มาครบทั้ง Santos-Dumont, Tank Louis Cartier, Baignoire และ Roadster ที่หลายคนคิดถึง

สื่อมวลชนหลายๆ หัวที่เคยมีโอกาสได้ไปงาน Watches and Wonders 2026 เมื่อช่วงเดือนเมษายนที่ผ่านมาอาจจะได้ชื่นชมและสัมผัสนาฬิกา Cartier รุ่นล่าสุดก่อนใครไปแล้ว คราวนี้ Cartier ประเทศไทยได้พานาฬิการุ่นใหม่หลากรุ่นมาให้ได้สัมผัสกันอย่างใกล้ชิด ณ Cartier พารากอนบูติก โดยนำเสนอภายใต้คอนเซ็ปต์ ‘Watchmaker of Shapes, Master of Crafts’ ที่ตอกย้ำความเป็นผู้นำด้านนาฬิการูปทรงโดดเด่นของเมซงเก่าแก่ที่ว่ากันว่ากำลังขึ้นแท่นขวัญใจคนรุ่นใหม่ในยุคนี้
Santos-Dumont


เริ่มจากผู้นำด้านนาฬิกานักบินทรงเหลี่ยมอย่าง Santos-Dumont ที่ปีนี้ถูกนำมาตีความใหม่ให้หลากหลายยิ่งขึ้น ซึ่งน่าจะถูกใจหลายคนเลยทีเดียว เริ่มจากรุ่นที่พลิกโฉมด้วยสายนาฬิการูปแบบใหม่ ที่มาในรูปแบบสายโลหะแบบถักตาข่ายถึง 394 ชิ้น เพื่อมอบสัมผัสอันนุ่มนวลในการสวมใส่ ซึ่งต้องบอกว่า หลังจากได้ลองสวมบนข้อมือก็พบว่าความนุ่มนวลและโอบรับกับข้อมือได้ดีนั้นไม่เกินจริง
ตัวเรือนทรงเหลี่ยมที่มาในขนาด 43.5 x 31.4 มม. นั้นไม่ได้ดูเทอะทะเกินข้อมือสุภาพสตรีเลยแม้แต่น้อย คงจะเป็นเพราะสายโลหะตาข่ายถักรูปแบบใหม่ที่มีข้อสายหนาเพียง 1.15 มม. เท่านั้น เมื่อประกอบเข้าในโครงสร้างตาข่ายถักร้อยเรียงกัน 15 แถว และตัวล็อกสายที่ออกแบบมาได้แนบเนียนกับสายตาข่ายดีเหลือเกินทำให้สวมใส่สบายกว่า Santos รุ่นสายโลหะแบบเดิม ซึ่ง Santos-Dumont รุ่นใหม่นี้มาใน 3 เวอร์ชันด้วยกัน ได้แก่ ตัวเรือนเยลโลว์โกลด์ที่โดดเด่นมาพร้อมตัวเลือกหน้าปัดซันเรย์สีเงิน และหน้าปัดหินออบซิเดียนที่มีลวดลายเฉพาะตัว รุ่นนี้จะมาพร้อมหลักตัวเลขโรมันสีทองหรู และตัวเรือนแพลตินัมหน้าปัดซันเรย์สีเงิน ทั้งสามรุ่นขับเคลื่อนด้วยกลไกไขลานด้วยมือ 430 MC

อีกหนึ่งสมาชิกใหม่ในตระกูล Santos ก็คือ Santos de Cartier Chronograph ที่น่าจะถูกใจหนุ่มๆ สายสปอร์ตหรู มีขนาดอยู่ที่ 47 x 40 มม. ใครที่ชอบเสน่ห์ดั้งเดิมของ Santos น่าจะถูกใจรุ่นนี้ เพราะยังคงเอกลักษณ์ดั้งเดิมไว้อย่างครบถ้วน เติมความเท่ด้วยฟังก์ชันโครโนกราฟที่มาพร้อมหน้าปัดจับเวลาย่อยสามตำแหน่งบนหน้าปัดผสานผิวซาตินขัดแต่งลายซันเรย์
รุ่นนี้มาในวัสดุตัวเรือนเยลโลว์โกลด์ วัสดุทูโทนเยลโลว์โกลด์และสตีล และสตีล ขับเคลื่อนด้วยกลไกอัตโนมัติ 1904-CH MC ซึ่งตั้งชื่อตามปีแห่งการถือกำเนิด Santos เรือนแรก มอบพลังสำรองสูงสุด 47 ชั่วโมง เป็นนาฬิกาที่อัพเกรดฟังก์ชันและความเท่ขึ้นจาก Santos เวอร์ชันดั้งเดิมไปอีกขั้น ใครที่เป็นแฟนรุ่นนี้อยู่แล้วจะรับสมาชิกใหม่เพิ่มอีกสักเรือนคงไม่เสียหาย
Tank Louis Cartier



นาฬิกาทรงเหลี่ยมรุ่นคลาสสิกตลอดกาลยังคงนำเสนอทางเลือกที่หลากหลายให้กับคนรักนาฬิกาทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้า คราวนี้เติมประกายเพชรระยิบระยับ ยกระดับความคลาสสิกให้มีเสน่ห์แพรวพราวกว่าเดิม ขนาดตัวเรือนมีให้เลือกหลากหลาย โดยเฉพาะขนาดเล็กจิ๋วที่เหมาะสำหรับการเป็นนาฬิกาจิวเวลรี่ ไล่เรียงไปตั้งแต่ขนาด 24 มม. ไปจนถึง 38.1 มม. สำหรับรุ่นประดับเพชรเลือกใช้ตัวเรือนโลหะล้ำค่าอย่าง ไวท์โกลด์และเยลโลว์โกลด์ ส่วนไซส์ใหญ่ที่ดูเป็นนาฬิกา unisex มาในตัวเรือนแพลตินัม จับคู่กับสายหนังจระเข้สีเบอร์กันดี
และถ้าหากใครชอบตัวเรือนเหลี่ยมทรงยาวน่าจะถูกใจ Tank Américaine ที่มาในตัวเรือนแพลตินัมทรงเหลี่ยมขนาด 44.4 x 24.4 มม. หน้าปัดรุ่นนี้มาในสีเบอร์กันดีรับกับสายหนังจระเข้ที่จับคู่มาแบบเข้ากับเป๊ะ บนหน้าปัดเต็มไปด้วยรายละเอียดงดงาม ผิวหน้าปัดมาในรูปแบบโอปาลีน ขัดแต่งลายซันเรย์ และขัดซาตินแนวตั้ง สะท้อนเหลือบแสงและเงาอย่างงดงาม เป็นอีกหนึ่งรุ่นที่จัดอยู่ในกลุ่มนาฬิกา unisex ที่น่าสนใจไม่น้อย
Baignoire





เป็นอีกรุ่นที่น่าจับตามอง เพราะคราวนี้นาฬิกาทรงรีอย่าง Baignoire ถูกนำมาตีความใหม่ในหลายเวอร์ชันด้วยกัน แต่ที่สะดุดตาและจับใจสาวๆ ได้อยู่หมัด เห็นจะเป็น Baignoire ในเวอร์ชันปกคลุมด้วยหมุดพีระมิด Clou de Paris ตัวเรือนเยลโลว์โกลด์ขนาด 24.6 x 19.3 มม. หน้าปัดเคลือบทอง อีกเวอร์ชันเป็นรุ่นประดับเพชรแบบ Inverted Brilliant-cut รอบตัวเรือน เปล่งประกายระยิบระยับในทุกจังหวะที่ขยับข้อมือ
ในส่วนของการแต่งผิวในรูปแบบใหม่ หลายคนอาจจะสงสัยว่าเมื่อตัวเรือนและสายปกคลุมด้วยหมุดจะทำให้ระคายผิวเวลาสวมใส่ไหม จากที่ได้ลองสวมด้วยตัวเองแล้วต้องบอกว่า ผิวสัมผัสเรียบลื่นสวมใส่สบายเลยทีเดียว และอีกส่วนที่ชอบคือตัวล็อกสายที่ซ่อนตัวอยู่ติดกับตัวเรือนได้อย่างแนบเนียน และปลดล็อกได้อย่างสะดวกง่ายดาย แต่ถ้าชอบเรียบๆ สไตล์คลาสสิกก็ยังมีเวอร์ชันตัวเรือนเยลโลว์โกลด์ขนาดเล็กและขนาดกลาง จับคู่กับสายหนังให้ได้เลือกใส่ได้ทุกวันอย่างโก้หรู
Roadster




อาจจะไม่ใช่รุ่นที่แฟน Cartier ยุคใหม่คุ้นเคย แต่ถ้าเป็นแฟนตัวจริงของ Cartier มาแต่ไหนแต่ไรคงตื่นเต้นกับการกลับมาของ Roadster กับตัวเรือนทรงตอนโนอันเป็นเอกลักษณ์ และเลนส์ขยายช่องวันที่ทรงกระจกรถยนต์สมชื่อ Roadster ที่ออกแบบให้อ่านค่าได้ง่ายดาย ตัวเรือนของรุ่นนี้มาในหลากหลายวัสดุด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็น ตัวเรือนสตีลที่จับคู่กับชุดเข็มและหลักชั่วโมงสีน้ำเงินเคลือบ Super-LumiNova® รุ่น Two-tone ตัวเรือนเยลโลว์โกลด์และสตีล และรุ่นสตีลหน้าปัดสีน้ำเงินเข้มที่ดูเท่ไม่ซ้ำใคร ทั้งสามรุ่นมาในไซส์ใหญ่ 47.2 x 38.7 มม. ซึ่งบอกได้เลยว่า ใหญ่สะใจ แต่ด้วยความที่เป็นตัวเรือนทรงตอนโนทำให้โอบรับกับข้อมือได้ดีทีเดียว แต่ถ้าชอบเรือนเล็กกว่านั้นหน่อยก็มีขนาดกลางที่มาในไซส์ 42.5 x 34.92 มม. ตัวเรือน Two-Tone เยลโลว์โกลด์และสตีล ทุกรุ่นมาพร้อมสายแบบ interchangeable ที่สามารถเลือกเปลี่ยนสายได้ด้วยตัวเองอย่างสะดวกง่ายดาย และยังขับเคลื่อนด้วยกลไกไขลานอัตโนมัติคาลิเบอร์ 1899 MC ในทุกรุ่น
ชอบรุ่นไหนแวะไปชมและลองสัมผัสเรือนจริงกันได้ที่ Cartier บูติก
อ่านบทความเพิ่มเติมได้ที่:
Cartier สานต่อตำนานผู้สร้างสรรค์รูปทรงแห่งเวลา ด้วยการตีความใหม่ของเรือนเวลารูปทรงโดดเด่นในอดีตกาล
The Revolutionary List: 30 นาฬิกาผู้บุกเบิก – คาร์เทียร์ แครช สเกเลตัน (The Cartier Crash Skeleton)
The Vintage Renaissance: เมื่อ ‘อดีต’ คือการปฏิวัติที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของโลกนาฬิกา

