5 เทรนด์นาฬิกาแห่งปี 2025 จากเวที Watches and Wonders Geneva

Date:

เมื่อพูดถึง “ศิลปะบนข้อมือ” งาน Watches and Wonders Geneva คือเวทีระดับโลกที่รวบรวมความหรูหรา ความเชี่ยวชาญ และวิสัยทัศน์แห่งอนาคตของวงการนาฬิกาไว้อย่างครบครัน และในปี 2025 นี้ ก็ไม่ทำให้ผิดหวังอีกเช่นเคย เพราะบรรดาแบรนด์ระดับตำนานต่างพากันเปิดตัวเรือนเวลาที่มากด้วยนวัตกรรม ดีไซน์ล้ำสมัย และกลิ่นอายของวัฒนธรรมร่วมสมัยที่ผสานกับรากเหง้าแห่งประวัติศาสตร์ได้อย่างงดงาม

จากโทนสีที่มาแรงอย่าง “Blue is the New Black” ไปจนถึงการฟื้นคืนชีพของดีไซน์วินเทจ กลไกสุดล้ำ และเทรนด์แห่งความยั่งยืนที่ไม่อาจมองข้าม…บทความนี้จะพาคุณไปรู้จักกับ 5 เทรนด์เด่น ที่กำลังเขย่าวงการนาฬิกาโลก พร้อมไฮไลต์จากแบรนด์ชั้นนำที่ไม่ควรพลาด

1.เฉดสีฟ้า และน้ำเงินมาแรง

ในโลกของเรือนเวลา สีไม่ใช่แค่เครื่องประดับสายตา แต่คือภาษาที่สื่อสารอารมณ์ รสนิยม และวิธีการมองโลกของผู้สวมใส่ และในปี 2025 นี้ “เฉดสีฟ้าและน้ำเงิน” ได้กลับมาทวงบัลลังก์ในฐานะสีหลักแห่งยุค ด้วยพลังที่ทั้ง สงบ มั่นใจ และ ร่วมสมัย

เฉดสีเหล่านี้ปรากฏในหลากหลายโทน ไล่ตั้งแต่ฟ้าอ่อนสดใสแบบ Azure Blue ไปจนถึงน้ำเงินเข้มลึกแบบ Midnight Blue และ Navy แต่ละโทนสีไม่ได้ถูกเลือกมาเพียงเพราะความงาม แต่สะท้อนถึงแนวโน้มการมองหา “ความสมดุล” ระหว่างความหรูหราและความเรียบง่ายในยุคหลังโรคระบาด ผู้คนโหยหาความสงบทางสายตา แต่ยังคงต้องการแสดงตัวตนที่เฉียบคม และสีน้ำเงินคือคำตอบ

แบรนด์ระดับไอคอนต่างก็ร่วมถ่ายทอดจิตวิญญาณของเฉดสีนี้ไว้อย่างวิจิตร ยกตัวอย่างเช่น Patek Philippe เผยโฉม Ladies’ Nautilus Ref. 7010G-013 ที่หน้าปัดสี Azure Blue เปล่งประกายดุจผิวน้ำยามอรุณ พร้อมสายคอมโพสิตลายผ้าสีน้ำเงิน ให้ภาพลักษณ์ของหญิงสาวยุคใหม่ที่ทั้งอ่อนโยนและทรงพลังในคราวเดียว

Top 5 Watch Trends of 2025 from Watches and Wonders Geneva
Ladies’ Nautilus Ref. 7010G-013 ความงามอันประณีตในเรือนเวลาขนาดกะทัดรัด ขับเคลื่อนด้วยกลไกควอตซ์ E 23-250 S C ภาพจาก Patek

(อ่านบทความอื่น ๆ ของ Patek)

Chanel พาเราก้าวเข้าสู่โลกแห่งความล้ำสมัยกับคอลเลกชัน J12 BLEU ที่ใช้เซรามิกสีน้ำเงินด้านเป็นวัสดุหลัก ตัวเรือนและสายหล่อขึ้นจากความมินิมอลแบบเยือกเย็น แฝงไว้ด้วยสไตล์สตรีทลักซ์สุดโฉบเฉี่ยว

Top 5 Watch Trends of 2025 from Watches and Wonders Geneva
J12 Bleu ขนาด 38 มม. ขับเคลื่อนด้วยกลไก Calibre 12.1 งดงามด้วยหลักชั่วโมงแซฟไฟร์สีน้ำเงิน และขอบตัวเรือนตกแต่งลวดลายบาแก็ตต์เซรามิก ภาพจาก Chanel

(อ่านบทความอื่น ๆ ของ Chanel)

Van Cleef & Arpels เติมความฝันและโรแมนติกผ่านรุ่น Lady Arpels Bal des Amoureux Automate ที่บอกเล่าเรื่องราวความรักในค่ำคืนใต้ท้องฟ้าสีน้ำเงินลึก ตัวเรือนทำงานเสมือนฉากละครขนาดย่อม ที่เปี่ยมไปด้วยบทกวีและความรู้สึก

Lady Arpels Pont des Amoureux Matinée watch
กำเนิดจากเรื่องราวแห่งความรัก Van Cleef & Arpels จึงไม่เคยหยุดยกย่องบทกวีของความโรแมนติก ผ่านเรือนเวลาและงานสร้างสรรค์ที่ปลุกเร้าความรู้สึกอันอ่อนโยน ในยามเช้าที่ปารีส คู่รักผู้ผูกพันด้วยใจนัดพบกันบนสะพานกลางเมือง สองคนแทนเข็มบอกเวลา ฝ่ายหนึ่งคือชั่วโมง อีกฝ่ายคือนาที เคลื่อนเข้าหากันด้วยกลไกเรโทรเกรด เพื่อมอบจูบแสนหวานในทุกครั้งที่เวลาบรรจบ… ภายใต้สัญลักษณ์ของรักแท้ที่ไม่มีวันเลือน

นาฬิกาสีฟ้าและน้ำเงินในปีนี้ ไม่ใช่แค่แฟชั่น แต่คือบทสนทนาใหม่ของโลก Haute Horlogerie ที่พูดถึง “ความงามของอารมณ์” ผ่านโทนสีที่ทั้งเยือกเย็นและมั่นคง เป็นสีที่อยู่ระหว่างความฝันกับความจริง ระหว่างอดีตอันคลาสสิกและอนาคตที่ชัดเจน

ข้อมูลทางเทคนิค
Van Cleef & Arpels Lady Arpels Pont des Amoureux “Matinée”

รหัสรุ่น: VCARPES500 บทกวีแห่งกาลเวลา ที่ถ่ายทอดผ่านกลไกชั้นสูงและเรื่องราวแห่งความโรแมนติกตามแบบฉบับเมซง Van Cleef & Arpels
ตัวเรือน: ขนาด 38 มม. ผลิตจากทองคำขาว 18K เคลือบโรเดียม ประดับด้วยพลอยแซฟไฟร์และเพชรเจียระไนทรงกลม ขอบตัวเรือนทำจากทองคำขาว 18K เคลือบโรเดียม ประดับเพชรระยับ กันน้ำลึก 30 เมตร
หน้าปัด: สร้างสรรค์จากไวท์โกลด์ พิงค์โกลด์ และเยลโลว์โกลด์ 18K เคลือบโรเดียม ผสานเทคนิคลงยา grisaille enamel สีพาสเทล ถ่ายทอดภาพคู่รักในยามเช้าบนสะพานแห่งความฝัน พร้อมสะพานแกะสลักจากทองคำขาว ทุกองค์ประกอบขับเคลื่อนด้วยกลไกแอนิเมชันตามคำสั่ง (on-demand)
กลไก: ระบบไขลานอัตโนมัติ (Valfleurier Q020) พัฒนาขึ้นเฉพาะสำหรับ Van Cleef & Arpels มาพร้อมโมดูลแสดงเวลาแบบเรโทรเกรดคู่ (double retrograde) และกลไกแอนิเมชันตามสั่ง สำรองพลังงานได้ 36 ชั่วโมง
อัญมณี: ประดับเพชรจำนวน 1,542 เม็ด น้ำหนักรวมประมาณ 31.0 กะรัต เกรด DEF / ความสะอาดระดับ IF ถึง VVS / ประดับแซฟไฟร์ทรงกลมทั้งบนตัวเรือนและสาย
สาย: มีให้เลือกทั้งสายไวท์โกลด์ 18K เคลือบโรเดียมแบบเปลี่ยนได้ ประดับแซฟไฟร์และเพชร / สายหนังจระเข้สี lapis blue แบบเงา ลายสี่เหลี่ยมพร้อมหัวเข็มขัดแบบ Ardillon ทำจากทองคำขาวประดับเพชร / แถมสายหนังจระเข้เส้นที่สอง ให้เลือกเปลี่ยนได้ในวันที่ซื้อ
ความพร้อมในการจำหน่าย: ผลิตแบบจำนวนจำกัด (Numbered Edition)

(อ่านบทความอื่น ๆ ของ Van Cleef & Arpels)

2. การกลับมาของดีไซน์วินเทจ

บางครั้ง…โลกก็หมุนกลับมาในจังหวะที่เราคิดถึงบางสิ่งบางอย่าง และในปี 2025 วงการนาฬิกาก็กำลัง อินกับความคิดถึง อย่างเห็นได้ชัด

ที่งาน Watches and Wonders ปีนี้ ดีไซน์วินเทจกำลังเป็นกระแสที่ “กลับมาอย่างตั้งใจ” ไม่ใช่แค่เพราะแฟชั่นย้อนยุคกำลังมาแรง แต่เพราะ “เรื่องราว” และ “เสน่ห์เหนือกาลเวลา” ของนาฬิกายุคก่อนนั้น ยังสามารถสะกดคนยุคใหม่ได้อยู่หมัด

หลายแบรนด์เลือกที่จะไม่เพียงแค่ นำกลับมา แต่คืนชีวิตใหม่ให้กับดีไซน์ในตำนาน ด้วยกลไกที่ล้ำสมัยขึ้น รายละเอียดที่พิถีพิถันกว่าเดิม และความเคารพต่อประวัติศาสตร์ของตัวเองอย่างแท้จริง

Cartier พาผู้ชมย้อนกลับไปยุคอาร์ตเดโค ด้วยการฟื้นฟูเรือนเวลาระดับตำนานอย่าง Tank à Guichets ซึ่งเปิดตัวครั้งแรกในปี 1928 ตัวเรือนทรงเหลี่ยมเรียบหรู แต่หน้าปัดบอกเวลาแบบ “ดิจิทัล” ผ่านช่องเล็ก ๆ เป็นการดีไซน์ที่ล้ำยุคเกินกาลเวลามาตั้งแต่แรก และยังคงดู “ล้ำ” ไม่เปลี่ยนแม้ผ่านไปเกือบศตวรรษ

Top 5 Watch Trends of 2025 from Watches and Wonders Geneva
Cartier Privé Tank à Guichets นิยามใหม่ของความคลาสสิกแห่งปี 1928 กับดีไซน์หน้าปัดแบบ “jumping hour” สุดล้ำ บนตัวเรือนแพลตตินัม ทองคำเหลือง หรือทองคำชมพู พร้อมกลไกไขลานรุ่น 9755 MC
ภาพ: Revolution © , Cartier

รายละเอียดทางเทคนิค
Cartier Privé Tank à Guichets

กลไก: ไขลานด้วยมือ รหัส 9755 MC
ฟังก์ชัน: ระบบแสดงเวลาแบบ Jumping Hour (ชั่วโมงกระโดด) และนาทีแบบลากต่อเนื่อง (Dragging Minutes)
ตัวเรือน: ตัวเรือนแพลตตินัม ทองคำเหลือง หรือทองคำชมพู ขนาด 37.6 x 24.8 x 6 มม.
สาย: หนังจระเข้ สีดำ เขียว เทา หรือเบอร์กันดี แล้วแต่รุ่น
จำนวนการผลิต: รุ่นแพลตตินัมมุมเฉียง ผลิตจำนวนจำกัดเพียง 200 เรือน เท่านั้น

Jaeger-LeCoultre ส่ง Reverso Tribute Nonantième เข้าสังเวียนวินเทจ ด้วยสองหน้าปัดในเรือนเดียว กลไก Flip-over ที่ให้คนใส่เลือกโชว์หน้าไหนก็ได้ เป็นทั้งของสะสมและบทสนทนาเวลาอยู่บนข้อมือ

Top 5 Watch Trends of 2025 from Watches and Wonders Geneva
Jaeger-LeCoultre Reverso Tribute Geographic การตีความใหม่ของเวลาโลกในรูปแบบเรือนเหลี่ยมอันเป็นตำนานของ Reverso โดดเด่นด้วยความซับซ้อนที่สง่างามทั้งสองด้านของตัวเรือน
(©Revolution)

Piaget เลือกตีความ “ความหรูแบบสปอร์ตยุค 70s” ใหม่ในรุ่น Polo และ Piaget Sixtie ที่ได้แรงบันดาลใจจากแฟชั่นและจิตวิญญาณแห่งความอิสระในยุคดิสโก้ วินเทจที่ไม่เคยหยุดสนุก

Top 5 Watch Trends of 2025 from Watches and Wonders Geneva
นาฬิกา Piaget วินเทจ เรือนทรงสี่เหลี่ยมคางหมู ดีไซน์ล้ำยุคที่สะท้อนเสน่ห์เหนือกาลเวลาอย่างแท้จริง ภาพจาก Piaget

เทรนด์นี้ไม่ได้เกิดจากความบังเอิญ แต่มาจากการที่คนรุ่นใหม่เริ่มหันกลับมามองหา ของที่มีความหมาย มากกว่าความใหม่เฉย ๆ นาฬิกาวินเทจจึงกลายเป็น สะพานเชื่อมระหว่างยุค เป็นเครื่องยืนยันว่า “ของบางอย่างไม่มีวันเก่า” และเมื่อถูกตีความใหม่อย่างชาญฉลาด มันก็จะกลายเป็น คลาสสิกตลอดกาล

(อ่านบทความอื่นๆ ของ TAG Heuer)

3. การผสมผสานกับวัฒนธรรมป๊อป

ในโลกที่ทุกอย่างกำลังเกิดขึ้นพร้อมกัน จากภาพยนตร์ฮิตที่ทำลายสถิติ ไปจนถึงสนามแข่งที่ดึงดูดสายตาจากทั่วโลก นาฬิกาเองก็ไม่อยากตกเทรนด์ ซึ่งในปีนี้ วงการเรือนเวลาขอ ซิ่งตามเทรนด์วัฒนธรรมป๊อปแบบเต็มสปีด หลายแบรนด์เลือกดึงพลังของความนิยม มาเชื่อมโยงกับภาพลักษณ์ของตัวเอง ไม่ใช่แค่ขายดี แต่ยังช่วยบอกเล่า “ตัวตนของผู้สวมใส่” ได้อย่างชัดเจนและเท่แบบไม่พยายาม

ตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุดในปีนี้ต้องยกให้ TAG Heuer และ IWC ที่ต่างก็ลงสนาม Formula 1 แบบไม่มีเบรก

TAG Heuer เปิดตัวนาฬิการุ่นพิเศษที่ได้แรงบันดาลใจจากทีมแข่งชื่อดัง ด้วยดีไซน์ที่เฉียบคม เร้าใจ และสะท้อนถึงความเร็ว ความแม่นยำ และความเท่แบบนักแข่งตัวจริง ไม่ใช่แค่ใส่แล้วดูเหมือนอยู่ในพิตเลน แต่ยัง “รู้สึกเหมือนควบคุมเวลา”

Top 5 Watch Trends of 2025 from Watches and Wonders Geneva
Monaco Split-Seconds Chronograph รุ่นใหม่ในโทนแดง-ขาว เรือนเวลาสปอร์ตสุดล้ำที่ออกแบบมาเพื่อสดุดีจิตวิญญาณแห่ง Formula 1 อย่างแท้จริง

(อ่านบทความอื่นๆ ของ TAG Heuer)

IWC เองก็ไม่ยอมน้อยหน้า ส่งนาฬิการุ่นใหม่ที่ร่วมงานกับ Mercedes-AMG Petronas F1 Team โดดเด่นด้วยดีไซน์ที่ผสานเทคโนโลยีชั้นสูงและดีเอ็นเอของทีมแข่ง ความเรียบเฉียบของเรือนเวลาผสมผสานกับจิตวิญญาณของสนามแข่งได้อย่างลงตัว

Top 5 Watch Trends of 2025 from Watches and Wonders Geneva
แคนติลีเวอร์สปริงได้รับการออกแบบใหม่ทั้งหมด เพื่อรองรับกลไกอินเฮาส์รุ่น 82915 ของ IWC ที่มาพร้อมฟลายอิ้งมินิทูร์บิญองอย่างลงตัว

รายละเอียดทางเทคนิค
IWC Big Pilot’s Watch Shock Absorber Tourbillon Skeleton XPL

รหัสอ้างอิง: Ref. IW357701
กลไก: กลไกไขลานอัตโนมัติ IWC Manufacture รุ่น 82915
พลังงานสำรอง: 80 ชั่วโมง
ฟังก์ชัน: ชั่วโมง นาที ฟลายอิ้งทูร์บิญอง ระบบกันสะเทือน SPRIN-g PROTECT®
ตัวเรือน: ขนาด 44 มม. × 13.1 มม. วัสดุ Ceratanium® กันน้ำลึก 100 เมตร
หน้าปัด: หน้าปัดสเคเลตันสีดำ
สายนาฬิกา: สายยางสีดำ พร้อมบานพับ Ceratanium®
จำนวนผลิต: ลิมิเต็ดเอดิชันจำนวน 100 เรือน

การจับมือกับวัฒนธรรมป๊อป โดยเฉพาะโลกของมอเตอร์สปอร์ตนั้น ไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่สิ่งที่เปลี่ยนไปคือความจริงจังในการเล่าเรื่อง และการใส่ใจในรายละเอียดมากกว่าที่เคย เช่น การใช้วัสดุที่เชื่อมโยงกับรถแข่งจริงๆ สีที่ได้แรงบันดาลใจจากลวดลายทีม หรือแม้แต่ฟังก์ชันพิเศษที่เกี่ยวข้องกับการจับเวลาในสนาม

(อ่านบทความอื่น ๆ ของ IWC)

และทั้งหมดนี้สะท้อนสิ่งเดียวกันคือ “การสวมใส่นาฬิกาไม่ได้เป็นแค่เรื่องของสไตล์ แต่คือการประกาศว่า ‘ฉันเป็นใคร’ ในวัฒนธรรมที่เรารัก” เมื่อโลกของเวลาและวัฒนธรรมป๊อปเดินทางมาบรรจบกัน เราจึงได้เห็นนาฬิกาที่ไม่ใช่แค่บอกเวลา แต่ยังทำหน้าที่บอกเล่าเรื่องราวและตัวตนของยุคสมัยนั้นอย่างชัดเจน

4. นวัตกรรมและเทคโนโลยีใหม่

หากสีและดีไซน์คือนามธรรมที่บ่งบอกความรู้สึกของนาฬิกา กลไกและเทคโนโลยี ก็คือ “หัวใจ” ที่ทำให้นาฬิกาเรือนหนึ่งมีชีวิตจริง ๆ และในปีนี้ เราได้เห็นชัดเจนว่าแบรนด์ใหญ่ในวงการ Haute Horlogerie ไม่ได้หยุดแค่เรื่องความสวยงามอีกต่อไป แต่กำลังเร่งสปีดนวัตกรรม เพื่อวิ่งเคียงข้างโลกยุคใหม่ที่เต็มไปด้วยความซับซ้อน แม่นยำ และไร้ขีดจำกัด

นี่จึงไม่ใช่แค่ปีแห่งดีไซน์ใหม่ แต่คือปีแห่งการท้าทายขีดจำกัดเมื่อแบรนด์นาฬิกาต่างเทหมดหน้าตัก พานวัตกรรมใหม่ ๆ มาประกาศว่า “ของบางอย่างยังมีอะไรให้ค้นหาอีกเยอะ” ไม่ว่าจะเป็น

Rolex The Unexpected Evolution

แบรนด์ที่เราคุ้นชินกับความนิ่งสง่าและดีเอ็นเออันแน่นปึกอย่าง Rolex ก็ทำเซอร์ไพรส์ด้วยการเปิดตัว Oyster Perpetual Land-Dweller รุ่นใหม่แบบไม่มีใครทันตั้งตัว เป็นการกลับมาในรอบหลายปีของตระกูลที่เคยหายไปจากไลน์อัพ

Top 5 Watch Trends of 2025 from Watches and Wonders Geneva

ด้วยรูปลักษณ์ที่ผสมผสานระหว่างความคลาสสิกของ Explorer และความถึกทนของ Sea-Dweller เรือนใหม่นี้มาพร้อมวัสดุใหม่ระดับเทคโนโลยีสูง และกลไกที่แม่นยำราวจับเวลาชีวิตตัวเองได้แม้ในสถานการณ์สุดขั้ว นี่คือ Rolex เวอร์ชันสายลุยที่ยังไม่ทิ้งจิตวิญญาณดั้งเดิมแม้แต่น้อย

(อ่านบทความอื่น ๆ ของ Rolex)

Bulgari The Art of Thin

ทางด้าน Bulgari ก็ยังครองแชมป์ด้านดีไซน์บางเฉียบกับ Octo Finissimo Ultra ที่ไม่เพียงแค่บาง แต่ยังโปร่งใสในแบบ Skeletonized กลไกระดับ Micro-Mechanical ที่คุณมองทะลุไปถึงหัวใจของมันได้

Top 5 Watch Trends of 2025 from Watches and Wonders Geneva
Octo Finissimo Tourbillon บรรลุขีดสุดแห่งความบางเฉียบ ตัวเรือน หน้าปัด และกลไก รวมความบางไว้เพียง 1.85 มม. เท่านั้น ภาพจาก Bulgari

ไม่ใช่แค่ความบางที่น่าทึ่ง แต่ยังสะท้อนปรัชญาการออกแบบที่กล้าท้าทายการจัดวางทุกชิ้นส่วนอย่างสมดุล จนกลายเป็นเรือนเวลาที่เหมือนมีชีวิตบางเฉียบ แต่แข็งแกร่งและเปล่งประกายด้วยวิศวกรรมระดับสูง

รายละเอียดทางเทคนิค
Bvlgari Octo Finissimo Ultra Tourbillon

รหัสอ้างอิง: Ref. 104313
กลไก: ไขลานด้วยมือ รุ่น BVF 900
พลังงานสำรอง: 42 ชั่วโมง
ฟังก์ชัน: ชั่วโมง นาที วินาทีตรงกลาง และวันที่
ตัวเรือน/หน้าปัด: ขนาด 40 มม. ความหนาเพียง 1.85 มม. ตัวเรือนไทเทเนียม ฐานเมนเพลตทำจากทังสเตนคาร์ไบด์
สายนาฬิกา: สายไทเทเนียมพ่นทราย พร้อมบานพับแบบฝังตัว ความหนาเพียง 1.5 มม.
จำนวนผลิต: ลิมิเต็ดเอดิชันจำนวน 20 เรือนทั่วโลก

(อ่านบทความอื่น ๆ ของ Bulgari)

Zenith

ในส่วนของ Zenith นั้นได้ฉลองครบรอบ 160 ปีของแบรนด์อย่างสมศักดิ์ศรี ด้วยการนำกลไกระดับตำนาน Calibre 135 กลับมาปรับปรุงใหม่ให้ทันยุคทันสมัย โดยยังคงไว้ซึ่งความคลาสสิกของต้นฉบับ แต่เพิ่มความเสถียร ความแม่นยำ และการตกแต่งที่หรูหราขึ้นแบบเห็นแล้วใจสั่น ทั้งหมดนี้เป็นการสะท้อนคำมั่นของแบรนด์ว่า “อดีตคือรากเหง้า แต่อนาคตคือสนามทดสอบ”

Top 5 Watch Trends of 2025 from Watches and Wonders Geneva

นวัตกรรมที่เกิดขึ้นในปีนี้ไม่ได้มาแบบเล่น ๆ แต่เป็นการเคลื่อนตัวของทั้งอุตสาหกรรม เพื่อพาเรือนเวลาไปไกลกว่าที่เคยเป็น ไม่ว่าจะเป็นด้านฟังก์ชัน วัสดุ น้ำหนัก ความบาง หรือแม้แต่การมองทะลุกลไก เพื่อยกระดับความหลงใหลสู่ระดับใหม่ของประสบการณ์

(อ่านบทความอื่น ๆ ของ Zenith)

นี่คือการเดินทางข้ามกาลเวลาที่อดีต ปัจจุบัน และอนาคต ถูกหลอมรวมไว้ในกลไกเดียวอย่างแท้จริง 

5. ความยั่งยืนและความคุ้มค่า เวลาที่เดินไปพร้อมกับโลกใบนี้

ถ้านาฬิกาเคยเป็นสัญลักษณ์ของสถานะ หรือความหรูหราแบบสัมผัสยาก ปี 2025 นี้คือช่วงเวลาที่ความหรูหรากำลังถูก “รีเซ็ต” ใหม่ให้เข้ากับโลกที่เปลี่ยนไปอย่างมีจริยธรรม

เพราะตอนนี้… เราไม่ได้แค่ถามว่า “นาฬิกาสวยไหม?” แต่เรายังเริ่มถามว่า
“นาฬิกาเรือนนี้ เป็นมิตรกับโลกแค่ไหน?”
“คุ้มค่ากับการลงทุนในระยะยาวหรือเปล่า?”

และคำตอบก็คือ หลายแบรนด์เริ่มขยับตัวแล้ว ไม่ใช่แค่เพราะกระแส แต่เพราะ “ความรับผิดชอบ” คือสิ่งที่ทุกแบรนด์ต้องมี

แบรนด์อย่าง Oris, Panerai หรือแม้แต่ Chopard ยังคงเดินหน้าผลักดันการใช้วัสดุรีไซเคิลและโลหะที่มีที่มาที่ยั่งยืน เช่น ทอง Fairmined หรือสายนาฬิกาที่ทำจากขยะพลาสติกในทะเล ซึ่งฟังดูอาจไม่หรู แต่พอมาอยู่ในงานดีไซน์ที่สวยเฉียบ มันกลับกลายเป็นเรื่องเล่าที่มีคุณค่า เรือนเวลาที่ไม่ใช่แค่หรู แต่ยังใส่ใจสิ่งแวดล้อม

นอกจากนี้ หลายแบรนด์ยังปรับกลยุทธ์ด้านราคาให้เข้าถึงได้มากขึ้น โดยเฉพาะในคอลเลกชัน entry-level หรือรุ่นลิมิเต็ดแบบราคาย่อมเยา เพื่อเปิดประตูให้คนรุ่นใหม่ หรือคนที่กำลังเริ่มต้นเส้นทางสะสมนาฬิกา สามารถมีจุดเริ่มต้นที่ดีได้โดยไม่ต้องทุบกระปุกทุกใบในบ้าน

นี่ไม่ใช่แค่เทรนด์ แต่มันคือ มูฟเมนต์ คือการปรับสมดุลระหว่างความหรูหราและความยั่งยืน อย่างจริงจังและถ้าลองสังเกตดี ๆ จะเห็นว่าคำว่า “Luxury” ในยุคนี้ เริ่มมีคำว่า “Ethical” เข้ามาเคียงข้างเสมอ

ในที่สุดแล้ว นาฬิกาที่ดีในปี 2025 ไม่ได้แค่สวยงามบนข้อมือ แต่ยังสบายใจในใจด้วยว่าเรากำลังเลือกในสิ่งที่ดีต่อโลก และดีต่ออนาคตของเราเอง เพราะบางครั้ง… “ความหรูหรา” ที่แท้จริง อาจไม่ใช่สิ่งที่แพงที่สุด แต่คือสิ่งที่มีความหมายมากที่สุด

ติดตามข่าวสารและความเคลื่อนไหวในโลกเรือนเวลาสุดล้ำได้ที่ Revolution Thailand แหล่งรวมแรงบันดาลใจสำหรับนักสะสมนาฬิกาตัวจริง

Share post:

More like this

The Vintage Renaissance: เมื่อ ‘อดีต’ คือการปฏิวัติที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของโลกนาฬิกา

เมื่อแบรนด์นาฬิกาแข่งกันว่าใครจะสามารถ ‘เล่าเรื่องอดีต’ ได้ร่วมสมัยที่สุด  Words: Chanist Prasertburanakul เมื่อเราก้าวเข้าสู่ช่วงครึ่งหลังของทศวรรษ 2020 โลกนาฬิกาได้เกิดปรากฏการณ์ที่เรียกว่า ‘Reverse...

นาฬิกา collaboration การหลอมรวมนวัตกรรมและงานคราฟต์แมนชิพชั้นยอดที่แสดงถึงความแน่นแฟ้นในอุตสาหกรรมนาฬิกา

ไม่ใช่แค่เทคนิคทางการตลาด แต่เป็นการประกาศถึงสายสัมพันธ์ในวงการนาฬิกาอันแข็งแกร่งและยั่งยืน สำหรับวงการนาฬิกาชั้นสูงการสร้างสรรค์ผลงานความร่วมมือไม่ได้เกิดขึ้นง่ายดายนัก และการจับมือแต่ละครั้งไม่ใช่เพียงแค่หวังผลในเชิงตัวเลขรายรับเข้าบริษัทที่ทะยานสูงขึ้น แต่การที่เมซงที่มีความชำนาญในศาสตร์ใดศาสตร์หนึ่งอย่างสูง เลือกจับมือกับอีกเมซงที่มีความเชี่ยวชาญอีกด้าน ย่อมเป็นการรวมพลังครั้งยิ่งใหญ่ในการสร้างสรรค์ผลงานเรือนเวลาที่มากกว่าการหวังผลทางการตลาด แต่มันเป็นการประกาศถึงสายสัมพันธ์ในวงการนาฬิกาที่แข็งแกร่งและยั่งยืน รวมถึงความเป็นไปได้ในโลกแห่งเรือนเวลาจักรกลที่พยายามรักษาสมดุลระหว่างการดำรงไว้ซึ่งขนบดั้งเดิม และการโอบรับนวัตกรรมใหม่ๆ...

Tambour Taiko Arty Automata ผลงานสุดซับซ้อนและเปี่ยมด้วยชีวิตชีวาจาก Louis Vuitton

Louis Vuitton ตอกย้ำความเชี่ยวชาญในการสร้างสรรค์นาฬิกาชั้นสูงของโรงงาน  La Fabrique du Temps Louis Vuitton...

King Seiko VANAC กับภาพลักษณ์ความเท่และน้ำหนักที่เบายิ่งขึ้น

แบรนด์ได้นำเสนอเวอร์ชั่นที่สปอร์ตขึ้นและเบาขึ้นโดยเลือกที่จะผลิตด้วยวัสดุอย่างไทเทเนียมที่เบากว่าสเตนเลสสตีลราว 40% King Seiko ถือกำเนิดขึ้นในปี 1961ในโรงงานไดนิ เซโคฉะ กรุงโตเกียว ในยุคที่ญี่ปุ่นกำลังเติบโตทางเศรษฐกิจ อย่างรวดเร็ว...