กลยุทธ์ใหม่ของ MCH Group กับการปัดฝุ่นเมืองบาเซิลด้วยแพลตฟอร์มขนาดกะทัดรัด ที่หันมาพึ่งพากลุ่มอิสระและปรับโครงสร้างราคาเพื่อดึงความเชื่อมั่นกลับคืนมา

หากถามนักสะสมนาฬิการุ่นเก๋าว่าเมืองไหนคือศูนย์กลางของอุตสาหกรรมเรือนเวลาในอดีต คำตอบเกือบทั้งหมดจะชี้ไปที่เมืองบาเซิล ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ในฐานะเจ้าภาพจัดงาน Baselworld นิทรรศการที่เคยยิ่งใหญ่ที่สุดในโลก แต่หลังจากการล่มสลายอย่างเป็นทางการในปี 2020 เนื่องจากการถอนตัวของแบรนด์ยักษ์ใหญ่และการมาถึงของวิกฤตการณ์ระดับโลก เมืองบาเซิลก็เงียบเหงาลงไปทันที ขณะที่ความสนใจทั้งหมดถูกย้ายไปอยู่ที่กรุงเจนีวาแทน
ล่าสุด MCH Group ผู้จัดงานเดิม ได้ประกาศเคลื่อนไหวครั้งสำคัญที่จะจัดงานแสดงนาฬิกาและเครื่องประดับขึ้นอีกครั้งภายใต้ชื่อใหม่ว่า “Basilia” (Basilia Jewellery & Watch Fair) ซึ่งนี่เป็นประเด็นที่น่าจับตาในเชิงกลยุทธ์ของอุตสาหกรรมอย่างมากในตอนนี้

จากมหกรรมขนาดใหญ่ สู่แพลตฟอร์มที่จับต้องได้
โจทย์ที่ยากที่สุดของ MCH Group ในการกลับมาครั้งนี้ไม่ใช่เรื่องของการหาสถานที่ เพราะพวกเขามีศูนย์นิทรรศการ Messe Basel ที่เป็นกรรมสิทธิ์อยู่แล้ว แต่น่าจะอยู่ที่การ “เรียกความเชื่อมั่น” จากแบรนด์ต่างๆ และผู้เข้าชมงานมากกว่า หลังจากที่เคยมีบทเรียนเรื่องค่าใช้จ่ายที่สูงลิ่วและปัญหาการจัดการในอดีตมาแล้ว สิ่งที่น่าสนใจจากการวิเคราะห์รูปแบบของงาน Basilia คือการปรับเปลี่ยนแนวคิดแบบหน้ามือเป็นหลังมือ
- เน้นกลุ่มอิสระและเครื่องประดับชั้นสูง: กระแสจากคนในวงการต่างพูดกันว่าพวกเขาไม่ได้พยายามจะไปแข่งกับงาน Watches and Wonders ที่เจนีวาในการดึงแบรนด์กระแสหลักขนาดใหญ่ แต่เลือกที่จะเปิดพื้นที่ให้กับแบรนด์นาฬิกาอิสระ (Independent Watchmakers) และผู้ผลิตจิวเวลรีระดับพรีเมียมที่ต้องการพื้นที่พบปะกับคู่ค้าและนักสะสมโดยตรง
- โครงสร้างราคาที่เป็นมิตรขึ้น: อย่างที่ทราบกันดีว่าบทเรียนสำคัญจาก Baselworld คือการปล่อยให้ค่าเช่าบูธและค่าครองชีพในเมืองพุ่งสูงจนแบรนด์ขนาดกลางรับไม่ไหว ในงานใหม่นี้จึงน่าจะมีการปรับเปลี่ยนโมเดลธุรกิจให้มีความเป็นธรรมและเข้าถึงง่ายขึ้น เพื่อลดแรงกดดันทางการเงินของผู้ร่วมงาน
การปรับตัวนี้แสดงให้เห็นว่าผู้จัดงานเข้าใจบริบทของตลาดในปัจจุบัน ที่แบรนด์ต่างๆ มีช่องทางการสื่อสารออนไลน์ของตัวเองอยู่แล้ว การจะดึงพวกเขามาออกงานออฟไลน์ได้ ตัวงานต้องมอบ “คุณค่า” ในการสร้างเครือข่ายและการเจรจาธุรกิจที่มีประสิทธิภาพจริงๆ
นัยสำคัญต่อโครงสร้างการค้าของสวิตเซอร์แลนด์
ในเชิงเศรษฐกิจแล้ว มองว่าการกลับมาของ Basilia อาจเป็นสัญญาณว่าผู้ผลิตในอุตสาหกรรมยังคงต้องการเวทีการค้าในช่วงครึ่งหลังของปี การมีงานแสดงใหญ่เพียงงานเดียวที่เจนีวาในช่วงต้นปีอาจไม่เพียงพอต่อการขับเคลื่อนกระแสเงินสดและการเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ในไตรมาสที่สามและสี่
นอกจากนี้ การผสมผสานระหว่าง “นาฬิกา” และ “จิวเวลรี” เข้าด้วยกันอย่างเข้มข้นในงานนี้ ถือเป็นการวิเคราะห์พฤติกรรมผู้บริโภคระดับบนที่ชาญฉลาด เพราะในปัจจุบัน เส้นแบ่งระหว่างเครื่องประดับอัญมณีและเรือนเวลาชั้นสูงเริ่มหลอมรวมเข้าหากันมากขึ้น กลุ่มลูกค้าที่ซื้อนาฬิการะดับไฮเอนด์มักเป็นกลุ่มเดียวกันกับที่สะสมเครื่องประดับประณีตศิลป์

บทสรุปและความท้าทายที่ส่งผลกระทบต่อทั้งอุตสาหกรรม
การเปิดตัว Basilia ย่อมมาพร้อมกับทั้งความคาดหวังและความเคลือบแคลงใจจากคนในวงการ หลายฝ่ายยังคงตั้งคำถามว่างานนี้จะสามารถสร้างแรงดึงดูดได้มากพอที่จะสู้กับอิทธิพลของเจนีวาได้หรือไม่ หรือจะเป็นเพียงความพยายามในการรักษาพื้นที่ของ MCH Group เท่านั้น
อย่างไรก็ตาม การขยับตัวครั้งนี้ถือเป็นก้าวแรกที่จำเป็นสำหรับการฟื้นฟูจิตวิญญาณการทำนาฬิกาของเมืองบาเซิล มันแสดงให้เห็นว่าผู้จัดงานพร้อมที่จะละทิ้งอีโก้ของความยิ่งใหญ่ในอดีต แล้วหันมาเริ่มต้นใหม่ด้วยความเข้าใจในข้อจำกัดของโลกยุคปัจจุบัน ซึ่งผลลัพธ์ของงานนี้จะเป็นตัวชี้วัดสำคัญว่า บาเซิลจะยังคงมีชื่ออยู่ในแผนที่ของคนรักนาฬิกาต่อไป หรือจะกลายเป็นเพียงหน้าประวัติศาสตร์ที่ผ่านไปแล้ว
อ่านบทความฉบับเต็มได้ที่นี่
ตลาดนาฬิกาประมูลยังร้อนแรงต่อเนื่อง Phillips Hong Kong ปิดยอดในงาน The Hong Kong Watch Auction: XXII พุ่งสูงขึ้นจากปีก่อนถึง 90%
แนะนำ 6 นาฬิกาดำน้ำดีไซน์สปอร์ตที่แข็งแกร่ง ทนทาน พร้อมลุยสถานการณ์ฝนตกชุกช่วงครึ่งปีหลัง
เปิดมุมมองความคิดเห็นต่อวงการนาฬิกาของเด็กยุคใหม่: เมื่อเรือนเวลากลายเป็นมากกว่าแค่เครื่องบอกเวลา และการลงทุนในยุคดิจิทัล

