Rolex ฉลองตำนานแห่งความเป็นเลิศของตัวเรือน Oyster ด้วยนาฬิกา 8 รุ่นใหม่ ในงาน Watches and Wonders 2026

Date:

การตีความใหม่ของตัวเรือน Oyster ในเวอร์ชันต่างๆ เพื่อเฉลิมฉลองครบรอบ 100 ปี และการกำเนิดของวัสดุใหม่ที่ก้าวข้ามความท้าทายไปอีกขั้น

เมื่อพิจารณาดูคอลเลกชันล่าสุดของ Rolex ที่เปิดตัวในงาน Watches and Wonders ในปีนี้แล้ว เราจะเห็นได้ชัดเลยว่า Rolex ตั้งใจเชิดชูตำนานแห่งนาฬิาตัวเรือนกันน้ำรุ่น Oyster ที่เปิดตัวในปี 1926 ซึ่งในปีนี้ตรงกับวาระครบรอบ 100 ปีแห่งนวัตกรรมที่สร้างประวัติศาสตร์หน้าสำคัญในโลกนาฬิกา ปี 2026 เราจึงได้เห็นตัวเรือน Oyster ถูกนำมาประยุกต์ใช้กับนาฬิการุ่นไอคอนิกต่างๆ ของ Rolex ในหลากหลายรูปแบบด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็น คลาสสิกเหนือกาลเวลา สปอร์ตโก้หรู หรือสีสันสนุกสนาน นี่จึงเป็นบทพิสูจน์ถึงความเป็นตัวจริงที่อยู่คู่ทุกยุคสมัยของตัวเรือน Oyster ที่สามารถนำไปต่อยอดได้ไม่รู้จบ 


Oyster Perpetual 41

เริ่มต้นเปิดศักราชใหม่ในวงการนาฬิกาด้วยการย้อนรำลึกถึงตำนานแห่งตัวเรือนกันน้ำที่เป็นหมุดหมายสำคัญของ Rolex ผ่านนาฬิกา Oyster Perpetual 41 ตัวเรือน Oystersteel มาในรูปแบบ Yellow Rolesor ที่เล่นกับการผสมผสานวัสดุต่างชนิดได้อย่างแยบยล ขอบตัวเรือนและเม็ดมะยมทำจากทองคำ สายรูปแบบ Oyster ทำจาก Oystersteel ตลอดทั้งเส้น ส่วนข้อสายตรงกลางใช้วัสดุเดียวกับข้อสายด้านนอกและตัวเรือนกลาง ซึ่งต่างจากเวอร์ชันปกติที่มักจะเลือกใช้วัสดุเยลโลว์โกลด์ในส่วนนี้ 

รายละเอียดที่สื่อถึงการเฉลิมฉลองวาระครบรอบสำคัญถูกเติมเข้าไปอย่างมีนัยยะ และคำนึงถึงดีไซน์ที่เคารพในนาฬิกา Oyster รุ่นต้นแบบ โดยบนเม็ดมะยมทองคำปั๊มตัวเลข “100” แบบนูน เช่นเดียวกับหน้าปัดสีเทา Slate ที่มีคำว่า “100 years” ปรากฏอยู่ในตำแหน่ง 6 นาฬิกา แทนที่ข้อความ “Swiss Made” ในเวอร์ชันปกติ ที่พิเศษไปกว่านั้นภายในทุกๆ ช่วง 5 นาทีบนสเกลนาทีจะถูกเน้นด้วยสี่เหลี่ยมสีเขียว และโลโก้ Rolex ถูกพิมพ์ด้วยเทคนิค pad printing ด้วยสีเขียวอันเป็นสัญลักษณ์ของ Rolex

ประสิทธิภาพในการกันน้ำของตัวเรือน Oyster ของ Oyster Perpetual 41 นั้นไม่มีใครกังขา การันตีด้วยการผ่านการรับรองว่า สามารถกันน้ำได้ลึกถึง 100 เมตร ตัวเรือนกลางผลิตจาก Oystersteel ชิ้นตัน และเสริมด้วยขอบตัวเรือนทรงโดม ฝาหลังที่มีขอบลายร่องละเอียดถูกผนึกปิดอย่างแน่นหนาด้วยเครื่องมือเฉพาะของช่างนาฬิกาที่ได้รับการรับรอง เม็ดมะยม Twinlock มาพร้อมระบบกันน้ำสองชั้นทำให้มั่นใจได้ในประสิทธิภาพการกันน้ำ 

ในส่วนของกลไก Oyster Perpetual 41 ถูกขับเคลื่อนด้วยกลไกคาลิเบอร์ 3230 ที่ทางแบรนด์พัฒนาขึ้นเอง ซึ่งเป็นกลไกระบบขึ้นลานอัตโนมัติผ่าน Perpetual rotor สามารถสำรองได้ราว 70 ชั่วโมง มาพร้อมระบบจักรกล Chronergy จดสิทธิบัตร ผลิตจากนิกเกิล-ฟอสฟอรัส ทำให้ทนต่อสนามแม่เหล็กได้ดี เสริมประสิทธิภาพด้วยสปริงบาลานซ์ Parachrom สีน้ำเงิน ทำจากโลหะผสมพาราแมกเนติก เพิ่มความทนทานต่อสนามแม่เหล็ก การเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิ และแรงกระแทกได้อย่างยอดเยี่ยม มาพร้อม Rolex overcoil ที่ช่วยให้การเดินของนาฬิการาบรื่น ตัวออสซิลเลเตอร์ยังติดตั้งบนระบบกันกระแทก Paraflex ที่ Rolex ออกแบบขึ้นเองเช่นกัน 

ทุกองค์ประกอบถือเป็นการแสดงความเคารพต่อนาฬิการะดับตำนานได้อย่างสมภาคภูมิ

Oyster Perpetual 36

หน้าปัดลวดลายกราฟิกตัวอักษรสีสันสดใสสื่อถึงการเฉลิมฉลองอย่างชัดเจน และทำให้รู้สึกได้ถึงความร่าเริงและบรรยากาศแห่งปาร์ตี้ในทันทีที่เห็น ซึ่งหน้าปัดลวดลาย Jubilee สีสันฉูดฉาดเคลือบเงางดงามที่ดึงดูดสายตาได้อย่างอยู่หมัดนี้ได้แรงบันดาลใจมากจากองค์ประกอบศิลป์ตามแบบฉบับ Rolex ที่เป็นมรดกสืบทอดกันมาช้านาน และเปิดตัวครั้งแรกในช่วงปลายทศวรรษ 1970s แต่ยังสามารถเดินทางมาสู่ปัจจุบันได้อย่างไม่มีตกยุค 

ถ้าสังเกตดูแล้วจะเห็นว่าลวดลายบนหน้าปัดประกอบไปด้วยสีสันหลากหลายเฉด รวมกันนับ 10 สีเลยก็ว่าได้ ซึ่งถึงแม้ทุกวันนี้เทคโนโลยีการพิมพ์จะทำให้สามารถรังสรรค์ทุกสีสันได้ตามต้องการ แต่การใช้เทคนิคการพิมพ์ระบบแพดในการแต่งแต้มสีที่ออกแบบไว้ทีละสีๆ ต้องผ่านกระบวนการซับซ้อน แม่นยำ และใช้เวลานานทีเดียวกว่าจะเสร็จสมบูรณ์กลายเป็นลวดลายสีสันคมชัดและดูมีมิติ 

ตัวเรือน Oyster Perpetual 36 รุ่นใหม่ที่โอบอุ้มหน้าปัดลวดลายสีสันอันเบิกบานนี้ไว้ทำจาก Oystersteel โลหะผสมเอกสิทธิ์เฉพาะของ Rolex ที่อยู่ในตระกูลสตีล 904L ที่มีความเงางามสูง และมีคุณสมบัติทนทานต่อการกัดกร่อนเทียบชั้นโลหะที่ใช้ในอุตสากรรมการบินและเคมี จับคู่กับสาย Oyster ที่อยู่คู่กับนาฬิกาตระกูล Oyster มาตั้งแต่ทศวรรษ 1930s มาพร้อมตัวล็อก Oysterclasp และระบบขยายสาย Easylink ที่ช่วยให้ผู้สวมใส่สามารถปรับความยาวสายได้ประมาณ 5 มม. 

Oyster Perpetual 36 รุ่นนี้ถูกขับเคลื่อนด้วยกลไกคาลิเบอร์ 3230 ที่ทางแบรนด์พัฒนาขึ้นเอง ซึ่งเป็นกลไกชุดเดียวกับที่ใช้ใน Oyster Perpetual 41 ซึ่งมั่นใจได้ในคุณสมบัติทนทานต่อแรงสั่นสะเทือน

ไม่ว่าจะออกผจญภัย หรือจะไปเฉลิมฉลองอย่างสุดเหวี่ยงที่ไหนนาฬิกา Oyster Perpetual 36 ก็พร้อมเสมอ 

Oyster Perpetual 28 – Oyster Perpetual 34


นาฬิกาทองไม่เคยตกยุค แล้วเมื่อนาฬิการุ่นอมตะอย่าง Oyster Perpetual ออกรุ่นใหม่ขนาดกะทัดรัดรับกับข้อมือสุภาพสตรี แถมยังมาในตัวเรือนทองคำ 18 กะรัต ทำให้ Oyster Perpetual รุ่นใหม่ที่มาในขนาด 28 มม. และ 34 มม. ได้รับความสนใจในทันที 

ความชำนาญด้านวัสดุทองของ Rolex นั้นเกิดจากความสามารถผลิตวัสดุอัลลอยที่มีส่วนผสมของทองที่มีคุณภาพสูง ไม่ว่าจะเป็น ไวท์โกลด์ที่ดูร่วมสมัย เยลโลว์โกลด์สีสุกปลั่ง และ Everose gold สีทองอมชมพูอบอุ่นละมุนตา โดยอัลลอยที่มีส่วนผสมของทองคำจากโรงหล่อคุณภาพสูงของ Rolex มีสัดส่วนทองคำมากถึง 750 ส่วนในพันส่วน มอบประกายแวววาวและสีสันอันเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว   

ตัวเรือนและสาย Oyster ของ Oyster Perpetual 28 มม. ทำจากทองคำ 18 กะรัต สายขัดซาติน รองรับหน้าปัดสีกรีนสโตนเคลือบเงา โทนสีทองและสีเขียวเมื่อถูกจับคู่กันทำให้นาฬิกา Oyster Perpetual รุ่นนี้เป็นดั่งตัวแทนของดีเอ็นเอความเป็น Rolex ในทุกองค์ประกอบ ส่วน Oyster Perpetual 34 มม. นั้นมาในวัสดุ Everose gold 18 กะรัต จับคู่กับหน้าปัดสีบลูสโตนเคลือบเงา ความโดดเด่นไม่ซ้ำใครของทั้งสองรุ่นอยู่ที่หลักชั่วโมงตำแหน่ง 3, 6 และ 9 นาฬิกาทำจากวัสดุหินธรรมชาติ ซึ่งนับเป็นครั้งแรกที่ Rolex เลือกใช้วัสดุชนิดนี้ในการผลิตเครื่องหมายหลักชั่วโมง 

ซึ่งการเติมรายละเอียดที่แตกต่างเล็กๆ น้อยๆ ลงไปบนหน้าปัด ถือเป็นการเพิ่มความสดใหม่ให้โมเดลที่คุ้นหน้าคุ้นตากันดี ซึ่งการใส่หลักชั่วโมงหินธรรมชาติลงไปนั้นถึงแม้จะเป็นเพียงองค์ประกอบเล็กๆ แต่ทุกกระบวนการก็ทำอย่างพิถีพิถันถี่ถ้วน โดยในรุ่น Oyster Perpetual 28 หลักชั่วโมงทั้งสามตำแหน่งทำจาก heliotrope ส่วนในรุ่น Oyster Perpetual 34 หลักชั่วโมงทำจาก dumortierite แร่ธรรมชาติสีน้ำเงินอ่อนและเข้มสลับกันเป็นริ้วลายเล็กๆ หินธรรมชาติที่นำมาใช้เป็นหลักชั่วโมงทั้งหมดถูกเจียระไนเป็นทรง ogive บนพื้นผิวด้านบน เพื่อเน้นลวดลายและสีเฉพาะตัวของหินแต่ละชิ้น และลดการสะท้อนแสง เพื่อให้ง่ายในการอ่านค่าเมื่ออยู่บนหน้าปัดสีใกล้เคียงกับตัวหิน 

ในส่วนของกลไกทั้งสองรุ่นขับเคลื่อนด้วยคาลิเบอร์ 2232 กลไกที่ Rolex พัฒนาและผลิตขึ้นเอง มาพร้อมสปริงบาลานซ์ Syloxi ทำจากซิลิคอนและจดสิทธิบัตร ตัวสปริงบาลานซ์มีรูปทรงเรขาคณิตพิเศษที่ช่วยให้การทำงานของกลไกมีความสม่ำเสมอในทุกตำแหน่ง อีกทั้งยังมีเอสเคปวีลที่ทำจากนิกเกิล-ฟอสฟอรัสแบบพาราแมกเนติก ช่วยเสริมความทนทานต่อแรงสนามแม่เหล็ก พร้อมออสซิลเลเตอร์ติดตั้งบนระบบกันกระแทก Paraflex ช่วยเพิ่มความทนทานต่อแรงกระแทก

ดังนั้น ถึงแม้จะมาในลุคหรูหราบอบบางเหมาะสำหรับสุภาพสตรี แต่คุณสมบัติความแกร่งของ Oyster Perpetual สองรุ่นนี้ไม่เป็นรองใคร

Oyster Perpetual Datejust 41

รุ่นล่าสุดมาในวัสดุ White Rolesor วัสดุเฉพาะของ Rolex ที่รังสรรค์ขึ้นจากส่วนผสมของ Oystersteel และไวท์โกลด์ หน้าปัดเคลือบแล็กเกอร์สีเขียวไล่เฉดลุ่มลึก ดูจากรูปลักษณ์ภายนอกแล้วก็ต้องบอกว่า ดูสดใหม่ในรูปแบบที่ไม่แปลกตาจนจำไม่ได้ ทั้งทางเลือกวัสดุและการจับคู่หน้าปัดน่าจะจับใจคนรักนาฬิกาและเป็นแฟนตัวยงของ Rolex ได้ไม่ยากแม้แต่น้อย 

สิ่งที่สะดุดตาตั้งแต่แรกคือหน้าปัดไล่เฉดแบบ ombré ที่ไม่ได้เห็นในโมเดลนี้มาตั้งแต่ปี 2019 ซึ่งในการสร้างเฉดสีไล่จากเข้มไปอ่อนบนหน้าปัดสีเขียวที่ดูน่าค้นหา ทำได้ด้วยการพ่นแล็คเกอร์สีดำเป็นวงซ้อนกันอย่างมีจังหวะจากจุดศูนย์กลางหน้าปัดแผ่ขยายวงออกไปรอบนอก บนหน้าปัดเฉดสีเขียว ombré มาพร้อมหลักชั่วโมงแบบ Chromalight ที่เรืองแสงสว่างชัดในที่มืด ส่วนองค์ประกอบอื่นๆ ยังคงความเป็น Datejust ในแบบที่เราคุ้นเคย ไม่ว่าจะเป็น ขอบตัวเรือนแบบ fluted และสาย Oyster ที่ติดตั้งตัวล็อก Oysterclasp และเลนส์ Cyclops ทำจากกระจกแซฟไฟร์ทนรอยขีดข่วน เคลือบสารกันสะท้อน ณ ตำแหน่ง 3 นาฬิกาที่ยังคงทำหน้าที่ขยายตัวเลขวันที่ในช่องหน้าต่างวันที่ให้ผู้สวมใส่อ่านค่าได้สะดวกยิ่งขึ้น 

ส่วนกลไกขับเคลื่อนด้วยคาลิเบอร์ 3235 สำรองพลังงานได้ 70 ชั่วโมง ที่มาพร้อมระบบจักรกล Chronergy จดสิทธิบัตร ทำจากนิกเกิล-ฟอสฟอรัส ทำให้ทนทานต่อสนามแม่เหล็กแรงสูง ติดตั้งพร้อมสปริงบาลานซ์ Parachrom สีน้ำเงิน ทำจากโลหะผสมพาราแมกเนติก ช่วยให้สามารถต้านทานสนามแม่เหล็กได้ดี พร้อมทั้งมีความเสถียรต่อการเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิ และทนต่อแรงกระแทกได้อย่างมีประสิทธิภาพ อีกทั้งยังมาพร้อม Rolex overcoil ที่ช่วยให้การทำงานของกลไกมีความสม่ำเสมอในทุกตำแหน่ง ออสซิลเลเตอร์ถูกติดตั้งบนระบบกันกระแทก Paraflex สมรรถนะสูงที่ Rolex ออกแบบขึ้น เพื่อเพิ่มความทนทานต่อแรงสั่นสะเทือนของกลไกให้ดียิ่งขึ้น

นี่จึงเป็น Datejust เวอร์ชันล่าสุดที่ถูกพัฒนามาให้พร้อมก้าวต่อไปในทุกยุคสมัย

Oyster Perpetual Yacht-Master II

การกลับมาอีกครั้งของนาฬิกาสำหรับนักแล่นเรือ ที่ไม่เพียงแต่ประสิทธิภาพสูงรอบด้าน แต่หน้าตาของ Yacht-Master นั้นเป็นนาฬิกาสปอร์ตที่ทั้งเท่และหรูหรา และเป็นตัวของตัวเองอย่างสุดขั้ว การกลับมาคราวนี้ต้องบอกว่า ดูเนี้ยบกว่าเดิม แต่ในขณะเดียวกันก็ดูเท่กินขาดจนไม่อาจละสายตาได้ 

Yacht-Master II กลับมาในตัวเรือน Oystersteel หรือเยลโลว์โกลด์ 18 กะรัต ตัวเรือนกลางที่มีด้านข้างโค้งมนได้รับการออกแบบใหม่ทั้งหมด ให้รูปลักษณ์ที่ดูเพรียวเนี้ยบกว่าเดิม มาพร้อมขอบตัวเรือนแบบหมุนได้สองทิศทางทำจาก Cerachrom สีน้ำเงิน พร้อมสเกล 60 นาที 

ส่วนที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างเห็นได้ชัดคือการแสดงค่าต่างๆ บนหน้าปัด โดยเฉพาะฟังก์ชันนับถอยหลังที่ถูกออกแบบใหม่ เพื่อให้มองเห็นได้ชัดเจนและใช้งานได้สะดวกกว่าเดิม โดยสเกลนับถอยหลังถูกย้ายไปอยู่บนขอบด้านใน ภายในสเกลประกอบไปด้วยหลักตัวเลขตั้งแต่ 10 – 0 นาที และแสดงครึ่งนาทีด้วยสัญลักษณ์รูปสามเหลี่ยม สำหรับในรุ่น Oystersteel เครื่องหมายเหล่านี้เป็นสีแดง รับกับเข็มที่ใช้สำหรับนับถอยหลัง ส่วนการตั้งค่าและควบคุมฟังก์ชันจะทำผ่านปุ่มกดด้านข้างทั้งสองปุ่มเท่านั้น ทำให้ได้หน้าปัดที่ดูสะอาดตา อ่านค่าต่างๆ ได้ง่ายขึ้น แม้กระทั่งผืนหน้าปัดก็ยังถูกออกแบบให้เอื้อต่อการอ่านค่าเป็นจุดประสงค์หลัก หน้าปัดของ Yacht-Master II จึงถูกเคลือบแล็กเกอร์สีขาวแบบใหม่ที่มาในพื้นผิวแมตต์ เพื่อลดการสะท้อนแสง และติดตั้งหลักชั่วโมงแบบ applique ตามแบบฉบับของนาฬิกาในกลุ่ม Professional ของ Rolex

ขับเคลื่อนด้วยคาลิเบอร์ 4162 กลไกโครโนกราฟที่ Rolex พัฒนาและผลิตขึ้นเองทั้งหมด และเพิ่งเปิดตัวสดๆ ร้อนๆ ในปีนี้และเลือกใช้เฉพาะในรุ่นนี้เท่านั้น มาพร้อมฟังก์ชันนับถอยหลังที่ทำงานด้วยกลไกโครโนกราฟที่มาพร้อมคอลัมน์วีล และคลัตช์แนวตั้งที่สามารถจับเวลาได้อย่างแม่นยำ ด้านการตกแต่งก็ทำอย่างพิถีพิถันในทุกชิ้นส่วน โดยเฉพาะสะพานจักร ประดับลาย Rolex Côtes de Genève ซึ่งแตกต่างจากลาย Côtes de Genève แบบดั้งเดิม รวมถึงโรเตอร์แบบเจาะโครงโปร่ง ที่ช่วยเสริมทั้งความงามและประสิทธิภาพในการขึ้นลาน

Yacht-Master II จึงเป็นการปรับโฉมใหม่ที่ผ่านการคิดในเชิงดีไซน์และฟังก์ชันให้สัมพันธ์กันได้อย่างลงตัวที่สุด

Oyster Perpetual Cosmograph Daytona 

อีกหนึ่งสุดหล่อสายสปอร์ตกลับมาทวงบัลลังก์บนสนามประชันความเร็วอีกครั้ง หลังจากสร้างตำนานแห่งความเร็วและแรงมาตั้งแต่ปี 1963 คราวนี้กลับมาในตัวเรือนโรลเซียม อัลลอยที่มีส่วนผสมระหว่่าง Oystersteel และแพลตินัม กันน้ำได้ 100 เมตร พร้อมขอบตัวเรือน Cerachrom ทำจากเซรามิกสีแอนทราไซต์ผสมสเตนคาร์ไบด์ ล้อมขอบด้วยแพลตินัม ตัดกับหน้าปัดสีขาวเคลือบอีนาเมลเงางาม สเกลวัดความเร็วบนขอบตัวเรือนดีไซน์ใหม่จัดวางตัวเลขในแนวนอนรูปแบบเดียวกับ Cosmograph Daytona รุ่นแรก โดยเลือกใช้ดีไซน์ตัวเลขที่ดูเรียบง่ายสะอาดตา ประกอบกับการจัดวางในแนวใหม่ทำให้อ่านค่าได้ง่ายขึ้นเช่นกัน

ฝาหลังที่มีขอบลายร่องละเอียดถูกผนึกอย่างแน่นหนาด้วยเครื่องมือเฉพาะของช่างนาฬิกาที่ได้รับการรับรองเม็ดมะยม Triplock มาพร้อมระบบกันน้ำสามชั้น และได้รับการปกป้องด้วย crown guard ในตัว ทำให้มั่นใจได้ว่าไม่มีน้ำหรือความชื้นเล็ดรอดเข้ามาได้แน่ ฝาหลังคริสตัลแซฟไฟร์ใสยังเผยให้เห็นกลไกคาลิเบอร์ 4131 กลไกโครโนกราฟที่ทางแบรนด์พัฒนาขึ้นเอง มาพร้อมฟังก์ชันโครโนกราฟที่ออกแบบให้มีจำนวนชิ้นส่วนน้อยลง ติดตั้งมากับระบบคอลัมน์วีล และคลัตช์แนวตั้ง ช่วยให้จับเวลาได้อย่างฉับพลันและแม่นยำสูง ชิ้นส่วนกลไกตกแต่งอย่างงดงามด้วยสะพานจักรตกแต่งลาย Rolex Côtes de Genève โรเตอร์แบบเจาะโครงโปร่งทำจากเยลโลว์โกลด์สุกปลั่ง นอกจากงดงามและทรงประสิทธิภาพยังสามารถสำรองพลังงานได้ 72 ชั่วโมง

นี่น่าจะเป็นฮีโร่คนใหม่ในสนามประลองความเร็วและวงการนาฬิกาเป็นแน่แท้ 

Oyster Perpetual Day-Date 40

เป็นที่น่าตื่นเต้นอีกครั้งเมื่อ Rolex เลือกที่จะเปิดตัววัสดุทองคำ 18 กะรัตชนิดใหม่ในรุ่น Oyster Perpetual Day-Date 40 นั่นก็คือ Jubilee Gold โลหะผสมที่โดดเด่นด้วยเฉดสีอันซับซ้อนและสะท้อนประกายแตกต่างจากวัสดุทองชนิดอื่น ประกายทองอ่อนๆ ของ Jubilee Gold มีทั้งความอ่อนโยนในโทนสีกุหลาบ และความเยือกเย็นในโทนสีเทาหลอมรวมกันอยู่ กลายเป็นเฉดสีทองอ่อนๆ ที่นุ่มนวล ไม่โอ้อวดตัวตน 

ตัวเรือน Jubilee Gold มาพร้อมขอบแบบ fluted จับคู่กับสาย President ที่มีตัวล็อกซ่อน Crownclasp ทำจากวัสดุเดียวกัน และสิ่งที่ทำให้วัสดุ Jubilee Gold ยิ่งงดงามชวนมอง คือการจับคู่กับหน้าปัดอเวนจูรีนสีเขียวอ่อนส่องประกายระยิบระยับ ทั้งสองวัสดุต่างขับประกายซึ่งกันและกันให้ได้ฉายเสน่ห์ในแบบของตัวเอง ประกายเจิดจรัสของหน้าปัดกรีนอเวนจูรีนยังถูกยกระดับให้เฉิดฉายด้วยหลักชั่วโมงเพชรทรงบาแก็ตตจำนวน 10 เม็ด เบื้องหลังความงามของวัสดุที่เผยโฉมเป็นครั้งแรก ขับเคลื่อนด้วยคาลิเบอร์ 3255 ที่พัฒนาและผลิตขึ้นโดย Rolex สำรองพลังงานได้ 70 ชั่วโมง  จัดว่าเป็น Day-Date รุ่นที่มีเสน่ห์เฉพาะตัว ดูหรูหราแบบไม่เรียกร้องความสนใจ น่าจะดึงดูดใจทั้งนักสะสมรุ่นเก๋าและรุ่นใหม่ได้เป็นอย่างดี

นาฬิการุ่นใหม่ของ Rolex ในปี 2026 นี้ยังผ่านการรับรอง Superlative Chronometer ที่ได้รับการยกระดับให้เข้มงวดมากยิ่งขึ้น ด้วยการเพิ่มเกณฑ์การทดสอบใหม่อีกสามด้าน ได้แก่ ความทนทานต่อสนามแม่เหล็ก ความน่าเชื่อถือ และความยั่งยืน ใครที่ได้เป็นเจ้าของกล่องซีลตราประทับสีเขียวในปีนี้จึงเหมือนได้ครอบครองสัญลักษณ์แห่งความเป็นเลิศและใส่ใจต่อโลก

อ่านบทความเพิ่มเติมได้ที่:

Oyster Perpetual Datejust บันทึกแห่งความเชี่ยวชาญเหนือกาลเวลา

สัปดาห์ยนตรกรรมแห่ง Monterey การเฉลิมฉลองยานยนต์ที่ผสานความคลาสสิกและนวัตกรรม

The Revolutionary List: 26 ผู้นำที่สร้างแรงบันดาลใจ – ฌอง-เฟรเดริก ดูฟูร์ (Jean-Frédéric Dufour)

Share post:

More like this

Roger Dubuis ในงาน Watches & Wonders 2026: เมื่อดาราศาสตร์บรรจบกับศิลปะแห่งเรือนเวลาชั้นสูง

เมื่อตำนานเรื่องเล่าอมตะได้ออกสู่ห้วงอวกาศอันไกลโพ้น ในโลกของนาฬิกาหรูที่เต็มไปด้วยความท้าทายในการสร้างสรรค์ Roger Dubuis ยังคงตอกย้ำสถานะความเป็นผู้นำด้าน Hyper Horology™ อีกครั้งในงาน Watches &...

Panerai ในงาน Watches & Wonders 2026: ผสานมรดกทางทหารเข้ากับนวัตกรรมเรือนเวลา

เผยโฉมคอลเลกชันใหม่ในงาน Watches & Wonders 2026 ตอกย้ำเอกลักษณ์แห่งนาฬิกาทหารเรือ ในงาน Watches & Wonders...

IWC Schaffhausen ในงาน Watches & Wonders 2026: จากเซรามิกเรืองแสงสู่เรือนเวลาเพื่อการสำรวจอวกาศยุคใหม่

เฉลิมฉลองแด่ความก้าวหน้าของวัสดุศาสตร์ มรดกทางวัฒนธรรม และการบุกเบิกพรหมแดนใหม่ ๆ แห่งโลกนาฬิกา ในงาน Watches & Wonders 2026...

Laurent Ferrier เปิดตัว Sport Traveller Slate Grey ในงาน W&W 2026 นำเสนอฟังก์ชัน Dual Time ที่ปรับง่ายผ่านปุ่มกด

Laurent Ferrier เปิดตัว Sport Traveller Slate Grey ในงาน W&W 2026 นำเสนอฟังก์ชัน Dual Time ที่ปรับง่ายผ่านปุ่มกด ในตัวเรือนไทเทเนียมทรง Pebble สุดคลาสสิก พร้อมกลไกไมโครโรเตอร์แพลทินัม