ส่องรายชื่อนาฬิกาไฮไลต์จาก Bremont ที่ลงประกวดใน 5 สาขาบนเวที GPHG 2026
Bremont แบรนด์นาฬิกาสัญชาติอังกฤษประกาศส่งเรือนเวลารุ่นสำคัญเข้าร่วมชิงชัยในงาน Grand Prix d’Horlogerie de Genève (GPHG) 2026 ซึ่งถือเป็นหนึ่งในเวทีประกวดนาฬิกาที่ทรงเกียรติที่สุดในโลก โดยการเข้าประกวดในครั้งนี้ประกอบไปด้วยนาฬิกา 5 รุ่นที่ครอบคลุมสาขาสำคัญ เพื่อให้คณะกรรมการ GPHG Academy พิจารณาคัดเลือกในรอบแรกให้เหลือเพียง 6 เรือนเวลารอบไฟนอลของแต่ละสาขาในช่วงฤดูร้อนนี้
5 เรือนเวลาจาก Bremont ที่ลงชิงชัยในแต่ละสาขา
- สาขา Essential: Terra Nova Jumping Hour Stealth Black (มาพร้อมสายสไตล์ Bund Strap)
- สาขา Sports: Supernova Chronograph
- สาขา Tourbillon: Supernova Flying Tourbillon Skeleton
- สาขา Chronograph: Altitude Pulsograph Chronograph Valjoux 23
- สาขา Petite Aiguille: Altitude MB Meteor ‘Felix the Cat’
Terra Nova 38 Jumping Hour Stealth Black
นาฬิการุ่นนี้เปิดตัวในเดือนมกราคม 2026 โดยเน้นดีไซน์ตัวเรือนทรงหมอน (Cushion-shaped) ร่วมสมัยที่ได้แรงบันดาลใจจากสไตล์ Montres à Guichet ในช่วงต้นศตวรรษที่ 20 โดดเด่นด้วยการแสดงผลเวลาแบบช่องหน้าต่างดิ่งแยกชิ้น โดยจัดวางหน้าต่างแสดงชั่วโมงไว้ที่ตำแหน่ง 12 นาฬิกา และหน้าต่างแสดงนาทีไว้ที่ตำแหน่ง 6 นาฬิกา บริเวณจุดศูนย์กลางหน้าปัดประดับด้วยสัญลักษณ์เข็มทิศ Wayfinder พร้อมเข็มวินาทีที่เคลือบสารเรืองแสง Super-LumiNova สีเขียว ตัวเรือนขนาด 38 มม. หนา 9.10 มม. ผลิตจากเหล็กกล้าไร้สนิม 904L เคลือบผิวด้วย Full Black DLC เพิ่มความแข็งแกร่งทนทานต่อรอยขีดข่วน ปกป้องช่องแสดงผลด้วยกระจกแซฟไฟร์แยก 3 ชิ้น พร้อมคุณสมบัติกันน้ำ 3 ATM ขับเคลื่อนด้วยกลไกอัตโนมัติ BC634 (พัฒนาร่วมกับ Sellita) สำรองพลังงานได้ 56 ชั่วโมง ไฮไลต์สำคัญคือฟังก์ชัน Jumping Hour ที่สามารถเปลี่ยนตัวเลขชั่วโมงได้อย่างฉับไวในเวลาไม่ถึง 1/10 ของวินาที ตัวเรือนจับคู่มากับสายสแตนเลส 904L เคลือบ DLC หรือเลือกใส่เป็นสายหนัง Bund Strap สีดำที่ถอดชิ้นส่วนแยกใช้งานเป็นสายหนังวัวแบบดั้งเดิมได้
Supernova Chronograph
รุ่นนี้เปิดตัวในเดือนเมษายน 2026 และสร้างประวัติศาสตร์ในฐานะนาฬิกาแบรนด์อังกฤษเรือนแรกที่จะถูกนำไปติดตั้งบนดวงจันทร์แบบถาวร โดยจะเดินทางไปพร้อมกับยานสำรวจ FLIP Rover ของบริษัท Astrolab ในภารกิจ Griffin Mission One งานดีไซน์ได้รับอิทธิพลจากโครงสร้างสถานีอวกาศและแผงโซลาร์เซลล์ ตัวเรือนทรงเรขาคณิตขนาด 41 มม. หนา 14.40 มม. ใช้โครงสร้างแบบ Trip-Tick สแตนเลส 904L ประกบขอบเบเซลเซรามิกสีดำทรง 10 เหลี่ยม หน้าปัดสีดำโดดเด่นด้วยลายฉลุ 3D Perforated grid ซ้อนทับชั้น Super-LumiNova สีฟ้าเรืองแสง ภายในบรรจุกลไกจับเวลาโครโนกราฟอัตโนมัติ BC77 ความแม่นยำระดับ Chronometer สำรองพลังงานยาวนาน 62 ชั่วโมง แสดงผลชั่วโมง นาที วินาทีย่อย จับเวลา 30 นาที และระบุวันที่ พร้อมความสามารถในการกันน้ำ 10 ATM โดยมีตัวเลือกสายแบบ Integrated ทั้งสายสแตนเลส 904L และสายยางที่มาพร้อมระบบถอดเปลี่ยนไว Quick-release
Supernova Tourbillon
เปิดตัวในเดือนเมษายน 2026 เช่นเดียวกัน โดยเป็นเรือนเวลาชั้นสูง (Haute Horlogerie) แบบลิมิเต็ดเอดิชันที่นำเสนอดีไซน์ Skeletonised Flying Tourbillon โครงสร้างสะพานกลไกสีเทา Anthracite ถูกเจาะโปร่งทรงเรขาคณิต พร้อมตกแต่งด้วย Super-LumiNova สีฟ้า พิเศษด้วยการพิมพ์โลโก้ Bremont ลงบน กระจกแซฟไฟร์โดยตรงเพื่อให้ดูมีมิติเสมือนลอยอยู่เหนือชิ้นส่วนกลไก ตัวเรือนสแตนเลส 904L ขนาด 41 มม. หนา 10.72 มม. มีส่วนกลางตัวเรือนเคลือบ DLC สีดำ และตัดด้วยขอบเบเซลเซรามิก 10 เหลี่ยม ขับเคลื่อนด้วยกลไกไขขอด BHC91180 ที่พัฒนาร่วมกับ La Joux-Perret ชูจุดเด่นด้วยกรง Flying Tourbillon ที่ตำแหน่ง 6 นาฬิกา หมุนครบหนึ่งรอบต่อนาที มีความแม่นยำสูงระดับ -5 ถึง +5 วินาทีต่อวัน สำรองพลังงานได้ 60 ชั่วโมง สามารถกันน้ำได้ 10 ATM และสวมใส่ด้วยสายสแตนเลส 904L แบบ Integrated
Altitude Chronograph Pulsograph Valjoux 23
นาฬิการุ่นพิเศษระดับตำนานที่เปิดตัวในเดือนเมษายน 2026 ผลิตจำกัดเพียง 40 เรือนทั่วโลก ความโดดเด่นหลักคือการนำกลไกไขขอดคอลัมน์วีลโครโนกราฟระดับประวัติศาสตร์อย่าง New Old Stock (NOS) Valjoux 23 ซึ่งคิดค้นขึ้นครั้งแรกในปี 1916 นำมาบูรณะ ขัดแต่งลบมุม และยิงทรายอย่างประณีตโดยร่วมมือกับสำนักเรือนเวลา Chronode ของ Jean-François Mojon กลไกนี้ทำงานด้วยความถี่ 28,800 bph และสำรองพลังงานได้ 48 ชั่วโมง ตัวเรือนผลิตจากไทเทเนียมน้ำหนักเบา โครงสร้าง Trip-Tick ขนาด 42 มม. หนา 12.52 มม. กันน้ำได้ 10 ATM หน้าปัดสีชมพู Salmon Pink สไตล์วินเทจยุค 1930s-40s ตัดกับสเกล Pulsometer สำหรับวัดอัตราการเต้นของหัวใจ วงย่อยโครโนกราฟเป็นสีเงิน Two-tone แบบ Panda โดยวงวินาทีย่อยที่ตำแหน่ง 9 นาฬิกาออกแบบเป็นรูปใบพัด 3 แฉก กระจกหน้าปัดเป็นแซฟไฟร์ทรงโดม (Glass box) ฝาหลังโปร่งใส และมาพร้อมสายหนัง Nubuck สีน้ำตาล Chocolate ที่มีระบบ Quick release
Altitude MB Meteor ‘Felix the Cat’
นาฬิกาลิมิเต็ดเอดิชันรุ่นพิเศษที่ผลิตขึ้นเพียง 500 เรือนทั่วโลก ซึ่งเกิดจากการร่วมมือกับ Universal Products & Experiences (UP&E) เพื่อเฉลิมฉลองจิตวิญญาณแห่งความสนุกสนานและมรดกทางการบินทหาร ตัวเรือนดึงเอาตัวการ์ตูนระดับตำนานอย่าง Felix the Cat ซึ่งเป็นสัญลักษณ์และมาสคอตนำโชคของฝูงบินทหารเรือสหรัฐฯ (U.S. Navy VFA-31 “Tomcatters”) มาใส่อยู่บนหน้าปัด ตัวเรือนผลิตจาก ไทเทเนียม Grade 2 ขนาด 42 มม. หนา 12.25 มม. เคลือบผิวสีดำ Stealth Black DLC ทั้งเรือน โครงสร้าง Trip-Tick 3 ชิ้นประกอบเข้ากับแกนกลาง PVD Titanium ลาย Knurled บนหน้าปัดสีดำมีลูกเล่นสุดกวนด้วยภาพ Felix the Cat กำลังวิ่งหอบตัวเลข 6 หนีไป เคลือบสารเรืองแสง Super-LumiNova สีขาว (เรืองแสงสีฟ้า) บนตัวเลขและตัวละคร ปลายเข็มวินาทีคงเอกลักษณ์ของตระกูล MB ด้วยห่วงจับเก้าอี้ดีดตัว (Ejection pull handle) สีเหลืองสลับดำ พร้อมขอบเบเซลภายในปรับหมุนได้สองทิศทางผ่านระบบ Roto-Click ด้วยเม็ดมะยมตำแหน่ง 4 นาฬิกา ขับเคลื่อนด้วยกลไกอัตโนมัติ BB14-AH (พัฒนาจาก La Joux-Perret) สำรองพลังงานได้ 68 ชั่วโมง ตัวกลไกยึดด้วยยางกันกระแทกและมีเกราะเหล็กอ่อนป้องกันสนามแม่เหล็ก ฝาหลังแบบใสสกรีนลาย Felix the Cat เผยให้เห็นงานขัดแต่งลาย Geneva Stripes สี Gunmetal Grey กันน้ำได้ 10 ATM (100 เมตร) มาพร้อมตัวเลือกสายสแตนเลส/ไทเทเนียม DLC หรือสายหนังสีดำเดินด้ายสีขาว
การส่งเรือนเวลาเข้าประกวดทั้ง 5 รุ่นในครั้งนี้ สะท้อนให้เห็นถึงศักยภาพการสร้างสรรค์อันหลากหลายของ Bremont ตั้งแต่นาฬิกาฟังก์ชันซับซ้อนอย่างกลไกทูร์บิญองแบบสเกเลตัน นาฬิกาสปอร์ตโครโนกราฟ ตลอดจนเรือนเวลาที่โดดเด่นด้วยดีไซน์และเรื่องราวเฉพาะตัว มาร่วมลุ้นไปพร้อมกันว่าเรือนเวลาชิ้นใดของ Bremont จะสามารถทะลุเข้าสู่รอบไฟนอลในศึก GPHG 2026 ครั้งนี้ได้สำเร็จ
อ่านบทความอื่นๆ เพิ่มเติม
Bell & Ross BR-03 GMT Green Lum เมื่อแสงออโรราและสปิริตนักบิน หลอมรวมเป็นเรือนเวลา GMT สายลุยยามค่ำคืน
Panerai หวนคืนสู่เกลียวคลื่น เผยโฉมสองเรือนเวลาใหม่ตระกูล Luna Rossa
ทำไมนาฬิกาพกของ Louis Vuitton เรือนนี้ ถึงถูกยกให้เป็นผลงานศิลปะชิ้นเดียวในโลกที่ก้าวข้ามทุกขีดจำกัดของเรือนเวลา?

