Ferdinand Berthoud เปิดตัวนาฬิกาเรือนใหม่ในชื่อ Naissance d’une Montre 3

Date:

Ferdinand Berthoud ฉลองทศวรรษด้วยโครโนมิเตอร์ที่ทำด้วยมือ ซึ่งฟื้นคืนงานฝีมือแห่งศตวรรษที่ 18

WORDS: Cheryl Chia | Sep 4, 2025 
แปลและเรียบเรียงโดย: Chakhriya. S

นาฬิการุ่นนี้คือโครโนมิเตอร์ที่ประกอบด้วยมือล้วนๆ ทั้งระบบขับเคลื่อนแบบ chain-and-fusée (โซ่และฟูเซ่) และ Breguet stopwork (กลไกหยุดของเบรเกต์) นอกจากนี้ยังโดดเด่นด้วย bimetallic compensation Guillaume balance wheel (วงล้อปรับสมดุลแบบกิโยมที่ใช้โลหะสองชนิด) อีกด้วย

  • เนื่องในโอกาสครบรอบ 10 ปี แบรนด์นาฬิกา Ferdinand Berthoud ได้เปิดตัวนาฬิกาโครโนมิเตอร์รุ่น Naissance d’une Montre 3 ที่ผลิตด้วยมือทั้งหมด โดดเด่นด้วยกลไกอันซับซ้อน เช่น chain-and-fusée และ Breguet stopwork รวมถึง bimetallic compensation balance wheel
  • นาฬิการุ่นนี้ใช้เวลาสร้างสรรค์กว่า 11,000 ชั่วโมง โดยกลไกแต่ละเรือนประกอบด้วยชิ้นส่วนทั้งหมด 747 ชิ้น ซึ่งในจำนวนนี้เป็นส่วนของโซ่ถึง 477 ชิ้น
  • มีการผลิตนาฬิกา Naissance d’une Montre 3 เพียงแค่ 11 เรือนเท่านั้น โดยแบ่งเป็นตัวเรือนทองคำ 18k  เพียง 10 เรือน และตัวเรือนสแตนเลสสตีลอีก 1 เรือน

Naissance d’une Montre 3: โครงการอนุรักษ์งานหัตถศิลป์ชั้นสูง

ในโลกแห่งการผลิตนาฬิกา มีบางโปรเจกต์ที่ยากจะจัดให้อยู่ในหมวดหมู่ของ “สินค้านาฬิกาออกใหม่” หรือ “ผลิตภัณฑ์” ทั่วไป และ Naissance d’une Montre 3 คือหนึ่งในนั้น นาฬิการุ่นนี้คือบทที่สามของเรื่องราวที่เริ่มต้นขึ้นเมื่อกว่าสิบปีที่แล้วโดย Time Æon Foundation ซึ่งเป็นองค์กรที่ตั้งคำถามสำคัญว่า “จะเป็นอย่างไรหากเราสร้างโครโนมิเตอร์ขึ้นมาในยุคปัจจุบัน โดยใช้วิธีที่แฟร์ดิน็อง แบร์ตู เองจะจดจำได้” นั่นคือการสร้างด้วยมือทั้งหมด โดยไม่พึ่งพาเครื่องจักร CNC (เครื่องจักรควบคุมด้วยคอมพิวเตอร์) และอยู่ภายใต้การดูแลของผู้เชี่ยวชาญที่อุทิศชีวิตเพื่ออนุรักษ์งานฝีมือที่ใกล้จะสูญหายให้คงอยู่ต่อไป

นี่คือคำตอบที่ได้ หลังจากทำงานมานานถึง 6 ปี ภายใต้ Chronométrie Ferdinand Berthoud และ Chopard group นั่นคือ นาฬิกาที่สร้างขึ้นตามมาตรฐานของ พ็อกเก็ตโครโนมิเตอร์ ที่ผลิตด้วยมืออย่างประณีตในศตวรรษที่ 18 หรือ 19

นาฬิกาเรือนนี้ผสมผสานงานฝีมือดั้งเดิมเข้ากับโซลูชันที่เคยใช้ในการบอกเวลาอย่างแม่นยำ โดยประกอบด้วยกลไก fusée-and-chain (โซ่และฟูเซ่) Breguet stop work (กลไกหยุดของเบรเกต์) และ bimetallic compensation balance wheel (วงล้อปรับสมดุลแบบไบเมทัลลิก) ทั้งกลไกและการออกแบบของนาฬิกาได้แรงบันดาลใจจากนาฬิกา Montre Astronomique No. 3 ที่ Jean Martin สร้างให้ Ferdinand Berthoud เมื่อปี 1806

หากต้องการชมภาพกลไกอย่างละเอียด สามารถดูได้จากบทวิเคราะห์และภาพถ่ายที่ยอดเยี่ยมของ The Naked Watchmaker โครงการนาฬิกาซีรีส์ Naissance d’une Montre นั้นยังเป็นเหมือนสารานุกรมที่รวบรวมความรู้ด้านการผลิตนาฬิกาที่เกือบจะสูญหายไปแล้ว

เมื่อ Time Æon Foundation ก่อตั้งขึ้นในปี 2005 โดย Philippe Dufour, Robert Greubel และ Stephen Forsey ผู้ก่อตั้งรู้สึกกังวลว่าความรู้ในการสร้างนาฬิกาด้วยมือทั้งหมดกำลังจะสูญสิ้นไป ไม่ว่าจะเป็นการตัดวงล้อ การขัดเฟือง หรือการเผาเหล็กให้เป็นสีน้ำเงิน ด้วยเหตุนี้จึงเกิดแนวคิดที่เรียบง่ายแต่ท้าทายขึ้นมา นั่นคือการนำงานฝีมือเหล่านี้กลับมาใช้จริงและบันทึกเป็นเอกสารเพื่อให้ผู้อื่นได้เรียนรู้ นี่คือจุดเริ่มต้นของซีรีส์ “การถือกำเนิดของนาฬิกา” (Naissance d’une Montre) ซึ่งแต่ละรุ่นคือการทดลองสร้างนาฬิกาที่สมบูรณ์แบบจากวัตถุดิบตั้งแต่ต้น โดยไม่ใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่เข้าช่วยเลย

  • โปรเจกต์แรกทำร่วมกับ Michel Boulanger ครูสอนหนังสือที่ผันตัวมาเป็นนักเรียนของ Dufour และ Greubel Forsey หลังจากทำงานร่วมกันนาน 6 ปี ก็ได้นาฬิกาทูร์บิญองออกมา ซึ่งถูกขายในการประมูลที่ Christie’s เมื่อปี 2016 ในราคากว่า 1 ล้านเหรียญสหรัฐ
  • โปรเจกต์ที่สอง ดำเนินการโดย Dominique Buser และ Cyrano Devanthey จาก Oscillon ร่วมกับ Greubel Forsey และ Urwerk โดยสร้างสรรค์นาฬิกาที่มีกลไก constant-force ที่ไม่เหมือนใคร และถูกนำไปประมูลในปี 2023

สำหรับบทที่สามนี้ การทดลองย้ายมาที่ Chronométrie Ferdinand Berthoud โดยมี Karl-Friedrich Scheufele และช่างฝีมือผู้เชี่ยวชาญกว่า 80 คนจาก Chopard group มารับช่วงต่อความท้าทายนี้

เพื่อสร้างสรรค์ Naissance d’une Montre 3 ทีมงานในเมือง Fleurier ได้จัดสรรพื้นที่พิเศษในโรงงาน และนำเครื่องมือจากยุคเก่าเข้ามาตั้งแทนที่เครื่องจักร CNC ทันสมัย ซึ่งต้องใช้เวลาหลายเดือนในการกำหนดวิธีการผลิตชิ้นส่วนแต่ละชิ้น รวมถึงทำความคุ้นเคยกับเครื่องมือเก่าๆ เหล่านั้นเสียก่อน และเมื่อเชี่ยวชาญแล้วเท่านั้น จึงจะสามารถเริ่มผลิตชิ้นส่วนที่ได้มาตรฐานความเที่ยงตรงและคุณภาพสูงตามที่โปรเจกต์กำหนดไว้ได้

กระบวนการผลิตแบบดั้งเดิมที่ Fleurier: สร้างชิ้นส่วนนาฬิกา Naissance d’une Montre 3 ด้วยมือ โดยไม่ใช้เครื่องจักร CNC
ความแม่นยำในทางปฏิบัติ: ช่างฝีมือใช้เครื่องมือกลระดับไมโครวินเทจสร้าง Naissance d’une Montre 3

ในการสร้างนาฬิการุ่นนี้ เครื่องจักรที่ใช้ประกอบด้วยเครื่องกลึงแกนเดี่ยว Schaublin 102 จากปี 1960 ซึ่งถูกนำมาใช้ขึ้นรูปชิ้นส่วนทรงกลมต่างๆ เช่น เพลา ฟูเซ่ เสา เฟือง ล้อ ถัง แกน แกนไขลาน และสกรู ส่วนอีกเครื่องคือเครื่องเจาะแม่นยำ (jig borer) SIP รุ่นเดียวกัน ใช้สำหรับงานคว้าน กัด เจาะ และเจียรชิ้นส่วนต่างๆ เช่น คันโยก เมนเพลท แผ่นล้อ สะพาน และสปริง รวมถึงการตัดเกลียวรูด้วยเครื่องต๊าป ความยิ่งใหญ่ของโปรเจกต์นี้สามารถดูได้จากตัวเลขที่น่าทึ่ง จากการร่างแบบครั้งแรกจนถึงการส่งมอบนาฬิกาเรือนแรก ใช้เวลาทำงานเกือบ 11,000 ชั่วโมง โดยกลไกแต่ละชิ้นประกอบด้วยชิ้นส่วนถึง 747 ชิ้น ซึ่งในจำนวนนี้มีเพียงส่วนโซ่ก็ปาเข้าไป 477 ชิ้น แล้ว

การตัดและขัดชิ้นส่วนที่เล็กที่สุด เช่น เฟือง ก็ต้องใช้เวลาตลอดทั้งวัน โดยใช้ล้อเจียรที่ทำจากไม้แพร์ ขณะที่การตกแต่งล้อในชุดเกียร์แต่ละชิ้นต้องใช้เวลาถึงสามวัน สำหรับแผ่นเมนเพลท (main plate) เพียงอย่างเดียวก็มีช่องเจาะถึง 126 ช่อง ในแปดขนาดที่แตกต่างกัน และ 90 ช่อง ในจำนวนนี้ถูกขัดเงาด้วยมือโดยใช้ลูกกลิ้งตัด ตะปูไม้ และน้ำยาขัดแบบดั้งเดิม

มีการผลิตนาฬิกา Naissance d’une Montre 3 เพียงแค่ 11 เรือน โดยแบ่งเป็นตัวเรือนทองคำ 18k ที่มาจากแหล่งผลิตอย่างมีจริยธรรม 10 เรือน และตัวเรือนสแตนเลสสตีลเพียง 1 เรือน นาฬิกาตัวเรือนสแตนเลสสตีลซึ่งเป็นเรือนแรกของซีรีส์นี้ จะถูกนำออกประมูลที่ Phillips ในเมืองเจนีวา ช่วงเดือนพฤศจิกายนนี้ โดยรายได้จากการประมูลจะนำไปใช้ในการอนุรักษ์และถ่ายทอดทักษะการผลิตนาฬิกาแบบดั้งเดิม ส่วนนาฬิกาตัวเรือนทองคำที่เหลืออีก 10 เรือนจะทยอยผลิตในอัตรา 2 เรือนต่อปี

The Naissance d’une Montre 3: โครโนมิเตอร์ที่ผสมผสานงานฝีมือยุคศตวรรษที่ 18 เข้ากับความมุ่งมั่นในปัจจุบัน
The Naissance d’une Montre 3 คือโครโนมิเตอร์ที่ผลิตด้วยมือ ซึ่งรวบรวมงานฝีมืออันประณีตของช่างนาฬิกาในยุคศตวรรษที่ 18 เข้ากับความทุ่มเทในยุคปัจจุบัน

การผลิตที่ย้อนยุค แต่ยังคงไว้ซึ่งความแม่นยำ

ตัวเรือนของนาฬิการุ่นนี้มีขนาด 44 มม. x 13 มม. โดดเด่นด้วยรูปทรงที่โค้งมน พร้อมขอบหน้าปัดเว้า ขาตัวเรือนเชื่อมติดกัน และเม็ดมะยมที่กว้างพร้อมสลักลายเซาะร่องด้วยมือ การสร้างรูปทรงเหล่านี้ด้วยเครื่องมือที่ควบคุมด้วยมือไม่ใช่เรื่องง่าย จึงต้องอาศัยเทคนิคจากกลุ่มบริษัท Chopard เข้ามาช่วย การหล่อแบบขี้ผึ้ง ซึ่งเป็นเทคนิคที่ใช้ในงานเครื่องประดับเป็นหลัก ถูกนำมาใช้ในการผลิตตัวเรือนและขอบหน้าปัดที่มีส่วนโค้งซับซ้อนและไม่สามารถขึ้นรูปด้วยเครื่องจักรทั่วไปได้

ขณะที่การกลึง การกัด และการต๊าปเกลียว ถูกนำมาใช้เพื่อสร้างรูปทรงพื้นฐาน หลังจากนั้น ชิ้นส่วนจะถูกนำไปขัดแต่งด้วยมือ เชื่อมขาตัวเรือนเข้ากับตัวเรือนหลัก และแกะสลักลวดลาย รวมถึงสลักเครื่องหมายการันตีคุณภาพต่างๆ ด้วยมือทั้งหมด

ภาพขยายตัวเรือนนาฬิกา Naissance d’une Montre 3 เผยให้เห็นด้านข้างที่โค้งมน ขอบหน้าปัดแบบเว้า และเม็ดมะยมเซาะร่องที่แกะสลักด้วยมืออย่างประณีต

กลไกนาฬิการุ่นนี้คือ Calibre FB-BTC.FC ที่มีการออกแบบแบบกลับด้าน โดยมีสะพานและแผ่นกลไกยึดเข้าด้วยกันด้วยเสาเหล็กขัดเงา ทำให้ส่วนที่ปกติจะซ่อนอยู่ใต้หน้าปัดกลายเป็นส่วนหน้าปัดที่มองเห็นได้แทน

เช่นเดียวกับนาฬิกา Montre Astronomique No.3 การแสดงชั่วโมงและนาทีจะอยู่บนหน้าปัดย่อย ขณะที่บนแกนกลางมีเข็มวินาทีสีน้ำเงินเข้มเพียงเข็มเดียวซึ่งมีความบางเป็นพิเศษ และบริเวณครึ่งล่างของกลไกคือระบบส่งกำลังแบบ fusée-and-chain (ฟูเซ่และโซ่) ซึ่งเป็นแบบ reverse fusée (ฟูเซ่กลับด้าน) ที่โทมัส มัดจ์ (Thomas Mudge) เคยคิดค้นขึ้นมาครั้งแรกในนาฬิกาโครโนมิเตอร์สำหรับเดินเรือ

หน้าปัดของ Naissance d’une Montre 3 โดดเด่นด้วยหน้าปัดย่อยสำหรับแสดงชั่วโมงและนาที และเข็มวินาทีตรงกลางที่เป็นสีน้ำเงิน ซึ่งมีความบางเป็นพิเศษ

ในการจัดวางกลไกแบบดั้งเดิม fusée (ฟูเซ่) จะอยู่ทางซ้ายของ barrel (ถังนาฬิกา) โดยโซ่จะวิ่งจากถังไปยังฟูเซ่ ในระหว่างการทำงาน โซ่จะคลายออกจากถังไปยังฟูเซ่ ทำให้แรงดึงของโซ่และแรงดันของเฟืองฟูเซ่ดันไปในทิศทางเดียวกัน ส่งผลให้เพลาของฟูเซ่ต้องรับแรงรวมทั้งหมด ทำให้เกิดแรงเสียดทานและการสึกหรอเพิ่มขึ้น

แต่ในรูปแบบ reverse arrangement (การจัดวางแบบย้อนกลับ) ตำแหน่งของถังและฟูเซ่จะสลับกัน ทำให้โซ่ข้ามไปอีกฝั่ง fusée จะถูกไขลานก่อน และระหว่างการทำงาน โซ่จะคลายจาก fusée ไปยัง barrel การออกแบบเช่นนี้ทำให้การไขลานง่ายขึ้น ขณะเดียวกันแรงดึงของโซ่จะหักล้างกับแรงดันของเฟืองฟูเซ่ ทำให้แรงที่กระทำต่อเพลาสมดุลกันและช่วยลดการสูญเสียจากแรงเสียดทานได้

ภาพนี้แสดงด้านหน้าของกลไกนาฬิกา Naissance d’une Montre 3 ที่เผยให้เห็นระบบส่งกำลังแบบ reverse fusée-and-chain อย่างชัดเจน ซึ่งมีส่วนช่วยลดแรงเสียดทานและเพิ่มความแม่นยำ
ส่วนภาพด้านหลังของกลไก เผยให้เห็นการแกะสลักข้อความอย่างประณีต และการตกแต่งสะพาน (bridges) ด้วยมือในสไตล์ดั้งเดิม ซึ่งแสดงถึงความทุ่มเทในงานหัตถศิลป์ระดับสูง

หัวใจสำคัญของกลไก

ตามปกติแล้ว ในกลไก FB calibre ทั่วไป จะมีเฟือง differential (เฟืองทด) ซึ่งประกอบด้วย planet gears ติดตั้งอยู่ในส่วน fusée เพื่อรักษาพลังงานขับเคลื่อนไว้ในระหว่างการไขลาน ซึ่งถือเป็นสิ่งจำเป็นเพราะ fusée จะหมุนไปในทิศทางหนึ่งขณะไขลาน และหมุนกลับมาอีกทิศทางหนึ่งขณะทำงาน ทำให้การจ่ายพลังงานถูกขัดจังหวะ แต่ในกลไกนี้ แทนที่จะใช้เฟือง differential พวกเขาเลือกใช้กลไกแบบเก่าที่คิดค้นโดย John Harrison ซึ่งมีส่วนช่วยให้กลไกยังคงทำงานได้ในระหว่างการไขลาน โดยใช้นิรภัยที่ติดตั้งเข้ากับล้อเฟืองของ fusée เพื่อป้องกันไม่ให้มันหมุนย้อนกลับ และใช้สปริงรักษาแรงขับเคลื่อนที่ยังคงขับเคลื่อนล้อตรงกลางต่อไป

อีกหนึ่งองค์ประกอบที่ทำให้กลไกนี้แตกต่างจากกลไกของ Ferdinand Berthoud ทั่วไปคือ stop work (กลไกหยุด) แทนที่จะใช้ Geneva stop work (กลไกหยุดแบบเจนีวา) ซึ่งเป็นที่คุ้นเคยกันดี กลไกนี้เลือกใช้ stop work ที่ออกแบบโดย Breguet ในระบบของ Geneva stop work จะมีล้อรูปกางเขนมอลตา (Maltese cross) ติดอยู่กับถังนาฬิกา และมีนิ้วจากแกนถังคอยเกี่ยวเข้ากับล้อนี้ โดยทั้งสองส่วนจะสัมผัสกันตลอดเวลาในขณะที่ถังเคลื่อนที่ และแขนที่ยื่นออกมาของล้อรูปกางเขนจะจำกัดการคลายตัวของเมนสปริงโดยการบล็อกไม่ให้ถังหมุนต่อไปได้

ในทางกลับกัน ระบบของ Breguet ใช้นิ้วบนแกนถังที่ทำงานโดยตรงกับแคมที่ยื่นออกมา การทำงานไม่ได้สัมผัสกันตลอดเวลา แต่จะทำงานสอดประสานกันผ่านชุดเฟืองเพิ่มเติมที่อยู่ด้านล่าง แม้ว่าสุดท้ายแล้วระบบของ Geneva จะเข้ามาแทนที่ระบบของ Breguet ในที่สุด สาเหตุอาจเป็นเพราะระบบของ Breguet มีความหนามากกว่าและต้องใช้ชุดเฟืองที่ซับซ้อนกว่านั่นเอง เนื่องจาก fusée (ฟูเซ่) ถูกติดตั้งอยู่บนล้อกลาง จึงจำเป็นต้องมีชุดเฟืองเสริมเพื่อขับเคลื่อนกลไกการแสดงผลชั่วโมงและนาทีแบบเยื้องศูนย์ ทำให้ด้านหลังของกลไกมีล้อเฟืองจำนวนมากที่มองเห็นได้ รวมถึงชุดเฟืองสำหรับกลไกแสดงพลังงานสำรองด้วย

กลไกขับเคลื่อนแบบ fusée-and-chain (ฟูเซ่และโซ่) ที่สลักเสลาอย่างวิจิตร คือหัวใจสำคัญที่บ่งบอกถึงเอกลักษณ์ของนาฬิกา Naissance d’une Montre 3 ที่ประกอบขึ้นด้วยมือ

กลไกของนาฬิกาเรือนนี้มีความถี่ในการทำงานที่ 21,600 vph (ครั้งต่อชั่วโมง) และหัวใจสำคัญของกลไกคือ bimetallic split balance ที่ทำจากโลหะ Invar และ ทองเหลือง นี่คือสิ่งที่เรียกว่า Guillaume balance ซึ่งตั้งชื่อตาม Charles-Édouard Guillaume นักฟิสิกส์ชาวสวิสผู้ค้นพบโลหะ Invar ในปี 1896 และพัฒนา Elinvar ในภายหลัง ซึ่งทำให้เขาได้รับรางวัลโนเบลสาขาฟิสิกส์ในปี 1920

โลหะผสมนิกเกิล-เหล็กชนิดนี้ช่วยแก้ปัญหา middle temperature error (ความคลาดเคลื่อนของอุณหภูมิปานกลาง) ซึ่งเป็นปรากฏการณ์ที่ Ferdinand Berthoud ค้นพบครั้งแรกในปี 1771 โดยสรุปแล้วพบว่าวงล้อปรับสมดุลแบบไบเมทัลลิกที่ทำจากทองเหลืองและเหล็กจะรักษาเวลาได้อย่างแม่นยำในอุณหภูมิที่ต่ำและสูง แต่จะเดินเร็วที่สุดในช่วงอุณหภูมิปานกลาง และเดินช้าลงเมื่ออุณหภูมิห่างจากจุดนั้น

สาเหตุของปัญหานี้คือวงล้อปรับสมดุลและสปริงจักรไม่ได้เปลี่ยนแปลงไปในอัตราเดียวกัน วงล้อจะขยายตัวหรือหดตัวอย่างสม่ำเสมอตามอุณหภูมิ ขณะที่ความยืดหยุ่นของสปริงจักรเหล็กคาร์บอนจะลดลงในลักษณะโค้ง ทำให้ทั้งสองส่วนไม่สามารถหักล้างกันได้อย่างสมบูรณ์ในช่วงอุณหภูมิที่แตกต่างกันทั้งหมด ทำให้ยังคงมีความคลาดเคลื่อนหลงเหลืออยู่ในช่วงอุณหภูมิปานกลาง

Guillaume จึงแก้ปัญหานี้ด้วยการใช้โลหะ Invar แทนแถบเหล็กด้านในของวงล้อปรับสมดุลแบบเดิม ซึ่งทำให้วงล้อปรับสมดุลที่สร้างขึ้นมีการตอบสนองแบบไม่เป็นเส้นตรงที่สอดคล้องกับสปริงจักรเหล็กคาร์บอน ส่งผลให้กลไกการแกว่งมีความเสถียรมากขึ้นในช่วงอุณหภูมิที่หลากหลาย

ล้อปรับสมดุลแบบไบเมทัลลิก Guillaume ของนาฬิกา Naissance d’une Montre 3 ถูกออกแบบมาเพื่อความแม่นยำและการชดเชยอุณหภูมิโดยเฉพาะ ซึ่งถือเป็นหัวใจสำคัญของกลไกนาฬิกาเรือนนี้

หลักการทำงานนั้นเรียบง่ายแต่ชาญฉลาด ทองเหลืองจะขยายตัวเมื่อได้รับความร้อนอย่างเห็นได้ชัด ขณะที่ Invar จะขยายตัวน้อยกว่าเหล็กและมีลักษณะที่ไม่เป็นเส้นตรง เมื่อโลหะทั้งสองชนิดถูกยึดเข้าด้วยกันในวงล้อที่มีรอยผ่า ความไม่เข้ากันของการขยายตัวจะทำให้แขนของวงล้อปรับสมดุลบิดเข้าหรือออกตามการเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิ ซึ่งจะไปปรับเปลี่ยนรัศมีของวงล้อและ*แรงเฉื่อย ให้ไปในทิศทางตรงกันข้ามกับการเปลี่ยนแปลงความยืดหยุ่นของสปริงจักรที่ทำจากเหล็ก

*แรงเฉื่อย (Inertia) คือ สมบัติของวัตถุที่ต่อต้านการเปลี่ยนแปลงสภาพการเคลื่อนที่ของมันเอง พูดง่าย ๆ ก็คือ วัตถุทุกชนิดจะมีความ “ดื้อดึง” ต่อการเปลี่ยนแปลง ถ้าวางอยู่เฉย ๆ มันก็อยากอยู่นิ่งต่อไป ถ้าเคลื่อนที่อยู่ มันก็อยากเคลื่อนที่ต่อไปในทิศทางเดิมด้วยความเร็วเท่าเดิม เว้นแต่จะมีแรงภายนอกมากระทำ เช่น ผลัก ดึง เสียดทาน หรือแรงโน้มถ่วง เป็นต้น หลักการนี้คือ กฎการเคลื่อนข้อที่ 1 ของนิวตัน (Newton’s First Law of Motion) หรือที่เรียกว่า กฎความเฉื่อย (Law of Inertia)

ก่อนที่จะมีการค้นพบโลหะผสมที่สามารถชดเชยตัวเองได้ เช่น Elinvar, Nivarox และ Glucydur ซึ่งทำให้การชดเชยแบบแยกส่วนไม่จำเป็นอีกต่อไป วงล้อปรับสมดุลแบบไบเมทัลลิกถือเป็นมาตรฐานระดับสูงสุดสำหรับนาฬิกาที่มีความเที่ยงตรงสูง ซึ่งพบได้ในนาฬิกาทุกประเภท ตั้งแต่โครโนมิเตอร์สำหรับเดินเรือไปจนถึงนาฬิกาสำหรับหอดูดาว ล้อปรับสมดุลในนาฬิกา Naissance d’une Montre 3 มีสกรูปรับตั้ง 4 ตัว ตามขอบวงล้อ ตุ้มน้ำหนักเฉื่อยแบบตายตัว 2 ตัว และตุ้มน้ำหนักเคลือบทองที่ทำจากนิกเกิลซิลเวอร์ อีก 2 ตัว บนขอบที่ผ่าออก เพื่อใช้ในการปรับการชดเชยอุณหภูมิ

สปริงจักรของนาฬิกาเรือนนี้ทำจากโลหะผสมเหล็กที่ปราศจากนิกเกิล ซึ่งยังคงไวต่อการเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิ ทำให้การชดเชยความร้อนมีความสำคัญอย่างแท้จริง นอกจากนี้ สปริงยังถูกนำไปอบความร้อนจนได้สีน้ำเงินที่สม่ำเสมอ ซึ่งเป็นสิ่งที่หาได้ยากยิ่งในยุคปัจจุบัน และนี่เองที่ทำให้นาฬิกาเรือนนี้รวมถึงแนวคิดทั้งหมดเบื้องหลัง มีความสมบูรณ์และน่าตื่นเต้นอย่างยิ่ง

กลไกของนาฬิกาเรือนนี้ได้รับการรับรองจาก COSC ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าทึ่งอย่างยิ่ง การทดสอบโครโนมิเตอร์ในปัจจุบันมีความเข้มงวดสูงสำหรับนาฬิกาทุกเรือน แต่การที่นาฬิกาที่ผลิตด้วยมือซึ่งใช้กลไกควบคุมด้วย bimetallic Guillaume balance และสปริงจักรเหล็ก สามารถผ่านการทดสอบนี้ได้ ถือเป็นเรื่องที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในปัจจุบัน เพราะเทคโนโลยีเหล่านี้ถูกทอดทิ้งมานานแล้ว เนื่องจากยากที่จะรักษาความเสถียรให้ได้ตามมาตรฐานยุคใหม่

ดังนั้น Naissance d’une Montre 3 จึงไม่ใช่แค่การรวบรวมงานฝีมือแบบดั้งเดิมเท่านั้น แต่ยังเป็นเสมือนสมุดบันทึกที่รวบรวมคำตอบทางเทคนิคจากยุคที่การผลิตนาฬิกาคือแกนหลักของวิทยาศาสตร์ นาฬิกาเรือนนี้จึงเป็นผลงานที่สมบูรณ์แบบที่สุดในซีรีส์ และยังชวนให้หวนรำลึกถึงยุคที่ความแม่นยำของวงล้อปรับสมดุลและสปริงจักรไม่ได้เป็นเพียงแค่เรื่องนามธรรมสำหรับนักสะสม แต่เป็นสิ่งสำคัญที่ส่งผลต่อการเดินเรือ ดาราศาสตร์ การทำสงคราม และชะตากรรมของชาติ

การสร้างนาฬิกาเช่นนี้ในปัจจุบัน จึงเป็นการรำลึกถึงนักคิดผู้ยิ่งใหญ่ที่มองการวัดเวลาเป็นทั้งความจำเป็นในทางปฏิบัติและเป็นพรมแดนทางวิทยาศาสตร์ ซึ่งท้ายที่สุดแล้วได้แสดงให้เห็นว่าการค้นคว้าและสติปัญญาในระดับสูงสุดยังคงสามารถสร้างแรงบันดาลใจให้เราได้เสมอในทุกวันนี้

รายละเอียดทางเทคนิค
Ferdinand Berthoud Chronomètre รุ่น REF. FB 4BTC. 1
  • กลไก: Caliber FB-RES.FC แบบไขลานด้วยมือ สำรองพลังงาน 50 ชั่วโมง ความถี่ 3Hz หรือ 21,600 ครั้งต่อชั่วโมง (vph) ได้รับการรับรองความเที่ยงตรงระดับโครโนมิเตอร์จาก COSC
  • ฟังก์ชัน: บอกเวลาชั่วโมงและนาที เข็มวินาทีกลาง กลไกขับเคลื่อนแบบ Fusée-and-chain พร้อม Breguet stop work และ bimetallic compensation balance wheel ฟังก์ชันหยุดเข็มวินาที
  • ตัวเรือน: ขนาด 44.3 มม. x 13 มม. ทำจากทองคำขาว กันน้ำได้ 30 เมตร
  • หน้าปัด: ทำจากทองคำขาว 18k หน้าปัดย่อยสำหรับชั่วโมงและนาทีตกแต่งด้วยลายซาตินทรงกลม พร้อมสลักเลขอารบิกสำหรับนาทีและเลขโรมันสำหรับชั่วโมงด้วยมือ วงแหวนวินาทีตกแต่งด้วยลายซาตินทรงกลม ตัวแสดงพลังงานสำรองสลักลงบนแผ่นเมนเพลทด้วยมือ
  • สายนาฬิกา: สายหนังจระเข้เย็บขอบด้วยมือ พร้อมหัวเข็มขัดทำจากทองคำขาว
  • การผลิต: ผลิตจำนวนจำกัดเพียง 10 เรือน ในอัตรา 2 เรือนต่อปี

อ่านบทความอื่นๆ เพิ่มเติม
Van Cleef & Arpels จารึกบทใหม่ของนาฬิกา ผ่านนิทรรศการแห่งกาลเวลาและจินตนาการ
ZENITH CHRONOMASTER SPORT METEORITE เรือนเวลาจากนอกโลก ที่มาพร้อมความแม่นยำระดับเทพ
Vacheron Constantin Overseas Perpetual Calendar Ultra-thin: การกลับมาของความซับซ้อนที่เรียบง่าย

Share post:

More like this

The Vintage Renaissance: เมื่อ ‘อดีต’ คือการปฏิวัติที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของโลกนาฬิกา

เมื่อแบรนด์นาฬิกาแข่งกันว่าใครจะสามารถ ‘เล่าเรื่องอดีต’ ได้ร่วมสมัยที่สุด  Words: Chanist Prasertburanakul เมื่อเราก้าวเข้าสู่ช่วงครึ่งหลังของทศวรรษ 2020 โลกนาฬิกาได้เกิดปรากฏการณ์ที่เรียกว่า ‘Reverse...

นาฬิกา collaboration การหลอมรวมนวัตกรรมและงานคราฟต์แมนชิพชั้นยอดที่แสดงถึงความแน่นแฟ้นในอุตสาหกรรมนาฬิกา

ไม่ใช่แค่เทคนิคทางการตลาด แต่เป็นการประกาศถึงสายสัมพันธ์ในวงการนาฬิกาอันแข็งแกร่งและยั่งยืน สำหรับวงการนาฬิกาชั้นสูงการสร้างสรรค์ผลงานความร่วมมือไม่ได้เกิดขึ้นง่ายดายนัก และการจับมือแต่ละครั้งไม่ใช่เพียงแค่หวังผลในเชิงตัวเลขรายรับเข้าบริษัทที่ทะยานสูงขึ้น แต่การที่เมซงที่มีความชำนาญในศาสตร์ใดศาสตร์หนึ่งอย่างสูง เลือกจับมือกับอีกเมซงที่มีความเชี่ยวชาญอีกด้าน ย่อมเป็นการรวมพลังครั้งยิ่งใหญ่ในการสร้างสรรค์ผลงานเรือนเวลาที่มากกว่าการหวังผลทางการตลาด แต่มันเป็นการประกาศถึงสายสัมพันธ์ในวงการนาฬิกาที่แข็งแกร่งและยั่งยืน รวมถึงความเป็นไปได้ในโลกแห่งเรือนเวลาจักรกลที่พยายามรักษาสมดุลระหว่างการดำรงไว้ซึ่งขนบดั้งเดิม และการโอบรับนวัตกรรมใหม่ๆ...

Rado Master of Materials นวัตกรรมไฮเทคเซรามิกและโครงสร้าง Monobloc แห่งอนาคต

Rado ตอกย้ำฉายา Master of Materials ด้วยการยกระดับไฮเทคเซรามิกสู่โครงสร้าง Monobloc ที่บางเบาและทนทาน ผสานงานดีไซน์หน้าปัดแบบเปิดโชว์กลไกที่สะท้อนถึงความล้ำสมัยและไลฟ์สไตล์ของคนรุ่นใหม่ได้อย่างสมบูรณ์แบบ

Nautilus กำลังจะครบ 50 ปี มาดูกันว่า Patek Philippe จะฉลองวาระนี้อย่างไร

เมื่อ Nautilus เดินทางมาถึงปีที่ 50 ในปี 2026 โจทย์ใหญ่ของ Thierry Stern ไม่ใช่แค่การออกนาฬิการุ่นใหม่ แต่คือการทวงคืนจิตวิญญาณของแบรนด์และการวางตำแหน่งหมากเกมนี้ให้เหนือกว่ากระแสวัฒนธรรมร่วมสมัย