Rado ปลุกกระแสความสนุกให้กับตัวเรือนทรงรีระดับตำนานด้วยการเปิดตัว DiaStar Original Skeleton Limited Edition ที่มาพร้อม 3 เฉดสี

Date:

เมื่อรูปทรงหมวกกันน็อกระดับคลาสสิกจากปี 1962 ถูกแต่งแต้มด้วยสีสันและการเปลือยกลไก เวอร์ชันจัดจ้านนี้จะกลายเป็นนาฬิกาสำหรับหน้าร้อนเรือนใหม่บนข้อมือของคุณได้หรือไม่?

สำหรับแบรนด์นาฬิกาที่มีอายุอานามเก่าแก่ การรักษาสมดุลระหว่าง “รากเหง้าดั้งเดิม” กับ “รสนิยมของคนยุคใหม่” เป็นโจทย์ที่ท้าทายอย่างมาก บางแบรนด์เลือกที่จะปรับเปลี่ยนดีไซน์จนแทบไม่เหลือเค้าโครงเดิม ขณะที่บางแบรนด์เลือกที่จะเก็บทุกอย่างไว้บนหิ้ง แต่สำหรับ Rado พวกเขาเลือกทางเดินที่ต่างออกไปกับคอลเลกชันระดับไอคอนของแบรนด์อย่าง DiaStar

หากย้อนเวลากลับไปในปี ค.ศ. 1962 หรือกว่าหกทศวรรษที่แล้ว DiaStar นั้นเปิดตัวในฐานะนาฬิกาที่เคลมว่าทนทานต่อรอยขีดข่วนเรือนแรกของโลก ด้วยรูปทรงตัวเรือนทรงรีคล้ายหมวกกันน็อกที่แปลกตาในยุคนั้น มันกลายเป็นภาพจำที่คนรักนาฬิกาจดจำได้ทันที และล่าสุดในฤดูร้อนปี 2026 นี้ แบรนด์ได้หยิบเอาโครงสร้างอันเป็นเอกลักษณ์ดังกล่าวมาปัดฝุ่นใหม่ผ่านเวอร์ชันกลไกเปลือยขยายร่างออกมาเป็น Rado DiaStar Original Skeleton Limited Edition “Summer Colours” ซึ่งเป็นการเพิ่มสีสันที่จัดจ้านอย่างสีน้ำเงิน สีเขียว และสีแดง เข้าไปในไลน์อัพได้อย่างน่าสนใจ

การผสมผสานวัสดุ เมื่อเซรามิกพบกับความแวววาวของโลหะ

สิ่งที่น่าสนใจของการกลับมาครั้งนี้ไม่ใช่เรื่องของดีไซน์ตัวเรือน เพราะรูปทรงรีขนาดหน้าปัด 38 มิลลิเมตร (ความยาวจรดขาตัวเรือน 45 มิลลิเมตร) ยังคงถอดแบบมาจากรุ่นต้นตำรับทุกประการ แต่จุดที่ต้องสังเกตคือ “วัสดุ” และ “ผิวสัมผัส” ของขอบตัวเรือนทรงนูน

Rado เลือกใช้วัสดุลิขสิทธิ์เฉพาะอย่าง Ceramos ซึ่งเป็นวัสดุคอมโพสิตที่ผสมผสานความแข็งแกร่งของเซรามิกเข้ากับความเงางามของโลหะ ทำให้นาฬิกายังคงคุณสมบัติทนรอยขีดข่วนอันเป็นหัวใจหลักของรุ่นนี้ไว้ได้ ในรุ่นสีน้ำเงินและสีแดง ขอบตัวเรือน Ceramos จะถูกขัดเงาและปัดลายซาตินตามแนวรัศมี วางคู่กับตัวเรือนส่วนกลางและฝาหลังที่เป็นสเตนเลสสตีล ขณะที่รุ่นสีเขียวจะให้โทนสีที่อุ่นกว่าด้วยการเคลือบ PVD สีทองเหลืองอร่ามลงบนขอบตัวเรือน Ceramos และชิ้นส่วนเหล็ก

องค์ประกอบอีกชิ้นที่ทำหน้าที่เป็นลายเซ็นของรุ่นนี้คือ กระจกแซฟไฟร์เจียระไนเหลี่ยมเพชร (Faceted Sapphire Crystal) ที่วางตัวเหนือหน้าปัด ซึ่งเมื่อแสงแดดฤดูร้อนตกกระทบ เหลี่ยมมุมของกระจกจะทำหน้าที่หักเหแสงลงไปยังรายละเอียดกลไกด้านล่าง เกิดเป็นมิติการมองเห็นที่เปลี่ยนไปตามการเคลื่อนไหวของข้อมือ

ฟังก์ชันสเกเลตันกับโจทย์ความสมดุลบนหน้าปัด

จริงๆ แล้วนาฬิกาสไตล์สเกเลตันหรือกลไกเปลือย มักจะมีปัญหาเรื่องการอ่านค่าเวลา ยิ่งเมื่อแบรนด์พยายามเปลือยชิ้นส่วนภายในของเครื่องออกมามากเท่าไหร่ ความชัดเจนของเข็มนาฬิกาก็จะยิ่งลดลงเท่านั้น ทว่าใน DiaStar Original Skeleton รุ่นนี้ Rado พยายามแก้โจทย์ด้วยการใช้แนวคิด “หลักชั่วโมงแบบลอยตัว” (Floating Indices) ร่วมกับวงขอบหน้าปัดจับเวลานาทีตามเฉดสีประจำรุ่น

การเลือกสีที่ตัดกันของสารเรืองแสง Super-LumiNova เป็นรายละเอียดเล็กๆ ที่แสดงถึงความใส่ใจ รุ่นสีน้ำเงินใช้พรายน้ำสีเหลืองบนเข็มและหลักชั่วโมงสีโรเดียม รุ่นสีแดงใช้พรายน้ำสีเขียว ขณะที่รุ่นสีเขียวขอบทองเลือกใช้พรายน้ำสีแดง รายละเอียดเหล่านี้ทำให้หน้าปัดดูมีชีวิตชีวาและช่วยให้การอ่านเวลาในชีวิตประจำวันทำได้ง่ายขึ้นอย่างที่ควรจะเป็น แม้ว่าความสนใจหลักของสายตาจะถูกดึงดูดไปที่โลโก้สมอเรือนอันเป็นเอกลักษณ์ที่ขยับหมุนได้ก็ตาม

ภายในตัวเรือนหนา 11.9 มิลลิเมตรนี้ บรรจุกลไกอัตโนมัติคาลิเบอร์ R808 ซึ่งปรับแต่งมาจากสถาปัตยกรรมของ ETA มีการติดตั้งสายใยจักรกรอก Nivachron ที่ช่วยต้านทานสนามแม่เหล็ก และให้พลังงานสำรองยาวนานถึง 80 ชั่วโมง ซึ่งถือว่าเหลือเฟือสำหรับการใช้งานเป็นนาฬิกาประจำวันในวันหยุดสุดสัปดาห์

ความคุ้มค่าและกลุ่มเป้าหมาย ของนาฬิกาฤดูร้อนสำหรับผู้ที่แสวงหาความต่าง

Rado วางตำแหน่งของ DiaStar Summer Colours ทั้ง 3 รุ่นนี้ให้เป็นนาฬิกาลิมิเต็ดเอดิชัน โดยจำกัดจำนวนการผลิตไว้ที่สีละ 555 เรือนทั่วโลก พร้อมสลักหมายเลขประจำเรือนไว้ที่ฝาหลัง มีให้เลือกทั้งรุ่นสีน้ำเงินและสีแดง ส่วนรุ่นสีเขียวเคลือบ PVD ทองจะมีราคาขยับขึ้นเล็กน้อย มาพร้อมสายยางสีเข้าคู่กับหน้าปัดที่ติดตั้งระบบ EasyClip สำหรับการถอดเปลี่ยนสายด้วยตัวเอง

คำถามคือ นาฬิการุ่นนี้ทำมาเพื่อใคร? ดีไซน์ของ DiaStar ไม่ใช่ดีไซน์ประเภทที่ทุกคนจะตกหลุมรักตั้งแต่แรกเห็น รูปทรงที่ดูย้อนยุคและหนาหน่วงอาจทำให้บางคนลังเล ทว่าหากคุณกำลังมองหานาฬิกาข้อมือที่มีอัตลักษณ์ชัดเจน มีประวัติศาสตร์การพัฒนาวัสดุรองรับ และมีสีสันที่พร้อมจะโดดเด่นในกิจกรรมกลางแจ้งด้วยความสามารถในการกันน้ำ 100 เมตร นี่อาจเป็นตัวเลือกที่แตกต่างอย่างสิ้นเชิงจากนาฬิกาดำน้ำทรงสปอร์ตพิมพ์นิยมที่มีอยู่เกลื่อนตลาด

หลังจากที่เราได้เห็นภาพของคอลเลคชันนี้ครั้งแรกหลังจากการเปิดตัวครั้งนี้ สะท้อนให้เห็นว่า Rado มั่นใจในกลุ่มฐานแฟนคลับที่ชื่นชอบงานดีไซน์นอกกระแส และพร้อมที่จะนำเสนอทางเลือกใหม่ๆ ให้กับผู้ที่ต้องการความสนุกในการแต่งตัว ทุกท่านมีความคิดเห็นอย่างไรกับการนำนาฬิกาที่มีหน้าตาคลาสสิกจากยุค 60s มาเติมสีสันจัดจ้านในสไตล์โมเดิร์นเช่นนี้ คิดว่าเฉดสีไหนตอบโจทย์กับสไตล์ของคุณที่สุด สามารถมาร่วมพูดคุยแชร์มุมมองกันได้ 

ข้อมูลทางเทคนิค 
  • ชื่อรุ่น: Rado DiaStar Original Skeleton Limited Edition “Summer Colours” (ปี 2026)
  • ตัวเรือน: ขนาดกว้าง 38 มม. x ยาว 45 มม. x หนา 11.9 มม. ขอบตัวเรือนผลิตจากวัสดุ Ceramos ตัวเรือนส่วนกลางและฝาหลังทำจากสเตนเลสสตีล (รุ่นสีเขียวเคลือบ PVD สีเยลโลวโกลด์) กระจกหน้าปัดแซฟไฟร์เจียระไนเหลี่ยม และฝาหลังแซฟไฟร์ขันเกลียว กันน้ำลึก 100 เมตร
  • หน้าปัด: ดีไซน์กลไกเปลือย (Skeletonised) พร้อมวงขอบหน้าปัดนาทีตามเฉดสีประจำรุ่น หลักชั่วโมงแบบลอยตัวและเข็มนาฬิกาเคลือบสารเรืองแสง Super-LumiNova  
  • ฟังก์ชัน: แสดงเวลาแบบ 3 เข็ม (ชั่วโมง, นาที, วินาทีกลาง)
  • กลไก: กลไกอัตโนมัติ คาลิเบอร์ Rado R808 (พื้นฐาน ETA) ความถี่ 21,600 ครั้ง/ชั่วโมง (3 Hz) สำรองพลังงาน 84 ชั่วโมง
  • สาย: สายยางตามเฉดสีประจำรุ่น พร้อมระบบถอดเปลี่ยนสาย EasyClip ตัวล็อกแบบหัวเข็มขัดสเตนเลสสตีล

อ่านบทความอื่นๆ เพิ่มเติม
Royal Oak Offshore Selfwinding Chronograph สลัดลุคนาฬิกาสปอร์ตสายลุย ลดขนาดลงมา 37 มม. จับคู่กับเฉดสีชมพูและขอบหน้าปัดเพชร
เมื่อ Audi แอบซุ่มทำซูเปอร์คาร์ 987 แรงม้า ออกมาขิง Lamborghini
Montblanc Iced Sea Automatic Date 0 Oxygen Limited Edition 300การผจญภัยครั้งใหม่เหนือธารน้ำแข็งสีแดง

Share post:

More like this

นี่คือนาฬิกาเรือนแรกที่ฝังเพชรบน Balance Wheel กับ Jacob & Co. Brilliant Flying Tourbillon Baguette Pastel Arlequino

ย้อนดูเบื้องหลัง Jacob & Co. Brilliant Flying Tourbillon Baguette Pastel Arlequino เรือนเวลา Pièce Unique ที่กล้าท้าทายกฎวิศวกรรมเรือนเวลาด้วยการฝังเพชร 54 เม็ดลงบน Balance Wheel พร้อมเทคนิคการคัดสรรพลอยพาสเทลแบบ Invisible Setting ทั้งเรือน

Arceau Samarcande กับศิลปะการเล่นซ่อนแอบกับกลไกชั้นสูงในแบบฉบับของ Hermès

หน้าปัด Openwork ฉลุช่องรูปหัวม้าแอบซ่อนกลไกมินิตรีพีทเตอร์อันล้ำเลิศ ถ้าพูดถึงงานเรือนเวลาเผยกลไกในรูปแบบสเกเลตันและโอเพนเวิร์ก เมซง Hermès Horloger ถือเป็นหนึ่งในเมซงที่สามารถผลิตผลงานเรือนเวลาในรูปแบบดังกล่าวได้อย่างมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวแบบที่มองแวบแรกก็สามารถระบุได้เลยว่านี่คือผลงานของ Hermès แน่นอน...

Louis Vuitton เผยโฉม Tambour Spin Time 5 รุ่นใหม่ในคอลเลกชันถาวร ที่ต่อยอดความสำเร็จจากรุ่นลิมิเต็ดเอดิชันเมื่อปีที่แล้ว

ยลโฉมคอลเลกชัน Tambour Spin Time ประจำปี 2026 จาก Louis Vuitton ที่ผสานกลไกจั๊มป์อورดอันเป็นเอกลักษณ์เข้ากับสีสันสดใหม่ ทั้งหน้าปัดโอปอล์ออสเตรเลีย, สีเขียวมะกอก, ฟ้า Spin Time Air, Antipode และฟลายอิ้งทูร์บิญองหน้าปัดแซลมอนในตัวเรือนแพลตตินัม

NOMOS Orion Gold Neomatik “New Black” นิยามใหม่ของเดรสวอทช์ความเรียบหรูระดับไฮเอนด์ 

NOMOS Glashütte เปิดตัว Orion Gold Neomatik “New Black” เดรสวอทช์ตัวเรือนทองคำแท้ 18k ขนาด 36.4 มม. จับคู่หน้าปัดสีดำ Galvanised และกลไกอินเฮาส์แบบบางพิเศษ DUW 3001 สำรองพลังงาน 43 ชั่วโมง มอบความเรียบหรูสไตล์มินิมอลเยอรมันอย่างแท้จริง