Cole Pennington พาสำรวจการเดินทางหนึ่งศตวรรษแห่งจิตวิญญาณ Born to Dare ของ Tudor บนเวทีเสวนา A Century of Tudor ภายในงาน Bangkok Watch Week 2026

Date:

พาศึกษาวิวัฒนาการของแบรนด์ Tudor ตลอดระยะเวลากว่า 100 ปีภายในเวลา 1 ชั่วโมง

หลายคนอาจคิดว่า นี่คือการนั่งฟังพรีเซนเทชันของแบรนด์ที่เล่าเรื่องตามลำดับขั้นตอนตามขนบ แต่ต้องบอกว่า ความรู้สึกขณะที่นั่งฟัง Cole Pennington โฆษกของ Tudor บนเวทีเสวนา ‘A Century of Tudor’ เรารู้สึกเหมือนเขาเป็นมัคคุเทศก์มือโปรผู้พาเราออกเดินทางบนเส้นทางประวัติศาสตร์ร่วมศตวรรษของ Tudor เสียมากกว่า เพราะเขาพาผู้เข้าร่วมเสวนาออกสำรวจเส้นทางแห่งจิตวิญญาณ Born to Dare อย่างมีสีสัน นับตั้งแต่แรกก่อตั้ง วิวัฒนาการของแบรนด์ในยุคต่างๆ ตลอดจนอัตลักษณ์ของแบรนด์ในปัจจุบัน รวมถึงบทบาทสำคัญต่อศาสตร์แห่งการประดิษฐ์นาฬิกาและหลากหลายวงการทั่วโลก โดยเน้นย้ำถึงปรัชญาหลักที่แบรนด์ยึดมั่นและหมุดหมายสำคัญบนเส้นทางประวัติศาสตร์ และนี่คือเกร็ดความรู้เกี่ยวกับ Tudor ที่เราได้จากเวทีเสวนาในครั้งนี้

เพราะความน่าสนใจของ Tudor ไม่ใช่แค่ ‘นาฬิกา’ เท่านั้น แต่ยังเรื่องราวของ ‘ผู้คน’ ที่สวมใส่นาฬิกา Tudor ก็สามารถเชื่อมโยงกับตัวตนแบรนด์ได้ดีเช่นกัน Cole จึงเริ่มบอกเล่าถึงตัวตนของ Tudor ผ่านเรื่องราวส่วนตัวของเขาเองเมื่อครั้งที่เขามาฝึกงานที่สื่อไลฟ์สไตล์ในประเทศไทยในปี 2011 และในช่วงนั้นเขาได้นำเสนอเรื่องราวเกี่ยวกับการชอปปิ้งนาฬิกาวินเทจในประเทศไทย

“หลังจากออกจากประเทศไทยไปในปี 2016 ผมก็กลับมาอีกครั้งในปี 2026 และต้องบอกว่าสิ่งที่เกิดขึ้นตอนนี้น่าทึ่งมาก วัฒนธรรมการสะสมนาฬิกาของประเทศไทยกำลังอยู่ในช่วงเวลาที่น่าตื่นเต้นจริงๆ เพราะฉะนั้น การได้เห็นผู้คนเดินทางมาที่นี่ในคืนนี้ ฝ่ารถติดและอุปสรรคต่างๆ เพื่อมาร่วมงาน มาพูดคุยเกี่ยวกับนาฬิกากันแบบนี้ ถือเป็นเรื่องที่น่าประทับใจมากครับ ผมจึงอยากขอบคุณ Siam Piwat Group ที่จัดงานดีๆ แบบนี้ขึ้นมา มันยอดเยี่ยมมาก และเป็นสิ่งที่ผมเองก็อยากให้มีขึ้นในช่วงที่ยังอาศัยอยู่ที่ประเทศไทย”

หลังจากได้แชร์เรื่องราวความผูกพันที่เขามีต่อนาฬิกา Tudor และประเทศไทยไปแล้ว Cole เริ่มพาผู้ชมท่องไปในประวัติศาสตร์ของแบรนด์ในยุคต่างๆ โดยมีภาพกราฟิกพรีเซนเทชันในจอเบื้องหลังเป็นดั่งวิวทิวทัศน์สองข้างทางที่เราได้ชื่นชมในยามเดินทาง  

การก่อตั้งและอัตลักษณ์ในยุคแรก (1920s – 1930s)

Tudor ก่อตั้งขึ้นโดยHans Wilsdorf ซึ่งเป็นผู้ก่อตั้งแบรนด์ Rolex เช่นกัน โดยชื่อ ‘Tudor’ ในปี 1926 ซึ่งเป็นหนึ่งในชื่อแบรนด์จำนวนมากที่เขาจดทะเบียนไว้ ซึ่งสะท้อนถึงความหลงใหลในราชวงศ์และสัญลักษณ์แห่งราชสำนักของผู้ก่อตั้ง Cole มองว่า ความเทิดทูนในราชวงศ์ของผู้ก่อตั้งแบรนด์สามารถเชื่อมโยงได้กับวัฒนธรรมไทยด้วยเช่นกัน

จากนั้นเขาพาเราท่องไปในอดีตของแบรนด์ผ่านโลโก้ในยุคแรกเริ่ม นับตั้งแต่ ‘โลโก้ตัว T แบบยาว’ ซึ่งสื่อถึงการปกป้องคุ้มครอง ‘โลโก้ดอกกุหลาบ Tudor ภายในโล่’ โดยโล่เป็นสัญลักษณ์แทนตัวเรือน Oyster ส่วนดอกกุหลาบ Tudor เป็นตัวแทนของกลไกนาฬิกา นอกจากนี้ดอกกุหลาบยังมีความหมายที่ลึกซึ้งผ่านคำว่า ‘Sub Rosa’ ซึ่งสื่อถึงการรักษาความลับและการเก็บงำเรื่องราวไว้เป็นการส่วนตัว ต่อมาในปี 1969 แบรนด์ Tudor จึงได้เปลี่ยนจากการใช้สัญลักษณ์ ‘ดอกกุหลาบ’ มาใช้สัญลักษณ์ ‘โล่’ เพียงอย่างเดียว ซึ่งกลายเป็นโลโก้ที่ใช้มาจนถึงปัจจุบันนี้

Cole ยังได้เสริมเกร็ดน่ารู้เกี่ยวกับสัญลักษณ์ดอกกุหลาบของ Tudor ที่แอบแฝงอยู่ในโลโก้ของหน่วยงานสำคัญๆ หลายองค์กรด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็น หน่วยข่าวกรองจากเดนมาร์ก สหรัฐอเมริกา นอร์เวย์ และออสเตรเลีย โดยหน่วยงานที่มีชื่อเสียงที่สุดก็น่าจะเป็น CIA และหน่วยงานอื่น ๆ ที่คล้ายกัน ซึ่งถ้าสังเกตดูดีๆ ภายในรูปทรงห้าเหลี่ยมของตราสัญลักษณ์เพนตากอน จะเห็นสัญลักษณ์ดอกกุหลาบ Tudor ปรากฎอยู่ด้วย ซึ่งสื่อถึงการรักษาความลับเช่นกัน

Tudor เริ่มเปิดตัวสู่ตลาดในช่วงปี 1930s โดยชูคอนเซ็ปต์ “นาฬิกาที่บอกเวลาได้อย่างเชื่อถือได้ในราคาที่สมเหตุสมผล” หรือ “นาฬิกาที่ดีที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ในราคาที่ดีที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้” แนวทางดังกล่าวช่วยให้แบรนด์สามารถเพิ่มส่วนแบ่งตลาดได้ในช่วงภาวะเศรษฐกิจตกต่ำครั้งใหญ่ (Great Depression)

“ในเวลานั้นแบรนด์ให้ความสำคัญกับความคุ้มค่าเป็นอย่างมาก เมื่อผู้คนมีเงินใช้จ่ายอย่างจำกัด พวกเขาก็จำเป็นต้องระมัดระวังในการใช้เงินมากขึ้น Tudor จึงสามารถเพิ่มส่วนแบ่งทางการตลาดและสร้างฐานที่มั่นของแบรนด์ได้อย่างมากในช่วงปี 1930s และค่อยๆ พัฒนาอัตลักษณ์ของตัวเองให้ชัดเจนขึ้น”

Cole Pennington –  ผู้เชี่ยวชาญด้านประวัติศาสตร์และสื่อสารองค์กรจาก Tudor

ในขณะเดียวกันช่วงปี 1930s ก็ยังมีเรื่องราวที่น่าสนใจเกิดขึ้น นั่นคือ Tudor Ranger ได้รับการจดทะเบียนเป็นครั้งแรกในยุคนี้ และจวบจนถึงทุกวันนี้รุ่น Ranger ก็ยังคงผลิตอยู่ แม้ว่าจะไม่ได้มีการผลิตอย่างต่อเนื่อง แต่ก็เป็นหนึ่งในรุ่นหลักที่อยู่คู่กับคอลเลกชันของ Tudor มาโดยตลอดหลายปีที่ผ่านมา

การเข้าสู่ตลาดไทย

อีกหนึ่งเกร็ดความรู้ที่น่าสนใจคือการเข้าสู่ตลาดสินค้าลักซ์ชัวรีในยุคแรกเริ่มของ Tudor ในประเทศไทยเป็นการนำเข้าโดย S.A.B. (Siam S.A.B.) ที่ก่อตั้งขึ้นในปี 1907 โดยแพทย์ประจำพระองค์ของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ผู้ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการนำเข้าสินค้าลักซ์ชัวรีจากยุโรปมายังประเทศไทย รวมถึงนาฬิกา Tudor ด้วยเช่นกัน โดยโฆษณา Tudor ในประเทศไทยตั้งแต่ช่วงปี 1950s ยังเป็นหลักฐานที่ยืนยันถึงความสำคัญของตลาดไทยที่มีต่อแบรนด์มาอย่างยาวนาน

การสร้างอัตลักษณ์แบรนด์ผ่านบททดสอบในโลกแห่งความเป็นจริง (1940s–1960s)

1940s: การสร้างอัตลักษณ์ที่ชัดเจน

Tudor เริ่มสร้างอัตลักษณ์ของตนเองให้ชัดเจนยิ่งขึ้น ผ่านการนำเสนอในแคตตาล็อกด้วยความโดดเด่นในระดับเดียวกับแบรนด์พี่น้องอย่าง Rolex

1950s: การสำรวจ British North Greenland Expedition และกำเนิด Oyster Prince

นับเป็นยุคสมัยแห่งการสำรวจที่พิสูจน์ความกล้าท้าทายต่ออุปสรรคและสภาวะสุดขั้ว ตำนานบทนี้เริ่มจากนาฬิกา Tudor Oyster Prince ถูกมอบให้แก่วิศวกรและนักสำรวจโดย Royal Geographic Society เพื่อทดสอบน้ำมันหล่อลื่นสังเคราะห์ชนิดใหม่ในสภาพแวดล้อมสุดขั้วของอาร์กติก ซึ่งมีอุณหภูมิต่ำถึงประมาณ -50 องศาเซลเซียส การทดสอบเหล่านี้มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการทำความเข้าใจว่าการเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิส่งผลต่อความเที่ยงตรงในการบอกเวลาอย่างไร อย่างไรก็ตามบทพิสูจน์ของการออกสำรวจในครั้งนั้นเพิ่งได้รับการยืนยันเมื่อ Major Howard ช่างเครื่องจากคณะสำรวจ ได้นำนาฬิกา Tudor ที่สูญหายไปเป็นเวลานานกลับมาเข้ารับบริการ ซึ่งทำให้เรื่องราวอันน่าทึ่งและความทนทานของนาฬิกาเรือนดังกล่าวได้รับการเปิดเผย

จึงอาจกล่าวได้ว่า ยุคนี้เป็นยุคแห่งการวางรากฐานแนวทางการสื่อสารของ Tudor ซึ่งก็คือ “ส่งนาฬิกาออกไปทำบางสิ่ง แล้วจึงนำเรื่องราวนั้นมาถ่ายทอด” Cole เล่าถึงอีกหนึ่งบททดสอบความทนทานของนาฬิกาเครื่องมือคู่ใจนักสำรวจ

“ในครั้งนั้น มีการแข่งขันรถจักรยานยนต์ที่เริ่มต้นจากเจนีวา ซึ่งเป็นที่ตั้งสำนักงานใหญ่ของ Tudor ไปจนถึงโมนาโก โดยใช้รถจักรยานยนต์เครื่องยนต์สูบเดียว ในยุคนั้น เครื่องยนต์จะถูกยึดติดเข้ากับเฟรมของรถจักรยานยนต์โดยตรง และแน่นอนว่าผู้ขับขี่ต้องจับแฮนด์รถเอาไว้ แรงสั่นสะเทือนทั้งหมดจึงส่งผ่านจากเครื่องยนต์ไปยังเฟรม และถ่ายทอดไปยังนาฬิกาโดยตรง ทำให้เกิดแรงสั่นสะเทือนอย่างต่อเนื่อง เพื่อทดสอบคุณสมบัติการทนต่อแรงกระแทกของนาฬิกา จึงมีการมอบนาฬิกาเรือนหนึ่งให้กับนักแข่ง และหลังจากการแข่งขัน นักแข่งก็รายงานกลับมาว่า นาฬิกายังคงทำงานได้ตามปกติ ตอนแรกผมเองก็ยังมีข้อสงสัยอยู่บ้าง แต่เมื่อได้อ่านรายงานภายในของบริษัทจริง ๆ ก็พบว่าเรื่องนี้เป็นความจริง หลังจบการแข่งขัน นาฬิกาไม่มีความคลาดเคลื่อนเลยแม้แต่น้อย ถือเป็นเรื่องที่น่าสนใจมากครับ”

ความร่วมมือทางการทหาร

บทพิสูจน์ความทนทานต่อทุกสภาวการณ์ของนาฬิกา Tudor ยังได้รับการยืนยันผ่านความร่วมมือทางการทหารที่กองทัพในหลายชาติให้ความไว้วางใจ

  • กองทัพเรือฝรั่งเศส (Marine Nationale) – 1956: กองทัพเรือฝรั่งเศสเลือกใช้นาฬิกา Tudor หลังผ่านการทดสอบคุณสมบัติ โดยพิจารณาจากความเที่ยงตรง ความน่าเชื่อถือ ราคา และความสะดวกในการบำรุงรักษา ความร่วมมือนี้ยังคงดำเนินต่อมาจนถึงปัจจุบัน
  • กองทัพเรือสหรัฐฯ (U.S. Navy) – 1960s: นาฬิกา Tudor Submariner Ref. 7928 ได้รับการกล่าวถึงในคู่มือของ UDT (Underwater Demolition Team) ซึ่งเป็นหน่วยปฏิบัติการที่มีมาก่อนการก่อตั้ง Navy SEALs นาฬิกาเหล่านี้ถูกใช้งานโดยนักว่ายน้ำกู้ภัยในภารกิจสำคัญ รวมถึงภารกิจกู้คืนตัวนักบินอวกาศจากโครงการ Apollo ทุกภารกิจ
  • Project Commando (P01): นาฬิกาต้นแบบที่พัฒนาขึ้นสำหรับกองทัพเรือสหรัฐฯ และต่อมาได้รับการเปิดตัวในชื่อ P01 สะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของ Tudor ในการแก้ไขปัญหาเชิงปฏิบัติด้วยเทคโนโลยีกลไก พร้อมตอกย้ำปรัชญาการสร้างนาฬิกา Tool Watch

วิวัฒนาการด้านสไตล์และแบรนด์แอมบาสเดอร์ (1970s–2000s)

1970s: Tudor Chronograph

ยุค 70s ถือเป็นจุดออกสตาร์ทของนาฬิกาโครโนกราฟของ Tudor โดยทางแบรนด์ได้เปิดตัวนาฬิกาโครโนกราฟรุ่นแรกในปี 1971 ซึ่งมีความเชื่อมโยงอย่างใกล้ชิดกับวงการมอเตอร์สปอร์ต ทางแบรนด์ยังเป็นผู้สนับสนุนการแข่งขันรถ Formula 1 ในประเทศญี่ปุ่น และนาฬิกา Tudor ยังถูกสวมใส่โดยผู้ชนะการแข่งขัน Macau Grand Prix สะท้อนถึงงานออกแบบที่มีความโดดเด่น สนุกสนาน และเปี่ยมด้วยเอกลักษณ์ ควบคู่กับความแข็งแกร่งทนทาน “ช่วงปี 1970s จึงเป็นยุคที่ Tudor ให้ความสำคัญกับวงการมอเตอร์สปอร์ตเป็นอย่างมากขณะเดียวกัน ที่มาเก๊า ในการแข่งขัน Macau Grand Prix ผู้ชนะอย่าง John MacDonald ก็สวมใส่นาฬิกา Tudor และยังมีรถแข่งที่ติดตรา Tudor อีกด้วย”

1980s: Tudor Le Royer

จากนั้นเมื่อย่างเข้าสู่ช่วงปี 1980s Cole หยิบยกตัวอย่างนาฬิกาที่สะท้อนตัวตนของ Tudor ในยุคนี้ได้ดีที่สุด นั่นก็คือ Tudor Le Royer ที่ได้รับการตั้งชื่อตามถนนสายที่ถูกซื้อเพื่อใช้เป็นที่ตั้งสำนักงานใหญ่ของ Rolex และ Tudor นาฬิการุ่นนี้สะท้อนสไตล์แห่งยุค ‘80s อย่างชัดเจนผ่านการออกแบบตัวเรือนและรายละเอียดแบบทูโทน รวมถึงตัวเลขโรมัน โดยผสมผสานความสง่างามเข้ากับความแข็งแกร่งในแบบฉบับนาฬิกาเครื่องมือ

1990s:  Tudor Tiger

เข้าสู่ยุคที่ Tudor เริ่มแสดงตัวตนของแบรนด์ผ่านบุคคลที่มีจิตวิญญาณ Born to Dare และผู้ได้รับเกียรตินั้นเป็นคนแรกก็คือนักกอล์ฟระดับโลกอย่าง Tiger Woods ผู้ได้เข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งของความร่วมมือในช่วงปี 1997–2003 ซึ่งนับเป็นครั้งเดียวที่กลุ่มบริษัทนำชื่อของแบรนด์แอมบาสเดอร์มาตั้งเป็นชื่อนาฬิกาโดยตรง และมีชื่อของเขาปรากฎบนหน้าปัดสีเหลืองสดอีกด้วย ซึ่งสะท้อนถึงจิตวิญญาณแห่งความกล้าท้าทายของ Tudor ในการสนับสนุนบุคคลที่กำลังสร้างชื่อเสียง แทนที่จะเลือกเฉพาะซูเปอร์สตาร์ที่มีชื่อเสียงอยู่แล้ว

2000s: California Dial

เป็นยุคสมัยที่เราได้ทำความรู้จักกับการออกแบบหน้าปัดที่เรียกว่า ‘Error-proof’ หรือ ‘California Dial’ ซึ่งต่อมาได้กลายเป็นแรงบันดาลใจให้กับคอลเลกชัน Monarch ในยุคปัจจุบัน

2010s: Tudor Black Bay

ในช่วงปี 2012–2014 Tudor เปิดตัวคอลเลกชัน Black Bay ซึ่งประสบความสำเร็จอย่างสูง ด้วยการผสมผสานสไตล์ของนาฬิกาวินเทจเข้ากับเทคโนโลยีสมัยใหม่ และขึ้นแท่นกลายเป็นนาฬิการุ่นไอคอนิกของ Tudor ปี 2017 ยังเป็นอีกหนึ่งหมุดหมายสำคัญของแบรนด์ เพราะเป็นปีที่แคมเปญ Born to Dare เปิดตัวในช่วงเวลาเดียวกับการประกาศความร่วมมือกับ David Beckham สุดยอดนักเตะระดับตำนาน การขยับตัวปรับกลยุทธ์ในการสื่อสารดังกล่าวนับเป็นการตอกย้ำแนวคิดที่หล่อเลี้ยงประวัติศาสตร์ของ Tudor มาโดยตลอด นั่นคือการท้าทายแบบแผนดั้งเดิมและป่าวประกาศจิตวิญญาณแห่งความหาญกล้า หรือ ‘Born to Dare’ ที่ทางแบรนด์ยึดมั่น และเราเชื่อว่า วลีนี้กลายเป็นสโลแกนที่สาวก Tudor ยึดเป็นแนวทางการใช้ชีวิตในทุกๆ วัน

เมื่อตัวตนของแบรนด์มีความชัดเจนและเป็นที่จดจำได้ ความต้องการเป็นเจ้าของนาฬิกา Tudor จึงทะยานสูงขึ้น แบรนด์จึงต้องทำการขยายฐานการผลิต  โดยในช่วงแรก นาฬิกาของ Tudor ได้รับการประกอบในกรุงเจนีวา ก่อนที่แบรนด์จะย้ายไปยังโรงงานผลิตเฉพาะของตนเองที่ Kenissi ในเมืองเลอ ล็อกค์ โดยเริ่มก่อสร้างในปี 2019 และเปิดตัวต่อสาธารณชนในปี 2023 และในโรงงานที่ Kenissi นี่เองที่ทำหน้าที่พัฒนากลไกอินเฮ้าส์สำหรับ Tudor และซัพพลายเออร์ทั้งหมดของโรงงานตั้งอยู่ภายในรัศมีการเดินทางไม่เกินหนึ่งชั่วโมง

ปัจจุบัน Tudor ผลิตนาฬิกาที่ผ่านการรับรองมาตรฐาน METAS (Master Chronometer) ซึ่งเป็นไปตามเกณฑ์คุณภาพที่เข้มงวด ชิ้นส่วนทุกชิ้นของนาฬิกา Tudor ผลิตในประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ยกเว้นสายนาฬิกาผ้า ซึ่งผลิตโดย Julien Faure ในประเทศฝรั่งเศส ปัจจุบัน Tudor มีจุดจำหน่าย 1,600 แห่งใน 110 ประเทศทั่วโลก รวมถึงสแตนด์อโลนบูติก 240 แห่ง และมีคอลเลกชันนาฬิกาทั้งหมด 7 ไลน์

ในอนาคต Tudor ยังคงให้ความสำคัญกับการพัฒนาและปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง ควบคู่ไปกับการรักษาความสม่ำเสมอ โดยมุ่งพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้ดียิ่งขึ้นทีละขั้น พร้อมยึดมั่นในวิสัยทัศน์ดั้งเดิมของผู้ก่อตั้ง นั่นคือ

“การส่งมอบนาฬิกาที่ดีที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ ในราคาที่ดีที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้”

Q & A: คำถามจากผู้ชม

Q: ใครคือ ‘Paul Newman แห่ง Tudor’

A: “ผมคิดว่า Tudor ยังไม่มีบุคคลที่ก้าวขึ้นมาเป็นไอคอนในลักษณะนั้น และอีกประเด็นหนึ่งก็คือ เรื่องนี้เป็นสิ่งที่นักสะสมจะต้องเป็นผู้ตัดสินใจในท้ายที่สุด มันยังเป็นเรื่องราวที่รอการค้นพบและเปิดเผยให้ผู้คนได้รู้จักครับ”

Q: เมื่อได้เห็นพัฒนาการของแบรนด์ตลอดระยะเวลา 100 ปีที่ผ่านมา คุณอยากเห็นอะไรเกิดขึ้นกับ Tudor ในอีก 10 หรือ 20 ปีข้างหน้า

A: ผมคิดว่าคำถามที่ดีกว่าสำหรับผมคือ แล้วพวกคุณอยากเห็นอะไรเกิดขึ้นกับแบรนด์ในอีก 10 หรือ 20 ปีข้างหน้าล่ะครับ และนี่ไม่ใช่การเลี่ยงคำถามนะครับ สิ่งที่ผมอยากเห็นไม่ใช่ประเด็นสำคัญเท่ากับการรักษาความสม่ำเสมอ ผมอยากเห็นแบรนด์พัฒนาขึ้นทีละเล็กทีละน้อยอย่างต่อเนื่อง และทำสิ่งที่เรากำลังทำอยู่ในปัจจุบันให้ดียิ่งขึ้นเรื่อยๆ ผมคิดว่าการเปลี่ยนทิศทางครั้งใหญ่แบบพลิกโฉมไปเลย ไม่ใช่สิ่งที่อยู่ในความคิดของเรา แต่สิ่งที่เราจะทำต่อจากนี้ก็ขึ้นอยู่กับสิ่งที่พวกคุณอยากเห็นด้วยเช่นกันครับ

Q: สิ่งที่คุณคิดถึงมากที่สุดเพียงอย่างเดียวเกี่ยวกับการใช้ชีวิตในประเทศไทยคืออะไร

A: ผมคงต้องบอกว่าปัจจุบันผมอาศัยอยู่ที่เจนีวา ซึ่งเป็นเมืองที่ขึ้นชื่อเรื่องความเป็นระเบียบเรียบร้อยอย่างมาก แต่ผมคิดถึงความวุ่นวายของกรุงเทพฯ เพราะในความวุ่นวายนั้นมีโอกาสซ่อนอยู่ครับ ผมคิดถึงความรู้สึกที่ว่า ในแต่ละวันเราไม่อาจรู้ได้เลยว่าจะมีอะไรเกิดขึ้นบ้างครับ

Q: อะไรคือสิ่งที่ทำให้คอมมูนิตี้คนรักนาฬิกาในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มีเอกลักษณ์แตกต่างจากภูมิภาคอื่นๆ ในโลก
A:
ผู้คนมักพูดถึงวัฒนธรรมความเป็นโอตาคุของญี่ปุ่น หรือความคลั่งไคล้ในสิ่งที่ตัวเองสนใจอย่างลึกซึ้ง แต่สิ่งหนึ่งที่ผมคิดว่าเราไม่ค่อยพูดถึงกันเลยก็คือ ระดับความหลงใหลในรายละเอียดอย่างลึกซึ้งของนักสะสมชาวไทยนักสะสมที่นี่มีความหลงใหลในระดับที่เรียกได้ว่าไม่แพ้ที่ไหนในโลก และผมอาจพูดได้ด้วยซ้ำว่าลึกซึ้งยิ่งกว่าที่อื่นเสียอีก ประเทศไทยมีวัฒนธรรมการสะสมและการชื่นชมสิ่งของที่หยั่งรากลึกมาก ซึ่งอาจไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งของบทสนทนาในระดับโลกมากนัก แต่เมื่อคุณได้มาสัมผัสด้วยตัวเองที่นี่ คุณจะเข้าใจทันทีครับ ผู้คนสะสมกันอย่างจริงจัง ตั้งแต่รายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ ของนาฬิกาแต่ละ Ref. ไปจนถึงการสะสมหลายสิบเรือน และอื่นๆ อีกมากมาย ผมคิดว่านี่คือเอกลักษณ์ที่โดดเด่นของนักสะสมนาฬิกาในไทยครับ

Q: ในตอนนี้แบรนด์ให้ความสำคัญกับนวัตกรรมด้านใดเป็นหลักสำหรับศตวรรษหน้า

A: ถ้าผมยังมีชีวิตอยู่ได้อีกสักส่วนใหญ่ของศตวรรษหน้า ผมก็คงมีความสุขมากแล้วครับ (หัวเราะ) แต่อย่างที่บอกไปก่อนหน้านี้ สิ่งสำคัญคือความสม่ำเสมอครับ ผมขอยกตัวอย่างให้เห็นภาพชัด ๆ นะครับ นาฬิกาสีเหลืองที่เราเพิ่งเห็นกันไป นั่นคือรุ่น Bumblebee สิ่งที่หลายคนไม่เข้าใจก็คือ พวกเขามักจะถามว่า “ทำไมคุณไม่ทำตัวเรือนขนาด 39 มม. ออกมาเลยล่ะ แล้วก็ทำให้ตัวเรือนบางลงด้วย?” คำตอบก็คือ การทำเช่นนั้นต้องอาศัยการพัฒนาด้านวิศวกรรมอย่างละเอียดและใช้เวลาหลายพันชั่วโมงในการปรับแต่งรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ ครับ ขอเล่าให้ฟังสักนิดนะครับ หน้าปัดถูกขยับขึ้นไปด้านบน ขอบข้างตัวเรือนถูกทำให้บางลง และกระจกหน้าปัดมีลักษณะเว้าเข้าด้านใน นี่คือวิธีที่ทำให้เกิดผลลัพธ์ดังกล่าวครับ ดังนั้น การบอกว่าเราจะทำสิ่งเดิมต่อไป อาจฟังดูเหมือนเป็นคำตอบเดิมๆ ที่พูดซ้ำไปซ้ำมา แต่ในความเป็นจริง นี่คือแนวทางการดำเนินงานของแบรนด์ครับ

สำหรับอีก 100 ปีข้างหน้า อย่างที่ผมบอกไป คงเป็นเรื่องยากที่จะตอบได้อย่างชัดเจน แต่ผมหวังว่าพวกเราทุกคนจะยังอยู่ที่นี่ และได้สนุกกับการชื่นชมนาฬิกาด้วยกันในอีก 100 ปีข้างหน้าครับ

Q: หากคุณ Hans Wilsdorf อยู่ที่นี่กับเราด้วย คุณคิดว่าเมื่อมองย้อนกลับไปตลอด 100 ปีที่ผ่านมา มีสิ่งใดที่เขาจะรู้สึกภาคภูมิใจมากที่สุด หรือประหลาดใจมากที่สุด

A: ผมคิดว่าสิ่งที่เขาน่าจะภูมิใจมากที่สุดก็คือ วิสัยทัศน์ดั้งเดิมที่เขาวางไว้ในปี 1926 ซึ่งในเวลานั้นคือการผลิตนาฬิกาที่เที่ยงตรงและเชื่อถือได้ในราคาที่สมเหตุสมผล และเราก็ยังคงยึดมั่นในสิ่งนั้นมาตลอด โดยไม่เคยเปลี่ยนทิศทางไปจากเดิมเลย วิสัยทัศน์ที่เขาวางไว้ก่อนจากพวกเราไปเมื่อกว่าครึ่งศตวรรษก่อน ยังคงเป็นแนวทางหลักในการดำเนินงานของแบรนด์จนถึงทุกวันนี้

สำหรับคำถามที่สอง ผมขอเลือก Oyster Prince ในช่วงทศวรรษ 1950 เป็นรุ่นแรกครับ เพราะนาฬิการุ่นนี้สะท้อนคุณสมบัติ 3 ประการที่ Tudor ทุกเรือนควรมี นั่นคือ ระบบขึ้นลานอัตโนมัติ กันน้ำ และความเที่ยงตรงแม่นยำ ส่วนเรื่องหน้าปัด Smiley Dial ผมขอเล่าเกร็ดเล็ก ๆ น้อย ๆ ให้ฟังครับ เวลาพูดถึงรอยยิ้มบนหน้าปัด หลายคนอาจไม่ทราบว่ารอยยิ้มนั้นเป็นสัญลักษณ์ที่สื่อถึงโรเตอร์ของนาฬิกา และข้อความ ‘Self-Winding’ ที่ปรากฏอยู่บนหน้าปัดนั้นก็หมายถึงระบบขึ้นลานอัตโนมัติ และเมื่อเป็นรุ่น Oyster Prince คำว่า ‘Oyster’ ก็สื่อถึงคุณสมบัติการกันน้ำ ส่วน ‘Prince’ ก็สื่อถึงความเที่ยงตรงแม่นยำครับ ดังนั้น ผมจึงคิดว่า Oyster Prince เป็นนาฬิกาที่มีความสำคัญอย่างยิ่ง หรืออาจเรียกได้ว่าเป็นหมุดหมายสำคัญในประวัติศาสตร์ของแบรนด์เลยก็ได้ครับ

อีกรุ่นหนึ่งอาจเป็น Black Bay ในปี 2013 เพราะเป็นรุ่นที่นำ Tudor เข้าสู่ยุคสมัยใหม่ พร้อมทั้งรวบรวมองค์ประกอบการออกแบบหลายอย่างจากอดีตมาไว้ในนาฬิกาเรือนเดียว ดังนั้น หากให้ผมเลือก ผมก็จะเลือกสองรุ่นนี้ครับ แต่อย่างที่บอกไปอีกครั้ง ในท้ายที่สุดแล้ว ก็ขึ้นอยู่กับนักสะสมที่จะเป็นผู้ตัดสินใจว่าพวกเขาชื่นชอบอะไร และมองเห็นคุณค่าในสิ่งใด โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อวันนี้พวกเขามีบริบทและข้อมูลเกี่ยวกับแบรนด์มากขึ้นแล้วครับเพราะบางครั้งเราก็เห็นหลายแบรนด์ปรับเปลี่ยนตัวเองใหม่ หรือเปลี่ยนทิศทางครั้งใหญ่ตามสภาพเศรษฐกิจโลก แต่ผมคิดว่าการที่ Tudor ยังคงยึดมั่นในวิสัยทัศน์ดั้งเดิม น่าจะเป็นสิ่งที่เขาภาคภูมิใจมากที่สุดครับ

Cole ปิดฉากการบอกเล่าเรื่องราวหนึ่งศตวรรษของ Tudor ด้วยเสียงปรบมือกึกก้อง เชื่อว่า หลังจากได้ร่วมเดินทางสำรวจหมุดหมายสำคัญต่างๆ ของแบรนด์แล้ว คงช่วยปลุกจิตวิญญาณ Born to Dare ในตัวให้แกร่งกล้า และตั้งตารอชมเส้นทางข้างหน้าของ Tudor ไปด้วยกันอย่างแน่วแน่

อ่านบทความเพิ่มเติมได้ที่:

รีแคปตรงจากขอบเวที Bangkok Watch Week เรื่องราวของ Universal Genève กับการคืนชีพของ ‘Le Couturier de la Montre’


ถอดบทเรียนจากการเสวนาของ Vacheron Constantin ในงาน Bangkok Watch Week 2026

สรุปวิสัยทัศน์ผู้บริหาร Siam Paragon และ FHH หลังเวที Opening Symposium งาน Bangkok Watch Week 2026

Share post:

More like this

เรียนรู้งานช่างฝีมือและสัมผัสประการณ์การลงสีบนหน้าปัดเรือนเวลา Franck Muller บนเวทีเสวนา ‘The Art of Dial Painting’ ในงาน Bangkok Watch Week 2026

พร้อมแขกรับเชิญสุดพิเศษ อาเล็ก-ธีรเดช และ โบว์-เมลดา เข้าร่วมเสวนาและสาธิตบนเวที เรือนเวลาของ Franck Muller นั้นขึ้นชื่อเรื่องความคิดสร้างสรรค์อันบรรเจิดถ่ายทอดผ่านหน้าปัดที่ทำหน้าที่ดุจผืนผ้าใบชั้นดี ทางแบรนด์ยังให้ความสำคัญกับ...

Symposium Recap: Jacob & Co. เปิดเบื้องหลังความบ้าพลังของสองพ่อลูก Arabov และงานวิศวกรรมฉีกทุกกฎบนเวที Bangkok Watch Week 2026

สรุปประเด็นเจาะลึกตรงจากขอบเวที Siam Paragon Bangkok Watch Week 2026 กับบทสนทนาของ Benjamin Arabov ซีอีโอเจนเนอเรชั่นที่สองของ Jacob & Co. ที่มาถ่ายทอด DNA ความกล้าท้าทายกรอบเดิมๆ

รีแคปเวทีเสวนา Bangkok Watch Week 2026: สามทศวรรษของ Roger Dubuis เมื่อความกล้าฉีกทุกกฎ กลายเป็นรากฐานของ High Watchmaking

พาย้อนเส้นทางสามทศวรรษของ Roger Dubuis ผ่านงานเสวนาเอ็กซ์คลูซีฟ เจาะลึกตั้งแต่วัยเด็กของผู้ก่อตั้ง เบื้องหลังกลไกซับซ้อนและการันตี Geneva Seal สู่การผสานโลกมอเตอร์สปอร์ตและความพิเศษที่ไม่อาจหาได้จากที่อื่น

ถอดบทเรียนจากการเสวนาของ Vacheron Constantin ในงาน Bangkok Watch Week 2026

เจาะลึกเบื้องหลังคลังสมบัติ 1,600 เรือนของ Vacheron Constantin ผ่านงานเสวนาเอ็กซ์คลูซีฟในกรุงเทพฯ พร้อมมุมมองจาก Morgan Maillard ผู้เชี่ยวชาญด้านมรดกและสไตล์ ที่พาสำรวจรากเหง้างานฝีมือ การค้นหานาฬิกาประวัติศาสตร์ และมาตรฐานการดูแลรักษาตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบัน