ทำความรู้จัก BOVET ผ่านมุมมองของ Pascal Raffy ผู้กุมวิสัยทัศน์ของแบรนด์ในปัจจุบัน 

Date:

กว่า 200 ปีที่ผ่านมา BOVET ได้ก้าวข้ามความหมายของนาฬิกากลไกไปสู่การเป็น Objets d’Art

“ผมรู้จัก Bovet อยู่แล้วในฐานะที่สะสมนาฬิกามาก่อน โดยเฉพาะนาฬิกาพกและโครโนกราฟจากช่วงทศวรรษ 1930 ถึง 1950” ปาสกาล ราฟฟี (Pascal Raffy) เท้าความถึงจุดเริ่มต้น

“ผมตัดสินใจเข้าซื้อกิจการของ Bovet ด้วยเงื่อนไขเพียงอย่างเดียวว่า ผมจะไม่ไล่ตามปริมาณการผลิต ผมไม่สามารถสร้างนาฬิกาเป็นหมื่นๆ เรือนได้ สิ่งที่ผมรักคือศิลปะและศาสตร์แห่งการทำนาฬิกา เป้าหมายของผมคือฟื้นฟูโรงงานและจิตวิญญาณของ Bovet ทีละขั้น ผ่านงานฝีมือ ไม่ใช่อุตสาหกรรมขนาดใหญ่”

แบรนด์ Bovet ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 1822 และสร้างชื่อเสียงขึ้นมาอย่างรวดเร็วจากนาฬิกาพกที่โดดเด่นด้วยรายละเอียดอันวิจิตรประณีต โดยการผสานความแม่นยําทางกลไกเข้ากับเทคนิคงานศิลป์ที่หลากหลาย ทั้งจิตรกรรมแบบมินิเอเจอร์ เทคนิคการเคลือบสี (Enamelling) และการสลักลวดลาย (Engraving) ล้วนเป็นที่ชื่นชมทั้งในยุโรปและจีน สะท้อนแนวทางอันแน่วแน่ของ Bovet ที่สืบสานมาตั้งแต่เริ่มก่อตั้งแบรนด์ว่า นาฬิกาทุกเรือนต้องสามารถผสานความเที่ยงตรงเข้ากับความงดงามได้อย่างลงตัว

และนับตั้งแต่ มร. ราฟฟีเข้ามาสืบสานแบรนด์ต่อในปี 2001 เขาก็มุ่งมั่นกับการสานต่อความรุ่งโรจน์ให้สมกับที่เป็นแบรนด์นาฬิกาชั้นสูง โดยปี 2006 ทางแบรนด์ได้ก่อตั้งโรงงานการผลิตครบวงจรที่ Tramelan รวมถึงซื้อปราสาทสมัยศตวรรษที่ 14 ชื่อ Château de Môtiers ซึ่งตั้งอยู่บนเนินเขา มองเห็นวิวเมือง Val-de-Travers และ Fleurier และเคยอยู่ในครอบครองของ Henri-François Dubois-Bovet และปัจจุบันได้กลายเป็นโรงงานผลิตหน้าปัดของแบรนด์

หากผมพูดในฐานะนักสะสม Bovet คือแบรนด์ที่ไม่เหมือนใครจริงๆ  เราเป็นเมซงที่บูรณาการทุกส่วนการผลิตเอง เป็นธุรกิจครอบครัวที่มีประวัติยาวนานกว่า 200 ปี และมีผลงานที่เป็น ‘คุณูปการแท้จริง’ ต่อวงการนาฬิกาศาสตร์จำนวนมาก อย่างฝาหลังแบบเปิด (open caseback) ชิ้นแรกของโลกซึ่งถูกประดิษฐ์โดย Édouard Bovet ทำให้ผู้ครอบครองสามารถชื่นชมงานขัดแต่งกลไกได้ อีกทั้งศิลปะตกแต่งก็เป็นส่วนหนึ่งของ DNA เรามานานกว่า 2 ศตวรรษ และเรายังพัฒนานวัตกรรมเชิงกลไก ทั้งสิทธิบัตรฟลายแบ็กโครโนกราฟชิ้นแรกในปี 1889 รวมถึงนวัตกรรมยุคใหม่อย่างกลไกปรับเวลาออมแสง (DST) 

Pascal Raffy

ความคิดสร้างสรรค์ด้านกลไกและความเป็นเอกลักษณ์ในเชิงวิจิตรศิลป์ของ BOVET ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางในวงการนาฬิกา ผลงานชิ้นเอกหลายชิ้นของเมซงยังได้รับเกียรติคว้ารางวัลจาก Grand Prix d’Horlogerie de Genève (GPHG) มาแล้วหลายครั้ง ซึ่งไม่เพียงเป็นเครื่องยืนยันถึงความสำเร็จด้านวิศวกรรมกลไกของเรือนเวลา แต่ยังสะท้อนปรัชญาของเมซงในการเชิดชูนาฬิกาให้เป็นผลงานศิลปะอันทรงคุณค่าอีกด้วย  

ขณะให้สัมภาษณ์กับเราตอนเดินทางมาเยือนเมืองไทยในช่วงงาน Bangkok Watch Week เขาก็ลุ้นกับผลงานล่าสุดอย่าง Récital  30 ซึ่งเข้าชิงรางวัล และในที่สุดก็คว้ารางวัล Men’s Complication Watch Prize จากเวที GPHG ในปีนี้มาครองได้

ซึ่งความยูนีคของนาฬิกาเวิลด์ไทม์เรือนนี้เกิดจากใช้ชุดโรลเลอร์เมือง 24 เมือง ร่วมกับโรลเลอร์พิเศษอีกหนึ่งตัวซึ่งทำหน้าที่รองรับการเปลี่ยนแปลงของช่วง Daylight Saving Time ผลลัพธ์คือสามารถแสดงเวลาท้องถิ่นได้อย่างแม่นยำทั่วทุกมุมโลกตลอดทั้งปี ซึ่งเป็นสิ่งที่กลไกเวิลด์ไทม์แบบดั้งเดิมส่วนใหญ่ไม่อาจทำได้

ย้อนกลับไปในปี 2001 ตอนที่คุณเข้าซื้อ Bovet ความฝันของคุณต่อเมซงแห่งนี้คืออะไร

ตั้งแต่อายุ 13 ผมหลงใหลนาฬิกาพกและศิลปะแห่งการประดิษฐ์นาฬิกา แต่เหนือสิ่งอื่นใด ผมรักใน ‘ความไม่เหมือนใคร’ ผมไม่เคยสนใจของที่ผลิตจำนวนมาก ไม่ว่าจะเป็นนาฬิกาหรือรถยนต์ ผมต้องการสิ่งที่มีจิตวิญญาณ และใส่ใจทุกรายละเอียดความฝันของผมเมื่อปี 2001 คือการพา Bovet กลับสู่ความรุ่งเรืองแบบศตวรรษที่ 19 หลายคนไม่รู้ว่า Bovet เป็นหนึ่งในแบรนด์สวิสแบรนด์แรกๆ ที่เดินทางเข้าสู่เอเชีย รวมถึงจีนแผ่นดินใหญ่ ซึ่งเป็นสิ่งที่ต้องใช้วิสัยทัศน์และความกล้าหาญอย่างยิ่ง สำหรับผม เมซงลักชัวรี่ที่แท้จริงต้อง ‘ทำได้ครบทุกอย่างภายใต้หลังคาเดียวกัน’ ผมต้องการให้คอลเลกเตอร์ได้เห็นทุกขั้นตอน ตั้งแต่การขึ้นรูปชิ้นส่วนไปจนถึงสปริงจักร ซึ่งทำโดยช่างประจำของเราเองที่ Château de Môtiers อายุกว่า 700 ปี นั่นคือความชอบธรรมที่ไม่สามารถลอกเลียนได้ ความฝันของผมคือให้ทุกคนได้พบช่างของเรา ถามคำถาม ใกล้ชิดกับงานฝีมือที่แท้จริง ซึ่งเราบรรลุได้ในปี 2006 เมื่อ Bovet กลายเป็นโรงงานผลิตครบวงจรอย่างแท้จริง

Bovet ในวันนี้ใกล้เคียงกับวิสัยทัศน์นั้นแค่ไหน

ผมภูมิใจมาก นับตั้งแต่ศตวรรษที่ 19 Bovet เป็นแบรนด์แรกที่เปิดฝาหลังนาฬิกาพก เพื่อให้เห็นความงดงามของกลไกและงานตกแต่ง แสดงถึงความมั่นใจในคุณภาพของตนเอง ตลอดทศวรรษที่ผ่านมา เราได้รับรางวัล GPHG ถึง 5 ครั้ง รวมถึงรางวัล Aiguille d’Or (รางวัลนาฬิกายอดเยี่ยมซึ่งเป็นรางวัลสูงสุดของเวที GPHG) เมื่อคณะกรรมการผู้เชี่ยวชาญนับพันยอมรับในความงามของงานฝีมือ กลไก และนวัตกรรม ก็ชัดเจนว่า Bovet เดินมาถูกทางแล้ว เรารักษารากเหง้าของเราโดยไม่ตามกระแส ผมอยากให้ Bovet เป็นผู้กำหนดทิศทาง ไม่ใช่ผู้ตาม

Récital 22 Grand Récital (GPHG 2018 – Aiguille d’Or Winner) ผู้ชนะรางวัลเข็มทองคำในปีนั้น (ซึ่งเป็นรางวัลสำคัญที่สุดของงาน) โดดเด่นด้วย Tellurium Orrery ซึ่งจำลองการหมุนของโลกจากมุมมองด้านบน พร้อมด้วยดวงจันทร์ที่โคจรในฟังก์ชัน Moonphase และดวงอาทิตย์ในรูปแบบของทูร์บิญอง นอกจากนี้ยังมีกลไก Perpetual Calendar เข็มนาทีแบบเรโทรเกรด และพลังงานสำรองนานถึง 9 วัน ผลงานชิ้นเอกเรือนนี้พิสูจน์ให้เห็นว่า กลศาสตร์แห่งดาราศาสตร์และความแม่นยำสามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างกลมกลืนในจักรวาลแห่งเรือนเวลา
Miss Audrey (GPHG 2020 – Ladies’ Watch Winner)
เรือนเวลานี้บรรจุกลไกขนาดเล็กไว้ภายในตัวเรือน Amadéo® Convertible Case ซึ่งสามารถปรับเปลี่ยนรูปแบบการสวมใส่ได้อย่างง่ายดายและไร้ที่ติในทุกลักษณะการใช้งาน และด้วยผลงานชิ้นนี้ Bovet ได้แสดงให้เห็นถึงความเป็นเลิศด้านวิศวกรรมแม้ในสเกลที่เล็กที่สุด พร้อมทั้งเติมเต็มด้วยความคิดสร้างสรรค์อันเปี่ยมล้น ผ่านหน้าปัดกิโยเช่ลงรักเคลือบเงาที่ประณีตงดงาม ซึ่งโดดเด่นไม่ว่าจะอยู่ในรูปแบบนาฬิกาข้อมือ จี้นาฬิกาห้อยคอ หรือเรือนเวลาตั้งโต๊ะ

Récital 20 Astérium (GPHG 2023 – Calendar & Astron- omy Winner)
สุดยอดผลงานที่รังสรรค์หอดูดาวขนาดย่อมให้อยู่บนข้อมือโดดเด่นด้วยโดมท้องฟ้ายามคํ่าคืนที่แสดงเวลาแบบ 24 ชั่วโมง รายล้อมด้วยสมการเวลา (Equation of Time), ฟังก์ชันข้างขึ้น-ข้างแรม (Moonphase) และเข็มนาทีย้อนกลับ (Retrograde Minutes) พร้อมด้วยกลไก Flying Tourbillon แบบคู่ และพลังงานสำรองยาวนานถึง 10 วัน ฉากหลังยังประกอบด้วยปฏิทินประจำปีที่แสดงราศี วันกลางคืนยาวนานที่สุดและกลางวันสั้นที่สุด (Solstices) รวมถึงวันเริ่มต้นฤดูใบไม้ผลิและฤดูใบไม้ร่วง (Equinoxes)

เนื่องจากธีมของนิตยสารฉบับนี้คือ Power หรือ ‘พลัง’ คุณได้เรียนรู้อะไรเกี่ยวกับพลังระหว่างการบริหารแบรนด์ Bovet

เชื่อไหมว่าอักษรย่อชื่อผม คือ PR ซึ่งหมายถึง power reserve แบรนด์ Bovet เคยสร้างนาฬิกาพกที่มีพลังงานสำรองยาวถึง 370 วันเลยครับ (เขาเล่าขำๆ) สำหรับผม ‘พลังที่แท้จริง’ ต้องคู่กับความถ่อมตนและปัญญา พลังจะงดงามก็ต่อเมื่อใช้เพื่อสื่อสารและสร้างแรงบันดาลใจ ไม่ใช่กดขี่

พลังที่ดังเกินไปมักนำไปสู่ปัญหาเสมอ พลังที่แท้จริงนั้นสงบ ไม่จำเป็นต้องเปล่งเสียง คล้ายปรมาจารย์ศิลปะการต่อสู้ที่ขยับเพียงสองท่าแต่สามารถเอาชนะได้ นั่นแหละพลัง

Pascal Raffy

การที่แบรนด์ยังคงเป็นธุรกิจอิสระส่งผลต่อกลยุทธ์ของ Bovet อย่างไร 

ความเป็นอิสระคือความท้าทายที่สวยงามมาก การเป็นโรงงานครบวงจรทำให้เรา ‘คล่องตัว’ ‘ตอบสนองไว’ และ ‘เป็นหนึ่งเดียวกัน’ ทุกครั้งที่ผมมีไอเดีย เช่นตอนเริ่มโปรเจ็กต์ Récital 28 Prowess 1 (ซึ่งเป็นผลงานที่คว้ารางวัลกลไกยอดเยี่ยมจาก GPHG ในปี 2024) ผมแชร์กับทุกคนในโรงงานตั้งแต่วันแรก แล้วทุกฝ่ายก็ช่วยกันระดมสมองตลอดหลายปี นี่แหละพลังของมนุษย์ ไม่ใช่ของเครื่องจักร เครื่องจักรที่ซับซ้อนที่สุดบนโลกคือ ‘มนุษย์’

Récital 28 Prowess 1 (GPHG 2024 – Mechanical Exception Winner) Récital 28 Prowess 1 คือนาฬิกาเรือนแรกของโลก ซึ่งสามารถปรับเวลาให้ตรงกับ Daylight Saving Time ได้อย่างสมบูรณ์แบบ ผลงานอันลํ้าค่านี้ผสานกลไก 24-City Rollers เข้ากับกลไก ปฏิทินถาวร (Perpetual Calendar) พร้อมด้วยฟลายอิ้งทูร์บิญอง (Flying Tourbillon) และพลังงานสำรองยาวนานถึง 10 วัน


คุณเล่าว่าแรงบันดาลใจสำหรับกลไกเกิดขึ้นในช่วงโควิด

ตอนประชุมผ่าน Zoom ผมงงเรื่องโซนเวลาตลอด เพราะผมไม่ชอบอยู่หน้าคอมพิวเตอร์ ผมชอบการพูดคุยและแลกเปลี่ยนกันจริงๆ ความสับสนเรื่องเวลาเป็นจุดเริ่มต้นของการพัฒนา Prowess 1 แรกเริ่มเราทำหน้าปัดแบบ 24 ส่วน แต่ไม่นานผมก็รู้สึกว่า “เราทำได้ดีกว่านี้” แม้ทีมจะพัฒนามาห้าปีแล้วก็ตาม หลังจากความเงียบ 5 นาที ซึ่งถือเป็นช่วงที่ยาวมากในห้องประชุม

วิศวกรรุ่นใหม่คนหนึ่งก็พูดว่า “เดี๋ยวลองดูครับ” สิ่งที่เริ่มจากแทบเป็นไปไม่ได้ กลายเป็นจริงใน 13 เดือน และคว้ารางวัล Mechanical Exception หลังจากนั้นก็ต่อยอดมาถึง Récital 30 (ซึ่งเพิ่งคว้ารางวัล Men Complication จาก GPHG ในปีนี้) ที่ออกแบบให้ใส่ได้จริงในชีวิตประจำวัน โดยมีลูกๆ ของผมช่วยออกความคิดเห็นเรื่องดีไซน์ สีสัน และรูปทรง ซึ่งผมชอบมาก เพราะเป็นการเตรียมคนรุ่นต่อไปอย่างเป็นธรรมชาติ

คุณคิดว่า ‘ความหายาก’ คือพลังของวงการลักชัวรี่หรือเปล่า

ทุกวันนี้คำว่า ลักชัวรี่ ถูกใช้มากเกินไป แต่สำหรับผม ลักชัวรี่ที่แท้จริงมี 3 อย่าง คืออัตลักษณ์ที่ชัดเจน ปริมาณน้อย และงานฝีมือที่แท้จริง สิ่งหรูหราต้อง ‘มองแล้วรู้ทันที’ เหมือนกระเป๋า Kelly รองเท้า Berluti หรือนาฬิกาของ Bovet และความหายากเกิดขึ้นเองจากคุณภาพ เพราะงานระดับนี้ผลิตจำนวนมากไม่ได้

Bovet มีทั้งงานศิลป์และนวัตกรรม คุณรักษาสมดุลระหว่างสองสิ่งนี้ได้อย่างไร

มันเป็นธรรมชาติของเรา ตั้งแต่ศตวรรษที่ 19 แล้ว เราให้ความสำคัญกับทั้งกลไกอันประณีตและงานศิลป์ชั้นสูง นวัตกรรมต้องมีคุณค่า ไม่ใช่ลูกเล่น เราสร้างนาฬิกา world timer ที่แม่นยำที่สุดในโลก แม้วันหนึ่งระบบ daylight saving จะถูกยกเลิก คุณก็ยังมี ‘หลักฐานทางประวัติศาสตร์มนุษยชาติ’ อยู่บนข้อมือ

Miss Audrey ‘Bris de Verre’
อีกหนึ่งผลงานชิ้นเอกที่งดงามสะกดทุกสายตา โดดเด่นด้วยหน้าปัด ‘Bris de Verre’ หรือเทคนิคกระจกแตกละเอียดอันวิจิตรเสมือนละอองหิมะขาวบริสุทธิ์ที่โปรยตัวระยิบระยับท่ามกลางแสงอาทิตย์หลักชี้เวลาประดับด้วยแซฟไฟร์ทรงลูกแพร์หลากสีเพิ่มมิติแห่งความหรูหราและความอ่อนช้อยในเวลาเดียวกัน หนึ่งในความพิเศษของเรือนเวลานี้อยู่ที่ขั้นตอนการแกะสลักด้วยเครื่องมือเฉพาะทางที่เรียกว่า ‘onglette’ ซึ่งช่างผู้ชำนาญต้องลงมือแกะสลักรูปสามเหลี่ยมเล็กๆ นับพันครั้ง เพื่อสร้างพื้นผิวที่ระยิบระยับราวกับมีชีวิต ขับให้หน้าปัดโดดเด่นไม่เหมือนใคร ล้อมกรอบด้วยเพชรเจียระไน 103 เม็ด ประดับบนตัวเรือน Amadéo® สเตนเลสสตีลขนาด 36 มิลลิเมตร สะท้อนสมดุลอันลงตัวระหว่างงานศิลป์ งานช่าง และความงามเหนือกาลเวลา

ถ้าจะมีนาฬิกาหนึ่งรุ่นที่เป็นตัวแทน Bovet ได้ดีที่สุด สำหรับคุณ มันคือรุ่นไหน 

Monsieur Bovet พร้อมระบบ Amadeo ของผมที่มีภาพเหมือนลูกทั้งสามวาดแบบ miniature painting ด้านหลัง ตัวเรือนนวัตกรรมล้ำหน้า ใช้ได้ทั้งสองด้านเปลี่ยนเป็นนาฬิกาพกหรือตั้งโต๊ะได้ และความรู้สึกทั้งหมดซ่อนอยู่ที่ด้านหลัง เพื่อเจ้าของคนเดียว

แล้วถ้าต้องเลือกนาฬิกาเพียงเรือนเดียวใส่ตลอดชีวิต

ผมจะเลือกนาฬิกาพกศตวรรษที่ 19 ที่มีรูป ‘แม่และเด็ก’ ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของมนุษยชาติ ทุกวัฒนธรรมให้ความเคารพภาพนี้ และสำหรับผม มันงดงามทั้งในเชิงเทคนิคและในเชิงจิตวิญญาณ

คุณมีคำแนะนำสำหรับนักสะสมนาฬิการุ่นใหม่ไหม

คอลเลกเตอร์จะสะสมนาฬิกาเป็น 20 หรือ 40 เรือนจากแบรนด์ต่างๆ ก็ได้ แต่ควรเลือกจากคุณภาพ เอกลักษณ์  และความเป็นนาฬิกาจริงๆ  ไม่ใช่เพื่อโชว์ฐานะ ‘อย่าสวมธนาคารไว้บนข้อมือ’ ‘จงสวมระดับการศึกษาและรสนิยมของคุณไว้แทน’ 

Fleurier Virtuoso XI
เรือนเวลาสุดพิเศษมีโครงสร้าง Skeletonized แบบเต็มรูปแบบทั้งสองด้าน นับเป็นครั้งแรกของโลกแห่งศาสตร์การสร้างนาฬิกาชั้นสูงที่นำเสนองานแกะสลักมืออย่างวิจิตรตระการตาให้ชมได้พร้อมกันทั้งด้านหน้าและด้านหลัง ประดับด้วยลวดลายแกะสลักสไตล์ ‘Pierre du Château’ หรือ ‘Fleurisanne’อันเป็นเอกลักษณ์ของแบรนด์ผสานประกายงดงามของเพชรเจียระไนสีขาวที่จัดวางอย่างประณีต ภายในขับเคลื่อนด้วย Flying Tourbillon และพลังงานสำรองยาวนานถึง 10 วัน  

อ่านบทความเพิ่มเติมได้ที่:

Nicolas Beau ผู้ต่อยอดตำนานแห่งอัญมณีชั้นสูงของ Tiffany & Co.
สู่นาฬิกาไฮจิวเวลรี่ที่เปี่ยมด้วยจินตนาการ
คุยกับสองบุรุษผู้อยู่เบื้องหลังความฝัน
และความสำเร็จของ De Bethune
เมื่อความคิดสร้างสรรค์หลอมรวมกับงานฝีมือที่ Trilobe






Share post:

More like this

หรือนี่จะเป็นลมหายใจครั้งใหม่ที่บาเซิล? เมื่อ MCH Group พยายามกู้คืนศรัทธาของเมืองหลวงแห่งเวลาผ่านงาน “Basilia Jewellery & Watch Fair”

วิเคราะห์ทิศทางอุตสาหกรรมนาฬิกาหลังการประกาศเปิดตัว "Basilia" งานจัดแสดงเรือนเวลาและเครื่องประดับหรูงานใหม่โดย MCH Group ความพยายามครั้งสำคัญในการฟื้นฟูเมืองบาเซิลให้กลับมามีบทบาทบนแผนที่โลกนาฬิกาอีกครั้งผ่านโมเดลธุรกิจที่กระชับและเป็นมิตรขึ้น

แนะนำ 6 นาฬิกาดำน้ำดีไซน์สปอร์ตที่แข็งแกร่ง ทนทาน พร้อมลุยสถานการณ์ฝนตกชุกช่วงครึ่งปีหลัง

แนะนำ 6 นาฬิกาดำน้ำดีไซน์สปอร์ตที่แข็งแกร่ง ทนทาน พร้อมลุยสถานการณ์ฝนตกชุกช่วงครึ่งปีหลัง และสามารถนำมามิกซ์แอนด์แมทช์เข้ากับลุค Everyday Wear ในชีวิตประจำวันได้อย่างลงตัว

Royal Oak Offshore Selfwinding Chronograph สลัดลุคนาฬิกาสปอร์ตสายลุย ลดขนาดลงมา 37 มม. จับคู่กับเฉดสีชมพูและขอบหน้าปัดเพชร

เมื่อนาฬิกาสปอร์ตสายลุยลดขนาดลงมาอยู่ที่ 37 มิลลิเมตร แต่อัดแน่นด้วยวิศวกรรมกลไกจับเวลารุ่นล่าสุด Audemars Piguet นำเสนอ Royal Oak Offshore Selfwinding Chronograph (Ref. 26430IS) ตัวเรือนไทเทเนียมขนาด 37 มิลลิเมตร ที่ปรับสัดส่วนความหนาเหลือเพียง 11.5 มิลลิเมตร

เปิดมุมมองความคิดเห็นต่อวงการนาฬิกาของเด็กยุคใหม่: เมื่อเรือนเวลากลายเป็นมากกว่าแค่เครื่องบอกเวลา และการลงทุนในยุคดิจิทัล

เจาะลึกนิยามใหม่ของเรือนเวลาในมุมมองคนรุ่นใหม่ จากเครื่องบอกเวลาสู่งานศิลปะ สินทรัพย์ทางเลือก และวัฒนธรรม Pop Culture ที่ขับเคลื่อนด้วยทรงพลังของกระแสโซเชียล