การทดลองนำวัสดุอินทรีย์มาผสานนวัตกรรมเคลือบสี เพื่อเปลี่ยนหน้าปัดมูนเฟสขนาดใหญ่ให้กลายเป็นพื้นที่บันทึกเฉดสีอันหลากหลายของดวงจันทร์


ในบรรดานาฬิกาที่มีฟังก์ชันแสดงข้างขึ้น-ข้างแรม นักสะสมส่วนใหญ่มักจะคุ้นเคยกับช่องหน้าต่างโค้งขนาดเล็กที่ซ่อนอยู่ตามมุมต่างๆ ของหน้าปัด แต่สำหรับ Arnold & Son วิธีคิดของพวกเขาต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง แบรนด์เลือกที่จะให้ความสำคัญกับจักรวาลและดวงจันทร์ด้วยการขยายช่องหน้าต่างนี้ให้กินพื้นที่ไปเกือบครึ่งบนของหน้าปัด จนกลายเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวที่คนรักนาฬิกาจดจำได้ทันที และในผลงานล่าสุดอย่าง Perpetual Moon 41.5 Steel “Colours of the Moon” พวกเขาได้ก้าวข้ามขีดจำกัดเดิมด้วยการนำวัสดุธรรมชาติมาทดลองร่วมกับเทคโนโลยีสมัยใหม่เป็นครั้งแรก

มิติใหม่ของการเคลือบสีบนเปลือกหอยมุก
สิ่งที่ทำให้ซีรีส์นี้น่าสนใจตั้งแต่แรกเห็นคือ แผ่นหน้าปัดและแผ่นท้องฟ้าในช่องมูนเฟส ทั้งหมดผลิตขึ้นจากเปลือกในของหอยมุก ซึ่งเป็นวัสดุอินทรีย์ที่มีความเปราะบางและมีลวดลายเฉพาะตัวตามธรรมชาติอยู่แล้ว แต่ความท้าทายที่ Arnold & Son ทำในครั้งนี้ คือการนำเปลือกหอยมุกดังกล่าวไปผ่านกระบวนการเคลือบสีด้วยวิธี PVD ซึ่งถือเป็นครั้งแรกในวงการนาฬิกาที่มีการผสมผสานกรรมวิธีนี้เข้าด้วยกันเพื่อถ่ายทอดปรากฏการณ์อันหลากหลายของดวงจันทร์



เมื่อไล่เรียงดูทีละโมเดลในคอลเลกชันนี้ แบรนด์ได้สร้างสรรค์ออกมาทั้งหมดสามเวอร์ชันเพื่อสะท้อนเฉดสีที่แตกต่างกันอย่างมีชั้นเชิง เริ่มต้นด้วยรุ่น Blue Moon ที่ถ่ายทอดความหายากและเงียบสงบผ่านโทนสีน้ำเงินลุ่มลึก ต่อด้วยรุ่น Golden Moon ที่นำเสนอความอบอุ่นนุ่มนวลด้วยโทนสีทองสว่าง และปิดท้ายด้วยรุ่น Red Moon ที่ให้ความรู้สึกลึกลับน่าค้นหาผ่านเฉดสีแดงก่ำ โดยทั้งสามเวอร์ชันนี้จะปรากฏภาพดวงจันทร์ขนาดยักษ์เด่นตระหง่านอยู่บนแผ่นท้องฟ้าเปลือกหอยมุกเคลือบสีอย่างประณีต
โครงสร้างตัวเรือนสเตนเลสสตีล และกลไกไขลานที่แม่นยำระยะยาว
ต้องบอกว่าการเลือกใช้ตัวเรือนสเตนเลสสตีลขนาด 41.5 มิลลิเมตรในรุ่นนี้ ช่วยลดความเคร่งขรึมและเพิ่มความร่วมสมัยให้ตัวนาฬิกาสามารถสวมใส่ได้ง่ายขึ้นเมื่อเทียบกับตัวเรือนโลหะมีค่าในอดีต ขอบตัวเรือนได้รับการขัดเงาเพื่อขับเน้นให้พื้นที่หน้าปัดดูโดดเด่นและกว้างสายตามากที่สุด






ถ้าพลิกมาด้านหลังจะพบกับกลไกไขลานอินเฮาส์ Caliber A&S1512 ซึ่งได้รับการออกแบบมาเพื่อรองรับการทำงานของระบบมูนเฟสขนาดใหญ่นี้โดยเฉพาะ กลไกชุดนี้สามารถสำรองพลังงานได้ยาวนานถึง 90 ชั่วโมง และทีเด็ดของกลไกนี้อยู่ที่ความแม่นยำทางดาราศาสตร์ชั้นสูง ถือเป็นงานวิศวกรรมที่คำนวณมาอย่างถี่ถ้วนเพื่อคนรักนาฬิกาที่หลงใหลในความเที่ยงตรงระยะยาว โดยนาฬิกาแต่ละเฉดสีถูกผลิตขึ้นในจำนวนจำกัดเพียงเวอร์ชันละ 18 เรือนทั่วโลกเท่านั้น ทำให้มันกลายเป็นชิ้นงานสะสมที่ผสมผสานทั้งศาสตร์แห่งดาราศาสตร์และนวัตกรรมวัสดุศาสตร์เข้าไว้ด้วยกันอย่างลงตัว
อ่านบทความฉบับเต็มได้ที่นี่
ตลาดนาฬิกาประมูลยังร้อนแรงต่อเนื่อง Phillips Hong Kong ปิดยอดในงาน The Hong Kong Watch Auction: XXII พุ่งสูงขึ้นจากปีก่อนถึง 90%
แนะนำ 6 นาฬิกาดำน้ำดีไซน์สปอร์ตที่แข็งแกร่ง ทนทาน พร้อมลุยสถานการณ์ฝนตกชุกช่วงครึ่งปีหลัง
เปิดมุมมองความคิดเห็นต่อวงการนาฬิกาของเด็กยุคใหม่: เมื่อเรือนเวลากลายเป็นมากกว่าแค่เครื่องบอกเวลา และการลงทุนในยุคดิจิทัล

