่น Berkley ที่รวมปฏิทินเกรกอเรียนและปฏิทินจีนเข้าด้วยกัน และล่าสุดรุ่น Solaria Ultra Grand Complication ซึ่งเป็นนาฬิกาข้อมือที่ซับซ้อนที่สุดในโลก พร้อมฟังก์ชันทำนายตำแหน่งวัตถุบนท้องฟ้า
  • Audemars Piguet: เองก็เช่นกัน ด้วยผลงานอันยอดเยี่ยมอย่าง RD#4 ในปี 2023 นาฬิกา ultra-complication เรือนแรกที่ผสาน grande และ petite sonnerie เข้ากับ split-seconds chronograph และปฏิทินถาวร (perpetual calendar) ซึ่งถูกออกแบบให้ใช้งานได้อย่างไร้ความผิดพลาดโดยสิ้นเชิง

ความสำเร็จนั้นยังถูกสานต่อด้วย Caliber 7138 กลไกปฏิทินถาวรที่ยังคงมอบประสบการณ์การใช้งานที่ง่ายดาย เป็นธรรมชาติ และแข็งแกร่งอย่างยิ่งไม่แพ้กัน และ Audemars Piguet ยังได้เติมเต็มเรื่องราวการพัฒนาของโลกการทำนาฬิกาด้วย RD#5 ผลงานอันน่าทึ่งซึ่งเป็นการออกแบบโครโนกราฟขึ้นใหม่ทั้งหมด โดยอาศัยพลังงานจากตัวกลไกเองในการขับเคลื่อนระบบรีเซ็ต อาจมีคนมองว่า RD#5 คือการทุ่มเทแรงกายแรงใจอย่างมหาศาล เพียงเพื่อดึงพลังงานที่ปกติแล้วจะสูญเสียไปกับสปริง jumper มาใช้ในการรีเซ็ตเข็มทั้งหมดของโครโนกราฟ แต่สำหรับผมแล้ว นั่นแหละคือสิ่งที่ทำให้นาฬิกาเรือนนี้น่าสนใจอย่างแท้จริง

  • Fam Al Hut: ที่น่าทึ่งไม่แพ้กันคือ Fam Al Hut แบรนด์จากจีนแผ่นดินใหญ่ ซึ่งก้าวขึ้นมาเป็นอีกหนึ่งดาวเด่นบนเวทีการทำนาฬิกาชั้นสูง ด้วยทูร์บิญงแบบแกนคู่ (bi-axial tourbillon) ในขนาดตัวเรือนที่เล็ก กระชับ และสวมใส่ได้จริงอย่างน่าประหลาดใจ พร้อมนำเสนอ “เสียงใหม่” ที่แท้จริงและเป็นต้นฉบับให้กับโลกของ haute horlogerie เป็นครั้งแรกในรอบหลายปี
Long Live the Watch Nerds
Fam Al Hut Möbius Mark Nebula Limited Edition (©Revolution)

บทสรุป: โต๊ะของเด็กเนิร์ดคือที่ที่เจ๋งที่สุด

นิตยสาร Revolution ฉบับล่าสุดจึงอุทิศให้กับ Haute Horlogerie เพื่อแทนที่กระแส “Hype” (การปั่นราคา) ที่เป็นผลผลิตจากการเก็งกำไรในตลาดรองในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ตอนนี้โลกกำลังกลับมาเชื่อมต่อกับการสะสมนาฬิกาที่เน้น “ความรู้” ซึ่งเป็นเรื่องน่ายินดี เพราะมันช่วยให้นักสะสมตัวจริงได้เห็นคุณค่าของนาฬิกาที่มีความหมายต่อประวัติศาสตร์การผลิตนาฬิกา

ถามว่าการเขียนเรื่องเทคนิคนาฬิกาชั้นสูงมันยากไหม? บอกตามตรงว่ายากมาก แต่นั่นแหละคือเหตุผลที่เราชอบมัน เพราะในจุดที่นาฬิกาเข้าใจยากที่สุดนั่นแหละ คือเวทมนตร์ที่มนุษย์ใช้จินตนาการและความกล้าหาญสร้างสรรค์ผลงานที่เปี่ยมความหมายที่สุดออกมา

การที่เราหันมาเน้นเนื้อหาวิดีโอขนาดยาวที่เจาะลึกทางเทคนิค และถอยห่างจากข่าวไลฟ์สไตล์ ทำให้เรามียอดซับใน YouTube ทะลุ 210,000 ราย ซึ่งพิสูจน์ให้เห็นว่าโต๊ะเด็กเนิร์ดกลายเป็นสถานที่ที่ทรงพลังอย่างยิ่ง และบางทีในโลกของงานอดิเรกที่ “ความรู้คืออำนาจ” โต๊ะเด็กเนิร์ดนี่แหละที่เป็นพื้นที่ของ “เด็กคูล” มาโดยตลอด

อ่านบทความเพิ่มเติมได้ที่:

ไขปริศนาศาสตร์แห่งการผลิตนาฬิกายุคโบราณผ่านโปรเจ็กต์ Naissance d’une Montre ครั้งล่าสุดของ Ferdinand Berthoud
The Game Changers – ว่าด้วยนาฬิกาที่สร้างแรงกระเพื่อมในวงการนาฬิกาและนำพาศาสตร์แห่งการบอกเวลาเข้าสู่ยุคสมัยใหม่
The Revolutionary List: 26 ผู้นำที่สร้างแรงบันดาลใจ – ฟรองซัวส์-โปล จูร์น (François-Paul Journe)

เมื่อความคิดสร้างสรรค์หลอมรวมกับงานฝีมือที่ Trilobe

นี่คือการผงาดขึ้นของการสร้างสรรค์นาฬิกาของแบรนด์นาฬิกาสัญชาติฝรั่งเศส 


Gautier Massonneau ผู้ก่อตั้งแบรนด์ Trilobe

กล่าวได้ว่าตั้งแต่ยุคของอับราฮัม หลุยส์ เบรเกต์ ก็ไม่มีใครตั้งบริษัทผลิตนาฬิกาที่ปารีสอีกเลย จนกระทั่ง…แบรนด์ Trilobe ได้ถือกำเนิดขึ้นเมื่อปี 2018  โดยชายผู้มีนามว่า โกติเยร์ มาซอนโน (Gautier Massonneau) …ถ้าคุณไม่รู้จักชื่อเขามาก่อนหน้านั้นก็ไม่ต้องแปลกใจ เพราะเขาไม่ได้คร่ำหวอดอยู่ในวงการนาฬิกามาก่อนเลยแถมแบ็กกราวด์อาชีพก็มาจากสายการเงินเสียด้วยซ้ำ 

แต่การที่มาซอนโนริเริ่มก่อตั้งแบรนด์นาฬิกาของตัวเองก็มีเหตุผล “ตอนอายุประมาณ 24-25 ผมอยากได้นาฬิกาเรือนแรกของตัวเอง ผมอยากได้นาฬิกาที่แตกต่างในราคาที่สมเหตุสมผล แต่ก็หาไม่ได้ ก็เลยคิดว่า งั้นผมสร้างมันขึ้นมาเลยดีกว่า” มาซอนโนให้สัมภาษณ์ตอนมาเปิดตัวผลงานที่ประเทศไทยและความเป็นนักสร้างของเขาก็ได้รับการปลูกฝังมาจากพ่อแม่ “ผมเรียนคณิตศาสตร์และธุรกิจ แต่พ่อแม่ผมเป็นสถาปนิก สิ่งที่ผมได้เรียนรู้จากพวกท่านก็คือความสนุกในการสร้างอะไรขึ้นมาสักอย่าง ถึงผมจะไม่ใช่สถาปนิก” และแม้ว่าการที่เขาไม่ได้มีแบ็กกราวด์ด้านนาฬิกามาก่อนอาจจะดูเป็นข้อเสียเปรียบ แต่ชายหนุ่มบอกว่า “มันก็ทำให้ผมก้าวเข้ามาโดยไม่มีอคติ หรือมีความคิดที่ฝังหัวมาก่อน มันเลยเป็นมุมมองที่เฟรชมากๆ”  

แทนที่จะใช้ชื่อตัวเอง Trilobe กลับเป็นชื่อที่มาซอนโนเลือกใช้ โดยเป็นชื่อที่มาจากสัญลักษณ์คล้ายวงสามวงต่อกันที่ปรากฏในสถาปัตยกรรมยุโรป “ผมไม่แคร์ว่าต้องมีชื่อผมหรอกครับ ตอนนี้เรามีทีมทั้งหมด 35 คน และสิ่งที่ผมให้ความสำคัญคือ ทุกคนในทีมรู้สึกภาคภูมิใจที่ได้เป็นส่วนหนึ่งของบางสิ่งที่พวกเขาสามารถเชื่อมโยงกับมันได้ ผมอยากให้พวกเขาภาคภูมิใจในสิ่งที่พวกเขาทำ และใช้ชื่อนี้เป็นเสมือนที่รวมพวกเขาไว้ด้วยกัน เป็นสิ่งที่พวกเขาสามารถระบุตัวตนและรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของมันได้” 

มาซอนโนยอมรับว่าการที่แบรนด์เติบโตขึ้นเป็นเรื่องที่ท้าทายมากเช่นกัน แต่การที่ไม่มีทีมมาร์เก็ตติ้งหรือผู้ถือหุ้นคอยบอกว่าต้องทำอะไรก็ทำให้พวกเขามีอิสระในการทำสิ่งที่รัก  “ตอนเริ่มโปรเจ็กต์ มันอาจจะเชื่อมโยงกับตัวผมเอง  แต่เมื่อทำไปเรื่อยๆ มันซับซ้อนมากขึ้นเรื่อยๆ เพราะฉะนั้น เราต้องมีวิสัยทัศน์ที่ชัดเจน เราอยากจะเป็นแบรนด์ฝรั่งเศสที่ผลิตนาฬิกาชั้นสูง โดดเด่นทั้งแง่มุมครีเอทีฟ อาร์ทิสติก และแตกต่าง”

ปัจจุบัน มาซอนโนเป็นทั้งผู้ก่อตั้ง ซีอีโอ รวมถึงควบตำแหน่งครีเอทีฟไดเร็กเตอร์ด้วย

“ความคิดสร้างสรรค์ใช้หลักความเป็นประชาธิปไตยไม่ได้ ถ้าคุณฟังไปหมดทุกคน  ก็อาจกลายเป็นว่าเผลอทำในสิ่งที่คนอื่นทำไปแล้ว การมีวิสัยทัศน์ชัดเจนนั้นสำคัญมาก”

Gautier Massonneau

ก็เหมือนอย่างที่สโลแกนของแบรนด์  ว่าไว้ Time Moves, Purposes Stay “มันสื่อถึงว่า เวลาเดินหน้าไม่หยุด แต่จุดมุ่งหมายและวิสัยทัศน์ระยะยาวของเรายังคงมั่นคงไม่เปลี่ยนแปลง”

และนั่นเองที่เป็นเหตุผลให้เขาเลือกตั้งแบรนด์อยู่ที่ปารีส ประเทศฝรั่งเศส แทนที่จะย้ายไปอยู่ที่สวิตเซอร์แลนด์ ดินแดนของโลกนาฬิกา “ปารีสคือบ้านของผม เป็นเมืองที่ผมโตมา ผมเชื่อว่า ถ้าจะทำอะไรให้ดี ต้องทำที่บ้าน ก็เหมือนทำขนมปัง ก็ต้องทำด้วยมือตัวเอง ไม่อย่างนั้นก็คงจะออกมารสชาติไม่ดี”


เวลาที่ไม่เหมือนใครแบบ Trilobe 

“จำได้ว่าตอนที่เราไปแสดงผลงานแรก  โต๊ะที่เราประจำอยู่เป็นโต๊ะเล็กๆ เอง”  มาซอนโนย้อนความไปถึงตอนร่วมโชว์ผลงานแรกในงานบาเซิลเวิลด์ เชื่อว่าหลายคนที่ได้ชมในครั้งนั้นก็คงรู้สึก ‘ว้าว’ กับนาฬิกาที่ปราศจากเข็มบอกเวลาที่มีชื่อว่า Les Matinaux ซึ่งชื่อได้แรงบันดาลใจจากหนังสือของกวี René Char และแนวคิดนั้นก็ได้กลายมาเป็นเอกลักษณ์ของแบรนด์และส่งผลต่อการพัฒนาคอลเลกชันอื่นๆ ตามมา


“แทนที่จะเป็นนาฬิกาแบบดั้งเดิมที่มีเข็มเคลื่อนไหวอยู่บนหน้าปัดแบบนาฬิกาที่เราคุ้นเคย  เราเลือกที่จะพลิกกรอบความคิดนั้นและนั่นคือรากฐานของสิ่งที่เราทำ” เขาเล่า ในแนวคิดของแบรนด์ จุดของเวลาหรือ pointer of time คือสิ่งที่คงที่ ขณะที่เวลาต่างหากที่กำลังเคลื่อนไหว เขาจึงเลือกใช้ดิสก์ในการแสดงเวลาแทน “นั่นคือสิ่งที่ผมทำได้ดีที่สุด และแทนที่จะจำกัดความคิดสร้างสรรค์ มันกลับทำให้เปิดกว้างยิ่งขึ้น การสร้างสรรค์ด้วยเข็มนาฬิกานั้นยาก เพราะถูกสำรวจมาแทบทุกแบบแล้ว แต่เมื่อใช้ดิสก์หมุน พื้นที่สำหรับจินตนาการกลับกว้างใหญ่ขึ้นมาก” 

และจาก Les Matinaux ก็เกิดคอลเลกชันอื่นๆ ตามมา ทั้ง Nuits Fantastique ซึ่งดีไซน์เรียบเท่ด้วยการแสดงชั่วโมงด้วยวงแหวนรอบนอก และนาที และวินาทีผ่านช่องวงกลมที่ต่อกันเหมือนเลข 8 ผลงานนี้ยังคว้ารางวัล Petite Aiguille จากเวทีประกาศรางวัล GPHG 2021 มาครอง จนทำให้คนหันมาสนใจแบรนด์น้องใหม่นี้อย่างมาก, Une Folle Journée นาฬิกาที่โดดเด่นด้วยระบบแสดงเวลาที่ประกอบด้วยดิสก์เยื้องศูนย์สามวงสำหรับบอกชั่วโมง นาที และวินาที ซึ่งหมุนอยู่บนหน้าปัด, L’Heure Exquise ซึ่งชื่อได้แรงบันดาลใจมาจากบทกวีของ Paul Verlaine มาพร้อมดีไซน์แซฟไฟร์ทรงโดม และฟังก์ชั่นมูนเฟส

นอกจากนี้ยังมีนาฬิกาตั้งโต๊ะสุดพิเศษ Le Temps Retrouvé ซึ่งเขานิยามว่าเป็นนาฬิกาที่บอกเวลาผ่านอารมณ์ “ใบหน้าหินอ่อนของมันชวนให้นึกถึงประติมากรรมกรีก-โรมัน แต่ดวงตากลับเคลื่อนไหวเพื่อบอกนาที ส่วนใบหูจะขยับออกเพื่อบอกชั่วโมง และทั้งชิ้นก็มีจังหวะราวกับกำลังหายใจ ลูกค้าสามารถเลือกกลิ่นพิเศษที่ผสมไว้ภายในผลงานได้เองด้วย นี่คือชิ้นงานศิลปะทำขึ้นเป็นพิเศษอย่างแท้จริง”

ก้าวใหม่ครั้งสำคัญ

จนมาถึงคอลเลกชันล่าสุด Trente-Deux ตัวเรือนขนาด 39 มม. ซึ่งเป็นนาฬิกาสไตล์ sporty-chic ที่มาพร้อมสายแบบ integrated เชื่อมติดกับตัวเรือน ชื่อซึ่งหมายถึง 32 มาจากเลขที่อาคารที่ตั้งของแบรนด์ “ถ้า ณ ตอนนี้ Trente-Deux  ถือเป็นผลงานที่ใหม่ที่สุด และต้องการการดูแลมากที่สุด   แล้วก็เป็นนาฬิกาที่สวมใส่ได้หลายโอกาสมาก ตั้งแต่ใส่ไปชายหาดไปจนถึงทักซิโด้ ความต่างขั้วนี้ทำให้ผมรักมันมากเป็นพิเศษ”

และความพิเศษอีกอย่างของ Trente-Deux ก็คือเป็นนาฬิกาที่ทำงานด้วย X-Nihilo Calibre เป็นกลไกอัตโนมัติเหล่าแบบคลาสสิก ใช้โรเตอร์แบบกึ่งกลาง เดินด้วยความถี่ 4Hz และมาพร้อมพลังงานสำรอง 42 ชั่วโมง และยังเป็นกลไกตัวแรกของแบรนด์ ซึ่งเป็นกลไกอินเฮาส์อย่างแท้จริง เพราะเริ่มตั้งแต่กระบวนการคิดค้น พัฒนา ผลิตตัวอย่าง ตกแต่งและประกอบในโรงงานของแบรนด์ซึ่งเพิ่งขยายมายัง Ivry-sur-Seine ห่างจากปารีสประมาณ 20 นาที ทำให้สามารถผลิตชิ้นส่วนที่ซับซ้อนได้ เช่น บริดจ์ เมนเพลต ล้อจักร พิเนียน ออสซิลเลติงเวต ด้วย

X-Nihilo Calibre

“เราสร้างโรงงานขึ้นมาใหม่ ซึ่งแต่เดิมมันเป็นโรงงานเฟรนช์ฟรายที่ถูกทิ้งร้าง มีคนสิบคนทำงานอยู่ที่นั่น ทั้งงานฝีมือและตกแต่งชิ้นส่วน พูดได้เลยว่าเป็นครั้งแรกในรอบ 250 ปีที่มีการสร้างสรรค์นาฬิกาเกิดขึ้นในปารีส” มาซอนโนเล่า “ทุกอย่างที่เราทำมันมีความซับซ้อน ต้องค่อยๆเข้าใจเหมือนดูงานอาร์ต อย่างขอบตัวเรือนเซาะร่องซึ่งไม่ได้ขัดธรรมดา แต่มันมีหลายกระบวนการที่ก่อให้เกิดเอฟเฟ็กต์ที่คอนทราสต์ หรืออย่างตัวล็อกสายก็ใช้เวลาพัฒนานานหลายปีเพราะเราอยากให้มันใส่สบายที่สุด”

โรงงานของ Trilobe ที่ประเทศฝรั่งเศส

เมื่อถามว่ากำลังการผลิตเป็นเท่าไร เขาตอบว่า “ไม่พอครับ แต่ปีหน้าเราตั้งเป้าไว้ที่ 700 เรือน ซึ่งน้อยมากเมื่อเทียบกับแบรนด์ใหญ่ๆ” สำหรับอนาคต มาซอนโนตั้งใจว่า “เราตั้งใจจะเติบโตอย่างมั่นคง ค่อยๆ ผสานผู้มีความสามารถเข้ามามากขึ้น และเดินหน้าสั่งสมความเชี่ยวชาญภายในองค์กรต่อไป ในด้านความคิดสร้างสรรค์ เรามีไอเดียที่พร้อมอยู่แล้วสำหรับอีก 20 ปีข้างหน้า แต่เราค่อยๆ ปล่อยออกทีละน้อย เพื่อให้แต่ละคอลเลกชันได้มี ‘พื้นที่หายใจ’ ของตัวเอง”

ผลงานของ Trilobe มีวางจำหน่ายที่ L’Atelier by PMT The Hour Glass  

อ่านบทความเพิ่มเติมได้ที่:

Past/Present/Future บทสนทนาว่าด้วยอดีต ปัจจุบัน และอนาคตของ URWERK

คุยกับสองบุรุษผู้อยู่เบื้องหลังความฝัน
และความสำเร็จของ De Bethune

Bell & Ross BR-05 Grey Mirror Steel เมื่อเครื่องมือบอกเวลากลายเป็นเครื่องประดับแห่งแสงและเงา





Breguet ฉลองครบรอบ 250 ปีอย่างยิ่งใหญ่ด้วยผลงานร่วมสมัยที่เป็นตัวแทนประวัติศาสตร์อันทรงคุณค่า

พร้อมสร้างสรรค์ผลงานหลากรุ่นเพื่อทริบิวต์ให้กับมรดกดั้งเดิมของแบรนด์


ปี 2025 ถือเป็นปีสำคัญของแบรนด์นาฬิกาหลายแบรนด์ แต่คงไม่มีใครเฉลิมฉลองครบรอบได้อย่างยิ่งใหญ่เหมือนที่ Breguet ทำในวาระครบ 250 ปี ด้วยการสร้างสรรค์ผลงานทริบิวต์ให้กับมรดกดั้งเดิมของแบรนด์ ผสมผสานกับนวัตกรรมใหม่ที่พัฒนาขึ้น ดังที่ปรากฏในผลงานร่วมสมัยที่ทยอยเปิดตัว ตั้งแต่ Classique Souscription, Tradition Seconde Rétrograde… จนถึง Classique Répétition Minutes 7365

ไม่เพียงเท่านั้น ช่วงต้นเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา Sotheby’s ยังได้จัดการประมูลครั้งพิเศษเพื่อตอกย้ำวาระครบรอบ 250 ปีของ Breguet โดยนำผลงานตั้งแต่ปลายศตวรรษที่ 18 ถึงปลายศตวรรษที่ 20 ออกประมูลหลากรายการ ทุกชิ้นโดดเด่นด้วยคุณค่าทางประวัติศาสตร์

ทั้งนาฬิกา perpetual tact ของกษัตริย์ George IV ปี 1827 หมายเลข 4548 นาฬิกาทูร์บิญองหมายเลข 1890 จากยุคผู้ก่อตั้ง ซึ่งติดตั้ง natural escapement และเคยเป็นของเคานต์ชาวรัสเซีย รวมถึงผลงานร่วมสมัย Classique Souscription 2025 หมายเลข 250 ซึ่งเป็นเรือนแรกของลำดับหมายเลขในซีรีส์ นับเป็นผลงานที่ใช้เป็นจุดเริ่มต้นของงานเฉลิมฉลองครบรอบ 250 ปีของแบรนด์

เหนือสิ่งอื่นใดคือการที่ Classique Souscription 2025 สุดยอดผลงานของ Breguet สามารถคว้ารางวัล ‘Aiguille d’Or’ (รางวัลเข็มทองคำ) จากเวที Grand Prix d’Horlogerie de Genève (GPHG) ประจำปี 2025 ซึ่งเปรียบได้กับรางวัลภาพยนตร์ยอดเยี่ยมของออสการ์ ถือเป็นความสำเร็จอันคุ้มค่าสำหรับความทุ่มเทในการสร้างสรรค์ผลงานเพื่อเชิดชูมรดกของอับราฮัม-หลุยส์ เบรเกต์ (Abraham-Louis Breguet) ช่างนาฬิกาชาวฝรั่งเศสผู้พลิกโฉมโลกนาฬิกาในยุคหลังการปฏิวัติฝรั่งเศส

“รางวัลนี้ถือเป็นสัญลักษณ์ของช่วงเวลา 250 ปีแห่งความเป็นเลิศ
ในการสร้างสรรค์นาฬิกา และยังเชื่อมโยงถึงช่างนาฬิกา ช่างฝีมือ และทีมงานที่ทุ่มเททำงานเพื่อแบรนด์ของเรา”

Gregory Kissling ซีอีโอ

นับตั้งแต่เดือนเมษายนที่มีการเปิดตัว Classique Souscription 2025 ในวันและสถานที่เดียวกับปี 1775 ซึ่งเป็นปีที่อับราฮัม-หลุยส์ เบรเกต์ก่อตั้งแบรนด์ ณ กรุงปารีส ทางแบรนด์ก็เดินหน้าจัดงานเปิดตัวผลงานใหม่อย่างต่อเนื่อง ทั้งในเซี่ยงไฮ้กับ Tradition Seconde Rétrograde 7035, ในนิวยอร์กกับ Type XX Chronographe Ref. 2075 ที่ได้แรงบันดาลใจจากนาฬิกานักบินหมายเลข 1780 ปี 1955 และที่เจนีวากับการเปิดตัว Classique Tourbillon Sidéral 7255 ซึ่งเป็นนาฬิกาฟลายอิ้งทูร์บิญองรุ่นแรกของแบรนด์เพื่อคารวะผลงานดั้งเดิมในปี 1801 ก่อนจะเดินทางต่อไปยังลอนดอน โซล โตเกียว และดูไบ

ทั้งหมดนี้ตอกย้ำว่า Breguet ไม่ได้ถูกนิยามด้วยนาฬิกาเพียงรุ่นเดียว หากแต่เป็นมรดกอันหลากหลายที่ร่วมกันสร้างตัวตนของแบรนด์ขึ้นมา นาฬิการุ่นครบรอบแต่ละรุ่นยังถูกพัฒนาตามแนวคิดที่ชัดเจน ทั้งด้านโครงสร้าง สุนทรียภาพ และการเลือกใช้วัสดุ Breguet Gold โลหะผสมเฉพาะที่พัฒนาขึ้นเพื่อโอกาสนี้ รวมถึงลวดลายกิโยเช่ Quai de l’Horloge ซึ่งออกแบบใหม่โดยอ้างอิงจากลายที่พบบนพื้นที่ตั้งร้านแรกของแบรนด์

วันนี้แทบไม่มีข้อกังขาว่าอับราฮัม-หลุยส์ เบรเกต์ ช่างนาฬิกาแห่งศตวรรษที่ 18 คือหนึ่งในบุคคลสำคัญที่สุดของประวัติศาสตร์นาฬิกาโลก เขาถือเป็นหนึ่งในสถาปนิกผู้วางรากฐานของศาสตร์นาฬิกาสมัยใหม่ ด้วยการสร้างสรรค์นวัตกรรมมากมาย ไม่ว่าจะเป็นทูร์บิญองเพื่อชดเชยความคลาดเคลื่อนอันเกิดจากแรงโน้มถ่วงของโลก, ขดลวดบาลานซ์แบบโอเวอร์คอยล์, ระบบกันกระแทกของบาลานซ์วีล, ระบบพิโวตแม่เหล็กเพื่อเพิ่มเสถียรภาพของกลไก, natural escapement

ซึ่งผู้ผลิตสมัยใหม่ เช่น François-Paul Journe และ Kari Voutilainen ยังนำไปปรับใช้ รวมถึงการสร้างสรรค์นาฬิกาข้อมือเรือนแรกของโลกในปี 1810 รุ่น Reine de Naples ที่ออกแบบให้ Caroline Murat พระราชินีแห่งเนเปิลส์ ลูกค้าคนสำคัญที่สั่งซื้อทั้งนาฬิกาพกและนาฬิกาตั้งโต๊ะรวมกว่า 34 ชิ้น

เขายังเป็นผู้วางแบบพิมพ์ทางเทคนิคและสุนทรียศาสตร์ที่ยังคงเป็นพื้นฐานของการทำนาฬิกาจนถึงปัจจุบัน เช่น เข็มนาฬิกาแบบ Breguet (เปิดตัวในปี 1783)  ซึ่งมีปลายเรียวบางและวงกลมโปร่ง, การใช้เลขอารบิกด้วยฟอนต์แบบฉบับ, การสลักลายกิโยเช่บนชิ้นส่วนกลไก และการใช้แพลตินัมตั้งแต่ปี 1780 Breguet ยังมีประวัติศาสตร์ยาวนานกับลูกค้าคนสำคัญ เช่น พระนางมารี อ็องตัวแน็ต ซึ่งสั่งผลิตนาฬิกาพกทอง 18 กะรัตที่ซับซ้อนอย่างยิ่งในช่วงปี 1783–1827 นโปเลียน โบนาปาร์ต กองทัพฝรั่งเศส รวมถึงลูกค้าคนดังในยุคปัจจุบัน

“อับราฮัม-หลุยส์ เบรเกต์ คือหนึ่งในนักนวัตกรรมที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์นาฬิกา จิตวิญญาณแห่งการประดิษฐ์ของเขาไม่ใช่อดีต แต่ยังมีชีวิตอยู่ในตัวเรา
เราไม่ได้แค่พูดถึงมรดกของเขา แต่ใช้มันเป็นรากฐานเพื่อผลักดันขอบเขตใหม่ๆ”

Gregory Kissling ซีอีโอ

Tradition Seconde Retrograde 7035

ทางแบรนด์ได้รับแรงบันดาลใจจากนาฬิกาประเภท tact watches ที่ Breguet เริ่มผลิตตั้งแต่ปี 1799 ซึ่งช่วยให้ผู้สวมใส่ ‘สัมผัสเวลา’ ได้โดยไม่ต้องมองหน้าปัด ผลงานใหม่นี้นอกจากจะเผยให้เห็นชิ้นส่วนกลไก ทั้งรูปทรงและตำแหน่งของสะพานจักร เฟือง และระบบกลไกต่างๆ บนหน้าปัดแล้ว ยังมาพร้อมหน้าปัดขนาดเล็กที่ตำแหน่ง 12 นาฬิกา ผ่านการสลักลายกิโยเช่และลงยาสีนํ้าเงินด้วยมือ

ตัวเรือนขนาด 38 มม. ด้านหลังเผยให้เห็นแท่นเครื่องและสะพานจักรเคลือบ Breguet Gold และยังเป็นครั้งแรกของคอลเลกชัน Tradition ที่มีการขัดลายซาตินบนสะพานจักรด้วยมือ แผ่นแท่นเครื่องตกแต่งแบบ shot-blast ส่วนโรเตอร์ขึ้นลานทำจากแพลตินัมรูปทรงใบมีด อ้างอิงจากดีไซน์ยุคเบรเกต์ดั้งเดิม ขับเคลื่อนด้วยกลไกอัตโนมัติอินเฮาส์ สำรองพลังงาน 50 ชั่วโมง

Type XX Chronographe 2075

ได้รับแรงบันดาลใจจาก Type XX รุ่นแรกซึ่งถูกสร้างในฐานะนาฬิกานักบินสำหรับพลเรือนหลังความสำเร็จของ Type 20 ที่พัฒนาตามข้อกำหนดของกองทัพฝรั่งเศสหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ผสานเข้ากับเสน่ห์ของงานออกแบบร่วมสมัย

ตัวเรือนขนาด 38.3 มม. ประณีตด้วยเม็ดมะยมและปุ่มกดจับเวลาทรงจุกปั๊มที่ขัดเงา ขอบตัวเรือนหมุนสองทิศทางทำจาก Breguet Gold สลักสเกลเวลา 60 นาที พร้อมช่องโล่งที่ตำแหน่ง 12 นาฬิกา หน้าปัดครอบด้วยกระจกแซฟไฟร์ทรงกล่องเคลือบกันแสงสะท้อน ตัวเรือนกันนํ้าลึก 50 เมตร ครบทั้งความคลาสสิกและเทคโนโลยีร่วมสมัยในเรือนเดียว

Classique Minute Repeater 7365

ผลงานลิมิเต็ดเอดิชัน 25 เรือน เป็นนาฬิกามินิทรีพีตเตอร์รุ่นแรกของแบรนด์ที่สร้างด้วย Breguet Gold ใช้กลไก Calibre 1896 ถือเป็นก้าวสำคัญครั้งใหม่ โดดเด่นด้วย gongs ซึ่งอับราฮัม-หลุยส์ เบรเกต์ประดิษฐ์ขึ้นครั้งแรก และในรุ่นใหม่นี้ทำจากไวท์โกลด์เคลือบ Breguet Gold ความถี่บาลานซ์วีลเพิ่มเป็น 3 Hz (21,600 ครั้งต่อชั่วโมง) เพื่อความเที่ยงตรงและเสถียรภาพ ตัวเรือนขนาด 39 มม. พร้อมหน้าปัดอีนาเมล Grand Feu สี Bleu de France

Classique Tourbillon Sideral 7255

ครั้งแรกในประวัติศาสตร์ของ Breguet กับการนำเสนอ flying tourbillon โดยอ้างอิงจากนาฬิกาทูร์บิญองเรือนแรกของแบรนด์ รหัส 3350 พร้อมยกโครงสร้างกลไกให้เหนือพื้นหน้าปัดเพื่อสร้างมิติ โดยตัวทูร์บิญองสูงขึ้นจากแผ่นเพลต 2.2 มม. และลอยเหนือหน้าปัด 0.9 มม. รุ่นนี้ยังเพิ่ม Mysterious complication ทำให้กลไกเคลื่อนไหวราวกับไม่เชื่อมต่อกัน

โดยใช้เรกูเลเตอร์ที่ซ่อนอยู่ บริดจ์ล่างและฐานกรงทูร์บิญองผลิตจากแซฟไฟร์เคลือบกันแสงสะท้อนให้ความโปร่งใสคล้ายลอยตัว ตกแต่งหน้าปัดด้วยอีนาเมล aventurine เป็นครั้งแรก สื่อถึงคำว่า Sidéral (ดวงดาว) ตัวเรือน Breguet Gold ขนาด 38 มม. จับคู่สายจระเข้สีนํ้าเงิน ผลิตจำนวนจำกัด 50 เรือน


Reine de Naples 9935 & 8925

คอลเลกชัน Reine de Naples ได้แรงบันดาลใจจากเรือนเวลาที่สร้างขึ้นระหว่างปี 1810-1812 เพื่อถวาย Caroline Murat พระขนิษฐาของจักรพรรดินโปเลียนที่ 1 ซึ่งถือเป็นนาฬิกาข้อมือเรือนแรกของโลก ตัวเรือนรูปทรงรีอันเป็นเอกลักษณ์ถูกถ่ายทอดสู่เวอร์ชันร่วมสมัย Reine de Naples 9935 เป็นนาฬิกาสตรี

ที่รุ่น Moon Phase ถูกนำเสนอโดยไม่มีเข็มบอกพลังงานสำรอง เพื่อให้หน้าปัดเน้นฟังก์ชันสำคัญ ได้แก่ ชั่วโมง นาที วินาทีแบบ Small Seconds และ Moon Phase ที่ขยายรายละเอียดให้เด่นยิ่งขึ้น ส่วน Reine de Naples 8925 เน้นการแสดงผลชั่วโมงและนาที ขอบตัวเรือนประดับเพชร 41 เม็ด จับคู่สายทอง Breguet Gold พร้อมข้อต่อบริเวณตัวเรือนทรงกลม และใช้เทคนิค snow-setting เป็นครั้งแรก

Classique 7235
Classique 7225

Classique 7235 & 7225

Classique 7235 คือการคารวะแก่ผลงานก่อตั้งของ Breguet นาฬิกาพกหมายเลข 5 ปี 1794 ซึ่งถูกส่งมอบให้ François Jourgnac Saint-Méard โดดเด่นด้วยดีไซน์ไม่สมมาตรแต่เปี่ยมเสน่ห์ รุ่นใหม่ย่อสัดส่วนสู่ตัวเรือน 39 มม. พร้อมยกระดับงานขัดแต่ง ทำงานด้วย Calibre 502.3.DRL สำรองพลังงาน 45 ชั่วโมง ส่วน Classique 7225 มองสู่อนาคต โดยอ้างอิง Breguet No. 1176 พร้อมยกระดับความเที่ยงตรงด้วยกลไกความถี่สูง 10 Hz (72,000 ครั้งต่อชั่วโมง) Calibre 74SC ใช้ระบบแม่เหล็กจัดการแรงเสียดทาน ทำให้เดินได้อย่างเสถียร

Marine Hora Mundi 5555

Hora Mundi มาจากภาษาลาติน แปลว่า World Time ใช้กับนาฬิกาฟังก์ชันไทม์โซนของ Breguet ตั้งแต่ทศวรรษ 1990 รุ่นนี้ตกแต่งหน้าปัดเป็นแผนที่โลกด้วยการลงยาแบบ Grand Feu ซ้อนด้วยแผ่นแซฟไฟร์บางที่วาดภาพทวีปด้วยงานลงยาขนาดจิ๋ว และแต้มจุดเรืองแสง ‘Phosphorescent’ ที่เปล่งแสงสีฟ้าในความมืด ระบบกลางวัน-กลางคืนแสดงด้วยดิสก์หมุนที่ตกแต่งลาย Sunburst สำหรับดวงอาทิตย์ และจันทร์เสี้ยวสำหรับเวลากลางคืน

วันที่อ่านค่าผ่านกรอบหน้าต่างทรงเหลี่ยมโค้งใต้ตำแหน่ง 12 นาฬิกา ชื่อเมืองแสดงด้วยตัวอักษรสีขาวบนพื้นนํ้าเงิน ยกเว้น Vallée de Joux ที่เป็นสีแดง ตัวเรือนขนาด 43.9 มม. กลไกอัตโนมัติอินเฮาส์ Cal. 77F1 สำรองพลังงาน 55 ชั่วโมง

อ่านบทความเพิ่มเติมได้ที่:

ไขปริศนาศาสตร์แห่งการผลิตนาฬิกายุคโบราณผ่านโปรเจ็กต์ Naissance d’une Montre ครั้งล่าสุดของ Ferdinand Berthoud
The Game Changers – ว่าด้วยนาฬิกาที่สร้างแรงกระเพื่อมในวงการนาฬิกาและนำพาศาสตร์แห่งการบอกเวลาเข้าสู่ยุคสมัยใหม่
The Revolutionary List: 26 ผู้นำที่สร้างแรงบันดาลใจ – ฟรองซัวส์-โปล จูร์น (François-Paul Journe)

ทำความรู้จัก Dennison นาฬิกาหน้าปัดหิน ราคาเข้าถึงง่าย ที่คว้ารางวัลจากเวที GPHG ครั้งล่าสุด

นอกจากนาฬิกาหน้าปัดหินอันโดดเด่น Dennison ยังมีประวัติศาสตร์ยาวนานและน่าสนใจไม่น้อย

ถ้าจะให้ยกตัวอย่างนาฬิกาที่ดึงดูดสายตาเราได้ด้วยดีไซน์เรียบนิ่งแต่มีเสน่ห์ล้นเหลือ นาฬิกาหน้าปัดหินจาก Dennison แบรนด์นาฬิกาลูกครึ่งอังกฤษ-อเมริกัน เป็นหนึ่งในตัวเลือกที่ผุดขึ้นมาในความคิด มากไปกว่าเส้นสายเรียบเท่และหรูหรา ราคาของ Dennison นั้นแสนจะเป็นมิตรต่อผู้ที่กำลังมองหานาฬิกาเรือนแรกของปี ประกอบกับรางวัล Challenge Watch Prize จากเวที GPHG ที่นาฬิกา ALD รุ่น Natural Stone Tiger Eye คว้ามาครองได้สำเร็จยิ่งการันตีความน่าเชื่อถือในคุณภาพของนาฬิการาคาหลักหมื่นที่น่าจับตามองแบรนด์นี้ เราจึงอยากจะหยิบยกประวัติศาสตร์ของแบรนด์และแนะนำรุ่นที่น่าสนใจให้ผู้ติดตาม Revolution Thailand ได้รู้จักแบรนด์นี้ให้ดียิ่งขึ้น

ตำนานแห่งนาฬิกาสัญชาติอังกฤษ-อเมริกัน

ย้อนกลับไปเมื่อ 175 ปีก่อน  Aaron Lufkin Dennison ผู้ซึ่งได้รับการยกย่องว่าเป็นบิดาแห่งอุตสาหกรรมนาฬิกาอเมริกัน ได้เริ่มก่อตั้งบริษัท Dennison Watch Case Company ขึ้นในสหราชอาณาจักร ซึ่งแน่นอนว่า เป็นบริษัทที่มีความเชี่ยวชาญด้านการผลิตตัวเรือนอย่างสูง ถึงขั้นได้รับความไว้วางใจจากแบรนด์นาฬิกาชั้นนำมากมายให้เป็นผู้ผลิตตัวเรือน ไม่ว่าจะเป็น Omega, IWC, Zenith ไปจนถึง Jaeger-LeCoultre

ด้วยความเชี่ยวชาญดังกล่าวทำให้ Dennison ได้ชื่อว่าเป็นหนึ่งในผู้กำหนดทิศทางนาฬิกาสมัยใหม่ ผ่านการจดสิทธิบัตรและพัฒนาวัสดุโลหะผสมชนิดใหม่ในการผลิตตัวเรือนนาฬิกา มากไปกว่านั้น Dennision ยังได้ก่อตั้ง Waltham แบรนด์นาฬิกาที่มีบทบาทในการวางรากฐานระบบการผลิตนาฬิกาสัญชาติอเมริกัน และมีส่วนส่งเสริมให้อุตสาหกรรมนาฬิกาของอเมริกาแพร่หลายไปทั่วโลกอีกด้วย 

ความเชี่ยวชาญด้านการผลิตตัวเรือนอันเป็นที่ยอมรับไปทั่วโลกของ Dennison ไม่ได้เป็นเพราะสามารถผลิตตัวเรือนได้ตามสเปกที่กำหนดเท่านั้น แต่ความโดดเด่นด้านดีไซน์ของตัวเรือนที่มีความสวยงามเฉพาะตัว ประกอบกับความแม่นยำในการขึ้นรูปโลหะ รวมถึงการถือครองสิทธิบัตรจำนวนมากด้านการออกแบบที่กันน้ำและกันอากาศเข้าได้อย่างสมบูรณ์แบบต่างหากที่สร้างชื่อเสียงให้กับ Dennison ในการเป็นผู้นำด้านการผลิตตัวเรือนแห่งศตวรรษที่ 20 

ชื่อเสียงในด้านการผลิตตัวเรือนของ Dennison ทำให้ทางแบรนด์ได้รับความไว้วางใจจากกองทัพอังกฤษ และยังได้ร่วมพิชิตยอดเขาเอเวอเรสต์ร่วมกับสองนักสำรวจระดับตำนาน Sir Edmund Hillary และ Tenzing Norgay โดยนาฬิกา Smith จำนวน 13 เรือนที่ใช้ตัวเรือน Dennison รุ่น ‘Aquatite’ ได้ร่วมผจญภัยสู่ยอดเขาสูงสุดของโลกในทริปการเดินทางครั้งแรกของยอดนักสำรวจทั้งสอง

ไม่เพียงเท่านั้นนาฬิกาที่เลือกใช้ตัวเรือนผลิตโดย Dennison ยังได้ร่วมทำลายสถิติความเร็วทางอากาศของโลกไปพร้อมกับนาวาอากาศโท Lithgow ในขณะที่่เขาขับเครื่องบิน Supermarine Swift เบื้องหลังภารกิจอันยิ่งใหญ่และท้าทายหลายครั้งจึงมีตัวเรือนจาก Dennison ร่วมเป็นส่วนหนึ่งอยู่เสมอ

ฟื้นคืนสู่ดีไซน์ร่วมสมัยด้วยฝีมือยอดดีไซเนอร์

Emmanuel Gueit

เพื่อเป็นการฟื้นคืนสู่อดีตอันรุ่งโรจน์ในยุค 70s ทาง Dennison ตัดสินใจพลิกโฉมครั้งใหญ่ด้วยการมอบหมายให้ Emmanuel Gueit ดีไซเนอร์นักออกแบบนาฬิกาผู้อยู่เบื้องหลังความสำเร็จของนาฬิการุ่นไอคอนิกหลายต่อหลายรุ่นด้วยกัน อาทิ Rolex Cellini, Harry Winston Z1, Audemars Piguet Royal Oak Offshore เป็นผู้ออกแบบตัวเรือนเรียบง่ายแต่มีเอกลักษณ์ของคอลเลกชัน ALD คอลเลกชันแรกของ Dennison ยุคร่วมสมัย ที่โดดเด่นอย่างเรียบหรูด้วยการจับคู่เส้นสายโค้งมนของตัวเรือนทรงคุชชันเข้ากับความงามตามธรรมชาติของหน้าปัดหิน ซึ่งกลายเป็นที่นิยมในหมู่คนรักนาฬิกาที่มองหานาฬิกาดีไซน์หรูในราคาเข้าถึงได้ง่ายในทันที 

คอลเลกชัน ALD ถูกต่อยอดไปสู่ผลงานที่หลากหลายในเชิงวัสดุ และเทคนิคการรังสรรค์หน้าปัดที่มีความประณีตบรรจงขึ้นตามลำดับ ตัวอย่างที่เห็นได้ชัด คือรุ่น White MOP Ghost หน้าปัดเปลือกหอยมุกออสเตรเลียที่รังสรรค์ขึ้นเป็นลวดลายตารางสี่เหลี่ยมด้วยเทคนิค marquetry ที่บรรจงใช้มือต่อชิ้นส่วนสี่เหลี่ยมเล็กๆ เหลือบประกายสลับกันไปจนเกิดมิติลวงตาอันงดงามบนหน้าปัดสีขาวเหลือบ 

ส่วนในเชิงกลไกและฟังก์ชันที่พัฒนาควบคู่กันกับรูปลักษณ์ที่เริ่มสร้างภาพจดจำในกับ Dennison ในยุคปัจจุบัน คงต้องยกให้กับคอลเลกชัน ALD Dual Time นาฬิกาบอกเวลาสองเขตที่มาพร้อมชุดเข็มบอกชั่วโมงและนาทีสองชุด ที่ปรับตั้งค่าแบบง่ายๆ ด้วยเม็ดมะยมด้านข้างตัวเรือนในแต่ละข้าง และใช้การแบ่งอาณาเขตสองฝั่งได้อย่างงดงามเฉพาะตัว ด้วยการเลือกใช้หน้าปัดหินสองชนิดขีดเส้นแบ่งอาณาเขตกันอย่างชัดเจน ในรุ่นล่าสุด Tiger Eye & Marble และ Bloodstone & Lapis บนตัวเรือนทรงคุชชันขนาด 37 มม. ขับเคลื่อนด้วยกลไก  Swiss Quartz Ronda สองชุด

รางวัลอันทรงเกียรติ

ด้วยคุณสมบัติอันเพียบพร้อมของ Dennison ในฐานะนาฬิกาคุณภาพสูง ราคาเป็นมิตร จึงไม่น่าแปลกใจเลยที่บนเวที GPHG ครั้งที่ผ่านมานาฬิกาคอลเลกชัน ALD รุ่น  Natural Stone Tiger Eye In Gold ราคา 600 ฟรังก์สวิส คว้ารางวัลในสาขา Challenge Watch Prize ไปครองได้สำเร็จ ซึ่งรางวัลสาขาดังกล่าวเป็นรางวัลที่มอบให้นาฬิการาคาต่ำกว่า 3,000 ฟรังก์สวิส

โดยในสาขานี้ยังอนุญาตให้สมาร์ทโฟนเข้าชิงรางวัลสุดท้าทายนี้ได้ด้วย การที่นาฬิกาหน้าปัดไทเกอร์อายรุ่นนี้คว้ารางวัลที่มีผู้ท้าชิงหลากหลายมาได้สำเร็จ จึงนับว่าเป็นเรื่องที่น่ายกย่อง และเป็นการเปิดโอกาสให้คนที่กำลังมองหานาฬิกาคุณภาพดีไม่ลังเลในการตัดสินใจเป็นเจ้าของนาฬิกาที่ชื่อแบรนด์อาจจะไม่ได้สะดุดหู หรือรูปลักษณ์เป็นที่คุ้นตาของคนทั่วไปนัก 

แต่สำหรับคนที่ติดตามวงการนาฬิกาอย่างใกล้ชิดแล้ว นาฬิกา Dennison ที่มีประวัติศาสตร์ยาวนาน ออกแบบโดยสุดยอดดีไซเนอร์ แถมยังมีรางวัลจากเวทีอันทรงเกียรติเป็นเครื่องการันตีการได้เป็นเจ้าของนาฬิกาแบรนด์นี้จึงนับเป็นการเริ่มต้นที่น่าสนใจ และชั่วโมงนี้หากใครลองคลิกเข้าไปดูในเว็บไซต์ของแบรนด์ Dennison ก็จะพบว่า นาฬิกาหลายรุ่น sold out ไปเรียบร้อยแล้ว 

ถ้าหากใครกำลังคิดจะซื้อนาฬิกาเรือนแรกของปี หรือเรือนแรกในชีวิตลองเก็บชื่อ Dennison ไว้ใน wishlist ก็ไม่เสียหาย   

อ่านบทความเพิ่มเติมได้ที่:
The Game Changers – ว่าด้วยนาฬิกาที่สร้างแรงกระเพื่อมในวงการนาฬิกาและนำพาศาสตร์แห่งการบอกเวลาเข้าสู่ยุคสมัยใหม่

นาฬิกาปีนักษัตร Piaget Altiplano Zodiac Horse Edition อาชาแห่งสรวงสวรรค์บนเรือนเวลาชั้นสูง

เฉลิมฉลองช่วงเวลาแห่งความสุขผ่านเรือนเวลา Blancpain รุ่นไอคอนิกที่ Revolution คัดสรรมาเพื่อคนที่คุณรัก

ครั้งแรกของโลก Blancpain เผยโฉมผลงานล่าสุด Grande Double Sonnerie นาฬิกากลไกที่ใช้เสียงถึงสี่โน้ต

Blancpain Grande Double Sonnerie ยังสามารถเลือกได้สองทำนองเสียงด้วยปุ่มกดบนตัวเรือนอีกด้วย

เคยได้ยินคำคมที่ว่า ไม่มีอะไรจะเกินความสามารถของมนุษย์ กันไหม… 

ตอนที่ได้เดินทางร่วมทริปแห่งความลับไปสัมผัสกับผลงานระดับมาสเตอร์พีซชิ้นใหม่จาก Blancpain ถึงที่เมืองเลอ บราซูส์ ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ 
ฉันคิดถึงคำนี้ ผลงานที่เรียกได้ว่าเป็น ‘การเปิดขอบฟ้าใหม่’ ให้กับโลกของนาฬิกาในระดับ Grand Complication เป็นอะไรที่ใหม่มากเลยทีเดียว

หลายคนอาจจะทราบว่า Marc A. Hayek ประธานและซีอีโอของ Blancpain มักคิดอะไรนอกกรอบอยู่แล้ว และเมื่อเขามีดำริว่าจะสร้างนาฬิกาคอมพลิเคชัน grande sonnerie เขาตั้งใจว่าต้องออกมาไม่เหมือนใคร เพราะอยากรู้ว่านาฬิกาตีบอกเวลาที่เราสวมไว้บนข้อมือจะพัฒนาไปขนาดไหนได้บ้าง

“ผมต้องการสร้าง Grande Sonnerie ที่เจ้าของสามารถสวมใส่ได้จริง ไม่ใช่เพียงเรือนเวลาที่จะถูกเก็บไว้ในตู้เซฟ” และยังต้อง “ทำให้ผู้สวมใส่ยิ้มทุกครั้งที่ได้ยินเสียงของมัน ซึ่งเป็นเสียงที่ปลุกเร้าอารมณ์อย่างแท้จริง”

Marc A. Hayek ประธานและซีอีโอของ Blancpain

ผลลัพธ์ที่ได้ก็คือนาฬิกา Grande Double Sonnerie ซึ่งถือเป็นการมาบรรจบกันของสุดยอดความซับซ้อน โดยเป็นนาฬิการุ่นแรกของโลก ที่บรรเลงทำนองได้สองแบบ (dual melody) แทนที่จะเป็นแบบเดียวเหมือนทั่วไป ทั้งยังผนวกกลไก petite sonnerie, minute repeater รวมถึง flying tourbillon และ Retrograde Perpetual Calendar ไว้ในเรือนเดียว ตอกยํ้าประวัติศาสตร์ของแบรนด์ซึ่งเชี่ยวชาญการผลิตนาฬิกากลไกระดับ grand complication มาตั้งแต่แรกเริ่มด้วย

Blancpain Grande Double Sonnerie
Marc A. Hayek และ Eric Singer

Marc A. Hayek ให้สัมภาษณ์ว่า “ปกติแล้ว กลไก grande sonnerie ส่วนใหญ่มักพัฒนาร่วมกับช่างนาฬิกาอิสระ แต่สำหรับผลงานนี้เป็นชิ้นแรกของเราที่พัฒนาโดยทีมงานภายในอย่างแท้จริง และนั่นคือส่วนที่สนุกที่สุด คุณได้เริ่มจากศูนย์ เห็นทุกอย่างก่อรูปขึ้นต่อหน้าต่อตา และทั้งหมดนี้เกิดจากทีมงานและบุคลิกเฉพาะของแต่ละคน เพราะงานแบบนี้ไม่ใช่ผลงานของคนเพียงคนเดียวเลยจริงๆ เราอยากพิสูจน์ว่าเราสามารถสร้างสิ่งที่ท้าทายเช่นนี้ได้ด้วยตนเอง และเราก็ทำได้สำเร็จ” 

กำเนิดเสียงอันไพเราะ

“การฟังเสียง sonnerie ก็เปรียบเสมือนการลิ้มรสไวน์ที่ยอดเยี่ยม มันไม่ใช่เพียงเรื่องของความดัง แต่คือความใส ความก้องกังวาน ความยาวนานของเสียง และความละเมียดละไมของโทนเสียง”

Marc A. Hayek

แม้ว่า Grande Sonnerie หรือราชินีแห่งกลไกนาฬิกาจะเป็นหนึ่งในสุดยอด grand complication ที่ท้าทายด้วยตัวมันเองอยู่แล้วแต่สิ่งที่ Marc A. Hayek ปรารถนานั้นก็ยิ่งทำให้มันยิ่งใหญ่กว่าเดิม ในช่วงเดือนพฤศจิกายน สื่อมวลชนสายนาฬิกาจึงได้เดินทางมายังสำนักงานและเวิร์กช็อปของ Blancpain ที่ตั้งอยู่ในเมืองเลอ บราซูส์ ในแคว้น Vallée de Joux ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ สถานที่ที่ประวัติศาสตร์หน้าแรกของแบรนด์ได้เริ่มต้นขึ้น ไม่เพียงเท่านั้น ทางแบรนด์ถึงกับจำลองห้องปฏิบัติการลับในเมือง Le Sentier มาไว้ที่นี่ชั่วคราวเพื่อให้เราได้เข้าใจกำเนิดและความท้าทายของนาฬิกาสุดพิเศษนี้ที่ใช้เวลาในการพัฒนานาน 8 ปี 

ขอเท้าความถึงฟังก์ชันตีบอกเวลาสักเล็กน้อย ก่อนปี 1992 ยังไม่มีนาฬิกาข้อมือเรือนใดที่ทำงานด้วยกลไก grande sonnerie มีแค่เพียง minute repeater ซึ่งจะตีบอกเวลาเมื่อเจ้าของต้องการเท่านั้น โดยเสียงที่ได้จะเกิดจากการผสมผสานของสองโน้ตเสียง หนึ่งสูง และหนึ่งต่ำ ส่วน grande sonnerie และ petite sonnerie จะตีบอกเวลาโดยอัตโนมัติในขณะที่เวลาหมุนไป กลไก grande sonnerie คือระบบที่ตีบอกชั่วโมงทุกชั่วโมง และในทุกไตรมาสชั่วโมงจะตีบอกทั้งชั่วโมงและไตรมาสนั้นด้วย ส่วน petite sonnerie นั้นแบ่งได้เป็นสองรูปแบบ แบบพื้นฐานจะตีบอกเวลาเฉพาะชั่วโมง โดยไม่ตีในแต่ละไตรมาส ส่วนแบบที่ซับซ้อนกว่าจะตีบอกทั้งชั่วโมงและไตรมาส แต่ไม่ซ้ำชั่วโมงในแต่ละครั้ง

นาฬิกาข้อมือ grande sonnerie รุ่นแรกของโลกใช้หลักการตีบอกเวลาแบบสองเสียง ซึ่งเป็นแบบเดียวกับนาฬิกา minute repeater ส่วนใหญ่ โดยจะตีเสียงต่ำเพื่อบอกชั่วโมง เสียงสูงเพื่อบอกนาที และเสียงผสมของทั้งสองเพื่อบอกไตรมาส ซึ่งใช้กันในนาฬิกาประเภทนี้แทบทุกรุ่น แนวทางนี้ได้กลายเป็นรูปแบบหลักที่ใช้สืบต่อกันมาในกลไก grande sonnerie แทบทุกรุ่นทั่วโลก 

แต่สำหรับ Grande Double Sonnerie เกิดจากความตั้งใจเปลี่ยนเสียงบอกเวลาให้กลายเป็นท่วงทำนองดนตรี อย่างแท้จริง เริ่มจากการเพิ่มโน้ตเป็น 4 ตัว ได้แก่ มี โซล ฟา ที ซึ่งเพิ่มระดับความซับซ้อนของกลไกขึ้นเป็นสองเท่า เนื่องจากต้องใช้ค้อนตีสี่ตัวแยกกัน และยังต้องทำให้แต่ละโน้ตต้องมีระดับเสียงที่แม่นยำสมบูรณ์แบบเพื่อให้สามารถบรรเลงร่วมกันได้อย่างไพเราะ

ทางช่างประดิษฐ์นาฬิกาของ Blancpain ได้มีการใช้เทคโนโลยีเลเซอร์ความละเอียดสูงเข้ามาใช้ตรวจวัดความถี่ของการสั่นสะเทือนของค้อนเพื่อทดสอบและปรับแต่งจนแต่ละโน้ตทั้งสี่ และ Blancpain ยังได้พัฒนา regulator แบบแม่เหล็กที่ได้รับการจดสิทธิบัตรเพื่อรักษาจังหวะการบรรเลงให้สม่ำเสมอ ซึ่งจะทำงานอย่างเงียบสนิท ปราศจากเสียงกลไกที่จะรบกวนการตีบอกเวลา ในการสร้างทำนองดนตรี ต้องมีการวัดระยะห่างระหว่างแต่ละโน้ตทั้งสี่ตัวโน้ตด้วยความแม่นยำทางวิทยาศาสตร์ ภายในห้องปฏิบัติการของ Blancpain ทีมวิศวกรได้ให้ข้อมูลการวิเคราะห์และข้อมูลทางเทคนิคแก่เหล่าช่างประดิษฐ์นาฬิกาชั้นครูซึ่งใช้ทักษะความรู้แบบดั้งเดิมในการปรับแต่งฟันเฟืองในกลไก sonnerie ในระดับไมครอน

การสอดประสานการทำงานกันระหว่างการใช้เทคโนโลยีขั้นสูงกับทักษะงานฝีมือนี้ก็เพื่อทำให้จังหวะของเสียงคงที่สมบูรณ์ ในความคลาดเคลื่อนไม่เกินหนึ่งในสิบของวินาทีเท่านั้น และเพื่อบรรลุคุณภาพเสียงลุ่มลึก ยังมีการติดตั้ง sounding ring ทองคำ ซึ่งจากการค้นคว้าวิจัย เป็นวัสดุที่ให้เสียงที่มีคุณภาพอะคูสติกดีที่สุด และทีมออกแบบของ Blancpain ได้สร้างสรรค์ acoustic membrane ทองคำ ฝังภายในขอบตัวเรือน ซึ่งช่วยส่งผ่านและขยายเสียงจากกลไกออกสู่บรรยากาศภายนอกอย่างเป็นธรรมชาติ 

Blancpain Grande Double Sonnerie

บทเพลงอันเป็นเอกสิทธิ์ 

นอกจาก Grande Double Sonnerie ของ Blancpain จะบรรเลงบอกชั่วโมงก่อนจะต่อด้วยสี่ไตรมาสเต็มรูปแบบแล้ว ยังสามารถเลือกได้สองทำนองเสียงด้วยปุ่มกดบนตัวเรือน ได้แก่ ทำนองคลาสสิก Westminster chime แบบสี่โน้ต และบทเพลงต้นฉบับของ Blancpain ซึ่งระบุผ่านตัวบ่งชี้บนหน้าปัด คือ W สำหรับเสียง Westminster chime และ B สำหรับทำนอง Blancpain โดย Grande Double Sonnerie ใช้ quarter racks สองชุดสำหรับแต่ละทำนอง วางซ้อนกันเป็นชั้นบน-ล่าง พร้อมด้วย column wheel ที่ทำหน้าที่สลับการทำงานระหว่างสองทำนองนี้ โดยเลือกเชื่อมต่อหรือแยกการทำงานของแต่ละชุดตามต้องการ

Blancpain Grande Double Sonnerie

สำหรับ Westminster chime เป็นที่คุ้นเคยกันดีอยู่แล้ว เพราะเป็นทำนองเดียวกับที่ใช้แสดงเวลาของหอนาฬิกา Big Ben และสำหรับท่วงทำนองของ Blancpain นั้นประพันธ์ขึ้นมาใหม่โดยนักดนตรีชื่อดัง Eric Singer มือกลองของ KISS วงร็อกระดับตำนาน แถมเขายังเป็นนักสะสมนาฬิกาตัวยง และเป็นเพื่อนสนิทของ Marc A. Hayek  ด้วย โดยในระหว่างกระบวนการประพันธ์ Singer ได้ร่วมงานอย่างใกล้ชิดกับเพื่อนสนิทและคีย์บอร์ดชื่อดังระดับโลก Derek Sherinian ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการเติมเต็มมิติทางดนตรีและความกลมกลืนของบทเพลง “ตอนทีม Blancpain ส่งสเปกทางเทคนิคของนาฬิกามาให้ ผมไม่เข้าใจเลยสักคำเดียว!”

Singer กล่าวติดตลก “สิ่งที่ท้าทายที่สุดจริงๆ คือการที่เรามีโน้ตเพียงสี่เสียงให้ใช้ สิ่งนี้อาจจะฟังดูเยอะสำหรับนาฬิกา แต่สำหรับนักดนตรีนั่นคือข้อจำกัดมหาศาล การเปลี่ยนข้อจำกัดให้กลายเป็นบทเพลงนั้นเป็นดั่งปริศนาอย่างแท้จริง และในขณะเดียวกันก็เป็นสิ่งที่ทำให้การร่วมงานของผมกับ Derek เต็มไปด้วยเสน่ห์อย่างยิ่ง”

Marc A. Hayek เล่าว่า “ผมรู้ว่า Eric เป็นนักสะสมนาฬิกาตัวยง ผมเลยถามเขาว่า สนุกไหมกับการทำงานนี้ การได้พัฒนาอะไรเจ๋งๆ แบบนี้ เพราะความสนุก มันคือจุดตั้งต้น ไม่ใช่ผลลัพธ์สุดท้าย แน่นอนว่าผมดีใจกับผลลัพธ์มาก แม้มันจะเป็นโจทย์ยาก เพราะเราต้องการอะไรใหม่ๆ คุณจะพบดนตรีแนวคอนเซ็ปต์สี่โทนมากมาย แต่สุดท้าย…คุณต้องอยากฟังมันจริงๆ นั่นแหละคือหัวใจ”

ที่สุดของความซับซ้อน

นอกจากการแสดงเวลาด้วยท่วงทำนองแล้ว Grande Double Sonnerie  ยังมีคอมพลิเคชันปฏิทินถาวรแบบ retrograde ซึ่งได้รับการออกแบบโครงสร้างใหม่ทั้งหมด และรวมเข้ากับกลไกหลักอย่างสมบูรณ์ มาพร้อมระบบปุ่มปรับใต้ขาตัวเรือนที่จดสิทธิบัตรเฉพาะของ Blancpain ซึ่งได้รับการออกแบบใหม่ให้สามารถปรับค่าได้ง่ายด้วยปลายนิ้วโดยไม่ต้องใช้อุปกรณ์เสริมใดๆ รวมถึง flying tourbillon อันเป็นเอกลักษณ์ของ Blancpain ที่มีขึ้นเป็นครั้งแรกของโลกและเปิดตัวในปี 1989

โดยได้รับการพัฒนาใหม่ด้วยซิลิคอนบาลานซ์สปริง และที่สำคัญ นาฬิการุ่นนี้ทำงานด้วยความถี่ระดับ 4 เฮิรตซ์ และยังติดตั้งระบบป้องกันความเสียหายจำนวน 5 ระบบภายในกลไก เพื่อป้องกันความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นจากการปรับตั้งที่ไม่ถูกต้อง 

Blancpain Grande Double Sonnerie

ผลงานนี้ยังได้ชื่อว่าเป็นนาฬิกาที่ซับซ้อนที่สุดในประวัติศาสตร์ของ Blancpain ประกอบด้วยแบบร่างทางเทคนิคกว่า 1,200 แบบ สิทธิบัตรที่พัฒนาขึ้นระหว่างการสร้างสรรค์จำนวน 21 ฉบับ (ซึ่ง 13 ฉบับ ถูกนำมาใช้ในกลไกจริง) ชิ้นส่วนสำหรับกลไก 1,053 ชิ้น จากทั้งหมด 1,116 ชิ้น โดยทุกชิ้นส่วนได้รับการออกแบบ ผลิต ประกอบ และขัดแต่งภายในโรงงานของ Blancpain 

ความประณีตระดับสูง

นอกจากความสลับซับซ้อนทางเทคนิคแล้ว สิ่งหนึ่งที่เป็นขนบของนาฬิกาชั้นสูงก็คือความประณีตละเอียดอ่อน โดย Blancpain มีเวิร์กช็อปสำหรับการขัดแต่งกลไกระดับสูงโดยเฉพาะที่เลอ บราซูส์ ซึ่งรวบรวมงานตกแต่งและเทคนิคแบบดั้งเดิมจากเหล่าบรรดาช่างฝีมือผู้เปี่ยมด้วยประสบการณ์และความประณีตสูงสุด ไม่ว่าจะเป็นเทคนิค anglage, perlage, mirror polishing, diamond milling และ straight graining 

แท่นเครื่องและสะพานจักรของ Grande Double Sonnerie สร้างสรรค์จากทองคำ 18 กะรัต มอบโทนสีที่อบอุ่นเฉพาะตัวให้กับกลไกของนาฬิกา พื้นผิวที่ผ่านการขัดเงาด้วยมือ งานตกแต่งอันละเอียดประณีตไม่ได้จำกัดอยู่เพียงบนพื้นผิวที่สามารถมองเห็นได้จากหน้าปัดแบบเปิดหรือฝาหลังใสเท่านั้น แต่ยังครอบคลุมถึงทุกๆ ด้านของชิ้นส่วน ซึ่งรวมถึงมุมภายใน 135 มุม ที่ถูกรังสรรค์ขึ้นด้วยมือบนชิ้นส่วนของกลไก เริ่มจากการแกะสลักขอบ ตามด้วยการขัดเงาด้วยไม้และผงขัดละเอียดหลายระดับ ก่อนจะจบขั้นตอนสุดท้ายด้วยการขัดด้วยก้านไม้ Gentian ซึ่งขึ้นเองตามธรรมชาติในหุบเขาวัลเล เดอ ฌูซ์

มีเพียง Romain และ Yoann ช่างนาฬิกาสองคนซึ่งร่วมงานกับ Blancpain มายาวนานกว่าหนึ่งทศวรรษ  รับหน้าที่ประกอบกลไก Grande Double Sonnerie ให้มีชีวิตขึ้นมาได้จริงๆ ซึ่งสิ่งที่ทั้งคู่เผชิญนั้นซับซ้อนเกินกว่าความท้าทายของ minute repeater ทั่วไปอย่างเทียบไม่ได้ และยังต้องการความแม่นยำในระดับสูงสุด ทั้งในเรื่องของระดับเสียงที่ต้องเที่ยงตรงทุกโน้ต และจังหวะที่ต้องสมบูรณ์แบบอย่างไม่ผิดเพี้ยน

ยิ่งไปกว่านั้น โครงสร้างของกลไกไขลาน 15GSQ ซึ่งมีชิ้นส่วนนับ 1,000 ชิ้น ยังมีความซับซ้อนอย่างยิ่ง  เนื่องจากองค์ประกอบทั้งหมดถูกรวมอยู่บนแท่นเครื่องเพียงชิ้นเดียวซึ่งแตกต่างจาก grand complication อื่นๆ โดยแต่ละเรือนจะใช้เวลาในการประดิษฐ์เกือบ 12 เดือนเต็ม และจะถูกประกอบขึ้นอย่างพิถีพิถันตั้งแต่ต้นจนจบโดยช่างเพียงคนเดียว ซึ่งนั่นหมายความว่าสามารถผลิตได้เพียงปีละ 2 เรือนเท่านั้น และทั้งสองสลักลายมือชื่อของตนเองไว้ด้านหลังของเพลต Blancpain ทองคำ ก่อนจะติดลงบนกลไกที่พวกเขาได้รังสรรค์ขึ้นมา

Blancpain Grande Double Sonnerie

Grande Double Sonnerie มาพร้อมตัวเรือนขนาด 47 มม. จับคู่มากับตัวเรือนเรดโกลด์ 18K หรือไวท์โกลด์ 18K บอกเวลาใช้เข็มชั่วโมง-นาทีทรงใบไผ่ ขณะที่เข็มปฏิทินขนาดเล็กทั้ง 3 เป็นทรงบาตองตัดปลายคม จับคู่กับสายหนังจระเข้ซึ่งเลือกสีได้ บรรจุในกล่องที่สร้างขึ้นจากไม้ในป่าริซูด์แห่งวัลเล เดอ ฌูซ์ ซึ่งเป็นไม้สปรูซอายุหลายร้อยปี อันเป็นชนิดไม้ที่ช่างทำเครื่องดนตรีบอกว่าให้คุณภาพเสียงก้องสะท้อนแสนไพเราะ เพื่อเป็นการเชื่อมโยงนาฬิการุ่นนี้กับพื้นที่หุบเขาอันเป็นถิ่นที่ตั้งของ Blancpain 

“ช่วงแรกของกระบวนการ สิ่งที่ดึงดูดผมคือความมหัศจรรย์ของวิศวกรรม ความแม่นยำ และเทคนิค แต่เมื่อมันค่อยๆ ถูกนำมาตกแต่ง นั่นแหละครับ คือจุดที่งานกลายเป็นศิลปะ” Marc A. Hayek เล่า

“มันมีจิตวิญญาณของมันเอง และบุคลิกของมันเอง แน่นอนว่าในแต่ละเรือนจะมีความแตกต่างเล็กๆ น้อยๆ อยู่เสมอ ซึ่งสำหรับผม นั่นแหละครับคือสิ่งที่เราต้องรักษาไว้ เพราะต่อให้ใช้เทคโนโลยีที่ผลิตซ้ำได้แม่นยำแค่ไหนมันก็ไม่ใช่ศิลปะ”   

อ่านบทความเพิ่มเติมได้ที่:

ไขปริศนาศาสตร์แห่งการผลิตนาฬิกายุคโบราณผ่านโปรเจ็กต์ Naissance d’une Montre ครั้งล่าสุดของ Ferdinand Berthoud
เฉลิมฉลองช่วงเวลาแห่งความสุขผ่านเรือนเวลา Blancpain รุ่นไอคอนิกที่ Revolution คัดสรรมาเพื่อคนที่คุณรัก
The Revolutionary List: 30 นาฬิกาผู้บุกเบิก – The Laurent Ferrier Galet Classic Tourbillon Double Spiral

The Game Changers – ว่าด้วยนาฬิกาที่สร้างแรงกระเพื่อมในวงการนาฬิกาและนำพาศาสตร์แห่งการบอกเวลาเข้าสู่ยุคสมัยใหม่

นาฬิกาที่มีบทบาทในการพลิกวงการนาฬิกาในยุคสมัยต่างๆ

นาฬิกา Santos de Cartier รุ่นล่าสุดที่ต่อยอดมาจากนาฬิกานักบินทรงเหลี่ยมรุ่นแรก

นับตั้งแต่เมื่อราว 3,500 ปีก่อน ที่มนุษย์รู้จักการดูเวลาด้วยนาฬิกาแสงอาทิตย์ ด้วยการสังเกตเงาของเสาหิน Obelisk ไปจนถึงนาฬิกากลไกไขลานอัตโนมัติเรือนแรกที่ยังคงเป็นที่ถกเถียงกันว่า ใครกันแน่เป็นผู้คิดค้นกลไกที่สะสมพลังงานได้จากการเคลื่อนไหวข้อมือ 
แต่หากไม่ต้องย้อนเวลาไปไกลถึงเพียงนั้น นาฬิการ่วมสมัยรุ่นใดบ้างที่มีส่วนในการพลิกโฉมหน้าอุตสาหกรรมนาฬิกา เท่าที่เรารวบรวมข้อมูลจากหลายแหล่งที่มาพบว่า นาฬิกาเหล่านี้น่าจะมีบทบาทในการเปลี่ยนแปลงวงการนาฬิกาไม่น้อยเลยทีเดียว 

Cartier Santos Dumont – The Shape Changer


ตั้งแต่เมื่อไรกันที่เรารู้จักนาฬิกา
ข้อมือตัวเรือนทรงเหลี่ยม ถ้ายังไม่ทันได้กูเกิลดู (หรือจะเลือกใช้ AI ตัวอื่นที่เฉลียวฉลาดมากกว่านั้นก็สุดแล้วแต่) ภาพแรกที่ลอยเข้ามาในหัวก็คือนาฬิกาเรือนเหลี่ยมทั้งหลายภายใต้แบรนด์ Cartier ที่หลายรุ่นได้ขึ้นแท่นนาฬิการะดับไอคอนที่คลาสสิกตลอดกาล แต่หลังจากกลับไปค้นคว้าจากแหล่งข้อมูลที่เชื่อถือได้หลายแหล่งเราก็พบว่า Cartier Santos-Dumont คือนาฬิกาเรือนเหลี่ยมเรือนแรกที่เข้ามาปฏิวัติวงการนาฬิกาด้วยรูปทรงที่ไม่เหมือนใคร และยังเป็นนาฬิกาสำหรับนักบินรุ่นแรกอีกด้วย

Santos-Dumont เป็นนาฬิกาข้อมือทรงเหลี่ยมที่ Louis Cartier คิดค้นมาให้ Alberto Santos-Dumont เพื่อนชาวบราซิลผู้บุกเบิกนวัตกรรมการบิน เขามอบนาฬิกาเรือนเหลี่ยมนี้ให้กับ Dumont เพื่อสวมใส่บนข้อมือระหว่างขับเครื่องบินระยะสั้นๆ ในสมัยนั้น สุภาพบุรุษส่วนใหญ่ยังนิยมพกนาฬิกาพกในกระเป๋าเสื้อ การนำนาฬิกาทรงเหลี่ยมมาไว้บนข้อมือจึงกลายเป็นเรื่องใหม่ทั้งในเชิงของดีไซน์ที่แปลกตาและการใช้สอยที่สะดวกคล่องตัวยิ่งขึ้น 

ด้วยเอกลักษณ์ของนาฬิกาทรงเหลี่ยมที่ตัวเรือนและขานาฬิกาเชื่อมต่อเป็นหนึ่งเดียว ขอบมุมของตัวเรือนทรงเหลี่ยมออกแบบให้โค้งมนเล็กน้อยทำให้ Santos รับกับสรีระข้อมือได้อย่างลงตัว และด้วยดีไซน์ที่แตกต่างและฟังก์ชันการใช้งานที่ลงตัวทำให้นาฬิกาทรงเหลี่ยมรุ่นนี้ได้ถูกนำมาต่อยอด และแตกแขนงออกเป็นนาฬิกาทรงเหลี่ยมรุ่นต่างๆ ของ Cartier ได้แก่ Tonneau และ Tank ที่กลายเป็นนาฬิการะดับไอคอนิกที่ได้รับการยอมรับจากเซเลบริตี้ในแวดวงต่างๆ ตั้งแต่ดาราภาพยนตร์ ศิลปินระดับโลก ไปจนถึงสมาชิกราชวงศ์เลยทีเดียว จึงอาจกล่าวได้ว่า Santos-Dumont ได้เป็นจุดเริ่มต้นของการสร้างสรรค์รูปทรงที่แตกต่างในการบอกเวลาผ่านการก้าวออกจากกรอบทรงกลมสู่กรอบทรงเหลี่ยมที่ต่อยอดความคิดสร้างสรรค์ได้ไม่รู้จบ

Audemars Piguet Royal Oak – Sport Luxe Wave

นาฬิกา Royal Oak รุ่นแรก

จริงอยู่ว่า ดีไซน์ของ Royal Oak นั้นเมื่อใช้มาตรฐานของยุค 2025 มาวัด มันขึ้นแท่นนาฬิกาหน้าตาคลาสสิกไปเรียบร้อยแล้ว แต่ในยุค ’70s ไม่เคยมีนาฬิกาสปอร์ตตัวเรือนสตีลกันน้ำได้ในลุคโก้หรูในรูปแบบนี้มาก่อน การถือกำเนิดของ Audemars Piguet ในยุคนั้นจึงถือว่าเป็นนาฬิกาสไตล์ sport luxe ที่ลือลั่นสั่นสะเทือนวงการ และกลายเป็นโมเดลระดับไอคอนที่ยังคงไม่เสื่อมคลายความนิยมจวบจนถึงปัจจุบัน

ความอมตะของ Royal Oak นั้นลำดับแรกคงต้องยกความดีความชอบให้กับ Gérald Genta ดีไซเนอร์นักออกแบบนาฬิกาผู้อยู่เบื้องหลังนาฬิการะดับไอคอนหลายรุ่นด้วยกัน ซึ่งปฏิเสธไม่ได้เลยว่า Royal Oak คือหนึ่งในผลงานชั้นยอดที่ทำให้ประวัติศาสตร์วงการนาฬิกาต้องจารึกชื่อของเขาไว้ วินาทีพลิกโฉมหน้าวงการนาฬิกาเกิดขึ้นเมื่อ Genta รับสายโทรศัพท์จาก Georges Golay กรรมการผู้จัดการแบรนด์ ณ ช่วงเวลานั้น ขอร้องให้เขาช่วยออกแบบนาฬิกาสปอร์ตตัวเรือนสตีลที่ไม่เคยมีใครทำมาก่อน และขอภาพสเก็ตช์ด่วนภายในวันพรุ่งนี้ 

ผลงานชิ้นเอกที่เกิดขึ้นอย่างเร่งด่วนได้แรงบันดาลใจมาจากหมวกดำน้ำบน Pont de la Machine ในกรุงเจนีวา ที่ผู้ออกแบบประทับใจในสกรูแปดตัวและแผ่นยางซีลกันน้ำจนนำมาออกแบบเป็นตัวเรือนสตีลทรง tonneau พร้อมขอบตัวเรือนทรงแปดเหลี่ยม ทั้งยังออกแบบสายแบบอินทิเกรตข้อกลางเรียวเล็กที่ผลิตได้ยากยิ่ง และไม่เคยมีสายอินทิเกรตรูปแบบนี้มาก่อน

หน้าปัดพร้อมเข็มและหลักชั่วโมงฝังวัสดุเรืองแสง หน้าปัดสีน้ำเงินโคบอลต์แบบซันเบิร์สต์ตกแต่งด้วยเทคนิค guilloché เป็นลวดลาย Clous de Paris พร้อมเอฟเฟ็กต์ไล่เฉดให้ดูมีมิติ ซึ่งกลายเป็นเวอร์ชันแรกของ Royal Oak ไม่เพียงแต่โดดเด่นในเชิงรูปลักษณ์ เพราะในส่วนกลไกของ Royal Oak ก็เลือกสรรกลไกอัตโนมัติพร้อมวันที่ที่มีความบางพิเศษอย่าง คาลิเบอร์ 2121 ที่มีความบางเพียง 3.05 มม. และเส้นผ่านศูนย์กลาง 28 มม. กลไกระดับตำนานนี้ยังถูกขนานนามว่า ‘tracteur’ (รถแทรกเตอร์) ด้วยความทรงพลัง ทนทาน และเชื่อถือได้ 

ความฮือฮาของนาฬิกาสตีลสุดหรูรุ่นนี้ยังอยู่ที่การตั้งราคา ในปี 1972 Royal Oak กำหนดราคาอยู่ที่ 3,300 ฟรังก์สวิส ซึ่งขึ้นชื่อว่าเป็นนาฬิกา
ตัวเรือนสตีลที่ราคาแพงที่สุดในท้องตลาดเลยก็ว่าได้ เมื่อเทียบกับราคา
ตัวเรือนสตีลในสมัยนั้นที่ราคาอยู่ที่ 850 ฟรังก์สวิสเท่านั้น ซึ่งเหตุผลที่สามารถทำราคาสูงกว่าใครเพื่อนแต่ยังคงเป็นที่ต้องการสูง ย่อมอยู่ที่การให้ค่าในงานออกแบบและขั้นตอนการผลิตที่ต้องใช้ความประณีตสูงสุด

และส่วนหนึ่งน่าจะเป็นแท็กไลน์การโฆษณาที่เอเจนซี่โฆษณา Hugo Buchser เลือกจั่วหัวอย่างท้าทายสังคมว่า “อะไรทำให้เหล็กมีค่ามากกว่าทอง?” หรือ “นาฬิกาเหล็กที่แพงที่สุดในโลก” นับเป็นการยกระดับนาฬิกาสปอร์ตหรูที่สร้างกระแสให้หลายแบรนด์หันมายกระดับนาฬิกาสปอร์ตในไลน์การผลิตของตัวเองบ้าง และจนถึงทุกวันนี้นาฬิการุ่น Royal Oak ก็ยังคงอยู่ในระดับท็อปของลิสต์นาฬิกาสปอร์ตหรูที่นักสะสมตามหา    

Seiko Quartz Astron 35SQ – The Quartz Revolution

Seiko Astron 35SQ รุ่นออริจินัลในปี 1969

ถ้าพูดถึงนาฬิกาที่สร้างแรงสั่นสะเทือนหลายริกเตอร์ให้แก่วงการนาฬิกาจักรกล ย่อมหนีไม่พ้นนาฬิกากลไกควอตซ์ ที่เข้ามาพลิกวงการด้วยความเที่ยงตรงและการสะสมพลังงานจากแบตเตอรี่ที่จ่ายพลังงานได้ยาวนาน และ Seiko Astron 35SQ คือนาฬิกาควอตซ์ข้อมือเรือนแรกของโลกที่ลุกขึ้นมาปฏิวัติอุตสาหกรรมนาฬิกา Astron 35SQ ออกแบบโดย Kazunari Sasaki จาก Suwa Seikosha นาฬิการุ่นนี้เริ่มวางจำหน่ายเมื่อวันที่ 25 ธันวาคม 1969 เป็นนาฬิกากลไกควอตซ์ คาลิเบอร์ 35SQ เดินด้วยความถี่ 8192 เฮิร์ตซ์ บรรจุอยู่ในตัวเรือนทองคำ 18 กะรัต ขนาด 36 มม. ราคาจำหน่าย ณ ตอนนั้นอยู่ที่ 450,000 เยน

การเกิดของกลไกควอตซ์ถือเป็นการต่อยอดการพัฒนาออสซิลเลเตอร์ที่เป็นหัวใจของความเที่ยงตรงในนาฬิกา ซึ่งออสซิลเลเตอร์จะทำงานได้ดียิ่งขึ้นต่อเมื่อเพิ่มความถี่ของการสั่น ซึ่งอาจทำได้ยากหากนาฬิกายังต้องพึ่งพาชิ้นส่วนที่มีน้ำหนักอย่างบาลานซ์วีล จึงทำให้ช่างนาฬิกาหันไปสนใจเทคโนโลยีที่ใช้การปล่อยกระแสไฟผ่านผลึกควอตซ์เพื่อควบคุมความถี่ในการสั่น ซึ่งการใช้ผลึกขนาดเล็กสามารถทำให้ความถี่ในการสั่นสูงกว่านาฬิกากลไกหลายพันเท่า Seiko เริ่มพัฒนากลไกควอตซ์ที่ใช้แบตเตอรี่ 1.5V ตั้งแต่ปี 1959 ต่อมาแนวทางการผลิตจำนวนมากเริ่มเป็นรูปเป็นร่างเมื่อบริษัทคิดค้นวิธีสร้างผลึกควอตซ์ด้วยกรดไฮโดรฟลูออริกด้วยเทคนิคโฟโตลิโฮกราฟี พร้อมบรรจุออสซิลเลเตอร์ไว้ในแคปซูลสุญญากาศเพื่อกันแรงกระแทก และใช้ตัวเก็บประจุชนิดปรับค่าตามอุณหภูมิที่พัฒนาขึ้นใหม่เพื่อควบคุมผลของความร้อน

กลไกควอตซ์ของ Seiko ผ่านการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง โดยมุ่งแก้ไขปัญหาเกี่ยวกับผลึกควอตซ์ และพยายามทำให้กลไกมีขนาดเล็กลง ด้วยเหตุที่มอเตอร์ที่เปลี่ยนการสั่นของผลึกเป็นการหมุนของเข็มยังมีขนาดใหญ่และใช้พลังงานมาก ทาง Suwa Seikosha จึงพัฒนาโครงสร้างแยกส่วนของโรเตอร์และสเตเตอร์เพื่อประหยัดพื้นที่ ส่วนขดลวดของมอเตอร์ทำจากลวดทองแดงขนาด 20 ไมครอน พัน 20,000 รอบ ถูกนำไปใช้ในมอเตอร์สเต็ปหกขั้ว หมุนทีละ 60 องศาต่อการส่งสัญญาณไฟหนึ่งครั้งต่อวินาที ผลลัพธ์ที่ได้ถึงเป็นมอเตอร์ขนาดเล็กลง ใช้กระแสไฟเพียง 18µA

Astron GPS Solar SSJ013J

จนกระทั่งในที่สุดทีมที่นำโดย Tsuneya Nakamura สามารถสร้างนาฬิกาได้ 20 เรือนในเดือนธันวาคม 1969 โดยตั้งชื่อนาฬิการุ่นนั้นว่า ‘Astron’ ที่สอดคล้องกับยุคอวกาศ เพื่อใช้กับนาฬิกาควอตซ์ข้อมือเรือนแรกของโลกที่ผลิตและออกวางจำหน่ายในท้องตลาด และทำการโปรโมตด้วยสโลแกน “สักวันหนึ่ง นาฬิกาทุกเรือนจะถูกสร้างแบบนี้” ซึ่งคำทำนายนั้นอาจจะไม่เป็นจริงไปเสียทั้งหมด แต่ก็ต้องยอมรับว่านาฬิกาควอตซ์กลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่สั่นสะเทือนวงการนาฬิกาจักรกลได้มากที่สุด และทำให้คนทั่วไปสามารถเข้าถึงเครื่องบอกเวลาด้วยกลไกชนิดนี้ได้อย่างครอบคลุมทั่วถึง 

Hamilton Pulsar – Digital Emerging

Hamilton Pulsar P1 ปี 1972

เมื่อเข้าสู่ยุค Space Age ที่ใครๆ ก็พากันหันไปหาระบบดิจิตัลอันแสนจะล้ำในสมัยนั้น จึงเกิดคำถามขึ้นว่า นาฬิกาจำเป็นต้องบอกเวลาด้วยเข็มนาฬิกาเท่านั้นหรือเปล่า?  การบอกเวลาด้วยนาฬิกาที่แสดงค่าด้วยระบบตัวเลขดิจิตัลจึงถือกำเนิดขึ้น นั่นก็คือนาฬิกา Hamilton Pulsar ที่เปิดตัวในปี 1970 นาฬิกาข้อมืออิเล็กทรอนิกส์ดิจิตัลเรือนแรกของโลกชื่อ Pulsar ถูกตั้งขึ้นตามดาวนิวตรอนที่ปล่อยรังสีออกมาอย่างสม่ำเสมอด้วยความแม่นยำสูง ซึ่งบ่งบอกถึงความเที่ยงตรงของนาฬิกาดิจิตัลรุ่นนี้  

ด้วยรูปลักษณ์ที่ดูราวกับหลุดออกมาจากนิยายวิทยาศาสตร์ของ Pulsar ทำให้มันได้รับความสนใจจากสาธารณชนในทันทีที่ไปปรากฏโฉมครั้งแรกในรายการ The Tonight Show โดยพิธีกร Johnny Carson ได้สาธิตการทำงานสุดล้ำของนาฬิการะบบดิจิตัลเรือนแรกของโลก ด้วยการกดปุ่มด้านข้างตัวเรือน ทำให้หน้าจอสว่างขึ้นด้วยตัวเลขสีแดง LED แสดงเวลา และหากกดปุ่มนี้ค้างไว้นานขึ้นก็จะปรากฏวินาทีที่กำลังเดิน ตัวนาฬิการุ่นนี้ยังสามารถตั้งเวลาได้ด้วยแท่งแม่เหล็กที่ซ่อนไว้ในสายโลหะอีกด้วย เรียกว่า ล้ำสมัยและง่ายในการอ่านค่าเวลาในชีวิตประจำวันอย่างยิ่ง 

ในปี 1972 Hamilton Pulsar P1 รุ่นแรกจึงได้เปิดตัวสู่ท้องตลาดอย่างเป็นทางการ ดีไซน์แนวอวกาศสุดล้ำที่บรรจุไว้ซึ่งเทคโนโลยีที่ทำให้โลกทึ่ง มาในตัวเรือนและสายทรงคุชชันทำจากทองคำ 18 กะรัต เปิดตัวในราคา 2,100 ดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งในสมัยนั้นการซื้อนาฬิการาคาเทียบเท่าราคารถยนต์หนึ่งคันก็นับว่าเป็นเรื่องหรูหราไม่น้อย โดยหนึ่งในผู้ที่ได้ครอบครองนาฬิการะบบดิจิตัล 1 ใน 400 เรือนแรก ก็คือราชาร็อกแอนด์โรล Elvis Presley ผู้ผูกพันกับนาฬิกา Hamilton มาตั้งแต่ได้สวมใส่ในภาพยนตร์เรื่อง Blue Hawai 

Hamilton PSR H52414130

ด้วยความสำเร็จในรุ่นแรก Pulsar P2 รุ่นสเตนเลสสตีลจึงคลอดตามมาติดๆ ในปี 1973 พร้อมดีไซน์ตัวเรือนโค้งมนขึ้นและชิปโมดูลที่ถูกพัฒนาให้ยอดเยี่ยมยิ่งขึ้น และผู้ที่ให้ความสนใจในนาฬิการุ่นนี้มีทั้งเหล่าคนดังอย่าง Keith Richards, Joe Frazier, Elton John, Giovanni Agnelli ไปจนถึงอดีตประธานาธิบดีสหรัฐฯ Gerald Ford จึงเรียกได้ว่า Hamilton ได้ปักธงแสดงความเป็นผู้นำวงการนาฬิกาเข้าสู่ยุคใหม่อย่างเต็มตัว

Swatch watch – The Swatch Effect

เข้าสู่ยุค ’80s ยุคที่เต็มไปด้วยสีสันฉูดฉาด แต่วงการนาฬิกาสวิสกลับเงียบงัน สืบเนื่องมาจากการเผชิญหน้ากับ Quartz Crisis ที่ทำให้เศรษฐกิจและอุตสาหกรรมนาฬิกาสวิสดิ่งลงเหว แต่ด้วยการเกิดขึ้นของนาฬิกา Swatch ในปี 1983 ช่วยทำให้นาฬิกา Swiss Made watch คืนสู่ความนิยมอีกครั้ง อันเนื่องมาจากกลยุทธ์ของ Nicolas G. Hayek แห่งกลุ่ม SMH ที่ต้องการสร้าง ‘นาฬิกาเรือนที่สอง’ ของสวิส ที่มีต้นทุนต่ำ นวัตกรรมล้ำสมัย และเปี่ยมไปด้วยศิลปะและอารมณ์ความรู้สึก ผลลัพธ์จึงกลายเป็นนาฬิกาพลาสติกดีไซน์เรียบง่ายเหมือนกับผืนผ้าใบเปล่าๆ ที่รอศิลปินมาละเลงสี ซึ่งนาฬิกา Swatch นี้ผลิตขึ้นจากชิ้นส่วนต่างๆ เพียง 51 ชิ้นเท่านั้น ตัวเรือนและชิ้นส่วนต่างๆ ประกอบด้วยสายการผลิตอัตโนมัติ มาพร้อมกลไก Swiss Made เรียกได้ว่า ลดทอนชิ้นส่วนที่ไม่จำเป็น วัสดุราคาสูง งานผลิตด้วยมือที่ต้องใช้เวลานานหลายชั่วโมง แต่ยังคงความเที่ยงตรงที่ทุกคนรู้จักและเชื่อถือได้ 

นั่นกลายเป็นจุดเริ่มต้นของการฟื้นตัวครั้งสำคัญของอุตสาหกรรมนาฬิกาสวิสในเวลาต่อมา หลังจากเผชิญหน้ากับวิกฤตการณ์ Quartz Crisis ที่ทำให้ยอดขายนาฬิกาจักรกลตกลงเป็นประวัติการณ์ การผลิตนาฬิกาจักรกลลดจำนวนลงเป็นเท่าตัวจากเดิมที่เคยผลิตในจำนวนราว 96 ล้านเรือนต่อปี เหลือเพียง 45 ล้านเรือนต่อปีเท่านั้น เช่นเดียวกับการจ้างงานในอุตสาหกรรมนาฬิกาที่ลดลงอย่างต่อเนื่อง

แต่เพียงสองปีหลังการเปิดตัว Swatch การผลิตก็ฟื้นกลับขึ้นมาอยู่ที่ 60 ล้านเรือน ในปีนั้น 80% ของการส่งออกนาฬิกาสวิสเป็นนาฬิกาควอตซ์ และในจำนวนนั้น 42% เป็นนาฬิกาพลาสติก กลุ่ม SMH ภายใต้การนำของ Hayek กลับมาทำกำไรได้อีกครั้ง และด้วยความสำเร็จอย่างต่อเนื่องที่ยืนระยะมาถึงยุค ’90s กลุ่ม SMH จึงได้เปลี่ยนชื่อเป็น Swatch Group ในปี 1998

จวบจนถึงทุกวันนี้ นาฬิกาพลาสติกสีสันสนุกสนานที่เข้าถึงคนหมู่มากได้ภายใต้แบรนด์ Swatch ก็ยังคงเป็นนาฬิกาในใจของคนหมู่มาก และยังคงทำหน้าที่เป็นผืนผ้าใบให้ศิลปินได้มาแสดงออกถึงความคิดสร้างสรรค์อย่างไร้ขีดจำกัด นี่จึงเป็นสาเหตุที่คนรักนาฬิกาทุกคนยังมีพื้นที่พิเศษในใจให้กับนาฬิกาที่อยู่คู่วัยรุ่นยุค ’80s และ ’90s แบรนด์นี้เสมอมา และเราเชื่อว่า นาฬิกาเรือนแรกของนักสะสมหลายคนมักจะเริ่มจากนาฬิกา Swatch สักรุ่นเป็นแน่ 

Ulysse Nardin Freak – The Disruptor

Freak ONE ที่ได้แรงบันดาลใจจาก Freak รุ่นออริจินัลในปี 2001

จริงอยู่ว่า การบอกเวลาด้วยระบบดิจิตัลเข้ามาเปลี่ยนแปลงวิถีแห่งการอ่านเวลาบนข้อมือ แต่ถึงอย่างไร นาฬิกาจักรกลที่สะสมพลังงานผ่านการขึ้นลานก็ยังคงเป็นที่นิยมและเชื่อถือ ที่สำคัญวิถีดั้งเดิมของนาฬิกาจักรกลอันเป็นพลังงานอันบริสุทธิ์นี้ยังคงเป็นเสน่ห์ของอุตสาหกรรมนาฬิกาอย่างไม่มีสิ่งใดมาแทนที่ได้ แต่ครั้นจะปล่อยให้ศาสตร์แห่งการบอกเวลาด้วยกลไกไขลานหยุดนิ่งอยู่กับที่คงไม่เป็นผลดีต่ออนาคตของวงการนาฬิกาเป็นแน่ เมื่อเป็นเช่นนั้น การคิดค้นสิ่งใหม่อย่างการบอกเวลาในรูปแบบที่แตกต่างแต่ยังคงขับเคลื่อนด้วยกลไกจักรกลจึงถือกำเนิดขึ้น และ Ulysse Nardin Freak ที่เกิดจากแนวคิดของ Rolf Schnyder ผู้ก่อตั้งแบรนด์ ก็ได้ปรากฏตัวขึ้นในปี 2001 เพื่อทลายกรอบจำกัดเดิมๆ ของโลกนาฬิกา ซึ่งยังคงไม่ทิ้งขนบดั้งเดิมในเชิงกลไก แต่พัฒนาให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

การปฏิวัติวิถีในการบอกเวลาของ Freak กระทำผ่านการมอบหมายหน้าที่ให้กลไกทำหน้าที่บอกเวลาแทนเข็ม โดยบนบาร์เรลเมนสปริงขนาดใหญ่ติดตั้งชุดเฟืองเชิงเส้นที่หมุนครบรอบหนึ่งครั้งต่อชั่วโมง ทำหน้าที่เป็นเข็มนาทีของนาฬิกาไปในตัว ซึ่งการยกกลไกขึ้นมาเฉิดฉายแทนที่หน้าปัดที่เคยรองรับองคาพยพในการบอกเวลาอย่างเข็มนาฬิกา รวมถึงการปรับตั้งค่าเวลาที่ไม่จำเป็นต้องทำผ่านเม็ดมะยม จึงเป็นสิ่งที่แปลกใหม่ แหวกขนบดั้งเดิมในการบอกเวลา

Freak ปี 2001

นอกจากนี้ Freak ยังเป็นนาฬิกาข้อมือเรือนแรกที่ใช้ natural escapement ซึ่งต่างจากเอสเคปเมนต์ชนิดอื่น ๆ เพราะส่งแรงกระตุ้นโดยตรงและสองทิศทางไปยังบาลานซ์ทุกจังหวะ ด้วยโครงสร้างดังกล่าว ดิสก์บอกชั่วโมงจะถูกติดตั้งไว้บนบาร์เรลเมนสปริง และเมื่อเมนสปริงคลายตัว ดิสก์บอกชั่วโมงจะขับเคลื่อนกับรางเฟืองรอบนอกที่ติดตายตัว โดยถูกยึดด้วยสะพานจักรที่ทำหน้าที่เป็นเข็มชั่วโมง ขณะเดียวกัน ดิสก์บอกชั่วโมงจะขับพินเนียนกลาง ซึ่งขับชุดเฟืองทั้งหมดให้หมุนเป็นเข็มนาทีไปบนรางเฟืองด้านบน ด้วยเหตุนี้ ตัวกลไกจึงไม่จำเป็นต้องมีเม็ดมะยมหรือชุดตั้งเวลาอีกต่อไป โดยการขึ้นลานทำได้ผ่านการหมุนด้านหลังตัวเรือน และการตั้งเวลาทำได้โดยหมุนขอบตัวเรือน 

อีกทั้ง Freak ยังเป็นนาฬิกาเรือนแรกที่ใช้ชิ้นส่วนซิลิคอน และเปิดยุคใหม่ของวัสดุซิลิคอนในวงการนาฬิกา ด้วยคุณสมบัติของซิลิคอนที่มีความหนาแน่นเพียงหนึ่งในสามของเหล็ก ทำให้มีแรงเฉื่อยต่ำ ต้องการพลังงานน้อยลงในการเคลื่อนที่ ส่งผลให้กลไกทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น นอกจากนี้ ซิลิคอนยังแข็งแกร่งกว่าเหล็กและมีพื้นผิวที่เรียบลื่น ทำให้ชิ้นส่วนที่สัมผัสกันทำงานได้โดยไม่ต้องใช้น้ำมันหล่อลื่นและแทบไม่เกิดการสึกหรอ อีกทั้งยังสามารถผลิตได้อย่างแม่นยำสูงในรูปทรงซับซ้อนโดยไม่ต้องปรับแต่งเพิ่มเติมหลังการผลิต ซิลิคอนยังมีความยืดหยุ่นสูง ทนทาน และสามารถคืนรูปได้ทันทีเมื่อเผชิญกับแรงกระแทก มากไปกว่านั้นมันทนต่อสนามแม่เหล็ก ซึ่งเคยเป็นศัตรูตัวฉกาจของกลไกนาฬิกา

กว่าสองทศวรรษที่ Freak ได้ก้าวเข้ามาเขย่าโลกแห่งการบอกเวลา นาฬิกาตัวแทนความขบถรุ่นนี้ยังคงพัฒนาความล้ำในเชิงนวัตกรรมและดีไซน์อย่างไม่หยุดยั้ง โดยเฉพาะในปี 2023 ที่มีการเปิดตัว Freak ONE ที่ได้แรงบันดาลใจจาก Freak รุ่นออริจินัลในปี 2001 ซึ่งมาพร้อมบาลานซ์วีลขนาดใหญ่พิเศษและซับซ้อนสูง ตามหลักอากาศพลศาสตร์และแรงเฉื่อยที่สร้างขึ้นจากซิลิคอนชิ้นเดียวทั้งหมด และ lever escapement ที่ทำด้วย DIAMonSIL ซิลิคอนเคลือบเพชรสิทธิบัตรเฉพาะของแบรนด์ ด้วยความล้ำหน้าอย่างไม่หยุดยั้งทำให้ Freak ONE คว้ารางวัล Iconic Watch จากเวที GPHG 2023 มาครองได้สำเร็จ และยังครองความเป็นตำนานในการสร้างแรงบันดาลใจให้แบรนด์นาฬิกาอิสระแบรนด์ใหม่ๆ กล้าก้าวออกจากกรอบจำกัดเดิมในศาสตร์แห่งการผลิตนาฬิกาจักรกล  

อ่านบทความเพิ่มเติมได้ที่:

ผู้นำที่สร้างแรงบันดาลใจ – รอล์ฟ ชไนเดอร์ (Rolf Schnyder)
ผู้นำที่สร้างแรงบันดาลใจ – ซีริล วีเนอรง (Cyrille Vigneron)
30 นาฬิกาผู้บุกเบิก – คาร์เทียร์ แครช สเกเลตัน (The Cartier Crash Skeleton)

ไขปริศนาศาสตร์แห่งการผลิตนาฬิกายุคโบราณผ่านโปรเจ็กต์ Naissance d’une Montre ครั้งล่าสุดของ Ferdinand Berthoud

ยุคสมัยที่ยังไม่มีเครื่องจักร CNC ช่างนาฬิกายุคก่อนสร้างนาฬิกาขึ้นมาได้อย่างไร โปรเจ็กต์ Naissance d’une Montre ของ Ferdinand Berthoud จะพาไปไขคำตอบ 

จุดกำเนิด Naissance d’une Montre

ย้อนกลับไปเมื่อปี 2009 ได้เกิดโปรเจ็กต์ซีรีส์นาฬิกา Naissance d’une Montre (กำเนิดนาฬิกา) โดยมูลนิธิ Time Æon ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากฟิลิปป์ ดูฟูร์ (Philippe Dufour) โรแบร์ กรูเบล (Robert Greubel) และสตีเฟน ฟอร์ซีย์ (Stephen Forsey) พวกเขากังวลว่าความรู้ที่จำเป็น
ต่อการสร้างนาฬิกาด้วยมือทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นการตัดเฟือง การขัดก้านพิเนียน หรือการให้ความร้อนเหล็กจนเป็นสีน้ำเงินกำลังใกล้จะสูญหาย และหากต้องการรักษาศิลปะเหล่านี้ ก็ต้องลงมือทำจริง และต้องบันทึกรายละเอียดอย่างเป็นระบบเพื่อให้คนรุ่นหลังเรียนรู้ได้

คาร์ล-ฟรีดริช ชอยเฟเล (Karl-Friedrich Scheufele) ก็เป็นผู้ที่สนใจในศาสตร์นาฬิกาอย่างลึกซึ้ง โดยเขาเป็นผู้ผลักดันเรื่องการถ่ายทอด
องค์ความรู้และการอนุรักษ์ทักษะหัตถศิลป์ดั้งเดิมมาโดยตลอด ทั้งในคอลเลกชัน Chopard L.U.C Haute Horlogerie รวมถึงการฟื้นคืนชีพให้กับแบรนด์ Ferdinand Berthoud เมื่อ 10 ปีที่แล้ว

ซึ่งเป็นแบรนด์
ที่เชี่ยวชาญนาฬิกาโครโนมิเตอร์ที่ใช้กลไกและเทคนิคดั้งเดิมที่สืบทอดมาจากศตวรรษที่ 18 และในวาระครบรอบ 10 ปีของแบรนด์ Naissance d’une Montre 3 ซึ่งใช้เวลาในการสร้างสรรค์นาน 6 ปีก็คือเป็นบทสรุปของ
ความพยายามอันงดงามนี้อย่างสมบูรณ์ที่สุด

“นี่คือโปรเจ็กต์ขนาดใหญ่ที่สุดโปรเจ็กต์หนึ่งของเราเลยครับ เป็น
งานร่วมกันระหว่าง Ferdinand Berthoud และ Chopard ที่มีช่างผู้เชี่ยวชาญถึง 80 คนจากหลากหลายแขนงเข้ามาร่วมมือกัน จุดที่ท้าทายที่สุดคือ
ทุกชิ้นส่วนต้องถูกสร้างขึ้นด้วยเครื่องมือแบบแมนวลทั้งหมด ไม่มีเครื่องมือ
ดิจิตัล ไม่มีเครื่อง CNC การทำงานในลักษณะนี้ผลักทุกคนให้ก้าวข้าม
ขีดจำกัดของตัวเองจริงๆ”

Vincent Lapaire ผู้จัดการทั่วไปของ Ferdinand Berthoud

แวงซองต์ ลาแปร์ (Vincent Lapaire) ผู้จัดการทั่วไปของ Ferdinand Berthoud อธิบาย ตอนเดินทางมาเปิดตัวผลงานนี้ที่บูติก SHH Pendulum ที่กรุงเทพฯ

“มันต่างจากโปรเจ็กต์ Naissance d’une Montre 1 และ 2 ตรงที่งานชุดนั้นเป็นการร่วมมือของช่างอิสระ
หลายท่าน แต่ Naissance d’une Montre 3 เป็นผลงานที่สร้างโดยทีม Ferdinand Berthoud และ Chopard ทั้งหมด”

เบื้องหลังการผลิตอันแสนซับซ้อน

เพื่อสร้าง Naissance d’une Montre 3 ทีมงานที่เมืองฟลอริเยร์ได้กันพื้นที่หนึ่งภายในโรงงานและเติมเต็มด้วยเครื่องมือยุคเก่า แทนที่จะเป็น 
แถวเครื่อง CNC เรียงรายอย่างที่พบในโรงงานปัจจุบัน พวกเขาใช้เวลาหลายเดือนในการกำหนดวิธีทำชิ้นส่วนแต่ละชิ้น และทำความคุ้นเคยกับนิสัยใจคอของเครื่องมือโบราณเหล่านั้น กว่าจะเชี่ยวชาญจนสามารถผลิตงานที่ผ่านมาตรฐานความเที่ยงตรงและคุณภาพเข้มงวดของโปรเจ็กต์ได้อย่างแท้จริง

นาฬิกา Naissance d’une Montre 3 คือการผสมผสานงานหัตถศิลป์ดั้งเดิมในรูปแบบบริสุทธิ์เข้ากับโซลูชันทางกลไก ที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นหัวใจของการรักษาความเที่ยงตรงของเวลา ตัวเรือนประกอบด้วยระบบฟิวเซ่-โซ่ (fusée-and-chain) กลไกหยุดลานแบบเบรเกต์ (Breguet stop work) และบาลานซ์วีลแบบไบเมทัลลิกเพื่อชดเชยอุณหภูมิ ผลงานนี้นำแรงบันดาลใจทั้งทางด้านวิศวกรรมและการออกแบบมาจาก Montre Astronomique No. 3 ซึ่งฌอง มาร์แต็ง สร้างให้กับ Ferdinand Berthoud ในปี 1806 


“คุณชอยเฟเลได้ซื้อผลงานนี้กลับมาเมื่อเราเริ่มคืนชีพให้แบรนด์ เรานำการจัดวางกลไก ฟิวเซ่และโซ่ ตลอดจนบาลานซ์แบบไบเมทัลลิกกลับมา
ถอดความใหม่ แล้วพลิกสถาปัตยกรรมกลไกให้สอดคล้องกับนาฬิกาข้อมือสมัยใหม่” มร. ลาแปร์เล่า 

ตั้งแต่สเก็ตช์แรกจนถึงการส่งมอบนาฬิกาเรือนแรก ต้องใช้เวลาร่วม 11,000 ชั่วโมง กลไกแต่ละเรือนประกอบด้วยชิ้นส่วน 747 ชิ้น โดยในจำนวนนั้นมีชิ้นส่วนของโซ่อยู่ถึง 477 ชิ้น ตัวเรือนมีขนาด 44 มม. หนา 13 มม. พร้อมด้านข้างโค้งมน ขอบตัวเรือนแบบเว้า ขาสายนาฬิกาเชื่อมติด (welded lugs) และเม็ดมะยมขนาดใหญ่แกะลายร่องด้วยมือ การขึ้นรูปเส้นสายทั้งหมดนี้ด้วยเครื่องมือแบบใช้มือไม่ใช่เรื่องเล็กเลย จึงต้องอาศัยเทคนิคจากทั่วทั้ง
กลุ่ม Chopard การหล่อแบบขี้ผึ้ง (lost-wax casting) ซึ่งมักใช้ในงาน
เครื่องประดับ ถูกนำมาใช้ผลิตโครงกลางตัวเรือนและขอบตัวเรือน เนื่องจากเส้นโค้งซ่อนรูปของมันยากต่อการขึ้นรูปด้วยเครื่องจักรทั่วไป จากนั้นจึงใช้การกลึง กัด และบิดเกลียวเพื่อสร้างรูปทรงพื้นฐาน เมื่อได้ชิ้นส่วนแล้ว จึงส่งต่อไปยังโต๊ะเก็บงาน ขาสายถูกเชื่อมติดเข้ากับตัวเรือนกลาง และงานแกะสลักรวมถึงการประทับตราต่างๆ ถูกทำขึ้นด้วยมือทั้งหมด

กลไก Calibre FB-BTC.FC ใช้โครงสร้างแบบกลับด้าน (inverted construction) โดยบริดจ์และเพลตถูกยึดเข้าด้วยกันด้วยแกนกลางเหล็กขัดเงา สิ่งที่ปกติจะถูกซ่อนไว้ใต้หน้าปัดกลับกลายมาเป็นหน้าปัดเสียเอง 
ในแบบเดียวกับ Montre Astronomique No. 3 แสดงชั่วโมงและนาที
บนหน้าปัดย่อยเยื้องศูนย์ที่มุมมบนขวา  ส่วนครึ่งล่างของกลไกเป็นตำแหน่งของระบบส่งกำลังแบบฟิวเซ่-โซ่ และเช่นเดียวกับคาลิเบอร์ FB อื่นๆ ใช้ฟิวเซ่แบบกลับด้าน (reverse fusée) และเนื่องจากฟิวเซ่ถูกติดตั้งไว้บนล้อ
ศูนย์กลาง (centre wheel) จึงต้องใช้ชุดเฟืองเสริมเพื่อขับกลไกแสดงเวลา
แบบเยื้องศูนย์สำหรับชั่วโมงและนาที นั่นทำให้ด้านหลังของกลไกมีเฟืองจำนวนมากให้เห็นอย่างเด่นชัด รวมถึงชุดเฟืองสำหรับตัวบอกพลังงานสำรองด้วย กลไกนี้ยังประดับด้วยอักษรลายต่อเนื่อง Au temps qui instrui ซึ่งแปลได้ว่า ‘อุทิศแด่กาลเวลา ผู้เป็นอาจารย์ผู้ยิ่งใหญ่’ ว่ากันว่านี่คือคำขวัญประจำใจของหลุยส์ แบร์ตูด์ (Louis  Berthoud)  หลานชายของแฟร์ดินองด์ ผู้สืบทอดกิจการหลังเขาเสียชีวิต และเป็นช่างนาฬิกาผู้มีชื่อเสียงในแบบฉบับของตัวเอง

“ทีมช่างนาฬิกาที่ร่วมในโปรเจ็กต์นี้มีคนรุ่นหนุ่มสาวด้วย” มร. ลาแปร์เล่า “เราได้เรียนรู้แทบทุกอย่างครับ ไม่ว่าจะเป็นการสร้างฟิวเซ่ด้วยมือ 
การประกอบบาลานซ์แบบดั้งเดิมไปจนถึงงานตัวเรือนและหน้าปัด ทุก
ขั้นตอนผลักให้ช่างแต่ละคนเติบโตขึ้นมหาศาล เป็นศาสตร์ที่ไม่มีใครได้เรียนจริงในโรงเรียนอีกแล้ว ช่างหลายคนสัมผัสสิ่งเหล่านี้เป็นครั้งแรกใน
โปรเจ็กต์นี้ แค่การทำ ‘เข็มนาฬิกา’ ก็ต้องผ่านกระบวนการเชิงกลกว่า 54 ขั้นตอน และการตกแต่งอีก 13 ขั้นตอน การทำสีน้ำเงินด้วยการเผาความร้อนให้ได้เฉดเดียวกันเป๊ะๆ ใช้เวลาหลายเดือนกว่าจะสำเร็จ”

จากรุ่นสู่รุ่น

ผลงานนี้จะถูกผลิตเพียง 11 เรือนเท่านั้น โดย 10 เรือนจะผลิตจากทองคำ 18 กะรัต (fair-mined gold) ซึ่งผลิตได้เพียงปีละ 2 เรือนเท่านั้น 
ส่วนอีกหนึ่งเรือนผลิตจากสเตนเลสสตีล ซึ่งเป็นเรือนแรกของซีรีส์ เพื่อนำออกประมูลที่ฟิลลิปส์ในเจนีวาช่วงเดือนพฤศจิกายน (ซึ่งทำเงินไปได้ถึง 1,270,000 สวิสฟรังก์) โดยรายได้จะนำไปสนับสนุนการอนุรักษ์และถ่ายทอดทักษะการทำนาฬิกาแบบดั้งเดิม ไม่เพียงเท่านั้น ผลงานนี้ยังคว้ารางวัล Jury Prize จากงานประกาศรางวัล Watch of The Year 2025 ซึ่งจัดขึ้น
ที่ปารีสมาครองด้วย “ผลลัพธ์ออกมาน่าทึ่งมาก เรือนต้นแบบและเรือนแรกในซีรีส์ผ่านการรับรองมาตรฐานความเที่ยงตรง COSC และให้ความเที่ยงตรงคล้ายโครโนมิเตอร์ที่ส่งเข้าประกวดในศตวรรษที่ 19 เลยครับ” มร. ลาแปร์เล่า 

เขายังบอกด้วยว่า “โปรเจ็กต์ Naissance d’une Montre คือการอนุรักษ์วิชาช่างนาฬิกาในรูปแบบที่บริสุทธิ์ที่สุด มันไม่ใช่โปรเจ็กต์เพื่อยอดขาย แต่เพื่อให้ศิลปะแห่งกลไกโบราณนี้ยังคงถูกส่งต่อจากรุ่นสู่รุ่น”     

ข้อมูลทางเทคนิค

  • กลไก: กลไกไขลานด้วยมือ Caliber FB-RES.FC ทำงานที่ความถี่ 3Hz หรือ 21,000 ครั้ง/ชั่วโมง พลังงานสำรอง 50 ชั่วโมงผ่านการรับรองความเที่ยงตรงระดับโครโนมิเตอร์จาก COSC
  • ฟังก์ชัน: แสดงชั่วโมงและนาที วินาทีแบบเข็มกลาง มีระบบฟิวเซ่-โซ่ (Fusée-and-chain) พร้อมกลไกหยุดลานแบบเบรเกต์ และบาลานซ์วีลชดเชยอุณหภูมิแบบไบเมทัลลิก 
  • ฟังก์ชันหยุดเข็มวินาที (Stop seconds)
  • ตัวเรือน : ขนาด 44.3 มม. หนา 13 มม. ทำจากทองคำขาว กันนํ้า 30 เมตร
  • หน้าปัด : ทองคำขาว 18 กะรัต หน้าปัดชั่วโมง-นาทีขัดลายซาตินวงกลม พร้อมตัวเลขโรมันแกะสลักด้วยมือ และสเกลนาทีตัวเลขอารบิก วงแสดงวินาทีขัดลายซาตินวงกลม ตัวบอกพลังงานสำรองแกะสลักด้วยมือบนแผ่นเมนเพลต
  • สายนาฬิกา: สายหนังจระเข้เย็บมือแบบขอบม้วน พร้อมหัวเข็มขัดทองคำขาวทำด้วยมือ
  • การวางจำหน่าย: ผลิตจำกัด 10 เรือน ปีละ 2 เรือน

อ่านบทความเพิ่มเติมได้ที่:

มาย้อนดู 20 ปีแห่งการปฏิวัติวงการนาฬิกา ใครคือ 100 ไอคอนที่ Revolution ต้องยกย่อง?
Audemars Piguet ตอกย้ำมรดก 150 ปี ด้วยการคว้า “Grosse Pièce” นาฬิกาพกสุดซับซ้อนแห่งศตวรรษที่ 20 คืนสู่ Le Brassus
แกะรอยปรัชญา Ludovic Ballouard Upside Down Series Gaga เรือนเวลาที่สอนให้เราเห็นค่าของวินาทีที่สำคัญที่สุด

Angelus Flying Tourbillon Skeleton Titanium Orange Edition ความทรงพลังอันเจิดจ้าที่ถ่ายทอดผ่านโครงสร้างสเกเลตัน

ทั้งสีสัน กลไก และดีไซน์ ทุกรายละเอียดของนาฬิการุ่นลิมิเต็ด 25 เรือนรุ่นนี้ บ่งบอกถึงพลังชีวิตอันเข้มข้น

นับเป็นการเปิดเปลือยตัวตนที่ทรงพลังอย่างยิ่งสำหรับ Angelus Flying Tourbillon Skeleton Titanium Orange Edition  ที่ไม่มีชิ้นส่วนไหนถูกซ่อนจากสายตาผู้สวมใส่เลยสักชิ้น เรียกได้ว่าถ้าใครชอบนั่งศึกษาชิ้นส่วนกลไกต่างๆ ได้อย่างไม่รู้เบื่อ นาฬิกาสเกเลตันที่มาพร้อมกลไกฟลายอิ้งทูร์บิญองรุ่นนี้สามารถตอบสนองความต้องการนั้นได้อย่างถึงแก่น และสิ่งที่ทำให้ไม่อาจละสายตาได้เลย ก็คือสีส้มสดที่เข้ามาทำหน้าที่สะกดทุกสายตาและเติมความมีชีวิตชีวาให้กับนาฬิการุ่นนี้ 

รูปลักษณ์สะกดสายตา 

แน่นอนว่า สิ่งแรกที่ดึงดูดสายตาย่อมเป็นหน้าปัดสเกเลตันที่แสดงให้เห็นถึงลูกเล่นเชิงมิติ ด้วยการจัดวางองค์ประกอบเหลื่อมซ้อนกันที่ทำให้รู้สึกเหมือนได้จ้องมองลึกลงไปถึงภายในได้อย่างทะลุปรุโปร่ง จุดสนใจแรกคือวงแหวนนาทีสีส้มที่อยู่เหนือขอบหน้าปัดสีดำ ประดับด้วยหลักชั่วโมงทำจากสารเรืองแสงซูปเปอร์ลูมิโนว่าแบบบล็อกที่ Angelus สร้างขึ้นเป็นครั้งแรก ด้วยการเลือกใช้หลักชั่วโมงรูปแบบดังกล่าวจึงทำให้มั่นใจได้ว่า สามารถอ่านค่าได้อย่างชัดเจนสูงสุดแม้อยู่ในที่มืด


        วงแหวนสีส้มนี้ยังล้อกันกับวงแหวนหน้าปัดย่อย และเมื่อจับคู่กับสายนาฬิกายางสีส้มเฉดเดียวกันยิ่งเหมือนเป็นการสูบฉีดพลังงานชีวิตให้กับนาฬิการุ่นนี้ ซึ่งนอกจากสายนาฬิกายางสีส้มที่ส่งเสริมพลังงานเข้มข้นให้กับตัวเรือนแล้ว ทางเลือกสายรูปแบบอื่นๆ ยังเปิดโอกาสให้เราได้สัมผัสนาฬิกาฟลายอิ้งทูร์บิญองลุคสปอร์ตหรูในรูปแบบที่หลากหลายยิ่งขึ้น ไม่ว่าจะเป็น สายหนังจระเข้สีดำที่เผยให้เห็นบุคลิกสง่างาม หรือสายไทเทเนียมแบบอินทิเกรตที่เชื่อมโยงกับโครงสร้างสเกเลตันของตัวเรือนและกลไกที่เปิดเปลือย ซึ่งระบบปลดล็อกแบบเฉียบพลันที่ติดตั้งเข้ามายิ่งทำให้การเปลี่ยนผ่านด้านสไตล์ทำได้อย่างลื่นไหล 

ห้องนิรภัยกลไกอันแข็งแกร่ง

การวางโครงสร้างตัวเรือนเจาะโครงโปร่งที่ต้องมีความแข็งแกร่งชนิดที่ได้รับความไว้วางใจว่าสามารถปกป้องกลไก A-310 ได้ ซึ่งห้องนิรภัยกลไกนี้ตั้งอยู่บริเวณแกนกลางของตัวเรือน และถูกสร้างขึ้นจากวัสดุคาร์บอนคอมโพสิตที่ขึ้นชื่อเรื่องคุณสมบัติน้ำหนักเบาพิเศษ แต่กลับแข็งแกร่งอย่างเหลือเชื่อ ทั้งยังมีกรงไทเทเนียมโมดูลาร์ด้านนอกหุ้มแกนนี้ไว้อีกชั้นช่วยเสริมประสิทธิภาพด้านความแข็งแกร่ง และขับให้ความงามในเชิงกลไกยิ่งโดดเด่น 

ความเที่ยงตรงสูงสุดในโครงสเกเลตัน

ภายในกลไก A-310 ประกอบไปด้วยวงล้ออันเป็นเอกลักษณ์ของ Angelus ซึ่งล้อแต่ละล้อมีซี่ล้อคู่แบบเจาะโครงโปร่งสามซี่ นำไปสู่ฟลายอิ้งทูร์บิญองที่ถูกแขวนไว้โดยไม่พึ่งพาสะพานจักรด้านบน แต่ถูกรองรับไว้ด้วยสะพานจักรด้านล่างที่ทำมุม 160° ซึ่งจงใจจัดเรียงให้อสมมาตรเพื่อรักษาสมดุล ส่วนสกรูยึดมีดีไซน์ใบพัดสามใบ ซึ่งเป็นสัญลักษณ์เฉพาะตัวของแบรนด์เช่นกัน

กลไกฟลายอิ้งทูร์บิญองซึ่งเป็นดั่งพระเอกของนาฬิการุ่นนี้ยังถูกออกแบบให้ล้อกับโครงสร้างสเกเลตันได้อย่างน่าทึ่ง ด้วยโครงสร้างสามมิติ ที่รวมเมนเพลตแบบเปลือยโครงสร้างเข้ากับสะพานจักรวงกลมน้ำหนักเบา ซึ่งการลดทอนมวลชิ้นส่วนด้วยการเจาะโครงโปร่งแทบทุกชิ้นส่วนนั้นไม่ได้ทำให้ความแข็งแกร่งและความเที่ยงตรงสูงสุดลดน้อยลงเลยแม้แต่น้อย ความมั่นใจของเราเกิดขึ้นเมื่อได้เห็นตลับลานขนาดใหญ่ ณ ตำแหน่ง 1 นาฬิกา ที่ช่วยกระจายพลังงานไปยังชิ้นส่วนต่างๆ ได้อย่างเสถียร ซึ่งจุดสำคัญที่ถูกเปิดเปลือยให้เห็นนี้ยังช่วยสร้างสมดุลให้กับวงย่อยแสดงค่าวินาทีขนาดเล็ก ณ ตำแหน่ง 9 นาฬิกา และกรงทูร์บิญองที่ถูกติดตั้งไว้ ณ ตำแหน่ง 6 นาฬิกา เราจึงได้ชื่นชมทูร์บิญองอันน่าทึ่งนี้หมุนครบรอบภายในทุกๆหนึ่งนาทีอย่างเพลิดเพลิน

นี่จึงเป็นการก้าวข้ามความท้าทายในการรังสรรค์นาฬิกาที่อวดความชำนาญในทุกด้าน ซึ่งทำให้พลังงานที่ Angelus Flying Tourbillon Skeleton Titanium Orange Edition ส่งมายังผู้ที่ได้สัมผัสเต็มไปด้วยอารมณ์ความรู้สึกอันเข้มข้น

ข้อมูลทางเทคนิค

  • กลไก: ไขลานด้วยมือ คาลิเบอร์ A310 ฟลายอิ้งทูร์บิญองแบบ 1 นาที สำรองพลังงานได้ 60 ชั่วโมง
  • ความถี่: 4 เฮิรตซ์/28,800 ครั้งต่อชั่วโมง
  • ฟังก์ชัน: บอกชั่วโมง นาที และวินาที
  • ตัวเรือน: ตัวเรือนโมโนบล็อก ไทเทเนียมขัดซาติน ลบมุมขัดเงา ขนาด 42.50 มม. ห้องกลไกคาร์บอนคอมโพสิต
  • หน้าปัด: ขอบหน้าปัดชั่วโมงและวินาทีเล็กเคลือบ Orange PVD หลักชั่วโมงและเข็มนาฬิกาเคลือบ Super-LumiNova
  • สาย: ไทเทเนียมขัดซาติน สายหนังจระเข้สีดำ หรือสายยางสีส้ม ตัวล็อกสายไทเทเนียม
  • จำนวน: จำกัด25 เรือน

อ่านบทความเพิ่มเติมได้ที่:


Lederer Inverto Titanium เผยความงามบริสุทธิ์ของกลไกผ่านตัวเรือนไทเทเนียมโครงสร้างโปร่งใส

Slim d’Hermès Hippocampe การเดินทางสู่ความลึกของศิลปะหัตถกรรม

HYT S1 Seddiqi 75th Anniversary การรวมตัวของสุดยอดนวัตกรรมและความมั่งคั่งแห่งดูไบ

The Revolutionary List: 26 ผู้นำที่สร้างแรงบันดาลใจ – จอร์จ เคิร์น (Georges Kern)

Georges Kern ซีอีโอผู้เปลี่ยน Breitling ให้เป็นแบรนด์นาฬิกาที่เท่และเข้าถึงง่ายที่สุดในยุคนี้

โดย Wei Koh . Dec 1, 2025

ถ้าจะมีใครสักคนที่เปลี่ยนภาพลักษณ์แบรนด์นาฬิกาให้ดู “วัยรุ่น” และ “เข้าถึงง่าย” ได้เร็วที่สุด ชื่อของ จอร์จ เคิร์น ซีอีโอคนปัจจุบันของ Breitling คือคำตอบนั้น เขาเป็นผู้นำที่ขึ้นชื่อเรื่องการทำงานที่รวดเร็ว เฉียบขาด และกล้าทุบขนบเดิมๆ เพื่อสร้างสิ่งใหม่ที่ตอบโจทย์คนยุคนี้

ก่อนจะมาถึง Breitling เคิร์นเคยฝากฝีมือไว้ที่ IWC โดยเป็นซีอีโอที่อายุน้อยที่สุดในเครือ Richemont มาก่อน แต่จุดพีคที่แท้จริงคือตอนที่เขาย้ายมากุมบังเหียน Breitling ในปี 2017 เขาเริ่มจากการล้างกระดานครั้งใหญ่ ตัดโลโก้รูปปีกอันเป็นเอกลักษณ์ทิ้ง และปรับลดจำนวนรุ่นที่ซับซ้อนเกินไปให้เหลือเพียง 3 แกนหลักคือ Air, Sea, Land เพื่อให้ลูกค้าเข้าใจง่ายขึ้น

ในปี 2016 จอร์จส์ เคิร์น เข้าร่วมงานเลี้ยงอาหารค่ำ IWC “For the love of Cinema” ในงานเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติปักกิ่ง (ภาพ: IWC)

วิสัยทัศน์ที่โดดเด่นของเคิร์นคือการเปลี่ยนจากความหรูหราแบบเดิมๆ (Formal Luxury) มาเป็นสิ่งที่เขาเรียกว่า “Inclusive Luxury” หรือความหรูหราที่ดูผ่อนคลายและเข้าถึงได้ เขาเปลี่ยนหน้าตาบูติกให้ดูเหมือนสไตล์ลอฟท์เท่ๆ ในนิวยอร์ก แทนที่จะเป็นร้านหรูหราที่ดูน่าเกรงขาม และเขายังนำเสนอคอนเซปต์ “Squad” ที่รวบรวมคนเก่งจากหลายวงการมาเป็นตัวแทนแบรนด์ แทนที่จะใช้พรีเซนเตอร์เพียงคนเดียว

ในปี 2017 จอร์จส์ เคิร์น ได้เริ่มมองอนาคตของไบรท์ลิง ซึ่งปัจจุบันเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มบริษัทเดอะ เฮาส์ ออฟ แบรนด์ส

ผลงานชิ้นโบแดงของเขาคือการชุบชีวิตนาฬิกาแนว Retro-modern อย่างรุ่น Chronomat และ Top Time ให้กลับมาฮิตติดลมบน รวมถึงการทำให้ Breitling กลายเป็นแบรนด์ที่คนรุ่นใหม่รู้สึกว่า “ใส่แล้วเท่” ไม่ใช่แค่แบรนด์นาฬิกานักบินรุ่นคุณพ่ออีกต่อไป

Georges Kern and Wei Koh

จอร์จ เคิร์น คือผู้นำที่เข้าใจดีว่าโลกปัจจุบันเคลื่อนที่ด้วยพลังของคอนเทนต์และภาพลักษณ์ แทนที่จะแค่ขายนาฬิกา เขาต้องการขาย “ไลฟ์สไตล์” ที่คนอยากมีส่วนร่วม ความสำเร็จของ Breitling ในวันนี้จึงเป็นเครื่องยืนยันว่าวิสัยทัศน์ที่กล้าได้กล้าเสียของเขานั้นมาถูกทางจริงๆ

อ่านบทความเพิ่มเติมได้ที่:

เฉลิมฉลองช่วงเวลาแห่งความสุขผ่านเรือนเวลา Blancpain รุ่นไอคอนิกที่ Revolution คัดสรรมาเพื่อคนที่คุณรัก
The Revolutionary List: 30 นาฬิกาผู้บุกเบิก – The Chopard L.U.C Full Strike
คาร์ล-ฟรีดริช ชอยเฟเล (Karl-Friedrich Scheufele)

The Revolutionary List: 26 ผู้นำที่สร้างแรงบันดาลใจ – ฟรองซัวส์-โปล จูร์น (François-Paul Journe)

François-Paul Journe อัจฉริยะช่างนาฬิกาผู้ปลุกนิยาม Invenit et Fecit ให้สั่นสะเทือนไปทั้งโลก

โดย Wei Koh . Dec 1, 2025

ถ้าจะพูดถึงช่างนาฬิกาที่ยังมีชีวิตอยู่และได้รับการยกย่องว่าเป็น “อัจฉริยะ” มากที่สุดคนหนึ่งของโลก ชื่อของ ฟรองซัวส์-โปล จูร์น หรือ F.P. Journe คือคำตอบเดียวที่นักสะสมระดับโลกยอมรับอย่างไม่มีข้อโต้แย้ง เขาคือชายผู้กอบกู้จิตวิญญาณการทำนาฬิกาแบบศตวรรษที่ 18 ให้กลับมาโลดแล่นอย่างสง่างามในยุคปัจจุบัน

The Revolutionary List François-Paul Journe F.P. Journe
François-Paul Journe อัจฉริยะช่างนาฬิกา

บางคนอาจคิดว่า จูร์น เริ่มจากการเป็นนักธุรกิจ แต่ในทางกลับกันเขาเริ่มจากการเป็นช่างซ่อมนาฬิกาโบราณที่หลงใหลในกลไกของปรมาจารย์ยุคก่อนอย่าง Breguet และ Janvier จนนำไปสู่การสร้างแบรนด์ของตัวเองในปี 1999 พร้อมสโลแกน “Invenit et Fecit” (ประดิษฐ์ขึ้นและสร้างขึ้นด้วยตัวเอง) ซึ่งเขาไม่ได้พูดเล่นๆ นะ เพราะนาฬิกาทุกเรือนภายใต้ชื่อของเขาคือผลผลิตจากการขบคิดและนวัตกรรมที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวจริงๆ

The Revolutionary List François-Paul Journe F.P. Journe
F.P. Journe Chronomètre à Résonance (Image: Phillips)

ผลงานที่เปลี่ยนโลกนาฬิกาไปตลอดกาลคือ Tourbillon Souverain รุ่นแรกที่นำระบบ Remontoire d’Egalité มาใช้เพื่อทำให้พลังงานที่ส่งไปยังกลไกมีความสม่ำเสมอที่สุด และ Chronomètre à Résonance ที่ใช้ปรากฏการณ์การสั่นพ้องของสายใยนาฬิกา 2 ชุดเพื่อความเที่ยงตรง ซึ่งเป็นสิ่งที่แทบไม่มีใครกล้าทำในระดับนาฬิกาข้อมือ

The Revolutionary List François-Paul Journe F.P. Journe
F.P. Journe Tourbillon Souverain, 1999

สิ่งที่ทำให้จูร์นแตกต่างคือ “ความดื้อรั้น” ในเชิงศิลปะ เขาเป็นคนแรกๆ ที่กล้าใช้ทองคำ (18k Rose Gold) มาทำเป็นแท่นเครื่องและสะพานจักรนาฬิกา ซึ่งยากและแพงกว่าปกติมหาศาล แต่มันกลับทำให้กลไกของเขามีเสน่ห์และมูลค่าที่ต่างออกไป และแม้ว่าแบรนด์จะเติบโตขึ้นมากเพียงใด เขายังคงรักษาจำนวนการผลิตที่น้อยมาก (ไม่เกิน 1,000 เรือนต่อปี) เพื่อคงไว้ซึ่งคุณภาพและความหายาก

The Revolutionary List François-Paul Journe F.P. Journe
F.P. Journe Centigraphe, 2005

และนี่คือเรื่องราวของฟรองซัวส์-โปล จูร์น ชายผู้ซึ่งคือผู้นำที่เป็นศิลปินอย่างแท้จริง เขาไม่ได้วิ่งตามเทรนด์ตลาด เพราะเขาคือคนที่ “สร้าง” ตลาดนาฬิกาอิสระ (Independent Watchmaking) ให้กลายเป็นที่ยอมรับและเป็นจุดสูงสุดที่นักสะสมทุกคนอยากไปให้ถึง เขาพิสูจน์ให้เห็นว่าความรู้ที่ลึกซึ้งจากอดีต เมื่อผสมกับความคิดสร้างสรรค์ที่ไม่มีขีดจำกัด สามารถสร้างสิ่งที่เหนือกาลเวลาได้จริงๆ 

อ่านเนื้อหาบทความที่น่าสนใจอื่นๆ เพิ่มเติม
The Revolutionary List: 26 ผู้นำที่สร้างแรงบันดาลใจ – รอล์ฟ ชไนเดอร์ (Rolf Schnyder)
เมื่อ G-SHOCK เปลี่ยนลุคมาเป็นสายมินิมัลกับ G-SHOCK G-STEEL GST-B1000D
Patek Philippe ประกาศจัดงาน WATCH ART Grand Exhibition Milan 2026

The Revolutionary List: 26 ผู้นำที่สร้างแรงบันดาลใจ – หลุยส์ เฟอร์ลา (Louis Ferla)

Louis Ferla ซีอีโอผู้พา Vacheron Constantin ก้าวข้ามกาลเวลาสู่ยุคใหม่

โดย Wei Koh . Dec 1, 2025

ในบรรดาผู้บริหารนาฬิการะดับสูง หลุยส์ เฟอร์ลา ซีอีโอของ Vacheron Constantin คือคนที่พิสูจน์ให้เห็นว่าแบรนด์ที่มีประวัติศาสตร์เก่าแก่และต่อเนื่องยาวนานที่สุดในโลก (ตั้งแต่ปี 1755) สามารถกลับมา “ฮอต” และร่วมสมัยได้อย่างน่าเหลือเชื่อในยุคดิจิทัล

หลุยส์ เฟอร์ลา ซีอีโอของ Vacheron Constantin
The Revolutionary List Louis Ferla CEO Vacheron Constantin
(จากซ้าย) 1977 Vacheron Constantin 222 “Jumbo” และ Vacheron Constantin Historiques 222 ซึ่งเป็นทองคำ 18K รุ่นปรับปรุงใหม่

หลุยส์ เฟอร์ลาเข้ารับตำแหน่งในปี 2017 และเขารู้ดีว่าโจทย์ใหญ่คือการทำให้แบรนด์ที่คนมองว่า คลาสสิกและเข้าถึงยาก กลายเป็นแบรนด์ที่คนรุ่นใหม่ใฝ่ฝัน ผลงานที่เปลี่ยนเกมที่สุดภายใต้การนำของเขาคือการผลักดัน Overseas ให้ก้าวขึ้นมาเป็นหนึ่งในนาฬิกาสปอร์ตหรูที่คนตามหามากที่สุดในโลก โดยเฉพาะการนำเสนอระบบการถอดเปลี่ยนสายได้ด้วยตัวเอง (Interchangeable Straps) ที่ตอบโจทย์การใช้งานจริงในชีวิตประจำวัน

The Revolutionary List Louis Ferla CEO Vacheron Constantin
Vacheron Constantin Traditionnelle เปิดปฏิทินฉบับสมบูรณ์ (©Revolution)

สิ่งที่ทำให้หลุยส์ เฟอร์ลาโดดเด่นคือการกล้าทดลองทำอะไรใหม่ๆ ที่แหวกขนบแบรนด์เก่าแก่ เช่น การเปิดตัวคอลเลกชัน Fiftysix ที่มีราคาเข้าถึงง่ายขึ้นเพื่อดึงกลุ่มลูกค้าหน้าใหม่ หรือการใช้บล็อกเชน (Blockchain) มาสร้างใบรับรองดิจิทัลเพื่อยืนยันความแท้ของนาฬิกาเป็นแบรนด์แรกๆ รวมถึงแคมเปญ “One of Not Many” ที่สื่อสารอย่างชัดเจนว่าแบรนด์นี้มีไว้สำหรับคนที่มองหาความแตกต่างอย่างมีระดับ

The Revolutionary List Louis Ferla CEO Vacheron Constantin
นาฬิกา Vacheron Constantin Patrimony ระบบไขลานอัตโนมัติ (©Revolution)

นอกจากความร่วมสมัย เขายังไม่ทิ้งรากเหง้าของงานฝีมือระดับสุดยอด (Metiers d’Art) และนาฬิกาสั่งทำพิเศษในแผนก Les Cabinotiers ที่ยังคงผลิตนาฬิกาที่มีความซับซ้อนสูงที่สุดในโลกเพื่อรักษาสถานะความเป็นเบอร์ต้นๆ ของวงการไว้

The Revolutionary List Louis Ferla CEO Vacheron Constantin
เลส์ คาบิโนติเยร์ “เบิร์กลีย์ แกรนด์ คอมพลิเคชั่น”
The Revolutionary List Louis Ferla CEO Vacheron Constantin
Les Cabinotiers Solaria Ultra Grand Complication (©Revolution)

หลุยส์ เฟอร์ลา คือผู้นำที่ใช้ความประณีตแบบดั้งเดิมมาผสมผสานกับความคล่องตัวของโลกสมัยใหม่ได้อย่างลงตัว เขาทำให้ Vacheron Constantin ไม่ใช่แค่แบรนด์ที่อยู่บนหิ้ง แต่เป็นแบรนด์ที่เข้าไปอยู่ในใจและบนข้อมือของนักสะสมยุคใหม่ทั่วโลกอย่างแท้จริง

อ่านเนื้อหาบทความที่น่าสนใจอื่นๆ เพิ่มเติม
The Revolutionary List: 26 ผู้นำที่สร้างแรงบันดาลใจ – รอล์ฟ ชไนเดอร์ (Rolf Schnyder)
เมื่อ G-SHOCK เปลี่ยนลุคมาเป็นสายมินิมัลกับ G-SHOCK G-STEEL GST-B1000D
Patek Philippe ประกาศจัดงาน WATCH ART Grand Exhibition Milan 2026

Lederer Central Impulse Chronometer 39 Racing Green การเดินทางครั้งใหม่ของกลไกแห่งความแม่นยำ

จิตวิญญาณแห่งนวัตกรรมผู้เข้ารอบสุดท้าย Louis Vuitton Watch Prize

Bernhard Lederer ช่างนาฬิกาอิสระผู้เปี่ยมด้วยวิสัยทัศน์ ตอกย้ำความเป็นผู้นำในโลกแห่งเรือนเวลาอีกครั้งด้วยผลงานล่าสุดจากคอลเลกชัน Masters of Escapements อย่าง Central Impulse Chronometer (CIC) 39 Racing Green โดยเรือนเวลารุ่นนี้เพิ่งสร้างประวัติศาสตร์ด้วยการได้รับเลือกให้เป็นหนึ่งในห้าผู้เข้ารอบสุดท้าย (Finalist) ของรางวัลอันทรงเกียรติอย่าง Louis Vuitton Watch Prize for Independent Creatives

ความสำเร็จครั้งนี้ เหมือนเป็นการสานต่อเกียรติภูมิจากปี 2021 ที่ Lederer เคยคว้ารางวัลสาขา Innovation Prize จากเวที Grand Prix d’Horlogerie de Genève (GPHG) มาแล้ว การก้าวเข้าสู่รอบสุดท้ายของเวที Louis Vuitton

ในครั้งนี้ จึงเป็นเครื่องยืนยันถึงความล้ำหน้าของกลไก CIC ที่ไม่เพียงโดดเด่นด้วยรูปลักษณ์เชิงสถาปัตยกรรม ยังสะท้อนถึงความมุ่งมั่นในการค้นหาความจริงเชิงกลไก (Mechanical Truth) ซึ่งถือเป็นหัวใจสำคัญที่ทำให้ Lederer แตกต่างและเป็นที่ยอมรับในระดับสากล

Lederer Central Impulse Chronometer 39 Racing Green

หัวใจสำคัญของเรือนเวลารุ่นนี้คือการแก้ปัญหาพื้นฐานของการวัดเวลาที่สืบทอดมานานหลายศตวรรษ โดย Lederer ได้นำชุด Escapement แบบธรรมดาสองชุดมาพัฒนาและเชื่อมต่อเข้าด้วยกันผ่านระบบเฟืองที่ซับซ้อน เพื่อส่งพลังงานไปยังจักรกลอก (Balance wheel) โดยตรงและมีความเสถียรสูงสุด

นวัตกรรมนี้ได้รับการขนานนามว่า “Central Impulse Chronometer” ซึ่งเป็นการนำแนวคิดดั้งเดิมของ George Daniels และ Abraham-Louis Breguet มาต่อยอดและขัดเกลาจนสมบูรณ์แบบ

ความพิเศษของรุ่น 39 Racing Green นี้อยู่ที่การลดขนาดตัวเรือนลงมาเป็น 39 มม. ซึ่งถือเป็นขนาดที่เหมาะสมที่สุดสำหรับนาฬิกาเดรสสมัยใหม่ แต่ก็ยังคงไว้ซึ่งความลึกและความซับซ้อนของกลไกที่มองเห็นได้ผ่านกระจกแซฟไฟร์รูปโดมที่กว้างเป็นพิเศษ หน้าปัดสีเขียว Racing Green ที่โดดเด่นสะดุดตาตัดกับตัวเรือนสเตนเลสสตีล มอบลุคที่สปอร์ตแต่ยังคงความหรูหราสง่างาม

Lederer Central Impulse Chronometer 39 Racing Green

ในด้านของกลไก คาลิเบอร์ 9012 นั้นประกอบขึ้นด้วยชิ้นส่วนถึง 210 ชิ้น โดยมีจุดเด่นคือระบบ Remontoire d’égalité สองชุดที่ทำหน้าที่ควบคุมการไหลของพลังงานให้สม่ำเสมอในทุกจังหวะวินาที งานตกแต่งกลไกนั้นทำด้วยมืออย่างประณีต ไม่ว่าจะเป็นการขัดเงาลบมุม (Anglage) การพ่นทราย และการขัดลายบนแผ่นฐานกลไก ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความทุ่มเทในทุกรายละเอียดอันเป็นเอกลักษณ์ของ Bernhard Lederer

สำหรับการปรับปรุงใหม่ของรุ่น Lederer Central Impulse Chronometer 39 Racing Green จึงเป็นข้อพิสูจน์ถึงความอุตสาหะในการท้าทายขีดจำกัดของกลไกบอกเวลา และเป็นการเฉลิมฉลองให้กับศิลปะการทำนาฬิกาที่เป็นอิสระอย่างแท้จริง 

Lederer Central Impulse Chronometer 39 Racing Green
ข้อมูลทางเทคนิค
  • ตัวเรือน: สเตนเลสสตีล 904L ขนาด 39 มม. หนา 10.75 มม. กระจกหน้าปัดแซฟไฟร์ทรงโดมสูงพิเศษเคลือบสารกันสะท้อนทั้งสองด้าน และฝาหลังแซฟไฟร์ใส
  • หน้าปัด: สีเขียว Racing Green ผสมผสานการขัดลายวงกลม (Circular Satin-finished) และลวดลายสลักรูปตัว V ที่เป็นเอกลักษณ์ พร้อมช่องเปิดแสดงกลไกวินาทีคู่
  • ฟังก์ชัน: แสดงชั่วโมง นาที และวินาทีแยกอิสระสองชุด (Double Small Seconds) พร้อมระบบแฮกวินาที (Stop-seconds)
  • กลไก: กลไกไขลานด้วยมือ Caliber 9012 ประกอบด้วยชิ้นส่วน 210 ชิ้น ความถี่ 21,600 ครั้งต่อชั่วโมง มีหัวใจหลักคือ Central Impulse Chronometer พร้อมระบบ Remontoire d’égalité สองชุด และสำรองพลังงานได้ 42 ชั่วโมง
  • สาย: หนังวัวคุณภาพสูงเย็บด้วยมือ พร้อมหัวเข็มขัดสเตนเลสสตีล 

อ่านเนื้อหาบทความที่น่าสนใจอื่นๆ เพิ่มเติม
The Revolutionary List: 26 ผู้นำที่สร้างแรงบันดาลใจ – รอล์ฟ ชไนเดอร์ (Rolf Schnyder)
เมื่อ G-SHOCK เปลี่ยนลุคมาเป็นสายมินิมัลกับ G-SHOCK G-STEEL GST-B1000D
Patek Philippe ประกาศจัดงาน WATCH ART Grand Exhibition Milan 2026

นาฬิกาปีนักษัตร Piaget Altiplano Zodiac Horse Edition อาชาแห่งสรวงสวรรค์บนเรือนเวลาชั้นสูง

นาฬิกาปีนักษัตร ศิลปะแห่งการลงยาอีนาเมลและการแกะสลักด้วยมือภายใต้อาชาแห่งโชคลาภ

Piaget เฉลิมฉลองปีนักษัตรม้าผ่านเรือนเวลา Altiplano Zodiac Horse Edition ซึ่งถ่ายทอดจิตวิญญาณอันเปี่ยมพลัง ความเคลื่อนไหวที่ไม่หยุดนิ่ง และสัญลักษณ์แห่งอิสรภาพ โดยถือเป็นส่วนหนึ่งของคอลเลกชันพิเศษที่อุทิศให้กับนักษัตรจีน ซึ่ง Piaget ยึดถือเป็นธีมสำคัญมาตั้งแต่ปี 2012

ศิลปะแห่งอีนาเมลและการแกะสลักด้วยมือ

หัวใจสำคัญของนาฬิการุ่นนี้อยู่ที่หน้าปัดซึ่งเปรียบเสมือนงานประติมากรรมที่มีชีวิต หน้าปัดทองคำขาวถูกแกะสลักด้วยมืออย่างประณีตภายในเวิร์กชอปของ Piaget เพื่อสร้างมิติความลึก จากนั้นจึงตกแต่งด้วยเทคนิค Palace Decor ซึ่งเป็นการแกะสลักลายเส้นอันเป็นเอกลักษณ์ของแบรนด์ที่มีมาตั้งแต่ยุค 1960

ความโดดเด่นของเรือนนี้คือผลงานของ Anita Porchet ศิลปินอีนาเมลชื่อดังระดับโลก โดยใช้เทคนิค Cloisonné Enamel (การลงยาแบบแบ่งช่องด้วยเส้นทองคำ) เพื่อสร้างรูปม้าในจังหวะที่กำลังกระโจนอย่างสง่างาม โดยใช้เฉดสีน้ำเงิน เทา และขาว ผสมผสานกับการเล่นแสงและเงาเพื่อให้รายละเอียดของมัดกล้ามเนื้อและเส้นขนดูสมจริงและเปี่ยมด้วยจินตนาการ

ความหรูหราของอัญมณีและตัวเรือน

ตัวเรือนทำจากไวท์โกลด์ขนาด 41 มม. มีความบางเพียง 8.3 มม. สะท้อนปรัชญา Extraleganza ของ Piaget ที่ผสมผสานความยอดเยี่ยมเข้ากับความหรูหราได้อย่างลงตัว

ขอบตัวเรือนประดับด้วยเพชรน้ำงามเจียระไนทรงเหลี่ยม (Baguette-cut) ขาตัวเรือนและหน้าปัดเสริมความระยิบระยับด้วยเพชรเจียระไนทรงกลม (Brilliant-cut) เม็ดมะยมประดับด้วยเพชรเจียระไนทรงกุหลาบ (Rose-cut) เพิ่มความอ่อนช้อย สายนาฬิกาจับคู่กับสายหนังจระเข้สีน้ำเงินที่เข้ากับโทนสีของหน้าปัด

Piaget Altiplano Zodiac Edition - The Horse Edition

กลไกที่บางเฉียบเหนือระดับ

ภายใต้ความงามของหน้าปัด บรรจุกลไก 830P ซึ่งเป็นกลไกไขลานด้วยมือที่บางเฉียบเป็นพิเศษเพียง 2.5 มม. อันเป็นความเชี่ยวชาญเฉพาะทางของโรงงาน Piaget ใน Côte-aux-Fées มาตั้งแต่ทศวรรษ 1950 แม้จะมีความบางมาก แต่ยังสามารถสำรองพลังงานได้ยาวนานถึง 60 ชั่วโมง

Piaget Altiplano Zodiac Horse Edition ผลิตขึ้นในจำนวนจำกัดเพียง 18 เรือนทั่วโลกเท่านั้น นับเป็นผลงานที่หลอมรวมทักษะช่างฝีมือชั้นสูง (Métiers d’art) ทั้งงานอัญมณี การแกะสลัก และการลงยาอีนาเมลไว้ในหนึ่งเดียว 

Piaget Altiplano Zodiac Edition - The Horse Edition
ข้อมูลทางเทคนิค
  • ชื่อรุ่น: Altiplano Zodiac Edition – The Horse Edition
  • ตัวเรือน: ไวท์โกลด์ขนาด 41 มม. หนา 8.3 มม. ประดับเพชรเจียระไนทรงเหลี่ยม (Baguette-cut) และทรงกลม (Brilliant-cut) พร้อมเพชรทรงกุหลาบ (Rose-cut) บนเม็ดมะยม กันน้ำได้ 3 ATM
  • หน้าปัด: งานลงยาอีนาเมลเทคนิค Cloisonné และ Paillon โดย Anita Porchet แกะสลักลาย Palace Decor ด้วยมือ และประดับเพชรเจียระไนทรงกลม
  • ฟังก์ชัน: การแสดงเวลาแบบชั่วโมงและนาที บนหน้าปัดงานศิลป์ชั้นสูงที่ผลิตจำกัดเพียง 18 เรือน
  • กลไก: กลไกไขลานด้วยมือคาลิเบอร์ 830P ที่บางเป็นพิเศษเพียง 2.5 มม. สำรองพลังงานได้ 60 ชั่วโมง
  • สาย: สายหนังจระเข้สีน้ำเงิน 

อ่านเนื้อหาบทความที่น่าสนใจอื่นๆ เพิ่มเติม
The Revolutionary List: 26 ผู้นำที่สร้างแรงบันดาลใจ – รอล์ฟ ชไนเดอร์ (Rolf Schnyder)
เมื่อ G-SHOCK เปลี่ยนลุคมาเป็นสายมินิมัลกับ G-SHOCK G-STEEL GST-B1000D
Patek Philippe ประกาศจัดงาน WATCH ART Grand Exhibition Milan 2026

ดื่มด่ำช่วงเวลาอันน่าจดจําเหนือสายน้ำแห่งประวัติศาสตร์ไปกับ Okura Cruise

ชื่นชมความงามของแม่น้ำเจ้าพระยาในมื้อพิเศษช่วงเทศกาลส่งท้ายปีบนทริปล่องเรือ Okura Cruise

เมื่อสายลมหนาวเริ่มแวะมาทักทาย พร้อมกับช่วงเวลากลางคืนที่ยืดระยะยาวนานกว่าเดิม
ทําให้เราเริ่มนึกถึงค่ำคืนส่งท้ายปีที่น่าจดจําปีนี้จะไปใช้เวลากับคนที่เรารักที่ไหนกันดีนะ… ไม่ต้องเสียเวลาคิดนาน
เพราะ Revolution คิดมาให้แล้วว่า ทริปล่องเรือตามเส้นทางแม่น้ำเจ้าพระยา พร้อมดินเนอร์มื้อพิเศษบนเรือ Okura
Cruise นี่แหละเป็นกิจกรรมส่งท้ายปีที่ไม่ว่าใครที่มีโอกาสได้สัมผัสต้องประทับใจไม่รู้ลืม

คริสต์มาสดินเนอร์สไตล์อาทิตย์อุทัยท่ามกลางบรรยากาศเงียบสงบ

ค่ำคืนคริสต์มาสอีฟและวันคริสต์มาสที่ได้ใช้เวลาร่วมกับคนที่รักอย่างอบอุ่น เราคงไม่ต้องการอะไรมากไปกว่าการได้ร่วมทานมื้อค่ำรสเลิศท่ามกลางบรรยากาศที่อบอวลไปด้วยความสุข  ไม่ต้องรายล้อมด้วยเสียงดนตรีอึกทึก แค่ได้ฟังเสียงระลอกน้ำกระทบท้องเรือเบาๆ ขณะเรือแล่นอย่างราบรื่นบนผืนน้ำ พร้อมชมแสงระยิบระยับจากดวงดาวบนท้องฟ้าก็รู้สึกอิ่มเอมใจอย่างประหลาด 

เพื่อให้มั่นใจว่า มื้อค่ำในช่วงคริสต์มาสของเราจะไม่ทำให้ทุกคนผิดหวัง  เราเลือกสำรองที่นั่งในคอร์ส Christmas Eve and Christmas Day Dinner ของ Okura Cruise ซึ่งมีให้เลือกถึงสองคอร์สด้วยกัน ทั้ง Kaiseki และ Teppanyaki นับเป็นคริสต์มาสดินเนอร์ที่แตกต่างจากที่คุ้นเคยกัน เพราะเราจะได้ลิ้มรสอาหารญี่ปุ่นชั้นเลิศแทนที่จะได้ทานอาหารตะวันตกตามแบบฉบับดั้งเดิมของคริสต์มาสดินเนอร์ 

โดยในคอร์ส Kaiseki เชฟจะเลือกสรรวัตถุดิบตามฤดูกาล นำมาปรุงอย่างพิถีพิถัน และออกแบบตกแต่งจานอย่างมีศิลปะ มอบสุนทรียะทางรสชาติและความรื่นรมย์ทางสายตา และที่สำคัญ คอร์ส Kaiseki ที่เสิร์ฟเป็นคอร์สเมนูขนาดกำลังพอเหมาะ ทำให้เราได้เพลิดเพลินกับการลิ้มลองรสชาติใหม่ๆ ที่หลากหลาย ส่วนคอร์ส Teppanyaki ที่เน้นอาหารย่างหรือผัดบนกระทะร้อนนั้นก็เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการเฉลิมฉลองด้วยมื้อใหญ่ที่อิ่มหนำกันถ้วนหน้า ไม่ต้องกังวลเรื่องคุณภาพวัตถุดิบ และฝีมือการควบคุมความร้อนของเชฟ เพราะขึ้นชื่อว่า Okura Cruise ย่อมเป็นตัวจริงเรื่องอาหารญี่ปุ่นอยู่แล้ว 

สำหรับคอร์ส Christmas Eve and Christmas Day Dinner ของ Okura Cruise เปิดสำรองที่นั่งสำหรับวันที่ 24 – 25 ธันวาคมนี้เท่านั้น โดยเรือจะออกจากท่าในเวลา 19.15 น. และกลับถึงท่าเรือในเวลา 21.45 น. ให้ทุกท่านได้ดื่มด่ำวิวยามค่ำคืนพร้อมลิ้มรสอาหารญี่ปุ่นอย่างเต็มอิ่ม 

ส่งท้ายปีด้วยดินเนอร์ท่ามกลางบรรยากาศอันงดงามเหนือกาลเวลา

มื้อดินเนอร์สุดพิเศษบนทริปล่องเรือตามสายน้ำเจ้าพระยายามค่ำคืนเป็นการส่งท้ายปีที่สุดคลาสสิกและประทับใจไม่รู้เบื่อ แค่นึกถึงวิวสุดไอคอนิกอย่างพระปรางค์วัดอรุณราชวรารามฯ ในยามค่ำคืนก็สัมผัสได้ถึงความรุ่งเรืองของประวัติศาสตร์ของกรุงรัตนโกสินทร์แล้ว หรือวิวกรุงเทพฯ ยุคร่วมสมัยอย่างสะพานพระราม 8 ในยามค่ำคืนก็ไม่เคยทำให้เราเบื่อหน่ายความงามของสถาปัตยกรรมอันเปี่ยมเอกลักษณ์นี้ได้สักที 

นอกเหนือจากวิวทิวทัศน์อันงดงามตราตรึง และสายลมเย็นในช่วงท้ายปีที่ทำให้บรรยากาศดูผ่อนคลายยิ่งกว่าฤดูกาลไหนๆ อาหารมื้อค่ำในคืนสุดท้ายของปีที่รังสรรค์โดยเชฟแห่ง Okura Cruise New Year’s Eve Dinner Journey ยิ่งส่งเสริมอรรถรสของค่ำคืนแสนมหัศจรรย์ให้น่าจดจำ โดยจะมีให้เลือกเป็นคอร์สอาหารญี่ปุ่นสองแบบทั้ง Kaiseki และ Teppanyaki เช่นเดียวกับคริสต์มาสดินเนอร์

แต่ความพิเศษที่เพิ่มเติมเข้ามาเป็นการเปิดรอบการเดินทางเป็นสองรอบด้วยกัน ได้แก่ Sunset Round ที่จะออกเดินทางชมแสงอาทิตย์อัสดงย้อมแผ่นฟ้าและผืนน้ำให้เป็นสีทองในช่วง Golden Hour โดยจะออกเดินทางในเวลา 18.15 น. และเดินทางกลับถึงที่หมายในเวลา 20.45 น. ส่วนรอบ The Ultimate Countdown Celebration นั้นจัดมาเพื่อผู้ที่ตั้งตารอคอยช่วงเวลานับถอยหลังส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่โดยเฉพาะ โดยจะออกจากท่าเรือในเวลา 21:30 น. และเดินทางกลับหลังจากช่วงเวลาเคานต์ดาวน์ผ่านพ้นไปในเวลา 00.30 น. 

เตรียมตัววางแผนสร้างช่วงเวลาอันน่าประทับใจในค่ำคืนที่มีความหมายได้ตั้งแต่วันนี้ รีบสำรองที่นั่งบน Okura Cruise ได้ที่ โทร. 02 687 9000 หรือ okuracruise@okurabangkok.com 

อ่านบทความเพิ่มเติมได้ที่:

Must Have: The White Symphony มัดรวม 7 นาฬิกาหน้าปัดขาว รับเทรนด์ Pantone 2026 “Cloud Dancer”

Cartier เปิดตัวแคมเปญส่งท้ายปี 2025 พบกับเหล่าเสือแพนเตอร์ตัวน้อยบุกบูติค 13 รูว์ เดอ ลา เป ในค่ำคืนแห่งความมหัศจรรย์

เจาะลึกเรือนเวลา Bvlgari ในฮอลิเดย์ซีซัน 2025: การรวมสุดยอดงานออกแบบอิตาเลียนและความเชี่ยวชาญสวิส

Chopard L’Heure du Diamant Moonphase เมื่อความงามของดวงจันทร์รายล้อมด้วยประกายแสงดาว

เรือนเวลาหน้าปัดอเวนเจอรีนประดับเพชรที่จำลองท้องฟ้าในยามราตรีได้อย่างไร้ที่ติ

นาฬิกาที่มาพร้อมฟังก์ชัน Moonphase นั้นดูโรแมนติกเสมอ และช่วงเวลาที่ได้มองดวงจันทร์ค่อยๆ แปลงร่างจากจันทร์เสี้ยวจนกระทั่งได้เฉิดฉายเป็นดวงกลมสมบูรณ์ก็นับเป็นความอิ่มอกอิ่มใจเล็กๆ ของผู้ที่ได้ครอบครองนาฬิกาที่มีฟังก์ชันบอกข้างขึ้นข้างแรม และเราก็ได้พบกับนาฬิกาที่มอบความงามสง่าที่แฝงด้วยความโรแมนติกชนิดที่จับใจได้ตั้งแต่แวบแรกที่เห็น นั่นก็คือ  L’Heure du Diamant Moonphase จาก Chopard

ความสง่างามอันน่าค้นหา  

คอลเลกชัน L’Heure du Diamant ของ Chopard นั้นเป็นคอลเลกชันที่โอบรับความเป็นเฟมินีนถึงขีดสุด ด้วยเส้นสายโค้งของตัวเรือนทรงกลม และการประดับประดาด้วยอัญมณีซึ่งเป็นความเชี่ยวชาญเฉพาะทางของเมซง นี่จึงเป็นนาฬิกาที่สุภาพสตรีตกหลุมรักได้ในทุกรายละเอียด แต่มากกว่าแค่ความงดงามตราตรึงใจ การใส่คอมพลิเคชันที่มีความซับซ้อนสูงและสวยชวนฝันอย่างฟังก์ชัน Moonphase เข้าไปยิ่งทำให้นาฬิการุ่นล่าสุดมีเสน่ห์ดึงดูดใจ และมีความซับซ้อนในตัว ซึ่งถ้าเปรียบเป็นผู้หญิงสักคนคงเป็นผู้หญิงสวยสง่าและน่าค้นหา

ความงามในลักษณะที่กล่าวถึงแสดงออกผ่านตัวเรือนทรงกลมทำจากไวท์โกลด์ 18 กะรัต ที่มาจากแหล่งผลิตที่คำนึงถึงชุมชน อันเป็นค่านิยมที่ทางเมซงยึดมั่น ขอบตัวเรือนรวมถึงขาตัวเรือนฝังเพชรทรงกลมรวม 3.86 กะรัต ส่องประกายระยิบระยับล้อมรอบหน้าปัดอเวนเจอรีนสีน้ำเงิน ซึ่งเทคนิคการฝังเพชรดังกล่าวเรียกว่า Crown Setting ที่ช่วยเพิ่มการส่องผ่านของแสงให้เข้าสู่ตัวเพชรได้มากที่สุด เทคนิคนี้พัฒนาโดย Karl Scheufele โดยใช้ก้านหนีบรูปตัว V รองรับเพชรแต่ละเม็ดด้วยก้านที่โปร่งบางราวกับลูกไม้โปร่งแสง ทำให้เพชรอวดประกายพราวระยับได้อย่างเต็มที่ เทคนิคเดียวกันนี้ยังถูกนำมาใช้ในการประดับเพชรทรง Briolette ขนาด 5.50 มม. ลงบนเม็ดมะยมไวท์โกลด์อีกด้วย นับเป็นการนำความชำนาญของเมซงจิวเวลรี่มาปรับใช้กับนาฬิกาสุภาพสตรีที่บรรจุไว้ซึ่งคอมพลิเคชันอันแสนซับซ้อนและงดงามได้อย่างแยบยล 

แผ่นหน้าปัดทำจากอเวนเจอรีนสีน้ำเงินเข้มดุจท้องฟ้าในยามราตรีทำหน้าที่จำลองฉากหลังของจักรวาลได้อย่างไร้ที่ติ ความเงางามที่แฝงไว้ด้วยประกายระยิบระยับทุกอณูของแผ่นอเวนเจอรีนสีน้ำเงินที่รองรับหลักชั่วโมงเพชร เข็มนาฬิกา และฟังก์ชัน Moonphase ไม่เพียงแต่งดงามในตัวเอง แต่ยังส่งเสริมให้ทุกองค์ประกอบได้เจิดจรัสอย่างไม่น้อยไปกว่ากัน และหากใครพอจะเคยได้ยินเรื่องเล่าเกี่ยวกับกำเนิดของอเวนเจอรีนมาบ้าง คงจะยิ่งสัมผัสได้ถึงความน่าทึ่งของวัสดุที่มีประกายวาวระยับอยู่ในตัวชนิดนี้ เรื่องมีอยู่ว่าเมื่อครั้งศตวรรษที่ 17 ช่างเป่าแก้วคนหนึ่งบนเกาะมูราโน ประเทศอิตาลี เผลอทำเศษทองแดงตกลงไปในแก้วที่กำลังหลอม จนเกิดเป็นวัสดุใหม่ที่มีประกายระยิบระยับโดยไม่ได้ตั้งใจ นี่จึงเป็นที่มาของชื่อ ‘Aventurine’ ที่มาจากคำว่า ‘per avventura’ ที่ในภาษาอิตาเลียน แปลว่า ‘โดยบังเอิญ’ แต่การนำวัสดุชนิดนี้มาใช้ถ่ายทอดความงามของท้องฟ้าที่เต็มไปด้วยหมู่ดาวบนหน้าปัดของ L’Heure du Diamant Moonphase นั้นไม่ใช่ความบังเอิญอย่างแน่นอน 

ฟังก์ชัน Moonphase ที่ขับเคลื่อนด้วยกลไกชุดใหม่

นอกเหนือจากความงามประจักษ์ของนาฬิกา L’Heure du Diamant Moonphase คงต้องขอเจาะลึกลงไปในกลไกที่ขับเคลื่อนฟังก์ชันอันงดงาม ซึ่งนับเป็นครั้งแรกของคอลเลกชัน L’Heure du Diamant ที่มีการบรรจุกลไกที่มีความซับซ้อนเช่นนี้ลงไปในนาฬิกาสำหรับสุภาพสตรีที่มีขนาดตัวเรือนเล็กเพียงแค่ 35.75 มม. และมีความหนาเพียงแค่ 9.6 มม. ซึ่งกลไกอัตโนมัติ Chopard Calibre 09.02-C ซึ่งประกอบด้วยชิ้นส่วน 169 ชิ้น ขนาดเพียง 20.40 x 4.60 มม. ก็สามารถบรรจุอยู่ในตัวเรือน Ethical White Gold 18 กะรัตได้อย่างพอดิบพอดีเลยทีเดียว      

ฟังก์ชัน Moonphase ที่ขับเคลื่อนด้วยกลไกชุดใหม่ เลือกใช้จานแสดงข้างขึ้นข้างแรมทำจากอเวนเจอรีนเช่นเดียวกับหน้าปัด ซึ่งช่างนาฬิกาผู้เชี่ยวชาญของโรงงานผลิตกลไกของ Chopard ได้ปรับเทียบให้เส้นทางการเดินของดวงจันทร์มีความเที่ยงตรงในระดับดาราศาสตร์ โดยมีความคลาดเคลื่อนเพียง 57.2 วินาทีต่อหนึ่งรอบดวงจันทร์ ซึ่งหมายความว่า ต้องใช้เวลานานถึง 122 ปี กว่าที่จะแสดงผลต่างจากตำแหน่งจริงของดวงจันทร์ไปเพียงหนึ่งวัน และเมื่อนั้นฟังก์ชันนี้จึงจำเป็นต้องปรับตั้งใหม่

เรียกได้ว่า ถ้าคิดจะส่งมอบนาฬิกาเรือนนี้ไปยังรุ่นลูกรุ่นหลาน อย่าลืมกำชับเรื่องการปรับตั้งฟังก์ชันนี้ใหม่ภายในเวลาที่กำหนด เพราะภายในชั่วอายุของเราคงไม่ยาวนานพอที่จะมีโอกาสได้ปรับตั้งค่าด้วยตัวเอง    

ข้อมูลทางเทคนิค

  • รหัส: 139445-1001 
  • ตัวเรือน: ไวท์โกลด์ 18 กะรัต ขนาด 35.75 มม. กันนํ้าได้ 30 เมตร ขอบตัวเรือน
  • และขาตัวเรือนฝังเพชรทรงกลมรวม 3.86 กะรัต 
  • กลไก: ไขลานอัตโนมัติ Chopard 09.02-C สำรองพลังงาน 42 ชั่วโมง
  • ความถี่: 3.5 เฮิรตซ์/25,200 ครั้งต่อชั่วโมง   
  • หน้าปัด: อเวนเจอรีนสีนํ้าเงินเข้ม เข็มชั่วโมงและนาทีเคลือบโรเดียมทรงกรวย 
  • ตำแหน่งชั่วโมงและกรอบข้างขึ้นข้างแรมฝังเพชร 
  • ฟังก์ชัน: แสดงชั่วโมงและนาที  แสดงข้างขึ้นข้างแรม 
  • สาย: สายหนังจระเข้สีนํ้าเงินเข้ม หัวล็อกไวท์โกลด์ฝังเพชร 

อ่านบทความเพิ่มเติมได้ที่:

เฉลิมฉลองช่วงเวลาแห่งความสุขผ่านเรือนเวลา Blancpain รุ่นไอคอนิกที่ Revolution คัดสรรมาเพื่อคนที่คุณรัก

The Revolutionary List: 30 นาฬิกาผู้บุกเบิก – The Chopard L.U.C Full Strike

The Revolutionary List: 26 ผู้นำที่สร้างแรงบันดาลใจ – คาร์ล-ฟรีดริช ชอยเฟเล (Karl-Friedrich Scheufele)

BOVET Miss Audrey Bris de Verre นาฬิกาที่ส่องประกายความสุขและความรักในช่วงเทศกาล

โดดเด่นด้วยเทคนิค Bris de Verre ที่จำลองประกายผืนหิมะไว้บนหน้าปัดได้อย่างงดงาม

ช่วงเวลาปลายปีไปจนถึงปีหน้าที่เทือกเขาแอลป์ปกคลุมด้วยหิมะสีขาวโพลน ไม่เพียงแต่ประกายสีขาวของหิมะเท่านั้นที่แสนจะโรแมนติก แต่ประกายระยิบระยับของทั้งแสงไฟประดับทั่วเมืองในหุบเขายังช่วยเสริมความรู้สึกอบอุ่น และช่วยไม่ได้จริงๆ ที่ช่วงนี้สายตาของเราถูกดึงดูดด้วยนาฬิกาประดับอัญมณีที่ชวนให้เคลิบเคลิ้มไปกับความงามเจิดจรัสในทุกมุม

Bris de Verre เทคนิครังสรรค์ประกายเกล็ดหิมะ

นาฬิกา Miss Audrey รุ่นใหม่ล่าสุดสะกดสายตาเราได้สำเร็จ ด้วยหน้าปัด Bris de Verre ที่แปลตรงตัวว่า ‘กระจกแตก’ เปรียบประกายสีขาววาวระยับของหน้าปัดผงเพชรละเอียดเข้ากับผืนหิมะวาวระยับในฤดูหนาวอันเยือกเย็น ซึ่งเทคนิค Bris de Verre นั้นเป็นเทคนิคที่ต้องอาศัยความละเอียดประณีตสูงสุด โดยช่างแกะสลักต้องใช้เวลา 15 – 20 ชั่วโมงในการขีดเส้นวางแนวบริเวณรอบขอบหน้าปัด รูใจกลางหน้าปัด และแนวช่องหลักชั่วโมงทั้งสี่ที่ใช้รองรับแซฟไฟร์ทรงลูกแพร์

แต่ใช่ว่าแค่นั้นจะเสร็จสิ้นกระบวนการ เพราะขั้นตอนต่อไปยิ่งต้องอาศัยความละเอียดลออและฝีมืออันเชี่ยวชาญยิ่งกว่า นั่นก็คือการใช้เครื่องมือที่เรียกว่า ‘onglette’ สิ่วขนาดเล็กปลายแหลมตอกลงบนแผ่นหน้าปัดเป็นลายสามเหลี่ยมชิ้นเล็กชิ้นน้อยแบบสุ่มตำแหน่ง ซึ่งกว่าจะเต็มพื้นที่หน้าปัดต้องอาศัยการตอกด้วยมือนับพันครั้งจึงจะเสร็จสมบูรณ์ และการวางลายทับซ้อนแบบสุ่มตำแหน่งที่ทำให้เกิดเท็กซ์เจอร์ที่ดูเป็นธรรมชาติคล้ายเศษแก้วแตกทับถมกัน และด้วยเหลี่ยมมุมของลวดลายที่สลักลงไปยังทำให้เกิดประกายตกกระทบของแสงเป็นประกายวาวระยับ ดูไกลๆ ราวกับผืนหิมะเลยทีเดียว

Miss Audrey ความอ่อนหวานผสานความเชี่ยวชาญของช่างฝีมือ

นาฬิการุ่น Miss Audrey เป็นคอลเลกชันนาฬิกาที่เปรียบเสมือนอัญมณีเม็ดงามอันแสนอ่อนหวานท่ามกลางสุดยอดนาฬิกาอันทรงพลังในเมซง BOVET แต่ภายใต้ความหวานละมุนชวนหลงใหลนั้น นาฬิกาสำหรับสุภาพสตรีรุ่นนี้แฝงไว้ด้วยความล้ำเลิศรอบด้าน การันตีด้วยรางวัลนาฬิกาสุภาพสตรียอดเยี่ยมจากเวที GPHG 2020 ไม่ว่าจะเป็น เทคนิคการตกแต่งหน้าปัดที่เลือกใช้งานช่างฝีมือที่ทำได้ยากหลากหลายเทคนิคด้วยกัน การประดับอัญมณีอย่างประณีต และเอกลักษณ์เฉพาะตัวอย่างระบบ Amadeo สิทธิบัตรเฉพาะของ BOVET ที่สามารถแปลงร่างจากนาฬิกาข้อมือสู่นาฬิกาพก หรือแม้กระทั่งนาฬิกาตั้งโต๊ะขนาดเล็กก็ยังทำได้เช่นกัน

ซึ่งแน่นอนว่า สำหรับ Miss Audrey Bris de Verre รุ่นใหม่ล่าสุดนี้นั้น ความอ่อนหวานสไตล์เฟมินีน ความเจิดจรัสของประกายอัญมณี และความหลากหลายในการปรับเปลี่ยนรูปแบบด้วยระบบ Amadeo ยังคงอยู่คู่ Miss Audrey โฉมใหม่ที่มาในตัวเรือนสเตนเลสสตีลขนาด 36 มม. ประดับเพชรเจียระไนทรงบริลเลียนต์คัต 103 เม็ด ล้อมรอบขอบหน้าปัด Bris de Verre อันตระการตาด้วยเทคนิคอันทรงคุณค่าในเชิงงานช่างฝีมือชั้นสูง

Miss Audrey จึงเป็นนาฬิกาที่เปล่งประกายความสมบูรณ์แบบพร้อมเป็นตัวแทนแห่งความรักอันงดงามข้ามกาลเวลา

ข้อมูลทางเทคนิค

  • กลไก: ไขลานอัตโนมัติ Caliber 11BA15
  • ฟังก์ชัน: บอกเวลา ชั่วโมงและนาที
  • ตัวเรือน: ตัวเรือน Amadeo Fleurier สเตนเลสสตีล ขนาด 36 มม.
  • ประดับเพชรสีขาวเจียระไนทรงบริลเลียนต์คัต 103 เม็ด พร้อมระบบ Amadeo จดสิทธิบัตร หน้าปัด: แกะสลักด้วยมือเป็นลวดลาย Bris de Verre ประดับแซฟไฟร์ทรงลูกแพร์สีสัน 4 เม็ด เข็มนาฬิกาทรงหัวใจทำจากสเตนเลสสตีลรมไฟสีน้ำเงิน เคลือบ Super-LumiNova สีขาว
  • สาย: สายหนังจระเข้แท้ผิวเกรนสีขาว พร้อมบัคเคิลสเตนเลสสตีลแบบ Ardillon

อ่านบทความเพิ่มเติมได้ที่:

Richard Mille Ladies Collection เรือนเวลาสง่างาม ซับซ้อน และท้าทายทุกนิยาม

The Impressive Bovet Virtuoso XI Skeleton Tourbillon

Bovet Récital 30 นาฬิกา world time ที่บอกเวลาทุกไทม์โซนทั่วโลกได้ละเอียดยิ่งกว่า

The Revolutionary List: 26 ผู้นำที่สร้างแรงบันดาลใจ – ซีริล วีเนอรง (Cyrille Vigneron)

Cyrille Vigneron ผู้นำผู้พา Cartier กลับสู่จุดสูงสุดด้วยปรัชญา “จ้าวแห่งรูปทรง”

โดย Wei Koh . Dec 1, 2025

ถ้าใครได้เห็นความสำเร็จของ Cartier ในช่วงไม่กี่ปีมานี้ที่ก้าวกระโดดขึ้นมาเป็นแบรนด์นาฬิกาที่มียอดขายเป็นอันดับ 2 ของโลก เบื้องหลังความสำเร็จนั้นคือวิสัยทัศน์ของ ซีริล วีเนอรง ซีอีโอผู้เปลี่ยนวิธีคิดของแบรนด์ให้กลับมาโฟกัสที่ “หัวใจ” ของตัวเองอีกครั้ง

Cyrille Vigneron ผู้นำผู้พา Cartier กลับสู่จุดสูงสุดด้วยปรัชญา “จ้าวแห่งรูปทรง”

ตอนที่ ซีริล วีเนอรง เข้ามารับตำแหน่งในปี 2016 เขาไม่ได้เลือกที่จะเดินตามกระแสการทำนาฬิกาแนวสปอร์ตจ๋าๆ หรือนาฬิกากลไกที่ซับซ้อนจนหลุดโลก แต่เขากลับเลือกที่จะพา Cartier ย้อนกลับไปหาจุดแข็งที่สุดนั่นคือ “รูปทรง” (Shape) เขาเชื่อว่า Cartier คือ “Jeweller of Time” ที่มีมรดกในการออกแบบรูปทรงนาฬิกาได้สวยงามและมีเอกลักษณ์ที่สุดในโลก

ผลงานที่เห็นได้ชัดคือการชุบชีวิตนาฬิกาตระกูลไอคอนิกให้กลับมาทวงบัลลังก์ได้อย่างสง่างาม ทั้งการปรับโฉม Panthère, Santos และ Pasha ให้เข้ากับยุคสมัย รวมถึงการผลักดันคอลเลกชัน Cartier Privé ที่นำเอารูปทรงแปลกตาในอดีตอย่าง Crash, Tank Cintrée หรือ Cloche กลับมาทำใหม่ในจำนวนจำกัด จนกลายเป็นที่ต้องการอย่างบ้าคลั่งในหมู่นักสะสม

ซีริล วีเนอรง มีความเข้าใจในจริตของคนรักนาฬิกายุคใหม่เป็นอย่างดี เขามองว่ามันคือ งานศิลปะบนข้อมือ ที่ต้องมีความสง่างามและเหนือกาลเวลา การตัดสินใจของเขาทำให้ Cartier กลายเป็นแบรนด์ที่กลับมา “Cool” อีกครั้งในสายตาของทั้งผู้ชายและผู้หญิงทั่วโลก

สรุปสั้นๆ คือ ซีริล วีเนอรง คือผู้นำที่พิสูจน์ให้เห็นว่า การกลับไปให้ความสำคัญกับดีไซน์ที่เป็นรากแก้วของแบรนด์ และการกล้าที่จะเป็นตัวเองอย่างแท้จริง คือกลยุทธ์ที่ทรงพลังที่สุดในการพาแบรนด์ไปสู่ความสำเร็จอย่างยั่งยืนในยุคปัจจุบัน

อ่านบทความเพิ่มเติมได้ที่:

G-SHOCK Nano กำเนิดนักรบไซเบอร์ ‘จิ๋วแต่แจ๋ว’ ที่ย่อส่วนความแกร่งลงบนปลายนิ้ว
การผจญภัยอิสคอลลิ่ง…Seiko Prospex Asia-Pacific Limited Edition ‘The Wonders of Nature’
Rado เผย 3 รุ่นไฮเทคเซรามิกใหม่ ประจำปี 2025 ความล้ำสมัยและดีไซน์ร่วมสมัยในสไตล์ที่เป็นเอกลักษณ์

The Revolutionary List: 26 ผู้นำที่สร้างแรงบันดาลใจ – เทียร์รี สเติร์น (Thierry Stern)

Thierry Stern ทายาทผู้รักษาความศักดิ์สิทธิ์และจิตวิญญาณของ Patek Philippe

โดย Wei Koh . Dec 1, 2025

การรับไม้ต่อในฐานะทายาทรุ่นที่ 4 ของ Patek Philippe แบรนด์ที่ถูกยกย่องว่าเป็นจุดสูงสุดของโลกนาฬิกาไม่ใช่เรื่องง่าย แต่ เทียร์รี สเติร์น พิสูจน์ให้เห็นว่าเขาสามารถรักษา ความศักดิ์สิทธิ์ ของแบรนด์ไว้ได้ พร้อมกับนำพา Patek เข้าสู่ยุคสมัยใหม่ได้อย่างสง่างาม

The Revolutionary List Thierry Stern
เทียร์รี สเติร์น (Thierry Stern)

สิ่งที่ทำให้เทียร์รีโดดเด่นคือความเป็น “Watchmaker” ที่อยู่ในสายเลือด เขาถูกฝึกฝนอย่างเข้มงวดในทุกแผนกตั้งแต่วัยเยาว์ จนถึงขั้นที่เขายังคงทำหน้าที่ตัดสินคุณภาพเสียงของนาฬิกา Minute Repeater ทุกเรือนก่อนออกจากโรงงานด้วยตัวเอง สิ่งนี้แสดงให้เห็นว่าสำหรับเขาแล้ว คุณภาพระดับสูงสุดคือสิ่งที่ประนีประนอมไม่ได้เด็ดขาด

The Revolutionary List Thierry Stern
The ref. 5970 reminds Thierry Stern of a fond memory about his grandfather (©Revolution)
Advanced Research Aquanaut Travel Time Ref. 5650G-001 (©Revolution)

ภายใต้การนำของเขา Patek Philippe ได้สร้างปรากฏการณ์สำคัญหลายอย่าง โดยเฉพาะการเปิดตัว Grandmaster Chime ในปี 2014 เพื่อฉลองครบรอบ 175 ปี ซึ่งเป็นนาฬิกาข้อมือที่ซับซ้อนที่สุดเท่าที่แบรนด์เคยสร้างมา แต่นอกจากงานฝีมือระดับสูงแล้ว เขายังเป็นคนที่ตัดสินใจเฉียบขาดในด้านกลยุทธ์ เช่น การประกาศเลิกผลิตนาฬิการุ่นยอดฮิตอย่าง Nautilus 5711 ในขณะที่มันกำลังอยู่ในจุดสูงสุด เพื่อรักษาความสมดุลและความยั่งยืนของแบรนด์ ไม่ให้กลายเป็นแบรนด์ที่คนจดจำเพียงแค่รุ่นเดียว

Patek Philippe “Advanced Research” Minute Repeater Ref. 5750P

เทียร์รีไม่ได้มองแค่ยอดขายในระยะสั้น เพราะเขามองไปถึงคนรุ่นถัดไปตามสโลแกนอันเป็นอมตะของแบรนด์ เขาเป็นคนบริหารจัดการความคาดหวังของนักสะสมทั่วโลกท่ามกลางความต้องการที่ล้นหลาม โดยยังคงรักษาความเป็นธุรกิจครอบครัวที่เปี่ยมไปด้วยจิตวิญญาณและความเป็นอิสระ

สรุปได้ว่า เทียร์รี สเติร์น คือผู้นำที่ใช้ทั้ง “หู” ที่ฟังเสียงกลไกอย่างละเอียด และ “วิสัยทัศน์” ที่เฉียบคมในการประคับประคองมรดกที่ล้ำค่าที่สุดของโลกนาฬิกา ให้ยังคงเป็นเบอร์หนึ่งอย่างสง่างามท่ามกลางกระแสการเปลี่ยนแปลงของโลก

อ่านบทความอื่นๆ เพิ่มเติม
The Revolutionary List: 26 ผู้นำที่สร้างแรงบันดาลใจ – เรย์นัลด์ แอสคลิมันน์ (Raynald Aeschlimann)
Lederer Inverto Titanium เผยความงามบริสุทธิ์ของกลไกผ่านตัวเรือนไทเทเนียมโครงสร้างโปร่งใส
Must Have: The White Symphony มัดรวม 7 นาฬิกาหน้าปัดขาว รับเทรนด์ Pantone 2026 “Cloud Dancer”

The Revolutionary List: 26 ผู้นำที่สร้างแรงบันดาลใจ – รอล์ฟ ชไนเดอร์ (Rolf Schnyder)

The Revolutionary List: Rolf Schnyder ชายผู้พลิกฟื้น Ulysse Nardin และผู้บุกเบิกวัสดุซิลิกอนคนแรกของโลก

โดย Wei Koh . Dec 1, 2025

ถ้าจะหาใครสักคนที่นิยามคำว่า “ผู้มาก่อนกาล” ในโลกนาฬิกาได้ดีที่สุด ชื่อของ รอล์ฟ ชไนเดอร์ ต้องอยู่ในลิสต์แน่นอน เขาคือชายผู้กอบกู้แบรนด์เก่าแก่อย่าง Ulysse Nardin ขึ้นมาจากเถ้าถ่านในปี 1983 และเปลี่ยนมันให้กลายเป็นสนามทดลองทางวิศวกรรมที่ล้ำสมัยที่สุดแห่งหนึ่งของวงการ

ผู้นำที่สร้างแรงบันดาลใจ – รอล์ฟ ชไนเดอร์ (Rolf Schnyder)
Ulysse Nardin Freak

ชไนเดอร์มีวิสัยทัศน์ที่ต่างจากผู้บริหารคนอื่นในยุคนั้น เขาไม่ได้เน้นแค่การทำของสวยงามตามขนบ เพราะเขามองหา “ความเป็นไปได้ใหม่ๆ” การตัดสินใจครั้งสำคัญที่สุดคือการร่วมมือกับด็อกเตอร์ ลุดวิก เอคสลิน (Dr. Ludwig Oechslin) เพื่อสร้างนาฬิกาชุด Trilogy of Time ซึ่งเป็นการนำความรู้ด้านดาราศาสตร์มาใส่ไว้บนข้อมือได้อย่างน่าอัศจรรย์ โดยเฉพาะรุ่น Astrolabium Galileo Galilei ที่ได้รับการบันทึกใน Guinness World Records ว่าเป็นนาฬิกาที่ซับซ้อนที่สุดในโลกขณะนั้น

The Revolutionary List: 26 Inspirational Leaders: Rolf Schnyder
A watch with no crown, no hands, and an all-new escapement

จุดเปลี่ยนที่สำคัญที่สุดที่ทำให้โลกต้องจำเขาคือการเปิดตัว Ulysse Nardin Freak ในปี 2001 ครับ ชไนเดอร์กล้าที่จะทิ้งกฎการทำนาฬิกาทุกอย่างที่เคยมีมา ทั้งการไม่มีหน้าปัด ไม่มีเข็ม และไม่มีเม็ดมะยม แต่ที่แสบไปกว่านั้นคือเขาเป็นคนแรกที่นำ ซิลิกอน (Silicon) มาใช้ในกลไกนาฬิกา ซึ่งในตอนนั้นคนทั้งวงการต่างปรามาสและไม่เชื่อมั่น แต่วันนี้ซิลิกอนกลับกลายเป็นวัสดุมาตรฐานที่แบรนด์ยักษ์ใหญ่อย่าง Patek Philippe หรือ Rolex ต้องใช้ตาม

The Revolutionary List: 26 Inspirational Leaders: Rolf Schnyder
Ulysse Nardin’s Silicon Dual Direct Escapement Wheels

รอล์ฟ ชไนเดอร์ นอกเหนือจากการเป็นเจ้าของแบรนด์แล้ว เขาคือ “นักคิด” ที่กล้าเดิมพันกับนวัตกรรมที่ไม่มีใครกล้าทำ ความสำเร็จของเขาพิสูจน์ให้เห็นว่า ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีและศิลปะการทำนาฬิกาแบบดั้งเดิมสามารถอยู่ร่วมกันได้ และเขานี่แหละคือคนที่วางรากฐานให้นาฬิกายุคใหม่มีความอิสระและไร้ขีดจำกัดแบบที่เป็นอยู่ในทุกวันนี้

อ่านบทความอื่นๆ เพิ่มเติม
The Revolutionary List: 26 ผู้นำที่สร้างแรงบันดาลใจ – เรย์นัลด์ แอสคลิมันน์ (Raynald Aeschlimann)
Lederer Inverto Titanium เผยความงามบริสุทธิ์ของกลไกผ่านตัวเรือนไทเทเนียมโครงสร้างโปร่งใส
Must Have: The White Symphony มัดรวม 7 นาฬิกาหน้าปัดขาว รับเทรนด์ Pantone 2026 “Cloud Dancer”