MB&F: สองทศวรรษแห่งความบ้าคลั่ง ในฐานะห้องปฏิบัติการแนวคิดแห่งเรือนเวลา

Date:

MB&F: จากภาพร่างสู่ ‘ศิลปะจลน์’ ภายใต้ปรัชญา “ผู้ใหญ่ที่มีความคิดสร้างสรรค์คือเด็กที่รอดชีวิตมาได้”

ปี 2025 ถือเป็นปีแห่งการเฉลิมฉลองครบรอบ 20 ปีของ MB&F แบรนด์ที่ก่อตั้งขึ้นจากแนวคิดที่บ้าบิ่นและเปี่ยมด้วยความคิดสร้างสรรค์ โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อก้าวข้ามขีดจำกัดของเครื่องบอกเวลาแบบดั้งเดิม ให้กลายเป็นงานศิลปะเชิงกลที่มีมิติ ปรัชญาที่เป็นหัวใจสำคัญของแบรนด์นี้คือ “ผู้ใหญ่ที่มีความคิดสร้างสรรค์คือเด็กที่รอดชีวิตมาได้” (a creative adult is a child who survived)

จุดเริ่มต้น ชายคนเดียวกับแนวคิดที่กล้าบ้าบิ่น

การเดินทางของ MB&F เริ่มต้นขึ้นในปี 2005 โดย Maximilian Büsser (MB) ซึ่งตัดสินใจลาออกจากตำแหน่งผู้บริหารระดับสูงที่ Harry Winston เพื่อสานฝันของตนเอง ในตอนนั้น Max มีเพียงแค่ภาพร่างและ “เพื่อน” (Friends – F) กลุ่มเล็ก ๆ ที่กล้าหาญที่เชื่อมั่นในแนวคิดนี้

เขาเดินทางไปทั่วโลกเพื่อนำเสนอเครื่องบอกเวลาที่ยังไม่มีอยู่จริงจากแบรนด์ที่ไม่มีใครเคยได้ยิน มีผู้ค้าปลีกที่มีวิสัยทัศน์เพียงไม่กี่รายที่ตัดสินใจเสี่ยง โดยจ่ายเงินล่วงหน้าให้กับสิ่งที่ยังเป็นเพียงแค่คำมั่นสัญญา การตัดสินใจที่เสี่ยงนี้ได้ช่วยเปิดตัวหนึ่งในแบรนด์นาฬิกาอิสระที่มีอิทธิพลมากที่สุดในยุคสมัยใหม่

การพลิกโฉมกฎเกณฑ์แห่งเรือนเวลาอิสระ

ในช่วงต้นยุค 2000s อุตสาหกรรมนาฬิกาส่วนใหญ่ถูกครอบงำโดยแบรนด์ใหญ่ แต่ MB&F ได้ก้าวไปไกลกว่านั้นด้วยการสร้างสรรค์ “เครื่องจักร” (Machines) ที่อุตสาหกรรมไม่เคยเห็นมาก่อน ซึ่งเป็นชิ้นงานที่เบลอเส้นแบ่งระหว่างการบอกเวลากับ ศิลปะจลน์ (kinetic art) จนกลายเป็นหนึ่งในผลงานและนวัตกรรมทางกลไกที่บ้าคลั่ง

ตลอดสองทศวรรษที่ผ่านมา MB&F ได้สร้างสรรค์ผลงานประมาณ 4,500 เรือน ในสี่คอลเลกชันหลัก เช่น

  • Horological Machines (HM): นาฬิกาที่หลุดพ้นจากรูปแบบเดิม ๆ ด้วยรูปทรงที่ได้แรงบันดาลใจจากยานอวกาศและสถาปัตยกรรม
  • Legacy Machines (LM): การตีความใหม่ของฟังก์ชันการบอกเวลาแบบดั้งเดิม โดยการนำองค์ประกอบกลไกที่สำคัญ เช่น จักรกลอก (balance wheel) มาจัดวางไว้บนหน้าปัดอย่างโดดเด่น
  • Performance Art และ Special Projects

ผลงานเหล่านี้ขับเคลื่อนด้วยกลไกต้นแบบ (calibres) ภายในองค์กร 22 รุ่น แต่ละรุ่นได้สร้างสถิติและผลักดันขอบเขตของกลไก เช่น

  • LM Perpetual: ปฏิทินถาวร (Perpetual Calendar) ที่คิดค้นใหม่ทั้งหมดโดยใช้ “โปรเซสเซอร์เชิงกล” (mechanical processor) ทำให้มีความน่าเชื่อถือและใช้งานง่ายกว่ากลไกแบบดั้งเดิม
  • LM Thunderdome: กลไกแกนหมุนสามแกนที่ทำลายสถิติ
  • LM Sequential: โครโนกราฟเรือนแรกของแบรนด์ที่มีสวิตช์ Twinverter ซึ่งช่วยให้สามารถใช้ฟังก์ชันจับเวลาได้หลากหลายรูปแบบอย่างไม่เคยมีมาก่อน (LM Sequential EVO ได้รับรางวัลสูงสุด GPHG Aiguille d’Or ในปี 2022)

Stephen McDonnell สถาปนิกแห่งความอัจฉริยะ

บุคคลที่สมควรได้รับการยกย่องเป็นพิเศษคือ Stephen McDonnell ช่างทำนาฬิกาชาวไอร์แลนด์เหนือ เขาไม่เพียงช่วยให้ HM1s รุ่นแรก ๆ เกิดขึ้นได้ ยังเป็นผู้สร้างสรรค์นวัตกรรมที่ยิ่งใหญ่ของแบรนด์ ไม่ว่าจะเป็นกลไกของ LM Perpetual และ LM Sequential

พลังแห่ง “Friends” และการร่วมมือ (Collaboration)

MB&F ได้สร้างโมเดลธุรกิจที่แตกต่างด้วยการให้ความสำคัญกับ “Friends” (พันธมิตรและผู้รับเหมา) โดยการให้เครดิตอย่างเปิดเผยแก่ทุกคนที่มีบทบาทในการสร้างสรรค์ชิ้นงาน ซึ่งเป็นการแสดงความโปร่งใสและหลักการที่ว่า “ปฏิบัติต่อผู้อื่นในแบบที่คุณอยากให้เขาปฏิบัติต่อคุณ”

Friends คนสำคัญ

  • Eric Giroud: นักออกแบบอิสระผู้อยู่เบื้องหลังการออกแบบ Horological และ Legacy Machines ในสองทศวรรษแรก
  • Kari Voutilainen และ Jean-Marc Wiederrecht: รวมถึงช่างทำนาฬิกาและนักออกแบบชื่อดังอีกมากมาย

รูปแบบการดำเนินงานแบบไฮบริด

ในตอนแรก MB&F อาศัยการจ้าง Friends ภายนอกทั้งหมดสำหรับการวิจัย พัฒนา และการผลิตชิ้นส่วน แต่เมื่อแบรนด์เติบโตขึ้น ได้ปรับเปลี่ยนมาใช้ โมเดลไฮบริด (hybrid model) โดยมีทีม R&D ภายในองค์กร และโรงกลึงที่ผลิตตัวเรือน 75-80% และส่วนประกอบกลไก 15-20% ในขณะที่ยังคงร่วมมือกับพันธมิตรภายนอกอย่างใกล้ชิด

  • Co-creations & Performance Art: MB&F ได้ขยายขอบเขตความร่วมมือไปสู่ศิลปะประเภทอื่น ๆ เช่น การร่วมงานกับ Boucheron เพื่อสร้าง JwlryMachine หรือนาฬิกาตั้งโต๊ะที่น่าตื่นเต้น (จรวด แมงกะพรุน หุ่นยนต์) ร่วมกับ L’Epée 1839
  • M.A.D.Editions: แบรนด์ที่สองที่ก่อตั้งขึ้นเพื่อสร้างนาฬิกาที่มีราคาเข้าถึงได้ง่ายขึ้น (democratic) แต่ยังคงไว้ซึ่งจิตวิญญาณของความกล้าหาญและบ้าคลั่ง
  • M.A.D.Gallery: (Mechanical Art Devices Gallery) เป็นพื้นที่จัดแสดงผลงานของ MB&F และงานศิลปะเชิงกลจากศิลปินอื่น ๆ

การเฉลิมฉลองครบรอบ 20 ปีในปี 2025

เพื่อเป็นการเริ่มต้นการเฉลิมฉลองครบรอบสองทศวรรษ MB&F ได้เปิดตัวนาฬิการุ่นพิเศษ “Longhorn” ซึ่งเป็นการนำแนวคิดของขาตัวเรือนที่ยาวและโค้งมน (horns) ที่เคยถูกเก็บไว้ในขั้นตอนต้นแบบ LM1 เมื่อปี 2009 กลับมาใช้อีกครั้ง โดยเปิดตัวรุ่นลิมิเต็ดเอดิชัน 20 เรือนในแต่ละรุ่นไม่ว่าจะเป็น

  • LM Perpetual Longhorn: รุ่นปฏิทินถาวรในตัวเรือนสแตนเลสสตีล
  • LM Sequential Flyback Longhorn: รุ่นโครโนกราฟที่ใช้กลไก Twinverter ในตัวเรือนสแตนเลสสตีล

นอกจากนี้ แบรนด์ยังได้จัดกิจกรรมที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในวงการ Haute Horlogerie ด้วยการจัด Raffle (หรือการจับฉลาก) เพื่อมอบนาฬิการุ่นพิเศษ 20 เรือน ให้แก่ชุมชนนักสะสมเพื่อเป็นการขอบคุณ โดยหนึ่งในนั้นคือ M.A.D.1S 20th Anniversary ที่บนฝาหลังแซฟไฟร์ของนาฬิการุ่นครบรอบเหล่านี้จะมีข้อความพิเศษสลักไว้ว่า “Fortune Favours the Bold” (โชคเข้าข้างคนกล้า) ซึ่งเป็นคำเตือนถึงรางวัลที่ได้จากการกล้าเสี่ยง

ความเป็นที่สุดของการสะสม กับกลยุทธ์การ “ให้” ที่เหนือกว่าการขาย

สิ่งที่ทำให้นาฬิกาครบรอบ 20 เรือนนี้มีมูลค่าในการสะสมพุ่งสูงขึ้นทันทีคือการที่ MB&F ยืนยันว่านาฬิการุ่น ลิมิเต็ด อิดิชั่น จำนวนจำกัดนี้ จะไม่ถูกนำไปจำหน่ายในเชิงพาณิชย์ นั่นหมายความว่านาฬิกาเหล่านี้ถูกสร้างขึ้นเพื่อเป็นมรดกและเป็น เครื่องหมายแห่งเกียรติยศ สำหรับผู้ที่โชคดีที่ได้รับเท่านั้น 

การจับสลากแบ่งออกเป็นสองส่วนเพื่อตอบแทนทั้งสองชุมชนหลักของแบรนด์

1. สำหรับสมาชิก The Tribe: LM101 Longhorn 20th Anniversary

การจับสลากครั้งแรกมอบให้กับสมาชิก “The Tribe” ผู้เป็นเจ้าของนาฬิกา MB&F ซึ่งเป็นกลุ่มที่สนับสนุนการเดินทางของแบรนด์มาตั้งแต่วันแรก พวกเขาจะได้รับโอกาสในการชนะนาฬิกา LM101 Longhorn 20th Anniversary จำนวน 10 เรือน นาฬิการุ่นนี้โดดเด่นด้วยขาตัวเรือนที่ยาวและเป็นเอกลักษณ์ที่เรียกว่า “Longhorn” ซึ่งเคยถูกใช้ในนาฬิกา MB&F เพียงสามรุ่นและสงวนไว้สำหรับโอกาสพิเศษเท่านั้น ตัวเรือนเป็นสเตนเลสสตีลที่มาในโทนสี เงิน ดำ และน้ำเงิน ซึ่งเป็นสีที่เข้ากันกับนาฬิการุ่นฉลองครบรอบอื่น ๆ ที่เปิดตัวไปก่อนหน้านี้ ที่ด้านหลังของตัวเรือนแซฟไฟร์ มีการสลักข้อความอันเป็นแรงบันดาลใจว่า “Fortune Favours the Bold” (โชคเข้าข้างผู้กล้า) เพื่อย้ำเตือนถึงรางวัลที่มาจากการกล้าเสี่ยง ซึ่งเป็นค่านิยมที่ MB&F ยึดมั่น

2. สำหรับแฟน ๆ M.A.D.Editions: M.A.D.1S 20th Anniversary

ในขณะเดียวกัน MB&F ยังต้องการแสดงความขอบคุณต่อกลุ่มแฟนคลับในวงกว้างด้วย โดยเฉพาะผู้ที่เคยเข้าร่วมการจับสลากของ M.A.D.Editions มาก่อน บุคคลเหล่านี้จะถูกนำชื่อเข้าร่วมการจับสลากโดยอัตโนมัติเพื่อลุ้นรับนาฬิกา M.A.D.1S 20th Anniversary จำนวน 10 เรือน นาฬิการุ่นพิเศษนี้สร้างขึ้นบนพื้นฐานของรุ่น M.A.D.1S ที่มาพร้อมตัวเรือนที่เพรียวบางลง และใช้กลไกพื้นฐาน La Joux-Perret G101 ที่ผลิตในสวิส เพื่อให้เข้าคู่กับ LM101 Longhorn รุ่นนี้จึงถูกออกแบบด้วยโทนสีที่สอดคล้องกัน และเป็นครั้งแรกสำหรับรุ่น M.A.D.Editions ที่มีการประดับ ตัวเลขโรมัน บนกระบอกบอกชั่วโมงและนาที นอกจากนี้ ฝาหลังของนาฬิการุ่นนี้ก็ยังคงมีข้อความสลักว่า “Fortune Favours the Bold” เช่นเดียวกัน

การจับสลากที่โปร่งใสและยุติธรรมนี้มีกำหนดจัดขึ้นในเดือนตุลาคม 2025 โดยมีผู้คุมกฎคอยดูแล นี่คือการแสดงความขอบคุณที่ไม่เหมือนใครของ MB&F ที่มอบให้กับผู้ที่กล้าที่จะเชื่อในความบ้าคลั่งอันรุ่งโรจน์ของพวกเขาตลอดสองทศวรรษที่ผ่านมา

บทสรุปและคำถามชวนคิด

การเคลื่อนไหวนี้ถือเป็นมาสเตอร์คลาสของการสร้างแบรนด์ที่แสดงความจริงใจ โดยใช้ความพิเศษเฉพาะตัวที่ไม่อาจซื้อได้มาแทนที่ความพิเศษเฉพาะตัวที่กำหนดด้วยราคา ในขณะที่ MB&F ก้าวเข้าสู่ทศวรรษที่สามภายใต้การนำร่วมของดีไซเนอร์รุ่นใหม่ Maximilian Maertens และได้รับความมั่นคงระยะยาว โดยแบรนด์ได้สร้างรากฐานที่มั่นคงและยังคงไว้ซึ่งความเป็นอิสระอย่างเต็มที่

ในขณะที่ MB&F กำลังสร้างบรรทัดฐานใหม่ของการให้ความสำคัญกับ “ชุมชน” เหนือ “กำไร” จนถึงขั้นมอบของรางวัลที่มีมูลค่าเทียบเท่าการลงทุนมหาศาล คำถามคือ การกระทำที่ไม่เคยมีมาก่อนนี้ ในยุคที่ผู้คนแสวงหาความจริงใจจากแบรนด์ต่าง ๆ การกระทำที่ “บ้าคลั่ง” ของ MB&F ในการมอบของขวัญอันล้ำค่านี้ จะส่งผลต่อความคาดหวังของลูกค้าต่อแบรนด์นาฬิกาชั้นสูงอื่น ๆ ในอนาคอย่างไร? และกลยุทธ์นี้จะนำไปสู่รูปแบบความสัมพันธ์ระหว่างแบรนด์และชุมชนในวงการนาฬิกาที่เปลี่ยนแปลงไปตลอดกาลหรือไม่?

อ่านบทความอื่นๆ เพิ่มเติม
“Through the Lens: เลดี้บั๊กแห่งท้องทะเล” คว้ารางวัลชนะเลิศ Blancpain Ocean Photographer of the Year 2025
BOVET 200 ปีแห่งปรัชญาที่ศิลปะและกลไกหลอมรวมเป็นหนึ่งเดียว
Girard-Perregaux เปิดตัว Calibre GP4800 กลไกอัตโนมัติ In-House ใหม่!

Share post:

More like this

พาชมเรือนเวลาล่าสุดของ H. Moser & Cie. ในรุ่น Endeavour Flyback Chronograph Dual Time Date ซ่อนโครโนกราฟไว้ตรงไหน? 

วิเคราะห์ศาสตร์แห่งการตัดทอนของ H. Moser & Cie. ในรุ่น Endeavour Flyback Chronograph กับการปฏิวัติกลไก AgenGraphe สู่ร่างไขลานเพื่อซ่อน 3 ฟังก์ชันใหญ่ไว้บนแกนกลาง

พาชมเบื้องหลังความวิจิตรของ Jaeger-LeCoultre Reverso Hybris Artistica “Pegasus” กับงานสลักเสลามือกว่า 180 ชั่วโมง

วิเคราะห์เบื้องหลังการผสาน Gyrotourbillon เจนเนอเรชันที่ 4 เข้ากับงานแกะสลักนูนต่ำรอบตัวเรือนพิงก์โกลด์ ที่ใช้เวลาทำมือกว่า 180 ชั่วโมง ในเอดิชันจำกัดพิเศษเพียง 5 เรือนทั่วโลก

เมื่อความจัดจ้านของสตรีทแวร์ปะทะโครงสร้างล้ำยุค เจาะลึกวิสัยทัศน์เบื้องหลัง AP x AMBUSH ผลลัพธ์ที่ได้จะเป็นอย่างไรนะ?

บทวิเคราะห์โครงสร้างกลไกและการตัดทอนสิ่งเร้าในนาฬิกาไทเทเนียมขนาด 38.5 มิลลิเมตร Audemars Piguet Royal Oak Concept Flying Tourbillon ที่ออกแบบร่วมกับ Yoon และ Verbal สองผู้ก่อตั้งแบรนด์ AMBUSH

เบื้องหลังความงามระดับหัตถศิลป์ของ Czapek Promenade Goutte de Rosée กับหน้าปัด Grand Feu Enamel สีเขียวที่มีเพียงหนึ่งเดียวในโลก

เบื้องหลังความงามระดับหัตถศิลป์ของ Czapek Promenade Goutte de Rosée กับหน้าปัด Grand Feu Enamel สีเขียวบนฐานเงินแท้ ที่ยอมแบกรับอัตราคัดทิ้งสูงถึง 50% เพื่อมิติแสงหนึ่งเดียวในโลก