ลืมหน้าปัดแบบเดิมไปเลย เพราะ Ressence TYPE 7 รื้อวิศวกรรมหน้าปัดแบบ Oil-Filled พร้อมเนรมิต 2 สีใหม่ คมชัดราวกับจอดิจิทัล

Date:

เจาะลึกกลไกโมดูล ROCS 7 และการทดลองใช้คู่สีเพื่อดึงอันเดอร์โทนของวัสดุไทเทเนียม Grade 5 ในนาฬิกาแนว Tool Watch รุ่นล่าสุด

ในบรรดาแบรนด์นาฬิกาอิสระร่วมสมัย Ressence จากเมืองแอนต์เวิร์ป ประเทศเบลเยียม คือแบรนด์ที่ตั้งคำถามกับวิธีการแสดงผลของเวลาได้อย่างน่าสนใจที่สุด พวกเขาไม่ได้เริ่มต้นจากการคิดว่าจะจัดวางเฟืองจักรอย่างไรให้สลับซับซ้อน แต่เริ่มจากการคิดว่ามนุษย์จะอ่านเวลาจากนาฬิกากลไกให้ง่ายและเป็นธรรมชาติที่สุดได้อย่างไรในศตวรรษที่ 21

หลังจากที่แบรนด์เปิดตัวตระกูล TYPE 7 ไปเมื่อปี 2025 ในฐานะนาฬิกาสายลุยหรือ Tool Watch ประจำค่าย ล่าสุดในเดือนพฤษภาคม 2026 Benoît Mintiens ผู้ก่อตั้งและนักออกแบบของแบรนด์ ได้ขยายขอบเขตโครงสร้างนี้อีกครั้งด้วยการเปิดตัวสองเฉดสีใหม่อย่าง Black และ Cactus ซึ่งเป็นการสะท้อนให้เห็นว่า การเลือกใช้สีในนาฬิการะดับสูงไม่ใช่แค่เรื่องของแฟชั่น แต่เป็นเรื่องของทัศนวิสัยทางฟิสิกส์และการจับคู่เคมีพื้นผิววัสดุ

ความคมชัดระดับไฮเดฟินิชันจากการหักเหของแสงในห้องน้ำมัน

โครงสร้างตัวเรือนไทเทเนียม Grade 5 ขนาด 41 มิลลิเมตร หนา 14 มิลลิเมตร ของ TYPE 7 ถูกแบ่งพื้นที่ภายในออกเป็นสองห้องอย่างเด็ดขาด โดยห้องส่วนบนปริมาตร 2.95 มิลลิลิตร จะถูกเติมเต็มด้วยน้ำมันใสจนเต็มพื้นที่ คุณสมบัติของน้ำมันนี้จะเข้าไปชดเชยการหักเหของแสงเมื่อเดินทางผ่านกระจกแซฟไฟร์ทรงโดมโค้ง ผลลัพธ์ที่ได้คือภาพลวงตาทางสายตาที่ทำให้ผู้สวมใส่รู้สึกว่าแผ่นดิสก์แสดงเวลาไม่ได้อยู่ลึกลงไปในตัวเรือน แต่ลอยเด่นขึ้นมาแนบสนิทกับผิวหน้ากระจกจนดูคล้ายกับหน้าจอดิจิทัล

ในรุ่น TYPE 7 Black แบรนด์ได้ใช้ประโยชน์จากสถาปัตยกรรมน้ำมันนี้อย่างเต็มที่ โดยชั้นน้ำมันใต้กระจกจะทำหน้าที่เพิ่มความลึกและดูดซับแสง ทำให้พื้นหน้าปัดสีดำมีความมืดสนิทและลุ่มลึกกว่าหน้าปัดนาฬิกาทั่วไป เมื่อนำชิ้นส่วนตัวเลขและอินเด็กซ์สีขาวที่เคลือบสารเรืองแสง Super-LumiNova เกรดเอ มาจัดวางลงไป คอนทราสต์ที่เกิดขึ้นจึงมีความคมชัดสูงมาก ซึ่งตอบโจทย์การเป็นนาฬิกาใช้งานที่ต้องการความแม่นยำในการอ่านค่าผ่านสายตาในเสี้ยววินาที ไม่ว่าจะอยู่ใต้แสงแดดจัดในเมืองหรือในสภาวะแสงน้อยใต้ทะเล

Cactus Green กับการคำนวณอันเดอร์โทนของเนื้อไทเทเนียม

สำหรับการฉีดเฉดสีใหม่อย่าง TYPE 7 Cactus แบรนด์ได้เลือกการปรุงแต่งเนื้อสีเขียวเข้มโทนอุ่น (Warm Green) ขึ้นมาโดยเฉพาะเพื่อให้รับกับพฤติกรรมทางกายภาพของวัสดุไทเทเนียม

โดยทั่วไปแล้ว โลหะไทเทเนียมจะมีโทนสีผิวที่อุ่นกว่าสเตนเลสสตีล โดยมีอันเดอร์โทนสีเหลืองเจืออยู่จางๆ อย่างเป็นธรรมชาติ เมื่อตัวเรือนและสายของ TYPE 7 ผ่านกระบวนการพ่นทรายแบบลื่นนิ้ว (Glass-pearled finish) ผิวสัมผัสที่ได้จะมีความด้านและมีโทนสีเทาอมเหลืองอ่อนๆ การเลือกใช้สีเขียว Cactus ซึ่งมีส่วนผสมของเม็ดสีโทนอุ่น จึงเป็นการตั้งใจทำให้สีของหน้าปัดกลมกลืนและช่วยขับเน้นความนุ่มนวลของเนื้อไทเทเนียมขัดด้านรอบตัวเรือนให้ดูมีมิติและไม่ซีดจางเมื่อสวมใส่บนข้อมือ

โมดูล ROCS 7 และแอนิเมชันเยื้องศูนย์แบบสามแกน

ระบบขับเคลื่อนของนาฬิกาเรือนนี้ยังคงใช้โมดูลออริจินัลที่จดสิทธิบัตรอย่าง ROCS 7 (Ressence Orbital Convex System) ซึ่งทำงานโดยอาศัยพลังงานส่งผ่านจากแกนเข็มนาทีของกลไกอัตโนมัติฐานที่อยู่ห้องด้านล่าง ส่งแรงบิดผ่านระบบส่งกำลังแม่เหล็กข้ามฝั่งอากาศสู่น้ำมัน ทำให้นาฬิกาเรือนนี้ไม่มีความจำเป็นต้องมีเม็ดมะยมด้านข้างตัวเรือนเพื่อทำลายสรีรศาสตร์ แต่ใช้วิธีหมุนปรับตั้งเวลาและขึ้นลานผ่านฝาหลังด้วยระบบล็อก Compression Lock System (RCLS) แทน

ความเพลิดเพลินในการเฝ้ามองนาฬิกาเรือนนี้ทำงาน อยู่ที่การหมุนเคลื่อนที่ของหน้าปัดนูนทรงโค้งไทเทเนียมขนาด 75 มิลลิเมตร ซึ่งภายในประกอบด้วยดิสก์แซทเทิลไลต์เยื้องศูนย์ 3 ชุด แผ่นดิสก์เหล่านี้ไม่ได้วางขนานไปกับพื้น แต่ถูกออกแบบให้เอียงทำมุมอย่างจำเพาะเจาะจง โดยดิสก์ชั่วโมงและดิสก์แสดงอุณหภูมิน้ำมันจะเอียงทำมุม 9.75 องศา ส่วนดิสก์แสดงเวลาประเทศที่สอง (GMT) และวงโคจรวินาที (Runner 120”) จะเอียงทำมุม 17 องศา จังหวะการหมุนรอบตัวเองของดิสก์ย่อยแต่ละชุดไปพร้อมๆ กับการโคจรรอบหน้าปัดหลัก ทำให้เลย์เอาต์ของนาฬิกาเปลี่ยนรูปทรงไปตลอดเวลาในทุกนาทีที่ผ่านไป

การกระจายน้ำหนักและอารมณ์ที่เปลี่ยนไปผ่านสายยาง

นอกเหนือจากสายไทเทเนียม Grade 5 แบบอินทิเกรตขัดแต่งไร้รอยต่อที่ติดมากับตัวเรือนแล้ว ในเอดิชันปี 2026 นี้ Ressence ยังได้เพิ่มออปชันสายยางเนื้อนุ่มที่มีเฉดสีตรงกับหน้าปัด (Color-matched rubber strap) มาให้ผู้ใช้ได้เลือกเปลี่ยนตามลักษณะกิจกรรม

การสลับชิ้นส่วนสายจากโลหะมาเป็นสายยางส่งผลต่อความรู้สึกบนข้อมืออย่างชัดเจนตามหลักฟิสิกส์ ตัวสายไทเทเนียมแบบเดิมจะช่วยถ่วงและกระจายน้ำหนัก (รวม 123 กรัม) ให้โอบล้อมรอบข้อมือ ทำให้จุดศูนย์ถ่วง (Point of gravity) ตกอยู่บริเวณกึ่งกลางข้อมือพอดี ส่งผลให้รู้สึกถึงความมั่นคงยามขยับแขน แต่เมื่อเปลี่ยนมาใช้สายยาง น้ำหนักรวมของนาฬิกาจะเบาลงไปอีกขั้น ช่วยลดแรงเหวี่ยงและปรับเปลี่ยนบุคลิกของเรือนเวลาให้ดูมีความเป็นสปอร์ตและพร้อมลุยกับกิจกรรมสมบุกสมบันได้คล่องตัวยิ่งขึ้น

นาฬิกาทั้งสองสีนับเป็นงานออกแบบอิสระที่เน้นคุณค่าทางสถาปัตยกรรม และการย่อหย่อนความซับซ้อนให้กลายมาเป็นความเรียบง่ายที่ใช้งานได้จริงในชีวิตประจำวัน

ข้อมูลทางเทคนิค 
  • รุ่น: Ressence TYPE 7 Black และ TYPE 7 Cactus
  • ตัวเรือน: วัสดุไทเทเนียม Grade 5 ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 41.0 มิลลิเมตร ความหนาตัวเรือน 14.0 มิลลิเมตร ขอบตัวเรือนเซรามิกแบบยึดแน่น (Fixed ceramic bezel) กระจกแซฟไฟร์ทรง Double-domed โค้งมนทั้งด้านหน้าและด้านหลังเคลือบสารป้องกันแสงสะท้อนด้านใน โครงสร้างภายในแบ่งแยกห้องบรรจุน้ำมันปริมาตร 2.95 มิลลิลิตร ประสิทธิภาพการกันน้ำระดับ 5 ATM (50 เมตร)
  • หน้าปัด: หน้าปัดทรงนูน Convex ทำจากไทเทเนียม Grade 5 พร้อมระบบดิสก์แซทเทิลไลต์หมุนรอบตัวเองแบบเยื้องศูนย์ 3 ชุด ติดตั้งระนาบเอียง 9.75 องศา และ 17 องศา รายละเอียดดัชนีบอกเวลาสลักและเติมด้วยสารเรืองแสงเกรดสูง Super-LumiNova เกรดเอ
  • กลไก: โมดูลแสดงผล ROCS 7 ที่จดสิทธิบัตร ขับเคลื่อนด้วยแกนเข็มนาทีผ่านระบบส่งกำลังแม่เหล็ก ตัวเครื่องระบบไขลานอัตโนมัติ พลังงานสำรอง 36 ชั่วโมง ความถี่การทำงาน 28,800 ครั้งต่อชั่วโมง (4 เฮิรตซ์) ประกอบด้วยทับทิม 37 เม็ด เฟืองเกียร์ 37 ชิ้น และตลับลูกปืนเม็ดกลมจำนวน 8 ชุด ระบบปรับตั้งเวลาและขึ้นลานผ่านฝาหลัง RCLS
  • ฟังก์ชัน: แสดงชั่วโมง, นาที, เวลาประเทศที่สอง (GMT), รอบวินาทีเดินต่อเนื่อง (Runner 120 วินาที) พร้อมระบบดูดซับแรงกระแทก และมาตรวัดแสดงอุณหภูมิของน้ำมันภายในตัวเรือนผ่านแถบสี
  • สายและตัวล็อก: สายไทเทเนียม Grade 5 (ขนาด 24/20 มิลลิเมตร) พร้อมตัวล็อกแบบบานพับปรับระยะได้ 5 ตำแหน่ง และมีตัวเลือกสายยางและสายหนังสีตรงกับหน้าปัดให้เลือกสลับเปลี่ยน

อ่านบทความอื่นๆ เพิ่มเติม
Christiaan van der Klaauw Watches and Wonders 2026: ย่อจักรวาลและดาวศุกร์ไว้บนข้อมือ
De Bethune Watches and Wonders 2026: เมื่อเทคโนโลยีอวกาศถูกย่อส่วนมาไว้บนข้อมือ
Angelus ส่ง Tinkler 1958 การตีความใหม่ของนาฬิกาควอเตอร์-รีพีทเตอร์อันเป็นมรดกของแบรนด์

Share post:

More like this

พาชมเรือนเวลาล่าสุดของ H. Moser & Cie. ในรุ่น Endeavour Flyback Chronograph Dual Time Date ซ่อนโครโนกราฟไว้ตรงไหน? 

วิเคราะห์ศาสตร์แห่งการตัดทอนของ H. Moser & Cie. ในรุ่น Endeavour Flyback Chronograph กับการปฏิวัติกลไก AgenGraphe สู่ร่างไขลานเพื่อซ่อน 3 ฟังก์ชันใหญ่ไว้บนแกนกลาง

พาชมเบื้องหลังความวิจิตรของ Jaeger-LeCoultre Reverso Hybris Artistica “Pegasus” กับงานสลักเสลามือกว่า 180 ชั่วโมง

วิเคราะห์เบื้องหลังการผสาน Gyrotourbillon เจนเนอเรชันที่ 4 เข้ากับงานแกะสลักนูนต่ำรอบตัวเรือนพิงก์โกลด์ ที่ใช้เวลาทำมือกว่า 180 ชั่วโมง ในเอดิชันจำกัดพิเศษเพียง 5 เรือนทั่วโลก

เมื่อความจัดจ้านของสตรีทแวร์ปะทะโครงสร้างล้ำยุค เจาะลึกวิสัยทัศน์เบื้องหลัง AP x AMBUSH ผลลัพธ์ที่ได้จะเป็นอย่างไรนะ?

บทวิเคราะห์โครงสร้างกลไกและการตัดทอนสิ่งเร้าในนาฬิกาไทเทเนียมขนาด 38.5 มิลลิเมตร Audemars Piguet Royal Oak Concept Flying Tourbillon ที่ออกแบบร่วมกับ Yoon และ Verbal สองผู้ก่อตั้งแบรนด์ AMBUSH

เบื้องหลังความงามระดับหัตถศิลป์ของ Czapek Promenade Goutte de Rosée กับหน้าปัด Grand Feu Enamel สีเขียวที่มีเพียงหนึ่งเดียวในโลก

เบื้องหลังความงามระดับหัตถศิลป์ของ Czapek Promenade Goutte de Rosée กับหน้าปัด Grand Feu Enamel สีเขียวบนฐานเงินแท้ ที่ยอมแบกรับอัตราคัดทิ้งสูงถึง 50% เพื่อมิติแสงหนึ่งเดียวในโลก