การบรรจบของ Benoît Mintiens และ Marc Newson สร้างสุดยอดนาฬิกาดีไซน์ไร้เม็ดมะยม
WORDS: Tracey Llewellyn . Dec 4, 2025
แปลและเรียบเรียงโดย: Chakhriya. S
Benoît Mintiens จับมือกับ Marc Newson เพื่อสร้างสรรค์ TYPE 3 MN ซึ่งเป็นวิวัฒนาการที่ละเมียดละไมของนาฬิกาไอคอนิกที่บรรจุน้ำมัน (oil-filled) อันทันสมัยของ Ressence และเป็นจุดบรรจบกันของปรัชญาการออกแบบที่แตกต่างกันสองแขนง
การร่วมมือบางครั้งก็ดูสมเหตุสมผลบนหน้ากระดาษตามกลยุทธ์ แต่บางครั้งก็ให้ความรู้สึกที่ลงตัวในทันทีและโดยสัญชาตญาณ ยกตัวอย่างเช่น การรวมตัวกันของ Benoît Mintiens ผู้ก่อตั้ง Ressence และ Marc Newson นักออกแบบอุตสาหกรรม นั้นจัดอยู่ในกลุ่มหลังอย่างชัดเจน ไม่ใช่เพราะทั้งสองคนมีคาแรคเตอร์หรือสุนทรียภาพร่วมกัน แต่เป็นเพราะต่างฝ่ายต่างใช้ชีวิตการทำงานเพื่อตั้งคำถามว่าวัตถุต่าง ๆ มีพฤติกรรมอย่างไร ถูกรับรู้อย่างไร และการออกแบบจะสามารถปฏิวัติวิธีที่เราทำความเข้าใจโลกได้อย่างสมบูรณ์แบบได้อย่างไร
Mintiens เข้าสู่วงการนาฬิกาโดยไม่ได้ผ่านการฝึกฝนในฐานะช่างทำนาฬิกาตามธรรมเนียม เขาได้รับการฝึกฝนในฐานะนักออกแบบอุตสาหกรรม โดยใช้ช่วงต้นของอาชีพในการพิจารณาเรื่องปฏิสัมพันธ์ของผู้ใช้ (user interaction) หลักสรีรศาสตร์ (ergonomics) และความชัดเจนของกลไก เมื่อเขาก่อตั้ง Ressence ในปี 2010 ข้อเสนอของเขาช่างเรียบง่ายอย่างน่าทึ่ง หากคุณตัดธรรมเนียมปฏิบัติของการทำนาฬิกาแบบดั้งเดิมออกไป และมองนาฬิกาในฐานะวัตถุที่ถูกออกแบบ (designed object) แทนที่จะเป็นเพียงภาชนะบรรจุของกฎที่สืบทอดมา จะมีทางออกใหม่ ๆ ใดบ้างที่เกิดขึ้น?
คำตอบในช่วงหลายปีแรกนั้นคือ วิธีการแสดงเวลาแบบใหม่ เข็มนาฬิกาถูกแทนที่ด้วยแผ่นดิสก์โคจร (orbital disks); ความลึกถูกทำให้เป็นกลางผ่านช่องบรรจุน้ำมันซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของแบรนด์ในปัจจุบัน เม็ดมะยมหายไป และข้อมูลการบอกเวลาก็ลอยอยู่ใต้กระจกในลักษณะที่แทบจะท้าทายขนบธรรมเนียมการทำนาฬิกา นาฬิกา Ressence เป็นงานออกแบบยุคหลังสมัยใหม่ (postmodern) โดยไม่ได้พยายามเอาใจกฎเกณฑ์ที่กำหนดไว้ล่วงหน้าใด ๆ ในประเภทนั้น ๆ พวกมันเป็นวัตถุที่ให้ความสำคัญกับฟังก์ชันการใช้งานเป็นอันดับแรก และถือว่ากลไกเป็นเพียงเครื่องมือ ไม่ใช่จุดจบ

ในช่วงของนาฬิกาตระกูล TYPE 1, TYPE 3 และ TYPE 5 ได้มีการพัฒนารูปแบบภาษาทางภาพขึ้นมา นาฬิกาเหล่านี้สามารถอ่านค่าได้อย่างชัดเจน ถูกลดทอนให้เหลือแต่สิ่งจำเป็น และถูกสร้างสรรค์ขึ้นด้วยความใส่ใจในหลักสรีรศาสตร์อย่างถึงขีดสุด ไม่มีองค์ประกอบใดที่เน้นการตกแต่งเพียงอย่างเดียว แต่นาฬิกาเหล่านี้ก็ห่างไกลจากความเรียบง่ายจนเกินไป ในขณะที่ภาพจำของวงการนาฬิกาถูกขับเคลื่อนด้วยความคิดถึงอดีตมากขึ้นเรื่อย ๆ Ressence กลับยืนหยัดที่จะปฏิเสธแนวคิดดังกล่าว
ในขณะที่ Mintiens กำลังสร้างเอกลักษณ์นี้ขึ้นมา Marc Newson ก็เป็นผู้ทรงอิทธิพลอย่างมากในโลกของการออกแบบอุตสาหกรรมอยู่แล้ว และได้มีส่วนร่วมในโครงการการประดิษฐ์นาฬิกาที่ประสบความสำเร็จอย่างสูงมากมาย ผลงานของเขาสำหรับแบรนด์ Ikepod ในทศวรรษ 1990 ได้นำเสนอมิติที่แปลกใหม่สำหรับยุคนั้น ด้วยตัวเรือนวงรีที่อ่อนโยนและสีสันที่กล้าหาญ เขาเข้าหานาฬิกาในฐานะวัตถุสามมิติที่มีวัตถุประสงค์ที่ขยายออกไปนอกเหนือจากสิ่งที่เห็นได้ชัด ซึ่งคล้ายคลึงกับผลงานก่อนหน้าของเขาที่เกี่ยวข้องกับการออกแบบเฟอร์นิเจอร์ การออกแบบทางทะเล เครื่องประดับ และการตกแต่งภายในเครื่องบิน
สัญชาตญาณดังกล่าวได้ดำเนินต่อไปยังโครงการในภายหลัง อย่างเช่น Atmos 561 แบบโปร่งใสของเขาสำหรับ Jaeger-LeCoultre ซึ่งเป็นการลดทอนไอคอนิกทางกลไกให้เหลือเพียงองค์ประกอบที่จำเป็นที่สุด หรือผลงานของเขากับ Apple ที่ได้นำความรู้สึกใหม่มาสู่ข้อมือ การหลอมรวมอินเทอร์เฟซเข้ากับตัววัตถุ การใช้สีเพื่อชี้นำพฤติกรรม และการนำความเรียบง่ายมาใช้ด้วยวินัยอันยิ่งใหญ่

เมื่อ Mintiens และ Newson เริ่มพูดคุยเกี่ยวกับโครงการร่วมกัน ความเชื่อมโยงของพวกเขาไม่ได้อยู่ที่สไตล์ แต่อยู่ที่ “วิธีการเข้าถึง” นักออกแบบทั้งสองคนให้ความสำคัญอย่างยิ่งต่อความชัดเจนและประสบการณ์ของผู้ใช้ และทั้งคู่ต่างก็ได้รับแรงดึงดูดจากแนวคิดที่ว่า การออกแบบ เมื่อถูกดำเนินการอย่างถูกต้องแล้ว ควรให้ความรู้สึกที่เป็นธรรมชาติมากกว่าถูกบังคับ
ในการสนทนาระยะแรก ๆ นั้นเองที่ Mintiens เข้าใจเป็นครั้งแรกว่า Newson เข้าใจปรัชญาของ Ressence อย่างลึกซึ้งเพียงใด
"เมื่อ Marc บอกผมว่าสิ่งนี้จะนำพาการออกแบบดั้งเดิมของเขาไปสู่จุดที่เขาต้องการเสมอ การมองนาฬิกา เมื่อมันพร้อมแล้ว จะทำให้คุณประทับใจในความชัดเจนและความทันสมัยของมัน The Pebble ไม่ได้ให้ความรู้สึกเหมือนการรวมกันของเหล็กครึ่งหนึ่งกับกระจกครึ่งหนึ่งพร้อมหน้าปัดเว้า แต่มันให้ความรู้สึกสมบูรณ์ในชิ้นเดียว ในความเป็นเอกภาพเดียว และตรรกะเดียว"
ดังนั้น นาฬิกาที่ได้ออกมา ซึ่งก็คือ TYPE 3 MN แทนที่จะเป็นการชนกันของสองอัตลักษณ์ กลับกลายเป็นการจัดแนวทางที่ขนานกันสองเส้นให้มาบรรจบกัน โดยแก่นแท้แล้ว มันยังคงเป็น Ressence อย่างไม่มีข้อสงสัย นาฬิกาที่ถูกนิยามด้วยช่องบรรจุน้ำมันด้านบน แผ่นดิสก์ที่ขับเคลื่อนด้วยแม่เหล็ก และโมดูล ROCS ที่ยังคงแสดงเวลาในฐานะกลุ่มดาวของการหมุนข้อมูล การแสดงผลแบบลอยตัวของมันยังคงรักษาความบริสุทธิ์แบบเดียวกับที่ได้นิยาม TYPE 3 ขึ้นใหม่เมื่อเปิดตัวในปี 2013

แต่โปรเจกต์นี้ต้องอาศัยการตัดสินใจว่า อะไรใน “จักรวาลของ Ressence” สามารถตีความใหม่ได้ และอะไรที่ต้องคงไว้เป็นแก่นหลัก Mintiens อธิบายว่า
“จากประสบการณ์ที่ผมทำงานร่วมกับคอลแลบพิเศษต่าง ๆ ผมเรียนรู้ที่จะมองออกว่าใครมีแนวทางที่สอดคล้องกับสิ่งที่เราต้องการ ทั้งในเชิงปรัชญาและเชิงเทคนิค… วันนี้เมื่อแบรนด์มีความมั่นใจมากขึ้น ผมสามารถเล่นสนุกกับกระบวนการนี้ได้อย่างอิสระ ผมแทบจะให้ carte blanche เต็มที่ แล้วเราค่อยปรับให้เหมาะสมสำหรับการผลิตจริงในภายหลัง”
ความร่วมมือของ Newson จึงมองเห็นได้ชัดเจน ตัวเรือนให้สัมผัสที่นุ่มนวลขึ้น ทั้งตอนอยู่บนข้อมือและเมื่อถือไว้ในมือ เฉดเซลาดอนและสีเทาบนหน้าปัดที่แต่งด้วยเหลืองเพียงเล็กน้อย ทำให้เกิดบรรยากาศสงบ เรียบ เนียน ด้านชุดเข็มทรงประติมากรรมเป็นการส่งสัญญะถึง Ikepod อย่างแยบยลโดยไม่ย้อนยุคจนเกินไป ทั้งเรือนให้ความรู้สึกเหมือนถูก “ทบทวนใหม่ทั้งระบบ” มากกว่าจะเป็นการออกแบบใหม่เฉย ๆ

หนึ่งในจุดที่ Newson เห็นแล้วปรับทันทีคือ “รูปทรงภายนอก” โดยเฉพาะจังหวะที่ตัวเรือนไหลเข้าสู่หน้าปัด Mintiens เล่าว่า
“เขาสอนผมสิ่งหนึ่งที่น่าสนใจมาก… เส้นโค้งมีนิยามได้สองแบบ คือใช้ ‘รัศมี (radii)’ หรือใช้ ‘สไพลน์ (splines)’… แล้ว Marc ก็ทำให้ผมรู้ว่า สไพลน์สะท้อนแสงได้เป็นธรรมชาติมากกว่ารัศมีเยอะ ก่อนหน้านี้ผมออกแบบด้วยรัศมีตลอดเพราะมันกำหนดง่ายในกระบวนการผลิต”
ทั้งเรื่องสีและรูปทรงก็เผยแง่มุมใหม่เมื่อมองผ่านสายตาของ Newson เช่นกัน
“ตอนผมเห็น T3MN ที่เสร็จสมบูรณ์ครั้งแรก ผมรู้สึกตื่นเต้นเหมือนตอนที่ทำโปรโตไทป์ Type 3 รุ่นแรกเมื่อปี 2012… เหมือนเจอกับกระบวนทัศน์ใหม่จากอีกห้วงเวลา”
แม้การร่วมงานระหว่างดีไซเนอร์โดยทั่วไปจะมาพร้อมแรงเสียดทานเชิงครีเอทีฟ แต่ครั้งนี้กลับราบรื่นผิดคาด
“อัตตาของนักออกแบบมักใหญ่เกินกว่าจะอยู่ร่วมในห้องเดียวกันได้” Mintiens กล่าวติดตลก “ขอโทษที่ไม่ดราม่านะครับ แต่งานนี้มันลื่นไหลมาก… ไม่มีอะไรพังทลายเลย ตรงกันข้ามด้วยซ้ำ”
ความกลมกลืนนั้นยิ่งชัดขึ้นด้วยสัญชาตญาณร่วมกันเรื่อง “การทำให้เรียบง่าย” ซึ่งเป็นหัวใจของ Ressence
“คำนี้ใช้ได้จริงในอุตสาหกรรมนาฬิกาชั้นสูงเท่านั้น เพราะมันตรงข้ามกับแนวคิดเรื่อง ‘complications’ และการทำให้เรียบง่ายเป็นดีเอ็นเอที่ฝังอยู่ในสมองของ Marc อยู่แล้ว”
เมื่อมองผลงานที่เสร็จสมบูรณ์ การหลอมรวมของสองมุมมองจึงเห็นได้ชัด
“จุดที่ชัดที่สุดคือการไหลจากตัวเรือนสู่หน้าปัด มันให้ความรู้สึกเหมือนหน้าปัดถูก ‘พิมพ์’ ลงบนตัวเรือน เพิ่มเอฟเฟกต์แบบก้อนกรวด (pebble effect) ด้วยชั้นน้ำมัน ทำให้วัสดุกลายเป็นข้อมูลอย่างแนบแน่น”

และหากต้องสรุปว่าอะไรคือสิ่งที่ทำให้ TYPE 3 MN แตกต่างอย่างแท้จริง Mintiens ก็ให้คำตอบได้แบบไม่ต้องคิดนาน “1+1=3” มันไม่ใช่การนำความสวยงามของดีไซเนอร์คนหนึ่งมาวางซ้อนกับงานของอีกคน แต่ในแบบฉบับของคอลลาบที่แท้จริง มันคือการ “ตีกรอบใหม่” ให้กับเรือนคลาสสิกยุคใหม่ โดยยังคงยึดหลักสำคัญที่ Mintiens วางไว้ตั้งแต่แรก ความเรียบง่าย ความชัดเจนในการอ่านเวลา และการสวมใส่ที่เป็นธรรมชาติ พร้อมเติมความประณีตที่เกิดจากประสบการณ์ของ Newson ในการสร้างเส้นสายแบบทรงรีที่เป็นเอกลักษณ์


ไม่มีอะไรที่ทำให้เรื่องราวของ Ressence หลุดทิศทางไปเลย TYPE 3 MN ยังคงยืนอยู่ในสายเลือดของแบรนด์อย่างแนบสนิท พร้อมเอกลักษณ์สำคัญอย่าง “ตัวเรือนไร้เม็ดมะยม” และระบบควบคุมผ่านฝาหลังแบบสัมผัส แต่ในขณะเดียวกัน มันกลับรู้สึกเหมือนเป็นเวอร์ชันที่สุกงอมและกลมกล่อมที่สุดของแนวคิดนี้ตั้งแต่เคยมีมา
และบางทีนี่อาจเป็นความหมายสำคัญของความร่วมมือครั้งนี้ ให้เห็นว่าการที่ดีไซเนอร์สองคนมารวมมุมมองกันเพื่อมอง “สิ่งเดิม” ใหม่อีกครั้ง สามารถสร้างอะไรได้บ้าง นี่คือการคอลแลบที่เคารพความบริสุทธิ์ของดีไซน์ต้นแบบ พร้อมเปิดพื้นที่ให้เสียงของอีกคนก้องขึ้นอย่างพอดี ผลลัพธ์จึงไม่ใช่สิ่งหวือหวาเอาใจสื่อ แต่คือวิวัฒนาการอย่างมีความคิดของหนึ่งในคอนเซ็ปต์นาฬิกาที่น่าสนใจที่สุดในยุคมิลเลนเนียมใหม่

ข้อมูลทางเทคนิค Ressence Type 3 MN (Marc Newson Edition)
- กลไก: ROCS 3.6 รุ่นจดสิทธิบัตร ขับเคลื่อนด้วยแกนเข็มนาทีของเครื่องอัตโนมัติแบบคัสตอม พร้อมระบบส่งกำลังแม่เหล็ก ชุดบาลานซ์แรงดันน้ำมัน (bellows) การตั้งเวลาและขึ้นลานผ่านฝาหลัง พลังงานสำรอง 36 ชม. ความถี่ 28,800 ครั้ง/ชม. ใช้ 47 jewels เฟือง 44 ชิ้น และลูกปืน 4 จุด
- ฟังก์ชัน: ชั่วโมง / นาที / เข็มวินาทีแบบ 180 วินาที, วัน, วันที่, ตัวบ่งชี้อุณหภูมิน้ำมัน
- ตัวเรือน: ไทเทเนียมเกรด 5 แบ่งเป็น 2 ห้องปิดผนึก มีน้ำมัน 4.15 มล. ในห้องบน กระจกแซฟไฟร์ทรงโดมสองชั้น เคลือบกันสะท้อนด้านใน ฝาหลังไทเทเนียม ขนาด 45 มม. หนา 15 มม. กันน้ำ 1 ATM
- หน้าปัด: ไทเทเนียมเกรด 5 แบบดิสก์นูน พร้อมดาวเทียมหมุนสองแกน (องศา: 3°, 4.75°, 6.25°) ตัวอักษรแบบสลัก เติม Super-LumiNova ระดับ A สีฟ้าและเขียว
- สาย: สายยางสังเคราะห์ พร้อมหัวเข็มขัดไทเทเนียมแบบ ardillon
- จำนวนผลิต / การวางจำหน่าย: ลิมิเต็ด 80 เรือน วางจำหน่าย 4 ธันวาคม 2025 ผ่าน e-shop ของ Ressence และตัวแทนจำหน่ายที่ร่วมรายการ
อ่านบทความเพิ่มเติมได้ที่:
Past/Present/Future บทสนทนาว่าด้วยอดีต ปัจจุบัน และอนาคตของ URWERK
Wrist Check: BOUCHERON Winter Wonderland ส่องนาฬิกาของเหล่าแอมบาสเดอร์ ในแคมเปญพิเศษ
Making Time: การสร้างสรรค์เวลาจากโรงงาน La Fabrique du Temps Louis Vuitton

