คำแนะนำของเราคือ จงโอบรับกระแสนี้ในฐานะการชื่นชมศาสตร์แห่งเรือนเวลา มากกว่าการตามแฟชั่น เพราะเสน่ห์ที่แท้จริงของนาฬิกาพกอยู่ที่คุณค่าทางประวัติศาสตร์ งานช่างฝีมือ และความซับซ้อนทางกลไกอันน่าทึ่ง
WORDS: Nick Scott


ในศตวรรษที่่ 21
นาฬิกาพก แผ่นเสียงไวนิล เครื่องพิมพ์ดีด คีอานู รีฟส์ และกระแสการตกแต่งบ้านแบบแม็กซิมัลลิสม์ มีอะไรเหมือนกัน? คำตอบคือ ทุกสิ่งล้วนกำลังกลับมาได้รับความนิยมอีกครั้ง
แน่นอนว่าในโลกที่เทรนด์หมุนเวียนเป็นวัฏจักร สิ่งเหล่านี้มักจะมีช่วงเวลาที่กลับมาเป็น ‘กระแส’ อยู่เสมอ แต่เมื่อเราเข้าสู่ไตรมาสที่สองของศตวรรษที่ 21 พวกมันกำลังได้รับความสนใจมากกว่าปกติ และในบรรดาทั้งหมดนั้น นาฬิกาพกดูเหมือนจะกลับมาโดดเด่นยิ่งกว่าคู่แข่งร่วมกระแสเสียอีก
หลักฐานแรกคือการเปิดตัวผลงานใหม่จำนวนมากในช่วงที่ผ่านมา ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าแบรนด์นาฬิกาต่างๆ ไม่ได้มองนาฬิกาพกเป็นเพียงอุปกรณ์ประกอบฉากที่ใช้สร้างเรื่องเล่าใหม่ๆ ให้กับวงการนาฬิกาเท่านั้น
แม้ว่า Patek Philippe จะยังคงสร้างสรรค์นาฬิกาพกรุ่นลิมิเต็ดและรุ่นพิเศษเฉพาะชิ้นเป็นประจำทุกปีภายใต้คอลเลกชัน Rare Handcrafts แต่ในเดือนตุลาคมของปีที่ผ่านมา Hublot ได้เปิดตัว MP-16 Arsham Droplet ขนาด 42 มิลลิเมตร ผลงานความร่วมมือกับ Daniel Arsham ศิลปินชาวอเมริกัน ซึ่งนำเสนอนาฬิกาพกในรูปลักษณ์ล้ำอนาคตแบบไซไฟ และช่วยลบภาพจำเดิมๆ ที่มองว่านาฬิกาพกเป็นเพียงวัตถุโบราณที่ยึดโยงอยู่กับรหัสการออกแบบแบบยุควิกตอเรียน

ในอีกด้านหนึ่ง การกลับมาของนาฬิกาพกในแบบดั้งเดิมอย่างแท้จริงก็เกิดขึ้นเช่นกันในช่วงปลายปีเดียวกัน เมื่อ Breguet เปิดตัว Grande Sonnerie ผลงานที่สะท้อนมรดกแห่งศาสตร์การประดิษฐ์นาฬิกาชั้นสูงอย่างเต็มเปี่ยม โดยตัวเรือนทรงกลมอวบอิ่มอันโดดเด่นยังบรรจุกลไก Minute Repeater กันน้ำเรือนแรกในประวัติศาสตร์ของแบรนด์อีกด้วย
ในงาน Dubai Watch Week เมื่อเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา แบรนด์อิสระจากจีนอย่าง Fam Al Hut ได้ก้าวเข้าสู่กระแสนาฬิกาพกเช่นกัน ด้วยผลงานเรขาคณิตสุดล้ำที่เป็นทั้งนาฬิกาพกและนาฬิกาตั้งโต๊ะในเรือนเดียว ขณะที่ Christopher Ward ร่วมมือกับ Studio Underd0g สร้างสรรค์นาฬิกาพกที่พวกเขานิยามว่าเป็น ‘นาฬิกาพกที่ส่องสว่างที่สุดเท่าที่เคยมีมา’
ด้าน Parmigiani Fleurier กับคอลเลกชัน Objets d’Art รวมถึงผลงาน Escale au Pont-Neuf และ Escale en Amazonie จาก Louis Vuitton ต่างเป็นหลักฐานเพิ่มเติมว่าผู้ผลิตนาฬิกาที่มีมรดกทางประวัติศาสตร์ยาวนานจำนวนมากเชื่อมั่นว่า ในหมู่นักสะสมนาฬิกายังคงมีความต้องการอย่างแข็งแกร่งสำหรับเรือนเวลาที่ปราศจากสายหนังหรือสายโลหะ และถูกสร้างขึ้นเพื่อชื่นชมในฐานะวัตถุศิลป์และผลงานเชิงกลไกอย่างแท้จริง


หลักฐานที่สองคือ ตลาดนักสะสม หากยอดขายรวมมูลค่า 290 ล้านดอลลาร์สหรัฐที่ Phillips Watches ทำได้จากการประมูลในปี 2025 ยังไม่เพียงพอจะสร้างความประหลาดใจ สิ่งที่น่าจับตามองยิ่งกว่าคือบทบาทของนาฬิกาพกในตัวเลขดังกล่าว
หนึ่งในผลงานที่โดดเด่นที่สุดคือ นาฬิกาพกจากปี 1907 ของ J. Player & Sons ผู้ผลิตนาฬิกาจากเมืองโคเวนทรี ประเทศอังกฤษ ซึ่งสามารถทำราคาประมูลได้ถึง 2.2 ล้านฟรังก์สวิส หรือราว 2.8 ล้านดอลลาร์สหรัฐ กลายเป็นนาฬิกาพกโบราณสัญชาติอังกฤษที่มีมูลค่าสูงที่สุดเท่าที่เคยมีการประมูล ความซับซ้อนของเรือนเวลาชิ้นนี้สมกับฉายา ‘Hyper Complication’อย่างแท้จริง เพราะภายในบรรจุกลไกทูร์บิญอง โครโนกราฟแบบจับเวลาแยกเข็ม ระบบปลุก มูนเฟส และเทอร์โมมิเตอร์ไว้พร้อมกัน

ได้รับการสั่่งทำขึ้นในปี 1914 และแล้วเสร็จในปี 1921 ก่่อนจะหายไปจากสายตาสาธารณชนเป็นเวลาหลายทศวรรษ กระทั่งปรากฏตัวอีกครั้งในช่่วงทศวรรษ 1990
ในขณะเดียวกัน ผลงาน Grande Complication จาก A. Lange & Söhne ก็สามารถทำราคาประมูลได้ถึง 1.2 ล้านฟรังก์สวิส หรือมากกว่า 1 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่ Charles Frodsham Split Seconds Minute Repeating Tourbillon ถูกประมูลไปในราคา 406,400 ฟรังก์สวิส หรือมากกว่า 500,000 ดอลลาร์สหรัฐ
ส่วนผลงานที่สร้างความฮือฮาอย่างยิ่งคือ ‘The Oval’ นาฬิกาพกที่พลิกโฉมแนวคิดเรื่องทูร์บิญอง ผลงานของ Derek Pratt หนึ่งในนักประดิษฐ์นาฬิกาอิสระผู้ทรงอิทธิพลที่สุดแห่งศตวรรษ ซึ่งร่วมสร้างสรรค์ให้กับแบรนด์เดนมาร์ก Urban Jürgensen โดยสามารถทำราคาประมูลได้ถึง 3.7 ล้านฟรังก์สวิส หรือราว 4.6 ล้านดอลลาร์สหรัฐในช่วงปลายปี 2024
เมื่อผลการประมูลระดับนี้กลายเป็นข่าวพาดหัวอย่างต่อเนื่อง หลายคนจึงเริ่มตั้งคำถามว่า สถิตินาฬิกาที่มีมูลค่าสูงที่สุดในประวัติศาสตร์การประมูลอาจถูกทำลายลงได้ในอนาคตอันใกล้หรือไม่ ปัจจุบันสถิติดังกล่าวยังคงเป็นของ Patek Philippe Henry Graves Supercomplication นาฬิกาพก 24 ฟังก์ชันที่นายธนาคารชาวนิวยอร์ก Henry Graves Jr. สั่งสร้างขึ้นในปี 1925 และถูกประมูลไปด้วยมูลค่า 24 ล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2014 และยิ่งเมื่อคิดถึงผลงานระดับตำนานอย่าง Vacheron Constantin Ref. 57260 ที่เปิดตัวในปี 2015 คำถามว่ามันจะสามารถทำราคาประมูลได้เท่าใดในอีกหลายสิบปีข้างหน้า ก็ยิ่งชวนให้จินตนาการอย่างไร้ขอบเขต
“มีชุมชนนักสะสมที่มีชีวิตชีวาและกำลังรอคอยอย่างอดทนให้นาฬิกาพกที่ยิ่งใหญ่ที่สุดบางเรือนกลับเข้าสู่ตลาดอีกครั้ง ในช่วงที่ผ่านมา คอลเลกชันนาฬิกาพกสำคัญหลายชุดได้กลับมาปรากฏในตลาดอีกครั้ง และทุกครั้งที่เกิดขึ้น พวกมันก็สร้างข่าวพาดหัวจากราคาประมูลระดับทำลายสถิติโลกอยู่เสมอ”
Paul Boutros รองประธานกรรมการและหัวหน้าแผนกนาฬิกาประจำทวีปอเมริกาของ Phillips Watches
คุ้มค่าดั่งทองคำ

หากจะอธิบายว่าทำไมตลาดนาฬิกาพกมือสองจึงคึกคักเช่นนี้ คำตอบอาจสั้น เพียงคำเดียวว่า ‘การเลือกสรร’ (discernment) “นักสะสมระดับแนวหน้ามักมองหาสิ่งที่ดีที่สุดของแต่ละยุคสมัย สิ่งที่ดีที่สุดของแต่ละแบรนด์ และสิ่งที่ดีที่สุดของนาฬิกาแต่ละประเภท” Paul Boutros กล่าว “และในยุคที่นาฬิกาพกถูกผลิตขึ้น มันคือนาฬิกาที่ดีที่สุดที่เงินสามารถซื้อหาได้ ผู้คนชื่นชมทักษะการทำนาฬิกาอันน่าทึ่งที่จำเป็นต่อการสร้างผลงานเหล่านี้ ในยุคที่ยังไม่มีการออกแบบด้วยคอมพิวเตอร์ ทุกอย่างเกิดขึ้นจากดินสอ กระดาษ และความชาญฉลาดล้วนๆ อาศัยองค์ความรู้ด้านวัสดุศาสตร์และเทคนิคการผลิตที่มีอยู่ในขณะนั้น โดยแบรนด์ต่างๆ ลงทุนมหาศาลเพื่อสร้างเรือนเวลาที่ดีที่สุดให้กับลูกค้าผู้มั่งคั่งที่สุดของโลกยุคนั้น”
กล่าวได้ว่า ความคาดหวังเรื่องมรดกทางประวัติศาสตร์ไม่เพียงได้รับการตอบสนอง แต่ถูกนำเสนออย่างงดงามราวกับวางอยู่บนเบาะผ้าไหม อย่างไรก็ตาม นอกจากความอัจฉริยะของช่างนาฬิกาในอดีตแล้ว ยังมีอีกปัจจัยหนึ่งที่ไม่ควรถูกมองข้าม นั่นคือ ‘พื้นที่’ ในขณะที่ผู้ผลิตนาฬิกาหลายรายในปัจจุบันแข่งขันกันสร้างนาฬิกาข้อมือให้บางลงเรื่อย ๆ จนบางครั้งแทบจะเปลี่ยนคำว่า ‘บัตรเครดิต’ เป็น ‘แสตมป์ไปรษณีย์’ ได้อยู่แล้ว นาฬิกาพกกลับมอบพื้นที่ให้กลไกได้ ‘หายใจ’ อย่างเต็มที่ และกลายเป็นทางเลือกที่สดใหม่ท่ามกลางกระแสแห่งความบางเฉียบที่บางครั้งอาจดูสุดโต่งเกินไป

ข้อได้เปรียบอีกประการหนึ่งคือ กลไกอันซับซ้อนภายในนาฬิกาพกสามารถถูกชื่นชมได้อย่างเต็มตา เปรียบได้กับความแตกต่างระหว่างการชมภาพยนตร์ในโรงภาพยนตร์กับการดูผ่านหน้าจอแล็ปท็อปที่บ้าน
“คุณสามารถมองเห็นรายละเอียดทั้งหมดของกลไกได้โดยไม่ต้องใช้แว่นขยาย และนั่นคือเหตุผลสำคัญที่ดึงดูดนักสะสมจำนวนมาก” Boutros กล่าว “คนที่หลงใหลในศิลปะของนาฬิกา และชอบแบ่งปันสิ่งที่ตนสะสมให้เพื่อนๆ ได้เห็น ต่างได้รับประโยชน์จากขนาดอันใหญ่โตของนาฬิกาพก โดยเฉพาะเมื่อคุณกำลังอธิบายให้อีกฝ่ายซึ่งไม่รู้เรื่องนาฬิกาเลยฟัง ความมหัศจรรย์ของมันสามารถมองเห็นได้อย่างชัดเจน คุณยังสามารถวางมันไว้บนโต๊ะทำงาน และชื่นชมความงดงามในขนาดเต็มของมันได้ตลอดเวลา”
และไม่ใช่เพียงรายละเอียดเชิงวิศวกรรมระดับจุลภาคเท่านั้นที่เจ้าของนาฬิกาพกสามารถสัมผัสได้อย่างชัดเจน งานศิลป์ด้านการตกแต่ง ไม่ว่าจะเป็นมุมลบคมที่ทอดยาว ลวดลายแกะสลัก หรือศิลปะตกแต่งแขนงต่างๆ ก็ล้วนถูกขยายให้โดดเด่น สง่างาม และน่าตื่นตากว่าที่ปรากฏบนหน้าปัดนาฬิกาข้อมือ
สำหรับผู้ผลิตที่ให้ความสำคัญกับศาสตร์แห่งงานศิลป์ชั้นสูงหรือ Métiers d’Art อย่าง Jaquet Droz กระแสการกลับมาของนาฬิกาพกคงเป็นสิ่งที่น่าจับตามองอย่างยิ่ง หากมองลึกลงไป จะพบว่ามีเสน่ห์อีกมากมายที่ทำให้นาฬิกาพกน่าหลงใหล เนื่องจากถูกพกพาในแนวตั้งหรือวางราบบนพื้นผิวเรียบ นาฬิกาพกจึงมีข้อได้เปรียบด้านความเที่ยงตรงในการเดินเวลาเหนือกว่านาฬิกาข้อมือในบางสถานการณ์ (ส่วนบทบาทของทูร์บิญองในเรื่องนี้นั้นซับซ้อนจนสามารถเป็นหัวข้อของนิทรรศการทั้งพิพิธภัณฑ์ได้ มากกว่าจะสรุปในบทความสั้น ๆ)
David Duggan นายหน้าซื้อขายนาฬิกาในลอนดอนชี้ให้เห็นอีกประเด็นหนึ่งว่า แม้นาฬิกาพกจะปรากฏเป็นข่าวจากการประมูลระดับหลายล้านดอลลาร์อยู่บ่อยครั้ง แต่โดยรวมแล้วกลับยังคงเป็นหมวดหมู่ที่ให้ความคุ้มค่าสูงมากเมื่อเทียบกับราคา
“ผมซื้อนาฬิกาพกมา 50 ปีแล้ว และยังคงประหลาดใจอยู่เสมอว่ามันมีราคาถูกกว่านาฬิกาข้อมือมากเพียงใด” เขากล่าว พร้อมเสริมว่า กลุ่มผู้ซื้อรุ่นใหม่กำลังมองเห็นคุณค่าในจุดนี้เช่นกัน “ในเดือนที่ผ่านมา เราขายนาฬิกาพกได้สองเรือน เรือนหนึ่งอยู่กับเรามาเก้าปี และอีกเรือนหนึ่งอยู่กับเราสี่ปี” “ผู้คนชื่นชมฝีมือ ทักษะ และเวลาที่ถูกใช้ไปกับการตกแต่งพื้นที่เพียงไม่กี่ตารางนิ้วเหล่านี้” Boutros กล่าว “นาฬิกาพกคือผืนผ้าใบสำหรับงานศิลปะ ไม่ต่างจากที่เคยเป็นในศตวรรษที่ 19”
ด้าน Eric Wind อดีตผู้เชี่ยวชาญของ Christie’s และผู้ก่อตั้ง Wind Vintage มองว่าความคุ้มค่าเป็นเพียงส่วนหนึ่งของเสน่ห์เท่านั้น อีกสิ่งหนึ่งคือประสบการณ์ทางกายภาพที่นาฬิกาพกมอบให้
“เพียงแค่ถือมันไว้ในมือ หรือหมุนลาน ก็มีบางอย่างที่น่าอัศจรรย์มาก เสียงที่เกิดขึ้นแตกต่างออกไป เพราะภายในมี ‘เครื่องยนต์’ ขนาดใหญ่กว่านาฬิกาข้อมือมาก การหมุนลาน การสัมผัสน้ำหนัก การฟังเสียงจังหวะเดินของกลไก ทั้งหมดนี้กระตุ้นประสาทสัมผัสได้มากกว่านาฬิกาข้อมืออย่างชัดเจน”
Eric Wind อดีตผู้เชี่ยวชาญของ Christie’s และผู้ก่อตั้ง Wind Vintage

ขณะที่ John Reardon ผู้เชี่ยวชาญด้าน Patek Philippe และผู้ก่อตั้ง Collectability ก็เห็นพ้องกัน “ผมชอบความรู้สึกเวลาถือนาฬิกาพกไว้ในมือ” เขากล่าว “มันเป็นประสบการณ์ที่จับต้องได้อย่างแท้จริง ทั้งน้ำหนัก ความลึกซึ้งของความงามบนหน้าปัดเคลือบอีนาเมล และความอัจฉริยะทางกลไกที่ซ่อนอยู่ภายใน ผมเพิ่งมีโอกาสได้ครอบครองนาฬิกาพก Minute Repeater และแทบไม่มีคำใดจะอธิบายความสุขจากการฟังเสียงระฆังอันกังวานที่เกิดขึ้นได้ เพราะขนาดของนาฬิกาพก ผมชอบวางมันไว้บนโต๊ะทำงาน และยังชอบสวมใส่มันเป็นจี้บนสร้อยคออีกด้วย”
อ่านบทความเพิ่มเติมได้ที่:
4 ผลงานกลไกซับซ้อนของ A. Lange & Söhne ที่นักสะสมทุกคนควรรู้จัก
ทำความรู้จักนาฬิกาจาก 6 Microbrand ที่สร้างแบรนด์โดยไม่พึ่งพามรดกเชิงประวัติศาสตร์
The Vintage Renaissance: เมื่อ ‘อดีต’ คือการปฏิวัติที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของโลกนาฬิกา

