เจาะลึกนาฬิกาแพลนเนทาเรียมหน้าปัดซิลิคอน นิยามใหม่ของกลไกแห่งดวงดาว จากความเรียบง่ายสู่ความซับซ้อนระดับจักรวาล
บทความโดย Cheryl Chia . Mar 10, 2026

เมื่อหน้าปัดที่รังสรรค์จากแผ่นซิลิคอนเหลือบสี บรรจบกับดวงดาวที่แต่งแต้มด้วยสารเรืองแสง CVDK x Revolution Grand Planetarium Eccentric จึงเปลี่ยนกลไกแห่งท้องฟ้าให้กลายเป็นโรงละครแห่งรัตติกาลที่แปรเปลี่ยนไปตามแสงเงา
กลไกสลับซับซ้อนเชิงดาราศาสตร์ถือเป็นหนึ่งในอาณาจักรที่กว้างขวางและเปี่ยมเสน่ห์ที่สุดของโลกนาฬิกา หากพิจารณาจากระดับเริ่มต้น เราจะได้พบกับกลไกแสดงข้างขึ้นข้างแรมที่คุ้นเคย ซึ่งมีความงดงามในเชิงกวีและทำความเข้าใจได้ง่ายเพียงแค่ปรายตามอง แต่เมื่อขยับลึกลงไปมากกว่านั้น กรอบของเวลาจะเปิดกว้างสู่โลกอีกใบที่เต็มไปด้วยรายละเอียดมหาศาล
นาฬิกาบางเรือนไม่ได้แสดงเพียงแค่เวลาสุริยคติเฉลี่ยที่เราใช้กันทั่วไปเท่านั้น ยังสามารถแสดงเวลาดาราคติ ซึ่งเป็นการวัดค่าการหมุนของโลกเมื่อเทียบกับตำแหน่งดวงดาวที่อยู่กับที่ ขณะที่นาฬิกาบางรุ่นแสดงสมการเวลาเพื่อระบุส่วนต่างระหว่างเวลาสุริยคติเฉลี่ยกับเวลาสุริยคติจริง ซึ่งเป็นความคลาดเคลื่อนที่เกิดจากความรีของวงโคจรและการเอียงของแกนโลก
นอกจากนี้ยังมีกลไกแสดงเวลาพระอาทิตย์ขึ้นและพระอาทิตย์ตกที่ต้องได้รับการปรับตั้งค่าตามเส้นละติจูดเฉพาะ โดยมีรูปร่างของชิ้นส่วน cam ที่ถูกออกแบบมาตามองศาการเอียงของแกนโลกและความรีของวงโคจร รวมถึงกลไกพยากรณ์การเกิดสุริยุปราคาและจันทรุปราคาที่คำนวณจากรอบวงจรสุริยจันทรคติอย่างวงรอบซารอส กลไกแสดงกระแสน้ำที่ยึดตามวันทางจันทรคติแทนวันทางสุริยคติ ไปจนถึงแผนที่ดาวแบบหมุนได้ที่ปรับตั้งค่าตามซีกโลกเพื่อจำลองภาพการเคลื่อนที่ของท้องฟ้ายามค่ำคืนตลอดทั้งปี
ความเป็นไปได้ของกลไกเหล่านี้นั้นแทบจะไร้ขีดจำกัด แต่หากจะพูดถึงสิ่งที่กระตุ้นจินตนาการได้มากที่สุดย่อมหนีไม่พ้น กลไกจำลองวงโคจรของดวงดาวหรือแพลนเนทาเรียม ในขณะที่กลไกประเภทอื่นมักจะแยกแสดงผลเพียงรอบวงจรเดียว แต่แพลนเนทาเรียมพยายามจำลองระบบสุริยะทั้งหมดเอาไว้ ซึ่งต้องรับมือกับเรื่องของมาตราส่วนในแบบที่กลไกซับซ้อนน้อยชิ้นจะทำได้
นอกจากนี้ยังมีเรื่องของระยะเวลาที่ส่งผลกระทบต่อความรู้สึกอย่างมีนัยสำคัญ เมื่อโลกโคจรครบหนึ่งรอบต่อปี เราจะยังสามารถสังเกตเห็นการเคลื่อนไหวได้ แต่เมื่อดาวเสาร์ต้องใช้เวลาเกือบ 30 ปี และดาวเนปจูนใช้เวลามากกว่า 160 ปี การเคลื่อนที่เหล่านั้นจะกลายเป็นสิ่งที่แทบมองไม่เห็นด้วยตาเปล่า แม้นาฬิกายังคงทำงานและฟันเฟืองยังคงหมุนไป แต่สิ่งที่ปรากฏบนหน้าปัดบางอย่างอาจไม่สามารถโคจรได้ครบหนึ่งรอบภายในช่วงชีวิตของมนุษย์คนหนึ่งเลยด้วยซ้ำ ความแตกต่างอย่างสุดขั้วระหว่างการทำงานของจักรกลที่เกิดขึ้นในทันที กับระยะเวลาอันยาวนานในทางดาราศาสตร์ ได้มอบพลังดึงดูดและความลุ่มลึกที่แสนพิเศษให้กับหน้าปัดแสดงผลประเภทนี้
แพลนเนทาเรียมยังเป็นสิ่งที่ยากจะต้านทานเพราะมันช่วยปรับเปลี่ยนมุมมอง การประดิษฐ์นาฬิกาส่วนใหญ่มักยึดถือมนุษย์เป็นศูนย์กลาง ไม่ว่าจะเป็นการแสดงชั่วโมง นาที หรือปฏิทิน ซึ่งเป็นการจัดระเบียบเวลาเพื่อกิจกรรมของมนุษย์ ในทางกลับกัน การแสดงผลแบบยึดดวงอาทิตย์เป็นศูนย์กลางได้นำโลกไปวางไว้ท่ามกลางดาวเคราะห์ดวงอื่นๆ โลกไม่ได้เป็นจุดอ้างอิงอีกต่อไป แต่เป็นเพียงส่วนหนึ่งในระบบ และความจริงที่ว่าประสบการณ์ในแต่ละวันของเราดำเนินไปภายใต้ระเบียบอันกว้างใหญ่และเที่ยงตรงของสรวงสวรรค์นั้น กลายเป็นสิ่งที่เราไม่อาจมองข้ามได้เลย

นาฬิกาข้อมือที่มาพร้อมกลไกแพลนเนทาเรียมนั้นถือเป็นสิ่งที่หาได้ยากมาก และแทบไม่มีแบรนด์ไหนที่สามารถรักษาการผลิตไว้อย่างต่อเนื่องได้ ซึ่งผู้ที่ยืนอยู่แถวหน้าและเป็นตัวแทนที่โดดเด่นที่สุดของศาสตร์แขนงนี้ในปัจจุบันจะเป็นใครไปไม่ได้นอกจาก คริสเตียน ฟาน เดอร์ คลาว (Christiaan van der Klaauw)
ผลงานความร่วมมือล่าสุดระหว่างแบรนด์และ Revolution คือรุ่น Grand Planetarium Eccentric Si14 (Silicium) ซึ่งผลิตขึ้นในจำนวนจำกัดเพียง 6 เรือน โดยต่อยอดมาจากโมเดลที่เปิดตัวครั้งแรกในปี 2024 เพื่อเฉลิมฉลองครบรอบ 50 ปีของแบรนด์ ทั้งนี้ Grand Planetarium Eccentric ถือเป็นนาฬิกาข้อมือกลไกเรือนแรกและเรือนเดียวของโลก ที่สามารถแสดงวงโคจรตามเวลาจริงของดาวเคราะห์ทั้ง 8 ดวงในระบบสุริยะ ตั้งแต่ดาวพุธที่อยู่ใกล้ดวงอาทิตย์ที่สุดไปจนถึงดาวเนปจูนที่อยู่ไกลออกไปได้สำเร็จ


ตัวเรือนเหล็กแกร่งและหน้าปัดซิลิคอน
ตัวเรือนของ CVDK × Revolution Grand Planetarium Eccentric ขึ้นรูปจากสเตนเลสสตีล 316L และผ่านกระบวนการแพร่คาร์บอนที่อุณหภูมิต่ำ ซึ่งช่วยเพิ่มความแข็งแกร่งของพื้นผิวให้สูงถึงประมาณ 1,200 วิคเกอร์ หรือแข็งกว่าเหล็กทั่วไปถึงหกเท่า การที่นาฬิกาชั้นเลิศมีความทนทานต่อรอยขีดข่วนในระดับนี้ถือเป็นเรื่องที่น่าประทับใจเป็นพิเศษ เพราะใครก็ตามที่เคยทำนาฬิกากระแทกกับพื้นผิวที่แข็ง ย่อมเข้าใจถึงความรู้สึกหวาดกลัวในชั่ววินาทีนั้นก่อนที่จะก้มลงมองรอยความเสียหาย อย่างเช่นประสบการณ์ส่วนตัวของผู้เขียนที่ทำนาฬิกากระแทกเข้ากับตู้ในห้องน้ำบนเครื่องบินจนเกิดเสียงดังสนันเสียจนพนักงานต้อนรับต้องตะโกนถามผ่านประตูด้วยความเป็นห่วงว่าโอเคหรือไม่ แต่เมื่อรอยขีดข่วนที่ควรจะติดตัวนาฬิกาไปตลอดกาลกลับไม่ปรากฏให้เห็น ความรู้สึกและสายสัมพันธ์ที่คุณมีต่อนาฬิกาเรือนนั้นจะเปลี่ยนไปในทันที

ตัวเรือนผ่านการตกแต่งด้วยเทคนิคการพ่นทราย (Bead-blasting) ทำให้พื้นผิวมีลักษณะด้านในโทนสีเทา ซึ่งช่วยกระจายแสงและทำให้ร่องรอยการใช้งานเพียงเล็กน้อยที่อาจเกิดขึ้นนั้นสังเกตเห็นได้ยากขึ้น นาฬิกามีขนาดตัวเรือนกว้าง 44 มิลลิเมตร และหนา 14.3 มิลลิเมตร ซึ่งจัดอยู่ในกลุ่มนาฬิกาที่มีขนาดค่อนข้างโดดเด่นสะดุดตา แต่แน่นอนว่านาฬิกาที่ตั้งใจจะจำลองระบบสุริยะทั้งระบบไว้บนข้อมือย่อมไม่ได้ถูกออกแบบมาเพื่อความเรียบง่ายอยู่แล้ว ความหนาของตัวเรือนส่วนใหญ่นั้นเป็นผลโดยตรงมาจากความซับซ้อนของโมดูลดาราศาสตร์ที่บรรจุอยู่ภายในนั่นเอง


เพื่อจำลองภาพของจักรวาล หน้าปัดจึงถูกสร้างขึ้นจากชิ้นส่วนซิลิคอนออกซิไดซ์ (Oxidized silicon) แยกกันถึง 9 ชิ้น ซึ่งมอบคุณสมบัติพื้นผิวที่เล่นแสงเป็นสีรุ้ง โดยจะเปลี่ยนเฉดสีไปมาระหว่างสีน้ำเงินเข้มและสีม่วงตามองศาของแสงที่ตกกระทบ แม้ว่าในโลกนาฬิกา ซิลิคอนจะเป็นที่รู้จักกันดีในฐานะวัสดุที่ใช้ทำหน้าที่เชิงกลไกอย่างชุด Escapements และ Hairsprings แต่ในที่นี้มันถูกนำมาใช้ในบทบาทที่แตกต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง
ผ่านกระบวนการออกซิเดชันที่ควบคุมอย่างแม่นยำ เลเยอร์ออกไซด์บางๆ จะก่อตัวขึ้นบนพื้นผิว ซึ่งทำให้เกิดการแทรกสอดของแสงจนปรากฏเป็นสีสันที่สวยงาม ส่งผลให้หน้าปัดมีโทนสีน้ำเงินแกมม่วงที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวสืบเนื่องมาจากกระบวนการนี้เอง

ท่ามกลางฉากหลังที่แปรเปลี่ยนและมืดมิดนี้ เหล่าดาวเคราะห์ถูกแต่งแต้มด้วยสีพรายน้ำ Super-LumiNova ด้วยมืออย่างประณีตโดยช่างนาฬิการะดับปรมาจารย์ของเมซง ที่น่าสนใจคือมีการสลักเครื่องหมายเรืองแสงขนาดเล็กเพื่อระบุระยะเวลาการโคจรของดาวเคราะห์แต่ละดวงเอาไว้ด้วย โดยดาวพุธจะโคจรครบหนึ่งรอบใน 87.97 วัน ดาวศุกร์ 224.70 วัน โลก 365.24 วัน และดาวอังคาร 686.98 วัน ในขณะที่ดาวเคราะห์วงนอกจะเคลื่อนที่ด้วยจังหวะที่ต้องใช้ความอดทนมากกว่าอย่างเห็นได้ชัด โดยดาวพฤหัสบดีใช้เวลา 11.86 ปี ดาวเสาร์ 29.46 ปี ดาวยูเรนัส 84.02 ปี และดาวเนปจูนต้องใช้เวลาถึง 164.80 ปีในการโคจรรอบดวงอาทิตย์
แม้แต่ดวงจันทร์ของโลกก็ยังถูกจำลองไว้บนหน้าปัดข้างๆ ตำแหน่งของโลกด้วยเช่นกัน นอกจากนี้ ส่วนของเลเยอร์ที่ยกตัวสูงขึ้นตามเส้นทางเดินของดวงดาวก็ยังเป็นสารเรืองแสง ซึ่งทั้งหมดนี้ร่วมกันสร้างการแสดงแสงสีในมาตราส่วนย่อส่วนของจักรวาลที่งดงามตระการตา โดยดาวเคราะห์แต่ละดวงจะปรากฏเป็นจุดแสงเล็กๆ ที่ล่องลอยอยู่ท่ามกลางความว่างเปล่าสีน้ำเงินแกมม่วงอันลุ่มลึกของอวกาศ

สิ่งที่น่าประทับใจคือ Grand Planetarium ยังรวมเอาสเกลจักรราศีวงนอกมาไว้บนหน้าปัด ซึ่งอ่านค่าผ่านตัวระบุตำแหน่งทรงสามเหลี่ยมสีน้ำเงิน ที่ติดตั้งอยู่ตรงข้ามกับตำแหน่งของโลก และเมื่อโลกโคจรครบหนึ่งรอบในเวลา 365.24 วัน ตำแหน่งของโลกที่ปรากฏบนสเกลจักรราศีที่อยู่กับที่นี้ จะแสดงให้เห็นว่าโลกอยู่ในจุดใดของวงโคจรเมื่อเทียบกับกลุ่มดาวต่างๆ ตามแนวสุริยวิถี (Ecliptic) หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งคือ ตัวระบุตำแหน่งนี้จะเผยให้เห็นส่วนของจักรราศีที่ดวงอาทิตย์ปรากฏให้เห็นจากโลกในเวลาใดก็ตามตลอดทั้งปี

รายละเอียดนี้มีความสำคัญมากสำหรับการแสดงผลแบบแพลนเนทาเรียม เพราะมันช่วยเชื่อมโยงกลไกแบบยึดดวงอาทิตย์เป็นศูนย์กลาง (Heliocentric mechanics) ของนาฬิกา เข้ากับวิธีที่มนุษย์เราสังเกตการณ์ท้องฟ้าจากโลกจริงๆ หากแบบจำลองระบบสุริยะแสดงเพียงแค่ดาวเคราะห์โคจรรอบดวงอาทิตย์ ก็อาจกลายเป็นเพียงกลไกที่เป็นนามธรรมเกินไป แต่การรวมเอาสเกลจักรราศี (Zodiac scale) ซึ่งก็คือกลุ่มของกลุ่มดาวที่วางตัวอยู่ตามแนวระนาบสุริยวิถีเข้ามาด้วยนั้น ทำให้นาฬิกาสามารถยึดโยงการแสดงผลเข้ากับทรงกลมฟ้า (Celestial sphere) ที่เรามองเห็นได้จริง
ผู้สวมใส่จึงไม่เพียงแต่อ่านค่าได้ว่าโลกอยู่ในจุดใดของวงโคจร แต่ยังทราบด้วยว่าดวงอาทิตย์กำลังอยู่ในตำแหน่งของกลุ่มดาวใดในขณะนั้น โดยกลุ่มดาวที่อยู่ด้านหลังดวงอาทิตย์โดยตรงจะถูกแสงอาทิตย์กลบจนมองไม่เห็นในเวลากลางวัน แต่กลุ่มดาวที่อยู่ฝั่งตรงข้ามจะปรากฏให้เห็นอย่างชัดเจนบนท้องฟ้ายามค่ำคืน นอกจากนี้ สเกลจักรราศียังทำหน้าที่เป็นตัวระบุเดือนปัจจุบันที่ใช้งานได้จริงแบบคร่าวๆ เนื่องจากดวงอาทิตย์จะปรากฏเคลื่อนผ่านจักรราศีทั้ง 12 ราศี โดยแต่ละราศีครอบคลุมพื้นที่ 30 องศาบนแนวสุริยวิถีตามการเคลื่อนที่ของโลกไปตามวงโคจรนั่นเอง
กลไกแห่งท้องฟ้า (Celestial Mechanics)
โมดูลแพลนเนทาเรียมนี้ถูกคิดค้นขึ้นโดย คริสเตียน ฟาน เดอร์ คลาว ด้วยตนเอง โดยหลังจากที่ Pim Koeslag เข้าซื้อกิจการในปี 2022 ได้เพียงไม่กี่เดือน ฟาน เดอร์ คลาว ได้เอ่ยถึงแนวคิดที่เขาเคยพัฒนาค้างไว้ คูสลากจึงเสนอให้นำแนวคิดนั้นมาพัฒนาต่อเพื่อสร้างเป็นผลงานชิ้นสำคัญในการเฉลิมฉลองครบรอบ 50 ปีของแบรนด์ จากนั้น ฟาน เดอร์ คลาว ได้นำเสนอชุดภาพสเก็ตช์ซึ่งเป็นกระดาษขนาด A3 ประมาณ 10 ถึง 15 แผ่น ที่ลงรายละเอียดเกี่ยวกับกลไกไว้อย่างครบถ้วน และตามข้อเสนอแนะของคูสลาก ดาวเคราะห์เพิ่มเติมอีกสองดวงจึงถูกผนวกรวมเข้าไว้ในงานออกแบบชุดนี้ด้วย

สิ่งที่น่าประทับใจมากๆ คือ แทนที่จะพึ่งพาพลังของการคำนวณด้วยคอมพิวเตอร์เพื่อคัดกรองความเป็นไปได้อันมหาศาลดังเช่นที่นิยมทำกันในปัจจุบัน ฟาน เดอร์ คลาว กลับกำหนดอัตราทดของดาวเคราะห์และวางโครงสร้างกลไกด้วยดินสอ วงเวียน และหลักคณิตศาสตร์โดยตรง กลไกนี้ถูกวางแผนผังในเชิงเรขาคณิต (Geometrically) เพื่อกำหนดตำแหน่งของจักร ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง ระยะห่างระหว่างจุดศูนย์กลางของจักรแต่ละตัว รวมถึงพื้นที่ที่จำเป็นสำหรับชุดเฟืองจักร (Gear trains) ต่างๆ เพื่อให้สามารถขบประสานกันได้อย่างลงตัวภายในโมดูล และหลังจากที่โครงร่างทั้งหมดถูกคลี่คลายลงบนกระดาษแล้วเท่านั้น งานออกแบบจึงถูกถ่ายโอนเข้าสู่ระบบ CAD เพื่อสร้างเป็นแบบจำลองสามมิติต่อไป


ในทางกลับกัน เมื่อเปรียบเทียบกับนาฬิกาข้อมือรุ่นที่โด่งดังที่สุดของ ฟาน เดอร์ คลาว อย่างรุ่น CVDK Planetarium ซึ่งครองตำแหน่งนาฬิกาที่มีกลไกแพลนเนทาเรียมขนาดเล็กที่สุดในโลกด้วยขนาดเพียง 15 มิลลิเมตร รุ่น Grand Planetarium กลับเลือกที่จะแผ่ขยายการแสดงผลให้ครอบคลุมไปทั่วทั้งหน้าปัด โดยดาวเคราะห์แต่ละดวงจะโคจรไปตามเส้นทางวงกลมที่ถูกจัดวางให้เยื้องศูนย์กลาง (Off-center) เล็กน้อย เพื่อจำลองภาพลักษณ์ของวงโคจรรูปรี (Elliptical paths) ของดวงดาวรอบดวงอาทิตย์นั่นเอง

ตัวโมดูลนี้เปรียบเสมือนชุดเฟืองจักรขนาดใหญ่ที่เริ่มต้นการทำงานจากวงล้อชั่วโมง (12-hour wheel) ในชุดกลไกบอกเวลา จากจุดนั้น ระบบทดกำลังแบบผสม (Compound reduction system) ซึ่งแสดงแทนด้วยเฟืองสีเหลืองและสีบานเย็นในภาพจำลอง CAD จะทำการลดทอนความเร็วลงจนได้รอบหมุนของจักรที่ครบรอบทุกๆ 365.24 วัน ซึ่งกลายเป็นวงล้อของโลก (Earth wheel) ที่แสดงเป็นสีน้ำเงิน
จากจุดนี้ ชุดเฟืองจะแยกสาขาออกไปในแนวรัศมีเพื่อสร้างรอบการโคจรของดาวเคราะห์ดวงอื่นๆ โดยสาขาหนึ่งจะเคลื่อนเข้าหาจุดศูนย์กลางเพื่อขับเคลื่อนดาวพุธ (สีเขียว) และดาวศุกร์ (สีฟ้าอ่อน) ในขณะที่อีกสาขาหนึ่งจะขยายออกไปยังส่วนขอบเพื่อขับเคลื่อนดาวอังคาร (สีแดง) ดาวพฤหัสบดี (สีเหลือง) และดาวเสาร์ (สีเบจ) ส่วนดาวยูเรนัสและดาวเนปจูน ซึ่งเป็นดาวเคราะห์ที่เคลื่อนที่ช้าที่สุดด้วยระยะเวลาโคจร 84.02 และ 164.80 ปีตามลำดับนั้น ไม่ได้ถูกแสดงไว้ในภาพจำลอง CAD นี้

ดาวเคราะห์วงในต้องการความเร็วเชิงมุม (Angular velocities) ที่สูงกว่าเมื่อเทียบกับโลก ซึ่งทำได้โดยการจัดวางชุดเฟืองแบบเพิ่มความเร็ว (Gear-up configurations) โดยใช้เฟืองขับ (Pinions) ขนาดเล็กที่รับกำลังมาจากวงล้อของโลกหรือจากขั้นตอนส่งกำลังย่อย ส่วนดาวเคราะห์วงนอกนั้นเคลื่อนที่ช้ากว่ามาก และคาบดาราคติ (Sidereal periods) ของพวกมัน ซึ่งเริ่มตั้งแต่ 686.98 วันสำหรับดาวอังคาร ไปจนถึง 29.46 ปีสำหรับดาวเสาร์ จะถูกคำนวณผ่านการจัดวางชุดเฟืองแบบลดความเร็ว (Gear-down arrangements) ที่ใช้วงล้อขนาดใหญ่ขึ้นตามลำดับเพื่อลดความเร็วของกำลังส่งที่รับมา
ผลลัพธ์ที่ได้คือชุดเฟืองจักรที่ส่งกำลังต่อกันเป็นทอดๆ (Cascading gear train) ซึ่งสามารถจำลองจังหวะการโคจรที่แตกต่างกันอย่างมหาศาลของเหล่าดาวเคราะห์ให้มาอยู่รวมกันได้ภายใต้กลไกเพียงชุดเดียวที่ติดตั้งอยู่บนฝั่งหน้าปัด

ตัวโมดูลถูกติดตั้งไว้ด้านบนของกลไกอัตโนมัติ (Automatic movement) ซึ่งเป็นเอกสิทธิ์ของทางแบรนด์ โดยให้สำรองพลังงานได้ 60 ชั่วโมง ทำงานด้วยความถี่ 3 เฮิรตซ์ (3Hz) และติดตั้งจักรกลอกแบบฟรีสปริง (Free-sprung balance)
ตัวกลไกมีความโดดเด่นในเชิงทัศนียภาพอย่างมาก โดยมีโรเตอร์ทองคำรูปโลโก้ของแบรนด์เป็นจุดนำสายตา ภายใต้โรเตอร์นั้น สะพานจักร (Bridges) ได้รับการตกแต่งด้วยลวดลายหมู่ดาวที่รังสรรค์ขึ้นจากการแกะสลักด้วยเลเซอร์ (Laser engraving) จักรแต่ละตัวในชุดเฟืองส่งกำลัง (Going train) รวมถึงจักรกลอก ต่างได้รับการรองรับด้วยสะพานจักรที่มีปลายรูปดาว ซึ่งดูราวกับดาวตกที่มีอัญมณีประดับอยู่ตรงใจกลาง ตัวดาวเองนั้นได้รับการตกแต่งลายก้นหอย (Circular grained) ในขณะที่แผ่นฐาน (Baseplate) ตกแต่งด้วยลายวน หรือเพอร์ลาจ (Perlage)


การออกแบบและการรังสรรค์ทั้งด้านหน้าและด้านหลังทำให้เข็มนาฬิกาเรือนนี้มีความโรแมนติกเป็นพิเศษ นาฬิกาประเภทแพลนเนทาเรียม (Planetarium watches) มักครองพื้นที่พิเศษเสมอในโลกแห่งประดิษฐกรรมเรือนเวลา แม้พวกมันจะไม่ได้ถูกสร้างมาเพื่อเน้นการใช้งานจริง และไม่เคยมีความตั้งใจให้เป็นเช่นนั้น แต่พวกมันกลับสามารถเก็บรับภาพสะท้อนเล็กๆ ของกลไกจักรกลขนาดมหึมาที่ควบคุมสรวงสวรรค์เอาไว้ภายใต้ขอบเขตของนาฬิกาข้อมือ
ในรุ่น CVDK × Revolution Grand Planetarium Eccentric Silicium แบบจำลองระบบสุริยะเชิงกลไกที่ซับซ้อนอยู่แล้วนี้ กลับดูมีชีวิตชีวาอย่างชัดเจนเมื่อความมืดมาเยือน มันอาจเป็นสิ่งที่ช่วยย้ำเตือนเราว่า จักรวาลที่เราเฝ้าสังเกตอยู่นี้ ทั้งจังหวะการเคลื่อนที่ ความเป็นระเบียบ และความงดงามของมันล้วนถูกจารึกไว้ด้วยแสงสว่าง
รายละเอียดทางเทคนิค
- กลไก: ขึ้นลานอัตโนมัติ คาลิเบอร์ CKM-01 (Self-winding Caliber CKM-01) สำรองพลังงาน 60 ชั่วโมง ความถี่ 21,600 ครั้งต่อชั่วโมง (3 Hz)
- ฟังก์ชัน: แสดงชั่วโมงและนาที เข็มวินาทีกลาง (โลโก้ดวงอาทิตย์แบบหมุน) ตัวระบุจักรราศี (Zodiac sign indicator) กลไกแพลนเนทาเรียมแบบเยื้องศูนย์ (Eccentric Planetarium) แสดงวงโคจรของดาวพุธ ดาวศุกร์ โลก ดาวอังคาร ดาวพฤหัสบดี ดาวเสาร์ ดาวยูเรนัส และดาวเนปจูน
- ตัวเรือน: ขนาด 44 มม. × 14.3 มม. วัสดุสแตนเลสสตีลผ่านกระบวนการเพิ่มความแข็งแกร่ง (Hardened stainless steel) กันน้ำลึก 30 เมตร
- หน้าปัด: ซิลิคอนออกซิไดซ์ (Oxidized silicon) พร้อมการแสดงผลทางดาราศาสตร์
- สายนาฬิกา: สายหนังบุผ้าแคนวาสสีดำ เดินด้ายซับในสีม่วง หัวเข็มขัดสายทำจากเหล็ก
- การจำหน่าย: ผลิตจำนวนจำกัดเพียง 6 เรือนทั่วโลก
อ่านบทความอื่นๆ เพิ่มเติม
Lebois & Co Heritage Sector Chronograph Aventurine ท้องฟ้าจำลองบนข้อมือในสไตล์วินเทจ
Bremont เผยด้านที่สนุกสนานผ่านเรือนเวลา Altitude MB Meteor “Felix the Cat”
Poetry of Time…. เมื่อการบอกเวลาแปรเปลี่ยนเป็นบทกวีแห่งจินตนาการดังผลงานของ Van Cleef & Arpels

