ครั้งแรกของโลก Blancpain เผยโฉมผลงานล่าสุด Grande Double Sonnerie นาฬิกากลไกที่ใช้เสียงถึงสี่โน้ต

Date:

Blancpain Grande Double Sonnerie ยังสามารถเลือกได้สองทำนองเสียงด้วยปุ่มกดบนตัวเรือนอีกด้วย

เคยได้ยินคำคมที่ว่า ไม่มีอะไรจะเกินความสามารถของมนุษย์ กันไหม… 

ตอนที่ได้เดินทางร่วมทริปแห่งความลับไปสัมผัสกับผลงานระดับมาสเตอร์พีซชิ้นใหม่จาก Blancpain ถึงที่เมืองเลอ บราซูส์ ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ 
ฉันคิดถึงคำนี้ ผลงานที่เรียกได้ว่าเป็น ‘การเปิดขอบฟ้าใหม่’ ให้กับโลกของนาฬิกาในระดับ Grand Complication เป็นอะไรที่ใหม่มากเลยทีเดียว

หลายคนอาจจะทราบว่า Marc A. Hayek ประธานและซีอีโอของ Blancpain มักคิดอะไรนอกกรอบอยู่แล้ว และเมื่อเขามีดำริว่าจะสร้างนาฬิกาคอมพลิเคชัน grande sonnerie เขาตั้งใจว่าต้องออกมาไม่เหมือนใคร เพราะอยากรู้ว่านาฬิกาตีบอกเวลาที่เราสวมไว้บนข้อมือจะพัฒนาไปขนาดไหนได้บ้าง

“ผมต้องการสร้าง Grande Sonnerie ที่เจ้าของสามารถสวมใส่ได้จริง ไม่ใช่เพียงเรือนเวลาที่จะถูกเก็บไว้ในตู้เซฟ” และยังต้อง “ทำให้ผู้สวมใส่ยิ้มทุกครั้งที่ได้ยินเสียงของมัน ซึ่งเป็นเสียงที่ปลุกเร้าอารมณ์อย่างแท้จริง”

Marc A. Hayek ประธานและซีอีโอของ Blancpain

ผลลัพธ์ที่ได้ก็คือนาฬิกา Grande Double Sonnerie ซึ่งถือเป็นการมาบรรจบกันของสุดยอดความซับซ้อน โดยเป็นนาฬิการุ่นแรกของโลก ที่บรรเลงทำนองได้สองแบบ (dual melody) แทนที่จะเป็นแบบเดียวเหมือนทั่วไป ทั้งยังผนวกกลไก petite sonnerie, minute repeater รวมถึง flying tourbillon และ Retrograde Perpetual Calendar ไว้ในเรือนเดียว ตอกยํ้าประวัติศาสตร์ของแบรนด์ซึ่งเชี่ยวชาญการผลิตนาฬิกากลไกระดับ grand complication มาตั้งแต่แรกเริ่มด้วย

Blancpain Grande Double Sonnerie
Marc A. Hayek และ Eric Singer

Marc A. Hayek ให้สัมภาษณ์ว่า “ปกติแล้ว กลไก grande sonnerie ส่วนใหญ่มักพัฒนาร่วมกับช่างนาฬิกาอิสระ แต่สำหรับผลงานนี้เป็นชิ้นแรกของเราที่พัฒนาโดยทีมงานภายในอย่างแท้จริง และนั่นคือส่วนที่สนุกที่สุด คุณได้เริ่มจากศูนย์ เห็นทุกอย่างก่อรูปขึ้นต่อหน้าต่อตา และทั้งหมดนี้เกิดจากทีมงานและบุคลิกเฉพาะของแต่ละคน เพราะงานแบบนี้ไม่ใช่ผลงานของคนเพียงคนเดียวเลยจริงๆ เราอยากพิสูจน์ว่าเราสามารถสร้างสิ่งที่ท้าทายเช่นนี้ได้ด้วยตนเอง และเราก็ทำได้สำเร็จ” 

กำเนิดเสียงอันไพเราะ

“การฟังเสียง sonnerie ก็เปรียบเสมือนการลิ้มรสไวน์ที่ยอดเยี่ยม มันไม่ใช่เพียงเรื่องของความดัง แต่คือความใส ความก้องกังวาน ความยาวนานของเสียง และความละเมียดละไมของโทนเสียง”

Marc A. Hayek

แม้ว่า Grande Sonnerie หรือราชินีแห่งกลไกนาฬิกาจะเป็นหนึ่งในสุดยอด grand complication ที่ท้าทายด้วยตัวมันเองอยู่แล้วแต่สิ่งที่ Marc A. Hayek ปรารถนานั้นก็ยิ่งทำให้มันยิ่งใหญ่กว่าเดิม ในช่วงเดือนพฤศจิกายน สื่อมวลชนสายนาฬิกาจึงได้เดินทางมายังสำนักงานและเวิร์กช็อปของ Blancpain ที่ตั้งอยู่ในเมืองเลอ บราซูส์ ในแคว้น Vallée de Joux ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ สถานที่ที่ประวัติศาสตร์หน้าแรกของแบรนด์ได้เริ่มต้นขึ้น ไม่เพียงเท่านั้น ทางแบรนด์ถึงกับจำลองห้องปฏิบัติการลับในเมือง Le Sentier มาไว้ที่นี่ชั่วคราวเพื่อให้เราได้เข้าใจกำเนิดและความท้าทายของนาฬิกาสุดพิเศษนี้ที่ใช้เวลาในการพัฒนานาน 8 ปี 

ขอเท้าความถึงฟังก์ชันตีบอกเวลาสักเล็กน้อย ก่อนปี 1992 ยังไม่มีนาฬิกาข้อมือเรือนใดที่ทำงานด้วยกลไก grande sonnerie มีแค่เพียง minute repeater ซึ่งจะตีบอกเวลาเมื่อเจ้าของต้องการเท่านั้น โดยเสียงที่ได้จะเกิดจากการผสมผสานของสองโน้ตเสียง หนึ่งสูง และหนึ่งต่ำ ส่วน grande sonnerie และ petite sonnerie จะตีบอกเวลาโดยอัตโนมัติในขณะที่เวลาหมุนไป กลไก grande sonnerie คือระบบที่ตีบอกชั่วโมงทุกชั่วโมง และในทุกไตรมาสชั่วโมงจะตีบอกทั้งชั่วโมงและไตรมาสนั้นด้วย ส่วน petite sonnerie นั้นแบ่งได้เป็นสองรูปแบบ แบบพื้นฐานจะตีบอกเวลาเฉพาะชั่วโมง โดยไม่ตีในแต่ละไตรมาส ส่วนแบบที่ซับซ้อนกว่าจะตีบอกทั้งชั่วโมงและไตรมาส แต่ไม่ซ้ำชั่วโมงในแต่ละครั้ง

นาฬิกาข้อมือ grande sonnerie รุ่นแรกของโลกใช้หลักการตีบอกเวลาแบบสองเสียง ซึ่งเป็นแบบเดียวกับนาฬิกา minute repeater ส่วนใหญ่ โดยจะตีเสียงต่ำเพื่อบอกชั่วโมง เสียงสูงเพื่อบอกนาที และเสียงผสมของทั้งสองเพื่อบอกไตรมาส ซึ่งใช้กันในนาฬิกาประเภทนี้แทบทุกรุ่น แนวทางนี้ได้กลายเป็นรูปแบบหลักที่ใช้สืบต่อกันมาในกลไก grande sonnerie แทบทุกรุ่นทั่วโลก 

แต่สำหรับ Grande Double Sonnerie เกิดจากความตั้งใจเปลี่ยนเสียงบอกเวลาให้กลายเป็นท่วงทำนองดนตรี อย่างแท้จริง เริ่มจากการเพิ่มโน้ตเป็น 4 ตัว ได้แก่ มี โซล ฟา ที ซึ่งเพิ่มระดับความซับซ้อนของกลไกขึ้นเป็นสองเท่า เนื่องจากต้องใช้ค้อนตีสี่ตัวแยกกัน และยังต้องทำให้แต่ละโน้ตต้องมีระดับเสียงที่แม่นยำสมบูรณ์แบบเพื่อให้สามารถบรรเลงร่วมกันได้อย่างไพเราะ

ทางช่างประดิษฐ์นาฬิกาของ Blancpain ได้มีการใช้เทคโนโลยีเลเซอร์ความละเอียดสูงเข้ามาใช้ตรวจวัดความถี่ของการสั่นสะเทือนของค้อนเพื่อทดสอบและปรับแต่งจนแต่ละโน้ตทั้งสี่ และ Blancpain ยังได้พัฒนา regulator แบบแม่เหล็กที่ได้รับการจดสิทธิบัตรเพื่อรักษาจังหวะการบรรเลงให้สม่ำเสมอ ซึ่งจะทำงานอย่างเงียบสนิท ปราศจากเสียงกลไกที่จะรบกวนการตีบอกเวลา ในการสร้างทำนองดนตรี ต้องมีการวัดระยะห่างระหว่างแต่ละโน้ตทั้งสี่ตัวโน้ตด้วยความแม่นยำทางวิทยาศาสตร์ ภายในห้องปฏิบัติการของ Blancpain ทีมวิศวกรได้ให้ข้อมูลการวิเคราะห์และข้อมูลทางเทคนิคแก่เหล่าช่างประดิษฐ์นาฬิกาชั้นครูซึ่งใช้ทักษะความรู้แบบดั้งเดิมในการปรับแต่งฟันเฟืองในกลไก sonnerie ในระดับไมครอน

การสอดประสานการทำงานกันระหว่างการใช้เทคโนโลยีขั้นสูงกับทักษะงานฝีมือนี้ก็เพื่อทำให้จังหวะของเสียงคงที่สมบูรณ์ ในความคลาดเคลื่อนไม่เกินหนึ่งในสิบของวินาทีเท่านั้น และเพื่อบรรลุคุณภาพเสียงลุ่มลึก ยังมีการติดตั้ง sounding ring ทองคำ ซึ่งจากการค้นคว้าวิจัย เป็นวัสดุที่ให้เสียงที่มีคุณภาพอะคูสติกดีที่สุด และทีมออกแบบของ Blancpain ได้สร้างสรรค์ acoustic membrane ทองคำ ฝังภายในขอบตัวเรือน ซึ่งช่วยส่งผ่านและขยายเสียงจากกลไกออกสู่บรรยากาศภายนอกอย่างเป็นธรรมชาติ 

Blancpain Grande Double Sonnerie

บทเพลงอันเป็นเอกสิทธิ์ 

นอกจาก Grande Double Sonnerie ของ Blancpain จะบรรเลงบอกชั่วโมงก่อนจะต่อด้วยสี่ไตรมาสเต็มรูปแบบแล้ว ยังสามารถเลือกได้สองทำนองเสียงด้วยปุ่มกดบนตัวเรือน ได้แก่ ทำนองคลาสสิก Westminster chime แบบสี่โน้ต และบทเพลงต้นฉบับของ Blancpain ซึ่งระบุผ่านตัวบ่งชี้บนหน้าปัด คือ W สำหรับเสียง Westminster chime และ B สำหรับทำนอง Blancpain โดย Grande Double Sonnerie ใช้ quarter racks สองชุดสำหรับแต่ละทำนอง วางซ้อนกันเป็นชั้นบน-ล่าง พร้อมด้วย column wheel ที่ทำหน้าที่สลับการทำงานระหว่างสองทำนองนี้ โดยเลือกเชื่อมต่อหรือแยกการทำงานของแต่ละชุดตามต้องการ

Blancpain Grande Double Sonnerie

สำหรับ Westminster chime เป็นที่คุ้นเคยกันดีอยู่แล้ว เพราะเป็นทำนองเดียวกับที่ใช้แสดงเวลาของหอนาฬิกา Big Ben และสำหรับท่วงทำนองของ Blancpain นั้นประพันธ์ขึ้นมาใหม่โดยนักดนตรีชื่อดัง Eric Singer มือกลองของ KISS วงร็อกระดับตำนาน แถมเขายังเป็นนักสะสมนาฬิกาตัวยง และเป็นเพื่อนสนิทของ Marc A. Hayek  ด้วย โดยในระหว่างกระบวนการประพันธ์ Singer ได้ร่วมงานอย่างใกล้ชิดกับเพื่อนสนิทและคีย์บอร์ดชื่อดังระดับโลก Derek Sherinian ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการเติมเต็มมิติทางดนตรีและความกลมกลืนของบทเพลง “ตอนทีม Blancpain ส่งสเปกทางเทคนิคของนาฬิกามาให้ ผมไม่เข้าใจเลยสักคำเดียว!”

Singer กล่าวติดตลก “สิ่งที่ท้าทายที่สุดจริงๆ คือการที่เรามีโน้ตเพียงสี่เสียงให้ใช้ สิ่งนี้อาจจะฟังดูเยอะสำหรับนาฬิกา แต่สำหรับนักดนตรีนั่นคือข้อจำกัดมหาศาล การเปลี่ยนข้อจำกัดให้กลายเป็นบทเพลงนั้นเป็นดั่งปริศนาอย่างแท้จริง และในขณะเดียวกันก็เป็นสิ่งที่ทำให้การร่วมงานของผมกับ Derek เต็มไปด้วยเสน่ห์อย่างยิ่ง”

Marc A. Hayek เล่าว่า “ผมรู้ว่า Eric เป็นนักสะสมนาฬิกาตัวยง ผมเลยถามเขาว่า สนุกไหมกับการทำงานนี้ การได้พัฒนาอะไรเจ๋งๆ แบบนี้ เพราะความสนุก มันคือจุดตั้งต้น ไม่ใช่ผลลัพธ์สุดท้าย แน่นอนว่าผมดีใจกับผลลัพธ์มาก แม้มันจะเป็นโจทย์ยาก เพราะเราต้องการอะไรใหม่ๆ คุณจะพบดนตรีแนวคอนเซ็ปต์สี่โทนมากมาย แต่สุดท้าย…คุณต้องอยากฟังมันจริงๆ นั่นแหละคือหัวใจ”

ที่สุดของความซับซ้อน

นอกจากการแสดงเวลาด้วยท่วงทำนองแล้ว Grande Double Sonnerie  ยังมีคอมพลิเคชันปฏิทินถาวรแบบ retrograde ซึ่งได้รับการออกแบบโครงสร้างใหม่ทั้งหมด และรวมเข้ากับกลไกหลักอย่างสมบูรณ์ มาพร้อมระบบปุ่มปรับใต้ขาตัวเรือนที่จดสิทธิบัตรเฉพาะของ Blancpain ซึ่งได้รับการออกแบบใหม่ให้สามารถปรับค่าได้ง่ายด้วยปลายนิ้วโดยไม่ต้องใช้อุปกรณ์เสริมใดๆ รวมถึง flying tourbillon อันเป็นเอกลักษณ์ของ Blancpain ที่มีขึ้นเป็นครั้งแรกของโลกและเปิดตัวในปี 1989

โดยได้รับการพัฒนาใหม่ด้วยซิลิคอนบาลานซ์สปริง และที่สำคัญ นาฬิการุ่นนี้ทำงานด้วยความถี่ระดับ 4 เฮิรตซ์ และยังติดตั้งระบบป้องกันความเสียหายจำนวน 5 ระบบภายในกลไก เพื่อป้องกันความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นจากการปรับตั้งที่ไม่ถูกต้อง 

Blancpain Grande Double Sonnerie

ผลงานนี้ยังได้ชื่อว่าเป็นนาฬิกาที่ซับซ้อนที่สุดในประวัติศาสตร์ของ Blancpain ประกอบด้วยแบบร่างทางเทคนิคกว่า 1,200 แบบ สิทธิบัตรที่พัฒนาขึ้นระหว่างการสร้างสรรค์จำนวน 21 ฉบับ (ซึ่ง 13 ฉบับ ถูกนำมาใช้ในกลไกจริง) ชิ้นส่วนสำหรับกลไก 1,053 ชิ้น จากทั้งหมด 1,116 ชิ้น โดยทุกชิ้นส่วนได้รับการออกแบบ ผลิต ประกอบ และขัดแต่งภายในโรงงานของ Blancpain 

ความประณีตระดับสูง

นอกจากความสลับซับซ้อนทางเทคนิคแล้ว สิ่งหนึ่งที่เป็นขนบของนาฬิกาชั้นสูงก็คือความประณีตละเอียดอ่อน โดย Blancpain มีเวิร์กช็อปสำหรับการขัดแต่งกลไกระดับสูงโดยเฉพาะที่เลอ บราซูส์ ซึ่งรวบรวมงานตกแต่งและเทคนิคแบบดั้งเดิมจากเหล่าบรรดาช่างฝีมือผู้เปี่ยมด้วยประสบการณ์และความประณีตสูงสุด ไม่ว่าจะเป็นเทคนิค anglage, perlage, mirror polishing, diamond milling และ straight graining 

แท่นเครื่องและสะพานจักรของ Grande Double Sonnerie สร้างสรรค์จากทองคำ 18 กะรัต มอบโทนสีที่อบอุ่นเฉพาะตัวให้กับกลไกของนาฬิกา พื้นผิวที่ผ่านการขัดเงาด้วยมือ งานตกแต่งอันละเอียดประณีตไม่ได้จำกัดอยู่เพียงบนพื้นผิวที่สามารถมองเห็นได้จากหน้าปัดแบบเปิดหรือฝาหลังใสเท่านั้น แต่ยังครอบคลุมถึงทุกๆ ด้านของชิ้นส่วน ซึ่งรวมถึงมุมภายใน 135 มุม ที่ถูกรังสรรค์ขึ้นด้วยมือบนชิ้นส่วนของกลไก เริ่มจากการแกะสลักขอบ ตามด้วยการขัดเงาด้วยไม้และผงขัดละเอียดหลายระดับ ก่อนจะจบขั้นตอนสุดท้ายด้วยการขัดด้วยก้านไม้ Gentian ซึ่งขึ้นเองตามธรรมชาติในหุบเขาวัลเล เดอ ฌูซ์

มีเพียง Romain และ Yoann ช่างนาฬิกาสองคนซึ่งร่วมงานกับ Blancpain มายาวนานกว่าหนึ่งทศวรรษ  รับหน้าที่ประกอบกลไก Grande Double Sonnerie ให้มีชีวิตขึ้นมาได้จริงๆ ซึ่งสิ่งที่ทั้งคู่เผชิญนั้นซับซ้อนเกินกว่าความท้าทายของ minute repeater ทั่วไปอย่างเทียบไม่ได้ และยังต้องการความแม่นยำในระดับสูงสุด ทั้งในเรื่องของระดับเสียงที่ต้องเที่ยงตรงทุกโน้ต และจังหวะที่ต้องสมบูรณ์แบบอย่างไม่ผิดเพี้ยน

ยิ่งไปกว่านั้น โครงสร้างของกลไกไขลาน 15GSQ ซึ่งมีชิ้นส่วนนับ 1,000 ชิ้น ยังมีความซับซ้อนอย่างยิ่ง  เนื่องจากองค์ประกอบทั้งหมดถูกรวมอยู่บนแท่นเครื่องเพียงชิ้นเดียวซึ่งแตกต่างจาก grand complication อื่นๆ โดยแต่ละเรือนจะใช้เวลาในการประดิษฐ์เกือบ 12 เดือนเต็ม และจะถูกประกอบขึ้นอย่างพิถีพิถันตั้งแต่ต้นจนจบโดยช่างเพียงคนเดียว ซึ่งนั่นหมายความว่าสามารถผลิตได้เพียงปีละ 2 เรือนเท่านั้น และทั้งสองสลักลายมือชื่อของตนเองไว้ด้านหลังของเพลต Blancpain ทองคำ ก่อนจะติดลงบนกลไกที่พวกเขาได้รังสรรค์ขึ้นมา

Blancpain Grande Double Sonnerie

Grande Double Sonnerie มาพร้อมตัวเรือนขนาด 47 มม. จับคู่มากับตัวเรือนเรดโกลด์ 18K หรือไวท์โกลด์ 18K บอกเวลาใช้เข็มชั่วโมง-นาทีทรงใบไผ่ ขณะที่เข็มปฏิทินขนาดเล็กทั้ง 3 เป็นทรงบาตองตัดปลายคม จับคู่กับสายหนังจระเข้ซึ่งเลือกสีได้ บรรจุในกล่องที่สร้างขึ้นจากไม้ในป่าริซูด์แห่งวัลเล เดอ ฌูซ์ ซึ่งเป็นไม้สปรูซอายุหลายร้อยปี อันเป็นชนิดไม้ที่ช่างทำเครื่องดนตรีบอกว่าให้คุณภาพเสียงก้องสะท้อนแสนไพเราะ เพื่อเป็นการเชื่อมโยงนาฬิการุ่นนี้กับพื้นที่หุบเขาอันเป็นถิ่นที่ตั้งของ Blancpain 

“ช่วงแรกของกระบวนการ สิ่งที่ดึงดูดผมคือความมหัศจรรย์ของวิศวกรรม ความแม่นยำ และเทคนิค แต่เมื่อมันค่อยๆ ถูกนำมาตกแต่ง นั่นแหละครับ คือจุดที่งานกลายเป็นศิลปะ” Marc A. Hayek เล่า

“มันมีจิตวิญญาณของมันเอง และบุคลิกของมันเอง แน่นอนว่าในแต่ละเรือนจะมีความแตกต่างเล็กๆ น้อยๆ อยู่เสมอ ซึ่งสำหรับผม นั่นแหละครับคือสิ่งที่เราต้องรักษาไว้ เพราะต่อให้ใช้เทคโนโลยีที่ผลิตซ้ำได้แม่นยำแค่ไหนมันก็ไม่ใช่ศิลปะ”   

อ่านบทความเพิ่มเติมได้ที่:

ไขปริศนาศาสตร์แห่งการผลิตนาฬิกายุคโบราณผ่านโปรเจ็กต์ Naissance d’une Montre ครั้งล่าสุดของ Ferdinand Berthoud
เฉลิมฉลองช่วงเวลาแห่งความสุขผ่านเรือนเวลา Blancpain รุ่นไอคอนิกที่ Revolution คัดสรรมาเพื่อคนที่คุณรัก
The Revolutionary List: 30 นาฬิกาผู้บุกเบิก – The Laurent Ferrier Galet Classic Tourbillon Double Spiral

Share post:

More like this

เจาะลึกเทรนด์นาฬิกาสตรี ทำไมแบรนด์หรูถึงต้องหันมาแย่งตลาดนาฬิกาจักรกลสำหรับผู้หญิง หรือจะหมดยุค “ย่อขนาดแล้วทาสีชมพู”?

ยุคสมัยที่ "นาฬิกาผู้หญิง" ถูกจำกัดไว้เพียงเพชรพลอยและกลไกควอตซ์ได้ผ่านพ้นไปแล้ว เจาะลึกวิวัฒนาการครั้งสำคัญของวงการ Haute Horlogerie เมื่อแบรนด์ชั้นนำระดับโลกต่างหันมาพัฒนานาฬิกากลไกซับซ้อน (Complications) เพื่อตอบสนองนักสะสมสตรีรุ่นใหม่ที่มีทั้งอำนาจซื้อ รสนิยม และความเข้าใจในศิลปะแห่งเรือนเวลาอย่างแท้จริง

ชมนาฬิกา Cartier คอลเลกชันล่าสุด ส่งตรงจาก Watches and Wonders 2026 มาจัดแสดงครั้งแรกในไทย ณ พารากอนบูติก

มาครบทั้ง Santos-Dumont, Tank Louis Cartier, Baignoire และ Roadster ที่หลายคนคิดถึง สื่อมวลชนหลายๆ...

นาฬิกาพกกำลังกลับมาได้รับความสนใจอีกครั้ง แต่เราเคยเห็นปรากฏการณ์เช่นนี้มาก่อนแล้วไม่ใช่หรือ?

คำแนะนำของเราคือ จงโอบรับกระแสนี้ในฐานะการชื่นชมศาสตร์แห่งเรือนเวลา มากกว่าการตามแฟชั่น เพราะเสน่ห์ที่แท้จริงของนาฬิกาพกอยู่ที่คุณค่าทางประวัติศาสตร์ งานช่างฝีมือ และความซับซ้อนทางกลไกอันน่าทึ่ง WORDS: Nick Scott นาฬิกาพก แผ่นเสียงไวนิล เครื่องพิมพ์ดีด...

สำรวจเบื้องหลังหนึ่งในนาฬิกาไอคอนแห่งศตวรรษที่ 21 ผ่านมุมมองของผู้กำกับการสร้างสรรค์ผู้สานต่อจิตวิญญาณและนวัตกรรมของ Chanel Watchmaking

บทสัมภาษณ์ Arnaud Chastaingt ผู้อำนวยการฝ่าย Chanel Watch Creation Studio มีนาฬิกาเพียงไม่กี่รุ่นที่สามารถเปลี่ยนโฉมหน้าของวงการนาฬิการ่วมสมัยได้อย่างแท้จริง และ...