รีแคปตรงจากขอบเวที Bangkok Watch Week เรื่องราวของ Universal Genève กับการคืนชีพของ ‘Le Couturier de la Montre’

Date:

เมื่อพูดถึงการชุบชีวิตแบรนด์นาฬิการะดับตำนานในยุคนี้ วงการสื่อมักแบ่งออกเป็นสองฝั่ง ฝั่งหนึ่งถอนหายใจรอรับงานขายฝันตามสูตรการตลาด ส่วนอีกฝั่งคาดหวังว่าจะได้เห็นงานระดับเปลี่ยนทิศทางอุตสาหกรรม การได้นั่งฟัง Georges Kern ซีอีโอของ House of Brands ขึ้นพูดบนเวที Siam Paragon Bangkok Watch Week ในเสวนา “Universal Genève Returns: The Beginning of a New Era for Le Couturier de la Montre” จึงเป็นหมุดหมายที่คนทำสื่อนาฬิกาจดไว้ตั้งแต่ต้นปี

สิ่งที่เห็นบนเวทีวันนั้นไม่ใช่เรื่องของการขายความทรงจำเก่าๆ แบบฉาบฉวย แต่เป็นการวางโครงสร้างธุรกิจและการออกแบบที่วิเคราะห์มาอย่างแหลมคม

จิตวิญญาณแห่ง Couturier กับความสมดุลที่อุตสาหกรรมมองข้าม

การตั้งประวัติศาสตร์ของ Universal Genève (UG) ตั้งแต่ปี 1894 โดย Numa-Emile Descombes และ Ulysse George Perret บนถนน Rue du Rhône ไม่ใช่เรื่องใหม่สำหรับคนรักนาฬิกา แต่สิ่งที่ Georges Kern นำเสนอคือการตีความคำว่า “Le Couturier de la Montre” หรือช่างตัดเสื้อแห่งเรือนเวลาใหม่ทั้งหมด

สมญาที่ได้มาในยุค 1960s นี้ ไม่ใช่แค่สโลแกนสวยหรู สิ่งที่สะดุดใจคือการที่แบรนด์ดึงดูดคนระดับ Jean Cocteau ผู้เคยกล่าวประโยคคลาสสิกไว้ว่า “ผมไม่เคยรู้เวลาเลย แต่นาฬิกา Universal ทำให้ผมอยากรู้มัน” หรือไอคอนอย่าง Alain Delon, Bruce Lee และ Jean Lanvin จุดนี้ชี้ให้เห็นว่าแบรนด์ไม่ได้ขายแค่เครื่องมือวัดเวลา แต่มันคือวัตถุทางวัฒนธรรม

วิสัยทัศน์ที่แบรนด์ใช้ในรอบนี้ถูกแบ่งออกเป็น 3 ระดับโครงสร้างชัดเจนนั่นก็คือ

  1. Haute Couture: งาน Bespoke ผลิตเฉพาะบุคคล
  2. The Capsule: งานผลิตจำนวนจำกัดที่ใส่ความคิดสร้างสรรค์แบบเต็มที่
  3. Prêt-à-Porter: ผลิตภัณฑ์คอลเลกชันหลักที่มีจำหน่ายต่อเนื่อง

ข้อสังเกตที่น่าสนใจและถือเป็นความกล้าหาญมากคือการตั้งเป้าสัดส่วนผลิตภัณฑ์เป็น ชาย 50% และหญิง 50% ในอุตสาหกรรมนาฬิกาลักชูรีส่วนใหญ่ ถ้าไม่เอียงไปทางผู้ชายเต็มตัว ก็มักจะใช้วิธี ‘เอาเรือนผู้ชายมาลดขนาดแล้วเอายอดเพชรแปะ’ สำหรับผู้หญิง การแบ่งสัดส่วนเท่ากันตั้งแต่เริ่มต้นบ่งบอกว่าพวกเขาอ่านเกมแฟชั่นและตลาดเรือนเวลาสุภาพสตรีออก

Polerouter การคืนชีพของงานระดับ Gérald Genta ในขนาดที่ถูกต้อง

การนำ Polerouter กลับมาเล่นในตลาดคือโจทย์ที่ท้าทายที่สุด ผลงานการออกแบบชิ้นแรกในวัย 23 ปีของ Gérald Genta เมื่อปี 1954 ที่ร่วมมือกับสายการบิน Scandinavian Airlines (SAS) เพื่อแก้ปัญหาสนามแม่เหล็กขั้วโลกเหนือ คือผลงานระดับไอคอนิกที่ขึ้นหิ้งไปแล้ว

ความยากของการคืนชีพงานดีไซน์ที่หลับใหลไปกว่า 50 ปี คือการทำอย่างไรไม่ให้ดูเหมือนการก๊อปปี้งานตัวเอง Georges Kern อธิบายว่าพวกเขาต้องทำงานร่วมกับ Advisory Board ที่เป็นนักสะสมระดับท็อปของโลก เพื่อถอดรหัสว่าอะไรคือ DNA ที่แท้จริง:

  • เส้นกากบาทกลางหน้าปัด (Cross on the dial)
  • ขาสายแบบบิดทรงเสน่ห์ (Twisted lugs)
  • ช่องหน้าต่างแสดงวันที่ที่เป็นเอกลักษณ์ (Date window)
  • สายเหล็กสแตนเลสตรงยุค

การตัดสินใจผลิตในขนาด 39 มม. และ 37 มม. (ทั้งวัสดุสแตนเลสและทองคำ) เป็นการส่งสัญญาณชัดเจนว่าแบรนด์จะไม่ตามกระแสนาฬิกาเรือนโตเกินจำเป็น แต่เน้นความสวมสบายและความสง่างาม สำหรับคนที่เคยสัมผัส Polerouter วินเทจ ขนาด 37 มม. คือสัดส่วนที่ลงตัวที่สุดสำหรับนาฬิกาประเภท Dress/Tool watch

วิศวกรรมเบื้องหลัง Three-Quarter Micro-rotor โดย Grégory

ช่วงเจาะลึกกลไกบนเวทีโดย Grégory อัจฉริยะเบื้องหลังงานวิศวกรรมการเคลื่อนไหว ถือเป็นไฮไลต์สำหรับคนที่ชอบความลึกทางเทคนิค เพราะการที่ UG เคยเป็นหนึ่งในผู้บุกเบิกกลไก Micro-rotor มาตั้งแต่ปี 1955 ทำให้การกลับมาครั้งนี้ไม่สามารถใช้กลไกสำเร็จรูปตามท้องตลาดได้ แต่พวกเขากลับเลือกพัฒนากลไก Three-Quarter Micro-rotor ของตัวเองขึ้นมาใหม่ เหตุผลทางวิศวกรรมที่ Grégory นำเสนอมีความสมเหตุสมผลสูง นั่นก็คือ

  • ความบางต่ำกว่า 4 มิลลิเมตร: โครงสร้างโรเตอร์แบบ 3 ใน 4 เป็นทางออกเดียวที่ทำให้กลไกบางพอจะคงคอนเซปต์ความสง่างาม
  • การเพิ่ม inertia บน Free sprung balance wheel: โรเตอร์ขนาดเล็กมักมีปัญหาเรื่องแรงเหวี่ยงไม่พอ การใช้โรเตอร์ขนาด 3/4 ช่วยเพิ่มมวลและแรงเหวี่ยง
  • พลังงานสำรอง 72 ชั่วโมง: ตอบโจทย์มาตรฐานตลาดยุคใหม่ ทำงานที่ความถี่ 4Hz
  • เทคโนโลยี Silicon escapement: เพิ่มคุณสมบัติป้องกันสนามแม่เหล็ก

ความประณีตของการตกแต่งยังคงยึดปรัชญาเจนีวาอย่างเคร่งครัด ทั้งลวดลาย Côtes de Genève และการลบมุมขอบกลไก (Anglage) ชี้ให้เห็นว่า UG วางตำแหน่งตัวเองอยู่ในระดับ High Horology อย่างแท้จริง

เล่นกับงานศิลปะ Art Stone, Camaïeu และการก้าวข้ามกรอบเดิม

ในส่วนของ Capsule Collection แบรนด์แสดงให้เห็นถึงความขี้เล่นที่ไม่ทิ้งความประณีต

สำหรับ Art Stone แบรนด์นำเสนอการตัดหินธรรมชาติ 4 ชนิด ได้แก่ Tiger’s eye (ตาเสือ), Bull’s eye (ตาโค), Malachite (มาลาไคต์) และ Lapis lazuli สิ่งที่น่าสนใจคือการปฏิวัติวิธีวางหน้าปัดหินด้วยการตัดแบ่งออกเป็น 4 ส่วนในลักษณะ Twist แล้วนำมาประกอบกันใหม่เป็นปริศนาแห่งแสง วิธีนี้ทำให้หน้าปัดหินธรรมชาติมีการสะท้อนแสงหลากทิศทาง ซึ่งต่างจากหน้าปัดหินแผ่นเดียวแบบดั้งเดิม

ฝั่งคอลเลกชันสุภาพสตรีอย่าง Camaïeu นำไอเดียจาก Haute Couture มาสร้างจังหวะสีเฉพาะตัว โดยเปิดตัวด้วย 3 เฉดสีได้แก่ Berry (ม่วงเบอร์รี่), Aqua Mint (ฟ้าอความินต์) และ Truffle (น้ำตาลทรัฟเฟิล) ซึ่งวางแผนจะหมุนเวียนเฉดสีตามฤดูกาลแฟชั่น

การดึงช่างฝีมือระดับครูอย่าง Julien Faure (ช่างทำริบบิ้น) และ Isabelle Vila (จิตรกรลงสีขนาดจิ๋ว) มาร่วมสร้างระบบนิเวศความคิดสร้างสรรค์ เป็นการยืนยันแนวคิด Functional Beauty หรือความงามที่ใช้งานได้จริง

Compax, “The Nina” และการเล่าเรื่องผ่านวัฒนธรรม Pop Culture

โครโนกราฟระดับตำนานอย่าง Compax ที่ถือกำเนิดในปี 1930 ถูกนำกลับมาเล่าใหม่ได้อย่างมีเสน่ห์

เรื่องราวของ Nina Rindt นางแบบสาวชาวฟินแลนด์ ภาพของเธอนั่งข้างสนามแข่งรถ F1 จับเวลาให้สามี Jochen Rindt พร้อมนาฬิกา Compax หน้าปัดสีขาววงจับเวลาสีดำบนสายหนังเส้นกว้าง คือประวัติศาสตร์หน้าสำคัญของวงการ นักสะสมตั้งชื่อมันว่า “The Nina” และเรียกเวอร์ชันตรงกันข้ามว่า “Evil Nina” ส่วน Tri-Compax ก็ถูกเรียกว่ารุ่น “Clapton” จากการที่ Eric Clapton สวมใส่

ความจริงใจของ Georges Kern บนเวทีที่เล่าถึง Nina Rindt ในวัย 80 ปีที่อาศัยอยู่ใกล้เจนีวา บ่งบอกว่าแบรนด์ให้ความสำคัญกับความเชื่อมโยงของบุคคลจริง ไม่ใช่เรื่องแต่ง

ในด้านเทคนิคแบรนด์ได้นำกลไก Chronograph มาผสานเข้ากับ Micro-rotor ซึ่งเป็น DNA หลักของแบรนด์ ทำให้ได้นาฬิกาจับเวลาที่มีความโปร่ง บาง และยังคงประสิทธิภาพพลังงานสำรอง 72 ชั่วโมง พร้อมทั้งการนำสายสแตนเลสสไตล์ Gay Frères กลับมาทำใหม่เพื่อเอาใจนักสะสมสายวินเทจโดยเฉพาะ

การกลับมาของ Universal Genève ในรอบนี้ คงไม่ใช่แค่การปัดฝุ่นของเก่ามาขายใหม่ แต่มันคือการวางกลยุทธ์อย่างรัดกุม รักษาสมดุลระหว่างงานออกแบบประวัติศาสตร์ ศิลปะการตัดเย็บ และงานวิศวกรรมกลไกร่วมสมัย หากแบรนด์สามารถรักษามาตรฐานการผลิตให้ได้อย่างที่ Georges Kern และทีมงานนำเสนอบนเวที นี่อาจเป็นการคืนชีพของแบรนด์นาฬิกาที่น่าจับตามองที่สุดในรอบทศวรรษก็เป็นได้

อ่านบทความเพิ่มเติมได้ที่:

เบื้องหลังบรรยากาศอันมีชีวิตชีวาของมหกรรมนาฬิกาแห่งปีใน Geneva Watch Days 2026 แล้วจะเกิดอะไรขึ้นบ้างหลังจากงานนี้?
บทสัมภาษณ์พิเศษ Pascal Ravessoud รองประธานบริหาร Fondation de la Haute Horlogerie (FHH)
กรุงเทพฯ สู่หมุดหมายใหม่บนปฏิทินโลก สยามพารากอน สานต่อความสำเร็จอย่างยิ่งใหญ่เป็นปีที่ 2

Share post:

More like this

ถอดบทเรียนจากการเสวนาของ Vacheron Constantin ในงาน Bangkok Watch Week 2026

เจาะลึกเบื้องหลังคลังสมบัติ 1,600 เรือนของ Vacheron Constantin ผ่านงานเสวนาเอ็กซ์คลูซีฟในกรุงเทพฯ พร้อมมุมมองจาก Morgan Maillard ผู้เชี่ยวชาญด้านมรดกและสไตล์ ที่พาสำรวจรากเหง้างานฝีมือ การค้นหานาฬิกาประวัติศาสตร์ และมาตรฐานการดูแลรักษาตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบัน

เบื้องหลังความสำเร็จ Piaget Polo จากงานเสวนา Siam Paragon Bangkok Watch Week 2026

ฟังเบื้องหลังความสำเร็จของ Piaget Polo จากงาน Siam Paragon Bangkok Watch Week 2026 กับ 3 องค์ประกอบในการสร้างเรือนเวลาไอคอน งานฝีมือทำมือชั้นสูง และนวัตกรรมหน้าปัดหินโซดาไลต์ที่สะท้อนคุณค่าเหนือกาลเวลา

เจาะลึกแก่นแท้ของ ‘Quiet Luxury’ ผ่านเรือนเวลา Laurent Ferrier

พร้อมเปิดมุมมองของนักสะสมผู้ได้สัมผัสแนวคิด Quiet Luxury บนเวทีเสวนา The Irresistible Charm of Laurent...