การปะทะกันของความคิดสร้างสรรค์ของเรือนเวลา Ulysse Nardin X URWERK UR-FREAK

Date:

แบรนด์หัวขบถ Ulysse Nardin และ URWERK ผนึกกำลังอย่างลงตัวเพื่อสร้างสรรค์นาฬิกาจักรกลอันน่าทึ่ง

เมื่อผู้บุกเบิกสองรายมารวมตัวกัน ผลลัพธ์ที่ได้มักจะไม่น่าเบื่อ ลองยกตัวอย่างในสาขาภาพยนตร์ ดนตรี หรือละครเวที การปะทะกันอย่างกลมกลืนของแนวคิด บุคลิก และทัศนคติ มักนำไปสู่บางสิ่งที่พิเศษอย่างยิ่ง ซึ่งทั้งก่อกวนและสร้างความพึงพอใจ

การปะทะกันของความคิดสร้างสรรค์ดังกล่าวเกิดขึ้นแล้วในโลกของการทำนาฬิกา เมื่อ Ulysse Nardin และ URWERK ร่วมมือกันสร้างสรรค์ชิ้นงานสุดพิเศษที่ประทับด้วยเครื่องหมายอันโดดเด่นของแบรนด์นวัตกรรมเหล่านี้ คู่หูผู้มีจิตวิญญาณอิสระได้รวมกันเพื่อรังสรรค์ UR-FREAK นาฬิการุ่นลิมิเต็ดเอดิชันที่ตีความผลงานชิ้นเอกแนว อาวองต์-การ์ด (avant-garde) ของ Ulysse Nardin ในปี 2001 อย่าง Freak ขึ้นมาใหม่

Ulysse Nardin X URWERK UR-FREAK
Ulysse Nardin X URWERK UR-FREAK การร่วมมือกันอย่างสมบูรณ์แบบเพื่อผลิตนาฬิกาเทคนิคอันน่าทึ่งอย่าง UR-Freak

UR-FREAK ซึ่งผลิตจำนวนจำกัดเพียง 100 เรือน มีขนาด 44 มม. ถือเป็นการรวมพลังครั้งแรกของสองเมซงอิสระนี้ สำหรับโครงการพิเศษนี้ Ulysse Nardin ได้นำกลไก Flying Orbital Carousel (ระวิงลอยตัวแบบหมุนวน) ของตนมาใช้ ขณะที่ URWERK เสนอระบบแสดงเวลาแบบ Wandering Hours Satellite (ดาวเทียมบอกเวลาแบบหมุนเวียน) นอกจากนี้ การแสดงเวลายังนำเสนอเทคโนโลยีตัวบ่งชี้ดาวเทียมอันเป็นเอกลักษณ์ของ URWERK ซึ่งได้รับการปรับปรุงด้วยระบบควบคุมกลไกแบบหมุนวนสไตล์ Carousel สามชั่วโมง ในส่วนของ Ulysse Nardin ได้นำเสนอตัวเรือนอันเป็นเอกลักษณ์ที่ ไม่มีเม็ดมะยม (crownless case) ซึ่งภายในบรรจุกลไกใหม่ UN-241 ที่ผลิตขึ้นภายในโรงงาน (in-house)

UR-FREAK เป็นผลงานที่มาจากการทำงานร่วมกันอย่างแท้จริง ไม่ได้เป็นการแข่งขัน หากแต่เป็นสัญลักษณ์ที่ไม่เพียงแต่แสดงถึงความเชี่ยวชาญด้านเทคนิคเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการทำงานเป็นทีมด้วย

ความอัศจรรย์ทางวิศวกรรม

ในการเริ่มต้นสร้าง UR-FREAK ช่างทำนาฬิกาได้พัฒนาชิ้นส่วนใหม่มากกว่า 150 ชิ้น เพื่อสร้างขอบหน้าปัดและกลไกแสดงเวลาแบบดาวเทียมหมุนเวียน (wandering hours satellite display) มีเข็มสามอันที่เชื่อมต่อกัน ทั้งหมดมีแผ่นดิสก์โดมหมุนได้ ซึ่งทำหน้าที่เป็นหน้าต่างแสดงชั่วโมงแบบกระโดด (jumping hour display) ในการระบุเวลา เข็มอันหนึ่งจะเลื่อนไปตามมาตรวัดนาทีทางด้านขวาของหน้าปัด เมื่อชั่วโมงปัจจุบันที่เชื่อมต่อกับระวิงหมุน (rotating carousel) เคลื่อนที่จนครบมาตรวัด 60 นาทีแล้ว แผ่นดิสก์ชั่วโมงจะเปลี่ยน และชั่วโมงถัดไปสามารถอ่านได้จากเข็มถัดไป ซึ่งจะเริ่มเดินทางตามรางนาทีต่อไป ช่างเป็นนวัตกรรมที่ชาญฉลาด

Ulysse Nardin X URWERK UR-FREAK
เข็มนาฬิกาสามเข็มที่เชื่อมต่อกัน โดยทั้งหมดมีแผ่นดิสก์ทรงโดมหมุนได้ซึ่งทำหน้าที่เป็นตัวแสดงชั่วโมงการกระโดด

เช่นเดียวกับนาฬิการุ่น Freak ส่วนใหญ่ที่ผ่านมา UR-FREAK รุ่นร่วมสมัยนี้ ไม่มีเม็ดมะยม การตั้งเวลาทำได้โดยใช้แถบที่ตำแหน่งหกนาฬิกาที่เรียกว่า ‘ตัวล็อก (locker)’ ยกตัวล็อกขึ้นเพื่อปลดล็อกขอบหน้าปัดและเคลื่อนเข็มนาฬิกา

ด้วยระบบไขลานอัตโนมัติที่ปฏิวัติวงการของ Ulysse Nardin ซึ่งเป็นที่รู้จักกันในชื่อ Grinder แม้แต่การเคลื่อนไหวเพียงเล็กน้อยของผู้สวมใส่ก็ถูกเปลี่ยนเป็นพลังงานจลน์ สิ่งนี้เป็นผลมาจากระบบสปริงที่มีซิลิคอนเป็นพื้นฐาน ซึ่งใช้ความยืดหยุ่นตามธรรมชาติของซิลิคอนเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ

Ulysse Nardin เป็นผู้นำในการใช้ซิลิคอนในการทำนาฬิกามาตั้งแต่รุ่น Freak รุ่นแรกเมื่อเกือบ 25 ปีที่แล้ว โดยได้รวมเอาสิ่งประดิษฐ์ของตัวเองที่ชื่อว่า DiamonSil เข้าไปใน UR-FREAK สารเคลือบเพชรที่ทนทานนี้จะเสริมความแข็งแกร่งให้กับซิลิคอนที่เปราะบาง ทำให้สามารถนำไปใช้กับชุดควบคุมการปล่อยพลังงาน (escapement) ในกลไก UN-241 ได้

Ulysse Nardin X URWERK UR-FREAK
The UN-241 movement

มีส่วนหนึ่งโดยเฉพาะที่ทั้งสองแบรนด์อนุญาตให้เอกลักษณ์ของตนเองผสมผสานกันได้อย่างอิสระ นั่นคือ ตัวเรือน โดยอิงจากรุ่น Ulysse Nardin Freak [ONE], UR-FREAK มาพร้อมกับตัวเรือนไทเทเนียมพ่นทรายสีเทาแอนทราไซต์ที่ดูแข็งแกร่ง ส่วนที่มีร่องสามส่วน (three fluted sections) ทั้งบนขอบหน้าปัดและฝาหลัง เป็นลักษณะเฉพาะของ URWERK ที่สามารถจดจำได้ทันที เช่นเดียวกับสีเหลืองไฟฟ้า (electric yellow) ที่ประดับอยู่บนตัวชี้ดาวเทียม เครื่องหมายนาที และสายยาง

Ulysse Nardin X URWERK UR-FREAK
เคสไททาเนียมพ่นทรายสีเทาแอนทราไซต์ที่ทนทาน

คุณสมบัติที่โดดเด่นที่สุดของ UR-FREAK และมีให้เลือกค่อนข้างมาก คือระบบออสซิลเลเตอร์ซิลิคอนของ Ulysse Nardin ซึ่งเป็นครั้งแรกที่ถูกจัดวางไว้ตรงกลางของนาฬิกา ดึงดูดสายตาด้วยความสมมาตรและความซับซ้อนอันน่าทึ่ง งานฝีมือที่สวยงามชิ้นนี้ให้พลังงานสำรองถึง 90 ชั่วโมง

UR-FREAK ที่เต็มไปด้วยนวัตกรรม ความสวยงาม และเทคนิคชั้นสูง คือผลลัพธ์ที่น่าทึ่งของความสัมพันธ์แบบร่วมมืออย่างแท้จริงระหว่างช่างทำนาฬิกาจาก Ulysse Nardin และ URWERK ที่ต่างผลักดันซึ่งกันและกันเพื่อบรรลุความยิ่งใหญ่

ข้อมูลทางเทคนิค Ulysse Nardin X URWERK UR-FREAK
  • กลไก: Caliber UN-241 กลไกอัตโนมัติแบบผลิตภายในโรงงาน กลไก Flying carousel movement ที่หมุนรอบแกนของตัวเอง ระบบแสดงเวลาแบบดาวเทียม (Satellite time display) ล้อจักรกรอกขนาดใหญ่พิเศษและบาลานซ์สปริงทำจากซิลิคอน
  • ฟังก์ชัน: ชั่วโมง นาที
  • ตัวเรือน: ตัวเรือนและขอบหน้าปัดไทเทเนียมพ่นทราย ขนาด 44 มม.
  • สาย: สายยางมีพื้นผิวสีเหลืองแบบในตัว (Integrated yellow rubber textured strap) ตัวล็อกแบบบานพับ (deployant buckle) ทำจากไทเทเนียมพ่นทราย

อ่านบทความอื่นๆ เพิ่มเติม
Gérald Genta เปิดตัวนาฬิกาทั้งสองรุ่นที่สร้างขึ้นบนพื้นฐานของตัวเรือน Maestro อันเป็นเอกลักษณ์ ซึ่งออกแบบโดยผู้ก่อตั้งเมซง  
Making Time: การสร้างสรรค์เวลาจากโรงงาน La Fabrique du Temps Louis Vuitton
เจาะลึกกลไกและงานศิลป์ (Métiers d’Art) แห่ง Bovet

Share post:

More like this

พาชมเรื่อนเวลาล่าสุดของ H. Moser & Cie. ในรุ่น Endeavour Flyback Chronograph Dual Time Date ซ่อนโครโนกราฟไว้ตรงไหน? 

วิเคราะห์ศาสตร์แห่งการตัดทอนของ H. Moser & Cie. ในรุ่น Endeavour Flyback Chronograph กับการปฏิวัติกลไก AgenGraphe สู่ร่างไขลานเพื่อซ่อน 3 ฟังก์ชันใหญ่ไว้บนแกนกลาง

พาชมเบื้องหลังความวิจิตรของ Jaeger-LeCoultre Reverso Hybris Artistica “Pegasus” กับงานสลักเสลามือกว่า 180 ชั่วโมง

วิเคราะห์เบื้องหลังการผสาน Gyrotourbillon เจนเนอเรชันที่ 4 เข้ากับงานแกะสลักนูนต่ำรอบตัวเรือนพิงก์โกลด์ ที่ใช้เวลาทำมือกว่า 180 ชั่วโมง ในเอดิชันจำกัดพิเศษเพียง 5 เรือนทั่วโลก

เมื่อความจัดจ้านของสตรีทแวร์ปะทะโครงสร้างล้ำยุค เจาะลึกวิสัยทัศน์เบื้องหลัง AP x AMBUSH ผลลัพธ์ที่ได้จะเป็นอย่างไรนะ?

บทวิเคราะห์โครงสร้างกลไกและการตัดทอนสิ่งเร้าในนาฬิกาไทเทเนียมขนาด 38.5 มิลลิเมตร Audemars Piguet Royal Oak Concept Flying Tourbillon ที่ออกแบบร่วมกับ Yoon และ Verbal สองผู้ก่อตั้งแบรนด์ AMBUSH

เบื้องหลังความงามระดับหัตถศิลป์ของ Czapek Promenade Goutte de Rosée กับหน้าปัด Grand Feu Enamel สีเขียวที่มีเพียงหนึ่งเดียวในโลก

เบื้องหลังความงามระดับหัตถศิลป์ของ Czapek Promenade Goutte de Rosée กับหน้าปัด Grand Feu Enamel สีเขียวบนฐานเงินแท้ ที่ยอมแบกรับอัตราคัดทิ้งสูงถึง 50% เพื่อมิติแสงหนึ่งเดียวในโลก