หยิบยกแรงบันดาลใจจากนาฬิกาฟังก์ชัน moonphase ในยุค ‘20s ไปจนถึง Meteor secret watch ในยุค ‘50s


เรือนเวลาภายใต้การสร้างสรรค์ของ Van Cleef & Arpels นั้นบรรจุจินตนาการอันงดงาม และความโรแมนติกชวนฝันให้เราได้เคลิ้มไปกับโลกที่เรือนเวลาสะท้อนโมงยามอันน่าอัศจรรย์เกินบรรยาย และภายในงาน Watches and Wonders 2026 นี้ทางเมซงก็ยังคงเน้นย้ำอย่างชัดเจนว่า ปีนี้ Van Cleef & Arpels ยังคงเดินหน้าผลิตผลงานเรือนเวลาที่ถ่ายทอดจินตนาการบรรเจิดไว้ได้อย่างน่าตื่นตา
Midnight Jour Nuit Phase de Lune



เรือนเวลาแสดงข้างขึ้นข้างแรมเป็นนาฬิกาที่สามารถแสดงถึงงานช่างฝีมืออันประณีตควบคู่กันไปกับความซับซ้อนในเชิงกลไกขับเคลื่อนฟังก์ชันดังกล่าว และคราวนี้ทางเมซงได้ถ่ายทอดความเชี่ยวชาญและความโรแมนติกในหัวใจลงไปในนาฬิกา moonphase ในคอลเลกชัน Poetic Complications อย่าง Midnight Jour Nuit Phase de Lune ที่ถ่ายทอดการโคจรดวงจันทร์ผ่านระบบกลไกดาราศาสตร์ โดยออกแบบระบบซ้อนสองกลไกติดตั้งไว้ในตัวเรือน กลไกชุดแรกทำหน้าที่ขับเคลื่อนผืนหน้าปัดต่อเนื่องตลอด 24 ชั่วโมง กลไกชุดที่สองทำหน้าที่เป็นระบบขับเคลื่อนตามวิถีดาราศาสตร์ แสดงปรากฏการณ์ข้างขึ้นถึงข้างแรม ซึ่ง Van Cleef & Arpels ได้เริ่มพัฒนาระบบนี้ขึ้นมาใช้กับนาฬิกาข้อมือเมื่อปี 1929
Midnight Jour Nuit Phase de Lune มาในตัวเรือนไวท์โกลด์ขนาด 42 มม. โอบอุ้มหน้าปัดอเวนจูรีนจากเกาะมูราโน หน้าปัดแก้วประกายสีน้ำเงินส่องประกายระยิบระยับที่ได้รับแรงบันดาลใจจากจักรวาล ครึ่งล่างเป็นเปลือกหอยมุกเคลือบสีขาวไล่เฉดสีดำตกแต่งด้วยเทคนิค guilloché เป็นลวดลายรัศมีจำลองภาพดาวเคราะห์โลก การแสดงค่าข้างขึ้นข้างแรมในแต่ละวันยังให้ความรู้สึกราวกับกำลังจ้องมองท้องฟ้าอยู่จริงๆ เพราะช่วงกลางวันบนหน้าปัดครึ่งบนเราจะได้เห็นดวงอาทิตย์ทองคำแผ่รัศมีสีทอง ก่อนจะค่อยๆ ลาลับฟ้าไปตามช่วงเวลาเย็นย่ำที่พระจันทร์ทำจากเปลือกหอยมุกเริ่มขึ้นมาแทนที่ นับเป็นการไฮไลต์ฟังก์ชัน moonphase ได้โดดเด่นและเต็มไปด้วยอารมณ์ความรู้สึก
Midnight Heure d’ici & Heure d’ailleurs


นาฬิกาบอกเวลาคู่ขนานสองไทม์โซนที่ยังคงความโรแมนติกตามแบบฉบับ Van Cleef & Arpels มาในตัวเรือนโรสโกลด์ขนาด 38 มม. จุดเด่นเห็นจะเป็นการจัดสัดส่วนระหว่างขอบหน้าปัดโรสโกลด์ขัดแต่งผิวซาตินและตัวเลขบนหน้าปัดลงอีนาเมลเป็นลายนูนสีน้ำตาลเข้มเล่นเฉดสีตามแสงได้อย่างงดงาม บนหน้าปัดตกแต่งด้วยลวดลาย guilloché แบบรัศมี คล้ายการกระจายของแสงจากศูนย์กลาง ผสานเข้ากับโมทีฟ ‘piqué’ ลายตาข่ายนูน อันเป็นเอกลักษณ์ของเมซง สะท้อนความเรียบง่ายแต่มีมิติลุ่มลึก พร้อมเติมลูกเล่นอสมมาตรและตัวอักษรโค้งรับกับหน้าปัดอย่างประณีต ฝาหลังโรสโกลด์ยังสลักลายดวงอาทิตย์และจันทร์ท่ามกลางดวงดาว สื่อถึงแนวคิด ‘ที่นี่’ (ici) และ ‘ที่นั่น’ (ailleurs) บ่งบอกถึงการบอกเวลาสองเขตเวลาอย่างมีนัยยะ
ภายในขับเคลื่อนด้วยกลไกไขลานอัตโนมัติ สำรองพลังงาน 65 ชั่วโมง พร้อมฟังก์ชัน jumping hours สำหรับการบอกเวลาท้องถิ่น และเวลาต่างเขต ผ่านช่องหน้าต่าง รวมถึงเข็มนาทีแบบเรโทรเกรด การปรับตั้งค่าต่างๆ สามารถทำได้ผ่านเม็ดมะยมเดียวที่ควบคุมทั้งการขึ้นลาน ตั้งเวลา และปรับเขตเวลา เพื่อความสะดวกในการใช้งาน นับเป็นนาฬิกา Dual Time ที่เพียบพร้อมทั้งฟังก์ชันและดีไซน์ที่ละเอียดอ่อนแบบคำนึงถึงอารมณ์ความรู้สึกของผู้สวมใส่ในทุกแง่มุม
Ludo Secret


ต้องบอกว่าเป็นเรือนเวลาที่สะดุดตาตั้งแต่แรกเห็น ด้วยรูปทรงที่มีเอกลักษณ์ผสานเข้ากับความหรูหราในรูปแบบนาฬิกาจิวเวลรี่อันแสนวิจิตร Ludo Secret ได้แรงบันดาลใจจากสร้อยข้อมือ Ludo ที่สร้างสรรค์ขึ้นในปี 1934 รูปทรงที่แปลกตาแต่ดูคุ้นตาอย่างบอกไม่ถูกนี้แลดูคล้ายเข็มขัดผู้ชาย นั่นทำให้เครื่องประดับชิ้นนี้กลายเป็นที่ถูกอกถูกใจของเหล่าสาวสังคมชั้นสูงในยุค ‘30s และได้รับความนิยมต่อเนื่องมาอย่างยาวนาน
เรือนเวลา Ludo Secret ที่เผยโฉมใหม่ล่าสุดนี้จึงได้สานต่อความนิยมในอดีตสู่นาฬิกาที่เห็นแล้วก็บ่งบอกชัดว่าได้แรงบันดาลใจจากหัวเข็มขัด แต่ผสานเข้ากับแรงบันดาลใจจาก trompe-l’œil ศิลปะภาพลวงตาที่เล่นกับเส้นสายหลอกสายตาให้เห็นรูปทรงที่ผิดเพี้ยนไปจากความเป็นจริง แต่สิ่งที่ไม่อาจหลอกสายตาเราได้ก็คือไพลินสีน้ำเงินสดที่ใช้ประดับส่วนหัวเข็มขัดที่ล้อมตัวเรือนไว้อีกชั้น ซึ่งดีไซน์นั้นบ่งบอกชัดว่าอ้างอิงมาจากต้นแบบในปี 1949 โดยใส่ลูกเล่นไว้ที่ด้านข้างตัวเรือนซ่อนกลไก ที่หากกดเมื่อไรส่วนหัวเข็มขัดฝังไพลินจะแยกออกจากกันเผยให้เห็นหน้าปัดหน้าปัดเปลือกหายมุกสีขาวสลักลายรัศมี ตำแหน่ง 12 นาฬิกาโดดเด่นด้วยไพลินเม็ดเดี่ยวเจียระไนทรงสี่เหลี่ยมบาแก็ตต์เหนือชุดเข็มทองคำบอกเวลา ทั้งหมดนี้สอดประสานเข้าด้วยกันด้วยตัวเรือนและสายเยลโลว์โกลด์ลวดลายอิฐทรงสี่เหลี่ยม จัดว่าเป็นนาฬิกาที่บรรจุกลิ่นอายวินเทจไว้อย่างไม่ปิดบัง และมีค
Perlée

ลูกปัดทองกลมกลึงที่ใครๆ ต่างก็จดจำได้ว่าเป็นผลิตผลจาก Van Cleef & Arpels ถูกถ่ายทอดลงบนเรือนเวลารุ่นใหม่ โดยในครั้งนี้ถูกจัดวางล้อมรอบขอบหน้าปัดทำจากวัสดุไวท์โกลด์ขัดเงาให้รูปลักษณ์ที่ดูร่วมสมัย ล้อมรอบงานฝังเพชรจิกไข่ปลาล้อมกรอบหน้าปัดอีกชั้น ซึ่งเมื่อถูกจับคู่กับแผ่นหน้าปัดอเวนจูรีนสีน้ำเงินระยิบระยับ ซึ่งถูกสลักลายเหนือพื้นผิวบอบบางด้วยเทคนิค guilloche เป็นลวดลายรัศมี สร้างมิติชวนให้จ้องมองลึกลงไปในหน้าปัดที่จำลองจักรวาลขนาดกะทัดรัดมาไว้ภายในตัวเรือนทรงกลม จับคู่กับสายหนังจระเข้ที่มีตัวเลือกสีให้เลือกตามต้องการ
และเพื่อเป็นการอวดโฉมความงามอย่างไม่มีอะไรมารบกวนสายตาปุ่มปรับตั้งค่าเวลาจึงถูกซ่อนไว้ด้านหลังตัวเรือนอย่างแนบเนียน เพื่อให้ตัวเรือนได้อวดความงามบนข้อมืออย่างเต็มที่ ซึ่งสำหรับคนที่สวมใส่นาฬิกาแทนเครื่องประดับ การวางตำแหน่งเช่นนี้ถือเป็นความใส่ใจของผู้ออกแบบที่ตั้งใจอวดความงามของเรือนเวลาอย่างไม่มีอะไรมาบดบัง
Lady Rencontre Céleste และ Lady Retrouvailles Célestes


เพื่อเป็นการสานต่อตำนานรักบนผืนหน้าปัด Extraordinary Dials ที่เราเฝ้าติดตามมายาวนานประหนึ่งซีรีส์โรแมนติกเรื่องโปรดซีซั่นแล้วซีซั่นเล่า คราวนี้ตำนานรักของเทพธิดาทอผ้าและหนุ่มเลี้ยงวัวโคจรกลับมาพบกันอีกครั้งบนหน้าปัด Lady Rencontre Céleste ตัวเรือนทองคำสีขาวฝังเพชรขึ้นรูปมิติเป็นรูปทรงคู่รักประสานมืออยู่หลังมวลเมฆลงอีนาเมลเหนือลายฉลุ plique-à-jour ฝังเพชรวาวระยับจำลองประกายดาว ความรักอันดูดดื่มยังสะท้อนผ่านเพชรเดี่ยวเหลี่ยมกุหลาบแทนแววตาที่สบกันด้วยความรักอย่างเปี่ยมล้นของทั้งสอง บรรยากาศยังอวลด้วยไอรักด้วยจันทร์เสี้ยวฝังเพชรบนผืนหน้าปัดจำลองจักรวาล ซึ่งกลายเป็นผืนผ้าใบแสดงความเป็นเลิศในงานอีนาเมลแบบ champlevé และแบบ grisaille เหนืองานจิตรกรรมย่อส่วนบนผืนหน้าปัด เสริมประกายเจิดจรัสด้วยงานประดับเสี้ยวไพลินร่วมกับการ ใช้เขี้ยวหนามเตยปลายลูกปัดรองรับการฝังเพชร


ส่วน Lady Retrouvailles Célestes มาในโทนสีเหลือบไล่จากสีชมพูสู่สีม่วงอมแดงเข้มบนผืนหน้าปัดลงอีนาเมล ลวดลายนูนจำลองความสลับซับซ้อนเชิงมิติของเวิ้งจักรวาลขณะที่หนุ่มสาวที่อยู่ห่างกันคนละฟากฟ้าเหยียดแขนไปข้างหน้าเพื่อยื่นมือหากันระหว่างรอเวลาจะได้กลับมาพบกันอีกครั้ง ฝูงนก ‘สี่เชว่’ หรือสาลิกาสวรรค์ที่ร่วมกันต่อตัวสร้างสะพานข้ามทางช้างเผือกให้คู่รักได้ข้ามมาอยู่ร่วมกันปีละครั้ง ถูกไฮไลต์ให้โดดเด่นด้วยงานฝีมือประติมากรรมรังสรรค์ขึ้นจากไวท์โกลด์แวดล้อมด้วยประกายแสงจากงานฝังเพชรขึ้นตัวเรือนบนแผ่นลงยาลายฉลุเนื้อโปร่งใส ทำหน้าที่ราวกับม่านเมฆล่องลอยทั่วกรอบตัวเรือนโรสโกลด์ล้อมเพชรรับกับสีคู่เข็มบอกเวลาอย่างเหมาะเจาะ
เรือนเวลาทุกรุ่นที่เมซง Van Cleef & Arpels รังสรรค์ขึ้น จึงเป็นดั่งตัวแทนบอกเล่าเรื่องราวบทกวีแห่งกาลเวลา และจินตศิลป์แห่งดาราศาสตร์ตามที่ทางเมซงมุ่งมั่นพัฒนามาโดยตลอด และผลลัพธ์แห่งความพยายามสื่อสารในสิ่งที่ยึดมั่นแสดงออกให้เห็นอย่างชัดเจนในผลงานเรือนเวลาที่เปิดตัวภายในปีนี้
อ่านบทความเพิ่มเติมได้ที่:
Van Cleef & Arpels จารึกบทใหม่ของนาฬิกา ผ่านความมหัศจรรย์ของกลไกอันประณีตแห่งกาลเวลาและจินตนาการ
The Revolutionary List: 30 นาฬิกาผู้บุกเบิก – แวน คลีฟ แอนด์ อาร์เปลส์ (Van Cleef & Arpels)

